อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดง
ฉบับมหาจุฬาฯ · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๒๙๐

๔. กุณาลชาดก (๕๓๖)

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๙๐–๓๗๐พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 19 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 19 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 81 ข้อ3 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๔. กุณาลชาดก (๕๓๖) ๔. กุณาลชาดก (๕๓๖) ว่าด้วยนกดุเหว่า เล่ากันมาอย่างนี้ ได้ฟังตามกันมาอย่างนี้ว่า ที่ประเทศหิมพานต์อันทรงไว้ซึ่ง แผ่นดินมีโอสถทุกชนิด ดารดาษไปด้วยดอกไม้และพวงดอกไม้มากมายหลายชนิด เป็นที่สัญจรไปมาแห่งช้าง โคลาน กระบือ กวาง จามรี เนื้อฟาน แรด ระมาด สิงโต เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี หมาป่า เสือดาว นาก ชะมด เสือปลา กระต่าย วัวกระทิง เป็นที่อาศัยแห่งโขลงช้างใหญ่และช้างพลายตระกูลมหานาค เกลื่อนกล่น อยู่ทั่วปริมณฑลอันราบเรียบ มีค่าง ลิง อีเห็น ละมั่ง เนื้อสมัน อีเก้ง ยักษิณี หน้าลา กินนร ยักษ์ และรากษสอาศัยอยู่ร่วมกัน ดารดาษไปด้วยหมู่ไม้มากมาย หลายพันธุ์มีทั้งดอกยังตูม ทั้งกำลังออกช่อ ทั้งดอกที่บานสะพรั่ง และดอกที่บาน ตลอดยอด มีฝูงนกเขา นกโพระดก นกหัสดีลิงค์ นกยูง นกดุเหว่า นกยาง นกกระสา ส่งเสียงร้องกึกก้องระงมไพร เป็นภูมิประเทศประดับแน่นไปด้วยแร่ธาตุหลายร้อย ชนิดเป็นต้นว่าอัญชัน มโนศิลา หรดาล มหาหิงคุ์ ทอง เงิน และทองคำ ท่านผู้เจริญ ทั้งหลาย ได้ยินว่า ณ ไพรสณฑ์อันน่ารื่นรมย์เห็นปานนี้ มีนกดุเหว่าตัวหนึ่งชื่อ กุณาละ อาศัยอยู่ เป็นนกที่สวยงาม มีขนและปีกงดงามยิ่งนัก ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า นกดุเหว่าตัวนั้นมีนางนกดุเหว่าเป็นนางบำเรอ ถึง ๓,๕๐๐ ตัว ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า ครั้งนั้น นางนกดุเหว่า ๒ ตัวใช้ ปากคาบท่อนไม้ให้นกกุณาละนั้นจับตรงกลาง พาบินไปด้วยประสงค์ว่า “ความ เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าในการเดินทางไกลอย่าได้เบียดเบียนนกกุณาละนั้นเลย” นาง นกดุเหว่า ๕๐๐ ตัวบินอยู่ข้างล่างด้วยประสงค์ว่า “ถ้านกกุณาละนี้พลัดตกจากคอน พวกเราจักใช้ปีกประคองรับไว้” นางนก ๕๐๐ ตัวบินอยู่ข้างบนด้วยประสงค์ว่า “แสงแดดอย่าได้แผดเผานก กุณาละนั้นเลย” นางนกฝูงละ ๕๐๐ ตัวบินขนาบอยู่ทั้ง ๒ ข้างด้วยประสงค์ว่า “ความหนาว ก็ตาม ความร้อนก็ตาม หญ้าก็ตาม ละอองก็ตาม ลมก็ตาม น้ำค้างก็ตาม อย่า ได้ถูกต้องนกกุณาละนั้นเลย” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๓๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๔. กุณาลชาดก (๕๓๖) นางนก ๕๐๐ ตัวบินอยู่ข้างหน้าด้วยประสงค์ว่า “คนเลี้ยงโคก็ตาม คนเลี้ยง สัตว์ก็ตาม คนหาบหญ้าก็ตาม คนหาฟืนก็ตาม คนทำงานในป่าก็ตาม อย่าได้ใช้ ดุ้นฟืน กระเบื้อง ฝ่ามือ ก้อนดิน ท่อนไม้ ศัสตรา หรือก้อนกรวด ทำร้ายนก กุณาละนั้นเลย นกกุณาละนี้อย่าได้กระทบกอไม้ เถาวัลย์ ต้นไม้ กิ่งไม้ เสา หิน และพวกนกที่มีกำลังกว่าเลย” นางนก ๕๐๐ ตัวบินประกบอยู่ข้างหลัง เปล่งเสียงอันไพเราะ อ่อนหวาน เพราะพริ้ง จับใจ ด้วยประสงค์ว่า “นกกุณาละนี้อย่าได้เงียบเหงาอยู่บนคอนเลย” นางนก ๕๐๐ ตัวพากันบินไปยังทิศต่างๆ นำเอาผลไม้ชนิดต่างๆ จากต้นไม้ หลายชนิดมาด้วยประสงค์ว่า “นกกุณาละนี้อย่าได้ลำบากเพราะความหิวเลย” ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า ครั้งนั้น นางนกดุเหว่าเหล่านั้นพาเอานกกุณาละ นั้นจากสวนดอกไม้ไปยังสวนดอกไม้ จากอุทยานไปยังอุทยาน จากท่าน้ำไปยังท่าน้ำ จากยอดเขาไปยังยอดเขา จากสวนมะม่วงไปยังสวนมะม่วง จากสวนต้นหว้าไปยัง สวนต้นหว้า จากสวนขนุนสำปะลอไปยังสวนขนุนสำปะลอ จากสวนมะพร้าวไปยัง สวนมะพร้าวโดยเร็วพลัน ก็พากันมีความยินดี ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า ครั้งนั้น นกกุณาละผู้มีนางนกเหล่านั้น ห้อมล้อมอยู่ตลอดวัน ก็ยังด่าอย่างนี้ว่า “ถอยออกไป พวกเจ้าอีนกถ่อย พวกเจ้า จงฉิบหาย อีถ่อย อีโจร อีนักเลง อีเผอเรอ อีใจเบา อีเนรคุณคน อีตามใจตน เองเหมือนลม” ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า ณ ด้านทิศตะวันออกแห่งภูเขาหิมพานต์ นั้นแล มีแม่น้ำที่เกิดแต่ภูเขาอันสุขุมละเอียดอ่อน มีสีเขียว ไหลบ่าออกมา เป็น @เชิงอรรถ : @ ถ่อย หมายถึงชั่ว เลว ทราม โจร ในที่นี้หมายถึงเป็นตัวล้างผลาญทรัพย์และข้าวเปลือกเป็นต้นในเรือน @นักเลง ในที่นี้หมายถึงเป็นสัตว์มีมายามาก เผอเรอ หมายถึงเสียสติ ใจเบา หมายถึงมีใจไม่มั่นคง @เนรคุณคน ในที่นี้หมายถึงเป็นส้ตว์ก่อความพินาศ เพราะประทุษร้ายมิตร ตามใจตนเองเหมือนลม @หมายถึงไปตามชอบใจ (ขุ.ชา.อ. ๘/๓๔๐) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๓๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๔. กุณาลชาดก (๕๓๖) ภูมิประเทศที่สมควรรื่นรมย์ใจ ชื่นใจ ด้วยกลิ่นหอมแห่งดอกอุบล ดอกปทุม ดอกโกมุท ดอกบัวขาว ดอกสัตบุศย์ ดอกจงกลนี และดอกบัวเผื่อน ซึ่งงอกงามขึ้นในบัดนั้น เป็นดังป่าหมู่ไม้นานาพันธุ์ คือ ต้นโกฐคำ ต้นจิก ต้นลำเจียก ต้นย่านทราย ต้นอ้อยช้าง ต้นบุนนาค ต้นพิกุล ต้นหมากหอม ต้นประดู่ ต้นขมิ้น ต้นรัง ต้นสน ต้นจำปา ต้นอโศก ต้นกากะทิง ต้นหงอนไก่ ต้นเสม็ด ต้นโลดทะนง และต้น จันทน์แดง เป็นป่าชัฏที่ดาษดื่นไปด้วยต้นกฤษณาดำ ต้นบัวบก ต้นประยงค์ ต้น เทพพารุ และต้นกล้วย เป็นภูมิภาคที่สะพรั่งไปด้วยพวงช่อดอกไม้แห่งต้นรกฟ้า ต้นอัญชัน ต้นปรู ต้นสัก ต้นคนทีสอ ต้นกรรณิการ์ ต้นหางช้าง ต้นคัดเค้า ต้นทองหลาง ต้นทองกวาว ต้นโยธกา ต้นมะลิป่า ต้นหงอนไก่ อันปราศจากมลทิน ไม่มีโทษ และต้นขานางอันสวยงามยิ่ง อันดารดาษไปด้วยพุ่มและกอแห่งต้นมะลิซ้อน ต้นนมแมว ต้นแคธนู ต้นเปราะหอม ต้นกฤษณา และต้นแฝกหอม เป็นประเทศ ที่ดารดาษประดับไปด้วยเครือเถาดอกไม้ที่เบ่งบานสวยงามน่าพอใจยิ่งนัก มีฝูงหงส์ นกนางนวล นกกาน้ำ และนกเป็ดน้ำส่งเสียงกึกก้องร้องระงม เป็นที่สถิตอยู่แห่ง หมู่วิทยาธร นักสิทธิ์ สมณะ และดาบส เป็นประเทศที่สัญจรไปมาเป็นอาจิณแห่ง หมู่เทพยดา ยักษ์ รากษส ทานพ คนธรรพ์ กินนร และพญานาค ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า ณ ไพรสณฑ์อันน่ารื่นรมย์เห็นปานนี้ มีนก ดุเหว่าขาวอีกตัวหนึ่งชื่อปุณณมุขะ อาศัยอยู่ มีสำเนียงไพเราะยิ่งนัก มีนัยน์ตางดงาม มีดวงตาแดงเหมือนคนเมา ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า ปุณณมุขนกดุเหว่าขาวนั้นแลมีนางนก เป็นบริวาร ๓๕๐ ตัว ได้ยินว่า ครั้งนั้น นางนก ๒ ตัวใช้ปากคาบท่อนไม้ให้ ปุณณมุขนกดุเหว่าขาวนั้นจับตรงกลาง พาบินไปด้วยประสงค์ว่า “ความเหน็ด เหนื่อยเมื่อยล้าในการเดินทางไกลอย่าได้เบียดเบียนปุณณมุขนกดุเหว่าขาวนั้นเลย” นางนก ๕๐ ตัวบินอยู่ข้างล่างด้วยประสงค์ว่า “ถ้าปุณณมุขนกดุเหว่าขาวนี้ พลัดตกจากคอน พวกเราจักใช้ปีกประคองรับไว้” นางนก ๕๐ ตัวบินอยู่ข้างบนด้วยประสงค์ว่า “แสงแดดอย่าได้แผดเผา ปุณณมุขนกดุเหว่าขาวนั้นเลย” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๓๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๔. กุณาลชาดก (๕๓๖) นางนกฝูงละ ๕๐ ตัวบินขนาบอยู่ทั้ง ๒ ข้างด้วยประสงค์ว่า “ความหนาว ก็ตาม ความร้อนก็ตาม หญ้าก็ตาม ละอองก็ตาม ลมก็ตาม น้ำค้างก็ตาม อย่าได้ ถูกต้องปุณณมุขนกดุเหว่าขาวนั้นเลย” นางนก ๕๐ ตัวบินอยู่ข้างหน้าด้วยประสงค์ว่า “คนเลี้ยงโคก็ตาม คนเลี้ยง สัตว์ก็ตาม คนหาบหญ้าก็ตาม คนหาฟืนก็ตาม คนทำงานในป่าก็ตาม อย่าได้ใช้ ดุ้นฟืน กระเบื้อง ฝ่ามือ ก้อนดิน ท่อนไม้ ศัสตรา หรือก้อนกรวดทำร้าย ปุณณมุขนกดุเหว่าขาวนั้นเลย ปุณณมุขนกดุเหว่าขาวนี้อย่าได้กระทบกอไม้ เถาวัลย์ ต้นไม้ กิ่งไม้ เสา หิน และพวกนกที่มีกำลังกว่าเลย” นางนก ๕๐ ตัวบินประกบอยู่ข้างหลัง เปล่งเสียงอันไพเราะ อ่อนหวาน เพราะพริ้ง จับใจ ด้วยประสงค์ว่า “ปุณณมุขนกดุเหว่าขาวนี้ อย่าเงียบเหงาอยู่ บนคอนเลย” นางนก ๕๐ ตัวพากันบินไปยังทิศต่างๆ นำเอาผลไม้ชนิดต่างๆ จากต้นไม้ หลายชนิดมาด้วยประสงค์ว่า “ปุณณมุขนกดุเหว่าขาวนี้อย่าได้ลำบากเพราะความ หิวเลย” ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า ครั้งนั้น นางนกเหล่านั้นพาเอาปุณณมุขนก ดุเหว่าขาวนั้นจากสวนดอกไม้ไปยังสวนดอกไม้ จากอุทยานไปยังอุทยาน จากท่า น้ำไปยังท่าน้ำ จากยอดเขาไปยังยอดเขา จากสวนมะม่วงไปยังสวนมะม่วง จากสวน ต้นหว้าไปยังสวนต้นหว้า จากสวนขนุนสำปะลอไปยังสวนขนุนสำปะลอ จากสวน มะพร้าวไปยังสวนมะพร้าวโดยเร็วพลัน ก็พากันมีความยินดี ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า ครั้งนั้น ปุณณมุขนกดุเหว่าขาวผู้มีนางนก เหล่านั้นห้อมล้อมอยู่ตลอดวัน จึงสรรเสริญอย่างนี้ว่า “ดีละ ดีละ แม่น้องหญิง ทั้งหลาย การที่พวกเธอพึงปฏิบัติบำเรอภัสดา นั่นเป็นการสมควรแก่เธอทั้งหลาย ผู้เป็นกุลธิดา” ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า ในกาลต่อมา ปุณณมุขนกดุเหว่าขาวได้เข้า ไปหาพญานกกุณาละจนถึงที่อยู่ พวกนางนกผู้เป็นนางบำเรอของพญานกกุณาละ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๓๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๔. กุณาลชาดก (๕๓๖) ได้เห็นปุณณมุขนกดุเหว่าขาวตัวนั้นกำลังบินมาแต่ไกล จึงพากันเข้าไปหาแล้ว กล่าวว่า นกปุณณมุขะเพื่อนรัก นกกุณาละตัวนี้เป็นนกหยาบช้า มีวาจาหยาบ คายเหลือเกิน ไฉนพวกข้าพเจ้าจะพึงได้วาจาอันน่ารักเพราะอาศัยท่านบ้าง นก ปุณณมุขะจึงกล่าวตอบว่า “บางทีจะได้บ้าง น้องหญิงทั้งหลาย” แล้วจึงเข้าไปหา นกกุณาละจนถึงที่อยู่ ครั้นเข้าไปหาแล้ว กล่าวสัมโมทนียกถากับนกกุณาละแล้ว จับอยู่ ณ ที่สมควร ครั้นแล้วปุณณมุขนกดุเหว่าขาว จึงได้กล่าวกับนกกุณาละนั้นว่า กุณาละเพื่อนเอ๋ย เพราะเหตุไร เพื่อนจึงปฏิบัติอย่างผิดๆ ต่อนางนกผู้มีชาติเสมอกัน เป็นกุลธิดาปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเล่า กุณาละเพื่อนเอ๋ย ได้ยินว่า หญิงทั้งหลาย แม้จะพูดถ้อยคำที่ไม่น่าพอใจ บุคคลก็ควรจะพูดถ้อยคำที่น่าพอใจแก่พวกเธอ จะ กล่าวไปไยถึงพวกหญิงที่พูดถ้อยคำที่น่าพอใจเล่า” เมื่อนกปุณณมุขะกล่าวอย่างนี้แล้ว นกกุณาละได้รุกรานปุณณมุขนกดุเหว่าขาว นั้นอย่างนี้ว่า “จงฉิบหาย จงพินาศเสียเถิดเจ้า เจ้าเพื่อนลามก เจ้าเพื่อนถ่อย จะมีใครที่ฉลาดเหมือนผู้ปราบเมียได้เล่า” ปุณณมุขนกดุเหว่าขาวถูกรุกรานอย่างนี้แล้วจึงได้กลับจากที่นั้น ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า โดยสมัยอื่นต่อมา โดยการล่วงไปไม่นานนัก ปุณณมุขนกดุเหว่าขาวได้เกิดความไม่สบายอย่างหนักขึ้น ถ่ายเป็นเลือด เกิดเวทนา กล้าแข็งปางตาย ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า ครั้งนั้น นางนกทั้งหลายผู้เป็นนางบำเรอของ ปุณณมุขนกดุเหว่าขาวได้มีความวิตกอย่างนี้ว่า ปุณณมุขนกดุเหว่าขาวนี้ไม่สบาย หนักนัก ไฉนจะพึงหายจากความไม่สบายนี้ได้ จึงพากันละทิ้งไว้ตัวเดียวไม่มีเพื่อน แล้วเข้าไปหานกกุณาละจนถึงที่อยู่ นกกุณาละได้เห็นนางนกเหล่านั้นกำลังโผบินมาแต่ไกล จึงได้กล่าวกับนางนก เหล่านั้นอย่างนี้ว่า “นางนกถ่อยทั้งหลาย ผัวของพวกเจ้าไปไหนเสียเล่า” “กุณาละเพื่อนเอ๋ย ปุณณมุขนกดุเหว่าขาวไม่สบายหนักนัก ไฉนจะพึงหาย จากความไม่สบายนั้นได้เล่า” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๓๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๔. กุณาลชาดก (๕๓๖) เมื่อนางนกเหล่านั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว นกกุณาละได้รุกรานนางนกเหล่านั้น อย่างนี้ว่า “อีนกถ่อย พวกเจ้าจงฉิบหาย จงพินาศ อีถ่อย อีโจร อีนักเลง อีเผอเรอ อีใจเบา อีเนรคุณคน อีตามใจตนเองเหมือนลม” ครั้นกล่าวแล้วจึงได้เข้าไปหา ปุณณมุขนกดุเหว่าขาวจนถึงที่อยู่ ครั้นเข้าไปหาแล้วจึงได้กล่าวกับปุณณมุขนก ดุเหว่าขาวตัวนั้นอย่างนี้ว่า “ยังอยู่ดีหรือ ปุณณมุขะเพื่อน” “ยังอยู่ดี กุณาละเพื่อน” ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า ลำดับนั้น นกกุณาละได้ใช้ปีกทั้ง ๒ และจะงอย ปากประคองให้ปุณณมุขนกดุเหว่าขาวตัวนั้นลุกขึ้นแล้วกรอกเภสัชต่างๆ ให้ดื่ม ได้ยินว่า ครั้งนั้น ความไม่สบายของปุณณมุขนกดุเหว่าขาวตัวนั้นก็ระงับไป แล้วแล ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า ลำดับนั้น นกกุณาละได้กล่าวกับปุณณมุข นกดุเหว่าขาวตัวหายจากไข้ซึ่งหายจากความป่วยไข้ไม่นานนั้นอย่างนี้ว่า “เราได้เห็นมา แล้ว ปุณณมุขะเพื่อนเอ๋ย เราได้เห็นนางกัณหา มีบิดา ๒ คน มีผัว ๕ คน ยังมี จิตปฏิพัทธ์ในชายคนที่ ๖ ซึ่งเป็นคนเปลี้ย เหมือนผีหัวขาด ก็แลในเรื่องนี้ ยังมี คำกล่าวเป็นคาถาไว้อีกส่วนหนึ่งว่า

