อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๔๔๒

๒. มหาชนกชาดก

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๔๒–๔๘๑พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 40 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 40 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 173 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๒ มหาชนกชาตกํ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๐ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ ๒. มหาชนกชาดก พระมหาชนกทรงบำเพ็ญวิริยบารมี

ข้อ ๔๔๒

โกยํ มชฺเฌ สมุทฺทสฺมึ อปสฺสนฺตีรมายุเห กึ ตฺวํ อตฺถวสํ ญตฺวา เอวํ วายามเส ภุสํ ฯ

ใครนี่ เมื่อมองไม่เห็นฝั่ง ก็ยังกระทำความเพียรว่ายอยู่ในท่ามกลางมหา- สมุทร ท่านรู้อำนาจประโยชน์อะไร จึงพยายามว่ายอยู่อย่างนี้นัก.

ข้อ ๔๔๓

นิสมฺม วตฺตํ โลกสฺส วายมสฺส จ เทวเต ตสฺมา มชฺเฌ สมุทฺทสฺมึ อปสฺสนฺตีรมายุเห ฯ

ดูกรเทวดา เราพิจารณาเห็นวัตรของโลกและอานิสงส์แห่งความพยายาม เพราะฉะนั้น ถึงจะไม่เห็นฝั่ง เราก็ต้องพยายามว่ายอยู่ในท่ามกลาง มหาสมุทร.

ข้อ ๔๔๔

คมฺภีเร อปฺปเมยฺยสฺมึ ตีรํ ยสฺส น ทิสฺสติ โมโฆ เต ปุริสวายาโม อปฺปตฺวาว มริสฺสสิ ฯ

ฝั่งมหาสมุทรอันลึกประมาณไม่ได้ ย่อมไม่ปรากฏ ความพยายามอย่าง ลูกผู้ชายของท่านย่อมเปล่าประโยชน์ ท่านยังไม่ทันจะถึงฝั่งก็จักต้องตาย เป็นแน่.

ข้อ ๔๔๕

อนโณ ญาตีนํ โหติ เทวานํ ปิตุนญฺจ โส กรํ ปุริสกิจฺจานิ น จ ปจฺฉานุตปฺปติ ฯ

บุคคลผู้กระทำความเพียรอยู่ แม้จะตาย ก็ชื่อว่าไม่เป็นหนี้ คือ ไม่ถูก ติเตียนในระหว่างหมู่ญาติ เทวดาและพรหมทั้งหลาย อนึ่ง บุคคลเมื่อ กระทำกิจของบุรุษอยู่ ย่อมไม่เดือดร้อนในภายหลัง.

ข้อ ๔๔๖

อปารเณยฺยํ ยํ กมฺมํ อผลํ กิลมถุทฺทยํ ตตฺถ โก วายเมนตฺโถ มจฺจุ ยสฺสาภินิปฺผตํ ฯ

การงานอันใดยังไม่ถึงที่สุดด้วยความพยายาม การงานอันนั้นก็ไร้ผล มี ความลำบากเกิดขึ้น ความปรากฏแก่บุคคลผู้กระทำความพยายามในอัน มิใช่ฐานะใด จะมีประโยชน์อะไรด้วยความพยายามในอันมิใช่ฐานะนั้น.

ข้อ ๔๔๗

|๔๔๗.๑| อปารเณยฺยมจฺจนฺตํ โย วิทิตฺวาน เทวเต น รกฺเข อตฺตโน ปาณํ ชญฺญา โส ยทิ หาปเย ฯ |๔๔๗.๒| อธิปฺปายผลํ เอเก อสฺมึ โลกสฺมิ เทวเต ปโยชยนฺติ กมฺมานิ ตานิ อิชฺฌนฺติ วา น วา ฯ |๔๔๗.๓| สนฺทิฏฺฐิกํ กมฺมผลํ นนุ ปสฺสสิ เทวเต สนฺนา อญฺเญ ตรามหํ ตญฺจ ปสฺสามิ สนฺติเก ฯ |๔๔๗.๔| โส อหํ วายมิสฺสามิ ยถาสตฺติ ยถาพลํ คจฺฉํ ปารํ สมุทฺทสฺส กสฺสํ ปุริสการิยํ ฯ

