๑. กุสชาดก (๕๓๑)
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๐. สัตตตินิบาต] ๑. กุสชาดก (๕๓๑) ๒๐. สัตตตินิบาต ๑. กุสชาดก (๕๓๑) ว่าด้วยพระเจ้ากุสะหลงรูปโฉมนางประภาวดี (พระเจ้ากุสโพธิสัตว์กราบทูลพระมารดาว่า)
เสด็จแม่ นี้แคว้นของเสด็จแม่ มีทรัพย์สมบัติ ยานพาหนะ เครื่องประดับ สมบูรณ์ด้วยสิ่งที่น่าปรารถนาทั้งปวง ขอเสด็จแม่ทรงปกครองราชสมบัติของเสด็จแม่นี้เถิด หม่อมฉันจะไปยังนครที่พระนางประภาวดี ผู้เป็นที่รักประทับอยู่ (พระนางประภาวดีกราบทูลว่า)
พระองค์มีพระทัยไม่ซื่อตรง ทรงหาบคอนหาบใหญ่ จักทรงเหน็ดเหนื่อย ทั้งกลางวัน กลางคืน และดึกดื่นเที่ยงคืน ข้าแต่พระเจ้ากุสะ ขอเชิญพระองค์ รีบเสด็จกลับกรุงกุสาวดีโดยพลันเถิด หม่อมฉันไม่ประสงค์จะให้พระองค์ ผู้ทรงมีผิวพรรณทรามประทับอยู่ ณ ที่นี้ (พระเจ้ากุสโพธิสัตว์ตรัสว่า)
พี่จะไม่จากที่นี้ไปกรุงกุสาวดี น้องประภาวดี พี่ลุ่มหลงในความงามของเธอ จึงยินดีอยู่ในที่ประทับอันน่ารื่นรมย์ของพระเจ้ามัททะ พี่ยินดีพอใจที่จะเห็นเธอ จึงละทิ้งแคว้นมา
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๕๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๐. สัตตตินิบาต] ๑. กุสชาดก (๕๓๑)
น้องประภาวดี พี่ลุ่มหลงในผิวพรรณของเธอ จึงซมซานท่องเที่ยวไปสู่เมทนีดล ไม่รู้จักทิศว่า เรามาจากไหน มัวแต่มัวเมาหลงใหลในตัวเธอ ผู้มีดวงตาประดุจตาลูกน้อยเนื้อทราย
น้องนางผู้มีสะโพกอันผึ่งผาย ทรงผ้าขลิบทอง เครื่องประดับทองคำ พี่ไม่มีความต้องการราชสมบัติ เพราะปรารถนาตัวเธอ (พระนางประภาวดีกราบทูลว่า)
ข้าแต่พระราชาผู้เจริญ ผู้ใดปรารถนาบุคคลที่เขาไม่ปรารถนา ผู้นั้นย่อมไม่มีความเจริญ พระองค์ต้องการบุคคลที่เขาไม่ต้องการ ปรารถนารักใคร่บุคคลที่เขาไม่รักใคร่ (พระเจ้ากุสโพธิสัตว์ตรัสว่า)
คนใดได้คนที่ไม่ต้องการตนก็ตาม ที่ต้องการตนก็ตามมาเป็นคนรัก เราสรรเสริญการได้ในความรักนี้ของคนนั้น การไม่ได้ในความรักนั้นซิเป็นความโชคร้าย (พระนางประภาวดีกราบทูลว่า)
พระองค์ทรงปรารถนาหม่อมฉันผู้ไม่ปรารถนาพระองค์ เปรียบเสมือนพระองค์ทรงใช้ไม้กรรณิการ์ขุดเพชร (หรือ) ทรงใช้ตาข่ายดักลม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๕๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๐. สัตตตินิบาต] ๑. กุสชาดก (๕๓๑) (พระเจ้ากุสโพธิสัตว์ตรัสว่า)
หินคงถูกฝังไว้ในพระหทัยอันมีลักษณะ อ่อนละมุนละไมของพระนางเป็นแน่ เพราะหม่อมฉันมาจากชนบทบ้านนอก ยังมิได้ประสบความแช่มชื่นจากพระนางเลย
เมื่อใด พระราชบุตรีหน้านิ่ว ทอดพระเนตรหม่อมฉัน เมื่อนั้นหม่อมฉันก็ยังคงเป็นคนครัวภายในเมืองของพระเจ้ามัททะ
เมื่อใด พระราชบุตรีทรงแย้มสรวลทอดพระเนตรหม่อมฉัน เมื่อนั้น หม่อมฉันไม่ใช่คนครัว เมื่อนั้น หม่อมฉันเป็นพระเจ้ากุสะ (พระนางประภาวดีกราบทูลว่า)
ก็ถ้าว่า คำทำนายของโหรทั้งหลายจักเป็นความจริงว่า พระองค์ไม่ใช่พระสวามีของหม่อมฉันแน่นอน ขอชนทั้งหลายจงสับหม่อมฉันให้เป็น ๗ ท่อนเถิด (พระเจ้ากุสโพธิสัตว์ตรัสว่า)
ก็ถ้าว่า คำทำนายของพวกโหรอื่น หรือของหม่อมฉันจักเป็นความจริงไซร้ คนอื่นนอกจากพระเจ้ากุสะผู้มีพระสุรเสียงดังราชสีห์ ไม่ใช่พระสวามีของพระนางแน่นอน (พระเจ้ากุสโพธิสัตว์ทรงหยอกล้อหญิงค่อม พระพี่เลี้ยงพระนางประภาวดีว่า)
แม่ค่อม เรากลับไปถึงกรุงกุสาวดีแล้ว จักให้ช่างทองทำสร้อยคอทองคำแก่เจ้า ถ้าพระนางประภาวดีผู้ทรงมีขาอ่อนงดงามดังงาช้าง จะพึงเหลียวมองดูเรา
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๕๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๐. สัตตตินิบาต] ๑. กุสชาดก (๕๓๑)
แม่ค่อม เรากลับไปถึงกรุงกุสาวดีแล้ว จักให้ช่างทองทำสร้อยคอทองคำแก่เจ้า ถ้าพระนางประภาวดีผู้ทรงมีขาอ่อนงดงามดังงาช้าง จะพึงเจรจากับเรา
แม่ค่อม เรากลับไปถึงกรุงกุสาวดีแล้ว จักให้ช่างทองทำสร้อยคอทองคำแก่เจ้า ถ้าพระนางประภาวดีผู้ทรงมีขาอ่อนงดงามดังงาช้าง จะพึงทรงยิ้มแย้มให้เรา
แม่ค่อม เรากลับไปถึงกรุงกุสาวดีแล้ว จักให้ช่างทองทำสร้อยคอทองคำแก่เจ้า ถ้าพระนางประภาวดีผู้ทรงมีขาอ่อนงดงามดังงาช้าง จะพึงทรงพระสรวลกับเรา
แม่ค่อม เรากลับไปถึงกรุงกุสาวดีแล้ว จักให้ช่างทองทำสร้อยคอทองคำแก่เจ้า ถ้าพระนางประภาวดีผู้ทรงมีขาอ่อนงดงามดังงาช้าง จะพึงทรงจับต้องเราด้วยพระหัตถ์ทั้ง ๒ (นางค่อมไปกราบทูลพระนางประภาวดีว่า)
ก็พระราชบุตรีพระองค์นี้คงจะไม่ประสบ แม้ความสำราญพระทัยในพระเจ้ากุสะ ผู้เป็นคนครัว คนรับใช้ คนเลี้ยงดู ซึ่งไม่ทรงประสงค์ค่าจ้างอย่างแน่แท้ (พระนางประภาวดีตรัสว่า)
ก็นางค่อมคนนี้คงยังไม่ได้ถูกมีดคมตัดลิ้นแน่นอน จึงยังกล่าวชั่วช้าอย่างนี้อยู่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๕๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๐. สัตตตินิบาต] ๑. กุสชาดก (๕๓๑) (นางค่อมประกาศความดีของพระโพธิสัตว์ว่า)
พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่าพระองค์ทรงมีพระยศใหญ่ แล้วทำความรักในความงามเถิด
พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่าพระองค์ทรงมีทรัพย์มากมาย แล้วทำความรักในความงามเถิด
พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่าพระองค์ทรงมีพระกำลังมาก แล้วทำความรักในความงามเถิด
พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่า พระองค์ทรงมีพระราชอาณาจักรกว้างใหญ่ แล้วทำความรักในความงามเถิด
พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่าพระองค์ทรงเป็นมหาราช แล้วทำความรักในความงามเถิด
พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่าพระองค์ทรงมีพระสุรเสียงดังราชสีห์ แล้วทำความรักในความงามเถิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๕๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๐. สัตตตินิบาต] ๑. กุสชาดก (๕๓๑)
พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่า พระองค์ทรงมีพระสุรเสียงไพเราะ แล้วทำความรักในความงามเถิด
พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่า พระองค์ทรงมีพระสุรเสียงหยดย้อย แล้วทำความรักในความงามเถิด
พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่า พระองค์ทรงมีพระสุรเสียงหวานจับใจ แล้วทำความรักในความงามเถิด
พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่า พระองค์ทรงมีพระสุรเสียงไพเราะอ่อนหวาน แล้วทำความรักในความงามเถิด
พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่า พระองค์ทรงมีศิลปะนับเป็นร้อยๆ อย่าง แล้วทำความรักในความงามเถิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๖๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๐. สัตตตินิบาต] ๑. กุสชาดก (๕๓๑)
พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่าพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ แล้วทำความรักในความงามเถิด
พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่าพระองค์ทรงพระนามว่าพระเจ้ากุสะ แล้วทำความรักในความงามเถิด (เหล่าอำมาตย์กราบทูลพระเจ้ามัททะว่า)
พระราชาผู้ประเสริฐเหล่านี้ทรงกระด้างยิ่งนัก ทั้งหมดสวมเกราะประทับยืนตระหง่านอยู่ ก่อนที่พระราชาเหล่านั้นจะทรงทำลายกำแพง ขอพระองค์จงทรงส่งพระราชสาส์นไปว่า ขอพระราชาทั้งหลายจงนำเอาพระธิดาประภาวดีไปเถิด (พระเจ้ามัททะตรัสว่า)
เราจักสับลูกหญิงประภาวดีนั้นให้เป็น ๗ ท่อนแล้ว ถวายให้แก่พระราชาทั้งหลายที่เสด็จมาเพื่อฆ่าเรา ณ ที่นี้ (พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)
พระราชบุตรีผู้มีผิวพรรณดุจทอง ทรงผ้าไหมสีขลิบทอง พระเนตรทั้ง ๒ นองไปด้วยพระอัสสุชล มีหมู่นางทาสีห้อมล้อมได้เสด็จลุกขึ้นแล้ว (พระนางประภาวดีทรงคร่ำครวญว่า)
ดวงหน้าหม่อมฉันที่ลูบไล้ด้วยแป้ง ส่องดูที่กระจกเงาด้ามงาอันงดงาม มีดวงตาคมคายผุดผ่องเป็นยองใยไม่มีไฝฝ้านั้น จักถูกพวกกษัตริย์โยนทิ้งไว้ในป่าเป็นแน่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๖๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๐. สัตตตินิบาต] ๑. กุสชาดก (๕๓๑)
เส้นผมทั้งหลายของหม่อมฉันที่ดำสนิท มีปลายงอน อ่อนละมุนละไม ที่ลูบไล้ด้วยน้ำมันแก่นจันทน์เหล่านั้น นกแร้งทั้งหลายจะพากันใช้เท้าทั้ง ๒ ตะกุยคุ้ยเขี่ย ให้ยุ่งเหยิงในท่ามกลางป่าช้าเป็นแน่
แขนทั้ง ๒ ของหม่อมฉันอ่อนนุ่ม มีเล็บมือแดง มีขนละเอียดอ่อนซึ่งลูบไล้ด้วยจุรณแก่นจันทน์เหล่านั้น จะถูกพวกกษัตริย์ตัดทิ้งไว้ในป่า นกกาก็จะคาบเอาไปตามความต้องการเป็นแน่
ถันทั้ง ๒ ของหม่อมฉันยังไม่หย่อนยาน เปรียบปานได้กับผลตาล ลูบไล้ด้วยกระแจะจันทน์แดงจากแคว้นกาสีเหล่านั้น สุนัขจิ้งจอกเห็นเข้าแล้วจักยื้อดึงถันทั้ง ๒ ของหม่อมฉัน เหมือนลูกอ่อนอันเกิดแต่ตนยื้อดึงถันทั้ง ๒ ของมารดาเป็นแน่
สะโพกอันกลมกลึงผึ่งผาย ที่ผูกห้อยประดับ ด้วยสายสร้อยรัดเอวทองคำของหม่อมฉันซึ่งถูกตัด ที่พวกกษัตริย์โยนทิ้งไว้ในป่านั้น ฝูงสุนัขจิ้งจอกจะยื้อแย่งเป็นแน่แท้
ฝูงสุนัขป่า ฝูงกา ฝูงสุนัขจิ้งจอก และสัตว์ที่มีเขี้ยวเหล่าอื่นใดที่มีอยู่ พวกมันได้กัดกินเจ้าหญิงประภาวดีเป็นภักษาหารแล้ว คงจักไม่แก่ชราเป็นแน่
ข้าแต่ทูลกระหม่อมแม่ หากกษัตริย์ทั้งหลายผู้เสด็จไปสู่หนทางไกล ได้ทรงนำเอาชิ้นเนื้อของหม่อมฉันไป ขอเสด็จแม่โปรดทรงขอกระดูกไว้แล้วเผามันทิ้งเสียในระหว่างทาง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๖๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๐. สัตตตินิบาต] ๑. กุสชาดก (๕๓๑)
ทูลกระหม่อมแม่ ขอเสด็จแม่โปรดให้สร้างเป็นสวน แล้วให้ปลูกต้นกรรณิการ์ไว้ในเขตนี้ เมื่อใด ต้นกรรณิการ์เหล่านั้นมีดอกบานสะพรั่ง ในคราวหิมะตกแห่งฤดูเหมันต์ เมื่อนั้น เสด็จแม่พึงรำลึกถึงหม่อมฉันว่า ลูกประภาวดีของแม่มีผิวพรรณอย่างนี้ (พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)
นางกษัตริย์ผู้มีผิวพรรณดังเทพอัปสร ซึ่งเป็นพระมารดาของเจ้าหญิงประภาวดีนั้น ทอดพระเนตรเห็นดาบและเขียง ภายในบุรีของพระเจ้ามัททะ จึงเสด็จลุกขึ้น (พระมารดาของพระนางประภาวดี ทรงรำพันว่า)
ข้าแต่เสด็จพี่มัททะ พระองค์จักทรงประหาร พระธิดาเอวบางร่างน้อยซึ่งเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี ด้วยพระแสงดาบนี้แล้วประทานให้แก่กษัตริย์ทั้งหลายแน่ละหรือ
ลูกหญิง ลูกไม่ทำตามคำของแม่ผู้หวังประโยชน์ ลูกนั้นจะมีเลือดโซมกายไปสู่สำนักพญายมในวันนี้
คนใดแลไม่ทำตามคำของผู้หวังเกื้อกูล และบ่งชี้ประโยชน์ทั้งหลาย คนนั้นย่อมต้องลำบากอย่างนี้ และต้องประสบความชั่วร้ายยิ่งกว่า
ก็ถ้าวันนี้ลูกหญิงมีพระกุมารทรงโฉมงดงาม ประดุจฉาบไว้ด้วยทอง เป็นกษัตริย์ทรงกำเนิดกับพระเจ้ากุสะ สวมใส่สร้อยสังวาลทองคำประดับแก้วมณี ที่หมู่พระญาติทรงบูชาแล้ว ก็จะไม่ต้องไปสู่นิเวศน์พญายม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๖๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๐. สัตตตินิบาต] ๑. กุสชาดก (๕๓๑)
กลองบันลือเสียงสนั่น ช้างก็ร้องเสียงดังกึกก้อง ในตระกูลแห่งกษัตริย์ทั้งหลาย ลูกหญิงเอ๋ย อะไรเล่าจะสุขกว่านั้น
ม้าศึกคะนองร้องคำรามอยู่ที่พระทวาร กุมารร้องรำทำเพลงอยู่ ในตระกูลแห่งกษัตริย์ทั้งหลาย ลูกหญิงเอ๋ย อะไรเล่าจะสุขกว่านั้น
ตระกูลของกษัตริย์ทั้งหลาย มีเสียงร้องดังกึกก้องของเหล่านกยูงและนกกระเรียน และมีเสียงร้องเสนาะไพเราะแห่งเหล่านกดุเหว่า ลูกหญิงเอ๋ย อะไรเล่าจะสุขกว่านั้น (พระมารดาของพระนางประภาวดี ตรัสกับพระนางประภาวดีแล้วตรัสว่า)
พระเจ้ากุสะพระองค์ใดทรงมีพระปรีชาอันโอฬาร ย่ำยีศัตรูปราบปรามแคว้นของพระราชาพระองค์อื่น จะพึงปลดเปลื้องพวกเราจากความทุกข์ได้ พระเจ้ากุสะพระองค์นั้นประทับอยู่ ณ ที่ไหนหนอ (พระนางประภาวดีกราบทูลว่า)
พระเจ้ากุสะพระองค์ใดทรงมีพระปรีชาอันโอฬาร ย่ำยีศัตรู ปราบปรามแคว้นของพระราชาพระองค์อื่น จักทรงกำจัดกษัตริย์เหล่านั้นทั้งหมดได้ พระเจ้ากุสะพระองค์นั้นประทับอยู่ ณ ที่นี้ พระเจ้าข้า (พระมารดาตรัสว่า)
เจ้าเป็นบ้าหรือ จึงพูดออกมาเหมือนเด็กไร้เดียงสาพูด ถ้าพระเจ้ากุสะพึงเสด็จมา ทำไมพวกเราจะไม่รู้จักพระองค์เล่า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๖๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๐. สัตตตินิบาต] ๑. กุสชาดก (๕๓๑) (พระนางประภาวดีกราบทูลว่า)
