๓. สุธาโภชนชาดก
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓ สุธาโภชนชาตกํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๐ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ ๓. สุธาโภชนชาดก ว่าด้วยของกินอันเป็นทิพย์
เนว กีณามิ น วิกฺกิณามิ น จาปิ เม สนฺนิจโย อิธตฺถิ สุกิจฺฉรูปํ วติทํ ปริตฺตํ ปตฺโถทโน นาลมยํ ทุวินฺนํ ฯ
ข้าพเจ้าไม่ซื้อ ไม่ขาย อนึ่ง แม้ความสั่งสมของข้าพเจ้าก็ไม่มีในที่นี้ ภัตนี้มีนิดหน่อยทั้งหาได้แสนยาก ข้าวสุกแล่งหนึ่งนี้หาพอแก่เราสอง คนไม่.
|๒๕๐.๑| อปฺปมฺหา อปฺปกํ ทชฺชา อนุมชฺฌโต มชฺฌกํ พหุมฺหา พหุกํ ทชฺชา อทานํ นุปปชฺชติ ฯ |๒๕๐.๒| ตํ ตํ วทามิ โกสิย เทหิ ทานานิ ภุญฺช จ อริยมคฺคํ สมารุห เนกาสี ลภเต สุขํ ฯ
บุคคลควรแบ่งของน้อยให้ตามน้อย ควรแบ่งของส่วนกลางให้ตามส่วน กลาง ควรแบ่งของมากให้ตามมาก การไม่ให้ย่อมไม่ควร ดูกรโกสิย เศรษฐี เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอกล่าวกะท่าน ท่านจงขึ้นสู่ทางของ พระอริยเจ้า จงให้ทานและจงบริโภค เพราะว่าผู้บริโภคคนเดียวย่อม ไม่ได้ความสุข.
|๒๕๑.๑| โมฆญฺจสฺส หุตํ โหติ โมฆญฺจาปิ สมีหิตํ อติถิสฺมึ โย นิสินฺนสฺมึ เอโก ภุญฺชติ โภชนํ ฯ |๒๕๑.๒| ตํ ตํ วทามิ โกสิย เทหิ ทานานิ ภุญฺช จ อริยมคฺคํ สมารุห เนกาสี ลภเต สุขํ ฯ
ผู้ใด เมื่อแขกนั่งแล้ว บริโภคโภชนะผู้เดียว พลีกรรมของผู้นั้นย่อมไร้ผล ทั้งความเพียรแสวงหาทรัพย์ของผู้นั้นก็ไร้ประโยชน์ ดูกรโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอกล่าวกะท่าน ท่านจงขึ้นสู่ทางแห่งพระอริยเจ้า จงให้ทานและจงบริโภค เพราะว่าผู้บริโภคคนเดียวย่อมไม่ได้ความสุข.
|๒๕๒.๑| สจฺจํ ตสฺส หุตํ โหติ สจฺจญฺจาปิ สมีหิตํ อติถิสฺมึ โย นิสินฺนสฺมึ เนโก ภุญฺชติ โภชนํ ฯ |๒๕๒.๒| ตํ ตํ วทามิ โกสิย เทหิ ทานานิ ภุญฺช จ อริยมคฺคํ สมารุห เนกาสี ลภเต สุขํ ฯ
ผู้ใด เมื่อแขกนั่งแล้ว ไม่บริโภคโภชนะแต่ผู้เดียว พลีกรรมของผู้นั้น ย่อมมีผลจริง ทั้งความเพียรแสวงหาทรัพย์ของผู้นั้นก็มีประโยชน์จริง ดูกรโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอกล่าวกะท่าน ท่านจงขึ้นสู่ ทางของพระอริยเจ้า จงให้ทานและจงบริโภค เพราะว่าผู้บริโภคคนเดียว ย่อมไม่ได้ความสุข.
|๒๕๓.๑| สรญฺจ ชุหติ โปโส พหุกาย คยาย จ โทเณ ติมฺพรุติตฺถสฺมึ สีฆโสเต มหาวเห ฯ |๒๕๓.๒| อตฺร จสฺส หุตํ โหติ อตฺร จสฺส สมีหิตํ อติถิสฺมึ โย นิสินฺนสฺมึ เนโก ภุญฺชติ โภชนํ ฯ |๒๕๓.๓| ตํ ตํ วทามิ โกสิย เทหิ ทานานิ ภุญฺช จ อริยมคฺคํ สมารุห เนกาสี ลภเต สุขํ ฯ
บุรุษเข้าไปสู่สระแล้ว บูชาที่แม่น้ำชื่อพหุกาก็ดี ที่สระชื่อคยาก็ดี ที่ท่า น้ำชื่อโทณะก็ดี ที่ท่าน้ำชื่อติมพรุก็ดี ที่ห้วงน้ำใหญ่มีกระแสเชี่ยวก็ดี การบูชาและความเพียรของเขาในที่นั้นๆ ย่อมมีผล ผู้ใด เมื่อแขกนั่งแล้ว ไม่บริโภคโภชนะแต่ผู้เดียว จะกล่าวว่าไร้ผลนั้นไม่ได้ ดูกรโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอกล่าวกะท่าน ท่านจงขึ้นสู่ทางของพระอริยเจ้า จงให้ทานและจงบริโภค เพราะว่าผู้บริโภคคนเดียวย่อมไม่ได้ความสุข.
|๒๕๔.๑| พลิสํ หิ โส นิคิลติ ทีฆสุตฺตํ สพนฺธนํ อติถิสฺมึ โย นิสินฺนสฺมึ เอโก ภุญฺชติ โภชนํ ฯ |๒๕๔.๒| ตํ ตํ วทามิ โกสิย เทหิ ทานานิ ภุญฺช จ อริยมคฺคํ สมารุห เนกาสี ลภเต สุขํ ฯ
ผู้ใด เมื่อแขกนั่งแล้ว บริโภคโภชนะแต่ผู้เดียว ผู้นั้นเปรียบเหมือนกลืน เบ็ดอันมีสายยาว พร้อมทั้งเหยื่อ ดูกรโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอกล่าวกะท่าน ท่านจงขึ้นสู่ทางของพระอริยเจ้า จงให้ทาน และจงบริโภค เพราะว่าผู้บริโภคคนเดียวย่อมไม่ได้ความสุข.
อุฬารวณฺณา วต พฺราหฺมณา อิเม อยญฺจ โว สุนโข กิสฺส เหตุ อุจฺจาวจํ วณฺณนิภํ วิกุพฺพติ อกฺขาถ โน พฺราหฺมณา เก นุ ตุเมฺห ฯ
พราหมณ์เหล่านี้มีผิวพรรณงามจริงหนอ เพราะเหตุไร สุนัขของท่านนี้จึง เปล่งรัศมีสีต่างๆ ได้ ข้าแต่พราหมณ์ ท่านทั้งหลาย ใครเล่าหนอ จะบอกแก่ข้าพเจ้าได้.
จนฺโท จ สุริโย จ อุโภ อิธาคตา อยํ ปน มาตลิ เทวสารถิ สกฺโกหมสฺมี ติทสานมินฺโท เอโส จ โข ปญฺจสิโขติ วุจฺจติ ฯ
ท่านทั้งสองนี้ คือ จันทเทพบุตรและสุริยเทพบุตร ส่วนผู้นี้ คือ มาตลีเทพสารถี ส่วนเราเป็นท้าวสักกะจอมเทพชาวไตรทศ และสุนัข ตัวนี้เรียกว่า ปัญจสิขเทพบุตร.
ปาณิสฺสรา มุทิงฺคา จ มุรชาลมฺพรานิ จ สุตฺตเมนํ ปโพเธนฺติ ปฏิพุทฺโธ จ นนฺทติ ฯ
ฉิ่ง ตะโพน และเปิงมาง ย่อมปลุกเทพบุตรผู้หลับแล้ว ให้ตื่นและ ตื่นแล้วย่อมเพลิดเพลินใจ.
|๒๕๘.๑| เยเกจิเม มจฺฉริโน กทริยา ปริภาสกา สมณพฺราหฺมณานํ อิเธว นิกฺขิปฺป สรีรเทหํ กายสฺส เภทา นิรยํ วชนฺติ ฯ |๒๕๘.๒| เยเกจิเม สุคติมาสสานา ธมฺเม ฐิตา สํยเม สํวิภาเค อิเธว นิกฺขิปฺป สรีรเทหํ กายสฺส เภทา สุคตึ วชนฺติ ฯ
ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีความตระหนี่เหนียวแน่น มักบริภาษสมณ- พราหมณ์ทั้งหลาย ชนเหล่านั้น ทอดทิ้งร่างกายไว้ในโลกนี้แล้ว เมื่อตาย แล้วย่อมไปสู่นรก ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง หวังสุคติตั้งอยู่ในธรรม คือ ความสำรวมและการแจกทาน ชนเหล่านั้นทอดทิ้งร่างกายไว้ในโลกนี้ แล้ว เมื่อตายไป ย่อมไปสู่สุคติ.
ตฺวํ โน ญาติ ปุริมาสุ ชาติสุ โส มจฺฉรี โกสิโย ปาปธมฺโม ตเวว อตฺถาย อิธาคตมฺหา มา ปาปธมฺโม นิรยํ อปตฺถ ฯ
ท่านนั้นชื่อโกสิยเศรษฐี มีความตระหนี่ มีธรรมอันลามกในชาติก่อน เป็นญาติของพวกเรา พวกเรามาแล้วในที่นี้ เพื่อประโยชน์แก่ท่าน เท่านั้น ด้วยคิดว่า โกสิยะนี้ อย่าได้มีธรรมอันลามกไปนรกเลย.
|๒๖๐.๑| อทฺธา หิ เม เต หิตกามา ยํ มํ สมนุสาสถ โสหํ ตถา กริสฺสามิ สพฺพํ วุตฺตํ หิเตสิภิ ฯ |๒๖๐.๒| เอโสหมชฺเชว อุปารมามิ น จาปิหํ กิญฺจิ กเรยฺย ปาปํ น จาปิ เม กิญฺจิ อเทยฺยมตฺถิ น จาปิทตฺวา อุทกํ ปิวามิ ฯ |๒๖๐.๓| เอวญฺจ เม ททโต สพฺพกาลํ โภคาปิ เม วาสว ขียิสฺสนฺติ ตโต อหํ ปพฺพชิสฺสามิ สกฺก หิตฺวา กามานิ ยโถธิกานิ ฯ
ก็ท่านเหล่านั้น เป็นผู้ใคร่ประโยชน์แก่ข้าพเจ้าโดยแท้ เพราะมาพร่ำ สอนข้าพเจ้าอยู่เนืองๆ ข้าพเจ้านั้นจักทำตามคำที่ท่านทั้งหลายผู้แสวงหา ประโยชน์กล่าวแล้วทุกประการ ข้าพเจ้านั้นจักของดเว้นจากความเป็น คนตระหนี่เสียในวันนี้แหละ อนึ่ง ข้าพเจ้าจะไม่พึงทำบาปกรรมอะไรๆ ขึ้นชื่อว่าการไม่ให้อะไรๆ จะไม่มีแก่ข้าพเจ้า และข้าพเจ้ายังไม่ได้ให้ แล้วจะไม่ขอดื่มน้ำ ข้าแต่ท้าววาสวะ ก็เมื่อข้าพเจ้าให้อยู่อย่างนี้ตลอด กาลทั้งปวง แม้โภคสมบัติของข้าพเจ้าจักสิ้นไป แต่นั้น ข้าพเจ้าจักละ กามทั้งหลายตามส่วนที่มีอยู่แล้วจักบวช.
|๒๖๑.๑| นคุตฺตเม คิริวเร คนฺธมาทเน โมทนฺติ ตา เทววราภิปาลิตา อถาคมา อิสิวโร สพฺพโลกคู สุปุปฺผิตํ ทุมวรสาขมาทิย ฯ |๒๖๑.๒| สุจึ สุคนฺธํ ติทเสหิ สกฺกตํ ปุปฺผุตฺตมํ อมรวเรภิ เสวิตํ อลทฺธมญฺเญหิ ว ทานเวหิ อญฺญตฺร เทเวหิ ตทารหํ หิตํ ฯ |๒๖๑.๓| ตโต จตสฺโส กนกตฺตจูปมา อุฏฺฐาย นาริโย ปมทาธิปา มุนึ อาสา จ สทฺธา จ สิรี ตโต หิรี อิจฺจพฺรวุํ นารทํ เทวพฺราหฺมณํ ฯ |๒๖๑.๔| สเจ อนุทฺทิฏฺฐํ ตยา มหามุนิ ปุปฺผํ อิทํ ปาริฉตฺตสฺส พฺรหฺเม ททาหิ โน สพฺพา คติ เต อิชฺฌตุ ตฺวํปิ โน โหหิ ยเถว วาสโว ฯ |๒๖๑.๕| ตํ ยาจมานาภิสเมกฺข นารโท อิจฺจาพฺรวี สงฺกลหํ อุทีรยิ น มยฺหมตฺถตฺถิ อิเมหิ โกจิ นํ ยาเยว โว เสยฺยสิ สา ปิลนฺธตุ ฯ
เทพธิดาเหล่านั้น อันท้าวสักกะผู้ประเสริฐกว่าเทวดารักษาแล้ว ย่อม บันเทิงอยู่ ณ ภูเขาคันธมาทน์อันเป็นภูเขาประเสริฐสุด ครั้งนั้น นารท- ดาบสผู้ประเสริฐกว่าฤาษี ผู้ไปได้ในโลกทั้งปวง ได้มาถือเอากิ่งไม้อัน ประเสริฐ มีดอกบานดีแล้ว ดอกไม้นั้นสะอาด มีกลิ่นหอม เทพยดา ชาวไตรทศ กระทำสักการะ เป็นดอกไม้สูงสุด อันท้าวสักกะผู้ประเสริฐ กว่าอมรเทพเสพแล้ว แต่พวกมนุษย์และพวกอสูรไม่ได้ เว้นไว้แต่พวก เทวดา เป็นดอกไม้มีประโยชน์ สมควรแก่เทวดาเหล่านั้น ลำดับนั้น นางเทพนารี ๔ องค์ คือ นางอาสา นางศรัทธา นางสิริ และนางหิริ ผู้มีผิวพรรณเปรียบด้วยทองคำ เป็นใหญ่กว่านางเทพนารีผู้รื่นเริง ต่าง ลุกขึ้นกล่าวกะนารทมุนี ผู้เป็นพราหมณ์ผู้ประเสริฐว่า ข้าแต่ท่านมหามุนี ผู้ประเสริฐ ถ้าดอกปาริฉัตตะนี้ พระคุณเจ้าไม่เจาะจงแล้ว ก็ขอจงให้ แก่พวกดิฉันเถิด คติทั้งปวงจงสำเร็จแก่พระคุณเจ้า ขอพระคุณเจ้าจง ให้แก่พวกดิฉันเถิด เหมือนท้าววาสวะ ฉะนั้นเถิด นารทดาบสเห็น นางธิดาทั้ง ๔ มาขอดอกไม้ จึงกล่าวว่า ท่านพูดด้วยคำชวนทะเลาะ เราไม่มีความต้องการด้วยดอกไม้เหล่านี้สักน้อยหนึ่ง บรรดาเจ้าทั้ง ๔ ผู้ ใดประเสริฐกว่า ผู้นั้นจงประดับดอกไม้นั้นเถิด.
ตฺวํ โนตฺตเมวาภิสเมกฺข นารท ยสฺสิจฺฉสิ ตสฺสมนุปฺปเวจฺฉสุ ยสฺสา หิ โน นารท ตฺวํ ปทสฺสสิ สาเยว โน เหหิติ เสฏฺฐสมฺมตา ฯ
ข้าแต่ท่านนารทะผู้อุดม พระคุณเจ้านั่นแลจงพิจารณาดูพวกดิฉัน พระ คุณเจ้าปรารถนาให้แก่นางใด ก็จงให้แก่นางนั้น ก็บรรดาพวกดิฉัน พระคุณเจ้าจักให้แก่นางใด นางนั้นแหละ จักเป็นผู้อันดิฉันทั้งหลาย ยกย่องว่าประเสริฐสุด.
อกลฺลเมตํ วจนํ สุคตฺเต โก พฺราหฺมโณ โก กลหํ อุทีรเย คนฺตฺวาน ภูตาธิปเมว ปุจฺฉถ สเจ น ชานาถ อิธุตฺตมธมฺมํ ฯ
ดูกรนางผู้มีตัวงาม คำนี้ไม่สมควร ใครเป็นพราหมณ์ ใครกล่าวการ ทะเลาะ เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงไปทูลถามท้าวสักกะผู้เป็นจอมแห่ง ภูตเถิด ถ้าท่านทั้งหลายไม่ทราบในที่นี้ว่า ตนสูงสุดหรือว่าธรรมสูงสุด.
ตา นารเทน ปรมปฺปโกปิตา อุทีริตา วณฺณมเทน มตฺตา สกาสํ คนฺตฺวาน สหสฺสจกฺขุโน ปุจฺฉึสุ ภูตาธิปํ กา นุ เสยฺยสิ ฯ
นางเทพธิดาเหล่านั้น อันนารทดาบสกล่าวแล้ว เป็นผู้โกรธแค้นอย่างยิ่ง เป็นผู้มัวเมาในผิวพรรณ พากันไปสู่สำนักของท้าวสหัสสนัยน์ แล้ว ทูลถามท้าวสักกะผู้เป็นจอมแห่งภูตว่า ใครหนอเป็นผู้ประเสริฐ.
ตา ทิสฺวา อายตฺตมนา ปุรินฺทโท อิจฺจาพฺรวี เทววโร กตญฺชลี สพฺพาว โว โหถ สุภคฺเค สาทิสี โก เนว ภทฺเท กลหํ อทีรยิ ฯ
ท้าวปุรินททะผู้ประเสริฐกว่าเทวดา ผู้อันเทวดากระทำอัญชลี ทรงเห็น นางเทพธิดาทั้ง ๔ นั้น ผู้มีใจริษยา จึงตรัสว่า ดูกรเจ้าผู้งามเลิศ เจ้าทั้งปวงเป็นเช่นเดียวกัน จงยกไว้ก่อน ใครเล่าหนอได้กล่าวการ ทะเลาะขึ้น.
โย สพฺพโลกญฺจรโก มหามุนิ ธมฺเม ฐิโต นารโท สจฺจนิกฺกโม โส โน พฺรวี คิริวเร คนฺธมาทเน คนฺตฺวาน ภูตาธิปเมว ปุจฺฉถ สเจ น ชานาถ อิธุตฺตมธมฺมํ ฯ
ท่านนารทมหามุนีใด ผู้เที่ยวไปในโลกทั้งปวง ผู้ตั้งอยู่ในธรรม มีความ บากบั่นอย่างแท้จริง ท่านได้กล่าวกะพวกหม่อมฉัน ณ ภูเขาคันธมาทน์ อันเป็นภูเขาประเสริฐว่า ท่านทั้งหลายจงไปทูลถามท้าวสักกะผู้เป็นจอม แห่งภูตเถิด ถ้าท่านทั้งหลายไม่ทราบในที่นี้ว่า ตนประเสริฐหรือธรรม ประเสริฐ.
อสู พฺรหารญฺญจโร มหามุนิ นาทตฺวา ภตฺตํ วรคตฺเต ภุญฺชติ วิเจยฺย ทานานิ ททาติ โกสิโย ยสฺสา หิ โส ทสฺสติ สาว เสยฺยสิ ฯ
ดูกรเจ้าผู้มีตัวงาม ท่านมหามุนีนามว่าโกสิยะ อยู่ในป่าใหญ่โน้น ท่านไม่ให้ก่อนแล้วย่อมไม่บริโภคภัต ท่านพิจารณาเสียก่อนแล้วจึงให้ ทาน ถ้าท่านจักให้แก่นางใด นางนั้นแลเป็นผู้ประเสริฐ.
อสู หิ โส สมฺมติ ทกฺขิณํ ทิสํ คงฺคาย ตีเร หิมวนฺตปสฺสินิ ส โกสิโย ทุลฺลภปานโภชโน ตสฺส สุธํ ปาปย เทวสารถิ ฯ
ก็ท่านโกสิยดาบสนั้นอยู่ในทิศทักษิณริมฝั่งแม่น้ำคงคา ข้างหิมวันต- บรรพตโน้น ท่านหาน้ำและโภชนะได้โดยยาก ดูกรเทพสารถี ท่าน จงนำสุธาโภชน์ไปถวายท่าน.
โส มาตลิ เทววเรน เปสิโต สหสฺสยุตฺตํ อภิรุยฺห สนฺทนํ สุขิปฺปเมว อุปคมฺม อสฺสมํ อทิสฺสมาโน มุนิโน สุธํ อทา ฯ
มาตลีเทพสารถีนั้น อันท้าวสักกะผู้ประเสริฐกว่าเทวดารับสั่งใช้แล้ว ได้ขึ้นรถเทียมด้วยม้าพันตัว เข้าไปยังอาศรมโดยเร็วพลัน เป็นผู้มีกาย ไม่ปรากฏ ได้ถวายสุธาโภชน์แก่มุนี.
|๒๗๐.๑| อุทคฺคิหุตฺตํ อุปติฏฺฐโต หิ เม ปภงฺกรํ โลกตโมนุทุตฺตมํ สพฺพานิ ภูตานิ อธิจฺจ วาสโว โก เนว เม ปาณิสุ กึ สุโธทหิ ฯ |๒๗๐.๒| สงฺขูปมํ เสตมตุลฺยทสฺสนํ สุจึ สุคนฺธํ ปิยรูปมพฺภุตํ อทิฏฺฐปุพฺพํ มม ชาตจกฺขุภิ กา เทวตา ปาณิสุ กึ สุโธทหิ ฯ
ก็เมื่อเราบำเรอไฟที่เราบูชาแล้ว ยืนอยู่ใกล้พระอาทิตย์อันมีแสงสว่าง บรรเทาความมืดในโลกเสียได้ อันสูงสุด ท้าววาสวะผู้ครอบงำภูตทั้งปวง หรือว่าใครหนอมาวางภัตอันขาวสะอาดลงในฝ่ามือของเรา ภัตนี้ขาว เปรียบดังสังข์ไม่มีสิ่งอื่นเปรียบปาน น่าดู สะอาด มีกลิ่นหอมน่ารัก ยังไม่เคยมีเลย เรายังไม่เคยเห็นด้วยตาตนเองเลย เทวดาองค์ไหน เอา สุธาโภชน์มาวางบนฝ่ามือของเรา.
|๒๗๑.๑| อหํ มหินฺเทน มเหสิ เปสิโต สุธาภิหาสึ ตุริโต มหามุนิ ชานาสิ มํ มาตลิ เทวสารถิ ภุญฺชสฺสุ ภตฺตุตฺตมํ มาภิวารยิ ฯ |๒๗๑.๒| ภุตฺตา จ สา ทฺวาทส หนฺติ ปาปเก ขุทฺทํ ปิปาสํ อรตึ ทรถํ กิลํ โกธูปนาหญฺจ วิวาทเปสุณํ สีตุณฺหตนฺทิญฺจ รสุตฺตมํ อิทํ ฯ
ข้าแต่มหามุนีผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ข้าพเจ้าอันท้าวสักกะผู้เป็นจอม เทพทรงใช้แล้ว จึงได้รีบนำเอาสุธาโภชน์มาถวายพระคุณเจ้า จงรู้จัก ข้าพเจ้าว่ามาตลีเทพสารถี นิมนต์พระคุณเจ้าบริโภคภัตอันอุดม อย่าห้าม เสียเลย ก็สุธาโภชน์ที่บริโภคแล้วนั้น ย่อมขจัดบาปธรรมได้ ๑๒ ประการ คือ ความหิว ๑ ความกระหาย ๑ ความไม่ยินดี (กระสัน) ๑ ความกระวนกระวาย ๑ ความเหน็ดเหนื่อย ๑ ความโกรธ ๑ ความเข้าไปผูกโกรธ ๑ ความวิวาท ๑ ความส่อเสียด ๑ ความ หนาว ๑ ความร้อน ๑ ความเกียจคร้าน ๑ สุธาโภชน์นี้มีรสสูงสุด.
น กปฺปติ มาตลิ มยฺห ภุญฺชิตุํ ปุพฺเพ อทตฺวา อิติ เม วตุตฺตมํ น จาปิ เอกาสนมรียปูชิตํ อสํวิภาคี จ สุขํ น วินฺทติ ฯ
ดูกรมาตลี การที่ยังไม่ให้ก่อนแล้วบริโภค ไม่สมควรแก่เรา วัตรของ เราดังนี้เป็นวัตรอันอุดม อนึ่ง การบริโภคคนเดียวพระอริยเจ้าไม่บูชา และบุคคลผู้มิได้แบ่งให้ ย่อมไม่ได้ประสบความสุข.
|๒๗๓.๑| ถีฆาตกา เยเกจิเม ปรทาริกา มิตฺตทฺทุโน เย จ สปนฺติ สุพฺพเต สพฺเพว เต มจฺฉริปญฺจมาธมา ตสฺมา อทตฺวา อุทกมฺปิ นาสฺมิเย ฯ |๒๗๓.๒| โสหิตฺถิยา วา ปุริสสฺส วา ปน ทสฺสามิ ทานํ วิทุสมฺปวณฺณิตํ สทฺธา วทญฺญู อิธ วีตมจฺฉรา ภวนฺติ เหเต สุจิสจฺจสมฺมตา ฯ
ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง เป็นผู้ฆ่าหญิง คบหาภรรยาของชายอื่น ประทุษร้าย ต่อมิตร และด่าสมณพราหมณ์ผู้มีวัตรดีงาม ชนเหล่านั้นทั้งปวงทีเดียว มีความตระหนี่เป็นที่ ๕ เป็นคนเลวทราม เพราะเหตุนั้น อาตมาไม่ได้ให้ ก่อนแล้วไม่ดื่มแม้กระทั่งน้ำ อาตมาจักให้ทานที่ท่านผู้รู้สรรเสริญแล้ว แก่หญิงหรือชาย เพราะว่า ท่านเหล่านั้นเป็นผู้มีศรัทธา รู้ความประสงค์ ของผู้ขอ ปราศจากความตระหนี่ บัณฑิตยกย่องว่า เป็นผู้สะอาด และ มีความสุขในโลกนี้.
|๒๗๔.๑| อโต มตา เทววเรน เปสิตา กญฺญา จตสฺโส กนกตฺตจูปมา อาสา จ สทฺธา จ สิรี ตโต หิรี ตํ อสฺสมํ อาคมุ ยตฺถ โกสิโย ฯ |๒๗๔.๒| ตา ทิสฺวา สพฺพา ปรมปฺปโมทิตา สุเภน วณฺเณน สิขาริวคฺคิโน กญฺญา จตสฺโส จตุโร จตุทฺทิสา อิจฺจาพฺรวี มาตลิโนว สมฺมุขา ฯ |๒๗๔.๓| ปุริมํ ทิสํ กา ตฺวํ ปภาสิ เทวเต อลงฺกตา ตารวราว โอสธี ปุจฺฉามิ ตํ กญฺจนเวลฺลิวิคฺคเห อาจิกฺข เม ตฺวํ กตมาสิ เทวตา ฯ
ลำดับนั้น นางเทพกัญญา ๔ องค์ คือ นางอาสา นางศรัทธา นางสิริ และนางหิริ ผู้มีผิวพรรณเปรียบดังทองคำ ซึ่งท้าวสักกะผู้ประเสริฐกว่า เทวดาทรงอนุมัติส่งไปแล้ว ได้ไปยังอาศรมอันเป็นที่อยู่ของโกสิยดาบส โกสิยดาบสได้เห็นนางเทพกัญญาทั้งปวงนั้น ผู้บันเทิงอย่างยิ่ง มี ผิวพรรณงามดังเปลวเพลิง จึงได้กล่าวกะนางเทพกัญญาทั้ง ๔ ในทิศ ทั้ง ๔ ต่อหน้ามาตลีเทพสารถีว่า ดูกรเทวดาในบุรพทิศ ท่านผู้ประดับ ประดาแล้ว งดงามดังดวงดาวประกายพฤกษ์ อันประเสริฐกว่าดาวทั้งหลาย ท่านมีชื่อว่าอย่างไร จงบอกไป ดูกรเทวดาผู้มีร่างกายคล้ายกับรูปทองคำ อาตมาขอถามท่าน ท่านจงบอกแก่อาตมา ท่านเป็นเทวดาอะไร.
|๒๗๕.๑| สิราห เทวี มนุเชสุ ปูชิตา อปาปสตฺตูปนิเสวินี สทา สุธาวิวาเทน ตวนฺติมาคตา ตํ มํ สุธาย วรปญฺญ ภาชย ฯ |๒๗๕.๒| ยสฺสาหมิจฺฉามิ สุธํ มหามุนิ โส สพฺพกาเมหิ นโร ปโมทติ สิรีติ มํ ชานาหิ ชูหตุตฺตม ตํ มํ สุธาย วรปญฺญ ภาชย ฯ
ดิฉันชื่อว่า สิริเทวี ได้รับการบูชาในหมู่มนุษย์ เป็นผู้ไม่เสพสัตว์ลามก ทุกเมื่อ มาสู่สำนักของพระคุณเจ้า เพราะความทะเลาะกันด้วยสุธาโภชน์ ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้มีปัญญาอันประเสริฐ ขอพระคุณเจ้าจงแบ่งสุธาโภชน์ นั้นให้ดิฉันบ้าง ข้าแต่ท่านมหามุนีผู้สูงสุดกว่าผู้บูชาทั้งหลาย ดิฉัน ปรารถนาความสุขแก่นรชนใด นรชนนั้นย่อมบันเทิงด้วยกามคุณารมณ์ ทั้งปวง ขอพระคุณเจ้าจงรู้จักดิฉันว่า สิริ ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้มีปัญญา อันประเสริฐ ขอได้โปรดแบ่งสุธาโภชน์นั้นให้ดิฉันบ้าง.
|๒๗๖.๑| สิปฺเปน วิชฺชาจรเณน พุทฺธิยา นรา อุเปตา ปคุณา สกมฺมุนา ตยา วิหีนา น ลภนฺติ กิญฺจิ นํ ตยิทํ น สาธุ ยทิทํ ยตา กตํ ฯ |๒๗๖.๒| ปสฺสามิ โปสํ อลสํ มหคฺฆสํ สุทุกฺกุลีนํปิ อรูปิมํ นรํ ตยานุคุตฺโต สิริ ชาติมามปิ เปเสติ ทาสํ วิย โภควา สุขี ฯ |๒๗๖.๓| ตนฺตํ อสจฺจํ อวิภชฺชเสวินึ ชานามิ มุฬฺหํ วิทุรานุปาตินึ น ตาทิสี อรหติ อาสนูทกํ กุโต สุธา คจฺฉ น มยฺห รุจฺจสิ ฯ
นรชนทั้งหลายผู้ประกอบด้วยศิลปะ วิทยา จรณะ ความรู้ และการงาน ของตน มีความเพียร เป็นผู้ที่ท่านละทิ้งเสียแล้ว ย่อมไม่ได้ประโยชน์ อะไร ความขาดแคลนที่ท่านทำแล้วนั้นไม่ดีเลย อาตมาเห็นนรชนผู้เป็น คนเกียจคร้าน บริโภคมาก ทั้งมีตระกูลต่ำ มีรูปแปลก ดูกรนางสิริ บุคคลผู้มีโภคทรัพย์ มีความสุข ย่อมใช้สอยนรชนที่ท่านตามรักษาไว้ แม้จะสมบูรณ์ด้วยชาติ ให้เป็นเหมือนทาส เพราะฉะนั้น อาตมารู้จัก ท่าน (ว่าเป็น) ผู้ไม่มีสัจจะ ไม่รู้สิ่งที่ควรและไม่ควร แล้วคบคนผู้ สมบูรณ์ด้วยศิลปะเป็นต้น เป็นผู้หลง นำผู้รู้ให้ตกไปตาม นางเทพ- กัญญาเช่นท่าน ย่อมไม่สมควรอาสนะและน้ำ ที่ไหนสุธาโภชน์จะ สมควรเล่า เชิญไปเสียเถิด อาตมาไม่ชอบใจท่าน.
|๒๗๗.๑| กา สุกฺกทาฐา ปฏิมุตฺตกุณฺฑลา จิตฺตงฺคทา กมฺพุวิมฏฺฐธารินี โอสิตฺตวณฺณํ ปริทยฺห โสภติ กุสคฺคิรตฺตํ อปิฬยฺห มญฺชรึ ฯ |๒๗๗.๒| มิคีว ภนฺตา สรจาปธารินา วิราธิตา มนฺทมิว อุทิกฺขสิ โก เต ทุติโย อิธ มนฺทโลจเน น ภายสิ เอกิกา กานเน วเน ฯ
ใครเป็นผู้มีฟันขาว สวมกุณฑล มีร่างกายอันวิจิตร ทรงเครื่องประดับ อันเกลี้ยงเกลา ทำด้วยทองคำ นุ่งห่มผ้ามีสีดังสายน้ำหยด ทัดช่อ ดอกไม้สีแดงดังเปลวไฟไหม้หญ้าคา ย่อมงดงาม ท่านเป็นเหมือนนาง เนื้อทรายที่นายพรานยิงผิดแล้ว มองดูอยู่เหมือนดังเขลา ฉะนั้น ดูกร ท่านผู้มีดวงตาอ่อนหวาน ในที่นี้ใครเป็นสหายของท่าน ท่านอยู่ในป่า แต่ผู้เดียว ไม่กลัวหรือ.
