สุตตันตภาชนีย์
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อภิธมฺมปิฏเก วิภงฺโค -------- นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ขนฺธวิภงฺโค
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๕ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๒ วิภังคปกรณ์ พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ๑. ขันธวิภังค์ สุตตันตภาชนีย์
ปญฺจกฺขนฺธา รูปกฺขนฺโธ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ วิญฺญาณกฺขนฺโธ ฯ
ขันธ์ ๕ คือ ๑. รูปขันธ์ ๒. เวทนาขันธ์ ๓. สัญญาขันธ์ ๔. สังขารขันธ์ ๕. วิญญาณขันธ์รูปขันธ์
ตตฺถ กตโม รูปกฺขนฺโธ ยงฺกิญฺจิ รูปํ อตีตานาคต- ปจฺจุปฺปนฺนํ อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา โอฬาริกํ วา สุขุมํ วา หีนํ วา ปณีตํ วา ยํ ทูเร สนฺติเก วา ตเทกชฺฌํ อภิสญฺญูหิตฺวา อภิสงฺขิปิตฺวา อยํ วุจฺจติ รูปกฺขนฺโธ ฯ
ในขันธ์ ๕ นั้น รูปขันธ์ เป็นไฉน รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ รูปอดีต รูปอนาคต รูปปัจจุบัน รูปภายใน รูปภายนอก รูปหยาบ รูปละเอียด รูปทราม รูปประณีตรูปไกล รูปใกล้ ประมวลย่อเข้าเป็นกองเดียวกัน นี้เรียกว่ารูปขันธ์
ตตฺถ กตมํ รูปํ อตีตํ ยํ รูปํ อตีตํ นิรุทฺธํ วิคตํ วิปริณตํ อตฺถงฺคตํ อพฺภตฺถงฺคตํ อุปฺปชฺชิตฺวา วิคตํ อตีตํ อตีตํเสน สงฺคหิตํ จตฺตาโร จ มหาภูตา จตุนฺนญฺจ มหาภูตานํ อุปาทาย รูปํ อิทํ วุจฺจติ รูปํ อตีตํ ฯ ตตฺถ กตมํ รูปํ อนาคตํ ยํ รูปํ อชาตํ อภูตํ อสญฺชาตํ อนิพฺพตฺตํ อนภินิพฺพตฺตํ อปาตุภูตํ อนุปฺปนฺนํ อสมุปฺปนฺนํ อนุฏฺฐิตํ อสมุฏฺฐิตํ อนาคตํ อนาคตํเสน สงฺคหิตํ จตฺตาโร จ มหาภูตา จตุนฺนญฺจ มหาภูตานํ อุปาทาย รูปํ อิทํ วุจฺจติ รูปํ อนาคตํ ฯ ตตฺถ กตมํ รูปํ ปจฺจุปฺปนฺนํ ยํ รูปํ ชาตํ ภูตํ สญฺชาตํ นิพฺพตฺตํ อภินิพฺพตฺตํ ปาตุภูตํ อุปฺปนฺนํ สมุปฺปนฺนํ อุฏฺฐิตํ สมุฏฺฐิตํ ปจฺจุปฺปนฺนํ ปุจฺจุปฺปนฺนํเสน สงฺคหิตํ จตฺตาโร จ มหาภูตา จตุนฺนญฺจ มหาภูตานํ อุปาทาย รูปํ อิทํ วุจฺจติ รูปํ ปจฺจุปฺปนฺนํ ฯ
ในรูปขันธ์นั้น รูปอดีต เป็นไฉน รูปใด ล่วงไปแล้ว ดับแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว ถึงความดับแล้ว ถึงความดับสิ้นแล้ว ที่เกิดขึ้นแล้วปราศไปแล้ว ที่เป็นอดีตสงเคราะห์เข้ากับส่วนอดีต ได้แก่มหาภูตรูป ๔ และอุปาทายรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ นี้เรียกว่ารูปอดีต รูปอนาคต เป็นไฉน รูปใด ยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิด ยังไม่บังเกิดยิ่ง ยังไม่ปรากฏ ยังไม่เกิดขึ้น ยังไม่เกิดขึ้นพร้อม ยังไม่ตั้งขึ้น ยังไม่ตั้งขึ้นพร้อม ที่เป็นอนาคตสงเคราะห์เข้ากับส่วนอนาคต ได้แก่มหาภูตรูป ๔ และอุปาทายรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ นี้เรียกว่ารูปอนาคต รูปปัจจุบัน เป็นไฉน รูปใด เกิดแล้ว เป็นแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดยิ่งแล้วปรากฏแล้ว เกิดขึ้นแล้ว เกิดขึ้นพร้อมแล้ว ตั้งขึ้นแล้ว ตั้งขึ้นพร้อมแล้ว ที่เป็นปัจจุบันสงเคราะห์เข้ากับส่วนปัจจุบัน ได้แก่มหาภูตรูป ๔ และอุปาทายรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ นี้เรียกว่ารูปปัจจุบัน
ตตฺถ กตมํ รูปํ อชฺฌตฺตํ ยํ รูปํ เตสํ เตสํ สตฺตานํ อชฺฌตฺตํ ปจฺจตฺตํ นิยกํ ปาฏิปุคฺคลิกํ อุปาทินฺนํ จตฺตาโร จ มหาภูตา จตุนฺนญฺจ มหาภูตานํ อุปาทาย รูปํ อิทํ วุจฺจติ รูปํ อชฺฌตฺตํ ฯ ตตฺถ กตมํ รูปํ พหิทฺธา ยํ รูปํ เตสํ เตสํ ปรสตฺตานํ ปรปุคฺคลานํ อชฺฌตฺตํ ปจฺจตฺตํ นิยกํ ปาฏิปุคฺคลิกํ อุปาทินฺนํ จตฺตาโร จ มหาภูตา จตุนฺนญฺจ มหาภูตานํ อุปาทาย รูปํ อิทํ วุจฺจติ รูปํ พหิทฺธา ฯ
รูปภายใน เป็นไฉน รูปใด ของสัตว์นั้นๆ เอง ซึ่งมีในตน เฉพาะตน เกิดในตน เฉพาะบุคคล อันกรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหาทิฐิยึดครอง ได้แก่มหาภูตรูป ๔ และอุปาทายรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ นี้เรียกว่ารูปภายใน รูปภายนอก เป็นไฉน รูปใด ของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นนั้นๆ ซึ่งมีในตน เฉพาะตน เกิดในตนเฉพาะบุคคล อันกรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหาทิฐิยึดครอง ได้แก่มหาภูตรูป ๔ และอุปาทายรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ นี้เรียกว่ารูปภายนอก
ตตฺถ กตมํ รูปํ โอฬาริกํ จกฺขายตนํ ฯเปฯ โผฏฺฐพฺพายตนํ อิทํ วุจฺจติ รูปํ โอฬาริกํ ฯ ตตฺถ กตมํ รูปํ สุขุมํ อิตฺถินฺทฺริยํ ฯเปฯ กพฬิงฺกาโร อาหาโร อิทํ วุจฺจติ รูปํ สุขุมํ ฯ
รูปหยาบ เป็นไฉน จักขายตนะ โสตายตนะ ฆานายตนะ ชิวหายตนะ กายายตนะ รูปายตนะสัททายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ นี้เรียกว่ารูปหยาบ รูปละเอียด เป็นไฉน อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ กายวิญญัติ วจีวิญญัติ อากาสธาตุรูปลหุตา รูปมุทุตา รูปกัมมัญญตา รูปอุปจยะ รูปสันตติ รูปชรตา รูปอนิจจตากวฬิงการาหาร นี้เรียกว่ารูปละเอียด
ตตฺถ กตมํ รูปํ หีนํ ยํ รูปํ เตสํ เตสํ สตฺตานํ อุญฺญาตํ อวญฺญาตํ หีฬิตํ ปริภูตํ อจิตีกตํ หีนํ หีนมตํ หีนสมฺมตํ อนิฏฺฐํ อกนฺตํ อมนาปํ รูปา สทฺทา คนฺธา รสา โผฏฺฐพฺพา อิทํ วุจฺจติ รูปํ หีนํ ฯ ตตฺถ กตมํ รูปํ ปณีตํ ยํ รูปํ เตสํ เตสํ สตฺตานํ อนุญฺญาตํ อนวญฺญาตํ อหีฬิตํ อปริภูตํ จิตีกตํ ปณีตํ ปณีตมตํ ปณีตสมฺมตํ อิฏฺฐํ กนฺตํ มนาปํ รูปา สทฺทา คนฺธา รสา โผฏฺฐพฺพา อิทํ วุจฺจติ รูปํ ปณีตํ ฯ ตํ ตํ วา ปน รูปํ อุปาทาย อุปาทาย รูปํ หีนํ ปณีตํ ทฏฺฐพฺพํ ฯ
รูปทราม เป็นไฉน รูปใด ของสัตว์นั้นๆ ที่น่าดูหมิ่น น่าเหยียดหยาม น่าเกลียด น่าตำหนิ ไม่น่ายกย่อง ทราม รู้กันว่าทราม สมมติกันว่าทราม ไม่น่าปรารถนาไม่น่ารัก ไม่น่าชอบใจ ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ นี้เรียกว่ารูปทราม รูปประณีต เป็นไฉน รูปใด ของสัตว์นั้นๆ ที่ไม่น่าดูหมิ่น ไม่น่าเหยียดหยาม ไม่น่าเกลียดไม่น่าตำหนิ น่ายกย่อง ประณีต รู้กันว่าประณีต สมมติกันว่าประณีต น่าปรารถนา น่ารัก น่าชอบใจ ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ นี้เรียกว่ารูปประณีต หรือพึงทราบรูปทรามรูปประณีต โดยอาศัยเทียบเคียงรูปนั้นๆ เป็นชั้นๆไป
ตตฺถ กตมํ รูปํ ทูเร อิตฺถินฺทฺริยํ ฯเปฯ กพฬิงฺกาโร อาหาโร ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ อนาสนฺเน อนุปกฺกฏฺเฐ ทูเร อสนฺติเก อิทํ วุจฺจติ รูปํ ทูเร ฯ ตตฺถ กตมํ รูปํ สนฺติเก จกฺขายตนํ ฯเปฯ โผฏฺฐพฺพายตนํ ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ อาสนฺเน อุปกฺกฏฺเฐ อวิทูเร สนฺติเก อิทํ วุจฺจติ รูปํ สนฺติเก ฯ ตํ ตํ วา ปน รูปํ อุปาทาย อุปาทาย รูปํ ทูเร สนฺติเก ทฏฺฐพฺพํ ฯ
รูปไกล เป็นไฉน อิตถินทรีย์ ฯลฯ กวฬิงการาหาร หรือรูปแม้อื่นใดมีอยู่ในที่ไม่ใกล้ ในที่ไม่ใกล้ชิด ในที่ไกล ในที่ไม่ใช่ใกล้ นี้เรียกว่ารูปไกล รูปใกล้ เป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะ หรือรูปแม้อื่นใดมีอยู่ในที่ใกล้เคียงในที่ใกล้ชิด ในที่ไม่ไกล ในที่ใกล้ นี้เรียกว่ารูปใกล้ หรือพึงทราบรูปไกลรูปใกล้ โดยอาศัยเทียบเคียงรูปนั้นๆ เป็นชั้นๆ ไปเวทนาขันธ์
ตตฺถ กตโม เวทนากฺขนฺโธ ยากาจิ เวทนา อตีตานาคต- ปจฺจุปฺปนฺนา อชฺฌตฺตา วา พหิทฺธา วา โอฬาริกา วา สุขุมา วา หีนา วา ปณีตา วา ยา ทูเร สนฺติเก วา ตเทกชฺฌํ อภิสญฺญูหิตฺวา อภิสงฺขิปิตฺวา อยํ วุจฺจติ เวทนากฺขนฺโธ ฯ
เวทนาขันธ์ เป็นไฉน เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ เวทนาอดีต เวทนาอนาคต เวทนาปัจจุบัน เวทนาภายใน เวทนาภายนอก เวทนาหยาบ เวทนาละเอียด เวทนาทราม เวทนาประณีต เวทนาไกล เวทนาใกล้ประมวลย่อเข้าเป็นกองเดียวกัน นี้เรียกว่าเวทนาขันธ์
ตตฺถ กตมา เวทนา อตีตา ยา เวทนา อตีตา นิรุทฺธา วิคตา วิปริณตา อตฺถงฺคตา อพฺภตฺถงฺคตา อุปฺปชฺชิตฺวา วิคตา อตีตา อตีตํเสน สงฺคหิตา สุขา เวทนา ทุกฺขา เวทนา อทุกฺขมสุขา เวทนา อยํ วุจฺจติ เวทนา อตีตา ฯ ตตฺถ กตมา เวทนา อนาคตา ยา เวทนา อชาตา อภูตา อสญฺชาตา อนิพฺพตฺตา อนภินิพฺพตฺตา อปาตุภูตา อนุปฺปนฺนา อสมุปฺปนฺนา อนุฏฺฐิตา อสมุฏฺฐิตา อนาคตา อนาคตํเสน สงฺคหิตา สุขา เวทนา ทุกฺขา เวทนา อทุกฺขมสุขา เวทนา อยํ วุจฺจติ เวทนา อนาคตา ฯ ตตฺถ กตมา เวทนา ปจฺจุปฺปนฺนา ยา เวทนา ชาตา ภูตา สญฺชาตา นิพฺพตฺตา อภินิพฺพตฺตา ปาตุภูตา อุปฺปนฺนา สมุปฺปนฺนา อุฏฺฐิตา สมุฏฺฐิตา ปจฺจุปฺปนฺนา ปจฺจุปฺปนฺนํเสน สงฺคหิตา สุขา เวทนา ทุกฺขา เวทนา อทุกฺขมสุขา เวทนา อยํ วุจฺจติ เวทนา ปจฺจุปฺปนฺนา ฯ
ในเวทนาขันธ์นั้น เวทนาอดีต เป็นไฉน เวทนาใด ล่วงไปแล้ว ดับแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว ถึงความดับแล้ว ถึงความสิ้นแล้ว ที่เกิดขึ้นแล้วปราศไปแล้ว ที่เป็นอดีตสงเคราะห์เข้ากับส่วนอดีต ได้แก่สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา นี้เรียกว่าเวทนาอดีต เวทนาอนาคต เป็นไฉน เวทนาใด ยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิด ยังไม่บังเกิดยิ่ง ยังไม่ปรากฏ ยังไม่เกิดขึ้น ยังไม่เกิดขึ้นพร้อม ยังไม่ตั้งขึ้น ยังไม่ตั้งขึ้นพร้อม ที่เป็นอนาคตสงเคราะห์เข้ากับส่วนอนาคต ได้แก่ สุขเวทนาทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา นี้เรียกว่า เวทนาอนาคต เวทนาปัจจุบัน เป็นไฉน เวทนาใด เกิดแล้ว เป็นแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดยิ่งแล้ว ปรากฏแล้ว เกิดขึ้นแล้ว เกิดขึ้นพร้อมแล้ว ตั้งขึ้นแล้ว ตั้งขึ้นพร้อมแล้วที่เป็นปัจจุบันสงเคราะห์เข้ากับส่วนปัจจุบัน ได้แก่ สุขเวทนา ทุกขเวทนาอทุกขมสุขเวทนา นี้เรียกว่าเวทนาปัจจุบัน
ตตฺถ กตมา เวทนา อชฺฌตฺตา ยา เวทนา เตสํ เตสํ สตฺตานํ อชฺฌตฺตํ ปจฺจตฺตํ นิยกา ปาฏิปุคฺคลิกา อุปาทินฺนา สุขา เวทนา ทุกฺขา เวทนา อทุกฺขมสุขา เวทนา อยํ วุจฺจติ เวทนา อชฺฌตฺตา ฯ ตตฺถ กตมา เวทนา พหิทฺธา ยา เวทนา เตสํ เตสํ ปรสตฺตานํ ปรปุคฺคลานํ อชฺฌตฺตํ ปจฺจตฺตํ นิยกา ปาฏิปุคฺคลิกา อุปาทินฺนา สุขา เวทนา ทุกฺขา เวทนา อทุกฺขมสุขา เวทนา อยํ วุจฺจติ เวทนา พหิทฺธา ฯ
เวทนาภายใน เป็นไฉน เวทนาใด ของสัตว์นั้นๆ เองซึ่งมีในตน เฉพาะตน เกิดในตน เฉพาะบุคคล อันกรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหาทิฐิยึดครอง ได้แก่ สุขเวทนา ทุกขเวทนาอทุกขมสุขเวทนา นี้เรียกว่าเวทนาภายใน เวทนาภายนอก เป็นไฉน เวทนาใด ของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นนั้นๆ ซึ่งมีในตน เฉพาะตน เกิดในตน มีเฉพาะบุคคล อันกรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหาทิฐิยึดครอง ได้แก่สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา นี้เรียกว่าเวทนาภายนอก
ตตฺถ กตมา เวทนา โอฬาริกา สุขุมา อกุสลา เวทนา โอฬาริกา กุสลาพฺยากตา เวทนา สุขุมา กุสลากุสลา เวทนา โอฬาริกา อพฺยากตา เวทนา สุขุมา ทุกฺขา เวทนา โอฬาริกา สุขา จ อทุกฺขมสุขา จ เวทนา สุขุมา สุขทุกฺขา เวทนา โอฬาริกา อทุกฺขมสุขา เวทนา สุขุมา อสมาปนฺนสฺส เวทนา โอฬาริกา สมาปนฺนสฺส เวทนา สุขุมา สาสวา เวทนา โอฬาริกา อนาสวา เวทนา สุขุมา ตํ ตํ วา ปน เวทนํ อุปาทาย อุปาทาย เวทนา โอฬาริกา สุขุมา ทฏฺฐพฺพา ฯ
เวทนาหยาบ เวทนาละเอียด เป็นไฉน อกุศลเวทนาเป็นเวทนาหยาบ กุศลเวทนาและอัพยากตเวทนาเป็นเวทนาละเอียด กุศลเวทนาและอกุศลเวทนาเป็นเวทนาหยาบ อัพยากตเวทนาเป็นเวทนาละเอียด ทุกขเวทนาเป็นเวทนาหยาบ สุขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนาเป็นเวทนาละเอียด สุขเวทนาและทุกขเวทนาเป็นเวทนาหยาบ อทุกขมสุขเวทนาเป็นเวทนาละเอียด เวทนาของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นเวทนาหยาบ เวทนาของผู้เข้าสมาบัติเป็นเวทนาละเอียด เวทนาที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นเวทนาหยาบ เวทนาที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นเวทนาละเอียด หรือพึงทราบเวทนาหยาบเวทนาละเอียด โดยอาศัยเทียบเคียงเวทนานั้นๆเป็นชั้นๆ ไป
ตตฺถ กตมา เวทนา หีนา ปณีตา อกุสลา เวทนา หีนา กุสลาพฺยากตา เวทนา ปณีตา กุสลากุสลา เวทนา หีนา อพฺยากตา เวทนา ปณีตา ทุกฺขา เวทนา หีนา สุขา จ อทุกฺขมสุขา จ เวทนา ปณีตา สุขทุกฺขา เวทนา หีนา อทุกฺขมสุขา เวทนา ปณีตา อสมาปนฺนสฺส เวทนา หีนา สมาปนฺนสฺส เวทนา ปณีตา สาสวา เวทนา หีนา อนาสวา เวทนา ปณีตา ตํ ตํ วา ปน เวทนํ อุปาทาย อุปาทาย เวทนา หีนา ปณีตา ทฏฺฐพฺพา ฯ
เวทนาทราม เวทนาประณีต เป็นไฉน อกุศลเวทนาเป็นเวทนาทราม กุศลเวทนาและอัพยากตเวทนาเป็นเวทนาประณีต กุศลเวทนาและอกุศลเวทนาเป็นเวทนาทราม อัพยากตเวทนาเป็นเวทนาประณีต ทุกขเวทนาเป็นเวทนาทราม สุขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนาเป็นเวทนาประณีต สุขเวทนาและทุกขเวทนาเป็นเวทนาทราม อทุกขมสุขเวทนาเป็นเวทนาประณีต เวทนาของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นเวทนาทราม เวทนาของผู้เข้าสมาบัติเป็นเวทนาประณีต เวทนาที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นเวทนาทราม เวทนาที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นเวทนาประณีต หรือพึงทราบเวทนาทรามเวทนาประณีต โดยอาศัยเทียบเคียงเวทนานั้นๆเป็นชั้นๆ ไป
ตตฺถ กตมา เวทนา ทูเร อกุสลา เวทนา กุสลาพฺยากตาหิ เวทนาหิ ทูเร กุสลาพฺยากตา เวทนา อกุสลาย เวทนาย ทูเร กุสลา เวทนา อกุสลาพฺยากตาหิ เวทนาหิ ทูเร อกุสลาพฺยากตา เวทนา กุสลาย เวทนาย ทูเร อพฺยากตา เวทนา กุสลากุสลาหิ เวทนาหิ ทูเร กุสลากุสลา เวทนา อพฺยากตาย เวทนาย ทูเร ทุกฺขา เวทนา สุขาย จ อทุกฺขมสุขาย จ เวทนาหิ ทูเร สุขา จ อทุกฺขมสุขา จ เวทนา ทุกฺขาย เวทนาย ทูเร สุขา เวทนา ทุกฺขาย จ อทุกฺขมสุขาย จ เวทนาหิ ทูเร ทุกฺขา จ อทุกฺขมสุขา จ เวทนา สุขาย เวทนาย ทูเร อทุกฺขมสุขา เวทนา สุขทุกฺขาหิ เวทนาหิ ทูเร สุขทุกฺขา เวทนา อทุกฺขมสุขาย เวทนาย ทูเร อสมาปนฺนสฺส เวทนา สมาปนฺนสฺส เวทนาย ทูเร สมาปนฺนสฺส เวทนา อสมาปนฺนสฺส เวทนาย ทูเร สาสวา เวทนา อนาสวาย เวทนาย ทูเร อนาสวา เวทนา สาสวาย เวทนาย ทูเร อยํ วุจฺจติ เวทนา ทูเร ฯ ตตฺถ กตมา เวทนา สนฺติเก อกุสลา เวทนา อกุสลาย เวทนาย สนฺติเก กุสลา เวทนา กุสลาย เวทนาย สนฺติเก อพฺยากตา เวทนา อพฺยากตาย เวทนาย สนฺติเก ทุกฺขา เวทนา ทุกฺขาย เวทนาย สนฺติเก สุขา เวทนา สุขาย เวทนาย สนฺติเก อทุกฺขมสุขา เวทนา อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สนฺติเก อสมาปนฺนสฺส เวทนา อสมาปนฺนสฺส เวทนาย สนฺติเก สมาปนฺนสฺส เวทนา สมาปนฺนสฺส เวทนาย สนฺติเก สาสวา เวทนา สาสวาย เวทนาย สนฺติเก อนาสวา เวทนา อนาสวาย เวทนาย สนฺติเก อยํ วุจฺจติ เวทนา สนฺติเก ฯ ตํ ตํ วา ปน เวทนํ อุปาทาย อุปาทาย เวทนา ทูเร สนฺติเก ทฏฺฐพฺพา ฯ
เวทนาไกล เป็นไฉน อกุศลเวทนาไกลจากกุศลเวทนาและอัพยากตเวทนา กุศลเวทนาและอัพยากตเวทนาเป็นเวทนาไกลจากอกุศลเวทนา กุศลเวทนาเป็นเวทนาไกลจากอกุศลเวทนาและอัพยากตเวทนา อกุศลเวทนาและอัพยากตเวทนาเป็นเวทนาไกลจากกุศลเวทนา อัพยากตเวทนาเป็นเวทนาไกลจากกุศลเวทนาและอกุศลเวทนากุศลเวทนาและอกุศลเวทนาเป็นเวทนาไกลจากอัพยากตเวทนา ทุกขเวทนาเป็นเวทนาไกลจากสุขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนา สุขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนาเป็นเวทนาไกลจากทุกขเวทนา สุขเวทนาเป็นเวทนาไกลจากทุกขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนา ทุกขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนาเป็นเวทนาไกลจากสุขเวทนา อทุกขม-*สุขเวทนาเป็นเวทนาไกลจากสุขเวทนาและทุกขเวทนา สุขเวทนาและทุกขเวทนาเป็นเวทนาไกลจากอทุกขมสุขเวทนา เวทนาของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นเวทนาไกลจากเวทนาของผู้เข้าสมาบัติ เวทนาของผู้เข้าสมาบัติเป็นเวทนาไกลจากเวทนาของผู้ไม่เข้าสมาบัติ เวทนาที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นเวทนาไกลจากเวทนาที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ เวทนาที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นเวทนาไกลจากเวทนาที่เป็นอารมณ์ของอาสวะ นี้เรียกว่าเวทนาไกล เวทนาใกล้ เป็นไฉน อกุศลเวทนาเป็นเวทนาใกล้กับอกุศลเวทนา กุศลเวทนาเป็นเวทนาใกล้กับกุศลเวทนา อัพยากตเวทนาเป็นเวทนาใกล้กับอัพยากตเวทนา ทุกขเวทนาเป็นเวทนาใกล้กับทุกขเวทนา สุขเวทนาเป็นเวทนาใกล้กับสุขเวทนา อทุกขมสุข-*เวทนาเป็นเวทนาใกล้กับอทุกขมสุขเวทนา เวทนาของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นเวทนาใกล้กับเวทนาของผู้ไม่เข้าสมาบัติ เวทนาของผู้เข้าสมาบัติเป็นเวทนาใกล้กับเวทนาของผู้เข้าสมาบัติ เวทนาที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นเวทนาใกล้กับเวทนาที่เป็นอารมณ์ของอาสวะ เวทนาที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นเวทนาใกล้กับเวทนาที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ นี้เรียกว่าเวทนาใกล้ หรือพึงทราบเวทนาไกลเวทนาใกล้ โดยอาศัยเทียบเคียงเวทนานั้นๆ เป็นชั้นๆ ไป สัญญาขันธ์
ตตฺถ กตโม สญฺญากฺขนฺโธ ยากาจิ สญฺญา อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนา อชฺฌตฺตา วา พหิทฺธา วา โอฬาริกา วา สุขุมา วา หีนา วา ปณีตา วา ยา ทูเร สนฺติเก วา ตเทกชฺฌํ อภิสญฺญูหิตฺวา อภิสงฺขิปิตฺวา อยํ วุจฺจติ สญฺญากฺขนฺโธ ฯ
สัญญาขันธ์ เป็นไฉน สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ สัญญาอดีต สัญญาอนาคตสัญญาปัจจุบัน สัญญาภายใน สัญญาภายนอก สัญญาหยาบสัญญาละเอียด สัญญาทราม สัญญาประณีต สัญญาไกลสัญญาใกล้ ประมวลย่อเข้าเป็นกองเดียวกัน นี้เรียกว่าสัญญาขันธ์
ตตฺถ กตมา สญฺญา อตีตา ยา สญฺญา อตีตา นิรุทฺธา วิคตา วิปริณตา อตฺถงฺคตา อพฺภตฺถงฺคตา อุปฺปชฺชิตฺวา วิคตา อตีตา อตีตํเสน สงฺคหิตา จกฺขุสมฺผสฺสชา สญฺญา โสตสมฺผสฺสชา สญฺญา ฆานสมฺผสฺสชา สญฺญา ชิวฺหาสมฺผสฺสชา สญฺญา กายสมฺผสฺสชา สญฺญา มโนสมฺผสฺสชา สญฺญา อยํ วุจฺจติ สญฺญา อตีตา ฯ ตตฺถ กตมา สญฺญา อนาคตา ยา สญฺญา อชาตา อภูตา อสญฺชาตา อนิพฺพตฺตา อนภินิพฺพตฺตา อปาตุภูตา อนุปฺปนฺนา อสมุปฺปนฺนา อนุฏฺฐิตา อสมุฏฺฐิตา อนาคตา อนาคตํเสน สงฺคหิตา จกฺขุสมฺผสฺสชา สญฺญา ฯเปฯ มโนสมฺผสฺสชา สญฺญา อยํ วุจฺจติ สญฺญา อนาคตา ฯ {๑๕.๑} ตตฺถ กตมา สญฺญา ปจฺจุปฺปนฺนา ยา สญฺญา ชาตา ภูตา สญฺชาตา นิพฺพตฺตา อภินิพฺพตฺตา ปาตุภูตา อุปฺปนฺนา สมุปฺปนฺนา อุฏฺฐิตา สมุฏฺฐิตา ปจฺจุปฺปนฺนา ปจฺจุปฺปนฺนํเสน สงฺคหิตา จกฺขุสมฺผสฺสชา สญฺญา ฯเปฯ มโนสมฺผสฺสชา สญฺญา อยํ วุจฺจติ สญฺญา ปจฺจุปฺปนฺนา ฯ
ในสัญญาขันธ์ นั้น สัญญาอดีต เป็นไฉน สัญญาใด ล่วงไปแล้ว ดับแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว ถึงความดับแล้ว ถึงความสิ้นแล้ว ที่เกิดขึ้นแล้วปราศไปแล้ว ที่เป็นอดีตสงเคราะห์เข้ากับส่วนอดีต ได้แก่จักขุสัมผัสสชาสัญญา โสตสัมผัสสชาสัญญา ฆานสัมผัสสชาสัญญา ชิวหาสัมผัสสชาสัญญา กายสัมผัสสชาสัญญา มโนสัมผัสสชาสัญญานี้เรียกว่าสัญญาอดีต สัญญาอนาคต เป็นไฉน สัญญาใด ยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิดยังไม่บังเกิดยิ่ง ยังไม่ปรากฏ ยังไม่เกิดขึ้น ยังไม่เกิดขึ้นพร้อม ยังไม่ตั้งขึ้นยังไม่ตั้งขึ้นพร้อม ที่เป็นอนาคตสงเคราะห์เข้ากับส่วนอนาคต ได้แก่ จักขุ-*สัมผัสสชาสัญญา ฯลฯ มโนสัมผัสสชาสัญญา นี้เรียกว่าสัญญาอนาคต สัญญาปัจจุบัน เป็นไฉน สัญญาใด เกิดแล้ว เป็นแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดยิ่งแล้วปรากฏแล้ว เกิดขึ้นแล้ว เกิดขึ้นพร้อมแล้ว ตั้งขึ้นแล้ว ตั้งขึ้นพร้อมแล้วที่เป็นปัจจุบันสงเคราะห์เข้ากับส่วนปัจจุบัน ได้แก่ จักขุสัมผัสสชาสัญญา ฯลฯ มโนสัมผัสสชาสัญญา นี้เรียกว่าสัญญาปัจจุบัน
ตตฺถ กตมา สญฺญา อชฺฌตฺตา ยา สญฺญา เตสํ เตสํ สตฺตานํ อชฺฌตฺตํ ปจฺจตฺตํ นิยกา ปาฏิปุคฺคลิกา อุปาทินฺนา จกฺขุสมฺผสฺสชา สญฺญา ฯเปฯ มโนสมฺผสฺสชา สญฺญา อยํ วุจฺจติ สญฺญา อชฺฌตฺตา ฯ ตตฺถ กตมา สญฺญา พหิทฺธา ยา สญฺญา เตสํ เตสํ ปรสตฺตานํ ปรปุคฺคลานํ อชฺฌตฺตํ ปจฺจตฺตํ นิยกา ปาฏิปุคฺคลิกา อุปาทินฺนา จกฺขุสมฺผสฺสชา สญฺญา ฯเปฯ มโนสมฺผสฺสชา สญฺญา อยํ วุจฺจติ สญฺญา พหิทฺธา ฯ
สัญญาภายใน เป็นไฉน สัญญาใด ของสัตว์นั้นๆ เอง ซึ่งมีในตน เฉพาะตน เกิดในตนเฉพาะบุคคล อันกรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหาทิฐิยึดครอง ได้แก่จักขุสัมผัสสชา-*สัญญา ฯลฯ มโนสัมผัสสชาสัญญา นี้เรียกว่าสัญญาภายใน สัญญาภายนอก เป็นไฉน สัญญาใด ของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นนั้นๆ ซึ่งมีในตน เฉพาะตน เกิดในตน เฉพาะบุคคล อันกรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหาทิฐิยึดครอง ได้แก่จักขุสัมผัสสชาสัญญา ฯลฯ มโนสัมผัสสชาสัญญา นี้เรียกว่าสัญญาภายนอก
ตตฺถ กตมา สญฺญา โอฬาริกา สุขุมา ปฏิฆสมฺผสฺสชา สญฺญา โอฬาริกา อธิวจนสมฺผสฺสชา สญฺญา สุขุมา อกุสลา สญฺญา โอฬาริกา กุสลาพฺยากตา สญฺญา สุขุมา กุสลากุสลา สญฺญา โอฬาริกา อพฺยากตา สญฺญา สุขุมา ทุกฺขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา สญฺญา โอฬาริกา สุขาย จ อทุกฺขมสุขาย จ เวทนาหิ สมฺปยุตฺตา สญฺญา สุขุมา สุขทุกฺขาหิ เวทนาหิ สมฺปยุตฺตา สญฺญา โอฬาริกา อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา สญฺญา สุขุมา อสมาปนฺนสฺส สญฺญา โอฬาริกา สมาปนฺนสฺส สญฺญา สุขุมา สาสวา สญฺญา โอฬาริกา อนาสวา สญฺญา สุขุมา ตํ ตํ วา ปน สญฺญํ อุปาทาย อุปาทาย สญฺญา โอฬาริกา สุขุมา ทฏฺฐพฺพา ฯ
สัญญาหยาบ สัญญาละเอียด เป็นไฉน สัญญาอันเกิดแต่ปฏิฆสัมผัส (คือสัญญาเกิดแต่ปัญจทวาร) เป็นสัญญาหยาบ สัญญาอันเกิดแต่อธิวจนสัมผัส (คือสัญญาเกิดแต่มโนทวาร) เป็นสัญญาละเอียด อกุศลสัญญาเป็นสัญญาหยาบ กุศลสัญญาและอัพยากตสัญญาเป็นสัญญาละเอียด กุศลสัญญาและอกุศลสัญญาเป็นสัญญาหยาบ อัพยากตสัญญาเป็นสัญญาละเอียด สัญญาที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาเป็นสัญญาหยาบ สัญญาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนาเป็นสัญญาละเอียด สัญญาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและทุกขเวทนาเป็นสัญญาหยาบ สัญญาที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาเป็นสัญญาละเอียด สัญญาของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นสัญญาหยาบ สัญญาของผู้เข้าสมาบัติเป็นสัญญาละเอียด สัญญาที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสัญญาหยาบ สัญญาที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสัญญาละเอียด หรือพึงทราบสัญญาหยาบสัญญาละเอียด โดยอาศัยเทียบเคียงสัญญานั้นๆ เป็นชั้นๆ ไป
ตตฺถ กตมา สญฺญา หีนา ปณีตา อกุสลา สญฺญา หีนา กุสลาพฺยากตา สญฺญา ปณีตา กุสลากุสลา สญฺญา หีนา อพฺยากตา สญฺญา ปณีตา ทุกฺขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา สญฺญา หีนา สุขาย จ อทุกฺขมสุขาย จ เวทนาหิ สมฺปยุตฺตา สญฺญา ปณีตา สุขทุกฺขาหิ เวทนาหิ สมฺปยุตฺตา สญฺญา หีนา อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา สญฺญา ปณีตา อสมาปนฺนสฺส สญฺญา หีนา สมาปนฺนสฺส สญฺญา ปณีตา สาสวา สญฺญา หีนา อนาสวา สญฺญา ปณีตา ตํ ตํ วา ปน สญฺญํ อุปาทาย อุปาทาย สญฺญา หีนา ปณีตา ทฏฺฐพฺพา ฯ
สัญญาทราม สัญญาประณีต เป็นไฉน อกุศลสัญญาเป็นสัญญาทราม กุศลสัญญาและอัพยากตสัญญาเป็นสัญญาประณีต กุศลสัญญาและอกุศลสัญญาเป็นสัญญาทราม อัพยากตสัญญาเป็นสัญญาประณีต สัญญาที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา เป็นสัญญาทราม สัญญาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนาเป็นสัญญาประณีต สัญญาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและทุกขเวทนาเป็นสัญญาทราม สัญญาที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาเป็นสัญญาประณีต สัญญาของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นสัญญาทราม สัญญาของผู้เข้าสมาบัติเป็นสัญญาประณีต สัญญาที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสัญญาทรามสัญญาที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสัญญาประณีต หรือพึงทราบสัญญาทรามสัญญาประณีต โดยอาศัยเทียบเคียงสัญญานั้นๆเป็นชั้นๆ ไป
ตตฺถ กตมา สญฺญา ทูเร อกุสลา สญฺญา กุสลาพฺยากตาหิ สญฺญาหิ ทูเร กุสลาพฺยากตา สญฺญา อกุสลาย สญฺญาย ทูเร กุสลา สญฺญา อกุสลาพฺยากตาหิ สญฺญาหิ ทูเร อกุสลาพฺยากตา สญฺญา กุสลาย สญฺญาย ทูเร อพฺยากตา สญฺญา กุสลากุสลาหิ สญฺญาหิ ทูเร กุสลากุสลา สญฺญา อพฺยากตาย สญฺญาย ทูเร ทุกฺขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา สญฺญา สุขาย จ อทุกฺขมสุขาย จ เวทนาหิ สมฺปยุตฺตาหิ สญฺญาหิ ทูเร สุขาย จ อทุกฺขมสุขาย จ เวทนาหิ สมฺปยุตฺตา สญฺญา ทุกฺขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตาย สญฺญาย ทูเร สุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา สญฺญา ทุกฺขาย จ อทุกฺขมสุขาย จ เวทนาหิ สมฺปยุตฺตาหิ สญฺญาหิ ทูเร ทุกฺขาย จ อทุกฺขมสุขาย จ เวทนาหิ สมฺปยุตฺตา สญฺญา สุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตาย สญฺญาย ทูเร อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา สญฺญา สุขทุกฺขาหิ เวทนาหิ สมฺปยุตฺตาหิ สญฺญาหิ ทูเร สุขทุกฺขาหิ เวทนาหิ สมฺปยุตฺตา สญฺญา อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตาย สญฺญาย ทูเร อสมาปนฺนสฺส สญฺญา สมาปนฺนสฺส สญฺญาย ทูเร สมาปนฺนสฺส สญฺญา อสมาปนฺนสฺส สญฺญาย ทูเร สาสวา สญฺญา อนาสวาย สญฺญาย ทูเร อนาสวา สญฺญา สาสวาย สญฺญาย ทูเร อยํ วุจฺจติ สญฺญา ทูเร ฯ {๑๙.๑} ตตฺถ กตมา สญฺญา สนฺติเก อกุสลา สญฺญา อกุสลาย สญฺญาย สนฺติเก กุสลา สญฺญา กุสลาย สญฺญาย สนฺติเก อพฺยากตา สญฺญา อพฺยากตาย สญฺญาย สนฺติเก ทุกฺขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา สญฺญา ทุกฺขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตาย สญฺญาย สนฺติเก สุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา สญฺญา สุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตาย สญฺญาย สนฺติเก อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา สญฺญา อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตาย สญฺญาย สนฺติเก อสมาปนฺนสฺส สญฺญา อสมาปนฺนสฺส สญฺญาย สนฺติเก สมาปนฺนสฺส สญฺญา สมาปนฺนสฺส สญฺญาย สนฺติเก สาสวา สญฺญา สาสวาย สญฺญาย สนฺติเก อนาสวา สญฺญา อนาสวาย สญฺญาย สนฺติเก อยํ วุจฺจติ สญฺญา สนฺติเก ฯ ตํ ตํ วา ปน สญฺญํ อุปาทาย อุปาทาย สญฺญา ทูเร สนฺติเก ทฏฺฐพฺพา ฯ
สัญญาไกล เป็นไฉน อกุศลสัญญาเป็นสัญญาไกลจากกุศลสัญญาและอัพยากตสัญญา กุศลสัญญาและอัพยากตสัญญาเป็นสัญญาไกลจากอกุศลสัญญา กุศลสัญญาเป็นสัญญาไกลจากอกุศลสัญญาและอัพยากตสัญญา อกุศลสัญญาและอัพยากตสัญญาเป็นสัญญาไกลจากกุศลสัญญา อัพยากตสัญญาเป็นสัญญาไกลจากกุศลสัญญาและอกุศลสัญญา กุศลสัญญาและอกุศลสัญญาเป็นสัญญาไกลจากอัพยากตสัญญาสัญญาที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาเป็นสัญญาไกลจากสัญญาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนา สัญญาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนาเป็นสัญญาไกลจากสัญญาที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา สัญญาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาเป็นสัญญาไกลจากสัญญาที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนา สัญญาที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนา เป็นสัญญาไกลจากสัญญาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา สัญญาที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาเป็นสัญญาไกลจากสัญญาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและทุกขเวทนา สัญญาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและทุกข-*เวทนาเป็นสัญญาไกลจากสัญญาที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา สัญญาของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นสัญญาไกลจากสัญญาของผู้เข้าสมาบัติ สัญญาของผู้เข้าสมาบัติเป็นสัญญาไกลจากสัญญาของผู้ไม่เข้าสมาบัติ สัญญาที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสัญญาไกลจากสัญญาที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ สัญญาที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสัญญาไกลจากสัญญาที่เป็นอารมณ์ของอาสวะ นี้เรียกว่าสัญญาไกล สัญญาใกล้ เป็นไฉน อกุศลสัญญาเป็นสัญญาใกล้กับอกุศลสัญญา กุศลสัญญาเป็นสัญญาใกล้กับกุศลสัญญา อัพยากตสัญญาเป็นสัญญาใกล้กับอัพยากตสัญญา สัญญาที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาเป็นสัญญาใกล้กับสัญญาที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา สัญญาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาเป็นสัญญาใกล้กับสัญญาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา สัญญาที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาเป็นสัญญาใกล้กับสัญญาที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา สัญญาของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นสัญญาใกล้กับสัญญาของผู้ไม่เข้าสมาบัติสัญญาของผู้เข้าสมาบัติเป็นสัญญาใกล้กับสัญญาของผู้เข้าสมาบัติ สัญญาที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสัญญาใกล้กับสัญญาที่เป็นอารมณ์ของอาสวะ สัญญาที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสัญญาใกล้กับสัญญาที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ นี้เรียกว่าสัญญาใกล้ หรือพึงทราบสัญญาไกลสัญญาใกล้ โดยอาศัยเทียบเคียงสัญญานั้นๆเป็นชั้นๆ ไป สังขารขันธ์
ตตฺถ กตโม สงฺขารกฺขนฺโธ เยเกจิ สงฺขารา อตีตานาคต- ปจฺจุปฺปนฺนา อชฺฌตฺตา วา พหิทฺธา วา โอฬาริกา วา สุขุมา วา หีนา วา ปณีตา วา เย ทูเร สนฺติเก วา ตเทกชฺฌํ อภิสญฺญูหิตฺวา อภิสงฺขิปิตฺวา อยํ วุจฺจติ สงฺขารกฺขนฺโธ ฯ
สังขารขันธ์ เป็นไฉน สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง คือ สังขารอดีต สังขารอนาคต สังขารปัจจุบัน สังขารภายใน สังขารภายนอก สังขารหยาบ สังขารละเอียดสังขารทราม สังขารประณีต สังขารไกล สังขารใกล้ ประมวลย่อเข้าเป็นกองเดียวกัน นี้เรียกว่าสังขารขันธ์
ตตฺถ กตเม สงฺขารา อตีตา เย สงฺขารา อตีตา นิรุทฺธา วิคตา วิปริณตา อตฺถงฺคตา อพฺภตฺถงฺคตา อุปฺปชฺชิตฺวา วิคตา อตีตา อตีตํเสน สงฺคหิตา จกฺขุสมฺผสฺสชา เจตนา โสตสมฺผสฺสชา เจตนา ฆานสมฺผสฺสชา เจตนา ชิวฺหาสมฺผสฺสชา เจตนา กายสมฺผสฺสชา เจตนา มโนสมฺผสฺสชา เจตนา อิเม วุจฺจนฺติ สงฺขารา อตีตา ฯ {๒๑.๑} ตตฺถ กตเม สงฺขารา อนาคตา เย สงฺขารา อชาตา อภูตา อสญฺชาตา อนิพฺพตฺตา อนภินิพฺพตฺตา อปาตุภูตา อนุปฺปนฺนา อสมุปฺปนฺนา อนุฏฺฐิตา อสมุฏฺฐิตา อนาคตา อนาคตํเสน สงฺคหิตา จกฺขุสมฺผสฺสชา เจตนา ฯเปฯ มโนสมฺผสฺสชา เจตนา อิเม วุจฺจนฺติ สงฺขารา อนาคตา ฯ {๒๑.๒} ตตฺถ กตเม สงฺขารา ปจฺจุปฺปนฺนา เย สงฺขารา ชาตา ภูตา สญฺชาตา นิพฺพตฺตา อภินิพฺพตฺตา ปาตุภูตา อุปฺปนฺนา สมุปฺปนฺนา อุฏฺฐิตา สมุฏฺฐิตา ปจฺจุปฺปนฺนา ปจฺจุปฺปนฺนํเสน สงฺคหิตา จกฺขุสมฺผสฺสชา เจตนา ฯเปฯ มโนสมฺผสฺสชา เจตนา อิเม วุจฺจนฺติ สงฺขารา ปจฺจุปฺปนฺนา ฯ