ข้อ ๒๙๐

ครั้งนั้น นางล่วงละเมิด (นอกใจ) สามีทั้ง ๕ คน เหล่านี้ คือ ๑. ท้าวอัชชุนะ ๒. ท้าวนกุละ ๓. ท้าวภีมเสน ๔. ท้าวยุธิฏฐิละ ๕. ท้าวสหเทพ แล้วได้กระทำลามกกับชายเตี้ยค่อม @เชิงอรรถ : @ มีบิดา ๒ คน คือพระเจ้ากาสีและพระเจ้าโกศล พระเจ้ากาสีรบชนะพระเจ้าโกศล ได้ราชสมบัติและมเหสี@ผู้ทรงครรภ์มาด้วย พระองค์ได้ตั้งพระมเหสีนั้นให้เป็นอัครมเหสีของพระองค์ ต่อมา พระนางประสูติพระ@ราชธิดาให้ชื่อว่า กัณหา (ขุ.ชา.อ. ๘/๓๕๐-๓๕๑) @ มีผัว ๕ คน คือ ท้าวอัชชุนะเป็นต้น พระราชกุมารทั้ง ๕ เป็นโอรสของพระเจ้าปัณฑุราช จบการศึกษา@จากเมืองตักกสิลา เดินทางผ่านมาทางเมืองพาราณสี ถูกพระราชธิดากัณหาเสี่ยงพวงมาลัยเลือกเป็น@พระสวามีทั้ง ๕ พระองค์ (ขุ.ชา.อ. ๘/๓๕๑) @ ท้าวอัชชุนะ เป็นอดีตชาติของนกกุณาละ (ขุ.ชา.อ. ๘/๒๙๐/๓๕๓)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๓๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๔. กุณาลชาดก (๕๓๖) เราได้เห็นมาแล้ว ปุณณมุขะเพื่อนเอ๋ย นางสมณีชื่อปัญจตปาวี อาศัยอยู่ ท่ามกลางป่าช้า ยังพรตคือการอดอาหาร ๔ วันแล้วจึงจะบริโภคให้ผันแปรไปได้กระทำลามกกับนักเลงสุรา เราได้เห็นมาแล้ว ปุณณมุขะเพื่อนเอ๋ย พระเทวีนามว่ากากวดี อยู่ ณ ท่าม กลางมหาสมุทร เป็นภรรยาของพญาครุฑนามว่าเวนเตยยะ ได้กระทำลามกกับคนธรรพ์นามว่านฏกุเวร เราได้เห็นมาแล้ว ปุณณมุขะเพื่อนเอ๋ย เจ้าหญิงขนงามนามว่ากุรุงคเทวี ผู้ทำให้เอฬิกกุมาร มีความรักใคร่ ได้กระทำลามกกับฉฬังคกุมารเสนาบดีและ ธนันเตวาสี ความจริง เรื่องนั้นเราได้รู้มาอย่างนี้ พระมารดาของพระเจ้าพรหมทัตทรงทอดทิ้งพระเจ้าโกศลแล้วได้ทรงกระทำลามกกับปัญจาลจัณฑพราหมณ์

ข้อ ๒๙๑

หญิงทั้ง ๕ คนเหล่านี้ก็ดี หญิงเหล่าอื่นก็ดี ได้กระทำกรรมอันลามกแล้ว เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่วางใจ ไม่สรรเสริญหญิงทั้งหลาย แผ่นดินคือภูมิเป็นที่เป็นไปแห่งเหล่าสัตว์ อันทรงไว้ซึ่งรัตนะต่างๆ เป็นที่รองรับทั้งสิ่งดีและสิ่งไม่ดี มีความยินดีเสมอกัน ทนทานได้ทุกอย่าง ไม่ดิ้นรน ไม่โกรธ ฉันใด หญิงทั้งหลายก็ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น นรชนไม่ควรวางใจหญิงทั้งหลายเหล่านั้น @เชิงอรรถ : @ นักเลงสุรา เป็นอดีตชาติของนกกุณาละ (ขุ.ชา.อ. ๘/๒๙๐/๓๕๖) @ พญาครุฑ เป็นอดีตชาติของนกกุณาละ เรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวกันกับกากวตีชาดก ชาดกที่ ๓๒๗ ใน@จตุกกนิบาต (เล่ม ๒๗/๑๐๕/๑๐๙) (ขุ.ชา.อ. ๘/๒๙๐/๓๕๖) @ เอฬิกกุมาร เป็นอดีตชาติของนกกุณาละ (ขุ.ชา.อ. ๘/๒๙๐/๓๕๙) @ ปัญจาลจัณฑพราหมณ์ เป็นอดีตชาติของนกกุณาละ (ขุ.ชา.อ. ๘/๒๙๐/๓๖๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๔๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๔. กุณาลชาดก (๕๓๖)

ข้อ ๒๙๒

สิงโตซึ่งเป็นสัตว์ดุร้าย กินเลือดและเนื้อเป็นอาหาร มีอาวุธ ๕ อย่าง เป็นสัตว์หยาบช้า ชอบในการเบียดเบียนสัตว์อื่น ข่มขี่สัตว์ทั้งหลายกินฉันใด หญิงทั้งหลายก็ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น นรชนไม่ควรวางใจหญิงทั้งหลายเหล่านั้น ปุณณมุขะผู้สหาย นัยว่า หญิงทั้งหลายไม่ใช่หญิงแพศยา ไม่ใช่หญิงงามเมืองไม่ใช่หญิงคณิกา เพราะหญิงเหล่านั้นจะชื่อว่าเป็นหญิงบริสุทธิ์ก็ไม่ได้ ที่แท้ หญิงเหล่านี้เป็นหญิงเพชฌฆาต หญิงทั้งหลายโพกผมเหมือนพวกโจร มีพิษร้ายเหมือนสุราเจือยาพิษ พูดโอ้อวดเหมือนพ่อค้า กลับกลอกบิดพลิ้วเหมือนนอแรด ลิ้นมีสองแฉกเหมือนงูปกปิดความชั่วเหมือนหลุมคูถ ให้เต็มได้ยากเหมือนบาดาล ให้ยินดีได้ยากเหมือนนางรากษส นำไปส่วนเดียวเหมือนพญายม กินทุกอย่างเหมือนเปลวไฟ พัดพาไปทุกอย่างเหมือนแม่น้ำ ประพฤติตามใจตนเองเหมือนลม ไม่กระทำอะไรให้วิเศษเหมือนภูเขาสิเนรุ ผลิตผลอยู่เป็นนิตย์เหมือนต้นไม้มีพิษ ก็ในเรื่องนี้ยังมีคำกล่าวเป็นคาถาไว้อีกส่วนหนึ่งว่า

ข้อ ๒๙๓

หญิงทั้งหลายเหมือนโจร เหมือนสุรามีพิษร้าย พูดโอ้อวดเหมือนพ่อค้า กลับกลอกบิดพลิ้วเหมือนนอแรด มีลิ้นสองแฉกเหมือนงู

ข้อ ๒๙๔

ปกปิดความชั่วเหมือนหลุมคูถ ให้เต็มได้ยากเหมือนบาดาล ให้ยินดีได้ยากเหมือนนางรากษส นำไปส่วนเดียวเหมือนพญายม @เชิงอรรถ : @ อาวุธ ๕ อย่าง ได้แก่ ปาก ๑ และเท้าทั้ง ๔ (ขุ.ชา.อ. ๘/๒๙๒/๓๖๑)@ หญิงทั้งหลายก็ฉันนั้นเหมือนกัน หมายถึงใช้อาวุธ ๕ อย่าง คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส@จับบุรุษให้อยู่ในอำนาจ (ขุ.ชา.อ. ๘/๒๙๒/๓๖๑)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๔๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๔. กุณาลชาดก (๕๓๖)

ข้อ ๒๙๕

กินทุกอย่างเหมือนเปลวไฟ พัดพาไปเหมือนแม่น้ำ มีความประพฤติตามขอบเขตแห่งความใคร่เหมือนลม ไม่มีความวิเศษอะไรเหมือนภูเขาสิเนรุ ผลิตผลอยู่เป็นนิตย์เหมือนต้นไม้มีพิษ หญิงทั้งหลายมักกระทำอันตรายแก่รัตนะทั้งหลาย ยังโภคสมบัติในเรือนให้พินาศ ปุณณมุขะเพื่อนเอ๋ย ทรัพย์ ๔ อย่างเหล่านี้บัณฑิตไม่ควรให้อยู่ในสกุลอื่น คือ๑. โคผู้ ๒. แม่โคนม ๓. ยานพาหนะ ๔. ภรรยา บัณฑิตไม่ควรให้ทรัพย์ทั้ง ๔อย่างเหล่านี้พลัดพรากไปจากเรือน

ข้อ ๒๙๖

๑. โคผู้ ๒. แม่โคนม ๓. ยานพาหนะ ๔. ภรรยา บัณฑิตไม่ควรให้อยู่ในสกุลแห่งญาติ เพราะญาติทั้งหลายผู้ไม่มียานพาหนะจะใช้สอยรถ จะฆ่าโคตัวผู้เพราะการใช้ลากเข็นจนเกินกำลัง จะฆ่าลูกโคเพราะการรีดนมโค และภรรยาจะประทุษร้าย (นอกใจ) ในสกุลแห่งญาติ ปุณณมุขะเพื่อนเอ๋ย ของ ๖ อย่างเหล่านี้ เมื่อมีกิจธุระเกิดขึ้นแล้ว ย่อมใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ คือ

ข้อ ๒๙๗

๑. ธนูไม่มีสาย ๒. ภรรยาอยู่ในสกุลแห่งญาติ ๓. เรืออยู่ฝั่งโน้น ๔. ยานเพลาหัก ๕. มิตรอยู่แดนไกล ๖. เพื่อนชั่ว เมื่อมีกิจธุระเกิดขึ้นแล้ว ย่อมใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ ปุณณมุขะเพื่อนเอ๋ย ได้ยินว่า หญิงทั้งหลายย่อมดูหมิ่นสามีด้วยเหตุ ๘ ประการ คือ ๑. เพราะความเป็นคนจน ๒. เพราะความเป็นคนป่วยกระเสาะกระแสะ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๔๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๔. กุณาลชาดก (๕๓๖) ๓. เพราะความเป็นคนแก่ชรา ๔. เพราะความเป็นนักเลงสุรา ๕. เพราะความเป็นคนโง่เซอะ ๖. เพราะความเป็นคนมัวเมาในกามคุณ ๗. เพราะคล้อยตามกิจการงานทั้งปวง ๘. เพราะหาทรัพย์ทั้งปวงเพิ่มเติมไม่ได้ ปุณณมุขะเพื่อนเอ๋ย ได้ยินว่า หญิงทั้งหลายย่อมดูหมิ่นสามีด้วยเหตุ ๘ ประการเหล่านี้ ก็ในเรื่องนี้ ยังมีคำกล่าวเป็นคาถาไว้อีกส่วนหนึ่งว่า

ข้อ ๒๙๘

หญิงย่อมดูหมิ่นสามี ๑. ผู้ยากจน ๒. ผู้ป่วยกระเสาะกระแสะ ๓. ผู้แก่ชรา ๔. ผู้เป็นนักเลงสุรา ๕. ผู้มัวเมาในกามคุณ ๖. ผู้เป็นคนโง่เซอะ ๗. ผู้โง่เขลาในกิจการงานทั้งปวง ๘. ผู้ย่อหย่อนเพราะหาทรัพย์ที่ให้ความใคร่ทั้งปวงเพิ่มเติมไม่ได้ ปุณณมุขะเพื่อนเอ๋ย ได้ยินว่า หญิงย่อมนำความเดือดร้อนใจมาให้สามีด้วยเหตุ๙ ประการ คือ ๑. ไปสวนดอกไม้เป็นประจำ ๒. ไปอุทยานเป็นประจำ ๓. ไปท่าน้ำเป็นประจำ ๔. ไปตระกูลญาติเป็นประจำ ๕. ไปตระกูลคนอื่นเป็นประจำ ๖. ส่องกระจกและประกอบการตบแต่งร่างกายด้วยเสื้อผ้าเป็นประจำ ๗. ชอบดื่มน้ำเมาเป็นประจำ ๘. เยื้องมองทางหน้าต่างเป็นประจำ ๙. ชอบยืนอวดทรวดทรงอยู่ที่ประตูเป็นประจำ ปุณณมุขะเพื่อนเอ๋ย ได้ยินว่า หญิงย่อมนำความเดือดร้อนใจมาให้สามีด้วยเหตุ ๙ ประการเหล่านี้ ก็ในเรื่องนี้ ยังมีคำกล่าวเป็นคาถาไว้อีกส่วนหนึ่งว่า

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๔๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๔. กุณาลชาดก (๕๓๖)

ข้อ ๒๙๙

ก็หญิงใด ๑. ไปสวนดอกไม้ ๒. ไปอุทยาน ๓. ไปท่าน้ำ ๔. ไปตระกูลญาติ ๕. ไปตระกูลคนอื่นเป็นประจำ ๖. ส่องกระจกและประกอบการตบแต่งร่างกายด้วยเสื้อผ้าเป็นประจำ ๗. ชอบดื่มน้ำเมาเป็นประจำ

ข้อ ๓๐๐

๘. เยื้องมองทางหน้าต่างเป็นประจำ ๙. ชอบยืนอวดทรวดทรงอยู่ที่ประตูเป็นประจำ หญิงทั้งหลายเหล่านั้นย่อมนำความเดือดร้อนใจมาให้สามี ด้วยเหตุ ๙ ประการเหล่านี้ ปุณณมุขะเพื่อนเอ๋ย ได้ยินว่า หญิงย่อมยั่วยวนชายด้วยเหตุ ๔๐ ประการ คือ ๑. บิดกาย ๒. ก้มลง ๓. เยื้องกราย ๔. ทำละอาย ๕. เอาเล็บถูกัน ๖. เอาเท้าเหยียบกัน ๗. เอาไม้ขีดแผ่นดิน ๘. ให้เด็กกระโดด ๙. เล่นเอง ให้เด็กเล่น ๑๐. จูบเด็ก ให้เด็กจูบ ๑๑. บริโภคเอง ให้เด็กบริโภค ๑๒. ให้ของเด็ก ๑๓. ขอของเด็ก ๑๔. ทำตามที่เด็กกระทำ ๑๕. ทำเสียงสูง ๑๖. ทำเสียงต่ำ ๑๗. พูดเปิดเผย ๑๘. พูดปกปิด ๑๙. ทำซิกซี้ด้วยการฟ้อนรำ ๒๐. ด้วยการขับร้อง ๒๑. ด้วยการประโคมดนตรี ๒๒. ด้วยการร้องไห้ ๒๓. ด้วยการกรีดกราย ๒๔. ด้วยการแต่งกาย ๒๕. จ้องมอง ๒๖. ส่ายสะเอว ๒๗. ส่ายของลับ ๒๘. เปิดขาอ่อน ๒๙. ปิดขาอ่อน ๓๐. เปิดถันให้ดู ๓๑. เปิดรักแร้ให้ดู ๓๒. เปิดสะดือให้ดู ๓๓. หลิ่วตา ๓๔. ยักคิ้ว ๓๕. เม้มปาก ๓๖. แลบลิ้น ๓๗. ทำผ้านุ่งหลุด ๓๘. กลับนุ่งผ้า ๓๙. สยายผม ๔๐. เกล้าผม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๔๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๔. กุณาลชาดก (๕๓๖) ปุณณมุขะเพื่อนเอ๋ย ได้ยินว่า หญิงย่อมยั่วยวนชายด้วยเหตุ ๔๐ ประการเหล่านี้ ปุณณมุขะเพื่อนเอ๋ย ได้ยินว่า หญิงประทุษร้ายสามี บัณฑิตพึงทราบได้ด้วยเหตุ ๒๕ ประการ คือ ๑. สรรเสริญการจากไปของสามี ๒. สามีจากไปแล้วไม่ระลึกถึง ๓. สามีกลับมาก็ไม่ยินดี ๔. พูดติเตียนสามี ๕. ไม่พูดสรรเสริญสามี ๖. ประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสามี ๗. ไม่ประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสามี ๘. กระทำกิจอันไม่สมควรต่อสามี ๙. ไม่กระทำกิจอันสมควรต่อสามี ๑๐. นอนคลุมโปง ๑๑. นอนหันหลังให้ ๑๒. นอนพลิกไปพลิกมาเป็นโกลาหล ๑๓. ทอดถอนหายใจยาว ๑๔. นอนกระสับกระส่ายเป็นทุกข์ ๑๕. ไปถ่ายอุจจาระปัสสาวะบ่อยๆ ๑๖. ประพฤติตรงข้าม ๑๗. ได้ยินเสียงชายอื่นเงี่ยหูฟัง ๑๘. ล้างผลาญโภคทรัพย์ ๑๙. ทำความสนิทสนมกับชายบ้านใกล้เรือนเคียง ๒๐. ชอบออกนอกบ้าน ๒๑. ชอบเที่ยวตามตรอกซอกซอย ๒๒. ประพฤตินอกใจ ไม่เคารพสามี คิดประทุษร้ายอยู่เป็นนิตย์ ๒๓. ยืนอยู่ที่ประตูเนืองๆ ๒๔. เปิดรักแร้ อวัยวะและถันให้ดู ๒๕. เที่ยวสอดส่องเพ่งมองไปยังทิศต่างๆ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๔๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๔. กุณาลชาดก (๕๓๖) ปุณณมุขะเพื่อนเอ๋ย ได้ยินว่า หญิงประทุษร้ายสามี บัณฑิตพึงทราบได้ด้วยเหตุ ๒๕ ประการเหล่านี้ ก็ในเรื่องนี้ ยังมีคำกล่าวเป็นคาถาไว้อีกส่วนหนึ่งว่า

ข้อ ๓๐๑

๑. สรรเสริญการจากไปของสามี ๒. ไม่โศกเศร้าถึงการจากไปของสามี ๓. เห็นสามีกลับมาไม่ยินดี ๔. ไม่เคยกล่าวคำสรรเสริญสามีสักคราวเดียว หญิงประทุษร้ายสามีมีลักษณะเหล่านี้

ข้อ ๓๐๒

๕. ไม่มีความสำรวม ประพฤติแต่สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสามี ๖. ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสามีให้เสื่อมสูญ ๗. กระทำกิจอันไม่สมควรต่อสามี ๘. นอนคลุมโปง ๙. นอนหันหลังให้ หญิงประทุษร้ายสามีมีลักษณะเหล่านี้

ข้อ ๓๐๓

๑๐. นอนพลิกไปพลิกมาเป็นโกลาหล ๑๑. ถอนหายใจยาว ๑๒. นอนกระสับกระส่ายเป็นทุกข์ ๑๓. ไปถ่ายอุจจาระปัสสาวะบ่อยๆ หญิงประทุษร้ายสามีมีลักษณะเหล่านี้

ข้อ ๓๐๔

๑๔. ประพฤติตรงข้าม ๑๕. ไม่กระทำกิจอันสมควรต่อสามี ๑๖. เมื่อชายอื่นพูดเงี่ยหูฟัง ๑๗. ล้างผลาญโภคทรัพย์ ๑๘. กระทำความเชยชมกับชายชู้ หญิงประทุษร้ายสามีมีลักษณะเหล่านี้

ข้อ ๓๐๕

๑๙. ทำทรัพย์เครื่องปลื้มใจที่สามีหามาได้ด้วยความลำบาก หามาได้ด้วยความฝืดเคือง เก็บรวบรวมสะสมไว้ด้วยความยากให้พินาศ ๒๐. ทำความสนิทสนมกับชายบ้านใกล้เรือนเคียง หญิงประทุษร้ายสามีมีลักษณะเหล่านี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๔๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๔. กุณาลชาดก (๕๓๖)

ข้อ ๓๐๖

๒๑. ชอบออกนอกบ้าน ชอบเที่ยวตามตรอกซอกซอย ๒๒. ประพฤตินอกใจ ไม่เคารพสามี คิดประทุษร้ายอยู่เป็นนิตย์ หญิงประทุษร้ายสามีมีลักษณะเหล่านี้

ข้อ ๓๐๗

๒๓. ยืนอยู่ใกล้ประตูเนืองๆ ๒๔. เปิดถันและรักแร้ให้เห็น ๒๕. มีจิตพลุกพล่านเพ่งมองไปยังทิศต่างๆ หญิงประทุษร้ายสามีมีลักษณะเหล่านี้

ข้อ ๓๐๘

แม่น้ำทุกสายไหลไปคดเคี้ยว ป่าไม้ทุกแห่งล้วนดาษดื่นไปด้วยต้นไม้ หญิงทั้งปวงพึงกระทำความชั่ว เมื่อได้โอกาสหรือที่ลับ

ข้อ ๓๐๙

ถ้าว่า พึงได้โอกาสหรือที่ลับ หรือว่าพึงได้สถานที่ปิดบังเช่นนั้น หญิงทั้งปวงพึงกระทำความชั่วแน่นอน ไม่ได้ชายอื่นที่สมบูรณ์ ก็พึงกระทำกับชายง่อยเปลี้ย

ข้อ ๓๑๐

ก็ในบรรดานารีที่หลายใจ ไม่มีใครข่มขี่ได้ ผู้สร้างความอภิรมย์ยินดีให้แก่ชายทั้งหลาย แม้หากเธอผู้ใดจะไม่พึงกระทำความปลื้มใจในที่ทั้งปวง บัณฑิตก็ไม่ควรวางใจ เพราะนารีเปรียบเสมอท่าน้ำ

ข้อ ๓๑๑

ก็บัณฑิตเห็นเหตุการณ์ของเจ้ากินนรี และพระนางกินนราเทวีแล้วพึงทราบเถิดว่า หญิงทั้งปวงจะยินดีในเรือนของสามีเท่านั้นก็หาไม่ พระนางกินนราเทวีได้เห็นชายอื่น ถึงเป็นคนง่อยเปลี้ย ก็ยังทรงทอดทิ้งคนเช่นกับเจ้ากินนรีนั้นไปได้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๔๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๔. กุณาลชาดก (๕๓๖)

ข้อ ๓๑๒

พระมเหสีของพระเจ้าพกะและพระเจ้าพาวริยะ ผู้ทรงหมกมุ่นในกามจนเกินไป ได้ทรงประพฤติอนาจารกับคนใช้ใกล้ชิด ผู้ตกอยู่ในอำนาจแห่งความปรารถนา ชายคนอื่นนั้น ใครหรือหญิงจะไม่พึงประพฤตินอกใจด้วย