น เม ทุติโย อิธมตฺถิ โกสิย มสกฺกสารปฺปภวมฺหิ เทวตา อาสา สุธาสาย ตวนฺติมาคตา ตํ มํ สุธาย วรปญฺญ ภาชย ฯ
ข้าแต่ท่านโกสิยดาบส ในที่นี้ ดิฉันไม่มีสหาย ดิฉันเป็นเทวดาชื่อว่า อาสา เกิดในดาวดึงส์พิภพ มายังสำนักของพระคุณเจ้า เพราะหวังจะ ขอสุธาโภชน์ ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้มีปัญญาอันประเสริฐ ขอได้โปรดแบ่ง สุธาโภชน์นั้นให้ดิฉันบ้าง.
|๒๗๙.๑| อาสาย ยนฺติ วณิชา ธเนสิโน นาวํ สมารุยฺห ปเรนฺติ อณฺณเว เต ตตฺถ สีทนฺติ อโถปิ เอกทา ชินาธนา เอนฺติ วินฏฺฐปาภตา ฯ |๒๗๙.๒| อาสาย เขตฺตานิ กสนฺติ กสฺสกา วปนฺติ พีชานิ กโรนฺตุปายโส อีตีนิปาเตน อวุฏฺฐิตาย วา น กิญฺจิ วินฺทนฺติ ตโต ผลาคมํ ฯ |๒๗๙.๓| อถตฺตการานิ กโรนฺติ ภตฺตุสุ อาสํ ปุรกฺขตฺว นรา สุเขสิโน เต ภตฺตุรตฺถา อติคาฬฺหิตา ปุน ทิสา ปนสฺสนฺติ อลทฺธ กิญฺจิ นํ ฯ |๒๗๙.๔| ชหิตฺว ธญฺญญฺจ ธนญฺจ ญาตเก อาสาย สคฺคาธิมนา สุเขสิโน ตปนฺติ ลูขํปิ ตปํ จิรตฺตรํ กุมฺมคฺคมารุยฺห ปเรนฺติ ทุคฺคตึ ฯ |๒๗๙.๕| อาสา วิสํวาทิกสมฺมตา อิเม อาเส สุธาย วินยสฺสุ อตฺตนิ น ตาทิสี อรหติ อาสนูทกํ กุโต สุธา คจฺฉ น มยฺห รุจฺจสิ ฯ
พ่อค้าทั้งหลายผู้แสวงหาทรัพย์ ย่อมขึ้นเรือแล่นไปในทะเลด้วยความหวัง พ่อค้าเหล่านั้น ย่อมจมลงในทะเลนั้น ในกาลบางครั้ง เขาสิ้นทรัพย์ ทั้งทรัพย์อันเป็นต้นทุนก็สูญหายแล้วกลับมา ชาวนาทั้งหลายย่อมไถนา ด้วยความหวัง หว่านพืชก็กระทำโดยแยบคาย เขาไม่ได้ประสบผล อะไรๆ จากข้าวกล้านั้น เพราะเพลี้ยลงบ้าง เพราะฝนแล้งบ้าง อนึ่ง นรชนทั้งหลายผู้แสวงหาความสุข มุ่งหวังเป็นเบื้องหน้า ย่อมกระทำ การงานของตนเพื่อนาย นรชนเหล่านั้นอันศัตรูเบียดเบียนแล้ว ไม่ได้ ประโยชน์อะไรๆ ย่อมพากันหนีไปสู่ทิศทั้งหลายก็เพื่อประโยชน์แก่นาย สัตว์ทั้งหลายผู้แสวงหาความสุข เป็นผู้ใคร่จะไปสวรรค์ ละทิ้งธัญชาติ ทรัพย์และหมู่ญาติแล้ว บำเพ็ญตบะอันเศร้าหมองอยู่ตลอดกาลนาน เดินทางผิด ย่อมไปสู่ทุคติเพราะความหวัง เพราะฉะนั้น ความหวัง เหล่านี้เขาสมมติว่า ทำให้เคลื่อนคลาดจากความจริง ดูกรนางอาสา ท่าน จงนำความหวังสุธาโภชน์ในตนออกเสียเถิด นางเทพกัญญาเช่นท่าน ย่อมไม่สมควรอาสนะและน้ำ ที่ไหนสุธาโภชน์จะสมควรเล่า เชิญไป เสียเถิด อาตมาไม่ชอบใจท่าน.
ททฺทลฺลมานา ยสสา ยสสฺสินี ชิฆญฺญนามวฺหยนํ ทิสํปติ ปุจฺฉามิ ตํ กญฺจนเวลฺลิวิคฺคเห อาจิกฺข เม ตฺวํ กตมาสิ เทวตา ฯ
ท่านรุ่งเรืองด้วยยศ มียศ เขาเรียกโดยชื่ออันน่าเกลียด เป็นเจ้าทิศ ดูกรนางผู้มีร่างกายคล้ายทองคำ อาตมาขอถามท่าน ขอท่านจงบอก อาตมา ท่านเป็นเทวดาอะไร.
สทฺธาห เทวี มนุเชสุ ปูชิตา อปาปสตฺตูปนิเสวินี สทา สุธาวิวาเทน ตวนฺติมาคตา ตํ มํ สุธาย วรปญฺญ ภาชย ฯ
ดิฉันชื่อว่า ศรัทธาเทวี ได้รับการบูชาในหมู่มนุษย์ เป็นผู้ไม่คบสัตว์ลามก ทุกเมื่อ มายังสำนักของพระคุณเจ้า เพราะวิวาทกันด้วยสุธาโภชน์ ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้มีปัญญาอันประเสริฐ ขอพระคุณเจ้า โปรดแบ่งสุธา- โภชน์นั้นให้ดิฉันบ้าง.
|๒๘๒.๑| ทานํ ทมํ จาคมโถปิ สํยมํ อาทาย สทฺธาย กโรนฺติ เหกทา เถยฺยํ มุสา กูฏมโถปิ เปสุณํ กโรนฺติ เหเก ปุน วิจฺจุตา ตยา ฯ |๒๘๒.๒| ภริยาสุ โปโส สทิสีสุ เปกฺขวา สีลูปปนฺนาสุ ปติพฺพตาสุปิ วิเนตฺวา ฉนฺทํ กุลิตฺถิยาสุปิ กโรติ สทฺธํ ปุน กุมฺภทาสิยา ฯ |๒๘๒.๓| ตฺวเมว สทฺเธ ปรทารเสวินี ปาปํ กโรสี กุสลํ นิริญฺจสิ น ตาทิสี อรหติ อาสนูทกํ กุโต สุธา คจฺฉ น มยฺห รุจฺจสิ ฯ
ก็ในกาลบางคราว มนุษย์ทั้งหลายถือเอาทาน การให้บ้าง ทมะ การฝึกฝน บ้าง จาคะ การบริจาคบ้าง สัญญมะ ความสำรวมบ้าง แล้วกระทำด้วย ศรัทธา แต่มนุษย์พวกหนึ่งกระทำโจรกรรมบ้าง พูดเท็จบ้าง ล่อลวง บ้าง ส่อเสียดบ้าง ท่านอย่าประกอบต่อไป บุรุษผู้มีความเพ่งเล็งใน ภรรยาทั้งหลาย ผู้สม่ำเสมอกัน ผู้ประกอบด้วยศีล ผู้มีวัตรในการปฏิบัติ สามีดี ย่อมนำความพอใจในกุลสตรีออกเสีย กลับไปทำความเชื่อตาม คำของนางกุมภทาสี ดูกรนางศรัทธา ท่านนั่นแล เป็นผู้ให้ชายอื่นคบหา ภรรยาของผู้อื่น ท่านย่อมทำบาป ละทิ้งกุศล นางเทพกัญญาเช่นท่าน ย่อมไม่สมควรอาสนะและน้ำ ที่ไหนสุธาโภชน์จะสมควรแก่ท่านเล่า เชิญท่านไปเสียเถิด อาตมาไม่ชอบใจท่าน.
|๒๘๓.๑| ชิฆญฺญรตฺตึ อรุณสฺมิมูหเต ยา ทิสฺสติ อุตฺตมรูปวณฺณินี ตถูปมา มํ ปฏิภาสิ เทวเต อาจิกฺข เม ตฺวํ กตมาสิ อจฺฉรา ฯ |๒๘๓.๒| กาฬา นิทาเฆริว อคฺคิชาริว อนิเลริตา โลหิตปตฺตมาลินี กา ติฏฺฐสี มนฺทมิคาว โลกยํ ภาเสสมานาว คิรํ น มุญฺจสิ ฯ
เมื่ออรุณขึ้นไปในที่สุดแห่งราตรี นางเทพธิดาใด เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งรูปอัน อุดมปรากฏอยู่ ดูกรเทวดา ท่านเปรียบเหมือนนางเทพธิดานั้น จะพูด กะอาตมาหรือ ขอท่านจงบอกกะอาตมา ท่านเป็นนางอัปสรอะไร ท่าน มีชื่อว่าอะไร ยืนอยู่ดังเถาวัลย์ดำในฤดูร้อน และดังเปลวไฟอันห้อม ล้อมด้วยใบไม้สีแดงถูกลมพัดดูงาม ฉะนั้น ท่านดูเหมือนจะพูด แต่มิได้ เปล่งถ้อยคำออกมา แลดูอยู่ดังนางเนื้อเขลา ฉะนั้น.
หิราห เทวี มนุเชสุ ปูชิตา อปาปสตฺตูปนิเสวินี สทา สุธาวิวาเทน ตวนฺติมาคตา สาหํ น สกฺโกมิ สุธํปิ ยาจิตุํ โกปินรูปา วิย ยาจนิตฺถิยา ฯ
ดิฉันชื่อว่าหิริเทวี ได้รับการบูชาในหมู่มนุษย์ ไม่เสพสัตว์ลามกทุกเมื่อ มา ยังสำนักของพระคุณเจ้า เพราะวิวาทกันด้วยสุธาโภชน์ ดิฉันนั้นไม่ อาจจะขอสุธาโภชน์กับพระคุณเจ้า เพราะการขอของหญิง ดูเหมือนจะ เป็นกิริยาที่น่าละอาย.
|๒๘๕.๑| ธมฺเมน ญาเยน สุคตฺเต ลจฺฉสิ เอโส หิ ธมฺโม น หิ ยาจนา สุธา ตํ ตํ อยาจนฺติมหํ นิมนฺตเย สุธํ ยํ ยญฺจิจฺฉสิ ตํปิ ทมฺมิ เต ฯ |๒๘๕.๒| สา ตฺวํ มยา อชฺช สกมฺหิ อสฺสเม นิมนฺติตา กญฺจนเวลฺลิวิคฺคเห ตุวญฺหิ เม สพฺพรเสหิ ปูชิตา ตํ ปูชยิตฺวาน สุธํปิ อสฺมิเย ฯ
ดูกรท่านผู้มีร่างกายอันงดงาม ท่านจักได้ตามอุบายที่ชอบ นี้เป็นธรรม ทีเดียว ท่านจะได้สุธาโภชน์เพราะการขอก็หาไม่ เพราะฉะนั้น อาตมา พึงเชื้อเชิญท่านผู้มิได้ขอสุธาโภชน์ใดๆ อาตมาจะให้สุธาโภชน์แม้ นั้นๆ แก่ท่าน ดูกรท่านผู้มีร่างกายอันงดงามคล้ายทองคำ วันนี้ อาตมา ขอเชิญท่านไปในอาศรมของอาตมา อาตมาจะบูชาท่านด้วยรสทุกอย่าง ครั้นบูชาแล้วจึงจักให้บริโภคสุธาโภชน์.
|๒๘๖.๑| สา โกสิเยนานุมตา ชุตีมตา อทฺธา หิรี รมฺมํ ปาวิสิยสฺสมํ อุทกวนฺตํ ผลมริยปูชิตํ อปาปสตฺตูปนิเสวินี สทา ฯ |๒๘๖.๒| รุกฺขคฺคหนา พหุเกตฺถ ปุปฺผิตา อมฺพา ปิยาลา ปนสา จ กึสุกา โสภญฺชนา โลทฺทมโถปิ ปทฺมกา เกตกา จ ภงฺคา ติลกา จ ปุปฺผิตา ฯ |๒๘๖.๓| สาลา กเรรี พหุเกตฺถ ชมฺพุโย อสฺสตฺถนิโคฺรธมธุกา จ เวทิสา อุทฺทาลกา ปาตลิ สินฺทุวาริตา มนุญฺญคนฺธา มุจฺจลินฺทเกตกา ฯ |๒๘๖.๔| หเรณุกา เวลุกา เวณุติณฺฑุกา สามากนิวารมโถปิ จีนกา โมจา กทลี พหุเกตฺถ สาลิโย ปวีหโย อาภุชิโน จ ตณฺฑุลา ฯ |๒๘๖.๕| ตสฺส จ อุตฺตรปสฺเสน ชาตา โปกฺขรณี สิวา อกกฺกสา อปพฺภารา สาธุ อปฺปฏิคนฺธิกา ฯ |๒๘๖.๖| ตตฺถ มจฺฉา สนฺนิรตา เขมิโน พหุโภชนา สิงฺคุสวงฺกา สกุลา สตวงฺกา จ โรหิตา อาลิคคฺครกากิณฺณา ปาฏินา กากมจฺฉกา ฯ |๒๘๖.๗| ตตฺถ ปกฺขี สนฺนิรตา เขมิโน พหุโภชนา หํสา โกญฺจา มยูรา จ จากวากา จ กุกฺกุหา กุณาลกา พหู จิตฺรา สิขณฺฑี ชีวชีวกา ฯ |๒๘๖.๘| ตตฺถ ปาณา สมายนฺติ นานามิคคณา พหู สีหา พฺยคฺฆา วราหา จ อจฺฉโกกตรจฺฉโย ฯ |๒๘๖.๙| ปลสทา จ ควชา มหิสา โรหิตา รุรู เอเณยฺยา จ วราหา จ คณิโน นีกสูกรา ฯ กทลิมิคา พหูเกตฺถ วิฬารา สสกณฺณิกา ฉมาคิรี ปุปฺผวิจิตฺรสนฺถตา ทิชาภิฆุฏฺฐา ทิชสงฺฆเสวิตา ฯ
นางหิริเทพธิดานั้น ผู้ไม่คบสัตว์ลามกในกาลทุกเมื่อ อันโกสิยดาบสผู้ มีความรุ่งเรืองอนุมัติแล้ว ได้เข้าไปสู่อาศรมอันน่ารื่นรมย์ สมบูรณ์ด้วย น้ำและผลไม้ อันท่านผู้ประเสริฐบูชาแล้ว ณ ที่ใกล้อาศรมนั้น มี รุกขชาติเป็นอันมาก กำลังผลิดอกออกผล คือ มะม่วง มะหาด ขนุน ทองกวาว มะรุม อีกทั้งต้นโลท บัวบก การเกต จันทน์กระพ้อ หมาก หอมควาย กำลังออกดอกสะพรั่ง ในที่ใกล้อาศรมนั้นมากไปด้วยต้นไม้ ใหญ่ๆ คือ ต้นสาละ ต้นกุ่ม ต้นหว้า ต้นโพธิ์ ต้นไทร ต้นมะทราง ไม้ยางทราย ราชพฤกษ์ แคฝอย ต้นจิก ต้นลำเจียก มีกิ่งก้านห้อยย้อย ลงมา กำลังส่งกลิ่นหอมน่ายวนใจ ถั่วแระ อ้อแรม ถั่วป่า ต้นมะพลับ ข้าวฟ่าง ลูกเดือย ถั่วเหลืองเมล็ดเล็ก กล้วยไม่มีเมล็ด ข้าวสาลี ข้าวเปลือก ราชดัด ข้าวสารที่เกิดเองมีอยู่เป็นอันมากที่อาศรมนั้น มี สระโบกขรณีที่เกิดเอง งดงามไม่ขุ่น มีท่าราบเรียบ น้ำใสจืดสนิท ไม่ มีกลิ่นเหม็น อนึ่ง ในสระโบกขรณีนั้น มีปลาต่างๆ ชนิด คือ ปลาดุก ปลากระทุงเหว ปลากราย กุ้ง ปลาตะเพียน ปลาฉลาด ปลากา ว่ายอยู่คลาคล่ำในสระโปกขรณีอันมีขอบคัน เป็นปลาที่ปล่อย มีเหยื่อมากชนิด มีนกต่างๆ ชนิด คือ หงส์ นกกระเรียน นกยูง นกจากพราก นกออก นกดุเหว่าลาย นกเงือก นกโพระดก มีอยู่ มากมาย มีขนปีกอันวิจิตร พากันจับอยู่อย่างสบาย ปลอดภัย มีอาหาร มาก มีสัตว์และหมู่เนื้อนานาชนิดมากมาย คือ ราชสีห์ เสือโคร่ง ช้าง หมี เสือปลา เสือดาว แรด โคลาน กระบือ ละมั่ง กวาง เนื้อทราย หมูป่า ระมาด หมูบ้าน กวางทอง แมว กระต่าย วัวกระทิง มีอยู่มาก พื้นดินหินเขา ดาดาษงามวิจิตรด้วยดอกไม้ ทั้งฝูงนกก็ส่ง เสียงร้องกึกก้อง เป็นที่อยู่อาศัยของหมู่ปักษี.
|๒๘๗.๑| สา สุตฺตจา นีลทุมาภิลมฺพิตา วิชฺชุมหาเมฆริวานุปชฺชถ ตสฺสา สุสมฺพนฺธสิรํ กุสามยํ สุจึ สุคนฺธํ อชินูปเสวิตํ อตฺริจฺฉโกจฺฉํ หิริเมตทพฺรวิ นิสีท กลฺยาณิ สุขยิทมาสนํ ฯ |๒๘๗.๒| ตสฺสา ตทา โกจฺฉคตาย โกสิโย ยทิจฺฉมานาย ชฏาชุตินฺธโร นเวหิ ปตฺเตหิ สยํ สหูทกํ สุธาภิหาสี ตุริโต มหามุนิ ฯ |๒๘๗.๓| สา ตํ ปฏิคฺคยฺห อุโภหิ ปาณิภิ อิจฺจาพฺรวี อตฺตมนา ชฏาธรํ หนฺทาหํ เอตรหิ ปูชิตา ตยา คจฺเฉยฺยํ พฺรหฺเม ติทิวํ ชิตาวินี ฯ |๒๘๗.๔| สา โกสิเยนานุมตา ชุตีมตา อุทีริตา วณฺณมเทน มตฺตา สกาเส คนฺตฺวาน สหสฺสจกฺขุโน อยํ สุธา วาสว เทหิ เม ชยํ ฯ |๒๘๗.๕| ตเมนํ สกฺโกปิ ตทา อปูชยิ สหินฺทเทวา สุรกญฺญมุตฺตมํ สา ปญฺชลี เทวมนุสฺสปูชิตา นวมฺหิ โกจฺฉมฺหิ ยทา อุปาวิสิ ฯ
นางหิริเทพธิดานั้น ผู้มีผิวพรรณงดงาม ทัดดอกไม้เขียวเดินเข้าไปยัง อาศรม ดังสายฟ้าแลบในก้อนเมฆใหญ่ โกสิยดาบสได้จัดตั่งอันมีพนัก ที่ถักไว้เรียบร้อย สำเร็จด้วยหญ้าคา สะอาด มีกลิ่นหอม ลาดด้วยหนัง ชะมด เพื่อนางหิริเทพธิดานั้น แล้วได้กล่าวว่า ดูกรนางงาม เชิญนั่ง ที่อาสนะนี้ตามสบายเถิด ในกาลนั้น เมื่อนางหิริเทพธิดานั่งบนตั่งแล้ว โกสิยมหามุนีผู้ทรงชฎาอันรุ่งเรือง ได้รีบนำสุธาโภชน์มาพร้อมกับน้ำ ด้วยใบบัวใหม่ๆ ด้วยตนเอง เพื่อจะให้พอความประสงค์ นางหิริเทพ ธิดามีความปลื้มใจ รับสุธาโภชน์ด้วยมือทั้งสอง แล้วได้กล่าวกะโกสิย- ดาบสผู้ทรงชฎาว่า ข้าแต่ท่านผู้ประเสริฐ เอาละ ดิฉันเป็นผู้อันพระคุณ เจ้าบูชาแล้ว ได้ชัยชนะแล้ว จะพึงไปสู่ไตรทิพย์ในบัดนี้ นางหิริเทพธิดา นั้น เป็นผู้มัวเมาแล้ว ด้วยความเมาในผิวพรรณ อันโกสิยดาบสกล่าว อนุญาตแล้ว ได้กลับไปในสำนักของท้าวสหัสสนัยน์ แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่ท้าววาสวะ นี่สุธาโภชน์ ขอพระองค์จงพระราชทานชัยชนะแก่ หม่อมฉัน แม้ท้าวสักกะก็ได้ทรงบูชานางหิริเทพธิดาในกาลนั้น เทวดา พร้อมด้วยพระอินทร์ ได้พากันบูชานางสุกัญญาผู้อุดม นางหิริเทพธิดา นั้นเข้าไปนั่งบนตั่งใหม่ ในกาลใด ในกาลนั้น เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ประคองอัญชลีบูชาแล้ว.
ตเมว อสํสี ปุนเทว มาตลึ สหสฺสเนตฺโต ติทสานมินฺโท คนฺตฺวาน วากฺยํ มม พฺรูหิ โกสิยํ อาสาย สทฺธาย สิริยา จ โกสิย หิรี สุธํ เกนมลตฺถ เหตุนา ฯ
ท้าวสหัสนัยน์ผู้เป็นจอมแห่งชาวไตรทศ ได้ตรัสกะมาตลีเทพสารถีนั้น ต่อไปว่า ท่านจงไปถามท่านโกสิยดาบสตามคำของเราว่า ข้าแต่ท่าน โกสิยะ เว้นนางอาสาเทพธิดา นางศรัทธาเทพธิดา และนางสิริเทพธิดา นางหิริเทพธิดาผู้เดียวได้สุธาโภชน์ เพราะเหตุอะไร.
|๒๘๙.๑| ตํ สุปฺลวตฺถํ อุทตารยี รถํ ททฺทลฺลมานํ อุปกฺรียสาทิสํ ชมฺโพนทีสํ ตปเนยฺยสนฺนิภํ อลงฺกตํ กญฺจนจิตฺตสนฺถตํ ฯ |๒๘๙.๒| สุวณฺณจนฺเทตฺถ พหู นิปาติตา หตฺถี ควสฺสา กึปุริสพฺยคฺฆทีปิโย เอเณยฺยกา ลงฺฆมเยตฺถ ปกฺขิโน มิเคตฺถ เวฬุริยมยา ยูถายุตา ฯ |๒๘๙.๓| ตตฺถสฺสราชหริโย อโยชยุํ ทสสตานิ สุสุนาคสาทิเส อลงฺกเต กญฺจนชาลุรจฺฉเท อาเวลิเน สทฺทคเม อสงฺคิเต ฯ |๒๘๙.๔| ตํ ยานเสฏฺฐํ อภิรุยฺห มาตลิ ทส ทิสา อิมา อภินาทยิตฺถ นภญฺจ เสลญฺจ วนปฺปติญฺจ สสาครํ ปพฺยตยิตฺถ เมทนึ ฯ |๒๘๙.๕| ส ขิปฺปเมว อุปคมฺม อสฺสมํ ปาวารเมกํสกโต กตญฺชลี พหุสฺสุตํ วุฑฺฒํ วินีตวตฺตํ อิจฺจพฺรวี มาตลิ เทวพฺราหฺมณํ ฯ |๒๘๙.๖| อินฺทสฺส วากฺยํ นิสาเมหิ โกสิย ทูโต อหํ ปุจฺฉติ ตํ ปุรินฺทโท อาสาย สทฺธาย สิริยา จ โกสิย หิรี สุธํ เกนมลตฺถ เหตุนา ฯ
มาตลีเทพสารถี ขึ้นรถอันเลื่อนลอยไปตามสบาย รุ่งเรืองเช่นกับเครื่อง ใช้สอย มีงอนอันแล้วไปด้วยทองชมพูนุท มีสีแดงคล้ายทองคำ ประดับ ประดาแล้ว ประกอบไปด้วยเครื่องลาดทองคำงามวิจิตร ในรถนี้มีรูป ภาพมากมาย คือ รูปพระจันทร์ รูปช้าง รูปโค รูปม้า รูปกินนร รูป เสือโคร่ง รูปเสือเหลือง รูปเนื้อทราย ล้วนแล้วไปด้วยทองคำ และ มีรูปนกทั้งหลาย อันล้วนแล้วด้วยรัตนะต่าง ๆ ดุจกระโดดโลดเต้นอยู่ รูปเนื้อในรถนั้นจัดไว้เป็นหมู่ๆ ล้วนแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ เทพบุตรทั้ง หลายเทียมม้าอัศวราชมีสีเหลืองดังทองคำ ประมาณหมื่นตัว คล้ายดัง ช้างหนุ่มมีกำลังประดับประดาแล้ว มีเครื่องทับทรวงด้วยข่ายทองคำ มีภู่ ห้อยหู ไปโดยเสียงปกติไม่ขัดข้อง มาตลีเทพสารถีขึ้นสู่ยานอัน ประเสริฐนั้นแล้ว บันลือแล้วตลอดสิบทิศนี้ ยังท้องฟ้า ภูเขา และต้นไม้ ใหญ่อันเป็นเจ้าไพร พร้อมทั้งสาคร ตลอดทั้งเมทนีดล ให้หวั่นไหว มาตลีเทพสารถีนั้น รีบเข้าไปในอาศรมอย่างนี้แล้ว กระทำผ้าทิพ ประพารเฉวียงบ่าข้างหนึ่งแล้ว กล่าวกะท่านโกสิยดาบส ผู้เป็นพหูสูต ผู้เจริญ มีวัตรอันแนะนำดีแล้ว ผู้เป็นพราหมณ์ ผู้ประเสริฐว่า ข้าแต่ ท่านโกสิยดาบส เชิญท่านฟังพระดำรัสของพระอินทร์ ข้าพเจ้าเป็นทูต ท้าวปุรินททะตรัสถามท่านว่า ข้าแต่ท่านโกสิยดาบส เว้นนางอาสา เทพธิดา นางศรัทธาเทพธิดา และนางสิริเทพธิดา นางหิริเทพธิดาผู้เดียว ได้สุธาโภชน์ เพราะเหตุอะไร.
อทฺธา สิรี มํ ปฏิภาติ มาตลิ สทฺธา อนิจฺจา ปน เทวสารถิ อาสา วิสํวาทิกสมฺมตา หิ เม หิรี จ อริยมฺหิ คุเณ ปติฏฺฐิตา ฯ
ดูกรมาตลีเทพสารถี นางสิริเทพธิดาตอบอาตมาว่า "แน่" ส่วนนาง ศรัทธาเทพธิดาตอบอาตมาว่า "ไม่เที่ยง" นางอาสา อาตมาเข้าใจว่า เป็นผู้กล่าวเคลื่อนคลาดจากความจริง ส่วนนางหิริเทพธิดาตั้งอยู่ในคุณ อันประเสริฐ.
|๒๙๑.๑| กุมาริโย ยาจิมา โคตฺตรกฺขิตา ชิณฺณา จ ยา จ สภตฺตุอิตฺถิโย ตา ฉนฺทราคํ ปุริเสสุ อุคฺคตํ หิริยา นิวาเรนฺติ สจิตฺตมตฺตโน ฯ |๒๙๑.๒| สงฺคามสีเส สรสตฺติสํยุเต ปราชิตานํ ปตตํ ปลายินํ หิริยา นิวตฺตนฺติ ชหิตฺวาน ชีวิตํ เต สมฺปฏิจฺฉนฺติ ปุน หิรีมนา ฯ |๒๙๑.๓| เวลา ยถา สาครเวควาริณี อยํ หิรี ปาปชนํ นิวาริณี ตํ สพฺพโลเก หิริมรียปูชิตํ อินฺทสฺส ตํ เวทย เทวสารถิ ฯ
นางกุมารีก็ดี หญิงที่สกุลรักษาแล้วก็ดี หญิงหม้ายก็ดี หญิงมีสามีก็ดี รู้ฉันทราคะ ที่เกิดแรงกล้าในบุรุษทั้งหลายแล้ว ห้ามกันจิตของตนได้ ด้วยหิริ เปรียบเหมือนบรรดาพวกนักรบผู้แพ้ในสนามรบ ที่ต่อสู้กันด้วย ลูกศรและหอกแล้วล้มลงและกำลังหนีไป นักรบเหล่าใดยอมสละชีวิต กลับมาได้ด้วยหิริ นักรบเหล่านั้นเป็นคนละอายใจ ย่อมมารับนายอีก ฉะนั้น นางหิริเทพธิดานี้ เป็นผู้ห้ามนรชนเสียจากบาป เปรียบเหมือน ทำนบเป็นที่กั้นกระแสน้ำเชี่ยวไว้ได้ ฉะนั้น ดูกรเทพสารถี เพราะ เหตุนั้น ท่านจงกราบทูลแด่พระอินทร์ว่า นางหิริเทพธิดานั้น อันท่าน ผู้ประเสริฐบูชาแล้วในโลกทั้งปวง.