ในสังขารขันธ์นั้น สังขารอดีต เป็นไฉน สังขารเหล่าใด ล่วงไปแล้ว ดับแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว ถึงความดับแล้ว ถึงความสิ้นแล้ว ที่เกิดขึ้นแล้วปราศไปแล้ว ที่เป็นอดีตสงเคราะห์เข้ากับส่วนอดีต ได้แก่ จักขุสัมผัสสชาเจตนา โสตสัมผัสสชาเจตนา ฆานสัม-*ผัสสชาเจตนา ชิวหาสัมผัสสชาเจตนา กายสัมผัสสชาเจตนา มโนสัมผัสสชาเจตนา นี้เรียกว่าสังขารอดีต สังขารอนาคต เป็นไฉน สังขารเหล่าใด ยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่พร้อม ยังไม่บังเกิด ยังไม่บังเกิดยิ่ง ยังไม่ปรากฏ ยังไม่เกิดขึ้น ยังไม่เกิดขึ้นพร้อม ยังไม่ตั้งขึ้น ยังไม่ตั้งขึ้นพร้อม ที่เป็นอนาคตสงเคราะห์เข้ากับส่วนอนาคต ได้แก่ จักขุสัมผัสสชาเจตนาฯลฯ มโนสัมผัสสชาเจตนา นี้เรียกว่าสังขารอนาคต สังขารปัจจุบัน เป็นไฉน สังขารเหล่าใด เกิดแล้ว เป็นแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดยิ่งแล้ว ปรากฏแล้ว เกิดขึ้นแล้ว เกิดขึ้นพร้อมแล้ว ตั้งขึ้นแล้ว ตั้งขึ้นพร้อมแล้วที่เป็นปัจจุบันสงเคราะห์เข้ากับส่วนปัจจุบัน ได้แก่ จักขุสัมผัสสชาเจตนา ฯลฯ มโนสัมผัสสชาเจตนา นี้เรียกว่าสังขารปัจจุบัน
ตตฺถ กตเม สงฺขารา อชฺฌตฺตา เย สงฺขารา เตสํ เตสํ สตฺตานํ อชฺฌตฺตํ ปจฺจตฺตํ นิยกา ปาฏิปุคฺคลิกา อุปาทินฺนา จกฺขุสมฺผสฺสชา เจตนา ฯเปฯ มโนสมฺผสฺสชา เจตนา อิเม วุจฺจนฺติ สงฺขารา อชฺฌตฺตา ฯ ตตฺถ กตเม สงฺขารา พหิทฺธา เย สงฺขารา เตสํ เตสํ ปรสตฺตานํ ปรปุคฺคลานํ อชฺฌตฺตํ ปจฺจตฺตํ นิยกา ปาฏิปุคฺคลิกา อุปาทินฺนา จกฺขุสมฺผสฺสชา เจตนา ฯเปฯ มโนสมฺผสฺสชา เจตนา อิเม วุจฺจนฺติ สงฺขารา พหิทฺธา ฯ
สังขารภายใน เป็นไฉน สังขารเหล่าใด ของสัตว์นั้นๆ เอง ซึ่งมีในตน เฉพาะตน เกิดในตนเฉพาะบุคคล อันกรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหาทิฐิยึดครอง ได้แก่จักขุสัมผัสสชา-*เจตนา ฯลฯ มโนสัมผัสสชาเจตนา นี้เรียกว่าสังขารภายใน สังขารภายนอก เป็นไฉน สังขารเหล่าใด ของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นนั้นๆ ซึ่งมีในตน เฉพาะตนเกิดในตน เฉพาะบุคคล อันกรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหาทิฐิยึดครอง ได้แก่จักขุสัมผัสสชาเจตนา ฯลฯ มโนสัมผัสสชาเจตนา นี้เรียกว่าสังขารภายนอก
ตตฺถ กตเม สงฺขารา โอฬาริกา สุขุมา อกุสลา สงฺขารา โอฬาริกา กุสลาพฺยากตา สงฺขารา สุขุมา กุสลากุสลา สงฺขารา โอฬาริกา อพฺยากตา สงฺขารา สุขุมา ทุกฺขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา สงฺขารา โอฬาริกา สุขาย จ อทุกฺขมสุขาย จ เวทนาหิ สมฺปยุตฺตา สงฺขารา สุขุมา สุขทุกฺขาหิ เวทนาหิ สมฺปยุตฺตา สงฺขารา โอฬาริกา อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา สงฺขารา สุขุมา อสมาปนฺนสฺส สงฺขารา โอฬาริกา สมาปนฺนสฺส สงฺขารา สุขุมา สาสวา สงฺขารา โอฬาริกา อนาสวา สงฺขารา สุขุมา เต เต วา ปน สงฺขาเร อุปาทาย อุปาทาย สงฺขารา โอฬาริกา สุขุมา ทฏฺฐพฺพา ฯ
สังขารหยาบ สังขารละเอียด เป็นไฉน อกุศลสังขารเป็นสังขารหยาบ กุศลสังขารและอัพยากตสังขารเป็นสังขารละเอียด กุศลสังขารและอกุศลสังขารเป็นสังขารหยาบ อัพยากตสังขารเป็นสังขารละเอียด สังขารที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาเป็นสังขารหยาบ สังขารที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนาเป็นสังขารละเอียด สังขารที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและทุกขเวทนาเป็นสังขารหยาบ สังขารที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุข-*เวทนาเป็นสังขารละเอียด สังขารของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นสังขารหยาบ สังขารของผู้เข้าสมาบัติเป็นสังขารละเอียด สังขารที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสังขารหยาบ สังขารที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสังขารละเอียด หรือพึงทราบสังขารหยาบสังขารละเอียด โดยอาศัยเทียบเคียงสังขารนั้นๆ เป็นชั้นๆ ไป
ตตฺถ กตเม สงฺขารา หีนา ปณีตา อกุสลา สงฺขารา หีนา กุสลาพฺยากตา สงฺขารา ปณีตา กุสลากุสลา สงฺขารา หีนา อพฺยาตตา สงฺขารา ปณีตา ทุกฺขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา สงฺขารา หีนา สุขาย จ อทุกฺขมสุขาย จ เวทนาหิ สมฺปยุตฺตา สงฺขารา ปณีตา สุขทุกฺขาหิ เวทนาหิ สมฺปยุตฺตา สงฺขารา หีนา อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา สงฺขารา ปณีตา อสมาปนฺนสฺส สงฺขารา หีนา สมาปนฺนสฺส สงฺขารา ปณีตา สาสวา สงฺขารา หีนา อนาสวา สงฺขารา ปณีตา เต เต วา ปน สงฺขาเร อุปาทาย อุปาทาย สงฺขารา หีนา ปณีตา ทฏฺฐพฺพา ฯ
สังขารทราม สังขารประณีต เป็นไฉน อกุศลสังขารเป็นสังขารทราม กุศลสังขารและอัพยากตสังขารเป็นสังขารประณีต กุศลสังขารและอกุศลสังขารเป็นสังขารทราม อัพยากตสังขารเป็นสังขารประณีต สังขารที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาเป็นสังขารทราม สังขารที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนาเป็นสังขารประณีต สังขารที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและทุกขเวทนาเป็นสังขารทราม สังขารที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุข-*เวทนาเป็นสังขารประณีต สังขารของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นสังขารทราม สังขารของผู้เข้าสมาบัติเป็นสังขารประณีต สังขารที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสังขารทราม สังขารที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสังขารประณีต หรือพึงทราบสังขารทรามสังขารประณีต โดยอาศัยเทียบเคียงสังขารนั้นๆเป็นชั้นๆ ไป
ตตฺถ กตเม สงฺขารา ทูเร อกุสลา สงฺขารา กุสลาพฺยากเตหิ สงฺขาเรหิ ทูเร กุสลาพฺยากตา สงฺขารา อกุสเลหิ สงฺขาเรหิ ทูเร กุสลา สงฺขารา อกุสลาพฺยากเตหิ สงฺขาเรหิ ทูเร อกุสลาพฺยากตา สงฺขารา กุสเลหิ สงฺขาเรหิ ทูเร อพฺยากตา สงฺขารา กุสลากุสเลหิ สงฺขาเรหิ ทูเร กุสลากุสลา สงฺขารา อพฺยากเตหิ สงฺขาเรหิ ทูเร ทุกฺขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา สงฺขารา สุขาย จ อทุกฺขมสุขาย จ เวทนาหิ สมฺปยุตฺเตหิ สงฺขาเรหิ ทูเร สุขาย จ อทุกฺขมสุขาย จ เวทนาหิ สมฺปยุตฺตา สงฺขารา ทุกฺขาย เวทนาย สมฺปยุตฺเตหิ สงฺขาเรหิ ทูเร สุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา สงฺขารา ทุกฺขาย จ อทุกฺขมสุขาย จ เวทนาหิ สมฺปยุตฺเตหิ สงฺขาเรหิ ทูเร ทุกฺขาย จ อทุกฺขมสุขาย จ เวทนาหิ สมฺปยุตฺตา สงฺขารา สุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺเตหิ สงฺขาเรหิ ทูเร อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา สงฺขารา สุขทุกฺขาหิ เวทนาหิ สมฺปยุตฺเตหิ สงฺขาเรหิ ทูเร สุขทุกฺขาหิ เวทนาหิ สมฺปยุตฺตา สงฺขารา อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺเตหิ สงฺขาเรหิ ทูเร อสมาปนฺนสฺส สงฺขารา สมาปนฺนสฺส สงฺขาเรหิ ทูเร สมาปนฺนสฺส สงฺขารา อสมาปนฺนสฺส สงฺขาเรหิ ทูเร สาสวา สงฺขารา อนาสเวหิ สงฺขาเรหิ ทูเร อนาสวา สงฺขารา สาสเวหิ สงฺขาเรหิ ทูเร อิเม วุจฺจนฺติ สงฺขารา ทูเร ฯ {๒๕.๑} ตตฺถ กตเม สงฺขารา สนฺติเก อกุสลา สงฺขารา อกุสลานํ สงฺขารานํ สนฺติเก กุสลา สงฺขารา กุสลานํ สงฺขารานํ สนฺติเก อพฺยากตา สงฺขารา อพฺยากตานํ สงฺขารานํ สนฺติเก ทุกฺขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา สงฺขารา ทุกฺขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตานํ สงฺขารานํ สนฺติเก สุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา สงฺขารา สุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตานํ สงฺขารานํ สนฺติเก อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา สงฺขารา อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตานํ สงฺขารานํ สนฺติเก อสมาปนฺนสฺส สงฺขารา อสมาปนฺนสฺส สงฺขารานํ สนฺติเก สมาปนฺนสฺส สงฺขารา สมาปนฺนสฺส สงฺขารานํ สนฺติเก สาสวา สงฺขารา สาสวานํ สงฺขารานํ สนฺติเก อนาสวา สงฺขารา อนาสวานํ สงฺขารานํ สนฺติเก อิเม วุจฺจนฺติ สงฺขารา สนฺติเก ฯ เต เต วา ปน สงฺขาเร อุปาทาย อุปาทาย สงฺขารา ทูเร สนฺติเก ทฏฺฐพฺพา ฯ
สังขารไกล เป็นไฉน อกุศลสังขารเป็นสังขารไกลจากกุศลสังขารและอัพยากตสังขาร กุศลสังขารและอัพยากตสังขารเป็นสังขารไกลจากอกุศลสังขาร กุศลสังขารเป็นสังขารไกลจากอกุศลสังขารและอัพยากตสังขาร อกุศลสังขารและอัพยากตสังขารเป็นสังขารไกลจากกุศลสังขาร อัพยากตสังขารเป็นสังขารไกลจากกุศลสังขารและอกุศลสังขาร กุศลสังขารและอกุศลสังขารเป็นสังขารไกลจากอัพยากตสังขารสังขารที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาเป็นสังขารไกลจากสังขารที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนา สังขารที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนาเป็นสังขารไกลจากสังขารที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา สังขารที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาเป็นสังขารไกลจากสังขารที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนา สังขารที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนาเป็นสังขารไกลจากสังขารที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา สังขารที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาเป็นสังขารไกลจากสังขารที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและทุกขเวทนา สังขารที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและทุกขเวทนาเป็นสังขารไกลจากสังขารที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา สังขารของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นสังขารไกลจากสังขารของผู้เข้าสมาบัติ สังขารของผู้เข้าสมาบัติเป็นสังขารไกลจากสังขารของผู้ไม่เข้าสมาบัติ สังขารที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสังขารไกลจากสังขารที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ สังขารที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสังขารไกลจากสังขารที่เป็นอารมณ์ของอาสวะ นี้เรียกว่าสังขารไกล สังขารใกล้ เป็นไฉน อกุศลสังขารเป็นสังขารใกล้กับอกุศลสังขาร กุศลสังขารเป็นสังขารใกล้กับกุศลสังขาร อัพยากตสังขารเป็นสังขารใกล้กับอัพยากตสังขาร สังขารที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาเป็นสังขารใกล้กับสังขารที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา สังขารที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาเป็นสังขารใกล้กับสังขารที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา สังขารที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาเป็นสังขารใกล้กับสังขารที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุข-*เวทนา สังขารของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นสังขารใกล้กับสังขารของผู้ไม่เข้าสมาบัติสังขารของผู้เข้าสมาบัติเป็นสังขารใกล้กับสังขารของผู้เข้าสมาบัติ สังขารที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสังขารใกล้กับสังขารที่เป็นอารมณ์ของอาสวะ สังขารที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสังขารใกล้กับสังขารที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ นี้เรียกว่าสังขารใกล้ หรือพึงทราบสังขารไกลสังขารใกล้ โดยอาศัยเทียบเคียงสังขารนั้นๆเป็นชั้นๆ ไป วิญญาณขันธ์
ตตฺถ กตโม วิญฺญาณกฺขนฺโธ ยงฺกิญฺจิ วิญฺญาณํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา โอฬาริกํ วา สุขุมํ วา หีนํ วา ปณีตํ วา ยํ ทูเร สนฺติเก วา ตเทกชฺฌํ อภิสญฺญูหิตฺวา อภิสงฺขิปิตฺวา อยํ วุจฺจติ วิญฺญาณกฺขนฺโธ ฯ
วิญญาณขันธ์ เป็นไฉน วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ วิญญาณอดีต วิญญาณอนาคตวิญญาณปัจจุบัน วิญญาณภายใน วิญญาณภายนอก วิญญาณหยาบวิญญาณละเอียด วิญญาณทราม วิญญาณประณีต วิญญาณไกลวิญญาณใกล้ ประมวลย่อเข้าเป็นกองเดียวกัน นี้เรียกว่าวิญญาณขันธ์
ตตฺถ กตมํ วิญฺญาณํ อตีตํ ยํ วิญฺญาณํ อตีตํ นิรุทฺธํ วิคตํ วิปริณตํ อตฺถงฺคตํ อพฺภตฺถงฺคตํ อุปฺปชฺชิตฺวา วิคตํ อตีตํ อตีตํเสน สงฺคหิตํ จกฺขุวิญฺญาณํ โสตวิญฺญาณํ ฆานวิญฺญาณํ ชิวฺหาวิญฺญาณํ กายวิญฺญาณํ มโนวิญฺญาณํ อิทํ วุจฺจติ วิญฺญาณํ อตีตํ ฯ {๒๗.๑} ตตฺถ กตมํ วิญฺญาณํ อนาคตํ ยํ วิญฺญาณํ อชาตํ อภูตํ อสญฺชาตํ อนิพฺพตฺตํ อนภินิพฺพตฺตํ อปาตุภูตํ อนุปฺปนฺนํ อสมุปฺปนฺนํ อนุฏฺฐิตํ อสมุฏฺฐิตํ อนาคตํ อนาคตํเสน สงฺคหิตํ จกฺขุวิญฺญาณํ ฯเปฯ มโนวิญฺญาณํ อิทํ วุจฺจติ วิญฺญาณํ อนาคตํ ฯ {๒๗.๒} ตตฺถ กตมํ วิญฺญาณํ ปจฺจุปฺปนฺนํ ยํ วิญฺญาณํ ชาตํ ภูตํ สญฺชาตํ นิพฺพตฺตํ อภินิพฺพตฺตํ ปาตุภูตํ อุปฺปนฺนํ สมุปฺปนฺนํ อุฏฺฐิตํ สมุฏฺฐิตํ ปจฺจุปฺปนฺนํ ปจฺจุปฺปนฺนํเสน สงฺคหิตํ จกฺขุวิญฺญาณํ ฯเปฯ มโนวิญฺญาณํ อิทํ วุจฺจติ วิญฺญาณํ ปจฺจุปฺปนฺนํ ฯ
ในวิญญาณขันธ์นั้น วิญญาณอดีต เป็นไฉน วิญญาณใด ล่วงไปแล้ว ดับแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว ถึงความดับแล้ว ถึงความดับสิ้นแล้ว ที่เกิดขึ้นแล้วปราศไปแล้ว ที่เป็นอดีตสงเคราะห์เข้ากับส่วนอดีต ได้แก่จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหา-*วิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ นี้เรียกว่าวิญญาณอดีต วิญญาณอนาคต เป็นไฉน วิญญาณใด ยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิด ยังไม่บังเกิดยิ่ง ยังไม่ปรากฏ ยังไม่เกิดขึ้น ยังไม่เกิดขึ้นพร้อม ยังไม่ตั้งขึ้น ยังไม่ตั้งขึ้นพร้อม ที่เป็นอนาคตสงเคราะห์เข้ากับส่วนอนาคต ได้แก่จักขุวิญญาณฯลฯ มโนวิญญาณ นี้เรียกว่าวิญญาณอนาคต วิญญาณปัจจุบัน เป็นไฉน วิญญาณใด เกิดแล้ว เป็นแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดยิ่งแล้ว ปรากฏแล้ว เกิดขึ้นแล้ว เกิดขึ้นพร้อมแล้ว ตั้งขึ้นแล้ว ตั้งขึ้นพร้อมแล้ว ที่เป็นปัจจุบันสงเคราะห์เข้ากับส่วนปัจจุบัน ได้แก่จักขุวิญญาณ ฯลฯ มโน-*วิญญาณ นี้เรียกว่าวิญญาณปัจจุบัน
ตตฺถ กตมํ วิญฺญาณํ อชฺฌตฺตํ ยํ วิญฺญาณํ เตสํ เตสํ สตฺตานํ อชฺฌตฺตํ ปจฺจตฺตํ นิยกํ ปาฏิปุคฺคลิกํ อุปาทินฺนํ จกฺขุวิญฺญาณํ ฯเปฯ มโนวิญฺญาณํ อิทํ วุจฺจติ วิญฺญาณํ อชฺฌตฺตํ ฯ ตตฺถ กตมํ วิญฺญาณํ พหิทฺธา ยํ วิญฺญาณํ เตสํ เตสํ ปรสตฺตานํ ปรปุคฺคลานํ อชฺฌตฺตํ ปจฺจตฺตํ นิยกํ ปาฏิปุคฺคลิกํ อุปาทินฺนํ จกฺขุวิญฺญาณํ ฯเปฯ มโนวิญฺญาณํ อิทํ วุจฺจติ วิญฺญาณํ พหิทฺธา ฯ
วิญญาณภายใน เป็นไฉน วิญญาณใด ของสัตว์นั้นๆ เองซึ่งมีในตน เฉพาะตน เกิดในตน เฉพาะบุคคล อันกรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหาทิฐิยึดครอง ได้แก่จักขุวิญญาณ ฯลฯ มโนวิญญาณ นี้เรียกว่าวิญญาณภายใน วิญญาณภายนอก เป็นไฉน วิญญาณใด ของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นนั้นๆ ซึ่งมีในตน เฉพาะตน เกิดในตน เฉพาะบุคคล อันกรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหาทิฐิยึดครอง ได้แก่จักขุ-*วิญญาณ ฯลฯ มโนวิญญาณ นี้เรียกว่าวิญญาณภายนอก
ตตฺถ กตมํ วิญฺญาณํ โอฬาริกํ สุขุมํ อกุสลํ วิญฺญาณํ โอฬาริกํ กุสลาพฺยากตา วิญฺญาณา สุขุมา กุสลากุสลา วิญฺญาณา โอฬาริกา อพฺยากตํ วิญฺญาณํ สุขุมํ ทุกฺขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตํ วิญฺญาณํ โอฬาริกํ สุขาย จ อทุกฺขมสุขาย จ เวทนาหิ สมฺปยุตฺตา วิญฺญาณา สุขุมา สุขทุกฺขาหิ เวทนาหิ สมฺปยุตฺตา วิญฺญาณา โอฬาริกา อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตํ วิญฺญาณํ สุขุมํ อสมาปนฺนสฺส วิญฺญาณํ โอฬาริกํ สมาปนฺนสฺส วิญฺญาณํ สุขุมํ สาสวํ วิญฺญาณํ โอฬาริกํ อนาสวํ วิญฺญาณํ สุขุมํ ตํ ตํ วา ปน วิญฺญาณํ อุปาทาย อุปาทาย วิญฺญาณํ โอฬาริกํ สุขุมํ ทฏฺฐพฺพํ ฯ
วิญญาณหยาบ วิญญาณละเอียด เป็นไฉน อกุศลวิญญาณเป็นวิญญาณหยาบ กุศลวิญญาณและอัพยากตวิญญาณเป็นวิญญาณละเอียด กุศลวิญญาณและอกุศลวิญญาณเป็นวิญญาณหยาบ อัพยากต-*วิญญาณเป็นวิญญาณละเอียด วิญญาณที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาเป็นวิญญาณหยาบวิญญาณที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนาเป็นวิญญาณละเอียด วิญญาณที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและทุกขเวทนาเป็นวิญญาณหยาบ วิญญาณที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาเป็นวิญญาณละเอียด วิญญาณของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นวิญญาณหยาบ วิญญาณของผู้เข้าสมาบัติเป็นวิญญาณละเอียด วิญญาณที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นวิญญาณหยาบ วิญญาณที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นวิญญาณละเอียด หรือพึงทราบวิญญาณหยาบวิญญาณละเอียด โดยอาศัยเทียบเคียงวิญญาณนั้นๆ เป็นชั้นๆ ไป
ตตฺถ กตมํ วิญฺญาณํ หีนํ ปณีตํ อกุสลํ วิญฺญาณํ หีนํ กุสลาพฺยากตา วิญฺญาณา ปณีตา กุสลากุสลา วิญฺญาณา หีนา อพฺยากตํ วิญฺญาณํ ปณีตํ ทุกฺขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตํ วิญฺญาณํ หีนํ สุขาย จ อทุกฺขมสุขาย จ เวทนาหิ สมฺปยุตฺตา วิญฺญาณา ปณีตา สุขทุกฺขาหิ เวทนาหิ สมฺปยุตฺตา วิญฺญาณา หีนา อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตํ วิญฺญาณํ ปณีตํ อสมาปนฺนสฺส วิญฺญาณํ หีนํ สมาปนฺนสฺส วิญฺญาณํ ปณีตํ สาสวํ วิญฺญาณํ หีนํ อนาสวํ วิญฺญาณํ ปณีตํ ตํ ตํ วา ปน วิญฺญาณํ อุปาทาย อุปาทาย วิญฺญาณํ หีนํ ปณีตํ ทฏฺฐพฺพํ ฯ
วิญญาณทราม วิญญาณประณีต เป็นไฉน อกุศลวิญญาณเป็นวิญญาณทราม กุศลวิญญาณและอัพยากตวิญญาณเป็นวิญญาณประณีต กุศลวิญญาณและอกุศลวิญญาณเป็นวิญญาณทราม อัพยากต-*วิญญาณเป็นวิญญาณประณีต วิญญาณที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาเป็นวิญญาณทรามวิญญาณที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนาเป็นวิญญาณประณีต วิญญาณที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและทุกขเวทนาเป็นวิญญาณทราม วิญญาณที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาเป็นวิญญาณประณีต วิญญาณของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นวิญญาณทราม วิญญาณของผู้เข้าสมาบัติเป็นวิญญาณประณีต วิญญาณที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นวิญญาณทราม วิญญาณที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นวิญญาณประณีต หรือพึงทราบวิญญาณทรามวิญญาณประณีต โดยอาศัยเทียบเคียงวิญญาณนั้นๆ เป็นชั้นๆ ไป
ตตฺถ กตมํ วิญฺญาณํ ทูเร อกุสลํ วิญฺญาณํ กุสลาพฺยากเตหิ วิญฺญาเณหิ ทูเร กุสลาพฺยากตา วิญฺญาณา อกุสลา วิญฺญาณา ทูเร กุสลํ วิญฺญาณํ อกุสลาพฺยากเตหิ วิญฺญาเณหิ ทูเร อกุสลาพฺยากตา วิญฺญาณา กุสลา วิญฺญาณา ทูเร อพฺยากตํ วิญฺญาณํ กุสลากุสเลหิ วิญฺญาเณหิ ทูเร กุสลากุสลา วิญฺญาณา อพฺยากตา วิญฺญาณา ทูเร ทุกฺขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตํ วิญฺญาณํ สุขาย จ อทุกฺขมสุขาย จ เวทนาหิ สมฺปยุตฺเตหิ วิญฺญาเณหิ ทูเร สุขาย จ อทุกฺขมสุขาย จ เวทนาหิ สมฺปยุตฺตา วิญฺญาณา ทุกฺขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา วิญฺญาณา ทูเร สุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตํ วิญฺญาณํ ทุกฺขาย จ อทุกฺขมสุขาย จ เวทนาหิ สมฺปยุตฺเตหิ วิญฺญาเณหิ ทูเร ทุกฺขาย จ อทุกฺขมสุขาย จ เวทนาหิ สมฺปยุตฺตา วิญฺญาณา สุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา วิญฺญาณา ทูเร อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตํ วิญฺญาณํ สุขทุกฺขาหิ เวทนาหิ สมฺปยุตฺเตหิ วิญฺญาเณหิ ทูเร สุขทุกฺขาหิ เวทนาหิ สมฺปยุตฺตา วิญฺญาณา อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา วิญฺญาณา ทูเร อสมาปนฺนสฺส วิญฺญาณํ สมาปนฺนสฺส วิญฺญาณา ทูเร สมาปนฺนสฺส วิญฺญาณํ อสมาปนฺนสฺส วิญฺญาณา ทูเร สาสวํ วิญฺญาณํ อนาสวา วิญฺญาณา ทูเร อนาสวํ วิญฺญาณํ สาสวา วิญฺญาณา ทูเร อิทํ วุจฺจติ วิญฺญาณํ ทูเร ฯ {๓๑.๑} ตตฺถ กตมํ วิญฺญาณํ สนฺติเก อกุสลํ วิญฺญาณํ อกุสลสฺส วิญฺญาณสฺส สนฺติเก กุสลํ วิญฺญาณํ กุสลสฺส วิญฺญาณสฺส สนฺติเก อพฺยากตํ วิญฺญาณํ อพฺยากตสฺส วิญฺญาณสฺส สนฺติเก ทุกฺขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตํ วิญฺญาณํ ทุกฺขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตสฺส วิญฺญาณสฺส สนฺติเก สุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตํ วิญฺญาณํ สุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตสฺส วิญฺญาณสฺส สนฺติเก อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตํ วิญฺญาณํ อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตสฺส วิญฺญาณสฺส สนฺติเก อสมาปนฺนสฺส วิญฺญาณํ อสมาปนฺนสฺส วิญฺญาณสฺส สนฺติเก สมาปนฺนสฺส วิญฺญาณํ สมาปนฺนสฺส วิญฺญาณสฺส สนฺติเก สาสวํ วิญฺญาณํ สาสวสฺส วิญฺญาณสฺส สนฺติเก อนาสวํ วิญฺญาณํ อนาสวสฺส วิญฺญาณสฺส สนฺติเก อิทํ วุจฺจติ วิญฺญาณํ สนฺติเก ฯ ตํ ตํ วา ปน วิญฺญาณํ อุปาทาย อุปาทาย วิญฺญาณํ ทูเร สนฺติเก ทฏฺฐพฺพํ ฯ สุตฺตนฺตภาชนียํ ฯ
วิญญาณไกล เป็นไฉน อกุศลวิญญาณเป็นวิญญาณไกลจากกุศลวิญญาณ และอัพยากตวิญญาณกุศลวิญญาณและอัพยากตวิญญาณเป็นวิญญาณไกลจากอกุศลวิญญาณ กุศลวิญญาณเป็นวิญญาณไกลจากอกุศลวิญญาณและอัพยากตวิญญาณ อกุศลวิญญาณและอัพยากตวิญญาณเป็นวิญญาณไกลจากกุศลวิญญาณ อัพยากตวิญญาณเป็นวิญญาณไกลจากกุศลวิญญาณและอกุศลวิญญาณ กุศลวิญญาณและอกุศลวิญญาณเป็นวิญญาณไกลจากอัพยากตวิญญาณ วิญญาณที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาเป็นวิญญาณไกลจากวิญญาณที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนา วิญญาณที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา และอทุกขมสุขเวทนา เป็นวิญญาณไกลจากวิญญาณที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา วิญญาณที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาเป็นวิญญาณไกลจากวิญญาณที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนา วิญญาณที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนาเป็นวิญญาณไกลจากวิญญาณที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา วิญญาณที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาเป็นวิญญาณไกลจากวิญญาณที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและทุกขเวทนา วิญญาณที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและทุกขเวทนาเป็นวิญญาณไกลจากวิญญาณที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา วิญญาณของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นวิญญาณไกลจากวิญญาณของผู้เข้าสมาบัติ วิญญาณของผู้เข้าสมาบัติเป็นวิญญาณไกลจากวิญญาณของผู้ไม่เข้าสมาบัติ วิญญาณที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นวิญญาณไกลจากวิญญาณที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ วิญญาณที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นวิญญาณไกลจากวิญญาณที่เป็นอารมณ์ของอาสวะ นี้เรียกว่าวิญญาณไกล วิญญาณใกล้ เป็นไฉน อกุศลวิญญาณเป็นวิญญาณใกล้กับอกุศลวิญญาณ กุศลวิญญาณเป็นวิญญาณใกล้กับกุศลวิญญาณ อัพยากตวิญญาณเป็นวิญญาณใกล้กับอัพยากตวิญญาณวิญญาณที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาเป็นวิญญาณใกล้กับวิญญาณที่สัมปยุตด้วยทุกข-*เวทนา วิญญาณที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาเป็นวิญญาณใกล้กับวิญญาณที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา วิญญาณที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาเป็นวิญญาณใกล้กับวิญญาณที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา วิญญาณของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นวิญญาณใกล้กับวิญญาณของผู้ไม่เข้าสมาบัติ วิญญาณของผู้เข้าสมาบัติเป็นวิญญาณใกล้กับวิญญาณของผู้เข้าสมาบัติ วิญญาณที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นวิญญาณใกล้กับวิญญาณที่เป็นอารมณ์ของอาสวะ วิญญาณที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นวิญญาณใกล้กับวิญญาณที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ นี้เรียกว่าวิญญาณใกล้ หรือพึงทราบวิญญาณไกลวิญญาณใกล้ โดยอาศัยเทียบเคียงวิญญาณนั้นๆเป็นชั้นๆ ไป สุตตันตภาชนีย์ จบ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ _____________ ขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ๑. ขันธภังค์ ๑. สุตตันตภาชนีย์
ขันธ์ ๕ คือ ๑. รูปขันธ์ (กองรูป) ๒. เวทนาขันธ์ (กองเวทนา) ๓. สัญญาขันธ์ (กองสัญญา) ๔. สังขารขันธ์ (กองสังขาร) ๕. วิญญาณขันธ์ (กองวิญญาณ)๑. รูปขันธ์
บรรดาขันธ์ ๕ นั้น รูปขันธ์ เป็นไฉน รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ รูปที่เป็นอดีต รูปที่เป็นอนาคต รูปที่เป็นปัจจุบันรูปที่เป็นภายในตน รูปที่เป็นภายนอกตน รูปหยาบ รูปละเอียด รูปชั้นต่ำ รูปชั้นประณีต รูปไกล หรือรูปใกล้ ประมวลย่อเข้าเป็นกองเดียวกัน นี้เรียกว่า รูปขันธ์@เชิงอรรถ : @ สฺวายมิธ ราสิโต อธิปฺเปโต ขันธ์ในที่นี้ท่านหมายถึงกอง เช่นกองรูป ฯลฯ (อภิ.วิ.อ. ๑/๒-๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๑}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑. ขันธวิภังค์] ๑. สุตตันตภาชนีย์ ๑. รูปขันธ์
ในรูปขันธ์นั้น รูปที่เป็นอดีต เป็นไฉน รูปใดล่วงไปแล้ว ดับไปแล้ว ปราศจากไปแล้ว แปรไปแล้ว ถึงความดับแล้วถึงความดับสิ้นแล้ว ที่เกิดขึ้นปราศจากไปแล้ว ที่เป็นอดีต สงเคราะห์เข้ากับส่วนอดีตได้แก่ มหาภูตรูป ๔ และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ (อุปาทายรูป) นี้เรียกว่า รูปที่เป็นอดีต รูปที่เป็นอนาคต เป็นไฉน รูปใดยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิด ยังไม่บังเกิดเฉพาะยังไม่ปรากฏ ยังไม่เกิดขึ้น ยังไม่เกิดขึ้นพร้อม ยังไม่ตั้งขึ้น ยังไม่ตั้งขึ้นพร้อม ที่เป็นอนาคต สงเคราะห์เข้ากับส่วนอนาคต ได้แก่ มหาภูตรูป ๔ และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ นี้เรียกว่า รูปที่เป็นอนาคต รูปที่เป็นปัจจุบัน เป็นไฉน รูปใดเกิดอยู่ เป็นอยู่ เกิดพร้อม บังเกิด บังเกิดเฉพาะ ปรากฏ เกิดขึ้นเกิดขึ้นพร้อม ตั้งขึ้น ตั้งขึ้นพร้อม ที่เป็นปัจจุบัน สงเคราะห์เข้ากับส่วนปัจจุบันได้แก่ มหาภูตรูป ๔ และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ นี้เรียกว่า รูปที่เป็นปัจจุบัน
รูปที่เป็นภายในตน เป็นไฉน รูปใดของสัตว์นั้นๆ ที่เป็นภายในตน มีเฉพาะตน เกิดในตน มีเฉพาะบุคคล ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือ ได้แก่ มหาภูตรูป ๔ และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ นี้เรียกว่า รูปที่เป็นภายในตน รูปที่เป็นภายนอกตน เป็นไฉน รูปใดของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่นนั้นๆ ที่เป็นภายในตน มีเฉพาะตน เกิดในตนมีเฉพาะบุคคล ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือ ได้แก่ มหาภูตรูป ๔และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ นี้เรียกว่า รูปที่เป็นภายนอกตน
รูปหยาบ เป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะ นี้เรียกว่า รูปหยาบ @เชิงอรรถ : @ ตัณหาและทิฏฐิที่เกิดพร้อมกับการกระทำที่ยึดติดโดยความเป็นอารมณ์ (อภิ.สงฺ.อ. ๔/๙๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๒}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑. ขันธวิภังค์] ๑. สุตตันตภาชนีย์ ๑. รูปขันธ์ รูปละเอียด เป็นไฉน อิตถินทรีย์ ฯลฯ กวฬิงการาหาร นี้เรียกว่า รูปละเอียด
รูปชั้นต่ำ เป็นไฉน รูปใดของสัตว์นั้นๆ ที่น่าดูหมิ่น น่าเหยียดหยาม น่าเกลียด น่าตำหนิ ไม่น่ายกย่อง เป็นชั้นต่ำ รู้กันว่าเป็นชั้นต่ำ สมมติกันว่าเป็นชั้นต่ำ ไม่น่าปรารถนา ไม่น่ารักไม่น่าชอบใจ ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ นี้เรียกว่า รูปชั้นต่ำ รูปชั้นประณีต เป็นไฉน รูปใดของสัตว์นั้นๆ ที่ไม่น่าดูหมิ่น ไม่น่าเหยียดหยาม ไม่น่าเกลียด ไม่น่าตำหนิ น่ายกย่อง เป็นชั้นประณีต รู้กันว่าเป็นชั้นประณีต สมมติกันว่าเป็นชั้นประณีต น่าปรารถนา น่ารัก น่าชอบใจ ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ นี้เรียกว่า รูปชั้นประณีต พึงทราบรูปชั้นต่ำ รูปชั้นประณีต โดยอาศัยเทียบเคียงรูปนั้นๆ เป็นชั้นๆ ไป
รูปไกล เป็นไฉน อิตถินทรีย์ ฯลฯ กวฬิงการาหาร หรือรูปแม้อื่น มีอยู่ในที่ไม่ใกล้ ในที่ไม่ใกล้ชิด ในที่ไกล ในที่ไม่ใกล้ นี้เรียกว่า รูปไกล รูปใกล้ เป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะ หรือรูปแม้อื่น มีอยู่ในที่ใกล้ ในที่ใกล้ชิดในที่ไม่ไกล ในที่ใกล้ นี้เรียกว่า รูปใกล้ พึงทราบรูปไกล รูปใกล้ โดยอาศัยเทียบเคียงรูปนั้นๆ เป็นชั้นๆ ไป @เชิงอรรถ : @ อภิ.สงฺ. ๓๔/๖๓๒-๖๔๕/๑๙๔-๙๖ @ หมายถึงสุขุมรูป รูปละเอียด (อภิ.วิ.อ. ๗/๑๓) @ หมายถึงโอฬาริกรูป รูปหยาบ (อภิ.วิ.อ. ๗/๑๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๓}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑. ขันธวิภังค์] ๑. สุตตันตภาชนีย์ ๒. เวทนาขันธ์ ๒. เวทนาขันธ์
บรรดาขันธ์ ๕ นั้น เวทนาขันธ์ เป็นไฉน เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ เวทนาที่เป็นอดีต เวทนาที่เป็นอนาคต เวทนาที่เป็นปัจจุบัน เวทนาที่เป็นภายในตน เวทนาที่เป็นภายนอกตน เวทนาหยาบ เวทนาละเอียด เวทนาชั้นต่ำ เวทนาชั้นประณีต เวทนาไกล หรือเวทนาใกล้ ประมวลย่อเข้าเป็นกองเดียวกัน นี้เรียกว่า เวทนาขันธ์
ในเวทนาขันธ์นั้น เวทนาที่เป็นอดีต เป็นไฉน เวทนาใดล่วงไปแล้ว ดับไปแล้ว ปราศจากไปแล้ว แปรไปแล้ว ถึงความดับแล้วถึงความดับสิ้นแล้ว ที่เกิดขึ้นปราศจากไปแล้ว ที่เป็นอดีต สงเคราะห์เข้ากับส่วนอดีตได้แก่ สุขเวทนา ทุกขเวทนา และอทุกขมสุขเวทนา นี้เรียกว่า เวทนาที่เป็นอดีต เวทนาที่เป็นอนาคต เป็นไฉน เวทนาใดยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิด ยังไม่บังเกิดเฉพาะยังไม่ปรากฏ ยังไม่เกิดขึ้น ยังไม่เกิดขึ้นพร้อม ยังไม่ตั้งขึ้น ยังไม่ตั้งขึ้นพร้อม ที่เป็นอนาคต สงเคราะห์เข้ากับส่วนอนาคต ได้แก่ สุขเวทนา ทุกขเวทนา และอทุกขมสุขเวทนา นี้เรียกว่า เวทนาที่เป็นอนาคต เวทนาที่เป็นปัจจุบัน เป็นไฉน เวทนาใดเกิดอยู่ เป็นอยู่ เกิดพร้อม บังเกิด บังเกิดเฉพาะ ปรากฏ เกิดขึ้นเกิดขึ้นพร้อม ตั้งขึ้น ตั้งขึ้นพร้อม ที่เป็นปัจจุบัน สงเคราะห์เข้ากับส่วนปัจจุบันได้แก่ สุขเวทนา ทุกขเวทนา และอทุกขมสุขเวทนา นี้เรียกว่า เวทนาที่เป็นปัจจุบัน
เวทนาที่เป็นภายในตน เป็นไฉน เวทนาใดของสัตว์นั้นๆ ที่เป็นภายในตน มีเฉพาะตน เกิดในตน มีเฉพาะบุคคล ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือ ได้แก่ สุขเวทนา ทุกขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนา นี้เรียกว่า เวทนาที่เป็นภายในตน @เชิงอรรถ : @ หมายถึงเวทนาขันธ์ที่เป็นไปในภูมิ ๔ คือ กามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ และโลกุตตรภูมิ (อภิ.วิ.อ. ๘/๑๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๔}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑. ขันธวิภังค์] ๑. สุตตันตภาชนีย์ ๒. เวทนาขันธ์ เวทนาที่เป็นภายนอกตน เป็นไฉน เวทนาใดของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่นนั้นๆ ที่เป็นภายในตน มีเฉพาะตน เกิดในตน มีเฉพาะบุคคล ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือ ได้แก่สุขเวทนา ทุกขเวทนา และอทุกขมสุขเวทนา นี้เรียกว่า เวทนาที่เป็นภายนอกตน