ดูกรเทวดา ผู้ใดรู้แจ้งว่า การงานนี้ยังไม่ถึงที่สุดด้วยความพยายามแล้ว ไม่ป้องกันอันตราย ชื่อว่าไม่พึงรักษาชีวิตของตน ถ้าผู้นั้นพึงละความ เพียรในฐานะเช่นนั้นเสีย ก็จะพึงรู้ผลแห่งความเกียจคร้านนั้น ดูกร เทวดา คนบางพวกในโลกนี้ เห็นอยู่ซึ่งผลแห่งความประสงค์ จึง ประกอบการงานทั้งหลาย การงานเหล่านั้นจะสำเร็จก็ตาม ไม่สำเร็จก็ตาม ดูกรเทวดา ท่านย่อมเห็นผลแห่งการงานอันประจักษ์แก่ตนแล้วมิใช่หรือ คนอื่นๆ พากันจมลงในมหาสมุทร เราคนเดียวเท่านั้นพยายามว่ายข้ามอยู่ และได้เห็นท่านมาสถิตอยู่ใกล้เรา เรานั้นจักพยายามตามสติกำลังจักทำ ความเพียรที่บุรุษพึงกระทำ ไปให้ถึงฝั่งแห่งมหาสมุทร.

ข้อ ๔๔๘

โย ตฺวํ เอวํ คเต โอเฆ อปฺปเมยฺเย มหณฺณเว ธมฺมวายามสมฺปนฺโน กมฺมุนา นาวสีทติ โส ตฺวํ ตตฺเถว คจฺฉาหิ ยตฺถ เต นิรโต มโน ฯ

ท่านใดถึงพร้อมด้วยความพยายามโดยธรรม ไม่จมลงในห้วงมหรรณพ ทั้งลึก ทั้งกว้างเห็นปานนี้ ด้วยการกระทำความเพียรของบุรุษ ท่านนั้น จงไปในสถานที่ซึ่งใจของท่านยินดีเถิด.

ข้อ ๔๔๙

สุริยุคฺคมเน นิธิ อโถ โอคฺคมเน นิธิ อนฺโต นิธิ พหิ นิธิ น อนฺโต น พหิ นิธิ อาโรหเน มหานิธิ อโถ โอโรหเน นิธิ จตูสุ มหาสาเลสุ สมนฺตา โยชเน นิธิ ทนฺตคฺเคสุ มหานิธิ พาลคฺเคสุ จ เกปุเก รุกฺขคฺเคสุ มหานิธิ โสฬเสเต มหานิธี สหสฺสถาโม ปลฺลงฺโก สีวลาราธเนน จ ฯ

ขุมทรัพย์ใหญ่ ๑๖ ขุมนี้ คือ ขุมทรัพย์ที่อาทิตย์ขึ้น ๑ ขุมทรัพย์ที่ อาทิตย์ตก ๑ ขุมทรัพย์ภายใน ๑ ขุมทรัพย์ภายนอก ๑ ขุมทรัพย์ไม่ใช่ ภายในไม่ใช่ภายนอก ๑ ขุมทรัพย์ขาขึ้น ๑ ขุมทรัพย์ขาลง ๑ ขุมทรัพย์ ที่ไม้รังทั้งสี่ ๑ ขุมทรัพย์ในที่หนึ่งโยชน์โดยรอบ ๑ ขุมทรัพย์ที่ปลายงา ทั้งสอง ๑ ขุมทรัพย์ที่ปลายทาง ๑ ขุมทรัพย์ที่น้ำ ๑ ขุมทรัพย์ที่ยอด ต้นไม้ ๑ ธนูหนักพันแรงคน ๑ บัลลังก์สี่เหลี่ยมหัวนอนอยู่เหลี่ยม ไหน ๑ คนผู้ยังเจ้าหญิงสีวลีให้ยินดี ๑.

ข้อ ๔๕๐

|๔๕๐.๑| อาสึเสเถว ปุริโส น นิพฺพินฺเทยฺย ปณฺฑิโต ปสฺสามิ โวหํ อตฺตานํ ยถา อิจฺฉึ ตถา อหุ ฯ |๔๕๐.๒| อาสึเสเถว ปุริโส น นิพฺพินฺเทยฺย ปณฺฑิโต ปสฺสามิ โวหํ อตฺตานํ อุทกา ถลมุพฺภตํ ฯ |๔๕๐.๓| วายเมเถว ปุริโส น นิพฺพินฺเทยฺย ปณฺฑิโต ปสฺสามิ โวหํ อตฺตานํ ยถา อิจฺฉึ ตถา อหุ ฯ |๔๕๐.๔| วายเมเถว ปุริโส น นิพฺพินฺเทยฺย ปณฺฑิโต ปสฺสามิ โวหํ อตฺตานํ อุทกา ถลมุพฺภตํ ฯ |๔๕๐.๕| ทุกฺขูปนีโตปิ นโร สปญฺโญ อาสํ น ฉินฺเทยฺย สุขาคมาย พหู หิ ผสฺสา อหิตา หิตา จ อวิตกฺกิตาโร มจฺจุมุปฺปชฺชนฺติ ฯ |๔๕๐.๖| อจินฺติตมฺปิ ภวติ จินฺติตมฺปิ วินสฺสติ น หิ จินฺตามยา โภคา อิตฺถิยา ปุริสสฺส วา ฯ

บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงหวังร่ำไป ไม่พึงเบื่อหน่าย เราเห็นตนได้เป็นพระ- ราชาตามที่เราปรารถนา บุรุษเป็นบัณฑิต พึงหวังร่ำไป ไม่พึงเบื่อหน่าย เราเห็นตนอันน้ำพัดไปสู่บก บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงพยายามร่ำไป ไม่พึง เบื่อหน่าย เราเห็นตนได้เป็นพระราชาตามที่เราปรารถนา บุรุษผู้เป็น บัณฑิตพึงพยายามร่ำไป ไม่พึงเบื่อหน่าย เราเห็นตนอันน้ำพัดไปสู่บก นรชนผู้มีปัญญาแม้อันทุกข์ถูกต้องแล้ว ไม่พึงตัดความหวังเพื่อการมา แห่งความสุขเสีย จริงอยู่ บุคคลเป็นอันมาก อันผัสสะที่ไม่เป็น ประโยชน์กระทบกระทั่งก็ดี อันผัสสะที่เป็นประโยชน์กระทบกระทั่งก็ดี บุคคลเหล่านั้นไม่ตรึกถึงความข้อนี้ จึงเข้าถึงความตาย ความคิดที่ยังมิได้ คิดก็มีอยู่บ้าง ความคิดที่คิดแล้วเสื่อมหายไปบ้าง โภคะทั้งหลายของ สตรีหรือบุรุษ หาสำเร็จด้วยความคิดไม่.

ข้อ ๔๕๑

|๔๕๑.๑| อโปราณํ วต โภ ราชา สพฺพภุมฺโม ทิสํปติ นาชฺช นจฺเจ นิสาเมติ น คีเต กุรุเต มโน ฯ |๔๕๑.๒| น มิเค นปิ อุยฺยาเน นปิ หํเส อุทิกฺขติ มูโคว ตุณฺหีมาสีโน น อตฺถมนุสาสติ ฯ

ดูกรท่านผู้เจริญ พระราชาผู้ครอบครองภาคพื้นทั้งปวง ผู้เป็นใหญ่ในทิศ ไม่ทรงเป็นเหมือนแต่ก่อน บัดนี้ไม่ทอดพระเนตรการฟ้อนรำ ไม่ทรง ใส่พระทัยในการขับร้อง ไม่ทอดพระเนตรฝูงเนื้อ ไม่เสด็จประพาส พระราชอุทยาน ไม่ทอดพระเนตรฝูงหงส์ พระองค์ประทับนิ่งเฉยเหมือน คนใบ้ ไม่ทรงว่าราชการอะไรๆ.

ข้อ ๔๕๒

|๔๕๒.๑| สุขกามา รโหสีลา วคฺคพนฺธา อปารุตา กสฺส นุ อชฺช อาราเม ทหรา วุฑฺฒา จ อจฺฉเร |๔๕๒.๒| อติกฺกนฺตวนถา ธีรา นโม เตสํ มเหสินํ เย อุสฺสุกฺกมฺหิ โลกมฺหิ วิหรนฺติ อนุสฺสุกา |๔๕๒.๓| เต เฉตฺวา มจฺจุโน ชาลํ ตนฺตํ มายาวิโน ทฬฺหํ สนฺทาลยนฺตา คจฺฉนฺติ โก เตสํ คติมาปเย ฯ

นักปราชญ์ทั้งหลายผู้ใคร่ความสุข มีศีลอันปกปิด ปราศจากเครื่องผูก คือ กิเลส ทั้งหนุ่มทั้งแก่ มีตัณหาอันก้าวล่วงแล้ว อยู่ ณ อารามของ ใครหนอในวันนี้ ข้าพเจ้าขอนอบน้อมนักปราชญ์เหล่านั้น ผู้แสวงหา คุณใหญ่ นักปราชญ์เหล่าใดเป็นผู้ไม่ขวนขวายอยู่ในโลก อันถึงซึ่งความ ขวนขวาย นักปราชญ์เหล่านั้นตัดเสียซึ่งข่าย คือ ตัณหาอันมั่นคงแห่ง มฤตยูผู้มีมารยาอย่างยิ่ง ทำลายเสียด้วยญาณไปอยู่ ใครจะพึงนำเราไป ให้ถึงสถานที่อยู่แห่งนักปราชญ์เหล่านั้นได้.

