อุปปาทกัมมอายุปมาณวาร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๕ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๒ วิภังคปกรณ์ อุปปาทกัมมอายุปมาณวาร
เทวาติ ตโย เทวา สมฺมติเทวา อุปปตฺติเทวา วิสุทฺธิเทวา ฯ สมฺมติเทวา นาม ราชาโน เทวิโย กุมารา ฯ อุปปตฺติเทวา นาม จาตุมฺมหาราชิเก เทเว อุปาทาย ตทุปริ เทวา ฯ วิสุทฺธิเทวา นาม อรหนฺโต วุจฺจนฺติ ฯ
คำว่า เทวดา ได้แก่เทวดา ๓ จำพวก คือ สมมติเทวดา อุปปัตติเทวดา วิสุทธิเทวดา พระราชา พระเทวี พระราชกุมาร เรียกว่า สมมติเทวดา เหล่าเทวดาชั้นบน นับแต่เหล่าเทวดาชั้นจาตุมหาราชขึ้นไป เรียกว่าอุปปัตติเทวดา พระอรหันต์ทั้งหลาย เรียกว่า วิสุทธิเทวดา
ทานํ ทตฺวา สีลํ สมาทยิตฺวา อุโปสถกมฺมํ กตฺวา กตฺถ อุปปชฺชนฺติ ฯ ทานํ ทตฺวา สีลํ สมาทยิตฺวา อุโปสถกมฺมํ กตฺวา อปฺเปกจฺเจ ขตฺติยมหาสาลานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชนฺติ อปฺเปกจฺเจ พฺราหฺมณมหาสาลานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชนฺติ อปฺเปกจฺเจ คหปติมหาสาลานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชนฺติ อปฺเปกจฺเจ จาตุมฺมหาราชิกานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชนฺติ อปฺเปกจฺเจ ตาวตึสานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชนฺติ อปฺเปกจฺเจ ยามานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชนฺติ อปฺเปกจฺเจ ตุสิตานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชนฺติ อปฺเปกจฺเจ นิมฺมานรตีนํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชนฺติ อปฺเปกจฺเจ ปรนิมฺมิตวสวตฺตีนํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชนฺติ ฯ
คนทั้งหลาย ให้ทาน สมาทานศีล ทำอุโบสถกรรม แล้ว เกิดที่ไหน คนทั้งหลาย ให้ทาน สมาทานศีล ทำอุโบสถกรรมแล้ว บางคนเข้าถึงความเป็นพวกแห่งกษัตริย์ผู้มหาศาล บางคนเข้าถึงความเป็นพวกแห่งพราหมณ์ผู้มหาศาล บางคนเข้าถึงความเป็นพวกแห่งคหบดีผู้มหาศาล บางคนเข้าถึงความเป็นพวกแห่งเหล่าเทวดาชั้นจาตุมหาราช บางคนเข้าถึงความเป็นพวกแห่งเหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์ บางคนเข้าถึงความเป็นพวกแห่งเหล่าเทวดาชั้นยามา บางคนเข้าถึงความเป็นพวกแห่งเหล่าเทวดาชั้นดุสิต บางคนเข้าถึงความเป็นพวกแห่งเหล่าเทวดาชั้นนิมมานรดี บางคนเข้าถึงความเป็นพวกแห่งเหล่าเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตตี
มนุสฺสานํ กิตฺตกํ อายุปฺปมาณํ วสฺสสตํ อปฺปํ วา ภิยฺโย วา ฯ จาตุมฺมหาราชิกานํ เทวานํ กิตฺตกํ อายุปฺปมาณํ ยานิ มานุสกานิ ปญฺญาสวสฺสานิ จาตุมฺมหาราชิกานํ เทวานํ เอโส เอโก รตฺตินฺทิโว ตาย รตฺติยา ตึสรตฺติโย มาโส เตน มาเสน ทฺวาทสมาสิโย สํวจฺฉโร เตน สํวจฺฉเรน ทิพฺพานิ ปญฺจ วสฺสสตานิ จาตุมฺมหาราชิกานํ เทวานํ อายุปฺปมาณํ มนุสฺสานํ คณนาย กิตฺตกํ โหติ นวุติ วสฺสสตสหสฺสานิ ฯ {๑๑๐๖.๑} ตาวตึสานํ เทวานํ กิตฺตกํ อายุปฺปมาณํ ยํ มานุสกํ วสฺสสตํ ตาวตึสานํ เทวานํ เอโส เอโก รตฺตินฺทิโว ตาย รตฺติยา ตึสรตฺติโย มาโส เตน มาเสน ทฺวาทสมาสิโย สํวจฺฉโร เตน สํวจฺฉเรน ทิพฺพํ วสฺสสหสฺสํ ตาวตึสานํ เทวานํ อายุปฺปมาณํ มนุสฺสานํ คณนาย กิตฺตกํ โหติ ติสฺโส จ วสฺสโกฏิโย สฏฺฐิญฺจ วสฺสสตสหสฺสานิ ฯ ยามานํ เทวานํ กิตฺตกํ อายุปฺปมาณํ ยานิ มานุสกานิ เทฺว วสฺสสตานิ ยามานํ เทวานํ เอโส เอโก รตฺตินฺทิโว ตาย รตฺติยา ตึสรตฺติโย มาโส เตน มาเสน ทฺวาทสมาสิโย สํวจฺฉโร เตน สํวจฺฉเรน ทิพฺพานิ เทฺว วสฺสสหสฺสานิ ยามานํ เทวานํ อายุปฺปมาณํ มนุสฺสานํ คณนาย กิตฺตกํ โหติ จุทฺทส จ วสฺสโกฏิโย จตฺตาลีสญฺจ วสฺสสตสหสฺสานิ ฯ {๑๑๐๖.๒} ตุสิตานํ เทวานํ กิตฺตกํ อายุปฺปมาณํ ยานิ มานุสกานิ จตฺตาริ วสฺสสตานิ ตุสิตานํ เทวานํ เอโส เอโก รตฺตินฺทิโว ตาย รตฺติยา ตึสรตฺติโย มาโส เตน มาเสน ทฺวาทสมาสิโย สํวจฺฉโร เตน สํวจฺฉเรน ทิพฺพานิ จตฺตาริ วสฺสสหสฺสานิ ตุสิตานํ เทวานํ อายุปฺปมาณํ มนุสฺสานํ คณนาย กิตฺตกํ โหติ สตฺตปญฺญาส วสฺสโกฏิโย สฏฺฐิญฺจ วสฺสสตสหสฺสานิ ฯ {๑๑๐๖.๓} นิมฺมานรตีนํ เทวานํ กิตฺตกํ อายุปฺปมาณํ ยานิ มานุสกานิ อฏฺฐ วสฺสสตานิ นิมฺมานรตีนํ เทวานํ เอโส เอโก รตฺตินฺทิโว ตาย รตฺติยา ตึสรตฺติโย มาโส เตน มาเสน ทฺวาทสมาสิโย สํวจฺฉโร เตน สํวจฺฉเรน ทิพฺพานิ อฏฺฐ วสฺสสหสฺสานิ นิมฺมานรตีนํ เทวานํ อายุปฺปมาณํ มนุสฺสานํ คณนาย กิตฺตกํ โหติ เทฺว วสฺสโกฏิสตานิ ตึสญฺจ วสฺสโกฏิโย จตฺตาลีสญฺจ วสฺสสตสหสฺสานิ ฯ {๑๑๐๖.๔} ปรนิมฺมิตวสวตฺตีนํ เทวานํ กิตฺตกํ อายุปฺปมาณํ ยานิ มานุสกานิ โสฬส วสฺสสตานิ ปรนิมฺมิตวสวตฺตีนํ เทวานํ เอโส เอโก รตฺตินฺทิโว ตาย รตฺติยา ตึสรตฺติโย มาโส เตน มาเสน ทฺวาทสมาสิโย สํวจฺฉโร เตน สํวจฺฉเรน ทิพฺพานิ โสฬส วสฺสสหสฺสานิ ปรนิมฺมิตวสวตฺตีนํ เทวานํ อายุปฺปมาณํ มนุสฺสานํ คณนาย กิตฺตกํ โหติ นว จ วสฺสโกฏิสตานิ เอกวีสญฺจ วสฺสโกฏิโย สฏฺฐิญฺจ วสฺสสตสหสฺสานีติ ฯ ฉปฺปิ เต กามาวจรา สพฺพกามสมิทฺธิโน สพฺเพสํ เอกสงฺขาโต อายุ ภวติ กิตฺตโก ทฺวาทสโกฏิสตํ เตสํ อฏฺฐวีสญฺจ โกฏิโย ปญฺญาส สตสหสฺสานิ วสฺสคฺเคน ปกาสิตาติ ฯ
อายุของเหล่ามนุษย์ มีประมาณเท่าไร คือ ประมาณ ๑๐๐ ปี ต่ำกว่าบ้าง เกินกว่าบ้างก็มี อายุของเหล่าเทวดาชั้นจาตุมมหาราช มีประมาณเท่าไร คือ ๕๐ ปี ของมนุษย์ นับเป็นวันหนึ่งและคืนหนึ่งของเหล่าเทวดาชั้นจาตุมมหาราช ๓๐ ราตรี โดยราตรีนั้น เป็น ๑ เดือน ๑๒ เดือนโดยเดือนนั้นเป็น ๑ ปี ๕๐๐ ปีทิพย์โดยปีนั้น เป็นกำหนดอายุของเหล่าเทวดาชั้นจาตุมมหาราช นับอย่างปีมนุษย์ มีประมาณเท่าไร มีประมาณ ๙ ล้านปี อายุของเหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์ มีประมาณเท่าไร คือ ๑๐๐ ปีของมนุษย์ นับเป็นวันหนึ่งและคืนหนึ่งของเหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์ ๓๐ ราตรีโดยราตรีนั้น เป็น ๑ เดือน ๑๒ เดือนโดยเดือนนั้น เป็น ๑ ปี๑,๐๐๐ ปีทิพย์โดยปีนั้น เป็นกำหนดอายุของเหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์ นับอย่างปีมนุษย์ มีประมาณเท่าไร มีประมาณ ๓ โกฏิ ๖ ล้านปี อายุของเหล่าเทวดาชั้นยามา มีประมาณเท่าไร คือ ๒๐๐ ปีของมนุษย์ นับเป็นวันหนึ่งและคืนหนึ่งของเหล่าเทวดาชั้นยามา ๓๐ ราตรีโดยราตรีนั้น เป็น ๑ เดือน ๑๒ เดือนโดยเดือนนั้น เป็น ๑ ปี๒,๐๐๐ ปีทิพย์โดยปีนั้น เป็นกำหนดอายุของเหล่าเทวดาชั้นยามา นับอย่างปีมนุษย์ มีประมาณเท่าไร มีประมาณ ๑๔ โกฏิ ๔ ล้านปี อายุของเหล่าเทวดาชั้นดุสิต มีประมาณเท่าไร คือ ๔๐๐ ปีของมนุษย์ นับเป็นวันหนึ่งและคืนหนึ่งของเหล่าเทวดาชั้นดุสิต ๓๐ ราตรีโดยราตรีนั้น