เวทนาหยาบ เวทนาละเอียด เป็นไฉน เวทนาที่เป็นอกุศลเป็นเวทนาหยาบ เวทนาที่เป็นกุศลและอัพยากฤตเป็นเวทนาละเอียด เวทนาที่เป็นกุศลและอกุศลเป็นเวทนาหยาบ เวทนาที่เป็นอัพยา-กฤตเป็นเวทนาละเอียด ทุกขเวทนาเป็นเวทนาหยาบ สุขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนาเป็นเวทนาละเอียด สุขเวทนาและทุกขเวทนาเป็นเวทนาหยาบ อทุกขมสุขเวทนาเป็นเวทนาละเอียด เวทนาของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นเวทนาหยาบ เวทนาของผู้เข้าสมาบัติเป็นเวทนาละเอียด เวทนาที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นเวทนาหยาบ เวทนาที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นเวทนาละเอียด พึงทราบเวทนาหยาบ เวทนาละเอียด โดยอาศัยเทียบเคียงเวทนานั้นๆ เป็นชั้นๆ ไป
เวทนาชั้นต่ำ เวทนาชั้นประณีต เป็นไฉน เวทนาที่เป็นอกุศลเป็นเวทนาชั้นต่ำ เวทนาที่เป็นกุศลและอัพยากฤตเป็นเวทนาชั้นประณีต เวทนาที่เป็นกุศลและอกุศลเป็นเวทนาชั้นต่ำ เวทนาที่เป็นอัพยากฤตเป็นเวทนาชั้นประณีต ทุกขเวทนาเป็นเวทนาชั้นต่ำ สุขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนาเป็นเวทนาชั้นประณีต สุขเวทนาและทุกขเวทนาเป็นเวทนาชั้นต่ำ อทุกขมสุขเวทนาเป็นเวทนาชั้นประณีต เวทนาของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นเวทนาชั้นต่ำ เวทนาของผู้เข้าสมาบัติเป็นเวทนาชั้นประณีต เวทนาที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นเวทนาชั้นต่ำเวทนาที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นเวทนาชั้นประณีต พึงทราบเวทนาชั้นต่ำ เวทนาชั้นประณีต โดยอาศัยเทียบเคียงเวทนานั้นๆ เป็นชั้นๆ ไป
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๕}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑. ขันธวิภังค์] ๑. สุตตันตภาชนีย์ ๒. เวทนาขันธ์
เวทนาไกล เป็นไฉน เวทนาที่เป็นอกุศลเป็นเวทนาไกลจากเวทนาที่เป็นกุศลและอัพยากฤต เวทนาที่เป็นกุศลและอัพยากฤตเป็นเวทนาไกลจากเวทนาที่เป็นอกุศล เวทนาที่เป็นกุศลเป็นเวทนาไกลจากเวทนาที่เป็นอกุศลและอัพยากฤต เวทนาที่เป็นอกุศลและอัพยากฤตเป็นเวทนาไกลจากเวทนาที่เป็นกุศล เวทนาที่เป็นอัพยากฤตเป็นเวทนาไกลจากเวทนาที่เป็นกุศลและอกุศล เวทนาที่เป็นกุศลและอกุศลเป็นเวทนาไกลจากเวทนาที่เป็นอัพยากฤต ทุกขเวทนาเป็นเวทนาไกลจากสุขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนา สุข-เวทนาและอทุกขมสุขเวทนาเป็นเวทนาไกลจากทุกขเวทนา สุขเวทนาเป็นเวทนาไกลจากทุกขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนา ทุกขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนาเป็นเวทนาไกลจากสุขเวทนา อทุกขมสุขเวทนาเป็นเวทนาไกลจากสุขเวทนาและทุกขเวทนาสุขเวทนาและทุกขเวทนาเป็นเวทนาไกลจากอทุกขมสุขเวทนา เวทนาของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นเวทนาไกลจากเวทนาของผู้เข้าสมาบัติ เวทนาของผู้เข้าสมาบัติเป็นเวทนาไกลจากเวทนาของผู้ไม่เข้าสมาบัติ เวทนาที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นเวทนาไกลจากเวทนาที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ เวทนาที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นเวทนาไกลจากเวทนาที่เป็นอารมณ์ของอาสวะ นี้เรียกว่า เวทนาไกล เวทนาใกล้ เป็นไฉน เวทนาที่เป็นอกุศลเป็นเวทนาใกล้กับเวทนาที่เป็นอกุศล เวทนาที่เป็นกุศลเป็นเวทนาใกล้กับเวทนาที่เป็นกุศล เวทนาที่เป็นอัพยากฤตเป็นเวทนาใกล้กับเวทนาที่เป็นอัพยากฤต ทุกขเวทนาเป็นเวทนาใกล้กับทุกขเวทนา สุขเวทนาเป็นเวทนาใกล้กับสุขเวทนา อทุกขมสุขเวทนาเป็นเวทนาใกล้กับอทุกขมสุขเวทนา เวทนาของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นเวทนาใกล้กับเวทนาของผู้ไม่เข้าสมาบัติ เวทนาของผู้เข้าสมาบัติเป็นเวทนาใกล้กับเวทนาของผู้เข้าสมาบัติ เวทนาที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นเวทนาใกล้กับเวทนาที่เป็นอารมณ์ของอาสวะ เวทนาที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นเวทนาใกล้กับเวทนาที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ นี้เรียกว่า เวทนาใกล้ พึงทราบเวทนาไกล เวทนาใกล้ โดยอาศัยเทียบเคียงเวทนานั้นๆ เป็นชั้นๆ ไป
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๖}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑. ขันธวิภังค์] ๑. สุตตันตภาชนีย์ ๓. สัญญาขันธ์ ๓. สัญญาขันธ์
บรรดาขันธ์ ๕ นั้น สัญญาขันธ์ เป็นไฉน สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ สัญญาที่เป็นอดีต สัญญาที่เป็นอนาคตสัญญาที่เป็นปัจจุบัน สัญญาที่เป็นภายในตน สัญญาที่เป็นภายนอกตน สัญญาหยาบ สัญญาละเอียด สัญญาชั้นต่ำ สัญญาชั้นประณีต สัญญาไกล หรือสัญญาใกล้ ประมวลย่อเข้าเป็นกองเดียวกัน นี้เรียกว่า สัญญาขันธ์
ในสัญญาขันธ์นั้น สัญญาที่เป็นอดีต เป็นไฉน สัญญาใดล่วงไปแล้ว ดับไปแล้ว ปราศจากไปแล้ว แปรไปแล้ว ถึงความดับแล้ว ถึงความดับสิ้นแล้ว ที่เกิดขึ้นปราศจากไปแล้ว ที่เป็นอดีต สงเคราะห์เข้ากับส่วนอดีต ได้แก่ สัญญาที่เกิดแต่จักขุสัมผัส สัญญาที่เกิดแต่โสตสัมผัส สัญญาที่เกิดแต่ฆานสัมผัส สัญญาที่เกิดแต่ชิวหาสัมผัส สัญญาที่เกิดแต่กายสัมผัส สัญญาที่เกิดแต่มโนสัมผัส นี้เรียกว่า สัญญาที่เป็นอดีต สัญญาที่เป็นอนาคต เป็นไฉน สัญญาใดยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิด ยังไม่บังเกิดเฉพาะยังไม่ปรากฏ ยังไม่เกิดขึ้น ยังไม่เกิดขึ้นพร้อม ยังไม่ตั้งขึ้น ยังไม่ตั้งขึ้นพร้อม ที่เป็นอนาคต สงเคราะห์เข้ากับส่วนอนาคต ได้แก่ สัญญาที่เกิดแต่จักขุสัมผัส ฯลฯ สัญญาที่เกิดแต่มโนสัมผัส นี้เรียกว่า สัญญาที่เป็นอนาคต สัญญาที่เป็นปัจจุบัน เป็นไฉน สัญญาใดเกิดอยู่ เป็นอยู่ เกิดพร้อม บังเกิด บังเกิดเฉพาะ ปรากฏ เกิดขึ้นเกิดขึ้นพร้อม ตั้งขึ้น ตั้งขึ้นพร้อม ที่เป็นปัจจุบัน สงเคราะห์เข้ากับส่วนปัจจุบันได้แก่ สัญญาที่เกิดแต่จักขุสัมผัส ฯลฯ สัญญาที่เกิดแต่มโนสัมผัส นี้เรียกว่าสัญญาที่เป็นปัจจุบัน
สัญญาที่เป็นภายในตน เป็นไฉน @เชิงอรรถ : @ หมายถึงสัญญาขันธ์ที่เป็นไปในภูมิ ๔ คือ กามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ และโลกุตตรภูมิ (อภิ.วิ.อ. ๑๔/๒๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๗}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑. ขันธวิภังค์] ๑. สุตตันตภาชนีย์ ๓. สัญญาขันธ์ สัญญาใดของสัตว์นั้นๆ ที่เป็นภายในตน มีเฉพาะตน เกิดในตน มีเฉพาะ บุคคล ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือ ได้แก่ สัญญาที่เกิดแต่จักขุ-สัมผัส ฯลฯ สัญญาที่เกิดแต่มโนสัมผัส นี้เรียกว่า สัญญาที่เป็นภายในตน สัญญาที่เป็นภายนอกตน เป็นไฉน สัญญาใดของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่นนั้นๆ ที่เป็นภายในตน มีเฉพาะตน เกิดในตน มีเฉพาะบุคคล ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือ ได้แก่ สัญญาที่เกิดแต่จักขุสัมผัส ฯลฯ สัญญาที่เกิดแต่มโนสัมผัส นี้เรียกว่า สัญญาที่เป็นภายนอกตน
สัญญาหยาบ สัญญาละเอียด เป็นไฉน สัญญาที่เกิดแต่ปฏิฆสัมผัส (คือสัมผัสที่เกิดทางปัญจทวาร) เป็นสัญญาหยาบสัญญาที่เกิดแต่อธิวจนสัมผัส(คือสัมผัสที่เกิดทางมโนทวาร) เป็นสัญญาละเอียดสัญญาที่เป็นอกุศลเป็นสัญญาหยาบ สัญญาที่เป็นกุศลและอัพยากฤตเป็นสัญญาละเอียด สัญญาที่เป็นกุศลและอกุศลเป็นสัญญาหยาบ สัญญาที่เป็นอัพยากฤตเป็นสัญญาละเอียด สัญญาที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาเป็นสัญญาหยาบ สัญญาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนาเป็นสัญญาละเอียด สัญญาที่สัมปยุตด้วยสุข-เวทนาและทุกขเวทนาเป็นสัญญาหยาบ สัญญาที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาเป็นสัญญาละเอียด สัญญาของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นสัญญาหยาบ สัญญาของผู้เข้าสมาบัติเป็นสัญญาละเอียด สัญญาที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสัญญาหยาบ สัญญาที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสัญญาละเอียด พึงทราบสัญญาหยาบ สัญญาละเอียด โดยอาศัยเทียบเคียงสัญญานั้นๆ เป็นชั้นๆ ไป
สัญญาชั้นต่ำ สัญญาชั้นประณีต เป็นไฉน สัญญาที่เป็นอกุศลเป็นสัญญาชั้นต่ำ สัญญาที่เป็นกุศลและอัพยากฤตเป็น สัญญาชั้นประณีต สัญญาที่เป็นกุศลและอกุศลเป็นสัญญาชั้นต่ำ สัญญาที่เป็น @เชิงอรรถ : @ หมายถึงความสัมผัสถูกต้องกันแห่งรูปที่กระทบกันได้ เช่นจักขุปสาทกระทบกับรูปารมณ์เป็นต้น@(อภิ.วิ.อ. ๑๗/๒๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๘}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑. ขันธวิภังค์] ๑. สุตตันตภาชนีย์ ๓. สัญญาขันธ์ อัพยากฤตเป็นสัญญาชั้นประณีต สัญญาที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาเป็นสัญญาชั้นต่ำสัญญาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนาเป็นสัญญาชั้นประณีต สัญญาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและทุกขเวทนาเป็นสัญญาชั้นต่ำ สัญญาที่สัมปยุตด้วย อทุกขมสุขเวทนาเป็นสัญญาชั้นประณีต สัญญาของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นสัญญาชั้นต่ำสัญญาของผู้เข้าสมาบัติเป็นสัญญาชั้นประณีต สัญญาที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสัญญาชั้นต่ำ สัญญาที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสัญญาชั้นประณีต พึงทราบสัญญาชั้นต่ำ สัญญาชั้นประณีต โดยอาศัยเทียบเคียงสัญญานั้นๆ เป็นชั้นๆ ไป
สัญญาไกล เป็นไฉน สัญญาที่เป็นอกุศลเป็นสัญญาไกลจากสัญญาที่เป็นกุศลและอัพยากฤต สัญญาที่เป็นกุศลและอัพยากฤตเป็นสัญญาไกลจากสัญญาที่เป็นอกุศล สัญญาที่เป็นกุศลเป็นสัญญาไกลจากสัญญาที่เป็นอกุศลและอัพยากฤต สัญญาที่เป็นอกุศลและอัพยากฤตเป็นสัญญาไกลจากสัญญาที่เป็นกุศล สัญญาที่เป็นอัพยากฤตเป็นสัญญาไกลจากสัญญาที่เป็นกุศลและอกุศล สัญญาที่เป็นกุศลและอกุศลเป็นสัญญาไกลจากสัญญาที่เป็นอัพยากฤต สัญญาที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาเป็นสัญญาไกลจากสัญญาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนา สัญญาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนาเป็นสัญญาไกลจากสัญญาที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาสัญญาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาเป็นสัญญาไกลจากสัญญาที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนา สัญญาที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนาเป็นสัญญาไกลจากสัญญาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา สัญญาที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุข-เวทนาเป็นสัญญาไกลจากสัญญาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและทุกขเวทนา สัญญาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและทุกขเวทนาเป็นสัญญาไกลจากสัญญาที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา สัญญาของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นสัญญาไกลจากสัญญาของผู้เข้าสมาบัติ สัญญาของผู้เข้าสมาบัติเป็นสัญญาไกลจากสัญญาของผู้ไม่เข้าสมาบัติสัญญาที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสัญญาไกลจากสัญญาที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะสัญญาที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสัญญาไกลจากสัญญาที่เป็นอารมณ์ของอาสวะนี้เรียกว่า สัญญาไกล
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๙}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑. ขันธวิภังค์] ๑. สุตตันตภาชนีย์ ๔. สังขารขันธ์ สัญญาใกล้ เป็นไฉน สัญญาที่เป็นอกุศลเป็นสัญญาใกล้กับสัญญาที่เป็นอกุศล สัญญาที่เป็นกุศล เป็นสัญญาใกล้กับสัญญาที่เป็นกุศล สัญญาที่เป็นอัพยากฤตเป็นสัญญาใกล้กับสัญญาที่เป็นอัพยากฤต สัญญาที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาเป็นสัญญาใกล้กับสัญญาที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา สัญญาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาเป็นสัญญาใกล้กับสัญญาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา สัญญาที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาเป็นสัญญาใกล้กับสัญญาที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา สัญญาของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นสัญญาใกล้กับสัญญาของผู้ไม่เข้าสมาบัติ สัญญาของผู้เข้าสมาบัติเป็นสัญญาใกล้กับสัญญาของผู้เข้าสมาบัติ สัญญาที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสัญญาใกล้กับสัญญาที่เป็นอารมณ์ของอาสวะ สัญญาที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสัญญาใกล้กับสัญญาที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ นี้เรียกว่า สัญญาใกล้ พึงทราบสัญญาไกล สัญญาใกล้ โดยอาศัยเทียบเคียงสัญญานั้นๆ เป็น ชั้นๆ ไป ๔. สังขารขันธ์
บรรดาขันธ์ ๕ นั้น สังขารขันธ์ เป็นไฉน สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง คือ สังขารที่เป็นอดีต สังขารที่เป็นอนาคต สังขารที่เป็นปัจจุบัน สังขารที่เป็นภายในตน สังขารที่เป็นภายนอกตน สังขารหยาบ สังขารละเอียด สังขารชั้นต่ำ สังขารชั้นประณีต สังขารไกล หรือสังขารใกล้ ประมวลย่อเข้าเป็นกองเดียวกัน นี้เรียกว่า สังขารขันธ์
ในสังขารขันธ์นั้น สังขารที่เป็นอดีต เป็นไฉน สังขารเหล่าใดล่วงไปแล้ว ดับไปแล้ว ปราศจากไปแล้ว แปรไปแล้ว ถึงความดับแล้ว ถึงความดับสิ้นแล้ว ที่เกิดขึ้นปราศจากไปแล้ว ที่เป็นอดีต สงเคราะห์เข้ากับส่วนอดีต ได้แก่ เจตนาที่เกิดแต่จักขุสัมผัส เจตนาที่เกิดแต่โสตสัมผัส เจตนาที่เกิดแต่ฆานสัมผัส เจตนาที่เกิดแต่ชิวหาสัมผัส เจตนาที่เกิดแต่กายสัมผัส เจตนาที่เกิดแต่มโนสัมผัส เหล่านี้เรียกว่า สังขารที่เป็นอดีต @เชิงอรรถ : @ ได้แก่ที่เป็นไปในภูมิ ๔ คือ กามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ และโลกุตตรภูมิ (อภิ.วิ.อ. ๒๐/๒๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๑๐}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑. ขันธวิภังค์] ๑. สุตตันตภาชนีย์ ๔. สังขารขันธ์ สังขารที่เป็นอนาคต เป็นไฉน สังขารเหล่าใดยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิด ยังไม่บังเกิดเฉพาะ ยังไม่ปรากฏ ยังไม่เกิดขึ้น ยังไม่เกิดขึ้นพร้อม ยังไม่ตั้งขึ้น ยังไม่ตั้งขึ้นพร้อมที่เป็นอนาคต สงเคราะห์เข้ากับส่วนอนาคต ได้แก่ เจตนาที่เกิดแต่จักขุสัมผัส ฯลฯ เจตนาที่เกิดแต่มโนสัมผัส เหล่านี้เรียกว่า สังขารที่เป็นอนาคต สังขารที่เป็นปัจจุบัน เป็นไฉน สังขารเหล่าใดเกิดอยู่ เป็นอยู่ เกิดพร้อม บังเกิด บังเกิดเฉพาะ ปรากฏ เกิดขึ้น เกิดขึ้นพร้อม ตั้งขึ้น ตั้งขึ้นพร้อม ที่เป็นปัจจุบัน สงเคราะห์เข้ากับส่วนปัจจุบันได้แก่ เจตนาที่เกิดแต่จักขุสัมผัส ฯลฯ เจตนาที่เกิดแต่มโนสัมผัส เหล่านี้เรียกว่าสังขารที่เป็นปัจจุบัน
สังขารที่เป็นภายในตน เป็นไฉน สังขารเหล่าใดของสัตว์นั้นๆ ที่เป็นภายในตน มีเฉพาะตน เกิดในตน มีเฉพาะบุคคล ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือ ได้แก่ เจตนาที่เกิดแต่จักขุสัมผัส ฯลฯ เจตนาที่เกิดแต่มโนสัมผัส เหล่านี้เรียกว่า สังขารที่เป็นภายในตน สังขารที่เป็นภายนอกตน เป็นไฉน สังขารเหล่าใดของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่นนั้นๆ ที่เป็นภายในตน มีเฉพาะตนเกิดในตน มีเฉพาะบุคคล ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือ ได้แก่เจตนาที่เกิดแต่จักขุสัมผัส ฯลฯ เจตนาที่เกิดแต่มโนสัมผัส เหล่านี้เรียกว่า สังขารที่เป็นภายนอกตน
สังขารหยาบ สังขารละเอียด เป็นไฉน สังขารที่เป็นอกุศลเป็นสังขารหยาบ สังขารที่เป็นกุศลและอัพยากฤตเป็นสังขารละเอียด สังขารที่เป็นกุศลและอกุศลเป็นสังขารหยาบ สังขารที่เป็นอัพยากฤตเป็นสังขารละเอียด สังขารที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาเป็นสังขารหยาบ สังขารที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนาเป็นสังขารละเอียด สังขารที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและทุกขเวทนาเป็นสังขารหยาบ สังขารที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาเป็นสังขารละเอียด สังขารของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นสังขารหยาบ สังขารของผู้เข้าสมาบัติเป็นสังขารละเอียด สังขารที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสังขารหยาบสังขารที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสังขารละเอียด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๑๑}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑. ขันธวิภังค์] ๑. สุตตันตภาชนีย์ ๔. สังขารขันธ์ พึงทราบสังขารหยาบ สังขารละเอียด โดยอาศัยเทียบเคียงสังขารนั้นๆ เป็นชั้นๆ ไป
สังขารชั้นต่ำ สังขารชั้นประณีต เป็นไฉน สังขารที่เป็นอกุศลเป็นสังขารชั้นต่ำ สังขารที่เป็นกุศลและอัพยากฤตเป็นสังขารชั้นประณีต สังขารที่เป็นกุศลและอกุศลเป็นสังขารชั้นต่ำ สังขารที่เป็นอัพยากฤตเป็นสังขารชั้นประณีต สังขารที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาเป็นสังขารชั้นต่ำสังขารที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนาเป็นสังขารชั้นประณีต สังขารที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและทุกขเวทนาเป็นสังขารชั้นต่ำ สังขารที่สัมปยุตด้วยอทุกขม-สุขเวทนาเป็นสังขารชั้นประณีต สังขารของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นสังขารชั้นต่ำ สังขารของผู้เข้าสมาบัติเป็นสังขารชั้นประณีต สังขารที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสังขารชั้นต่ำ สังขารที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสังขารชั้นประณีต พึงทราบสังขารชั้นต่ำ สังขารชั้นประณีต โดยอาศัยเทียบเคียงสังขารนั้นๆเป็นชั้นๆ ไป
สังขารไกล เป็นไฉน สังขารที่เป็นอกุศลเป็นสังขารไกลจากสังขารที่เป็นกุศลและอัพยากฤต สังขารที่เป็นกุศลและอัพยากฤตเป็นสังขารไกลจากสังขารที่เป็นอกุศล สังขารที่เป็นกุศลเป็นสังขารไกลจากสังขารที่เป็นอกุศลและอัพยากฤต สังขารที่เป็นอกุศลและอัพยากฤตเป็นสังขารไกลจากสังขารที่เป็นกุศล สังขารที่เป็นอัพยากฤตเป็นสังขารไกลจากสังขารที่เป็นกุศลและอกุศล สังขารที่เป็นกุศลและอกุศลเป็นสังขารไกลจากสังขารที่เป็นอัพยากฤต สังขารที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาเป็นสังขารไกลจากสังขารที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนา สังขารที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนาเป็นสังขารไกลจากสังขารที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา สังขารที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาเป็นสังขารไกลจากสังขารที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาและอทุกขม-สุขเวทนา สังขารที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนาเป็นสังขารไกลจากสังขารที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา สังขารที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาเป็นสังขารไกลจากสังขารที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและทุกขเวทนา สังขารที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและทุกขเวทนาเป็นสังขารไกลจากสังขารที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา สังขารของ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๑๒}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑. ขันธวิภังค์] ๑. สุตตันตภาชนีย์ ๕. วิญญาณขันธ์ ผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นสังขารไกลจากสังขารของผู้เข้าสมาบัติ สังขารของผู้เข้าสมาบัติเป็นสังขารไกลจากสังขารของผู้ไม่เข้าสมาบัติ สังขารที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสังขารไกลจากสังขารที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ สังขารที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสังขารไกลจากสังขารที่เป็นอารมณ์ของอาสวะ เหล่านี้เรียกว่า สังขารไกล สังขารใกล้ เป็นไฉน สังขารที่เป็นอกุศลเป็นสังขารใกล้กับสังขารที่เป็นอกุศล สังขารที่เป็นกุศลเป็นสังขารใกล้กับสังขารที่เป็นกุศล สังขารที่เป็นอัพยากฤตเป็นสังขารใกล้กับสังขารที่เป็นอัพยากฤต สังขารที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาเป็นสังขารใกล้กับสังขารที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา สังขารที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาเป็นสังขารใกล้กับสังขารที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา สังขารที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาเป็นสังขารใกล้กับสังขารที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา สังขารของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นสังขารใกล้กับสังขารของผู้ไม่เข้าสมาบัติ สังขารของผู้เข้าสมาบัติเป็นสังขารใกล้กับสังขารของผู้เข้าสมาบัติ สังขารที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสังขารใกล้กับสังขารที่เป็นอารมณ์ของอาสวะ สังขารที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสังขารใกล้กับสังขารที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ เหล่านี้เรียกว่า สังขารใกล้ พึงทราบสังขารไกล สังขารใกล้ โดยอาศัยเทียบเคียงสังขารนั้นๆ เป็นชั้นๆ ไป๕. วิญญาณขันธ์
บรรดาขันธ์ ๕ นั้น วิญญาณขันธ์ เป็นไฉน วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ วิญญาณที่เป็นอดีต วิญญาณที่เป็นอนาคต วิญญาณที่เป็นปัจจุบัน วิญญาณที่เป็นภายในตน วิญญาณที่เป็นภายนอกตน วิญญาณหยาบ วิญญาณละเอียด วิญญาณชั้นต่ำ วิญญาณชั้นประณีต วิญญาณไกลหรือวิญญาณใกล้ ประมวลย่อเข้าเป็นกองเดียวกัน นี้เรียกว่า วิญญาณขันธ์@เชิงอรรถ : @ ได้แก่ที่เป็นไปในภูมิ ๔ คือ กามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ และโลกุตตรภูมิ (อภิ.วิ.อ. ๒๖/๒๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๑๓}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑. ขันธวิภังค์] ๑. สุตตันตภาชนีย์ ๕. วิญญาณขันธ์
ในวิญญาณขันธ์นั้น วิญญาณที่เป็นอดีต เป็นไฉน วิญญาณใดล่วงไปแล้ว ดับไปแล้ว ปราศจากไปแล้ว แปรไปแล้ว ถึงความดับแล้วถึงความดับสิ้นแล้ว ที่เกิดขึ้นปราศจากไปแล้ว ที่เป็นอดีต สงเคราะห์เข้ากับส่วนอดีตได้แก่ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณและมโนวิญญาณ นี้เรียกว่า วิญญาณที่เป็นอดีต วิญญาณที่เป็นอนาคต เป็นไฉน วิญญาณใดยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิด ยังไม่บังเกิดเฉพาะ ยังไม่ปรากฏ ยังไม่เกิดขึ้น ยังไม่เกิดขึ้นพร้อม ยังไม่ตั้งขึ้น ยังไม่ตั้งขึ้นพร้อมที่เป็นอนาคต สงเคราะห์เข้ากับส่วนอนาคต ได้แก่ จักขุวิญญาณ ฯลฯ มโนวิญญาณนี้เรียกว่า วิญญาณที่เป็นอนาคต วิญญาณที่เป็นปัจจุบัน เป็นไฉน วิญญาณใดเกิดอยู่ เป็นอยู่ เกิดพร้อม บังเกิด บังเกิดเฉพาะ ปรากฏ เกิดขึ้นเกิดขึ้นพร้อม ตั้งขึ้น ตั้งขึ้นพร้อม ที่เป็นปัจจุบัน สงเคราะห์เข้ากับส่วนปัจจุบันได้แก่ จักขุวิญญาณ ฯลฯ มโนวิญญาณ นี้เรียกว่า วิญญาณที่เป็นปัจจุบัน
วิญญาณที่เป็นภายในตน เป็นไฉน วิญญาณใด ของสัตว์นั้นๆ ที่เป็นภายในตน มีเฉพาะตน เกิดในตน มีเฉพาะบุคคล ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือ ได้แก่ จักขุวิญญาณ ฯลฯ มโนวิญญาณ นี้เรียกว่า วิญญาณที่เป็นภายในตน วิญญาณที่เป็นภายนอกตน เป็นไฉน วิญญาณใดของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่นนั้นๆ ที่เป็นภายในตน มีเฉพาะตนเกิดในตน มีเฉพาะบุคคล ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือ ได้แก่จักขุวิญญาณ ฯลฯ มโนวิญญาณ นี้เรียกว่า วิญญาณที่เป็นภายนอกตน
วิญญาณหยาบ วิญญาณละเอียด เป็นไฉน วิญญาณที่เป็นอกุศลเป็นวิญญาณหยาบ วิญญาณที่เป็นกุศลและอัพยากฤต เป็นวิญญาณละเอียด วิญญาณที่เป็นกุศลและอกุศลเป็นวิญญาณหยาบ วิญญาณที่เป็นอัพยากฤตเป็นวิญญาณละเอียด วิญญาณที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาเป็นวิญญาณ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๑๔}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑. ขันธวิภังค์] ๑. สุตตันตภาชนีย์ ๕. วิญญาณขันธ์ หยาบ วิญญาณที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนาเป็นวิญญาณละเอียดวิญญาณที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและทุกขเวทนาเป็นวิญญาณหยาบ วิญญาณที่ สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาเป็นวิญญาณละเอียด วิญญาณของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นวิญญาณหยาบ วิญญาณของผู้เข้าสมาบัติเป็นวิญญาณละเอียด วิญญาณที่เป็น อารมณ์ของอาสวะเป็นวิญญาณหยาบ วิญญาณที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นวิญญาณละเอียด พึงทราบวิญญาณหยาบ วิญญาณละเอียด โดยอาศัยเทียบเคียงวิญญาณนั้นๆเป็นชั้นๆ ไป
วิญญาณชั้นต่ำ วิญญาณชั้นประณีต เป็นไฉน วิญญาณที่เป็นอกุศลเป็นวิญญาณชั้นต่ำ วิญญาณที่เป็นกุศลและอัพยากฤตเป็นวิญญาณชั้นประณีต วิญญาณที่เป็นกุศลและอกุศลเป็นวิญญาณชั้นต่ำ วิญญาณที่เป็นอัพยากฤตเป็นวิญญาณชั้นประณีต วิญญาณที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาเป็นวิญญาณชั้นต่ำ วิญญาณที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนาเป็นวิญญาณชั้นประณีต วิญญาณที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและทุกขเวทนาเป็นวิญญาณชั้นต่ำวิญญาณที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาเป็นวิญญาณชั้นประณีต วิญญาณของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นวิญญาณชั้นต่ำ วิญญาณของผู้เข้าสมาบัติเป็นวิญญาณชั้นประณีตวิญญาณที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นวิญญาณชั้นต่ำ วิญญาณที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นวิญญาณชั้นประณีต พึงทราบวิญญาณชั้นต่ำ วิญญาณชั้นประณีต โดยอาศัยเทียบเคียงวิญญาณนั้นๆ เป็นชั้นๆ ไป
วิญญาณไกล เป็นไฉน วิญญาณที่เป็นอกุศลเป็นวิญญาณไกลจากวิญญาณที่เป็นกุศลและอัพยากฤต วิญญาณที่เป็นกุศลและอัพยากฤตเป็นวิญญาณไกลจากวิญญาณที่เป็นอกุศล วิญญาณที่เป็นกุศลเป็นวิญญาณไกลจากวิญญาณที่เป็นอกุศลและอัพยากฤต วิญญาณที่เป็นอกุศลและอัพยากฤตเป็นวิญญาณไกลจากวิญญาณที่เป็นกุศล วิญญาณที่เป็น อัพยากฤตเป็นวิญญาณไกลจากวิญญาณที่เป็นกุศลและอกุศล วิญญาณที่เป็นกุศลและอกุศลเป็นวิญญาณไกลจากวิญญาณที่เป็นอัพยากฤต วิญญาณที่สัมปยุตด้วย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๑๕}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑. ขันธวิภังค์] ๑. สุตตันตภาชนีย์ ๕. วิญญาณขันธ์ ทุกขเวทนาเป็นวิญญาณไกลจากวิญญาณที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา และอทุกขมสุขเวทนาวิญญาณที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนาเป็นวิญญาณไกลจากวิญญาณที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา วิญญาณที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาเป็นวิญญาณไกลจากวิญญาณที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนา วิญญาณที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนาเป็นวิญญาณไกลจากวิญญาณที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาวิญญาณที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาเป็นวิญญาณไกลจากวิญญาณที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและทุกขเวทนา วิญญาณที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและทุกขเวทนาเป็นวิญญาณไกลจากวิญญาณที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา วิญญาณของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นวิญญาณไกลจากวิญญาณของผู้เข้าสมาบัติ วิญญาณของผู้เข้าสมาบัติเป็นวิญญาณไกลจากวิญญาณของผู้ไม่เข้าสมาบัติ วิญญาณที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นวิญญาณไกลจากวิญญาณที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ วิญญาณที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นวิญญาณไกลจากวิญญาณที่เป็นอารมณ์ของอาสวะ นี้เรียกว่า วิญญาณไกล วิญญาณใกล้ เป็นไฉน วิญญาณที่เป็นอกุศลเป็นวิญญาณใกล้กับวิญญาณที่เป็นอกุศล วิญญาณที่เป็น กุศลเป็นวิญญาณใกล้กับวิญญาณที่เป็นกุศล วิญญาณที่เป็นอัพยากฤตเป็นวิญญาณใกล้กับวิญญาณที่เป็นอัพยากฤต วิญญาณที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาเป็นวิญญาณใกล้กับวิญญาณที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา วิญญาณที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาเป็นวิญญาณใกล้กับวิญญาณที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา วิญญาณที่สัมปยุตด้วยอทุกขม-สุขเวทนาเป็นวิญญาณใกล้กับวิญญาณที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา วิญญาณของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นวิญญาณใกล้กับวิญญาณของผู้ไม่เข้าสมาบัติ วิญญาณของผู้เข้าสมาบัติเป็นวิญญาณใกล้กับวิญญาณของผู้เข้าสมาบัติ วิญญาณที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นวิญญาณใกล้กับวิญญาณที่เป็นอารมณ์ของอาสวะ วิญญาณที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นวิญญาณใกล้กับวิญญาณที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ นี้เรียกว่า วิญญาณใกล้ พึงทราบวิญญาณไกล วิญญาณใกล้ โดยอาศัยเทียบเคียงวิญญาณนั้นๆ เป็นชั้นๆ ไป สุตตันตภาชนีย์ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๑๖}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สัมโมหวิโนทนี อรรถกถาพระวิภังค์ อารัมภกถา
พระสัมพุทธเจ้าผู้เป็นนาถะ ทรงเห็นสัจจะทั้ง ๔ จึงทรงประกาศพระธรรมสังคณี ๔ กัณฑ์ (คือจิตตุปปาทกัณฑ์ รูปกัณฑ์นิกเขปกัณฑ์ อัตถุทธารกัณฑ์) แล้ว ทรงเป็นนายกประกอบด้วยธรรมของพระพุทธเจ้า ๑๘ ประการ ทรงเป็นพระบรมศาสดา แสดงพระวิภังค์อันใด ด้วยอำนาจวิภังค์ ๑๘ ประการมีขันธวิภังค์เป็นต้น ในลำดับแห่งพระธรรมสังคณีนั่นแหละบัดนี้ลำดับแห่งการสังวรรณนาพระวิภังค์นั้นถึงพร้อมแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าสะสางนัยอรรถกถาโบราณแล้วจักเรียบเรียงอรรถกถาพระวิภังค์นั้น ขอท่านสาธุชนทั้งหลายจงตั้งใจทำความเคารพพระสัทธรรม ฟังอรรถกถาพระวิภังค์นั้นเทอญ.