ข้อ ๓๑๓

พระนางปิงคิยานี ผู้เป็นพระมเหสีสุดที่รัก ของพระเจ้าพรหมทัตผู้เป็นใหญ่ในโลกทั้งปวง ได้ทรงประพฤติอนาจารกับคนเลี้ยงม้า ผู้ตกอยู่ในอำนาจแห่งความปรารถนา นางผู้มีความใคร่ในกามไม่ได้ประสบความใคร่ทั้ง ๒ แม้นั้น

ข้อ ๓๑๔

บุรุษผู้ไม่ถูกผีสิง ไม่ควรจะเชื่อถือหญิงทั้งหลาย ผู้หยาบช้า ใจเบา ไม่รู้คุณคน มักประทุษร้ายมิตรเลย

ข้อ ๓๑๕

หญิงเหล่านั้นไม่รู้อุปการะที่คนอื่นกระทำแล้วแก่ตน ไม่รู้กิจที่ตนควรกระทำ ไม่รู้จักมารดาบิดาหรือพี่น้อง เป็นผู้ไม่ประเสริฐ ล่วงละเมิดธรรมอยู่เสมอ เป็นไปตามอำนาจจิตของตนอย่างเดียว

ข้อ ๓๑๖

สามีสุดที่รัก ที่น่าพอใจ แม้อยู่ด้วยกันมานาน เป็นผู้อนุเคราะห์ แม้เสมอเหมือนกับชีวิต พวกนางยังพากันทอดทิ้งไปได้ในคราวเกิดอันตราย และในคราวมีกิจจะต้องกระทำ เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่วางใจหญิงทั้งหลาย

ข้อ ๓๑๗

เพราะว่าจิตของหญิงทั้งหลายเหมือนจิตของวานร ลุ่มๆ ดอนๆ เหมือนเงาต้นไม้ ดวงใจของหญิงทั้งหลายนั้นหวั่นไหวไปมา กลับกลอกเหมือนกงล้อ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๔๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๔. กุณาลชาดก (๕๓๖)

ข้อ ๓๑๘

เมื่อใด พวกเธอเมื่อเพ่งเล็งเห็นทรัพย์ ของบุรุษที่ควรจะถือเอาได้ เมื่อนั้น พวกเธอจะใช้วาจาอันอ่อนหวานชักพาเอาบุรุษนั้นไป เหมือนชาวกัมโพชะใช้สำรับลวงม้า

ข้อ ๓๑๙

เมื่อใด พวกเธอเมื่อเพ่งเล็งไม่เห็นทรัพย์ ของบุรุษที่ควรจะถือเอาได้ เมื่อนั้น พวกเธอจะเหินห่างทอดทิ้งบุรุษนั้นไปทุกด้าน เหมือนคนข้ามฝั่งพอถึงฝั่งแม่น้ำแล้ว ก็ละทิ้งแพสำหรับข้ามไป

ข้อ ๓๒๐

จริงอยู่ หญิงทั้งหลายเหล่านั้นอุปมาได้กับสิ่งผูกพัน กินทุกอย่างเหมือนไฟ มีมายากล้าแข็งเหมือนแม่น้ำที่มีกระแสไหลเชี่ยว ย่อมคบหาได้ทั้งชายที่เป็นคนรัก และไม่ใช่คนรัก เหมือนเรือจอดได้ทั้งฝั่งนี้และฝั่งโน้น

ข้อ ๓๒๑

หญิงเหล่านั้นมิใช่เป็นสมบัติชายคนเดียวหรือสองคน เหมือนร้านตลาดที่แบของวางขาย ชายใดพึงสำคัญหญิงเหล่านั้นว่าเป็นของเรา ชายนั้นชื่อว่าดักลมด้วยตาข่าย

ข้อ ๓๒๒

๑. แม่น้ำ ๒. ทางเดิน ๓. ร้านเครื่องดื่ม ๔. สภา ๕. บ่อน้ำ เป็นฉันใด ขึ้นชื่อว่าหญิงทั้งหลายในโลกนี้ก็ฉันนั้น ขอบเขตย่อมไม่มีสำหรับพวกเธอ @เชิงอรรถ : @ ใช้สำรับลวงม้า หมายถึงชาวกัมโพชะต้องการม้าป่า เขาจะกั้นคอกแห่งหนึ่งแล้วทำประตูให้ดี เอาน้ำผึ้งทา@สาหร่ายที่ลอยอยู่บนน้ำที่พวกม้าป่าเคยกิน แล้วทอดสาหร่ายจนถึงประตูคอก ทาน้ำผึ้งตลอด ม้าป่ามากินน้ำ@กินหญ้า กินสาหร่ายที่มีรสหวาน ติดใจในรสก็จะเดินเข้าคอกไปโดยไม่รู้ตัว (ขุ.ชา.อ. ๘/๓๑๘/๓๘๘)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๔๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๔. กุณาลชาดก (๕๓๖)

ข้อ ๓๒๓

หญิงทั้งหลายเหล่านี้เสมอกับไฟที่กินเปรียง อุปมาได้กับหัวงูเห่า ย่อมเลือกกินแต่ของดีๆ เหมือนพวกโคเลือกเล็มแต่หญ้าดีๆ ในภายนอกเท่านั้น

ข้อ ๓๒๔

๑. ไฟกินเปรียง ๒. ช้างสาร ๓. งูเห่า ๔. พระราชาผู้ได้รับมูรธาภิเษกแล้ว ๕. หญิงทั้งปวง บุคคลทั้ง ๕ เหล่านี้ นรชนพึงคบหาโดยความระมัดระวังเป็นนิตย์ เพราะว่าภาวะที่เป็นจริงของบุคคลเหล่านั้นรู้ได้ยากนัก

ข้อ ๓๒๕

ชายไม่พึงคบหา ๑. หญิงผู้มีผิวพรรณงดงามนัก ๒. หญิงผู้ที่ชายหมู่มากรักใคร่ ๓. หญิงผู้ฉลาดในการฟ้อนรำขับร้อง ๔. หญิงผู้เป็นภรรยาของชายอื่น ๕. หญิงผู้คบหาเพราะเหตุแห่งทรัพย์ หญิงทั้ง ๕ ประเภทเหล่านี้ชายไม่พึงคบหาเลย ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า ครั้งนั้น พญานกแร้งชื่ออานนท์ รู้แจ้งชัดซึ่งคาถาทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด ของนกกุณาละ จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ในเวลานั้นว่า

ข้อ ๓๒๖

ถ้าบุรุษจะพึงยกแผ่นดินแม้ที่เต็มไปด้วยทรัพย์ผืนนี้ ให้แก่หญิงผู้ที่ตนยกย่องไซร้ หญิงนั้นได้โอกาสแล้วก็จะพึงดูหมิ่นบุรุษแม้นั้น เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่ยอมตกไปสู่อำนาจของหญิงเหล่านั้นผู้ที่ไม่ใช่คนดี @เชิงอรรถ : @ หมายถึงหญิงอุปมาได้กับหัวงูเห่า เพราะเหตุ ๕ อย่างนี้ คือ (๑) เพราะเป็นสัตว์มักโกรธ (๒) เพราะเป็น@สัตว์มีพิษร้าย (๓) เพราะเป็นสัตว์มีลิ้นสองแฉก (๔) เพราะเป็นสัตว์ผูกโกรธ (๕) เพราะเป็นสัตว์ประทุษ-@ร้ายมิตร ในเหตุ ๕ อย่างที่สตรีชื่อว่ามีพิษร้าย พึงทราบได้เพราะความที่เธอมีราคะมาก ชื่อว่ามีลิ้นสองแฉก@เพราะเธอมักพูดส่อเสียด ชื่อว่าประทุษร้ายมิตร เพราะเธอมักประพฤตินอกใจ (ขุ.ชา.อ. ๘/๓๒๓/๓๘๙)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๕๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๔. กุณาลชาดก (๕๓๖)

ข้อ ๓๒๗

สามีหนุ่มผู้มีความหมั่นขยัน มีพฤติการณ์ไม่หดหู่ น่ารัก และน่าพอใจ พวกเธอยังพากันทอดทิ้งเขาไปได้ในคราวเกิดอันตราย และในคราวมีกิจที่ต้องกระทำ เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่วางใจหญิงทั้งหลาย

ข้อ ๓๒๘

บุรุษไม่พึงวางใจว่า หญิงนี้ต้องการเรา ไม่พึงวางใจว่า หญิงนี้ร้องไห้อยู่ในที่อยู่ของเรา จริงอยู่ หญิงทั้งหลายเหล่านั้นย่อมคบหาได้ ทั้งชายที่เป็นคนรักและมิใช่คนรัก เหมือนเรือจอดได้ทั้งฝั่งนี้และฝั่งโน้น

ข้อ ๓๒๙

๑. บุคคลไม่พึงวางใจเครื่องลาดที่ทำด้วยกิ่งไม้เก่า ๒. ไม่พึงวางใจโจรผู้เคยเป็นมิตรเก่าแก่ ๓. ไม่พึงวางใจพระราชาว่า เป็นเพื่อนของเรา ๔. ไม่พึงวางใจหญิงซึ่งเป็นแม่ของลูกตั้ง ๑๐ คน

ข้อ ๓๓๐

ไม่พึงวางใจในนารีทั้งหลาย ผู้สร้างความรื่นรมย์ยินดีให้ ผู้ล่วงละเมิดศีล ไม่มีความสำรวม ถึงภรรยาจะพึงมีความรักอย่างแน่นแฟ้น ก็ไม่พึงวางใจ เพราะว่านารีทั้งหลายเสมอเหมือนกับท่าน้ำ

ข้อ ๓๓๑

หญิงทั้งหลายพึงฆ่าชายเสียเองก็มี ตัดอวัยวะของชายเสียเองก็มี ให้ผู้อื่นตัดก็มี เชือดลำคอแล้วดื่มเลือดกินก็มี เพราะเหตุนั้น ชายอย่าพึงทำความสนิทสนมในหญิงทั้งหลาย ผู้มีความใคร่อันเลวทราม ผู้ไม่สำรวม เปรียบได้กับท่าน้ำที่แม่น้ำคงคา

ข้อ ๓๓๒

หญิงเหล่านั้นกล่าวคำเท็จเหมือนกับคำสัตย์ กล่าวคำสัตย์เหมือนกับคำเท็จ พวกเธอเลือกกินแต่ของดีๆ เหมือนพวกโคเลือกเล็มแต่หญ้าดีๆ ในภายนอกเท่านั้น

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๕๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๔. กุณาลชาดก (๕๓๖)

ข้อ ๓๓๓

พวกหล่อนประเล้าประโลมชาย ด้วยการเดินบ้าง ด้วยการจ้องมองบ้าง ด้วยการหัวเราะบ้าง ด้วยการนุ่งห่มไม่เรียบร้อยบ้าง และด้วยการกล่าวถ้อยคำอ่อนหวานบ้าง

ข้อ ๓๓๔

เพราะว่าหญิงทั้งหลายเหล่านั้น เป็นนางโจร มีจิตใจหยาบกระด้าง โหดร้าย เจรจาอ่อนหวานเหมือนน้ำตาลกรวด การล่อลวงอย่างใดอย่างหนึ่งในหมู่มนุษย์ พวกเธอจะไม่รู้ไม่มีเลย

ข้อ ๓๓๕

ขึ้นชื่อว่าหญิงทั้งหลายในโลก เป็นคนชั่วร้าย ไม่มีขอบเขต กำหนัดจัด และคึกคะนอง กินทุกอย่างเหมือนเปลวไฟ

ข้อ ๓๓๖

ธรรมดาว่าบุรุษเป็นที่รักของหญิงไม่มี ไม่เป็นที่รักก็ไม่มี เพราะว่าหญิงทั้งหลายย่อมคบบุรุษได้ ทั้งที่เป็นคนรักและมิใช่คนรัก เหมือนเรือจอดได้ทั้งฝั่งนี้และฝั่งโน้น

ข้อ ๓๓๗

ธรรมดาว่าบุรุษเป็นที่รักของหญิงไม่มี ไม่เป็นที่รักก็ไม่มี เพราะว่าหญิงทั้งหลายมีความต้องการทรัพย์ จึงยอมพัวพันด้วย เหมือนเถาวัลย์ที่เกี่ยวพันต้นไม้

ข้อ ๓๓๘

ชายที่มีทรัพย์จะเป็นควาญช้าง คนเลี้ยงม้า คนเลี้ยงโค คนจัณฑาล สัปเหร่อ หรือคนล้างส้วมก็ตาม นารีทั้งหลายจะติดตามเขาไป

ข้อ ๓๓๙

หญิงสาวทั้งหลายย่อมทอดทิ้งชาย แม้ที่เป็นบุตรคนมีตระกูล ซึ่งไม่มีทรัพย์อะไรๆ ไป เหมือนเช่นกับซากศพ แต่กลับคอยติดตามชายไปเนืองๆ เพราะเหตุแห่งทรัพย์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๕๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๔. กุณาลชาดก (๕๓๖) ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า ครั้งนั้น นารทเทวพราหมณ์รู้แจ้งชัดซึ่งคาถาทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดของอานนท์พญาแร้ง จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ในเวลานั้นว่า

ข้อ ๓๔๐

นี่แน่ะ พญานก ท่านจงฟังคำของข้าพเจ้า ผู้จะกล่าวถึงสิ่ง ๔ อย่าง ที่ไม่รู้จักเต็มเหล่านี้ คือ ๑. ทะเล ๒. พราหมณ์ ๓. พระราชา ๔. หญิง

ข้อ ๓๔๑

แม่น้ำสายใดสายหนึ่งซึ่งอาศัยแผ่นดิน ย่อมไหลไปสู่สาคร แม่น้ำเหล่านั้นก็ทำสมุทรให้เต็มไม่ได้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าไม่เต็ม เพราะยังพร่องอยู่

ข้อ ๓๔๒

ส่วนพราหมณ์สาธยายพระเวท มีประวัติศาสตร์เป็นที่ ๕ ได้แล้ว ก็ยังปรารถนาการศึกษาแม้ให้ยิ่งขึ้นไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าไม่เต็ม เพราะยังพร่องอยู่

ข้อ ๓๔๓

ส่วนพระราชาเล่าทรงชนะแล้ว ครอบครองแผ่นดินทั้งหมดพร้อมทั้งสมุทร และภูเขาอันสั่งสมรัตนะไว้หาที่สุดมิได้ ก็ยังทรงปรารถนาสมุทรฝั่งโน้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าไม่เต็ม เพราะยังพร่องอยู่

ข้อ ๓๔๔

แต่หญิงถึงแม้จะพึงมีสามีคนละ ๘ คน ซึ่งเป็นคนแกล้วกล้ามีพลัง สามารถนำรสแห่งความใคร่ทั้งปวงมาให้ได้ เธอก็ยังคงทำความพอใจในชายคนที่ ๙ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าไม่เต็ม เพราะยังพร่องอยู่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๕๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๔. กุณาลชาดก (๕๓๖)

ข้อ ๓๔๕

หญิงทั้งปวงกินทุกอย่างเหมือนเปลวไฟ พัดพาเอาทุกสิ่งทุกอย่างไปเหมือนแม่น้ำ เกาะเกี่ยวเหมือนเรียวหนาม ย่อมคบหาชายเพราะเหตุแห่งทรัพย์

ข้อ ๓๔๖

ก็นรชนใดปลงใจเชื่อหญิงทุกสิ่งทุกอย่าง นรชนนั้นชื่อว่าดักลมด้วยตาข่าย วิดน้ำทะเลด้วยฝ่ามือข้างเดียว ปรบมือข้างเดียวของตนให้เกิดเสียง ก็รู้ได้ยาก

ข้อ ๓๔๗

ภาวะของหญิงที่เป็นนางโจร รู้มาก หาความจริงได้ยาก เป็นการลำบากที่จะหยั่งรู้เหมือนรอยทางปลาในน้ำ

ข้อ ๓๔๘

หญิงทั้งหลายเหล่านั้นไม่รู้จักพอ พูดจาไพเราะอ่อนหวาน เต็มได้ยาก เหมือนแม่น้ำย่อมทำให้ล่มจม ชายรู้แจ้งชัดแล้วพึงเว้นเสียให้ห่างไกล

ข้อ ๓๔๙

หญิงทั้งหลายยั่วยวนให้ลุ่มหลง มีมายามาก ทำพรหมจรรย์ให้กำเริบ ย่อมทำให้ล่มจมเสียหาย ชายรู้แจ้งชัดแล้วพึงเว้นเสียให้ห่างไกล

ข้อ ๓๕๐

ก็หญิงทั้งหลายเหล่านั้นเข้าไปคบหาชายใด ด้วยความพอใจหรือด้วยทรัพย์ก็ตาม ก็ติดตามเผาผลาญชายนั้นโดยทันที เหมือนไฟป่าเผาผลาญสถานที่ของตน ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า ครั้งนั้น พญานกกุณาละรู้แจ้งชัดซึ่งคาถาทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดของนารทเทวพราหมณ์ จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ในเวลานั้นว่า

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๕๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๔. กุณาลชาดก (๕๓๖)

ข้อ ๓๕๑

บัณฑิตพึงเจรจากับคนผู้ถือดาบอันคมกริบ พึงเจรจาแม้กับปีศาจผู้ดุร้าย พึงเข้าไปนั่งใกล้งูตัวที่มีพิษร้ายแรง แต่อย่าพึงเจรจากับหญิงตัวต่อตัว

ข้อ ๓๕๒

เพราะว่านารีทั้งหลายเป็นผู้ย่ำยีจิตของชาวโลก มีการฟ้อนรำขับร้อง เจรจา และการแย้มยิ้มเป็นอาวุธ ย่อมเบียดเบียนชายผู้มีสติไม่มั่นคง เหมือนหมู่นางรากษสบนเกาะเบียดเบียนพวกพ่อค้า

ข้อ ๓๕๓

หญิงเหล่านั้นไม่มีวินัย ไม่สังวร พวกเธอยินดีในน้ำเมาและเนื้อสัตว์ ไม่มีความสำรวม ย่อมฮุบเอาทรัพย์ที่ชายหามาได้ เหมือนปลาติมิงคละกลืนกินมังกรในสาคร

ข้อ ๓๕๔

หญิงทั้งหลายมีกามคุณทั้ง ๕ อันน่าพอใจเป็นเหยื่อล่อ มีจิตฟุ้งซ่านไม่แน่นอน ไม่มีความสำรวม ย่อมแล่นเข้าไปหาชายผู้มีความมัวเมา เหมือนแม่น้ำทั้งหลายย่อมไหลไปสู่ทะเล

ข้อ ๓๕๕

หญิงทั้งหลายประเล้าประโลมชายใดเพราะความพอใจ เพราะความยินดีหรือเพราะทรัพย์ก็ตาม ชื่อว่าเป็นผู้ฆ่าชายนั้นด้วยราคะ โทสะ ย่อมเผาผลาญชายเช่นนั้นให้เป็นแม้ดังเช่นไฟ

ข้อ ๓๕๖

หญิงทั้งหลายรู้ว่า ชายใดเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก ย่อมแล่นเข้าไปหา ย่อมผูกมัดชายนั้นผู้มีจิตกำหนัดยินดีไว้ด้วยเรือนร่างของตน เหมือนเถาย่านทรายรัดรึงต้นสาละในป่า

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๕๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๔. กุณาลชาดก (๕๓๖)

ข้อ ๓๕๗

หญิงทั้งหลายเหล่านั้นประดับร่างกายและใบหน้า จนงามวิจิตรแล้วเข้าไปหาชาย ด้วยความพอใจมีประการต่างๆ ทำยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ มีความฉลาดในมายาตั้งร้อยเหมือนนักมายากล

ข้อ ๓๕๘

หญิงทั้งหลายประดับสวมใส่ทองคำ แก้วมณี แก้วมุกดา มีคนสักการะและรักษาอยู่แล้วในตระกูลสามี ก็ยังประพฤตินอกใจสามี เหมือนหญิงผู้ซบอยู่แนบทรวงอกประพฤตินอกใจอสูร

ข้อ ๓๕๙

จริงอยู่ นรชนถึงจะมีเดช มีปัญญาเห็นประจักษ์ เป็นที่สักการะบูชาของชนเป็นอันมาก ตกอยู่ในอำนาจของหญิงทั้งหลาย ก็จะไม่รุ่งเรือง เหมือนดวงจันทร์ที่ถูกราหูเข้าไปบดบัง

ข้อ ๓๖๐

จอมโจรผู้มีจิตโหดร้าย โกรธขึ้นแล้ว พึงกระทำ ความพินาศอันใดให้จอมโจรผู้เป็นคู่อริ ซึ่งมาประจันหน้ากัน นรชนผู้ยังมีการเพ่งเล็ง มีตัณหา ตกอยู่ในอำนาจหญิงทั้งหลาย ย่อมประสบความพินาศยิ่งกว่านั้น

ข้อ ๓๖๑

จริงอยู่ หญิงเหล่านั้นถึงจะถูกชายที่เลวทราม คุกคามด้วยการจิกผมจนยุ่งเหยิง และการหยิกข่วนด้วยเล็บ ทุบตีด้วยเท้า ฝ่ามือ และท่อนไม้ ก็ยังเข้าไปหาชายคนเลวทรามนั่นแหละ เหมือนหมู่แมลงวันย่อมยินดีในซากศพ

