ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับรวมการแก้ไข)
ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับรวมการแก้ไข) · ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย) · sha256 bd3b78a8… · ดึงข้อมูล 2026-08-24 — หลักฐานเต็มท้ายหน้า
ฉบับนี้คืออะไร
ตัวบทนี้เป็นฉบับที่รวมการแก้ไขเพิ่มเติมไว้แล้วโดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จึงไม่ใช่ถ้อยคำที่ปรากฏในราชกิจจานุเบกษาฉบับใดฉบับหนึ่ง มาตราที่ถูกยกเลิกจะหายไปทั้งเลข และมาตราที่แทรกภายหลังจะมีคำว่า ทวิ ตรี ต่อท้าย — ระบบไม่ได้ตรวจว่าฉบับรวมนี้ปรับปรุงถึงวันใด
สารบัญของฉบับนี้
- บรรพ ๑ หลักทั่วไปมาตรา ๔–๑๙๓/๓๕ · 225 มาตรา
- ลักษณะ ๑ บทเบ็ดเสร็จทั่วไปมาตรา ๔–๑๔ · 11 มาตรา
- ลักษณะ ๒ บุคคลมาตรา ๑๕–๑๓๖ · 122 มาตรา
- หมวด ๑ บุคคลธรรมดามาตรา ๑๕–๖๔ · 50 มาตรา
- ส่วนที่ ๑ สภาพบุคคลมาตรา ๑๕–๑๘ · 4 มาตรา
- ส่วนที่ ๒ ความสามารถมาตรา ๑๙–๓๖ · 18 มาตรา
- ส่วนที่ ๓ ภูมิลำเนามาตรา ๓๗–๔๗ · 11 มาตรา
- ส่วนที่ ๔ สาบสูญมาตรา ๔๘–๖๔ · 17 มาตรา
- หมวด ๒ นิติบุคคลมาตรา ๖๕–๑๓๖ · 72 มาตรา
- ส่วนที่ ๑ บทเบ็ดเสร็จทั่วไปมาตรา ๖๕–๗๗ · 13 มาตรา
- ส่วนที่ ๒ สมาคมมาตรา ๗๘–๑๐๙ · 32 มาตรา
- ส่วนที่ ๓ มูลนิธิมาตรา ๑๑๐–๑๓๖ · 27 มาตรา
- ลักษณะ ๓ ทรัพย์มาตรา ๑๓๗–๑๔๘ · 12 มาตรา
- ลักษณะ ๔ นิติกรรมมาตรา ๑๔๙–๑๙๓ · 45 มาตรา
- หมวด ๑ บทเบ็ดเสร็จทั่วไปมาตรา ๑๔๙–๑๕๓ · 5 มาตรา
- หมวด ๒ การแสดงเจตนามาตรา ๑๕๔–๑๗๑ · 18 มาตรา
- หมวด ๓ โมฆะกรรมและโมฆียะกรรมมาตรา ๑๗๒–๑๘๑ · 10 มาตรา
- หมวด ๔ เงื่อนไขและเงื่อนเวลามาตรา ๑๘๒–๑๙๓ · 12 มาตรา
- ลักษณะ ๕ ระยะเวลามาตรา ๑๙๓/๑–๑๙๓/๘ · 8 มาตรา
- ลักษณะ ๖ อายุความมาตรา ๑๙๓/๙–๑๙๓/๓๕ · 27 มาตรา
- หมวด ๑ บทเบ็ดเสร็จทั่วไปมาตรา ๑๙๓/๙–๑๙๓/๒๙ · 21 มาตรา
- หมวด ๒ กำหนดอายุความมาตรา ๑๙๓/๓๐–๑๙๓/๓๕ · 6 มาตรา
- บรรพ ๒ หนี้มาตรา ๑๙๔–๔๕๒ · 259 มาตรา
- ลักษณะ ๑ บทเบ็ดเสร็จทั่วไปมาตรา ๑๙๔–๓๕๓ · 160 มาตรา
- หมวด ๑ วัตถุแห่งหนี้มาตรา ๑๙๔–๒๐๒ · 9 มาตรา
- หมวด ๒ ผลแห่งหนี้มาตรา ๒๐๓–๒๘๙ · 87 มาตรา
- ส่วนที่ ๑ การไม่ชำระหนี้มาตรา ๒๐๓–๒๒๕ · 23 มาตรา
- ส่วนที่ ๒ รับช่วงสิทธิมาตรา ๒๒๖–๒๓๒ · 7 มาตรา
- ส่วนที่ ๓ การใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้มาตรา ๒๓๓–๒๓๖ · 4 มาตรา
- ส่วนที่ ๔ เพิกถอนการฉ้อฉลมาตรา ๒๓๗–๒๔๐ · 4 มาตรา
- ส่วนที่ ๕ สิทธิยึดหน่วงมาตรา ๒๔๑–๒๕๐ · 10 มาตรา
- ส่วนที่ ๖ บุริมสิทธิมาตรา ๒๕๑–๒๘๙ · 39 มาตรา
- หมวด ๓ ลูกหนี้และเจ้าหนี้หลายคนมาตรา ๒๙๐–๓๐๒ · 13 มาตรา
- หมวด ๔ โอนสิทธิเรียกร้องมาตรา ๓๐๓–๓๑๓ · 11 มาตรา
- หมวด ๕ ความระงับหนี้มาตรา ๓๑๔–๓๕๓ · 40 มาตรา
- ส่วนที่ ๑ การชำระหนี้มาตรา ๓๑๔–๓๓๙ · 26 มาตรา
- ส่วนที่ ๒ ปลดหนี้มาตรา ๓๔๐ · 1 มาตรา
- ส่วนที่ ๓ หักกลบลบหนี้มาตรา ๓๔๑–๓๔๘ · 8 มาตรา
- ส่วนที่ ๔ แปลงหนี้ใหม่มาตรา ๓๔๙–๓๕๒ · 4 มาตรา
- ส่วนที่ ๕ หนี้เกลื่อนกลืนกันมาตรา ๓๕๓ · 1 มาตรา
- ลักษณะ ๒ สัญญามาตรา ๓๕๔–๓๙๔ · 41 มาตรา
- หมวด ๑ ก่อให้เกิดสัญญามาตรา ๓๕๔–๓๖๘ · 15 มาตรา
- หมวด ๒ ผลแห่งสัญญามาตรา ๓๖๙–๓๗๖ · 8 มาตรา
- หมวด ๓ มัดจำและกำหนดเบี้ยปรับมาตรา ๓๗๗–๓๘๕ · 9 มาตรา
- หมวด ๔ เลิกสัญญามาตรา ๓๘๖–๓๙๔ · 9 มาตรา
- ลักษณะ ๓ จัดการงานนอกสั่งมาตรา ๓๙๕–๔๐๕ · 11 มาตรา
- ลักษณะ ๔ ลาภมิควรได้มาตรา ๔๐๖–๔๑๙ · 14 มาตรา
- ลักษณะ ๕ ละเมิดมาตรา ๔๒๐–๔๕๒ · 33 มาตรา
- หมวด ๑ ความรับผิดเพื่อละเมิดมาตรา ๔๒๐–๔๓๗ · 18 มาตรา
- หมวด ๒ ค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิดมาตรา ๔๓๘–๔๔๘ · 11 มาตรา
- หมวด ๓ นิรโทษกรรมมาตรา ๔๔๙–๔๕๒ · 4 มาตรา
- บรรพ ๓ เอกเทศสัญญามาตรา ๔๕๓–๑๒๗๔ · 839 มาตรา
- ลักษณะ ๑ ซื้อขายมาตรา ๔๕๓–๕๑๗ · 65 มาตรา
- หมวด ๑ สภาพและหลักสำคัญของสัญญาซื้อขายมาตรา ๔๕๓–๔๖๐ · 8 มาตรา
- ส่วนที่ ๑ บทเบ็ดเสร็จทั่วไปมาตรา ๔๕๓–๔๕๗ · 5 มาตรา
- ส่วนที่ ๒ การโอนกรรมสิทธิ์มาตรา ๔๕๘–๔๖๐ · 3 มาตรา
- หมวด ๒ หน้าที่และความรับผิดของผู้ขายมาตรา ๔๖๑–๔๘๕ · 25 มาตรา
- ส่วนที่ ๑ การส่งมอบมาตรา ๔๖๑–๔๗๑ · 11 มาตรา
- ส่วนที่ ๒ ความรับผิดเพื่อชำรุดบกพร่องมาตรา ๔๗๒–๔๗๔ · 3 มาตรา
- ส่วนที่ ๓ ความรับผิดในการรอนสิทธิมาตรา ๔๗๕–๔๘๒ · 8 มาตรา
- ส่วนที่ ๔ ข้อสัญญาว่าจะไม่ต้องรับผิดมาตรา ๔๘๓–๔๘๕ · 3 มาตรา
- หมวด ๓ หน้าที่ของผู้ซื้อมาตรา ๔๘๖–๔๙๐ · 5 มาตรา
- หมวด ๔ การซื้อขายเฉพาะบางอย่างมาตรา ๔๙๑–๕๑๗ · 27 มาตรา
- ส่วนที่ ๑ ขายฝากมาตรา ๔๙๑–๕๐๒ · 12 มาตรา
- ส่วนที่ ๒ ขายตามตัวอย่าง ขายตามคำพรรณนาขายเผื่อชอบมาตรา ๕๐๓–๕๐๘ · 6 มาตรา
- ส่วนที่ ๓ ขายทอดตลาดมาตรา ๕๐๙–๕๑๗ · 9 มาตรา
- ลักษณะ ๒ แลกเปลี่ยนมาตรา ๕๑๘–๕๒๐ · 3 มาตรา
- ลักษณะ ๓ ให้มาตรา ๕๒๑–๕๓๖ · 16 มาตรา
- ลักษณะ ๔ เช่าทรัพย์มาตรา ๕๓๗–๕๗๑ · 35 มาตรา
- หมวด ๑ บทเบ็ดเสร็จทั่วไปมาตรา ๕๓๗–๕๔๕ · 9 มาตรา
- หมวด ๒ หน้าที่และความรับผิดของผู้ให้เช่ามาตรา ๕๔๖–๕๕๑ · 6 มาตรา
- หมวด ๓ หน้าที่และความรับผิดของผู้เช่ามาตรา ๕๕๒–๕๖๓ · 12 มาตรา
- หมวด ๔ ความระงับแห่งสัญญาเช่มาตรา ๕๖๔–๕๗๑ · 8 มาตรา
- ลักษณะ ๕ เช่าซื้อมาตรา ๕๗๒–๕๗๔ · 3 มาตรา
- ลักษณะ ๖ จ้างแรงงานมาตรา ๕๗๕–๕๘๖ · 12 มาตรา
- ลักษณะ ๗ จ้างทำของมาตรา ๕๘๗–๖๐๗ · 21 มาตรา
- ลักษณะ ๘ รับขนมาตรา ๖๐๘–๖๓๙ · 32 มาตรา
- หมวด ๑ รับขนของมาตรา ๖๑๐–๖๓๓ · 24 มาตรา
- หมวด ๒ รับขนคนโดยสารมาตรา ๖๓๔–๖๓๙ · 6 มาตรา
- ลักษณะ ๙ ยืมมาตรา ๖๔๐–๖๕๖ · 17 มาตรา
- หมวด ๑ ยืมใช้คงรูปมาตรา ๖๔๐–๖๔๙ · 10 มาตรา
- หมวด ๒ ยืมใช้สิ้นเปลืองมาตรา ๖๕๐–๖๕๖ · 7 มาตรา
- ลักษณะ ๑๐ ฝากทรัพย์มาตรา ๖๕๗–๖๗๙ · 23 มาตรา
- หมวด ๑ บทเบ็ดเสร็จทั่วไปมาตรา ๖๕๗–๖๗๑ · 15 มาตรา
- หมวด ๒ วิธีเฉพาะการฝากเงินมาตรา ๖๗๒–๖๗๓ · 2 มาตรา
- หมวด ๓ วิธีเฉพาะสำหรับเจ้าสำนักโรงแรมมาตรา ๖๗๔–๖๗๙ · 6 มาตรา
- ลักษณะ ๑๑ ค้ำประกันมาตรา ๖๘๐–๗๐๑ · 22 มาตรา
- หมวด ๑ บทเบ็ดเสร็จทั่วไปมาตรา ๖๘๐–๖๘๕ · 6 มาตรา
- หมวด ๒ ผลก่อนชำระหนี้มาตรา ๖๘๖–๖๙๒ · 7 มาตรา
- หมวด ๓ ผลภายหลังชำระหนี้มาตรา ๖๙๓–๖๙๗ · 5 มาตรา
- หมวด ๔ ความระงับสิ้นไปแห่งการค้ำประกันมาตรา ๖๙๘–๗๐๑ · 4 มาตรา
- ลักษณะ ๑๒ จำนองมาตรา ๗๐๒–๗๔๖ · 45 มาตรา
- หมวด ๑ บทเบ็ดเสร็จทั่วไปมาตรา ๗๐๒–๗๑๔ · 13 มาตรา
- หมวด ๒ สิทธิจำนองครอบเพียงใดมาตรา ๗๑๕–๗๒๑ · 7 มาตรา
- หมวด ๓ สิทธิและหน้าที่ของผู้รับจำนองและผู้จำนองมาตรา ๗๒๒–๗๒๗ · 6 มาตรา
- หมวด ๔ การบังคับจำนองมาตรา ๗๒๘–๗๓๕ · 8 มาตรา
- หมวด ๕ สิทธิและหน้าที่ของผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองมาตรา ๗๓๖–๗๔๓ · 8 มาตรา
- หมวด ๖ ความระงับสิ้นไปแห่งสัญญาจำนองมาตรา ๗๔๔–๗๔๖ · 3 มาตรา
- ลักษณะ ๑๓ จำนำมาตรา ๗๔๗–๗๖๙ · 23 มาตรา
- หมวด ๑ บทเบ็ดเสร็จทั่วไปมาตรา ๗๔๗–๗๕๗ · 11 มาตรา
- หมวด ๒ สิทธิและหน้าที่ของผู้จำนำและผู้รับจำนำมาตรา ๗๕๘–๗๖๓ · 6 มาตรา
- หมวด ๓ การบังคับจำนำมาตรา ๗๖๔–๗๖๘ · 5 มาตรา
- หมวด ๔ ความระงับสิ้นไปแห่งการจำนำมาตรา ๗๖๙ · 1 มาตรา
- ลักษณะ ๑๔ เก็บของในคลังสินค้ามาตรา ๗๗๐–๗๙๖ · 27 มาตรา
- หมวด ๑ บทเบ็ดเสร็จทั่วไปมาตรา ๗๗๐–๗๗๔ · 5 มาตรา
- หมวด ๒ ใบรับของคลังสินค้าและประทวนสินค้ามาตรา ๗๗๕–๗๙๖ · 22 มาตรา
- ลักษณะ ๑๕ ตัวแทนมาตรา ๗๙๗–๘๔๔ · 47 มาตรา
- หมวด ๑ บทเบ็ดเสร็จทั่วไปมาตรา ๗๙๗–๘๐๖ · 9 มาตรา
- หมวด ๒ หน้าที่และความรับผิดของตัวแทนต่อตัวการมาตรา ๘๐๗–๘๑๔ · 8 มาตรา
- หมวด ๓ หน้าที่และความรับผิดของตัวการต่อตัวแทนมาตรา ๘๑๕–๘๑๙ · 5 มาตรา
- หมวด ๔ ความรับผิดของตัวการและตัวแทนต่อบุคคลภายนอกมาตรา ๘๒๐–๘๒๕ · 6 มาตรา
- หมวด ๕ ความระงับสิ้นไปแห่งสัญญาตัวแทนมาตรา ๘๒๖–๘๓๒ · 7 มาตรา
- หมวด ๖ ตัวแทนค้าต่างมาตรา ๘๓๓–๘๔๔ · 12 มาตรา
- ลักษณะ ๑๖ นายหน้ามาตรา ๘๔๕–๘๔๙ · 5 มาตรา
- ลักษณะ ๑๗ ประนีประนอมยอมความมาตรา ๘๕๐–๘๕๒ · 3 มาตรา
- ลักษณะ ๑๘ การพนันและขันต่อมาตรา ๘๕๓–๘๕๕ · 3 มาตรา
- ลักษณะ ๑๙ บัญชีเดินสะพัดมาตรา ๘๕๖–๘๖๐ · 5 มาตรา
- ลักษณะ ๒๐ ประกันภัยมาตรา ๘๖๑–๘๙๗ · 37 มาตรา
- หมวด ๑ บทเบ็ดเสร็จทั่วไปมาตรา ๘๖๑–๘๖๘ · 8 มาตรา
- หมวด ๒ ประกันวินาศภัยมาตรา ๘๖๙–๘๘๘ · 20 มาตรา
- ส่วนที่ ๑ บทเบ็ดเสร็จทั่วไปมาตรา ๘๖๙–๘๘๒ · 14 มาตรา
- ส่วนที่ ๒ วิธีเฉพาะการประกันภัยในการรับขนมาตรา ๘๘๓–๘๘๖ · 4 มาตรา
- ส่วนที่ ๓ ประกันภัยค้ำจุนมาตรา ๘๘๗–๘๘๘ · 2 มาตรา
- หมวด ๓ ประกันชีวิตมาตรา ๘๘๙–๘๙๗ · 9 มาตรา
- ลักษณะ ๒๑ ตั๋วเงินมาตรา ๘๙๘–๑๐๑๑ · 114 มาตรา
- หมวด ๑ บทเบ็ดเสร็จทั่วไปมาตรา ๘๙๘–๙๐๗ · 10 มาตรา
- หมวด ๒ ตั๋วแลกเงินมาตรา ๙๐๘–๙๘๑ · 74 มาตรา
- ส่วนที่ ๑ การออกและสลักหลังตั๋วแลกเงินมาตรา ๙๐๘–๙๒๖ · 19 มาตรา
- ส่วนที่ ๒ การรับรองมาตรา ๙๒๗–๙๓๗ · 11 มาตรา
- ส่วนที่ ๓ อาวัลมาตรา ๙๓๘–๙๔๐ · 3 มาตรา
- ส่วนที่ ๔ การใช้เงินมาตรา ๙๔๑–๙๔๙ · 9 มาตรา
- ส่วนที่ ๕ การสอดเข้าแก้หน้ามาตรา ๙๕๐–๙๕๘ · 9 มาตรา
- ส่วนที่ ๖ สิทธิไล่เบี้ยเพราะเขาไม่รับรองหรือไม่ใช้เงินมาตรา ๙๕๙–๙๗๔ · 16 มาตรา
- ส่วนที่ ๗ ตั๋วแลกเงินเป็นสำรับมาตรา ๙๗๕–๙๘๑ · 7 มาตรา
- หมวด ๓ ตั๋วสัญญาใช้เงินมาตรา ๙๘๒–๙๘๖ · 5 มาตรา
- หมวด ๔ เช็คมาตรา ๙๘๗–๑๐๐๐ · 14 มาตรา
- หมวด ๕ อายุความมาตรา ๑๐๐๑–๑๐๐๕ · 5 มาตรา
- หมวด ๖ ตั๋วเงินปลอม ตั๋วเงินถูกลัก และตั๋วเงินหายมาตรา ๑๐๐๖–๑๐๑๑ · 6 มาตรา
- ลักษณะ ๒๒ หุ้นส่วนและบริษัทมาตรา ๑๐๑๒–๑๒๗๓/๔ · 280 มาตรา
- หมวด ๑ บทเบ็ดเสร็จทั่วไปมาตรา ๑๐๑๒–๑๐๒๔ · 14 มาตรา
- หมวด ๒ ห้างหุ้นส่วนสามัญมาตรา ๑๐๒๕–๑๐๗๖ · 54 มาตรา
- ส่วนที่ ๑ บทวิเคราะห์มาตรา ๑๐๒๕ · 1 มาตรา
- ส่วนที่ ๒ ความเกี่ยวพันระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันเองมาตรา ๑๐๒๖–๑๐๔๘ · 23 มาตรา
- ส่วนที่ ๓ ความเกี่ยวพันระหว่ งผู้เป็นหุ้นส่วนกับบุคคลภายนอกมาตรา ๑๐๔๙–๑๐๕๔ · 6 มาตรา
- ส่วนที่ ๔ การเลิกและชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนสามัญมาตรา ๑๐๕๕–๑๐๖๓ · 9 มาตรา
- ส่วนที่ ๕ การจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนสามัญมาตรา ๑๐๖๔–๑๐๗๒ · 11 มาตรา
- ส่วนที่ ๖ การควบห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนเข้ากันมาตรา ๑๐๗๓–๑๐๗๖ · 4 มาตรา
- หมวด ๓ หุ้นส่วนส่วนจำกัดมาตรา ๑๐๗๗–๑๐๙๕ · 21 มาตรา
- หมวด ๔ บริษัทจำกัดมาตรา ๑๐๙๖–๑๒๔๖/๗ · 160 มาตรา
- ส่วนที่ ๑ สภาพและการตั้งบริษัทจำกัดมาตรา ๑๐๙๖–๑๑๑๖ · 23 มาตรา
- ส่วนที่ ๒ หุ้นและผู้ถือหุ้มาตรา ๑๑๑๗–๑๑๔๓ · 27 มาตรา
- ส่วนที่ ๓ วิธีจัดการบริษัทจำกัดมาตรา ๑๑๔๔–๑๒๐๗ · 65 มาตรา
- ส่วนที่ ๔ การสอบบัญชีมาตรา ๑๒๐๘–๑๒๑๔ · 7 มาตรา
- ส่วนที่ ๕ การตรวจมาตรา ๑๒๑๕–๑๒๑๙ · 5 มาตรา
- ส่วนที่ ๖ การเพิ่มทุนและลดทุนมาตรา ๑๒๒๐–๑๒๒๘ · 8 มาตรา
- ส่วนที่ ๗ หุ้นกู้มาตรา ๑๒๒๙–๑๒๓๕ · 7 มาตรา
- ส่วนที่ ๘ เลิกบริษัทจำกัดมาตรา ๑๒๓๖–๑๒๓๗ · 2 มาตรา
- ส่วนที่ ๙ การควบบริษัทจำกัดเข้ากันมาตรา ๑๒๓๘–๑๒๔๓ · 6 มาตรา
- ส่วนที่ ๑๐ หนังสือบอกกล่าวมาตรา ๑๒๔๔–๑๒๔๕ · 2 มาตรา
- ส่วนที่ ๑๑ การถอนทะเบียนบริษัทร้มาตรา ๑๒๔๖ · 1 มาตรา
- ส่วนที่ ๑๒ การแปรสภาพห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนและห้างหุ้นส่วนจำกัดเป็นบริษัทจำกัดมาตรา ๑๒๔๖/๑–๑๒๔๖/๗ · 7 มาตรา
- หมวด ๕ การชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด และบริษัทจำกัดมาตรา ๑๒๔๗–๑๒๗๓ · 27 มาตรา
- หมวด ๖ การถอนทะเบียนห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนมาตรา ๑๒๗๓/๑–๑๒๗๓/๔ · 4 มาตรา
- ลักษณะ ๒๓ สมาคมมาตรา ๑๒๗๔ · 1 มาตรา
- บรรพ ๔ ทรัพย์สินมาตรา ๑๒๙๘–๑๔๓๔ · 137 มาตรา
- ลักษณะ ๑ บทเบ็ดเสร็จทั่วไปมาตรา ๑๒๙๘–๑๓๐๗ · 10 มาตรา
- ลักษณะ ๒ กรรมสิทธิ์มาตรา ๑๓๐๘–๑๓๖๖ · 59 มาตรา
- หมวด ๑ การได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์มาตรา ๑๓๐๘–๑๓๓๔ · 27 มาตรา
- หมวด ๒ แดนแห่งกรรมสิทธิ์ และการใช้กรรมสิทธิ์มาตรา ๑๓๓๕–๑๓๕๕ · 21 มาตรา
- หมวด ๓ กรรมสิทธิ์รวมมาตรา ๑๓๕๖–๑๓๖๖ · 11 มาตรา
- ลักษณะ ๓ ครอบครองมาตรา ๑๓๖๗–๑๓๘๖ · 20 มาตรา
- ลักษณะ ๔ ภาระจำยอมมาตรา ๑๓๘๗–๑๔๐๑ · 15 มาตรา
- ลักษณะ ๕ อาศัยมาตรา ๑๔๐๒–๑๔๐๙ · 8 มาตรา
- ลักษณะ ๖ สิทธิเหนือพื้นดินมาตรา ๑๔๑๐–๑๔๑๖ · 7 มาตรา
- ลักษณะ ๗ สิทธิเก็บกินมาตรา ๑๔๑๗–๑๔๒๘ · 12 มาตรา
- ลักษณะ ๘ ภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์มาตรา ๑๔๒๙–๑๔๓๔ · 6 มาตรา
- บรรพ ๕ ครอบครัวมาตรา ๑๔๓๕–๑๕๙๘/๔๑ · 215 มาตรา
- ลักษณะ ๑ การสมรสมาตรา ๑๔๓๕–๑๕๓๕ · 109 มาตรา
- หมวด ๑ การหมั้นมาตรา ๑๔๓๕–๑๔๔๗/๒ · 15 มาตรา
- หมวด ๒ เงื่อนไขแห่งการสมรสมาตรา ๑๔๔๘–๑๔๖๐ · 13 มาตรา
- หมวด ๓ ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยามาตรา ๑๔๖๑–๑๔๖๔/๑ · 5 มาตรา
- หมวด ๔ ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยามาตรา ๑๔๖๕–๑๔๙๓ · 32 มาตรา
- หมวด ๕ ความเป็นโมฆะของการสมรสมาตรา ๑๔๙๔–๑๕๐๐ · 9 มาตรา
- หมวด ๖ การสิ้นสุดแห่งการสมรสมาตรา ๑๕๐๑–๑๕๓๕ · 35 มาตรา
- ลักษณะ ๒ บิดามารดากับบุตรมาตรา ๑๕๓๖–๑๕๙๘/๓๗ · 102 มาตรา
- หมวด ๑ บิดามารดามาตรา ๑๕๓๖–๑๕๖๐ · 25 มาตรา
- หมวด ๒ สิทธิและหน้าที่ของบิดามารดาและบุตรมาตรา ๑๕๖๑–๑๕๘๔/๑ · 26 มาตรา
- หมวด ๓ ความปกครองมาตรา ๑๕๘๕–๑๕๙๘/๑๘ · 32 มาตรา
- หมวด ๔ บุตรบุญธรรมมาตรา ๑๕๙๘/๑๙–๑๕๙๘/๓๗ · 19 มาตรา
- ลักษณะ ๓ ค่าอุปการะเลี้ยงดูมาตรา ๑๕๙๘/๓๘–๑๕๙๘/๔๑ · 4 มาตรา
- บรรพ ๖ มรดกมาตรา ๑๕๙๙–๑๗๕๕ · 156 มาตรา
- ลักษณะ ๑ บทเบ็ดเสร็จทั่วไปมาตรา ๑๕๙๙–๑๖๑๙ · 21 มาตรา
- หมวด ๑ การตกทอดแห่งทรัพย์มรดกมาตรา ๑๕๙๙–๑๖๐๓ · 5 มาตรา
- หมวด ๒ การเป็นทายาทมาตรา ๑๖๐๔–๑๖๐๗ · 4 มาตรา
- หมวด ๓ การตัดมิให้รับมรดกมาตรา ๑๖๐๘–๑๖๐๙ · 2 มาตรา