พระเจ้ากุสะคือคนครัวนั่น ทรงหยักรั้งอย่างมั่นคง กำลังก้มล้างหม้ออยู่ระหว่างตำหนักเจ้าหญิงทั้งหลาย (พระมารดาตรัสบริภาษว่า)
เจ้าเป็นช่างถาก เป็นหญิงจัณฑาล หรือเป็นคนทำลายวงศ์ตระกูล เจ้าเกิดในวงศ์ตระกูลของพระเจ้ามัททะ ไฉนจึงทำพระสวามีให้เป็นทาส (พระนางประภาวดีกราบทูลว่า)
หม่อมฉันมิใช่ช่างถาก มิใช่หญิงจัณฑาล และมิใช่คนทำลายวงศ์ตระกูล ขอทูลกระหม่อมแม่ทรงพระเจริญ พระเจ้ากุสะนั้นคือพระราชบุตรของพระเจ้าโอกกากราช เสด็จแม่เท่านั้นทรงเข้าพระทัยว่าเป็นทาส (พระนางประภาวดีทรงสรรเสริญพระเกียรติยศของพระเจ้ากุสโพธิสัตว์ว่า)
พระราชาพระองค์ใดทรงเชื้อเชิญพราหมณ์ ๒๐,๐๐๐ คน ให้บริโภคทุกเมื่อ ขอทูลกระหม่อมแม่ทรงพระเจริญ พระราชาพระองค์นั้นคือพระโอรสของพระเจ้าโอกกากราช เสด็จแม่เท่านั้นทรงเข้าพระทัยว่าเป็นทาส
เจ้าพนักงานตระเตรียมช้าง ๒๐,๐๐๐ เชือกไว้ทุกเมื่อ เพื่อพระราชาพระองค์ใด ขอทูลกระหม่อมแม่ทรงพระเจริญ พระราชาพระองค์นั้นคือพระโอรสของพระเจ้าโอกกากราช เสด็จแม่เท่านั้นทรงเข้าพระทัยว่าเป็นทาส
เจ้าพนักงานตระเตรียมม้า ๒๐,๐๐๐ ตัวไว้ทุกเมื่อ เพื่อพระราชาพระองค์ใด ขอทูลกระหม่อมแม่ทรงพระเจริญ พระราชาพระองค์นั้นคือพระโอรสของพระเจ้าโอกกากราช เสด็จแม่เท่านั้นทรงเข้าพระทัยว่าเป็นทาส
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๖๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๐. สัตตตินิบาต] ๑. กุสชาดก (๕๓๑)
เจ้าพนักงานตระเตรียมราชรถ ๒๐,๐๐๐ คันไว้ทุกเมื่อ เพื่อพระราชาพระองค์ใด ขอทูลกระหม่อมแม่ทรงพระเจริญ พระราชาพระองค์นั้นคือพระโอรสของพระเจ้าโอกกากราช เสด็จแม่เท่านั้นทรงเข้าพระทัยว่าเป็นทาส
เจ้าพนักงานรีดน้ำนมแม่โค ๒๐,๐๐๐ ตัวไว้ทุกเมื่อ เพื่อพระราชาพระองค์ใด ขอทูลกระหม่อมแม่ทรงพระเจริญ พระราชาพระองค์นั้นคือพระโอรสของพระเจ้าโอกกากราช เสด็จแม่เท่านั้นทรงเข้าพระทัยว่าเป็นทาส (พระเจ้ามัททะทรงตำหนิพระธิดาว่า)
โอ ลูกหญิงผู้โง่เขลา เจ้านั้นชั่วช้าเหลือเกิน ที่ไม่บอกถึงองค์กษัตริย์ผู้ทรงพลังมหาศาลดุจพญาช้าง แปลงเป็นกบเสด็จมา ณ ที่นี้ (พระเจ้ามัททะทรงแสดงโทษของพระองค์ว่า)
ข้าแต่มหาราชผู้จอมทัพ ขอพระองค์โปรดงดโทษแก่หม่อมฉัน ที่ไม่ทราบว่าทรงปลอมพระองค์เสด็จมา ณ ที่นี้ (พระเจ้ากุสโพธิสัตว์ตรัสว่า)
การที่หม่อมฉันเป็นคนครัวนั้นไม่เป็นการปกปิด สำหรับคนเช่นหม่อมฉันเลย ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์ทรงเลื่อมใสหม่อมฉันต่างหาก การกระทำผิดของพระองค์ไม่มี (พระเจ้ามัททะส่งพระนางประภาวดีไปขอโทษว่า)
นี่ลูกหญิงผู้โง่เขลา เจ้าจงไปขอให้พระเจ้ากุสะ ผู้ทรงพลังมหาศาลทรงงดโทษเสีย พระเจ้ากุสะพระองค์นั้นผู้ที่เจ้าให้งดโทษแล้ว จะประทานชีวิตให้เจ้า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๖๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๐. สัตตตินิบาต] ๑. กุสชาดก (๕๓๑) (พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)
เจ้าหญิงประภาวดีผู้มีผิวพรรณดุจเทพอัปสร ทรงสดับพระดำรัสของพระปิตุราชแล้วทรงซบพระเศียร กอดพระบาทพระเจ้ากุสะผู้ทรงพลังมหาศาล (พระนางประภาวดีกราบทูลว่า)
ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ราตรีทั้งหลายเหล่านี้ใดล่วงเลยไป ราตรีทั้งหลายเหล่านี้นั้นเว้นจากพระองค์ล่วงเลยไปแล้ว หม่อมฉันขอถวายบังคมพระบาทของพระองค์ด้วยเศียรเกล้า ข้าแต่พระจอมทัพ ขอพระองค์โปรด อย่าทรงกริ้วหม่อมฉันเลย พระเจ้าข้า
หม่อมฉันขอถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระองค์ ขอเดชะมหาราช โปรดสดับคำของหม่อมฉัน หม่อมฉันจะไม่กระทำความชิงชังต่อพระองค์อีกต่อไป
ถ้าพระองค์ไม่ทรงโปรดกระทำตาม คำของหม่อมฉันผู้ทูลวิงวอนอยู่อย่างนี้ พระราชบิดาก็จักทรงเข่นฆ่าหม่อมฉัน แล้วประทานให้แก่กษัตริย์ทั้งหลาย ณ กาลบัดนี้ (พระเจ้ากุสโพธิสัตว์ได้สดับดังนั้น จึงตรัสว่า)
เมื่อพระน้องนางอ้อนวอนอยู่อย่างนี้ ไฉนพี่จะไม่กระทำตามคำของพระน้องนางเล่า แม่ประภาวดีผู้เลอโฉม พระน้องนางอย่าทรงกลัวไปเลย พี่ไม่โกรธพระน้องนางหรอก
พี่ขอให้สัตย์ปฏิญาณต่อพระน้องนาง พระราชบุตรีโปรดทรงสดับคำของพี่เถิด พี่จะไม่กระทำความชิงชังต่อพระน้องนางอีกต่อไป
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๖๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๐. สัตตตินิบาต] ๑. กุสชาดก (๕๓๑)
แม่ประภาวดีผู้มีสะโพกผึ่งผาย ความจริง พี่สามารถที่จะย่ำยีตระกูลกษัตริย์มัททราชมากมาย ให้ย่อยยับแล้วนำพระนางไป แต่เพราะความรักพระนาง จึงยอมสู้ทนอดกลั้นความทุกข์อย่างล้นเหลือ (พระเจ้ากุสโพธิสัตว์ให้ขัตติยมานะเกิดขึ้น แล้วตรัสว่า)
ข้าหลวงทั้งหลาย จงตระเตรียมราชรถ ที่วิจิตรไปด้วยเครื่องอลังการต่างๆ และม้าที่ฝึกฝนดีแล้ว ต่อแต่นั้น ท่านทั้งหลายจงดูความเร็วของเรา ผู้กำลังกำจัดศัตรูเถิด (พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)
หญิงทั้งหลายภายในบุรีของพระเจ้ามัททะ พากันมองดูพระเจ้ากุสะนั้น กำลังทรงเยื้องกรายดุจราชสีห์ ปรบพระหัตถ์ เสวยพระกระยาหารเป็นสองเท่า ณ ที่นั้น
พระเจ้ากุสะเสด็จขึ้นทรงคอช้าง และโปรดให้พระนางประภาวดีขึ้นประทับด้วย ทรงหยั่งลงสู่สงครามบันลือสีหนาท
กษัตริย์ทั้งหลายนอกนี้ทรงสดับพระสุรสีหนาท ของท้าวเธอผู้ทรงบันลืออยู่ ถูกความหวาดกลัวต่อพระสุรเสียงของพระเจ้ากุสะคุกคาม จึงพากันเสด็จหนีไป เหมือนหมู่เนื้อหวาดกลัวต่อเสียงราชสีห์แล้วพากันหนีไป
กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ ถูกความหวาดกลัวต่อพระสุรเสียงของพระเจ้ากุสะคุกคาม ต่างพากันฟาดฟันกันเอง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๖๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๐. สัตตตินิบาต] ๑. กุสชาดก (๕๓๑)
ในสงครามสำคัญครั้งนั้น ท้าวสักกะจอมเทพได้ทอดพระเนตรเห็นแล้ว ทรงมีพระหฤทัยร่าเริงชื่นชมยินดี จึงได้พระราชทานแก้วมณีอันไพโรจน์ดวงหนึ่งแด่พระเจ้ากุสะ
พระราชาพระองค์นั้นครั้นทรงชนะสงครามนั้นแล้ว ได้รับพระราชทานแก้วมณีอันไพโรจน์ ประทับบนคอช้าง เสด็จเลียบบุรีนคร