ข้อ ๓๖๒

นรชนผู้มีดวงตาคือปัญญา ปรารถนาความสุข พึงเว้นหญิงเหล่านั้นซึ่งเป็นประดุจบ่วงและข่ายของมาร ที่เขาขึงดักไว้ในตระกูลในระหว่างทางเดิน ในราชธานีหรือว่าในนิคมทั้งหลาย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๕๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๔. กุณาลชาดก (๕๓๖)

ข้อ ๓๖๓

ผู้ใดสลัดทิ้งคุณคือตบะอันเป็นกุศลแล้ว ประพฤติการประพฤติอันมิใช่ของพระอริยะ ผู้นั้นจากเทวโลกย่อมเข้าถึงนรก เหมือนพ่อค้าถือหม้อแตก

ข้อ ๓๖๔

เขาผู้นั้นถูกติเตียนทั้งในโลกนี้และโลกหน้า มีความคิดที่ชั่ว ถูกกรรมของตนเข้าไปบั่นทอน ย่อมพลัดพรากจากเทวโลกบ้าง มนุษยโลกบ้าง โดยไม่แน่นอน เหมือนรถที่เทียมด้วยลาโกงย่อมพาไปนอกทาง

ข้อ ๓๖๕

เขาผู้นั้นจึงเข้าถึงนรกอันเร่าร้อนและนรกป่าไม้งิ้ว มีหนามแหลมเหมือนหอกเป็นหลักแล้ว มาอยู่ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน และไม่พ้นเปรตและจอมอสูร

ข้อ ๓๖๖

หญิงทั้งหลายย่อมทำลายการเล่นหัว และความรื่นรมย์ยินดีอันเป็นทิพย์ในนันทวันเทวอุทยาน และจักรพรรดิสมบัติในหมู่มนุษย์ของชายผู้มัวเมาทั้งหลาย ให้พินาศและยังเขาให้ถึงทุคติอีกด้วย

ข้อ ๓๖๗

การเล่นหัวและความรื่นรมย์ยินดีก็ดี จักรพรรดิสมบัติในมนุษย์ก็ดี นางเทพอัปสรผู้อยู่วิมานทองก็ดี อันชายผู้ไม่มีความต้องการหญิงประพฤติพรหมจรรย์อยู่ หาได้ไม่ยากเลย

ข้อ ๓๖๘

คติที่ล่วงเลยกามภูมิก็ดี การสมภพในรูปภูมิก็ดี การเข้าถึงวิสัยแห่งผู้ปราศจากราคะก็ดี อันชายผู้ไม่มีความต้องการหญิงประพฤติพรหมจรรย์อยู่ หาได้ไม่ยากเลย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๕๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๕. มหาสุตโสมชาดก (๕๓๗)

ข้อ ๓๖๙

นิพพานอันปลอดโปร่งพ้นทุกข์ทั้งปวง ไม่หวั่นไหวอย่างแท้จริง ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง อันชายผู้ไม่มีความต้องการหญิงประพฤติพรหมจรรย์อยู่ มีกิเลสอันตนดับได้แล้ว เป็นผู้สะอาด หาได้ไม่ยากเลย ดังนี้ (พระศาสดาทรงประมวลธรรมเทศนา ได้ตรัสพระคาถาประชุมชาดกว่า)

ข้อ ๓๗๐

ในกาลนั้น เราผู้ตถาคตได้เป็นพญานกกุณาละ อุทายีได้เป็นพญานกดุเหว่าขาว อานนท์ได้เป็นพญานกแร้ง สารีบุตรได้เป็นนารทดาบส และพุทธบริษัทได้เป็นบริษัทนกทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงทรงจำชาดกไว้ด้วยประการฉะนี้แลกุณาลชาดกที่ ๔ จบ

ฉบับหลวง

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๔ กุณาลชาตกํ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๐ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ ๔. กุณาลชาดก ว่าด้วยนางนกดุเหว่า

ข้อ ๒๙๖

เอวมกฺขายติ เอวมนุสุยฺยติ สพฺโพสธธรณีธเร เนกปุปฺผมาลฺยวิตเต คชควยมหิสรุรุจามริปสทขคฺคโคกณฺณ- สีหพฺยคฺฆทีปิอจฺฉโกกตรจฺฉอุทฺทารกทลิมิควิฬารสสกณฺณิกานุจริเต อากิณฺณเนลมณฺฑลมหาวราหนาคกุลกเรณุสงฺฆาธิวุตฺเถ อิสฺสมิคสาขมิคสรภมิคเอณิมิควาตมิคปสทมิคปุริสาลุกึปุริสยกฺขรกฺขสนิเสวิเต อมชฺชวมญฺชริธรปหฏฺฐปุปฺผผุสิตคฺคาเนกปาทปคณวิตเต กุรุรจงฺโกรวารณมยูรปราภูตชีวชีวกเจลาวก (พลาก) ภิงฺการกรวิกมตฺตวิหงฺคสตสงฺฆุฏฺเฐ อญฺชนมโนสิลาหริตาลหิงฺคุลกเหมรชตกนกาเนกธาตุสตวินทฺธปฏิมณฺฑิตปฺปเทเส เอวรูเป ขลุ โภ รมฺเม วนสณฺเฑ กุณาโล นาม สกุโณ ปฏิวสติ อติวิย จิตฺโต อติวิย จิตฺตปตฺตฉทโน ฯ {๒๙๖.๑} ตสฺเสว ขลุ โภ กุณาลสฺส สกุณสฺส อฑฺฒุฑฺฒานิ อิตฺถีสหสฺสานิ ปริจาริกา ทิชกญฺญาโย ฯ อถ ขลุ โภ เทฺว ทิชกญฺญาโย กฏฺฐํ มุเขน ฑํสิตฺวา ตํ กุณาลํ สกุณํ มชฺเฌ นิสีทาเปตฺวา อุฑฺเฑนฺติ มา นํ กุณาลํ สกุณํ อทฺธานปริยายปเถ กิลมโถ อุพฺพาเหตฺถาติ ฯ ปญฺจสตา ทิชกญฺญาโย เหฏฺฐโต เหฏฺฐโต เฑนฺติ สจายํ กุณาโล สกุโณ อาสนา ปริปติสฺสติ มยํ ตํ ปกฺเขหิ ปฏิคฺคเหสฺสามาติ ฯ ปญฺจสตา ทิชกญฺญาโย อุปรูปริ เฑนฺติ มา นํ กุณาลํ สกุณํ อาตาโป ปริตาเปสีติ ฯ ปญฺจสตา ปญฺจสตา ทิชกญฺญาโย อุภโต ปสฺเสน เฑนฺติ มา นํ กุณาลํ สกุณํ สีตํ วา อุณฺหํ วา ติณํ วา รโช วา วาโต วา อุสฺสาโว วา อุปปฺผุสีติ ฯ ปญฺจสตา ทิชกญฺญาโย ปุรโต ปุรโต เฑนฺติ มา นํ กุณาลํ สกุณํ โคปาลกา วา ปสุปาลกา วา ติณหารกา วา กฏฺฐหารกา วา วนกมฺมิกา วา กฏฺเฐน วา กถลาย วา ปาณินา วา (ปาสาเณน วา) เลฑฺฑุนา วา ทณฺเฑน วา สตฺเถน วา สกฺขราหิ วา ปหารํ อทํสุ มายํ กุณาโล สกุโณ คจฺเฉหิ วา ลตาหิ วา รุกฺเขหิ วา สาขาหิ วา ถมฺเภหิ วา ปาสาเณหิ วา พลวนฺเตหิ วา ปกฺขีหิ สงฺคาเมสีติ ฯ {๒๙๖.๒} ปญฺจสตา ทิชกญฺญาโย ปจฺฉโต ปจฺฉโต เฑนฺติ สณฺหาหิ สขิลาหิ มญฺชูหิ มธุราหิ วาจาหิ สมุทาจรนฺติโย มายํ กุณาโล สกุโณ อาสเน ปริยุกฺกณฺฐีติ ฯ ปญฺจสตา ทิชกญฺญาโย ทิโสทิสํ เฑนฺติ อเนกรุกฺขวิวิธวิกติผลมาหรนฺติโย มายํ กุณาโล สกุโณ ขุทฺทาย ปริกิลมิตฺถาติ ฯ อถ ขลุ โภ ตา ทิชกญฺญาโย ตํ กุณาลํ สกุณํ อาราเมเนว อารามํ อุยฺยาเนเนว อุยฺยานํ นทีติตฺเถเนว นทีติตฺถํ ปพฺพตสิขเรเนว ปพฺพตสิขรํ อมฺพวเนเนว อมฺพวนํ ชมฺพูวเนเนว ชมฺพูวนํ ลพุชวเนเนว ลพุชวนํ นาฬิเกรสญฺจาริเยเนว นาฬิเกรสญฺจารึ ขิปฺปเมว อภิสมฺโภนฺติ รติตฺถาย ฯ อถ ขลุ โภ กุณาโล สกุโณ ตาหิ ทิชกญฺญาหิ ทิวสํ ปริพฺยูโฬฺห เอวํ อปสาเทติ นสฺสถ ตุเมฺห วสลิโย วินสฺสถ ตุเมฺห วสลิโย โจริโย ธุตฺติโย อสติโย ลหุจิตฺตาโย กตสฺส อปฺปฏิการิกาโย อนิโล วิย เยนกามงฺคมาโยติ ฯ

เล่ากันมาอย่างนี้ ได้ยินมาอย่างนี้ ดูกรท่านผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า ที่ภูเขาหิมพานต์ อันทรงไว้ซึ่งแผ่นดินซึ่งมีโอสถทุกชนิด ดาดาษไปด้วยดอกไม้และของหอมมากมายหลายพันธุ์ เป็นที่สัญจรไปมาแห่งช้าง โค กระบือ กวางทอง จามรี เนื้อฟาน แรด ระมาดราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี หมาไน เสือดาว นาค ชะมด เสือปลา กระต่าย และวัวกระทิง เป็นที่อยู่อาศัยแห่งหมู่ช้างใหญ่ ช้างตระกูลอันประเสริฐ เกลื่อนกล่นอยู่ทั่วปริมณฑลอันราบเรียบ มีค่าง ลิง อีเห็น ละมั่ง เนื้อสมัน เนื้อฟาน ม้า และลา กินนร ยักษ์ และรากษสอยู่อาศัย ดาดาษไปด้วยหมู่ไม้นับไม่ถ้วน ทรงไว้ซึ่งดอกตูมและก้าน มีดอกบานตลอดปลาย มีนกเขา นกโพระโดก นกหัสดีลิงค์ นกยูง นกพิราบ นกพริก นกกระจาบ นกยาง นกแขกเต้า และนกการะเวก ส่งเสียงร้องกึกก้องไพเราะ เป็นประเทศที่ประดับไปด้วยแร่ธาตุหลายร้อยชนิดเป็นต้นว่า อัญชัน มโนศิลา หรดาล มหาหิงค์ ทอง เงินและทองคำ เป็นไพรสัณฑ์อันน่ารื่นรมย์เห็นปานนี้ มีนกดุเหว่าชื่อกุณาละ มีตัว ปีกและขนงดงามยิ่งนัก อาศัยอยู่ และนกดุเหว่าชื่อกุณาละนั้น มีนางนกดุเหว่าเป็นนางบำเรอประมาณ ๓๕๐๐ ตัว นางนกดุเหว่าสองตัวเอาปากคาบท่อนไม้ให้นกดุเหว่าชื่อกุณาละนั้น จับตรงกลางแล้วพากันบินไป ด้วยความประสงค์ว่านกดุเหว่ากุณาละนั้น อย่าได้มีความเหน็ดเหนื่อยในหนทางไกลเลย นางนกดุเหว่า ๕๐๐ ตัว บินไปเบื้องต่ำด้วยความประสงค์ว่า ถ้านกกุณาละนี้จะตกจากคอน พวกเราจะเอาปีกรับไว้ นางนกดุเหว่าอีก ๕๐๐ ตัว บินไปข้างบนด้วยความประสงค์ว่า แดดอย่าได้ส่งถูกนกกุณาละเลย นางนกดุเหว่าบินไปโดยข้างทั้งสองข้างละ ๕๐๐ ตัว ด้วยความประสงค์ว่า ความหนาว ความร้อนหญ้า ละออง ลม หรือน้ำค้าง อย่าได้ถูกนกกุณาละนี้เลย นางนกดุเหว่าอีก ๕๐๐ ตัว บินไปข้างหน้าด้วยความประสงค์ว่า คนเลี้ยงโค คนเลี้ยงปศุสัตว์ คนเกี่ยวหญ้า คนหาฟืน หรือคนทำการงานในป่า อย่าได้ขว้างปานกกุณาละนั้นด้วยท่อนไม้ กระเบื้อง ก้อนหิน ก้อนดิน กระบองศาตรา หรือก้อนกรวดเลย นกกุณาละนี้อย่าได้กระทบด้วยกอไม้ เครือเถา ต้นไม้ กิ่งไม้ เสาหิน หรือพวกนกที่มีกำลังกว่าเลย นางนกดุเหว่าอีก ๕๐๐ ตัวบินไปข้างหลังเจรจาด้วยถ้อยคำอันเกลี้ยงเกลา อ่อนหวาน ไพเราะจับใจ ด้วยความประสงค์ว่า นกกุณาละนี้ อย่าได้เงียบเหงาอยู่บนคอนนี้เลย นางนกดุเหว่าอีก ๕๐๐ ตัว บินไปยังทิศานุทิศ นำผลไม้นานาชนิดจากต้นไม้ต่างๆ มาให้ด้วยความประสงค์ว่า นกกุณาละนี้อย่าได้ลำบากเพราะความหิวเลย ได้ยินว่า นางนกดุเหว่าเหล่านั้นพานกกุณาละนั้นจากป่านี้ไปสู่ป่าโน้น จากสวนนี้ไปสู่สวนโน้น จากท่าน้ำนี้ไปสู่ท่าน้ำโน้น จากยอดเขานี้ไปสู่ยอดเขาโน้น จากสวนมะม่วงนี้ไปสู่สวนมะม่วงโน้น จากสวนชมพู่นี้ไปสู่สวนชมพู่โน้น จากสวนขนุนสัมมะลอนี้ไปสู่สวนขนุนสัมมะลอโน้น จากสวนมะพร้าวนี้ไปสู่สวนมะพร้าวโน้น โดยรวดเร็ว เพื่อต้องการให้ร่าเริง ยินดี นกกุณาละอันนางนกดุเหว่าเหล่านั้นบำเรออยู่ทุกๆ วันอย่างนี้ ยังรุกรานอย่างนี้ว่า อีถ่อยฉิบหาย อีถ่อยละลาย อีนางโจร อีนางนักเลง อีเผอเรอ อีใจง่าย อีไม่รู้จักคุณคน อีไปตามใจเหมือนลม.

ข้อ ๒๙๗

ตสฺเสว ขลุ โภ หิมวโต ปพฺพตราชสฺส ปุรตฺถิเม ทิสาภาเค สุสุขุมสุนิปุณคิริปภวา หริตุปยนฺติโย ฯ อุปฺปลปทุม- กุมุทนฬินสตปตฺตโสคนฺธิกมนฺทาลกสมฺปติวิรูฬฺหสุจิคนฺธมนุญฺญมนาปกปฺปเทเส กุรวกมุจลินฺทเกตกเวทิสวญฺชุลปุนฺนาคพกุลติลกปิยกหสนสาล- สลฬจมฺปกอโสกนาครุกฺขติริฏิภุชปตฺตโลทฺทจนฺทโนฆวเน กาลาครุปทุมปิยงฺคุเทวทารุกโจจคหเน กกุธกุฏชองฺโกลกจฺจิการกณิการ- กณเวรโกรณฺฑโกวิฬารกึสุกโยธิกวนมลฺลิกมนงฺคณมนวชฺชภณฺฑิสุรุจิภคินิมาล- มลฺยธเร ชาติสุมนมธุคนฺธิกธนุตกฺการิตาลิสตครอุสีรโกฏฺฐคจฺฉวิตเต อธิมุตฺติกสํกุสุมิตลตาวิตตปฏิมณฺฑิตปฺปเทเส หํสปิลวกาทมฺพการณฺฑกาภินาทิเต วิชฺชาธรสิทฺธสมณตาปสคณาธิวุตฺเถ นรเทวยกฺขรกฺขสทานวคนฺธพฺพกินฺนรมโหรคานุจิณฺณปฺปเทเส เอวรูเป ขลุ โภ รมฺเม วนสณฺเฑ ปุณฺณมุโข นาม ปุสฺสโกกิโล ปฏิวสติ อติวิย มธุรคิโร วิลาสิตนยนมตฺตกฺโข ฯ {๒๙๗.๑} ตสฺเสว ขลุ โภ ปุณฺณมุขสฺส ปุสฺสโกกิลสฺส อฑฺฒุฑฺฒานิ อิตฺถีสตานิ ปริจาริกา ทิชกญฺญาโย ฯ อถ ขลุ โภ เทฺว ทิชกญฺญาโย กฏฺฐํ มุเขน ฑํสิตฺวา ตํ ปุณฺณมุขํ ปุสฺสโกกิลํ มชฺเฌ นิสีทาเปตฺวา อุฑฺเฑนฺติ มา นํ ปุณฺณมุขํ ปุสฺสโกกิลํ อทฺธานปริยายปเถ กิลมโถ อุพฺพาเหตฺถาติ ฯ ปญฺญาส ทิชกญฺญาโย เหฏฺฐโต เหฏฺฐโต เฑนฺติ สจายํ ปุณฺณมุโข ปุสฺสโกกิโล อาสนา ปริปติสฺสติ มยํ ตํ ปกฺเขหิ ปฏิคฺคเหสฺสามาติ ฯ ปญฺญาส ทิชกญฺญาโย อุปรูปริ เฑนฺติ มา นํ ปุณฺณมุขํ ปุสฺสโกกิลํ อาตาโป ปริตาเปสีติ ฯ ปญฺญาส ปญฺญาส ทิชกญฺญาโย อุภโต ปสฺเสน เฑนฺติ มา นํ ปุณฺณมุขํ ปุสฺสโกกิลํ สีตํ วา อุณฺหํ วา ติณํ วา รโช วา วาโต วา อุสฺสาโว วา อุปปฺผุสีติ ฯ {๒๙๗.๒} ปญฺญาส ทิชกญฺญาโย ปุรโต ปุรโต เฑนฺติ มา นํ ปุณฺณมุขํ ปุสฺสโกกิลํ โคปาลกา วา ปสุปาลกา วา ติณหารกา วา กฏฺฐหารกา วา วนกมฺมิกา วา กฏฺเฐน วา กถลาย วา ปาณินา วา (ปาสาเณน วา) เลฑฺฑุนา วา ทณฺเฑน วา สตฺเถน วา สกฺขราหิ วา ปหารํ อทํสุ มายํ ปุณฺณมุโข ปุสฺสโกกิโล คจฺเฉหิ วา ลตาหิ วา รุกฺเขหิ วา สาขาหิ วา ถมฺเภหิ วา ปาสาเณหิ วา พลวนฺเตหิ วา ปกฺขีหิ สงฺคาเมสีติ ฯ ปญฺญาส ทิชกญฺญาโย ปจฺฉโต ปจฺฉโต เฑนฺติ สณฺหาหิ สขิลาหิ มญฺชูหิ มธุราหิ วาจาหิ สมุทาจรนฺติโย มายํ ปุณฺณมุโข ปุสฺสโกกิโล อาสเน ปริยุกฺกณฺฐีติ ฯ ปญฺญาส ทิชกญฺญาโย ทิโสทิสํ เฑนฺติ อเนกรุกฺขวิวิธวิกติผลมาหรนฺติโย มายํ ปุณฺณมุโข ปุสฺสโกกิโล ขุทฺทาย ปริกิลมิตฺถาติ ฯ อถ ขลุ โภ ตา ทิชกญฺญาโย ตํ ปุณฺณมุขํ ปุสฺสโกกิลํ อาราเมเนว อารามํ อุยฺยาเนเนว อุยฺยานํ นทีติตฺเถเนว นทีติตฺถํ ปพฺพตสิขเรเนว ปพฺพตสิขรํ อมฺพวเนเนว อมฺพวนํ ชมฺพูวเนเนว ชมฺพูวนํ ลพุชวเนเนว ลพุชวนํ นาฬิเกรสญฺจาริเยเนว นาฬิเกรสญฺจารึ ขิปฺปเมว อภิสมฺโภนฺติ รติตฺถาย ฯ อถ ขลุ โภ ปุณฺณมุโข ปุสฺสโกกิโล ตาหิ ทิชกญฺญาหิ ทิวสํ ปริพฺยูโฬฺห เอวํ ปสํสติ สาธุ สาธุ ภคินิโย เอตํ โข ภคินิโย ตุมฺหากํ ปฏิรูปํ กุลธีตานํ ยํ ตุเมฺห ภตฺตารํ ปริจเรยฺยาถาติ ฯ