- หมวด ๔ การสละมรดกและอื่น ๆมาตรา ๑๖๑๐–๑๖๑๙ · 10 มาตรา
- ลักษณะ ๒ สิทธิโดยธรรมในการรับมรดกมาตรา ๑๖๒๐–๑๖๔๕ · 26 มาตรา
- หมวด ๑ บทเบ็ดเสร็จทั่วไปมาตรา ๑๖๒๐–๑๖๒๘ · 9 มาตรา
- หมวด ๒ การแบ่งทรัพย์มรดกระหว่ งทายาทมาตรา ๑๖๒๙–๑๖๓๑ · 3 มาตรา
- หมวด ๓ การแบ่งส่วนมรดกของทายาทโดยธรรมมาตรา ๑๖๓๒–๑๖๓๘ · 7 มาตรา
- ส่วนที่ ๑ ญาติมาตรา ๑๖๓๒–๑๖๓๔ · 3 มาตรา
- ส่วนที่ ๒ คู่สมรสมาตรา ๑๖๓๕–๑๖๓๘ · 4 มาตรา
- หมวด ๔ การรับมรดกแทนที่กันมาตรา ๑๖๓๙–๑๖๔๕ · 7 มาตรา
- ลักษณะ ๓ พินัยกรรมมาตรา ๑๖๔๖–๑๗๑๐ · 65 มาตรา
- หมวด ๑ บทเบ็ดเสร็จทั่วไปมาตรา ๑๖๔๖–๑๖๕๔ · 9 มาตรา
- หมวด ๒ แบบพินัยกรรมมาตรา ๑๖๕๕–๑๖๗๒ · 18 มาตรา
- หมวด ๓ ผลและการตีความแห่งพิ ยกรรมมาตรา ๑๖๗๓–๑๖๘๕ · 13 มาตรา
- หมวด ๔ พินัยกรรมที่ตั้งผู้ปกครองทรัพย์มาตรา ๑๖๘๖–๑๖๙๒ · 7 มาตรา
- หมวด ๕ การเพิกถอนและการตกไปแห่งพินัยกรรมมาตรา ๑๖๙๓–๑๖๙๙ · 7 มาตรา
- หมวด ๖ ความเสียเปล่าแห่งพินัยกรรมหรือมาตรา ๑๗๐๐–๑๗๑๐ · 11 มาตรา
- ลักษณะ ๔ วิธีจัดการและปันทรัพย์มรดกมาตรา ๑๗๑๑–๑๗๕๒ · 41 มาตรา
- หมวด ๑ ผู้จัดการมรดกมาตรา ๑๗๑๑–๑๗๓๓ · 23 มาตรา
- หมวด ๒ การรวบรวมจำหน่ายทรัพย์มรดกเป็นตัวเงินมาตรา ๑๗๓๔–๑๗๔๔ · 11 มาตรา
- หมวด ๓ การแบ่งมรดกมาตรา ๑๗๔๕–๑๗๕๒ · 7 มาตรา
- ลักษณะ ๕ มรดกที่ไม่มีผู้รับมาตรา ๑๗๕๓ · 1 มาตรา
- ลักษณะ ๖ อายุความมาตรา ๑๗๕๔–๑๗๕๕ · 2 มาตรา
มาตราในหมวดนี้
ดูเป็นรายการบรรพ ๖ มรดก
ลักษณะ ๑ บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
หมวด ๑ การตกทอดแห่งทรัพย์มรดก
5 มาตรา- ๑๕๙๙
เมื่อบุคคลใดตายมรดกของบุ คลนั้นตกทอดแก่ทายาท ทายาทอาจเสียไปซึ่งสิทธิในมรดกได้แต่โดยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ หรือกฎหมายอื่น
- ๑๖๐๐
ภายใต้บังคับของบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ กองมรดก ของผู้ตายได้แก่ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย ตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่างๆ เว้นแต่ ตามกฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้วเป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้
- ๑๖๐๑
ทายาทไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน
- ๑๖๐๒
เมื่อบุ คลใดต้องถือว่ ถึงแก่ความตายตามความในมาตรา ๖๒ แห่งประมวลกฎหมายนี้มรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่ทายาท ถ้าพิสูจน์ได้ว่าบุคคลนั้นยังคงมีชีวิตอยู่ หรือตายในเวลาอื่นผิดไปจากเวลาดั่งระบุ ไว้ในคำสั่งที่สั่งให้เป็นคนสาบสูญ ให้ใช้บทบัญญัติมาตรา ๖๓แห่งประมวลกฎหมายนี้บังคับแก่ ทายาทของบุคคลนั้น
- ๑๖๐๓
กองมรดกย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยสิทธิตามกฎหมายหรือโดย พินัยกรรม ทายาทที่มีสิทธิตามกฎหมาย เรียกว่า “ทายาทโดยธรรม” พุทธศักราช ๒๔๗๗ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.๒๕๓๕ ทายาทที่มีสิทธิตามพินัยกรรมเรียกว่า “ผู้รับพินัยกรรม”
หมวด ๒ การเป็นทายาท
4 มาตรา- ๑๖๐๔
บุคคลธรรมดาจะเป็นทายาทได้ก็ต่อเมื่อมีสภาพบุคคลหรือ สามารถมีสิทธิได้ตามมาตรา ๑๕แห่ ประมวลกฎหมายนี้ ในเวลาที่เจ้ามรดกถึ แก่ความตาย เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ให้ถือว่าเด็กที่เกิดมารอดอยู่ภายในสามร้อยสิบวันนับ แต่เวลาที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายนั้นเป็นทารกในครรภ์มารดาอยู่ในเวลาที่เจ้ามรดกถึงแก่ความ ตาย
- ๑๖๐๕
ทายาทคนใดยักย้าย หรือปิดบังทรัพย์มรดกเท่าส่วนที่ตนจะได้ หรือมากกว่านั้นโดยฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่า ตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทคนอื่น ทายาทคนนั้น ต้องถูกกำจัดมิให้ได้มรดกเลยแต่ถ้าได้ยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกน้อยกว่าส่วนที่ตนจะได้ ทายาทคนนั้นต้องถูกกำจัดมิให้ได้มรดกเฉพาะส่วนที่ได้ยักย้ายหรือปิดบังไว้นั้น มาตรานี้มิให้ใช้บังคับแก่ผู้รับพินัยกรรม ซึ่งผู้ตายได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้ เฉพาะสิ่งเฉพาะอย่า ในอันที่จะได้ บทรัพย์สินนั้น
- ๑๖๐๖
บุคคลดั่งต่อไปนี้ต้องถู กำจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควร คือ (๑)ผู้ที่ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่าได้เจตนากระทำ หรือพยายามกระทำให้เจ้า มรดกหรือผู้มีสิทธิได้รับมรดกก่อนตนถึงแก่ความตายโดยมิชอบด้วยกฎหมาย (๒)ผู้ที่ได้ฟ้องเจ้ามรดกหาว่าทำความผิดโทษประหารชีวิตและตนเองกลับต้อง คำพิพากษาถึงที่สุดว่ มีความผิดฐานฟ้องเท็จหรือทำพยานเท็จ (๓)ผู้ที่รู้แล้วว่า เจ้ามรดกถูกฆ่าโดยเจตนา แต่มิได้นำข้อความนั้นขึ้นร้องเรียน เพื่อเป็นทางที่จะเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ แต่ข้อนี้มิให้ใช้บังคับถ้าบุคคลนั้นมีอายุยังไม่ครบสิบ หกปีบริบูรณ์ หรือเป็นคนวิกลจริตไม่สามารถรู้ผิดชอบ หรือถ้าผู้ที่ฆ่านั้นเป็นสามีภริยาหรือผู้ บุพการีหรือผู้สืบสันดานของตนโดยตรง
(๔) ผู้ที่ฉ้อฉลหรือข่ ขู่ให้เจ้ามรดกทำหรือเพิ ถอน หรือเปลี่ยนแปลง พินัยกรรมแต่บางส่วนหรือทั้งหมดซึ่งเกี่ยวกับทรัพย์มรดก หรือไม่ให้กระทำการดังกล่าวนั้น (๕)ผู้ที่ปลอม ทำลายหรือปิดบังพินัยกรรมแต่บางส่วนหรือทั้งหมด เจ้ามรดกอาจถอนข้อกำจัดฐานเป็นผู้ไม่สมควรเสียก็ได้โดยให้อภัยไว้เป็นลาย ลักษณ์อักษร
- ๑๖๐๗
การถูกกำจัดมิให้รับมรดกนั้ เป็นการเฉพาะตัวผู้สืบสันดานของ ทายาทที่ถูกกำจัดสืบมรดกต่อไปเหมือนหนึ่งว่าทายาทนั้นตายแล้ว แต่ในส่วนทรัพย์สินซึ่ง ผู้สืบสันดานได้ับมรดกมาเช่นนี้ ทายาทที่ว่านั้นไม่มีสิทธิที่จะจัดการและใช้ดั่งที่ระบุไว้ในบรรพ ๕ ลักษณะ ๒หมวด ๓แห่งประมวลกฎหมายนี้ ในกรณีเช่นนั้นให้ใช้มาตรา ๑๕๔๘บังคับโดย อนุโลม
หมวด ๓ การตัดมิให้รับมรดก
2 มาตรา- ๑๖๐๘
เจ้ามรดกจะตัดทายาทโดยธรรมของตนคนใดมิให้รับมรดกก็ได้ แต่ด้วยแสดงเจตนาชัดแจ้ง
(๑) โดยพินัยกรรม
(๒) โดยทำเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ ตัวทายาทผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกนั้นต้องระบุไว้ให้ชัดเจน แต่เมื่อบุคคลใดได้ทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกเสียทั้งหมดแล้ว ให้ถือว่า บรรดาทายาทโดยธรรมผู้ที่มิได้รับประโยชน์จากพินัยกรรม เป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดก
- ๑๖๐๙
การแสดงเจตนาตัดมิให้รับมรดกนั้นจะถอนเสียก็ได้ ถ้ การตัดมิให้รับมรดกนั้นได้ทำโดยพิัย จะถอนเสียได้ก็แต่โดยพินัยกรรม เท่านั้น แต่ถ้าการตัดมิให้รับมรดกได้ทำเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ การถอนจะทำ ตามแบบใดแบบหนึ่งดั่งบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๖๐๘(๑)หรือ (๒)ก็ได้
หมวด ๔ การสละมรดกและอื่น ๆ
10 มาตรา- ๑๖๑๐
ถ้ามรดกตกทอดแก่ผู้เยาว์ หรือบุคคลวิกลจริตหรือบุคคลผู้ ไม่สามารถจะจัดทำการงานของตนเองได้ตามความหมายแห่งมาตรา ๓๒แห่งประมวลกฎหมายนี้ และบุคคลนั้นยัไม่มีผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาล หรือผู้พิทักษ์ เมื่อผู้มีส่วนได้เสีย หรือ พนักงานอัยการร้องขอก็ให้ศาลตั้งผู้ปกครอง ผู้อนุบาล หรือผู้พิทักษ์แล้วแต่กรณี กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.๒๕๓๕
- ๑๖๑๑
ทายาทซึ่งเป็นผู้เยาว์ บุคคลวิกลจริตหรือบุคคลผู้ไม่สามารถ จะจัดทำการงานของตนเองได้ตามความหมายแห่งมาตรา ๓๒แห่งประมวลกฎหมายนี้จะทำการ ดั่งต่อไปนี้ไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับความยินยอมของบิดามารดาผู้ปกครอง ผู้อนุบาล หรือผู้พิทักษ์ แล้วแต่กรณีและได้รับอนุมัติจากศาลแล้วคือ
(๑) สละมรดก
(๒) รับมรดกอันมีค่าภาระติดพันหรือเงื่อนไข
- ๑๖๑๒
การสละมรดกนั้นต้องแสดงเจตนาชัดแจ้งเป็หนังสือมอบไว้แก่ พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ
- ๑๖๑๓
การสละมรดกนั้นจะทำแต่เพียงบางส่วน หรือทำโดยมีเงื่อนไข หรือเงื่อนเวลาไม่ได้ การสละมรดกนั้น จะถอนเสียมิได้
- ๑๖๑๔
ถ้าทายาทสละมรดกด้วยวิธีใดโดยที่รู้อยู่ว่าการที่ทำเช่นนั้นจะทำ ให้เจ้าหนี้ของตนเสียเปรียบ เจ้าหนี้มีสิทธิที่จะร้องขอให้เพิกถอนการสละมรดกนั้นเสียได้ แต่ความ ข้อนี้มิให้ใช้บังคับ ถ้าปรากฏว่าในขณะที่สละมรดกนั้น บุคคลซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นมิได้ รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้ หนี้ต้องเสียเปรียบนั้นด้วยแต่หากกรณีเป็นการสละมรดก โดยเสน่หาเพียงแต่ทายาทผู้สละมรดกเป็นผู้รู้ฝ่ายเดียวเท่านั้นก็พอแล้ว ที่จะขอเพิกถอนได้ เมื่ อได้เพิกถอนการสละมรดกแล้ว เจ้ หนี้จะร้องขอให้ศาลสั่ง เพื่อให้ตนรับ มรดกแทนที่ทายาทและในสิทธิของทายาทนั้นก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ เมื่อได้ชำระหนี้ของทายาทนั้นให้แก่เจ้าหนี้แล้ว ถ้าส่วนของทายาท นั้นยังมีเหลืออยู่อ ก็ให้ได้แก่ผู้สืบสันดานของทายาทนั้น หรือทายาทอื่นของเจ้ มรดกแล้วแต่ กรณี
- ๑๖๑๕
การที่ทายาทสละมรดกนั้น มีผลย้อนหลังไปถึงเวลาที่เจ้ามรดก ตาย เมื่อทายาทโดยธรรมคนใดสละมรดกผู้สืบสันดานของทายาทคนนั้นสืบมรดกได้ ตามสิทธิของตนและชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากับส่วนแบ่งที่ผู้สละมรดกนั้นจะได้รับแต่ ผู้สืบสันดานนั้นต้องไม่ใช่ผู้ที่บิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้อนุบาลแล้วแต่กรณี ได้บอกสละมรดก โดยสมบูรณ์ในนามของผู้สืบสันดานนั้น
- ๑๖๑๖
ถ้าผู้สืบสันดานของผู้สละมรดกได้มรดกมาดั่งกล่าวไว้ใน มาตรา กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.๒๕๓๕ ๑๖๑๕แล้ว ผู้ที่ได้สละมรดกนั้นไม่ สิทธิในส่วนทรัพย์สินอัผู้สืบสันดานของตนได้รับมรดกมา ในอันที่จะจัดการและใช้ดั่งที่ระบุไว้ในบรรพ ๕ลักษณะ ๒หมวด ๓แห่งประมวลกฎหมายนี้และ ให้ใช้มาตรา ๑๕๔๘บังคับโดยอนุโลม
- ๑๖๑๗
ผู้รับพินัยกรรมคนใดสละมรดก ผู้นั้นรวมตลอดทั้งผู้สืบสันดาน ไม่มีสิทธิจะรับมรดกที่ได้สละแล้วนั้น
- ๑๖๑๘
ถ้ ทายาทโดยธรรมผู้ที่ได้ ละมรดกไม่มผู้สืบสันดานที่จะรับ มรดกได้หรือผู้รับพินัยกรรมได้สละมรดก ให้ปันส่วนแบ่งของผู้ที่ได้สละมรดกนั้นๆ แก่ทายาทอื่น ของเจ้ามรดกต่อไป
- ๑๖๑๙
ผู้ใดจะสละหรือจำหน่ายจ่ายโอนโดยประการใด ซึ่งสิทธิอันหาก จะมีในภายหน้ ในการสืบมรดกผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นไม่ได้
ลักษณะ ๒ สิทธิโดยธรรมในการรับมรดก
หมวด ๑ บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
9 มาตรา- ๑๖๒๐
ถ้าผู้ใดตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้หรือทำพินัยกรรมไว้แต่ไม่มี ผลบังคับได้ ให้ปันทรัพย์มรดกทั้งหมดแก่ทายาทโดยธรรมของผู้ตายนั้นตามกฎหมาย ถ้าผู้ใดตายโดยได้ทำพินัยกรรมไว้ แต่พินัยกรรมนั้นจำหน่ายทรัพย์หรือมีผล บังคับได้แต่เพียงบางส่วนแห่งทรัพย์มรดก ให้ปันส่วนที่มิได้จำหน่ายโดยพินัยกรรม หรือส่วนที่ พินัยกรรมไม่มีผลบังคับให้แก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย
- ๑๖๒๑
เว้นแต่ผู้ทำพินัยกรรมจะได้แสดงเจตนากำหนดไว้ในพินัยกรรม เป็นอย่างอื่น แม้ทายาทโดยธรรมคนใดจะได้รับทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดตามพินัยกรรม ทายาท คนนั้นก็ยังมีสิทธิที่จะเรียกเอาส่วนโดยธรรมของตนจากทรัพย์มรดกส่วนที่ยังไม่ได้จำหน่ายโดย พินัยกรรมจนเต็มอีกก็ได้
- ๑๖๒๒
พระภิกษุนั้น จะเรียกร้องเอาทรัพย์มรดกในฐานะที่เป็นทายาท โดยธรรมไม่ได้ เว้นแต่จะได้สึกจากสมณเพศมาเรียกร้องภายในกำหนดอายุความตามมาตรา ๑๗๕๔ แต่พระภิกษุนั้น อาจเป็นผู้รับพินัยกรรมได้
- ๑๖๒๓
ทรัพย์สินของพระภิกษุที่ได้าในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศ นั้น เมื่อพระภิกษุนั้นถึงแก่มรณภาพให้ตกเป็นสมบัติของวัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุนั้น เว้น ไว้แต่พระภิกษุนั้นจะได้จำหน่ายไปในระหว่างชีวิตหรือโดยพินัยกรรม
- ๑๖๒๔
ทรัพย์สินใดเป็นของบุคคลก่อนอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ทรัพย์สินนั้นหาตกเป็นสมบัติของวัดไม่ และให้เป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของบุคคล นั้น หรือบุคคลนั้นจะจำหน่ายโดยประการใดตามกฎหมายก็ได้
- ๑๖๒๕
ถ้าผู้ตายเป็นผู้สมรสแล้ว การคิดส่วนแบ่งและการปันทรัพย์สิน ระหว่างผู้ตายกับคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นให้เป็นไปดั่งนี้
(๑) ในเรื่องส่วนแบ่ ในทรัพย์สิ ระหว่างสามีภริยาให้อยู่ในบัคับของ บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการหย่าโดยยินยอมทั้งสองฝ่าย อันมีบทบัญญัติเพิ่ เติม ให้บริบูรณ์ในมาตรา ๑๖๓๗และ๑๖๓๘และโดยเฉพาะต้องอยู่ในบังคับแห่งมาตรา ๑๕๑๓ถึง ๑๕๑๗แห่งประมวลกฎหมายนี้ แต่การคิดส่วนแบ่งนั้นมีผลตั้งแต่วันที่การสมรสได้สิ้นไปด้วยเหตุ ความตายนั้น
(๒) ในเรื่องส่วนแบ่งในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ให้อยู่ในบังคับของบทบัญญัติ แห่งบรรพนี้ นอกจากมาตรา ๑๖๓๗และ๑๖๓๘
- ๑๖๒๖
เมื่อได้ปฏิบัติตามมาตรา ๑๖๒๕(๑)แล้ว ให้คิดส่วนแบ่งทรัพย์ มรดกระหว่างทายาทโดยธรรมดั่งต่อไปนี้
(๑) ทรัพย์มรดกนั้นให้แบ่งแก่ทายาทตามลำดับและชั้นต่างๆดั่งที่บัญญัติไว้ใน หมวด ๒แห่งลักษณะนี้
(๒) ส่วนแบ่งอันจะได้แก่ทายาทในลำดับและชั้นต่างๆนั้น ให้แบ่งในระหว่าง บรรดาทายาทในลำดับและชั้นนั้นๆดั่งที่บัญญัติไว้ในหมวด ๓แห่งลักษณะนี้
- ๑๖๒๗
บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วและบุตรบุญธรรมนั้นให้ ถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ตามความหมายแห่งประมวลกฎหมาย นี้
- ๑๖๒๘
สามีภริยาที่ร้างกัน หรือแยกกันอยู่โดยยังมิได้หย่าขาดจากกัน ตามกฎหมายมิได้สิ้นไปซึ่งสิทธิโดยธรรมในการสืบมรดกซึ่งกันและกัน
หมวด ๒ การแบ่งทรัพย์มรดกระหว่ งทายาท
3 มาตรา- ๑๖๒๙
ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา ๑๖๓๐วรรค๒แต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดั่งต่อไปนี้ คือ
(๑) ผู้สืบสันดาน
(๒) บิดามารดา
(๓) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
(๔) พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน
(๕) ปู่ ย่า ตายาย
(๖) ลุง ป้า น้า อา คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้ ก็เป็ทายาทโดยธรรม ภายใต้บ คับของบทบัญญัติ - ๓๒๗ พิเศษแห่งมาตรา ๑๖๓๕ -
- ๑๖๓๐
ตราบใดที่มีทายาทซึ่งยังมีชีวิตอยู่ หรือมีผู้รับมรดกแทนที่ยังไม่ ขาดสายแล้วแต่กรณีในลำดับหนึ่งๆ ที่ระบุไว้ในมาตรา ๑๖๒๙ทายาทผู้ที่อยู่ในลำดับถัดลงไปไม่มี สิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายเลย แต่ความในวรรคก่อนนี้มิให้ใช้บังคับในกรณีเฉพาะที่มีผู้สืบสันดานคนใดยังมี ชีวิตอยู่หรือมีผู้รับมรดกแทนที่กัน แล้วแต่กรณี และมีบิดามารดายังมีชีวิตอยู่ ในกรณีเช่นนั้นให้ บิดามารดาได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่ เป็นทายาทชั้นบุตร
- ๑๖๓๑
ในระหว่างผู้สืบสันดานต่างชั้นกันนั้น บุตรของเจ้ามรดกอันอยู่ใน ชั้นสนิทที่สุดเท่านั้นมีสิทธิรับมรดก ผู้สืบสันดานที่อยู่ในชั้นถัดลงไปจะรับมรดกได้ก็แต่โดยอาศัย สิทธิในการรับมรดกแทนที่
หมวด ๓ การแบ่งส่วนมรดกของทายาทโดยธรรม
ส่วนที่ ๑ ญาติ
3 มาตรา- ๑๖๓๒
ภายใต้บังคับแห่งมาตรา ๑๖๒๙วรรคสุดท้ายการแบ่งส่วน มรดกของทายาทโดยธรรมในลำดับญาติให้เป็นไปตามบทบัญญัติในส่วนที่๑แห่งหมวดนี้
- ๑๖๓๓
ทายาทโดยธรรมในลำดับเดียวกัน ในลำดับหนึ่งๆ ที่ระบุไว้ใน มาตรา ๑๖๒๙นั้น ชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน ถ้าในลำดับหนึ่งมีทายาทโดยธรรมคนเดียว ทายาทโดยธรรมคนนั้นมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งทั้งหมด
- ๑๖๓๔
ระหว่างผู้สืบสันดานที่ รับมรดกแทนที่กันในส่วนแบ่งของสาย หนึ่งๆ ตามบทบัญญัติในลักษณะ ๒หมวด ๔นั้น ให้ได้รับส่วนแบ่งมรดกดั่งนี้
(๑) ถ้ามีผู้สืบสันดานต่างชั้นกัน บุตรของผู้ตายซึ่งอยู่ในชั้นสนิทที่สุดเท่านั้นมี สิทธิรับมรดก ผู้สืบสันดานในชั้นถัดลงไปจะรับมรดกได้ก็แต่โดยอาศัยสิทธิในการรับมรดกแทนที่
(๒) ผู้สืบสันดานในชั้นเดียวกันได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน
(๓) ถ้าในชั้นหนึ่งมีผู้สืบสันดานคนเดียว ผู้สืบสันดานคนนั้ มีสิทธิได้รับส่วน แบ่งทั้งหมด
ส่วนที่ ๒ คู่สมรส
4 มาตรา- ๑๖๓๕
ลำดับและส่วนแบ่งของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ในการรับมรดกของ ผู้ตายนั้น ให้เป็นไปดั่งต่อไปนี้
(๑) ถ้ามีทายาทตามมาตรา ๑๖๒๙(๑)ซึ่งยังมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับมรดกแทนที่ แล้วแต่กรณี คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้น มีสิทธิได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าตนเป็นทายาทชั้นบุตร
(๒) ถ้ามีทายาทตามมาตรา ๑๖๒๙(๓)และทายาทนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับ มรดกแทนที่ หรือถ้าไม่มีทายาทตามมาตรา ๑๖๒๙(๑)แต่มีทายาทตามมาตรา ๑๖๒๙(๒) แล้วแต่กรณี คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นมีสิทธิได้รับมรดกกึ่งหนึ่ง
(๓) ถ้ามีทายาทตามมาตรา ๑๖๒๙(๔)หรือ (๖)และทายาทนั้นยังมีชีวิตอยู่ หรือมีผู้ับมรดกแทนที่ หรือมีทายาทตามมาตรา ๑๖๒๙(๕)แล้วแต่กรณี คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ มีสิทธิได้มรดกสองส่วนในสาม
(๔) ถ้าไม่มีทายาทดั่งที่ระบุไว้ในมาตรา ๑๖๒๙คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นมีสิทธิ ได้รับมรดกทั้งหมด
- ๑๖๓๖
ถ้าเจ้ามรดกมีภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายก่อนใช้ประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์บรรพ ๕หลายคนยังมีชีวิตอยู่ ภริยาเหล่านั้นทั้งหมดรวมกันมีสิทธิได้รับมรดก ตามลำดับชั้นและส่วนแบ่งดั่งระบุไว้ในมาตรา ๑๖๓๕แต่ในระหว่างกันเองให้ภริยาน้อยแต่ละคน มีสิทธิได้รับมรดกกึ่งส่วนที่ภริยาหลวงจะพึงได้รับ
- ๑๖๓๗
ถ้ คู่สมรสฝ่ายใดที่ยังมีชีวิตอยู่เป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญา ประกันชีวิต คู่สมรสฝ่ายนั้นมีสิทธิรับจำนวนเงินทั้งหมดที่ได้ตกลงไว้กับผู้รับประกันภัย แต่จำต้อง เอาจำนวนเบี้ยประกันภัย เพียงเท่าที่พิสูจน์ได้ว่าสูงกว่าจำนวนเงินที่ผู้ตายจะพึงส่งใช้เป็นเบี้ย ประกันภัยได้ ตามรายได้หรือฐานะของตนโดยปกติไปชดใช้สินเดิมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง หรือ สินสมรสแล้วแต่กรณี ถึงอย่างไรก็ดี จำนวนเงิ เบี้ยประกันภัยซึ่งจะพึงส่งคืนตามบทบัญญัติข้างต้นนั้น รวมทั้งสิ้นต้องไม่เกินจำนวนเงินที่ผู้รับประกันภัยได้ชำระให้
- ๑๖๓๘
เมื่อคู่สมรสทั้งสองฝ่ายได้ลงทุนออกเงินในการทำสัญญา และ ตามสัญญานั้นทั้งสองฝ่ายจะต้องได้รับเงินปีในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ร่วมกัน และเมื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ตายฝ่ายที่ยังมีชีวิตอยู่ยังจะต้องได้ับเงินปีต่อไปตลอดอายุ ฝ่ายที่ยังมีชีวิตอยู่ จำต้องชดใช้สิน เดิมของอีกฝ่ายหนึ่ง หรือสินสมรสแล้วแต่กรณี สุดแต่ว่าได้เอาเงินสินเดิม หรือสินสมรสไปใช้ใการลงทุนนั้น เงินที่จะต้องชดใช้สินเดิมหรือสินสมรสดั่งว่านี้ ให้ชดใช้เท่าจำนวนเงินซึ่งผู้จ่ายเงิน รายปีจะเรียกให้ใช้เพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อผู้จ่ายจะได้จ่ายเงิ รายปีให้แก่คู่สมรสฝ่ายที่ยังมีชีวิตอยู่ นั้นต่อไป
หมวด ๔ การรับมรดกแทนที่กัน
7 มาตรา- ๑๖๓๙
ถ้าบุคคลใดซึ่งจะเป็นทายาทตามมาตรา ๑๖๒๙(๑)(๓)(๔) หรือ
(๖) ถึงแก่ความตาย หรือถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย ถ้าบุคคลนั้นมี ผู้สืบสันดานก็ให้ผู้สืบสันดานรับมรดกแทนที่ ถ้าผู้สืบสันดานคนใดของบุคคลนั้นถึงแก่ความตาย หรือถูกกำจัดมิให้รับมรดกเช่นเดียวกัน ก็ให้ผู้สืบสันดานของผู้สืบสันดานนั้นรับมรดกแทนที่ และ ให้มีการรับมรดกแทนที่กันเฉพาะส่วนแบ่งของบุคคลเป็นรายๆสืบต่อกันเช่นนี้ไปจนหมดสาย
- ๑๖๔๐
เมื่อบุคคลใดต้องถือว่าถึงแก่ความตายตามความในมาตรา ๖๒แห่งประมวลกฎหมายนี้ให้มีการรับมรดกแทนที่กันได้
- ๑๖๔๑
ถ้าบุคคลใดซึ่งจะเป็นทายาทตามมาตรา ๑๖๒๙(๒)หรือ
(๕) ถึงแก่ความตาย หรือถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตายถ้ามีทายาทในลำดับเดียวกันยังมี ชีวิตอยู่ ก็ให้ส่วนแบ่งทั้งหมดตกได้แก่ทายาทนั้นเท่านั้น ห้ามมิให้มีการรับมรดกแทนที่กันต่อไป
- ๑๖๔๒
การรับมรดกแทนที่กันนั้น ให้ใช้บังคับแต่ในระหว่างทายาทโดย ธรรม
- ๑๖๔๓
สิทธิที่จะรับมรดกแทนที่กันนั้นได้เฉพาะแก่ผู้สืบสันดานโดยตรง ผู้บุพการีหามีิทธิดั่งนั้นไม่
- ๑๖๔๔
ผู้สืบสันดานจะรับมรดกแทนที่ได้ต่อเมื่อมีิทธิบริบูรณ์ในการรับ มรดก
- ๑๖๔๕
การที่บุคคลใดสละมรดกของบุคคลอีกคนหนึ่งนั้น ไม่ตัดสิทธิ ของผู้สละที่จะรับมรดกแทนที่บุคคลอีกคนหนึ่งนั้นในการสืบมรดกบุคคลอื่น -
ลักษณะ ๓ พินัยกรรม
หมวด ๑ บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
9 มาตรา- ๑๖๔๖
บุคคลใดจะแสดงเจตนาโดยพินัยกรรมกำหนดการเผื่อตายใน เรื่องทรัพย์สินของตนเอง หรือในการต่างๆอันจะให้เกิดเป็นผลบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อตนตาย ก็ได้
- ๑๖๔๗
การแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายนั้นย่อมทำได้ด้วยคำสั่งครั้ง สุดท้ายกำหนดไว้ในพินัยกรรม
- ๑๖๔๘
พินัยกรรมนั้นต้องทำตามแบบซึ่งระบุไว้ในหมวด ๒แห่งลักษณะ นี้
- ๑๖๔๙
ผู้ จัดการมรดกซึ่งผู้ตายตั้งไว้ย่อมมีอำนาจและหน้าที่ในอันที่จะ จัดการทำศพของผู้ตาย เว้นแต่ผู้ตายจะได้ตั้งบุคคลอื่นไว้โดยเฉพาะให้จัดการดั่งว่านั้น ถ้ ผู้ตายมิได้ตั้งผู้จัดการมรดกหรือบุคคลใดไว้ให้เป็นผู้จัดการทำศพหรือทายาท มิได้มอบหมายตั้งให้บุคคลใดเป็นผู้จัดการทำศพ บุคคลผู้ได้รับทรัพย์มรดกโดยพินัยกรรมหรือ โดยสิทธิโดยธรรมเป็นจำนวนมากที่สุด เป็นผู้มีอำนาจและตกอยู่ในหน้าที่ต้องจัดการทำศพ เว้น แต่ศาลจะเห็นเป็การสมควรตั้งบุคคลอื่ ให้จัดการเช่้น ในเมื่อบุคคลผู้มีส่วนได้เสียคนใดคน หนึ่งร้องขอขึ้น
- ๑๖๕๐
ค่าใช้จ่ายเกิดมีหนี้เป็นคุณแก่บุคคลใดในการจัดการทำศพนั้น ให้เรียกเอาได้ตามบุริมสิทธิที่ระบุไว้ในมาตรา ๒๕๓(๒)แห่งประมวลกฎหมายนี้ ถ้าการจัดการทำศพต้องชักช้าไปด้วยประการใดๆให้บุคคลผู้มีอำนาจตามความ ในมาตราก่อนกันเงินเป็นจำนวนอันสมควรจากสินทรัพย์แห่งกองมรดกเพื่อใช้ในการนี้ โดยให้ บุคคลผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งร้องต่อศาลได้ในกรณีที่ไม่ตกลงหรือคัดค้านการกันเงินจำนวน นั้น กรณีจะเป็นอย่างไรก็ตามเงินค่าใช้จ่าย หรือเงินที่กันไว้อันเกี่ยวกับการจัดการทำ ศพนั้น ให้กันไว้ได้แต่เพียงจำนวนตามสมควรแก่ฐานะในสมาคมของผู้ตาย แต่จะต้องไม่เป็นการ เสื่อมเสียต่อสิทธิของเจ้าหนี้ของผู้ตาย
- ๑๖๕๑
ภายใต้บังคับบทบัญญัติลักษณะ ๔
(๑) เมื่อตามข้อกำหนดพินัยกรรม บุคคลใดมีสิทธิที่จะได้รับทรัพย์มรดก ทั้งหมดของเจ้ มรดกหรือตามเศษส่วน หรือตามส่วนที่เหลือแห่งทรัพย์มรดก ซึ่งมิได้แยกไว้ ต่างหากเป็นพิเศษจากกองมรดก บุคคลนั้นเรียกว่าผู้รับพินัยกรรมลักษณะทั่วไป และมีสิทธิและ ความรับผิดเช่นเดียวกับทายาทโดยธรรม
(๒) เมื่อตามข้อกำหนดพินัยกรรมบุ คลใดมีสิทธิที่จะได้รับทรัพย์สินเฉพาะสิ่ง เฉพาะอย่าง ซึ่งเจาะจงไว้โดยเฉพาะ หรือแยกไว้ต่างหากเป็นพิเศษจากกองมรดก บุคคลนั้น เรียกว่า ผู้รับพินัยกรรมลักษณะเฉพาะและมีสิทธิและความรับผิดที่เกี่ยวกับทรัพย์สินเท่านั้น ในกรณีที่มีข้อสงสัย ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้รับพินัยกรรมเป็นผู้รับพินัยกรรม ลักษณะเฉพาะ
- ๑๖๕๒
บุคคลผู้อยู่ในความปกครองนั้น จะทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดก ของตนให้แก่ผู้ป ครองหรือคู่สมรส บุพการี หรือผู้สืบสัดานหรือพี่น้องของผู้ปกครองไม่ได้ จนกว่าผู้ปกครองจะได้ทำคำแถลงการณ์ปกครองตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๕๗๗และมาตรา ต่อๆไปแห่งประมวลกฎหมายนี้เสร็จสิ้นแล้ว
- ๑๖๕๓
ผู้เขียน หรือพยานในพินัยกรรมจะเป็นผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรม นั้นไม่ได้ ให้ใช้บทบัญญัติในวรรคก่อนบังคับแก่คู่สมรสของผู้เขียนหรือพยานในพินัยกรรม ด้วย พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งได้จดข้อความแห่งพินัยกรรมที่พยานนำมาแจ้งตาม มาตรา ๑๖๖๓ให้ถือว่าเป็นผู้เขียนพินัยกรรมตามความหมายแห่งมาตรานี้
- ๑๖๕๔
ความสามารถของผู้ทำพินัยกรรมนั้นให้พิจารณาแต่ในเวลาที่ทำ พินัยกรรมเท่านั้น ความสามารถของผู้รับพินัยกรรมนั้น ให้พิจารณาแต่ในเวลาที่ผู้ทำพินัยกรรมตาย เท่านั้น
หมวด ๒ แบบพินัยกรรม
18 มาตรา- ๑๖๕๕
พินัยกรรมนั้น จะทำได้ก็แต่ตามแบบใดแบบหนึ่งดั่งที่บัญญัติไว้ ในหมวดนี้
- ๑๖๕๖
พิ ยกรรมนั้ จะทำตามแบบดั่งนี้ก็ได้ กล่ วคือต้องทำเป็หนังสือลงวัน เดือน ปี ในขณะที่ทำขึ้น และผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าพยานอย่าง น้อยสองคนพร้อมกัซึ่งพยานสองคนนั้นต้องลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมไว้ ในขณะนั้น การขูดลบตกเติม หรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นซึ่งพินัยกรรมนั้นย่อมไม่ สมบูรณ์ เว้นแต่จะได้ปฏิบัติตามแบบอย่างเดียวกับการทำพิัยกรรมตามมาตรานี้
- ๑๖๕๗
พิ ยกรรมนั้น จะทำเป็นเอกสารเขียนเองทั้งฉบับก็ได้ กล่าวคือ ผู้ทำพินัยกรรมต้องเขียนด้วยมือตนเองซึ่งข้อความทั้งหมด วัน เดือน ปี และลายมือชื่อของตน การขูดลบตกเติม หรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นซึ่งพินัยกรรมนั้นย่อมไม่ สมบูรณ์ เว้นแต่ผู้ทำพินัยกรรมจะได้ทำด้วยมือตนเอง และลงลายมือชื่อกำกับไว้ บทบัญญัติมาตรา ๙แห่งประมวลกฎหมายนี้มิให้ใช้บังคับแก่พินัยกรรมที่ทำขึ้น ตามมาตรานี้
- ๑๖๕๘
พินัยกรรมนั้น จะทำเป็นเอกสารฝ่ายเมืองก็ได้ กล่าวคือ
(๑) ผู้ทำพินัยกรรมต้องไปแจ้งข้อความที่ตนประสงค์จะให้ใส่ไว้ในพินัยกรรม ของตนแก่กรมการอำเภอต่อหน้าพยานอีกอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน
(๒) กรมการอำเภอต้องจดข้อความที่ผู้ทำพินัยกรรมแจ้งให้ทราบนั้นลงไว้ และ อ่านข้อความนั้นให้ผู้ทำพินัยกรรมและพยานฟัง
(๓) เมื่อผู้ทำพินัยกรรมและพยานทราบแน่ชัดว่า ข้อความที่กรมการอำเภอจด นั้นเป็นการถูกต้องตรงกันกับที่ผู้ทำพินัยกรรมแจ้งไว้แล้ว ให้ผู้ทำพินัยกรรมและพยานลงลายมือ ชื่อไว้เป็นสำคัญ
(๔) ข้อความที่กรมการอำเภอจดไว้นั้ ให้กรมการอำเภอลงลายมือชื่อและลง วัน เดือน ปี ทั้งจดลงไว้ด้วยตนเองเป็นสำคัญว่า พินัยกรรมนั้นได้ทำขึ้นถูกต้องตามบทบัญญัติ อนุมาตรา ๑ถึง๓ข้างต้น แล้วประทับตราตำแหน่งไว้เป็นสำคัญ การขูดลบตกเติม หรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นซึ่งพินัยกรรมนั้นย่อมไม่ สมบูรณ์ เว้นแต่ผู้ทำพินัยกรรม พยานและกรมการอำเภอจะได้ลงลายมือชื่อกำกับไว้
- ๑๖๕๙
การทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองนั้น จะทำนอกที่ว่าการ อำเภอก็ได้ เมื่อมีารร้องขอเช่นนั้น
- ๑๖๖๐
พินัยกรรมนั้น จะทำเป็นเอกสารลับก็ได้ กล่าวคือ
(๑) ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อในพินัยกรรม
(๒) ผู้ทำพินัยกรรมต้องผนึกพินัยกรรมนั้น แล้วลงลายมือชื่อคาบรอยผนึกนั้น
(๓) ผู้ทำพินัยกรรมต้องนำพินัยกรรมที่ผนึกนั้นไปแสดงต่อกรมการอำเภอและ พยานอีกอย่างน้อยสองคนและให้ถ้อยคำต่อบุคคลทั้งหมดเหล่านั้นว่าเป็นพิ ยกรรมของตนถ้า พินัยกรรมนั้นผู้ทำพินัยกรรมมิได้เป็นผู้เขียนเองโดยตลอด ผู้ทำพินัยกรรมจะต้องแจ้งนามและ ภูมิลำเนาของผู้เขียนให้ทราบด้วย