ทรงจับเป็นกษัตริย์ทั้ง ๗ พระองค์ แล้วทรงพันธนาการ ให้น้อมนำเข้าไปถวายต่อพระสัสสุระ (พ่อตา) ด้วยพระดำรัสว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ กษัตริย์เหล่านี้เป็นศัตรูของพระองค์
พวกศัตรูทั้งหมดที่จะกำจัดพระองค์ ก็ตกอยู่ในอำนาจของพระองค์แล้ว ขอพระองค์ทรงทำตามพระประสงค์เถิด จะทรงปล่อยหรือจะทรงประหารกษัตริย์เหล่านั้นก็ตามพระทัยเถิด (พระเจ้ามัททะตรัสว่า)
กษัตริย์เหล่านี้เป็นศัตรูของพระองค์ต่างหาก มิใช่เป็นศัตรูของหม่อมฉันเลย ข้าแต่มหาราช พระองค์เท่านั้นทรงเป็นใหญ่กว่าหม่อมฉัน จะทรงปล่อยหรือจะทรงประหารกษัตริย์เหล่านั้น ก็ตามพระทัยเถิด (พระเจ้ากุสโพธิสัตว์ตรัสว่า)
พระธิดาทั้ง ๗ ของพระองค์เหล่านี้ ทรงเลอโฉม อุปมาดังเทพกัญญา ขอพระองค์โปรดพระราชทาน พระราชธิดาแต่ละพระองค์แด่กษัตริย์เหล่านั้น ขอกษัตริย์เหล่านั้นทั้งหมดจงเป็นพระราชบุตรเขยของพระองค์เถิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๖๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๐. สัตตตินิบาต] ๑. กุสชาดก (๕๓๑) (พระเจ้ามัททะตรัสกับพระเจ้ากุสโพธิสัตว์ว่า)
ข้าแต่มหาราช พระองค์เท่านั้นทรงเป็นใหญ่กว่าหม่อมฉัน กว่าธิดาของหม่อมฉันเหล่านั้น และกว่าหม่อมฉันทั้งปวง ขอพระองค์ทรงพระราชทานธิดาทั้งหลายของหม่อมฉัน แด่กษัตริย์เหล่านั้นตามที่พระองค์ทรงพระประสงค์เถิด (พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)
ในกาลนั้น พระเจ้ากุสะ ผู้ทรงมีพระสุรเสียงประหนึ่งราชสีห์ ได้พระราชทานพระธิดาของพระเจ้ามัททะ แด่กษัตริย์เหล่านั้นพระนางละองค์
กษัตริย์ทั้ง ๗ พระองค์ต่างพากันเอิบอิ่มพระทัย ด้วยการได้นั้น ทรงมีพระทัยยินดีในพระเจ้ากุสะ ผู้มีพระสุรเสียงประหนึ่งราชสีห์ ต่างฝ่ายต่างเสด็จกลับสู่แคว้นของตนทันที
ส่วนพระเจ้ากุสะผู้ทรงพลังมหาศาล ทรงพาเจ้าหญิงประภาวดีและแก้วมณี อันไพโรจน์งดงามเสด็จกลับยังกรุงกุสาวดี
เมื่อพระราชาและพระราชเทวีทั้ง ๒ พระองค์นั้น เสด็จไปในราชรถคันเดียวกัน เสด็จเข้าไปยังกรุงกุสาวดี ทรงมีพระฉวีวรรณและพระรูปโฉมทัดเทียมกัน มิได้ทรงรุ่งโรจน์ยิ่งกว่ากันและกันเลย
ในกาลนั้น พระราชมารดาได้ทรงพบ พระราชบุตรและพระชายา พระบิดาและพระโอรสทั้ง ๒ พระองค์นั้นทรงสมัครสมานกัน ครอบครองแผ่นดินกุสาวดีให้รุ่งเรืองแผ่ไพศาลสืบมา กุสชาดกที่ ๑ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๗๐}
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สตฺตตินิปาตํ ๑ กุสชาตกํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๐ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ สัตตตินิบาตชาดก ๑. กุสชาดก พระเจ้ากุสราชลุ่มหลงรูปโฉมของนางประภาวดี
อิทนฺเต รฏฺฐํ สธนํ สโยคฺคํ สกายุรํ สพฺพกามูปปนฺนํ อิทนฺเต รชฺชํ อนุสาส อมฺม คจฺฉามหํ ยตฺถ ปิยา ปภาวตี ฯ
รัฏฐะของพระองค์นี้ มีทรัพย์ มียาน มีราชกกุธภัณฑ์สมบูรณ์ด้วยสิ่งที่ น่าปรารถนาทั้งปวง ข้าแต่พระมารดา ขอพระองค์จงทรงปกครองราช สมบัติของพระองค์นี้ หม่อมฉันจะขอทูลลาไปยังเมืองสาคละ ซึ่งเป็น ที่สถิตแห่งพระนางประภาวดีที่รัก.
อนุชุภูเตน หรํ มหนฺตํ ทิวา จ รตฺโต จ นิสีถกาเล ปฏิคจฺฉ ตฺวํ ขิปฺปํ กุสาวตึ นิจฺฉามิ ทุพฺพณฺณมหํ วสนฺตํ ฯ
พระองค์ทรงนำหาบใหญ่มาด้วยพระทัยอันไม่ซื่อตรง จักต้องทรงเสวย ทุกข์ใหญ่ทั้งกลางวันและกลางคืน ขอเชิญพระองค์เสด็จกลับไปยัง กุสาวดีนครเสียโดยเร็วเถิด หม่อมฉันไม่ปรารถนาให้พระองค์ซึ่งมี ผิวพรรณชั่วอยู่ในที่นี้.
|๙๖.๑| นาหํ คมิสฺสามิ อิโต กุสาวตึ ปภาวตี วณฺณปโลภิโต ตว รมามิ มทฺทสฺส นิเกตรมฺเม หิตฺวาน รฏฺฐํ ตว ทสฺสเน รโต ฯ |๙๖.๒| ปภาวตี วณฺณปโลภิโต ตว สมฺมูฬฺหรูโป วิจรามิ เมทนึ ทิสํ น ชานามิ กุโตมฺหิ อาคโต ตยิมฺหิ มตฺโต มิคมนฺทโลจเน |๙๖.๓| โสวณฺณจีรวสเน ชาตรูปสุเมขเล สุสฺโสณิ ตว กามา หิ นาหํ รชฺเชน มตฺถิโก ฯ
ดูกรนางประภาวดี พี่ติดใจในผิวพรรณของเธอ จึงจะจากที่นี้ไปยังเมือง กุสาวดีไม่ได้ พี่ยินดีในการเห็นเธอ ได้ละทิ้งบ้านเมืองมารื่นรมย์อยู่ใน พระราชนิเวศน์อันน่ารื่นรมย์ของพระเจ้ามัททราช ดูกรน้องประภาวดี พี่ติดใจในผิวพรรณของเธอจนลุ่มหลง เที่ยวไปยังพื้นแผ่นดิน พี่ไม่รู้ทิศ ว่าตนมาแล้วจากที่ไหน พี่หลงใหลในตัวเธอผู้มีดวงเนตรอันแจ่มใส เหมือนดวงตามฤค ผู้ทรงผ้ากรองทอง ดูกรพระน้องผู้มีตะโพกอันผึ่งผาย พี่ปรารถนาแต่ตัวเธอ พี่ไม่ต้องการด้วยราชสมบัติ.
อภูติ ตสฺส โภ โหติ โย อนิจฺฉนฺตมิจฺฉติ อกามํ ราช กาเมหิ อกนฺโต กนฺตมิจฺฉสิ ฯ
ดูกรพระเจ้ากุสราช ผู้ใดปรารถนาคนที่เขาไม่ปรารถนาตนผู้นั้นย่อมมี แต่ความไม่เจริญ หม่อมฉันไม่รักพระองค์พระองค์ก็จะให้หม่อมฉันรัก เมื่อเขาไม่รัก พระองค์ก็ยังปรารถนาให้เขารัก.
อกามํ วา สกามํ วา โย นโร ลภเต ปิยํ ลาภเมตฺถ ปสํสาม อลาโภ ตตฺถ ปาปโก ฯ
นรชนใดได้คนที่เขาไม่รักตัว หรือที่รักตัวมาเป็นที่รัก เราสรรเสริญการ ได้ในสิ่งนี้ ความไม่ได้ในสิ่งนั้นเป็นความชั่วช้า.
ปาสาณสารํ ขณสิ กณิการสฺส ทารุนา วาตํ ชาเลน พาเธสิ โย อนิจฺฉนฺตมิจฺฉสิ ฯ
พระองค์ปรารถนา ซึ่งหม่อมฉันผู้ไม่ปรารถนา เปรียบเหมือนพระองค์ เอาไม้กรรณิการ์มาแคะเอาเพชรในหิน หรือเหมือนเอาข่ายมาดักลม ฉะนั้น.
|๑๐๐.๑| ปาสาโณ นูน เต หทเย โอหิโต มุทุลกฺขเณ โย เต สาตํ น วินฺทามิ ติโรชนปทาคโต ฯ |๑๐๐.๒| ยทา มํ ภกุฏึ กตฺวา ราชปุตฺตี อุทิกฺขติ อาฬาริโก ตทา โหมิ รญฺโญ มทฺทสฺสนฺเตปุเร ฯ |๑๐๐.๓| ยทา อุมฺหยมานา มํ ราชปุตฺตี อุทิกฺขติ นาฬาริโก ตทา โหมิ ราชา โหมิ ตทา กุโส ฯ
หินคงฝังอยู่ในหฤทัยมีลักษณะอ่อนละมุนละไม ของเธอเป็นแน่ เพราะ ตั้งแต่หม่อมฉันมาจากชนบทภายนอก ยังไม่ได้ความชมชื่นจากเธอเลย พระราชบุตรียังทำหน้านิ่วคิ้วขมวดมองดูหม่อมฉันอยู่ตราบใด หม่อมฉัน ก็คงต้องเป็นพนักงานเครื่องต้นภายในบุรีของพระเจ้ามัททราชอยู่ตราบนั้น ต่อเมื่อใดพระราชบุตรียิ้มแย้มแจ่มใสมองดูหม่อมฉัน หม่อมฉันก็จะ เลิกเป็นพนักงานเครื่องต้น กลับเป็นพระเจ้ากุสราชเมื่อนั้น.
สเจ หิ วจนํ สจฺจํ เนมิตฺตานํ ภวิสฺสติ เนว เม ตฺวํ ปตี อสฺส กามํ ฉินฺทนฺตุ สตฺตธา ฯ
ก็ถ้าถ้อยคำของโหรทั้งหลายจักเป็นจริงไซร้ พระองค์คงไม่ใช่พระสวามี ของหม่อมฉันแน่แท้ เขาเหล่านั้นคงจะบั่นเราออกเป็นเจ็ดท่อนแน่.