ดูกรท่านผู้เจริญ ได้ยินว่า ณ ด้านทิศบูรพาแห่งขุนเขาหิมพานต์มีแม่น้ำอันไหลมาแต่ซอกเขาอันละเอียดสุขุม มีสีเขียว ณ ภูเขาหิมพานต์อันเป็นประเทศที่น่ารื่นเริงบันเทิงใจด้วยกลิ่นหอม อันเกิดเดี๋ยวนั้น จากดอกอุบล ดอกปทุม ดอกโกมุท ดอกบัวขม ดอกบัวผันดอกจงกลณี และดอกบัวเผื่อน เป็นป่าทึบมากไปด้วยไม้ต่างๆ ชนิด คือ ไม้โกฏดำ ไม้จิก ไม้เกตไม้ยางทราย ไม้อ้อยช้าง ต้นบุนนาค ต้นพิกุล ต้นหมากหอม ต้นประยงค์ ต้นขมิ้น ต้นสาละต้นสน ต้นจำปา ต้นอโศก ต้นกากะทิง ต้นหงอนไก่ ต้นราชดัด ต้นโลทนง และต้นจันทน์เป็นราวป่าที่สล้างไปด้วยต้นกฤษณาดำ ต้นปทุม ต้นประยงค์ ต้นเทพทาโร และต้นกล้วย ทรงไว้ซึ่งต้นรกฟ้า ต้นมวกเหล็ก ต้นปรู ต้นทราก ต้นกัณณิการ์ ต้นชบา ต้นว่านหางช้าง ต้นทองหลางต้นทองกวาว ต้นคัดเค้า ต้นมะลิป่า ต้นแก้ว ต้นซึกและต้นขานางอันงามยิ่งนัก และมีไม้ดอกสำหรับร้อยเป็นพวงมาลัยดาดาษไปด้วยดอกมะลิ ว่านเปราะหอม ต้นคนธา ต้นกำยาน ต้นแฝกหอม ต้นกระเบา และไม้กอ เป็นประเทศอันประดับไปด้วยลดาวัลย์ดาดาษยิ่งนัก มีหมู่หงส์ นกนางนวล นกกาน้ำ และนกเป็ดน้ำ ส่งเสียงร้องกึกก้อง เป็นที่สถิตอยู่แห่งหมู่ฤาษีสิทธิ์วิทยาธรสมณะ และดาบส เป็นประเทศที่ท่องเที่ยวไปแห่งหมู่มนุษย์ เทพยดา ยักษ์ รากษส ทานพคนธรรพ์ กินนร และพญานาค เป็นไพรสณฑ์ที่น่ารื่นรมย์เห็นปานนี้ มีนกดุเหว่าขาวชื่อ ปุณณมุขะมีถ้อยคำอันไพเราะยิ่งนัก มีนัยน์ตาแดงดังนัยน์ตาคนเมาสอดส่ายไปมา อาศัยอยู่ ได้ยินว่า พระยานกปุณณมุขะนี้ มีนางนกดุเหว่าบำเรอ ๓๕๐ ตัว เล่ากันมาว่า นางนกดุเหว่า ๒ ตัว เอาปากคาบท่อนไม้ให้พระยานกปุณณมุขะนั้นจับตรงกลางพาบินไป ด้วยความประสงค์ว่า พระยานกปุณณมุขะนั้นอย่าได้มีความเหน็ดเหนื่อยในหนทางไกลเลย นางนกดุเหว่า ๕๐ ตัว บินไปเบื้องต่ำด้วยความประสงค์ว่า ถ้าพระยานกปุณณมุขะนี้จักพลาดจากคอน พวกเราจักเอาปีกทั้งสองรับไว้ นางนกดุเหว่าอีก ๕๐ ตัว บินขึ้นไปข้างบนด้วยความประสงค์ว่า แสงแดดอย่าได้แผดเผานกดุเหว่าขาวชื่อปุณณมุขะนั้นเลย นางนกดุเหว่าบินไปโดยข้างทั้งสองข้างละ ๕๐ ตัว ด้วยความประสงค์ว่าความหนาว ความร้อน หญ้า ธุลี หรือน้ำค้าง อย่าได้ตกต้องนกดุเหว่าขาวชื่อปุณณะมุขะนั้นเลยนางนกดุเหว่าอีก ๕๐ ตัว บินขึ้นไปข้างหน้าด้วยความประสงค์ว่า คนเลี้ยงโค คนเลี้ยงปศุสัตว์คนเกี่ยวหญ้า คนหาฟืน หรือคนทำงานในป่า อย่าได้ขว้างปานกดุเหว่าขาวชื่อปุณณมุขะนั้นด้วยท่อนไม้ กระเบื้อง ก้อนหิน ก้อนดิน ไม้ค้อน ศาตรา หรือก้อนกรวดเลย และนกดุเหว่าขาวชื่อปุณณมุขะนี้ อย่าได้กระทบกับกอไม้ เถาวัลย์ ต้นไม้ กิ่งไม้ เสา หิน หรือกับนกที่มีกำลังมากกว่าเลย นางนกดุเหว่าอีก ๕๐ ตัว บินไปข้างหลังเจรจาด้วยวาจาอันเกลี้ยงเกลาอ่อนหวาน ไพเราะจับใจ ด้วยความประสงค์ว่า นกดุเหว่าขาวชื่อปุณณะมุขะนี้อย่าเงียบเหงาบนคอนเลย นางนกดุเหว่าอีก ๕๐ ตัว บินไปยังทิศานุทิศ นำเอาผลไม้นานาชนิดจากต้นไม้ต่างๆ มาให้ด้วยความประสงค์ว่า นกดุเหว่าชื่อปุณณมุขะนี้ อย่าได้ลำบากเพราะความหิวเลยได้ยินว่า นางนกดุเหว่าเหล่านั้น พานกดุเหว่าขาวชื่อปุณณมุขะนั้น จากป่านี้ไปสู่ป่าโน้น จากสวนนี้ไปสู่สวนโน้น จากท่าน้ำนี้ไปสู่ท่าน้ำโน้น จากยอดเขานี้ไปสู่ยอดเขาโน้น จากสวนมะม่วงนี้ไปสู่สวนมะม่วงโน้น จากสวนชมพู่นี้ไปสู่สวนชมพู่โน้น จากสวนขนุนสัมมะลอนี้ไปสู่สวนขนุนสัมมะลอโน้น จากสวนมะพร้าวนี้ไปสู่สวนมะพร้าวโน้น โดยรวดเร็ว เพื่อต้องการให้ร่าเริง ได้ยินว่า นกดุเหว่าขาวชื่อปุณณมุขะ อันนางนกดุเหว่าเหล่านั้นบำเรออยู่ทุกวัน ๆย่อมสรรเสริญอย่างนี้ว่า ดีละๆ น้องหญิงทั้งหลาย การที่เธอทั้งหลายบำรุงบำเรอสามีอย่างนี้สมควรแก่เธอทั้งหลายผู้เป็นกุลธิดา.

ข้อ ๒๙๘

อถ ขลุ โภ ปุณฺณมุโข ปุสฺสโกกิโล เยน กุณาโล สกุโณ เตนุปสงฺกมิ ฯ อทฺทสํสุ โข กุณาลสฺส สกุณสฺส ปริจาริกา ทิชกญฺญาโย ตํ ปุณฺณมุขํ ปุสฺสโกกิลํ ทูรโตว อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวาน เยน ปุณฺณมุโข ปุสฺสโกกิโล เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ตํ ปุณฺณมุขํ ปุสฺสโกกิลํ เอตทโวจุํ อยํ สมฺม ปุณฺณมุข กุณาโล สกุโณ อติวิย ผรุโส อติวิย ผรุสวาโจ อปฺเปวนาม ตุวํปิ อาคมฺม ปิยวาจํ ลเภยฺยามาติ ฯ อปฺเปวนาม ภคินิโยติ วตฺวา เยน กุณาโล สกุโณ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา กุณาเลน สกุเณน สทฺธึ ปฏิสมฺโมทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข ปุณฺณมุโข ปุสฺสโกกิโล ตํ กุณาลํ สกุณํ เอตทโวจ กิสฺส ตฺวํ สมฺม กุณาล อิตฺถีนํ สุชาตานํ กุลธีตานํ สมฺมาปฏิปนฺนานํ มิจฺฉาปฏิปนฺโนสิ อมนาปภาณีนํปิ กิร สมฺม กุณาล อิตฺถีนํ มนาปภาณินา ภวิตพฺพํ กิมงฺคํ ปน มนาปภาณีนนฺติ ฯ เอวํ วุตฺเต กุณาโล สกุโณ ตํ ปุณฺณมุขํ ปุสฺสโกกิลํ เอวํ อปสาเทสิ นสฺส ตฺวํ สมฺม ชมฺม วสล วินสฺส ตฺวํ สมฺม ชมฺม วสล โก นุ ตยา วิยตฺโต ชายาชิเนนาติ ฯ เอวํ อปสาทิโต จ ปน ปุณฺณมุโข ปุสฺสโกกิโล ตโตเยว ปฏินิวตฺติ ฯ

ได้ยินว่า ในกาลต่อมา นกดุเหว่าขาวชื่อปุณณมุขะได้เข้าไปหาพระยานกกุณาละถึงที่อยู่ พวกนางนกดุเหว่าบริจาริกาของพระยานกกุณาละ ได้เห็นพระยานกปุณณมุขะนั้นกำลังบินมาแต่ไกล จึงพากันเข้าไปหา แล้วพูดกะพระยานกปุณณมุขะนั้นว่า ดูกรสหายปุณณมุขะ พระยานกกุณาละนี้ เป็นนกหยาบช้า มีวาจาหยาบคายเหลือเกิน แม้ไฉน พวกเราจะพึงได้วาจาอันน่ารักเพราะอาศัยท่านบ้าง พระยานกปุณณมุขะจึงตอบว่า บางทีจะได้กระมังน้องหญิงทั้งหลาย แล้วเข้าไปหาพระยานกกุมาละกล่าวสัมโมทนียกถากับพระยานกกุณาละแล้ว สถิตอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วพระยานกปุณณมุขะได้กล่าวกะพระยานกกุณาละว่า ดูกรสหายกุณาละ เพราะเหตุไร ท่านจึงปฏิบัติผิดต่อนางนกทั้งหลายผู้มีชาติเสมอกัน เป็นลูกของผู้มีสกุล ซึ่งปฏิบัติดีต่อท่านเล่า ดูกรสหายกุณาละ นางนกทั้งหลายถึงเขาจะไม่พูดไม่ถูกใจ เราก็ควรจะพูดให้ถูกใจ จะป่วยกล่าวไปไยถึงนางนกที่พูดถูกใจเล่า เมื่อพระยานกปุณณมุขะกล่าวอย่างนี้แล้ว พระยานกกุณาละได้รุกรานพระยานกปุณณมุขะอย่างนี้ว่า แนะสหายลามกชั่วถ่อย เจ้าฉิบหาย เจ้าละลายใครจะเป็นผู้ฉลาดด้วยการชนะเมียยิ่งไปกว่าเจ้า ก็แหละพระยานกปุณณมุขะถูกรุกรานอย่างนี้แล้วก็กลับไปเสียจากที่นั้น.

ข้อ ๒๙๙

อถ ขลุ โภ ปุณฺณมุขสฺส ปุสฺสโกกิลสฺส อปเรน สมเยน อจิรสฺเสว อจฺจเยน ขโร อาพาโธ อุปฺปชฺชิ ฯ โลหิตปกฺขนฺทิกา พาฬฺหา เวทนา วตฺตนฺติ มรณนฺติกา ฯ อถ ขลุ โภ ปุณฺณมุขสฺส ปุสฺสโกกิลสฺส ปริจาริกานํ ทิชกญฺญานํ เอตทโหสิ อาพาธิโก โข อยํ ปุณฺณมุโข ปุสฺสโกกิโล อปฺเปวนาม อิมมฺหา อาพาธา วุฏฺฐเหยฺยาติ ฯ ตํ เอกกํ อทุติยํ โอหาย เยน กุณาโล สกุโณ เตนุปสงฺกมึสุ ฯ อทฺทสา โข กุณาโล สกุโณ ตา ทิชกญฺญาโย ทูรโตว อาคจฺฉนฺติโย ทิสฺวาน ตา ทิชกญฺญาโย เอตทโวจ กหํ ปน ตุมฺหํ วสลิโย ภตฺตาติ ฯ อาพาธิโก โข สมฺม กุณาล ปุณฺณมุโข ปุสฺสโกกิโล อปฺเปวนาม ตมฺหา อาพาธา วุฏฺฐเหยฺยาติ ฯ {๒๙๙.๑} เอวํ วุตฺเต กุณาโล สกุโณ ตา ทิชกญฺญาโย เอวํ อปสาเทสิ นสฺสถ ตุเมฺห วสลิโย วินสฺสถ ตุเมฺห วสลิโย โจริโย ธุตฺติโย อสติโย ลหุจิตฺตาโย กตสฺส อปฺปฏิการิกาโย อนิโล วิย เยนกามงฺคมาโยติ วตฺวา เยน ปุณฺณมุโข ปุสฺสโกกิโล เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ตํ ปุณฺณมุขํ ปุสฺสโกกิลํ เอตทโวจ หํ สมฺม ปุณฺณมุขาติ ฯ หํ สมฺม กุณาลาติ ฯ อถ ขลุ โภ กุณาโล สกุโณ ตํ ปุณฺณมุขํ ปุสฺสโกกิลํ ปกฺเขหิ จ มุขตุณฺเฑน จ ปริคฺคเหตฺวา วุฏฺฐาเปตฺวา นานาเภสชฺชานิ ปายาเปสิ ฯ อถ ขลุ โภ ปุณฺณมุขสฺส ปุสฺสโกกิลสฺส โส อาพาโธ ปฏิปสฺสมฺภีติ ฯ

ได้ยินว่า สมัยต่อมา โดยกาลล่วงไปไม่นานนัก อาพาธอันแรงกล้าเกิดขึ้นแก่พระยานกปุณณมุขะ คือ ลงเป็นโลหิต เกิดเวทนากล้าแข็ง จวนจะตาย ครั้งนั้น พวกนางนกดุเหว่า ผู้เป็นบริจาริกาของพระยานกปุณณมุขะ เกิดความปริวิตกว่า พระยานกปุณณมุขะนี้ อาพาธหนักนักแล ไฉนจะพึงหายจากอาพาธนี้หนอ นางนกดุเหว่าเหล่านั้น ละทิ้งพระยานกปุณณ-*มุขะไว้แต่ผู้เดียว ไม่มีเพื่อนสอง พากันเข้าไปหาพระยานกกุณาละ พระยานกกุณาละได้เห็นนางนกดุเหว่าเหล่านั้นพากันมาแต่ไกล ครั้นแล้วได้กล่าวกะนางนกดุเหว่าเหล่านั้นว่า พวกอีถ่อย ผัวของเจ้าไปไหนเสียเล่า นางนกดุเหว่าเหล่านั้นจึงตอบว่า ท่านสหายกุณาละ พระยานกปุณณมุขะอาพาธหนักนักแล ไฉนจะพึงหายจากอาพาธหนักนั้น เมื่อนางนกดุเหว่าเหล่านั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว พระยานกกุณาละได้รุกรานนางนกดุเหว่าเหล่านั้นอย่างนี้ว่า อีถ่อยฉิบหาย อีถ่อยละลายอีนางโจร อีนางนักเลง อีเผลอเลอ อีใจง่าย อีไม่รู้จักคุณคน อีไปตามใจเหมือนลม ครั้นกล่าวรุกรานแล้ว ได้เข้าไปหาพระยานกปุณณมุขะ แล้วร้องเรียกว่า เฮ้ยสหายปุณณมุขะพระยานกปุณณมุขะขานรับว่า หาสหายกุณาละ ได้ยินว่า พระยานกกุณาละเข้าไปประคบประหงมพระยานกปุณณมุขะด้วยปีกและจะงอยปาก พอให้ลุกขึ้นได้แล้วให้ดื่มยาต่างๆ อาพาธของพระยานกปุณณมุขะก็สงบระงับ.

ข้อ ๓๐๐

อถ ขลุ โภ กุณาโล สกุโณ ตํ ปุณฺณมุขํ ปุสฺสโกกิลํ คิลานา วุฏฺฐิตํ อจิรวุฏฺฐิตํ เคลญฺญา เอตทโวจ ทิฏฺฐา มยา สมฺม ปุณฺณมุข กณฺหา เทฺวปิติกา ปญฺจปติกาย ฉฏฺเฐ ปุริเส จิตฺตํ ปฏิพทฺธนฺติยา ยทิทํ กพนฺเธ ปีฐสปฺปิมฺหิ ฯ ภวติ จ ปนุตฺตเรตฺถ วากฺยํ อถชฺชุโน นกุโล ภีมเสโน ยุธิฏฺฐิโล สหเทโว จ ราชา เอเต ปตี ปญฺจมติจฺจ นารี อกาสิ ขุชฺชวามนเกน ปาปนฺติ ฯ ทิฏฺฐา มยา สมฺม ปุณฺณมุข ปญฺจตปาวี นาม สมณี สุสานมชฺเฌ วสนฺตี จตุตฺถภตฺตํ ปริณามยมานา สุราธุตฺตเกน ปาปมกาสิ ฯ ทิฏฺฐา มยา สมฺม ปุณฺณมุข กากวตี นาม เทวี สมุทฺทมชฺเฌ วสนฺตี ภริยา เวนเตยฺยสฺส นฏกุเวเรน ปาปมกาสิ ฯ ทิฏฺฐา มยา สมฺม ปุณฺณมุข กุรุงฺคเทวี นาม โลมสุนฺทรี เอฬกกุมารํ กามยมานา ฉฬงฺคกุมารธนนฺเตวาสินา ปาปมกาสิ ฯ เอวเญฺหตํ มยา ญาตํ พฺรหฺมทตฺตสฺส มาตุกา โอหาย โกสลราชํ ปญฺจาลจณฺเฑน ปาปมกาสิ ฯ |๓๐๐.๑| เอตา จ อญฺญา จ อกํสุ ปาปํ ตสฺมาหํ อิตฺถีนํ น วิสฺสเส นปฺปสํเส มหี ยถา ชคติ สมานรตฺตา วสุนฺธรา อิตรีตรานํ ปติฏฺฐา สพฺพสฺสหา อผนฺทนา อกุปฺปา ตถิตฺถิโย ตาโย น วิสฺสเส นโร |๓๐๐.๒| สีโห ยถา โลหิตมํสโภชโน วาฬมิโค ปญฺจาวุโธ สุรุทฺโธ ปสยฺห ขาที ปรหึสเน รโต ตถิตฺถิโย ตาโย น วิสฺสเส นโร ฯ น ขลุ โภ สมฺม ปุณฺณมุข เวสิโย นาริโย คมนิโย นเหตา พนฺธกิโย นาม วธิกาโย นาม เอตาโย ยทิทํ เวสิโย นาริโย คมนิโยติ ฯ โจรา วิย เวณิกตา มทิรา วิย วิสทุฏฺฐา วาณิโช วิย วาจาสนฺถุติโย อิสฺสสิงฺคมิว วิปริวตฺตาโย อุรคมิว ทุชิวฺหาโย โสพฺภมิว ปฏิจฺฉนฺนา ปาตาลมิว ทุปฺปูรา รกฺขสี วิย ทุตฺโตสา ยโมเวกนฺตหาริโย สิขีริว สพฺพภกฺขา นทีริว สพฺพวาหนี อนิโล วิย เยนกามํจรา เนรุ วิย อวิเสสกรา วิสรุกฺโข วิย นิจฺจผลิตาโย ฯ ภวติ จ ปนุตฺตเรตฺถ วากฺยํ |๓๐๐.๓| ยถา โจโร ยถา ทุฏฺโฐ วาณิโชว วิกตฺถนี อิสฺสสิงฺคมิว ปริวตฺตา ทุชิวฺหา อุรโค ยถา ฯ |๓๐๐.๔| โสพฺภมิว ปฏิจฺฉนฺนา ปาตาลมิว ทุปฺปุรา รกฺขสี วิย ทุตฺโตสา ยโมเวกนฺตหาริโย ฯ |๓๐๐.๕| ยถา สิขี นที วาโห อนิโล กามปารวา เนรูว อวิเสสา จ วิสรุกฺโขว นิจฺจผลี นาสยนฺติ ฆเร โภคํ รตนานนฺตกริตฺถิโยติ ฯ