ข้อ ๔๕๓

|๔๕๓.๑| กทาหํ มิถิลํ ผีตํ วิภตฺตํ ภาคโส มิตํ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๒| กทาหํ มิถิลํ ผีตํ วิสาลํ สพฺพโต ปภํ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๓| กทาหํ มิถิลํ ผีตํ พหุปาการโตรณํ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๔| กทาหํ มิถิลํ ผีตํ ทฬฺหมฏฺฏาลโกฏฺฐกํ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๕| กทาหํ มิถิลํ ผีตํ สุวิภตฺตํ มหาปถํ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๖| กทาหํ มิถิลํ ผีตํ สุวิภตฺตนฺตราปณํ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๗| กทาหํ มิถิลํ ผีตํ ควสฺสรถปีฬิตํ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๘| กทาหํ มิถิลํ ผีตํ อารามวนมาลินึ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๙| กทาหํ มิถิลํ ผีตํ อุยฺยานวนมาลินึ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๑๐| กทาหํ มิถิลํ ผีตํ ปาสาทวรมาลินึ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๑๑| กทาหํ มิถิลํ ผีตํ ติปุรํ ราชพนฺธุนึ มาปิตํ โสมนสฺเสน เวเทเหน ยสสฺสินา ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๑๒| กทาหํ วิเทเห ผีเต นิจิเต ธมฺมรกฺขิเต ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๑๓| กทาหํ วิเทเห ผีเต อเชยฺเย ธมฺมรกฺขิเต ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๑๔| กทาหํ อนฺเตปุรํ รมฺมํ วิภตฺตํ ภาคโส มิตํ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๑๕| กทาหํ อนฺเตปุรํ รมฺมํ สุธามตฺติกเลปนํ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๑๖| กทาหํ อนฺเตปุรํ รมฺมํ สุจิคนฺธํ มโนรมํ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๑๗| กทาหํ กูฏาคาเร จ วิภตฺเต ภาคโส มิเต ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๑๘| กทาหํ กูฏาคาเร จ สุธามตฺติกเลปเน ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๑๙| กทาหํ กูฏาคาเร จ สุจิคนฺเธ มโนรเม ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๒๐| กทาหํ กูฏาคาเร จ ลิตฺเต จนฺทนโผสิเต ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๒๑| กทาหํ สุวณฺณปลฺลงฺเก โคณเก จิตฺตสนฺถเต ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๒๒| กทาหํ มณิปลฺลงฺเก โคณเก จิตฺตสนฺถเต ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๒๓| กทาหํ กปฺปาสโกเสยฺยํ โขมโกทุมฺพรานิ จ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๒๔| กทาหํ โปกฺขรณี รมฺมา จากวากปกูชิตา มณฺฑาลเกหิ สญฺฉนฺนา ปทุมุปฺปลเกหิ จ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๒๕| กทาหํ หตฺถิคุมฺเพ จ สพฺพาลงฺการภูสิเต สุวณฺณกจฺเฉ มาตงฺเค เหมกปฺปนิวาสเส |๔๕๓.๒๖| อารุเฬฺห คามนีเยภิ โตมรงฺกุสปาณิภิ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๒๗| กทาหํ อสฺสคุมฺเพ จ สพฺพาลงฺการภูสิเต อาชานีเยว ชาติยา สินฺธเว สีฆวาหเน |๔๕๓.๒๘| อารุเฬฺห คามนีเยภิ อินฺทิยาจาปธาริภิ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๒๙| กทาหํ รถเสนิโย สนฺนทฺเธ อุสฺสิตทฺธเช ทีเป อโถปิ เวยฺยคฺเฆ สพฺพาลงฺการภูสิเต |๔๕๓.๓๐| อารุเฬฺห คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๓๑| กทาหํ โสวณฺณรเถ สนฺนทฺเธ อุสฺสิตทฺธเช ทีเป อโถปิ เวยฺยคฺเฆ สพฺพาลงฺการภูสิเต |๔๕๓.๓๒| อารุเฬฺห คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๓๓| กทาหํ สชฺฌุรเถ จ สนฺนทฺเธ อุสฺสิตทฺธเช ทีเป อโถปิ เวยฺยคฺเฆ สพฺพาลงฺการภูสิเต |๔๕๓.