เป็น ๑ เดือน ๑๒ เดือนโดยเดือนนั้น เป็น ๑ ปี๔,๐๐๐ ปีทิพย์โดยปีนั้น เป็นกำหนดอายุของเหล่าเทวดาชั้นดุสิต นับอย่างปีมนุษย์ มีประมาณเท่าไร มีประมาณ ๕๗ โกฏิ ๖ ล้านปี อายุของเหล่าเทวดาชั้นนิมมานรดี มีประมาณเท่าไร คือ ๘๐๐ ปีของมนุษย์ นับเป็นวันหนึ่งและคืนหนึ่งของเหล่าเทวดาชั้นนิมมานรดี ๓๐ ราตรีโดยราตรีนั้น เป็น ๑ เดือน ๑๒ เดือนโดยเดือนนั้น เป็น๑ ปี ๘,๐๐๐ ปีทิพย์โดยปีนั้น เป็นกำหนดอายุของเหล่าเทวดาชั้นนิมมานรดี นับอย่างปีมนุษย์ มีประมาณเท่าไร มีประมาณ ๒๓๐ โกฏิ ๔ ล้านปี อายุของเหล่าเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตตี มีประมาณเท่าไร คือ ๑,๖๐๐ ปีของมนุษย์ นับเป็นวันหนึ่งและคืนหนึ่งของเหล่าเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตตี ๓๐ ราตรีโดยราตรีนั้น เป็น ๑ เดือน ๑๒ เดือนโดยเดือนนั้นเป็น ๑ ปี ๑๖,๐๐๐ ปีทิพย์โดยปีนั้น เป็นกำหนดอายุของเหล่าเทวดาชั้นปรนิม-*มิตวสวัตตี นับอย่างปีมนุษย์ มีประมาณเท่าไร มีประมาณ ๙๒๑ โกฏิ ๖ ล้านปี พวกเทวดากามาวจรสวรรค์ ๖ ชั้น เพียบพร้อมไปด้วยกามคุณทั้งปวงอายุของพวกเทวดากามาวจรสวรรค์ ๖ ชั้น นับรวมกันทั้งหมดเป็นเท่าไร เป็น๑๒๒๘ โกฏิ ๕ ล้านปี โดยนับอย่างปีมนุษย์
ปฐมํ ฌานํ ปริตฺตํ ภาเวตฺวา กตฺถ อุปปชฺชนฺติ ปฐมํ ฌานํ ปริตฺตํ ภาเวตฺวา พฺรหฺมปาริสชฺชานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชนฺติ เตสํ กิตฺตกํ อายุปฺปมาณํ กปฺปสฺส ตติโย จตุตฺโถ ภาโค ฯ ปฐมํ ฌานํ มชฺฌิมํ ภาเวตฺวา กตฺถ อุปปชฺชนฺติ ปฐมํ ฌานํ มชฺฌิมํ ภาเวตฺวา พฺรหฺมปุโรหิตานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชนฺติ เตสํ กิตฺตกํ อายุปฺปมาณํ อุปฑฺฒกปฺโป ฯ ปฐมํ ฌานํ ปณีตํ ภาเวตฺวา กตฺถ อุปปชฺชนฺติ ปฐมํ ฌานํ ปณีตํ ภาเวตฺวา มหาพฺรหฺมานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชนฺติ เตสํ กิตฺตกํ อายุปฺปมาณํ เอโก กปฺโป ฯ {๑๑๐๗.๑} ทุติยํ ฌานํ ปริตฺตํ ภาเวตฺวา กตฺถ อุปปชฺชนฺติ ทุติยํ ฌานํ ปริตฺตํ ภาเวตฺวา ปริตฺตาภานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชนฺติ เตสํ กิตฺตกํ อายุปฺปมาณํ เทฺว กปฺปา ฯ ทุติยํ ฌานํ มชฺฌิมํ ภาเวตฺวา กตฺถ อุปปชฺชนฺติ ทุติยํ ฌานํ มชฺฌิมํ ภาเวตฺวา อปฺปมาณาภานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชนฺติ เตสํ กิตฺตกํ อายุปฺปมาณํ จตฺตาโร กปฺปา ฯ ทุติยํ ฌานํ ปณีตํ ภาเวตฺวา กตฺถ อุปปชฺชนฺติ ทุติยํ ฌานํ ปณีตํ ภาเวตฺวา อาภสฺสรานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชนฺติ เตสํ กิตฺตกํ อายุปฺปมาณํ อฏฺฐ กปฺปา ฯ {๑๑๐๗.๒} ตติยํ ฌานํ ปริตฺตํ ภาเวตฺวา กตฺถ อุปปชฺชนฺติ ตติยํ ฌานํ ปริตฺตํ ภาเวตฺวา ปริตฺตสุภานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชนฺติ เตสํ กิตฺตกํ อายุปฺปมาณํ โสฬส กปฺปา ฯ ตติยํ ฌานํ มชฺฌิมํ ภาเวตฺวา กตฺถ อุปปชฺชนฺติ ตติยํ ฌานํ มชฺฌิมํ ภาเวตฺวา อปฺปมาณสุภานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชนฺติ เตสํ กิตฺตกํ อายุปฺปมาณํ ทฺวตฺตึส กปฺปา ฯ ตติยํ ฌานํ ปณีตํ ภาเวตฺวา กตฺถ อุปปชฺชนฺติ ตติยํ ฌานํ ปณีตํ ภาเวตฺวา สุภกิณฺหานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชนฺติ เตสํ กิตฺตกํ อายุปฺปมาณํ จตุสฏฺฐี กปฺปา ฯ {๑๑๐๗.๓} จตุตฺถํ ฌานํ ภาเวตฺวา อารมฺมณนานตฺตตา มนสิการนานตฺตตา ฉนฺทนานตฺตตา ปณิธินานตฺตตา อธิโมกฺขนานตฺตตา อภินิหารนานตฺตตา ปญฺญานานตฺตตา อปฺเปกจฺเจ อสญฺญสตฺตานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชนฺติ อปฺเปกจฺเจ เวหปฺผลานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชนฺติ อปฺเปกจฺเจ อวิหานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชนฺติ อปฺเปกจฺเจ อตปฺปานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชนฺติ อปฺเปกจฺเจ สุทสฺสานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชนฺติ อปฺเปกจฺเจ สุทสฺสีนํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชนฺติ อปฺเปกจฺเจ อกนิฏฺฐานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชนฺติ อปฺเปกจฺเจ อากาสานญฺจายตนูปคานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชนฺติ อปฺเปกจฺเจ วิญฺญาณญฺจายตนูปคานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชนฺติ อปฺเปกจฺเจ อากิญฺจญฺญายตนูปคานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชนฺติ อปฺเปกจฺเจ เนวสญฺญานาสญฺญายตนูปคานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชนฺติ ฯ {๑๑๐๗.๔} อสญฺญสตฺตานญฺจ เวหปฺผลานญฺจ เทวานํ กิตฺตกํ อายุปฺปมาณํ ปญฺจ กปฺปสตานิ ฯ อวิหานํ เทวานํ กิตฺตกํ อายุปฺปมาณํ กปฺปสหสฺสํ ฯ อตปฺปานํ เทวานํ กิตฺตกํ อายุปฺปมาณํ เทฺว กปฺปสหสฺสานิ ฯ สุทสฺสานํ เทวานํ กิตฺตกํ อายุปฺปมาณํ จตฺตาริ กปฺปสหสฺสานิ ฯ สุทสฺสีนํ เทวานํ กิตฺตกํ อายุปฺปมาณํ อฏฺฐ กปฺปสหสฺสานิ ฯ อกนิฏฺฐานํ เทวานํ กิตฺตกํ อายุปฺปมาณํ โสฬส กปฺปสหสฺสานิ ฯ อากาสานญฺจายตนูปคานํ เทวานํ กิตฺตกํ อายุปฺปมาณํ วีสติ กปฺปสหสฺสานิ ฯ {๑๑๐๗.๕} วิญฺญาณญฺจายตนูปคานํ เทวานํ กิตฺตกํ อายุปฺปมาณํ จตฺตาลีส กปฺปสหสฺสานิ ฯ อากิญฺจญฺญายตนูปคานํ เทวานํ กิตฺตกํ อายุปฺปมาณํ สฏฺฐี กปฺปสหสฺสานิ ฯ เนวสญฺญา- นาสญฺญายตนูปคานํ เทวานํ กิตฺตกํ อายุปฺปมาณํ จตุราสีติ กปฺปสหสฺสานีติ ฯ อุกฺขิตฺตา ปุญฺญเตเชน กามรูปคตึ คตา ภวคฺคํ วาปิ สมฺปตฺตา ปุน คจฺฉนฺติ ทุคฺคตึ ตาวทีฆายุกา สตฺตา จวนฺติ อายุสงฺขยา นตฺถิ โกจิ ภโว นิจฺโจ อิติ วุตฺตํ มเหสินา ตสฺมา หิ ธีรา นิปกา นิปุณา อตฺถจินฺตกา ชรามรณโมกฺขาย ภาเวนฺติ มคฺคมุตฺตมํ ภาวยิตฺวา สุจึ มคฺคํ นิพฺพาโนคธคามินํ สพฺพาสเว ปริญฺญาย ปรินิพฺพนฺติ อนาสวาติ ฯ --------------