สเจ หิ วจนํ สจฺจํ อญฺเญสํ ยทิ วา มมํ เนว ตุยฺหํ ปตี อตฺถิ อญฺโญ สีหสฺสรา กุสา ฯ
ก็ถ้าถ้อยคำของโหรเหล่าอื่นหรือของหม่อมฉันจักเป็นจริงไซร้ พระสวามี ของเธอ นอกจากพระเจ้ากุสราชผู้มีพระเสียงดังราชสีห์ จะเป็นคนอื่น ไม่มีเลย.
|๑๐๓.๑| เนกฺขํ คีวํ เต กาเรสฺสํ ปตฺวา ขุชฺเช กุสาวตึ สเจ มํ นาคนาสูรุํ โอโลเกยฺย ปภาวตี ฯ |๑๐๓.๒| เนกฺขํ คีวํ เต กาเรสฺสํ ปตฺวา ขุชฺเช กุสาวตึ สเจ มํ นาคนาสูรุํ อาลเปยฺย ปภาวตี ฯ |๑๐๓.๓| เนกฺขํ คีวํ เต กาเรสฺสํ ปตฺวา ขุชฺเช กุสาวตึ สเจ มํ นาคนาสูรุํ อุมฺหาเยยฺย ปภาวตี ฯ |๑๐๓.๔| เนกฺขํ คีวํ เต กาเรสฺสํ ปตฺวา ขุชฺเช กุสาวตึ สเจ มํ นาคนาสูรุํ ปมฺหาเยยฺย ปภาวตี ฯ |๑๐๓.๕| เนกฺขํ คีวํ เต กาเรสฺสํ ปตฺวา ขุชฺเช กุสาวตึ สเจ มํ นาคนาสูรุํ ปาณีภิ อุปสํผุเส ฯ
แน่ะนางขุชชา เรากลับไปถึงกรุงกุสาวดีแล้ว จักให้นายช่างทำเครื่อง ประดับคอทองคำให้แก่เจ้า ถ้าเจ้าทำให้พระนางประภาวดีผู้มีขาอ่อนงาม ดังงวงช้างแลดูเราได้ ... ถ้าเจ้าทำนางประภาวดีผู้มีขาอ่อนงามดังงวงช้าง ให้เจรจาแก่เราได้ ... ถ้าเจ้าทำพระนางประภาวดีผู้มีขาอ่อนงามดังงวงช้าง ให้ยิ้มแย้มแก่เราได้ ... ถ้าเจ้าทำพระนางประภาวดีผู้มีขาอ่อนงามดังงวง ช้างให้หัวเราะร่าเริงแก่เราได้ เรากลับไปถึงกรุงกุสาวดีแล้ว จักให้ นายช่างทำเครื่องประดับคอทองคำให้แก่เจ้า ถ้าเจ้าทำพระนางประภาวดี ผู้มีขาอ่อนงามดังงวงช้าง มาลูบคลำจับตัวเรา ด้วยมือของเธอได้.
น หิ นูนายํ ราชปุตฺตี กุเส สาตํปิ วินฺทติ อาฬาริเก ภเต โปเส เวตฺตเนน อนตฺถิเก ฯ
พระราชบุตรีนี้ คงไม่ได้ประสบแม้ความสำราญในสำนักแห่งพระเจ้า กุสราชเสียเลยเป็นแน่ พระนางจึงไม่ทรงกระทำแม้เพียงการปฏิสันถาร ในบุรุษผู้เป็นพนักงานเครื่องต้น เป็นคนรับใช้ ไม่ต้องการด้วยค่าจ้าง.
น หิ นูน อยํ ขุชฺชา ลภติ ชิวฺหาย เฉทนํ สุนิสิเตน สตฺเถน เอวํ ทุพฺภาสิตํ ภณํ ฯ
นางขุชชานี้ เห็นจะไม่ต้องถูกตัดลิ้นด้วยมีดอันคมเป็นแน่ จึงมาพูด คำหยาบช้าอย่างนี้.
|๑๐๖.๑| มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี มหายโสติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ |๑๐๖.๒| มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี มหทฺธโนติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ |๑๐๖.๓| มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี มหพฺพโลติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ |๑๐๖.๔| มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี มหารฏฺโฐติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ |๑๐๖.๕| มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี มหาราชาติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ |๑๐๖.๖| มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี สีหสฺสโรติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ |๑๐๖.๗| มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี วคฺคุสฺสโรติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ |๑๐๖.๘| มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี พินฺทุสฺสโรติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ |๑๐๖.๙| มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี มญฺชุสฺสโรติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ |๑๐๖.๑๐| มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี มธุรสฺสโรติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ |๑๐๖.๑๑| มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี สตสิปฺโปติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ |๑๐๖.๑๒| มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี ขตฺติโยติปิ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ |๑๐๖.๑๓| มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี กุสราชาติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ
ข้าแต่พระนางประภาวดี พระนางอย่าทรงเทียบพระเจ้ากุสราชนั้นด้วย พระรูปอันเลอโฉมของพระนางซิ ข้าแต่พระนางผู้มีความรุ่งเรือง พระนางจงกระทำไว้ในพระทัยว่า พระเจ้ากุสราชนั้นทรงมีพระอิศริยยศ ใหญ่ แล้วจงกระทำความรักในพระเจ้ากุสราช ผู้มีความงามอันนี้ ข้าแต่พระนางประภาวดีพระนางอย่าทรงเทียบพระเจ้ากุสราชนั้นด้วยพระ รูปอันเลอโฉมของพระนางซิ ข้าแต่พระนางผู้มีความรุ่งเรือง พระนาง จงกระทำไว้ในพระทัยว่า พระเจ้ากุสราชนั้นทรงมีพระราชทรัพย์เป็น อันมาก ... มีทะแกล้วทหาร ... มีพระราชอาณาจักรกว้างใหญ่ ... เป็น พระมหาราชา ... มีพระสุรเสียงเหมือนเสียงราชสีห์ ... มีพระสุรเสียง ไพเราะ ... มีพระสุรเสียงหยดย้อย ... มีพระสุรเสียงกลมกล่อม ... มี พระสุรเสียงอ่อนหวาน ... ทรงชำนาญศิลป์ตั้งร้อยอย่าง ... เป็นกษัตริย์ ... พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าเทียบพระเจ้ากุสราชนั้นด้วยพระรูป อันเลอโฉมของนางซิ พระนางจงกระทำไว้ในพระทัยว่า พระราชา พระองค์นั้น มีพระนามเหมือนกับหญ้าคาที่ท้าวสักกะทรงประทาน แล้ว จงกระทำความรักในพระเจ้ากุสราชผู้มีความงามอันนี้.
เอเต นาคา อุปตฺถทฺธา สพฺเพ ติฏฺฐนฺติ วมฺมิกา ปุรา มทฺทนฺติ ปาการํ อาเนเตตํ ปภาวตึ ฯ
ช้างเหล่านี้ทั้งหมดเป็นผู้แข็งกระด้าง ตั้งอยู่เหมือนจอมปลวกจะพากันพัง กำแพงเข้ามาเสียก่อน ขอพระองค์จงส่งข่าวแก่พระราชาเหล่านั้นว่า เชิญ เสด็จมานำเอานางประภาวดีนี้ไปเถิด.
สตฺต พิเล กริตฺวาน อหเมตํ ปภาวตึ ขตฺติยานํ ปทสฺสามิ เย มํ หนฺตุํ อิธาคตา ฯ
เราจะบั่นนางประภาวดีนี้ออกเป็นเจ็ดท่อน แล้วจักให้แก่กษัตริย์ผู้เสด็จ มา ณ ที่นี้เพื่อจะฆ่าเรา.
อวุฏฺฐหิ ราชปุตฺตี สามา โกเสยฺยวาสินี อสฺสุปุณฺเณหิ เนตฺเตหิ ทาสีคณปุรกฺขตา ฯ
พระราชบุตรีผู้มีผิวผ่องดังทองคำ ทรงผ้าโกไสยพัสตร์ มีพระเนตรนอง ด้วยน้ำตา อันหมู่ทาสีแวดล้อม เสด็จไปยังห้องพระมารดา.
