อภิธรรมภาชนีย์
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๕ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๒ วิภังคปกรณ์ อภิธรรมภาชนีย์
ทฺวาทสายตนานิ จกฺขายตนํ โสตายตนํ ฆานายตนํ ชิวฺหายตนํ กายายตนํ มนายตนํ รูปายตนํ สทฺทายตนํ คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ ธมฺมายตนํ ฯ
อายตนะ ๑๒ คือ ๑. จักขายตนะ ๒. โสตายตนะ ๓. ฆานายตนะ ๔. ชิวหายตนะ ๕. กายายตนะ ๖. มนายตนะ ๗. รูปายตนะ ๘. สัททายตนะ ๙. คันธายตนะ ๑๐. รสายตนะ ๑๑. โผฏฐัพพายตนะ ๑๒. ธัมมายตนะ
ตตฺถ กตมํ จกฺขายตนํ ยํ จกฺขุํ จตุนฺนํ มหาภูตานํ อุปาทาย ปสาโท ฯเปฯ สุญฺโญ คาโมเปโส อิทํ วุจฺจติ จกฺขายตนํ ฯ ตตฺถ กตมํ โสตายตนํ ฆานายตนํ ชิวฺหายตนํ กายายตนํ โย กาโย จตุนฺนํ มหาภูตานํ อุปาทาย ปสาโท ฯเปฯ สุญฺโญ คาโมเปโส อิทํ วุจฺจติ กายายตนํ ฯ ตตฺถ กตมํ มนายตนํ เอกวิเธน มนายตนํ ผสฺสสมฺปยุตฺตํ ฯ ทุวิเธน มนายตนํ อตฺถิ สเหตุกํ อตฺถิ อเหตุกํ ฯ ติวิเธน มนายตนํ อตฺถิ กุสลํ อตฺถิ อกุสลํ อตฺถิ อพฺยากตํ ฯเปฯ เอวํ พหุวิเธน มนายตนํ อิทํ วุจฺจติ มนายตนํ ฯ ตตฺถ กตมํ รูปายตนํ ยํ รูปํ จตุนฺนํ มหาภูตานํ อุปาทาย วณฺณนิภา ฯเปฯ รูปธาตุเปสา อิทํ วุจฺจติ รูปายตนํ ฯ ตตฺถ กตมํ สทฺทายตนํ คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ ปฐวีธาตุ ฯเปฯ โผฏฺฐพฺพธาตุเปสา อิทํ วุจฺจติ โผฏฺฐพฺพายตนํ ฯ {๑๐๐.๑} ตตฺถ กตมํ ธมฺมายตนํ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ ยญฺจ รูปํ อนิทสฺสนํ อปฺปฏิฆํ ธมฺมายตนปริยาปนฺนํ อสงฺขตา จ ธาตุ ฯ ตตฺถ กตโม เวทนากฺขนฺโธ เอกวิเธน เวทนากฺขนฺโธ ผสฺสสมฺปยุตฺโต ฯเปฯ เอวํ พหุวิเธน เวทนากฺขนฺโธ อยํ วุจฺจติ เวทนากฺขนฺโธ ฯ ตตฺถ กตโม สญฺญากฺขนฺโธ เอกวิเธน สญฺญากฺขนฺโธ ผสฺสสมฺปยุตฺโต ฯเปฯ เอวํ พหุวิเธน สญฺญากฺขนฺโธ อยํ วุจฺจติ สญฺญากฺขนฺโธ ฯ ตตฺถ กตโม สงฺขารกฺขนฺโธ เอกวิเธน สงฺขารกฺขนฺโธ จิตฺตสมฺปยุตฺโต ฯเปฯ เอวํ พหุวิเธน สงฺขารกฺขนฺโธ อยํ วุจฺจติ สงฺขารกฺขนฺโธ ฯ ตตฺถ กตมํ รูปํ อนิทสฺสนํ อปฺปฏิฆํ ธมฺมายตนปริยาปนฺนํ อิตฺถินฺทฺริยํ ฯเปฯ กพฬิงฺกาโร อาหาโร อิทํ วุจฺจติ รูปํ อนิทสฺสนํ อปฺปฏิฆํ ธมฺมายตนปริยาปนฺนํ ฯ ตตฺถ กตมา อสงฺขตา ธาตุ ราคกฺขโย โทสกฺขโย โมหกฺขโย อยํ วุจฺจติ อสงฺขตา ธาตุ ฯ อิทํ วุจฺจติ ธมฺมายตนํ ฯ อภิธมฺมภาชนียํ ฯ
ในอายตนะ ๑๒ นั้น จักขายตนะ เป็นไฉน จักขุใด เป็นปสาทรูป อาศัยมหาภูตรูป ๔ ฯลฯ นี้เรียกว่า บ้านว่างบ้าง นี้เรียกว่า จักขายตนะ @ ความที่ ฯลฯ พึงดูในธรรมสังคณีปกรณ์ ข้อ (๕๑๖) เป็นลำดับไป โสตายตนะ ฆานายตนะ ชิวหายตนะ กายายตนะ เป็นไฉน กายใด เป็นปสาทรูป อาศัยมหาภูตรูป ๔ ฯลฯ นี้เรียกว่า บ้านว่างบ้าง นี้เรียกว่า กายายตนะ มนายตนะ เป็นไฉน มนายตนะหมวดละ ๑ คือ มนายตนะเป็นผัสสสัมปยุต. มนายตนะหมวดละ ๒ คือ มนายตนะ เป็นสเหตุกะ เป็นอเหตุกะ. มนายตนะหมวดละ ๓ คือมนายตนะ เป็นกุศล เป็นอกุศล เป็นอัพยากฤต ฯลฯ มนายตนะหมวดละมากอย่าง ด้วยประการฉะนี้ นี้เรียกว่า มนายตนะ รูปายตนะ เป็นไฉน รูปใด เป็นสี อาศัยมหาภูตรูป ๔ ฯลฯ นี้เรียกว่า รูปธาตุบ้างนี้เรียกว่า รูปายตนะ สัททายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ เป็นไฉน ปฐวีธาตุ ฯลฯ นี้เรียกว่าโผฏฐัพพธาตุบ้าง นี้เรียกว่า โผฏฐัพพายตนะ ธัมมายตนะ เป็นไฉน เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ รูปที่เห็นไม่ได้กระทบไม่ได้ นับเนื่องในธัมมายตนะ และอสังขตธาตุ ในธัมมายตนะนั้น เวทนาขันธ์เป็นไฉน เวทนาขันธ์หมวดละ ๑ คือ เวทนาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต ฯลฯ เวทนา-*ขันธ์หมวดละมากอย่าง ด้วยประการฉะนี้ นี้เรียกว่าเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ เป็นไฉน สัญญาขันธ์หมวดละ ๑ คือ สัญญาขันธ์เป็นผัสสสัมปยุต ฯลฯ สัญญา-*ขันธ์หมวดละมากอย่าง ด้วยประการฉะนี้ นี้เรียกว่า สัญญาขันธ์@ ความที่ ฯลฯ พึงดูในขันธวิภังค์ ข้อ (๗๔) เป็นลำดับไป @ ความที่ ฯลฯ พึงดูในธรรมสังคณีปกรณ์ ข้อ (๕๒๑) สังขารขันธ์ เป็นไฉน สังขารขันธ์หมวดละ ๑ คือ สังขารขันธ์เป็นจิตตสัมปยุต ฯลฯ สังขาร-*ขันธ์หมวดละมากอย่าง ด้วยประการฉะนี้ นี้เรียกว่า สังขารขันธ์ รูปที่เห็นไม่ได้กระทบไม่ได้ นับเนื่องในธัมมายตนะ เป็นไฉน อิตถินทรีย์ ฯลฯ กพฬิงการาหาร นี้เรียกว่า รูปที่เห็นไม่ได้กระทบไม่ได้ นับเนื่องในธัมมายตนะ อสังขตธาตุ เป็นไฉน ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ นี้เรียกว่า อสังขตธาตุ สภาวธรรมนี้เรียกว่า ธัมมายตนะ อภิธรรมภาชนีย์ จบ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๒. อายตนวิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์ ๒. อภิธรรมภาชนีย์
อายตนะ ๑๒ คือ ๑. จักขายตนะ ๒. รูปายตนะ ๓. โสตายตนะ ๔. สัททายตนะ ๕. ฆานายตนะ ๖. คันธายตนะ ๗. ชิวหายตนะ ๘. รสายตนะ ๙. กายายตนะ ๑๐. โผฏฐัพพายตนะ ๑๑. มนายตนะ ๑๒. ธัมมายตนะ
บรรดาอายตนะ ๑๒ นั้น จักขายตนะ เป็นไฉน จักษุใดเป็นปสาทรูป อาศัยมหาภูตรูป ๔ นับเนื่องในอัตภาพ เป็นรูปที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ เช่น บุคคลเคยเห็น กำลังเห็น จักเห็น หรือพึงเห็นรูปที่เห็นได้และกระทบได้ ด้วยจักษุใด ที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ นี้เรียกว่า จักขุบ้าง จักขายตนะบ้างจักขุธาตุบ้าง จักขุนทรีย์บ้าง โลกบ้าง ทวารบ้าง สมุทรบ้าง ปัณฑระบ้าง เขตบ้างวัตถุบ้าง เนตรบ้าง นัยน์ตาบ้าง ฝั่งนี้บ้าง บ้านว่างบ้าง นี้เรียกว่า จักขายตนะ (๑)
โสตายตนะ เป็นไฉน โสตะใดเป็นปสาทรูป อาศัยมหาภูตรูป ๔ นับเนื่องในอัตภาพ เป็นรูปที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ เช่น บุคคลเคยฟัง กำลังฟัง จักฟัง หรือพึงฟังเสียงที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ด้วยโสตะใด ที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ นี้เรียกว่า โสตะบ้าง โสตายตนะบ้าง โสตธาตุบ้าง โสตินทรีย์บ้าง โลกบ้าง ทวารบ้าง สมุทรบ้าง ปัณฑระบ้างเขตบ้าง วัตถุบ้าง ฝั่งนี้บ้าง บ้านว่างบ้าง นี้เรียกว่า โสตายตนะ (๒)
ฆานายตนะ เป็นไฉน ฆานะใดเป็นปสาทรูป อาศัยมหาภูตรูป ๔ นับเนื่องในอัตภาพ เป็นรูปที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ เช่น บุคคลเคยดม กำลังดม จักดม หรือพึงดมกลิ่นที่เห็นไม่ได้แต่@เชิงอรรถ : @ อภิ.สงฺ. ๓๔/๕๙๖/๑๘๒ @ อภิ.สงฺ. ๓๔/๖๐๐/๑๘๓
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๑๑๓}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๒. อายตนวิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์ กระทบได้ด้วยฆานะใด ที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ นี้เรียกว่า ฆานะบ้าง ฆานายตนะบ้างฆานธาตุบ้าง ฆานินทรีย์บ้าง โลกบ้าง ทวารบ้าง สมุทรบ้าง ปัณฑระบ้าง เขตบ้างวัตถุบ้าง ฝั่งนี้บ้าง บ้านว่างบ้าง นี้เรียกว่า ฆานายตนะ (๓)