ผู้เจริญปฐมฌานได้อย่างสามัญ ไปเกิดที่ไหน ผู้เจริญปฐมฌานได้อย่างสามัญ ไปเกิดเป็นพวกเทวดาชั้นพรหมปาริสัชชา อายุของเทวดาเหล่านั้น มีประมาณเท่าไร มีประมาณเท่าส่วนที่ ๓ ที่ ๔ แห่งกัปป์ [คือ ๑ ใน ๓ หรือ ๑ ใน ๔แห่งกัปป์] ผู้เจริญปฐมฌานได้อย่างกลาง ไปเกิดที่ไหน ผู้เจริญปฐมฌานได้อย่างกลาง ไปเกิดเป็นพวกเทวดาชั้นพรหมปุโรหิตา อายุของเทวดาเหล่านั้น มีประมาณเท่าไร มีประมาณกึ่งกัปป์ ผู้เจริญปฐมฌานได้อย่างประณีต ไปเกิดที่ไหน ผู้เจริญปฐมฌานได้อย่างประณีต ไปเกิดเป็นพวกเทวดาชั้นมหาพรหมา อายุของเทวดาเหล่านั้น มีประมาณเท่าไร มีประมาณ ๑ กัปป์ ผู้เจริญทุติยฌานได้อย่างสามัญ ไปเกิดที่ไหน ผู้เจริญทุติยฌานได้อย่างสามัญ ไปเกิดเป็นพวกเทวดาชั้นปริตตาภา อายุของเทวดาเหล่านั้น มีประมาณเท่าไร มีประมาณ ๒ กัปป์ ผู้เจริญทุติยฌานได้อย่างกลาง ไปเกิดที่ไหน ผู้เจริญทุติยฌานได้อย่างกลาง ไปเกิดเป็นพวกเทวดาชั้นอัปปมาณาภา อายุของเทวดาเหล่านั้น มีประมาณเท่าไร มีประมาณ ๔ กัปป์ ผู้เจริญทุติยฌานได้อย่างประณีต ไปเกิดที่ไหน ผู้เจริญทุติยฌานได้อย่างประณีต ไปเกิดเป็นพวกเทวดาชั้นอาภัสสระ อายุของเทวดาเหล่านั้น มีประมาณเท่าไร มีประมาณ ๘ กัปป์ ผู้เจริญตติยฌานได้อย่างสามัญ ไปเกิดที่ไหน ผู้เจริญตติยฌานได้อย่างสามัญ ไปเกิดเป็นพวกเทวดาชั้นปริตตสุภา อายุของเทวดาเหล่านั้น มีประมาณเท่าไร มีประมาณ ๑๖ กัปป์ ผู้เจริญตติยฌานได้อย่างกลาง ไปเกิดที่ไหน ผู้เจริญตติยฌานได้อย่างกลาง ไปเกิดเป็นพวกเทวดาชั้นอัปปมาณสุภา อายุของเทวดาเหล่านั้น มีประมาณเท่าไร มีประมาณ ๓๒ กัปป์ ผู้เจริญตติยฌานได้อย่างประณีต ไปเกิดที่ไหน ผู้เจริญตติยฌานได้อย่างประณีต ไปเกิดเป็นพวกเทวดาชั้นสุภกิณหะ อายุของเทวดาเหล่านั้น มีประมาณเท่าไร มีประมาณ ๖๔ กัปป์ ผู้เจริญจตุตถฌาน บางคนไปเกิดเป็นพวกเทวดาเหล่าอสัญญสัตว์ บางคนไปเกิดเป็นพวกเทวดาชั้นเวหัปผลา บางคนไปเกิดเป็นพวกเทวดาชั้นอวิหา บางคนไปเกิดเป็นพวกเทวดาชั้นอตัปปา บางคนไปเกิดเป็นพวกเทวดาชั้นสุทัสสา บางคนไปเกิดเป็นพวกเทวดาชั้นสุทัสสี บางคนไปเกิดเป็นพวกเทวดาชั้นอกนิฏฐะ บางคนไปเกิดเป็นพวกเทวดาผู้เข้าถึงอากาสานัญจายตนภพ บางคนไปเกิดเป็นพวกเทวดาผู้เข้าถึงวิญญาณัญจายตนภพ บางคนไปเกิดเป็นพวกเทวดาผู้เข้าถึงอากิญจัญญา-*ยตนภพ บางคนไปเกิดเป็นพวกเทวดาผู้เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนภพ เพราะอารมณ์ต่างกัน เพราะมนสิการต่างกัน เพราะฉันทะต่างกัน เพราะปณิธิต่างกันเพราะอธิโมกข์ต่างกัน เพราะอภินิหารต่างกัน เพราะปัญญาต่างกัน อายุของเหล่าเทวดาอสัญญสัตว์ และเหล่าเทวดาชั้นเวหัปผลามีประมาณเท่าไร มีประมาณ ๕๐๐ กัปป์ อายุของเหล่าเทวดาชั้นอวิหา มีประมาณเท่าไร มีประมาณ ๑,๐๐๐ กัปป์ อายุของเหล่าเทวดาชั้นอตัปปา มีประมาณเท่าไร มีประมาณ ๒,๐๐๐ กัปป์ อายุของเหล่าเทวดาชั้นสุทัสสา มีประมาณเท่าไร มีประมาณ ๔,๐๐๐ กัปป์ อายุของเหล่าเทวดาชั้นสุทัสสี มีประมาณเท่าไร มีประมาณ ๘,๐๐๐ กัปป์ อายุของเหล่าเทวดาชั้นอกนิฏฐะ มีประมาณเท่าไร มีประมาณ ๑๖,๐๐๐ กัปป์ อายุของเหล่าเทวดาผู้เข้าถึงอากาสานัญจายตนภพ มีประมาณเท่าไร มีประมาณ ๒๐,๐๐๐ กัปป์ อายุของเหล่าเทวดาผู้เข้าถึงวิญญาณัญจายตนภพ มีประมาณเท่าไร มีประมาณ ๔๐,๐๐๐ กัปป์ อายุของเหล่าเทวดาผู้เข้าถึงอากิญจัญญายตนภพ มีประมาณเท่าไร มีประมาณ ๖๐,๐๐๐ กัปป์ อายุของเหล่าเทวดาผู้เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนภพ มีประมาณเท่าไร มีประมาณ ๘๔,๐๐๐ กัปป์ เหล่าสัตว์ที่มีอำนาจแห่งบุญส่งเสริม ไปแล้วสู่กามภพ และรูปภพ หรือแม้ไปสู่ภวัคคพรหม ย่อมกลับไปสู่ทุคติอีกได้ เหล่าสัตว์มีอายุยืนถึงเพียงนั้นก็ยังจุติเพราะสิ้นอายุ ภพไหนๆ ชื่อว่า เที่ยง ไม่มี สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ได้ตรัสไว้อย่างนี้ เพราะฉะนั้นแล เหล่านักปราชญ์ผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาดรอบคอบ คำนึงถึงความจริงข้อนี้ จึงเจริญมรรคอันอุดมเพื่อพ้นจากชรามรณะ ครั้นเจริญมรรคอันบริสุทธิ์สะอาด ซึ่งมีปกติยังสัตว์ให้หยั่งถึงพระนิพพานแล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่มีอาสวะปรินิพพาน เพราะกำหนดรู้อาสวะทั้งปวงฉะนี้แล
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๖. อุปปาทกกัมมอายุปปมาณวาร (วาระว่าด้วยกรรมเป็นเหตุให้เกิดและประมาณอายุของสัตว์) ๑. อุปปาทกกรรม (กรรมเป็นเหตุให้เกิด)
ที่ชื่อว่า เทวดา ได้แก่ เทวดา ๓ จำพวก คือ ๑. สมมติเทวดา (เทวดาโดยสมมติ) ๒. อุปปัตติเทวดา (เทวดาโดยอุบัติ) ๓. วิสุทธิเทวดา (เทวดาโดยความบริสุทธิ์) พระราชา พระราชเทวี พระราชกุมาร เรียกว่า สมมติเทวดา เทวดาเบื้องบนนับแต่เทวดาชั้นจาตุมหาราชขึ้นไปเรียกว่า อุปปัตติเทวดา พระอรหันต์ทั้งหลายเรียกว่า วิสุทธิเทวดา พวกมนุษย์ผู้ให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถแล้วไปเกิดที่ไหน พวกมนุษย์ให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถแล้ว บางพวกไปเกิดเป็นสหายของกษัตริย์มหาศาล บางพวกไปเกิดเป็นสหายของพราหมณ์มหาศาล บางพวกไปเกิดเป็นสหายของคฤหบดีมหาศาล บางพวกไปเกิดเป็นสหายของเทวดาชั้นจาตุ-มหาราช บางพวกไปเกิดเป็นสหายของเทวดาชั้นดาวดึงส์ บางพวกไปเกิดเป็นสหายของเทวดาชั้นยามา บางพวกไปเกิดเป็นสหายของเทวดาชั้นดุสิต บางพวกไปเกิดเป็นสหายของเทวดาชั้นนิมมานรดี บางพวกไปเกิดเป็นสหายของเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตตี @เชิงอรรถ : @ อภิ.วิ.อ. ๑๐๒๑/๕๖๕
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๖๖๙}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๘. ธัมมหทยวิภังค์] ๖. อุปปาทกกัมมอายุปปมาณวาร ๒. อายุปปมาณะ ๒. อายุปปมาณะ (ประมาณอายุ)
อายุของมนุษย์ มีประมาณเท่าไร มีประมาณ ๑๐๐ ปี ต่ำกว่านั้นบ้าง เกินกว่านั้นบ้างก็มี (๑)
อายุของเทวดาชั้นจาตุมหาราช มีประมาณเท่าไร ๕๐ ปีของมนุษย์ นับเป็นวันหนึ่งคืนหนึ่งของเทวดาชั้นจาตุมหาราช ๓๐ ราตรีโดยราตรีนั้นเป็น ๑ เดือน ๑๒ เดือนโดยเดือนนั้น เป็น ๑ ปี ๕๐๐ ปีทิพย์โดยปีนั้น เป็นประมาณอายุของเทวดาชั้นจาตุมหาราช นับอย่างปีมนุษย์ มีประมาณเท่าไร มีประมาณ ๙ ล้านปี (๒) อายุของเทวดาชั้นดาวดึงส์ มีประมาณเท่าไร ๑๐๐ ปีของมนุษย์นับเป็นวันหนึ่ง คืนหนึ่งของเทวดาชั้นดาวดึงส์ ๓๐ ราตรีโดยราตรีนั้น เป็น ๑ เดือน ๑๒ เดือนโดยเดือนนั้น เป็น ๑ ปี ๑,๐๐๐ ปีทิพย์โดยปีนั้น เป็นประมาณอายุของเทวดาชั้นดาวดึงส์ นับอย่างปีมนุษย์ มีประมาณเท่าไร มีประมาณ ๓ โกฏิ ๖ ล้านปี (๓) อายุของเทวดาชั้นยามา มีประมาณเท่าไร ๒๐๐ ปีของมนุษย์นับเป็นวันหนึ่งคืนหนึ่งของเทวดาชั้นยามา ๓๐ ราตรีโดยราตรีนั้น เป็น ๑ เดือน ๑๒ เดือนโดยเดือนนั้น เป็น ๑ ปี ๒,๐๐๐ ปีทิพย์โดยปีนั้นเป็นประมาณอายุของเทวดาชั้นยามา นับอย่างปีมนุษย์ มีประมาณเท่าไร มีประมาณ ๑๔ โกฏิ ๔ ล้านปี (๔) อายุของเทวดาชั้นดุสิต มีประมาณเท่าไร