(๔) เมื่อกรมการอำเภอจดถ้อยคำของผู้ทำพินัยกรรมและวัน เดือน ปี ที่ทำ พินัยกรรมมาแสดงไว้บนซองนั้นและประทับตราตำแหน่งแล้ว ให้กรมการอำเภอผู้ทำพินัยกรรม และพยานลงลายมือชื่อบนซองนั้น การขูดลบตกเติม หรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นซึ่งพินัยกรรมนั้นย่อมไม่ สมบูรณ์ เว้นแต่ผู้ทำพินัยกรรมจะได้ลงลายมือชื่อกำกับไว้
- ๑๖๖๑
ถ้าบุคคลผู้เป็นทั้งใบ้และหูหนวกหรือผู้ที่พูดไม่ได้ มีความ ประสงค์จะทำพินัยกรรมเป็นแบบเอกสารลับให้ผู้นั้นเขียนด้วยตนเองบนซองพินัยกรรมต่อหน้า กรมการอำเภอและพยานซึ่งข้อความว่าพินัยกรรมที่ผนึกนั้นเป็นของตนแทนการให้ถ้อยคำดั่งที่ กำหนดไว้ในมาตรา ๑๖๖๐(๓) และถ้าหากมีผู้เขียนก็ให้เขียนชื่อกับภูมิลำเนาของผู้เขียน พินัยกรรมนั้นไว้ด้วย ให้กรมการอำเภอจดลงไว้บนซองเป็นสำคัญว่า ผู้ทำพินัยกรรมได้ปฏิบัติตาม ข้อความในวรรคก่อนแล้วแทนการจดถ้อยคำของผู้ทำพินัยกรรม
- ๑๖๖๒
พิ ยกรรมซึ่งได้ทำเป็นแบบเอกสารฝ่ายเมืองหรือเอกสารลับนั้น กรมการอำเภอจะเปิดเผยแก่บุคคลอื่นใดไม่ได้ในระหว่างที่ผู้ทำพินัยกรรมยังมีชีวิตอยู่ และผู้ทำ พินัยกรรมจะเรียกให้กรมการอำเภอส่งมอบพินัยกรรมนั้ แก่ตนในเวลาใดๆกรมการอำเภอ จำต้องส่งมอบให้ ถ้าพินัยกรรมนั้นทำเป็นแบบเอกสารฝ่ายเมือง ก่อนส่งมอบพินัยกรรม ให้ กรมการอำเภอคัดสำเนาพินัยกรรมไว้แล้วลงลายมือชื่อประทับตราตำแหน่งเป็สำคัญ สำเนา พินัยกรรมนั้นจะเปิดเผยแก่บุคคลอื่นใดไม่ได้ ในระหว่างที่ผู้ทำพินัยกรรมยังมีชีวิตอยู่
- ๑๖๖๓
เมื่อมีพฤติการณ์พิเศษซึ่งบุคคลใดไม่สามารถจะทำพินัยกรรม ตามแบบอื่นที่กำหนดไว้ได้ เช่น ตกอยู่ในอันตรายใกล้ความตาย หรือเวลามีโรคระบาด หรือ สงครามบุคคลนั้นจะทำพินัยกรรมด้วยวาจาก็ได้ เพื่อการนี้ ผู้ทำพินัยกรรมต้องแสดงเจตนากำหนดข้อพินัยกรรมต่อหน้าพยาน อย่างน้อยสองคนซึ่งอยู่พร้อมกัที่นั้น พยานสองคนนั้นต้องไปแสดงตนต่อกรมการอำเภอโดยมิชักช้าและแจ้งข้อความ ที่ผู้ทำพินัยกรรมได้สั่งไว้ด้วยวาจานั้นทั้งต้องแจ้งวันเดือนปีสถานที่ ที่ ทำพินัยกรรมและ พฤติการณ์พิเศษนั้นไว้ด้วย ให้กรมการอำเภอจดข้อความที่พยานแจ้งนั้นไว้ และพยานสองคนนั้นต้องลง ลายมือชื่อไว้ หรือมิฉะนั้น จะให้เสมอกับการลงลายมือชื่อได้ก็แต่ด้วยลงลายพิมพ์นิ้วมือโดยมี พยานลงลายมือชื่อรับรองสองคน
- ๑๖๖๔
ความสมบูรณ์แห่งพินัยกรรมซึ่งทำขึ้นตามมาตราก่อนนั้นย่อมสิ้น ไปเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่เวลาผู้ทำพินัยกรรมกลับมาสู่ฐานะที่จะทำพินัยกรรมตามแบบ อื่นที่กำหนดไว้ได้
- ๑๖๖๕
เมื่อผู้ทำพินัยกรรมจะต้องลงลายมือชื่อตามมาตรา ๑๖๕๖, ๑๖๕๘,๑๖๖๐จะให้เสมอกับลงลายมือชื่อได้ ก็แต่ด้วยลงลายพิมพ์นิ้วมือโดยมีพยานลงลายมือ ชื่อรับรองไว้ด้วยสองคนในขณะนั้น
- ๑๖๖๖
บทบัญญัติมาตรา ๙วรรคสองแห่งประมวลกฎหมายนี้ มิให้ ใช้บังคับแก่พยานผู้ที่จะต้องลงลายมือชื่อตามมาตรา ๑๖๕๖,๑๖๕๘,๑๖๖๐
- ๑๖๖๗
เมื่อคนในบังคับไทยจะทำพินัยกรรมในต่างประเทศ พินัยกรรม นั้นอาจทำตามแบบซึ่งกฎหมายของประเทศที่ทำพินัยกรรมบัญญัติไว้ หรือตามแบบที่กฎหมาย ไทยบัญญัติไว้ก็ได้ เมื่ อทำพินัยกรรมตามแบบที่กฎหมายไทยบัญญัติไว้ อำนาจและหน้าที่ของ กรมการอำเภอตามมาตรา ๑๖๕๘,๑๖๖๐,๑๖๖๑,๑๖๖๒,๑๖๖๓ให้ตกแก่บุคคลดั่งต่อไปนี้ คือ
(๑) พนักงานทูตหรือกงสุลฝ่ายไทยกระทำการตามขอบอำนาจของตนหรือ
(๒) พนักงานใดๆซึ่งมีอำนาจตามกฎหมายของต่างประเทศนั้นๆที่จะรับ บันทึกข้อแจ้งความไว้เป็นหลักฐานได้
- ๑๖๖๘
ผู้ทำพินัยกรรมไม่จำเป็นต้องเปิดเผยข้อความในพินัยกรรมนั้น ให้พยานทราบเว้นแต่กฎหมายจะได้ะบุไว้เป็นอย่างอื่น
- ๑๖๖๙
ในระหว่างเวลาที่ ประเทศตกอยู่ในภาวะการรบหรือการ สงครามบุคคลที่รับราชการทหารหรือทำการเกี่ยวข้องอยู่กับราชการทหาร จะทำพินัยกรรมตาม แบบที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๖๕๘มาตรา ๑๖๖๐หรือมาตรา ๑๖๖๓ก็ได้ ในกรณีเช่นว่านั้น ให้ นายทหารหรือข้าราชการฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตรมีอำนาจและหน้าที่เช่นเดียวกับกรมการอำเภอ บทบัญญัติวรรคก่อนให้นำมาใช้บังคับแก่กรณีที่บุคคลที่รับราชการทหารหรือทำ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.๒๕๓๕ - การเกี่ยวข้องอยู่กับราชการทหารทำพินัยกรรมในต่างประเทศในระหว่างที่ปฏิบัติการเพื่อประเทศ ในภาวะการรบหรือการสงครามในต่างประเทศโดยอนุโลมและในกรณีเช่นว่านี้ ให้นายทหารหรือ ข้าราชการฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตรมีอำนาจและหน้าที่เช่ เดียวกับพนักงานทูตหรือกงสุลฝ่ายไทย ถ้าผู้ทำพินัยกรรมตามความในสองวรรคก่อนนั้นป่วยเจ็บหรือต้องบาดเจ็บ และ อยู่ในโรงพยาบาล ให้แพทย์แห่งโรงพยาบาลนั้นมีอำนาจและหน้าที่เช่นเดียวกับกรมการอำเภอ หรือพนักงานทูตหรือกงสุลฝ่ายไทย แล้วแต่กรณีด้วย
- ๑๖๗๐
บุ คลต่อไปนี้จะเป็นพยานในการทำพินัยกรรมไม่ได้
(๑) ผู้ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ
(๒) บุคคลวิกลจริตหรือบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถ
(๓) บุคคลที่หูหนวกเป็นใบ้ หรือจักษุบอดทั้งสองข้าง
- ๑๖๗๑
เมื่อบุคคลใดนอกจากผู้ทำพินัยกรรมเป็นผู้เขียนข้อความแห่ง พินัยกรรม บุคคลนั้นต้องลงลายมือชื่อของตนทั้งระบุว่าเป็นผู้เขียน ถ้าบุคคลนั้นเป็นพยานด้วย ให้เขียนข้อความระบุว่าตนเป็นพยานไว้ต่อท้าย ลายมือชื่อของตนเช่นเดียวกับพยานอื่นๆ
- ๑๖๗๒
ให้รัฐมนตรีว่ การกระทรวงมหาดไทย กลาโหม และ ต่างประเทศ มีอำนาจและหน้าที่เท่าที่เกี่ยวกับกระทรวงนั้นๆ ที่จะออกกฎกระทรวง เพื่อให้การ เป็นไปตามประมวลกฎหมายบรรพนี้ รวมทั้งกำหนดอัตราค่ ฤชาธรรมเนียมอันเกี่ยวกับการนั้น
หมวด ๓ ผลและการตีความแห่งพิ ยกรรม
13 มาตรา- ๑๖๗๓
สิทธิและหน้าที่ใดๆ อันเกิดขึ้นตามพินัยกรรม ให้มีผลบังคับ เรียกร้องกันได้ตั้งแต่ผู้ทำพินัยกรรมตายเป็นต้นไป เว้นแต่ผู้ทำพินัยกรรมจะได้กำหนดเงื่อนไข หรือเงื่อนเวลาให้มีผลบังคับเรียกร้องกันได้ภายหลัง
- ๑๖๗๔
ถ้าข้อกำหนดพินัยกรรมมีเงื่อนไข และเงื่อนไขนั้นสำเร็จเสียก่อน เวลาที่ผู้ทำพินัยกรรมตาย หากว่าเป็นเงื่อนไขบังคับก่อน ข้อกำหนดพินัยกรรมนั้นมีผลเมื่อผู้ทำ พินัยกรรมตายหากว่าเป็นเงื่อนไขบังคับหลัง ข้อกำหนดพินัยกรรมนั้นเป็นอันไร้ผล ถ้าเงื่อนไขบังคับก่อนสำเร็จภายหลังที่ผู้ทำพินัยกรรมตายข้อกำหนดพินัยกรรมมี และพาณิชย์พุทธศักราช ๒๔๗๙ ผลตั้งแต่เวลาเงื่อนไขสำเร็จ ถ้าเงื่อนไขบังคับหลังสำเร็จภายหลังที่ผู้ทำพินัยกรรมตาย ข้อกำหนดพินัยกรรมมี ผลตั้งแต่เวลาที่ผู้ทำพินัยกรรมตาย แต่ตกเป็นอันไร้ผลในเมื่อเงื่อนไขนั้นสำเร็จ แต่ถ้าผู้ทำพินัยกรรมได้กำหนดไว้ในพินัยกรรมว่า ในกรณีที่กล่าวมาในสองวรรค ก่อนนั้น ให้ความสำเร็จแห่งเงื่อนไขมีผลย้อนหลังไปถึงเวลาที่ผู้ทำพินัยกรรมตาย ก็ให้เป็นไปตาม เจตนาของผู้ท พิัยกรรมนั้น
- ๑๖๗๕
เมื่อพินัยกรรมมีเงื่อนไขบังคับก่อนผู้รับประโยชน์ตามข้อความ แห่งพินัยกรรมนั้นจะร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการทรัพย์สินที่ยกให้โดยพินัยกรรมนั้นจนกว่าจะถึง เวลาที่เงื่อนไขสำเร็จ หรือจนกว่าความสำเร็จแห่งเงื่อนไขตกเป็นอันพ้นวิสัยก็ได้ ถ้าศาลเห็นเป็นการสมควร จะตั้งผู้ร้องนั้นเป็นผู้จัดการทรัพย์สินเสียเอง และ เรียกให้ผู้ร้องนั้นวางประกันตามที่สมควรก็ได้
- ๑๖๗๖
พินัยกรรมจะทำขึ้นโดยให้บุคคลใดตกอยู่ในภาระติดพันที่ จะต้องก่อตั้งมูลนิธิ หรือจะสั่งจัดสรรทรัพย์สินไว้โดยตรง เพื่อประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งตาม บทบัญญัติมาตรา ๑๑๐แห่งประมวลกฎหมายนี้ก็ได้
- ๑๖๗๗
เมื่อมีพิ ยกรรมก่อตั้ มูลนิธิขึ้นตามมาตราก่อนให้เป็หน้าที่ของทายาทหรือผู้จัดการมรดกแล้วแต่กรณี ที่จะต้องร้องขอให้รัฐบาลให้อำนาจจัดตั้งขึ้นเป็น นิติบุคคลตามมาตรา ๑๑๘แห่งประมวลกฎหมายนี้ เว้ แต่จะได้มีข้อกำหนดไว้ในพินัยกรรมเป็น อย่างอื่น ถ้าบุคคลดั่งกล่าวแล้วมิได้ร้องขอให้รัฐบาลให้อำนาจ บุคคลผู้มีส่วนได้เสียคน หนึ่งคนใดหรือพนักงานอัยการจะเป็นผู้ร้องขอก็ได้
- ๑๖๗๘
เมื่ อมูลนิธิใดซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยพินัยกรรมได้ต้งขึ้นเป็นนิติบุคคล แล้ว ให้ถือว่าทรัพย์สินซึ่งผู้ทำพินัยกรรมจัดสรรไว้เพื่อการนั้น ตกเป็นของนิติบุคคลนั้นตั้งแต่เวลา ซึ่งพินัยกรรมมีผล เว้นแต่จะมีข้อกำหนดไว้ในพินัยกรรมเป็นอย่างอื่น
- ๑๖๗๙
ถ้าจัดตั้งมูลนิธิขึ้นไม่ได้ตามวัตถุที่ประสงค์ ให้ทรัพย์สินตกทอด ไปตามที่ระบุไว้ในพินัยกรรม ถ้าพินัยกรรมไม่ได้ระบุไว้ เมื่อทายาทหรือผู้จัดการมรดก หรือพนักงานอัยการ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.๒๕๓๕ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.๒๕๓๕ - ๓๓๗ หรือบุคคลผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งร้อง- ขอให้ศาลจัดสรรทรัพย์สิ้นให้แก่นิติบุคคล อื่นซึ่งปรากฏว่ามีวัตถุที่ประสงค์ใกล้ชิดที่สุดกับความประสงค์ของผู้ทำพินัยกรรม ถ้ หากว่าจัดสรรทรัพย์ินอย่างนี้ไม่ได้็ด หรือว่ามูลนิธินั้นตั้งขึ้นไม่ได้ เพราะ เป็นการขัดต่อกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนก็ดี ข้อกำหนดพินัยกรรมในการจัดตั้งมูลนิธินั้นเป็นอันไร้ผล
- ๑๖๘๐
เจ้าหนี้ของผู้ทำพินัยกรรมมีสิทธิที่จะร้องขอให้เพิกถอน ข้อกำหนดพินัยกรรมซึ่งก่อตั้งมูลนิธินั้นได้เพียงเท่าที่ตนต้องเสียประโยชน์เนื่องแต่การนั้น
- ๑๖๘๑
ถ้าทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งพินัยกรรมนั้น ได้สูญหาย ทำลาย หรือบุบสลายไปและพฤติการณ์ทั้งนี้เป็นผลให้ได้ทรัพย์สินอื่นมาแทน หรือได้สิทธิเรียกร้องเอาค่า สินไหมทดแทนทรัพย์สินนั้น ผู้รับพิัยกรรมจะเรียกให้ส่งมอบของแทนซึ่งได้ับมานั้น หรือจะ เรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนเสียเองก็ได้แล้วแต่กรณี
- ๑๖๘๒
เมื่อพินัยกรรมทำขึ้นเป็นการปลดหนี้หรือโอนสิทธิเรียกร้อง พินัยกรรมนั้นมีผลเพียงจำนวนซึ่งคงค้างชำระอยู่ในเวลาที่ผู้ทำพินัยกรรมตาย เว้นแต่ผู้ทำ พินัยกรรมจะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ถ้ามีเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งหนี้ที่ปลดให้หรือสิทธิเรียกร้องที่โอนไปนั้นก็ให้ ส่งมอบแก่ผู้รับพินัยกรรมและให้ใช้าตรา๓๐๓ถึง ๓๑๓,๓๔๐แห่งประมวลกฎหมายนี้บังคับ โดยอนุโลม แต่ถ้าผู้ทำพินัยกรรมจะต้องกระทำการหรือดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรา นั้นๆ แล้ว บุคคลผู้ต้องจัดการตามพินัยกรรมหรือผู้รับพินัยกรรมจะกระทำการหรือดำเนินการ นั้นๆ แทนผู้ทำพินัยกรรมก็ได้
- ๑๖๘๓
พินัยกรรมที่บุคคลทำให้แก่เจ้าหนี้คนใดของตนนั้ น ให้ สันนิษฐานไว้ก่อนว่า มิได้ทำขึ้นเพื่อชำระหนี้อันค้างชำระแก่เจ้าหนี้คนนั้น
- ๑๖๘๔
เมื่อความข้อใดข้อหนึ่งในพินัยกรรมอาจตีความได้เป็นหลายนัย ให้ถือเอาตามนัยที่จะสำเร็จผลตามความประสงค์ของผู้ทำพินัยกรรมนั้นได้ดีที่สุด
- ๑๖๘๕
ในกรณีที่ผู้ทำพิ ยกรรมได้กำหนดผู้รับพิ ยกรรมไว้โดย คุณสมบัติที่ทราบตัวแน่นอนได้ ถ้ามีบุคคลหลายคนทรงไว้ซึ่งคุณสมบัติที่จะเป็นผู้รับพินัยกรรม ตามที่ผู้ทำพินัยกรรมกำหนดไว้ดั่งนั้นได้ ในกรณีที่มีข้อสงสัยให้ถือว่าทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับส่วน ปันเท่าๆ กัน
หมวด ๔ พินัยกรรมที่ตั้งผู้ปกครองทรัพย์
7 มาตรา- ๑๖๘๖
อันว่าทรัสต์นั้น จะก่อตั้งขึ้นโดยตรงหรือโดยทางอ้อมด้วย พินัยกรรมหรือด้วยนิติกรรมใดๆที่มีผลในระหว่างชีวิตก็ดีหรือเมื่อตายแล้วก็ดี หามีผลไม่ เว้นแต่ โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเพื่อการก่อตั้งทรัสต์เท่านั้น
- ๑๖๘๗
ถ้ ผู้ทำพินัยกรรมประสงค์จะยกทรัพย์สินให้แก่ผู้เยาว์ หรือผู้ซึ่ง ศาลได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ หรือแก่ผู้ซึ่งต้องรักษาตัวอยู่ใน โรงพยาบาลเพราะเหตุวิกลจริต แต่ต้องการมอบการเก็บรักษาและจัดการทรัพย์สินนั้นแก่บุคคล อื่นนอกจากบิดามารดา ผู้ปกครอง ผู้อนุบาล หรือผู้พิทักษ์ของบุคคลเช่นนั้น ผู้ทำพินัยกรรมต้อง ตั้งผู้ปกครองทรัพย์ขึ้น การตั้งผู้ปกครองทรัพย์ี้ ห้ามมิให้ตั้งขึ้นเป็เวลาเกินกว่ากำหนดแห่งการเป็น ผู้เยาว์ หรือกำหนดที่ศาลได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ หรือ กำหนดที่ต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล แล้วแต่กรณี
- ๑๖๘๘
การตั้งผู้ปกครองทรัพย์นั้น ในส่วนที่เกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ หรือทรัพยสิทธิใดๆอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ย่อมไม่บริบูรณ์ เว้นแต่จะได้จดทะเบียนต่อ พนักงานเจ้าหน้าที่ บทบัญญัติที่กล่ วมาในวรรคก่อนนี้ ให้ใช้บังคับแก่เรือมีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป ทั้งแพและสัตว์พาหนะด้วย
- ๑๖๘๙
นอกจากบุคคลที่ระบุไว้ในมาตรา ๑๕๕๗แห่งประมวลกฎหมาย นี้ นิติบุคคล หรือบุคคลธรรมดาที่มีความสามารถบริบูรณ์ จะรับตั้งเป็นผู้ปกครองทรัพย์ก็ได้
- ๑๖๙๐
ผู้ปกครองทรัพย์นั้น ย่อมตั้งขึ้นได้โดย (๑)ผู้ทำพินัยกรรม (๒)บุคคลซึ่งระบุไว้ในพินัยกรรมให้เป็นผู้ตั้ง
- ๑๖๙๑
เว้นแต่ผู้ทำพินัยกรรมจะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในพินัยกรรม ผู้ปกครองทรัพย์จะทำพินัยกรรมตั้งบุคคลอื่นให้ทำการสืบแทนตนก็ได้ -
- ๑๖๙๒
เว้ แต่ผู้ทำพินัยกรรมจะได้ำหนดไว้ในพิัยกรรมเป็นอย่างอื่น ในส่วนที่เกี่ยวด้วยทรัพย์สินที่ได้รับมอบไว้ ผู้ปกครองทรัพย์มีสิทธิและหน้าที่เช่นเดียวกับ ผู้ปกครองตามความหมายในบรรพ ๕แห่งประมวลกฎหมายนี้
หมวด ๕ การเพิกถอนและการตกไปแห่งพินัยกรรม
7 มาตรา- ๑๖๙๓
ผู้ทำพินัยกรรมจะเพิกถอนพินัยกรรมของตนเสียทั้งหมด หรือ แต่บางส่วนในเวลาใดก็ได้
- ๑๖๙๔
ถ้าจะเพิกถอนพินัยกรรมฉบับก่อนเสียทั้งหมด หรือแต่บางส่วน ด้วยพินัยกรรมฉบับหลัง การเพิกถอนจะสมบูรณ์ต่อเมื่อพินัยกรรมฉบับหลังนั้นได้ทำตามแบบใด แบบหนึ่งที่กฎหมายบัญญัติไว้
- ๑๖๙๕