ชิวหายตนะ เป็นไฉน ชิวหาใดเป็นปสาทรูป อาศัยมหาภูตรูป ๔ นับเนื่องในอัตภาพ เป็นรูปที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ เช่น บุคคลเคยลิ้ม กำลังลิ้ม จักลิ้ม หรือพึงลิ้มรสที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ด้วยชิวหาใด ที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ นี้เรียกว่า ชิวหาบ้าง ชิวหายตนะบ้าง ชิวหาธาตุบ้าง ชิวหินทรีย์บ้าง โลกบ้าง ทวารบ้าง สมุทรบ้าง ปัณฑระบ้างเขตบ้าง วัตถุบ้าง ฝั่งนี้บ้าง บ้านว่างบ้าง นี้เรียกว่า ชิวหายตนะ (๔)
กายายตนะ เป็นไฉน กายใดเป็นปสาทรูป อาศัยมหาภูตรูป ๔ นับเนื่องในอัตภาพ เป็นรูปที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ เช่น บุคคลเคยถูกต้อง กำลังถูกต้อง จักถูกต้อง หรือพึงถูกต้องโผฏฐัพพะที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ด้วยกายใดที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ นี้เรียกว่ากายบ้าง กายายตนะบ้าง กายธาตุบ้าง กายินทรีย์บ้าง โลกบ้าง ทวารบ้าง สมุทรบ้างปัณฑระบ้าง เขตบ้าง วัตถุบ้าง ฝั่งนี้บ้าง บ้านว่างบ้าง นี้เรียกว่า กายายตนะ (๕)
มนายตนะ เป็นไฉน มนายตนะหมวดละ ๑ ได้แก่ มนายตนะที่สัมปยุตด้วยผัสสะ มนายตนะหมวดละ ๒ ได้แก่ มนายตนะที่มีเหตุก็มี ที่ไม่มีเหตุก็มี มนายตนะหมวดละ ๓ ได้แก่ มนายตนะที่เป็นกุศลก็มี ที่เป็นอกุศลก็มี ที่เป็นอัพยากฤตก็มี มนายตนะหมวดละ ๔ ได้แก่ มนายตนะที่เป็นกามาวจรก็มี ที่เป็นรูปาวจรก็มี ที่เป็นอรูปาวจรก็มี ที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ก็มี @เชิงอรรถ : @ อภิ.สงฺ. ๓๔/๖๐๔/๑๘๔ @ อภิ.สงฺ. ๓๔/๖๐๘/๑๘๕ @ อภิ.สงฺ. ๓๔/๖๑๒/๑๘๗
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๑๑๔}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๒. อายตนวิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์ มนายตนะหมวดละ ๕ ได้แก่ มนายตนะที่สัมปยุตด้วยสุขินทรีย์ก็มี ที่สัมปยุตด้วยทุกขินทรีย์ก็มี ที่สัมปยุตด้วยโสมนัสสินทรีย์ก็มี ที่สัมปยุตด้วยโทมนัสสินทรีย์ก็มี ที่สัมปยุตด้วยอุเปกขินทรีย์ก็มี มนายตนะหมวดละ ๖ ได้แก่ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ และมโนวิญญาณ มนายตนะหมวดละ ๖ มีด้วยอาการอย่างนี้ มนายตนะหมวดละ ๗ ได้แก่ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนธาตุ และมโนวิญญาณธาตุ มนายตนะหมวดละ ๗ มีด้วยอาการอย่างนี้ มนายตนะหมวดละ ๘ ได้แก่ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ ที่สหรคตด้วยสุขก็มี ที่สหรคตด้วยทุกข์ก็มี มโนธาตุและมโนวิญญาณธาตุ มนายตนะหมวดละ ๘ มีด้วยอาการอย่างนี้ มนายตนะหมวดละ ๙ ได้แก่ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนธาตุ และมโนวิญญาณธาตุ ที่เป็นกุศลก็มี ที่เป็นอกุศลก็มี ที่เป็นอัพยากฤตก็มี มนายตนะหมวดละ ๙ มีด้วยอาการอย่างนี้ มนายตนะหมวดละ ๑๐ ได้แก่ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ ที่สหรคตด้วยสุขก็มี ที่สหรคตด้วยทุกข์ก็มี มโนธาตุและมโนวิญญาณธาตุ ที่เป็นกุศลก็มี ที่เป็นอกุศลก็มี ที่เป็นอัพยากฤตก็มี มนายตนะหมวดละ ๑๐ มีด้วยอาการอย่างนี้ มนายตนะหมวดละ ๑ ได้แก่ มนายตนะที่สัมปยุตด้วยผัสสะ มนายตนะหมวดละ ๒ ได้แก่ มนายตนะที่มีเหตุก็มี ที่ไม่มีเหตุก็มี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๑๑๕}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๒. อายตนวิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์ มนายตนะหมวดละ ๓ ได้แก่ มนายตนะที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาก็มี ที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาก็มี ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาก็มี ฯลฯ มนายตนะหมวดละมากอย่างมีด้วยอาการอย่างนี้ นี้เรียกว่า มนายตนะ (๖)