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๖๗๐}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๘. ธัมมหทยวิภังค์] ๖. อุปปาทกกัมมอายุปปมาณวาร ๒. อายุปปมาณะ ๔๐๐ ปีของมนุษย์นับเป็นวันหนึ่งคืนหนึ่งของเทวดาชั้นดุสิต ๓๐ ราตรีโดยราตรีนั้น เป็น ๑ เดือน ๑๒ เดือนโดยเดือนนั้น เป็น ๑ ปี ๔,๐๐๐ ปีทิพย์โดยปีนั้นเป็นประมาณอายุของเทวดาชั้นดุสิต นับอย่างปีมนุษย์ มีประมาณเท่าไร มีประมาณ ๕๗ โกฏิ ๖ ล้านปี (๕) อายุของเทวดาชั้นนิมมานรดี มีประมาณเท่าไร ๘๐๐ ปีของมนุษย์นับเป็นวันหนึ่งคืนหนึ่งของเทวดาชั้นนิมมานรดี ๓๐ ราตรีโดยราตรีนั้น เป็น ๑ เดือน ๑๒ เดือนโดยเดือนนั้น เป็น ๑ ปี ๘,๐๐๐ ปีทิพย์โดยปีนั้น เป็นประมาณอายุของเทวดาชั้นนิมมานรดี นับอย่างปีมนุษย์ มีประมาณเท่าไร มีประมาณ ๒๓๐ โกฏิ ๔ ล้านปี (๖) อายุของเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตตี มีประมาณเท่าไร ๑,๖๐๐ ปีของมนุษย์นับเป็นวันหนึ่งคืนหนึ่งของเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตตี ๓๐ราตรีโดยราตรีนั้น เป็น ๑ เดือน ๑๒ เดือนโดยเดือนนั้นเป็น ๑ ปี ๑๖,๐๐๐ ปีทิพย์เป็นประมาณอายุของเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตตี นับอย่างปีมนุษย์ มีประมาณเท่าไร มีประมาณ ๙๒๑ โกฏิ ๖ ล้านปี (๗) เทวดาชั้นกามาวจรสวรรค์ ๖ ชั้นเพียบพร้อมด้วยกามคุณทุกอย่าง อายุของเทวดาชั้นกามาวจรสวรรค์ ๖ ชั้น นับรวมกันทั้งหมดเป็นเท่าไร เป็น ๑,๒๒๘ โกฏิ ๕ ล้านปี โดยนับอย่างปีของมนุษย์
บุคคลเจริญปฐมฌานได้อย่างสามัญ ไปเกิดที่ไหน บุคคลเจริญปฐมฌานได้อย่างสามัญแล้วไปเกิดเป็นสหายของเทวดาชั้นพรหม-ปาริสัชชา
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๖๗๑}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๘. ธัมมหทยวิภังค์] ๖. อุปปาทกกัมมอายุปปมาณวาร ๒. อายุปปมาณะ อายุของเทวดา เหล่านั้นมีประมาณเท่าไร มีประมาณเท่าส่วนที่ ๓ แห่งกัป (๘) บุคคลเจริญปฐมฌานได้อย่างกลาง ไปเกิดที่ไหน ไปเกิดเป็นสหายของเทวดาชั้นพรหมปุโรหิตา อายุของเทวดา เหล่านั้นมีประมาณเท่าไร มีประมาณกึ่งกัป (๙) บุคคลเจริญปฐมฌานได้อย่างประณีต ไปเกิดที่ไหน บุคคลเจริญปฐมฌานได้อย่างประณีตแล้ว ไปเกิดเป็นสหายของเทวดาชั้นมหาพรหม อายุของเทวดา เหล่านั้นมีประมาณเท่าไร มีประมาณ ๑ กัป (๑๐)
บุคคลเจริญทุติยฌานได้อย่างสามัญ ไปเกิดที่ไหน บุคคลผู้เจริญทุติยฌานได้อย่างสามัญแล้ว ไปเกิดเป็นสหายของเทวดาชั้นปริตตาภา อายุของเทวดา เหล่านั้นมีประมาณเท่าไร มีประมาณ ๒ กัป (๑๑) บุคคลเจริญทุติยฌานได้อย่างกลาง ไปเกิดที่ไหน บุคคลเจริญทุติยฌานได้อย่างกลางแล้ว ไปเกิดเป็นสหายของเทวดาชั้น อัปปมาณาภา อายุของเทวดา เหล่านั้นมีประมาณเท่าไร มีประมาณ ๔ กัป (๑๒) บุคคลเจริญทุติยฌานได้อย่างประณีต ไปเกิดที่ไหน บุคคลเจริญทุติยฌานได้อย่างประณีตแล้วไปเกิดเป็นสหายของเทวดาชั้นอาภัสสรา
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๖๗๒}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๘. ธัมมหทยวิภังค์] ๖. อุปปาทกกัมมอายุปปมาณวาร ๒. อายุปปมาณะ อายุของเทวดา เหล่านั้นมีประมาณเท่าไร มีประมาณ ๘ กัป (๑๓)
บุคคลเจริญตติยฌานได้อย่างสามัญ ไปเกิดที่ไหน บุคคลเจริญตติยฌานได้อย่างสามัญแล้ว ไปเกิดเป็นสหายของเทวดาชั้นปริตตสุภา อายุของเทวดา เหล่านั้นมีประมาณเท่าไร มีประมาณ ๑๖ กัป (๑๔) บุคคลเจริญตติยฌานได้อย่างกลาง ไปเกิดที่ไหน บุคคลเจริญตติยฌานได้อย่างกลาง ไปเกิดเป็นสหายของเทวดาชั้นอัปปมาณสุภา อายุของเทวดา เหล่านั้นมีประมาณเท่าไร มีประมาณ ๓๒ กัป (๑๕) บุคคลเจริญตติยฌานได้อย่างประณีต ไปเกิดที่ไหน บุคคลเจริญตติยฌานได้อย่างประณีตแล้ว ไปเกิดเป็นสหายของเทวดาชั้นสุภกิณหา อายุของเทวดา เหล่านั้นมีประมาณเท่าไร มีประมาณ ๖๔ กัป (๑๖)
บุคคลเจริญจตุตถฌานแล้ว บางพวกไปเกิดเป็นสหายของอสัญญสัตต- เทวดา บางพวกไปเกิดเป็นสหายของเทวดาชั้นเวหัปผลา บางพวกไปเกิดเป็นสหายของเทวดาชั้นอวิหา บางพวกไปเกิดเป็นสหายของเทวดาชั้นอตัปปา บางพวกไปเกิดเป็นสหายของเทวดาชั้นสุทัสสา บางพวกไปเกิดเป็นสหายของเทวดาชั้นสุทัสสีบางพวกไปเกิดเป็นสหายของเทวดาชั้นอกนิฏฐา บางพวกไปเกิดเป็นสหายของเทวดาผู้เข้าถึงอากาสานัญจายตนภพ บางพวกไปเกิดเป็นสหายของเทวดาผู้เข้าถึงวิญญาณัญจายตนภพ บางพวกไปเกิดเป็นสหายของเทวดาผู้เข้าถึงอากิญจัญญายตน-ภพ บางพวกไปเกิดเป็นสหายของเทวดาผู้เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนภพ เพราะ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๖๗๓}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๘. ธัมมหทยวิภังค์] ๖. อุปปาทกกัมมอายุปปมาณวาร ๒. อายุปปมาณะ มีอารมณ์ต่างกัน เพราะมีมนสิการต่างกัน เพราะมีฉันทะต่างกัน เพราะมีปณิธานต่างกัน เพราะมีอธิโมกข์ต่างกัน เพราะมีอภินิหารต่างกัน เพราะมีปัญญาต่างกัน อายุของอสัญญสัตตเทวดาและเทวดาชั้นเวหัปผลา มีประมาณเท่าไร มีประมาณ ๕๐๐ กัป (๑๗-๑๘) อายุของเทวดาชั้นอวิหา มีประมาณเท่าไร มีประมาณ ๑,๐๐๐ กัป (๑๙) อายุของเทวดาชั้นอตัปปา มีประมาณเท่าไร มีประมาณ ๒,๐๐๐ กัป (๒๐) อายุของเทวดาชั้นสุทัสสา มีประมาณเท่าไร มีประมาณ ๔,๐๐๐ กัป (๒๑) อายุของเทวดาชั้นสุทัสสี มีประมาณเท่าไร มีประมาณ ๘,๐๐๐ กัป (๒๒) อายุของเทวดาชั้นอกนิฏฐา มีประมาณเท่าไร มีประมาณ ๑๖,๐๐๐ กัป (๒๓)
อายุของเทวดาผู้เข้าถึงอากาสานัญจายตนภพ มีประมาณเท่าไร มีประมาณ ๒๐,๐๐๐ กัป (๒๔) อายุของเทวดาผู้เข้าถึงวิญญาณัญจายตนภพ มีประมาณเท่าไร มีประมาณ ๔๐,๐๐๐ กัป (๒๕) อายุของเทวดาผู้เข้าถึงอากิญจัญญายตนภพ มีประมาณเท่าไร มีประมาณ ๖๐,๐๐๐ กัป (๒๖) อายุของเทวดาผู้เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนภพ มีประมาณเท่าไร มีประมาณ ๘๔,๐๐๐ กัป (๒๗) @เชิงอรรถ : @ คือทำความปรารถนาในปฐวีกสิณเป็นต้น (อภิ.วิ.อ. ๑๐๒๗/๕๖๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๖๗๔}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๘. ธัมมหทยวิภังค์] ๗. อภิญเญยยาทิวาร
เหล่าสัตว์ผู้อันอำนาจแห่งบุญส่งเสริมแล้ว ไปสู่กามภพและรูปภพหรือไปถึงภวัคคพรหมบ้างแต่ยังกลับไปสู่ทุคติภูมิได้อีก เหล่าสัตว์ที่มีอายุยืนถึงเพียงนั้นก็ยังจุติได้เพราะหมดอายุไม่ว่าภพไหนๆ ที่ชื่อว่าเที่ยงไม่มี พระผู้มีพระภาคผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ได้ตรัสไว้แล้วอย่างนี้ เพราะฉะนั้นแล เหล่านักปราชญ์ผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาดรอบคอบคำนึงถึงความจริงข้อนี้ จึงเจริญมรรคอันสูงสุดเพื่อพ้นจากชรามรณะ ครั้นเจริญมรรคที่บริสุทธิ์สะอาดซึ่งมีปกติยังสัตว์ให้หยั่งถึงนิพพานแล้ว จึงเป็นผู้ปราศจากอาสวะ ปรินิพพานเพราะกำหนดรู้อาสวะทั้งปวงฉะนี้แล
อรรถกถา
ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกอรรถกถายึดที่ข้อ ๑๐๗๓ ซึ่งครอบมาถึงข้อที่กำลังอ่าน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาธัมมหทยวิภังค์
บัดนี้ บัณฑิตพึงทราบการกำหนดพระบาลีในธัมมหทยวิภังค์ อันเป็นอันดับต่อจากขุททกวัตถุวิภังค์ดังต่อไปอย่างนี้ก่อน.