ได้ยินว่า พระยานกกุณาละได้กล่าวกะพระยานกปุณณมุขะผู้หายจากไข้ยังไม่ นานนักว่า ดูกรสหายปุณณมุขะ เราเห็นมาแล้ว นางกัณหาสองพ่อ นางมีผัว ๕ คน ยังมีจิตปฏิพัทธ์ในบุรุษคนที่ ๖ ซึ่งเป็นคนเปลี้ย เหมือนตัวกระพันธ์. และในเรื่องนี้มีคำเป็นคาถาอีกส่วนหนึ่งว่า ครั้งนั้น นางคนหนึ่งล่วงละเมิดสามี ๕ คน คือ พระเจ้าอัชชุนะ พระเจ้า นกุละ พระเจ้าภีมเสน พระเจ้ายุธิษฐิล และพระเจ้าสหเทพ แล้วได้ กระทำลามกกับบุรุษเปลี้ยแคระ. ดูกรสหายปุณณมุขะ เราเห็นมาแล้ว นางสมณีชื่อปัญจตปาวี อยู่ในท่ามกลางป่าช้าอดอาหาร ๔ วันจึงบริโภคครั้งหนึ่ง ได้กระทำกรรมอันลามกกับนักเลงสุรา ดูกรสหายปุณณมุขะเราเห็นมาแล้ว นางเทวีนามว่า กากวดี อยู่ในท่ามกลางสมุทร เป็นภรรยาของพระยาครุฑชื่อว่าท้าวเวนไตรย ได้กระทำกรรมอันลามกกับกุเวรผู้เจนจบในการฟ้อน ดูกรสหายปุณณมุขะ เราเห็นมาแล้ว นางขนงามนามว่า กุรุงคเทวี รักใคร่ได้เสียกับเอฬกกุมาร ได้กระทำกรรมอันลามกกับฉฬังคกุมารเสนาบดี และธนันเตวาสีผู้เป็นคนใช้ของฉฬังคกุมาร เป็นความจริง เราได้รู้มาอย่างนี้แล พระมารดาของพระเจ้าพรหมทัตต์ ทรงทอดทิ้งพระเจ้าโกศลราช ได้ทรงกระทำกรรมอันลามกกับพราหมณ์ชื่อปัญจาลจัณฑะ หญิง ๕ คนนี้ก็ดี หญิงอื่นก็ดี ได้กระทำมาแล้วซึ่งกรรมอันลามก เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่วิสาสะ ไม่สรรเสริญหญิงทั้งหลาย มหาปฐพี อันทรงไว้ซึ่งสรรพสัตว์ ย้อมแล้วเสมอกัน เป็นที่รับรองสิ่งดีและสิ่งชั่ว ทนทานได้หมด ไม่ดิ้นรน ไม่หวั่นไหว ฉันใด หญิงทั้งหลายก็เหมือนกัน นรชนจึงไม่ควรวิสาสะกับหญิงเหล่านี้ ราชสีห์ซึ่งเป็นสัตว์ดุร้าย กิน เนื้อและเลือดเป็นอาหารมีอาวุธ ๕ อย่าง เป็นสัตว์หยาบช้า ยินดีในการ เบียดเบียนสัตว์อื่น ข่มขี่สัตว์ทั้งหลายกิน ฉันใด หญิงทั้งหลายก็ฉันนั้น นรชนจึงไม่ควรวิสาสะกับหญิงเหล่านั้น. ดูกรปุณณมุขะ ได้ยินว่า หญิงทั้งหลายไม่ใช่แพศยา ไม่ใช่นางงาม ไม่ใช่หญิงสัญจรชื่อทั้ง ๓ นี้ ไม่ใช่ชื่อโดยกำเนิด ชื่อโดยกำเนิดว่าแพศยา ว่านางงาม ว่าหญิงสัญจร ก็คือเป็นผู้ฆ่าหญิงทั้งหลายมุ่นมวยผมเหมือนพวกโจร ประทุษร้ายเป็นพิษเหมือนสุราเจือยาพิษ พูดโอ้อวดเหมือนคนขายของ ตลบตะแลงพลิกแพลงเหมือนเขาเนื้อ สองลิ้นเหมือนงู ปกปิดเหมือนหลุมคูถที่ปิดด้วยกระดาน ให้เต็มได้ยากเหมือนไฟ ให้ยินดีได้ยากเหมือนรากษส นำไปโดยส่วนเดียวเหมือนพระยายม กินทุกอย่างเหมือนไฟ พัดพาไปทุกอย่างเหมือนแม่น้ำ ประพฤติตามปรารถนาเหมือนลม ไม่ทำอะไรให้วิเศษเหมือนเขาเมรุมาศ ผลิตผลเป็นนิตย์เหมือนต้นไม้มีพิษ. และในเรื่องนี้มีคำกล่าวเป็นคาถาไว้อีกส่วนหนึ่งว่า หญิงทั้งหลายมุ่นมวยผมเหมือนโจร ประทุษร้ายเหมือนสุราเจือยาพิษ พูดโอ้อวดเหมือนคนขายของ ตลบตะแลงพลิกแพลงเหมือนเขาเนื้อ สองลิ้นเหมือนงู ปกปิดเหมือนหลุมคูถที่ปิดด้วยกระดาน ให้เต็มได้ยาก เหมือนไฟ ให้ยินดีได้ยากเหมือนรากษส นำไปส่วนเดียวเหมือน พระยายม กินทุกอย่างเหมือนไฟ พัดพาไปทุกอย่างเหมือนแม่น้ำ ประพฤติตามปรารถนาเหมือนลม ไม่ทำอะไรให้วิเศษเหมือนเขาเมรุมาศ ผลิตผลเป็นนิตย์เหมือนต้นไม้มีพิษ หญิงทั้งหลายเป็นผู้กำสัตว์ไว้ในมือ จนนับไม่ถ้วน ทำโภคสมบัติในเรือนให้พินาศ.

ข้อ ๓๐๑

จตฺตารีมานิ สมฺม ปุณฺณมุข ยานิ ปรกุเล น วาเสตพฺพานิ โคณํ เธนุํ ยานํ ภริยา จตฺตาริ ธนานิ ปณฺฑิโต ยานิ ฆรา น วิปฺปวาสเย ฯ โคณํ เธนุญฺจ ยานญฺจ ภริยํ ญาติกุเล น วาสเย ภุญฺชนฺติ รถํ อยานกา อติวาเหน หนนฺติ ปุงฺควํ โทเหน หนนฺติ วจฺฉกํ ภริยา ญาติกุเล ปทุสฺสตีติ ฯ

ดูกรปุณณมุขะ ทรัพย์ ๔ อย่างนี้ คือ โคผู้ โคนม ยาน ภรรยา ไม่ควร ให้อยู่ในสกุลอื่น บัณฑิตไม่พึงรักษาทรัพย์ ๔ อย่างนี้ให้อยู่พลาดจากเรือน. คนฉลาดย่อมไม่ฝากทรัพย์ ๔ อย่างนี้ คือ โคผู้ ๑ โคนม ๑ ยาน พาหนะ ๑ ภรรยา ๑ ไว้ในตระกูลญาติ เพราะว่า คนที่ไม่มียานพาหนะ ย่อมใช้รถที่ฝากไว้ ย่อมฆ่าโคผู้เสีย เพราะใช้ลากเข็นเกินกำลัง ย่อม ฆ่าลูกโคเพราะรีดนม ภรรยาย่อมประทุษร้ายในตระกูลญาติ.

ข้อ ๓๐๒

ฉ อิมานิ สมฺม ปุณฺณมุข ยานิ วตฺถูนิ กิจฺเจ ชาเต อนตฺถจรานิ ภวนฺติ อคุณํ ธนุ ญาติกุเล จ ภริยา ปารํ นาวา อกฺขภคฺคญฺจ ยานํ ทูเร มิตฺโต ปาปสหายโก จ กิจฺเจ ชาเต อนตฺถจรานิ ภวนฺตีติ ฯ

ดูกรสหายปุณณมุขะ สิ่งของ ๖ อย่างนี้ เมื่อกิจธุระเกิดขึ้น ใช้ประโยชน์อะไร ไม่ได้ คือ ธนูไม่มีสาย ๑ ภรรยาอยู่ในตระกูลญาติ ๑ เรือที่ฝั่งโน้น ๑ ยาน พาหนะที่เพลาหัก ๑ มิตรอยู่ไกล ๑ สหายลามก ๑ สิ่งของทั้ง ๖ นี้ เมื่อกิจธุระเกิดขึ้น ใช้ประโยชน์ไม่ได้.

ข้อ ๓๐๓

อฏฺฐหิ ขลุ สมฺม ปุณฺณมุข ฐาเนหิ อิตฺถี สามิกํ อวชานาติ ทลิทฺทตา อาตุรตา ชิณฺณกตา สุราโสณฺฑตา มุทฺธตา ปมตฺตตา สพฺพกิจฺเจสุ อนุวตฺตนตา สพฺพธนมนุปฺปาทเนน อิเมหิ ขลุ สมฺม ปุณฺณมุข อฏฺฐหิ ฐาเนหิ อิตฺถี สามิกํ อวชานาติ ฯ ภวติ จ ปนุตฺตเรตฺถ วากฺยํ ทลิทฺทํ อาตุรญฺจาปิ ชิณฺณกํ สุรโสณฺฑกํ ปมตฺตํ มุทฺธปตฺตญฺจ ทตฺตํ กิจฺเจสุ หาปนํ สพฺพกามปณิธาเนน อวชานาติ สามิกนฺติ ฯ

ดูกรสหายปุณณมุขะ หญิงย่อมดูหมิ่นสามีเพราะเหตุการ ๘ ประการ คือ เพราะสามีเป็นคนจน ๑ เพราะสามีเจ็บกระเสาะกระแสะ ๑ เพราะสามีเป็นคนแก่ ๑เพราะสามีเป็นนักเลงสุรา ๑ เพราะสามีเป็นคนโง่ ๑ เพราะสามีเป็นคนมัวเมา ๑ เพราะคล้อยตามในกิจทุกอย่าง ๑ เพราะไม่ก่อให้ทรัพย์ทุกอย่างเกิดขึ้น ๑ ดูกรสหายปุณณมุขะ ได้ยินว่าหญิงย่อมดูหมิ่นสามีด้วยเหตุ ๘ ประการนี้. และในเรื่องนี้มีถ้อยคำเป็นคาถาอีกส่วนหนึ่งว่า หญิงย่อมดูหมิ่นสามีด้วยเหตุ ๘ ประการ คือ ความจน ๑ เจ็บ กระเสาะกระแสะ ๑ เป็นคนแก่ ๑ เป็นนักเลงสุรา ๑ เป็นคนโง่ ๑ เป็นคนมัวเมา ๑ คล้อยตามในกิจทุกอย่าง ๑ ไม่ก่อสิ่งปรารถนาทุกอย่าง ให้เกิดขึ้น ๑.

ข้อ ๓๐๔

นวหิ ขลุ สมฺม ปุณฺณมุข ฐาเนหิ อิตฺถี ปโทสมาหรติ อารามคมนสีลา จ โหติ อุยฺยานคมนสีลา จ โหติ นทีติตฺถคมนสีลา จ โหติ ญาติกุลคมนสีลา จ โหติ ปรกุลคมนสีลา จ โหติ อาทาสทุสฺสมณฺฑนานุโยคมนุยุตฺตสีลา จ โหติ มชฺชปายินี จ โหติ นิลฺโลกนสีลา จ โหติ ปทฺวารฏฺฐายินี จ โหติ อิเมหิ ขลุ สมฺม ปุณฺณมุข นวหิ ฐาเนหิ อิตฺถี ปโทสมาหรตีติ ฯ ภวติ จ ปนุตฺตเรตฺถ วากฺยํ |๓๐๔.๑| อารามคมนสีลา จ อุยฺยานํ นทึ ญาติปรกุลํ ทุสฺสมณฺฑนมนุยุตฺตา ยา จิตฺถี มชฺชปายินี |๓๐๔.๒| ยา จ นิลฺโลกนสีลา ยา จ ปทฺวารฏฺฐายินี นวเหเตหิ ฐาเนหิ ปโทสมาหรนฺติ อิตฺถิโย ฯ

ดูกรสหายปุณณมุขะ หญิงย่อมนำความประทุษร้ายมาให้สามีด้วยเหตุ ๙ ประการคือ หญิงเป็นคนมักไปป่า ๑ มักไปสวน ๑ มักไปท่าน้ำ ๑ มักไปหาตระกูลญาติ ๑ มักไปหาตระกูลอื่น ๑ มักชอบใช้กระจกและชอบประดับประดา ๑ มักดื่มน้ำเมา ๑ มักเยี่ยมมองหน้าต่าง ๑ มักยืนแอบประตู ๑ ดูกรสหายปุณณมุขะ ได้ยินว่า หญิงย่อมนำความประทุษร้ายมาให้สามีเพราะเหตุ ๙ ประการนี้แล. และในเรื่องนี้มีถ้อยคำกล่าวเป็นคาถาไว้อีกส่วนหนึ่งว่า หญิงย่อมนำความประทุษร้ายมาให้สามีด้วยเหตุ ๙ ประการนี้ คือ มัก ไปป่า ๑ มักไปสวน ๑ มักไปท่าน้ำ ๑ มักไปหาตระกูลญาติ ๑ มักไปหาตระกูลอื่น ๑ มักชอบใช้กระจกและชอบประดับประดา ๑ มักดื่มน้ำเมา ๑ มักเยี่ยมมองหน้าต่าง ๑ มักยืนแอบประตู ๑

ข้อ ๓๐๕

จตฺตาลีสาย ขลุ สมฺม ปุณฺณมุข ฐาเนหิ อิตฺถี ปุริสํ อจฺจาวทติ วิชมฺภติ วินมติ วิลาสติ วิลชฺชติ นเขน นขํ ฆฏฺเฏติ ปาเทน ปาทํ อกฺกมติ กฏฺเฐน ปฐวึ วิเลขติ ทารกํ อุลฺลงฺฆติ อุลฺลงฺฆาเปติ กีฬติ กีฬาเปติ จุมฺพติ จุมฺพาเปติ ภุญฺชติ ภุญฺชาเปติ ททาติ ยาจติ กตมนุกโรติ อุจฺจํ ภาสติ นีจํ ภาสติ อาวิจฺจํ ภาสติ วิวิจฺจํ ภาสติ นจฺเจน คีเตน วาทิเตน โรทิเตน วิลาสิเตน วิภูสิเตน ชคฺฆติ เปกฺขติ กฏึ จาเลติ คุยฺหภณฺฑกํ สญฺจาเลติ อูรุํ วิวรติ อูรุํ ปิทหติ ถนํ ทสฺเสติ กจฺฉํ ทสฺเสติ นาภึ ทสฺเสติ อกฺขึ นิขนติ ภมุกํ อุกฺขิปติ โอฏฺฐํ ปลิกฺขติ ชิวฺหํ นิลฺลาเลติ ทุสฺสํ มุญฺจติ ทุสฺสํ ปฏิพนฺธติ สิรสํ มุญฺจติ สิรสํ พนฺธติ อิเมหิ ขลุ สมฺม ปุณฺณมุข จตฺตาลีสาย ฐาเนหิ อิตฺถี ปุริสํ อจฺจาวทติ ฯ

ดูกรสหายปุณณมุขะ หญิงย่อมยั่วยวนชายด้วยเหตุ ๔๐ ประการคือ ดัดกายหนึ่งก้มตัว กรีดกราย ทำอาย แกะเล็บ เอาเท้าเหยียบกัน เอาไม้ขีดแผ่นดิน ทำกระโดดเองให้เด็กกระโดด เล่นเอง ให้เด็กเล่น จุมพิตเด็ก ให้เด็กจุมพิต กินเอง ให้เด็กกินให้ของแก่เด็ก ขอของจากเด็ก ทำตามที่เด็กกระทำ พูดเสียงสูง พูดเสียงต่ำ พูดเปิดเผยพูดกระซิบ ทำซิกซี้ด้วยการฟ้อน การขับ การประโคม ร้องไห้ กรีดกราย ด้วยการแต่งกายทำปึ่ง ยักเอว ส่ายผ้าที่ปิดของลับ เลิกขา ปิดขา ให้เห็นนม ให้เห็นรักแร้ ให้เห็นท้องน้อย หลิ่วตา เลิกคิ้ว เม้มปาก แลบลิ้น ขยายผ้า กลับนุ่งผ้า สยายผม มุ่นผมดูกรสหายปุณณมุขะ ได้ยินว่า หญิงย่อมยั่วยวนชายด้วยเหตุ ๔๐ ประการนี้แล.

ข้อ ๓๐๖

ปญฺจวีสาย ขลุ สมฺม ปุณฺณมุข ฐาเนหิ อิตฺถี ปทุฏฺฐา เวทิตพฺพา ภวติ สามิกสฺส ปวาสํ วณฺเณติ ปวุตฺถํ น สรติ อาคตํ นาภินนฺทติ อวณฺณํ ตสฺส ภณติ วณฺณํ ตสฺส น ภณติ อนตฺถํ ตสฺส จรติ อตฺถํ ตสฺส น จรติ อกิจฺจํ ตสฺส กโรติ กิจฺจํ ตสฺส น กโรติ ปริทหิตฺวา สยติ ปรมฺมุขี นิปชฺชติ ปริวตฺตกชาตา โข ปน โหติ กุงฺกุมิยชาตา ทีฆํ อสฺสาสติ ทุกฺขํ เวทยติ อุจฺจารปสฺสาวํ อภิณฺหํ คจฺฉติ วิโลมมาจรติ ปรปุริสสทฺทํ สุตฺวา กณฺณโสตํ วิทหติ นีหตโภคา โข ปน โหติ ปฏิวิสฺสเกหิ สนฺถวํ กโรติ นิกฺขนฺตปาทา โข ปน โหติ วิสิขานุจารินี อติจารินี โข ปน โหติ สามิเก อคารวา ปทุฏฺฐมนสงฺกปฺปา อภิณฺหํ ทฺวาเร ติฏฺฐติ กจฺฉานิ องฺคานิ ถนานิ ทสฺเสติ ทิโสทิสํ คนฺตฺวา เปกฺขติ อิเมหิ ขลุ สมฺม ปุณฺณมุข ปญฺจวีสาย ฐาเนหิ อิตฺถี ปทุฏฺฐา เวทิตพฺพา ภวติ ฯ ภวติ จ ปนุตฺตเรตฺถ วากฺยํ |๓๐๖.๑| ปวาสํ ตสฺส วณฺเณติ คตํ ตสฺส น โสจติ ทิสฺวาน ปติมาคตํ นาภินนฺทติ ภตฺตรํ วณฺณํ น กทาจิ ภาสติ เอเต ปทุฏฺฐาย ภวนฺติ ลกฺขณา ฯ |๓๐๖.๒| อนตฺถํ ตสฺส จรติ อสญฺญตา อตฺถญฺจ หาเปติ อกิจฺจการินี ปริทหิตฺวา สยติ ปรมฺมุขี เอเต ปทุฏฺฐาย ภวนฺติ ลกฺขณา ฯ |๓๐๖.๓| ปริวตฺตชาตา จ ภวติ กุงฺกุมี ทีฆญฺจ อสฺสาสติ ทุกฺขเวทินี อุจฺจารปสฺสาวมภิณฺห คจฺฉติ เอเต ปทุฏฺฐาย ภวนฺติ ลกฺขณา ฯ |๓๐๖.๔| วิโลมมาจรติ อกิจฺจการินี สทฺทํ นิสาเมติ ปรสฺส ภาสโต นีหตโภคา จ กโรติ สนฺถวํ เอเต ปทุฏฺฐาย ภวนฺติ ลกฺขณา ฯ |๓๐๖.๕| กิจฺเฉน ลทฺธํ กสิราภตํ ธนํ วิตฺตํ วินาเสติ ทุกฺเขน สมฺภตํ ปฏิวิสฺสเกหิ จ กโรติ สนฺถวํ เอเต ปทุฏฺฐาย ภวนฺติ ลกฺขณา ฯ |๓๐๖.๖| นิกฺขนฺตปาทา วิสิขานุจารินี นิจฺจญฺจ สามิมฺหิ ปทุฏฺฐมานสา อติจารินี โหติ อเปตคารวา เอเต ปทุฏฺฐาย ภวนฺติ ลกฺขณา ฯ |๓๐๖.๗| อภิกฺขณํ ติฏฺฐติ ทฺวารมูเล ถนานิ กจฺฉานิ จ ทสฺสยนฺตี ทิโสทิสํ เปกฺขติ ภนฺตจิตฺตา เอเต ปทุฏฺฐาย ภวนฺติ ลกฺขณา ฯ |๓๐๖.๘| สพฺพา นที วงฺกคตี สพฺเพ กฏฺฐมยา วนา สพฺพิตฺถิโย กเร ปาปํ ลพฺภมาเน นิวาตเก ฯ |๓๐๖.๙| สเจ ลเภถ ขณํ วา รโห วา นิวาตกํ วาปิ ลเภถ ตาทิสํ สพฺพาว อิตฺถี กยิรุํ นุ ปาปํ อญฺญํ อลทฺธา ปีฐสปฺปินา สทฺธึ ฯ |๓๐๖.๑๐| นรานมารามกราสุ นาริสุ อเนกจิตฺตาสุ อนิคฺคหาสุ จ สพฺพตฺถตา ปีติกราปิ เจ สิยุํ น วิสฺสเส ติตฺถสมา หิ นาริโยติ ฯ