ถ้าพินัยกรรมได้ทำเป็นต้นฉบับแต่ฉบับเดียว ผู้ทำพินัยกรรมอาจ เพิกถอนพินัยกรรมนั้นทั้งหมดหรือบางส่วนได้ โดยทำลายหรือขีดฆ่าเสียด้วยความตั้งใจ ถ้าพินัยกรรมได้ทำเป็นต้นฉบับหลายฉบับ การเพิกถอนนั้นไม่บริบูรณ์ เว้นแต่จะ ได้กระทำแก่ต้นฉบับเหล่านั้นทุกฉบับ
- ๑๖๙๖
ถ้าผู้ทำพินัยกรรมได้โอนไปโดยสมบูรณ์ซึ่งทรัพย์สินอันเป็นวัตถุ แห่งข้อกำหนดพินัยกรรมใดด้วยความตั้งใจ ข้อกำหนดพินัยกรรมนั้นเป็นอันเพิกถอนไป วิธีเดียวกันนี้ให้ใช้บังคับ เมื่อผู้ทำพินัยกรรมได้ทำลายทรัพย์สินนั้นด้วยความ ตั้งใจ
- ๑๖๙๗
ถ้ ผู้ทำพินัยกรรมมิได้แสดงเจตนาไว้ในพิัย รรมเป็นอย่างอื่น และปรากฏว่าพินัยกรรมฉบับก่อนกับฉบับหลังขัดกัน ให้ถือว่าพินัยกรรมฉบับก่อนเป็นอันเพิก ถอนโดยพินัยกรรมฉบับหลังเฉพาะในส่วนที่มีข้อความขัดกันนั้นเท่านั้น
- ๑๖๙๘
ข้อกำหนดพินัยกรรมนั้น ย่อมตกไป
(๑) เมื่อผู้รับพินัยกรรมตายก่อนผู้ทำพินัยกรรม
(๒) เมื่อข้อกำหนดพินัยกรรมเป็นผลใช้ได้ต่อเมื่อเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่ง เร็จลง และผู้รับพินัยกรรมตายเสียก่อนเงื่อนไขสำเร็จ หรือปรากฏเป็ที่แน่นอนอยู่แล้วว่า เงื่อนไขนั้นไม่อาจจะสำเร็จได้
(๓) เมื่อผู้รับพินัยกรรมบอกสละพินัยกรรม
(๔) เมื่อทรัพย์สินทั้งหมดที่ยกให้สูญหาย หรือถูกทำลายโดยผู้ทำพินัยกรรม มิได้ตั้งใจในระหว่างที่ผู้ทำพินัยกรรมยังมีชีวิตอยู่ และผู้ทำพิัยกรรมมิได้ได้าซึ่งของแทน หรือ ซึ่งสิทธิที่จะเรียกค่าทดแทนในการที่ทรัพย์สินนั้นสูญหายไป
- ๑๖๙๙
ถ้าพินัยกรรม หรือข้อกำหนดในพินัยกรรม เกี่ยวกับทรัพย์สิน รายใดเป็นอันไร้ผลด้วยประการใดๆทรัพย์สินรายนั้นตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมหรือได้แก่ แผ่นดินแล้วแต่กรณี
หมวด ๖ ความเสียเปล่าแห่งพินัยกรรมหรือ
11 มาตรา- ๑๗๐๐
ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติในหมวดนี้บุคคลจะจำหน่าย ทรัพย์สินใดๆ โดยนิติกรรมที่มีผลในระหว่างชีวิต หรือเมื่อตายแล้วโดยมีข้อกำหนดห้ามมิให้ผู้รับ ประโยชน์โอนทรัพย์สินนั้นก็ได้ แต่ต้องมีบุคคลใดบุคคลหนึ่งนอกจากผู้รับประโยชน์กำหนดไว้ สำหรับเป็นผู้จะได้รับทรัพย์สินนั้นเป็สิทธิเด็ดขาด ในเมื่อมีการละเมิดข้อกำหนดห้ามโอน ผู้ซึ่งกำหนดขึ้นดั่งกล่าวนั้นต้องเป็นผู้สามารถจะมีสิทธิต่างๆ ได้อยู่ในขณะที่การ จำหน่ายทรัพย์สินนั้นมีผลบังคับ ถ้ามิได้กำหนดบุคคลที่จะเป็นผู้รับทรัพย์สินในเมื่อมีการละเมิดข้อกำหนดห้าม โอนไว้ ให้ถือว่าข้อกำหนดห้ามโอนนั้นเป็นอันไม่มีเลย
- ๑๗๐๑
ข้อกำหนดห้ามโอนตามมาตราก่อนนั้นจะให้มีกำหนดเวลาหรือ ตลอดชีวิตของผู้รับประโยชน์ก็ได้ ถ้าไม่ได้กำหนดเวลาห้ามโอนไว้ ในกรณีที่ผู้รับประโยชน์เป็นบุคคลธรรมดา ให้ ถือว่าข้อกำหนดห้ามโอนมีระยะเวลาอยู่ตลอดชีวิตของผู้รับประโยชน์ แต่ในกรณีที่ผู้รับประโยชน์ เป็นนิติบุคคล ให้มีระยะเวลาเพียงสามสิบปี ถ้าได้กำหนดเวลาห้ามโอนไว้ กำหนดนั้นมิให้เกินสามสิบปี ถ้ากำหนดไว้นานกว่า นั้น ก็ให้ลดลงมาเป็นสามสิบปี
- ๑๗๐๒
ข้อกำหนดห้ มโอนอันเกี่ ยวกับสังหาริ ทรัพย์ซึ่ ไม่อาจจด ทะเบียนกรรมสิทธิ์ได้นั้น ให้ถือว่าเป็นอันไม่มีเลย ข้อกำหนดห้ามโอนเกี่ ยวกับอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับ อสังหาริมทรัพย์นั้นไม่บริบูรณ์ เว้นแต่จะได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการห้ามโอนต่อ พนักงานเจ้าหน้าที่ บทบัญญัติในวรรคก่อนนี้ ให้ใช้บังคับแก่เรือมีระวางตั้งแต่ห้าตัขึ้นไป ทั้งแพ และสัตว์พาหนะด้วย
- ๑๗๐๓
พินัยกรรมซึ่งบุคคลที่มีอายุยังไม่ครบสิบห้าปีบริบูรณ์ทำขึ้นนั้น เป็นโมฆะ
- ๑๗๐๔
พินัยกรรมซึ่งบุคคลผู้ถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถทำขึ้น นั้นเป็นโมฆะ พินัยกรรมซึ่งบุคคลผู้ถูกอ้างว่าเป็นคนวิกลจริต แต่ศาลยังไม่ได้สั่งให้เป็นคนไร้ ความสามารถทำขึ้นนั้น จะเป็นอันเสียเปล่าก็แต่เมื่อพิสูจน์ได้ว่าในเวลาที่ทำพินัยกรรมนั้นผู้ทำจริต วิกลอยู่
- ๑๗๐๕
พิ ยกรรมหรือข้อกำหนดพินัยกรรมนั้ ถ้ ได้ทำขึ้ ขัดต่อ บทบัญญัติแห่งมาตรา ๑๖๕๒,๑๖๕๓,๑๖๕๖,๑๖๕๗,๑๖๕๘,๑๖๖๐,๑๖๖๑หรือ ๑๖๖๓ ย่อมเป็นโมฆะ
- ๑๗๐๖
ข้อกำหนดพินัยกรรมเป็นโมฆะ (๑)ถ้าตั้งผู้รับพินัยกรรมไว้โดยมีเงื่อนไขว่า ให้ผู้รับพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์สิน ของเขาเองโดยพินัยกรรมให้แก่ผู้ทำพินัยกรรม หรือแก่บุคคลภายนอก (๒)ถ้ากำหนดบุคคลซึ่งไม่อาจที่จะทราบตัวแน่นอนได้เป็นผู้รับพินัยกรรม แต่ ผู้รับพินัยกรรมตามพินัยกรรมลักษณะเฉพาะนั้น อาจกำหนดโดยให้บุคคลใดคนหนึ่งเป็นผู้ระบุ เลือกเอาจากบุ คลอื่นหลายคนหรือจากบุคคลอื่นหมู่ใดหมู่หนึ่ง ซึ่งผู้ทำพินัยกรรมระบุไว้ก็ได้ (๓)ถ้าทรัพย์สินที่ยกให้โดยพินัยกรรมระบุไว้ไม่ชัดแจ้งจนไม่อาจที่จะทราบ แน่นอนได้หรือถ้าให้บุคคลใดคนหนึ่งกำหนดให้มากน้อยเท่าใดตามแต่ใจ
- ๑๗๐๗
ถ้าข้อกำหนดพินัยกรรมตั้งผู้รับพินัยกรรมโดยมีเงื่อนไขว่าให้ ผู้รับพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์สินที่ยกให้โดยพินัยกรรมนั้นแก่บุคคลอื่น ให้ถือว่าเงื่อนไขนั้นเป็น อันไม่มีเลย
- ๑๗๐๘
เมื่อผู้ทำพินัยกรรมตายแล้ว บุคคลผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่ง จะร้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนพินัยกรรมซึ่งได้ทำขึ้นเพราะเหตุข่มขู่ก็ได้ แต่หากผู้ทำพินัยกรรมยังมี ชีวิตอยู่ต่อมาเกินหนึ่งปีนับแต่ผู้ทำพินัยกรรมพ้นจากการข่มขู่แล้ว จะมีการร้องขอเช่นว่านั้นไม่ได้
- ๑๗๐๙
เมื่อผู้ทำพินัยกรรมตายแล้ว บุคคลผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่ง จะร้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนพินัยกรรมซึ่งได้ทำขึ้นเพราะสำคัญผิดหรือกลฉ้อฉลได้ ก็ต่อเมื่อ ความสำคัญผิดหรือกลฉ้อฉลนั้นถึงขนาด ซึ่งถ้ามิได้มีความสำคัญผิดหรือกลฉ้อฉลเช่นนั้น - พินัยกรรมนั้นก็จะมิได้ทำขึ้น ความในวรรคก่อนนี้ ให้ใช้บังคับ แม้ถึงว่ากลฉ้อฉลนั้น บุคคลซึ่งมิใช่เป็นผู้รับ ประโยชน์ตามพิัยกรรมได้ก่อขึ้น แต่พินัยกรรมซึ่งได้ทำขึ้นโดยสำคัญผิดหรือกลฉ้อฉลย่อมมีผลบังคับได้ เมื่อผู้ทำ พินัยกรรมมิได้เพิกถอนพินัยกรรมนั้นภายในหนึ่งปีนับแต่ที่ได้รู้ถึงการสำคัญผิดหรือกลฉ้อฉลนั้น
- ๑๗๑๐
คดีฟ้องขอให้เพิกถอนข้อกำหนดพินัยกรรมนั้น มิให้ฟ้องเมื่อพ้น กำหนดดั่งนี้
(๑) สามเดือนภายหลังที่ผู้ทำพินัยกรรมตาย ในกรณีที่โจทก์รู้เหตุแห่งการที่จะ ขอให้เพิกถอนได้ ในระหว่างที่ผู้ทำพินัยกรรมมีชีวิตอยู่ หรือ
(๒) สามเดือนภายหลังที่โจทก์ได้รู้เหตุเช่นนั้นในกรณีอื่นใด แต่ถ้าโจทก์ไม่รู้ว่ามีข้อกำหนดพินัยกรรมอันกระทบกระทั่งถึงส่วนได้เสียของตน แม้ว่าโจทก์จะได้รู้เหตุแห่งการที่จะขอให้เพิกถอนได้ก็ดี อายุความสามเดือนให้เริ่มนับแต่ขณะที่ โจทก์รู้หรือควรจะได้รู้ว่ามีข้อกำหนดพินัยกรรมนั้น แต่อย่างไรก็ดี ห้ามมิให้ฟ้องคดีเช่นนี้เมื่อพ้นสิบปีนับแต่ผู้ท พินัยกรรมตาย
ลักษณะ ๔ วิธีจัดการและปันทรัพย์มรดก
หมวด ๑ ผู้จัดการมรดก
23 มาตรา- ๑๗๑๑
ผู้จัดการมรดกนั้นรวมตลอดทั้งบุคคลที่ตั้งขึ้นโดยพินัยกรรมหรือ โดยคำสั่งศาล
- ๑๗๑๒
ผู้จัดการมรดกโดยพินัยกรรมอาจตั้งขึ้นได้
(๑) โดยผู้ทำพินัยกรรมเอง
(๒) โดยบุคคลซึ่งระบุไว้ในพินัยกรรม ให้เป็นผู้ตั้ง
- ๑๗๑๓
ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการจะร้องต่อศาล ขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกก็ได้ ในกรณีดั่งต่อไปนี้
(๑) เมื่อเจ้ามรดกตาย ทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรมได้สูญหายไปหรือ อยู่นอกราชอาณาเขตหรือเป็นผู้เยาว์
(๒) เมื่อผู้จัดการมรดกหรือทายาทไม่สามารถหรือไม่เต็มใจที่จะจัดการ หรือมี เหตุขัดข้องในการจัดการ หรือในการแบ่งปันมรดก
(๓) เมื่อข้อกำหนดพินัยกรรมซึ่งตั้งผู้จัดการมรดกไว้ไม่มีผลบังคับได้ด้วย ประการใดๆ การตั้งผู้จัดการมรดกนั้น ถ้ามีข้อกำหนดพินัยกรรมก็ให้ศาลตั้งตามข้อกำหนด พินัยกรรม และถ้ ไม่มีข้อกำหนดพิ ยกรรม ก็ให้ศาลตั้ เพื่อประโยชน์แก่ องมรดกตาม พฤติการณ์และโดยคำนึงถึงเจตนาของเจ้ามรดก แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร
- ๑๗๑๔
เมื่อศาลตั้งให้ผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดกเพื่อการใดโดยเฉพาะ ผู้นั้น ไม่จำต้องทำบัญชีทรัพย์มรดก เว้นแต่จะจำเป็นเพื่อการนั้น หรือศาลสั่งให้ทำ
- ๑๗๑๕
ผู้ ทำพินัยกรรมจะตั้งบุคคลคนเดียวหรือหลายคนให้เป็น ผู้จัดการมรดกก็ได้ เว้นแต่จะมีข้อกำหนดไว้ในพินัยกรรมเป็นอย่างอื่น ถ้ามีผู้จัดการมรดกหลายคน แต่ผู้จัดการเหล่านั้นบางคนไม่สามารถหรือไม่เต็มใจที่จะจัดารและยังมีผู้จัดารมรดกเหลืออยู่ แต่คนเดียว ผู้นั้นมีสิทธิที่จะจัดการมรดกได้โดยลำพัง แต่ถ้ามีผู้จัดการมรดกเหลืออยู่หลายคนให้ สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้จัดการเหล่านั้นแต่ละคนจะจัดการโดยลำพังไม่ได้
- ๑๗๑๖
หน้าที่ผู้จัดการมรดกที่ศาลตั้ง ให้เริ่มนับแต่วันที่ได้ฟังหรือถือว่า - ๓๔๔ - ได้ฟังคำสั่งศาลแล้ว
- ๑๗๑๗
ในเวลาใดๆภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่เจ้ามรดกตาย แต่ต้องเป็น เวลาภายหลังที่เจ้ามรดกตายแล้วสิบห้าวัน ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่ง จะแจ้งความ ถามไปยังผู้ที่ถูกตั้งเป็นผู้จัดการมรดกโดยพินัยกรรมว่าจะรับเป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่ก็ได้ ถ้าผู้ที่ได้รับแจ้งความมิได้ตอบรับเป็นผู้จัดการมรดกภายในหนึ่งเดือนนับแต่วัน รับแจ้งความนั้น ให้ถือว่าผู้นั้นปฏิเสธ แต่การรับเป็นผู้จัดการมรดกนั้น จะทำภายหลังหนึ่งปีนับแต่ วันที่เจ้ามรดกตายไม่ได้ เว้นแต่ศาลจะอนุญาต
- ๑๗๑๘
บุคคลต่อไปนี้จะเป็นผู้จัดการมรดกไม่ได้ (๑)ผู้ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ (๒)บุคคลวิกลจริตหรือบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นผู้เสมือนไร้ วามสามารถ (๓)บุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนล้มละลาย
- ๑๗๑๙
ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็น เพื่อให้การ เป็นไปตามคำสั่งแจ้งชัดหรือโดยปริยายแห่งพินัยกรรม และเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อ แบ่งปันทรัพย์มรดก
- ๑๗๒๐
ผู้จัดการมรดกต้องรับผิดต่อทายาทตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๘๐๙ ถึง ๘๑๒, ๘๑๙, ๘๒๓แห่งประมวลกฎหมายนี้โดยอนุโลม และเมื่อเกี่ยวกับ บุคคลภายนอกให้ใช้มาตรา ๘๓๑บังคับโดยอนุโลม
- ๑๗๒๑
ผู้จัดการมรดกไม่มีสิทธิที่จะได้รับบำเหน็จจากกองมรดกเว้นแต่ พินัยกรรม หรือทายาทโดยจำนวนข้างมากจะได้กำหนดให้ไว้
- ๑๗๒๒
ผู้จัดการมรดกจะทำนิติกรรมใดๆ ซึ่งตนมีส่วนได้เสียเป็น ปฏิปักษ์ต่อกองมรดกหาได้ไม่ เว้นแต่พินัยกรรมจะได้อนุญาตไว้ หรือได้รับอนุญาตจากศาล
- ๑๗๒๓
ผู้จัดการมรดกต้องจัดการโดยตนเอง เว้นแต่จะทำการโดย ตัวแทนได้ตามอำนาจที่ ให้ไว้ชัดแจ้งหรือโดยปริยายในพินัยกรรมหรือโดยคำสั่งศาล หรือใน พฤติการณ์เพื่อประโยชน์แก่กองมรดก
- ๑๗๒๔
ทายาทย่อมมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอกในกิจการทั้งหลาย อันผู้จัดการมรดกได้ทำไปภายในขอบอำนาจในฐานะที่เป็นผู้จัดการมรดก ถ้าผู้จัดการมรดกเข้าทำนิติกรรมกับบุคคลภายนอก โดยเห็นแก่ทรัพย์สินอย่าง ใดๆหรือประโยชน์อย่างอื่นใด อันบุคคลภายนอกได้ให้ หรือได้ให้คำมั่นว่าจะให้เป็นลาภส่วนตัว ทายาทหาต้องผูกพันไม่ เว้นแต่ทายาทจะได้ยินยอมด้วย
- ๑๗๒๕
ผู้จดการมรดกต้องสืบหาโดยสมควรซึ่งตัวผู้มีส่วนได้เสียและ แจ้งไปให้ทราบถึงข้อกำหนดพินัยกรรมที่เกี่ยวกับผู้มีส่วนได้เสียนั้นภายในเวลาอันสมควร
- ๑๗๒๖
ถ้าผู้จัดการมรดกมีหลายคน การทำการตามหน้าที่ของผู้จัดการ มรดกนั้นต้องถือเอาเสียงข้างมาก เว้ แต่จะมีข้อกำหนดพินัยกรรมเป็นอย่ งอื่น ถ้าเสียงเท่ากัน เมื่อผู้มีส่วนได้เสียร้องขอ ก็ให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด
- ๑๗๒๗
ผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะร้องขอให้ศาลสั่งถอนผู้จัดการ มรดกเพราะเหตุผู้จัดการมรดกละเลยไม่ทำการตามหน้าที่ หรือเพราะเหตุอย่างอื่นที่สมควรก็ได้ แต่ต้องร้องขอเสียก่อนที่การปันมรดกเสร็จสิ้นลง แม้ถึงว่าจะได้เข้ารับตำแหน่งแล้วก็ดี ผู้จัดการมรดกจะลาออกจากตำแหน่งโดยมี เหตุอันสมควรก็ได้ แต่ต้องได้รับอนุญาตจากศาล
- ๑๗๒๘
ผู้จัดการมรดกต้องลงมือจัดทำบัญชีทรัพย์มรดกภายในสิบห้าวัน
(๑) นับแต่เจ้ามรดกตาย ถ้าในขณะนั้นผู้จัดการมรดกได้รู้ถึงการตั้งแต่งตาม พินัยกรรมที่มอบหมายไว้แก่ตน หรือ
(๒) นับแต่วันที่เริ่มหน้าที่ผู้จัดการมรดกตามมาตรา ๑๗๒๖ในกรณีที่ศาลตั้ง เป็นผู้จัดการมรดก หรือ
(๓) นับแต่วันที่ผู้จัดการมรดกรับเป็นผู้จัดการมรดกในกรณีอื่น
- ๑๗๒๙
ผู้จัดการมรดกต้องจัดทำบัญชีทรัพย์มรดกให้แล้วเสร็จภายใน หนึ่งเดือนนับแต่เวลาที่ระบุไว้ในมาตรา ๑๗๒๘แต่กำหนดเวลานี้ เมื่อผู้จัดการมรดกร้องขอก่อน สิ้นกำหนดเวลาหนึ่งเดือน ศาลจะอนุญาตให้ขยายต่อไปอีกก็ได้ บัญชีนั้นต้องทำต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนซึ่งต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในกอง มรดกนั้นด้วย บุคคลซึ่งจะเป็นพยานในการทำพินัยกรรมไม่ได้ตามมาตรา ๑๖๗๐จะเป็นพยาน ในการทำบัญชีใดๆที่ต้องทำขึ้นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ไม่ได้
- ๑๗๓๐
ให้นำมาตรา ๑๕๖๓,๑๕๖๔วรรค๑และ๒และ๑๕๖๕แห่ง ประมวลกฎหมายนี้มาใช้บังคับโดยอนุโลมในระหว่างทายาทกับผู้จัดการมรดกโดยพินัยกรรมและ ในระหว่างศาลกับผู้จัดการมรดกที่ศาลตั้ง
- ๑๗๓๑
ถ้าผู้จัดการมรดกมิได้จัดทำบัญชีภายในเวลาและตามแบบที่ กำหนดไว้ หรือถ้าบัญชีนั้นไม่เป็นที่พอใจแก่ศาล เพราะความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือ การทุจริต หรือความไม่สามารถอันเห็นประจักษ์ของผู้จัดการมรดกศาลจะถอนผู้จัดการมรดกเสีย ก็ได้
- ๑๗๓๒
ผู้จัดการมรดกต้องจัดการตามหน้าที่และทำรายงานแสดงบัญชี การจัดการและแบ่งปันมรดกให้เสร็จภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ระบุไว้ในมาตรา ๑๗๒๘เว้นแต่ผู้ทำ พินัยกรรม ทายาทโดยจำนวนข้างมากหรือศาลจะได้กำหนดเวลาให้ไว้เป็นอย่างอื่น