ก็ในวาระนี้ ชื่อว่าสัพพสังคาหิกวาระ คือวาระว่าด้วยการรวบรวมธรรมทั้งปวงที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยสามารถแห่งหมวดธรรมทั้งหลาย ๑๒ หมวด เริ่มตั้งแต่ขันธ์เป็นต้นไป.
วาระที่ ๒ ชื่อว่าอุปปัตตานุปปัตติทัสสนวาระ คือวาระว่าด้วยการแสดงความเกิดขึ้นและความไม่เกิดขึ้นแห่งธรรมทั้งหลายเหล่านั้นนั่นแหละ ในกามธาตุเป็นต้น.
วาระที่ ๓ ชื่อว่าปริยาปันนาปริยาปันนทัสสนวาระ คือวาระว่าด้วยการแสดงธรรมที่นับเนื่องกันและไม่นับเนื่องกัน ในกามธาตุเหล่านั้นนั่นแหละ.
วาระที่ ๔ ชื่อว่าวิชชมานาวิชชมานธัมมทัสสนวาระ คือวาระว่าด้วยการแสดงธรรมอันมีและไม่มีอยู่ ในขณะแห่งความเกิดขึ้นในภูมิทั้ง ๓.
วาระที่ ๕ ชื่อว่าทัสสนวาระ คือวาระว่าด้วยการแสดงธรรมเหล่านั้น ด้วยอำนาจแห่งความเป็นไปในระหว่างภูมิ.
วาระที่ ๖ ชื่อว่าอุปาทกัมมอายุปปมาณทัสสนวาระ คือวาระว่าด้วยการแสดงประมาณแห่งอายุที่เกิดขึ้นเพราะกรรม ในคติทั้งหลาย.
วาระที่ ๗ ชื่อว่าอภิญเญยยาทิวาระ คือวาระว่าด้วยธรรมที่พึงรู้ยิ่งเป็นต้น.
วาระที่ ๘ ชื่อว่าสารัมมณานารัมมณาทิวาระ คือวาระว่าด้วยสารัมมณธรรมและอนารัมมณธรรมเป็นต้น.
วาระที่ ๙ ชื่อว่าทัสสนวาระ เพราะสงเคราะห์ธรรมมีขันธ์เป็นต้นเหล่านั้นด้วยสามารถแห่งทิฏฐะและสุตะเป็นต้น.
วาระที่ ๑๐ ชื่อว่าทัสสนวาระ เพราะสงเคราะห์ธรรมเหล่านั้นด้วยสามารถแห่งติกมาติกามีกุศลติกะเป็นต้น.
อธิบายสัพพสังคาหิกวาระที่ ๑
บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในวาระที่หนึ่ง ชื่อว่าสัพพสังคาหิกวาระก่อน โดยพระบาลีที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกำหนดไว้ด้วยวาระทั้ง ๑๐ อย่างนี้คือ เมื่อตรัสมิได้ตรัสว่า ขันธ์หนึ่ง ฯลฯ หรือว่าขันธ์ ๔ หรือว่าขันธ์ ๖ (ขันธ์ ๖ พวกเดียรถีย์บัญญัติขึ้น) แต่ตรัสถามว่าขันธ์ทั้งหลาย มีเท่าไรในความเป็นไปในระหว่างแห่งภูมิจำเดิมตั้งแต่อเวจีมหานรกจนถึงภวัคคภูมิ คนอื่นชื่อว่า สามารถเพื่อจะกล่าวว่าขันธ์ ๕ ดังนี้ มิได้มีเพราะฉะนั้นเพื่อแสดงกำลังแห่งพระญาณของพระองค์ จึงตรัสคำวิสัชนาอันสมควรแก่คำถามว่า ปญฺจกฺขนฺธา ดังนี้ก็บัณฑิตย่อมเรียกคำวิสัชนาตามคำถามในพระกำลังแห่งญาณนี้ว่า ชื่อว่าสัพพัญญพยากรณ์ ดังนี้.
ในคำทั้งหลาย แม้มีคำว่า อายตนะ ๑๒ เป็นต้นก็นัยนี้. บัณฑิตพึงทราบประเภทแห่งธรรมทั้งหลายมีรูปขันธ์เป็นต้นโดยนัยที่กล่าวแล้วในขันธ์วิภังค์เป็นต้น.
อธิบายอุปปัตตานุปปัตติทัสสนวาระที่ ๒
ในวาระที่ ๒ ธรรมเหล่าใดย่อมเกิดแก่สัตว์ทั้งหลายผู้เกิดแล้วในกามธาตุในกามภพ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสงเคราะห์ธรรมทั้งหลายอันนับเนื่องกันและไม่นับเนื่องกันในกามธาตุเหล่านั้นแล้ว ตรัสคำว่า กามธาตุยา ปญฺจกฺขนฺธา เป็นต้น.
แม้ในรูปธาตุเป็นต้น ก็นัยนี้แหละ.
ก็เพราะอายตนะทั้งหลายมีคันธายตนะเป็นต้น ย่อมไม่ทำกิจแห่งอายตนะเป็นต้น เพราะความไม่มีฆานายตนะเป็นต้นของพรหมทั้งหลายผู้นับเนื่องในรูปธาตุ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำว่า รูปธาตุยา ฉ อายตนานิ นว ธาตุโย ดังนี้เป็นต้น.
อนึ่ง ขึ้นชื่อว่า ธาตุที่ไม่นับเนื่องด้วยสามารถแห่งโอกาส หรือว่าด้วยสามารถแห่งความเกิดขึ้นแห่งสัตว์ ย่อมไม่มี เหตุใดเพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่ตรัสคำว่า อปริยาปนฺนธาตุยา ดังนี้ เพื่อแสดงซึ่งธาตุใดๆ อันไม่นับเนื่องแล้วนั้นๆ นั่นแหละจึงตรัสว่า อปริยาปนฺเน กติ ขนฺธา เป็นต้น (แปลว่า ขันธ์ไหน ไม่นับเนื่อง).
อธิบายปริยาปันนาปริยาปันนทัสสนวาระที่ ๓
ในวาระที่ ๓ คำว่า กามธาตุปริยาปนฺนา อธิบายว่า ชื่อว่าปริยาปันนา เพราะอรรถว่าการเสพซึ่งกามธาตุ อาศัยกามธาตุ อยู่ภายในกามธาตุนั้น หยั่งลงสู่กามธาตุนั้น จึงถึงซึ่งการนับว่าเป็นกามธาตุนั่นแหละ.
แม้ในบทที่เหลือ ก็นัยนี้.
คำว่า ปริยาปนฺนา ได้แก่ เป็นคำกำหนดธรรมเหล่านั้นด้วยสามารถแห่งภพ และด้วยสามารถแห่งโอกาส หรือว่าด้วยสามารถแห่งการเกิดขึ้นแห่งสัตว์.
คำว่า อปริยาปนฺนา ได้แก่ เป็นคำไม่กำหนด เหมือนอย่างนั้น.
อธิบายวิชชมานาวิชชมานธัมมทัสสนวาระที่ ๔
ในวาระที่ ๔ คำว่า เอกาทสายตนานิ ได้แก่ อายตนะ ๑๑ เว้นสัททายตนะ.
จริงอยู่ สัททายตนะนั้นย่อมไม่บังเกิดขึ้นในขณะปฏิสนธิแน่แท้. บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในบททั้งปวงโดยนัยนี้. ในที่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ตรัสคติแห่งเทพและอสูรในหมวดทั้ง ๗ ในวาระนี้ แต่ตรัสคติแห่งคัพภเสยยกะทั้งหลายไว้โดยไม่แปลกกัน. เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า คัพภเสยยกะทั้งหลายย่อมเกิดในที่ใดๆ อายตนะของเทพและอสูรทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมเกิดในที่นั้นๆ.
ธาตุทั้งหลายก็อย่างนั้น. คำที่เหลือในที่นี้มีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
อธิบายทัสสนวาระที่ ๕
คำใดที่จะพึงกล่าวในวาระที่ ๕ คำนั้น ข้าพเจ้ากล่าวแล้วในอรรถกถาแห่งธัมมสังคหะนั่นแหละ.
อธิบายอุปาทกัมมอายุปปมาณทัสสนวาระที่ ๖
ในวาระที่ ๖ ชื่อว่า เทพ (เทวดา) เพราะย่อมบันเทิงด้วยเบญจกามคุณมีประการต่างๆ อันวิเศษด้วยฤทธิ์.