รูปายตนะ เป็นไฉน รูปใดเป็นสีต่างๆ อาศัยมหาภูตรูป ๔ เป็นรูปที่เห็นได้และกระทบได้ เช่นสีเขียว สีเหลือง สีแดง สีขาว สีดำ สีหงสบาท สีคล้ำ สีเขียวใบไม้ สีม่วง ยาวสั้น ละเอียด หยาบ กลม รี สี่เหลี่ยม หกเหลี่ยม แปดเหลี่ยม สิบหกเหลี่ยม ลุ่มดอน เงา แดด สว่าง มืด เมฆ หมอก ควัน ละออง แสงจันทร์ แสงอาทิตย์แสงดาว แสงกระจก แสงแก้วมณี แสงสังข์ แสงแก้วมุกดา แสงแก้วไพฑูรย์แสงทอง แสงเงิน หรือรูปแม้อื่นใด ที่เป็นสีต่างๆ อาศัยมหาภูตรูป ๔ เป็นรูปที่เห็นได้และกระทบได้มีอยู่ เช่น บุคคลเคยเห็น กำลังเห็น จักเห็น หรือพึงเห็นรูปใดที่เห็นได้และกระทบได้ ด้วยจักษุที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ นี้เรียกว่า รูปบ้าง รูปายตนะบ้างรูปธาตุบ้าง นี้เรียกว่า รูปายตนะ (๗)
สัททายตนะ เป็นไฉน เสียงใดอาศัยมหาภูตรูป ๔ เป็นรูปที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ เช่น เสียงกลองเสียงตะโพน เสียงสังข์ เสียงบัณเฑาะว์ เสียงขับร้อง เสียงประโคม เสียงกรับ เสียงปรบมือ เสียงร้องของสัตว์ เสียงกระทบกันแห่งธาตุ เสียงลม เสียงน้ำ เสียงมนุษย์เสียงอมนุษย์ หรือเสียงแม้อื่นใด อาศัยมหาภูตรูป ๔ เป็นรูปที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้มีอยู่ เช่น บุคคลเคยฟัง กำลังฟัง จักฟัง หรือพึงฟังเสียงใด ที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ด้วยโสตะที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ นี้เรียกว่า สัททะบ้าง สัททายตนะบ้าง สัททธาตุบ้าง นี้เรียกว่า สัททายตนะ (๘) @เชิงอรรถ : @ สีหงสบาท สีคล้ายเท้าหงส์ สีแดงปนเหลือง สีแดงเรื่อ หรือ สีแสดก็ว่า@(พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕) @ อภิ.สงฺ. ๓๔/๖๑๖/๑๘๘ @ อภิ.สงฺ. ๓๔/๖๒๐/๑๙๐
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๑๑๖}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๒. อายตนวิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์
คันธายตนะ เป็นไฉน กลิ่นใดอาศัยมหาภูตรูป ๔ เป็นรูปที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ เช่น กลิ่นรากไม้กลิ่นแก่นไม้ กลิ่นเปลือกไม้ กลิ่นใบไม้ กลิ่นดอกไม้ กลิ่นผลไม้ กลิ่นบูด กลิ่นเน่ากลิ่นหอม กลิ่นเหม็น หรือกลิ่นแม้อื่นใด อาศัยมหาภูตรูป ๔ เป็นรูปที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้มีอยู่ เช่น บุคคลเคยดม กำลังดม จักดม หรือพึงดมกลิ่นใดที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ ด้วยฆานะที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ นี้เรียกว่า คันธะบ้าง คันธายตนะบ้างคันธธาตุบ้าง นี้เรียกว่า คันธายตนะ (๙)
รสายตนะ เป็นไฉน รสใดอาศัยมหาภูตรูป ๔ เป็นรูปที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ เช่น รสรากไม้รสลำต้น รสเปลือกไม้ รสใบไม้ รสดอกไม้ รสผลไม้ รสเปรี้ยว หวาน ขม เผ็ด เค็มขื่น เฝื่อน ฝาด อร่อย ไม่อร่อย หรือรสแม้อื่นใดอาศัยมหาภูตรูป ๔ เป็นรูปที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้มีอยู่ เช่น บุคคลเคยลิ้ม กำลังลิ้ม จักลิ้ม หรือพึงลิ้มรสใดที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ ด้วยชิวหาที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ นี้เรียกว่า รสบ้าง รสายตนะบ้าง รสธาตุบ้าง นี้เรียกว่า รสายตนะ (๑๐)