โก เต อิมํ โกสิย ทิฏฺฐิโมทหิ พฺรหฺมา มหินฺโท อถวา ปชาปติ หิราย เทเวสุปิ เสฏฺฐสมฺมตา ธีตา มหินฺทสฺส มเหสิ ชายถ ฯ
ข้าแต่ท่านโกสิยดาบสผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ท้าวมหาพรหม ท้าว มหินทร์ หรือท้าวปชาบดี ใครเล่าเข้าใจความเห็นนี้ของพระคุณเจ้า นางหิริเทพธิดานี้เป็นธิดาของท้าวมหินทร์ ได้รับยกย่องว่า เป็นผู้ ประเสริฐสุดแม้ในเทวดาทั้งหลาย.
หนฺเทหิทานิ ติทิวํ อปกฺกม รถํ สมารุยฺห มมายิตํ อิทํ อินฺโท จ ตํ อินฺทสโคตฺต กงฺขติ อชฺเชว ตฺวํ อินฺทสหพฺยตํ วช ฯ
ขอเชิญพระคุณเจ้ามาขึ้นรถอันเป็นของข้าพเจ้านี้ ไปสู่ไตรทิพย์ ในกาล บัดนี้เถิด ข้าแต่ท่านผู้มีโคตรเสมอด้วยพระอินทร์ ทั้งพระอินทร์ก็ทรง หวังพระคุณเจ้าอยู่ ขอพระคุณเจ้าจงถึงความเป็นสหายกับพระอินทร์ ในวันนี้เถิด.
เอวํ วิสุชฺฌนฺติ อปาปกมฺมิโน อโถ สุจิณฺณสฺส ผลํ น นสฺสติ เยเกจิ อทฺทกฺขุํ สุธาโภชนํ สพฺเพว เต อินฺทสหพฺยตํ คตาติ ฯ
สัตว์ทั้งหลายผู้ไม่กระทำบาปกรรม ย่อมหมดจดได้ด้วยอาการอย่างนี้ อนึ่ง ผลของกรรมที่บุคคลประพฤติดีแล้วย่อมไม่เสื่อมสูญสัตว์เหล่าใด เหล่าหนึ่งได้เห็นสุธาโภชน์แล้ว สัตว์เหล่านั้นทั้งหมดทีเดียว ถึงความ เป็นสหายกับพระอินทร์.
หิรี อุปฺปลวณฺณาสิ โกสิโย ทานปติ ภิกฺขุ อนุรุทฺโธ ปญฺจสิโข อานนฺโท อาสิ มาตลิ สุริโย กสฺสโป ภิกฺขุ โมคฺคลฺลาโนสิ จนฺทิมา นารโท สารีปุตฺโตสิ สมฺพุทฺโธ อาสิ วาสโวติ ฯ สุธาโภชนชาตกํ ตติยํ ฯ ---------
นางหิริเทพธิดาเป็นนางอุบลวรรณา โกสิยดาบสเป็นภิกษุเจ้าของทาน ปัญจสิขเทพบุตรเป็นพระอนุรุทธะ มาตลีเทพสารถีเป็นพระอานนท์ สุริยเทพบุตรเป็นพระกัสสป จันทเทพบุตรเป็นพระโมคคัลลานะ นารท- ดาบสเป็นพระสารีบุตร ท้าววาสวะเป็นพระตถาคตสัมมาสัมพุทธเจ้า ฉะนี้แล. จบ สุธาโภชนชาดกที่ ๓.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕) ว่าด้วยอาหารทิพย์ (โกสิยเศรษฐีกราบทูลท้าวสักกะว่า)
ของนี้ข้าพเจ้าก็ไม่ได้ซื้อมา ทั้งไม่ได้ขายและไม่ได้สะสมไว้ในที่นี้ มีอยู่เพียงนิดหน่อย ได้มาแสนยาก ข้าวสุกแล่งหนึ่งไม่เพียงพอสำหรับคนสองคน (ท้าวสักกะได้สดับดังนั้น จึงตรัสว่า)
บุคคลควรให้แต่น้อยจากของที่มีน้อย ควรให้พอปานกลางจากของที่มีพอปานกลาง ควรให้มากจากของที่มีมาก ชื่อว่าการไม่ให้ย่อมไม่ควร
ท่านโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอบอกท่านว่า ท่านจงให้ทานและจงบริโภค จงขึ้นสู่ทางของพระอริยะ ผู้กินคนเดียวย่อมไม่ได้ความสุข (เมื่อท้าวสักกะประทับนั่ง จันทเทพบุตรจึงเข้าไปหาโกสิยเศรษฐีแล้ว กล่าวว่า)
ผู้ใดเมื่อแขกนั่งอยู่แล้วยังบริโภคอาหารแต่ผู้เดียว การบูชาของผู้นั้นเป็นโมฆะ แม้ความบากบั่นแสวงหาทรัพย์ของเขาก็เป็นโมฆะ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๑๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕)
ท่านโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอบอกท่านว่า ท่านจงให้ทานและจงบริโภค จงขึ้นสู่ทางของพระอริยะ ผู้กินคนเดียวย่อมไม่ได้ความสุข (ต่อจากนั้นสุริยเทพบุตรเข้าไปหาแล้วกล่าวว่า)
ผู้ใดเมื่อแขกนั่งอยู่แล้วไม่บริโภคอาหารแต่ผู้เดียว การบูชาของผู้นั้นย่อมมีผล แม้ความบากบั่นแสวงหาทรัพย์ของเขาก็มีผล
ท่านโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอบอกท่านว่า ท่านจงให้ทานและจงบริโภค จงขึ้นสู่ทางของพระอริยะ ผู้กินคนเดียวย่อมไม่ได้ความสุข (ต่อจากนั้น มาตลีเทพบุตรเข้าไปหาแล้วกล่าวว่า)
ก็บุคคลใดเข้าไปยังแหล่งน้ำบางแห่ง แล้วบูชาที่แม่น้ำหลายสายบ้าง ที่สระโบกขรณีชื่อว่าคยาบ้าง ที่ท่าน้ำชื่อโทณะและท่าน้ำชื่อติมพรุบ้าง ที่ห้วงน้ำใหญ่อันมีกระแสเชี่ยวบ้าง
ผู้ใดเมื่อแขกนั่งอยู่แล้วไม่บริโภคอาหารแต่ผู้เดียว การบูชาของเขาในที่นั้น และความบากบั่นแสวงหาทรัพย์ของเขาในที่นั้นย่อมมีผล
ท่านโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอบอกท่านว่า ท่านจงให้ทานและจงบริโภค จงขึ้นสู่ทางของพระอริยะ ผู้กินคนเดียวย่อมไม่ได้ความสุข (ต่อจากนั้น ปัญจสิขเทพบุตรเข้าไปหาแล้วกล่าวว่า)
ส่วนผู้ใดเมื่อแขกนั่งอยู่แล้วยังบริโภคอาหารแต่ผู้เดียว ผู้นั้นชื่อว่ากลืนเบ็ดพร้อมทั้งเหยื่อที่มีสายยาว
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๑๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕)
ท่านโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอบอกท่านว่า ท่านจงให้ทานและจงบริโภค จงขึ้นสู่ทางของพระอริยะ ผู้กินคนเดียวย่อมไม่ได้ความสุข (โกสิยเศรษฐีเห็นฤทธิ์ของพราหมณ์เหล่านั้น จึงถามว่า)
พราหมณ์เหล่านี้มีผิวพรรณงามจริงหนอ เพราะเหตุอะไร สุนัขของพวกท่านจึงเปลี่ยนสีได้ต่างๆ นานา ข้าแต่ท่านพราหมณ์ทั้งหลาย ขอท่านจงบอกข้าพเจ้า พวกท่านเป็นใครกัน (ท้าวสักกเทวราชตรัสว่า)
เหล่าเทพที่มา ณ ที่นี้ คือ จันทเทพบุตร และสุริยเทพบุตรทั้ง ๒ ส่วนผู้นี้คือมาตลีเทพสารถี เราคือท้าวสักกะผู้เป็นจอมแห่งเทพชั้นไตรทศ และผู้นี้ชื่อว่าปัญจสิขเทพบุตร (ท้าวสักกเทวราชเมื่อจะทรงสรรเสริญยศของปัญจสิขเทพบุตรนั้น จึงตรัสว่า)
เสียงปรบมือ ๑ ตะโพน ๑ กลอง ๑ เปิงมาง ๑ ย่อมปลุกเทพบุตรผู้หลับแล้วนั้นให้ตื่นขึ้น เทพบุตรผู้ตื่นขึ้นแล้วย่อมร่าเริงยินดี
คนผู้ตระหนี่เห็นแก่ตัวเหล่านี้ บางพวกมักด่าว่าสมณะและพราหมณ์ เมื่อทอดทิ้งร่างกายไว้ในโลกนี้ หลังจากตายแล้วย่อมไปสู่นรก
คนผู้หวังสุคติเหล่านี้ บางพวกดำรงอยู่ในธรรม คือ ความสำรวมและการจำแนกทาน เมื่อทอดทิ้งร่างกายไว้ในโลกนี้ หลังจากตายแล้วย่อมไปสู่สุคติ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๑๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕)
ท่านเป็นญาติของพวกเราเมื่อชาติก่อน แต่ท่านนั้นเป็นคนตระหนี่ มักโกรธ มีธรรมเลวทราม พวกเรามาที่นี้ก็เพื่อประโยชน์แก่ท่านนั่นเอง ท่านอย่ามีธรรมอันเลวทรามไปตกนรกเลย (โกสิยเศรษฐีได้ฟังดังนั้นมีจิตยินดี จึงกล่าวว่า)
พวกท่านหวังเกื้อกูลข้าพเจ้าอย่างแน่นอน จึงได้พร่ำสอนข้าพเจ้า ข้าพเจ้านั้น จะทำตามที่พวกท่านผู้หวังเกื้อกูลกล่าวทุกประการ
ตั้งแต่วันนี้ไป ข้าพเจ้านั้นจะของดเว้น จะไม่กระทำบาปอะไรๆ อีก อนึ่ง วัตถุอะไรๆ ที่ไม่ให้จะไม่มีแก่ข้าพเจ้า แม้แต่น้ำข้าพเจ้ายังไม่ได้ให้แล้ว ก็จะไม่ยอมดื่ม
ข้าแต่ท้าววาสวะ ก็เมื่อข้าพเจ้าให้อยู่ตลอดกาลทั้งปวงอย่างนี้ ถึงโภคะทั้งหลายของข้าพเจ้าจักหมดสิ้นไป ข้าแต่ท้าวสักกะ ต่อจากนั้น ข้าพเจ้าจะละกามทั้งหลายตามที่มีอยู่แล้วจักบวช (พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)
เทพธิดาเหล่านั้นอันท้าวสักกะผู้ประเสริฐกว่าเทวดา ทรงอภิบาลแล้วบันเทิงอยู่ ณ ภูเขาคันธมาทน์ ซึ่งเป็นภูเขาอันประเสริฐสูงสุด ครั้งนั้น ฤๅษีผู้ประเสริฐสามารถจะไปได้ทั่วโลก ได้ถือเอาช่อดอกไม้อันประเสริฐมีดอกบานสะพรั่งเดินมา
ก็ดอกไม้นั้นสะอาด มีกลิ่นหอม อันเหล่าเทพชั้นไตรทศสักการะ เป็นดอกไม้สูงสุด อันท้าวสักกะผู้ประเสริฐกว่าอมรเทพทรงใช้สอย ซึ่งพวกมนุษย์หรือพวกอสูรไม่ได้แล้ว เว้นไว้แต่พวกเทวดา เป็นดอกไม้ที่สมควรแก่เทวดาเหล่านั้น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๑๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕)
ลำดับนั้น เทพนารีทั้ง ๔ นางผู้มีผิวพรรณประดุจทองคำ เป็นใหญ่กว่าเทพธิดาทั้งหลาย คือ ๑. เทพธิดาอาสา ๒. เทพธิดาสัทธา ๓. เทพธิดาสิรี ๔. เทพธิดาหิรี ต่างลุกขึ้นกล่าวกับพระนารทมุนีเทวพราหมณ์ว่า
ข้าแต่พระมหามุนีผู้ประเสริฐ ถ้าดอกปาริฉัตตกะนี้ พระคุณเจ้ามิได้เจาะจงจะให้แก่ผู้ใด ขอพระคุณเจ้าจงให้แก่พวกดิฉันเถิด ขอคติทั้งปวงจงสำเร็จแด่พระคุณเจ้า แม้พระคุณเจ้าก็จงให้แก่พวกดิฉันเหมือนท้าววาสวะเท่านั้นเถิด
นารทดาบสเพ่งดูเทพธิดาทั้ง ๔ นางพากันขอดอกไม้นั้นอยู่ จึงเปล่งถ้อยคำชวนทะเลาะแล้วกล่าวว่า อาตมาหามีความต้องการดอกไม้เหล่านี้แม้สักน้อยหนึ่งไม่ บรรดาพวกเธอทั้ง ๔ ผู้ใดประเสริฐกว่า ผู้นั้นจงประดับดอกไม้นั้นเถิด (เทพธิดาทั้ง ๔ นางนั้นกล่าวว่า)
ข้าแต่ท่านนารทะผู้อุดม พระคุณเจ้านั้นแหละ โปรดจงพิจารณาดูพวกดิฉัน พระคุณเจ้าปรารถนาจะให้แก่นางใดก็จงให้แก่นางนั้น ข้าแต่ท่านนารทะ ก็บรรดาดิฉันทั้งหลาย พระคุณเจ้าจักมอบให้แก่นางใด นางนั้นเท่านั้นจักเป็นผู้ที่พวกดิฉันยกย่องว่าประเสริฐที่สุด (นารทดาบสกล่าวว่า)
แม่เทพธิดาผู้มีเรือนร่างอันงดงาม คำนั้นไม่สมควรเลย พราหมณ์คนไหน ใครเล่าจะพึงเปล่งถ้อยคำชวนทะเลาะได้ จงไปทูลถามท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าภูตดูเถิด ถ้าพวกเธอในที่นี้ไม่ทราบว่าตนสูงสุดหรือต่ำทราม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๑๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕) (ต่อจากนั้น พระศาสดาตรัสพระคาถาว่า)
เทพธิดาเหล่านั้นถูกนารทดาบสกล่าวแนะนำ มีความโกรธแค้นอย่างยิ่ง เป็นผู้มัวเมาแล้ว ด้วยความมัวเมาในผิวพรรณ จึงไป ณ สำนักท้าวสหัสสนัยน์ แล้วทูลถามท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าภูตว่า บรรดาหม่อมฉัน ใครหนอประเสริฐกว่า (เทพธิดาทั้ง ๔ นางได้ยืนทูลถามอย่างนั้นแล้ว พระศาสดา จึงตรัสว่า)
ท้าวปุรินททะผู้ประเสริฐกว่าเทวดา ผู้อันเทพธิดาทั้ง ๔ กระทำอัญชลีแล้ว ทอดพระเนตรเห็นเทพธิดาทั้ง ๔ ผู้กระตือรือร้น จึงตรัสว่า ลูกหญิงมีความงามเป็นเลิศ มีใบหน้าผ่องใส พวกเจ้าทั้งปวงล้วนทัดเทียมกัน ใครเล่าหนอจะกล่าวถ้อยคำทะเลาะกันขึ้นได้ (ลำดับนั้น เทพธิดาเหล่านั้นเมื่อจะกราบทูลท้าวสักกะ จึงกล่าวคาถาว่า)
พระนารทมหามุนีองค์ใดผู้ท่องเที่ยวไปได้ทั่วโลก ดำรงอยู่ในธรรม มีความบากบั่นอย่างจริงจัง ท่านนั้นได้กล่าวแก่พวกหม่อมฉันที่ภูเขาคันธมาทน์ ซึ่งเป็นภูเขาอันประเสริฐว่า จงไปทูลถามท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าภูตดูเถิด ถ้าพวกเธอในที่นี้ไม่ทราบว่าตนสูงสุดหรือต่ำทราม (ท้าวสักกะเมื่อจะตรัสบอกเหตุ จึงตรัสคาถาว่า)
ลูกหญิงผู้มีเรือนร่างอันงดงาม มีมหามุนีผู้ท่องเที่ยวอยู่ในป่าใหญ่นามว่าโกสิยะ ท่านไม่ให้แล้วจะไม่ยอมบริโภคอาหาร ท่านพิจารณาแล้วจึงจะให้ทาน ก็ท่านจักให้แก่ลูกหญิงผู้ใด ผู้นั้นแหละประเสริฐกว่า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๒๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕) (ท้าวสักกะเมื่อจะส่งเทพธิดาทั้ง ๔ ไปสำนักโกสิยดาบส ให้เรียกมาตลีเทพบุตรมาแล้ว จึงตรัสคาถาว่า)
ก็โกสิยดาบสนั้นอยู่ ณ ทิศใต้ริมฝั่งแม่น้ำคงคา ข้างหิมวันตบรรพต โกสิยดาบสนั้นมีน้ำและโภชนะหาได้ยาก นี่แน่ะเทพสารถี ท่านจงนำอาหารทิพย์ไปถวายให้ถึงแก่ท่าน (ต่อจากนั้น พระศาสดาจึงตรัสว่า)
มาตลีเทพบุตรนั้นถูกท้าวสักกะผู้ประเสริฐกว่าเทวดา ทรงส่งไป จึงขึ้นรถเทียมด้วยม้า ๑,๐๐๐ ตัว ได้ไปถึงอาศรมอย่างเร็วพลันนั่นแล ไม่ปรากฏกาย ได้ถวายอาหารทิพย์แก่พระมุนีแล้ว (โกสิยดาบสรับโภชนะแล้วยืนอยู่นั่นแหละ กล่าวว่า)
ก็เมื่อเรายืนบำเรอการบูชาไฟอยู่ต่อหน้าดวงอาทิตย์ ซึ่งบรรเทาความมืดในโลกอันอุดม ท้าววาสวะผู้ทรงครอบงำภูตทั้งปวง หรือใครกันแน่มาวางอาหารทิพย์ไว้ในฝ่ามือของเรา
อาหารทิพย์นี้ขาวอุปมาดังสังข์ ไม่มีสิ่งเปรียบปาน น่าดู สะอาด มีกลิ่นหอม น่าพอใจ ไม่เคยมีมา ยังไม่เคยได้เห็นด้วยตาของเราผู้เป็นคน เทวดาตนใดวางอาหารทิพย์ไว้ในฝ่ามือของเราหรือ (มาตลีเทพสารถีกล่าวว่า)
ข้าแต่พระมหามุนี ข้าพเจ้าถูกท้าวสักกะ ผู้เป็นจอมแห่งเทพ ผู้ยิ่งใหญ่ใช้มา จึงได้รีบนำอาหารทิพย์มา ข้าแต่พระมหามุนี ขอพระคุณเจ้าจงรู้จักข้าพเจ้าว่า มาตลีเทพสารถี ขอพระคุณเจ้าจงบริโภคภัตรอันอุดม อย่าห้ามเลย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๒๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕)
ก็อาหารทิพย์นั้นบุคคลผู้บริโภคแล้ว ย่อมกำจัดบาปธรรมได้ ๑๒ ประการ คือ ๑. ความหิว ๒. ความกระหาย ๓. ความไม่ยินดี ๔. ความกระวนกระวาย ๕. ความเหน็ดเหนื่อย ๖. ความโกรธ ๗. ความผูกโกรธ ๘. ความวิวาท ๙. ความส่อเสียด ๑๐. ความหนาว ๑๑. ความร้อน ๑๒. ความเกียจคร้าน อาหารทิพย์นี้รสยอดเยี่ยม (โกสิยดาบสเมื่อจะเปิดเผยการสมาทานวัตรของตน จึงกล่าวคาถาว่า)
มาตลี การไม่ให้ก่อนแล้วบริโภคไม่สมควรแก่อาตมา วัตรอันอุดมของอาตมาเป็นดังนี้ อนึ่ง การบริโภคคนเดียวพระอริยะหาบูชาไม่ และบุคคลผู้ไม่จำแนกแจกจ่ายย่อมไม่ประสบความสุข (โกสิยดาบสถูกมาตลีเทพบุตรถาม จึงตอบว่า)
ชนทั้งหลายเหล่านี้ บางพวกเป็นผู้ฆ่าหญิง คบชู้ภรรยาชายอื่น ประทุษร้ายมิตร และด่าว่าสมณะและพราหมณ์ผู้มีวัตรดีงาม ชนเหล่านั้นทั้งหมดมีความตระหนี่เป็นประการที่ ๕ ชื่อว่าเป็นคนเลวทราม เพราะเหตุนั้น แม้แต่น้ำอาตมาไม่ให้แล้วจะไม่ยอมดื่ม
อนึ่ง อาตมาจักให้ทานที่ท่านผู้รู้สรรเสริญแก่หญิงหรือชาย เพราะว่าท่านเหล่านั้นเป็นผู้มีศรัทธา รู้ถ้อยคำของผู้ขอ ปราศจากความตระหนี่ ย่อมเป็นผู้ชื่อว่าสะอาดและซื่อสัตย์ในโลกนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๒๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕) (พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)
ลำดับนั้น เทพกัญญาทั้ง ๔ นางผู้มีผิวพรรณประดุจทองคำ ซึ่งท้าวสักกะผู้ประเสริฐกว่าเทพทั้งหลาย ทรงอนุมัติแล้ว ทรงส่งไปแล้ว คือ ๑. เทพธิดาอาสา ๒. เทพธิดาสัทธา ๓. เทพธิดาสิรี ๔. เทพธิดาหิรี ได้มาถึงอาศรมซึ่งเป็นที่อยู่ของโกสิยดาบสนั้น
โกสิยดาบสครั้นเห็นเทพกัญญาเหล่านั้น มีความปราโมทย์อย่างยิ่ง จึงได้กล่าวกับเทพกัญญาทั้ง ๔ ผู้มีผิวพรรณงดงามประดุจเปลวเพลิงทั้ง ๔ ทิศ ต่อหน้ามาตลีเทพบุตรว่า
แม่เทพธิดา เธอมีนามใด ประดับตบแต่งร่างกายงดงาม ประดุจดาวประกายพรึกซึ่งประเสริฐกว่าดวงดาวทั้งหลาย มีผิวพรรณเปล่งปลั่งอยู่ ณ ทิศตะวันออก อาตมาขอถามเธอผู้มีเรือนร่างประดุจหุ่นทองคำ โปรดบอกอาตมาเถิดว่า เธอเป็นเทพชั้นไหน (สิรีเทพกัญญาตอบว่า)
ดิฉันชื่อสิรีเทวี ได้รับการบูชาจากหมู่มนุษย์ มีปกติไม่คบหาสัตว์ผู้มีใจชั่วทุกเมื่อ มายังสำนักพระคุณเจ้าเพราะทะเลาะกันด้วยเรื่องอาหารทิพย์ พระคุณเจ้าผู้มีปัญญาอันประเสริฐ ขอพระคุณเจ้าโปรดแบ่งอาหารทิพย์ให้ดิฉันบ้างเถิด
ท่านมหามุนี ดิฉันปรารถนาอาหารทิพย์ของนรชนใด นรชนนั้นย่อมบันเทิงใจด้วยกามคุณทั้งปวง ข้าแต่พระคุณเจ้า ผู้มีปัญญาอันประเสริฐ อุดมกว่าผู้บูชาไฟทั้งหลาย พระคุณเจ้าจงรู้จักดิฉันว่า สิรีเทวี ขอพระคุณเจ้าโปรดแบ่งอาหารทิพย์ให้ดิฉันบ้างเถิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๒๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕) (โกสิยดาบสกล่าวว่า)
นรชนทั้งหลายผู้ประกอบด้วยศิลปวิทยา มารยาท และความรู้ เป็นผู้ชำนาญการงานของตน ถูกเธอทอดทิ้งให้เหินห่าง ย่อมไม่ได้อะไรแม้แต่น้อย ความขาดแคลนที่เธอกระทำแล้วนั้นไม่ดีเลย
แม่นางสิรีเทวี อาตมาเห็นคนผู้เกียจคร้าน กินจุ ทั้งเป็นคนมีตระกูลต่ำ มีรูปร่างแปลกประหลาด คนนั้นผู้อันเธอเฝ้าคุ้มครองรักษา กลับกลายเป็นคนมีโภคะ มีความสุข แม้คนผู้สมบูรณ์ด้วยชาติตระกูล ก็ใช้สอยได้เหมือนอย่างทาส
เพราะฉะนั้น อาตมาจึงรู้จักเธอว่า ไม่มีสัจจะ ไม่แยกคบคน เป็นคนงมงาย ทำผู้รู้ให้ตกต่ำ เทพธิดาเช่นเธอจึงไม่สมควรแก่อาสนะและน้ำ อาหารทิพย์ที่ไหนจักมี จงไปเสียเถิด อาตมาไม่ชอบใจเธอ (โกสิยดาบสสนทนากับนางอาสาเทพธิดาว่า)
ใครกันนั่น มีฟันขาวสะอาด สวมใส่ตุ้มหู มีเรือนร่างงามวิจิตร ทรงเครื่องประดับทองคำเนื้อเกลี้ยง นุ่งห่มภูษาสีรดน้ำ ประดับช่อดอกไม้สีแดงประดุจเปลวไฟที่ไหม้หญ้าคา ดูช่างงดงาม
เธอเหมือนนางเนื้อทรายผู้ตื่นกลัว ที่ถูกนายพรานยิงพลาดแล้วมองดูอย่างงุนงง แม่เทพธิดาผู้มีดวงตาซื่อ ในที่นี้ใครเป็นเพื่อนของเธอ เธอเที่ยวไปผู้เดียวในป่าใหญ่ ไม่กลัวหรือ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๒๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕) (อาสาเทพธิดากล่าวว่า)
ข้าแต่ท่านโกสิยะ ในที่นี้ดิฉันไม่มีเพื่อน ดิฉันเป็นเทพธิดาเกิดในดาวดึงสพิภพ ชื่อเทพธิดาอาสา มายังสำนักของพระคุณเจ้าเพราะหวังจะได้อาหารทิพย์ พระคุณเจ้าผู้มีปัญญาอันประเสริฐ ขอพระคุณเจ้าโปรดแบ่งอาหารทิพย์ให้ดิฉันบ้างเถิด (โกสิยดาบสกล่าวว่า)
พ่อค้าทั้งหลายผู้แสวงหาทรัพย์มีความหวังจึงจะไป ย่อมขึ้นเรือแล่นไปในท้องทะเล บางครั้งพวกเขาย่อมจมลงในท้องทะเลนั้นบ้าง บางคราวพวกเขาย่อมสูญสิ้นทรัพย์ขาดทุนกลับมาบ้าง
ชาวนาทั้งหลายมีความหวังจึงไถนา หว่านพืช กระทำตามวิธีการ แต่เพราะศัตรูพืชลงบ้าง ฝนแล้งบ้าง พวกเขาจึงไม่ได้ประสบผลอะไรๆ อันจะมีมาจากข้าวกล้านั้น
อนึ่ง นรชนทั้งหลายผู้แสวงหาความสุข ตั้งความหวังไว้เบื้องหน้า ย่อมทำการเยี่ยงบุรุษของตนในกิจหน้าที่ของเจ้านาย แต่พวกเขากลับถูกบีบคั้นอย่างหนัก ไม่ได้อะไรๆ แม้แต่น้อยเลย เตลิดหนีไปทั่วทิศเพื่อประโยชน์แก่เจ้านาย
นรชนทั้งหลายผู้แสวงหาความสุข มีใจมุ่งหวังที่จะไปสวรรค์ จึงสละธัญญชาติ ทรัพย์สมบัติ และเครือญาติ บำเพ็ญตบะอันเศร้าหมองแม้ตลอดกาลนาน ขึ้นสู่ทางผิด จึงแล่นไปสู่ทุคติ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๒๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕)
ความหวังชื่อว่าก่อเรื่องคลาดเคลื่อน นรชนเหล่านี้พากันตกนรกก็เพราะหวัง แน่ะแม่อาสา เธอจงเลิกอาหารทิพย์ในตัวเธอเสีย คนเช่นเธอไม่สมควรแก่อาสนะและน้ำ อาหารทิพย์ที่ไหนจักมี จงไปเสียเถิด อาตมาไม่ชอบใจเธอ (โกสิยดาบสสนทนากับนางสัทธาเทพธิดาว่า)
เธอผู้มียศรุ่งเรือง อยู่ด้วยยศ เป็นเจ้าประจำทิศ อาตมาขอถามเธอผู้มีนามอันน่าเกลียด แม่เทพธิดาผู้มีเรือนร่างประดุจหุ่นทองคำ โปรดบอกอาตมาเถิดว่า เธอเป็นเทพชั้นไหน (ต่อจากนั้น นางสัทธาเทพธิดากล่าวว่า)
ดิฉันชื่อสัทธาเทวี ได้รับการบูชาจากหมู่มนุษย์ มีปกติไม่คบหาสัตว์ผู้มีใจชั่วทุกเมื่อ มายังสำนักของพระคุณเจ้าเพราะทะเลาะกันด้วยเรื่องอาหารทิพย์ พระคุณเจ้าผู้มีปัญญาอันประเสริฐ ขอพระคุณเจ้าโปรดแบ่งอาหารทิพย์ให้ดิฉันบ้างเถิด (โกสิยดาบสกล่าวว่า)
ก็ในกาลบางคราว มนุษย์ทั้งหลายยึดถือการให้ทานบ้าง การฝึกฝนตนบ้าง การบริจาคบ้าง ความสำรวมบ้าง กระทำไปด้วยศรัทธา แต่มนุษย์พวกหนึ่งกลับถูกเธอ ชักนำผิดทาง จึงกระทำการขโมยบ้าง พูดเท็จบ้าง คดโกงบ้าง พูดส่อเสียดบ้าง
บุรุษผู้มีความเพ่งเล็งภรรยาทั้งหลายของชายอื่น ผู้เสมอเหมือนกัน ประกอบด้วยศีลบ้าง มีวัตรปฏิบัติต่อสามีบ้าง กำจัดความพอใจแม้ในหญิงทั้งหลายที่เป็นกุลสตรีออกเสียแล้ว กลับทำความศรัทธาในนางกุมภทาสี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๒๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕)
แม่นางสัทธาเทพธิดา เธอนั้นแหละประพฤตินอกใจ กระทำความชั่ว ละทิ้งความดี เทพธิดาเช่นเธอจึงไม่สมควรแก่อาสนะและน้ำ อาหารทิพย์ที่ไหนจักมี จงไปเสียเถิด อาตมาไม่ชอบใจเธอ (โกสิยดาบสสนทนากับนางหิรีเทพธิดาว่า)
ในที่สุดแห่งราตรี เมื่อยามรุ่งอรุณ เทพธิดาผู้ปรากฏรูปพรรณอันอุดม เธอปรากฏกับอาตมาเปรียบได้กับเทพธิดาผู้นั้น โปรดบอกอาตมาเถิดว่า เธอเป็นเทพอัปสรชั้นไหน
เธอนั้นเป็นใคร เหมือนเถาวัลย์ดำในฤดูร้อน เหมือนเปลวเพลิง เหมือนดอกไม้มีกลีบสีแดง ที่โอนเอนไปมาเพราะถูกลมพัด คล้ายแม่เนื้อตัวเซื่องซึมกำลังชะเง้อมอง ดูเหมือนมีความประสงค์จะกล่าว แต่ก็ไม่เปล่งวาจา (หิรีเทพธิดากล่าวว่า)
ดิฉันชื่อหิรีเทวี ได้รับการบูชาจากหมู่มนุษย์ มีปกติไม่คบหาสัตว์ผู้มีใจชั่วทุกเมื่อ มายังสำนักของพระคุณเจ้าเพราะทะเลาะกันด้วยเรื่องอาหารทิพย์ ดิฉันไม่อาจจะขอแม้อาหารทิพย์ได้ สำหรับหญิง การขอเป็นเหมือนการเปิดเผยอวัยวะที่น่าละอาย (โกสิยดาบสครั้นได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า)