- ๑๗๓๓
การให้อนุมัติ การปลดเปลื้องความรับผิดหรือข้อตกลงอื่นๆ อันเกี่ยวกับรายงานแสดงบัญชีการจัดการมรดกดั่งที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๗๓๒นั้น จะสมบูรณ์ ต่อเมื่อรายงานแสดงบัญชีนั้นได้ส่งมอบล่วงหน้าแก่ทายาทพร้อมด้วยเอกสารอันเกี่ยวกับการนั้นไม่ น้อยกว่าสิบวันก่อนแล้ว คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกนั้น มิให้ทายาทฟ้องเกินกว่าห้าปีนับแต่การจัดการ มรดกสิ้นสุดลง
หมวด ๒ การรวบรวมจำหน่ายทรัพย์มรดกเป็นตัวเงิน
11 มาตรา- ๑๗๓๔
เจ้าหนี้กองมรดกชอบแต่จะได้รับการชำระหนี้จากทรัพย์สินใน กองมรดกเท่านั้น
- ๑๗๓๕
ทายาทจำต้องบอกทรัพย์มรดกและหนี้สินของผู้ตายตามที่ตนรู้ ทั้งหมดแก่ผู้จัดการมรดก
- ๑๗๓๖
ตราบใดที่เจ้าหนี้กองมรดก หรือผู้รับพินัยกรรมที่ปรากฏตัว ยัง ไม่ได้รับชำระหนี้ หรือส่วนได้ตามพินัยกรรมแล้วทุกคน ให้ถือว่าทรัพย์มรดกยังคงอยู่ในระหว่าง จัดการ ในระหว่างเวลาเช่นว่านั้น ผู้จัดการมรดกชอบที่จะทำการใดๆในทางจัดการ ตามที่จำเป็นได้ เช่นฟ้องคดีหรือแก้ฟ้องในศาลและอื่นๆ อนึ่งผู้จัดการมรดกต้องทำการทุกอย่าง ตามที่จำเป็น เพื่อเรียกเก็บหนี้สินซึ่งค้างชำระอยู่แก่กองมรดกภายในเวลาอันเร็วที่สุดที่จะทำได้ และเมื่อเจ้าหนี้กองมรดกได้รับชำระหนี้แล้ว ผู้จัดการมรดกต้องทำการแบ่งปันมรดก
- ๑๗๓๗
เจ้าหนี้กองมรดกจะบังคับสิทธิเรียกร้องต่อทายาทคนใดก็ได้ แต่ ถ้ามีผู้จัดการมรดก ให้เจ้าหนี้เรียกเข้ามาในคดีด้วย
- ๑๗๓๘
ก่อนแบ่งมรดกเจ้ หนี้กองมรดกจะบังคับชำระหนี้เต็มจำนวน จากกองมรดกก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ทายาทคนหนึ่งๆ อาจเรียกให้ชำระหนี้จากทรัพย์มรดกของเจ้า มรดกหรือให้เอาเป็นประกันก็ได้จนถึงเวลาแบ่งมรดก เมื่อแบ่งมรดกแล้ว เจ้าหนี้อาจเรียกให้ทายาทคนใดคนหนึ่งชำระหนี้ได้เพียงไม่ เกินทรัพย์มรดกที่ทายาทคนนั้นได้ บไปในกรณีเช่นนี้ ทายาทคนใดซึ่งได้ช ระหนี้แก่เจ้าหนี้ อง มรดกเกินกว่าส่วนที่ตนจะต้องเฉลี่ยใช้หนี้ ทายาทคนนั้นมีสิทธิไล่เบี้ยจากทายาทคนอื่นได้
- ๑๗๓๙
ให้ชำระหนี้ที่กองมรดกค้างชำระตามลำดับต่อไปนี้ และตาม บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยบุริมสิทธิ โดยต้องไม่เป็นที่เสื่อมเสียแก่บรรดาเจ้าหนี้ผู้มี บุริมสิทธิพิเศษตามประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น และบรรดาเจ้าหนี้ที่มีประกันโดยการ จำนำหรือการจำนอง
(๑) ค่าใช้จ่ายเพื่อประโยชน์อันร่วมกันของกองมรดก
(๒) ค่าใช้จ่ายในการทำศพเจ้ามรดก
(๓) ค่าภาษีอากรซึ่งกองมรดกค้างชำระอยู่
(๔) ค่าจ้างซึ่งเจ้ามรดกค้างชำระแก่เสมียน คนใช้และคนงาน
(๕) ค่าเครื่องอุปโภคบริโภคอันจำเป็นประจำวันซึ่งส่งให้แก่เจ้ามรดก
(๖) หนี้สินสามัญของเจ้ามรดก
(๗) บำเหน็จของผู้จัดการมรดก
- ๑๗๔๐
เว้นแต่เจ้ามรดกหรือกฎหมายจะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ให้ จัดสรรทรัพย์สิ ของเจ้ามรดกเพื่อชำระหนี้ตามลำดับต่อไปนี้
(๑) ทรัพย์สินนอกจากอสังหาริมทรัพย์
(๒) อสังหาริมทรัพย์ซึ่งจัดสรรไว้ชัดแจ้งในพินัยกรรมว่าสำหรับชำระหนี้ถ้าหาก ว่ามีทรัพย์สินเช่นนั้น
(๓) อสังหาริมทรัพย์ซึ่งทายาทโดยธรรมชอบที่จะได้รับในฐานะเช่นนั้น
(๔) อสังหาริมทรัพย์ซึ่งเจ้ามรดกทำพินัยกรรมให้แก่ผู้ใดผู้หนึ่งโดยมีเงื่อนไขว่า ผู้นั้นต้องชำระหนี้ของเจ้ามรดก
(๕) อสังหาริมทรัพย์ซึ่งเจ้ามรดกทำพินัยกรรมให้โดยลักษณะทั่วไปดั่งบัญญัติไว้ ในมาตรา ๑๖๕๑
(๖) ทรัพย์สินเฉพาะอย่างซึ่งเจ้ามรดกทำพินัยกรรมให้โดยลักษณะเฉพาะดั่ง บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๖๕๑ ทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งได้จัดสรรไว้ตามความที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น ให้ เอาออกขายทอดตลาดแต่ทายาทคนใดคนหนึ่งอาจมิให้มารขายเช่นว่า้นได้ โดยชำระราคา ทรัพย์สินนั้นทั้งหมด หรือแต่บางส่วนตามที่ผู้ตีราคาซึ่งศาลตั้งขึ้นได้กำหนดให้ จนพอแก่จำนวนที่ จะชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้
- ๑๗๔๑
เจ้าหนี้กองมรดกคนใดคนหนึ่ง จะคัดค้านการขายทอดตลาด หรือการตีราคาทรัพย์สินดั่งระบุไว้ในมาตราก่อนโดยเสียค่าใช้จ่ายของตนเองก็ได้ ถ้าเจ้าหนี้ได้ ร้องคัดค้านแล้ว ยังได้กระทำการขายทอดตลาด หรือตีราคาไป จะยกการขายทอดตลาดหรือตี ราคานั้นขึ้นยันต่อเจ้ หนี้ผู้ร้องคัดค้ นแล้วนั้นหาได้ไม่
- ๑๗๔๒
ถ้าในการชำระหนี้ซึ่งค้างชำระอยู่แก่ตน เจ้าหนี้คนใดคนหนึ่ง ได้รับตั้งในระหว่ งที่ผู้ตายมีชีวิตอยู่ ให้เป็นผู้รับประโยชน์ในการประกันชีวิต เจ้าหนี้คนนั้นชอบที่ จะได้รับเงินทั้งหมด ซึ่งได้ตกลงไว้กับผู้รับประกัน อนึ่ง เจ้าหนี้เช่นว่านั้น จำต้องส่งเบี้ยประกันภัย คืนเข้ากองมรดกก็ต่อเมื่อเจ้าหนี้คนอื่นๆพิสูจน์ได้ว่า
(๑) การที่ผู้ตายชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้โดยวิธีดั่งกล่าวมานั้นเป็นการขัดต่อ บทบัญญัติมาตรา ๒๓๗แห่งประมวลกฎหมายนี้และ
(๒) เบี้ยประกันภัยเช่นว่านั้น เป็นจำนวนสูงเกินส่วนเมื่อเทียบกับรายได้หรือ ฐานะของผู้ตาย ถึ อย่ งไรก็ดี เบี้ยประกันภัยซึ่งจะพึ ส่ คื เข้ กองมรดกนั้นต้องไม่เกินกว่า จำนวนเงินที่ผู้รับประกันชำระให้
- ๑๗๔๓
ทายาทโดยธรรม หรือผู้รับพินัยกรรมโดยลักษณะทั่วไป ไม่ จำต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดในพินัยกรรมลักษณะเฉพาะเกินกว่าจำนวนทรัพย์มรดกที่ตนได้รับ
- ๑๗๔๔
ผู้จัดการมรดกไม่จำต้องส่งมอบทรัพย์มรดกหรือส่วนใดส่วน หนึ่งแห่งทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทก่อนปีหนึ่งนับแต่วันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายเว้นแต่เจ้าหนี้ กองมรดกและผู้รับพินัยกรรมที่ปรากฏตัวได้รับชำระหนี้และส่วนได้ตามพินัยกรรมแล้วทุกคน
หมวด ๓ การแบ่งมรดก
7 มาตรา- ๑๗๔๕
ถ้ามีทายาทหลายคน ทายาทเหล่านั้นมีสิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับ ทรัพย์มรดกร่วมกัจนกว่าจะได้แบ่งมรดกกันเสร็จแล้ว และให้ใช้มาตรา ๑๓๕๖ถึ มาตรา ๑๓๖๖ แห่งประมวลกฎหมายนี้บังคับ เพียงเท่าที่ไม่ขัดกับบทบัญญัติแห่งบรรพนี้
- ๑๗๔๖
ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย หรือข้อความในพินัยกรรมถ้าหากมี ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้เป็นทายาทด้วยกันมีส่วนเท่ากันในกองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง
- ๑๗๔๗
การที่ ทายาทคนใดได้รับทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใด หรือ ประโยชน์อย่างอื่นใดจากเจ้ามรดกโดยการให้ หรือโดยการอย่างอื่นใด ซึ่งทำให้โดยเสน่หาใน ระหว่างเวลาที่เจ้ามรดกยังมีชีวิตอยู่นั้น หาทำให้สิทธิในการแบ่งปันทรัพย์มรดกของทายาทคนนั้น ต้องเสื่อมเสียไปแต่โดยประการใดไม่ มาตร๑๗๔๘ ทายาทคนใดครอบครองทรัพย์มรดกซึ่งยังมิได้แบ่ กัน ทายาทคน นั้นมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกนั้นได้ แม้ว่าจะล่วงพ้นกำหนดอายุความตามมาตรา ๑๗๕๔แล้วก็ดี สิทธิที่จะเรียกให้แบ่ ทรัพย์มรดกตามวรรคก่อนจะตัดโดยนิติกรรมเกินคราวละ สิบปีไม่ได้
- ๑๗๔๙
ถ้ามีคดีฟ้องเรียกทรัพย์มรดก ผู้ซึ่งอ้างว่าตนเป็นทายาทมีสิทธิใน ทรัพย์มรดกนั้น จะร้องสอดเข้ามาในคดีก็ได้ แต่ศาลจะเรียกทายาทอื่น นอกจากคู่ความ หรือผู้ร้องสอด ให้เข้ามารับส่วนแบ่ง หรือกันส่วนแห่งทรัพย์มรดกไว้เพื่อทายาทอื่นนั้นไม่ได้
- ๑๗๕๐
การแบ่งปันทรัพย์มรดกนั้น อาจทำได้โดยทายาทต่างเข้า ครอบครองทรัพย์ินเป็นส่วนสัด หรือโดยการขายทรัพย์ รดกแล้วเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งปันกัน ระหว่างทายาท ถ้าการแบ่งปันมิได้เป็นไปตามวรรคก่อน แต่ได้ทำโดยสัญญาจะฟ้องร้องให้ บังคับคดีหาได้ไม่ เว้นแต่จะมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใด ลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับ ผิดหรือตัวแทนของฝ่ายนั้นเป็นสำคัญในกรณีเช่นนี้ให้นำมาตรา ๘๕๐,๘๕๒แห่งประมวล กฎหมายนี้ว่าด้วยประนีประนอมยอมความมาใช้บังคับโดยอนุโลม
- ๑๗๕๑
ภายหลังที่ได้แบ่งมรดกกันแล้ว ถ้าทรัพย์สินทั้งหมดหรือ บางส่วน ซึ่งทายาทคนใดคนหนึ่งได้รับตามส่วนแบ่งปันนั้น หลุดมือไปจากทายาทคนนั้นเนื่องจาก การรอนสิทธิ ทายาทคนอื่นๆจำต้องใช้ค่าทดแทน หนี้เช่นว่านั้น เป็นอันระงับเมื่อมีการตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น หรือการรอนสิทธิ เป็นผลเนื่องมาจากความผิดของทายาทผู้ถูกรอนสิทธิ หรือเนื่องมาจากเหตุซึ่งเกิดขึ้นภายหลังการ แบ่งปัน ทายาทคนอื่นๆต้องใช้ค่าทดแทนให้แก่ทายาทผู้ถูกรอนสิทธิตามส่วนแห่งส่วน แบ่งของตน แต่ให้หักจำนวนที่เป็นส่วนเฉลี่ย ซึ่งทายาทผู้ถูกรอนสิทธิจะต้องออกกับเขาด้วยนั้น ออกเสีย แต่ถ้าทายาทคนใดคนหนึ่งเป็นคนหนี้สินล้นพ้นตัว ทายาทคนอื่นๆต้องรับผิดในส่วน ของทายาทคนนั้นตามส่วนเฉลี่ยเช่นเดียวกัน แต่ให้หักจำนวนที่เป็นส่วนเฉลี่ยซึ่งทายาทผู้ที่จะ ได้รับค่าทดแทนจะต้องออกแทนทายาทผู้ที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวนั้นออกเสีย บทบัญญัติในวรรคก่อนๆมิให้ใช้บังคับแก่ผู้รับพินัยกรรมลักษณะเฉพาะ
- ๑๗๕๒
คดีฟ้องให้รับผิดเนื่องจากการรอนสิทธิตามมาตรา ๑๗๕๑นั้นมิ ให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนดสามเดือนนับแต่เมื่อถูกรอนสิทธิ
ลักษณะ ๕ มรดกที่ไม่มีผู้รับ
1 มาตรา- ๑๗๕๓
ภายใต้บังคับแห่งสิทธิของเจ้าหนี้กองมรดก เมื่อบุคคลใดถึงแก่ ความตายโดยไม่มีทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรม หรือการตั้งมูลนิธิตามพินัยกรรม มรดก ของบุคคลนั้นตกทอดแก่แผ่นดิน
ลักษณะ ๖ อายุความ
2 มาตรา- ๑๗๕๔
ห้ามมิให้ฟ้องคดีมรดกเมื่อพ้นกำหนดหนึ่ งปี นับแต่เมื่อเจ้า มรดกตายหรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก คดีฟ้องเรียกตามข้อกำหนดพินัยกรรมมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เมื่อ ผู้รับพินัยกรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงสิทธิซึ่งตนมีอยู่ตามพินัยกรรม ภายใต้บังคับแห่งมาตรา ๑๙๓/๒๗แห่งประมวลกฎหมายนี้ ถ้าสิทธิเรียกร้อง ของเจ้าหนี้อันมีต่อเจ้ามรดกมีกำหนดอายุความยาวกว่ หนึ่งปี มิให้เจ้าหนี้นั้นฟ้องร้องเมื่อพ้น กำหนดหนึ่งปีนับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก ถึงอย่างไรก็ดี สิทธิเรียกร้องตามที่ว่ มาในวรรคก่อนๆนั้น มิให้ฟ้องร้องเมื่อพ้น กำหนดสิบปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย
- ๑๗๕๕
อายุความหนึ่งปีนั้นจะยกขึ้นต่อสู้ได้ก็แต่โดยบุคคลซึ่งเป็น ทายาทหรือบุคคลซึ่งชอบที่จะใช้สิทธิของทายาท หรือโดยผู้จัดการมรดก กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.๒๕๓๕ พระราชกฤษฎีกาให้ใช้บทบัญญัติแห่ ประมวลกฎหมายแพ่ และพาณิชย์บรรพ ๑และ๒ที่ได้ ตรวจชำระใหม่ พระราชกฤษฎีกาให้ใช้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ ๓ที่ได้ตรวจชำระ ใหม่ พระราชกฤษฎีาให้ใช้บทบัญญัติบรรพ ๔แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พุทธศักราช ๒๔๗๗ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พุทธศักราช ๒๔๗๗(ฉบับที่ ๒) พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์พุทธศักราช ๒๔๗๗(ฉบับที่ ๓) พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ ๕แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์พุทธศักราช ๒๔๗๗ มาตรา ๓ ให้เพิ่มบทบัญญัติบรรพ ๕ตั้งแต่มาตรา ๑๔๓๕ถึงมาตรา ๑๕๙๘ ตามที่ได้ตราไว้ต่อท้ ยพระราชบัญญัตินี้เข้าเป็นส่วนหนึ่งแห่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้บทบัญญัติแห่งบรรพนี้ตั้งแต่วันที่ ๑ตุลาคมพุทธศักราช ๒๔๗๘เป็นต้นไป มาตรา ๔ บทบัญญัติแห่งบรรพนี้ไม่กระทบกระเทือนถึง (๑)การสมรสซึ่งได้มีอยู่ก่อนวันใช้ประมวลกฎหมายบรรพนี้ และทั้งสัมพันธ์ใน ครอบครัวอันเกิดแต่การสมรสนั้น ๆ (๒)การใช้อำนาจปกครอง ความปกครองการอนุบาลการรับบุตรบุญธรรม ซึ่ง มีอยู่ก่อนวันใช้ประมวลกฎหมายบรรพนี้ หรือสิทธิและหนี้อันเกิดแต่การนั้น ๆ ราชกิจจานุเบกษาเล่ม /-/๑/๑๑พฤศจิกายน๒๔๖๘ รก.๒๔๗๑/-/๑/๑มกราคม๒๔๗๑ รก.๒๔๗๓/-/๔๔๒/๑๘มีนาคม๒๔๗๓ ราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๕๑/-/หน้า๔๔๑/๒กันยายน๒๔๗๗ ราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๕๒/-/หน้า ๗๑/๒๑เมษายน๒๔๗๘ ราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๕๒/-/หน้า๓๓๗/๕พฤษภาคม๒๔๗๘ ราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๕๒/-/หน้า๔๗๔/๒๙พฤษภาคม๒๔๗๘ มาตรา ๕ ฐานะของภริยาก่อนใช้ประมวลกฎหมายบรรพนี้ อาจพิสูจน์ได้โดย บันทึกในทะเบียนตามแบบที่กฎหมายกำหนดไว้ มาตรา ๖ บทบัญญัติแห่งบรรพนี้ไม่กระทบกระเทือนถึงกฎข้อบังคับสำหรับ ปกครองบริเวณเจ็ดหัวเมือง ร.ศ. ๑๒๐ในส่วนที่เกี่ยวด้วยครอบครัว พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ ๖แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์พุทธศักราช ๒๔๗๗ มาตรา ๓ให้เพิ่มบทบัญญัติ บรรพ ๖ตั้งแต่มาตรา ๑๕๙๙ถึงมาตรา ๑๗๕๕ ตามที่ได้ตราไว้ท้ายพระราชบัญญัตินี้ เข้าเป็นส่วนหนึ่งของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และ ให้ใช้บทบัญญัติแห่งบรรพนี้ตั้งแต่วันที่๑ตุลาคมพุทธศักราช ๒๔๗๘เป็นต้ ไป มาตรา ๔ บทบัญญัติแห่งบรรพนี้ไม่กระทบกระเทือนถึงกฎข้อบัคับสำหรับ ปกครองบริเวณเจ็ดหัวเมือง ร.