โผฏฐัพพายตนะ เป็นไฉน ปฐวีธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ ที่แข็ง อ่อน ละเอียด หยาบ มีสัมผัสเป็นสุขมีสัมผัสเป็นทุกข์ หนัก เบา เช่น บุคคลเคยถูกต้อง กำลังถูกต้อง จักถูกต้องหรือพึงถูกต้องโผฏฐัพพะใดที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ ด้วยกายที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้นี้เรียกว่า โผฏฐัพพะบ้าง โผฏฐัพพายตนะบ้าง โผฏฐัพพธาตุบ้าง นี้เรียกว่าโผฏฐัพพายตนะ (๑๑)
ธัมมายตนะ เป็นไฉน เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ รูปที่เห็นไม่ได้และกระทบไม่ได้ซึ่งนับเนื่องในธัมมายตนะ และธาตุที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง เวทนาขันธ์ เป็นไฉน @เชิงอรรถ : @ อภิ.สงฺ. ๓๔/๖๒๔/๑๙๒ @ อภิ.สงฺ. ๓๔/๖๒๘/๑๙๓ @ อภิ.สงฺ. ๓๔/๖๔๗/๑๙๖ @ คำบาลีคือ อสงฺขตา ธาตุ แปลว่า ธาตุที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง ได้แก่ พระนิพพาน (อภิ.วิ.อ. ๑๖๗/๕๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๑๑๗}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๒. อายตนวิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์ เวทนาขันธ์หมวดละ ๑ ได้แก่ เวทนาขันธ์ที่สัมปยุตด้วยผัสสะ ฯลฯ เวทนาขันธ์หมวดละ ๑๐ มีด้วยอาการอย่างนี้ ฯลฯ เวทนาขันธ์หมวดละมากอย่างมีด้วยอาการอย่างนี้ นี้เรียกว่า เวทนาขันธ์ (๑) สัญญาขันธ์ เป็นไฉน สัญญาขันธ์หมวดละ ๑ ได้แก่ สัญญาขันธ์ที่สัมปยุตด้วยผัสสะ ฯลฯ สัญญาขันธ์หมวดละ ๑๐ มีด้วยอาการอย่างนี้ ฯลฯ สัญญาขันธ์หมวดละมากอย่างมีด้วยอาการอย่างนี้ นี้เรียกว่า สัญญาขันธ์ (๒) สังขารขันธ์ เป็นไฉน สังขารขันธ์หมวดละ ๑ ได้แก่ สังขารขันธ์ที่สัมปยุตด้วยจิต ฯลฯ สังขารขันธ์หมวดละ ๑๐ มีด้วยอาการอย่างนี้ ฯลฯ สังขารขันธ์หมวดละมากอย่างมีด้วยอาการอย่างนี้ นี้เรียกว่า สังขารขันธ์ (๓) รูปที่เห็นไม่ได้และกระทบไม่ได้ซึ่งนับเนื่องในธัมมายตนะ เป็นไฉน อิตถินทรีย์ ฯลฯ กวฬิงการาหาร นี้เรียกว่า รูปที่เห็นไม่ได้และกระทบไม่ได้ซึ่งนับเนื่องในธัมมายตนะ (๔) ธาตุที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง เป็นไฉน สภาวธรรมเป็นที่สิ้นราคะ เป็นที่สิ้นโทสะ เป็นที่สิ้นโมหะ นี้เรียกว่า ธาตุที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง (๕) นี้เรียกว่า ธัมมายตนะ อภิธรรมภาชนีย์ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๑๑๘}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
วรรณนาอภิธรรมภาชนีย์
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอายตนะทั้งหลายไว้ (ในสุตตันตภาชนีย์) ในหนหลัง โดยความเป็นอายตนะคู่ว่า จกฺขายตนํ รูปายตนํ (จักขายตนะ รูปายตนะ) ดังนี้เป็นต้นเพื่อประสงค์ทรงอุปการะพระโยคาวจรทั้งหลายผู้เจริญวิปัสสนาฉันใด ในอภิธรรมภาชนีย์ มิได้ตรัสเหมือนอย่างนั้น เพื่อทรงประสงค์จะแสดงสภาวะแห่งอายตนะภายในและอายตนะภายนอก โดยอาการ (ลักษณะ) ทั้งปวงจึงตรัสโดยนัยแห่งการกำหนดอายตนะภายในและภายนอกอย่างนี้ว่า จกฺขฺวายตนํ โสตายตนํ (จักขวายตนะและโสตายตนะ) ดังนี้เป็นต้น.
ในนิเทศวารแห่งอายตนะเหล่านั้น พึงทราบคำว่า บรรดาอายตนะ ๑๒ เหล่านั้น จักขายตนะเป็นไฉน เป็นต้นโดยนัยที่กล่าวไว้ในหนหลังนั่นแหละ. แต่ในคำที่ตรัสไว้ในนิเทศแห่งธรรมายตนะว่า ตตฺถ กตมา อสงฺขตา ธาตุ ราคกฺขโย โทสกฺขโย โมหกฺขโย(ในอายตนะเหล่านั้น อสังขตธาตุ เป็นไฉน? ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ) ดังนี้เป็นต้น มีอธิบายดังต่อไปนี้.