๑. ขันธวิภังคนิเทศ วรรณนาสุตตันตภาชนีย์
คำว่า ขันธ์ ๕ คือรูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ดังนี้ นี้ชื่อสุตตันตภาชนีย์ ในขันธวิภังค์อันเป็นวิภังค์ต้นแห่งวิภังคปกรณ์.
ในบรรดาคำเหล่านั้น คำว่า ๕ เป็นคำกำหนดจำนวน ด้วยคำว่า ๕ นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงแสดงว่า ขันธ์ทั้งหลายมีไม่น้อยกว่านั้นไม่มากกว่านั้น. คำว่า ขันธ์ เป็นคำแสดงธรรมที่ทรงกำหนดไว้.
____________________________
คำว่า สุตตันตภาชนีย์ คือคำที่จำแนกโดยนัยที่ทรงแสดงในพระสูตร.
ว่าด้วยขันธศัพท์
ในพระบาลีขันธวิภังค์นั้น ศัพท์ว่า ขันธ์ (ขนฺธสทฺโท) นี้ใช้ในฐานะมาก คือ ในฐานะว่า กอง (ราสิมฺหิ) ในฐานะว่า คุณ (คุเณ) ในฐานะโดยเป็นบัญญัติ (ปณฺณตฺติยํ) ในความเป็นคำติดปาก (รุฬฺหิยํ).
จริงอยู่ ชื่อว่าขันธ์ โดยฐานะว่ากอง เหมือนในประโยคมีคำเป็นต้นว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การถือเอาประมาณแห่งน้ำในมหาสมุทรว่า มีน้ำเท่านี้อาฬหก หรือว่าเท่านี้ร้อยอาฬหก หรือว่าเท่านี้พันอาฬหก หรือว่าเท่านี้แสนอาฬหก ไม่ใช่ทำได้โดยง่าย โดยที่แท้ ย่อมถึงการนับว่าเป็นมหาอุทกขันธ์ (กองน้ำใหญ่) อันใครๆ พึงนับไม่ได้ พึงประมาณไม่ได้ทีเดียว แม้ฉันใด ดังนี้ เพราะมิใช่น้ำนิดหน่อย คือเป็นน้ำจำนวนมากทีเดียว เขาจึงเรียกว่า อุทกขันธ์ (กองน้ำ).
อนึ่ง ธุลีมิใช่มีประมาณเล็กน้อย เขาก็เรียกว่ารชักขันธ์ (กองธุลี) โคมีประมาณไม่น้อย เขาก็เรียกว่าควักขันธ์ (กองโค)พลมีประมาณไม่น้อย เขาก็เรียกว่าพลขันธ์ (กองพล) บุญมีประมาณไม่น้อย เขาก็เรียกว่าบุญขันธ์ (กองบุญ) เพราะธุลีมีมากทีเดียวท่านจึงเรียกว่ารชักขันธ์ โคเป็นต้นมีประมาณมากทีเดียว ท่านจึงเรียกว่าควักขันธ์ พลมีประมาณมากและบุญมีประมาณมาก ท่านก็เรียกว่าพลขันธ์และบุญขันธ์ ดังนี้.
____________________________
องฺ จตุกฺก เล่ม ๒๑/ข้อ ๕๑/เล่ม ๗๒ คำว่า อาฬหก เป็นชื่อกำหนดนับโดยการตวงของ เช่น ๔ กำมือเป็น ๑ ฟายมือ, ๒ ฟายมือเป็น ๑ กอบ, ๒ กอบเป็น ๑ ทะนาน, ๔ ทะนานเป็น ๑ อาฬหก.
อนึ่ง ชื่อว่าขันธ์ โดยฐานะว่าคุณ เหมือนในประโยคมีคำเป็นต้นว่า สีลกฺขนฺโธ (คุณคือศีล) สมาธิขนฺโธ (คุณคือสมาธิ) ดังนี้. และชื่อว่าขันธ์โดยฐานะเป็นบัญญัติ เหมือนในข้อนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็นท่อนไม้ท่อนใหญ่ (มหนฺตํ ทารุกฺขนฺธํ) ลอยตามกระแสแม่น้ำคงคาไป ดังนี้. ชื่อว่าขันธ์ในฐานะโดยความเป็นคำติดปาก เหมือนในประโยคมีคำเป็นต้นว่า จิต มโน มานัส วิญญาณ วิญญาณขันธ์ อันใด ดังนี้.
____________________________
สํ. สฬายตนวคฺค เล่ม ๑๘/ข้อ ๓๒๕/หน้า ๒๒๖.
อภิ. วิ เล่ม ๓๕/ข้อ ๒๙๔/หน้า ๑๙๓.
ขันธ์นี้นั้น ทรงประสงค์เอาโดยฐานะว่ากองในอธิการนี้ เพราะชื่อว่าอรรถแห่งขันธ์นี้มีอรรถว่าเป็นก้อน เป็นกลุ่ม เป็นแท่ง เป็นกอง ฉะนั้น พึงทราบว่าขันธ์ทั้งหลายมีลักษณะเป็นกอง ดังนี้ แม้จะกล่าวว่า อรรถแห่งขันธ์นี้มีอรรถเป็นโกฏฐาส (คือเป็นส่วน) ดังนี้ ก็ควร เพราะคนทั้งหลายในโลกกู้หนี้เขามาแล้ว เมื่อถูกเจ้าหนี้ทวง ก็พูดว่า พวกเราจักให้ ๒ ขันธ์ (๒ ส่วน) ๓ ขันธ์ (๓ ส่วน) ดังนี้ แม้การกล่าวว่า ขันธ์ทั้งหลายมีลักษณะเป็นโกฏฐาส คือเป็นส่วน ดังนี้ก็ควรด้วยประการฉะนี้ คำว่า รูปขันธ์ ในสุตตันตภาชนีย์นี้จึงได้แก่ กองแห่งรูป ส่วนแห่งรูป. คำว่า เวทนาขันธ์ ก็ได้แก่กองแห่งเวทนา ส่วนแห่งเวทนา เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบอรรถแห่งขันธ์มีสัญญาเป็นต้นโดยนัยนี้.
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงประมวลรูปทั้งหมด ทำให้เป็นกองแห่งรูปมีประเภทอย่างนี้ คือ ส่วนแห่งรูป ๒๕ และส่วนแห่งรูป ๙๖ ซึ่งทรงจำแนกไว้ในโอกาส ๑๑ อย่าง มีรูปที่เกิดแต่อดีต อนาคตและปัจจุบันเป็นต้น โดยพระดำรัสที่ตรัสว่า มหาภูตรูป ๔ และรูปอาศัยมหาภูตรูป ๔ ดังนี้ แล้วทรงแสดงว่า ชื่อว่ารูปขันธ์ ไว้ด้วยคำมีประมาณเท่านี้.
____________________________
รูป ๒๕ คือ อายตนะภายในและภายนอก ๑๐ และสุขุมรูป ๑๕.
รูป ๙๖ คือ กรรมชรูปได้แก่จักขุทสกะ โสต ฆาน ชิว กายทสก อิตถีภาวทสก ปุริสภาวทสก รวม ๗๐ และสุทธัฏฐกรูป ๘ เกิดแต่ จิต อุตุ อาหารรวม ๒๔ สัททรูป ๒ เกิดแต่จิตและอุต.
อนึ่ง ทรงประมวลเวทนานั้นทั้งหมดทำให้เป็นกองแห่งเวทนาอันเป็นไปในภูมิ ๔ ซึ่งทรงจำแนกไว้ในโอกาส ๑๑ เหล่านั้นนั่นแหละว่า สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา ดังนี้ แล้วทรงแสดงว่า ชื่อว่าเวทนาขันธ์. และทรงประมวลสัญญานั้นทั้งหมดทำให้เป็นกองแห่งสัญญาอันเป็นไปในภูมิ ๔ ซึ่งทรงจำแนกไว้ในโอกาส ๑๑ เหล่านั้นนั่นแหละว่า สัญญาเกิดแต่จักขุสัมผัส ฯลฯ สัญญาเกิดแต่มโนสัมผัส ดังนี้ แล้วทรงแสดงว่า ชื่อว่าสัญญาขันธ์. และทรงประมวลสังขารนั้นทั้งหมดทำให้เป็นกองแห่งเจตนาอันเป็นไปในภูมิ ๔ ซึ่งทรงจำแนกไว้ในโอกาส ๑๑ เหล่านั้นนั่นแหละว่า เจตนาเกิดแต่จักขุสัมผัส ฯลฯ เจตนาเกิดแต่มโนสัมผัส ดังนี้ แล้วทรงแสดงว่า ชื่อว่าสังขารขันธ์. และทรงประมวลวิญญาณนั้นทั้งหมดทำให้เป็นกองแห่งจิตอันเป็นไปในภูมิ ๔ ซึ่งทรงจำแนกไว้ในโอกาส ๑๑ เหล่านั้นนั่นแหละว่า จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนธาตุ มโนวิญญาณธาตุ ดังนี้ แล้วทรงแสดงว่า ชื่อว่าวิญญาณขันธ์.
อีกอย่างหนึ่ง ในอธิการแห่งขันธ์ ๕ นี้ รูปแม้ทั้งหมดที่เกิดจากสมุฏฐานทั้ง ๔ (คือกรรม จิต อุตุ อาหาร) ชื่อว่ารูปขันธ์. เวทนาที่เกิดพร้อมกับจิต ๘๙ มีกามาวจรกุศลจิต ๘ เป็นต้น ชื่อว่าเวทนาขันธ์. แม้สัญญาก็ชื่อว่าสัญญาขันธ์ ธรรมมีผัสสะเป็นต้นก็ชื่อว่าสังขารขันธ์. จิต ๘๙ ชื่อว่าวิญญาณขันธ์ พึงทราบการกำหนดธรรมในขันธ์ ๕ แม้อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
อธิบายรูปขันธ์
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้ามีความประสงค์จะทรงจำแนกแสดงรูปขันธ์เป็นต้นเหล่านั้น จึงตรัสคำมีอาทิว่า ตตฺถ กตโม รูปกฺขนฺโธ ในขันธ์ ๕ นั้น รูปขันธ์ เป็นไฉน ดังนี้.
พึงทราบวินิจฉัยในขันธวิภังค์นั้น ดังนี้
บทว่า ตตฺถ แปลว่า ในขันธ์ ๕ เหล่านั้น.
บทว่า กตโม เป็นกเถตุกัมยตาปุจฉา.
บทว่า รูปกฺขนฺโธ (รูปขันธ์) เป็นบทแสดงธรรมที่ทรงปุจฉา. พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงจำแนกรูปขันธ์นั้นในบัดนี้ จึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า ยํ กิญฺจิ รูปํ (รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง).
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ กิญฺจิ (อย่างใดอย่างหนึ่ง) เป็นบทที่ทรงถือเอาโดยไม่เหลือ.
บทว่า รูปํ (รูป) เป็นบทกำหนดธรรมที่เกี่ยวข้อง ด้วยบทว่า ยํ กิญฺจิ รูปํ แม้ทั้งสองอย่างนี้ ย่อมเป็นอันทรงทำการกำหนดเอารูปโดยไม่มีส่วนเหลือ.
ถามว่า ในรูปขันธ์นั้น ธรรมที่ชื่อว่ารูป ด้วยอรรถว่ากระไร?
ตอบว่า ที่ชื่อว่ารูป ด้วยอรรถว่าย่อยยับ.
สมจริงดังพระดำรัสที่ตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุไรพวกเธอจึงเรียกว่ารูปเล่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุที่รูปย่อมย่อยยับไปแล ฉะนั้นจึงเรียกว่ารูป รูปย่อมย่อยยับเพราะอะไร? ย่อมย่อยยับเพราะความเย็นบ้าง ย่อมย่อยยับเพราะความร้อนบ้าง ย่อมย่อยยับเพราะความหิวบ้าง ย่อมย่อยยับเพราะความระหายบ้าง ย่อมย่อยยับเพราะสัมผัสเหลือบ ยุง ลมแดดและสัตว์เลื้อยคลานบ้าง
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุที่รูปย่อมย่อยยับไปแล เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่ารูป ดังนี้.
ในพระดำรัสเหล่านั้น คำว่า กึ เป็นการณปุจฉา (ถามถึงเหตุ) อธิบายว่า พวกเธอเรียกรูปด้วยเหตุอะไร คือชื่อว่ารูปนั้น ด้วยเหตุอะไร. อิติศัพท์ในบทว่า รุปฺปติ นี้เป็นศัพท์ยกเหตุขึ้นแสดง. อธิบายว่า เพราะเหตุที่รูปย่อมย่อยยับ ฉะนั้นจึงชื่อว่ารูป.
ก็บทว่า รุปฺปติ มีอธิบายว่า รูปย่อมกำเริบ อันปัจจัยย่อมกระทบ อันปัจจัยย่อมเบียดเบียน ย่อมแตกสลาย โดยฐานะนี้มีประมาณเท่านี้ รูปเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว ด้วยอรรถว่าย่อยยับไป ด้วยประการฉะนี้ แม้จะกล่าวว่า ชื่อว่ารูป ด้วยลักษณะที่ย่อยยับไป ดังนี้ก็ควร เพราะรูปนี้มีการย่อยยับเป็นลักษณะ.
อนึ่ง พึงทราบวินิจฉัยในคำมีอาทิว่า รูปย่อมย่อยยับไปเพราะความเย็นบ้าง ดังนี้ ว่าด้วยความเย็นก่อน ความที่รูปย่อยยับไปปรากฏในโลกันตริกนรก.
จริงอยู่ นรกหนึ่งๆ ในระหว่างทุกๆ สามจักรวาล มีประมาณ ๘,๐๐๐ โยชน์ ซึ่งภายใต้ไม่มีแผ่นดิน เบื้องบนไม่มีพระจันทร์พระอาทิตย์ ไม่มีดวงประทีป ไม่มีแสงสว่างแห่งแก้วมณี มืดมิดเป็นนิตย์ ชื่อว่าโลกันตริกนรกอัตภาพของสัตว์ผู้เกิดในโลกันตริกนรกนั้นมีประมาณ ๓ คาวุต สัตว์เหล่านั้นจะมีเล็บทั้งหลายที่ยาวหนาเกาะที่เชิงเขา ห้อยหัวลงดุจค้างคาว เมื่อใดมันเขยิบตัวไปถึงหัตถบาสของกันและกัน เมื่อนั้น พวกมันก็จะสำคัญว่า พวกเราได้อาหารแล้วต่างก็พากันขวนขวายในสิ่งที่ตนว่าเป็นอาหารนั้น จึงไล่ตามกันไปรอบๆ แล้วพลัดตกลงไปในน้ำที่รองแผ่นดิน เมื่อถูกลมเย็นพัดกระหน่ำอยู่ มันก็จะขาดตกลงในน้ำ เหมือนผลมะซางสุกฉะนั้น. พอตกลงเท่านั้น มันก็มีหนังเอ็นเนื้อ กระดูกถูกน้ำกรดเย็นกัดทำลายเป็นชิ้นๆ เหมือนก้อนแป้งที่เขาใส่ในน้ำมันเดือด ความย่อยยับไปแห่งรูปปรากฏในโลกันตริกนรก ด้วยความเย็นอย่างนี้. ความย่อยยับแห่งรูปนี้ปรากฏในประเทศทั้งหลายที่มีความเย็นเกิดแต่หิมะตก แม้มีแคว้นชื่อว่ามหิสกะเป็นต้นก็เหมือนกัน เพราะสัตว์ทั้งหลายในประเทศนั้นมีร่างกายถูกความเย็นทำลายตัดขาดแล้วย่อมถึงแม้ความสิ้นชีวิต ดังนี้.
ว่าด้วยความร้อน ความที่รูปย่อยยับไปปรากฏแล้วในอเวจีมหานรก.
จริงอยู่ ในอเวจีมหานรกนั้น สัตว์นรกย่อมเสวยทุกข์ใหญ่ ในเวลาต้องกรรมกรณ์มีการให้นอนลงบนพื้นแผ่นดินโลหะที่ร้อนแล้วจองจำด้วยเครื่องจองจำ ๕ อย่างเป็นต้น.
ว่าด้วยความหิว ความที่รูปย่อยยับไปปรากฏแล้วในปิตติวิสัย (กำเนิดเปรต) และในเวลาเกิดทุพภิกขภัย.
จริงอยู่ พวกสัตว์ในกำเนิดเปรต ชื่อว่าเอามือถืออามิสอย่างใดอย่างหนึ่งใส่เข้าไปในปากมิได้มีตลอด ๒-๓ พุทธันดร ภายในท้องเป็นเหมือนต้นไม้มีโพรงที่ไฟติดทั่วแล้ว ในเวลาเกิดทุพภิกขภัย ชื่อว่าสัตว์ทั้งหลายผู้ไม่ได้แม้เพียงน้ำข้าวแล้วถึงความตายไป นับประมาณมิได้.
ว่าด้วยความระหาย ความที่รูปย่อยยับไปปรากฏแล้วในอสุรกายทั้งหลายมีกาลกัญชิกาสูรเป็นต้น.
จริงอยู่ สัตว์ทั้งหลายในพวกกาลกัญชิกาสูรเป็นต้นนั้น ย่อมไม่อาจได้หยาดน้ำเพียงยังหทัยให้ชุ่ม หรือเพียงให้เปียกลิ้นสิ้น ๒-๓ พุทธันดรแม้บางพวกที่ไปถึงแม่น้ำด้วยคิดว่า พวกเราจัดดื่มน้ำดังนี้ น้ำนั้นก็แห้งถึงความสำเร็จเป็นทรายแห่งแม่น้ำไป แม้บางพวกที่แล่นไปถึงมหาสมุทรมหาสมุทรก็กลายเป็นหินดาด สัตว์เหล่านั้นจึงซูบซีดถูกทุกข์มีกำลังบีบคั้นท่องเที่ยวไป.
ได้ยินว่า กาลกัญชิกาสูรตนหนึ่งไม่สามารถทนความระหายได้จึงลงไปยังแม่น้ำใหญ่ทั้งลึกทั้งกว้างหนึ่งโยชน์ ในที่กาลกัญชิกาสูรนั้นลงไปแล้ว น้ำก็แห้งเป็นควันพลุ่งขึ้นเหมือนเดินบนหินดาดอันร้อนจัดฉะนั้น. เมื่ออสุรกายนั้นได้ยินเสียงน้ำจึงวิ่งพล่านไปข้างโน้นข้างนี้อยู่นั่นแหละ ราตรีสว่างแล้ว.
ในขณะนั้น พวกภิกษุ ๓๐ รูป ผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรกำลังเที่ยวภิกขาจาร แต่เช้าตรู่เห็นเขาแล้วจึงถามว่า ดูก่อนสัปบุรุษ ท่านเป็นใคร? อสุรกายนั้นตอบว่า กระผมเป็นเปรต ขอรับ.
พวกภิกษุ : ท่านแสวงหาอะไร?
อสุรกาย : น้ำดื่ม ขอรับ.
พวกภิกษุ : แม่น้ำนี้เต็มฝั่ง ท่านไม่เห็นหรือ?
อสุรกาย : ท่านขอรับ มันไม่สำเร็จแก่กระผม.
พวกภิกษุ : ถ้าอย่างนั้น ท่านจงนอนลงตรงหลังแม่น้ำเถิด พวกอาตมาจักเทน้ำลงในปากของท่าน. อสูรนั้นก็นอนหงายบนหาดทราย พวกภิกษุได้ช่วยกันเอาบาตร ๓๐ ใบตักน้ำมาเทลงๆ ในปากของอสูรนั้น เมื่อภิกษุเหล่านั้นทำอยู่อย่างนี้ เวลาของภิกขาจารก็ใกล้เข้ามาแล้ว พวกภิกษุจึงพูดว่า ถึงเวลาภิกขาจารของพวกอาตมาแล้ว สัปบุรุษ ท่านได้ความพอใจบ้างไหม?
อสูรนั้นตอบว่า ท่านขอรับ ถ้าว่า น้ำมีเพียงฟายมือจากน้ำที่เทลงด้วยบาตร ๓๐ ใบของพระคุณเข้าไปในลำคอของกระผมด้วยการทำของคนได้ไซร้ ขอความพ้นจากอัตภาพเปรตอย่าได้มีเลย ดังนี้.
ความย่อยยับไปแห่งรูปปรากฏแล้วในปิตติวิสัย เพราะความระหาย ด้วยประการฉะนี้.
ความที่รูปย่อยยับเพราะสัมผัสเหลือบเป็นต้น ปรากฏแล้วในประเทศทั้งหลายที่มากด้วยเหลือบและยุงเป็นต้น. อนึ่ง ในอธิการนี้ คำว่า เหลือบ ได้แก่ แมลงวันหัวเหลือง. คำว่า มกสา ได้แก่ ยุงนั่นแหละ. คำว่า ลม พึงทราบด้วยอำนาจแห่งลมมีลมในท้องและลมในเบื้องหลังเป็นต้น.
จริงอยู่ โรคลมเกิดขึ้นในร่างกายแล้วย่อมทำลายมือ เท้าและเบื้องหลังเป็นต้น ย่อมทำให้เป็นคนบอด ย่อมทำให้เป็นคนง่อย เป็นคนเปลี้ย.
บทว่า อาตโป (แดด) ได้แก่ ความร้อนของดวงอาทิตย์ ความที่รูปย่อยยับไปด้วยความร้อนนั้นปรากฏแล้วในทางกันดาร มีทะเลทรายเป็นต้น.
ได้ยินว่า มีหญิงคนหนึ่งล้าหลังพวกเกวียนในเวลาราตรีในทะเลทราย เมื่อพระอาทิตย์โคจรไปถึงกลางวัน ไม่สามารถจะวางเท้าที่ทรายกำลังร้อนได้จึงยกกระเช้าลงจากศีรษะเหยียบ เมื่อไม่อาจยืนบนกระเช้า เพราะความร้อนยิ่งก็วางผ้าสาฎกบนกระเช้านั้นแล้วเหยียบแม้ผ้าสาฎกนั้นร้อนทั่วแล้ว ก็จับลูกน้อยที่อุ้มมาให้นอนคว่ำเหยียบบนลูกน้อยที่กำลังร้องจ้าอยู่ พร้อมกับลูกน้อยก็ได้ทำกาละในที่นั้นนั่นเอง เพราะความร้อนให้เร่าร้อนแล้ว.
คำว่า สิริสปฺปา (สัตว์เลื้อยคลาน) ได้แก่ สัตว์ทั้งหลายมีตัวยาวอย่างใดอย่างหนึ่งแล่นเลื้อยไป ความที่รูปย่อยยับไปเพราะสัมผัสแห่งสัตว์เหล่านั้น บัณฑิตพึงทราบด้วยอำนาจในเวลาที่ถูกอสรพิษขบเอาเป็นต้น.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์จะรวมรูปแม้ทั้งหมดซึ่งมี ๒๕ และ ๙๖ ส่วนที่ทรงรวบรวมไว้ด้วยบทว่า ยํ กิญฺจิ รูปํ (รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง)เข้าในส่วนแห่งรูปที่เป็นอดีตเป็นต้นมาแสดง จึงตรัสคำว่า อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ (รูปเป็นอดีต เป็นอนาคต เป็นปัจจุบัน) ดังนี้ต่อจากนั้น ทรงประสงค์จะจัดรูปนั้นนั่นแหละกระทำให้เป็นทุกะ ๔ ทุกะมีอัชฌัตตทุกะเป็นต้นมาแสดง จึงตรัสคำมีอาทิว่า อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา (รูปภายในหรือรูปภายนอก) ดังนี้ต่อจากนั้น เมื่อจะทรงประมวลรูปนั้นแม้ทั้งหมดที่ทรงกำหนดไว้ใน ๑๑ ส่วนแสดงรวมเป็นอันเดียวกัน จึงตรัสคำว่า ตเทกชฺฌํ (รูปนั้นรวมเป็นอันเดียวกัน) ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตเทกชฺฌํ แยกออกเป็น ตํ เอกชฺฌํ.
บทว่า อภิสญฺญูหิตฺวา แปลว่า ประมวลมา.
บทว่า อภิสงฺขิปิตฺวา ได้แก่ ทำการย่อ คำนี้ ตรัสอธิบายไว้ว่า ก็รูปมีประการดังกล่าวแล้วนั้นแม้ทั้งหมด บัณฑิตเรียกว่ารูปขันธ์ เพราะรวมเป็นกองเดียวกันในภาวะอย่างเดียวกัน กล่าวคือความเป็นรูปที่ย่อยยับไปเป็นลักษณะ ดังนี้. ด้วยคำอธิบายนี้ ย่อมเป็นอันตรัสรูปแม้ทั้งหมดในลักษณะแห่งการย่อยยับไปนี้ว่า ชื่อว่ารูปขันธ์ เพราะความเข้าถึงความเป็นกอง ดังนี้ เพราะขึ้นชื่อว่ารูปขันธ์อื่น นอกจากรูปหามีไม่. ก็รูปฉันใด ธรรมมีเวทนาเป็นต้น ก็ชื่อว่าเวทนาขันธ์เป็นต้นฉันนั้น เพราะความเข้าถึงความเป็นกองในลักษณะมีการเสวยอารมณ์เป็นลักษณะเป็นต้น เพราะขึ้นชื่อว่าเวทนาขันธ์เป็นต้นอื่นนอกจากเวทนาเป็นต้น หามีไม่.
ว่าด้วยรูปเป็นอดีตเป็นต้น
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงจำแนกรูปที่ทรงจัดเข้าในโอกาสหนึ่งๆ ให้เป็นส่วนๆ จึงตรัสคำมีอาทิว่า ตตฺถ กตมํ รูปํ อตีตํ ในรูปขันธ์นั้น รูปอดีต เป็นไฉน ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตตถ เป็นบทสัตตมีวิภัตติในมาติกาตามที่ทรงจัดตั้งไว้ในโอกาส ๑๑ อย่าง คำนี้ตรัสอธิบายว่า คำว่า รูปอดีต ที่ตรัสไว้ในมาติกาตามที่ทรงตั้งไว้โดยนัยมีอาทิว่า อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ ดังนี้ รูปนั้นเป็นไฉน. บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในปุจฉาทั้งหมดโดยอุบายนี้.
บททั้งหลายมีคำเป็นอาทิว่า อตีตํ นิรุทฺธํ รูปใดล่วงไปแล้ว ดับไปแล้ว ดังนี้ เป็นคำที่ตรัสไว้ในการพรรณนาบทภาชนีย์อตีตติกะแห่งนิกเขปกัณฑ์นั่นแหละ.
คำว่า จตฺตาโร จ มหาภูตา นี้เป็นคำแสดงสภาวะของรูปที่ตรัสว่า อดีต ดังนี้. อนึ่ง ในอธิการนี้ คำที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้วฉันใด คำที่กล่าวไว้ในที่ทุกแห่งก็พึงทราบฉันนั้น. ด้วยคำนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงแสดงมหาภูตรูปและรูปอาศัยมหาภูตรูปกระทำรูปนี้ให้เป็นรูปอดีตบ้าง กระทำรูปนี้ให้เป็นรูปอนาคตบ้าง ฯลฯ กระทำให้เป็นรูปไกลและใกล้บ้าง เพราะขึ้นชื่อว่ารูปอื่น นอกจากมหาภูตรูปและรูปที่อาศัยมหาภูตรูปแล้วหามีไม่.
อีกนัยหนึ่ง ข้อว่า อตีตํเสน สํคหิตํ (รูปที่สงเคราะห์เข้าโดยส่วนอดีต) ได้แก่ รูปที่สงเคราะห์โดยส่วนอดีตนั่นแหละ ทำการนับได้ มีอยู่.
ถามว่า รูปอะไร?
ตอบว่า มหาภูตรูป ๔ และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ พึงทราบอรรถในที่ทั้งปวงอย่างนี้.
แม้บทอธิบายรูปที่เป็นอนาคตและปัจจุบันก็มีเนื้อความตามที่กล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแล.
ว่าด้วยรูป ๒ อย่าง
ก็รูปนี้ ที่ชื่อว่า เป็น อดีต อนาคต ปัจจุบัน มี ๒ อย่าง คือ
รูปโดยปริยายแห่งพระสูตร ๑
รูปโดยนิเทศพระอภิธรรม ๑.
ว่าโดยปริยายแห่งพระสูตร ทรงกำหนดรูปที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบันนั้นไว้ด้วยภพ.
จริงอยู่ รูปที่เกิดในภพอดีตจำเดิมแต่ปฏิสนธิ (ในภพปัจจุบัน) หรือรูปที่เกิดแล้วในภพถัดไป หรือรูปที่เกิดแล้วในภพที่สุดแห่งแสนโกฏิกัปก็ตาม ทั้งหมดชื่อว่ารูปอดีต ทั้งนั้น. รูปที่จะเกิดในภพอนาคตจำเดิมแต่จุติแล้ว หรือรูปที่จะเกิดในภพถัดไป หรือรูปที่จะเกิดในที่สุด แห่งภพแสนโกฏิกัปก็ตาม ทั้งหมดชื่อว่ารูปอนาคต ทั้งนั้น. รูปที่กำลังเป็นไประหว่างจุติปฏิสนธิ (ตั้งแต่เกิดถึงตายในภพปัจจุบัน) ชื่อว่ารูปปัจจุบัน.