ดูกรสหายปุณณมุขะ พึงทราบเถิดว่า หญิงเป็นคนประทุษร้ายสามีด้วยเหตุ ๒๕ ประการ คือ ย่อมพรรณนาการไปแรมคืนของสามี ย่อมไม่ระลึกถึงสามีที่ไปแรมคืน ย่อมไม่ยินดีกะสามีที่มาแล้ว ย่อมกล่าวโทษสามี ไม่กล่าวคุณแห่งสามี ย่อมประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่สามี ย่อมไม่ประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่สามี ย่อมกระทำกิจที่ไม่สมควรแก่สามีย่อมไม่กระทำกิจที่สมควรแก่สามี ย่อมคลุมหัวนอน นอนเบือนหน้าไปทางอื่น ย่อมนอนพลิกกลับไปมา ย่อมทำวุ่นวายนอนถอนหายใจยาว ย่อมทำระทมทุกข์ ย่อมไปอุจจาระ ปัสสาวะบ่อยๆย่อมประพฤติตรงกันข้าม ได้ยินเสียงชายอื่นย่อมเงี่ยหูฟัง ย่อมล้างผลาญทรัพย์สมบัติ ย่อมทอดสนิทชิดชอบกับชายผู้คุ้นเคย ย่อมออกนอกบ้านเสมอ ประพฤติผิดจากความดี ย่อมประพฤตินอกใจไม่เคารพในสามี มีใจประทุษร้าย ย่อมยืนอยู่ที่ประตูเนืองๆ ย่อมทำให้เห็นรักแร้ นม ย่อมไปเพ่งดูทิศต่างๆ ดูกรสหายปุณณมุขะ พึงทราบเถิดว่า หญิงเป็นคนประทุษร้ายสามีด้วยเหตุ๒๕ ประการนี้แล. และในเรื่องนี้มีคำกล่าวเป็นคาถาอีกส่วนหนึ่งว่า หญิงย่อมพรรณนาการไปแรมทางไกลของสามี ย่อมไม่เศร้าโศกถึงการไป ของสามี ครั้นเห็นสามีกลับมาก็ไม่แสดงความยินดี ย่อมไม่กล่าวคุณ แห่งสามีในกาลไหนๆ อาการเหล่านี้เป็นลักษณะของหญิงผู้ประทุษร้าย หญิงผู้ไม่สำรวม ย่อมประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่สามี ย่อมทำ ประโยชน์ของสามีให้เสื่อม ย่อมกระทำกิจที่ไม่สมควรแก่สามี ย่อมคลุม หัวนอน นอนเบือนหน้าไปทางอื่น อาการเหล่านี้เป็นลักษณะของหญิง ผู้ประทุษร้าย หญิงย่อมนอนพลิกกลับไปมา ย่อมทำวุ่นวาย นอนถอน หายใจยาว ย่อมทำระทมทุกข์ ย่อมไปอุจจาระปัสสาวะบ่อยๆ อาการ เหล่านี้เป็นลักษณะของหญิงผู้ประทุษร้าย หญิงย่อมประพฤติตรงกันข้าม ไม่กระทำกิจที่สมควรแก่สามี ย่อมเงี่ยหูฟังเมื่อชายอื่นพูด ล้างผลาญ โภคสมบัติ กระทำความสนิทสนมชมชอบกับชายอื่น อาการเหล่านี้ เป็นลักษณะของหญิงผู้ประทุษร้าย หญิงย่อมทำทรัพย์สมบัติที่สามีได้มา โดยความลำบาก หามาได้โดยฝืดเคือง เก็บสะสมไว้ได้ด้วยความยาก แค้นให้พินาศ อนึ่ง ย่อมกระทำความสนิทสนมชมชอบกับชายที่คุ้นเคย กัน อาการเหล่านี้เป็นลักษณะของหญิงผู้ประทุษร้าย หญิงออกนอกบ้าน เสมอ ประพฤติผิดจากความดี มีใจคิดประทุษร้ายในสามีอยู่เป็นนิตย์ เป็นผู้ประพฤตินอกใจ ปราศจากความเคารพ อาการเหล่านี้เป็นลักษณะ ของหญิงผู้ประทุษร้าย หญิงย่อมยืนอยู่ที่ใกล้ประตูเนืองๆ แสดงนมบ้าง รักแร้บ้างให้เห็น มีจิตวอกแวกเพ่งดูทิศต่างๆ อาการเหล่านี้เป็นลักษณะ ของหญิงผู้ประทุษร้าย แม่น้ำทั้งปวงมีทางคดเคี้ยว และป่าทั้งปวงรกเรี้ยว ด้วยต้นไม้ ฉันใด หญิงทั้งปวงเมื่อได้ช่อง (ที่ลับ) พึงกระทำกรรมอัน ลามกฉันนั้น ถ้าว่าพึงได้โอกาส ที่ลับ หรือพึงได้ช่องเช่นนั้น หญิง ทั้งปวงพึงกระทำกรรมอันลามกเป็นแน่ ไม่ได้ชายที่สมบูรณ์อื่น ก็ย่อม ทำกับคนเปลี้ย ในพวกนารีที่หลายใจ เป็นผู้กระทำความยั่วยวนแก่ชาย ทั้งหลาย ไม่มีใครข่มขี่ได้ ถ้านารีเหล่าใดแม้จะทำให้พอใจโดยประการ ทั้งปวง ก็ไม่ควรวางใจในนารีเหล่านั้น เพราะว่า นารีเหล่านั้นเสมอด้วย ท่าน้ำ.

ข้อ ๓๐๗

ยญฺจ ทิสฺวา กินฺนรกินฺนรีนํ สพฺพิตฺถิโย น รมนฺติ อคาเร ตํ ตาทิสํ มจฺจํ จชิตฺวา ภริยา อญฺญํ ทิสฺวา ปรปุริสํ ปีฐสปฺปึ ฯ

บัณฑิตได้เห็นเรื่องอย่างไร ของพระเจ้ากินนรและพระนางกินนรีเทวี แล้วพึงรู้เถิดว่า หญิงทั้งปวงย่อมไม่ยินดีในเรือนของตน พระนาง กินนรีเทวีทรงเห็นบุรุษอื่น แม้จะเป็นคนง่อยเปลี้ย ยังละทิ้งพระราช- สวามีเช่นพระเจ้ากินนร ไปทำกรรมอันลามกกับบุรุษเปลี้ยนั้นได้.

ข้อ ๓๐๘

พกสฺส จ พาวริยสฺส รญฺโญ อจฺจนฺตกามานุคตสฺส ภริยา อนาจรี ปฏฺฐวสานุคสฺส กํ วา อิตฺถี นาติจเร ตทญฺญํ ฯ

พระเจ้าพกะและพระเจ้าพาวรีย์ ทรงหมกมุ่นอยู่ในกามเกินส่วน พระ มเหสียังประพฤติอนาจารกับคนรับใช้ใกล้ชิด ซ้ำตกอยู่ในอำนาจ พึงมีหรือที่ หญิงจะไม่ประพฤติล่วงชายอื่น นอกจากคนนั้น.

ข้อ ๓๐๙

ปิงฺคิยานี สพฺพโลกิสฺสรสฺส รญฺโญ ปิยา พฺรหฺมทตฺตสฺส ภริยา อนาจรี ปฏฺฐวสานุคสฺส ตํ วาปิ สา นาชฺฌคา กามกามินี ฯ

พระนางปิงคิยานีพระนางมเหสีที่รักของพระเจ้าพรหมทัตผู้เป็นใหญ่ในโลก ทั้งปวง ได้ประพฤติอนาจารกับคนเลี้ยงม้าผู้ใกล้ชิดและเป็นไปในอำนาจ พระนางปิงคิยานีผู้ใคร่กามนั้น ไม่ได้ประสบความใคร่ทั้งสองราย.

ข้อ ๓๑๐

|๓๑๐.๑| ขุทฺทานํ ลหุจิตฺตานํ อกตญฺญูน ทุพฺภินํ นาเทวสตฺโต ปุริโส ถีนํ สทฺธาตุมรหติ ฯ |๓๑๐.๒| น ตา ปชานนฺติ กตํ น กิจฺจํ น มาตรํ ปิตรํ ภาตรํ วา อนริยา สมติกฺกนฺตธมฺมา สสฺเสว จิตฺตสฺส วสํ วชนฺติ ฯ |๓๑๐.๓| จิรานุวุตฺถํปิ ปิยํ มนาปํ อนุกมฺปกํ ปาณสมํปิ สนฺตํ อาวาสุ กิจฺเจสุ จ นํ ชหนฺติ ตสฺมาหํ อิตฺถีนํ น วิสฺสสามิ ฯ |๓๑๐.๔| ถีนํ หิ จิตฺตํ ยถา วานรสฺส กนฺนปฺปกนฺนํ ยถา รุกฺขฉายา จลาจลํ หทยํ อิตฺถิยานํ จกฺกสฺส เนมิ วิย ปริวตฺตติ ฯ |๓๑๐.๕| ยทา ตา ปสฺสนฺติ สเมกฺขมานา อาเทยฺยรูปํ ปุริสสฺส วิตฺตํ สณฺหาหิ วาจาหิ นยนฺติเมนํ กมฺโพชกา ชลเชเนว อสฺสํ ฯ |๓๑๐.๖| ยทา น ปสฺสนฺติ สเมกฺขมานา อาเทยฺยรูปํ ปุริสสฺส วิตฺตํ สมนฺตโต ตํ ปริวชฺชยนฺติ ติณฺโณ นทีปารคโตว กุลฺลํ ฯ |๓๑๐.๗| สิเลสูปมา สิขีริว สพฺพภกฺขา ติกฺขมายา นทีริว สีฆโสตา เสวนฺติ เหตา ปิยมปฺปิยญฺจ นาวา ยถา โอรกูลํ ปรญฺจ ฯ |๓๑๐.๘| น ตา เอกสฺส น ทฺวินฺนํ อาปโณว ปสาริโต โย ตา มยฺหนฺติ มญฺเญยฺย วาตํ ชาเลน พนฺธเย ฯ |๓๑๐.๙| ยถา นที จ ปนฺโถ จ ปานาคารํ สภา ปปา เอวํ โลกิตฺถิโย นาม เวลา ตาสํ น วิชฺชติ ฯ |๓๑๐.๑๐| ฆตาสนสมา เอตา กณฺหสปฺปสิรูปมา คาโว พหิ ติณสฺเสว โอมสนฺติ วรํ วรํ ฯ |๓๑๐.๑๑| ฆตาสนํ กุญฺชรํ กณฺหสปฺปํ มุทฺธาภิสิตฺตํ ปมทา จ สพฺพา เอเต นโร นิจฺจยโต ภเชถ เตสํ หเว ทุพฺพิทุ สจฺจภาโว ฯ |๓๑๐.๑๒| นาจฺจนฺตวณฺณา น พหูน กนฺตา น ทกฺขิณา ปมุทา เสวิตพฺพา น ปรสฺส ภริยา น ธนสฺส เหตุ เอติตฺถิโย ปญฺจ น เสวิตพฺพา ฯ

บุรุษผู้ไม่ถูกผีสิง ไม่ควรเชื่อหญิงทั้งหลายผู้หยาบช้า ใจเบา อกตัญญู ประทุษร้ายมิตร หญิงเหล่านั้นไม่รู้จักสิ่งที่กระทำแล้ว สิ่งที่ควรกระทำ ไม่รู้จักมารดาบิดาหรือพี่น้อง ไม่มีละอาย ล่วงเสียซึ่งธรรม ย่อมเป็น ไปตามอำนาจจิตของตนเมื่อมีอันตราย และเมื่อกิจเกิดขึ้น ย่อมละทิ้ง สามีแม้จะอยู่ด้วยกันมานาน เป็นที่รัก เป็นที่พอใจ เป็นที่อนุเคราะห์ แม้เสมอกับชีวิต เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่วิสาสะกับหญิงทั้งหลาย จริง อยู่ จิตของหญิงเหมือนจิตของวานร ลุ่มๆ ดอนๆ เหมือนเงาไม้ หัวใจของหญิงไหวไปไหวมา เหมือนล้อรถที่กำลังหมุน เมื่อใด หญิง ทั้งหลายผู้มุ่งหวัง เห็นทรัพย์ของบุรุษที่ควรจะถือเอาได้ เมื่อนั้น ก็ใช้ วาจาอ่อนหวานชักนำบุรุษไปได้ เหมือนชาวกัมโพชลวงม้าด้วยสาหร่าย ฉะนั้น เมื่อใด หญิงทั้งหลายผู้มุ่งหวัง ไม่เห็นทรัพย์ของบุรุษที่ควรถือ เอาได้ เมื่อนั้น ย่อมละทิ้งบุรุษนั้นไป เหมือนคนข้ามฟากถึงฝั่งโน้นแล้ว ละทิ้งแพไป ฉะนั้น หญิงทั้งหลายเปรียบด้วยเครื่องผูกรัด กินทุกอย่าง เหมือนเปลวไฟ มีมายากล้าแข็ง เหมือนแม่น้ำมีกระแสเชี่ยว ย่อมคบ บุรุษได้ ทั้งที่น่ารัก ทั้งที่ไม่น่ารัก เหมือนเรือจอดไม่เลือกฝั่งนี้ฝั่งโน้น ฉะนั้น หญิงทั้งหลายไม่ใช่ของบุรุษคนเดียวหรือสองคน ย่อมรับรองทั่ว ไปเหมือนร้านตลาด ผู้ใดสำคัญมั่นหมายหญิงเหล่านั้นว่าของเรา ก็ เท่ากับดักลมด้วยตาข่าย แม่น้ำ หนทาง ร้านเหล้า สภาและบ่อน้ำ ฉันใด หญิงในโลกก็ฉันนั้น เขตแดนของหญิงเหล่านั้นไม่มี หญิงทั้ง หลายเสมอด้วยไฟกินเปรียง เปรียบด้วยงูเห่า ย่อมเลือกคบแต่บุรุษที่ มีทรัพย์ เหมือนโคเลือกกินหญ้าที่ดีๆ ในภายนอก ฉะนั้น ไฟกิน เปรียง ๑ ช้างสาร ๑ งูเห่า ๑ พระราชาผู้ได้รับมูรธาภิเษกแล้ว ๑ หญิง ทั้งปวง ๑ สิ่งทั้ง ๕ นี้ นรชนพึงคบด้วยความระวังเป็นนิตย์ เพราะ สิ่งทั้ง ๕ นี้ มีความแน่นอนที่รู้ได้ยากแท้ หญิงที่งามเกินไป ๑ หญิง ที่คนหมู่มากไม่รักใคร่ ๑ หญิงที่เหมือนมือขวา ๑ หญิงที่เป็นภรรยาคน อื่น ๑ หญิงที่คบหาด้วยเพราะเหตุแห่งทรัพย์ ๑ หญิง ๕ จำพวกนี้ ไม่ ควรคบ.

ข้อ ๓๑๑

|๓๑๑.๑| อถ ขลุ โภ อานนฺโท คิชฺฌราชา กุณาลสฺส สกุณสฺส อาทิมชฺฌคาถาปริโยสานํ วิทิตฺวา ตายํ เวลายํ อิมา คาถาโย อภาสิ |๓๑๑.๒| ปุณฺณมฺปิ เจมํ ปฐวึ ธเนน ทชฺชิตฺถิยา ปุริโส สมฺมตาย ลทฺธา ขณํ อติมญฺเญยฺย ตํปิ ตาสํ วสํ อสตีนํ น คจฺเฉ ฯ |๓๑๑.๓| อุฏฺฐาหกญฺเจว อลีนวุตฺตึ โกมารภตฺตารํ ปิยํ มนาปํ อาวาสุ กิจฺเจสุ จ นํ ชหนฺติ ตสฺมาหํ อิตฺถีนํ น วิสฺสสามิ ฯ |๓๑๑.๔| น วิสฺสเส อิจฺฉติ มนฺติ โปโส น วิสฺสเส โรทติ เม สกาเส เสวนฺติ เหตา ปิยมปฺปิยญฺจ นาวา ยถา โอรกูลํ ปรญฺจ ฯ |๓๑๑.๕| น วิสฺสเส สาขปุราณสนฺถตํ น วิสฺสเส มิตฺตปุราณโจรํ น วิสฺสเส ราช สขา มนนฺติ น วิสฺสเส อิตฺถิ ทสนฺน มาตรํ ฯ |๓๑๑.๖| น วิสฺสเส รามกราสุ นาริสุ อจฺจนฺตสีลาสุ อสญฺญตาสุ อจฺจนฺตเปมานุคตสฺส ภริยา น วิสฺสเส ติตฺถสมา หิ นาริโย ฯ |๓๑๑.๗| หเนยฺยุํปิ ฉินฺเทยฺยุํปิ เฉทาเปยฺยุํปิ กณฺฐํปิ เฉตฺวา รุธิรํ ปิเวยฺยุํ มา ทีนกามาสุ อสญฺญตาสุ ภาวํกเร คงฺคติตฺถูปมาสุ ฯ |๓๑๑.๘| มุสา ตาสํ ยถา สจฺจํ สจฺจํ ตาสํ ยถา มุสา คาโว พหิ ติณสฺเสว โอมสนฺติ วรํ วรํ ฯ |๓๑๑.๙| คเตน ตา ปโลเภนฺติ เปกฺขิเตน หสิเตน จ อโถปิ ทุนฺนิวตฺเถน มญฺชุนา ภณิเตน จ ฯ |๓๑๑.๑๐| โจริโย กฐินา เหตา วาฬา จ ลปสกฺขรา น ตา กิญฺจิ น ชานนฺติ ยํ มนุสฺเสสุ วญฺจนํ ฯ |๓๑๑.๑๑| อสา โลกิตฺถิโย นาม เวลา ตาสํ น วิชฺชติ สารตฺตา จ ปคพฺภา จ สิขี สพฺพฆโส ยถา ฯ |๓๑๑.๑๒| นตฺถิตฺถีนํ ปิโย นาม อปฺปิโยปิ น วิชฺชติ เสวนฺติ เหตา ปิยมปฺปิยญฺจ นาวา ยถา โอรกุลํ ปรญฺจ ฯ |๓๑๑.๑๓| นตฺถิตฺถีนํ ปิโย นาม อปฺปิโยปิ น วิชฺชติ ธนตฺถา ปฏิเวลฺลนฺติ ลตาว ทุมนิสฺสิตา ฯ |๓๑๑.๑๔| หตฺถิพนฺธํ อสฺสพนฺธํ โคปุริสญฺจ จณฺฑาลํ ฉวทาหกํ ปุปฺผฉฑฺฑกํ สธนํ อนุปตนฺติ นาริโย ฯ |๓๑๑.๑๕| กุลปุตฺตํปิ ชหนฺติ อกิญฺจินํ ฉวกสมํ สทิสํ อนุปตนฺติ ธนเหตุ จ นาริโยติ ฯ

ได้ยินว่า ในครั้งนั้น พญาแร้งชื่ออานนท์ รู้แจ้งซึ่งคาถาทั้งเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุด ของพญานกกุณาละแล้ว ได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ในเวลานั้นว่า ถ้าบุรุษจะพึงให้แผ่นดินอันเต็มด้วยทรัพย์นี้ แก่หญิงที่ตนนับถือไซร้ หญิงนั้นได้โอกาสก็จะพึงดูหมิ่นบุรุษนั้น เราจึงไม่ยอมตกอยู่ในอำนาจ ของพวกหญิงเผอเรอ เมื่อมีอันตรายและเมื่อกิจธุระเกิดขึ้น หญิงย่อม ละทิ้งผัวหนุ่มผู้หมั่นขยัน มีความประพฤติไม่เหลาะแหละ เป็นที่รัก เป็นที่พอใจ เพราะฉะนั้น เราจึงไม่วิสาสะกับหญิงทั้งหลาย บุรุษไม่ ควรวางใจว่า หญิงคนนี้ปรารถนาเรา ไม่ควรวางใจว่า หญิงคนนี้ร้องไห้ กระซิกกระซี้เรา เพราะว่า หญิงทั้งหลายย่อมคบได้ทั้งบุรุษที่น่ารัก ทั้ง บุรุษที่ไม่น่ารัก เหมือนเรือจอดได้ทั้งฝั่งโน้นฝั่งนี้ ฉะนั้น ไม่ควรวิสาสะ กะใบไม้ลาดที่เก่า ไม่ควรวิสาสะกะมิตรเก่าที่เป็นโจร ไม่ควรวิสาสะกะ พระราชาว่า เป็นเพื่อนของเรา ไม่ควรวิสาสะกะหญิงแม้จะมีลูก ๑๐ คน แล้ว ไม่ควรวิสาสะในหญิงที่กระทำความยินดีให้ เป็นผู้ล่วงศีล ไม่ สำรวม ถึงแม้ภรรยาจะพึงเป็นผู้มีความรักแน่นแฟ้น ก็ไม่ควรวางใจ เพราะว่าหญิงทั้งหลายเสมอกับท่าน้ำ หญิงทั้งหลายพึงฆ่าชายก็ได้ พึงตัด เองก็ได้ พึงใช้ให้ผู้อื่นตัดก็ได้ พึงตัดคอแล้วดื่มเลือดกินก็ได้ อย่าพึง กระทำความสิเนหาในหญิงผู้มีความรักใคร่อันเลวทราม ผู้ไม่สำรวม ผู้ เปรียบเทียบด้วยท่าน้ำ คำเท็จของหญิงเหมือนคำจริง คำจริงของหญิง เหมือนคำเท็จ หญิงทั้งหลายย่อมเลือกคบแต่ชายที่มีทรัพย์ ดังโคเลือก กินหญ้าที่ดีๆ ในภายนอก หญิงทั้งหลายย่อมประเล้าประโลมชายด้วย การเดิน การจ้องดู ยิ้มแย้ม นุ่งผ้าหลุดๆ ลุ่ยๆ และพูดเพราะ หญิง ทั้งหลายเป็นโจร หัวใจแข็ง ดุร้าย เป็นน้ำตาลกรวด ย่อมไม่รู้อะไรๆ ว่าเป็นเครื่องล่อลวงในมนุษย์ธรรมดาหญิงในโลกเป็นคนลามก ไม่มีเขต แดน กำหนัดนักทุกเมื่อ และคะนอง กินไม่ควร เหมือนเปลวไฟ ไหม้เชื้อทุกอย่าง บุรุษชื่อว่าเป็นที่รักของหญิงไม่มี ไม่เป็นที่รักก็ไม่มี เพราะหญิงทั้งหลาย ย่อมคบบุรุษได้ทั้งที่รักทั้งที่ไม่รัก เหมือนเรือจอด ได้ทั้งฝั่งนี้และฝั่งโน้น บุรุษชื่อว่าเป็นที่รักของหญิงไม่มี ไม่เป็นที่รัก ก็ไม่มี หญิง ย่อมผูกพันชายเพราะต้องการทรัพย์เหมือนเถาวัลย์พันไม้ หญิงทั้งหลาย ย่อมติดตามชายที่มีทรัพย์ ถึงจะเป็นคนเลี้ยงช้าง เลี้ยงม้า เลี้ยงโค คนจัณฑาล สัปเหร่อ คนเทหยากเยื่อ ก็ช่าง หญิงทั้งหลาย ย่อมละทิ้งชายผู้มีตระกูล แต่ไม่มีอะไร เหมือนซากศพ แต่ติดตามชายเช่นนั้นได้เพราะเหตุแห่งทรัพย์.