๓๔| อารุเฬฺห คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๓๕| กทาหํ อสฺสรเถ จ สนฺนทฺเธ อุสฺสิตทฺธเช ทีเป อโถปิ เวยฺยคฺเฆ สพฺพาลงฺการภูสิเต |๔๕๓.๓๖| อารุเฬฺห คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๓๗| กทาหํ โอฏฺฐรเถ จ สนฺนทฺเธ อุสฺสิตทฺธเช ทีเป อโถปิ เวยฺยคฺเฆ สพฺพาลงฺการภูสิเต |๔๕๓.๓๘| อารุเฬฺห คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๓๙| กทาหํ โคณรเถ จ สนฺนทฺเธ อุสฺสิตทฺธเช ทีเป อโถปิ เวยฺยคฺเฆ สพฺพาลงฺการภูสิเต |๔๕๓.๔๐| อารุเฬฺห คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๔๑| กทาหํ อชรเถ จ สนฺนทฺเธ อุสฺสิตทฺธเช ทีเป อโถปิ เวยฺยคฺเฆ สพฺพาลงฺการภูสิเต |๔๕๓.๔๒| อารุเฬฺห คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๔๓| กทาหํ เมณฺฑรเถ จ สนฺนทฺเธ อุสฺสิตทฺธเช ทีเป อโถปิ เวยฺยคฺเฆ สพฺพาลงฺการภูสิเต |๔๕๓.๔๔| อารุเฬฺห คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๔๕| กทาหํ มิครเถ จ สนฺนทฺเธ อุสฺสิตทฺธเช ทีเป อโถปิ เวยฺยคฺเฆ สพฺพาลงฺการภูสิเต |๔๕๓.๔๖| อารุเฬฺห คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๔๗| กทาหํ หตฺถาโรเห จ สพฺพาลงฺการภูสิเต นีลจมฺมธเร สูเร โตมรงฺกุสปาณิโน ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๔๘| กทาหํ อสฺสาโรเห จ สพฺพาลงฺการภูสิเต นีลจมฺมธเร สูเร อินฺทิยาจาปธาริโน ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๔๙| กทาหํ รถาโรเห จ สพฺพาลงฺการภูสิเต นีลจมฺมธเร สูเร จาปหตฺเถ กลาปิโน ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๕๐| กทาหํ ธนุคฺคเห จ สพฺพาลงฺการภูสิเต นีลจมฺมธเร สูเร จาปหตฺเถ กลาปิโน ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๕๑| กทาหํ ราชปุตฺเต จ สพฺพาลงฺการภูสิเต จิตฺรจมฺมธเร สูเร กญฺจนาเวฬุธาริโน ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๕๒| กทาหํ อริยคเณ วตฺถวนฺเต อลงฺกเต หริจนฺทนลิตฺตงฺเค กาสิกุตฺตมธาริโน ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๕๓| กทาหํ อมจฺจคเณ สพฺพาลงฺการภูสิเต ปีตจมฺมธเร สูเร ปุรโต คจฺฉมาลิโน ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๕๔| กทาหํ สตฺตสตา ภริยา สพฺพาลงฺการภูสิตา ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๕๕| กทาหํ สตฺตสตา ภริยา สุสญฺญา ตนุมชฺฌิมา ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๕๖| กทาหํ สตฺตสตา ภริยา อสฺสวา ปิยภาณินี ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๕๗| กทาหํ สตปลกํสํ โสวณฺณํ สตราชิกํ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๕๘| กทา สุ มํ หตฺถิคุมฺพา สพฺพาลงฺการภูสิตา สุวณฺณกจฺฉา มาตงฺคา เหมกปฺปนิวาสสา |๔๕๓.๕๙| อารุฬฺหา คามนีเยภิ โตมรงฺกุสปาณิภิ ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๖๐| กทา สุ มํ อสฺสคุมฺพา สพฺพาลงฺการภูสิตา อาชานียาว ชาติยา สินฺธวา สีฆวาหนา |๔๕๓.๖๑| อารุฬฺหา คามนีเยภิ อินฺทิยาจาปธาริภิ ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๖๒| กทา สุ มํ รถเสนิโย สนฺนทฺธา อุสฺสิตทฺธชา ทีปา อโถปิ เวยฺยคฺฆา สพฺพาลงฺการภูสิตา |๔๕๓.๖๓| อารุฬฺหา คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๖๔| กทา สุ มํ สุวณฺณรถา สนฺนทฺธา อุสฺสิตทฺธชา ทีปา อโถปิ เวยฺยคฺฆา สพฺพาลงฺการภูสิตา |๔๕๓.๖๕| อารุฬฺหา คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๖๖| กทา สุ มํ สชฺฌุรถา สนฺนทฺธา อุสฺสิตทฺธชา ทีปา อโถปิ เวยฺยคฺฆา สพฺพาลงฺการภูสิตา |๔๕๓.