ส่วนในนิเทศแห่งพระอภิธรรม ทรงกำหนดรูปด้วยขณะ ด้วยว่าขณะแห่งรูปมี ๓ อย่าง คืออุปปาทขณะ (ขณะเกิด) ฐิติขณะ (ขณะตั้งอยู่) ภังคขณะ (ขณะดับ)รูปที่ถึงขณะทั้ง ๓ เหล่านี้แล้วดับไป หรือรูปที่ดับในขณะใกล้ๆ หรือรูปดับในขณะที่สุดแห่งแสนโกฏิกัปก็ตาม ทั้งหมดชื่อว่ารูปอดีตนั่นแหละรูปที่ยังไม่ถึงขณะทั้ง ๓ หรือยังไม่ถึงลักขณะแห่งจิตดวงหนึ่ง หรือยังไม่ถึงขณะในที่สุดแห่งแสนโกฏิกัปก็ตาม ทั้งหมดชื่อว่ารูปอนาคตนั่นแหละ แต่รูปที่ถึงขณะทั้ง ๓ เหล่านี้แล้ว ชื่อว่ารูปปัจจุบัน.
ในปริยายแห่งพระสูตรและในนิเทศแห่งพระอภิธรรมนั้น แม้รูปนี้จะเป็นการจำแนกตามพระสูตร (สุตตันตภาชนีย์) ก็จริง ถึงอย่างนั้นก็พึงทราบว่า รูปที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน สำเร็จแล้วโดยนิเทศแห่งพระอภิธรรมเท่านั้น ดังนี้.
อีกนัยหนึ่ง เพราะว่า รูปนี้ชื่อว่ารูปอดีต โดยส่วนทั้ง ๔ ด้วยอำนาจอัทธา ๑ สันตติ ๑ สมัย ๑ ขณะ ๑ เป็นรูปอนาคตและเป็นรูปปัจจุบันก็โดยส่วนทั้ง ๔ เหมือนกัน.
ว่าด้วยอำนาจอัทธาก่อน รูปในกาลก่อนแต่ปฏิสนธิในภพหนึ่งของบุคคลคนหนึ่ง ชื่อว่ารูปอดีต รูปในบั้นปลายแต่จุติ ชื่อว่ารูปอนาคต รูปในระหว่างทั้ง ๒ นั้น ชื่อว่ารูปปัจจุบัน.
ว่าด้วยอำนาจสันตติ รูปที่มีอุตุเดียวกัน มีส่วนเสมอกันเป็นสมุฏฐาน และรูปที่มีอาหารอย่างเดียวกันเป็นสมุฏฐาน แม้กำลังเป็นไปอยู่ด้วยอำนาจเกิดสืบต่อมาแต่เบื้องต้น ชื่อว่ารูปปัจจุบัน. รูปที่มีอุตุและอาหารไม่เสมอกับสมุฏฐานซึ่งเกิดก่อนแต่รูปปัจจุบันนั้น ชื่อว่ารูปอดีต รูปที่มีอุตุและอาหารไม่เสมอกันเป็นสมุฏฐานเกิดหลังปัจจุบัน ชื่อว่ารูปอนาคต. จิตตชรูป (คือรูปเกิดแต่จิต) มีวิถีเดียวกัน มีชวนะเดียวกันและสมาบัติเดียวกัน ชื่อว่ารูปปัจจุบัน. จิตตชรูปที่เกิดก่อนรูปปัจจุบันนั้น ชื่อว่ารูปอดีต. จิตตชรูปที่เกิดหลังรูปปัจจุบัน ชื่อว่ารูปอนาคต. รูปที่มีกรรมเป็นสมุฏฐานไม่มีประเภทอดีตเป็นต้น ด้วยอำนาจสันตติอย่างหนึ่งโดยเฉพาะแต่พึงทราบประเภทรูปอดีตเป็นต้นของรูปที่มีกรรมเป็นสมุฏฐานนั้นด้วยอำนาจเป็นรูปอุปถัมภ์อุตุชรูป อาหารชรูป จิตตชรูปเหล่านั้นนั่นแหละ.
ว่าด้วยอำนาจสมัย รูปที่กำลังเป็นไปด้วยอำนาจการสืบต่อในสมัยทั้งหลายมีครู่ ยาม เวลาเช้า เวลาเย็น กลางคืนและกลางวันเป็นต้นแต่ละอย่าง สมัยนั้นๆ ชื่อว่ารูปปัจจุบัน. รูปที่เกิดก่อนแต่สมัยนั้น ชื่อว่ารูปอดีต. รูปที่เกิดหลังสมัยนั้น ชื่อว่ารูปอนาคต.
ว่าด้วยอำนาจขณะ รูปที่นับเนื่องด้วยขณะทั้ง ๓ มีอุปปาทขณะเป็นต้น ชื่อว่ารูปปัจจุบัน. รูปที่เกิดก่อนขณะทั้ง ๓ นั้น ชื่อว่ารูปอดีต รูปที่เกิดหลังขณะทั้ง ๓ นั้น ชื่อว่ารูปอนาคต.
อีกอย่างหนึ่ง รูปที่มีกิจแห่งเหตุและปัจจัยผ่านไปแล้ว ชื่อว่ารูปอดีต รูปที่มีกิจแห่งเหตุสำเร็จแล้วแต่กิจแห่งปัจจัยที่ยังไม่สำเร็จ ชื่อว่ารูปปัจจุบัน รูปที่มีกิจทั้ง ๒ ยังไม่มาถึง ชื่อว่ารูปอนาคต.
อีกอย่างหนึ่ง รูปที่เป็นไปในขณะกิจของตน ชื่อว่ารูปปัจจุบัน รูปที่เป็นไปก่อนกิจของตนนั้นชื่อว่ารูปอดีต รูปที่จะเป็นไปในภายหลังกิจของตนนั้น ชื่อว่ารูปอนาคต. ก็ในนิเทศแห่งรูปที่เป็นอตีตติกะนี้ กถาว่าด้วยขณะเป็นต้นเป็นกถาไม่อ้อมค้อม (โดยตรง) ที่เหลือยังมีปริยายอ้อมค้อมในกถาทั้ง ๒ เหล่านั้น นิปปริยายกถา (กถาไม่อ้อมค้อม) ทรงประสงค์เอาในสุตตันตภาชนีย์นี้. แม้นิเทศแห่งบทรูปหมวดอัชฌัตตทุกะมีเนื้อความตามที่กล่าวไว้ในนิเทศแห่งอัชฌัตติกะในหนหลังนั่นแหละ. รูปหยาบเป็นต้นมีเนื้อความตามที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ในการพรรณนารูปกัณฑ์นั่นแล.
ว่าด้วยนิเทศแห่งรูปหีนทุกะ (ข้อที่ ๖)
พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศแห่งรูปหีนทุกะ ต่อไป
บทว่า เตสํ เตสํ สตฺตานํ (ของสัตว์นั้นๆ) นี้เป็นฉัฏฐีวิภัตติเป็นไปในสัตว์มาก เพราะเมื่อตรัสอยู่ว่า ของสัตว์แม้อื่น ของสัตว์แม้อื่น ดังนี้ตรัสอยู่ตลอดวันก็ดี ตลอดแสนกัปก็ดี ก็ย่อมตรัสด้วยพระดำรัส (ว่าของสัตว์นั้นๆ) มีประมาณเท่านี้เท่านั้น เพราะฉะนั้น พระศาสดาเมื่อจะทรงกำหนดเอาสัตว์โดยไม่เหลือด้วยบททั้ง ๒ เท่านั้น จึงตรัสว่า เตสํ เตสํ สตฺตานํ ดังนี้. ก็ด้วยบทมีประมาณเท่านี้ย่อมสำเร็จการแสดงถึงสัตว์อื่นๆ แม้ทั้งหมด.
บทว่า อุญฺญาตํ (ที่น่าดูหมิ่น) คือ ที่เขาสบประมาท.
บทว่า อวมญฺญาตํ (น่าเหยียดหยาม) คือ รูปที่เขาเย้ยหยัน ซึ่งใครๆ รู้แล้วก็ไม่ประกาศว่ารูปบ้าง.
บทว่า หีฬิตํ (น่าเกลียด) คือ รูปที่เขาขว้าง ที่เขาทิ้งด้วยอรรถว่าไม่ควรถือเอา อาจารย์บางพวกกล่าวว่า รูปที่น่าเกลียด ดังนี้ก็มี.
บทว่า ปริภูตํ (น่าตำหนิ) คือ รูปที่เขาตำหนิด้วยคำพูดว่า ประโยชน์อะไร ด้วยรูปนี้เล่า ดังนี้.
บทว่า อจิตฺตีกตํ (ไม่น่ายกย่อง) คือ รูปที่ไม่น่าเคารพ.
บทว่า หีนํ (ทราม) คือ รูปที่ลามก.
บทว่า หีนมตํ (รู้กันว่าทราม) คือ รูปที่เขารู้กันว่าเลว ได้แก่รูปที่เขากระทำให้ลามกรู้กัน.
บทว่า หีนสมฺมตํ (สมมตกันว่าทราม) คือ รูปที่เขาสมมตกันในโลกว่าชั่วช้า หรือรูปที่คนเลวทรามรู้จักกันดี เหมือนคูถที่สัตว์มีคูถเป็นอาหารรู้จักกันดี.
บทว่า อนิฏฺฐํ (ไม่น่าปรารถนา) คือรูปที่ไม่น่ารัก หรือรูปที่เขาไม่แสวงหาเพื่อต้องการจะได้ ถ้าใครๆ จะพึงแสวงหารูปนั้น ก็พึงแสวงหาเถิด แต่ว่า รูปที่ไม่น่าปรารถนานี้แหละเป็นชื่อของอารมณ์นั้น.
บทว่า อกนฺตํ (ไม่น่ารัก) คือรูปที่ไม่น่าปรารถนา หรือหาสิริมิได้.
บทว่า อมนาปํ (ไม่น่าชอบใจ) คือรูปที่ไม่ชุ่มชื่นใจ.
____________________________
บาลีเป็น อจิตีกตํ.
จริงอยู่ รูปเช่นนั้นย่อมไม่ชุ่มชื่นใจ. อีกอย่างหนึ่ง มีวิเคราะห์ว่า มนํ อปฺปายติ วฑฺเฒตีติ มนาปํ น มนาปํ อมนาปํ แปลว่า รูปใดย่อมยังใจให้เอิบอาบ คือให้ใจเจริญ เพราะเหตุนั้น รูปนั้นจึงชื่อว่ามนาปะ (ยังใจให้เอิบอาบ) รูปที่ไม่ยังใจให้เอิบอาบ ชื่อว่าอมนาปะ.
อีกอย่างหนึ่ง รูป ชื่อว่าไม่น่าปรารถนา เพราะเว้นจากสมบัติ รูปที่ไม่น่าปรารถนานั้นมีอกุศลกรรมเป็นสมุฏฐานโดยส่วนเดียว ในบรรดารูปทั้งหลายที่มีกรรมเป็นสมุฏฐาน ที่ชื่อว่า อกนฺตํ (รูปที่ไม่น่ารัก) เพราะไม่มีเหตุแห่งความสุข. ที่ชื่อว่า อมนาปํ (รูปที่ไม่น่าชอบใจ) เพราะเป็นเหตุแห่งทุกข์.
บทว่า รูปา สทฺทา (รูปเสียง) เป็นต้นนี้เป็นคำแสดงสภาวะของรูปทรามนั้น.
จริงอยู่ พระองค์ทรงจำแนกกามคุณ ๕ ที่ไม่น่าปรารถนาด้วยสามารถแห่งรูปที่เกิดจากอกุศลกรรมไว้ในบทนี้ เพราะว่า รูปที่เกิดแต่กุศลกรรม ชื่อว่าไม่น่าปรารถนาหามีไม่ รูปทั้งหมดที่เกิดแต่กุศลกรรมเป็นรูปที่น่าปรารถนาทั้งนั้น.
นิเทศแห่งบทรูปประณีต พึงทราบโดยนัยตรงกันข้ามที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้ว แต่ในบทนี้ พระองค์ทรงจำแนกกามคุณ ๕ ที่น่าปรารถนาด้วยอำนาจแห่งรูปที่เกิดแต่กุศลกรรม. เพราะรูปที่เกิดแต่กุศลกรรม ชื่อว่าเป็นรูปที่ไม่น่าปรารถนาย่อมไม่มี รูปทั้งหมดน่าปรารถนาทั้งนั้น. ก็ในรูปเกิดแต่กรรมฉันใด แม้ในรูปทั้งหลายที่มีอุตุเป็นสมุฏฐานเป็นต้นก็ฉันนั้น ย่อมมีความเป็นรูปที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนาบัณฑิตพึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำแนกเฉพาะอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ไว้ในทุกะนี้ ด้วยประการฉะนี้.
นี้เป็นกถามีอรรถเสมอกันของอาจารย์ทั้งหลายก่อน.
ส่วนอาจารย์วิตัณฑวาทีกล่าวว่า ขึ้นชื่อว่าอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ที่พระองค์ทรงจำแนกไว้เฉพาะส่วนเดียวไม่มี พระองค์ทรงตรัสธรรมนั้นไว้ด้วยอำนาจความชอบใจของสัตว์นั้นๆ เหมือนอย่างที่ตรัสว่า ดูก่อนมหาบพิตร ที่สุดแห่งความพอใจแล อาตมากล่าวว่าเป็นยอดในเบญจกามคุณ.
ดูก่อนมหาบพิตร รูปเหล่าใดเป็นที่พอใจของบุคคลบางคน รูปเหล่านั้นไม่เป็นที่พอใจของคนบางคน เขาดีใจ มีความดำริบริบูรณ์ด้วยรูปเหล่าใด รูปอื่นจากนั้นจะยิ่งกว่า หรือประณีตกว่า เขาก็ไม่ปรารถนา รูปเหล่านั้นเป็นอย่างยิ่งสำหรับเขา รูปเหล่านั้นเป็นยอดเยี่ยมสำหรับเขา.
ดูก่อนมหาบพิตร เสียงเหล่าใด ... กลิ่นเหล่าใด ... รสเหล่าใด ... โผฏฐัพพะเหล่าใดเป็นที่พอใจของคนบางคน โผฏฐัพพะเหล่านั้นเป็นที่พอใจของคนบางคน ไม่เป็นที่พอใจของคนบางคน ดังนี้เป็นต้น.
____________________________
สํ. สคาถวคฺค. เล่ม ๑๕/ข้อ ๓๖๑/หน้า๑๑๗. (เนื้อความในอรรถกถาหายไปมาก)
ด้วยพระดำรัสอย่างนี้ เพราะบุคคลคนหนึ่งย่อมชอบใจ ย่อมยินดียิ่งซึ่งรูปเป็นต้นเหล่านั้นนั่นแหละ เขาย่อมยังความโลภให้เกิดขึ้นในรูปเป็นต้นเหล่านั้น บุคคลคนหนึ่งย่อมโกรธ ย่อมขัดเคือง ย่อมยังโทสะให้เกิดขึ้นในรูปเป็นต้นเหล่านั้น รูปเป็นต้นเหล่านั้นย่อมน่าปรารถนา ย่อมรักใคร่ ย่อมชอบใจแก่คนบางคน แต่ไม่เป็นที่น่าปรารถนา ไม่น่ารักใคร่ ไม่น่าพอใจแก่คนบางคน.
อนึ่ง บางคนย่อมยึดถือโดยความเคารพว่า รูปเหล่านี้น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ แต่อีกคนหนึ่งถือเอารูปเหล่านั้นนั่นแหละโดยไม่เคารพ ด้วยคิดว่ารูปเหล่านี้ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าชอบใจ ดังนี้ ฉะนั้น ขึ้นชื่อว่ารูปที่เป็นอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ที่ทรงจำแนกเฉพาะโดยเฉพาะจึงไม่มี.
จริงอยู่ แม้ไส้เดือนทั้งหลายก็ย่อมเป็นสิ่งน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจของพวกบุคคลผู้อยู่ปัจจันตประเทศ แต่ว่าเป็นสิ่งน่ารังเกียจอย่างยิ่งของพวกที่อยู่ในมัชฌิมประเทศ อนึ่ง เนื้อของนกยูงเป็นต้นย่อมเป็นสิ่งน่าปรารถนาของบุคคลผู้อยู่ในมัชฌิมประเทศเหล่านั้น แต่เป็นที่เกลียดชังของบุคคลนอกนี้ ดังนี้.
พึงถามท่านอาจารย์วิตัณฑวาทีนั้นว่า ก็ท่านกล่าวว่า ขึ้นชื่อว่ารูปที่เป็นอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำแนกไว้เฉพาะอย่างไม่มีดังนี้หรืออาจารย์วิตัณฑวาทีนั้นก็จะพูดว่า ใช่แล้วกระผมกล่าวว่าไม่มี ดังนี้. แล้วถามปัญหาเหมือนอย่างนั้นนั่นแหละอีก ๓ ครั้ง แล้วควรถามว่า ธรรมดา พระนิพพานเป็นอิฏฐารมณ์หรืออนิฏฐารมณ์ ดังนี้. อาจารย์วิตัณฑวาทีเมื่อทราบก็จะบอกว่า เป็นอิฏฐารมณ์. ก็ถ้าอาจารย์วิตัณฑวาทีนั้นไม่พึงตอบ อาจารย์สกวาทีก็ไม่พึงบอกว่า พระนิพพานเป็นอิฏฐารมณ์อย่างเดียวก่อนพึงกล่าวต่อไปว่า ก็ท่านปรารถนาความข้อนี้ว่า บุคคลคนหนึ่ง เมื่อมีใครๆ กล่าวถึงคุณของพระนิพพานอยู่ ก็โกรธแล้วถามว่า ท่านกล่าวชมพระนิพพานในนิพพานนั้นมีข้าวน้ำ มีระเบียบดอกไม้ของหอม เครื่องลูบไล้ มีที่นอน เครื่องนุ่งห่ม มีกามคุณ ๕ สำเร็จพร้อมแล้วหรือ
เมื่อเขากล่าวว่าไม่มี ก็จะพึงกล่าวว่า อย่าเลยด้วยนิพพานของท่าน เมื่อบุคคลนั้นกล่าวสรรเสริญนิพพานอยู่ต่อไป ก็โกรธเอามืออุดหูทั้ง ๒ เสีย ดังนี้ มิใช่หรือ?ก็ด้วยอำนาจความข้อนี้ นิพพานในวาทะของท่านจะชื่อว่า เป็นอนิฏฐารมณ์ก็ตามที ถึงอย่างนั้น ใครๆ ก็ไม่พึงถือเอานิพพานนั้นว่าเป็นอนิฏฐารมณ์อย่างนั้นเพราะบุคคลนี้ย่อมกล่าวด้วยความสำคัญอันวิปริตว่า ก็อารมณ์นั้นนั่นแลเป็นที่น่าปรารถนาแก่คนบางคน ไม่น่าปรารถนาแก่บางคนด้วยความจำอันวิปลาสแต่อารมณ์ที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนา ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสจำแนกไว้เฉพาะอย่างมีอยู่ ดังนี้.
ถามว่า พระองค์ทรงจำแนกด้วยอำนาจใคร?
ตอบว่า ด้วยอำนาจของสัตว์ผู้ปานกลาง.
จริงอยู่ อิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์นี้ พระองค์มิได้ทรงจำแนกด้วยอำนาจแห่งอิสรชนผู้ใหญ่ยิ่งเช่นพระเจ้ามหาสมมต พระเจ้ามหาสุทัสสนะและพระเจ้าธรรมาโสกราชเป็นต้นเพราะชนเหล่านั้นมีอารมณ์แม้ควรเป็นทิพย์ ที่ไม่น่าพึงใจปรากฏอยู่ ทั้งมิได้ทรงจำแนกด้วยอำนาจแห่งบุคคลผู้มีทุกข์ยากอย่างยิ่งซึ่งหาข้าวและน้ำได้โดยยากเพราะชนผู้มีทุกข์ยากอย่างยิ่งเหล่านั้น แม้แต่ข้าวปลายเกรียนที่เหลือ แม้รสเนื้อเน่า ก็เป็นอาหารอร่อยยิ่ง เช่นกับอมตรส. แต่พระองค์ทรงจำแนกด้วยอำนาจแห่งชนชั้นกลาง เช่นหัวหน้าหมู่มหาอำมาตย์ เศรษฐี กุฏุมภีและพ่อค้าเป็นต้นบางคราวได้อยู่ซึ่งอิฏฐารมณ์บางคราวก็ได้อนิฏฐารมณ์ เพราะชนชั้นกลางเห็นปานนี้ย่อมอาจเพื่อกำหนดอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ได้.
แต่พระจุฬาภยเถระผู้ทรงพระไตรปิฎกกล่าวว่า ธรรมดาว่าอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์กำหนดได้ด้วยอำนาจวิบากเท่านั้น ไม่ใช่กำหนดด้วยอำนาจชวนจิตแต่ชวนจิตย่อมยินดีในอิฏฐารมณ์ ย่อมยินร้ายในอิฏฐารมณ์ ย่อมยินดีในอนิฏฐารมณ์ ย่อมยินร้ายในอนิฏฐารมณ์นั่นแหละ ด้วยสัญญาวิปลาสดังนี้. ก็อิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์นี้ย่อมกำหนดด้วยอำนาจแห่งวิบากโดยส่วนเดียวเท่านั้น เพราะใครๆ ไม่อาจลวงวิบากจิตได้ ถ้าอารมณ์เป็นอารมณ์ที่น่าปรารถนา กุศลวิบากย่อมเกิดขึ้นถ้าเป็นอารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนาอกุศลวิบากก็ย่อมเกิดขึ้น.
จริงอยู่ พวกมิจฉาทิฏฐิเห็นพระพุทธเจ้า หรือพระสงฆ์ หรือเห็นอารมณ์อันโอฬารมีมหาเจดีย์เป็นต้นย่อมปิดตาเสีย ย่อมถึงโทมนัส ฟังเสียงแสดงธรรมก็ย่อมอุดหูเสียแม้ก็จริงถึงอย่างนั้น วิญญาณทั้งหลายมีจักขุวิญญาณและโสตวิญญาณเป็นต้นของพวกมิจฉาทิฏฐิเหล่านั้น ย่อมเป็นกุศลวิบากเท่านั้น. สัตว์ทั้งหลายกินคูถมีสุกรเป็นต้นสูดกลิ่นคูถแล้ว ก็เกิดความดีใจว่า เราจักได้เคี้ยวกิน ดังนี้ก็จริง ถึงอย่างนั้น ในการเห็นคูถ จักขุวิญญาณของพวกมันก็เป็นอกุศลวิบากเท่านั้น ในการสูดกลิ่น ฆานวิญญาณของมันก็เป็นอกุศลวิบากในการลิ้มรส ชิวหาวิญญาณของมันก็เป็นอกุศลวิบากนั่นแหละ สุกรที่ถูกมัดให้นอนบนที่นอนอันประเสริฐย่อมส่งเสียงร้องดัง แต่โทมนัสของมันย่อมเกิดในชวนจิตเท่านั้นด้วยสัญญาวิปลาส กายวิญญาณของมันย่อมเป็นกุศลวิบากเท่านั้น.
ถามว่า เพราะเหตุไร?
ตอบว่า เพราะความที่อารมณ์นั้นเป็นอิฏฐารมณ์.
อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบความที่อารมณ์น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนา แม้ด้วยอำนาจทวาร.
จริงอยู่ กองคูถที่เป็นดังโคลนเลนมีสัมผัสเป็นสุข เป็นอนิฏฐารมณ์ในจักขุทวารและฆานทวาร เป็นอิฏฐารมณ์ในกายทวาร. เมื่อพระเจ้าจักรพรรดิถูกโบยด้วยแก้วมณี ถูกทำให้สะดุ้งบนหลาวทองคำ แก้วมณีและหลาวทองคำเป็นอิฏฐารมณ์ในจักขุทวาร เป็นอนิฏฐารมณ์ในกายทวาร. เพราะเหตุไร? เพราะการเกิดขึ้นแห่งทุกข์ใหญ่. อิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์อย่างนี้ย่อมกำหนดด้วยวิบากเท่านั้นโดยส่วนเดียว.
ในคำว่า ตํ ตํ วา ปน (ได้แก่ ตังตังวาปนกนัย) นี้บัณฑิตไม่พึงแลดูนัยที่กล่าวไว้ในหนหลัง เพราะในที่นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงแยกอรรถให้เข้าใจด้วยสมมติ ทรงแยกให้เข้าใจด้วยบุคคล เพราะฉะนั้นด้วยอำนาจตังตังวาปนกนัยนั่นแหละพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสความที่รูปทรามและรูปประณีต เพราะอาศัยการเปรียบเทียบ โดยเฉพาะบุคคล.
จริงอยู่ รูปของพวกสัตว์นรก ชื่อว่ารูปทรามถึงที่สุด เพราะเทียบกับรูปของพวกสัตว์นรกนั้น รูปของนาคและสุบรรณในสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย ชื่อว่าประณีต. รูปของนาคและสุบรรณเหล่านั้นยังเป็นรูปทราม เพราะเทียบกับรูปเปรต รูปเปรตทั้งหลาย จึงชื่อว่าประณีต. รูปแม้ของเปรตเหล่านั้นก็ยังเป็นรูปทรามเพราะเทียบกับรูปชาวชนบทนั้น รูปของชนชาวชนบทจึงชื่อว่าประณีต. รูปแม้ของชนชาวชนบทเหล่านั้นก็ยังเป็นรูปทรามเพราะเทียบกับรูปนายบ้าน รูปของนายบ้านทั้งหลายจึงชื่อว่าประณีต. รูปแม้ของพวกนายบ้านเหล่านั้นก็ยังเป็นรูปทรามเพราะเทียบกับรูปของเจ้าประเทศราช รูปของเจ้าประเทศราชทั้งหลายจึงชื่อว่าประณีต. รูปแม้ของเจ้าประเทศราชเหล่านั้นก็ยังเป็นรูปทรามเพราะเทียบกับรูปพระเจ้าจักรพรรดิ รูปของพระเจ้าจักรพรรดิจึงชื่อว่าประณีต. รูปแม้ของพระเจ้าจักรพรรดิแม้นั้นก็ยังเป็นรูปทรามเพราะเทียบกับรูปของภุมเทวดา รูปของพวกภุมเทวดาจึงชื่อว่าประณีต. รูปแม้ของพวกภุมเทวดาเหล่านั้นยังเป็นรูปทราม เพราะเทียบกับรูปท้าวจาตุมหาราช รูปของท้าวจาตุมหาราชจึงชื่อว่าประณีต. รูปแม้ของท้าวจาตุมหาราชเหล่านั้นก็ยังเป็นรูปทรามเพราะเทียบกับรูปของพวกเทพชั้นดาวดึงส์ รูปของพวกเทพชั้นดาวดึงส์จึงชื่อว่าประณีต. ฯลฯ ก็รูปของพวกเทพชั้นอกนิษฐ์ ชื่อว่าประณีตถึงที่สุด.
____________________________
หมายถึงนัยที่กล่าวสรุปเนื้อความเฉพาะเรื่องนั้นๆ
คำว่า สมมติ ก็คือปัญญัติแต่กว้างมาก ส่วนบุคคลเป็นเฉพาะอุปาทาบัญญัติในพระอภิธรรม คำว่า บุคคล กับคำว่า สัตว์ เป็นไวพจน์กัน.
ว่าด้วยนิทเทสแห่งทูรทุกรูป
พึงทราบวินิจฉัยในนิทเทสแห่งรูปทูรทุกะ (รูปไกลรูปใกล้) ต่อไป.
รูปที่เป็นอิตถินทรีย์เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำแนกไว้ในหนหลังนั่นแหละ แต่ในทุกะนี้ ตรัสสุขุมรูป (รูปละเอียด) ว่าเป็นทูเรรูป (รูปไกล) เพราะเป็นรูปที่มีลักษณะเข้าใจได้ยาก ด้วยอรรถว่ากำหนดเป็นอารมณ์ได้ยาก ตรัสโอฬาริกรูป (รูปหยาบ) ว่าเป็นสันติเกรูป (รูปใกล้) เพราะเป็นรูปที่มีลักษณะเข้าใจได้ง่าย ด้วยอรรถว่ากำหนดเป็นอารมณ์ได้ง่าย. พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงประกอบว่า รูปนี้ เรียกว่ารูปไกล แม้ในที่ทรงประกอบอันมีกวฬิงการาหารเป็นที่สุดนั่นแหละ เพราะเหตุไร? เพราะชื่อว่ารูปไกล มี ๒ อย่าง คือไกลโดยลักษณะและไกลโดยโอกาส.
ในรูปไกลทั้ง ๒ นั้น มิได้ตรัสคำว่า รูปไกลไว้โดยลักษณะ แต่ตรัสรูปไกลนั้นไว้โดยโอกาส เพราะฉะนั้น จึงไม่ตรัสว่า รูปไกลไว้ พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงประสงค์จะแสดงโอฬาริกรูปว่าเป็นรูปไกลโดยโอกาสจึงตรัสคำมีอาทิว่า ยํ วา ปนญฺญํปิ (ก็หรือว่า รูปแม้อื่นใดมีอยู่). แม้ในนิเทศแห่งสันติกบท ก็มีนัยนี้แหละ.
ในพระบาลีนั้น บทว่า อนาสนฺเน แยกบทเป็น น อาสนฺเน ได้แก่ ในที่ไม่ใกล้เคียง.
บทว่า อนุปกฏฺเฐ แปลว่า ในที่ไม่ใกล้ชิด.
บทว่า ทูเร แปลว่า ในที่ไกล.
บทว่า อสนฺติเก แปลว่า ในที่ไม่ใช่ใกล้.
บทว่า อิทํ วุจฺจติ รูปํ ทูเร (นี้เรียกว่ารูปไกล) นี้ ตรัสสุขุมรูป ๑๕ อย่าง เรียกว่ารูปไกลโดยลักษณะ แต่ตรัสโอฬาริกรูป ๑๐ อย่างเรียกว่ารูปไกลโดยโอกาส ด้วยอำนาจเยวาปนกนัย นิเทศแห่งสันติกบทมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.
บทว่า อิทํ วุจฺจติ รูปํ สนฺติเก (นี้เรียกว่ารูปใกล้) นี้ตรัสโอฬาริกรูป ๑๐ อย่าง เรียกว่ารูปใกล้โดยลักษณะ แต่ตรัสสุขุมรูป ๑๕ อย่าง เรียกว่ารูปใกล้โดยโอกาส ด้วยอำนาจเยวาปนกนัย.
ถามว่า ก็รูปที่ชื่อว่าใกล้และไกลด้วยอำนาจโอกาสตั้งแต่ไหน?.
ตอบว่า เมื่อบุคคลพูดอยู่ด้วยถ้อยคำปรกติ ๑๒ ศอก ชื่อว่าอุปจาร คือใกล้ต่อการฟัง รูปภายในแห่งอุปจารคือใกล้ต่อการฟังนั้น ชื่อว่ารูปใกล้ เกินจากนั้นไปชื่อว่ารูปไกล. บรรดารูปใกล้และไกลนั้น สุขุมรูปมีอยู่ในที่ไกล ชื่อว่าเป็นรูปไกลแม้โดยลักษณะ แม้โดยโอกาส แต่สุขุมรูปที่มีอยู่ในที่ใกล้ ชื่อว่าเป็นรูปใกล้โดยโอกาสเท่านั้น ไม่ชื่อว่าใกล้โดยลักษณะ. โอฬาริกรูปที่มีอยู่ในที่ใกล้ ชื่อว่าเป็นรูปใกล้แม้โดยลักษณะ แม้โดยโอกาส. โอฬาริกรูปที่มีอยู่ไกล ชื่อว่าเป็นรูปไกลโดยโอกาสอย่างเดียว ไม่ใช่ไกลโดยลักษณะ.
ในคำว่า ตํ ตํ วาปน นี้ไม่พึงดูนัยที่มีข้างต้น เพราะนัยข้างต้นเป็นนัยที่ทรงแยกเสร็จแล้ว แต่ในที่นี้มิได้ทรงแยกรูปไกลโดยลักษณะ ทรงแยกรูปไกลโดยโอกาสอย่างเดียว เพราะทรงแสดงรูปไกลและใกล้โดยการเทียบเคียงกันในขันธวิภังคนิเทศนี้.
จริงอยู่ รูปของตน ชื่อว่ารูปใกล้ รูปของคนอื่นแม้เกิดภายในท้อง ก็ชื่อว่ารูปไกล. รูปของคนอื่นที่เกิดในท้อง ชื่อว่ารูปใกล้ รูปของบุคคลอื่นที่อยู่ภายนอก ชื่อว่ารูปไกล. รูปของบุคคลอื่นผู้นอนเตียงเดียวกัน ชื่อว่ารูปใกล้ รูปของบุคคลอื่นผู้ยืนอยู่ภายนอกหน้ามุข ชื่อว่ารูปไกล รูปภายในบริเวณ ชื่อว่ารูปใกล้ รูปภายนอกบริเวณ ชื่อว่ารูปไกล. รูปภายในสังฆาราม ชื่อว่ารูปใกล้ รูปภายนอกสังฆาราม ชื่อว่ารูปไกล. รูปภายในสีมา ชื่อว่ารูปใกล้ รูปนอกสีมา ชื่อว่ารูปไกล. รูปภายในเขตบ้าน ชื่อว่ารูปใกล้ รูปนอกเขตบ้าน ชื่อว่ารูปไกล. รูปในภายในชนบท ชื่อว่ารูปใกล้ รูปภายนอกชนบท ชื่อว่ารูปไกล. รูปภายในรัชสีมา ชื่อว่ารูปใกล้ รูปนอกรัชสีมา ชื่อว่ารูปไกล. รูปภายในสมุทร ชื่อว่ารูปใกล้ รูปภายนอกสมุทร ชื่อว่ารูปไกล. รูปภายในจักรวาล ชื่อว่ารูปใกล้ รูปภายนอกจักรวาล ชื่อว่ารูปไกล ดังนี้. นี้นิทเทสแห่งรูปขันธ์ จบ.
๒. เวทนาขันธนิเทศ (บาลีข้อที่ ๘)
พึงทราบวินิจฉัยในนิทเทสแห่งเวทนาขันธ์เป็นต้น ต่อไป.
ข้าพเจ้าจักเว้นบทเหมือนกับบทที่กล่าวไว้ในหนหลังแล้วพรรณนาเฉพาะบทที่ยังมิได้พรรณนาเท่านั้น.
บทว่า ยา กาจิ เวทนา (เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง) ได้แก่ ทรงถือเอาเวทนาอันเป็นไปในภูมิ ๔.
บทว่า สุขา เวทนา เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเพื่อแสดงเวทนาอธิบายไว้ด้วยอำนาจเวทนาอดีตเป็นต้นโดยสภาวะ.
ในบรรดาสุขเวทนาเป็นต้นเหล่านั้น สุขเวทนาทางกายและสุขเวทนาทางใจมีอยู่ ทุกขเวทนาทางกายและทุกขเวทนาทางใจก็มีอยู่เหมือนกัน. ส่วนอทุกขมสุขเวทนาที่ตรัสว่าเป็นไปทางกายโดยปริยายหมายถึงกายคือประสาทมีจักขุเป็นต้นมีอยู่ เป็นไปทางใจก็มีอยู่. ในบรรดาเวทนาเหล่านั้น เวทนาที่เป็นไปทางกายแม้ทั้งหมดเป็นกามาพจร ทุกขเวทนาทางใจก็เป็นกามาพจรเหมือนกัน แต่สุขเวทนาเป็นไปทางใจเป็นไปในภูมิ ๓ อทุกขมสุขเวทนาเป็นไปในภูมิ ๔ พึงทราบความที่เวทนาแม้มีประการทั้งหมดนั้นเป็นอดีตเป็นต้น ด้วยอำนาจสันตติและด้วยอำนาจขณะเป็นต้น.
บรรดาเวทนาเหล่านั้น ว่าด้วยอำนาจสันตติ เวทนาที่นับเนื่องในวิถีเดียวกัน ในชวนะเดียวกัน ในสมาบัติเดียวกัน และเป็นไปโดยประกอบในอารมณ์เดียวกัน ชื่อว่าเวทนาปัจจุบันเวทนาก่อนปัจจุบัน ชื่อว่าเวทนาอดีต เวทนาหลังปัจจุบัน ชื่อว่าเวทนาอนาคต. ว่าด้วยอำนาจขณะเป็นต้น เวทนาที่นับเนื่องด้วยขณะทั้ง ๓ คือเวทนาที่ถึงท่ามกลางของเบื้องต้น และเบื้องปลายและกำลังทำกิจของตนอยู่ ชื่อว่าเวทนาปัจจุบันเวทนาก่อนนั้น ชื่อว่าเวทนาอดีต เวทนาหลังปัจจุบันนั้น ชื่อว่าเวทนาอนาคต. ในอธิการนี้ บัณฑิตพึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนำนิเทศนี้หมายเอาความที่เวทนาอดีตเป็นต้น ด้วยอำนาจขณะเป็นต้น.
ว่าด้วยนิเทศเวทนาหยาบและละเอียด
พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศเวทนาหยาบและละเอียด ต่อไป.
บทว่า อกุสลา เวทนา (อกุศลเวทนา) เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเพื่อทรงแสดงความเป็นเวทนาหยาบและละเอียดโดยชาติ.
บทว่า ทุกฺขา เวทนา โอฬาริกา (ทุกขเวทนาเป็นเวทนาหยาบ) เป็นต้น ตรัสเพื่อทรงแสดงเวทนาหยาบและละเอียดโดยสภาวะ.
บทว่า อสมาปนฺนสฺส เวทนา (เวทนาของผู้ไม่เข้าสมาบัติ) เป็นต้น ตรัสเพื่อทรงแสดงความเป็นเวทนาหยาบและละเอียดโดยบุคคล.
บทว่า สาสวา (เวทนาที่มีอาสวะ) เป็นต้น ตรัสเพื่อทรงแสดงความเป็นเวทนาหยาบและละเอียดโดยโลกิยะและโลกุตระ.