แม่เทพธิดาผู้มีเรือนร่างอันงดงาม เธอจักได้ตามธรรม ตามเหตุ เพราะว่าอาหารทิพย์ ใครๆ จะได้เพราะการขอหามิได้ นี้เป็นธรรมเนียม เพราะฉะนั้น อาตมาพึงเชื่อเธอผู้ไม่ขอ เธอปรารถนาอาหารทิพย์ใด อาตมาจะให้แม้อาหารทิพย์นั้นแก่เธอ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๒๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕)
แม่เทพธิดาผู้มีเรือนร่างประดุจหุ่นทองคำ วันนี้ อาตมาขอเชิญเธอในอาศรมของอาตมา ขอบูชาเธอด้วยรสทุกชนิด แม้อาหารทิพย์นั้น อาตมาครั้นบูชาเธอแล้วจึงจักบริโภค (พระบรมศาสดาตรัสพระคาถาต่อไปว่า)
หิรีเทวีเทพธิดานั้นได้รับอนุมัติอย่างแน่นอน จากโกสิยดาบสผู้มีอานุภาพรุ่งเรือง จึงได้เข้าไปยังอาศรมอันน่ารื่นรมย์ มีน้ำมีผลไม้อันท่านผู้ประเสริฐบูชาแล้ว เป็นสถานที่ที่สัตว์ผู้มีใจชั่วไม่เข้าไปคบหาทุกเมื่อ
ณ ที่ใกล้อาศรมนี้มีหมู่ไม้นานาชนิด ผลิดอกออกผลจำนวนมาก คือ มะม่วง มะหาด ขนุน ทองกวาว มะรุม อีกทั้งโลดทะนง บัวบก การะเกด จันทน์กระพ้อ และหมากหอมก็ผลิดอกบานสะพรั่ง
ในป่านี้มีต้นไม้จำนวนมาก คือ สาละ กุ่ม หว้า โพธิ ไทร มะซาง โศก ราชพฤกษ์ แคฝอย ย่านทราย จิก และลำเจียก มีกลิ่นหอมหวลน่ายวนใจ
ถั่วแระ อ้อยแขม ถั่วป่า มะพลับ ข้าวฟ่าง ลูกเดือย ถั่วเหลืองเมล็ดเล็ก กล้วยมีเมล็ด กล้วยไม่มีเมล็ด ข้าวสาลี ข้าวเปลือก ราชดัด และข้าวสาร ก็มีจำนวนมากในอาศรมนี้
อนึ่ง ด้านเหนือแห่งอาศรมนี้มีสระโบกขรณีเกิดขึ้นเอง น่าเกษมสำราญ น้ำไม่ขุ่น มีท่าราบเรียบ น้ำใสสะอาด จืดสนิทดี ไม่มีกลิ่นปฏิกูล
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๒๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕)
ในสระโบกขรณีนั้นมีปลานานาชนิด คือ ปลาดุก ปลากระทุงเหว ปลากราย กุ้ง ปลาตะเพียน ปลาสลาด และปลากา ต่างพากันแหวกว่ายเกลื่อนกลาดอยู่ในสระที่มีขอบคัน อย่างร่าเริงเกษมสำราญ ทั้งมีอาหารมากมาย
ที่สระโบกขรณีนั้นมีนกนานาชนิด คือ หงส์ นกกระเรียน นกยูง นกจักรพราก นกออก นกดุเหว่า นกที่มีปีกสวยงาม นกมีหงอน และนกโพระดกจำนวนมากมาย ต่างพากันร่าเริงเกษมสำราญ ทั้งมีอาหารมากมาย
ฝูงเนื้อนานาชนิดจำนวนมาก คือ สิงโต เสือโคร่ง ช้าง หมี หมาป่า และเสือดาว ต่างพากันมาดื่มน้ำที่สระโบกขรณีนั้น
ณ ที่นั้นมีทั้งแรด โคลาน กระบือ ละมั่ง กวาง เนื้อทราย หมูป่า ระมาด หมูบ้าน ชะมด เสือปลา กระต่าย และวัวกระทิงเป็นจำนวนมาก
ภาคพื้นและขุนเขาดารดาษไปด้วยดอกไม้อันงามวิจิตร กึกก้องระงมไปด้วยเสียงฝูงนกขานขัน เป็นสถานที่ฝูงนกอยู่อาศัย (พระบรมศาสดาเพื่อจะทรงแสดงอาการที่หิรีเทพธิดาเข้าไปในอาศรมนั้นจึงตรัสว่า)
เทพธิดานั้นผู้มีผิวพรรณงดงาม ทัดทรงดอกไม้สีเขียว เยื้องกรายเข้าไปยังอาศรม ประดุจสายฟ้าในระหว่างกลุ่มมหาเมฆ โกสิยดาบสได้จัดตั้งเก้าอี้ที่ทำด้วยหญ้าคา
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๒๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕) มีพนักถักไว้อย่างดี สะอาด มีกลิ่นหอม ปูลาดด้วยหนังสัตว์เพื่อเทพธิดานั้น แล้วได้กล่าวคำนี้กับหิรีเทวีเทพธิดาว่า เชิญนั่งให้สบายเถิด แม่โฉมงาม นี่อาสนะ
ในกาลนั้น เมื่อนางหิรีเทวีนั้นนั่งบนเก้าอี้แล้ว โกสิยมหามุนีผู้สวมชฎาและหนังเสือเหลือง ได้รีบนำอาหารทิพย์พร้อมกับใช้ใบบัวสดตักน้ำมา เพื่อนางเทพธิดาผู้ปรารถนาตามความต้องการด้วยตนเอง
หิรีเทวีเทพธิดานั้นมีใจเบิกบาน ประคองรับอาหารทิพย์นั้นด้วยมือทั้ง ๒ แล้วได้กล่าวกับโกสิยดาบสผู้เกล้าชฎาว่า เอาเถิด พระมุนีผู้ประเสริฐ บัดนี้ ดิฉันเป็นผู้ที่พระคุณเจ้ายอมบูชา ได้รับชัยชนะแล้ว จะพึงกลับไปสู่สวรรค์ชั้นไตรทิพย์
เทพธิดานั้นผู้มัวเมาแล้วด้วยความมัวเมาในผิวพรรณ อันโกสิยดาบสผู้มีอานุภาพรุ่งเรืองอนุญาตแล้ว ได้ไปในสำนักของท้าวสหัสสนัยน์แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่ท้าววาสวะ นี้อาหารทิพย์ ขอพระองค์ทรงประทานชัยชนะให้แก่หม่อมฉันเถิด พระเจ้าข้า
แม้ท้าวสักกะก็ได้ทรงบูชาหิรีเทวีเทพธิดานั้น ในกาลนั้น เทวดาทั้งหลายพร้อมทั้งพระอินทร์ ต่างพากันบูชานางสุรกัญญาผู้สูงสุด เทพธิดานั้นเป็นผู้อันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายประนมมือบูชา ในกาลที่ตนเข้าไปนั่งเก้าอี้ตัวใหม่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๓๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕) (พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงทำข้อความนั้นให้แจ่มแจ้ง จึงตรัสว่า)
ท้าวสหัสสนัยน์ผู้เป็นจอมแห่งเทพชั้นไตรทศ ได้ตรัสกับมาตลีเทพสารถีนั้นอีกว่า ท่านจงไปถามโกสิยฤๅษีตามคำของเราว่า ข้าแต่ท่านโกสิยะ เว้นเทพธิดาอาสา เทพธิดาสัทธา และเทพธิดาสิรีเสีย เทพธิดาหิรีผู้เดียว ได้อาหารทิพย์แล้วเพราะเหตุไร
มาตลีเทพสารถีได้ขึ้นสู่เวชยันตราชรถอันรุ่งเรือง เช่นกับเครื่องอุปกรณ์ มีหงอนอันสำเร็จด้วยทองชมพูนุท โชติช่วงดุจดวงตะวัน ประดับตบแต่งอย่างงดงาม มีประกายวิจิตรดังทองคำเลื่อนลอยไปได้โดยสะดวกสบาย
ณ ราชรถนี้มีรูปดวงจันทร์ รูปช้าง รูปโค รูปม้า รูปกินนร รูปเสือโคร่ง รูปเสือเหลือง รูปเนื้อทรายทำด้วยทองคำ ประชุมกันมากมาย มีรูปนกทำท่าทางโผบินอยู่ในราชรถนี้ รูปมฤคาทำด้วยแก้วไพฑูรย์ประชุมกันเป็นฝูงๆ ในราชรถนี้
ที่ราชรถนั้น เทพบุตรทั้งหลายได้เทียมอัศวราชที่มีผิวกาย คล้ายทองคำ มีพลังเช่นกับช้างหนุ่มประมาณ ๑,๐๐๐ เชือก ประดับตบแต่งแล้ว มีเครื่องประดับอกคือข่ายทองคำ มีพู่ห้อยหูทั้ง ๒ ข้าง วิ่งไปได้ด้วยเสียงรวดเร็วไม่ติดขัด
มาตลีเทพสารถีขึ้นสู่ราชยานอันประเสริฐนั้น ได้บันลือไปตลอดทิศทั้ง ๑๐ เหล่านี้ ยังท้องฟ้า ภูเขา ต้นไม้ใหญ่อันเป็นเจ้าแห่งป่าในไพรสณฑ์ และแผ่นดินพร้อมทั้งสมุทรสาครให้สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น
มาตลีเทพสารถีนั้นได้ไปถึงอาศรมโดยเร็วพลัน กระทำผ้าปาวารเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ประนมมือแล้วได้กล่าวกับโกสิยเทวพราหมณ์ผู้เป็นพหูสูต มีคุณอันเจริญ มีวัตรอันฝึกฝนดีแล้วว่า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๓๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕)
ท่านโกสิยะ ขอพระคุณเจ้าจงสดับถ้อยคำของพระอินทร์ ข้าพเจ้าเป็นทูต ท้าวปุรินททะตรัสถามพระคุณเจ้าว่า (ท่านโกสิยะ) เว้นพระนางอาสาเทวี พระนางสัทธาเทวี และพระนางสิรีเทวีเสีย พระนางหิรีเทวีผู้เดียวได้อาหารทิพย์แล้วเพราะเหตุไร (โกสิยดาบสฟังคำของมาตลีเทพบุตรนั้นแล้ว จึงกล่าวว่า)
มาตลีเทพสารถี ก็พระนางสิรีเทวี ปรากฏกับอาตมาว่าเป็นคนตาบอด พระนางสัทธาเทวีเป็นคนไม่แน่นอน ส่วนพระนางอาสาเทวีอาตมารู้ได้ว่าเป็นคนพูดจาเหลวไหล แต่พระนางหิรีเทวีดำรงอยู่ในคุณอันประเสริฐ (โกสิยดาบสเมื่อจะสรรเสริญคุณของหิรีเทพธิดานั้น จึงกล่าวว่า)
หญิงใดๆ บางพวก คือ ๑. หญิงสาว ๒. หญิงที่โคตรตระกูลรักษา ๓. หญิงหม้าย ๔. หญิงมีสามี เหล่านี้รู้ฉันทราคะของตนที่เกิดขึ้นอย่างแรงกล้า ในบุรุษทั้งหลายแล้วหักห้ามจิตของตนเสียได้ด้วยหิริ
เมื่อเหล่านักรบผู้พ่ายแพ้ในสงคราม ที่กำลังสู้รบด้วยลูกศรและหอก บางพวกกำลังล้มตาย บางพวกกำลังหนีไป นักรบเหล่าใดสละชีวิตแล้วย่อมหวนกลับมาด้วยความละอาย นักรบผู้มีความละอายใจเหล่านั้น จึงกลับมารับใช้เจ้านายได้อีก (กล้าสู้หน้าเจ้านาย)
ก็หิรีเทวีเทพธิดานี้มีปกติห้ามชนผู้มีใจบาปเพราะมีหิริ เปรียบเหมือนทำนบมีปกติกั้นกระแสแห่งสาคร เทพสารถี เพราะเหตุนั้น ท่านจงกราบทูลหิรีเทวีเทพธิดา ซึ่งท่านผู้ประเสริฐบูชาแล้วในโลกทั้งปวงนั้นให้พระอินทร์ทราบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๓๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕) (มาตลีเทพบุตรได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า)
ท่านโกสิยดาบส พระพรหมก็ตาม พระอินทร์ผู้เป็นใหญ่ก็ตาม ท้าวปชาบดีก็ตาม ใครเล่าจะหยั่งถึงความเห็นของพระคุณเจ้านี้ได้ พระคุณเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ก็พระธิดาของพระอินทร์ผู้เป็นใหญ่เกิดได้รับยกย่องว่า ประเสริฐสุดในหมู่เทพเพราะมีหิริ (มาตลีเทพบุตรประสงค์จะนำโกสิยดาบสไปยังเทวโลก จึงกล่าวว่า)
เชิญเถิด เชิญพระคุณเจ้ามาขึ้นรถเหาะไป สู่สวรรค์ชั้นไตรทศ ณ บัดนี้เถิด รถคันนี้น่าพอใจพระคุณเจ้าผู้มีโคตรเสมอกับพระอินทร์ แม้พระอินทร์ก็ทรงจำนงหวังพระคุณเจ้าอยู่ ขอพระคุณเจ้าจงถึงความเป็นสหายกับพระอินทร์ในวันนี้เถิด (พระบรมศาสดาตรัสว่า)
สัตว์ทั้งหลายที่ไม่ทำบาปย่อมหมดจดด้วยอาการอย่างนี้ อนึ่ง ผลกรรมที่ประพฤติดีแล้วจะไม่สูญหาย สัตว์เหล่าใดเหล่าหนึ่งได้เห็นอาหารทิพย์ สัตว์เหล่านั้นทั้งหมดได้ถึงความเป็นสหายกับพระอินทร์
หิรีเทวีเทพธิดาคือพระอุบลวรรณาเถรี โกสิยฤๅษีคือภิกษุทานบดี ปัญจสิขเทพบุตรคืออนุรุทธเถระ ส่วนมาตลีเทพสารถีคือพระอานนทเถระ
สุริยเทพบุตรคือพระมหากัสสปเถระ จันทเทพบุตรคือพระมหาโมคคัลลานเถระ นารทดาบสคือพระสารีบุตรเถระ ส่วนท้าวสักกะคือตถาคตสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนี้แล สุธาโภชนชาดกที่ ๓ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๓๓}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภภิกษุผู้มีอัธยาศัยในการบำเพ็ญทานรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า นคตตเม คิริวเร คนธมาทเน ดังนี้.
ได้ยินว่า ภิกษุรูปนั้นเป็นกุลบุตรคนหนึ่งในเมืองสาวัตถี ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา มีจิตเลื่อมใสแล้ว จึงออกบวช กระทำศีลให้บริบูรณ์ประกอบด้วยธุดงคคุณ มีเมตตาจิตแผ่ไปในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย เป็นผู้ไม่ประมาทในการบำรุงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ วันละ ๓ ครั้งเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยมรรยาท มีอัธยาศัยชอบในการให้ทาน ได้บำเพ็ญสาราณียธรรมจนครบบริบูรณ์แล้ว ภิกษุรูปนั้นเมื่อปฏิคาหกทั้งหลายยังมีอยู่ ย่อมให้สิ่งของที่ตนได้แล้วจนหมดสิ้นแม้ตนเองถึงกับอดอาหาร เพราะฉะนั้น เธอจึงได้ปรากฏในหมู่ภิกษุว่า เป็นผู้มีอัธยาศัยในการจำแนกทาน ยินดียิ่งในทาน.
ต่อมาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุชื่อโน้นเป็นผู้มีอัธยาศัยในการจำแนกทาน ยินดียิ่งแล้วในทาน ตัดความโลภเสียได้แล้ว มีน้ำประมาณเพียงซองมือหนึ่งที่ตนได้มา ก็ถวายแก่เพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลายจนหมด เธอมีอัธยาศัย ดุจพระโพธิสัตว์.
พระศาสดาทรงได้ยินถ้อยคำนั้น ด้วยพระโสตธาตุเพียงดังทิพย์ จึงเสด็จออกจากพระคันธกุฎี เสด็จมาตรัสถามว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งประชุมสนทนากัน ด้วยเรื่องอะไร. เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้วจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้เมื่อชาติก่อน เป็นผู้ไม่ให้ทานเป็นประจำ เป็นผู้ตระหนี่ ไม่ให้ของอะไรๆ แก่ใครๆ แม้หยาดน้ำมันด้วยปลายหญ้าต่อมา เราได้ทรมานเธอกระทำให้หมดพยศ พรรณนาผลแห่งทาน ให้ตั้งอยู่ในทานแล้ว เธอได้รับพรในสำนักแห่งเราว่า แม้ได้น้ำมาเล็กน้อยเพียงซองมือหนึ่ง ยังมิได้ให้ทานแล้ว ก็จักไม่ดื่มน้ำนั้น ด้วยผลแห่งการที่ได้รับพรในสำนักของเรานี้ เธอจึงเป็นผู้มีอัธยาศัยในการจำแนกทาน เป็นผู้ยินดียิ่งแล้วในทาน.
ครั้นตรัสฉะนี้แล้ว ทรงดุษณีภาพนิ่งอยู่. เมื่อพวกภิกษุผู้ฉลาดด้วยอนุสนธิในเรื่องเทศนาเหล่านั้น กราบทูลอาราธนา จึงทรงนำอดีตนิทานมาตรัสดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นคฤหบดีคนหนึ่ง เป็นผู้มั่งคั่งมีทรัพย์มาก มีโภคสมบัติประมาณ ๘๐ โกฏิ. ภายหลัง พระราชาได้ทรงพระราชทานตำแหน่งเศรษฐีแก่พระโพธิสัตว์นั้น เศรษฐีนั้นได้เป็นผู้อันพระราชาทรงบูชาแล้ว และอันชาวเมืองชาวชนบทนับถือบูชาแล้ว. วันหนึ่ง เธอแลดูสมบัติของตนแล้ว คิดว่า ยศนี้เรามิได้นอนหลับอยู่ได้แล้ว หรือว่าเราทำกายทุจริตเป็นต้นไว้ในอดีตภพแล้วได้มา ก็หามิได้ เราบำเพ็ญกายสุจริตเป็นต้นให้บริบูรณ์แล้วจึงได้มาแม้ในอนาคตกาลเล่า เราก็ควรจะกระทำที่พึ่งของเรา เธอจึงไปยังสำนักของพระราชากราบทูลว่า ขอเดชะ ทรัพย์ในเรือนของข้าพระองค์มีอยู่ถึง ๘๐ โกฏิขอพระองค์จงรับทรัพย์นั้นไว้ เมื่อพระราชาตรัสสั่งว่า เราไม่มีความต้องการทรัพย์ของท่าน ทรัพย์ของเราก็มากมายอยู่แล้ว ตั้งแต่นี้ไป ท่านปรารถนาสิ่งใด ก็จงถือเอาสิ่งนั้นเถิด. จึงกราบทูลว่า ขอเดชะ ข้าพระองค์จะได้ให้ทรัพย์ของข้าพระองค์เป็นประโยชน์อย่างไรดีหนอ. ลำดับนั้น พระราชาจึงตรัสว่า ท่านจงกระทำตามความพอใจเถิด ดังนี้
เธอจึงให้สร้างศาลาทานขึ้น ๖ แห่ง คือที่ประตูพระนคร ๔ แห่ง ที่ท่ามกลางพระนคร ๑ แห่ง และที่ประตูเรือนของตน ๑ แห่งกระทำการบริจาคทรัพย์วันละหกแสน บำเพ็ญมหาทานอยู่ทุกๆ วัน เธอให้ทานอยู่อย่างนี้จนตลอดชีวิต แล้วสั่งสอนพวกลูกๆ ว่า เจ้าอย่าได้ตัดทานวงศ์นี้ของเราเสียครั้นสิ้นชีวิตแล้วได้ไปบังเกิดเป็นท้าวสักกเทวราช แม้บุตรของเศรษฐีนั้นก็ให้ทานเหมือนบิดาฉะนั้น ครั้นทำลายขันธ์ก็ไปบังเกิดเป็นพระจันทเทพบุตรบุตรของพระจันทเทพบุตรก็บำเพ็ญทานเหมือนบิดา ได้บังเกิดเป็นสุริยเทพบุตรแล้ว บุตรแห่งสุริยเทพบุตรนั้นบำเพ็ญทานเหมือนบิดา ก็ได้บังเกิดเป็นพระมาตลีเทพบุตร บุตรแห่งพระมาตลี ก็บำเพ็ญทานเหมือนบิดา บังเกิดเป็นปัญจสิขเทพบุตร.
ส่วนบุตรคนที่ ๖ แห่งปัญจสิขเทพบุตรนั้นได้เป็นเศรษฐีมีนามว่า มัจฉริยโกสิยะ มีทรัพย์สมบัติถึง ๘๐ โกฏิ เศรษฐีนั้นเป็นคนตระหนี่เหนียวแน่น มานึกว่า บิดาและปู่ของเราเป็นคนพาล ทิ้งทรัพย์ที่แสวงหามาด้วยความลำบากเสียแล้ว ส่วนเราจักรักษาทรัพย์ไว้ จักไม่ให้อะไรๆ แก่ใครๆ เลยจึงให้รื้อโรงทานทั้ง ๖ แห่งนั้น เผาไฟเสียสิ้น. ลำดับนั้น พวกยาจกมาประชุมกันที่ประตูเรือนของเศรษฐีนั้น ยกแขนทั้งสองขึ้นร้องคร่ำครวญ ด้วยเสียงอันดังว่า ข้าแต่มหาเศรษฐีขอท่านจงอย่ากระทำทานวงศ์แห่งบิดาและปู่ของตนให้ฉิบหายเสียเลย ท่านจงให้ทานเถิด. มหาชนได้ยินก็พากันติเตียนเศรษฐีนั้นว่า มัจฉริยโกสิยเศรษฐีตัดทานวงศ์ของตนเสียแล้ว เศรษฐีนั้นก็มีความละอายได้ตั้งคนรักษาไว้ เพื่อคอยห้ามยาจกผู้มาที่ประตูเรือนพวกยาจกเหล่านั้นหมดที่พึ่ง ก็มิได้มองดูประตูเรือนของเศรษฐีนั้นอีกเลย จำเดิมแต่นั้นมา เขาก็รวบรวมทรัพย์เองทีเดียว ไม่บริโภคด้วยตนเองทั้งไม่ให้บุตรและภรรยาเป็นต้นบริโภคอีกด้วย ตนเองบริโภคข้าวปลายเกรียนปนรำ มีน้ำส้มพะอูมเป็นกับข้าว นุ่งผ้าเนื้อหยาบที่ช่างหูกทอ สักว่าเป็นดังรากไม้ผลไม้กั้นร่มใบตาล ใช้รถเก่าคร่ำคร่า เทียมด้วยโคแก่เป็นยานพาหนะ ทรัพย์อันเป็นของเศรษฐีผู้เป็นอสัตบุรุษนั้น ได้เป็นดังสุนัขได้ผลมะพร้าว ด้วยประการฉะนี้.
วันหนึ่ง มัจฉริยโกสิยเศรษฐีนั้น เมื่อจะไปสู่ที่เฝ้าพระราชา คิดว่า เราจะไปชวนอนุเศรษฐีไปด้วย จึงได้ไปยังเรือนของอนุเศรษฐีนั้นในขณะนั้น อนุเศรษฐีแวดล้อมด้วยบุตรธิดา กำลังบริโภคข้าวปายาสที่ปรุง ด้วยของที่เจือด้วยเนยใสใหม่ น้ำผึ้งสุกและน้ำตาลกรวดอนุเศรษฐีนั้น ครั้นเห็นมัจฉริยโกสิยเศรษฐีมาจึงลุกจากอาสนะ กล่าวว่า เชิญท่านมหาเศรษฐีมานั่งที่บัลลังก์นี้ เชิญบริโภคข้าวปายาสด้วยกันมหาเศรษฐีพอเห็นข้าวปายาสนั้น ก็เกิดน้ำลายไหล อยากจะใคร่บริโภคบ้าง แต่มาคิดอย่างนี้ว่า ถ้าเราบริโภค เราก็จะต้องกระทำสักการะตอบแทนในเวลาที่อนุเศรษฐีไปยังเรือนของเรา เมื่อเป็นเช่นนี้ทรัพย์ของเราก็จักพินาศ เราจักไม่บริโภคละ.
ลำดับนั้น มหาเศรษฐี แม้ถูกอนุเศรษฐีอ้อนวอนอยู่บ่อยๆ จึงกล่าวกะอนุเศรษฐีนั้นว่า เราเพิ่งบริโภคมาเดี๋ยวนี้เอง เรายังอิ่มอยู่ แล้วมิได้ปรารถนาจะบริโภคแต่เมื่ออนุเศรษฐีบริโภคอยู่ มหาเศรษฐีนั่งมองดูอยู่ มีน้ำลายไหลออกจากปาก เมื่อเสร็จภัตกิจของอนุเศรษฐี จึงไปยังพระราชนิเวศน์ด้วยกันกลับจากพระราชนิเวศน์มาถึงเรือนของตน ถูกความอยากในรสแห่งข้าวปายาสบีบคั้นอยู่ จึงคิดว่า ถ้าเราจักพูดว่า เราอยากบริโภคข้าวปายาส มหาชนก็จะพลอยอยากบริโภคกับเราด้วยสิ่งของเป็นอันมากมีข้าวสารเป็นต้น ก็จักหมดเปลืองไป เราจักไม่บอกแก่ใครๆ มหาเศรษฐีนั้นคิดถึงแต่ข้าวปายาสอยู่อย่างเดียว ทำคืนและวันให้ล่วงไป มิได้บอกแก่ใครๆเพราะกลัวทรัพย์จะหมด อดกลั้นความอยากไว้ เมื่อไม่อาจจะอดกลั้นโดยลำดับได้ ก็เป็นผู้มีโรคผอมเหลืองเกิดขึ้น แม้เมื่อเป็นเช่นนี้ มหาเศรษฐีก็ไม่บอกใครเพราะกลัวทรัพย์จะหมดไป ในเวลาต่อมา ก็เป็นผู้หมดกำลัง จึงเข้าไปสู่ที่นอน แล้วแอบซ่อนนอนอยู่.
ลำดับนั้น ภรรยาจึงเข้าไปใกล้มหาเศรษฐีนั้น แล้วเอามือบีบนวด พลางถามว่า ข้าแต่นาย ท่านไม่สบายเป็นอะไรไปหรือ. ไม่เป็นอะไรหรอก นางผู้เจริญ. ความไม่สบายในร่างกายของท่านเองมีอยู่หรือ. ความไม่สบายในร่างกายของเราก็ไม่มี. ข้าแต่นาย ท่านเป็นผู้ผอมเหลืองเกิดขึ้นแล้ว ท่านมีความคิดอะไรบ้างหรือ หรือว่าพระราชากริ้วท่าน หรือพวกลูกๆ กระทำการดูหมิ่นหรือความอยากอะไรบังเกิดขึ้นแล้วแก่ท่าน. เออ ความอยากเกิดขึ้นแล้วแก่เรา. ถ้าเช่นนั้น ขอท่านจงบอกมาเถิด. ท่านจักอาจรักษาถ้อยคำของเราไว้ได้หรือ. ถ้าเป็นวาจาที่ข้าพเจ้าควรจะรักษา ข้าพเจ้าก็จักรักษาไว้. แม้เมื่อภรรยากล่าวรับรองอยู่อย่างนี้ มหาเศรษฐีก็ไม่อาจจะบอกได้ เพราะกลัวเสียทรัพย์.
ครั้นถูกภรรยารบเร้าอยู่บ่อยๆ จึงได้บอกว่า ดูก่อนนางผู้เจริญ วันหนึ่ง เราเห็นอนุเศรษฐีบริโภคข้าวปายาสที่ปรุงด้วยของอันเจือด้วยเนยใสใหม่ น้ำผึ้ง น้ำตาลกรวด. จำเดิมแต่วันนั้นมา ก็เกิดอยากจะบริโภคข้าวปายาสอย่างนั้นบ้าง. ดูก่อนท่านผู้เป็นอสัตบุรุษ ตัวท่านยากจนนักหรือ ข้าพเจ้าจักหุงข้าวปายาส ให้เพียงพอแก่ชาวพระนครทั้งสิ้นคราวนั้น ได้เป็นดุจดังว่า กาลที่มหาเศรษฐีถูกตีที่ศีรษะด้วยท่อนไม้ เขาโกรธภรรยามาก กล่าวว่า เรารู้อยู่ว่าท่านเป็นผู้มีทรัพย์มากถ้าว่าทรัพย์ที่นำมาจากเรือนสกุลของท่านมีอยู่ ท่านจงหุงข้าวปายาสแจกแก่ชาวเมืองทั้งหลายเถิด ถ้าเช่นนั้น ข้าพเจ้าจะหุงให้พอแก่ชาวบ้านผู้อยู่ในถนนเดียวกัน. ประโยชน์อะไรด้วยชนเหล่านั้นแก่ท่าน พวกเขาก็จงกินของของตนเองซิ. ถ้าอย่างนั้น ข้าพเจ้าจะหุงให้พอแก่ชนผู้อยู่รอบเรือนข้างละเจ็ดๆ ตั้งแต่เรือนนี้ไป. ท่านจะประโยชน์อะไรด้วยชนเหล่านั้น. ถ้าอย่างนั้น ข้าพเจ้าจะหุงให้เฉพาะท่านและข้าพเจ้าเพียงสองคนเท่านั้น. ตัวท่านเป็นอะไรเล่า ข้าวปายาสนี้ไม่สมควรแก่ท่าน. ครั้นภรรยากล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น ข้าพเจ้าจะหุงให้พอแก่ท่านคนเดียวเท่านั้น.
มหาเศรษฐีจึงกล่าวว่า ก็ถ้าท่านจะหุงเฉพาะเราคนเดียวแล้ว จงอย่าหุงในเรือนนี้เลย ด้วยว่าเมื่อท่านหุงในเรือนนี้ ชนมากมายก็คอยหวังจะบริโภคก็ท่านจงเอาแป้งข้าวสารของเรา แบ่งออกเป็น ๔ ส่วน น้ำตาลกรวดสักหยิบมือหนึ่ง นมเนยและน้ำผึ้งอย่างละขวด กับภาชนะสำหรับหุงใบหนึ่งให้แก่เราเราจักเข้าไปสู่ป่า หุงในที่นั้นแล้วบริโภค ภรรยาได้กระทำตามคำสั่งทุกประการ เศรษฐีให้คนใช้เอาผ้าห่อของนั้นทั้งหมด แล้วให้ถือไปส่ง แล้วกล่าวว่าเจ้าจงไปยืนอยู่ในที่โน้น ส่งคนใช้ไปข้างหน้าแล้วไปแต่ผู้เดียว เอาผ้าคลุมแปลงเพศไม่ให้ใครรู้จักไปถึงที่ป่านั้น ให้คนใช้ทำเตาที่โคนกอไม้แห่งหนึ่งริมแม่น้ำให้หาฟืนและน้ำมาแล้วบอกว่า เจ้าจงไปยืนอยู่ที่หนทางแห่งหนึ่ง ถ้าเห็นใครๆ มาพึงให้สัญญาแก่เรา อนึ่ง เมื่อเวลาที่เราร้องเรียกเจ้าจึงค่อยมา ส่งคนใช้ไปแล้ว จึงติดไฟหุงข้าวปายาส.