๖๗| อารุฬฺหา คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๖๘| กทา สุ มํ อสฺสรถา สนฺนทฺธา อุสฺสิตทฺธชา ทีปา อโถปิ เวยฺยคฺฆา สพฺพาลงฺการภูสิตา |๔๕๓.๖๙| อารุฬฺหา คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๗๐| กทา สุ มํ โอฏฺฐรถา สนฺนทฺธา อุสฺสิตทฺธชา ทีปา อโถปิ เวยฺยคฺฆา สพฺพาลงฺการภูสิตา |๔๕๓.๗๑| อารุฬฺหา คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๗๒| กทา สุ มํ โคณรถา สนฺนทฺธา อุสฺสิตทฺธชา ทีปา อโถปิ เวยฺยคฺฆา สพฺพาลงฺการภูสิตา |๔๕๓.๗๓| อารุฬฺหา คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๗๔| กทา สุ มํ อชรถา สนฺนทฺธา อุสฺสิตทฺธชา ทีปา อโถปิ เวยฺยคฺฆา สพฺพาลงฺการภูสิตา |๔๕๓.๗๕| อารุฬฺหา คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๗๖| กทา สุ มํ เมณฺฑรถา สนฺนทฺธา อุสฺสิตทฺธชา ทีปา อโถปิ เวยฺยคฺฆา สพฺพาลงฺการภูสิตา |๔๕๓.๗๗| อารุฬฺหา คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๗๘| กทา สุ มํ มิครถา สนฺนทฺธา อุสฺสิตทฺธชา ทีปา อโถปิ เวยฺยคฺฆา สพฺพาลงฺการภูสิตา |๔๕๓.๗๙| อารุฬฺหา คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๘๐| กทา สุ มํ หตฺถาโรหา สพฺพาลงฺการภูสิตา นีลจมฺมธรา สูรา โตมรงฺกุสปาณิโน ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๘๑| กทา สุ มํ อสฺสาโรหา สพฺพาลงฺการภูสิตา นีลจมฺมธรา สูรา อินฺทิยาจาปธาริโน ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๘๒| กทา สุ มํ รถาโรหา สพฺพาลงฺการภูสิตา นีลจมฺมธรา สูรา จาปหตฺถา กลาปิโน ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๘๓| กทา สุ มํ ธนุคฺคหา สพฺพาลงฺการภูสิตา นีลจมฺมธรา สูรา จาปหตฺถา กลาปิโน ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๘๔| กทา สุ มํ ราชปุตฺตา สพฺพาลงฺการภูสิตา จิตฺรจมฺมธรา สูรา กญฺจนาเวฬธาริโน ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๘๕| กทา สุ มํ อริยคณา วตฺถวนฺตา อลงฺกตา หริจนฺทนลิตฺตงฺคา กาสิกุตฺตมธาริโน ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๘๖| กทา สุ มํ อมจฺจคณา สพฺพาลงฺการภูสิตา ปีตจมฺมธรา สูรา ปุรโต คจฺฉมาลินี ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๘๗| กทา สุ มํ สตฺตสตา ภริยา สพฺพาลงฺการภูสิตา ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๘๘| กทา สุ มํ สตฺตสตา ภริยา สุสญฺญา ตนุมชฺฌิมา ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๘๙| กทา สุ มํ สตฺตสตา ภริยา อสฺสวา ปิยภาณินี ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๙๐| กทาหํ ปตฺตํ คเหตฺวาน มุณฺโฑ สงฺฆาฏิปารุโต ปิณฺฑิกาย จริสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๙๑| กทาหํ ปํสุกูลานํ อุชฺฌิตานํ มหาปเถ สงฺฆาฏึ ธารยิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๙๒| กทาหํ สตฺตาหํ เมเฆ โอวุฏฺเฐ อลฺลจีวโร ปิณฺฑิกาย จริสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๙๓| กทาหํ สพฺพณฺหํ คนฺตฺวา รุกฺขา รุกฺขํ วนา วนํ อนเปกฺโข จริสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๙๔| กทาหํ คิริทุคฺเคสุ ปหีนภยเภรโว อทุติโย คมิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๙๕| กทาหํ วีณรุชฺชโกว สตฺตตนฺตึ มโนรมํ จิตฺตํ อุชุํ กริสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๕๓.๙๖| กทาหํ รถกาโรว ปริกนฺตํ อุปาหนํ กามสํโยชเน เฉจฺฉํ เย ทิพฺเพ เย จ มานุเส ฯ