บรรดาเวทนาเหล่านั้น เวทนาที่เป็นอกุศลก่อนชื่อว่าเป็นเวทนาหยาบ ด้วยอรรถว่ารำคาญใจ และด้วยอรรถว่ามีทุกข์เป็นวิบาก. เวทนาที่เป็นกุศลชื่อว่าเวทนาละเอียด ด้วยอรรถว่าไม่มีความกระวนกระวายและด้วยอรรถว่ามีสุขเป็นวิบาก เวทนาที่เป็นอัพยากฤตชื่อว่าเวทนาละเอียด ด้วยอรรถว่าไม่มีความอุตสาหะและด้วยอรรถว่าไม่มีวิบาก. เวทนาที่เป็นกุศลและเวทนาที่เป็นอกุศลชื่อว่าเวทนาหยาบ ด้วยอรรถว่ามีอุตสาหะและด้วยอรรถว่ามีวิบาก. เวทนาที่เป็นอัพยากฤตชื่อว่าเวทนาละเอียด โดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละ.
ทุกขเวทนาชื่อว่าเวทนาหยาบ ด้วยอรรถว่าไม่มีความยินดีและด้วยอรรถว่าเป็นทุกข์. สุขเวทนาชื่อว่าเวทนาละเอียด ด้วยอรรถว่ามีความยินดีและด้วยอรรถว่าเป็นสุข. อทุกขมสุขเวทนาชื่อว่าเวทนาละเอียด ด้วยอรรถว่าสงบและด้วยอรรถว่าประณีต. สุขและทุกขเวทนาชื่อว่าเวทนาหยาบ ด้วยอรรถว่าหวั่นไหวและด้วยอรรถว่าแผ่ออกไป.
จริงอยู่ แม้สุขเวทนาก็ย่อมหวั่นไหวย่อมแผ่ออกไป แม้ทุกขเวทนาก็เหมือนกัน เพราะสุขเวทนาเมื่อเกิดย่อมยังสรีระทั้งสิ้นให้หวั่นไหว ให้กระเพื่อม ให้ชุ่มฉ่ำ ให้มัวเมา ให้ยินดีเกิดขึ้น ดุจรดอยู่ด้วยหม้อน้ำเย็น. ทุกขเวทนาเมื่อเกิดขึ้นย่อมเป็นดุจเวลาที่ใส่ภาชนะร้อนไว้ภายในและดุจเอาคบเพลิงหญ้าเผาอยู่ภายนอกเกิดขึ้น. แต่อทุกขมสุขเวทนา ชื่อว่าเวทนาละเอียดโดยนัยที่กล่าวแล้ว.
ก็เวทนาของบุคคลผู้ไม่เข้าสมาบัติ ชื่อว่าเวทนาหยาบ เพราะความที่บุคคลนั้นมีจิตซัดส่ายไปในอารมณ์ต่างๆ เวทนาของบุคคลผู้เข้าสมาบัติ ชื่อว่าเวทนาละเอียดเพราะบุคคลนั้นประพฤติในนิมิตมีอารมณ์สงบ. เวทนามีอาสวะชื่อว่าเวทนาหยาบ เพราะความเกิดขึ้นแห่งอาสวะเป็นเหตุ ขึ้นชื่อว่าวาระแห่งอาสวะ ย่อมเป็นสภาพหยาบอย่างเดียว. เวทนาไม่มีอาสวะ ชื่อว่าเวทนาละเอียด โดยปริยายตรงกันข้ามกับคำที่กล่าวแล้ว.
ว่าด้วยมติของอาจารย์
บรรดาเวทนาหยาบและละเอียดเหล่านั้น อาจารย์รูปหนึ่งไม่ฉลาดในกุศลติกะ ไม่ฉลาดในเวทนาติกะ อาจารย์นั้นประสงค์จะรักษากุศลติกะย่อมทำลายเวทนาติกะ ประสงค์จะรักษาเวทนาติกะย่อมทำลายกุศลติกะ. อาจารย์รูปหนึ่งประสงค์จะรักษาติกะย่อมทำลายธรรมภูมิอื่น.
อาจารย์รูปหนึ่งย่อมไม่ทำลาย อย่างไร?
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในเวทนาติกะว่า สุขเวทนาและทุกขเวทนาเป็นเวทนาหยาบ อทุกขมสุขเวทนาเป็นเวทนาละเอียดดังนี้พระดำรัสนั้น อาจารย์รูปหนึ่งย่อมคัดค้านว่า อทุกขมสุขเวทนาทั้งหมดมิใช่เวทนาละเอียด เพราะอทุกขมสุขเวทนานั้นเป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี เป็นอัพยากฤตก็มีบรรดาอทุกขมสุขเวทนา ๓ ชนิดนั้น เวทนาที่เป็นกุศลและอกุศลเป็นเวทนาหยาบ เวทนาที่เป็นอัพยากฤตเป็นเวทนาละเอียดเพราะเหตุไร? เพราะความที่เวทนานั้นมาในพระบาลีหมวดกุศลติกะ ด้วยอาการอย่างนี้ อาจารย์นั้นชื่อว่ารักษากุศลติกะ แต่ทำลายเวทนาติกะ.
แม้พระดำรัสใดที่ตรัสไว้ในกุศลติกะว่า กุศลเวทนาและอกุศลเวทนาชื่อว่าเวทนาหยาบ อัพยากตเวทนาชื่อว่าเวทนาละเอียด ดังนี้พระดำรัสนั้น อาจารย์รูปหนึ่งก็คัดค้านว่า อัพยากตเวทนาทั้งหมดไม่ใช่เวทนาละเอียด เพราะอัพยากตเวทนานั้นเป็นสุขก็มี เป็นทุกข์ก็มี ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขก็มี. บรรดาอัพยากตเวทนา ๓ ชนิดนั้น อัพยากตเวทนาที่เป็นสุขและเป็นทุกข์เป็นเวทนาหยาบ อัพยากตที่เป็นอทุกขมสุขเป็นเวทนาละเอียด เพราะเหตุไร?เพราะความที่อัพยากตเวทนานั้นมาในพระบาลีในเวทนาติกะ ด้วยอาการอย่างนี้ เวทนาติกะเป็นอันอาจารย์นั้นรักษาแล้ว แต่ทำลายกุศลติกะ.
ก็อาจารย์ผู้ไม่เหลียวแลดูเวทนาติกะในที่แห่งกุศลติกะมาแล้ว ไม่แลดูกุศลติกะในที่แห่งเวทนาติกะมาแล้ว กล่าวซึ่งความที่เวทนาหยาบและเวทนาละเอียด โดยลักษณะแห่งกุศลติกะของธรรมมีกุศลเป็นต้น โดยลักษณะแห่งเวทนาติกะของเวทนามีสุขเป็นต้น ชื่อว่าย่อมไม่ทำลาย.
อีกอย่างหนึ่ง ในพระดำรัสที่ตรัสในกุศลติกะว่า เวทนาที่เป็นกุศลและอกุศลเป็นเวทนาหยาบ อัพยากตเวทนาเป็นเวทนาละเอียด ดังนี้นั่นอาจารย์รูปหนึ่งย่อมกล่าวว่า เวทนาที่เป็นกุศลแม้เป็นโลกุตรเวทนาก็ชื่อว่าเวทนาหยาบ เวทนาที่เป็นวิบากโดยที่สุดแม้เวทนาที่เกิดพร้อมกับทวิปัญจวิญญาณ ชื่อว่าเวทนาละเอียด ดังนี้. อาจารย์นั้นกระทำโลกุตรเวทนาอันสงบประณีตเห็นปานนี้ ให้ชื่อว่าเวทนาหยาบ กระทำอยู่ซึ่งเวทนาอันสัมปยุต ด้วยทวิปัญจวิญญาณอันเป็นอเหตุกะอันทรามเขลา ให้ชื่อว่าเวทนาละเอียด ประสงค์จะรักษาติกะ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมทำลายธรรมภูมิอื่น. แต่อาจารย์ผู้กล่าวประกอบกุศลในภูมินั้นๆ กับด้วยวิบากในภูมินั้นๆ ชื่อว่าย่อมไม่ทำลาย.
บรรดานัยเหล่านั้น มีนัยที่พึงทราบดังต่อไปนี้.
จริงอยู่ อาจารย์ผู้กล่าวโดยทำนองนี้ว่า ก็เวทนาที่เป็นกามาวจรกุศล เป็นเวทนาหยาบ เวทนาที่เป็นกามาวจรวิบากเป็นเวทนาละเอียด เวทนาที่เป็นรูปาวจร อรูปาวจรและโลกุตรกุศลเป็นเวทนาหยาบ เวทนาที่เป็นรูปาวจร อรูปาวจรและโลกุตรวิบากเป็นเวทนาละเอียด ดังนี้ ชื่อว่าย่อมไม่ทำลาย.
แต่พระจุฬนาคเถระผู้ทรงพระไตรปิฎกกล่าวว่า ในอกุศลไม่ควรยกชื่อเวทนาว่าหยาบและละเอียด เพราะอกุศลนั้นเป็นสภาพหยาบโดยส่วนเดียวเท่านั้นแม้ในโลกุตระก็ไม่ควรยกความที่เวทนานั้นเป็นเวทนาหยาบและละเอียด เพราะโลกุตระนั้นเป็นสภาวะละเอียดโดยส่วนเดียว ดังนี้. พวกอันเตวาสิกได้นำถ้อยคำนี้มาบอกแก่พระจุฬาภยเถระผู้ทรงพระไตรปิฎกว่า พระเถระกล่าวอย่างนี้.
ฝ่ายพระจุฬาภยเถระผู้ทรงพระไตรปิฎกกล่าวว่า พระสัมมาสัมพุทธะตรัสพระอภิธรรมไว้ในฐานะที่มาของบทหนึ่งก็ดี สองบทก็ดี ชื่อว่ามิได้ทรงประทานนัยในฐานะที่ควรประทานย่อมไม่มี ชื่อว่ามิได้ทรงกระทำนัยในฐานะที่ควรกระทำก็ไม่มี แต่ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้ เที่ยวพูดอยู่ว่า กระผมเป็นอาจารย์ เมื่อจะยกความที่เวทนาในอกุศลเป็นเวทนาหยาบและละเอียดขึ้นก็รังเกียจ แต่พระสัมมาสัมพุทธะทรงยกความที่เวทนาเหล่านั้นเป็นเวทนาหยาบและละเอียดขึ้นแม้ในโลกุตระ ดังนี้ ก็แลครั้นกล่าวอย่างนี้แล้วจึงยกพระสูตรนี้มาว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในปฏิปทา ๔ เหล่านั้น ปฏิบัติลำบาก ตรัสรู้ช้านี้ เรียกว่าปฏิปทาเลวโดยเหตุทั้งสองทีเดียว คือเพราะความลำบากและเพราะตรัสรู้ช้า" ดังนี้. ที่จริง ในพระสูตรนี้ตรัสปฏิปทา ๔ ไว้เป็นปฏิปทาคละกันทั้งโลกิยะและโลกุตระ.
บทว่า ตํ ตํ วา ปน นี้ ไม่พึงเพ่งถึงนัยข้างต้น บัณฑิตพึงกล่าวด้วยอำนาจแห่งตังตังวาปนกนัย เท่านั้น.
จริงอยู่ เวทนาที่เป็นอกุศลมี ๒ อย่าง คือ เวทนาที่เกิดพร้อมกับโลภะและเวทนาที่เกิดพร้อมกับโทสะ ในเวทนาทั้ง ๒ นั้น เวทนาที่เกิดพร้อมกับโทสะเป็นเวทนาหยาบ ที่เกิดพร้อมกับโลภะเป็นเวทนาละเอียด.
แม้เวทนาที่เกิดพร้อมกับโทสะก็มี ๒ อย่าง คือ นิยตเวทนา อนิยตเวทนา. บรรดาเวทนาทั้ง ๒ นั้น นิยตเวทนาเป็นเวทนาหยาบ อนิยตเวทนาเป็นเวทนาละเอียด.
อนึ่ง นิยตเวทนาคือเวทนาที่ตั้งอยู่ตลอดกัปเป็นเวทนาหยาบ อนิยตเวทนาไม่ตั้งอยู่ตลอดกัปเป็นเวทนาละเอียด. แม้เวทนาที่ตั้งอยู่ตลอดกัปถ้าเป็นอสังขาริกก็เป็นเวทนาหยาบ ถ้าเป็นสสังขาริกก็เป็นเวทนาละเอียด.
แม้เวทนาที่เกิดพร้อมกับโลภะก็มี ๒ อย่าง คือทิฏฐิคตสัมปยุตและทิฏฐิวิปยุต. ในเวทนาทั้ง ๒ นั้น เวทนาที่ประกอบด้วยความเห็นผิดเป็นเวทนาหยาบ เวทนาที่ไม่ประกอบด้วยความเห็นผิดเป็นเวทนาละเอียดแม้เวทนาที่ประกอบด้วยความเห็นผิด ถ้าเป็นนิยตะก็เป็นเวทนาหยาบ ถ้าเป็นอนิยตะก็เป็นเวทนาละเอียด เวทนาที่ประกอบด้วยความเห็นผิดแม้นั้น ถ้าเป็นอสังขาริกก็เป็นเวทนาหยาบ ถ้าเป็นสสังขาริกก็เป็นเวทนาละเอียด. ว่าโดยย่อ เวทนาใดถึงอกุศลแล้วให้วิบากมาก เวทนานั้นเป็นเวทนาหยาบ ที่ให้วิบากน้อยเป็นเวทนาละเอียด ส่วนเวทนาที่ถึงกุศลให้วิบากน้อยเป็นเวทนาหยาบ ที่ให้วิบากมากเป็นเวทนาละเอียด.
ในกุศล ๔ อย่าง เวทนาที่เป็นกามาวจรกุศลเป็นเวทนาหยาบ เวทนาที่เป็นรูปาวจรกุศลเป็นเวทนาละเอียด. แม้เวทนาที่เป็นรูปาวจรกุศลนั้นก็เป็นเวทนาหยาบ ที่เป็นอรูปาวจรกุศลเป็นเวทนาละเอียด. แม้เวทนาที่เป็นอรูปาวจรกุศลก็เป็นเวทนาหยาบ เวทนาที่เป็นโลกุตรกุศลก็เป็นเวทนาละเอียด. นัยนี้โดยไม่ต่างกันในภูมิทั้ง ๔ ก่อน.
แต่ว่าโดยนัยที่ต่างกัน เวทนาที่เป็นกามาวจรมี ๓ อย่างด้วยอำนาจแห่งทานมัย สีลมัย ภาวนามัย.
บรรดาเวทนาทั้ง ๓ นั้น เวทนาที่สำเร็จด้วยการให้ทานเป็นเวทนาหยาบ เวทนาที่สำเร็จด้วยการรักษาศีลเป็นเวทนาละเอียด. แม้เวทนาที่สำเร็จด้วยการรักษาศีลนั้นก็ยังเป็นเวทนาหยาบ เวทนาที่สำเร็จด้วยภาวนาเป็นเวทนาละเอียด เวทนาที่สำเร็จด้วยภาวนาแม้นั้นก็มี ๒ อย่าง คือเป็นทุเหตุกะ (ประกอบด้วยเหตุ ๒) และติเหตุกะ (ประกอบด้วยเหตุ ๓) ใน ๒ อย่างนั้น เวทนาที่ประกอบด้วยเหตุ ๒ เป็นเวทนาหยาบ เวทนาที่ประกอบด้วยเหตุ ๓ เป็นเวทนาละเอียด แม้เวทนาประกอบด้วยเหตุ ๓ ก็มี ๒ อย่างโดยเป็นสสังขาริกและอสังขาริก. ในบรรดาเวทนาทั้ง ๒ นั้น เวทนาที่เป็นสสังขาริกเป็นเวทนาหยาบ ที่เป็นอสังขาริกเป็นเวทนาละเอียด. ในรูปาวจร เวทนาที่เกิดพร้อมกับกุศลในปฐมฌานเป็นเวทนาหยาบ ที่เกิดพร้อมกับกุศลในทุติยฌาน ฯลฯ เวทนาที่เกิดพร้อมกับกุศลในจตุตถฌานเป็นเวทนาละเอียดเวทนาที่เกิดพร้อมกับกุศลในจตุตถฌานแม้นั้นก็ยังเป็นเวทนาหยาบ เวทนาที่เกิดพร้อมกับกุศลในอากาสานัญจายตนะเป็นเวทนาละเอียด เวทนาที่เกิดพร้อมกับกุศลในอากาสานัญจายตนะแม้นั้นก็ยังเป็นเวทนาหยาบ ฯลฯ เวทนาที่เกิดพร้อมกับกุศลในเนวสัญญานาสัญญายตนะเป็นเวทนาละเอียด. เวทนาที่เกิดพร้อมกับกุศลในเนวสัญญานาสัญญายตนะแม้นั้น ก็ยังเป็นเวทนาหยาบ เวทนาที่เกิดพร้อมกับวิปัสสนาเป็นเวทนาละเอียด เวทนาที่เกิดพร้อมกับวิปัสสนาแม้นั้นก็ยังเป็นเวทนาหยาบ เวทนาที่เกิดพร้อมกับโสดาปัตติมรรคเป็นเวทนาละเอียด เวทนาที่เกิดพร้อมกับโสดาปัตติมรรคแม้นั้นก็ยังเป็นเวทนาหยาบ ฯลฯ เวทนาที่เกิดพร้อมกับอรหัตมรรคเป็นเวทนาละเอียด.
ในวิบาก ๔ อย่าง เวทนาที่เป็นกามาวจรวิบากเป็นเวทนาหยาบ เวทนาที่เป็นรูปาวจรวิบากเป็นเวทนาละเอียด เวทนาที่เป็นรูปาวจรวิบากแม้นั้นก็ยังเป็นเวทนาหยาบ ฯลฯ เวทนาที่เป็นโลกุตรวิบากเป็นเวทนาละเอียด. นี้เป็นนัยโดยไม่ต่างกันก่อน.
แต่เมื่อว่า โดยนัยที่ต่างกัน เวทนาที่เป็นกามาวจรวิบากที่เป็นอเหตุกะ (ไม่ประกอบด้วยเหตุ) มีอยู่ ที่เป็นสเหตุกะ (ประกอบด้วยเหตุ) ก็มีอยู่ แม้เวทนาที่เป็นสเหตุกะก็มี ๒ คือ เวทนาที่เป็นทุเหตุกะ (ประกอบด้วยเหตุ ๒) มีอยู่ ที่เป็นติเหตุกะ (ประกอบด้วยเหตุ ๓) ก็มีอยู่.
ในบรรดาเวทนาเหล่านั้น เวทนาที่เป็นอเหตุกะเป็นเวทนาหยาบ ที่เป็นสเหตุกะเป็นเวทนาละเอียด. เวทนาที่เป็นสเหตุกะแม้นั้น ที่เป็นทุเหตุกะเป็นเวทนาหยาบ ที่เป็นติเหตุกะเป็นเวทนาละเอียด. แม้ในเวทนาที่เป็นติเหตุกะนั้น เวทนาที่เป็นสสังขาริกเป็นเวทนาหยาบ ที่เป็นอสังขาริกเป็นเวทนาละเอียด เวทนาที่เป็นวิบากของปฐมฌานเป็นเวทนาหยาบ ที่เป็นวิบากของทุติยฌานเป็นเวทนาละเอียด ฯลฯ ที่เป็นวิบากของจตุตถฌานเป็นเวทนาละเอียดเวทนาที่เป็นวิบากของจตุตถฌานแม้นั้นก็ยังเป็นเวทนาหยาบ เวทนาที่เป็นวิบากของอากาสานัญจายตนะเป็นเวทนาละเอียดเวทนาที่เป็นวิบากของอากาสานัญจายตนะแม้นั้นก็ยังหยาบ ฯลฯ เวทนาที่เป็นวิบากของเนวสัญญานาสัญญายตนะเป็นเวทนาละเอียดเวทนาที่เป็นวิบากของเนวสัญญานาสัญญายตนะแม้นั้นก็ยังเป็นเวทนาหยาบ เวทนาที่เกิดพร้อมกับโสดาปัตติผลเป็นเวทนาละเอียดเวทนาที่เกิดพร้อมกับโสดาปัตติผลแม้นั้นก็ยังเป็นเวทนาหยาบ เวทนาที่เกิดพร้อมกับสกทาคามิผล ฯลฯ เวทนาที่เกิดพร้อมกับอรหัตผลเป็นเวทนาละเอียด.
ในบรรดากิริยาทั้ง ๓ ภูมิ เวทนาที่เป็นกิริยาในกามาวจรเป็นเวทนาหยาบ เวทนาที่เป็นกิริยาในรูปาวจรเป็นเวทนาละเอียด เวทนาที่เป็นกิริยาในรูปวจรแม้นั้นก็ยังหยาบ เวทนาที่เป็นกิริยาในอรูปาวจรเป็นเวทนาละเอียด. นี้เป็นนัยโดยไม่ต่างกันก่อน.
แต่เมื่อว่า โดยนัยที่ต่างกัน ในกามาวจรกิริยาที่ทรงแยกไว้ด้วยอำนาจเวทนาที่เป็นอเหตุกะเป็นต้น เวทนาที่เป็นอเหตุกกิริยาเป็นเวทนาหยาบ ที่เป็นสเหตุกกิริยาเป็นเวทนาละเอียด เวทนาที่เป็นทุเหตุกกิริยาแม้นั้นก็เป็นเวทนาหยาบเวทนาที่เป็นติเหตุกิริยาเป็นเวทนาละเอียด. ในเวทนาที่เป็นติเหตุกกิริยาแม้นั้น เวทนาที่เป็นสสังขาริกเป็นเวทนาหยาบ ที่เป็นอสังขาริกเป็นเวทนาละเอียด. เวทนาที่เป็นกิริยาในปฐมฌานเป็นเวทนาหยาบ เวทนาที่เป็นกิริยาในทุติยฌานเป็นเวทนาละเอียด. เวทนาที่เป็นกิริยาในทุติยฌานแม้นั้นก็ยังเป็นเวทนาหยาบ เวทนาที่เป็นกิริยาในตติยฌาน ฯลฯ เวทนาที่เป็นกิริยาในจตุตถฌานเป็นเวทนาละเอียด. เวทนาที่เป็นกิริยาในจตุตถฌานแม้นั้นก็ยังเป็นเวทนาหยาบ เวทนาที่เป็นกิริยาในอากาสานัญจายตนะเป็นเวทนาละเอียดเวทนาที่เป็นกิริยาในอากาสานัญจายตนะแม้นั้นก็ยังเป็นเวทนาหยาบ เวทนาที่เป็นกิริยาในวิญญาณัญจายตนะ ฯลฯ เวทนาที่เป็นกิริยาในเนวสัญญานาสัญญายตนะเป็นเวทนาละเอียด. เวทนาใดหยาบ เวทนานั้นทราม. เวทนาใดละเอียด เวทนานั้นประณีต.
ว่าด้วยนิเทศเวทนาทูรทุกะ (บาลีข้อ ๑๓)
พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศเวทนาทูรทุกะ (ไกลใกล้) ต่อไป.
เวทนาเป็นอกุศล ชื่อว่าเวทนาไกล จากเวทนาที่เป็นกุศลและอัพยากต ด้วยอรรถว่าไม่เสมอกันและด้วยอรรถว่าไม่เกี่ยวข้องกัน บัณฑิตพึงทราบความที่เวทนาเป็นสภาพไกล ในบททั้งปวงโดยนัยนี้.
จริงอยู่ แม้ว่าคน ๓ คนผู้พรั่งพร้อมด้วยเวทนาที่เป็นอกุศลเป็นต้นและพร้อมด้วยเวทนามีทุกข์เป็นต้น นั่งในเตียงเดียวกันไซร้ เวทนาเหล่านั้นของบุคคลแม้เหล่านั้นก็ชื่อว่าไกลกันนั่นแหละ ด้วยอรรถว่าเวทนาไม่เสมอกันและด้วยอรรถว่าไม่เกี่ยวข้องกัน. แม้ในบุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยเวทนาของบุคคลผู้เข้าสมาบัติเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน.
ส่วนเวทนาที่เป็นอกุศล ชื่อว่าเวทนาใกล้ ด้วยอรรถว่ามีส่วนเสมอกันและด้วยอรรถว่าเหมือนอกุศล บัณฑิตพึงทราบความที่เวทนาเป็นสภาวะใกล้ในบททั้งปวงโดยนัยนี้. ก็ถ้าบุคคล ๓ คน ผู้พรั่งพร้อมด้วยเวทนามีอกุศลเป็นต้น คนหนึ่งเกิดในกามภพ คนหนึ่งเกิดในรูปภพ คนหนึ่งเกิดในอรูปภพ เวทนาเหล่านั้นของบุคคลแม้เหล่านั้น ชื่อว่าเวทนาใกล้กันทั้งนั้น ด้วยอรรถว่าเสมอกันและด้วยอรรถว่าคล้ายกัน. แม้ในบุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยเวทนามีกุศลเป็นต้นก็นัยนี้เหมือนกัน.
ในข้อว่า ตํ ตํ วา ปน นี้ไม่พึงแลดูนัยที่กล่าวในหนหลัง พึงกล่าวด้วยอำนาจตังตังวาปนกนัยนั่นแหละ แต่เมื่อจะกล่าวไม่ควรยกเวทนาใกล้จากเวทนาไกล แต่พึงยกเวทนาไกลจากเวทนาใกล้ เพราะเวทนาที่เป็นอกุศลมี ๒ อย่างคือเวทนาที่สหรคตด้วยโลภะและสหรคตด้วยโทสะ. ในเวทนา ๒ เหล่านั้น เวทนาที่สหรคตด้วยโลภะ ชื่อว่าเวทนาใกล้ เพราะเกิดพร้อมกับโลภะ ชื่อว่าเวทนาไกล เพราะเกิดพร้อมกับโทสะ,แม้เวทนาที่สหรคตด้วยโทสะ ชื่อว่าเวทนาใกล้ เพราะเกิดพร้อมกับโทสะ ชื่อว่าเวทนาไกล เพราะเกิดพร้อมกับโลภะ แม้เวทนาที่สหรคตด้วยโทสะที่เป็นนิยตะ ชื่อว่าเวทนาใกล้ เพราะความเป็นสภาพยั่งยืน ชื่อว่าอนิยตะ เพราะความเป็นสภาพไม่ยั่งยืนอย่างนั้น. พึงทราบเวทนาแต่ละส่วนว่าเป็นเวทนาใกล้โดยเวทนาที่เป็นส่วนนั้นๆ นั่นแหละ และเวทนานอกนี้พึงทราบว่าเป็นเวทนาไกลจากส่วนนอกนี้ คล้อยตามเวทนาทั้งปวงอันต่างด้วยเวทนาที่ตั้งอยู่ตลอดกัปเวทนาที่เป็นอสังขาริก สสังขาริกและเวทนาอันต่างด้วยธรรมมีทิฏฐิคตสัมปยุตเป็นต้นในบรรดาจิตที่เกิดพร้อมกับโลภะเป็นต้น ด้วยอำนาจแห่งถ้อยคำอันข้าพเจ้าให้พิสดารในนิเทศโอฬาริกทุกะนั่นแล.
____________________________
คำว่า นิยตะ หมายถึงยั่งยืน คือ เกิดติดต่อกันเป็นเวลานานเช่นในนรก. เวทนาขันธนิเทศ จบ.
๓. สัญญาขันธนิเทศ (บาลีข้อ ๑๔)
พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศแห่งสัญญาขันธ์ ต่อไป.
บทว่า ยา กาจิ สญฺญา (สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง) นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาสัญญาที่เป็นไปในภูมิ ๔.
บทว่า จกฺขุสมฺผสฺสชา สญฺญา (สัญญาเกิดแต่จักขุสัมผัส) เป็นต้น ตรัสเพื่อแสดงสัญญาที่ทรงยกขึ้นแสดงด้วยอำนาจสัญญาที่เป็นอดีตเป็นต้นโดยสภาวะ.
บรรดาสัญญาเหล่านั้น สัญญาที่เกิดแด่จักขุสัมผัส หรือในจักขุสัมผัส ชื่อว่าจักขุสัมผัสสชา. แม้ในสัญญาที่เหลือก็นัยนี้แหละ ก็ในสัญญา ๖ เหล่านี้ สัญญา ๕ อย่างข้างต้นมีจักขุปสาทเป็นต้นเป็นที่อาศัยเกิดโดยเฉพาะมโนสัมผัสสชาสัญญา (สัญญาเกิดแต่มโนสัมผัส) มีหทยวัตถุเป็นที่อาศัยเกิดบ้าง ไม่มีหทยวัตถุเป็นที่อาศัยเกิดบ้าง สัญญาแม้ทั้งหมดจึงชื่อว่าเป็นไปในภูมิ ๔.
พึงทราบวินิจฉัยในโอฬาริกทุกนิเทศ.
บทว่า ปฏิฆสมฺผสฺสชา สัญญาเกิดแต่ปฏิฆสัมผัส ความว่า ผัสสะที่กระทำจักขุปสาทเป็นต้นที่เป็นสัปปฏิฆะให้เป็นที่อาศัยเกิดปรารภรูปเป็นต้นที่เป็นสัปปฏิฆะเกิดขึ้น ชื่อว่าปฏิฆสัมผัส. สัญญาเกิดแต่ปฏิฆสัมผัสนั้น หรือเกิดในปฏิฆสัมผัสนั้น ชื่อว่าปฏิฆสัมผัสสชา. แม้คำว่า สัญญาที่เกิดแต่จักขุสัมผัส ฯลฯ สัญญาที่เกิดแต่กายสัมผัส ดังนี้ ก็เป็นชื่อของปฏิฆสัญญานั้นนั่นแหละโดยวัตถุ (คือที่อาศัยเกิด.) แม้คำว่า รูปสัญญา ฯลฯ โผฏฐัพพสัญญา ดังนี้ ก็เป็นชื่อของปฏิฆสัญญานั้นนั่นเอง โดยอารมณ์ ก็แต่ว่าคำว่า ปฏิฆสัญญา นี้เป็นชื่อของสัญญาทั้งโดยวัตถุและอารมณ์.
จริงอยู่ สัญญานี้ ตรัสเรียกว่า สัญญาอันเกิดแต่ปฏิฆะ เพราะอาศัยวัตถุที่เป็นสัปปฏิฆะ (เป็นไปกับด้วยการกระทบ) และปรารภอารมณ์ที่เป็นสัปปฏิฆะเกิดขึ้น. แม้คำว่า มโนสัมผัสสชา นี้ก็เป็นชื่อของปฏิฆสัญญานี้ โดยปริยายเหมือนกัน. เพราะว่าจักขุวิญญาณ ชื่อว่ามโน. ผัสสะเกิดพร้อมกับมโนนั้น ชื่อว่ามโนสัมผัส. สัญญาเกิดในมโนสัมผัสนั้น หรือเกิดแต่มโนสัมผัสนั้นมีอยู่ เหตุนั้นจึงชื่อว่ามโนสัมผัสสชาโสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณและกายวิญญาณก็ชื่อว่ามโนเหมือนกัน. ผัสสะเกิดพร้อมกับมโนนั้น ชื่อว่ามโนสัมผัส. สัญญาเกิดในมโนสัมผัสนั้น หรือแต่มโนสัมผัสนั้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่ามโนสัมผัสสชา แม้คำว่า สัญญาที่เกิดแต่อธิวจนสัมผัส ดังนี้ ก็เป็นชื่อของมโนสัมผัสสชานี้ โดยปริยายนั่นแหละ. เพราะว่า นามขันธ์ ๓ คือเวทนา สังขารและวิญญาณเป็นสภาวะหมุนไปเบื้องหลังเอง จึงกระทำชื่อสัญญาที่เกิดพร้อมกับตนว่า สัญญาเกิดแต่อธิวจนสัมผัส.
แต่เมื่อว่าโดยนิปปริยาย (โดยตรง) สัญญาที่เป็นไปในปัญจทวาร ชื่อว่าสัญญาที่เกิดแต่ปฏิฆสัมผัส สัญญาที่เป็นไปทางมโนทวาร ชื่อว่าสัญญาเกิดแต่อธิวจนสัมผัส. บรรดาสัญญาทั้ง ๒ นั้น สัญญาที่เป็นไปทางปัญจทวาร แม้ใครๆ แลดูแล้วก็อาจรู้ได้ เพราะฉะนั้น สัญญาที่เป็นไปทางปัญจทวารนั้นจึงชื่อว่าสัญญาหยาบ. จริงอยู่ คนทั้งหลายแลดูบุคคลผู้กำหนัดเพ่งอยู่ก็สามารถรู้ว่า บุคคลนี้กำหนัดเพ่งอยู่ หรือแลดูบุคคลโกรธเพ่งอยู่ ก็สามารถรู้ว่า บุคคลนี้โกรธเพ่งอยู่ ดังนี้.
ในข้อนี้มีเรื่องเป็นอุทาหรณ์ ดังนี้.
ได้ยินว่า หญิง ๒ คนกำลังนั่งกรอด้ายในบ้าน ภิกษุหนุ่ม ๒ รูปเที่ยวไปในบ้าน รูปหนึ่งเดินข้างหน้า ได้แลดูหญิงคนหนึ่ง หญิงนอกนี้ถามหญิงนั้นว่า เพราะเหตุไรหนอ ภิกษุหนุ่มนี้จึงแลดูเธอดังนี้ นางตอบว่า ภิกษุนี้ไม่แลดูฉันด้วยจิตที่เป็นวิสภาคารมณ์ แต่แลดูด้วยสำคัญว่าเป็นน้องสาว ดังนี้เมื่อภิกษุทั้ง ๒ เที่ยวบิณฑบาตในบ้านแล้วก็มานั่ง ณ โรงฉัน ภิกษุนอกนี้จึงถามภิกษุนั้นว่า ท่านแลดูหญิงคนนั้นหรือ. ท่านตอบว่า ขอรับกระผมแลดู. ท่านแลดูเพื่อประโยชน์อะไร?ภิกษุนั้นตอบว่า กระผมแลดูเธอด้วยคิดว่า เธอคล้ายน้องสาวของผม ด้วยอาการอย่างนี้ สัญญาที่เป็นไปทางปัญจทวาร บัณฑิตพึงทราบว่า แม้ใครๆ แลดูแล้วก็พึงทราบได้ ดังนี้ ก็สัญญานี้นั้นมีปสาทวัตถุเท่านั้น แต่อาจารย์บางพวกแสดงว่า เพราะสัญญานั้นเป็นไปด้วยชวนะดังนี้.
สัญญาที่เป็นไปทางมโนทวารเป็นสัญญาละเอียด เพราะความที่สัญญานั้นอันบุคคลพึงถามบุคคลอื่นแม้นั่งเตียงเดียวกัน หรือตั่งเดียวกันว่า ท่านคิดหรือตรึกอะไร ดังนี้ จึงทราบได้ด้วยอำนาจแห่งคำบอกของบุคคลนั้น.
คำที่เหลือเช่นกับเวทนาขันธ์นั่นแล. นี้สัญญาขันธนิเทศ (จบ).
๔. สังขารขันธนิเทศ (บาลีข้อ ๒๐)
พึงทราบวินิจฉัยสังขารขันธ์นิเทศ ต่อไป.
บทว่า เย เกจิ สงฺขารา (สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง) นี้ ทรงกำหนดสังขารอันเป็นไปในภูมิ ๔.
บทว่า จกฺขุสมฺผสฺสชา เจตนา (เจตนาอันเกิดแต่จักขุสัมผัส) เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเพื่อแสดงสังขารที่ทรงยกขึ้นแสดงด้วยอำนาจสังขารที่เป็นอดีตเป็นต้นโดยสภาวะ.
บทว่า จกฺขุสมฺผสฺสชา (เกิดแต่จักขุสัมผัส) เป็นต้น มีเนื้อความตามที่กล่าวแล้วนั่นแหละ.
คำว่า เจตนา นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยอำนาจเป็นประธานสังขารทั้งเบื้องต้นและเบื้องปลาย เพราะสังขาร ๔ มาในพระบาลีเกิดขึ้นพร้อมกับจักขุวิญญาณโดยที่สุดทั้งเบื้องต้นและเบื้องปลาย ซึ่งบรรดาสังขารเหล่านั้น เจตนาชื่อว่าเป็นประธาน เพราะปรากฏด้วยอรรถว่าเป็นตัวกระทำเพราะฉะนั้น เจตนานี้เท่านั้นทรงถือเอาแล้ว ก็สังขารที่สัมปยุตด้วยเจตนานั้นย่อมเป็นอันทรงถือเอาแล้ว ก็เพราะเจตนานั้น พระองค์ทรงถือเอาแล้วนั่นแหละ แม้ในที่นี้ เจตนา ๕ ข้างต้นมีจักขุปสาทเป็นต้น เป็นที่อาศัยเกิดอย่างเดียวเจตนาที่เกิดแต่มโนสัมผัสมีหทยวัตถุเป็นที่อาศัยเกิดบ้าง ไม่มีวัตถุเป็นที่อาศัยเกิดบ้าง เจตนาทั้งหมดเป็นเจตนาเป็นไปในภูมิ ๔.
คำที่เหลือเหมือนเวทนาขันธ์นั่นแล. นี้สังขารขันธนิเทศ (จบ).
๕. วิญญาณขันธนิเทศ (บาลีข้อ ๒๖)
พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศแห่งวิญญาณขันธ์ ต่อไป.
บทว่า ยํ กิญฺจิ วิญฺญาณํ (วิญญาณอย่างหนึ่ง) นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือวิญญาณอันเป็นไปในภูมิ ๔.
บทว่า จกฺขุวิญฺญาณํ (จักขุวิญญาณ) เป็นต้น พระองค์ตรัสเพื่อทรงแสดงวิญญาณที่ทรงยกขึ้นแสดงด้วยสามารถแห่งวิญญาณที่เป็นอดีตเป็นต้นโดยสภาวะ. ในพระบาลีนี้ วิญญาณ ๕ มีจักขุวิญญาณเป็นต้น มีจักขุปสาทวัตถุเป็นต้นเป็นที่อาศัยเกิดทีเดียว. มโนวิญญาณมีหทัยวัตถุเป็นที่อาศัยเกิดบ้าง ไม่มีหทัยเป็นที่อาศัยเกิดบ้าง วิญญาณทั้งหมดเป็นวิญญาณเป็นไปในภูมิ ๔.