ในขณะนั้น ท้าวสักกเทวราชทรงทอดพระเนตร สิริสมบัติของพระองค์อย่างนี้คือ เทพนครอันประดับแล้วประมาณหมื่นโยชน์ ถนนแล้วด้วยทองคำหกสิบโยชน์เวชยันตปราสาทสูงพันโยชน์ สุธรรมาสภากว้างห้าร้อยโยชน์ อาสน์หินอ่อนมีสีเหลือง ดุจผ้ากัมพลเหลืองกว้างใหญ่หกสิบโยชน์ เศวตฉัตรมีพวงดอกไม้ทองเวียนรอบห้าร้อยโยชน์นางเทพอัปสรนับได้สองโกฏิครึ่ง และอัตภาพอันประดับตกแต่งแล้ว ครั้นทรงเห็นฉะนี้ จึงใคร่ครวญว่า ยศนี้เราได้มาเพราะกระทำอะไรหนอ จึงได้ทรงเห็นทานที่พระองค์บำเพ็ญให้เป็นไปเมื่อเป็นเศรษฐีในเมืองพาราณสี ในลำดับนั้น จึงทรงตรวจดูต่อไปว่า ชนทั้งหลายมีบุตรของเราเป็นต้นเกิดแล้วในที่ไหน ได้ทอดพระเนตรเห็นที่เกิดของชนทั้งปวงคือบุตรของเราได้เกิดเป็นจันทเทพบุตร บุตรของจันทเทพบุตรเกิดเป็นสุริยะ บุตรของสุริยะเกิดเป็นมาตลี บุตรของมาตลีเกิดเป็นปัญจสิขคันธัพพเทพบุตรจึงทรงตรวจดูต่อไปว่า บุตรของปัญจสิขเทพบุตรเป็นเช่นไร ก็ได้ทรงเห็นบุตรของปัญจสิขเทพบุตร เป็นผู้เข้าไปตัดวงศ์ทานของพระองค์เสีย.
ลำดับนั้น พระองค์จึงทรงปริวิตกว่า ผู้นี้เป็นอสัตบุรุษ เป็นผู้ตระหนี่ มิได้บริโภคด้วยตนเอง ทั้งไม่ให้แก่ชนเหล่าอื่นด้วย เข้าไปตัดทานวงศ์ของเราเสียทำกาลกิริยาแล้ว จักไปบังเกิดในนรก เราจักให้โอวาทแก่เขา จักให้ประดิษฐานทานวงศ์ของเราต่อไป จักทำเหตุอันจะให้เขามาเกิดในเทพนครนี้ท้าวเธอจึงให้เรียกจันทเทพบุตรเป็นต้นมา แล้วจึงมีบัญชาสั่งว่า เธอทั้งหลายจงมา เราจักไปยังมนุษยโลกด้วยกันมัจฉริยโกสิยเศรษฐีเข้าไปตัดวงศ์ของพวกเราเสียแล้ว ให้เผาโรงทานเสียสิ้น ตนเองก็ไม่บริโภค พวกชนเหล่าอื่นก็ไม่ให้เขาเลยก็บัดนี้เขาเป็นผู้ใคร่จะบริโภคข้าวปายาส คิดว่า เมื่อหุงข้าวปายาสในเรือน ก็จะต้องให้ข้าวปายาสแก่คนอื่นบ้าง จึงเข้าป่าหุงกินแต่คนเดียวเราจักทรมานเศรษฐีนี้ กระทำให้รู้จักผลของทานแล้วจักกลับมา ก็แต่ว่าเศรษฐีนี้ เมื่อถูกพวกเราทั้งหมดขออยู่พร้อมๆ กัน ก็จะพึงตายเสียในที่นั้นทีเดียวในเวลาที่เราไปขอข้าวปายาสนั่งอยู่ก่อนแล้ว พวกท่านพึงแปลงเป็นพราหมณ์ไปขอโดยลำดับเถิด ครั้นสั่งแล้ว ท้าวเธอก็เนรมิตเพศเป็นพราหมณ์เข้าไปหาเศรษฐีนั้นก่อน แล้วถามว่า หนทางที่จะไปยังเมืองพาราณสีไปทางไหน ท่านผู้เจริญ.
ลำดับนั้น มัจฉริยโกสิยเศรษฐีจึงกล่าวกะท้าวเธอว่า ท่านเป็นคนบ้าหรือ จึงไม่รู้จัก แม้จนกระทั่งทางไปเมืองพาราณสี จะมาทำอะไรทางนี้เล่า จงไปทางโน้นซิ. ท้าวสักกะทรงสดับถ้อยคำของเขาแล้ว ทำเป็นเหมือนไม่ได้ยิน ตรัสถามว่า ท่านพูดว่าอย่างไร แล้วก็เดินกระเถิบเข้าไปใกล้เขาอีก แม้เศรษฐีนั้นก็ร้องตะโกนว่า แน่ะพราหมณ์หูหนวกคนร้าย ท่านจะมาทำไมทางนี้เล่า จงไปข้างหน้าซิ. ลำดับนั้น ท้าวสักกะจึงกล่าวกะเขาว่า ดูก่อนท่านผู้เจริญ ท่านร้องเอะอะทำไม ควันและไฟยังปรากฏอยู่ ท่านคงหุงข้าวปายาสสุกแล้ว ชะรอยว่า คงจะนิมนต์พราหมณ์ทั้งหลายมาฉันในที่นี้ในเวลาที่พวกพราหมณ์ฉันแล้ว แม้ข้าพเจ้าก็จักพลอยได้บริโภคสักหน่อยหนึ่ง ท่านไม่นิมนต์ข้าพเจ้าบ้างหรือ. เศรษฐีตอบว่า การนิมนต์พวกพราหมณ์ในที่นี้ไม่มีเลย ท่านจงไปข้างหน้าเถิด. ท้าวสักกะจึงกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านโกรธข้าพเจ้าทำไม ในเวลาที่ท่านบริโภคแล้ว ข้าพเจ้าก็คงจักได้บริโภคบ้างสักเล็กน้อย.
ลำดับนั้น เศรษฐีหมายเอาอาหารที่ตนขอภรรยาได้มาแล้ว จึงกล่าวกะท้าวสักกะนั้นว่า ข้าพเจ้าจักไม่ให้แม้เพียงเมล็ดเดียวแก่ท่าน ภัตนี้มีน้อย พอข้าพเจ้าบริโภคเพียงคนเดียวเท่านั้น. อนึ่ง ก็ภัตนี้ข้าพเจ้าก็ต้องขอเขาจึงได้มา ท่านจงแสวงหาอาหารของท่านจากที่อื่นเถิด
แล้วกล่าวคาถาว่า
ข้าพเจ้าจะไม่ซื้อ จะไม่ขาย อนึ่ง แม้ความสั่งสมของข้าพเจ้า ในที่นี้ก็ไม่มีเลย ภัตนี้มีนิดหน่อย ทั้งหาได้แสนยากยิ่งนัก ข้าวสุกแล่งหนึ่งนี้ หาพอแก่เราสองคนไม่.
ท้าวสักกะได้ทรงสดับคำนั้น จึงรับสั่งว่า ข้าพเจ้าจักกล่าวโศลกสักบทหนึ่ง ด้วยเสียงอันไพเราะให้ท่าน ขอท่านจงฟังโศลกคาถาสรรเสริญคุณนั้น เมื่อเศรษฐีนั้นกำลังคัดค้านห้ามปรามอยู่ทีเดียวว่า ข้าพเจ้ามิได้มีความต้องการด้วยโศลกคาถาสรรเสริญของท่าน.
ท้าวเธอก็ได้กล่าวคาถาสองคาถาว่า
บุคคลควรแบ่งของน้อยให้ตามน้อย ควรแบ่งของส่วนกลางให้ตามส่วนกลาง ควรแบ่งของมากให้ตามมาก การไม่ให้เสียเลยหาควรไม่ ดูก่อนโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุฉะนั้น ข้าพเจ้าจะบอกกะท่าน ท่านจงขึ้นสู่หนทางของพระอริยเจ้า จงให้ทานและจงบริโภค เพราะผู้บริโภคคนเดียว หาได้ความสุขไม่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุมชฌโต มชฌกํ ความว่า แม้ของมีประมาณน้อย บุคคลควรแบ่งออกในท่ามกลาง กระทำให้เป็นสองส่วน ให้ทานเสียส่วนหนึ่ง แม้ส่วนที่เหลืออยู่จากส่วนที่ให้ทานไปแล้วนั้น พึงแบ่งออกในท่ามกลาง แม้จากส่วนกลางอันน้อยนั้นอีกครั้งหนึ่ง พึงให้ส่วนหนึ่งทีเดียว.
บทว่า อทานํ นูปปชฺชติ ความว่า สิ่งที่ให้ทานนั้นจะน้อยหรือมากก็ตาม ก็เป็นอันได้ชื่อว่าให้แล้ว ขึ้นชื่อว่าการไม่ให้เสียเลยย่อมไม่ควร ทานแม้นั้นย่อมมีผลมากทีเดียว.
มัจฉริยโกสิยเศรษฐีสดับคำของท้าวสักกะนั้นแล้ว จึงกล่าวว่า ดูก่อนพราหมณ์ ท่านพูดจาน่าพอใจมาก เมื่อข้าวปายาสสุกแล้ว ท่านจักได้หน่อยหนึ่ง ท่านจงนั่งลงเถิด. ท้าวสักกะจึงนั่งลง ณ สถานที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เมื่อท้าวสักกะนั่งแล้ว จันทเทพบุตรจึงเข้าไปใกล้เศรษฐีโดยทำนองนั้นทีเดียว ยังถ้อยคำให้เป็นไปเหมือนอย่างนั้น.
เมื่อเศรษฐีนั้นคัดค้านห้ามปรามอยู่ ได้กล่าวคาถาสองคาถาว่า
บุคคลใด เมื่อแขกนั่งแล้ว บริโภคโภชนะอยู่แต่ผู้เดียว พลีกรรมของบุคคลผู้นั้น ย่อมไร้ผล ทั้งความเพียรแสวงหาทรัพย์ ก็ไร้ประโยชน์ ดูก่อนโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจะขอบอกกะท่าน ท่านจงขึ้นสู่หนทางของพระอริยเจ้า จงให้ทานและบริโภค เพราะผู้บริโภคคนเดียว หาได้ความสุขไม่.
คำว่า ความเพียรแสวงหาทรัพย์ ในคาถานั้น หมายเอาความเพียรที่ให้เกิดทรัพย์.
เศรษฐีฟังคำของจันทเทพบุตรนั้นแล้ว ก็ได้กล่าวถ้อยคำอย่างนั้นเหมือนกัน แล้วจึงพูดด้วยความลำบากยากแค้นว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านจงนั่งลงเถิด ท่านจักได้หน่อยหนึ่ง. จันทเทพบุตรไปนั่งในสำนักของท้าวสักกะ. ในลำดับนั้น สุริยเทพบุตรจึงเข้าไปบอกเศรษฐีนั้น โดยทำนองนั้นเหมือนกัน แล้วจึงกล่าวเหมือนอย่างนั้น
เมื่อเศรษฐีนั้นกำลังคัดค้านห้ามปรามอยู่ทีเดียว ได้กล่าวคาถาสองคาถาว่า
ผู้ใด เมื่อแขกนั่งแล้ว มิได้บริโภคโภชนะแต่ผู้เดียว พลีกรรมของผู้นั้นย่อมมีผลจริง ทั้งความเพียรแสวงหาทรัพย์ ก็ย่อมมีประโยชน์โดยแท้ ดูก่อนโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจะขอกล่าวกะท่าน ท่านจงขึ้นสู่หนทางของพระอริยเจ้า จงให้ทานและจงบริโภค เพราะผู้บริโภคคนเดียว หาได้ความสุขไม่.
เศรษฐีได้สดับคำของสุริยเทพบุตรนั้นแล้ว จึงพูดด้วยความลำบากยากเย็นว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านจงนั่งลงเถิด จักได้หน่อยหนึ่ง สุริยเทพบุตรนั้นจึงไปนั่งในสำนักจันทเทพบุตร. ลำดับนั้น มาตลีเทพบุตรจึงเข้าไปหาเศรษฐีนั้น โดยอุบายอุบายอย่างเดียวกันนั้นแล แล้วกล่าวถ้อยคำเหมือนอย่างนั้น
เมื่อเศรษฐีนั้นกำลังคัดค้านห้ามปรามอยู่ทีเดียว ก็ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า
ก็บุรุษไปสู่สระแล้วบูชาที่แม่น้ำชื่อพหุกาก็ดี ที่สระชื่อคยาก็ดี ที่ท่าชื่อโทณะก็ดี ที่ท่าชื่อติมพรุก็ดี ที่ห้วงน้ำใหญ่ มีกระแสอันเชี่ยวก็ดีการบูชาและความเพียรของเขาในที่นั้นๆ ย่อมมีผลมีกำไรได้ ผู้ใด เมื่อแขกนั่งแล้ว ไม่บริโภคโภชนะแต่คนเดียว จะกล่าวว่า ไร้ผลนั้นไม่ได้ดูก่อนโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจะขอพูดกะท่าน ท่านจงขึ้นสู่หนทางของพระอริยเจ้า จงให้ทานด้วย จงบริโภคด้วย เพราะผู้กินคนเดียว หาได้ความสุขไม่.
เนื้อความแห่งคาถาเหล่านั้นว่า
บุรุษใดคิดว่า เราจักกระทำพลีกรรมแก่นาคและยักษ์เป็นต้น จึงเข้าไปสู่สระแห่งใดแห่งหนึ่ง ในบรรดาสมุทร แอ่งและสระโบกขรณีเป็นต้น แล้วบูชาอยู่ กระทำพลีกรรมอยู่ในที่นั้นๆ อนึ่ง บุคคลบูชาอยู่ที่แม่น้ำชื่อพหุกา ที่สระโบกขรณีชื่อคยา หรือที่ท่าโทณะก็ดี ที่ท่าชื่อติมพรุก็ดี หรือที่ห้วงน้ำใหญ่มีกระแสอันเชี่ยวก็ดี.
บทว่า อตฺร จสฺส ความว่า ถ้าว่าการบูชาและความเพียรของบุรุษนั้นในที่นั้นๆ คือในสระเป็นต้นเหล่านั้น ย่อมมี คือมีผลกำไรถึงพร้อมอยู่ไซร้ คำที่บุคคลจะพึงกล่าวในคำนี้ว่า ผู้ใดเมื่อแขกนั่งแล้ว ไม่บริโภคโภชนะแต่คนเดียวย่อมไร้ผลดังนี้ ก็จะไม่มีเลย ดูก่อนโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจะขอบอกกะท่านท่านจงให้ทานด้วย จงบริโภคเองด้วย ท่านจงขึ้นสู่ทางของพระอริยเจ้าทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ผู้ยินดียิ่งแล้วในทาน เพราะว่า ผู้กินคนเดียว คือผู้บริโภคอยู่แต่เพียงคนเดียว ย่อมไม่ได้รับความสุขเลย.
เศรษฐีสดับคำของมาตลีเทพบุตรนั้นแล้ว ประหนึ่งถูกยอดภูเขาทับ จึงพูดด้วยความลำบากใจว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านจงนั่งลงเถิด จักได้หน่อยหนึ่ง มาตลีเทพบุตรจึงไปนั่งในที่ใกล้กับสุริยเทพบุตร. ในลำดับนั้น ปัญจสิขเทพบุตรจึงเข้าไปหาเศรษฐีโดยทำนองนั้นอีก แล้วกล่าวถ้อยคำเหมือนอย่างนั้น
เมื่อเศรษฐีกำลังคัดค้านห้ามปรามอยู่ทีเดียว จึงกล่าวคาถา ๒ คาถาว่า
ผู้ใด เมื่อแขกนั่งแล้ว บริโภคโภชนะอยู่แต่ผู้เดียว ผู้นั้นเท่ากับกลืนกินเบ็ด อันมีสายยาวพร้อมทั้งเหยื่อ ดูก่อนโกสิยเศรษฐี เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าขอบอกกะท่าน ท่านจงขึ้นสู่หนทางของพระอริยเจ้า จงให้ทานด้วย จงบริโภคด้วย เพราะผู้กินคนเดียว หาได้ความสุขไม่.
มัจฉริยโกสิยเศรษฐีได้สดับคำนั้น ทอดถอนใจอยู่ด้วยกำลังแห่งความทุกข์ทีเดียว กล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านจงนั่งลงเถิด จักได้หน่อยหนึ่ง ปัญจสิขเทพบุตรจึงไปนั่งในที่ใกล้มาตลีเทพบุตร เมื่อพราหมณ์ทั้ง ๕ คนเหล่านั้น พอนั่งพร้อมกันเท่านั้น ข้าวปายาสก็สุกพอดี ด้วยประการฉะนี้. ลำดับนั้น โกสิยเศรษฐีจึงยกข้าวปายาสนั้นลงจากเตา แล้วกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงนำใบไม้มาให้เราเถิด พราหมณ์เหล่านั้นมิได้ลุกขึ้น นั่งอยู่ในที่เดิมนั่นแล เหยียดมือไปนำใบย่างทรายมาจากป่าหิมวันต์ โกสิยเศรษฐีเห็นใบไม้ใหญ่นัก จึงพูดว่า ข้าวปายาสนี้ เราควรจะให้แก่ท่านในใบไม้เหล่านี้ไม่มี ท่านจงนำใบตะเคียนเป็นต้นมา พราหมณ์เหล่านั้นก็นำเอาใบไม้ทั้งหลายมาแล้ว ใบไม้แต่ละใบที่นำมานั้นใหญ่ประมาณเท่าโล่ของทหาร โกสิยเศรษฐีนั้นจึงเอาทัพพีตักข้าวปายาสให้แก่พราหมณ์ทั้งหมดคนละทัพพีแม้ในเวลาที่ให้แก่พราหมณ์ปัญจสิข อันเป็นคนสุดท้ายกว่าพราหมณ์ทั้งหมด ข้าวปายาสนั้น ก็หาปรากฏว่าพร่องลงไปถึงก้นหม้อไม่.
เศรษฐีนั้น ครั้นให้แก่พราหมณ์ทั้ง ๕ คนแล้ว ส่วนตนนั่งจับหม้อไว้ ในขณะนั้น ปัญจสิจเทพบุตรจึงลุกขึ้นแปลงร่างเป็นสุนัข เข้าไปยืนข้างหน้าพราหมณ์เหล่านั้น ถ่ายปัสสาวะแล้วก็ไป พวกพราหมณ์เอามือปิดข้าวปายาสของตนไว้ หยาดน้ำปัสสาวะกระเซ็นถูกหลังมือของโกสิยเศรษฐี พวกพราหมณ์จึงเอาเต้าน้ำไปตักน้ำเอามาเกลี่ยข้าวปายาส กระทำประดุจจะบริโภค.
โกสิยเศรษฐีจึงกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงให้น้ำแก่ข้าพเจ้าบ้าง ข้าพเจ้าล้างมือแล้วจักบริโภค ท่านจงนำน้ำของท่านมาล้างมือแล้วบริโภคเองเถิด. ข้าพเจ้าให้ข้าวปายาสแก่พวกท่านแล้ว ท่านจงให้น้ำแก่ข้าพเจ้าสักหน่อยหนึ่งเถิด. พวกเราชื่อว่าย่อมไม่กระทำกรรม คือการให้ก้อนข้าวตอบก้อนข้าว (ท่านให้ก้อนข้าวเราและเราให้ก้อนข้าวตอบ). เศรษฐีกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านทั้งหลายจงช่วยดูหม้อข้าวนี้ เราไปล้างมือแล้วจักกลับมา แล้วจึงลงไปสู่แม่น้ำ ในขณะนั้น สุนัขจึงถ่ายปัสสาวะลงไว้จนเต็มหม้อข้าวเศรษฐีนั้นกลับมาเห็นสุนัขกำลังถ่ายปัสสาวะ จึงถือเอาท่อนไม้ใหญ่มาขู่ตวาดสุนัขนั้นอยู่ สุนัขนั้นกลับเป็นสัตว์ใหญ่โต ประมาณเท่าม้าอาชาไนย ไล่ติดตามเศรษฐีนั้นแล้วแปลงร่างเป็นสัตว์มีสีต่างๆ เป็นสีดำบ้าง สีขาวบ้าง สีคล้ายทองคำบ้าง ด่างบ้าง ต่ำบ้าง สูงบ้าง เป็นสัตว์มีสีต่างๆ อย่างนี้ ไล่ติดตามมัจฉริยโกสิยเศรษฐีไป.
เศรษฐีมีความกลัวต่อมรณภัย จึงเข้าไปหาพวกพราหมณ์ แม้พวกพราหมณ์เหล่านั้นก็พากันเหาะขึ้นไปยืนอยู่บนอากาศ
เศรษฐีเห็นอิทธิฤทธิ์ของพวกพราหมณ์เหล่านั้น จึงกล่าวคาถาว่า
พราหมณ์เหล่านี้มีผิวพรรณงามจริงหนอ เหตุไฉน สุนัขของท่านนี้จึงเปล่งรัศมีสีต่างๆ ได้ ข้าแต่พราหมณ์ พวกท่านใครเล่าจะบอกข้าพเจ้าได้.
ท้าวสักกเทวราชทรงสดับคำนั้น จึงตรัสคาถาว่า
ผู้นี้คือจันทเทพบุตร ผู้นี้คือสุริยเทพบุตร และผู้นี้คือมาตลีเทพสารถีมาแล้วในที่นี้ เราคือท้าวสักกะ เป็นจอมของเทวดาพวกไตรทศ ส่วนสุนัขแล เราเรียกปัญจสิขเทพบุตร.
ท้าวสักกเทวราช ครั้นตรัสคาถานี้แล้ว เมื่อจะทรงชมเชยยศของปัญจสิขเทพบุตรนั้น จึงตรัสคาถาว่า
ฉิ่ง ตะโพน และเปิงมาง ย่อมปลุกเทพบุตรผู้หลับแล้วนั้นให้ตื่น และตื่นขึ้นแล้ว ย่อมเพลิดเพลินใจ.
เศรษฐีได้สดับคำของท้าวสักกะนั้น จึงถามว่า ข้าแต่ท้าวสักกะ ปัญจสิขเทพบุตรนี้ได้ทิพยสมบัติเห็นปานนี้ เพราะทำกรรมอะไรไว้. เมื่อท้าวสักกะจะทรงแสดงว่า บุคคลผู้ไม่ให้ทานเป็นปกติ มีกรรมอันเป็นบาป มีความตระหนี่ จะไปเทวโลกไม่ได้ ย่อมไปเกิดในนรก จึงตรัสคาถาว่า
ชนเหล่าใด ผู้มีความตระหนี่เหนียวแน่น มักบริภาษสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ชนเหล่านั้นทอดทิ้งสรีระร่างกายไว้ในโลกนี้แล้ว เมื่อกายแตกย่อมไปสู่นรก.
ท้าวสักกะ ครั้นตรัสคาถานี้แล้ว หวังจะทรงแสดงการได้เฉพาะซึ่งเทวโลกของบุคคลทั้งหลายผู้ตั้งอยู่ในธรรม จึงตรัสคาถาว่า
ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งหวังสุคติ ตั้งอยู่แล้วในธรรม คือความสำรวมและความจำแนก ชนเหล่านั้นทอดทิ้งสรีระร่างกายไว้ในโลกนี้แล้ว เมื่อกายแตกย่อมไปสู่สุคติ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาสึสมานา ความว่า ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง เมื่อจะหวัง ย่อมหวังสุคติ ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้ตั้งอยู่แล้วในธรรม คือศีล ๑๐ ประการ ที่นับว่าความสำรวมอย่างหนึ่ง ในธรรมคือการให้ทานที่มีแต่การจำแนกอย่างหนึ่ง ทอดทิ้งร่างกายกล่าวคือสรีระไว้ในโลกนี้ทีเดียว เพราะการแตกกายของเขา ย่อมเข้าถึงสุคติ.
ท้าวสักกะ ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว หวังจะทรงประกาศแก่เศรษฐีนั้นว่า ดูก่อนโกสิยเศรษฐี พวกเรามายังสำนักของท่านเพื่อต้องการข้าวปายาสก็หาไม่ แต่พวกเราเอ็นดูท่านจึงพากันมาด้วยความกรุณา จึงตรัสคาถาว่า
ตัวท่านนั้นชื่อโกสิยะ มีความตระหนี่ มีธรรมอันลามก เป็นญาติของเราทั้งหลายในชาติก่อน เราทั้งหลายพากันมาในที่นี้เพื่อประโยชน์แก่ท่านผู้เดียว ด้วยคิดว่า โกสิยะนี้อย่าได้มีธรรมอันลามกไปนรกเลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โส ความว่า ท่านนั้นเป็นญาติของพวกเรา.
บทว่า มา ปาปธมฺโม ความว่า เราพากันมาด้วยคิดอย่างนี้ว่า เศรษฐีเป็นญาติของเรา อย่าได้เป็นผู้มีธรรมอันลามกไปนรกเสียเลย.
โกสิยเศรษฐีสดับคำนั้น มีจิตยินดีว่า ได้ยินว่า เทพบุตรเหล่านี้ใคร่ประโยชน์แก่เรา ปรารถนาจะยกเราขึ้นจากนรก ให้ประดิษฐานบนสวรรค์ จึงกล่าวคาถาว่า
ก็ท่านเหล่านั้นเป็นผู้ใคร่ประโยชน์แก่ข้าพเจ้าโดยแน่แท้ เพราะเหตุที่มาตามพร่ำสอนข้าพเจ้าอยู่เนืองๆ ข้าพเจ้านั้นจักกระทำตามคำทั้งหมดที่ ท่านผู้แสวงหาประโยชน์กล่าวแล้วทุกประการ.
ข้าพเจ้านั้นจะเว้นจากความเป็นคนตระหนี่เสียในวันนี้แหละ อนึ่ง ข้าพเจ้าจะไม่พึงกระทำบาปอะไรๆ อนึ่ง ชื่อว่าการไม่ให้ของอะไรๆ จะไม่มีแก่ข้าพเจ้าอีก อนึ่ง ข้าพเจ้ายังไม่ให้แล้ว จะไม่ดื่มแม้จนกระทั่งน้ำ
ข้าแต่ท้าววาสวะ ก็เมื่อข้าพเจ้าให้อยู่อย่างนี้ตลอดกาลทั้งปวง แม้โภคทรัพย์ทั้งหลายของข้าพเจ้าจักหมดไป ข้าแต่ท้าวสักกะ แต่นั้น ข้าพเจ้าจักละกามทั้งหลายที่ยังคงมีอยู่อย่างนี้ไปแล้วจักบวช.
ในคาถานั้นมีอรรถาธิบายว่า คำว่า แก่ข้าพเจ้า หมายเอาแก่ตัวข้าพเจ้าเอง.
คำว่า ท่าน หมายเอาท่านทั้งหลาย.
คำว่า ข้าพเจ้า อธิบายว่า ท่านทั้งหลายมาตามพร่ำสอนข้าพเจ้าอยู่ด้วยเหตุใด ท่านทั้งหลายก็ย่อมเป็นผู้ใคร่ประโยชน์แก่ข้าพเจ้าด้วยเหตุนั้น.
คำว่า ทุกประการ อธิบายว่า ท่านกล่าวอย่างใด ข้าพเจ้าจักกระทำอย่างนั้นทุกประการ.
คำว่า เว้น คือ ข้าพเจ้าจะเว้นจากความเป็นคนตระหนี่.
คำว่า การไม่ให้จะไม่มี อธิบายว่า อนึ่ง จำเดิมแต่นี้ไป ขึ้นชื่อว่าการไม่ให้ แม้ประมาณสักว่าครึ่งหนึ่งแห่งคำข้าวของข้าพเจ้า จะไม่มีอีกต่อไปเลย.
คำว่า อนึ่ง ยังไม่ให้ อธิบายว่า อนึ่ง ข้าพเจ้าได้น้ำมาแม้ประมาณเพียงซองมือหนึ่งถ้ายังมิให้ทานก่อนแล้ว จะไม่ดื่มกินน้ำนั้นเลย.
คำว่า จักหมดไป คือจักสิ้นไป.
คำว่า ยังคงมีอยู่อย่างนี้ อธิบายว่า ข้าพเจ้าจักละกามอันมีส่วนตามที่ยังเหลืออยู่ ด้วยอำนาจวัตถุกามและกิเลสกามทีเดียว.
ท้าวสักกะทรงทรมานมัจฉริยโกสิยเศรษฐี กระทำให้หมดพยศ ให้รู้จักผลแห่งทาน ให้ตั้งอยู่ในศีล ๕ ด้วยธรรมเทศนาแล้ว จึงพากันเสด็จกลับเทพนครของพระองค์ พร้อมด้วยเทพบุตรเหล่านั้น.
ฝ่ายมัจฉริยโกสิยเศรษฐีเข้าไปยังพระนคร ขอพระบรมราชานุญาตแล้ว ให้ทรัพย์แก่ยาจกทั้งหลาย ด้วยคำว่า ท่านทั้งหลายจงถือเอาทรัพย์จนเต็มภาชนะที่ตนถือมาแล้วๆ นั้นเถิด แล้วออกจากเรือนไปในขณะนั้น ไปสร้างบรรณศาลา ในระหว่างแม่น้ำคงคาและชาตสระแห่งหนึ่ง ที่ข้างทิศทักษิณ แต่หิมวันตประเทศแล้วจึงบรรพชา มีรากไม้และผลไม้ในป่าเป็นอาหาร ได้อยู่ในที่นั้นเป็นเวลานานตลอดกาลถึงชรา.