คำว่า สมฺมติเทวา ได้แก่ เทพโดยสมมติของชาวโลกอย่างนี้ คือพระราชา พระเทวี.
คำว่า อุปฺปตฺติเทวา ได้แก่เป็นเทพโดยอุปบัติ เพราะความบังเกิดขึ้นในเทวโลก.
คำว่า วิสุทฺธิเทวา ได้แก่ เป็นเทพโดยความหมดจดจากกิเลสทั้งปวง ควรแก่การบูชาของเทพทั้งหมด.
คำว่า ราชาโน ได้แก่ กษัตริย์ผู้มุรธาภิเษกแล้ว.
คำว่า เทวิโย ได้แก่เป็นมเหสีของพระราชาเหล่านั้น.
คำว่า กุมารา ได้แก่ พระกุมารที่เกิดขึ้นในพระครรภ์ของพระเทวี ของพระราชาผู้อภิเษกแล้ว.
คำว่า อุโปสถกมฺมํ กริตฺวา ได้แก่ เข้าจำอุโบสถอันประกอบด้วยองค์ ๘ ในวัน ๑๔ ค่ำเป็นต้น.
บัดนี้ เพราะบุญกรรมมีการให้ทานเล็กๆ น้อยๆ เป็นต้น ย่อมเป็นปัจจัยแก่ความเป็นมนุษย์มีรูปงาม. คือว่า บุญกรรมอันตนกระทำแล้วน้อย ย่อมเป็นปัจจัยแก่ความเป็นมนุษย์มีรูปงาม ผิว่าบุญกรรมอันตนกระทำมากยิ่ง ก็ย่อมเป็นปัจจัยแก่ความเป็นกษัตริย์มหาศาลเป็นต้นมีประการต่างๆอันเป็นส่วนนานัปการในเพราะบุญกรรมอันยิ่ง เหตุใด เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงความต่างกันแห่งความบังเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งบุญกรรมนั้นจึงตรัสคำว่า อปฺเปกจฺเจ คหปติมหาสาลานํ (แปลว่า บางคนเข้าถึงความเป็นคหบดีมหาศาล) เป็นต้น.
บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า มหนฺโต สาโร เอเตสํ พึงทราบวินิจฉัยว่า สาระ (ความมั่งคั่ง) อันใหญ่ของบุคคลเหล่านั้นมีอยู่ เพราะเหตุนั้น บุคคลเหล่านั้น จึงชื่อว่ามหาสาระ (ผู้มั่งคั่ง).
ก็คำว่า มหาสาระ นี้ ท่านเปลี่ยน ร อักษรให้เป็น ล อักษรจึงเป็นมหาสาละ.
อีกอย่างหนึ่ง คหบดีทั้งหลายนั่นแหละเป็นผู้มหาศาล หรือว่าความมหาศาลทั้งหลาย มีอยู่ในคหบดีทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น คหบดีเหล่านั้นจึงชื่อว่า คหบดีมหาศาล.
แม้ในคำที่เหลือทั้งหลายก็นัยนี้แหละ.
คหบดีมหาศาล
ในบุคคลเหล่านั้น ในบ้านของบุคคลเหล่าใด มีทรัพย์ต้นทุนเก็บไว้อย่างต่ำสุด ๔๐ โกฏิ และย่อมใช้จ่ายกหาปณะทั้งหลายปรุงอาหารประจำวันละ ๕ อัมพณะ ผู้นี้ชื่อว่าคหบดีมหาศาล.
พราหมณ์มหาศาล
ก็ในบ้านของบุคคลใดมีทรัพย์ต้นทุนอย่างต่ำสุด ๘๐ โกฏิ และย่อมใช้กหาปณะทั้งหลายปรุงอาหารวันละ ๑๐ อัมพณะ บุคคลนี้ชื่อว่าพราหมณ์มหาศาล.
กษัตริย์มหาศาล
ในพระราชมณเฑียรของพระราชาองค์ใด มีพระราชทรัพย์คงพระคลังอย่างต่ำสุด ๑๐๐ โกฏิ และย่อมใช้กหาปณะทั้งหลายปรุงอาหารวันละ ๒๐ อัมพณะ พระราชานี้ชื่อว่ากษัตริย์มหาศาล.
คำว่า สหพฺยตํ ได้แก่ ความเป็นผู้อยู่ร่วมกัน (เป็นสหายกัน). อธิบายว่า เกิดเสมอกัน.
พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า จาตุมหาราชิกานํ เป็นต้น.
เทวดาทั้งหลาย ชื่อว่าจาตุมมหาราชิกา ย่อมมี ณ ท่ามกลางแห่งภูเขา ชื่อสิเนรุ. ในเทวดาเหล่านั้นบางพวกดำรงอยู่ที่ภูเขา บางพวกดำรงอยู่ที่อากาศ. ลำดับแห่งเทวดาเหล่านั้นถึงภูเขาจักรวาล. เทวดาเหล่านี้ คือชื่อว่าขิฑฑาปโทสิกะ ชื่อว่ามโนปโทสิกะ ชื่อว่าสีตวลาหก ชื่อว่าอุณหวลาหก ชื่อว่าจันทิมเทวบุตร ชื่อว่าสุริยเทวบุตรแม้ทั้งปวงดำรงอยู่ในเทวโลกชั้นจาตุมมหาราชิกาเท่านั้น.
ชนทั้งหลาย ๓๓ คนบังเกิดแล้วในเทวโลกนั้น เพราะเหตุนั้น เทวโลกนั้นจึงชื่อว่าดาวดึงส์ (แปลว่า เทวโลกเป็นที่อยู่ของเทวดา ๓๓ ตน). ก็เทวดาแม้เหล่านั้นดำรงอยู่ที่ภูเขาก็มี ดำรงอยู่ที่อากาศก็มี. อันดับแห่งเทวดาเหล่านั้น ก็ถึงภูเขาจักรวาล. อันดับของเทวดายามาเป็นต้น ก็เหมือนกัน.
จริงอยู่ แม้ในเทวโลกเดียว อันดับของเทวดาทั้งหลาย ชื่อว่าไม่ถึงภูเขาจักรวาล ย่อมไม่มี.
ในเทวดาเหล่านั้น เทวดาเหล่าใด ยังชีวิตให้ดำเนินไป ยังชีวิตให้เป็นไปทั่ว ยังชีวิตให้ถึงพร้อมซึ่งความสุขอันเป็นทิพย์ เพราะเหตุนั้น เทวดาเหล่านั้นจึงชื่อว่ายามา.
เทวดาเหล่าใดเป็นผู้ยินดีแล้ว ร่าเริงแล้ว เพราะเหตุนั้น เทวดาเหล่านั้นจึงชื่อว่าดุสิต.
เทวดาเหล่าใดเนรมิตแล้วๆ ย่อมยินดีในการบริโภคกาม (กามโภค) ตามชอบใจในเวลาที่ปรารถนาเพื่อยินดีอันยิ่ง โดยความเป็นอารมณ์อันตกแต่งตามปกติ เพราะเหตุนั้น เทวดาเหล่านั้นจึงชื่อว่านิมมานรดี.
เทวดาเหล่าใดทราบซึ่งอาจาระแห่งจิตแล้วยังอำนาจให้เป็นไปอยู่ในโภคะทั้งหลายอันผู้อื่นเนรมิตให้แล้ว เพราะเหตุนั้น เทวดาเหล่านั้นจึงชื่อว่าปรนิมมิตวสวัตดี.
อธิบายอายุของมนุษย์และเทวดา
คำว่า อปฺปํ วา ภิยฺโย อธิบายว่า อายุของเหล่ามนุษย์นั้นไม่ถึง ๒๐๐ ปี คือว่ามีอายุร้อยปี เกิน ๒๐ ปี หรือว่า ๓๐, ๔๐, ๕๐ ปี หรือว่า ๖๐ ปี เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า อปฺปํ (อายุน้อย) ดังนี้ เพราะไม่ถึง ๒๐๐ ปี.
พึงทราบวินิจฉัยในพรหมปาริสัชชาเป็นต้น.
พรหมทั้งหลายเป็นผู้แวดล้อมคือ เพราะเป็นบริวารผู้บำเรอมหาพรหม เหตุนั้น ชื่อว่าพรหมปาริสัชชา. ชื่อว่าพรหมปุโรหิตา เพราะตั้งอยู่ในความเป็นปุโรหิต (อาจารย์) ของพรหมเหล่านั้น. ชื่อว่ามหาพรหมา เพราะเป็นพรหมใหญ่ โดยความเป็นผู้มีวรรณะงามและความเป็นผู้มีอายุยืน. ชนแม้ทั้ง ๓ เหล่านี้ย่อมอยู่ในปฐมฌานภูมิอันเป็นพื้นเดียวกัน. ก็แต่ว่าอายุแห่งพรหมเหล่านั้นต่างกัน.
พรหมที่ชื่อว่าปริตตาภา เพราะมีรัศมีน้อย. ชื่อว่าอัปปมาณาภา เพราะมีรัศมีหาประมาณมิได้. ที่ชื่อว่าอาภัสสรา เพราะรัศมีจากสรีระของพรหมเหล่านั้นเป็นราวกะเปลวไฟจากประทีบมีด้ามซ่านไป ซ่านออกไปสู่ที่ต่างๆ ราวกะถึงการเจาะทะลุไป. ชนทั้ง ๓ แม้เหล่านี้ ย่อมอยู่ระดับเดียวกันในทุติยฌานภูมิ. ก็แต่ว่าการกำหนดอายุของพรหมเหล่านั้นต่างกัน.
พรหมที่ชื่อว่าปริตตสุภา เพราะความงามของพรหมเหล่านั้นน้อย. ชื่อว่าอัปปมาณสุภา เพราะความงามของพรหมเหล่านั้นไม่มีประมาณ. ชื่อว่าสุภกิณหา เพราะพรหมเหล่านั้นมีความงามเดียรดาษกว้างขวาง มีรัศมีแห่งสรีระงดงาม มีสีแห่งกายเป็นอันเดียวกัน มีสิริดุจแท่งทองคำรุ่งเรืองสุกใส ตั้งอยู่ในหีบทองคำฉะนั้น. ชนเหล่านี้แม้ทั้ง ๓ ย่อมอยู่ในตติยฌานภูมิอันเป็นระดับเดียวกัน. แต่ว่า การกำหนดอายุของพรหมเหล่านั้นต่างกัน.