บทว่า อสงฺขตา ธาตุ (อสังขตธาตุ) ได้แก่ พระนิพพานอันมีอสังขตะเป็นสภาวะ (คือเป็นธรรมอันปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้เป็นสภาวะ) แต่เพราะอาศัยพระนิพพานนี้ กิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้นย่อมสิ้นไป ฉะนั้นจึงตรัสว่า ความสิ้นไปแห่งราคะ ความสิ้นไปแห่งโทสะ ความสิ้นไปแห่งโมหะ ดังนี้.
นี้เป็นคำอธิบายเนื้อความที่เหมือนกันของอาจารย์ทั้งหลายในนิเทศอภิธรรมภาชนีย์นี้.
แต่อาจารย์วิตัณฑวาทีกล่าวว่า ธรรมดาว่า นิพพานเฉพาะอย่างไม่มี มีแต่นิพพานคือความสิ้นไปแห่งกิเลสเท่านั้น ดังนี้. แต่เมื่อมีผู้ท้วงว่าขอจงนำสูตรมาดังนี้ ก็จะอ้างชัมพุขาทกสูตรนี้ว่า ดูก่อนท่านสารีบุตร ที่เรียกว่า นิพพาน นิพพาน ดังนี้ อาวุโส นิพพานเป็นไฉน ดังนี้อาวุโส ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะอันใด นี้เรียกว่า นิพพาน ดังนี้ แล้วกล่าวคำที่ควรกล่าวโดยสูตรนี้ว่า ธรรมดาว่า นิพพานเฉพาะอย่างไม่มี มีแต่นิพพานคือความสิ้นกิเลสเท่านั้น ดังนี้.
พึงโต้ท่านอาจารย์วิตัณฑวาทีว่า ก็เนื้อความนั้นเหมือนกับสูตรนี้หรือ แน่ละท่านอาจารย์วิตัณฑวาทีจักตอบว่าใช่ เนื้อความที่พ้นจากสูตรไปมิได้มี ดังนี้.
ลำดับนั้นพึงกล่าวกะท่านอาจารย์วิตัณฑวาทีว่า สูตรนี้ท่านอ้างมาก่อนขอให้นำสูตรถัดไปมาแสดง ดังนี้. ท่านอาจารย์วิตัณฑวาทีจึงนำชื่อสูตรที่ถัดไปแห่งสูตรนั้นมาแสดงอย่างนี้ว่า ดูก่อนอาวุโสสารีบุตร ที่เรียกว่า อรหัต อรหัต ดังนี้ ดูก่อนอาวุโส อรหัต เป็นไฉน? ดังนี้ดูก่อนอาวุโส ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ นี้เรียกว่าอรหัต ดังนี้.
เมื่ออาจารย์วิตัณฑวาทีนำสูตรนี้มา ชนทั้งหลายก็จะกล่าวกะอาจารย์วิตัณฑวาทีนั้นว่า ธรรมนับเนื่องด้วยธรรมายตนะ ชื่อว่านิพพาน นามขันธ์ ๔ ชื่อว่าพระอรหัต. พระธรรมเสนาบดีผู้กระทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานอยู่ เมื่อมีผู้ถามถึงพระนิพพานบ้าง ถามถึงพระอรหัตบ้าง ก็กล่าวถึงความสิ้นกิเลสเท่านั้น ก็นิพพานและพระอรหัต เหมือนกันหรือต่างกันอย่างไร?
นิพพานเป็นอย่างเดียวกันหรือต่างกันจงยกไว้ ในที่นี้เนื้อความที่ท่านทำให้ละเอียดเกินไป มีความประสงค์อะไรท่านไม่รู้พระนิพพานเป็นอย่างเดียวหรือว่าต่างกันดอกหรือ เมื่อท่านรู้แล้วก็เป็นการดีมิใช่หรือ ท่านอาจารย์วิตัณฑวาทีถูกถามบ่อยๆ อย่างนี้ ก็ไม่อาจกล่าวให้ผิดไปจากความจริง ก็จะกล่าวว่าพระอรหัตพระองค์ก็ตรัสว่า ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ เพราะความที่พระอรหัตนั้นเกิดขึ้นในที่สุดแห่งการสิ้นราคะเป็นต้น ดังนี้.
ลำดับนั้น ชนทั้งหลายก็จะกล่าวกะอาจารย์วิตัณฑวาทีนั้นว่า ท่านเอาใหญ่แล้ว แม้ทำความหมายให้พูดอย่างนั้น แต่กลับไปพูดเสียอย่างนี้ทีเดียวก็พระนิพพานนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำแนกตรัสไว้ฉันใด ท่านจงกำหนดพระนิพพานแม้นี้ฉันนั้นเถิด เพราะอาศัยพระนิพพานแล้ว ราคะเป็นต้นย่อมสิ้นไป เพราะฉะนั้น จึงตรัสว่า นิพพาน คือความสิ้นราคะ คือความสิ้นโทสะ คือความสิ้นโมหะ ดังนี้เพราะคำแม้ทั้ง ๓ เหล่านี้ ก็เป็นชื่อของพระนิพพานเหมือนกัน ดังนี้.
ถ้ากล่าวอย่างนี้ปรับความเข้าใจกันได้ นั่นเป็นการดี ถ้ายังไม่เข้าใจ ก็พึงให้กระทำสภาวะเป็นนิพพานมากมาย ทำอย่างไร?