ในกาลนั้น ธิดาของท้าวสักกะมีอยู่ ๔ นาง คือ นางอาสา นางศรัทธา นางสิริ นางหิริ นางทั้ง ๔ นั้นถือเอาของหอมและระเบียบดอกไม้ อันเป็นทิพย์มากมายไปยังสระอโนดาตเพื่อประสงค์จะเล่นน้ำ ครั้นเล่นน้ำในสระนั้นแล้ว จึงพากันนั่งอยู่บนพื้นมโนศิลา ในขณะนั้น พราหมณ์ดาบสชื่อนารทะ ไปยังพิภพดาวดึงส์ เพื่อต้องการจะพักผ่อนในกลางวัน จึงกระทำที่อยู่ในกลางวัน ในสวนนันทวันและสวนจิตรลดาวัน แล้วถือเอาดอกปาริฉัตตกะ เพื่อบังเงาประหนึ่งร่ม ไปยังกาญจนคูหาอันเป็นที่อยู่ของตน โดยที่สุดแห่งพื้นมโนศิลา. ลำดับนั้น พวกนางเทพธิดาทั้ง ๔ เห็นดอกไม้ในมือของดาบสนั้นจึงพากันขอ.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสคาถาว่า
นางเทพธิดาเหล่านั้น อันท้าวสักกะผู้ประเสริฐกว่าเทวดารักษาแล้ว บันเทิงอยู่ ณ ภูเขาคันธมาทน์ซึ่งเป็นภูเขาสูงสุด ในกาลนั้น นารทดาบสผู้ประเสริฐกว่าฤาษี ผู้สามารถไปตลอดโลกทั้งปวง ได้มาถือเอากิ่งไม้อันประเสริฐมีดอกบานงามดีแล้ว ดอกไม้นั้นสะอาดมีกลิ่นหอม เทพยดาชั้นดาวดึงส์พากันกระทำสักการะ เป็นดอกไม้สูงสุด ท้าวสักกะผู้ประเสริฐกว่าเทวดาทั้งหลายได้เสพแล้ว ส่วนพวกมนุษย์เหล่าอื่น หรือพวกอสูรไม่ได้แล้ว เว้นไว้แต่พวกเทวดา เป็นดอกไม้ที่มีประโยชน์อันสมควรแก่พวกเทวดาเหล่านั้น
ในลำดับนั้น นางเทพนารีทั้ง ๔ คือ นางอาสา นางศรัทธา นางสิริ และนางหิริ ผู้มีผิวพรรณประหนึ่งทองคำ เป็นใหญ่กว่านางเทพธิดาผู้รื่นเริง ลุกขึ้นกล่าวกะนารทมุนีผู้เป็นพราหมณ์ประเสริฐกว่าพวกเทวดามากว่า ข้าแต่มหามุนีผู้ประเสริฐ ถ้าดอกปาริฉัตตกะนี้ พระผู้เป็นเจ้าไม่เจาะจงแล้ว ก็จงให้แก่พวกข้าพเจ้าเถิด คติทั้งปวงจงสำเร็จแก่พระผู้เป็นเจ้า ขอพระผู้เป็นเจ้าจงให้แก่พวกข้าพเจ้าดุจท้าววาสวะฉะนั้นเถิด.
นารทดาบสเห็นนางเทพธิดาทั้ง ๔ พากันขอดอกไม้นั้น จึงกล่าวว่า ท่านพูดถ้อยคำชวนทะเลาะ เราหามีความต้องการด้วยดอกไม้เหล่านี้สักน้อยหนึ่งไม่ บรรดาพวกเจ้าทั้ง ๔ นางใดประเสริฐกว่า นางนั้นก็จงประดับดอกไม้นั้นเถิด.
ในคาถาเหล่านั้นมีอรรถาธิบายว่า คำว่า เป็นภูเขาอันประเสริฐ นี้เป็นไวพจน์ของคำแรกที่ว่าเป็นภูเขาสูงสุด.
คำว่า ท้าวสักกเทวราชผู้ประเสริฐกว่าเทวดาทรงรักษาแล้ว คือ นางเทพธิดาทั้ง ๔ นั้นเป็นผู้อันท้าวสักกะทรงรักษาแล้ว.
คำว่า สามารถไปตลอดโลกทั้งปวง อธิบายว่า เป็นผู้สามารถที่จะไปได้ในโลกทั้งหมด คือ ทั้งในเทวโลกทั้งในมนุษยโลก.
คำว่า ถือเอากิ่งไม้อันประเสริฐ อธิบายว่า ถือเอาดอกไม้มีชื่ออันได้แล้วว่า ทุมวรสาขะ เพราะดอกไม้นี้เกิดจากกิ่ง.
คำว่า พากันทำสักการะ คือ มีสักการะอันกระทำแล้ว.
คำว่า ผู้ประเสริฐกว่าหมู่อมร ดังนี้ พระศาสดาตรัสหมายเอาท้าวสักกะ.
คำว่า เว้นไว้แต่พวกเทวดา อธิบายว่า นอกจากพวกเทวดาและท่านผู้มีฤทธิ์แล้ว พวกมนุษย์หรือพวกอมนุษย์มียักษ์เป็นต้นเหล่าอื่นไม่ได้แล้ว.
คำว่า มีประโยชน์อันสมควรแก่พวกเทวดาเหล่านั้น อธิบายว่า เป็นประโยชน์ คือสมควรเหมาะแก่พวกเทวดาเหล่านั้น เดียว.
คำว่า ผู้มีผิวพรรณประหนึ่งทองคำ อธิบายว่า มีผิวหนังประดุจทองคำ.
คำว่า ลุกขึ้น อธิบายว่า นางเทพนารีเหล่านั้นปรึกษากันว่า พระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้เว้นขาดแล้วจากระเบียบดอกไม้ของหอม และเครื่องลูบไล้เป็นต้น คงจักไม่ประดับดอกไม้ จักทิ้งเสียในประเทศแห่งหนึ่ง เราจักขอกะท่านแล้วจักประดับดอกไม้ เมื่อจะเหยียดมือออกไปขอ จึงลุกขึ้นพร้อมกันทีเดียว.
คำว่า เป็นใหญ่กว่านางเทพธิดาผู้รื่นเริง คือ เป็นผู้สูงสุดกว่านางผู้รื่นเริงทั้งหลาย.
คำว่า มุนี หมายเอาฤาษี.
คำว่า ไม่เจาะจง คือ ไม่เจาะจงว่า เราจักให้ดอกไม้นี้แก่ชนชื่อโน้น.
คำว่า คติทั้งปวงจงสำเร็จแด่พระผู้เป็นเจ้า อธิบายว่า นางเทพธิดาเหล่านั้นกล่าวถ้อยคำอันเป็นมงคลแก่นารทมุนีนั้นว่า ขอคติแห่งใจของพระผู้เป็นเจ้าทั้งหมดจงสำเร็จเถิด ขอพระผู้เป็นเจ้าจงเป็นผู้ได้สิ่งที่ตนปรารถนาแล้วและปรารถนาแล้วเถิด.
คำว่า ดุจท้าววาสวะฉะนั้น อธิบายว่า ท้าววาสวะผู้เป็นบิดาของหม่อมฉันทั้งหลาย ประทานสิ่งที่หม่อมฉันปรารถนาแล้ว อยากได้แล้ว ฉันใด แม้พระผู้เป็นเจ้าก็จงให้แก่พวกหม่อมฉันเหมือนกันฉันนั้นเถิด.
คำว่า นั้น หมายเอาดอกไม้นั้น.
คำว่า เห็น คือมองเห็น.
คำว่า ชวนทะเลาะ อธิบายว่า ท่านกล่าวถ้อยคำมีการถือเอาต่างๆ ก่อให้เกิดความทะเลาะวิวาท.
คำว่า เหล่านี้ อธิบายว่า เราไม่มีความต้องการด้วยดอกไม้เหล่านี้ นารทมุนีแสดงว่า เราเป็นผู้เว้นขาดแล้วจากการทัดทรงประดับดอกไม้.
คำว่า บรรดาพวกท่านนางใดประเสริฐกว่า อธิบายว่า นางใดเป็นผู้เจริญที่สุดในระหว่างท่านทั้งหลาย.
คำว่า นางนั้นจงประดับ อธิบายว่า นางนั้นจงประดับดอกไม้นี้.
แม้นางเทพนารีทั้ง ๔ นั้น ครั้นได้สดับคำของดาบส จึงกล่าวคาถาว่า
ข้าแต่นารทดาบสผู้สูงสุด พระผู้เป็นเจ้านั่นแล จงพิจารณาดูพวกข้าพเจ้า ปรารถนาจะให้แก่นางใด จงเริ่มให้แก่นางนั้น ก็บรรดาพวกข้าพเจ้า พระผู้เป็นเจ้าจักให้แก่นางใด นางนั้นแล พวกข้าพเจ้าสมมุติว่าเป็นผู้ประเสริฐสุด.
คำว่า ผู้สูงสุด ในคาถานั้น มีอธิบายว่า ข้าแต่มหามุนีผู้อุดม พระผู้เป็นเจ้านั่นแล จงใคร่ครวญดูพวกข้าพเจ้า.
นารทดาบสสดับคำของนางทั้ง ๔ นั้น เมื่อจะเจรจากะนางเหล่านั้น จึงกล่าวคาถาว่า
ดูก่อนนางผู้มีกายอันงาม คำนี้ไม่สมควร ใครเล่าเป็นพราหมณ์ ใครกล่าวการทะเลาะ ถ้าพวกท่านยังไม่ทราบในที่นี้ว่า ตนประเสริฐหรือธรรมประเสริฐ ก็จงไปทูลถามท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าภูตเถิด.
อธิบายความแห่งคาถานั้นว่า
ดูก่อนนางผู้มีกายอันงามผู้เจริญ คำที่พวกท่านกล่าวแล้วนี้ ไม่สมควรแก่เรา ด้วยว่า เมื่อเป็นอย่างนี้ เมื่อเรากระทำนางหนึ่งในบรรดาพวกท่าน ให้เป็นผู้ประเสริฐ นางที่เหลือให้เป็นคนเลวแล้ว ความทะเลาะวิวาทก็จะพึงมีขึ้นใครจะเป็นพราหมณ์ผู้ลอยบาป ใครพึงกล่าวการทะเลาะ คือพึงทำความทะเลาะให้เจริญ ด้วยว่า การทำความทะเลาะให้เกิดขึ้น ย่อมไม่สมควรแก่เราผู้มีรูปเห็นปานนี้เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงไปจากที่นี้แล้ว จงถามท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าภูตทั้งหลาย ซึ่งเป็นบิดาของตนเอาเองเถิด ถ้าพวกท่านยังไม่ทราบว่า ตนประเสริฐหรือธรรมประเสริฐ.
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสพระคาถาว่า
นางเทพธิดาเหล่านั้น ที่นารทดาบสได้กล่าวขึ้น เป็นผู้มีความโกรธแค้นอย่างยิ่ง เป็นผู้มัวเมาแล้ว ด้วยความเมาในผิวพรรณ จึงไปสู่สำนักแห่งท้าวสหัสนัยน์ แล้วทูลถามท้าวสักกะผู้เป็นจอมแห่งภูตว่า บรรดาพวกหม่อมฉัน ใครเล่าเป็นผู้ประเสริฐกว่ากัน.
ในคาถานั้น มีอธิบายว่า คำว่า มีความโกรธแค้นอย่างยิ่ง คือ นางทั้ง ๔ นั้น เมื่อนารทดาบสไม่ให้ดอกไม้ ก็เป็นผู้มีความโกรธยิ่งนักหนา. คำว่า ได้กล่าวขึ้น คือ เมื่อนารทดาบสกล่าวว่า พวกท่านจงไปถามท้าวสักกะผู้เป็นจอมแห่งภูต เอาเองเถิด. คำว่า ท้าวสหัสนัยน์ คือ ไปสู่สำนักของท้าวสักกะ. คำว่า ใครเล่า อธิบายว่า นางเทพธิดาทั้ง ๔ ทูลถามว่า ในระหว่างข้าพระองค์ทั้งหลาย ใครคนไหนเล่าเป็นผู้สูงสุด.
นางเทพธิดาทั้ง ๔ ยืนทูลถามดังนั้นแล้ว.
(พระศาสดาจึงตรัสพระคาถาว่า)
ท้าวปุรินททะผู้ประเสริฐกว่าเทวดา ผู้อันเทวดากระทำอัญชลีแล้ว ทรงเห็นพระธิดาทั้ง ๔ นั้น มีใจพะวักพะวงอยู่ จึงตรัสว่า ดูก่อนธิดาผู้งามเลิศ พวกเจ้าทั้งปวงเป็นผู้เช่นเดียวกัน จงยกไว้ก่อน ในที่นี้ใครเล่าหนอ ได้กล่าวการทะเลาะขึ้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตา ทิสฺวา ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท้าวสักกเทวราชเห็นนางเทพธิดาทั้ง ๔ ซึ่งมายังสำนักของตน.
บทว่า อายตฺตมนา ความว่า มีใจหงุดหงิดมีจิตฟุ้งซ่าน.
บทว่า กตญฺชลี ความว่า ผู้อันเทวดาทั้งหลายนอบน้อมอยู่กระทำอัญชลีแล้ว.
บทว่า สาทิสี ความว่า พวกเจ้าทั้งหมดเป็นผู้เหมือนกัน จงยกไว้ก่อน.
บทว่า โกเนธ ความว่า ก็ใครเล่าหนอ ในที่นี้.
บทว่า กลหํ อุทีรเย ความว่า กล่าวการทะเลาะวิวาทนี้ขึ้น คือทำความทะเลาะให้เกิดขึ้น.
ลำดับนั้น นางเทพนารีทั้ง ๔ เมื่อจะกราบทูลแด่ท้าวสักกะนั้น จึงกล่าวคาถาว่า
นารทมหามุนีใด ผู้เที่ยวไปยังโลกทั้งปวง ดำรงอยู่ในธรรม มีความเพียร บากบั่นมั่นอยู่ในความสัตย์อย่างแท้จริง ท่านนั้นได้บอกแก่พวกหม่อมฉัน ณ ที่ภูเขาคันธมาทน์ ซึ่งเป็นภูเขาอันประเสริฐว่า ถ้าพวกท่านยังไม่ทราบในที่นี้ว่า ตนประเสริฐหรือธรรมประเสริฐ ก็จงไปทูลถามท้าวสักกะผู้เป็นจอมแห่งภูตเอาเองเถิด.
คำว่า มีความเพียร ในคาถานั้น หมายเอามีความบากบั่น เป็นเครื่องก้าวไปข้างหน้าอย่างแท้จริง.
ท้าวสักกเทวราชทรงสดับดังนั้น จึงทรงพระดำริว่า นางทั้ง ๔ นี้ล้วนเป็นธิดาของเราทั้งหมด ถ้าเราจักกล่าวนางคนหนึ่ง ในบรรดานางเหล่านี้ว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยคุณ เป็นผู้สูงสุดแล้วไซร้ นางที่เหลือก็จักโกรธ เราไม่อาจตัดสินความเรื่องนี้ได้ เราจักส่งธิดาของเราทั้ง ๔ เหล่านี้ ไปยังสำนักของโกสิยดาบส ในหิมวันตประเทศเธอจักวินิจฉัยความเรื่องนี้แก่นางเหล่านี้เอง จึงตรัสบอกว่า พ่อจะตัดสินความของเจ้าทั้งหลายไม่ได้ ในหิมวันตประเทศมีดาบสองค์หนึ่งชื่อว่า โกสิยะ พ่อจักมอบสุธาโภชน์ไปถวายแก่เธอเธอยังไม่ให้แก่ผู้อื่นก่อนแล้ว จักไม่บริโภค ก็เมื่อจะให้ เธอจะใคร่ครวญเสียก่อนแล้ว จึงให้แก่บุคคลผู้มีคุณ ในบรรดาเจ้าทั้งหลาย นางคนใดได้รับภัตจากมือของเธอ นางคนนั้นจักเป็นผู้สูงสุด แล้วจึงตรัสคาถาว่า
ดูก่อนเจ้าผู้มีกายอันงดงาม มหามุนีผู้อยู่ในป่าใหญ่โน้น ยังมิได้ให้ก่อนแล้ว หาบริโภคภัตไม่ เมื่อโกสิยดาบสจะให้ก็พิจารณาเสียก่อนแล้วจึงให้ ถ้าเธอจักให้แก่นางคนใด นางคนนั้นแลเป็นผู้ประเสริฐ.
คำว่า ผู้อยู่ในป่าใหญ่ ในคาถานั้น หมายเอาผู้มีปกติอยู่ในราวป่าอันใหญ่.
ท้าวสักกะส่งนางทั้ง ๔ ไปยังสำนักของดาบส ด้วยประการฉะนี้ แล้วให้เรียกมาตลีเทพบุตรมา เมื่อจะส่งไปยังสำนักของดาบสนั้น จึงตรัสคาถาติดต่อกันไปว่า
ก็โกสิยดาบสนั้นอยู่ในทิศทักษิณ ริมฝั่งแม่น้ำคงคา ข้างหิมวันตบรรพตโน้น โกสิยดาบสนั้นมีน้ำดื่มและโภชนะหาได้ยาก ดูก่อนเทพสารถี ท่านจงนำสุธาโภชน์ไปให้ถึงเธอ.
บรรดาบทเหล่านั้น คำว่า อยู่ หมายเอาอาศัยอยู่. คำว่า ทิศทักษิณ ได้แก่ ทิศทักษิณ ของภูเขาหิมวันต์. คำว่า ข้าง คือข้างภูเขาหิมวันต์.
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสว่า
มาตลีเทพสารถีนั้น อันท้าวสักกะผู้ประเสริฐกว่าเทวดาใช้ให้ไปแล้ว จึงขึ้นรถเทียมด้วยม้าพันตัว ไปยังอาศรมบทโดยรวดเร็วอย่างนี้ เป็นผู้มีร่างกายอันไม่ปรากฏ ได้ถวายสุธาโภชน์แก่มุนี.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อทิสฺสมาโน ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มาตลีนั้นรับคำสั่งของท้าวสักกเทวราชแล้ว ก็ไปยังอาศรมบทนั้นมีกายอันมิได้ปรากฏให้เห็น ได้ถวายสุธาโภชน์แก่ดาบสนั้น ก็เมื่อจะถวาย ได้วางถาดสุธาโภชน์ลงในมือของเธอ ผู้ประกอบความเพียรอยู่ตลอดราตรีบำเรอไฟในเวลาใกล้รุ่ง เมื่อราตรีสว่างแล้ว ยืนนอบน้อมนมัสการพระอาทิตย์ ซึ่งกำลังขึ้นสู่ท้องฟ้า.
โกสิยดาบสรับโภชนะนั้นแล้ว ยืนกล่าวคาถา ๒ คาถาว่า
ก็เมื่อเราบำเรอไฟที่เราบูชาแล้ว ยืนอยู่ใกล้พระอาทิตย์ ซึ่งแรกขึ้น มีแสงสว่าง บรรเทาความมืดในโลกอันสูงสุดเสียได้ท้าววาสวะผู้ครอบงำภูตทั้งหมด หรือว่าใครเล่า มาวางภัตขาวสะอาดลงในฝ่ามือของเรา ภัตนี้ขาวสะอาด มีพรรณขาวประดุจสังข์ขาวน่าดูยิ่งกว่าปุยนุ่นสะอาดมีกลิ่นหอมน่ารักใคร่ ยังไม่เคยมีเลย แม้เราเองก็ยังไม่เคยเห็นมาก่อน ด้วยชาตจักษุของเรา เทวดาองค์ไหนเล่ามาวางไว้ในฝ่ามือของเรา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุทคฺคิหุตฺตํ ความว่า เมื่อเราบำเรอไฟที่เราบูชาแล้ว ออกจากโรงไฟ ยืนอยู่ที่ประตูบรรณศาลา ยืนอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ ซึ่งมีแสงสว่างบรรเทาความมืดในโลกอันสูงสุดเสียได้ ท้าววาสวะผู้ครอบงำก้าวล่วงเสีย ซึ่งภูตทั้งหมดเป็นไปอยู่ หรือมิใช่หนอ มาวางภัตอันขาวสะอาดลงบนมือของเราอย่างนี้โกสิยดาบสนั้นเป็นผู้ยืนอยู่ทีเดียว ได้กล่าวสรรเสริญสุธาโภชน์อันวิเศษ ด้วยคำเป็นต้นว่า มีพรรณขาวประดุจสังข์ ดังนี้.
ลำดับนั้น มาตลีเทพสารถีจึงตอบว่า
ข้าแต่มหามุนีผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ข้าพเจ้าถูกท้าวสักกะผู้เป็นจอมแห่งเทวดา ใช้ให้นำสุธาโภชน์มาโดยด่วน พระคุณเจ้าจงรู้จักข้าพเจ้าว่า ชื่อมาตลีเทพสารถีและจงบริโภคภัตอันอุดม อย่าห้ามเสียเลย เพราะสุธาโภชน์ที่บริโภคแล้วนั้น ย่อมขจัดบาปธรรมได้ถึง ๑๒ ประการ คือ ความหิว ๑ ความกระหาย ๑ ความกระสัน ๑ความกระวนกระวาย ๑ ความเหน็ดเหนื่อย ๑ ความโกรธ ๑ ความเข้าไปผูกโกรธ ๑ ความวิวาท ๑ ความส่อเสียด ๑ ความหนาว ๑ ความร้อน ๑ ความเกียจคร้าน ๑ ภัตนี้มีรสอันสูงสุด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุธาภิหาสึ ความว่า ข้าพเจ้านำสุธาโภชน์นี้มาเฉพาะพระคุณเจ้า.
บทว่า ชานาสิ มํ ความว่า ขอพระคุณเจ้าจงรู้จักข้าพเจ้าว่า ผู้นี้คือเทพสารถีมีนามว่า มาตลี.
บทว่า มาภิวารยิ ความว่า ขอพระคุณเจ้าอย่าได้ห้ามเสียเลยว่า เราจักไม่บริโภคภัตนี้ดังนี้ จงฉันเถิด อย่ากระทำความชักช้าเลย.
บทว่า ปาปเก ความว่า ด้วยว่า สุธาโภชน์ที่บุคคลบริโภคแล้วนี้ ย่อมขจัดเสียได้ซึ่งธรรมอันลามกถึง ๑๒ ประการ คือ ย่อมขจัดความหิวเป็นที่ ๑ ก่อน ขจัดความกระหายน้ำเป็นที่ ๒ ความกระสันเป็นที่ ๓ ความกระวนกระวายกายเป็นที่ ๔ ความเหน็ดเหนื่อยเป็นที่ ๕ความโกรธเป็นที่ ๖ ความเข้าไปผูกโกรธเป็นที่ ๗ ความวิวาทเป็นที่ ๘ ความส่อเสียดเป็นที่ ๙ ความหนาวเป็นที่ ๑๐ ความร้อนเป็นที่ ๑๑ ความเกียจคร้านเป็นที่ ๑๒สุธาโภชน์มีรสอันสูงสุด คือมีรสอันอุดมถึงเพียงนี้ ย่อมขจัดบาปธรรม ๑๒ ประการเหล่านี้เสียได้.
โกสิยดาบสสดับคำนั้นแล้ว เมื่อจะกระทำให้แจ้งซึ่งการสมาทานวัตรของตน จึงกล่าวคาถาว่า
ดูก่อนมาตลีเทพสารถี เรายังไม่ได้ให้ก่อนแล้ว บริโภคย่อมไม่สมควร วัตรของเรานี้เป็นวัตรอันอุดม อนึ่ง การบริโภคคนเดียว พระอริยเจ้าไม่บูชาแล้ว ก็ชนผู้มิได้แบ่งบริโภคเสียแต่ผู้เดียว ย่อมไม่ประสบความสุขเลย.
โกสิยดาบส ครั้นกล่าวคาถาแล้ว ผู้อันมาตลีถามว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ พระคุณเจ้าเห็นโทษอะไรในการไม่ให้คนอื่นเสียก่อนแล้วบริโภค จึงได้สมาทานวัตรนี้ จึงตอบว่า
ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง เป็นผู้ฆ่าหญิง คบหาภรรยาของชายอื่น ประทุษร้ายต่อมิตร อนึ่ง ย่อมฆ่าสมณพราหมณ์ ผู้มีวัตรอันดีงาม ชนเหล่านั้นทั้งหมดทีเดียว มีความตระหนี่เป็นที่ห้า ชื่อว่าเป็นผู้เลวทรามเพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าไม่ให้ก่อนแล้ว จึงไม่ดื่มแม้จนกระทั่งน้ำ ข้าพเจ้านั้นจักให้ทานแก่หญิงหรือชาย ที่ผู้รู้สรรเสริญแล้วเพราะท่านเหล่านั้นเป็นผู้มีศรัทธา รู้ถ้อยคำที่ปฏิคาหกขอ ปราศจากความตระหนี่ สมมติว่าเป็นผู้สะอาดและมีความสัตย์ในโลกนี้.
ในคาถานั้นมีคำอรรถาธิบายว่า คำว่า ก่อน คือ ไม่ให้ก่อนแล้วอย่างหนึ่ง โกสิยดาบสแสดงว่า วัตรนี้เป็นวัตรอันอุดมของเรามาก่อน คือเราสมาทานวัตรนี้มาก่อนด้วยประการฉะนี้แล. คำว่า การบริโภคคนเดียว คือ การกินของบุคคลคนเดียว พระอริยเจ้าทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ไม่บูชาแล้ว. คำว่า ความสุข คือ ย่อมไม่ได้รับความสุข ทั้งที่เป็นทิพย์และเป็นของมนุษย์.
คำว่า ฆ่าหญิง ได้แก่ ฆ่าสตรี. คำว่า เหล่าใด คือเหล่าใดเหล่าหนึ่ง. คำว่า ด่า คือ ย่อมด่า. คำว่า ผู้มีวัตรอันดีงาม หมายเอาสมณพราหมณ์ผู้ประกอบในธรรม. คำว่า มีความตระหนี่เป็นที่ห้า อธิบายว่า ความตระหนี่เป็นที่ห้าของชนเหล่านี้ เหตุนั้น ชนเหล่านี้จึงชื่อว่ามีความตระหนี่เป็นที่ห้า. คำว่า เลวทราม คือ ธรรมทั้ง ๕ ประการเหล่านี้ชื่อว่าอธรรม. คำว่า เพราะเหตุนั้น เราจึงสมาทานวัตรนี้ว่า ถ้ายังมิได้ให้ก่อนแล้ว จักไม่บริโภคแม้น้ำดังนี้ เพราะกลัวความเป็นอธรรมที่ห้า. คำว่า ข้าพเจ้านั้น อธิบายว่า ข้าพเจ้านั้นจักให้ทานแก่หญิงหรือ. คำว่า ผู้รู้สรรเสริญแล้ว หมายเอาผู้รู้ซึ่งได้แก่บัณฑิตมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นสรรเสริญแล้ว. คำว่า สมมติ เป็นผู้สะอาดแล้วมีความสัตย์ อธิบายว่า บุรุษทั้งหลายเหล่านี้ เป็นผู้ประกอบไปด้วยศรัทธาอันหยั่งลงเชื่อมั่น เป็นผู้รู้ถ้อยคำ ปราศจากความตระหนี่ ย่อมชื่อว่าเป็นผู้สะอาด และสมมติว่าสูงสุด.
มาตลีสดับคำนั้น จึงยืนแสดงกายให้ปรากฏ ในขณะนั้น นางเทพกัญญาทั้ง ๔ เหล่านั้น ได้มายืนอยู่ในทิศทั้ง ๔ คือ นางสิริยืนอยู่ในทิศปราจีน นางอาสายืนอยู่ในทิศทักษิณ นางศรัทธายืนอยู่ในทิศประจิม นางหิริยืนอยู่ในทิศอุดร.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสคาถาว่า
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสคาถาว่า
ลำดับนั้น นางเทพกัญญาทั้ง ๔ คือ นางอาสา นางศรัทธา นางสิริ และนางหิริ ผู้มีผิวพรรณประดุจทองคำ ซึ่งท้าวสักกะผู้ประเสริฐกว่าเทวดาทั้งหลาย อนุมัติส่งไปแล้วได้ไปยังอาศรมซึ่งเป็นที่อยู่ของโกสิยดาบสนั้น โกสิยดาบสได้เห็นนางเทพกัญญาทั้งปวงนั้น มีผิวพรรณอันงามประดุจเปลวเพลิง เป็นผู้บันเทิงอย่างยิ่ง จึงได้กล่าวกับนางเทพกัญญาทั้ง ๔ ในทิศทั้ง ๔ต่อหน้ามาตลีว่า ดูก่อนเทวดาในบูรพาทิศ ท่านมีชื่อว่าอย่างไร จงบอกไป ท่านเป็นผู้มีสรีระอันประดับแล้ว งดงามดุจดาวประกายพรึก อันประเสริฐกว่าดาวทั้งหลายดูก่อนท่านผู้มีร่างกายคล้ายกับรูปทองคำ เราถามท่าน ท่านจงบอกแก่เราว่า ท่านเป็นเทวดาอะไร.
นางสิริได้สดับคำดังนั้นแล้ว เมื่อจะกระทำตนให้ปรากฏ จึงกล่าวคาถาว่า
ข้าพเจ้ามีชื่อว่า นางสิริเทวี เป็นผู้ไม่เสพคบหาสัตว์ลามก อันหมู่มนุษย์บูชาแล้วทุกเมื่อ มาสู่สำนักของท่าน เพราะความทะเลาะกันด้วยเรื่องสุธาโภชน์ ข้าแต่ท่านผู้มีปัญญาอันประเสริฐ ขอท่านจงแบ่งสุธาโภชน์นั้นให้ข้าพเจ้าบ้าง.
ข้าแต่มหามุนีผู้สูงสุดกว่าผู้บูชาทั้งหลาย ข้าพเจ้าปรารถนาความสุขแก่นรชนใด นรชนนั้นบันเทิงอยู่ด้วยสรรพกามสมบัติทั้งหลาย ท่านจงรู้จักข้าพเจ้าว่า สิริ ข้าแต่ท่านผู้มีปัญญาอันประเสริฐ ขอท่านจงแบ่งสุธาโภชน์ให้ข้าพเจ้าบ้างเถิด.
ในคาถานั้นมีคำอธิบายว่า คำว่า ลำดับนั้น คือ ในกาลนั้น. คำว่า อนุมัติ คือ รับรู้แล้ว อธิบายว่า เป็นผู้อันท้าวสักกะผู้ประเสริฐกว่าเทวดาทั้งหลาย อนุมัติแล้วด้วย ส่งไปแล้วด้วย ในกาลนั้น. คำว่า เป็นผู้บันเทิงอย่างยิ่ง อธิบายว่า เป็นผู้รื่นเริงอย่างยิ่ง ทุกนางมิได้มีเหลือเลย. พระบาลีบางฉบับเป็น สามํ แปลว่า เอง. อธิบายว่า ก็โกสิยดาบสนั้นเห็นนางเทพกัญญาเหล่านั้นเองทีเดียว. คำว่า ๔ หมายเอานางเทพกัญญาทั้ง ๔ อีกอย่างหนึ่ง พระบาลีเป็นจตุราก็มี อธิบายว่า ประกอบพร้อมด้วยทิศทั้ง ๔. คำว่า ประเสริฐกว่าดาวทั้งหลาย คือ ประเสริฐกว่าดวงดาราทั้งหมด. คำว่า มีร่างกายคล้ายรูปทองคำ คือ มีสรีระเหมือนกับรูปเปรียบทองคำ. คำว่า ข้าพเจ้ามีชื่อว่า นางสิรี คือ ข้าพเจ้ามีนามว่า สิรี. คำว่า มาสู่สำนักของท่าน คือมายังสำนักของพระผู้เป็นเจ้า. คำว่า จงแบ่ง คือ แบ่งให้ข้าพเจ้าได้ด้วยประการใด ขอท่านจงทำด้วยประการนั้นเถิด อธิบายว่า จงให้สุธาโภชน์แก่ข้าพเจ้าบ้าง. คำว่า จงรู้ คือจงรู้จัก. คำว่า สูงสุดกว่าผู้บูชาทั้งหลาย คือเป็นผู้อุดมกว่าผู้บูชาอยู่ซึ่งไฟ.