ศ. ๑๒๐ในส่วนที่เกี่ยวด้วยมรดก พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์พุทธศักราช ๒๔๗๘ มาตรา ๒ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้เพื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวัน นับแต่วันประกาศใน มาตรา ๓ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเฉพาะสัญญาจำนองที่ได้ทำตั้งแต่วันให้ ใช้พระราชบัญญัติเป็นต้นไป พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์พุทธศักราช ๒๔๗๙ พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ ๖แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์พุทธศักราช๒๔๗๗พุทธศักราช ๒๔๘๖ พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ ๕แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์พุทธศักราช๒๔๗๗พุทธศักราช๒๔๘๖ ราชกิจจานุเบกษาเล่ม๕๒/-/หน้า๕๒๙/๗มิถุนายน๒๔๗๘ ราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๕๒/-/หน้า๑๓๒๐/๒๙กันยายน๒๔๗๘ ราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๕๓/-/หน้า ๖๓๔/๒๒พฤศจิายน๒๔๗๙ ราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๖๐/ตอนที่๓๒/หน้า๑๐๙๒/๑๙มิถุนายน ๒๔๘๖ ราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๖๐/ตอนที่๓๒/หน้า๑๐๘๙/๑๙มิถุนายน ๒๔๘๖ มาตรา ๓ให้ยกเลิ มาตรา ๖แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ ๕แห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์พุทธศักราช ๒๔๗๗แต่ไม่ให้กระทบกระเทือนถึงการสมรส ของบุคคลซึ่ง บถือศาสนาอิสลาม ซึ่งได้มีอยู่ก่อนวัใช้พระราชกำหนดนี้ และทั้ งสัมพันธ์ใน ครอบครัวอันเกิดแต่การสมรสนั้น ๆ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ ๖)พ.ศ.๒๔๙๕ มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่๑ตุลาคมพ.ศ.๒๔๙๓เป็น ต้นไป พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ ๗)พ.ศ.๒๔๙๖ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ ๘)พ.ศ.๒๕๑๙ หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือเนื่องจากรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทยมาตรา ๒๘วรรคสองบัญญัติว่า ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัจำต้องแก้ไข บทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ โดยแก้ไขเพิ่มเติ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๒๐เพื่อให้สอดคล้องกับการแก้ไข เพิ่มบทบัญญัติมาตรา ๑๔๔๕ซึ่งให้ศาลมีอำนาจอนุญาตให้ชายและหญิงที่มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปี บริบูรณ์ทำการสมรสได้โดยบัญญัติให้ชายหญิงซึ่งได้รับอนุญาตจากศาลทำการสมรสได้ก่อนอายุ ครบสิบแปดปีบริบูรณ์บรรลุนิติภาวะโดยการสมรส นอกจากนี้ได้พิจารณาเห็นว่า มาตรา ๓๗ มาตรา ๓๘มาตรา ๓๙มาตรา ๔๐มาตรา ๔๑มาตรา ๔๒มาตรา ๔๓มาตรา ๕๐และวรรคสอง ของมาตรา ๑๓๗เป็นบทบัญญัติ ที่ จำจัดสิทธิ ตรี สมควรยกเลิกเสีย จึ จำเป็ต้องตรา พระราชบัญญัตินี้ขึ้น พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ ๕แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระ ใหม่ พ.ศ.๒๕๑๙ มาตรา ๔ บทบัญญัติบรรพ ๕แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจ ชำระใหม่ ท้ายพระราชบัญญัตินี้ ไม่กระทบกระเทือนถึงบทบัญญัติมาตรา ๔และมาตรา ๕แห่ง พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ ๕แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พุทธศักราช ๒๔๗๗ ราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๖๙/ตอนที่๑๒/หน้า๑๘๙/๒๖กุมภาพันธ์ ๒๔๙๕ ราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๗๐/ตอนที่ ๘/หน้ ๑๗๖/๒๗มกราคม๒๔๙๖ ราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๙๓/ตอนที่๑๒๙/ฉบับพิเศษหน้า ๑/๑๕ตุลาคม๒๕๑๙ ราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๙๓/ตอนที่๑๒๙/ฉบับพิเศษหน้า ๔/๑๕ตุลาคม๒๕๑๙ มาตรา ๕บทบัญญัติบรรพ ๕แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจ ชำระใหม่ ท้ายพระราชบัญญัตินี้ ไม่กระทบกระเทือนถึงความสมบูรณ์ของการหมั้น การสมรส สัญญาก่อนสมรสการเป็นบิดามารดากับบุตร การเป็นผู้ปกครอง การเป็นผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ และการรับบุตรบุญธรรมที่ได้มีอยู่แล้วในวันใช้บังคับบทบัญญัติบรรพ ๕แห่ ประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ ท้ายพระราชบัญญัตินี้ มาตรา ๖ การเปลี่ยนแปลงเพิกถอนสัญญาก่อนสมรสซึ่งสัญญาก่อนสมรสนั้นได้ ทำขึ้นไว้ก่อนวันใช้บังคับบทบัญญัติบรรพ ๕แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ได้ตรวจ ชำระใหม่ท้ายพระราชบัญญัตินี้ ให้กระทำได้โดยคู่สมรสนำหนังสือสัญญาก่อนสมรสพร้อมด้วย ข้อตกลงการเปลี่ยนแปลงเพิกถอนไปยื่นต่อนายทะเบียนสมรสณท้องที่ที่ตนทำการสมรส และให้ นายทะเบียนสมรสจดการเปลี่ยนแปลงเพิกถอนสัญญาก่อนสมรสไว้ในทะเบียนสมรสและแนบ หนังสือสัญญาก่อนสมรสพร้อมด้วยข้อตกลงเปลี่ยนแปลงเพิกถอนไว้ท้ายทะเบียนสมรสด้วย การเปลี่ยนแปลงเพิกถอนสัญญาก่อนสมรสจะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจาก ศาลตามเงื่อนไขและกรณีที่ระบุไว้ในมาตรา ๑๔๖๗แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ได้ ตรวจชำระใหม่ท้ายพระราชบัญญัตินี้ มาตรา ๗ บทบัญญัติบรรพ ๕แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ได้ ตรวจชำระใหม่ท้ายพระราชบัญญัตินี้ ไม่กระทบกระเทือนถึงอำนาจการจัดการสินบริคณห์ที่คู่ สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มีอยู่แล้วในวันใช้บังคับบทบัญญัติบรรพ ๕แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ ที่ได้ตรวจชำระใหม่ ท้ายพระราชบัญญัตินี้ แต่ให้ถือว่าสินเดิมตามบทบัญญัติบรรพ ๕แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เดิมของฝ่ายใดเป็นสินส่วนตัวตามบทบัญญัติบรรพ ๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ ท้ายพระราชบัญญัตินี้ของฝ่ายนั้น เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ถ้าคู่สมรสฝ่ายใดเป็นผู้จัดการสินบริคณห์แต่ฝ่าย เดียว ให้ถือว่าคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งได้ยินยอมให้คู่สมรสฝ่ายนั้นจัดการสินสมรสและสินส่วนตัวตาม วรรคหนึ่งของตนด้วย ในกรณีที่คู่สมรสฝ่ายใดประสงค์จะใช้อำนาจจัดการสินส่วนตัวตามวรรคหนึ่งที่ เป็นส่วนของตน ถ้าคู่สมรสนั้นมิได้เป็นผู้จัดการสินบริคณห์ให้แจ้งให้คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งทราบ และให้คู่สมรสทั้งสองฝ่ายร่วมกันจัดการแบ่งสินส่วนตัวดังกล่ วที่อยู่ในสภาพที่แบ่งได้ให้แก่ฝ่ายที่ ประสงค์จะจัดการแต่ถ้าสินส่วนตัวนั้นไม่อยู่ในสภาพที่แบ่งได้ให้ทั้งสองฝ่ายจัดการร่วมกัน มาตรา ๘ บทบัญญัติบรรพ ๕แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจ ชำระใหม่ ท้ ยพระราชบัญญัตินี้ไม่ ระทบกระเทือนถึงการจัดการสินเดิมที่เปลี่ยนเป็นสินส่วนตัว ตามมาตรา ๗ซึ่งได้กระทำไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาตรา ๙ บรรดาอายุความหรือระยะเวลาที่บทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ได้กำหนดไว้ก่อนวันใช้บังคับบทบัญญัติบรรพ ๕แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ท้ายพระราชบัญญัตินี้ ถ้าหากยังไม่สุดสิ้นลงในวันที่ใช้บังคับบทบัญญัติ บรรพ ๕แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ท้ายพระราชบัญญัตินี้ และ อายุความหรือระยะเวลาที่กำหนดขึ้นใหม่นั้น แตกต่างกับอายุความหรือระยะเวลาที่กำหนดไว้แต่ เดิมก็ให้นำอายุความหรือระยะเวลาที่ยาวกว่ามาบังคับ มาตรา ๑๐ คำว่า “ค่าอุปการะเลี้ยงดู”ในบรรดาบทกฎหมายซึ่งมีความหมายถึง ค่าอุปการะเลี้ยงดูตามนัยของบทบัญญัติมาตรา ๑๕๐๖และมาตรา ๑๕๐๗แห่งประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์เดิม้น ให้ใช้คำว่ “ค่าเลี้ยงชีพ”แทน มาตรา ๑๑ บทบัญญัติแห่งกฎหมายใดอ้ งถึงบรรพ ๕หรือบทบัญญัติในบรรพ ๕แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เดิมให้ถือว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นอ้างถึงบรรพ ๕ หรือบทบัญญัติในบรรพ ๕แห่งประมวลกฎหมายแพ่ และพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ ท้าย พระราชบัญญัตินี้ ในบทมาตราที่มีนัยเช่นเดียวกัน แล้วแต่กรณี มาตรา ๑๒ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือเนื่องจากรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทยมาตรา ๒๘วรรคสองบัญญัติว่าชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน จำต้องแก้ไข บทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ ๙)พ.ศ.๒๕๒๑ มาตรา ๑๑ การเสนอขายหุ้นและหุ้นกู้ต่อประชาชนที่ได้มีการจดทะเบียนหนังสือ ชี้ชวน หนังสือบอกกล่าวป่าวร้อง หรือหนังสืออย่างอื่นในการชี้ชวนให้ซื้อหุ้นหรือหุ้นกู้โดยถูกต้อง ตามกฎหมายในวันประกาศพระราชบัญญัตินี้ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้คงดำเนินการต่อไปได้ อีกไม่เกินเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และให้นำมาตรา ๑๒๓๐มาตรา ๑๒๓๑ มาตรา ๑๒๓๒มาตรา ๑๒๓๓มาตรา ๑๒๓๔และมาตรา ๑๒๓๕แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์มาใช้บังคับจนกว่าจะพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว มาตรา ๑๒ บริษัทใดจัดตั้งขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อยู่ก่อน วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับและมีผู้ถือหุ้นตั้งแต่หนึ่งร้อยคนอยู่แล้ว หรือมีผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นถึง หนึ่งร้อยคนขึ้นไปภายหลังที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ยังคงเป็นบริษัทตามประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ต่อไป มาตรา ๑๓ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ ราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๙๕/ตอนที่๑๔๙/ฉบับพิเศษหน้า ๙๘/๒๕ธันวาคม๒๕๒๑ หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากได้มีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.๒๕๒๑ซึ่งกำหนดให้บริษัทมหาชนจำกัดต้องมีผู้ถือหุ้น ตั้งแต่หนึ่งร้อยคน และมีบทบัญญัติควบคุมการเสนอขายหุ้นและหุ้นกู้ เพื่อป้องกันมิให้ประชาชน ถูกหลอกลวงแล้วสมควรกำหนดห้ มมิให้บริษัทจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มีผู้ ถือหุ้นถึงหนึ่งร้อยคนและเสนอขายหุ้นหรือหุ้นกู้ต่อประชาชน ซึ่งจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ ๓ลักษณะ ๒๒หมวด ๔เฉพาะมาตราที่เกี่ยวข้องให้ สอดคล้องกับหลักการดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๑๐)พ.ศ.๒๕๓๓ มาตรา ๖๒ ในกรณีที่มีการให้ของหมั้นกันไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ของหมั้นดังกล่าวตกเป็นสิทธิแก่หญิงเมื่อได้ทำการสมรสแล้ว มาตรา ๖๓ นิติกรรมที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้กระทำไปในการจัดการสินสมรสโดย ปราศจากความยิ ยอมของคู่สมรสอี ฝ่ ยหนึ่ ก่อนวัที่ พระราชบัญญัติี้ ใช้บัคับการให้ สัตยาบันหรือการขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้น ให้เป็นไปตามมาตรา ๑๔๘๐แห่งประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ มาตรา ๖๔ ถ้ามีคดีฟ้องขอให้ศาลแสดงว่าการสมรสเป็นโมฆะเพราะเหตุสมรส ฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา ๑๔๕๒แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ค้างพิจารณาอยู่ในศาลใด ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ศาลนั้นพิจารณาพิพากษาคดีต่อไปได้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด มาตรา ๖๕ ในกรณีที่มีการสมรสฝ่าฝืนมาตรา ๑๔๕๒แห่งประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหรือสิทธิในมรดกของคู่สมรสที่ตายซึ่งคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งที่ สมรสโดยสุจริตมีอยู่แล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้เป็นไปตามมาตรา ๑๔๙๙แห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ มาตรา ๖๖ ในการจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายถ้าเจ้าหน้าที่ได้ส่ง แจ้งความการขอจดทะเบียนไปยังเด็กหรือมารดาเด็กแล้ว แต่ยังไม่มีการจดทะเบียนก่อนวันที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ การจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายให้บังคับตามบทบัญญัติ แห่งประมวลกฎหมายแพ่ และพาณิชย์ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ มาตรา ๖๗ บิดาซึ่ ได้จดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายก่อนวันที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับย่อมมีสิทธิร้องขอต่อศาลให้ถอนความเป็นผู้ปกครองได้ตามมาตรา ราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๑๐๗/ตอนที่๑๘๗/ฉบับพิเศษหน้า ๑/๒๖กันยายน๒๕๓๓ ๑๕๕๒แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติ โดยพระราชบัญญัตินี้ ไม่ว่าบิดาจะ ได้เคยร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งถอนความเป็นผู้ปกครองมาก่อนแล้วหรือไม่ก็ตาม มาตรา ๖๘ ในกรณีที่มีการตั้งผู้ปกครองโดยพินัยกรรม ถ้าผู้ที่ทำพินัยกรรมตาย ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับการตั้งผู้ปกครองให้เป็ไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ มาตรา ๖๙ บทบัญญัติมาตรา ๑๕๙๘/๒๒และมาตรา ๑๕๙๘/๒๓แห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ไม่กระทบกระเทือนถึง ความสมบูรณ์ของการให้ความยินยอมในการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมที่ได้กระทำไปแล้วก่อนวันที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาตรา ๗๐ บทบัญญัติบรรพ ๕แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งแก้ไข เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ไม่กระทบกระเทือนถึงความสมบูรณ์ของการหมั้น การสมรสสัญญา ก่อนสมรสการเป็นบิดามารดากับบุตร การเป็นผู้ปกครอง และการรับบุตรบุญธรรมที่ได้มีอยู่แล้ว ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เว้นแต่ในกรณีที่พระราชบัญญัตินี้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น มาตรา ๗๑ บรรดาอายุความหรือระยะเวลาที่บทบัญญัติในประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ได้กำหนดไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ หากยังไม่สิ้ นสุดลงในวันที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และอายุความหรือระยะเวลาที่กำหนดขึ้นใหม่นั้นแตกต่างกับอายุความ หรือระยะเวลาที่กำหนดไว้เดิม ก็ให้นำอายุความหรือระยะเวลาที่ยาวกว่ามาบังคับ หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่บทบัญญัติบรรพ ๕ แห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยความสมบูรณ์ของการหมั้นและผลของการหมั้น การ คุ้มครองคู่สมรสที่วิกลจริต การจัดการสินสมรสการแยกสินสมรสและรวมสินสมรส การสมรสที่ เป็นโมฆะ เหตุหย่า ผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรในกรณีมีการหย่า บทสันนิษฐานความเป็นบุตรชอบ ด้วยกฎหมายการฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตร การฟ้องปฏิเสธความเป็นบุตร การจดทะเบียนเด็ก เป็นบุตร การฟ้องให้รับเด็กเป็นบุตร อำนาจปกครองการเป็นผู้อนุบาลและผู้พิท ษ์ การจัดการ ทรัพย์สินของผู้เยาว์ สิทธิหน้าที่ของบิดามารดาและบุตร ผู้ปกครอง และบุตรบุญธรรมนั้น ยังไม่ สอดคล้องและไม่เอื้ออำนวยต่อสภาพความเป็นอยู่ในสังคมปัจจุบัน สมควรปรับปรุงแก้ไขให้ เหมาะสมยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ ๑แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจ ชำระใหม่ พ.