คำที่เหลือเหมือนกับเวทนาขันธ์นั้นแล. นี้วิญญาณขันธนิเทศ (จบ).
ว่าด้วยปกิณกะในเบญจขันธ์ ๑๖ อย่าง
บัดนี้ พึงทราบปกิณกะในขันธ์ทั้ง ๕ โดยอาการ ๑๖ อย่าง คือ
โดยการเกิดครั้งแรก (สมุคฺคมโต) ๑
โดยการเกิดก่อนและหลัง (ปุพฺพาปรโต) ๑
โดยกำหนดกาล (อทฺธานปริจฺเฉทโต) ๑
โดยการเกิดขณะเดียวกันดับต่างขณะกัน (เอกุปฺปาทนานานิโรธโต) ๑
โดยการเกิดต่างขณะดับพร้อมกัน (นานุปฺปาทเอกนิโรธโต) ๑
โดยเกิดพร้อมกันดับพร้อมกัน (เอกุปฺปาทเอกนิโรธโต) ๑
โดยเกิดไม่พร้อมกันดับไม่พร้อมกัน (นานุปฺปาทนานานิโรธโต) ๑
โดยเป็นอดีตอนาคตปัจจุบัน (อตีตานาคตปจฺจุปนฺนโต) ๑
โดยเป็นธรรมภายในและภายนอก (อชฺฌตฺติกพาหิรโต) ๑
โดยเป็นสภาพหยาบและละเอียด (โอฬาริกสุขุมโต) ๑
โดยเป็นธรรมทรามและประณีต (หีนปณีตโต) ๑
โดยเป็นธรรมไกลและใกล้ (ทูรสนฺติกโต) ๑
โดยปัจจัย (ปจฺจยโต) ๑
โดยสมุฏฐาน (สมุฏฺฐานโต) ๑
โดยความสำเร็จ (ปรินิปฺผนฺนโต) ๑
โดยเป็นของปรุงแต่ง (สงฺขตโต) ๑.
ว่าโดยการเกิดขึ้นครั้งแรกของขันธ์ ๕
บรรดาปกิณกะเหล่านั้น คำว่า โดยการเกิดขึ้นครั้งแรก นี้ การเกิดขึ้นครั้งแรกมี ๒ อย่างคือการเกิดขึ้นครั้งแรกของคัพภไสยกสัตว์และการเกิดขึ้นครั้งแรกของโอปปาติกสัตว์.
บรรดาการเกิด ๒ อย่างนั้น พึงทราบการเกิดขึ้นครั้งแรกของคัพภไสยกสัตว์อย่างนี้.
จริงอยู่ ขันธ์ ๕ ของพวกคัพภไสยกสัตว์ย่อมปรากฏพร้อมกันไม่หลังไม่ก่อนกันในขณะปฏิสนธิ. ข้อนี้ท่านกล่าวว่า ความสืบต่อแห่งรูป กล่าวคือกลละที่ปรากฏในขณะนั้น เป็นของนิดหน่อยมีเพียงแมลงวันตัวน้อยจะพึงดื่มได้ด้วยความพยายามครั้งเดียวเท่านั้นแล้วยังกล่าวอีกว่า นั่นก็ยังมากเกินไป คือมันเป็นเพียงหยาดที่ไหลออกตรงปลายของเข็มละเอียดที่เขาจุ่มในน้ำมันแล้วยกขึ้น ดังนี้. แม้หยาดน้ำมันนั้นท่านก็ปฏิเสธแล้วกล่าวว่า เมื่อเขาจับผมเส้นหนึ่งยกขึ้นจากน้ำมันแล้วก็เป็นเพียงหยาดน้ำที่ไหลออกตรงปลายผมเส้นนั้น ดังนี้แม้หยาดน้ำนั้นท่านก็ปฏิเสธแล้วกล่าวว่า เมื่อผ่าเส้นผมของมนุษย์ชาวชนบทนี้ออกเป็น ๘ ส่วน เส้นผมของชาวอุตตรกุรุทวีปมีประมาณเท่าส่วนหนึ่งแต่ ๘ ส่วนนั้นกลละนั้นก็เป็นเพียงหยาดที่ตั้งอยู่ตรงปลายผมของมนุษย์ชาวอุตตรกุรุทวีปนั้นที่เขายกขึ้นจากน้ำมันงาใส ดังนี้ แม้น้ำมันงาใสนั้นท่านก็ปฏิเสธแล้วกล่าวว่า นั่นก็ยังมาก ธรรมดาขนทรายเป็นธรรมชาติละเอียด กลละนั้นเป็นเพียงหยาดที่ไหลออกตรงปลายของขนเนื้อทรายเส้นหนึ่งที่เขาจุ่มในน้ำมันงาใสแล้วยกขึ้น ดังนี้.
ก็กลละนี้นั้นใสสะอาด ไม่ขุ่นมัว บริสุทธิ์ เสมอด้วยหยาดน้ำมันงาใส ข้อนี้สมดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า
ติลเตลสฺส ยถา พินฺทุ สปฺปิมณฺโฑ อนาวิโล เอวํ วณฺณปฏิภาคํ กลลนฺติ ปวุจฺจติ หยาดน้ำมันงา ใสเหมือนเนยใส ไม่ขุ่นมัว ฉันใด ท่านกล่าวว่า กลลรูปมีส่วน เปรียบด้วยรูปพรรณ ฉันนั้น.
ในสันตติรูปเล็กน้อยอย่างนี้ ยังมีสันตติรูปที่เป็นประธาน ๓ กลุ่ม คือวัตถุทสกะ ๑ กายทสกะ ๑ ภาวทสกะด้วยอำนาจอิตถินทรีย์ของหญิงและด้วยอำนาจปุริสินทรีย์ของชาย ๑.
บรรดาสันตติรูปทั้ง ๓ กลุ่มเหล่านั้น รูปนี้คือวัตถุรูป ๑ มหาภูตรูป ๔ เป็นที่อาศัยของวัตถุรูปนั้นและวรรณะ คันธะ รสะ โอชารวม ๔ ที่อาศัยมหาภูตรูปนั้นและชีวิตรูป ๑ ชื่อว่าวัตถุทสกะ. รูปนี้คือกายประสาท ๑ มหาภูตรูป ๔ ซึ่งเป็นที่อาศัยของกายประสาทนั้น วรรณะ คันธะ รสะ โอชา ๔ ซึ่งอาศัยมหาภูตรูปนั้นและชีวิตรูป ๑ ชื่อว่ากายทสกะ. รูปนี้คืออิตถีภาวะของหญิง และปุริสภาวะของชาย ๑ มหาภูตรูป ๔ ซึ่งเป็นที่อาศัยภาวรูปนั้น วรรณะ คันธะ รสะ โอชา ๔ ซึ่งอาศัยมหาภูตรูปนั้นและชีวิตรูป ๑ ชื่อว่าภาวทสกะ. กรรมชรูป (รูปเกิดแต่กรรม) ในปฏิสนธิของคัพภไสยกสัตว์ กำหนดโดยสูงสุดมี ๓๐ ถ้วน ชื่อว่ารูปขันธ์ ด้วยประการฉะนี้.
ก็เวทนาที่เกิดพร้อมกับปฏิสนธิจิต ชื่อว่าเวทนาขันธ์ สัญญา ... ชื่อว่าสัญญาขันธ์ สังขาร ... ชื่อว่าสังขารขันธ์ ปฏิสนธิจิตชื่อว่าวิญญาณขันธ์. ขันธ์ ๕ ในขณะปฏิสนธิของคัพภไสยกสัตว์ เป็นสภาพบริบูรณ์แล้วด้วยประการฉะนี้ แต่ถ้าปฏิสนธิของบัณเฑาะก์ (นุปํสกปฏิสนฺธิ) ย่อมลดภาวทสกะ มีกรรมชรูป ๒๐ ถ้วน ด้วยอำนาจทสกะทั้ง ๒ ชื่อว่ารูปขันธ์ธรรมมีเวทนาขันธ์เป็นต้นมีประการตามที่กล่าวแล้วนั่นแหละ ขันธ์ ๕ ในขณะปฏิสนธิของคัพภไสยกสัตว์ แม้อย่างนี้ด้วยประการฉะนี้ ก็ชื่อว่าบริบูรณ์แล้ว. ในฐานะนี้ บัณฑิตควรกล่าวประเพณีของรูปที่มีสมุฏฐาน ๓ ด้วย.
ก็ชื่อว่า การเกิดขึ้นครั้งแรกของสัตว์ผู้เป็นโอปปาติกท่านแสดงไว้โดยมิได้กล่าวถึงประเพณี ๓ นั้น.
จริงอยู่ ในขณะปฏิสนธิของสัตว์ผู้เป็นโอปปาติกะมีอายตนะบริบูรณ์ คือมีรูปสันตติที่เป็นประธาน ๗ กลุ่ม ได้แก่กรรมชรูปตามที่กล่าวข้างต้น ๓ และจักขุทสกะ โสตทสกะ ฆานทสกะ ชิวหาทสกะ ย่อมเกิดขึ้น. บรรดากรรมชรูป ๗ กลุ่มเหล่านั้น จักขุทสกะเป็นต้นเป็นเช่นกับกายทสกะนั่นแหละ แต่ภาวทสกะย่อมไม่มีแก่โอปปาติกสัตว์ผู้ไม่มีเพศด้วยอาการอย่างนี้กรรมชรูปที่ชื่อว่ารูปขันธ์ของโอปปาติกสัตว์ที่มีอายตนะบริบูรณ์จึงมี ๗๐ ถ้วนบ้าง ๖๐ ถ้วนบ้าง. ธรรมมีเวทนาขันธ์เป็นต้นก็มีประการตามที่กล่าวแล้วนั่นเอง ขันธ์ ๕ ในขณะปฏิสนธิของโอปปาติกย่อมบริบูรณ์แล้วด้วยประการฉะนี้.
นี้ชื่อว่าการเกิดขึ้นครั้งแรกของโอปปาติกสัตว์.
พึงทราบขันธ์ ๕ โดยการเกิดขึ้นครั้งแรกอย่างนี้ก่อน.
ว่าโดยการเกิดก่อนและหลัง
คำว่า โดยการเกิดก่อนและหลัง มีคำถามว่า ก็ขันธ์ ๕ ของคัพภไสยกสัตว์ที่เกิดขึ้นไม่ก่อนและหลังอย่างนี้ รูปย่อมยังรูปให้ตั้งขึ้นก่อนหรือหรืออรูปย่อมยังรูปให้ตั้งขึ้นก่อน.
ตอบว่า รูปนั่นเองย่อมยังรูปให้ตั้งขึ้น อรูปหาได้ยังรูปให้เกิดขึ้นไม่ เพราะเหตุไร? เพราะความที่ปฏิสนธิจิตยังรูปให้เกิดขึ้นไม่ได้.
จริงอยู่ จิต ๑๖ ดวง คือ ปฏิสนธิจิตของสัตว์ทั้งหมด ๑ จุติจิตของพระขีณาสพ ๑ ทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ อรูปวิปากจิต ๔ ยังรูปให้ตั้งขึ้นไม่ได้.
บรรดาจิต ๑๖ ดวงเหล่านั้น ปฏิสนธิจิตก่อน ย่อมยังรูปให้ตั้งขึ้นไม่ได้ เพราะวัตถุทุรพล ๑ เพราะความไม่ตั้งมั่น ๑ เพราะมีปัจจัยบกพร่อง ๑ เพราะเป็นจิตจรมาใหม่ ๑. ด้วยว่าบรรดาเหตุ ๔ เหล่านั้น วัตถุที่เกิดพร้อมกับปฏิสนธิจิตเป็นสภาพทุรพลในขณะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ปฏิสนธิจิตนั้นจึงชื่อว่ายังรูปให้ตั้งขึ้นไม่ได้ เพราะความที่วัตถุเป็นของทุรพล.
อนึ่ง บุรุษที่กำลังตกไปในเหวย่อมไม่อาจเป็นที่พึ่งของคนอื่นได้ฉันใด จิตแม้นี้ก็ฉันนั้น เป็นจิตไม่ตั้งมั่นเป็นเหมือนกำลังตกไปในเหว เพราะถูกกรรมซัดไป เพราะเหตุนั้น ปฏิสนธิจิตนั้นจึงชื่อว่ายังรูปให้ตั้งขึ้นไม่ได้แม้เหตุที่ไม่ตั้งมั่นเพราะถูกกรรมซัดไป ด้วยประการฉะนี้.
อนึ่ง ปฏิสนธิจิตเกิดขึ้นไม่ก่อนไม่หลังกับวัตถุ (รูป) วัตถุของปฏิสนธิจิตนั้นจึงไม่อาจเป็นปัจจัย (ปุเรชาตปัจจัย) ที่เกิดก่อน แต่ถ้าพึงอาจ ก็จะพึงยังรูปให้ตั้งขึ้น แม้ในขณะที่วัตถุซึ่งเกิดก่อนอาจเพื่อเป็นปัจจัย เป็นประเพณีสืบต่ออยู่นั้น จิตที่ไม่เสื่อมจากส่วนประกอบเท่านั้น จึงยังรูปให้เกิดขึ้น.
จริงอยู่ ถ้าจิตยังรูปให้ตั้งขึ้นได้ในขณะตั้งอยู่ หรือในภังคขณะ แม้ปฏิสนธิจิตก็จะพึงยังรูปให้ตั้งขึ้นได้ แต่ว่าจิตย่อมยังรูปให้ตั้งขึ้นในขณะทั้งสองนั้นไม่ได้. เหมือนอย่างกลุ่มเห็ดเมื่อผุดขึ้นจากแผ่นดินย่อมพาเอาผงฝุ่นติดมาด้วย ฉันใด จิตก็ฉันนั้น อาศัย (อัญญมัญญนิสสยะ) วัตถุที่เกิดก่อน (เกิดครั้งแรก) แล้วถือเอารูป ๘ อย่างตั้งขึ้นในอุปาทขณะแต่รูป (วัตถุ) ที่เกิดก่อน (ครั้งแรก) ในขณะปฏิสนธิไม่อาจเป็นปัจจัยได้ เพราะฉะนั้น ปฏิสนธิจิตจึงชื่อว่ายังรูปให้ตั้งขึ้นไม่ได้แม้เพราะความบกพร่องแห่งปัจจัย.
อนึ่ง บุคคลผู้มาใหม่ถึงประเทศที่ตนยังไม่เคยมาย่อมไม่อาจพูดแก่คนอื่นๆ ว่า ดูก่อนท่านผู้เจริญ พวกท่านจงมาในบ้านเถิด ข้าพเจ้าจักให้ข้าวน้ำ ของหอมและระเบียบดอกไม้เป็นต้นแก่พวกท่าน ดังนี้ เพราะความที่บ้านนั้นไม่ใช่วิสัย (คือไม่อยู่ในอำนาจ) ของตน เพราะความที่ตนมิได้เป็นใหญ่ในบ้านนั้น ฉันใดปฏิสนธิจิตเป็นจิตจรมาใหม่ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ปฏิสนธิจิตนั้นจึงยังรูปให้ตั้งขึ้นไม่ได้ เพราะความที่เป็นผู้มาใหม่. อีกอย่างหนึ่ง กรรมชรูป ๓๐ ถ้วนถือเอาฐานแห่งรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานตั้งอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ปฏิสนธิจิตจึงไม่ยังรูปให้ตั้งขึ้น.
ก็จุติจิตของพระขีณาสพก็ไม่ยังรูปให้ตั้งขึ้นเพราะมูลแห่งวัฏฏะของท่านสงบแล้ว.
จริงอยู่ พระขีณาสพนั้นมีมูลแห่งวัฏฏะในภพทั้งปวงสงบแล้ว ไม่ควรเกิดขึ้น ชื่อว่าเชื้อสายการเกิดขึ้นอีก มิได้มี. แต่พระโสดาบันเว้น ๗ ภพ ภพที่ ๘ ของท่านมีมูลแห่งวัฏฏะนั้นสงบแล้ว เพราะฉะนั้น จุติจิตของพระโสดาบันนั้น จึงยังรูปให้ตั้งขึ้นได้ ๗ ภพ. ของพระสกทาคามียังรูปให้ตั้งขึ้นได้ ๒ ภพ ของพระอนาคามียังรูปให้ตั้งขึ้น ๑ ภพ จุติจิตของพระขีณาสพยังรูปให้ตั้งขึ้นไม่ได้เลย เพราะความที่มูลแห่งวัฏฏะในภพทั้งปวงสงบแล้ว.
อนึ่ง องค์ฌานในทวิปัญจวิญญาณทั้งหลาย ไม่มี องค์มรรคก็ไม่มี เหตุก็ไม่มี เพราะฉะนั้น ส่วนประกอบ (องค์) ของจิตย่อมเป็นสิ่งทุรพล เหตุนั้น ทวิปัญจวิญญาณแม้เหล่านั้นจึงยังรูปให้ตั้งขึ้นไม่ได้เพราะความที่องค์ของจิตเป็นสภาพทุรพล.
อรูปวิปากจิต ๔ ย่อมยังรูปให้ตั้งขึ้นไม่ได้เพราะรูปในภพนั้นไม่มี มิใช่อรูปวิปากจิต ๔ เท่านั้นที่ยังรูปมิให้เกิดขึ้นแม้จิตอื่นๆ ๔๒ ดวง คือกามาวจรกุศลจิต ๘ อกุศลจิต ๑๐ กิริยาจิต ๙ อรูปกุศลจิต ๔ อรูปกิริยาจิต ๔ มรรคจิต ๓ ผลจิต ๔ ซึ่งเกิดในภพนั้นก็ยังรูปให้ตั้งขึ้นไม่ได้เพราะความที่ในอรูปภพนั้นไม่มีรูป ปฏิสนธิจิตย่อมให้รูปตั้งขึ้นไม่ได้ ด้วยประการฉะนี้.
ก็อุตุย่อมให้รูปแรกตั้งขึ้น ถามว่า ชื่อว่าอุตุนี้คืออะไร?
ตอบว่า เตโชธาตุในภายในกรรมชรูป ๓๐ ถ้วนที่เกิดขึ้นในขณะปฏิสนธิ. เตโชธาตุนั้นถึงฐานะแล้วก็ยังรูป ๘ อย่างให้ตั้งขึ้น. อนึ่ง ขึ้นชื่อว่าอุตุนี้ดับช้า จิตดับเร็ว เมื่ออุตุรูปยังทรงอยู่นั่นแหละ จิตก็เกิดดับถึง ๑๖ ดวง บรรดาจิต ๑๖ ดวงนั้น ภวังคจิตดวงแรกซึ่งถัดจากปฏิสนธิจิตยังรูป ๘ อย่าง ให้ตั้งขึ้นในอุปาทขณะทีเดียว แต่เมื่อใดจักมีการเกิดขึ้นแห่งเสียง เมื่อนั้น อุตุรูปและจิตก็ยังรูปชื่อว่าสัททนวกะ (รูปเกิดแต่เสียงมี ๙) จักให้ตั้งขึ้น. แม้กพฬิงการาหารถึงฐานะแล้วก็ยังรูป ๘ อย่างให้ตั้งขึ้น.
ถามว่า กพฬิงการาหารของคัพภไสยกสัตว์นั้นจักมาแต่ที่ไหน?
ตอบว่า จักมาแต่มารดา
แม้ข้อนี้ก็สมกับพระดำรัสที่ตรัสว่า
ยญฺจสฺส ภุญฺชติ มาตา อนฺนปานญฺจ โภชนํ เตน โส ตตฺถ ยาเปติ มาตุ กุจฺฉิคโต นโร มารดาของสัตว์ในครรภ์นั้นบริโภค ข้าวน้ำโภชนะอย่างใด นระผู้อยู่ในท้องของ มารดานั้น ก็ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยอาหาร นั้นในครรภ์นั้น. ____________________________
สํ. สคาถวคฺค เล่ม ๑๕/ข้อ ๘๐๓/หน้า ๓๐๓.
ทารกผู้อยู่ในครรภ์ย่อมยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยโอชาแห่งข้าวและน้ำที่มารดากลืนเข้าไป ด้วยประการฉะนี้. โอชานั้นถึงฐานะเป็นที่ตั้งอยู่แล้วก็ยังรูป ๘ อย่างให้ตั้งขึ้น.
ถามว่า ก็โอชานั้นเป็นของหยาบ วัตถุเป็นของละเอียดมิใช่หรือ จะดำรงอยู่ในวัตถุนั้นได้อย่างไร?
ตอบว่า ครั้งแรกยังไม่ดำรงอยู่ก่อน แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักหนึ่งหรือสองสัปดาห์ จึงดำรงอยู่ได้ แต่โอชานั้นจะดำรงอยู่ก่อนหรือหลังก็ตามจากเวลานั้น. เมื่อใดโอชาแห่งข้าวและน้ำของนั้นๆ ที่มารดากลืนกินก็จะดำรงอยู่ในสรีระของทารก เมื่อนั้นรูป ๘ ก็ตั้งขึ้น.
แม้โอปปาติกสัตว์ผู้เกิดในที่มีขาทนียะและโภชนียะอันวิบากตกแต่งไว้ตามปรกติ เมื่อถือเอาอาหารเหล่านั้นกลืนกินอยู่พอโอชาตกถึงที่เป็นที่ตั้งอยู่ ก็ยังรูปให้ตั้งขึ้น. โอปปาติกสัตว์บางตนเกิดในป่าไม่มีข้าวและน้ำมีความหิวโหยมากจึงเอาลิ้นตะล่อมเขฬะกลืนเข้าไปพอโอชาตกถึงที่เป็นที่ตั้งอยู่ของโอปปาติกสัตว์นั้นก็ยังรูปให้ตั้งขึ้นแม้ในที่นั้น ด้วยอาการอย่างนี้ ในบรรดารูป ๒๕ โกฏฐาส (ส่วน) รูป ๒ อย่างคือ เตโชธาตุและกพฬิงการาหารเท่านั้น ย่อมยังรูปให้ตั้งขึ้นแม้ในอรูป (คือนามธรรม) เล่า ธรรมคือจิตและเจตนากรรม ๒ เท่านั้นย่อมยังรูปให้ตั้งขึ้น.
ในบรรดารูปธรรมและนามธรรมเหล่านั้น รูปเป็นสภาพทุรพลในอุปาทขณะและภังคขณะ เป็นสภาพมีกำลังในขณะตั้งอยู่ เพราะฉะนั้น รูปที่มีกำลังนั้นจึงให้รูปตั้งขึ้นในขณะแห่งการตั้งอยู่ (ฐีติขณะ). จิตเป็นสภาพทุรพลในขณะตั้งอยู่ (ฐิติขณะ) และในภังคขณะ มีกำลังในอุปาทขณะทีเดียว เพราะฉะนั้น จิตนั้นจึงยังรูปให้ตั้งขึ้นในอุปาทขณะเท่านั้น. เจตนากรรมดับไปแล้วจึงเป็นปัจจัยได้. เพราะกรรมที่บุคคลกระทำไว้แล้วในอดีตแม้ในที่สุดแสนโกฏิกัปก็เป็นปัจจัยในบัดนี้ได้ กรรมที่ทำในบัดนี้ก็จะเป็นปัจจัยในอนาคตแม้ในที่สุดแสนโกฏิกัปแล.
พึงทราบขันธ์ ๕ โดยการเกิดก่อนและหลังดังพรรณนามาฉะนี้.
ว่าโดยกำหนดกาลของขันธ์ ๕
คำว่า โดยกำหนดกาล นี้ ถามว่า รูปตั้งอยู่นานเท่าไร อรูป (นาม) ตั้งอยู่นานเท่าไร?
ตอบว่า รูปมีการเปลี่ยนแปลงนาน ดับก็ช้า อรูป (นาม) เปลี่ยนแปลงเร็ว ดับก็รวดเร็ว เมื่อรูปยังคงทรงอยู่นั่นแหละ จิตเกิดดับไป ๑๖ ดวง ก็แต่ว่ารูปนั้นจะดับพร้อมกับจิตดวงที่ ๑๗ เปรียบเหมือนบุรุษคิดว่า เราจักให้ผลไม้ตกจึงเอาไม้ค้อนฟาดกิ่งไม้ ผลทั้งหลายและใบทั้งหลายก็พึงหลุดจากขั้วพร้อมกันทีเดียว บรรดาผลและใบเหล่านั้น ผลทั้งหลายย่อมตกถึงดินก่อนกว่า เพราะความที่ผลเป็นของหนัก ใบทั้งหลายก็พึงตกไปในภายหลังเพราะความเป็นของเบา ฉันใด ความปรากฏแห่งรูปธรรมและอรูปธรรมในขณะเดียวกันในปฏิสนธิ ดุจเวลาที่ใบและผลทั้งหลายหลุดจากขั้วในขณะเดียวกันโดยการฟาดด้วยไม้ค้อน ฉันนั้นเหมือนกันการที่รูปยังทรงอยู่นั่นแหละจิตก็เกิดดับไป ๑๖ ดวง ดุจการที่ผลตกลงสู่พื้นดินก่อนกว่า เพราะความที่ผลเป็นของหนัก การที่รูปดับพร้อมกับจิตดวงที่ ๑๗ ดุจการที่ใบตกไปถึงพื้นดินในภายหลัง เพราะความที่ใบทั้งหลายเป็นของเบา.
บรรดารูปและจิตเหล่านั้น ถึงรูปดับช้าเปลี่ยนแปลงนาน จิตดับเร็วเปลี่ยนแปลงเร็วก็จริง ถึงอย่างนั้น รูปละทิ้งอรูป (นาม) แล้วก็ไม่อาจเป็นไปได้ หรืออรูปละทิ้งรูปแล้วก็ไม่อาจเป็นไปได้ ความเป็นไปของรูปและอรูปแม้ทั้ง ๒ มีประมาณเท่ากันทีเดียว ในข้อนี้พึงทราบอุปมาดังต่อไปนี้.
บุรุษคนหนึ่งมีเท้าสั้น คนหนึ่งมีเท้ายาว เมื่อคนทั้ง ๒ นั้นเดินทางร่วมกัน คนเท้ายาวก้าวเท้าครั้งหนึ่ง คนเท้าสั้นนอกนี้จะก้าวเท้าไป ๑๖ ก้าวในการก้าวไปครั้งที่ ๑๖ ของคนเท้าสั้น คนเท้ายาวก็จะชักเท้าของตนดึงมา กระทำท้าวให้ก้าวไปพร้อมกัน ด้วยประการฉะนี้แม้คนหนึ่งก็ไม่อาจเลยคนหนึ่งไปได้ การไปของคนแม้ทั้ง ๒ จึงชื่อว่ามีประมาณเท่ากันนั่นแหละฉันใด ข้ออุปไมยนี้พึงเห็นฉันนั้น.
ด้วยว่า อรูปเหมือนคนเท้าสั้น รูปเหมือนคนเท้ายาว. เมื่อรูปยังทรงอยู่นั่นแหละ จิตในอรูป (นาม) ธรรมก็เกิดดับ ๑๖ ดวง เหมือนเวลาที่คนเท้ายาวก้าวไปครั้งหนึ่ง คนเท้าสั้นนอกนี้ก้าวไป ๑๖ ครั้ง. การที่รูปดับพร้อมกับจิตดวงที่ ๑๗ เหมือนบุคคลเท้าสั้นชักเท้าของตนดึงมา ๑๖ ก้าว บุรุษเท้ายาวก้าวไป ๑ ก้าวฉะนั้น การที่อรูปไม่ละรูป รูปไม่ละอรูปเป็นไปโดยประมาณเท่ากัน เหมือนการที่บุรุษ ๒ คนไม่ทิ้งซึ่งกันและกันเดินไปโดยประมาณพร้อมกันนั่นแหละดังนี้แล.
พึงทราบขันธ์ ๕ โดยการกำหนดกาลอย่างนี้.
ว่าโดยเกิดขณะเดียวกันแต่ดับต่างขณะกัน
คำนี้ว่า การเกิดขณะเดียวกัน แต่ดับต่างขณะกัน (ของขันธ์ ๕) นี้ บัณฑิตพึงแสดงเว้นกรรมชรูปดวงสุดท้าย.
จริงอยู่ ปฏิสนธิจิตเป็นจิตดวงที่หนึ่ง จิตดวงที่ ๒ เป็นภวังค์ ดวงที่ ๓ ก็เป็นภวังค์ ฯลฯ ดวงที่ ๑๖ ก็เป็นภวังค์. ในบรรดาจิต ๑๖ ดวงเหล่านั้น แต่ละดวงมี ๓ ขณะด้วยอำนาจอุปาทขณะ ฐีติขณะและภังคขณะในขณะแห่งจิตทั้ง ๓ เหล่านั้น จิตแต่ละดวงมีกรรมชรูปเกิดขึ้นขณะละ ๓๐ รูปถ้วน.
บรรดากรรมชรูปเหล่านั้น กรรมชรูปที่ตั้งขึ้นในอุปาทขณะของปฏิสนธิจิตย่อมดับในอุปาทขณะของภวังคจิตดวงที่ ๑๗ ทีเดียว. กรรมชรูปที่ตั้งขึ้นในฐีติขณะของปฏิสนธิจิตจะดับในฐีติขณะของภวังคจิตดวงที่ ๑๗ นั่นแหละ. กรรมชรูปที่ตั้งขึ้นในภังคขณะของปฏิสนธิจิตจะดับในภังคขณะของภวังคจิตดวงที่ ๑๗ นั่นแหละ.
ด้วยอาการอย่างนี้ พึงทำภวังคจิตดวงที่ ๒ (ปฏิสนธิจิตเป็นที่ ๑) ประกอบกับจิตดวงที่ ๑๗ ของตนๆ นั่นแหละแล้วขยายนัยไป. จิต ๑๖ ดวงมีกรรมชรูปดวงละ ๓ รวมกรรมชรูป ๔๘ รูป ด้วยประการฉะนี้. นี้ชื่อว่าประเพณี คือเชื้อสายของกรรมชรูป ๔๘ รูป. ก็ประเพณีคือเชื้อสายของกรรมชรูป ๔๘ รูปนี้นั้นย่อมเป็นไปแม้แก่ผู้กำลังเคี้ยวกิน แม้แก่ผู้บริโภค แม้แก่ผู้หลับ แม้แก่ผู้ประมาททั้งกลางคืนและกลางวัน เหมือนกระแสแห่งแม่น้ำกำลังเป็นไปอยู่ฉะนั้นแล.
พึงทราบความที่ขันธ์ ๕ มีการเกิดขณะเดียวกัน ดับต่างขณะกันอย่างนี้.
____________________________
กรรมชรูปดวงสุดท้ายนั้น คือนับกรรมชรูปตั้งแต่ปฏิสนธิจิตไป ๑๗ ขณะจิตภังคขณะของจิต ดวงนี้ดับพร้อมกับกรรมชรูป (ดูปริเฉท ๔ นามวิถีและรูปวิถี).
ว่าด้วยการเกิดต่างขณะดับขณะเดียวกัน
ความที่ขันธ์ ๕ เกิดต่างขณะดับขณะเดียวกัน บัณฑิตพึงแสดงด้วยกรรมชรูปซึ่งเกิดหลังปฏิสนธิจิต ในบรรดากรรมชรูปเหล่านั้น เมื่อมีวาระจิต ๑๖ ดวงในที่สุดแห่งอายุสังขาร ก็พึงประกอบกรรมชรูปเป็น ๒ พวก คือกรรมชรูปที่เกิดกับจิต ๑๖ ดวงข้างต้นกับกรรมชรูปที่เกิดกับจิต ๑๖ ดวงข้างปลาย รวมเป็นอันเดียวกันคือกรรมชรูป ๓๐ ถ้วนที่ตั้งขึ้นในอุปาทขณะของปฐมจิตในกรรมชรูปที่เกิดกับจิต ๑๖ ดวงข้างต้น ย่อมดับในอุปาทขณะของปฐมจิตในกรรมชรูปที่เกิดกับจิต ๑๖ ดวงเบื้องปลายนั่นแหละ.
กรรมชรูป ๓๐ ถ้วน ที่ตั้งขึ้นในฐิติขณะแห่งปฐมจิตเบื้องต้น ย่อมดับไปในฐิติขณะของปฐมจิตเบื้องปลายนั่นเอง. กรรมชรูป ๓๐ ถ้วนที่ตั้งขึ้นในภังคขณะของปฐมจิตเบื้องต้น ย่อมดับไปในภังคขณะของปฐมจิตเบื้องปลายเหมือนกัน.
ส่วนกรรมชรูป ๓๐ ถ้วนที่ตั้งขึ้นในอุปาทขณะของ (ภวังค) จิตดวงที่ ๒ (ซึ่งเกิดดับต่อกันมา) ฯลฯ ของจิตดวงที่ ๑๖ในกรรมชรูปซึ่งเกิดแต่จิต ๑๖ ดวงข้างต้น ย่อมดับไปในอุปาทขณะของจุติจิตทีเดียว. ที่เกิดในฐิติขณะของจิตดวงที่ ๒ นั้น ย่อมดับไปในฐิติขณะของจุติจิตนั่นแหละ ที่เกิดในภังคขณะของจิตดวงที่ ๒ นั้น ก็ดับไปในภังคขณะของจุติจิตเหมือนกันเบื้องหน้าแต่นั้น การสืบต่อของกรรมชรูปย่อมไม่เป็นไป ถ้าหากจะเป็นไปอีกไซร้ สัตว์ทั้งหลายก็จะพึงชื่อว่าเป็นผู้ไม่สิ้น ไม่เสื่อม ไม่แก่ ไม่ตาย.
อนึ่ง ในการดับในภังคขณะของจุติจิตนี้ คำว่า รูปที่เกิดขึ้นในอุปาทขณะของจิตดวงหนึ่ง ย่อมดับไปในอุปาทขณะของจิตดวงอื่น โดยนัยมีอาทิว่า รูปนี้ย่อมดับไปในอุปาทขณะของภวังคจิตดวงที่ ๑๗ ดังนี้ข้าพเจ้ากล่าวไว้เพราะมาในอรรถกถานั้น ย่อมผิดจากพระบาลีนี้ว่า ยสฺส กายสงฺขาโร นิรุชฺฌติ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร นิรุชฺฌตีติ อามนฺตา กายสังขารกำลังดับแก่บุคคลใด จิตตสังขารก็กำลังดับแก่บุคคลนั้นหรือ? ตอบว่า ถูกแล้ว ดังนี้. ผิดอย่างไร? ก็เพราะกายสังขารคือลมอัสสาสะและปัสสาสะมีจิตเป็นสมุฏฐาน. ก็รูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน เกิดขึ้นในอุปาทขณะของจิตแล้วย่อมตั้งอยู่จนกระทั่งจิต ๑๖ ดวงอื่นเกิดขึ้น ย่อมดับไปพร้อมกับจิตดวงสุดท้ายทั้งหมดแห่งจิต ๑๖ ดวงเหล่านั้นเพราะฉะนั้น กายสังขารนั้นเกิดพร้อมกับจิตใดก็ดับพร้อมกับจิตดวงที่ ๑๗ จำเดิมแต่จิตนั้น มิใช่ดับในอุปาทขณะหรือฐิติขณะของจิตไรๆ แม้จะเกิดในฐิติขณะหรือภังคขณะก็หาไม่ นี้เป็นธรรมดาของรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานเพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า อามนฺตา (ถูกแล้ว) ดังนี้ เพราะดับในขณะเดียวกันกับจิตตสังขารโดยแน่นอน.
ก็การกำหนดขณะ (ขณนิยม) ของรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานที่ข้าพเจ้ากล่าวนี้เป็นการกำหนดขณะ (ขณนิยม) แม้แก่รูปที่มีกรรมเป็นต้นเป็นสมุฏฐานนี้เหมือนกันเพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงประกอบเนื้อความในอธิการนี้โดยนัยนี้เท่านั้นว่า กรรมชรูปที่เกิดพร้อมกับปฏิสนธิจิต ย่อมดับพร้อมกับจิตดวงที่ ๑๗ จำเดิมแต่ปฏิสนธินั้น. กรรมชรูปที่เกิดในฐิติขณะของปฏิสนธิจิต ย่อมดับไปในอุปาทขณะของจิตดวงที่ ๑๘. กรรมชรูปที่เกิดในภังคขณะของปฏิสนธิจิตถึงขณะตั้งอยู่ของจิตดวงที่ ๑๘ แล้วก็ดับไป ดังนี้. ก็เบื้องหน้าแต่นี้ไป การสืบต่อของรูปที่มีอุตุเป็นสมุฏฐานเท่านั้นย่อมดำรงอยู่ในสรีระนั้น สรีระย่อมเป็นของอันบุคคลพึงกล่าวว่า พวกท่านจงเอาสรีระนี้ไปเผาเถิด ดังนี้. พึงทราบความที่ขันธ์ ๕ เกิดต่างขณะกันดับขณะเดียวกัน ด้วยประการฉะนี้.
ว่าด้วยเกิดพร้อมกันดับพร้อมกัน
ก็คำว่า โดยการเกิดพร้อมกันดับพร้อมกัน ความว่า รูปเกิดพร้อมกับรูป ดับพร้อมกับรูป อรูปเกิดพร้อมกับอรูป ดับพร้อมกับอรูป พึงทราบความที่ขันธ์ ๕ เกิดพร้อมกันและดับพร้อมกัน ด้วยประการฉะนี้.
ว่าด้วยเกิดต่างขณะกันดับต่างขณะกัน
ก็ความที่ขันธ์ ๕ เกิดต่างขณะกันดับต่างขณะกันบัณฑิตพึงแสดงด้วยสันตติรูป ๔.