โกสิยดาบสสดับคำนั้น จึงกล่าวคาถาว่า
นรชนทั้งหลายผู้มีความเพียร ประกอบด้วยศิลปะวิทยา และความประพฤติดี ความรู้และการงานของตน เป็นผู้ท่านละทิ้งเสียแล้ว ย่อมไม่ได้ประโยชน์อะไรกิจที่มีความขาดแคลนอันใดที่ท่านทำแล้ว กิจนั้นไม่ดีเลย. เราเห็นนรชนผู้เป็นบุรุษเกียจคร้าน บริโภคมาก ทั้งมีตระกูลต่ำมีรูปแปลกดูก่อนนางสิรี นรชนที่ท่านรักษาไว้แม้สมบูรณ์ด้วยชาติ ผู้มีโภคทรัพย์ มีความสุข ย่อมใช้เหมือนทาส เพราะฉะนั้น เรารู้จักท่านเป็นผู้ไม่มีสัจจะ ไม่รู้สิ่งที่ควรและไม่ควรแล้วและเสพคบหาเป็นผู้หลง นำผู้รู้ให้ตกไปตาม นางเทพธิดาเช่นท่านย่อมไม่สมควรอาสนะและน้ำ สุธาโภชน์จักมีแต่ไหนเล่า จงไปเสียเถิด ท่านไม่ชอบใจแก่เรา.
ในคาถานั้นมีอรรถาธิบายว่า คำว่า ศิลป คือ ประกอบด้วยศิลปะ มีศิลปะที่เกี่ยวกับช้างม้ารถและธนูเป็นต้น. คำว่า วิทยาและความประพฤติดี หมายเอาวิชาที่นับเอาพระเวททั้ง ๓ และศีล. คำว่า ความรู้และการงานของตน คือ เป็นผู้ประกอบด้วยความเพียรแห่งบุรุษของตน. คำว่า อะไร คือว่า ย่อมไม่ได้ยศ หรือความสุข แม้มีประมาณเล็กน้อย. คำว่า กิจนั้น คือ ความกังวลอันใดที่ท่านกระทำแล้ว แก่บุคคลผู้เรียนศิลปะทั้งหลายแล้วเที่ยวไป เมื่อต้องการความเป็นใหญ่ กิจนั้นไม่ดีเลย. คำว่า มีรูปแปลก คือ มีรูปผิดปกติ. คำว่า ที่ท่านรักษาไว้ คือ ที่ท่านตามรักษาไว้แล้ว. คำว่า สมบูรณ์ด้วยชาติ คือ ถึงพร้อมแล้วด้วยชาติบ้าง ถึงพร้อมแล้วด้วยศิลปะวิทยา ความประพฤติและการงาน อันประกอบด้วยปัญญาบ้าง. คำว่า ย่อมใช้ คือย่อมกระทำการใช้สอย. คำว่า เพราะฉะนั้น คือเหตุนั้น. คำว่า ไม่มีสัจจะ คือ ท่านไม่มีสัจจะ เพราะไม่ประพฤติอยู่ในสัจจะที่นับว่า สภาวะ คือ เว้นจากความเป็นผู้สูงสุด. คำว่า ไม่รู้และเสพคบหา คือ ไม่แบ่งไม่รู้จักสิ่งที่ควรและไม่ควร เสพอยู่ซึ่งนรชนนอกนี้ แม้ถึงพร้อมแล้วด้วยศิลปะเป็นต้น. คำว่า ทำผู้รู้ให้ตกไปตาม คือ ทำบัณฑิตให้ตกไปตาม คือทำบัณฑิตให้ตกไปแล้วเที่ยวเบียดเบียนอยู่. คำว่า สุธาโภชน์จักมีแต่ที่ไหนเล่า อธิบายว่า สุธาโภชน์ของท่านผู้มีคุณเลวทรามเช่นนั้น จะมีแต่ที่ไหน ท่านย่อมไม่ชอบใจเรา ท่านจงกลับไปเสีย อย่าอยู่ในที่นี้เลย.
นางสิรีเทพธิดานั้น ครั้นถูกโกสิยดาบสนั้นห้ามแล้ว ก็อันตรธานหายไปในที่นั้นนั่นเอง. ลำดับนั้น โกสิยดาบสนั้น เมื่อจะเจรจากับนางอาสาเทพธิดา จึงกล่าวคาถาต่อไปว่า
ใครนั่นเป็นผู้มีฟันขาว สวมกุณฑลมีร่างกายอันวิจิตร ทรงเครื่องประดับเกลี้ยงเกลา ทำด้วยทองคำ นุ่งห่มผ้ามีสีดังสายน้ำหยดย่อมงดงามเหมือนดัง ประดับช่อดอกไม้มีสีแดง ดุจเปลวไฟไหม้หญ้าคา ฉะนั้น. ท่านเป็นเหมือนนางเนื้อทรายคะนอง ที่นายขมังธนูยิงผิดแล้ว มองดูอยู่ดุจทำเขลา ฉะนั้นดูก่อนนางเทพธิดาผู้มีดวงตาอันขาว ในที่นี้ ใครเป็นสหายของท่าน ท่านอยู่ในป่าใหญ่ แต่ผู้เดียวไม่กลัวหรือ.
ในคาถานั้นมีอธิบายว่า คำว่า มีร่างกายอันวิจิตร คือ ประกอบด้วยองค์อวัยวะอันวิจิตร. คำว่า ทรงเครื่องประดับเกลี้ยงเกลาทำด้วยทองคำ คือทรงเครื่องอลังการทองคำอันเกลี้ยงเกลา อันสำเร็จขึ้นจากการกระทำ. คำว่า มีสีดังสายน้ำหยด คือ นุ่งห่มผ้าทุกูลพัสตร์อันเป็นทิพย์ มีสีดุจสายน้ำที่หยดลงแล้ว. คำว่า นุ่งห่ม คือ ทั้งนุ่งแล้วด้วย ห่มแล้วด้วย. คำว่า แดงดุจเปลวไฟไหม้หญ้าคา คือ มีสีแดงเหมือนเปลวแห่งไฟที่กำลังไหม้หญ้าคา. คำว่า ประดับช่อดอกไม้ มีคำอธิบายว่า ประดับช่อดอกไม้ เช่นช่อดอกอโศกที่หูทั้งสองข้าง. คำว่า นายขมังธนู หมายเอานายพราน. คำว่า ยิงผิด คือ ยิงพลาดไป. คำว่า ดุจทำเขลา อธิบายว่า นางเนื้อนั้นกลัวแล้ว จึงยืนอยู่ในระหว่างป่า มองดูนายพรานนั้นดุจทำเป็นเขลา ฉันใด ท่านก็แลดูเราฉันนั้นเหมือนกัน.
ในลำดับนั้น นางอาสาจึงตอบว่า
ข้าแต่โกสิยดาบส ในที่นี้ สหายของข้าพเจ้าย่อมไม่มี ข้าพเจ้าเป็นเทวดา มีชื่อว่า อาสา เกิดในดาวดึงส์พิภพ มาสู่สำนักของท่าน เพราะหวังสุธาโภชน์ ข้าแต่ท่านผู้มีปัญญาอันประเสริฐ ท่านจงแบ่งสุธาโภชน์นั้นให้แก่ข้าพเจ้าบ้าง.
คำว่า เกิดในดาวดึงส์พิภพ ในคาถานั้น หมายความว่า เป็นผู้เกิดพร้อมแล้วในพิภพชั้นดาวดึงส์.
โกสิยดาบสสดับคำนั้น เมื่อจะแสดงว่า ท่านให้ความหวังด้วยความสำเร็จผลแห่งความหวังแก่บุคคลที่ท่านชอบใจ หาให้แก่ผู้ที่ท่านไม่ชอบใจไม่ ความพินาศแห่งความปรารถนาที่ท่านตั้งใจไว้โดยชอบ มิได้มี ดังนี้ ได้กล่าวเป็นคาถาว่า
พ่อค้าทั้งหลาย มีความหวังแสวงหาทรัพย์ ย่อมขึ้นเรือแล่นไปในทะเล อนึ่ง พ่อค้าเหล่านั้น ย่อมจมในท่ามกลางมหาสมุทรนั้น ในกาลบางครั้ง เขามีทรัพย์สิ้นไป ทั้งทรัพย์อันเป็นต้นทุน ก็สูญหายไปแล้ว ก็กลับมา
ชาวนาทั้งหลาย ย่อมไถนาด้วยความหวัง หว่านพืชก็กระทำโดยแยบคาย เขาไม่ได้ประสบผลอะไรๆ จากข้าวกล้านั้นเพราะเพลี้ยตกลงบ้าง เพราะฝนแล้งบ้าง ในภายหลัง นรชนทั้งหลายผู้แสวงหาความสุข ทำความหวังข้างหน้า ย่อมทำการงานของตนเพื่อนายนรชนเหล่านั้นถูกศัตรูเบียดเบียนแล้ว ไม่ได้ประโยชน์อะไรๆ ย่อมหนีไปสู่ทิศทั้งหลาย เพื่อประโยชน์แก่นายอีก
สัตว์ผู้แสวงหาความสุขเหล่านี้ เป็นผู้ใคร่จะไปสวรรค์ ละทิ้งธัญชาติทรัพย์และหมู่ญาติเสียแล้ว ย่อมทำความเพียรอันเศร้าหมองตลอดกาลนาน เดินทางผิด ย่อมไปสู่ทุคติ เพราะความหวัง เพราะฉะนั้น ท่านชื่อว่า อาสา ที่เขาสมมติว่า เป็นผู้มักกล่าวให้เคลื่อนคลาดจากความจริง
ดูก่อนนางอาสา ท่านจงนำความหวังในสุธาโภชน์ในตนออกเสีย นางเทพธิดาเช่นท่าน ยังไม่สมควรอาสนะและน้ำ สุธาโภชน์จักมีแต่ที่ไหนเล่า ท่านจงไปเสียเถิด ท่านไม่เป็นที่ชอบใจของเรา.
ในคาถานั้นมีอธิบายว่า คำว่า แล่นไป คือ แล่นเรือไป. คำว่า มีทรัพย์สิ้นไป คือ ทรัพย์สูญไปแล้ว โกสิยดาบสกล่าวอธิบายไว้ว่า ชนเหล่าหนึ่งย่อมอิ่มเอิบด้วยอำนาจของท่าน และชนอีกพวกหนึ่งก็เสื่อมโทรมด้วยอำนาจของท่าน ด้วยประการฉะนี้ เพราะฉะนั้น คนที่มีธรรมอันลามกเหมือนอย่างท่านจึงไม่มี. คำว่า ทำโดยแยบคาย คือ ย่อมกระทำกิจนั้นๆ โดยอุบาย. คำว่า เพราะเพลี้ยตกลงบ้าง อธิบายว่า เพราะอันตรายที่เกิดแก่ข้าวกล้าทั้งหลายมีฝนตกไม่เสมอกัน และสัตว์จำพวกหนู มอด หมู และสัตว์พวกแมลงต่างๆ และโรคเกิดจากข้าวสาลีเป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่งตกลง. คำว่า นั้น อธิบายว่า โกสิยดาบสกล่าวว่า ชาวนาเหล่านั้นย่อมไม่ประสบผลอะไรๆ จากข้าวกล้านั้น ท่านผู้เดียวย่อมกระทำกรรม คือการตัดความหวังของชาวนาแม้เหล่านั้น. คำว่า ในภายหลัง กระทำการงานของตน อธิบายว่า กระทำความบากบั่นของบุรุษในยุทธภูมิทั้งหลาย. คำว่า กระทำความหวังข้างหน้า คือ กระทำความหวังที่จะเป็นใหญ่ข้างหน้า. คำว่า เพื่อประโยชน์แก่นาย คือ เพื่อความต้องการของนาย. คำว่า ถูกศัตรูเบียดเบียน คือ เป็นผู้ถูกข้าศึกทั้งหลายเบียดเบียนแล้ว มีทรัพย์สมบัติก็ถูกยื้อแย่งแล้ว มีเสนาและพาหนะถูกกำจัดแล้ว. คำว่า หนีไป คือ ย่อมหนีไป. คำว่า ไม่ได้ประโยชน์อะไรๆ คือ ไม่ได้ความเป็นใหญ่ โกสิยดาบสกล่าวว่า ท่านผู้เดียวย่อมกระทำให้ ชนแม้เหล่านี้ไม่ได้ความเป็นใหญ่ ด้วยประการฉะนี้. คำว่า ผู้ใคร่จะไปสวรรค์ คือ เป็นผู้ปรารถนาจะไปยังสวรรค์. คำว่า เศร้าหมอง หมายเอาความลำบากกายมีความเพียร ๕ อย่าง ซึ่งหมดโอชะแล้วเป็นต้น. คำว่า ตลอดกาลนาน ได้แก่ สิ้นกาลนานยิ่งนัก. คำว่า ท่านชื่อ อาสา ที่เขาสมมติว่าเป็นผู้มักกล่าวให้คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง. อธิบายว่า สัตว์เหล่านี้ย่อมไปสู่ทุคติเพราะความหวังอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ท่านมีชื่อว่า อาสา เป็นผู้ที่เขาสมมติแล้วว่า เป็นผู้มักกล่าวให้คลาดเคลื่อนจากความจริง คือถึงการนับว่า เป็นผู้กล่าวให้คลาดเคลื่อนจากความจริง โกสิยดาบสย่อมเรียกนางเทพธิดานั้นว่า ดูก่อนอาสา ดังนี้.
แม้นางอาสานั้น ครั้นถูกโกสิยดาบสห้ามเสียแล้ว จึงอันตรธานหายไป. ในลำดับนั้น โกสิยดาบส เมื่อจะเจรจากับนางศรัทธา จึงกล่าวคาถาว่า
ท่านผู้มียศ รุ่งเรืองอยู่ด้วยยศ ยืนอยู่เป็นเจ้าในทิศ เราเรียกโดยชื่ออันน่าเกลียด ดูก่อนนางผู้มีร่างกายคล้ายทองคำ เราขอถามท่าน ท่านจงบอกเราว่า ท่านเป็นเทวดาอะไร.
ในคาถานั้นคำว่า รุ่งเรือง คือ รุ่งโรจน์อยู่. คำว่า เราเรียกโดยชื่ออันน่าเกลียด อธิบายว่า เราเรียกอยู่โดยชื่ออันน่าเกลียดคือลามกอย่างนี้ว่า นางอื่นอีกบ้าง นางคนหลังบ้าง. คำว่า เป็นเจ้าในทิศ ได้แก่ ท่านยืนรุ่งเรืองอยู่.
ลำดับนั้น นางศรัทธาจึงกล่าวคาถาว่า
ข้าพเจ้ามีชื่อว่า ศรัทธาเทวี ที่มนุษย์บูชาแล้ว เป็นผู้ไม่เสพคบสัตว์ผู้ลามกในกาลทุกเมื่อ มาสู่สำนักของท่าน เพราะวิวาทด้วยสุธาโภชน์ ข้าแต่ท่านผู้มีปัญญาอันประเสริฐ ท่านจงแบ่งสุธาโภชน์นั้นให้ข้าพเจ้าบ้างเถิด.
ในคาถานั้นมีคำอธิบายว่า คำว่า ศรัทธา ได้แก่ การเชื่อถ้อยคำของบุคคลคนใดคนหนึ่ง มีโทษก็มี ไม่มีโทษก็มี. คำว่า บูชา คือ บูชาแล้วด้วยอำนาจแห่งส่วนอันไม่มีโทษ. คำว่า ไม่เสพคบสัตว์ผู้ลามกในกาลทุกเมื่อ อธิบายว่า เป็นผู้มีศรัทธาอันหาโทษมิได้จริงอยู่ คำว่า ศรัทธา นี้เป็นชื่อของเทวดาผู้สามารถตบแต่งจัดแจง แม้ในบุคคลอื่นมีการจัดแจงโดยส่วนเดียวเป็นสภาพ.
ลำดับนั้น โกสิยดาบสจึงกล่าวกะนางศรัทธานั้นว่า
ก็บางคราวมนุษย์ทั้งหลาย ถืออาการให้บ้าง การฝึกฝนบ้าง การบริจาคบ้าง การสำรวมบ้าง ย่อมกระทำด้วยความเชื่อ แต่มนุษย์พวกหนึ่งกระทำโจรกรรมบ้าง พูดเท็จบ้าง ล่อลวงบ้าง กล่าวส่อเสียดบ้าง ท่านอย่าประกอบต่อไปเลย.
บุรุษผู้มีความเพ่งเล็งในภรรยาทั้งหลายผู้ประกอบด้วยศีล ผู้มีวัตรในการปฏิบัติสามีดีแล้ว และเป็นผู้เสมอกัน ย่อมนำความพอใจในนางกุลธิดาออกเสียเพราะเขาทำความเชื่อตามคำของนางกุมภทาสีอีก ดูก่อนนางศรัทธา ตัวท่านนั่นแล ให้ชนอื่นเสพคบภรรยาของผู้อื่น ท่านย่อมทำบาป ละทิ้งกุศลเสียนางเช่นท่านไม่สมควรแก่อาสนะและน้ำ สุธาโภชน์จักมีแต่ไหนเล่า ท่านจงไปเสีย ท่านไม่เป็นที่ชอบใจของเรา.
ก็ดาบสนั้นกล่าวกะนางเทพธิดา ผู้มีชื่อว่า ศรัทธา นั้นว่า สัตว์เหล่านี้เชื่อถ้อยคำของผู้ใดผู้หนึ่งแล้ว ย่อมกระทำกรรมนั้นๆ เขาย่อมทำกรรมซึ่งไม่สมควรกระทำ ให้มากกว่ากรรมที่ควรกระทำเสียอีก กรรมนั้นทั้งหมด ย่อมชื่อว่า เป็นกรรมที่ท่านใช้ให้เขาทำแล้วทุกอย่าง ดังนี้ กล่าวไว้แล้ว ด้วยความมุ่งหมายอย่างนี้.
ในคาถานั้น มีคำอธิบายว่า
ก็การให้ที่ประกอบด้วยเจตนามีวัตถุ ๑๐ ประการชื่อว่าทาน การฝึกอินทรีย์ ชื่อว่าการฝึกฝน การบริจาคไทยธรรม ชื่อว่าการบริจาค ศีล ชื่อว่าการสำรวม.
คำว่า ถือเอาด้วยความเชื่อ อธิบายว่า แม้ถือเอาแล้ว ก็ย่อมกระทำตามคำของบุคคลผู้กล่าวอยู่ว่า การให้ทานเป็นต้นเหล่านี้ มีอานิสงส์มาก ท่านพึงกระทำเถิด ดังนี้ เพราะความเชื่อ.
คำว่า ล่อลวง ความว่า มนุษย์ทั้งหลายย่อมกระทำกรรมมีการโกงด้วยตาชั่งเป็นต้น หรือกรรมมีการโกงชาวบ้านเป็นต้น.
คำว่า แต่มนุษย์พวกหนึ่ง มีอธิบายว่า ฝ่ายมนุษย์อีกพวกหนึ่ง เชื่อถ้อยคำของชนบางพวกว่า ท่านพึงกระทำโจรกรรมเป็นต้น เพื่อประโยชน์แก่คนเหล่านั้นด้วย เหล่านี้ด้วยในกาลทั้งหลาย ชื่อเห็นปานนี้ ดังนี้ แล้วกระทำกรรมแม้เหล่านี้. คำว่า ท่านอย่าประกอบต่อไป อธิบายว่า แม้ชนเหล่าอื่นไม่เชื่อถ้อยคำของบุคคลผู้กล่าวอยู่ว่า กรรมเหล่านั้น เต็มไปด้วยโทษมีทุกข์เป็นผล ท่านไม่ควรทำดังนี้ ก็ยังขืนกระทำ กรรมนั้น ท่านอย่าได้ชักชวนต่อไป เพราะกรรมที่บุคคลกระทำด้วยอำนาจของท่านนั้น มีโทษก็มี ไม่มีโทษก็มี ด้วยประการฉะนี้. คำว่า เสมอกัน คือเป็นผู้เสมอกันด้วยชาติ โคตรและศีลเป็นต้น. คำว่า เพ่งเล็ง อธิบายว่า ตัณหา ท่านกล่าวว่าความเพ่งเล็ง อธิบายว่า เป็นผู้มีความห่วงใยยังมีตัณหา. คำว่า ความพอใจ ได้แก่ เป็นผู้มีจิตรักใคร่แล้ว ย่อมกระทำความกำหนดด้วยสามารถแห่งความพอใจ.
คำว่า ความเชื่อ ได้แก่ ย่อมกระทำความเชื่อตามถ้อยคำ แม้ของนางกุมภทาสี.
จริงอยู่ เมื่อนางกุมภทาสีนั้นกล่าวอยู่ว่า ดิฉันจักกระทำอุปการะชื่อนี้แก่ท่าน ดังนี้ บุรุษนั้นเชื่อแล้วก็ทิ้งแม้หญิงผู้มีตระกูลเสีย กลับมาเห็นกับนางทาสีนั้นแล.
อนึ่ง บุรุษกระทำความเชื่อตามถ้อยคำของนางกุมภทาสีว่า หญิงมีชื่อนั้นมีจิตรักใคร่ในตัวท่าน ดังนี้แล้ว ย่อมเสพภรรยาของชนอื่น.
คำว่า ดูก่อนนางศรัทธา ตัวท่านนั่นแลให้ชนอื่นเสพในภรรยาของผู้อื่น มีอธิบายว่า เพราะเหตุที่ชนทั้งหลายเชื่อฟังคำนั้นๆ จึงเสพภรรยาของชนอื่นกระทำกรรมอันเป็นบาปละกุศลเสีย เพราะอำนาจของท่าน เพราะฉะนั้น ตัวท่านนั่นแล ชื่อว่าเป็นผู้เสพซึ่งภรรยาของชนอื่น ท่านย่อมกระทำกรรมอันเป็นบาปทั้งหลายย่อมละทิ้งกุศลเสีย บุคคลที่มีธรรมอันลามก ผู้ทำโลกให้ฉิบหายเหมือนกับท่านไม่มีอีกแล้ว ท่านจงไปเสียเถิด ท่านไม่เป็นที่ชอบใจแก่เรา.
นางศรัทธานั้น ก็ได้อันตรธานหายไปในที่นั้นเอง. ฝ่ายโกสิยดาบส เมื่อจะเจรจากับนางหิรีผู้ยืนอยู่ด้านทิศอุดร จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า
เมื่ออรุณขึ้นไปในที่สุดแห่งราตรี นางเทพธิดาใดเป็นผู้ทรงไว้ ซึ่งรูปอันงดงามปรากฏอยู่ ดูก่อนเทวดา ท่านเปรียบเหมือนนางเทพธิดานั้น จะพูดกะเราหรือ ท่านจงบอกแก่เราว่า ท่านเป็นนางอัปสรอะไรท่านมีชื่อว่าอย่างไร ยืนอยู่ประดุจเถาวัลย์ดำในฤดูร้อน และประดุจเปลวไฟที่ห้อมล้อมอยู่ด้วยใบไม้สีแดง ถูกลมพัดแล้วดูงาม ฉะนั้นท่านเป็นผู้ราวกะว่าจะพูด แต่มิได้เปล่งวาจาออกมา แลดูอยู่เหมือนนางเนื้อเขลา ฉะนั้น.
ในคาถานั้นมีคำอธิบายว่า คำว่า ในที่สุดแห่งราตรี หมายถึง ราตรีอันเป็นที่สุดท้าย. อธิบายว่า กาลเป็นที่สุดแห่งกลางคืน. คำว่า ขึ้นไป คือ เมื่ออรุณขึ้นไปแล้ว. คำว่า ใด อธิบายว่า นางเทพธิดาใดเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งรูปอันงดงาม เพราะมีผิวพรรณดังทองคำ ปรากฏอยู่ทางด้านทิศบูรพาในเวลากลางคืน. คำว่า ประดุจเถาวัลย์ดำในฤดูร้อน คือ ประหนึ่งว่า เถาวัลย์มีสีดำในสมัยแห่งฤดูร้อน ฉะนั้น. คำว่า ประดุจเปลวไฟ ได้แก่ ประดุจเปลวเพลิง แม้นางเทพธิดานั้น ยืนอยู่ประดุจเถาวัลย์ดำที่งอกขึ้นอ่อนๆ มีสีแดงดีในนาที่ไฟไหม้แล้วใหม่ๆ. คำว่า ห้อมล้อมอยู่ด้วยใบไม้สีแดง คือมีใบไม้ต่างๆ ซึ่งมีสีแดงแวดล้อมแล้ว. คำว่า ท่านมีชื่อว่าอย่างไรยืนอยู่ อธิบายว่า เถาวัลย์ดำอ่อนนั้น ถูกลมพัดแล้วไหวไปมาอยู่ดูงดงาม ตั้งอยู่ด้วยประการใด ท่านมีชื่อว่าอย่างไร ยืนอยู่ด้วยประการนั้น. คำว่า ราวกะว่าจะพูด อธิบายว่า ท่านได้เป็นผู้ราวกะว่า ปรารถนาจะพูดกับเรา แต่หาเปล่งถ้อยคำไม่.
ลำดับนั้น นางหิรีเทพธิดานั้น จึงกล่าวคาถาว่า
ข้าพเจ้ามีชื่อว่านางหิรีเทวี ได้รับการบูชาแล้วในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้ไม่เสพสัตว์ผู้ลามกในกาลทุกเมื่อ มายังสำนักของท่าน เพราะวิวาทกัน ด้วยเรื่องสุธาโภชน์ ข้าพเจ้านั้น มิอาจที่จะขอสุธาโภชน์กะท่านได้ เพราะการขอของหญิง ดูเหมือนจะเป็นของน่าละอาย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หิราห คือ ข้าพเจ้าชื่อหิรี.
บทว่า สุธํปิ ความว่า ข้าพเจ้านั้นไม่อาจแม้เพื่อขอสุธาโภชน์กะท่าน เพราะเหตุไร.
บทว่า โกปินรูปาวิย ยาจนิตฺถิยา ความว่า เพราะการขอของหญิง ดูเหมือนจะเป็นของน่าละอาย เป็นเช่นกับการเปิดเผยอวัยวะลับ เป็นเหมือนปราศจากความละอาย.
โกสิยดาบสได้สดับคำนั้น จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า
ดูก่อนนางผู้มีกายงดงาม ท่านจักได้ตามธรรม ตามอุบายที่ชอบ นี้เป็นธรรมดาทีเดียว ก็สุธาโภชน์นั้น ท่านจะได้เพราะการขอ ก็หาไม่เพราะฉะนั้น เราพึงเชื้อเชิญท่านผู้มิได้ขอสุธาโภชน์นั้น ท่านต้องการสุธาโภชน์ใดๆ เราจะให้สุธาโภชน์นั้นๆ แก่ท่าน. ดูก่อนนางผู้มีสรีระคล้ายทองคำ วันนี้ เราขอเชิญท่านไปในอาศรมของเรา เราจะบูชาท่านด้วยสรรพรส ครั้นบูชาท่านแล้ว จึงจักบริโภคสุธาโภชน์.
ในคาถานั้นมีคำอธิบายว่า คำว่า ตามธรรม คือ ตามสภาพ. คำว่า ตามอุบายที่ชอบ คือ ตามเหตุ. คำว่า สุธาโภชน์นั้น ท่านจะได้ เพราะการขอก็หาไม่ อธิบายว่า สุธาโภชน์นี้ ท่านจะไม่ได้เพราะการขอเลย นางเทพธิดาทั้ง ๓ นอกนี้ ไม่ได้แล้ว เพราะเหตุนั้นแล. คำว่า เพราะฉะนั้น คือ เพราะเหตุนั้น. คำว่า ท่านต้องการสุธาโภชน์ใดๆ อธิบายว่า เรามิได้เชื้อเชิญท่านแต่อย่างเดียวเท่านั้น ก็ท่านปรารถนาสุธาโภชน์ชนิดใด เราจะให้สุธาโภชน์แม้นั้นแก่ท่าน. คำว่า นางผู้มีสรีระคล้ายทองคำ คือ นางผู้มีสรีระเต็มไปด้วยสิริ ประดุจกองแห่งทองคำ. คำว่า บูชาแล้ว อธิบายว่า เรามิได้บูชาท่านด้วยสุธาโภชน์อย่างเดียวเท่านั้น ท่านยังเป็นผู้สมควรที่เราควรจะบูชาด้วยสรรพรส แม้เหล่าอื่นอีกด้วย. คำว่า จักบริโภค อธิบายว่า เราบูชาท่านแล้ว ส่วนที่เหลือของสุธาโภชน์จักมี เราจักบริโภคส่วนที่เหลือนั้น.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
ในกาลนั้น นางหิรีเทพธิดา ผู้ไม่ข้องเกี่ยวกับสัตว์ผู้ลามก ในกาลทุกเมื่อนั้น เป็นผู้อันดาบสชื่อโกสิยะ ผู้มีความรุ่งเรืองยอมให้เข้าไปสู่อาศรมอันน่ารื่นรมย์มีน้ำและผลไม้สมบูรณ์ อันท่านผู้ประเสริฐบูชาแล้ว ณ ที่ใกล้อาศรมสถานนั้น มากไปด้วยหมู่รุกขชาตินานาชนิด อันผลิดอกออกผล มีทั้งมะม่วง มะหาด ขนุน ทองกวาว มะรุมอีกทั้งต้นโลท และบัวบก การะเกด จันทน์กะพ้อ และหมากหอมแก่ ล้วนกำลังออกดอกบานสะพรั่ง
ในที่นั้นมากไปด้วยต้นไม้ชนิดใหญ่ๆ คือต้นรัง ต้นกุ่ม ต้นหว้า ต้นโพธิ์ ต้นไทร อีกทั้งมะซาง ราชพฤกษ์ แคฝอย ไม้ย่างทราย ไม้จิก และลำเจียก ต่างก็มีกิ่งอันห้อยย้อยลงมา กำลังส่งกลิ่นหอมฟุ้งน่ายวนใจนัก ถั่วแระ อ้อยแขม ถั่วป่า ตะโก ข้าวฟ่าง ลูกเดือย ถั่วขาวเล็ก กล้วยมีเมล็ด กล้วยไม่มีเมล็ด ข้าวสาลี ข้าวเปลือก ราชดัด และข้าวสารอันเกิดเอง ก็มีอยู่ในอาศรมนั้นมากมาย
ก็เบื้องหน้าด้านทิศอุดรแห่งอาศรมสถานนั้น มีสระโบกขรณีอันงามราบรื่น มีพื้นท่าขึ้นลงเรียบเสมอกัน มีน้ำใสจืดสนิท ไม่มีกลิ่นเหม็น อนึ่ง ในสระโบกขรณีนั้นมีปลาต่างชนิด คือ ปลาดุก ปลากะทุงเหว ปลากราย กุ้ง ปลาตะเพียน ปลาฉลาด ปลากา ว่ายเกลื่อนกลาดไปในสระโบกขรณีที่มีขอบคัน พากันแหวกว่ายอย่างสบายทั้งเหยื่อก็มาก
และที่ใกล้เคียงสระโบกขรณีนั้น มีนกต่างชนิด คือหงส์ นกกระเรียน นกยูง นกจากพราก นกออก กระเหว่าลาย นกยูงทอง นกพริกและนกโพระดกมากมาย ล้วนมีขนปีกอันงดงาม พากันจับอยู่อย่างสบาย ทั้งอาหารก็มีมาก
ในที่ใกล้เคียงสระโบกขรณีนั้น มีปาณชาติและหมู่เนื้อต่างๆ มากมาย คือ ราชสีห์ เสือโคร่ง ช้าง หมี เสือปลา เสือดาว แรดและโคลาน กระบือ ละมั่ง กวาง เนื้อทราย หมูป่า ระมาด หมูบ้าน กวางทอง แมว กระต่าย วัวกระทิง เป็นอันมากล้วนงามวิจิตรหลากหลาย พื้นดินและหินเขาดารดาษงามวิจิตรไปด้วยดอกไม้ ทั้งฝูงนกก็ส่งเสียงร้องกึกก้อง เป็นที่อาศัยของหมู่ปักษี.