คือ พึงถามอย่างนี้ก่อนว่า ชื่อว่าความสิ้นราคะ เป็นความสิ้นไปแห่งราคะอย่างเดียว หรือเป็นการสิ้นไปแม้แห่งโทสะและโมหะชื่อว่าความสิ้นโทสะ เป็นการสิ้นไปแห่งโทสะอย่างเดียว หรือว่าเป็นความสิ้นไปแม้แห่งราคะและโมหะชื่อว่าความสิ้นโมหะ เป็นการสิ้นไปแห่งโมหะอย่างเดียว หรือเป็นการสิ้นไปแม้แห่งราคะและโทสะ ดังนี้.
แน่นอนอาจารย์วิตัณฑวาทีนั้นจักกล่าวว่า ชื่อว่าความสิ้นราคะ เป็นการสิ้นเฉพาะราคะ ชื่อว่าความสิ้นโทสะ เป็นการสิ้นเฉพาะโทสะ ชื่อว่าความสิ้นโมหะ เป็นการสิ้นเฉพาะโมหะ ดังนี้.
ลำดับนั้น พึงกล่าวกะอาจารย์วิตัณฑวาทีว่า ในวาทะของท่าน ความสิ้นราคะเป็นนิพพานหนึ่ง ความสิ้นโทสะเป็นนิพพานหนึ่ง ความสิ้นโมหะเป็นนิพพานหนึ่งเมื่อสิ้นอกุศลมูล ๓ อย่าง นิพพานก็มี ๓ อย่าง เมื่อสิ้นอุปาทาน ๔ อย่าง ก็มีนิพพาน ๔ อย่าง เมื่อสิ้นนิวรณ ๕ อย่างก็มีนิพพาน ๕ อย่างเมื่อสิ้นกองแห่งตัณหา ๖ ก็มีนิพพาน ๖ อย่าง เมื่อสิ้นอนุสัย ๗ อย่างก็มีนิพพาน ๗ อย่าง เมื่อสิ้นมิจฉัตตะ ๘ อย่างก็มีนิพพาน ๘ อย่างเมื่อสิ้นธรรมอันเป็นมูลแห่งตัณหา ๙ อย่างก็มีนิพพาน ๙ อย่าง เมื่อสิ้นสังโยชน์ ๑๐ อย่างก็มีนิพพาน ๑๐ อย่างเมื่อสิ้นกิเลส ๑,๕๐๐ อย่าง นิพพานก็มีแต่ละอย่างๆ เพราะฉะนั้น นิพพานจึงมาก. ก็นิพพานของท่านไม่มีประมาณ ดังนี้.
ก็บุคคลไม่ถือเอาอย่างนี้ ก็จะกล่าวว่า กิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้นอาศัยพระนิพพานแล้วก็สิ้นไป เพราะฉะนั้น พระนิพพานจึงมีอย่างเดียวเท่านั้นคือความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ ดังนี้ เพราะความสิ้นอกุศลมูลแม้ทั้ง ๓ นี้ก็เป็นชื่อของพระนิพพานเท่านั้น ขอท่านจงถืออย่างนี้ก็ถ้าว่า ชนเหล่าอื่นแม้กล่าวอย่างนี้แล้ว อาจารย์วิตันฑวาทีก็ยังกำหนดไม่ได้ ก็พึงทำการอธิบายพระนิพพานโดยเปรียบกับของหยาบๆ อธิบายอย่างไร?
คือว่า สัตว์ผู้โง่เขลาแม้มีหมี เสือเหลือง เนื้อและลิงเป็นต้น ถูกกิเลสกลุ่มรุมแล้ว ย่อมเสพวัตถุ (เมถุน) เมื่อถึงที่สุดแห่งการเสพของสัตว์เหล่านั้นกิเลสทั้งหลายก็สงบ ในวาทะของท่าน พวกสัตว์มีหมี เสือเหลือง เนื้อและลิงเป็นต้น ก็ชื่อว่าเป็นผู้ถึงพระนิพพานแล้วนิพพานของท่านหยาบหนอ เป็นของหยาบช้า ใครๆ ไม่อาจเพื่อประดับแม้ที่หูได้.
อนึ่ง อาจารย์วิตัณฑวาทีไม่ยอมรับเช่นนี้ ก็ต้องกล่าวว่า กิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้นสิ้นไปเพราะอาศัยพระนิพพาน เพราะฉะนั้นพระนิพพานจึงมีอย่างเดียวเท่านั้น คือความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ เพราะว่า ความสิ้นอกุศลมูลเหล่านี้แม้ทั้ง ๓ เป็นชื่อของพระนิพพานเท่านั้นท่านจงถือเอาด้วยอาการอย่างนี้.
ก็ถ้าว่า กล่าวแม้อย่างนี้แล้ว อาจารย์วิตัณฑวาทีนั้นยังกำหนดไม่ได้ ก็ควรอธิบายแม้ด้วยโคตภู อธิบายอย่างไร?