|๑๑๐.๑| ตํ นูน กกฺกูปนิเสวิตํ มุขํ อาทาสทนฺตาถรุปจฺจเวกฺขิตํ สุภํ สุเนตฺตํ วิรชํ อนงฺคณํ ฉุฑฺฑํ วเน ฐสฺสติ ขตฺติเยหิ ฯ |๑๑๐.๒| เต นูน เม อสิเต เวลฺลิตคฺเค เกเส มุทู จนฺทนสารลิตฺเต สมากุเล สีวถิกาย มชฺเฌ ปาเทหิ คิชฺฌา ปริกฑฺฒยนฺติ ฯ |๑๑๐.๓| ตา นูน เม ตมฺพนขา สุโลมา พาหา มุทู จนฺทนสารลิตฺตา ฉินฺนา วเน อุชฺฌิตา ขตฺติเยหิ คยฺห ธงฺโก คจฺฉติ เยน กามํ ฯ |๑๑๐.๔| เต นูน ตาลูปนิเภ อลมฺเพ นิเสวิเต กาสิกจนฺทเนน ถเนสุ เม ลมฺพิสฺสติ สิคาโล มาตูว ปุตฺโต ตรุโณ ตนุโช ฯ |๑๑๐.๕| ตํ นูน โสณึ ปุถุลํ สุโกฏฺฏิตํ นิเสวิตํ กญฺจนเมขลาหิ ฉินฺนํ วเน ขตฺติเยหิ อวตฺถํ สิคาลสงฺฆา ปริกฑฺฒยนฺติ ฯ |๑๑๐.๖| โสณา ธงฺกา สิคาลา จ เย จญฺเญ สนฺติ ทาฐิโน อชรา นูน เหสฺสนฺติ ภกฺขยิตฺวา ปภาวตึ ฯ |๑๑๐.๗| สเจ มํสานิ หรึสุ ขตฺติยา ทูรคามิโน อฏฺฐีนิ อมฺม ยาจิตฺวา อนุปนฺเถ ทหาถ นํ ฯ |๑๑๐.๘| เขตฺตานิ อมฺม กาเรตฺวา กณิกาเรตฺถ โรปเย ยทา เต ปุปฺผิตา อสฺสุ เหมนฺตานํ หิมจฺจเย สเรยฺยาถ มมํ อมฺม เอวํวณฺณา ปภาวตี ฯ
ข้าแต่พระมารดา หน้าของลูกอันผัดแล้วด้วยแป้ง ส่องแล้วที่กระจกเงา งดงาม มีดวงเนตรคมคาย ผุดผ่องเป็นนวลใย จักถูกกษัตริย์ทั้งหลายโยน ทิ้งเสียในป่าเป็นแน่ แล้วฝูงแร้งก็จะพากันเอาเท้ายื้อแย่งผมของลูกอันดำ มีปลายงอนละเอียดอ่อน ลูบไล้ด้วยน้ำมันหอมแก่นจันทน์ ในท่ามกลาง ป่าช้าอันเปรอะเปื้อน เป็นแน่ แขนอ่อนนุ่มทั้งสองของลูกอันมีเล็บแดง มีขนละเอียด ลูบไล้ด้วยจุรณจันทน์ก็จะถูกกษัตริย์ทั้งหลายตัดทิ้งเสียใน ป่า และฝูงกาก็จะโฉบคาบเอาไปตามความปรารถนาเป็นแน่ สุนัขจิ้งจอก มาเห็นถันทั้งสองของลูกเช่นกับผลตาลอันห้อยอยู่ ซึ่งลูบไล้ด้วย กระแจะจันทน์แคว้นกาสี ก็จะยืนคร่อมที่ถันทั้งสองของลูกเป็นแน่ เหมือนลูกอ่อนที่เกิดแต่ตนของมารดา ตะโพกอันกลมผึ่งผายของลูก ผูก รัดด้วยสร้อยสอิ้งทอง ก็จะถูกกษัตริย์ทั้งหลายตัดเป็นชิ้นๆ แล้วโยนทิ้ง ไปในป่า ฝูงสุนัขจิ้งจอกก็จะพากันมาฉุดคร่าไปกิน ฝูงสุนัขป่า ฝูงกา ฝูงสุนัขจิ้งจอกและสัตว์ที่มีเขี้ยวเหล่าอื่นซึ่งมีอยู่ ได้กินนางประภาวดี แล้ว คงไม่รู้จักแก่กันเป็นแน่ ข้าแต่พระมารดา ถ้ากษัตริย์ทั้งหลายผู้มา แต่ที่ไกลได้นำเอาเนื้อของลูกไปหมดแล้ว พระมารดาได้ทรงโปรดขอเอา กระดูกมาเผาเสียในระหว่างทางใหญ่ ขอพระมารดาได้สร้างสวนดอกไม้ แล้ว จงปลูกต้นกรรณิการ์ในสวนเหล่านั้น ข้าแต่พระมารดา ในกาลใด ดอกกรรณิการ์เหล่านั้นบานแล้วในเวลาหิมะตกในฤดูเหมันต์ ในกาลนั้น ขอพระมารดาพึงรำลึกถึงลูกว่า ประภาวดีมีผิวพรรณอย่างนี้.
ตสฺสา มาตา อุทฏฺฐาสิ ขตฺติยา เทววณฺณินี ทิสฺวา อสิญฺจ สูนญฺจ รญฺโญ มทฺทสฺสนฺเตปุเร ฯ
พระมารดาของพระนางประภาวดีเป็นขัตติยานี มีพระฉวีวรรณดังเทพ อัปสรได้ประทับยืนอยู่แล้ว ทอดพระเนตรเห็นดาบและธนูวางอยู่ตรง พระพักตร์พระเจ้ามัททราช ภายในบุรี.
อิมินา นูน อสินา สุสญฺญํ ตนุมชฺฌิมํ ธีตรํ มทฺท หนฺตฺวาน ขตฺติยานํ ปทสฺสสิ ฯ
จึงทรงพิลาปรำพันว่า พระองค์จะทรงฆ่าธิดาของหม่อมฉันบั่นให้เป็น ท่อนๆ ด้วยดาบนี้ แล้วจะประทานแก่กษัตริย์ทั้งหลาย แน่หรือเพคะ.
|๑๑๓.๑| น เม อกาสิ วจนํ อตฺถกามาย ปุตฺติเก สาชฺช โลหิตสญฺฉนฺนา คจฺฉสิ ยมสาธนํ ฯ |๑๑๓.๒| เอวมาปชฺชติ โปโส ปาปิยญฺจ นิคจฺฉติ โย เจ หิตานํ วจนํ น กโรติ อตฺถทสฺสินํ ฯ |๑๑๓.๓| สเจว อชฺช ธาเรสิ กุมารํ จารุทสฺสนํ กุเสน ชาตํ ขตฺติยํ สุวณฺณมณิเมขลํ ฯ |๑๑๓.๔| ปูชิตํ ญาติสงฺเฆหิ น คจฺฉสิ ยมกฺขยํ ยตฺถสฺสุ เภรี นทติ กุญฺชโร จ นิกูชติ ขตฺติยานํ กุเล ภทฺเท กึ นุ สุขตรํ ตโต ฯ |๑๑๓.๕| อสฺโส หสิยติ ทฺวาเร กุมาโร อุปโรทติ ขตฺติยานํ กุเล ภทฺเท กึ นุ สุขตรํ ตโต ฯ |๑๑๓.๖| มยูรโกญฺจาภิรุเท โกกิลาภินิกูชิเต ขตฺติยานํ กุเล ภทฺเท กึ นุ สุขตรํ ตโต ฯ
ลูกน้อยเอ๋ย พระบิดาไม่ทรงกระทำตามคำของแม่ผู้ใคร่ประโยชน์ เจ้านั้น เปรอะเปื้อนโลหิตไปสู่สำนักพระยายมในวันนี้ ถ้าบุรุษผู้ใดไม่ทำตามคำ ของบิดามารดาผู้เกื้อกูลมองเห็นประโยชน์ บุรุษนั้นย่อมได้รับโทษอย่าง นี้ และจะต้องเข้าถึงโทษที่ลามกกว่า ในวันนี้ถ้าลูกจะทรงไว้ซึ่งกุมาร ทรงโฉมงดงามดังสีทอง เป็นกษัตริย์เกิดกับพระเจ้ากุสราช สวมสร้อย สังวาลย์แก้วมณีแกมทอง อันหมู่พระญาติบูชาแล้วไซร้ ลูกก็จะไม่ต้อง ไปยังสำนักพระยายม ลูกหญิงเอ่ย เสียงกลองชัยเภรีดังอยู่อึงมี่ และ เสียงช้างร้องก้องอยู่ในตระกูลแห่งกษัตริย์ทั้งหลายใด ลูกเห็นอะไรเล่า หนอที่มีความสุขยิ่งกว่าตระกูลนั้น จึงได้มาเสีย เสียงม้าศึกคะนองร้อง คำรนอยู่ที่ประตู เสียงกุมารร้องรำทำเพลงอยู่ในตระกูลกษัตริย์ทั้งหลาย ลูกเห็นอะไรเล่าหนอที่มีความสุขยิ่งไปกว่าตระกูลนั้น จึงได้มาเสีย ใน ตระกูลแห่งกษัตริย์ทั้งหลาย มีนกยูง นกกระเรียน และนกดุเหว่า ส่งเสียงร้องก้องเสนาะเพราะจับใจ ลูกเห็นอะไรเล่าหนอที่จะมีความ สุขยิ่งไปกว่าตระกูลนั้น จึงได้มาเสีย.
กหํ นุ โส สตฺตุมทฺทโน ปรรฏฺฐปฺปมทฺทโน กุโส โสฬารปญฺญาโณ โย โน ทุกฺขา ปโมจเย ฯ
พระเจ้ากุสราชพระองค์ใด ผู้มีพระปรีชาอย่างยอดเยี่ยม ผู้ย่ำยีกษัตริย์ ทั้งเจ็ดพระนคร ทรงปราบปรามแคว้นอื่นให้พ่ายแพ้ พึงทรงปลดเปลื้อง เราทั้งหลายให้พ้นจากทุกข์ได้ พระเจ้ากุสราชพระองค์นั้นประทับอยู่ที่ ไหนหนอ.
อิเธว โส สตฺตุมทฺทโน ปรรฏฺฐปฺปมทฺทโน กุโส โสฬารปญฺญาโณ โย เน สพฺเพ วธิสฺสติ ฯ
พระเจ้ากุสราชพระองค์ใด ผู้มีพระปรีชาอย่างยอดเยี่ยม ผู้ย่ำยีกษัตริย์ ทั้งเจ็ดพระนคร ทรงปราบปรามแคว้นอื่นให้พ่ายแพ้ จักทรงกำจัด กษัตริย์เหล่านั้นทั้งหมดได้ พระเจ้ากุสราชพระองค์นั้น ประทับอยู่ที่นี่ แหละ เพคะ.