จริงอยู่ สันตติรูปทั้ง ๔ ในส่วนนั้นๆ ของสรีระนี้เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นไป เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงมามีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ ย่อมเป็นไปโดยความเป็นกลุ่มเป็นก้อน. เมื่อสันตติรูป ๔ แม้นั้นเป็นไปอยู่อย่างนี้ ก็พึงกำหนดความที่รูปเหล่านั้นมีความเกิดเป็นต้นไม่ได้ เหมือนแถวปลวกหรือแถวมดแดง เมื่อบุคคลแลดูอยู่ก็จะเป็นดุจเนื่องเป็นอันเดียวกัน แต่มิได้เนื่องเป็นอันเดียวกัน เพราะในที่ใกล้ศีรษะของมดตัวหนึ่งจะมีศีรษะบ้าง ท้องบ้าง เท้าบ้างของมดตัวอื่นๆในที่ใกล้ท้องของมดตัวหนึ่งจะมีศีรษะบ้าง ท้องบ้าง เท้าบ้างของมดตัวอื่นๆ ในที่ใกล้เท้าของมดตัวหนึ่งก็จะมีศีรษะบ้าง ท้องบ้าง เท้าบ้างของมดตัวอื่นๆ ฉันใด แม้สันตติรูป ๔ ก็ฉันนั้นเหมือนกันในอุปาทขณะของสันตติรูปหนึ่งจะมีอุปาทะบ้าง ฐิติบ้าง ภังคะบ้างของสันตติรูปอื่นๆ ในฐิติขณะของสันตติรูปหนึ่งจะมีอุปาทะบ้าง ฐิติบ้าง ภังคะบ้างของสันตติรูปอื่นๆในภังคขณะของสันตติรูปหนึ่งจะมีอุปาทะบ้าง ฐิติบ้าง ภังคะบ้างของสันตติรูปอื่นๆ.
พึงทราบความที่ขันธ์ ๕ เกิดต่างขณะกันดับต่างขณะกันในสันตติรูป ๔ นี้ ด้วยประการฉะนี้.
____________________________
สันตติรูป ๔ คือกรรมชรูป (รูปเกิดแต่กรรม) ๑ จิตตชรูป (รูปเกิดแต่จิต) ๑ อุตุชรูป (รูปเกิดแต่อุตุ) ๑ อาหารชรูป (รูปเกิดแต่อาหาร) ๑.
ว่าด้วยขันธ์ที่เป็นอดีตเป็นต้น
ก็ขันธ์ ๕ ที่เป็นอดีตเป็นต้นมีทุรทุกะ (รูปไกลรูปใกล้) เป็นที่สุด มาในพระบาลีทั้งหมด แม้ปัจจัยและสมุฏฐานทั้งหลาย ข้าพเจ้าก็กล่าวไว้ในหนหลังโดยนัยมีอาทิว่า กมฺมชํ กมฺมปจฺจยํ อุตุสมุฏฺฐานํ (รูปเกิดแต่กรรมมีกรรมเป็นปัจจัย มีอุตุเกิดแต่กรรมเป็นสมุฏฐาน) เป็นต้น.
____________________________
พม่าเป็น กมฺมชํ กมฺมปจฺจยํ กมฺมปจฺจยอุตุสมุฏฐานํ.
ก็ขันธ์แม้ทั้ง ๕ เป็นของสำเร็จแล้ว แต่กรรมเป็นปัจจัยมีอุตุเกิดแต่กรรมเป็นสมุฏฐานมิใช่เป็นของไม่สำเร็จแล้ว เป็นสังขตะเท่านั้น มิใช่เป็นอสังขตะ. อีกอย่างหนึ่ง ขันธ์ ๕ นั้นชื่อว่าเป็นของสำเร็จแล้วอย่างนั้นแหละมีอยู่ เพราะบรรดาสภาวธรรมทั้งหลาย พระนิพพานอย่างเดียวเท่านั้นเป็นธรรมไม่สำเร็จแต่ปัจจัย เป็นธรรมไม่เกิดขึ้นแล้ว.
ก็ถามว่า นิโรธสมาบัติ นามและบัญญัติเป็นอย่างไร?
ตอบว่า นิโรธสมาบัติ ใครๆ ไม่พึงเรียกว่าเป็นโลกิยโลกุตระ หรือสังขตอสังขตะ เป็นของสำเร็จแล้วหรือไม่สำเร็จแล้ว แต่ว่า นิโรธสมาบัตินั้นเป็นของอันบุคคลให้สำเร็จ ไม่ใช่ไม่สำเร็จ เพราะเป็นธรรมอันพระอริยบุคคลพึงเข้าด้วยสมาบัติ นามและบัญญัติก็อย่างนั้นเพราะนามและบัญญัติแม้นั้นย่อมไม่ได้ชื่ออันต่างด้วยโลกิยะเป็นต้น แต่เป็นสภาพอันบุคคลให้สำเร็จแล้วมิใช่ไม่ให้สำเร็จแล้ว เพราะเมื่อบุคคลจะตั้งชื่อจึงถือเอาทีเดียวดังนี้แล.
แสดงนัยการวินิจฉัยขันธ์ ๕
นักปราชญ์ครั้นทราบขันธ์ ๕ โดยปกิณกะอย่างนี้แล้ว เพื่อความแตกฉานแห่งญาณในขันธ์ ๕ เหล่านี้แหละอีก พึงทราบนัยแห่งการวินิจฉัยโดยชอบ โดยลำดับ โดยความแปลกกัน โดยไม่หย่อนไม่ยิ่ง โดยอุปมา โดยพึงเห็นด้วยอุปมา ๒ อย่างและโดยสำเร็จประโยชน์แก่ผู้เห็นอยู่.
ว่าด้วยวินิจฉัยโดยลำดับ
ในนัยแห่งการวินิจฉัยทั้ง ๖ เหล่านั้น ลำดับในข้อว่า โดยลำดับนี้ มีมากอย่าง คือ
อุปฺปตฺติกฺกโม ลำดับแห่งการเกิด
ปหานกฺกโม ลำดับแห่งการละ
ปฏิปตฺติกฺกโม ลำดับแห่งการปฏิบัติ
ภูมิกฺกโม ลำดับแห่งภูมิ
เทสนากฺกโม ลำดับแห่งเทศนา.
ในลำดับทั้ง ๕ นั้น ลำดับแห่งการเกิดขึ้นมีอาทิอย่างนี้ว่า ปฐมํ กลลํ โหติ กลลา โหติ อมฺพุทํ (รูปครั้งแรกเป็นกลละ จากกลละเป็นอัมพุทะ) ดังนี้. ลำดับแห่งการละมีอาทิอย่างนี้ว่า ทสฺสเนน ปหาตพฺพา ธมฺมา ภาวนาย ปหาตพฺพา ธมฺมา สภาวธรรมทั้งหลายที่พึงละโดยโสดาปัตติมรรคมีอยู่ สภาวธรรมทั้งหลายที่พึงละโดยภาวนา คืออริยมรรคเบื้องบน ๓ มีอยู่. ลำดับแห่งการปฏิบัติมีอาทิอย่างนี้ว่า ศีลวิสุทธิ จิตตวิสุทธิ. ลำดับแห่งภูมิมีอาทิอย่างนี้ว่า ธรรมเป็นกามาพจร เป็นรูปาพจร. ลำดับแห่งเทศนามีอาทิอย่างนี้ว่า สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ ดังนี้ หรือว่าทานกถา ศีลกถา.
บรรดาลำดับทั้ง ๕ นั้น ในที่นี้ ลำดับแห่งการเกิดขึ้นย่อมไม่ควรก่อน เพราะขันธ์เป็นภาวะไม่เกิดขึ้นโดยการกำหนดความสืบต่อกันมาเหมือนรูปกลละเป็นต้น ลำดับแห่งการละก็ไม่ควร เพราะความที่ขันธ์ที่เป็นกุศลและอัพยากฤตอันพระอริยเจ้าไม่พึงละ ลำดับแห่งการปฏิบัติก็ไม่ควรเพราะขันธ์ที่เป็นอกุศลเป็นของไม่พึงปฏิบัติ ลำดับแห่งภูมิก็ไม่ควรเพราะเวทนาเป็นต้นเป็นธรรมนับเนื่องด้วยภูมิ ๔.
แต่ว่า ลำดับแห่งเทศนา ย่อมควรเพราะว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ใคร่ในประโยชน์เกื้อกูลมีพระประสงค์จะทรงเปลื้องเวไนยชนใดผู้ตกไปในการยึดขันธ์ ๕ ว่าเป็นอัตตาจากความยึดถือว่าเป็นอัตตาโดยการแสดงแยกฆนะที่ประชุมกัน เพื่อความถือเอาโดยง่ายของชนนั้น จึงทรงแสดงรูปขันธ์อันหยาบก่อนซึ่งเป็นอารมณ์ของวิญญาณมีจักษุเป็นต้น โดยไม่ต่างกัน. จากนั้นก็ทรงแสดงเวทนาอันรู้สึกพร้อมซึ่งมีรูปที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนาเป็นอารมณ์ ทรงแสดงสัญญาที่ถือเอาโดยอาการของอารมณ์เวทนาอย่างนี้ว่ายํ เวทิยติ ตํ สญฺชานาติ (เสวยอยู่ซึ่งอารมณ์ใดก็จำได้ซึ่งอารมณ์นั้น) ดังนี้ ทรงแสดงสังขารทั้งหลายตัวปรุงแต่งด้วยอำนาจแห่งสัญญา ทรงแสดงวิญญาณอันเป็นที่อาศัยและเป็นใหญ่ของขันธ์มีเวทนาเป็นต้นเหล่านั้น. พึงทราบนัยแห่งวินิจฉัยโดยลำดับอย่างนี้ก่อน.
ว่าโดยความแปลกกัน
ข้อว่า โดยความแปลกกัน คือ ความแปลกกันแห่งขันธ์และอุปาทานขันธ์ ก็อะไรเล่าเป็นความแปลกกันแห่งขันธ์และอุปาทานขันธ์เหล่านั้นบรรดาขันธ์เหล่านี้ ขันธ์ทั้งหลายตรัสไว้โดยไม่แปลกกันก่อน. อุปาทานขันธ์ทั้งหลายตรัสไว้ให้แปลกกัน โดยเป็นขันธ์มีอาสวะและเป็นที่ตั้งของอุปาทานเหมือนอย่างที่ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงขันธ์ ๕ และอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ เธอทั้งหลายจงฟัง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ขันธ์ ๕ เป็นไฉน? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูปอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน ฯลฯ หรือว่า รูปใกล้ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า รูปขันธ์ เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีต อนาคต หรือปัจจุบัน ฯลฯ หรือวิญญาณใกล้ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า วิญญาณขันธ์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้ เราเรียกว่า ขันธ์ ๕. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นไฉน?ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูปอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน ฯลฯ หรือรูปใกล้ มีอาสวะเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน นี้เรียกว่า อุปาทานขันธ์ คือรูป เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีต อนาคตหรือปัจจุบัน ฯลฯ หรือวิญญาณใกล้ มีอาสวะเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน ธรรมเหล่านี้ เราเรียกว่า อุปาทานขันธ์ คือวิญญาณ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหล่านี้เรียกว่า อุปาทานขันธ์ ๕ ดังนี้.
อนึ่ง ในขันธ์ ๕ และอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ นามขันธ์ ๔ มีเวทนาเป็นต้นที่ไม่มีอาสวะก็มี ที่มีอาสวะก็มี ฉันใด รูปขันธ์ย่อมเป็นฉันนั้นหามิได้ ก็เพราะความที่รูปนี้ควรเป็นขันธ์ ด้วยอรรถว่าเป็นกอง ฉะนั้นจึงตรัสไว้ในพวกขันธ์ทั้งหลาย และเพราะความที่ขันธ์เหล่านั้นควรเป็นอุปาทานขันธ์ ด้วยอรรถว่าเป็นกองและด้วยอรรถว่ามีอาสวะ ฉะนั้นจึงตรัสขันธ์เหล่านั้นไว้ในอุปาทานขันธ์ ส่วนนามขันธ์มีเวทนาเป็นต้นที่ไม่มีอาสวะ ตรัสไว้ในพวกขันธ์ที่มีอาสวะตรัสไว้ในพวกอุปาทานขันธ์ ก็ในข้อว่า อุปาทานขันธ์ นี้ พึงทราบเนื้อความอย่างนี้ว่า ขันธ์ที่มีอุปาทานเป็นอารมณ์ ชื่อว่าอุปาทานขันธ์ ดังนี้
แต่ในอธิการนี้ พระองค์ทรงประสงค์รวมขันธ์เหล่านั้น แม้ทั้งหมดว่าเป็นขันธ์แล.
ว่าโดยความไม่หย่อนไม่ยิ่ง
ก็ข้อว่า โดยความไม่หย่อนไม่ยิ่ง นี้ ถามว่า เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสขันธ์ว่ามี ๕ เท่านั้น ไม่หย่อนไม่ยิ่ง ดังนี้.
ตอบว่า เพราะทรงสงเคราะห์สังขตธรรมทั้งหมดที่มีส่วนเสมอกันเข้าเป็นพวกเดียวกัน เพราะวัตถุเครื่องยึดถือตนและของเนื่องด้วยตนนี้มีขันธ์ ๕ เป็นอย่างยิ่ง และเพราะความที่ธรรมอื่นๆ ก็ไม่นอกจากขันธ์ ๕ นั้น.
จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงสงเคราะห์สังขตธรรมมีประเภทมิใช่น้อยเข้าด้วยอำนาจที่มีส่วนเสมอกันรูปก็เป็นขันธ์หนึ่งด้วยอำนาจการสงเคราะห์รูปที่มีส่วนเสมอกันเข้าเป็นพวกเดียวกัน. เวทนาก็เป็นขันธ์หนึ่งด้วยอำนาจการสงเคราะห์เวทนาที่มีส่วนเสมอกันเข้าเป็นพวกเดียวกัน แม้ในสัญญาขันธ์เป็นต้นก็นัยนี้แหละ เพราะฉะนั้น จึงตรัสขันธ์ไว้ ๕ เท่านั้น เพราะทรงสงเคราะห์สังขตธรรมทั้งหมดที่มีส่วนเสมอกันไว้เป็นพวกเดียวกัน.
อนึ่ง วัตถุแห่งการยึดถือว่าเป็นตนเป็นของเนื่องด้วยตนนี้ คือ ขันธ์ ๕ นี้มีรูปเป็นต้นเป็นอย่างยิ่ง ข้อนี้สมกับพระดำรัสที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อรูปมีอยู่ ทิฏฐิ (ความเห็นผิด) อาศัยรูป ยึดมั่นรูป ย่อมเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า
เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตา เวทนาย ฯเปฯ สญฺญา ฯเปฯ สงฺขาเรสุ ฯเปฯ วิญฺญาณเณ สติ วิญฺญาณํ อุปาทาย วิญฺญาณํ อภินิวิสฺส เอวํ ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตา
(นี้ของเรา เราเป็นนี้ นี้อัตตาของเรา เมื่อเวทนามีอยู่ ฯลฯ เมื่อสัญญามีอยู่ ฯลฯ เมื่อสังขารทั้งหลายมีอยู่ ฯลฯ เมื่อวิญญาณมีอยู่ ทิฏฐิอาศัยวิญญาณ ยึดมั่นวิญญาณ ย่อมเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า นี้ของเรา เราเป็นนี้ นี้อัตตาของเรา ดังนี้. เพราะฉะนั้น จึงตรัสขันธ์ไว้ ๕ เท่านั้น แม้เพราะความที่วัตถุแห่งการยึดถือตนและของเนื่องด้วยตนก็มีขันธ์ ๕ นี้เป็นอย่างยิ่ง.
อีกอย่างหนึ่ง ธรรมขันธ์ ๕ มีศีลขันธ์เป็นต้นอื่นๆ ใดที่ตรัสไว้ แม้ธรรมขันธ์เหล่านั้น ก็ถึงการรวมลงในขันธ์ ๕ นี้ เพราะความที่ธรรมขันธ์นับเนื่องในสังขารขันธ์ เพราะฉะนั้น จึงตรัสว่า ขันธ์มี ๕ เท่านั้น เพราะความที่ธรรมอื่นๆ ไม่พ้นจากขันธ์นั้น พึงทราบนัยแห่งวินิจฉัยโดยไม่หย่อนไม่ยิ่ง ด้วยประการฉะนี้.
____________________________
สํ. ขนฺธวาร. เล่มที่ ๑๗/ข้อ ๔๒๐/หน้า ๒๕๐.
ศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์ วิมุตติญาณทัสสนขันธ์.
ว่าโดยความอุปมา
ก็ในข้อว่า โดยความอุปมา นี้ รูปอุปาทานขันธ์เปรียบเหมือนโรงพยาบาล เพราะเป็นที่อยู่ของวิญญาณอุปาทานขันธ์ซึ่งเปรียบเหมือนคนป่วย ด้วยอำนาจแห่งวัตถุ ทวารและอารมณ์. เวทนาอุปาทานขันธ์เปรียบเหมือนความป่วยไข้เพราะเป็นตัวเบียดเบียน. สัญญาอุปาทานขันธ์เปรียบเหมือนสมุฏฐานของความป่วยไข้ เพราะเป็นแดนเกิดเวทนาที่สัมปยุตด้วยกิเลสมีราคะเป็นต้น ด้วยอำนาจกามสัญญาเป็นต้นนั่นแหละ. สังขารอุปาทานขันธ์เปรียบเหมือนการเสพอสัปปายะ เพราะเป็นต้นเหตุแห่งความป่วยไข้ คือตัวเวทนา สมดังที่ตรัสไว้ว่า รูปํ รูปตฺตาย สงฺขตํ อภิสงฺขโรนฺติ ฯเปฯ ภิกฺขเว ตสฺมา สงฺขาราติ วุจฺจนฺติ (ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่าสังขาร เพราะอรรถว่าปรุงแต่งสังขตธรรมคือรูปโดยความเป็นรูป ปรุงแต่งสังขตธรรมคือเวทนาโดยความเป็นเวทนาปรุงแต่งสังขตธรรมคือสัญญาโดยความเป็นสัญญา ปรุงแต่งสังขตธรรมคือสังขารทั้งหลายโดยความเป็นสังขาร ปรุงแต่งสังขตธรรมคือวิญญาณโดยความเป็นวิญญาณ.
อนึ่ง กายวิญญาณที่เป็นวิบากสหรคตด้วยทุกข์เกิดขึ้นแล้ว เพราะทำคือสั่งสมอกุศลกรรมไว้แล้ว เพราะฉะนั้น วิญญาณอุปาทานขันธ์จึงเปรียบเหมือนคนป่วย เพราะความไม่หลุดพ้นด้วยความป่วยไข้คือตัวเวทนา.
อีกอย่างหนึ่ง อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ มีอุปมาเหมือนบุคคลผู้ท่องเที่ยวไป เหมือนการณะคือเหตุ เหมือนความผิด เหมือนผู้ก่อเหตุ เหมือนผู้มีความผิด และเปรียบเหมือนภาชนะ เหมือนโภชนะ เหมือนกับข้าว เหมือนผู้เลี้ยงอาหาร เหมือนผู้บริโภค พึงทราบนัยแห่งการวินิจฉัยขันธ์ ๕ โดยความอุปมาอย่างนี้ ดังพรรณนามาฉะนี้.
____________________________
สํ. ขนฺธวาร เล่ม ๑๗/ข้อ ๑๕๙/หน้า ๑๐๖.
น่าจะเทียบดังนี้ว่า รูปเหมือนบุคคลผู้ท่องเที่ยวไป เวทนาเหมือนการทำของบุคคลนั้น สัญญาเหมือนความผิด (เช่นสัญญาวิปลาส) สังขารเหมือนผู้ก่อเหตุ วิญญาณเหมือนผู้มีความผิดได้รับโทษ อย่างไรก็ดีท่านไม่อธิบายไว้ ผู้แปล.
ว่าโดยพึงเห็นด้วยอุปมา ๒ อย่าง
ข้อว่า โดยพึงเห็นด้วยอุปมา ๒ อย่าง นี้ บัณฑิตพึงทราบนัยแห่งการวินิจฉัยในขันธ์ ๕ นี้ แม้โดยพึงเห็นด้วยอุปมา ๒ อย่างนี้ คือโดยย่อและโดยพิสดาร.
ก็เมื่อว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ บัณฑิตพึงเห็นโดยความเป็นเหมือนข้าศึกผู้เงื้อดาบตามนัยที่ตรัสไว้ในอาสีวิสูปมสูตร โดยเป็นภาระ (ของหนัก)ด้วยอำนาจภารสูตร โดยความเป็นผู้เคี้ยวกินด้วยอำนาจขัชชนียปริยายสูตร และโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นสังขตะ เป็นผู้ฆ่าด้วยอำนาจยมกสูตร. ส่วนโดยพิสดารในอุปาทานขันธ์ ๕ นี้ พึงเห็นรูปเหมือนก้อนฟองน้ำ พึงเห็นเวทนาเหมือนต่อมน้ำ พึงเห็นสัญญาเหมือนพยับแดดพึงเห็นสังขารทั้งหลายเหมือนต้นกล้วย พึงเห็นวิญญาณเหมือนเล่ห์กล (มายา) สมดังพระดำรัสที่ตรัสว่า
เผณุปิณฺโฑปมํ รูปํ เวทนา ปุพฺพุฬูปมา มรีจิกูปมา สญฺญา สงฺขารา กทฺทลูปมา มายูปมญฺจ วิญฺญาณํ เทสิตาทิจฺจพนฺธุนา พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ ทรงแสดงรูปเปรียบดังก้อนฟองน้ำ เวทนาเปรียบดัง ต่อมน้ำ สัญญาเปรียบดังพยับแดด สังขารทั้งหลาย เปรียบดังต้นกล้วย และวิญญาณเปรียบดังเล่ห์กล. ____________________________
สํ. ขนฺธวาร. เล่ม ๑๗/ข้อ ๒๔๗/หน้า ๑๗๔.
ในพระบาลีเหล่านั้น พึงทราบความที่อุปาทานขันธ์ ๕ มีรูปเป็นต้นเป็นเช่นกับก้อนฟองน้ำเป็นต้นอย่างนี้. เหมือนอย่างว่า ก้อนฟองน้ำเป็นของไม่มีสาระ ฉันใด รูปก็ฉันนั้น ไม่มีสาระ เพราะเว้นจากสาระคือความเป็นของเที่ยง เว้นจากสาระคือความเป็นของยั่งยืน เว้นจากสาระคือความเป็นอัตตาโดยแท้.
อนึ่ง ก้อนแห่งฟองน้ำนั้น ใครๆ ไม่อาจเพื่อจะถือเอาด้วยคิดว่า เราจักทำบาตรหรือถาดด้วยก้อนแห่งฟองน้ำนี้ แม้ถือเอาได้ก็ไม่ให้สำเร็จประโยชน์นั้น ย่อมแตกทำลายไป ฉันใดรูปก็ฉันนั้น ใครๆ ไม่อาจถือเอาว่า รูปนี้เป็นของเที่ยง ยั่งยืน หรือว่ารูปนี้เป็นเรา เป็นของเรา แม้ถือเอา รูปก็ไม่ตั้งอยู่อย่างนั้น ย่อมเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นอสุภะทั้งนั้น เพราะฉะนั้น รูปนั้นจึงเป็นเช่นกับก้อนแห่งฟองน้ำนั่นเทียว.
อนึ่ง ก้อนแห่งฟองน้ำมีช่องน้อยช่องใหญ่เป็นกลุ่มติดกัน ด้วยที่ต่อมิใช่น้อย เป็นที่อาศัยอยู่ของสัตว์มีงูน้ำเป็นต้นมาก ฉันใดแม้รูปก็ฉันนั้น มีช่องน้อยช่องใหญ่ เป็นกลุ่มติดต่อกันด้วยที่ต่อมิใช่น้อย ตระกูลแห่งกิมิชาติ ๘๐ ตระกูล ย่อมอยู่เป็นหมู่เหล่าในรูปนี้ทีเดียวรูปนั้นนั่นแหละเป็นเรือนเกิดบ้าง เป็นเวจกุฎีบ้าง เป็นโรงพยาบาลบ้าง เป็นสุสานบ้างของตระกูลกิมิชาติเหล่านั้นพวกตระกูลกิมิชาติเหล่านั้นจะไม่ถือเอาที่อื่นกระทำการออกจากท้องเป็นต้น รูปนั้นก็ชื่อว่าเป็นเช่นกับก้อนแห่งฟองน้ำ แม้ด้วยประการฉะนี้.
อนึ่ง ก้อนแห่งฟองน้ำเริ่มต้นมีประมาณเท่าผลพุทราแล้วมีประมาณเท่ายอดภูเขาโดยลำดับก็มี ฉันใด แม้รูปก็ฉันนั้น เริ่มต้นมีประมาณเท่ากลละเท่านั้นแล้วมีประมาณวาหนึ่งโดยลำดับก็มี มีประมาณเท่าวัตถุทั้งหลายมียอดภูเขาเป็นต้นด้วยสามารถแห่งสัตว์มีโค กระบือและช้างเป็นต้นก็มี มีประมาณหลายร้อยโยชน์ด้วยสามารถแห่งสัตว์มีปลาและเต่าเป็นต้นก็มี รูปนั้นก็ชื่อว่าเป็นเช่นกับก้อนแห่งฟองน้ำแม้อย่างนี้.
อีกอย่างหนึ่ง ก้อนแห่งฟองน้ำพอตั้งขึ้นย่อมแตกไปก็มี ตั้งขึ้นไปหน่อยหนึ่ง ย่อมแตกไปก็มี เมื่อไม่แตกไปในระหว่าง แต่ถึงสมุทรแล้วก็ย่อมต้องแตกไปโดยไม่ต้องสงสัย ฉันใด รูปก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมแตกไปในคราวเป็นกลละก็มี ย่อมแตกไปในคราวเป็นอัมพุทะเป็นต้นก็มีแต่เมื่อไม่แตกไปในระหว่าง ถึงร้อยปีแล้วสำหรับสัตว์ผู้มีประมาณอายุร้อยปี ก็ต้องแตกดับไปโดยแน่แท้ทีเดียว ย่อมเป็นจุณวิจุณไปในปากแห่งความตาย แม้ด้วยอาการอย่างนี้ รูปก็ชื่อว่าเป็นเช่นกับก้อนแห่งฟองน้ำ.
อนึ่ง ต่อมน้ำไม่มีแก่นฉันใด แม้เวทนาก็ฉันนั้น ก็ต่อมน้ำนั้นไม่มีกำลัง เข้าถึงความเป็นของอันถือเอาไม่ได้ ใครๆ ไม่อาจถือเอาต่อมน้ำนั้นเพื่อกระทำแผ่นกระดานหรืออาสนะได้แม้ถือเอาแล้วๆ มันก็จะแตกไปทันทีฉันใด แม้เวทนาก็ฉันนั้น เป็นของไม่มีกำลัง เป็นของถือเอาไม่ได้ ใครๆ ไม่อาจถือเวทนาว่าเที่ยง หรือยั่งยืน แม้ถือเอาแล้วๆ ก็ไม่ตั้งอยู่เหมือนอย่างนั้นได้เวทนาแม้ที่บุคคลถือเอาไม่ได้อย่างนี้ ชื่อว่าเป็นเช่นกับต่อมน้ำ.
อนึ่ง ต่อมน้ำย่อมเกิดขึ้นและแตกดับไปในหยาดแห่งน้ำนั้นๆ เป็นของไม่ตั้งอยู่นานฉันใด แม้เวทนาก็ฉันนั้น ย่อมเกิดขึ้นและย่อมดับไป เป็นของไม่ตั้งอยู่นาน คือเวทนานั้นซึ่งบัณฑิตพึงนับได้แสนโกฏิขณะ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปในขณะชั่วการดีดนิ้วมือครั้งหนึ่ง.
____________________________
อรรถกถา เอกจฺฉรกฺขเณ โกฏิสตสหสฺสสงฺขา (หน้า ๔๓.)
อนึ่ง ต่อมน้ำอาศัยเหตุ ๔ คือพื้นน้ำ ๑ หยาดน้ำ ๑ ความเปียกแห่งน้ำ ๑ ลมกระทบทำให้โปร่ง ๑ จึงเกิดขึ้น. แม้เวทนาก็เช่นนั้นอาศัยเหตุ ๔ อย่าง คือวัตถุ ๑ อารมณ์ ๑ เครื่องผูกแห่งกิเลส ๑ การกระทบของผัสสะ ๑ เกิดขึ้น เวทนาชื่อว่าเป็นเช่นกับต่อมน้ำ แม้ด้วยประการฉะนี้.
แม้สัญญาก็ชื่อว่าเป็นเช่นกับพยับแดด ด้วยอรรถว่าไม่มีสาระและด้วยอรรถว่าเข้าถึงความเป็นของอันบุคคลถือเอาไม่ได้เพราะใครๆ ไม่อาจถือเอาพยับแดดนั้นมาเพื่อดื่ม หรือเพื่ออาบ หรือเพื่อใส่ให้เต็มภาชนะได้. อีกอย่างหนึ่ง พยับแดดย่อมเปลี่ยนแปรไป คือย่อมปรากฏเหมือนกำลังคลื่นเกิดขึ้นเองฉันใดแม้สัญญาอันต่างโดยสัญญาว่ามีสีเขียวเป็นต้นก็ฉันนั้น ย่อมผันแปร เปลี่ยนแปลงไป เพื่อต้องการเสวยอารมณ์ของสีเขียวเป็นต้น.
อนึ่ง พยับแดดย่อมลวงมหาชน ย่อมให้กล่าวว่า ที่นั้นดูเหมือนบึงเต็ม เหมือนแม่น้ำเปี่ยม ปรากฏอยู่ ดังนี้ฉันใดแม้สัญญาก็ฉันนั้น ย่อมลวง ย่อมให้กล่าวว่า นี้สีเขียว นี้สวยงาม นี้เป็นสุข นี้เที่ยง ดังนี้. แม้ในสีเหลืองเป็นต้นก็นัยนี้เหมือนกัน. สัญญาชื่อว่าเป็นเช่นเดียวกับพยับแดด แม้ด้วยการลวงต่างๆ ด้วยประการฉะนี้.
แม้สังขารทั้งหลายก็ชื่อว่าเป็นเช่นเดียวกับต้นกล้วย เพราะอรรถว่าไม่มีสาระและด้วยอรรถว่าพึงถือเอาไม่ได้ เหมือนอย่างว่า ใครๆ ไม่อาจถือเอาอะไรๆ จากต้นกล้วยน้อมนำไปทำประโยชน์แก่ทัพสัมภาระทั้งหลาย มีไม้กลอนหลังคาเป็นต้น แม้น้อมเข้าไปแล้วก็ไม่เป็นโดยประการนั้นฉันใดแม้สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น ใครๆ ไม่อาจเพื่อถือเอาด้วยอำนาจแห่งความเที่ยงเป็นต้น แม้ถือเอาแล้วก็ไม่เป็นไปโดยประการนั้น.
อนึ่ง ต้นกล้วยย่อมเป็นที่ประชุมของก้านมากฉันใด แม้สังขารขันธ์ก็เป็นที่ประชุมของธรรมมากฉันนั้น. และต้นกล้วยนั้นมีลักษณะต่างๆ กัน คือสีของก้านใบภายนอกเป็นอย่างหนึ่ง สีของภายในๆ ถัดจากนั้นก็อย่างหนึ่งฉันใดแม้สังขารขันธ์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน คือทรงประมวลลักษณะของผัสสะไว้อย่างหนึ่ง ของธรรมมีเจตนาเป็นต้นไว้อย่างหนึ่ง แล้วตรัสเรียกว่า สังขารขันธ์เท่านั้นสังขารขันธ์ชื่อว่าเป็นเช่นเดียวกับต้นกล้วย แม้ด้วยประการฉะนี้.
แม้วิญญาณก็ชื่อว่าเป็นเช่นเดียวกับมายา เพราะอรรถว่าไม่มีสาระและอรรถว่าถือเอาไม่ได้นั่นแหละ เหมือนเล่ห์มายาเป็นของเปลี่ยนแปลง มีความปรากฏอย่างรวดเร็วฉันใดวิญญาณก็ฉันนั้น เพราะวิญญาณนั้นเป็นของเปลี่ยนแปลงเร็วกว่า ปรากฏเร็วกว่าแม้กว่าเล่ห์มายานั้น ด้วยว่า มายานั้นย่อมเป็นเหมือนคนมาแล้ว เดินไปแล้ว ยืนอยู่ นั่งอยู่แล้วด้วยจิตดวงนั้นนั่นแหละ แต่จิตในเวลามาก็อย่างหนึ่ง ในเวลาเดินเป็นต้นก็อย่างหนึ่งแม้อย่างนี้ วิญญาณจึงชื่อว่าเป็นเช่นเดียวกับมายา.
อนึ่ง มายาย่อมลวงมหาชนให้ถือเอาวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่งว่า นี้ทอง นี้เงิน นี้แก้วมุกดาเป็นต้นแม้วิญญาณก็ลวงมหาชนให้ยึดถือกระทำเหมือนคนกำลังมา กำลังไป ยืนแล้ว นั่งแล้วด้วยจิตดวงนั้นนั่นแหละแต่จิตในเวลามาก็อย่างหนึ่ง ในเวลาเดินเป็นต้นก็อย่างหนึ่ง แม้อย่างนี้ วิญญาณก็ชื่อว่าเป็นเช่นกับมายา.
อนึ่ง ว่าโดยพิเศษ บัณฑิตพึงทราบอัชฌัตติกรูป (รูปภายใน) ที่เป็นสุภารมณ์ก็ดี ที่เป็นอารมณ์ประเสริฐก็ดี ว่าเป็นอสุภะ (ความไม่งาม)พึงเห็นเวทนาว่าเป็นทุกข์ เพราะไม่พ้นจากความเป็นทุกข์ทั้ง ๓ พึงเห็นสัญญาและสังขารทั้งหลายว่า เป็นอนัตตา เพราะความเป็นของอันบุคคลพึงให้ทรงอยู่ไม่ได้พึงเห็นวิญญาณว่า เป็นของไม่เที่ยง เพราะมีความเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา.
เมื่อบุคคลเห็นอยู่อย่างนี้จึงสำเร็จประโยชน์ ก็ความสำเร็จประโยชน์ ๒ อย่าง ย่อมมีแก่บุคคลผู้เห็นอยู่ด้วยสามารถแห่งเนื้อความโดยย่อและโดยพิสดาร บัณฑิตพึงทราบนัยวินิจฉัยเนื้อความโดยย่อและพิสดารนั้นอย่างไร
คือว่า ว่าโดยย่อก่อน เมื่อบุคคลกำลังเห็นอุปาทานขันธ์ ๕ โดยความเป็นข้าศึก มีข้าศึกที่กำลังเงื้อดาบเป็นต้น ย่อมไม่เดือดร้อนเพราะขันธ์ ๕ ก็เมื่อว่าโดยพิสดาร เมื่อบุคคลเห็นอยู่ซึ่งอารมณ์มีรูปเป็นต้น โดยความเป็นเช่นเดียวกับก้อนฟองน้ำเป็นต้น ย่อมไม่เป็นผู้เห็นขันธ์อันไม่มีสาระว่าเป็นขันธ์มีสาระ.
แต่เมื่อว่าโดยพิเศษ เมื่อเห็นอยู่ซึ่งรูปภายในโดยความเป็นของไม่งามย่อมกำหนดรู้กวฬิงการาหาร ย่อมละวิปลาสในสิ่งที่ไม่งามว่างาม ย่อมข้ามพ้นกาโมฆะ ย่อมพรากจากกามโยคะ เป็นผู้ไม่มีกามาสวะ ย่อมทำลายกายคันถะ คืออภิชฌา ย่อมไม่ยึดมั่นกามุปาทาน.
เมื่อเห็นเวทนาโดยความเป็นทุกข์ ย่อมกำหนดรู้ผัสสาหาร ย่อมละวิปลาสในทุกข์ว่าเป็นสุข ย่อมข้ามพ้นภโวฆะ ย่อมพรากจากภวโยคะ เป็นผู้ไม่มีภวาสวะ ย่อมทำลายกายคันถะคือพยาบาท ย่อมไม่ยึดมั่นสีลัพพตุปาทาน.
เมื่อเห็นสัญญาและสังขารทั้งหลายโดยความเป็นอนัตตา ย่อมกำหนดรู้มโนสัญเจตนาหาร ย่อมละวิปลาสในสิ่งที่มิใช่อัตตาว่าเป็นอัตตา ย่อมข้ามพ้นทิฏโฐฆะ ย่อมพรากจากทิฏฐิโยคะ เป็นผู้ไม่มีทิฏฐาสวะ ย่อมทำลายกายคันถะคือความยึดมั่นว่า สิ่งนี้จริง ย่อมไม่ยึดมั่นอัตวาทุปาทาน.
เมื่อเห็นวิญญาณโดยความไม่เที่ยง ย่อมกำหนดรู้วิญญาณาหาร ย่อมละวิปลาสในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง ย่อมข้ามพ้นอวิชโชฆะ ย่อมพรากจากอวิชชาโยคะ เป็นผู้ไม่มีอวิชชาสวะ ย่อมทำลายกายคันถะคือสีลัพพตปรามาส ย่อมไม่ยึดมั่นทิฏฐุปาทาน.
เพราะการเห็นขันธ์ ๕ ด้วยอำนาจความเป็นผู้ฆ่าเป็นต้นอย่างนี้มีอานิสงส์มาก ฉะนั้น นักปราชญ์พึงเห็นขันธ์ทั้งหลายด้วยอำนาจความเป็นผู้ฆ่าเป็นต้นเถิด.
____________________________
กายคันถะ กิเลสเครื่องผูกกาย กายในที่นี้หมายถึงรูปและนาม (ขันธ์ ๕)
วรรณนาสุตตันตภาชนีย์ จบ. -----------------------------------------------------