ในคาถาเหล่านั้น มีอรรถาธิบายว่า คำว่า ผู้มีความรุ่งเรือง คือเป็นผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยอานุภาพ. คำว่า ให้เข้าไปสู่อาศรม คือ เชิญให้เข้าไปยังอาศรมบท. ย อักษรเป็นพยัญชนะสนธิ. คำว่า มีน้ำ คือ สมบูรณ์ด้วยน้ำในที่นั้นๆ ผลไม้ คือ สมบูรณ์ด้วยผลไม้มากมาย. คำว่า พระอริยะบูชาแล้ว คือ พระอริยะทั้งหลาย ผู้มีปกติได้ฌาน ผู้เว้นแล้วจากโทษ คือนิวรณ์ บูชาแล้ว คือสรรเสริญแล้ว. คำว่า หมู่รุกขชาติ หมายถึง หมู่ไม้ที่กำลังผลิดอกออกผล. คำว่า มะรุม ก็คือต้นมะรุม. คำว่า อีกทั้งต้นโลทและบัวบก คือ ต้นโลทด้วย ต้นบัวบกด้วย. คำว่า การะเกด และจันทน์กะพ้อ คือ ต้นไม้ที่มีชื่ออย่างนั้นทีเดียว. คำว่า กุ่ม ก็คือต้นกุ่มนั่นแล. คำว่า ราชพฤกษ์ คือ ต้นราชพฤกษ์ (ต้นคูน). คำว่า ไม้จิกและลำเจียก ได้แก่ ต้นจิกและลำเจียก ๕ ชนิด. คำว่า ถั่วแระ หมายถึง อปรัณชาติชนิดหนึ่ง. คำว่า อ้อยแขม ได้แก่ ต้นอ้อย. คำว่า ถั่วป่า ก็คือถั่วราชมาษ. กล้วยมีเมล็ดเรียกว่า โมจะ. คำว่า ข้าวสาลี คือ ข้าวสาลีต่างๆ ชนิด ซึ่งอาศัยชาตสระเกิดแล้วมีประการต่างๆ. คำว่า ข้าวเปลือก ได้แก่ ข้าวเปลือกต่างชนิด. คำว่า ราชดัด คือต้นราชดัด (ต้นสมอ). คำว่า ข้าวสาร หมายถึง รวงข้าวสารอันเกิดขึ้นเอง ไม่มีรำและแกลบ. คำว่า อาศรมสถานนั้น อธิบายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ในส่วนแห่งทิศอุดรของอาศรมนั้น. คำว่า สระโบกขรณี หมายถึงสระโบกขรณีที่เกิดขึ้นเอง ดารดาษไปด้วยดอกบัว ๕ ชนิด. คำว่า ราบรื่น คือ เว้นจากของโสโครกมีดีปลา และสาหร่ายเป็นต้น. คำว่า มีท่าเรียบ คือ มีท่าเรียบเสมอกัน มีพื้นที่มิได้ขาด. คำว่า ไม่มีกลิ่นเหม็น คือ ประกอบด้วยน้ำ มีกลิ่นอันไม่น่ารังเกียจ คือมีกลิ่นหอม. คำว่า นั้น หมายถึงในสระโบกขรณีนั้น. คำว่า สบาย คือไม่มีภัย. คำว่า ปลาดุก นี้เป็นชื่อของปลาจำพวกนั้น. คำว่า กระเหว่าลาย หมายถึง จำพวกนกดุเหว่า. คำว่า งดงาม คือมีขนปีกอันงดงาม. คำว่า นกยูงทอง ได้แก่ นกยูงที่มีหงอนตั้งขึ้น อีกอย่างหนึ่ง แม้นกเหล่าอื่นที่มีหงอนงอกขึ้นบนหัว ก็เรียกว่า สิขิณฑะเหมือนกัน. คำว่า มีปาณชาติ คือเหล่าสัตว์ที่มีชีวิตทั้งหลายพากันมา. คำว่า แรด หมายถึง พวกแรดต่างๆ. คำว่า โคลาน ได้แก่ พวกโคลานทั้งหลาย. คำว่า ระมาด หมายถึง สัตว์ที่มีหูเหมือนโค. คำว่า วัวกระทิง หมายถึง เนื้อที่มีเขาแหลม. คำว่า พื้นดินและหินเขา อธิบายว่า หลังแผ่นหินมีพื้นเรียบเสมอพื้นดิน ดารดาษด้วยดอกไม้อันงามวิจิตร. คำว่า ทั้งฝูงนกก็ส่งเสียงร้องกึกก้อง อธิบายว่า ภาคพื้นและภูเขาในที่นั้นมีรูปเห็นปานนี้ อันฝูงนกทั้งหลายร้องกึกก้องไปทั่วแล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงพรรณนาอาศรมของโกสิยดาบสอย่างนี้แล้ว บัดนี้ พระองค์หวังจะทรงแสดง อาการที่นางหิรีเข้าไปในอาศรมนั้นเป็นต้น จึงตรัสว่า
นางหิรีเทพธิดานั้นมีผิวพรรณงามทัดดอกไม้เขียว เดินเข้าไปยังอาศรม ประหนึ่งมหาเมฆขณะเมื่อฟ้าแลบสว่าง ฉะนั้น โกสิยดาบสได้พูดคำนี้ กะนางหิรีเทพธิดา ผู้ผูกข้องผมเรียบร้อยดีแล้ว ด้วยหญ้าคาอันสะอาด มีกลิ่นหอม มีเก้าอี้นั่งตั้งไว้ที่ประตูบรรณศาลา ใช้ลาดด้วยหนังเสืออชินะ เพื่อนางหิรีนั้นว่าดูก่อนนางงาม เชิญท่านนั่งบนอาสนะนี้ตามสบายเถิด ในกาลนั้น เมื่อนางนั่งเก้าอี้แล้ว โกสิยดาบสมหามุนี ผู้ทรงชฎาอันรุ่งเรืองได้รีบนำสุธาโภชน์มาพร้อมกับน้ำ ด้วยใบบัวใหม่เอง เพื่อจะให้เพียงพอตามความประสงค์
นางหิรีเทพธิดานั้น เป็นผู้มีใจเบิกบาน รับสุธาโภชน์นั้น ด้วยมือทั้งสองแล้ว จึงกล่าวกะโกสิยฤาษีผู้ทรงชฎาว่า ข้าแต่มุนีผู้ประเสริฐ เอาเถิด ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้ชัยชนะ ที่พระผู้เป็นเจ้าบูชาแล้ว จะพึงไปสู่ไตรทิพยสถานในบัดนี้
นางหิรีเทพธิดานั้น เป็นผู้มัวเมาแล้ว ด้วยความเมาในผิวพรรณ เป็นผู้อันโกสิยดาบส ผู้มีความรุ่งเรือง กล่าวอนุมัติแล้ว กลับไป ณ สำนักของท้าวสหัสนัยน์ ทูลว่า ข้าแต่ท้าววาสวะ สุธาโภชน์นี้โกสิยดาบสให้แล้ว ขอพระบิดาจงประทานความชำนะให้แก่หม่อมฉันเถิด
แม้ท้าวสักกะ ก็ได้ทรงบูชานางหิรีนั้น ในกาลนั้น เทวดาทั้งหลาย พร้อมด้วยพระอินทร์ ได้พากันบูชานางสุรกัญญาผู้สูงสุด นางหิรีเทพธิดานั้น ท้าวสักกะให้นั่งบนเก้าอี้ทองคำอันใหม่ ในกาลใด เป็นผู้อันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายบูชาแล้ว ด้วยการประนมหัตถ์ ในกาลนั้น.
ในคาถานั้นมีอรรถาธิบายว่า คำว่า มีผิวพรรณงาม คือมีผิวดี. คำว่า ทัดดอกไม้เขียว ความว่า ห้อยดอกไม้สีเขียว ลูบคลำกิ่งไม้เขียวนั้นๆ. คำว่า ประหนึ่งมหาเมฆ อธิบายว่า นางหิรีเทพธิดานั้น เป็นผู้อันโกสิยดาบสนั้นเชื้อเชิญแล้ว จึงเดินเข้าไปสู่อาศรมของท่าน ประหนึ่งสายฟ้าแลบ ในระหว่างมหาเมฆ ฉะนั้น. คำว่า นั้น คือ เพื่อนางหิรีเทพธิดานั้น. คำว่า ผู้ผูกช้องผมเรียบร้อยดีแล้ว คือ ผู้มีศีรษะอันผูกไว้ดีแล้ว. คำว่า หญ้าคา คือ สำเร็จด้วยหญ้าคา เจือด้วยหญ้าไทรเป็นต้น. คำว่า มีกลิ่นหอม คือ มีกลิ่นหอม เพราะเจือด้วยหญ้าไทร และหญ้าที่มีกลิ่นหอมอย่างอื่น. คำว่า ลาดด้วยหนังเสือ ได้แก่ ใช้หนังเสืออชินะปูไว้ข้างบน. คำว่า มีเก้าอี้นั่ง คือ ลาดเก้าอี้เห็นปานนี้ ไว้ที่ประตูบรรณศาลา. คำว่า นั่งบนอาสนะนี้ตามสบาย มีอธิบายว่า ท่านจงนั่งบนอาสนะนี้ตามความสุขสบายเถิด. คำว่า เพื่อจะให้เพียงพอตามความประสงค์ อธิบายว่า นางปรารถนาอยู่ซึ่งสุธาโภชน์พออิ่ม. คำว่า ด้วยใบบัวใหม่ ได้แก่ ด้วยใบบัวอันสดที่นำมาจากสระโบกขรณีในขณะนั้นเอง. คำว่า เอง คือ ด้วยมือของตนเอง. คำว่า พร้อมกับน้ำ คือ ประกอบด้วยน้ำทักษิณา. คำว่า นำสุธาโภชน์มา คือ นำสุธาโภชน์มาเฉพาะแล้ว. คำว่า รีบ คือ รีบนำมาด้วยกำลังแห่งความโสมนัส. คำว่า เอาเถิด นี้เป็นนิบาตใช้ในข้อความเป็นอุปสรรค. คำว่า ผู้ได้ชัยชนะ คือ เป็นผู้ถึงแล้วซึ่งความชนะ. คำว่า อนุมัติแล้ว คือ อนุญาตแล้วว่า ท่านจงไปตามความพอใจ ณ บัดนี้เถิด. คำว่า ทูล ความว่า นางหิรีนั้นกลับไปยังไตรทศบุรีแล้ว กล่าวในสำนักของท้าวสักกะว่า สุธาโภชน์นี้โกสิยดาบสให้แล้ว. คำว่า นางสุรกัญญา หมายถึง นางเทพธิดา. คำว่า สูงสุด คือ ประเสริฐ. คำว่า นางเป็นผู้อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้วด้วยประนมหัตถ์ อธิบายว่า เป็นผู้อันเทวดาทั้งหลายด้วย อันมนุษย์ทั้งหลายด้วย บูชาแล้วด้วยยกมือประนม. คำว่า ในกาลนั้น อธิบายว่า นางเข้าไปยังเก้าอี้ กล่าวคือ ตั่งทองคำใหม่ที่ท้าวสักกะประทานแล้ว เพื่อต้องการนั่งในกาลใด ในกาลนั้น ท้าวสักกะและเทวดาที่เหลือ จึงพากันบูชานางผู้นั่งบนตั่งนั้น ด้วยดอกปาริฉัตตกะเป็นต้น
ท้าวสักกะ ครั้นบูชานางอย่างนี้แล้ว จึงทรงดำริว่า เพราะเหตุอะไร เล่าหนอ โกสิยดาบสจึงไม่ให้แก่นางเทพธิดาที่เหลือ ได้ให้สุธาโภชน์แก่นางหิรีนี้ผู้เดียว ท้าวเธอจึงส่งมาตลีเทพสารถีไปอีกครั้งหนึ่ง เพื่อต้องการจะรู้เหตุนั้น.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
ท้าวสหัสนัยน์ผู้เป็นจอมแห่งชาวไตรทศ ได้ตรัสกะมาตลีนั้นต่อไปอีกว่า ท่านจงไปถามโกสิยดาบสตามคำของเราว่า ข้าแต่โกสิยดาบส เว้นนางอาสา นางศรัทธา และนางสิรีเสีย นางหิรีผู้เดียวได้สุธาโภชน์แล้ว เพราะเหตุอะไร.
ในคาถานั้นมีคำอธิบายว่า คำว่า ตรัส คือ ได้ตรัสไว้แล้ว. คำว่า ตามคำของเรา คือ ท่านจงกล่าวคำพูดของเรากะโกสิยดาบส. คำว่า นางอาสา นางศรัทธา และนางสิรี ความว่า เว้นจากนางอาสา นางศรัทธาและนางสิรีเสีย นางหิริผู้เดียวเท่านั้นได้สุธาโภชน์แล้ว เพราะเหตุอะไร.
มาตลีเทพสารถีนั้น รับคำของท้าวสักกะนั้นแล้ว จึงได้ขึ้นรถไพชยนต์ไป.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
มาตลีขึ้นรถนั้นเลื่อนลอยไปตามสบายรุ่งเรืองอยู่ เช่นกับด้วยเครื่องใช้สอย มีงอนรถสำเร็จไปด้วยทองชมพูนุท มีสีแดงคล้ายทองวิเศษ มีเครื่องลาดวิจิตร ด้วยทองคำอันประดับแล้ว รูปทั้งหลายมีอยู่มากมายในรถนั้น คือ รูปพระจันทร์ ช้าง โค ม้า กินนร เสือโคร่ง เสือเหลือง เนื้อทราย ล้วนสำเร็จด้วยทองคำ นกทั้งหลายในรถนั้น ทำด้วยรัตนะต่างๆ ดุจกระโดดโลดเต้นอยู่ หมู่มฤคในรถนั้น จัดไว้ตามฝูง ล้วนสำเร็จด้วยแก้วไพฑูรย์พวกเทพบุตรได้เทียมพระยาม้าอัศวราช ซึ่งมีสีดังทองคำในรถนั้น คล้ายช้างหนุ่มมีกำลัง ประมาณพันตัว อันประดับแล้ว มีเครื่องประดับทับทรวง อันทำด้วยข่ายทองคำ ทั้งห้อยเครื่องประดับหูไปโดยเสียงปกติไม่ขัดข้อง มาตลีขึ้นสู่ยานอันประเสริฐนั้น บันลือแล้วตลอดทิศทั้งสิบเหล่านี้ ให้ท้องฟ้าภูเขาและต้นไม้ใหญ่ อันเป็นเจ้าแห่งไพร พร้อมทั้งสาคร ตลอดทั้งเมทนีดล ให้สนั่นหวั่นไหวทั่วไป.
มาตลีนั้นเข้าไปยังอาศรมโดยเร็วพลันอย่างนี้ กระทำผ้าทิพยปาวารเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง กระทำอัญชลีแล้ว กล่าวกะโกสิยดาบสผู้เป็นพราหมณ์ ประเสริฐกว่าหมู่เทวดา ผู้เป็นพหูสูตผู้เจริญ ผู้มีวัตรอันฝึกหัดดีแล้วว่า ข้าแต่โกสิยดาบส ท่านจงฟังถ้อยคำของพระอินทร์ข้าพเจ้าเป็นทูต ท้าวปุรินททเทวราชตรัสถามท่านว่า ข้าแต่โกสิยดาบส ยกเว้นนางอาสา นางศรัทธา นางสิรีเสีย เพราะเหตุไร นางหิรีจึงได้สุธาโภชน์แต่ผู้เดียว.
ในคาถานั้นมีอรรถาธิบายว่า คำว่า เลื่อนลอยไปตามสบาย ความว่า มาตลีขึ้นรถไพชยนต์นั้นเลื่อยลอยไปตามสบาย. คำว่า ขึ้น คือ ขึ้นสู่รถนั้น ได้แก่ ได้กระทำการตระเตรียมจะเหาะไป. คำว่า เช่นกับด้วยเครื่องใช้สอย คือ เช่นกับด้วยภัณฑะเครื่องอุปกรณ์ทั้งหลาย. คำว่า รุ่งเรือง อธิบายว่า รถนี้รุ่งเรืองแล้วเหมือนเครื่องอุปกรณ์ อันมีสีเสมอด้วยเปลวไฟของมาตลีนั้นรุ่งเรืองอยู่ฉะนั้น. คำว่า แล้วไปด้วยทองคำชมพูนุท อธิบายว่า มีงอนรถสำเร็จไปด้วยทองคำมีสีแดง กล่าวคือทองชมพูนุท. คำว่า มีเครื่องลาดอันวิจิตรด้วยทองคำ คือ ประกอบแล้วด้วยเครื่องลาดอันเป็นมงคล อันวิจิตรด้วยรัตนะ ๗ ประการ สำเร็จด้วยทอง. คำว่า รูปพระจันทร์ อธิบายว่า รูปพระจันทร์อันสำเร็จไปด้วยทองคำมีอยู่ในรถนั้น. คำว่า ช้าง คือ รูปช้างอันสำเร็จด้วยทองคำ สำเร็จด้วยเงินและสำเร็จด้วยแก้วมณี แม้ในคำว่า โค เป็นต้น ก็มีนัยเหมือนกันทีเดียว. คำว่า นกทั้งหลายในรถนั้นดุจกระโดดโลดเต้นอยู่ อธิบายว่า แม้ฝูงนกอันสำเร็จด้วยรัตนะต่างๆ กำลังกระโดดโลดเต้นอยู่ในรถนั้นตามลำดับทีเดียว. คำว่า จัดไว้ตามฝูง อธิบายว่า ประกอบแล้วกับฝูงของตนๆ แสดงไว้แล้ว. คำว่า พระยาม้าอัศวราชมีสีดังทองคำ ได้แก่ พระยาม้าอัศวราชมโนมัยมีสีทองคำ. คำว่า คล้ายช้างหนุ่มมีกำลัง คือ เช่นกับช้างรุ่นหนุ่มอันถึงพร้อมด้วยกำลัง. คำว่า มีเครื่องประดับทับทรวงอันกระทำด้วยข่ายทองคำ คือประกอบด้วยเครื่องอลังการทับทรวง อันแล้วด้วยข่ายทองคำ. คำว่า ห้อยเครื่องประดับหู ได้แก่ ประกอบด้วยเครื่องประดับหู กล่าวคือพวงระย้า. คำว่า ไปโดยเสียงปกติ คือ มีการวิ่งไปเป็นปกติ ด้วยอาการสักว่าเสียงเท่านั้น ปราศจากการประหารด้วยปฏัก. คำว่า ไม่ขัดข้อง อธิบายว่า พวกเทพบุตรเทียมพระยาม้าอัศวราชเห็นปานนี้ จึงไม่มีความขัดข้องวิ่งไปเร็วในรถนั้น. คำว่า บันลือ มีอธิบายว่า มาตลีได้กระทำการบันลือเป็นอันเดียวกัน ด้วยเสียงแห่งยาน. คำว่า เจ้าแห่งไพร อธิบายว่า เป็นเจ้าแห่งป่า และชัฏป่า. คำว่า ให้สนั่นหวั่นไหว คือ ให้สะเทือนสะท้านทั่วไป บัณฑิตพึงทราบความหวั่นไหว ด้วยความหวั่นไหวแห่งวิมาน อันตั้งอยู่ในอากาศในรถนั้น. คำว่า กระทำผ้าทิพยปาวารเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง อธิบายว่า มีผ้าทิพยปาวารกระทำเฉลียงบ่าไว้ข้างหนึ่ง. คำว่า ผู้เจริญ คือ เจริญด้วยคุณ. คำว่า มีวัตรอันฝึกหัดดีแล้ว คือ ประกอบด้วยวัตร ได้แก่ มารยาทอันฝึกหัดไว้ดีแล้ว. คำว่า กล่าว ความว่า มาตลีหยุดรถนั้นในอากาศแล้ว จึงลงไปกล่าวอย่างนี้. คำว่า ผู้เป็นพราหมณ์ประเสริฐกว่าหมู่เทวดา อธิบายว่า ผู้เป็นพราหมณ์ประเสริฐแก่เทวดาทั้งหลาย.
โกสิยดาบสสดับคำของมาตลีนั้นแล้ว จึงได้กล่าวคาถาว่า
ดูก่อนมาตลีเทพสารถี นางสิรีเทพธิดากล่าวตอบข้าพเจ้าว่า แน่ ส่วนนางศรัทธากล่าวตอบข้าพเจ้าว่า ไม่เที่ยง แต่นางอาสาเราสมมติว่า เป็นผู้กล่าวให้คลาดเคลื่อนจากความจริง ส่วนนางหิรีเป็นผู้ตั้งอยู่ในคุณอันประเสริฐ.
ในคาถานั้น มีคำอธิบายว่า นางสิรีตอบกะเราว่า แน่ เพราะคบชนที่ถึงพร้อมแล้ว ด้วยศิลปศาสตร์เป็นต้นบ้าง ชนที่ไร้จากคุณเช่นนั้นบ้างส่วนนางศรัทธาตอบกะเราว่า ไม่เที่ยง เพราะบุคคลละวัตถุนั้นๆ แล้วจึงไปบังเกิดขึ้นในที่อื่น เพราะอาการที่มีแล้วกลับไม่มีฝ่ายนางอาสาพูดตอบกะเราว่า พวกชนผู้มีความต้องการด้วยทรัพย์ แล่นเรือไปยังมหาสมุทร พอขาดทุนหมดแล้วจึงกลับ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าเป็นผู้พูดให้ผิดส่วนนางหิรีเป็นผู้ตั้งอยู่ในคุณอันบริสุทธิ์ และในคุณอันประเสริฐ กล่าวคือ เป็นผู้มีหิรีและโอตตัปปะเป็นปกติ.
เมื่อโกสิยดาบสจะพรรณนาคุณของนางหิรีนั้นในบัดนี้ จึงกล่าวคาถาว่า
นางกุมารีก็ดี หญิงที่สกุลรักษาแล้วก็ดี หญิงแก่ที่ไม่มีสามีก็ดี หญิงมีสามีก็ดี เหล่านี้ได้รู้ฉันทราคะที่เกิดขึ้นแรงกล้าในบุรุษทั้งหลายแล้วห้ามกันจิตของตนเสียได้ด้วยความละอายใจ เปรียบเหมือนนักรบเหล่าใดที่ต้องสละชีวิตในสนามรบ อันกำลังต่อสู้ด้วยลูกศรและหอกเมื่อพวกนักรบแพ้แล้วในระหว่างผู้ที่ล้มไปอยู่และหนีไป ย่อมกลับมาด้วยความละอายใจ พวกนักที่แพ้สงครามเหล่านั้น เป็นผู้มีใจละอาย ย่อมมารับนายอีกฉะนั้น.
นางหิรีนี้เป็นผู้มีปกติห้ามชนเสียจากบาป เหมือนทำนบเป็นสถานที่กั้นกระแสน้ำเชี่ยวไว้ได้ ฉะนั้น ดูก่อนเทพสารถี เพราะฉะนั้น ท่านจงทูลตามคำที่เรากล่าวแล้วนั้นแด่พระอินทร์ว่า นางหิรีนั้น อันท่านผู้ประเสริฐบูชาแล้วในโลกทั้งปวง ฉะนั้น.
ในคาถาเหล่านั้น มีคำอธิบายว่า คำว่า หญิงแก่ หมายถึง หญิงหม้าย. คำว่า หญิงมีสามี หมายถึง หญิงรุ่นสาวที่มีสามี. คำว่า ของตน อธิบายว่า หญิงเหล่านั้นแม้ทั้งหมด รู้สึกมีความกำหนัด ด้วยสามารถแห่งความพอใจของตน บังเกิดขึ้นแล้วในบุรุษอื่น ย่อมห้ามกันจิตของตนเสียได้คือไม่กระทำกรรมอันลามก เพราะความละอายว่า กรรมนี้ไม่สมควรแก่เรา. คำว่า ล้มไปอยู่และหนีไป อธิบายว่า ในระหว่างแห่งผู้ที่ล้มไปอยู่ด้วย ผู้หนีไปอยู่ด้วย. คำว่า สละชีวิต อธิบายว่า นักรบเหล่าใดย่อมเป็นผู้มีใจละอาย ยอมสละชีวิตของตนแล้ว กลับมาด้วยความละอาย ก็แลครั้นกลับมาแล้วอย่างนี้นักรบเหล่านั้น จึงเป็นผู้มีใจละอาย ย่อมรับนายของตนอีก คือแก้ไขนายให้พ้นจากเงื้อมมือของศัตรูแล้วรับเอาไป. คำว่า ห้ามชนเสียจากบาป อธิบายว่า นางหิรีนั้นเป็นผู้มีปกติห้ามชนเสียจากกรรมอันลามก อีกอย่างหนึ่ง พระบาลีเป็น ปาปโต ชนํ นิวาริณี ดังนี้ก็มี. คำว่า นั้น หมายถึงนางหิรีนั้น. คำว่า อันท่านผู้ประเสริฐบูชาแล้ว อธิบายว่า อันท่านผู้ประเสริฐทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้นบูชาแล้ว. คำว่า ท่านจงทูลตามคำที่เรากล่าวแล้วนั้นแด่พระอินทร์ อธิบายว่า เพราะเหตุที่นางหิรีมีคุณมาก มีเพศที่ท่านผู้ประเสริฐบูชาแล้วอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ท่านจงไปบอกแก่พระอินทร์ว่า นางหิรีนั้นมีเพศอันสูงสุดอย่างนี้.
มาตลีสดับคำนั้น จึงกล่าวคาถานี้ว่า
ข้าแต่โกสิยะผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ท้าวมหาพรหม ท้าวมหินทรเทวราชหรือท้าวปชาบดี ใครเล่าจะเข้าใจความเห็นข้อนี้ของท่าน นางหิรีนี้ เป็นธิดาของท้าวมหินทรเทวราช ย่อมได้สมมติว่าเป็นผู้ประเสริฐที่สุด แม้ในหมู่เทวดาทั้งหลาย.
ในคาถานั้น มีคำอธิบายว่า คำว่า ความเห็น ได้แก่ ใครเล่าจะเข้าใจความเห็นว่า ขึ้นชื่อว่า นางหิรีนี้เป็นผู้มีคุณมาก อันท่านผู้ประเสริฐบูชาแล้ว. คำว่า เข้าใจ คือให้เข้าไปในน้ำใจ. คำว่า สมมติว่าประเสริฐที่สุด อธิบายว่า นางหิรีนั้น นับจำเดิมแต่ได้สุธาโภชน์ในสำนักของท่านแล้วก็ได้เสนาสนะทองคำในสำนักของพระอินทร์อีก เป็นผู้เทพยดาทั้งปวงบูชาอยู่ ย่อมได้รับสมมติว่า เป็นผู้สูงสุด.
เมื่อมาตลีกำลังกล่าวอยู่อย่างนี้ทีเดียว ธรรม คือความเสื่อม ได้บังเกิดขึ้นแล้วแก่โกสิยดาบสในขณะนั้นนั่นเอง. ลำดับนั้น มาตลีจึงกล่าวว่า ข้าแต่โกสิยะ ท่านปลงอายุสังขารเสียได้แล้ว แม้ธรรม คือการเคลื่อน ก็ถึงพร้อมแก่ท่านแล้ว ท่านจะมีประโยชน์อะไรด้วยมนุษยโลกเราจะไปยังเทวโลกด้วยกันเถิด ดังนี้ เป็นผู้ปรารถนาจะนำโกสิยดาบสนั้นไปในเทวโลกนั้น จึงกล่าวคาถาว่า
เชิญเถิด ท่านจงมา จงขึ้นรถคันนี้อันเป็นของข้าพเจ้าไปสู่ไตรทิพย์ ในกาลบัดนี้เถิด ข้าแต่ท่านผู้มีโคตรเสมอด้วยพระอินทร์ ทั้งพระอินทร์ก็ทรงหวังท่านอยู่ ท่านจงถึงความเป็นสหายกับพระอินทร์ในวันทีเดียว.
ในคาถานั้น มีอธิบายว่า คำว่า เป็นของข้าพเจ้า คือ เป็นสิ่งที่น่ารักน่าพอใจ. คำว่า ผู้มีโคตรเสมอด้วยพระอินทร์ อธิบายว่า ผู้มีโคตรเสมอกับพระอินทร์ในภพก่อน. คำว่า หวัง ได้แก่ ทั้งพระอินทร์ ก็ทรงปรารถนาหวังให้ท่านมาอยู่.
เมื่อมาตลีนั้นกำลังพูดอยู่กับโกสิยดาบสด้วยประการฉะนี้ทีเดียว โกสิยดาบสก็จุติจากอัตภาพนั้น บังเกิดเป็นอุปปาติกเทพบุตรขึ้นยืนอยู่บนทิพยรถลำดับนั้น มาตลีจึงนำท่านไปยังสำนักของท้าวสักกะ ท้าวสักกะพอเห็นท่าน ก็มีพระทัยยินดี ได้ประทานนางหิรีเทวี ซึ่งเป็นธิดาของพระองค์ให้เป็นอัครมเหสีของท่านแล้ว โกสิยเทพบุตรนั้น ได้มีอิสริยยศมากมายหาประมาณมิได้.
พระศาสดาทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงตรัสว่า ขึ้นชื่อว่า กรรมของสัตว์ผู้มีคุณไม่ทราม ย่อมหมดจดได้อย่างนี้ แล้วจึงตรัสพระคาถาสุดท้ายว่า
สัตว์ทั้งหลายผู้ไม่กระทำกรรมอันเป็นบาป ย่อมหมดจดได้ด้วยอาการอย่างนี้ อนึ่ง ผลของกรรมที่บุคคลประพฤติดีแล้ว ย่อมไม่เสื่อมสูญไป สัตว์เหล่าใดเหล่าหนึ่งได้เห็นสุธาโภชน์แล้ว สัตว์เหล่านั้นทั้งหมดทีเดียว ถึงความเป็นสหายกับพระอินทร์แล้ว.
ในคาถานั้นมีคำอธิบายว่า สัตว์ทั้งหลายผู้ไม่ได้กระทำกรรมอันลามก ย่อมบริสุทธิ์อย่างนี้ สัตว์ทั้งหลายเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ได้เห็นสุธาโภชน์ที่โกสิยดาบสให้แก่ นางหิรีเทพธิดาในประเทศหิมวันต์นั้นในกาลนั้น สัตว์เหล่านั้น แม้ทั้งหมดอนุโมทนาทานนั้นแล้ว กระทำจิตให้เลื่อมใสในทานนั้นแล้ว ถึงความเป็นสหายของพระอินทร์.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ก็หาไม่ ถึงเมื่อก่อน ตถาคตก็ได้ทรมาน ภิกษุผู้ไม่ยินดียิ่งแล้วในการให้ทาน ผู้มีความตระหนี่อันกระด้างนี้ แล้วเหมือนกัน
แล้วทรงประมวลชาดก ว่า
นางเทพธิดาชื่อว่า หิรี ในกาลนั้น ได้เป็น นางอุบลวรรณา
โกสิยดาบส ได้เป็น ภิกษุเจ้าของทาน
ปัญจสิขเทพบุตร เป็น อนุรุทธะ
มาตลีเทพสารถี เป็น อานนท์
สุริยเทพบุตร เป็น กัสสป
จันทเทพบุตร เป็น โมคคัลลานะ
นารทดาบส ได้เป็น สารีบุตร
ส่วนท้าวสักกเทวราช ได้เป็น เราตถาคตเอง ด้วยประการฉะนี้แล. -----------------------------------------------------