ศ.๒๕๓๕ ราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๑๐๙/ตอนที่๔๒/หน้า๑/๘เมษายน๒๕๓๕ หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากบทบัญญัติบรรพ ๑ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งได้ใช้บังคับโดยพระราชกฤษฎีกาให้ใช้บทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ ๑และบรรพ ๒ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.๒๔๖๘ได้ใช้ บังคับมาเป็นเวลานานและบทบัญญัติหลายประการล้าสมัย ไม่เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพ สังคมปัจจุบัน สมควรปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ ๑๑)พ.ศ.๒๕๓๕ มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นหกสิบวันนับแต่วันประกาศใน ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ มีารแก้ไข พระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.๒๕๒๑ให้ยกเลิกการกำหนดอัตราส่วนการถือหุ้น และ จำนวนผู้ถือหุ้นของบริษัทมหาชนจำกัด และเพื่อให้การแปรสภาพบริษัทจำกัดเป็บริษัทมหาชน จำกัด เป็นไปโดยความสมัครใจในกรณีที่บริษัทจำกัดประสงค์จะชี้ชวนให้ประชาชนร่วมลงทุน จึง จำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ ๑๒)พ.ศ.๒๕๔๑ มาตรา ๖ บทบัญญัติมาตรา ๔๙๙วรรคสองแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ มิให้ใช้บังคับแก่สัญญาขายฝากที่ได้ทำไว้ก่อนวันที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ในเรื่องขายฝากมีบทบัญญัติยังไม่เหมาะสม เป็เหตุให้มีารเอาเปรียบผู้ขายฝาก โดยการกำหนดสินไถ่ที่สูงเกินควร เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา รวมทั้งใน กรณีที่ถึงกำหนดเวลาไถ่ผู้ซื้อฝากมักจะหลีกเลี่ยงไม่ยอมให้มีการไถ่จนเป็นเหตุให้ผู้ขายฝากต้อง สูญเสียกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินไปโดยไม่ชอบธรรมนอกจากนี้ เห็นควรปรับปรุงระยะเวลาในการใช้ สิทธิไถ่ในสัญญาขายฝากให้เหมาะสมยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ ๑๓)พ.ศ.๒๕๔๑ มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑๙สิงหาคมพ.ศ.๒๕๔๑ เป็นต้นไป ราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๑๐๙/ตอนที่ ๔๓/หน้ ๕๖/๘เมษายน๒๕๓๕ ราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๑๑๕/ตอนที่๑๘ก/หน้า๑/๙เมษายน๒๕๔๑ ราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๑๑๕/ตอนที่๔๘ก/หน้า๑/๑๗สิงหาคม๒๕๔๑ หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่พระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ได้บัญญัติให้หนี้ที่เกิดจากการไม่ช ระค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานใน วันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุด ค่าชดเชย ค่าชดเชยพิเศษ เงินสะสม เงินสมทบ หรือเงินเพิ่มให้ ลูกจ้าง หรือกรมสวัดิการและคุ้มครองแรงงานแล้วแต่กรณี มีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินทั้งหมด ของนายจ้างซึ่งเป็นลูกหนี้ในลำดับเดียวกับบุริมสิทธิในค่าภาษีอากรตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ ดังนั้น จึงสมควรแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๕๓แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ให้ สอดคล้องกับกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานในส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิของลู จ้าง โดยให้รวม ความถึง สิทธิของเสมียนคนใช้ และคนงานตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๕๓เดิมด้วย โดย กำหนดลำดับบุิ มสิทธิในเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับอยู่ในลำดับเดียวกับบุริมสิทธิในค่าภาษีอากร ประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจและสังคมได้เปลี่ยนแปลงไปสมควรแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๕๗แห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และจำนวนเงินสูงสุดของบุริมสิทธิใน เงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับให้เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในปัจจุบันด้วย จึง จำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ ๑๔)พ.ศ.๒๕๔๘ มาตรา ๑๗ พระราชบัญญัตินี้ไม่กระทบถึงนิติกรรม สิทธิ หน้าที่ หรือความรับ ผิดตามกฎหมายอันได้กระทำลงหรือมีขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรแก้ไข เพิ่มเติมบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในส่วนที่เกี่ยวกับสัญญาซื้อขาย อสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ ประเภทของสังหาริมทรัพย์ที่ต้องจดทะเบียนต่อพนักงาน เจ้าหน้าที่ จำนวนเงินในการกู้ยืมเงินที่ต้องมีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ จำนวนเงินที่เจ้า สำนักโรงแรมต้องรับผิดในการที่ทรัพย์สินของคนเดินทางหรือแขกอาศัยสูญหาย อัตรา ค่าธรรมเนียมและค่าคัดสำเนาเอกสารตามที่ปรากฏในบทบัญญัติที่ว่าด้วยบริัทจำกัด รวมถึง จำนวนเงินรางวัลหรือค่าธรรมเนียมที่บุคคลผู้มีสิทธิจะรับทรัพย์สินหายต้องชำระให้แก่ผู้เก็บได้ หรือแก่ส่วนราชการที่รับผิดชอบ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจและสภาวการณ์ ในปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ ๑๕)พ.ศ.๒๕๔๙ หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรแก้ไข เพิ่มเติมบทบัญญัติในลักษณะ ๒๒หุ้นส่วนและบริษัทของบรรพ ๓แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง ราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๑๒๒/ตอนที่๑๑๐ก/หน้า๑/๒๓พฤศจิกายน๒๕๔๘ ราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๑๒๓/ตอนที่๑๗ก/หน้า๑/๒๒กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ และพาณิชย์ กรณีการลาออกของหุ้นส่วนผู้จัดการในห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนและห้างหุ้นส่วนจำกัด และการลาออกของกรรมการบริษัทจำกัดกำหนดเวลาที่การลาออกมีผล ตลอดจนการจดทะเบียน เปลี่ยนแปลงต่อนายทะเบียนภายในกำหนดเวลาเพื่อให้เกิดความชัดเจนในผลทางกฎหมายและ การนำผลทางกฎหมายและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าวไปใช้อ้างอิง จึงจำเป็นต้องตรา พระราชบัญญัตินี้ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ ๑๖)พ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา ๗พระราชบัญญัตินี้ไม่กระทบถึงนิติกรรม สิทธิ หน้าที่ หรือความรับผิด ตามกฎหมายอัได้กระทำลงหรือมีขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาตรา ๘ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่าตรา๓ของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ให้ความคุ้มครองศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์สิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคบรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้ับความคุ้มครอง ตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข แต่บทบัญญัติมาตรา ๑๔๔๕มาตรา ๑๔๔๖มาตรา ๑๔๔๗/๑วรรคสามมาตรา ๑๕๑๖ (๑)และมาตรา ๑๕๒๓วรรคหนึ่งแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นบทบัญญัติที่เลือก ปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องเพศ สมควรแก้ไข บทบัญญัติดังกล่ วให้สอดคล้องกับหลัก รมีสิทธิเท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิ และหลักการ ห้ามมิให้เลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องเพศที่เคย ได้รับความคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทย ในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขจึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๑๗)พ.ศ.๒๕๕๐ หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากได้มีกฎหมายว่า ด้วยทรัสต์เพื่อธุรกรรมในตลาดทุนซึ่งกำหนดให้สามารถก่อตั้งทรัสต์เพื่อเป็นเครื่องมืออีกประการ หนึ่งที่จะทำให้ธุรกรรมในตลาดทุ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภ พและสามารถแก้ไขข้อติดขัดบาง ประการในการระดมทุนและในการประกอบธุรกิจในตลาดทุนได้ ดังนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับ กฎหมายดังกล่าวจึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๑๘)พ.ศ.๒๕๕๑ ราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๑๒๔/ตอนที่๕๓ก/หน้า๑๔/๑๒กันยายน๒๕๕๐ ราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๑๒๕/ตอนที่๙ก/หน้า๔๒/๑๔มกราคม๒๕๕๑ หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์บรรพ ๓ลักษณะ ๒๒ว่าด้วยหุ้นส่วนและบริัทใช้บังคับมาเป็นเวลานาน บทบัญญัติ บางมาตราสร้างภาระโดยไม่จำเป็นแก่ประชาชนและก่อให้เกิดความยุ่งยาก ซ้ำซ้อน และความ ล่าช้าต่อการปฏิบัติหน้าที่ของส่วนราชการ นอกจากนี้ ยังเป็นอุปสรรคต่อการเสริมสร้างศักยภาพ ในการแข่งขันของประเทศอีกด้วย ดังนั้น เพื่อขจัดปัญหาและอุปสรรคดังกล่าวและเพื่อให้การ ดำเนินกิจการค้าในรูปแบบของห้างหุ้นส่วนและบริษัทมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้นจึงจำเป็นต้อง ตราพระราชบัญญัตินี้ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ ๑๙)พ.ศ.๒๕๕๑ หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่บทบัญญัติบรรพ ๕แห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการร้องต่อศาลขอให้สั่งอนุญาตให้สามีภริยาอยู่ต่างหาก การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของหญิงการเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของชายการนับวันที่เป็น บุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาและการกลับมีอำนาจปกครองบุตรที่ยังไม่บรรลุิติภาวะเมื่อมีการ เลิกรับบุตรบุญธรรม นั้น ยังไม่สอดคล้องและไม่เอื้ออำนวยต่อสภาพความเป็นอยู่ในสังคมปัจจุบัน สมควรปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมยิ่งขึ้นจึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ ๑๐มีนาคม๒๕๕๑ ราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๑๒๕/ตอนที่๔๑ก/หน้า๑๒/๓มีนาคม๒๕๕๑ ราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๑๒๕/ตอนที่๔๕ก/หน้า๕/๗มีนาคม๒๕๕๑
หมายเหตุและเชิงอรรถท้ายฉบับ
-
๑)บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
ห้างหุ้นส่วนจำกัด และบริษัทจำกัดร้าง
_________
โดยธรรมในลำดับและชั้นต่าง ๆ
ในลำดับและชั้นต่างๆ
หรือข้อกำหนดพินัยกรรม
ข้อกำหนดพินัยกรรม
และการชำระหนี้กับแบ่งปันทรัพย์มรดก
ที่มาของตัวบทนี้
- ผู้เผยแพร่ไฟล์
- สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับรวมการแก้ไข)เว็บไซต์ของหน่วยงานเจ้าของเรื่อง
- หน้าเผยแพร่ของหน่วยงาน
- https://www.senate.go.th/ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย) — สัญญาอนุญาตประกาศอยู่ในระเบียนชุดข้อมูลนี้ — คือหลักฐานสัญญาอนุญาตของตัวบททั้งฉบับ
- ไฟล์ต้นทาง
- https://www.senate.go.th/assets/portals/28/fileups/146/files/%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%A2%E0%B9%8C.pdf362 หน้า
- ค่าตรวจสอบไฟล์ (checksum)
- sha256:bd3b78a8a9abebedec47739ee24d3f19bb82c3c798f69fe50786c5668dcdea92ดึงเมื่อ 2026-08-24T00:38:16.713Z
- สภาพของตัวบทเทียบกับต้นฉบับ
- ตรวจไม่ได้ด้วยวิธีที่มี — ไม่มีฟอนต์ที่เทียบลำดับ glyph ได้ — ตรวจได้แค่ชนิด "ขาดรายการ" ไม่ครอบชนิด "มีรายการแต่ผิด""ไม่พบ" ไม่เท่ากับ "ถูกต้อง" — ทั้งสามวิธีมีจุดบอดที่ประกาศไว้ที่หน้าวิธีทำงาน
- วิธีดึงข้อความ
- pdftotext -layout บน ToUnicode ที่ซ่อม (repair-tounicode.py)ผ่านด่านตรวจของ ai-law: ซ่อม ToUnicode · คืนสระ ำ · ลำดับมาตราต่อเนื่อง · เทียบพยาน OCR