อุมฺมตฺติกา นุ ภณสิ อนฺธพาลา ปภาสสิ กุโส เจ อาคโต อสฺส กึ นุ ชาเนมุ ตํ มยํ ฯ
เจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรือจึงได้พูดอย่างนี้ หรือว่าเจ้าเป็นอันธพาลจึงได้พูด อย่างนี้ ถ้าพระเจ้ากุสราชพึงเสด็จมาจริง ทำไมพวกเราจะไม่รู้จักพระ องค์เล่า.
เอโส อาฬาริโก โปโส กุมารีปุรมนฺตเร ทฬฺหํ กตฺวาน สํเวลฺลํ กุมฺภึ โธวติ โอนโต ฯ
พระเจ้ากุสราชนั้นทรงปลอมพระองค์เป็นบุรุษพนักงานเครื่องต้น ทรง พระภูษาหยักรั้งมั่นคง กำลังก้มพระองค์ล้างหม้ออยู่ในระหว่างพระ ตำหนักของพระกุมารีทั้งหลายเพคะ.
เวณี ตฺวมสิ จณฺฑาลี อาทูสิ กุลคนฺธินี กถํ มทฺทกุเล ชาตา ทาสํ กยิราสิ กามุกํ ฯ
เจ้าเป็นหญิงชั่วช้าจัณฑาลหรือ หรือว่าเจ้าเป็นหญิงประทุษร้ายตระกูล เจ้าเกิดแล้วในตระกูลพระเจ้ามัททราช เหตุใดจึงกระทำพระสวามีให้ เป็นทาส.
นมฺหิ เวณี น จณฺฑาลี น จมฺหิ กุลคนฺธินี โอกฺกากปุตฺโต ภทฺทนฺเต ตฺวํ นุ ทาโสติ มญฺญสิ ฯ
หม่อมฉันไม่ได้เป็นหญิงชั่วช้าจัณฑาล ไม่ใช่เป็นหญิงประทุษร้ายตระกูล นั่นพระเจ้ากุสราชโอรสของพระเจ้าโอกกากราช ขอความเจริญจงมีแด่ พระมารดา แต่พระมารดาทรงเข้าพระทัยว่าเป็นทาส.
|๑๒๐.๑| โย พฺราหฺมณสหสฺสานิ สทา โภเชติ วึสติ โอกฺกากปุตฺโต ภทฺทนฺเต ตฺวํ นุ ทาโสติ มญฺญสิ ฯ |๑๒๐.๒| ยสฺส นาคสหสฺสานิ สทา โยเชนฺติ วีสติ โอกฺกากปุตฺโต ภทฺทนฺเต ตฺวํ นุ ทาโสติ มญฺญสิ ฯ |๑๒๐.๓| ยสฺส อสฺสสหสฺสานิ สทา โยเชนฺติ วีสติ โอกฺกากปุตฺโต ภทฺทนฺเต ตฺวํ นุ ทาโสติ มญฺญสิ ฯ |๑๒๐.๔| ยสฺส รถสหสฺสานิ สทา โยเชนฺติ วีสติ โอกฺกากปุตฺโต ภทฺทนฺเต ตฺวํ นุ ทาโสติ มญฺญสิ ฯ |๑๒๐.๕| ยสฺส เธนุสหสฺสานิ สทา ทูหนฺติ วีสติ โอกฺกากปุตฺโต ภทฺทนฺเต ตฺวํ นุ ทาโสติ มญฺญสิ ฯ
ขอความเจริญจงมีแด่พระมารดา พระราชาพระองค์ใด ทรงเชื้อเชิญ พราหมณ์สองหมื่นคนให้บริโภคภัตตาหารในกาลทุกเมื่อ พระราชาพระ องค์นั้น คือ พระเจ้ากุสราชโอรสแห่งพระเจ้าโอกกากราช แต่พระ มารดาเข้าพระทัยว่าเป็นทาส เจ้าพนักงานเตรียมช้างไว้สองหมื่นเชือก ... เตรียมม้าสองหมื่นตัว ... ขอความเจริญจงมีแด่พระมารดา เจ้าพนักงาน รีดนมโคสองหมื่นตัวในกาลทุกเมื่อเพื่อพระราชาพระองค์ใด พระราชา พระองค์นั้น คือ พระเจ้ากุสราชโอรสของพระเจ้าโอกกากราช แต่พระ มารดาเข้าพระทัยว่าเป็นทาส.
ตคฺฆ เต ทุกฺกฏํ พาเล ยํ ขตฺติยํ มหพฺพลํ นาคํ มณฺฑูกวณฺเณน น นํ อกฺขาสิ มาคตํ ฯ
ดูกรเจ้าผู้เป็นพาล เจ้ากระทำกรรมอันชั่วร้ายเหลือเกิน ที่เจ้าไม่บอกพ่อ ว่า พระเจ้ากุสราชผู้เป็นกษัตริย์มีทะแกล้วทหารมาก ผู้เป็นพระยาช้าง มาด้วยเพศแห่งกบ.
อปราธํ มหาราช ตฺวํ โน ขม รเถสภ ยํ ตฺวํ อญฺญาตเวเสน นญฺญาสิมฺหา อิธาคตํ ฯ
ข้าแต่พระมหาราชผู้จอมทัพ ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดงดโทษ แก่หม่อมฉัน ที่ไม่ทราบว่าพระองค์เสด็จมาในที่นี้ด้วยเพศที่ไม่มีใครรู้จัก ด้วยเถิด.
มาทิสสฺส น ตํ ฉนฺนํ โยหํ อาฬาริโก ภเว ตฺวญฺเญว เม ปสีทสฺสุ นตฺถิ เต เทว ทุกฺกฏํ ฯ
คนเช่นหม่อมฉันมิได้ปกปิดเลย หม่อมฉันนั้นเป็นพนักงานเครื่องต้น พระองค์เท่านั้นทรงเลื่อมใสแก่หม่อมฉัน ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ แต่พระองค์ไม่มีกรรมชั่วช้า ที่หม่อมฉันจะต้องอดโทษ.
คจฺฉ พาเล ขมาเปหิ กุสราชํ มหพฺพลํ ขมาปิโต กุสราชา โส เต ทสฺสติ ชีวิตํ ฯ
ดูกรเจ้าคนพาล เจ้าจงไปขอขมาโทษพระเจ้ากุสราชผู้มีกำลังมากเสีย พระเจ้ากุสราชที่เจ้าขอขมาแล้ว จักประทานชีวิตให้เจ้า.
ปิตุสฺส วจนํ สุตฺวา เทววณฺณี ปภาวตี สิรสา อคฺคหี ปาเท กุสราชํ มหพฺพลํ ฯ
พระนางประภาวดีผู้มีผิวพรรณดังเทพธิดา ทรงรับดำรัสของพระบิดาแล้ว ได้ซบพระเศียรลงกอดพระบาทพระเจ้ากุสราชผู้มีพระกำลังมาก.
|๑๒๖.๑| ยาว รตฺโย อติกฺกนฺตา ตามา เทว ตยา วินา วนฺเท เต สิรสา ปาเท มา เม กุชฺฌ รเถสภ ฯ |๑๒๖.๒| สจฺจนฺเต ปฏิชานามิ มหาราช สุโณหิ เม น จาปิ อปฺปิยํ ตุยฺหํ กเรยฺยามิ อหํ ปุน ฯ |๑๒๖.๓| เอวญฺจ ยาจมานาย วจนํ เม น กาหสิ อิทานิ มํ ตาโต หนฺตฺวา ขตฺติยานํ ปทสฺสติ ฯ
ราตรีเหล่านี้ที่ล่วงไป เว้นจากพระองค์นั้นเพียงใด หม่อมฉันขอถวาย บังคมพระยุคลบาท ของพระองค์ด้วยเศียรเกล้า เพียงนั้น ขอพระองค์ โปรดอย่าทรงพิโรธหม่อมฉันเลย หม่อมฉันขอตั้งสัตย์ปฏิญาณแก่ พระองค์ โปรดทรงสดับหม่อมฉันเถิด เพคะ หม่อมฉันจะไม่พึงทำความ ชิงชังแก่พระองค์อีกต่อไปละ ถ้าพระองค์จะไม่ทรงโปรดกระทำตามคำ ของหม่อมฉันผู้ทูลวิงวอนอยู่อย่างนี้ พระบิดาคงเข่นฆ่าหม่อมฉันแล้ว ทรงประทานแก่กษัตริย์ทั้งหลาย ณ กาลบัดนี้เป็นแน่.
|๑๒๗.๑| เอวนฺเต ยาจมานาย กึ น กาหามิ เต วโจ วิกุทฺโธ ตฺยสฺมิ กลฺยาณี มา ตฺวํ ภายิ ปภาวตี ฯ |๑๒๗.๒| สจฺจนฺเต ปฏิชานามิ ราชปุตฺตี สุโณหิ เม น จาปิ อปฺปิยํ ตุยฺหํ กเรยฺยามิ อหํ ปุน ฯ |๑๒๗.๓| ตว กามา หิ สุสฺโสณิ พหุทุกฺขํ ติติกฺขิสํ พหุมทฺทกุลํ หนฺตฺวา นยิตุํ ตํ ปภาวตี ฯ
เมื่อพระน้องอ้อนวอนอยู่อย่างนี้ ไฉนพี่จักไม่ทำตามคำของพระน้องเล่า พี่ไม่โกรธพระน้องเลยนะคนงาม อย่ากลัวเลยประภาวดี พี่ขอตั้งสัตย์ ปฏิญาณต่อพระน้อง โปรดขอจงทรงฟังพี่เถิดนะพระราชบุตรี พี่จะไม่ พึงกระทำความเกลียดชังแก่พระน้องนางอีกต่อไปละ ดูกรน้องประภาวดี ผู้มีตะโพกอันผึ่งผาย พี่สามารถจะทำลายตระกูลกษัตริย์มัททราชมากมาย แล้วนำพระน้องนางไปได้ แต่เพราะความรักพระน้องนาง พี่จึงสู้ยอมทน ทุกข์มากมายได้.