คำว่า อารมฺมณนานตฺตตา (แปลว่า เพราะอารมณ์ที่ต่างกัน) ได้แก่ความเป็นผู้มีอารมณ์ต่างกัน ในคำว่า มนสิการนานตฺตตา เป็นต้น (แปลว่า เพราะมนสิการที่ต่างกัน) ก็นัยนี้. บัณฑิตพึงทราบในการต่างกันแห่งอารมณ์นั้นดังนี้ คือปฐวีกสิณ ย่อมเป็นอารมณ์ของบุคคลคนหนึ่ง ฯลฯ โอทาตกสิณเป็นอารมณ์ของบุคคลคนหนึ่ง ดังนี้ ชื่อว่าอารัมมณนานัตตะ ซึ่งแปลว่ามีอารมณ์ต่างกัน.
คำว่า บุคคลหนึ่งมีฉันทะในปฐวีกสิณ ฯลฯ บุคคลหนึ่งมีฉันทะในโอทาตกสิณ นี้ชื่อว่าความเป็นผู้มีฉันทะต่างกัน.
คำว่า บุคคลผู้หนึ่ง ย่อมกระทำการปรารถนาในปฐวีกสิณ ฯลฯ ผู้หนึ่งย่อมกระทำความปรารถนาในโอทาตกสิณ นี้ชื่อว่าความเป็นผู้มีปณิธิต่างกัน.
คำว่า ผู้หนึ่งย่อมน้อมใจไปด้วยสามารถแห่งปฐวีกสิณ ฯลฯ ผู้หนึ่งย่อมน้อมใจไปในโอทาตกสิณ นี้ชื่อว่าความเป็นผู้มีความน้อมใจเชื่อต่างกัน.
คำว่า บุคคลผู้หนึ่งย่อมยังจิตให้มุ่งไปด้วยสามารถแห่งปฐวีกสิณ ฯลฯ ผู้หนึ่งย่อมให้จิตมุ่งไปด้วยสามารถแห่งโอทาตกสิณ นี้ชื่อว่าความเป็นผู้มีอภินีหารต่างกัน.
คำว่า บุคคลผู้หนึ่งมีปัญญาสามารถกำหนดปถวีกสิณ ฯลฯ คนหนึ่งมีปัญญาสามารถกำหนดโอทาตกสิณ นี้ชื่อว่าความเป็นผู้มีปัญญาต่างกัน.
ในอธิการนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอารมณ์และมนสิการไว้โดยส่วนเบื้องต้น. ฉันทะ ปณิธิ ความน้อมใจเชื่อและอภินีหาร ย่อมเป็นไปในอัปปนาบ้าง ในอุปจาระบ้าง. ส่วนปัญญา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็นมิสสกะ คือเป็นทั้งโลกิยะและโลกุตตระ.
คำว่า อสญฺญสตฺตานํ ได้แก่ สัตว์ที่เว้นจากสัญญา.
จริงอยู่ สมณะพราหมณ์บางพวกบวชในลัทธิต่างๆ เห็นโทษในจิตว่า เพราะอาศัยจิต ชื่อว่าความยินดี ความยินร้ายและความหลงใหล จึงมีดังนี้แล้วจึงยังสัญญาวิราคะ (ความหมดความยินดีในสัญญา) ให้เกิด มนสิการว่า ชื่อว่าความเป็นผู้ไม่มีจิต เป็นสิ่งที่พอใจ และนั่นเป็นทิฏฐธัมมนิพพาน ดังนี้แล้วเจริญสมาบัติเข้าถึงสัญญาวิราคะนั้น จึงเกิดขึ้นในภพที่ไม่มีสัญญานั้น.
ในขณะแห่งการเกิดของอสัญญสัตตพรหมเหล่านั้น รูปขันธ์อย่างเดียวเท่านั้น ย่อมเกิดขึ้น. พรหมเหล่านั้นเมื่อยืนเกิด ก็ย่อมยืนอยู่นั่นแหละ เมื่อนั่งเกิด ก็ย่อมนั่งอยู่นั่นแหละ เมื่อนอนเกิด ก็ย่อมนอนอยู่นั่นแหละ เป็นดังเช่นรูปจิตรกรรม (รูปวาด) ดำรงอยู่ในภพนั้นตลอด ๕๐๐ กัปในที่สุดแห่งพรหมเหล่านั้น รูปกายนั้นย่อมอันตรธานไป กามาวจรสัญญาย่อมเกิดขึ้น. ด้วยเหตุนั้น เทวดาเหล่านั้นย่อมปรากฏว่า เคลื่อนแล้วจากกายนั้นเพราะความเกิดขึ้นแห่งสัญญาในโลกนี้ดังนี้.
พรหมเหล่านั้นที่ชื่อว่าเวหัปผลา เพราะผลของเขาเหล่านั้นไพบูลย์.
ชื่อว่าอวิหา เพราะย่อมไม่เสื่อม ไม่สูญไปจากสมาบัติของตน.
ชื่อว่าอตัปปา เพราะย่อมไม่ยังสัตว์ไรๆ ให้เดือดร้อน.
ชื่อว่าสุทัสสา เพราะอรรถว่าเห็นดี มีรูปงามน่าเลื่อมใส.
ชื่อว่าสุทัสสี เพราะเทวดาเหล่านั้นย่อมเห็นด้วยดี หรือว่า การเห็นของเทวดาเหล่านั้นดี.
ชื่อว่าอกนิฏฐา เพราะเป็นผู้เจริญที่สุด ด้วยคุณทั้งหมดทีเดียว และด้วยภวสมบัติสำหรับผู้ที่มีคุณธรรมน้อย ย่อมไม่มีในที่นี้.
คำว่า อากาสานญฺจายตนํ อุปคตา ได้แก่ เข้าถึงอากาสานัญจายนะ. ในคำแม้นอกนี้ก็นัยนี้แหละ.
ภูมิคือ กามาวจร ๖ พรหมโลก ๙ สุทธาวาส ๕ อรูป ๔ อสัญญสัตตา ๑ และเวหัปผลา ๑ รวมเป็นเทวโลก ๒๖ ภูมิและมนุษยโลกอีกหนึ่ง จึงเป็น ๒๗ ภูมิด้วยประการฉะนี้.
บรรดาภูมิทั้งหลาย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงกำหนดอายุของมนุษย์และเทวดา มิได้ทรงกำหนดอายุสัตว์ในอบายภูมิ ๔ และในภุมมเทวดาทั้งหลาย.
ถามว่า เพราะเหตุไร จึงมิทรงกำหนดอายุในอบาย ๔ และภุมมเทวดาเหล่านั้น.
ตอบว่า ในนรกก่อน กรรมเท่านั้นเป็นประมาณ คือว่า กรรมยังไม่สิ้นไปตราบใด ก็ย่อมไหม้อยู่ในนรกตราบนั้น ในอบายที่เหลือก็เหมือนกัน.
กรรมนั่นแหละเป็นประมาณแม้ของภุมมเทวดาทั้งหลาย.
จริงอยู่ เทวดาบางพวกเกิดแล้วในภูมินั้น ย่อมตั้งอยู่เพียง ๗ วัน บางพวกตั้งอยู่กึ่งเดือน บางพวกตั้งอยู่หนึ่งเดือน แม้ตั้งอยู่ถึงหนึ่งกัปก็มี. ในเทวดาและมนุษย์เหล่านั้น พระโสดาบันผู้ดำรงอยู่ในความเป็นคฤหัสถ์ในมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมบรรลุซึ่งสกทาคามิผลบ้าง อนาคามิผลบ้าง อรหัตตผลบ้าง.
บรรดาพระอริยะเหล่านั้น พระโสดาบันเป็นต้นย่อมดำรงอยู่ตลอดชีวิต พระขีณาสพทั้งหลายเท่านั้นย่อมปรินิพพาน หรือว่าย่อมบวช.
ถามว่า เพราะเหตุไร.
ตอบว่า เพราะว่า ธรรมดาว่าพระอรหัตมีคุณอันประเสริฐที่สุด แต่เพศคฤหัสถ์เป็นเพศต่ำ. เพศแห่งคฤหัสถ์จึงไม่อาจเพื่อทรงคุณอันสูงสุดนั้น เพราะความเป็นเพศต่ำ. เพราะฉะนั้น พระขีณาสพเหล่านั้นจึงใคร่เพื่อจะปรินิพพาน หรือว่าเพื่อจะบวช.
ส่วนภุมมเทวดา แม้บรรลุพระอรหัตแล้ว ย่อมดำรงอยู่ตลอดชีวิต. พระโสดาบันและพระสกทาคามีนั่นแหละ ในเทวดากามาวจร ๖ ชั้น ย่อมดำรงอยู่ตลอดกาลแห่งชีวิต. พระอนาคามีควรไปสู่รูปภพ. แต่พระขีณาสพ ควรเพื่อปรินิพพาน.
ถามว่า เพราะเหตุไร?
ตอบว่า เพราะความไม่มีโอกาส (ที่ว่าง) เพื่อหลีกเร้น.
พระอริยะแม้ทั้งหมดในรูปาวจรและอรูปาวจร ย่อมดำรงอยู่ตลอดชีวิต. พระโสดาบัน พระสกทาคามี ผู้บังเกิดในรูปาวจรนั้น ย่อมไม่กลับมาในโลกนี้อีก ย่อมปรินิพพานในภพนั้นนั่นแหละ. เพราะว่า พระโสดาบันและพระสกทาคามีเหล่านั้น ชื่อว่าเป็นผู้ไม่กลับมาเพราะฌานลาภี (หมายถึงพระโสดาบัน พระสกทาคามีในรูปภพ มีชื่อว่าฌานลาภีอนาคามีผู้ไม่กลับมาเพราะได้ฌาน)
ถามว่า ก็อะไร ย่อมกำหนดการได้สมาบัติ ๘?
ตอบว่า ฌานอันคล่องแคล่วย่อมกำหนด คือว่า ฌานใดของบุคคลนั้นคล่องแคล่ว เพราะความที่ฌานคล่องแคล่วนั้น สมาบัติ ๘ จึงเกิดขึ้น.
ถามว่า ก็อะไร ย่อมกำหนดฌานทั้งหลายทั้งปวงอันคล่องแคล่ว?
ตอบว่า ความปรารถนากำหนด คือบุคคลใดย่อมปรารถนาการเกิดขึ้นในที่ใด ย่อมทำฌานแล้วเกิดขึ้นในที่นั้นนั่นแหละ.