ข้อ ๓๑๒

|๓๑๒.๑| อถ ขลุ โภ นารโท เทวพฺราหฺมโณ อานนฺทสฺส คิชฺฌราชสฺส อาทิมชฺฌคาถาปริโยสานํ วิทิตฺวา ตายํ เวลายํ อิมา คาถาโย อภาสิ จตฺตาโรเม น ปูเรนฺติ เต เม สุณาถ ภาสโต สมุทฺโท พฺราหฺมโณ ราชา อิตฺถี จาปิ ทิชมฺปติ ฯ |๓๑๒.๒| สริตา สาครํ ยนฺติ ยากาจิ ปฐวิสฺสิตา ตา สมุทฺทํ น ปูเรนฺติ โอนตฺตา หิ น ปูรติ ฯ |๓๑๒.๓| พฺราหฺมโณ จ อธิยาน เวทมกฺขานปญฺจมํ ภิยฺโยปิ สุตมิจฺเฉยฺย โอนตฺตา หิ น ปูรติ ฯ |๓๑๒.๔| ราชา จ ปฐวึ สพฺพํ สสมุทฺทํ สปพฺพตํ อชฺฌาวสํ วิชินิตฺวา อนนฺตรตโนจิตํ ปารํ สมุทฺทํ ปตฺเถติ โอนตฺตา หิ น ปูรติ ฯ |๓๑๒.๕| เอกเมกาย อิตฺถิยา อฏฺฐฏฺฐ ปติโน สิยุํ สูรา จ พลวนฺโต จ สพฺพกามรสาหรา กเรยฺย นวเม ฉนฺทํ โอนตฺตา หิ น ปูรติ ฯ |๓๑๒.๖| สพฺพิตฺถิโย สิขีริว สพฺพภกฺขา สพฺพิตฺถิโย นทีริว สพฺพวาหินี สพฺพิตฺถิโย กณฺฏกานํว สาขา สพฺพิตฺถิโย ธนเหตุ วชนฺติ ฯ |๓๑๒.๗| วาตญฺจ ชาเลน นโร ปรามเส โอสิญฺจเย สาครเมกปาณินา สเกน หตฺเถน หเนยฺย โฆสํ โย สพฺพภาวํ ปมทาสุ โอสฺสเช ฯ |๓๑๒.๘| โจรีนํ พหุพุทฺธีนํ ยาสุ สจฺจํ สุทุลฺลภํ ถีนํ ภาโว ทุราชาโน มจฺฉสฺเสโวทเก คตํ ฯ |๓๑๒.๙| อนลา มุทุสมฺภาสา ทุปฺปูรา ตา นทีสมา สีทนฺติ นํ วิทิตฺวาน อารกา ปริวชฺชเย ฯ |๓๑๒.๑๐| อาวฏฺฏนี มหามายา พฺรหฺมจริยวิโกปนา สีทนฺติ นํ วิทิตฺวาน อารกา ปริวชฺชเย ฯ |๓๑๒.๑๑| ยญฺเจตา อุปเสวนฺติ ฉนฺทสา วา ธเนน วา ชาตเวโทว สณฺฐานํ ขิปฺปํ อนุทหนฺติ นนฺติ ฯ

ได้ยินว่า ในครั้งนั้น พราหมณ์ผู้ประเสริฐชื่อนารทะ รู้ชัดซึ่งคาถาทั้งเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดของพญาแร้งอานนท์แล้ว ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ในเวลานั้นว่า ดูกรพญานก ท่านทั้งหลายจงฟังข้าพเจ้ากล่าว มหาสมุทร ๑ พราหมณ์ ๑ พระราชา ๑ หญิง ๑ สี่อย่างนี้ ย่อมไม่ เต็มแม่น้ำสายใด สายหนึ่งอาศัย แผ่นดิน ไหลไปสู่มหาสมุทร แม่น้ำเหล่านั้นก็ยังมหาสมุทรให้เต็มไม่ได้ เพราะฉะนั้นมหาสมุทรชื่อว่าไม่เต็ม เพราะยังพร่อง ส่วนพราหมณ์เรียน เวทอันมีการบอกเป็นที่ห้าได้แล้ว ยังปรารถนาการเรียนยิ่งขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้น พราหมณ์จึงชื่อว่าไม่เต็ม เพราะยังพร่อง พระราชาทรง ชนะแผ่นดินทั้งหมด อันบริบูรณ์ด้วยรัตนะนับไม่ถ้วน พร้อมทั้ง มหาสมุทรและภูเขา ครอบครองอยู่ ก็ยังปรารถนามหาสมุทรฝั่งโน้นอีก เพราะฉะนั้น พระราชาจึงชื่อว่าไม่เต็ม เพราะยังพร่อง หญิงคนหนึ่งๆ มีสามีคนละ ๘ คน สามีล้วนเป็นคนแกล้วกล้า มีกำลังสามารถนำมาซึ่ง กามรสทุกอย่าง หญิงยังกระทำความพอใจในชายคนที่ ๙ อีก เพราะฉะนั้น หญิงจึงชื่อว่าไม่เต็ม เพราะยังพร่อง หญิงทุกคนกินทุกอย่างเหมือน เปลวไฟ พาไปได้ทุกอย่างเหมือนแม่น้ำ เหมือนกิ่งไม้มีหนาม ย่อมละ ชายไปเพราะเหตุแห่งทรัพย์ ชายใดพึงวางความรักทั้งหมดในหญิง ชาย นั้นเหมือนดักลมด้วยตาข่าย เหมือนตักน้ำใส่มหาสมุทรด้วยมือข้างเดียว จะพึงได้ยินแต่เสียงมือของตน ภาวะของหญิงที่เป็นโจร รู้มาก หาความ จริงได้ยาก เป็นอาการที่ใครๆ รู้ได้ยาก เหมือนรอยทางปลาในน้ำฉะนั้น หญิงไม่มีความพอ อ่อนโยน พูดเพราะ ให้เต็มได้ยาก เสมอแม่น้ำ ทำ ให้ล่มจม บุคคลรู้ดังนี้แล้ว พึงเว้นเสียให้ห่างไกล หญิงเป็นเหมือน น้ำวน มีมายามาก ทำพรหมจรรย์ให้กำเริบ ทำให้ล่มจม บุคคลรู้ดังนี้ แล้ว พึงเว้นเสียให้ห่างไกล เมื่อหญิงคบบุรุษใด เพราะความพอใจ หรือเพราะเหตุแห่งทรัพย์ ย่อมเผาบุรุษนั้นโดยพลัน เหมือนไฟป่าเผา สถานที่เกิดของตน ฉะนั้น.

ข้อ ๓๑๓

|๓๑๓.๑| อถ ขลุ โภ กุณาโล สกุโณ นารทสฺส เทวพฺราหฺมณสฺส อาทิมชฺฌคาถาปริโยสานํ วิทิตฺวา ตายํ เวลายํ อิมา คาถาโย อภาสิ สลฺลเป นิสิตขคฺคปาณินา ปณฺฑิโต อปิ ปิสาจโทสินา อุคฺคเตชํ อุรคํปิ อาสิเท เอโก เอกาย ปมุทาย นาลเป ฯ |๓๑๓.๒| โลกจิตฺตมถนา หิ นาริโย นจฺจคีตภณิตมฺหิตาวุธา พาธยนฺติ อนุปฏฺฐิตสฺสตึ ทีเป รกฺขสิคณาว วาณิเช ฯ |๓๑๓.๓| นตฺถิ ตาสํ วินโย น สํวโร มชฺชมํสนิรตา อสญฺญตา ตา คิลนฺติ ปุริสสฺส ปาภตํ สาคเรว มกรํ ติมิงฺคโล ฯ |๓๑๓.๔| ปญฺจกามคุณสาตโคจรา อุทฺธตา อนิยตา อสญฺญตา โอสรนฺติ ปมุทา ปมาทินํ โลณโตยวติยํว อาปคา ฯ |๓๑๓.๕| ยํ นรํ อุปลเปนฺติ นาริโย ฉนฺทสา วา รติยา วา ธเนน วา ชาตเวทสทิสํปิ ตาทิสํ ราคโทสวธิโย ทหนฺติ นํ ฯ |๓๑๓.๖| อทฺธํ ญตฺวา ปุริสํ มหทฺธนํ โอสรนฺติ สธนํ สหตฺตนา รตฺตจิตฺตํ อติเวฐยนฺติ นํ สาลํ มาลุวลตาว กานเน ฯ |๓๑๓.๗| ตา อุเปนฺติ วิวิเธน ฉนฺทสา จิตฺรพิมฺพมุขิโย อลงฺกตา โอหสนฺติ ปหสนฺติ นาริโย สํวโรว สตมายโกวิทา ฯ |๓๑๓.๘| ชาตรูปมณิมุตฺตภูสิตา สกฺกตา ปติกุเลสุ นาริโย รกฺขิตา อติจรนฺติ สามิกํ ทานวํว หทยนฺตรนิสฺสิตา ฯ |๓๑๓.๙| เตชวาปิ หิ นโร วิจกฺขโณ สกฺกโต พหุชนสฺส ปูชิโต นารีนํ วสงฺคโต น ภาสติ ราหุนา อุปหโตว จนฺทิมา ฯ |๓๑๓.๑๐| ยํ กเรยฺย กุปิโต ทิโส ทิสํ ทุฏฺฐจิตฺโตว สมาคตํ อรึ เตน ภิยฺโย พฺยสนํ นิคจฺฉติ นารีนํ วสงฺคโต อเปกฺขวา ฯ |๓๑๓.๑๑| เกสลูนนขฉินฺนตชฺชิตา ปาทปาณิกสทณฺฑตาฬิตา หีนเมวุปคตา หิ นาริโย ตา รมนฺติ กุณเปว มกฺขิกา ฯ |๓๑๓.๑๒| ตา กุเลสุ วิสิขนฺตเรสุ วา ราชธานีสุ นิคเมสุ วา ปน โอฑฺฑิตํ นมุจิปาสวาคุรํ จกฺขุมา ปริวชฺเชยฺย สุขตฺถิโก ฯ |๓๑๓.๑๓| โอสฺสชิตฺวา กุสลํ ตโปคุณํ โย อนริยจริตานิ มาจริ เทวตาหิ นิรยํ นิมิสฺสติ เฉทคามิมณิยํว วาณิโช ฯ |๓๑๓.๑๔| โส อิธ ครหิโต ปรตฺถ จ ทุมฺมตี อุปหโต สกมฺมุนา คจฺฉติ อนิยโต คลาคลํ ทุฏฺฐคทฺรภรโถว อุปฺปเถ ฯ |๓๑๓.๑๕| โส อุเปติ นิรยํ ปตาปนํ สตฺติสิมฺพลิวนญฺจ อายสํ อาวสิตฺวาน ติรจฺฉานโยนิยํ เปตราชวิสยํ น มุญฺจติ ฯ |๓๑๓.๑๖| ทิพฺยา ขิฑฺฑา รติโย จ นนฺทเน จกฺกวตฺติจริตญฺจ มานุเส นาสยนฺติ ปมุทา ปมาทินํ ทุคฺคติญฺจ ปฏิปาทยนฺติ นํ ฯ |๓๑๓.๑๗| ทิพฺยา ขิฑฺฑา รติโย น ทุลฺลภา จกฺกวตฺติจริตญฺจ มานุเส โสวณฺณพฺยมฺหนิลยา จ อจฺฉรา เย จรนฺติ ปมุทาหนตฺถิกา ฯ |๓๑๓.๑๘| กามธาตุสมติกฺกมา คติ รูปธาตุสมฺภโว น ทุลฺลโภ วีตราควิสยูปปตฺติ ยา เย จรนฺติ ปมุทาหนตฺถิกา ฯ |๓๑๓.๑๙| สพฺพทุกฺขสมติกฺกมํ สิวํ อจฺจนฺตํ อจลิตํ อสงฺขตํ นิพฺพุเตหิ สุจีหิ น ทุลฺลภํ เย จรนฺติ ปมุทาหนตฺถิกาติ ฯ

ได้ยินว่า ในครั้งนั้น พญานกกุณาละรู้แจ้งแล้ว ซึ่งเบื้องต้นท่ามกลาง และที่สุดแห่งคาถา ของนารทพราหมณ์ผู้ประเสริฐ จึงได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ในเวลานั้นว่า บัณฑิตพึงเจรจากับบุรุษผู้ถือดาบอย่างคมกล้า พึงเจรจากับปีศาจผู้ดุร้าย แม้จะพึงเข้าไปนั่งใกล้งูพิษร้าย แต่ไม่ควรเจรจากับหญิงตัวต่อตัว เพราะ ว่าหญิงเป็นผู้ย่ำยีจิตของโลก ถืออาวุธ คือ การฟ้อนรำ ขับร้องและการ เจรจา ย่อมเบียดเบียนบุรุษผู้ไม่ตั้งสติไว้ เหมือนหมู่รากษสที่เกาะเบียด เบียนพวกพ่อค้าฉะนั้น หญิงไม่มีวินัย ไม่มีสังวร ยินดีในน้ำเมาและ เนื้อสัตว์ ไม่สำรวม ผลาญทรัพย์ที่บุรุษหามาได้โดยยากให้ฉิบหาย เหมือนปลาติมิงคละกลืนกินมังกรในทะเล ฉะนั้น หญิงมีกามคุณ ๕ อัน น่ายินดี เป็นทำเลหากิน เป็นคนหยิ่ง จิตไม่เที่ยงตรง ไม่สำรวม ย่อม เข้าไปหาชายผู้ประมาทเหมือนแม่น้ำทั้งหลาย อันไหลไปสู่มหาสมุทร ฉะนั้น หญิงได้ชื่อว่าฆ่าชายด้วยราคะ และโทสะ เข้าไปหาชายคนใด เพราะความพอใจ เพราะความกำหนัด หรือเพราะต้องการทรัพย์ ย่อม เผาชายเช่นนั้นเสีย เช่นดังเปลวไฟ หญิงรู้ว่าชายมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก ย่อมเข้าไปหาชาย ยอมให้ทั้งทรัพย์และตนเอง ย่อมเกาะชายที่มีจิตถูก ราคะย้อม เหมือนเถาย่านทรายเกาะไม้สาละในป่า ฉะนั้น หญิงประดับ ร่างกายหน้าตาให้สวย เข้าไปหาชายด้วยความพอใจมีประการต่างๆ ทำ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ใช้มารยาตั้งร้อย เหมือนดังคนเล่นกลและอสุรินทรราหู หญิงประดับประดาด้วยทอง แก้วมณีและมุกดา ถึงจะมีคนสักการะและ รักษาไว้ในตระกูลสามี ก็ยังประพฤตินอกใจสามี ดังหญิงที่อยู่ใน ทรวงอก ประพฤตินอกใจทานพ ฉะนั้น จริงอยู่ นรชนผู้มีปัญญาเครื่อง พิจารณา แม้จะมีเดช มีมหาชนสักการะบูชา ถ้าตกอยู่ในอำนาจของ หญิงแล้ว ย่อมไม่รุ่งเรือง เหมือนพระจันทร์ ถูกราหูจับฉะนั้น โจรผู้มี จิตโกรธ คิดประทุษร้าย พึงกระทำแก่โจรอื่นซึ่งเป็นข้าศึกที่มาประจัญ หน้า ส่วนผู้ตกอยู่ในอำนาจหญิง ไม่มีอุเบกขา ย่อมเข้าถึงความ พินาศยิ่งกว่านั้นอีก หญิงถึงจะถูกชายฉุดกระชากลากผมและหยิกข่วน ด้วยเล็บ คุกคามทุบตีด้วยเท้า ด้วยมือและท่อนไม้ ก็กลับวิ่งเข้าหา เหมือนหมู่แมลงวันที่ซากศพ ฉะนั้น บุรุษผู้มีจักษุ คือปัญญา ปรารถนา ความสุขแก่ตน พึงเว้นหญิงเสียเหมือนกับบ่วงและข่ายที่ดักไว้ในสกุล ในถนนสายหนึ่ง ในราชธานี หรือในนิคม ผู้ใดสละเสียแล้วซึ่งตบะคุณ อันเป็นกุศล ประพฤติจริตอันมิใช่ของพระอริยะ ผู้นั้นต้องกลับจาก เทวโลกไปคลุกเคล้าอยู่กับนรก เหมือนพ่อค้าซื้อหม้อแตก ฉะนั้น บุรุษ ผู้ตกอยู่ในอำนาจของหญิง ย่อมถูกติเตียนทั้งในโลกนี้และโลกหน้า กรรมของตนกระทบแล้ว เป็นคนโง่เขลา ย่อมไปพลั้งๆ พลาดๆ โดย ไม่แน่นอน เหมือนรถที่เทียมด้วยลาโกง ย่อมไปผิดทาง ฉะนั้น ผู้ตกอยู่ ในอำนาจของหญิง ย่อมเข้าถึงนรกเป็นที่เผาสัตว์ให้รุ่มร้อน และนรกอัน มีป่าไม้งิ้ว มีหนามแหลมดังหอกเหล็ก แล้วมาในกำเนิดสัตว์ ดิรัจฉาน ย่อมไม่พ้นจากวิสัยเปรตและอสุรกาย หญิงย่อมทำลายความ เล่นหัว ความยินดี ความเพลิดเพลินอันเป็นทิพย์ และจักรพรรดิสมบัติ ในมนุษย์ของชายผู้ประมาทให้พินาศ และยังทำชายนั้นให้ถึงทุคติอีกด้วย ชายเหล่าใดไม่ต้องการหญิง ประพฤติพรหมจรรย์ ชายเหล่านั้นพึงได้ การเล่นหัว ความยินดีอันเป็นทิพย์ จักรพรรดิสมบัติในมนุษย์ และนาง เทพอัปสรอันอยู่ในวิมานทอง โดยไม่ยากเลย ชายเหล่าใดไม่ต้องการ หญิง ประพฤติพรหมจรรย์ ชายเหล่านั้นพึงได้คติที่ก้าวล่วงเสียซึ่ง กามธาตุ รูปธาตุ สมภพ และคติที่เข้าถึงวิสัยความปราศจากราคะ โดยไม่ยากเลย ชายเหล่าใดไม่ต้องการหญิง ประพฤติพรหมจรรย์ ชาย เหล่านั้นเป็นผู้ดับแล้ว สะอาด พึงได้นิพพานอันเกษม อันก้าวล่วงเสีย ซึ่งทุกข์ทั้งปวง ล่วงส่วน ไม่หวั่นไหว ไม่มีอะไรปรุงแต่ง โดยไม่ยาก เลย.

ข้อ ๓๑๔

กุณาโลหํ ตทา อาสึ อุทายี ปุสฺสโกกิโล อานนฺโท คิชฺฌราชาสิ สารีปุตฺโต จ นารโท ปริสา พุทฺธปริสา เอวํ ธาเรถ ชาตกนฺติ ฯ กุณาลชาตกํ จตุตฺถํ ฯ ---------

พญานกกุณาละในครั้งนั้นเป็นเรา พญานกดุเหว่าขาวเป็นพระอุทายี พญา แร้งเป็นพระอานนท์ นารทฤาษีเป็นพระสารีบุตร บริษัททั้งหลายเป็น พุทธบริษัท เธอทั้งหลายจงทรงจำกุณาลชาดกไว้อย่างนี้แล. จบ กุณาลชาดกที่ ๔

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/