|๑๒๘.๑| โยชยนฺตุ รเถ อสฺเส นานาจิตฺเต สมาหิเต อถ ทกฺขถ เม เวคํ วิธเมนฺตสฺส สตฺตโว ฯ |๑๒๘.๒| ตญฺจ ตตฺถ อุทิกฺขึสุ รญฺโญ มทฺทสฺสนฺเตปุเร วิชมฺภมานํ สีหํว โปเฐนฺตํ ทิคุณํ ภุชํ ฯ
เจ้าพนักงานทั้งหลาย จงตระเตรียมรถและม้า อันวิจิตรด้วยเครื่องอลังการ ต่างๆ ทั้งมั่นคงแข็งแรง ท่านทั้งหลายจงเห็นความพยายามของเรา ผู้กำจัดศัตรูทั้งหลายให้พ่ายแพ้ไปในบัดนี้ ก็นารีทั้งหลายภายในพระราช วังของพระเจ้ามัททราชนั้น พากันมองดูพระโพธิสัตว์ผู้เสด็จเยื้องกราย ดุจราชสีห์ ทรงปรบพระหัตถ์เสวยพระกระยาหารถึงสองเท่าพระองค์นั้น.
|๑๒๙.๑| หตฺถิกฺขนฺธญฺจ อารุยฺห อาโรเปตฺวา ปภาวตึ สงฺคามํ โอตริตฺวาน สีหนาทํ นที กุโส ฯ |๑๒๙.๒| ตสฺส ตํ นทโต สุตฺวา สีหสฺเสวีตเร มิคา ขตฺติยา วิปลายึสุ กุสสทฺทภยฏฺฏิตา ฯ |๑๒๙.๓| หตฺถาโรหา อนีกฏฺฐา รถิกา ปตฺติการกา อญฺญมญฺญสฺส ฉินฺทนฺติ กุสสทฺทภยฏฺฏิตา ฯ |๑๒๙.๔| ตสฺมึ สงฺคามสีสสฺมึ ปสฺสิตฺวา หฏฺฐมานโส กุสสฺส รญฺโญ เทวินฺโท อทา เวโรจนํ มณึ ฯ |๑๒๙.๕| โส ตํ วิชิตฺวา สงฺคามํ ลทฺธา เวโรจนํ มณึ หตฺถิกฺขนฺธคโต ราชา ปาเวกฺขิ นครํ ปุรํ ฯ |๑๒๙.๖| ชีวคฺคาหํ คเหตฺวาน พนฺธิตฺวา สตฺต ขตฺติเย สสฺสุรสฺสูปนาเมสิ อิเม เต เทว สตฺตโว ฯ |๑๒๙.๗| สพฺเพว เต วสํ คตา อมิตฺตา วิหตา ตว กามํ กโรหิ เต ตยา มุญฺจ วา เต หนสฺสุ วา ฯ
ก็พระเจ้ากุสราช ครั้นเสด็จขึ้นประทับบนคอช้างสาร โปรดให้นาง ประภาวดีประทับเบื้องหลังแล้ว เสด็จเข้าสู่สงคราม ทรงบันลือพระ สุรสีหนาท กษัตริย์เจ็ดพระนครทรงสดับพระสุรสีหนาทของพระเจ้า กุสราช ผู้บันลืออยู่ ผู้อันความกลัวแต่เสียงของพระเจ้ากุสราชคุกคามแล้ว พากันแตกหนีไปเหมือนดังฝูงมฤคได้ยินเสียงแห่งราชสีห์ก็พากันหนีไป ฉะนั้น พวกพลช้าง พลม้า พลรถ พลเดินเท้า ผู้อันความกลัวแต่เสียง พระเจ้ากุสราชคุกคามแล้ว ก็พากันแตกตื่นเหยียบย่ำกันและกัน ท้าว สักกะจอมเทพ ได้ทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์ทรงมีชัยในท่ามกลาง สงครามนั้น มีพระทัยชื่นชมยินดี ทรงพระราชทานแก้วมณีอันรุ่งโรจน์ ดวงหนึ่งแก่พระเจ้ากุสราช พระเจ้ากุสราชทรงชนะสงคราม ได้แก้ว มณีอันรุ่งโรจน์ แล้วเสด็จประทับบนคอช้างสารเสด็จเข้าสู่พระนคร รับ สั่งให้จับกษัตริย์เจ็ดพระนครทั้งเป็น ให้มัดนำเข้าถวายพระสัสสุระ ทูล ว่าขอเดชะ กษัตริย์เหล่านี้เป็นศัตรูของพระองค์ ศัตรูทั้งหมดซึ่งคิดจะ กำจัดพระองค์เสียนี้ ตกอยู่ในอำนาจของพระองค์แล้ว เชิญทรงกระทำ ตามพระประสงค์เถิด พระองค์ทรงกระทำกษัตริย์เหล่านั้นให้เป็นทาส แล้ว จะทรงปล่อยหรือจะทรงประหารเสียตามแต่พระทัยเถิด.
ตุเยฺหว สตฺตโว เอเต นหิ เต มยฺห สตฺตโว ตฺวญฺเญว โน มหาราช มุญฺจ วา เต หนสฺสุ วา ฯ
กษัตริย์เหล่านี้เป็นศัตรูของพระองค์ มิได้เป็นศัตรูของหม่อมฉัน ข้าแต่ พระมหาราช พระองค์ (เป็นอิสระ) กว่าหม่อมฉัน จะทรงปล่อยหรือ จะทรงประหารศัตรูเหล่านั้นก็ตามเถิด.
อิมา เต ธีตโร สตฺต เทวกญฺญูปมา สุภา ททาหิ เนสํ เอเกกํ โหนฺตุ ชามาตโร ตว ฯ
พระราชธิดาของพระองค์ ล้วนทรงงดงามดังเทพกัญญามีอยู่ถึง ๗ พระ องค์ ขอพระองค์ทรงโปรดพระราชทานแก่กษัตริย์ทั้ง ๗ นั้นองค์ละองค์ ขอกษัตริย์เหล่านั้นจงเป็นพระชามาตาของพระองค์เถิด.
อมฺหากญฺเจว ตาสญฺจ ตฺวํ โน สพฺเพสมิสฺสโร ตฺวญฺเญว โน มหาราช เทหิ เนสํ ยทิจฺฉสิ ฯ
ข้าแต่พระมหาราช พระองค์เป็นใหญ่กว่าหม่อมฉันทั้งหลาย และกว่า พวกลูกของหม่อมฉันทั้งหมด เชิญพระองค์นั่นแหละทรงพระราชทาน พวกลูกของหม่อมฉันแก่กษัตริย์เหล่านั้น ตามพระราชประสงค์เถิด.
|๑๓๓.๑| เอกเมกสฺส เอเกกํ อทา สีหสฺสโร กุโส ขตฺติยานํ ตทา เตสํ รญฺโญ มทฺทสฺส ธีตโร ฯ |๑๓๓.๒| ปีณิตา เตน ลาเภน ตุฏฺฐา สีหสฺสเร กุเส สกรฏฺฐานิ ปายึสุ ขตฺติยา สตฺต ตาวเท ฯ |๑๓๓.๓| ปภาวติญฺจ อาทาย มณึ เวโรจนํ สุภํ กุสาวตึ กุโส ราชา อคมาสิ มหพฺพโล ฯ |๑๓๓.๔| ตฺยสฺสุ เอกรเถ ยนฺตา ปวิสนฺตา กุสาวตึ สมานา วณฺณรูเปน นาญฺญมญฺญาติโรจิสุํ ฯ |๑๓๓.๕| มาตา ปุตฺเตน สงฺคญฺฉิ อุภโย จ ชยมฺปตี สมคฺคา เต ตทา อาสุํ ผีตํ ธรณิมาวสุนฺติ ฯ กุสชาตกํ ปฐมํ ฯ ---------
ในกาลนั้น พระเจ้ากุสราชผู้มีพระสุรเสียงดังเสียงราชสีห์ ได้ทรงยก พระราชธิดาของพระเจ้ามัททราช ประทานให้แก่กษัตริย์ ๗ พระองค์นั้น องค์ละองค์ กษัตริย์ทั้ง ๗ พระองค์ทรงอิ่มพระทัยด้วยลาภนั้น ทรงขอบ พระคุณพระเจ้ากุสราชผู้มีพระสุรเสียงดังเสียงราชสีห์ แล้วพากันเสด็จ กลับไปยังนครของตนๆ ในขณะนั้นทีเดียว ฝ่ายพระเจ้ากุสราชผู้มีพระ กำลังมาก ทรงพาพระนางประภาวดีและดวงแก้วมณีอันงามรุ่งโรจน์เสด็จ กลับยังกรุงกุสาวดี เมื่อพระเจ้ากุสราชและพระนางประภาวดีทั้ง ๒ พระ องค์นั้น ประทับอยู่ในพระราชรถคันเดียวกันเสด็จเข้ากรุงกุสาวดี มีพระ ฉวีวรรณและพระรูปพระโฉมทัดเทียมกัน มิได้ทรงงดงามยิ่งหย่อนกว่า กันเลย พระมารดาของพระมหาสัตว์และพระชยัมบดีราชกุมารทั้ง ๒ พระองค์ได้เสด็จไปต้อนรับถึงนอกพระนคร แล้วเสด็จกลับพระนคร พร้อมด้วยพระราชโอรส ในกาลนั้น พระเจ้ากุสราชและพระนางประภา วดี ก็ทรงสมัครสมานกัน ได้ทรงปกครองราชอาณาจักรกุสาวดีให้รุ่ง เรืองตลอดมา. จบ กุสชาดกที่ ๑