คือว่า พึงถามอาจารย์วิตัณฑวาทีอย่างนี้ก่อนว่า ท่านกล่าวว่า ชื่อว่าโคตรภูมีอยู่หรือ อาจารย์วิตัณฑวาทีก็จะตอบว่า ใช่ ผมย่อมกล่าวดังนี้ แล้วจึงกล่าวกะอาจารย์วิตัณฑวาทีว่า ในขณะแห่งโคตรภู กิเลสทั้งหลายสิ้นไปแล้ว หรือกำลังสิ้น หรือจักสิ้น ดังนี้. อาจารย์วิตัณฑวาทีก็จะกล่าวว่า กิเลสทั้งหลายยังไม่สิ้นไป มิใช่กำลังสิ้นไป ก็แต่ว่าจักสิ้นไป ดังนี้.
ถามอีกว่า ก็โคตรภูมีอะไรเป็นอารมณ์. ตอบว่า มีนิพพานเป็นอารมณ์. ในขณะโคตรภูของท่าน กิเลสทั้งหลายยังไม่สิ้นไป มิใช่กำลังสิ้น โดยที่แท้จักสิ้น เมื่อกิเลสทั้งหลายยังไม่สิ้นไปท่านย่อมบัญญัติความสิ้นไปแห่งกิเลสว่าเป็นนิพพาน เมื่อยังไม่ได้ละอนุสัย ท่านย่อมบัญญัติการละอนุสัยว่าเป็นนิพพาน คำนั้นๆ ของท่านไม่สมกัน.
ก็คำอย่างนี้ อาจารย์วิตัณฑวาทีก็ยังไม่เอา ก็จะต้องกล่าวว่า กิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้นสิ้นไปเพราะอาศัยพระนิพพาน เพราะฉะนั้น พระนิพพานจึงมีอย่างเดียว คือความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ ความสิ้นอกุศลมูลเหล่านี้แม้ทั้ง ๓ เป็นชื่อของพระนิพพาน ท่านจงถือเอาอย่างนี้.
ก็ถ้าเขากล่าวแม้อย่างนี้ อาจารย์วิตัณฑวาทีก็ยังกำหนดไม่ได้ ก็ควรทำอธิบายด้วยมรรค อธิบายอย่างไร?คือพึงถามท่านอาจารย์วิตัณฑวาทีอย่างนี้ก่อนว่า ท่านกล่าวชื่อว่ามรรค หรือ? ท่านก็จะตอบว่า ใช่ เราย่อมกล่าวดังนี้. ถามอีกว่า ในขณะแห่งมรรค กิเลสทั้งหลายสิ้นไปแล้ว หรือกำลังสิ้น หรือจักสิ้น ดังนี้.
เมื่ออาจารย์วิตัณฑวาทีรู้ก็จักตอบว่า ในขณะแห่งมรรคไม่ควรจะกล่าวว่า กิเลสทั้งหลายสิ้นแล้ว หรือว่าจักสิ้น แต่ควรจะกล่าวว่า กิเลสทั้งหลายกำลังสิ้นไป ดังนี้.
ก็ควรโต้ท่านอาจารย์วิตัณฑวาทีว่า ถ้าหากว่า พระนิพพานชนิดไหนยังกิเลสให้สิ้นไปมีอยู่แก่มรรคอย่างนี้ กิเลสที่สิ้นไปอย่างไหน มีอยู่ด้วยมรรคอย่างนี้ไซร้ ก็มรรคกระทำพระนิพพานอันไหนซึ่งยังกิเลสให้สิ้นไปให้เป็นอารมณ์ แล้วยังกิเลสเหล่าไหนให้สิ้นไปเล่าเพราะฉะนั้น ท่านอย่าถือเอาอย่างนี้เลย ก็กิเลสมีราคะเป็นต้นสิ้นไปเพราะอาศัยพระนิพพาน เพราะฉะนั้น จะต้องกล่าวว่า พระนิพพานมีอย่างเดียวเท่านั้น คือความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ แม้อกุศลมูลที่สิ้นไปทั้ง ๓ เหล่านี้ก็เป็นชื่อของพระนิพพานเท่านั้น ดังนี้.
ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็กล่าวกะอาจารย์วิตัณฑวาทีนั้นอย่างนี้ว่า ท่านย่อมกล่าวว่า อาศัย อาศัย ดังนี้หรือ? อาจารย์วิตัณฑวาทีก็จะพูดว่า ใช่ กระผมย่อมกล่าว ดังนี้. ถามอีกว่า คำว่า ชื่อว่าอาศัย ดังนี้ นี้ท่านได้มาจากไหน ท่านก็จะตอบว่า ได้มาจากสูตร. ขอท่านจงนำสูตรมา. จึงนำสูตรมาว่า อวิชชาและตัณหาอาศัยพระนิพพานแล้วหักไปในพระนิพพานนั้น สิ้นไปในนิพพานนั้น จะไม่ถึงความเป็นอะไรๆ ในที่ไหนๆเมื่อกล่าวอย่างนี้แล้ว ปรวาที (ผู้มีวาทะในลัทธิภายนอกพระศาสนา) ก็จะถึงความเป็นผู้ดุษณีภาพแล.
แม้ในอภิธรรมภาชนีย์นี้ อายตนะ ๑๐ เป็นกามาพจร ส่วนอายตนะ ๒ พึงทราบว่า เป็นไปในภูมิ ๔ คือระคนกันทั้งโลกิยะและโลกุตระ ฉะนี้แล. วรรณนาอภิธรรมภาชนีย์ จบ. -----------------------------------------------------