ถามว่า เมื่อความปรารถนาไม่มี อะไรย่อมกำหนด?
ตอบว่า สมาบัติอันผู้นั้นเข้าถึงแล้วในสมัยใกล้มรณะย่อมกำหนด.
ถามว่า สมาบัติที่ถึงพร้อมแล้วในสมัยใกล้มรณะไม่มี อะไรย่อมกำหนดเล่า?
ตอบว่า เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ.
จริงอยู่ บุคคลนั้นย่อมบังเกิดขึ้นในเนวสัญญานาสัญญายตนภพโดยส่วนเดียว. ความบังเกิดขึ้นในที่นั้นนั่นแหละก็ดี การเกิดขึ้นในเบื้องบนก็ดี ย่อมมีแก่พระอริยสาวกผู้บังเกิดในพรหมโลก ๙ หามีการเกิดขึ้นในภพเบื้องต่ำไม่. ส่วนการเกิดในภพนั้นก็ดี การเกิดในภพที่สูงขึ้นไปก็ดี การเกิดในภพเบื้องต่ำก็ดี ย่อมมีแก่ปุถุชนทั้งหลาย. ความเกิดขึ้นในภพนั้นก็ดี การเกิดขึ้นในภพที่สูงขึ้นไปก็ดี ย่อมมีแก่พระอริยสาวกในสุทธาวาส ๕ และในอรูปภพ ๔. พระอนาคามีผู้บังเกิดในปฐมฌานภูมิ ชำระพรหมโลก ๙ ดำรงอยู่ในพรหมโลกชั้นสูงสุดแล้ว จึงปรินิพพาน. เทวโลกทั้ง ๓ เหล่านี้ คือ เวหัปผลา อกนิฏฐา เนวสัญญานาสัญญายตนะ ชื่อว่าภพอันประเสริฐที่สุด. พระอนาคามีในภพทั้ง ๓ เหล่านี้ย่อมไม่ไปสู่ภพเบื้องบนและไม่ลงมาสู่ภพเบื้องต่ำ ย่อมปรินิพพานในภพนั้นๆ นั่นแหละ ดังนี้
นี้เป็นปกิณณกะในวาระที่ ๖ แล.
อภิญเญยยาทิวาระที่ ๗
ในวาระที่ ๗ บัณฑิตพึงทราบความเป็นแห่งอภิญเญยยะ (ธรรมที่พึงรู้ยิ่งหรือธรรมที่ควรรู้ยิ่ง) ด้วยสามารถแห่งการรู้ยิ่งซึ่งการกำหนดธรรมอันเป็นไปกับด้วยลักษณะ.
ความเป็นแห่งปริญเญยยะ (แปลว่า ธรรมควรกำหนดรู้) พึงทราบด้วยสามารถแห่งปริญญาทั้งหลาย คือญาตปริญญา ตีรณปริญญา ปหานปริญญา. ก็ในข้อนั้น บัณฑิตพึงทราบด้วยสามารถแห่งญาตปริญญาและตีรณปริญญาเท่านั้น. ในคำว่า รูปขันธ์เป็นอภิญเญยยะเป็นปริญเญยยะ ไม่ใช่ปหาตัพพะเป็นต้น นั่นแหละ.
สมุทยสัจจะ บัณฑิตพึงทราบด้วยสามารถแห่งปหานปริญญา ในคำว่า สมุทยสัจจะ เป็นอภิญเญยยะ เป็นปริญเญยยะ เป็นปหาตัพพะเป็นต้น.
อธิบายสารัมมณานารัมมณาทิวาระที่ ๘
ในวาระที่ ๘ บัณฑิตพึงทราบความไม่มีอารมณ์ (อนารัมมณะ) และมีอารมณ์ (อารัมมณะ) ด้วยสามารถแห่งอารมณ์ทั้งหลายมีรูปเป็นต้น และแห่งวิญญาณทั้งหลายมีจักขุวิญญาณเป็นต้น.
อธิบายทัสสนวาระที่ ๙
ในวาระที่ ๙ มีเนื้อความตื้นทั้งนั้น.
อธิบายทัสสนวาระที่ ๑๐
แม้ในวาระที่ ๑๐ คำใดที่ข้าพเจ้าพึงกล่าว คำนั้นทั้งหมด ข้าพเจ้ากล่าวแล้วในวาระว่าด้วยปัญหาปุจฉกะนั้นๆ นั่นแล.
วรรณนาธัมมหทยวิภังค์ในสัมโมหวิโนทนีอรรถกถาวิภังค์ จบเพียงเท่านี้.
นิคมคาถา
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงเคารพ
ธรรม ทรงมีหมู่ทวยเทพนับพันห้อมล้อม
แล้วทรงแสดงพระอภิธรรมแก่เทพทั้งหลาย
ผู้เคารพธรรม ในเทพนคร.
ทรงเป็นนาถะพระองค์เดียวไม่มีบุรุษ
เป็นสหาย ตรัสวิภังคปกรณ์อันเป็นปกรณ์ที่
๒ มีคุณบริสุทธิ์ประดับด้วยวิภังค์ ๑๘ วิภังค์
อันใดไว้
เพื่อประกาศอรรถแห่งปกรณ์นั้น
ข้าพเจ้าผู้ชื่อว่า พุทธโฆสะ ผู้อันพระสังฆ-
เถระนิมนต์แล้ว ด้วยคุณอันตนตั้งอยู่ คือ
มีอินทรีย์อันสำรวมแล้ว มีคติไม่ชักช้า มี
ความรู้ดี ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงถือเอา
อรรถกถาเริ่มรจนาในอรรถอันละเอียดอ่อน
ด้วยดี ชื่อว่า สัมโมหวิโนทนี เพื่อบรรเทา
โมหะความหลงมาอธิบาย สัมโมหวิโนทนีนี้
รวมเอาสาระแห่งอรรถกถาของอาจารย์ใน
ปางก่อนไว้ บัดนี้ปกรณ์นี้ถึงที่สุดแล้วด้วย
พระบาลี ๔๐ ภาณวาร ปราศจากอันตรายแล้ว
ฉันใด ขอมโนรถแม้ทั้งปวงของสรรพสัตว์
ทั้งหลาย จงปราศจากมลทินทั้งหลาย จง
สำเร็จสมปณิธานความปรารถนาฉันนั้นเถิด.
ก็บุญใดที่ข้าพเจ้ารจนาปกรณ์นี้ให้
สำเร็จแล้ว เพื่อความดำรงมั่นแห่งพระสัท-
ธรรม ด้วยอานุภาพแห่งบุญนั้น ขอสัตว์
โลกพร้อมทั้งเทวโลก จงได้รับบุญนั้นด้วย.
ขอพระสัทธรรมจงตั้งอยู่ดีตลอด
กาลนาน ขอสัตว์โลกผู้ยินดียิ่งในพระธรรม
จงเจริญทุกเมื่อ และขอชนบททั้งหลาย
จงถึงพร้อมด้วยความสุขมีความเกษมสำราญ
มีภิกษาหาได้ง่ายเป็นต้น ตลอดกาลเป็นนิตย์.
ด้วยคำมีประมาณเท่านี้ อรรถกถาวิภังคปกรณ์ชื่อว่าสัมโมหวิโนทนีนี้ อันพระเถระผู้อันครูทั้งหลายเรียกว่า พุทธโฆสะ ผู้ประดับด้วยศรัทธา พุทธิ (ความรู้) และวิริยะอันหมดจดอย่างยิ่ง ผู้ยังเหตุแห่งคุณมีศีล อาจาระ อัชชวะ (ความซื่อตรง) และมัททวะ (ความอ่อนโยน) เป็นต้นให้ตั้งขึ้นแล้วผู้สามารถในการสางความรกชัฏ (คือวินิจฉัยข้อความที่ยุ่งยาก) ในความแตกต่างกันแห่งลัทธิของตนและผู้อื่น ผู้ประกอบด้วยความสว่างแห่งปัญญา ผู้มีกำลังแห่งญาณอันไม่ข้องขัดในสัตถุศาสน์สามารถแยกแยะการศึกษาพระไตรปิฎกพร้อมทั้งอรรถกถา ผู้เป็นมหาไวยากรณ์ (คือเป็นผู้อธิบายอันกว้างขวาง) ผู้ประกอบด้วยความงามแห่งถ้อยคำอันไพเราะเป็นเลิศทั้งเปล่งออกไปได้คล่องซึ่งเกิดแต่กรณสมบัติ เป็นนักพูดชั้นเยี่ยมโดยพูดได้ทั้งผูกและแก้ ผู้เป็นกวีใหญ่ ผู้เป็นอลังการแห่งวงศ์ของเหล่าพระเถระผู้อยู่ในมหาวิหาร ซึ่งเป็นประทีปแห่งเถรวงศ์ มีความรู้อันตั้งมั่นด้วยดีในอุตตริมนุษยธรรม อันประดับด้วยคุณมีอภิญญา ๖ เป็นต้น แตกฉานในปฏิสัมภิทาแวดล้อมแล้ว ผู้มีความรู้หมดจดไพบูลย์เป็นผู้กระทำปกรณ์นี้ไว้.
ขอปกรณ์ อันแสดงนัยแห่งปัญญา
วิสุทธินี้ จงตั้งอยู่ในโลก เพื่อกุลบุตรทั้งหลาย
ผู้แสวงหาธรรมเครื่องสลัดตนออกจากโลก
ตราบเท่าที่พระนามว่า พุทโธ ขององค์
พระโลกเชษฐ์มหาฤๅษีเจ้า ผู้มีจิตบริสุทธิ์
ผู้คงที่ ยังเป็นไปในโลก เทอญ.
ขุนเขายังดำรงอยู่ตราบใด พระจันทร์ยังส่องแสงอยู่เพียงใด ขอพระสัทธรรมของพระโคดม ผู้ทรงมีพระยศใหญ่ จงดำรงอยู่เพียงนั้นเทอญ.
____________________________
ตั้งแต่ คำว่า ซึ่งเป็นประทีปแห่งเถรวงศ์... ฯลฯ ... ปฏิสัมภิทาแตกฉาน เป็นคำขยายความแสดงคุณสมบัติของพระเถระผู้อยู่ในมหาวิหาร มิใช่ของผู้รจนาคัมภีร์นี้.
จบบริบูรณ์. -----------------------------------------------------