เมื่อไรเราจึงจักละพระนครมิถิลาอันบริบูรณ์ ซึ่งนายช่างผู้ฉลาดจัดการ สร้างแบ่งไว้เป็นส่วนๆ ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไร หนอ เมื่อไรเราจึงจักละพระนครมิถิลาอันบริบูรณ์กว้างขวางรุ่งเรืองโดย ประการทั้งปวง ออกบวชได้ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไร เราจึงจักละพระนครมิถิลาอันสมบูรณ์ ซึ่งมีปราการและเสาค่ายเรียงราย ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละ พระนครมิถิลาอันบริบูรณ์ ซึ่งมีป้อมคูและซุ้มประตูมั่นคง ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละพระนครมิถิลาอัน บริบูรณ์ มีทางหลวงหลายสายตัดไว้เรียบร้อย ออกบวชได้ ความดำรินั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจักละพระนครมิถิลาอันบริบูรณ์ ซึ่ง จัดร้านตลาดไว้เรียบร้อย ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไร หนอ เมื่อไรเราจึงจักละพระนครมิถิลาอันบริบูรณ์ ซึ่งมีโค ม้า และรถ เบียดเสียดกัน ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จเมื่อไรหนอ เมื่อไร เราจึงจักละพระนครมิถิลาอันบริบูรณ์ มีสวนสาธารณะและวนสถาน เป็นระเบียบเรียบร้อย ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละพระนครมิถิลาอันบริบูรณ์ มีหมู่ไม้ในพระราชอุทยาน เป็นระเบียบเรียบร้อย ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละพระนครมิถิลาอันบริบูรณ์ มีปราสาทราชมนเทียรอัน งดงาม เป็นระเบียบเรียบร้อย ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้ เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละพระนครมิถิลาอันบริบูรณ์ มีปราการสาม ชั้น พรั่งพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ อันพระเจ้าวิเทหราชผู้เรืองยศ พระนามว่าโสมนัสทรงสร้างไว้ ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้ เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละวิเทหรัฐอันบริบูรณ์ มีการสะสมธัญญา- หารเป็นต้นไว้พร้อมมูล อันพระเจ้าวิเทหราชทรงปกครองโดยธรรม ออก บวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละวิเทหรัฐ อันบริบูรณ์ อันอริราชศัตรูไม่สามารถผจญได้ อันพระเจ้าวิเทหราชทรง ปกครองโดยธรรม ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละพระราชมนเทียรอันน่ารื่นรมย์ ที่นายช่างผู้ชาญฉลาด จัดสร้างไว้เป็นส่วนๆ ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละพระราชมนเทียรอันน่ารื่นรมย์ ที่ฉาบทาด้วยปูนขาว และดินเหนียว ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อ ไรเราจึงจักละพระราชมนเทียรอันรื่นรมย์ มีกลิ่นหอมฟุ้งจรุงใจ ออก บวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละพระ- ตำหนักยอด อันนายช่างผู้ชาญฉลาดจัดสร้างไว้เป็นส่วนๆ ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละพระตำหนักยอด อันฉาบทาด้วยปูนขาวและดินเหนียว ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จ ได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละพระตำหนักยอด อันมีกลิ่นหอมฟุ้งจรุง ใจ ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละ พระตำหนักยอด อันนายช่างผู้ชาญฉลาดทาสีไว้สวยงาม ประพรมด้วย จุรณแก่นจันทน์ ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละบัลลังก์ทองอันลาดด้วยผ้าโกเชาว์อย่างวิจิตร ออกบวช ได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละบัลลังก์แก้ว มณีอันลาดด้วยผ้าโกเชาว์อย่างวิจิตร ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จ ได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละผ้าฝ้าย ผ้าไหม ผ้าโขมพัสตร์ ออก บวชได้ ผ้าโกทุมพรพัสตร์ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไร เราจึงจักละสระโบกขรณีอันน่ารื่นรมย์ มีนกจากพรากมาส่งเสียงพร่ำ- เพรียกอยู่ ดาดาษด้วยดอกมณฑา ดอกปทุม และดอกอุบล ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละกองช้างอันประดับ ประดาด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง มีสายรัดทองคำ เป็นช้างตระกูลมาตังคะ มีเครื่องปกตระพองและตาข่ายทอง มีนายควาญผู้ถือโตมรและของ้าว ขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไร จึงจักละกองม้าอันประดับประดาด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง เป็นม้าต้น ตระกูลสินธพชาติอาชาไนย เป็นพาหนะเร็ว อันนายสารถีถือแส้และ ธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไร เราจึงจักละกองรถอันผูกสอดเครื่องรบ ติดธงประจำหุ้มด้วยหนังเสือ เหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง อันนายสารถี สวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้ เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละรถทองมีเครื่องครบครัน ติดธงประจำหุ้ม ด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง อันนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้ ความดำรินั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละรถเงิน ... รถม้า ... รถอูฐ ... รถโค ... รถแกะ ... รถแพะ ... รถมฤค ซึ่งมีเครื่องครบครัน ติดธงประจำหุ้ม ด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวงอัน นายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นประจำ ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จ ได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละกองฝึกช้างผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการ ทั้งปวง สวมเกราะเขียว กล้าหาญ ถือโตมรและของ้าว ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละกองม้า ... กองฝึก รถอันประดับเครื่องอลังการทั้งปวง สวมเกราะเขียว กล้าหาญ ถือธนู และแล่ง ... กองธนู อันประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง สวมเกราะเขียว กล้าหาญ ถือธนูและแล่ง ... พวกราชบุตรผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการ ทั้งปวง สวมเกราะอันวิจิตร กล้าหาญ ถือกฤตทอง ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละหมู่พราหมณ์ผู้- ครองผ้า ประดับประดา ลูบไล้ตัวด้วยจุรณจันทน์เหลือง ทรงผ้าเนื้อดีอัน มาแต่แคว้นกาสี ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละหมู่อำมาตย์ผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง สวม เกราะเหลือง กล้าหาญ เดินไปข้างหน้าเป็นระเบียบเรียบร้อย ออกบวช ได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละนางสนม- กำนัลประมาณ ๗๐๐ คน อันประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง ออก บวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละนาง สนมกำนัลประมาณ ๗๐๐ คน ผู้ละมุนละไมสะโอดสะอง ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละนางสนมกำนัล ประมาณ ๗๐๐ คน ผู้ว่านอนสอนง่าย เจรจาไพเราะน่ารัก ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักละถาดทองคำหนัก ร้อยปัลละ จำหลักลวดลายตั้งร้อย ออกบวชได้ ความดำรินั้นจักสำเร็จ ได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรหนอกองช้างอันประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง มีสายรัดทองคำ เป็นช้างตระกูลมาตังคะ มีเครื่องปกกะพองและตาข่าย ทอง อันนายควาญผู้ถือโตมรและของ้าวขึ้นขี่ประจำ ที่เคยขี่ติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรกองม้าอัน ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง เป็นม้าต้นตระกูลสินธพชาติอาชาไนย เป็นพาหนะเร็ว อันนายสารถีถือแส้และธนูขึ้นขี่ประจำ ที่เคยติดตาม เรา จึงจักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรกอง- รถ ซึ่งผูกสอดเครื่องรบติดธงประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือ- โคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง อันนายสารถีสวมเกราะถือธนู ขึ้นขี่ประจำ ที่เคยติดตามเรา จึงจักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จ ได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรรถทองซึ่งมีเครื่องครบครัน ติดธงประจำหุ้มด้วย หนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง อันนาย สารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ ที่เคยติดตามเรา จึงจักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรรถเงิน ... รถม้า ... รถอูฐ ... รถโค ... รถแพะ ... รถแกะ ... รถมฤค ซึ่งมีเครื่องครบครัน ติดธงประจำหุ้มด้วย หนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง อันนาย สารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ ที่เคยติดตามเรา จึงจักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจึงจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรกองฝึกช้าง ผู้ประดับด้วย เครื่องอลังการทั้งปวง สวมเกราะเขียว กล้าหาญ ถือโตมรและของ้าว ซึ่งเคยติดตามเรา จึงจักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไร หนอ เมื่อไรกองฝึกม้า อันประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง สวม เกราะเขียว กล้าหาญ ถือแส้และธนู ... กองฝึกรถ อันประดับด้วยเครื่อง อลังการทั้งปวง สวมเกราะเขียว กล้าหาญ ถือธนูและแล่งธนู ... กองฝึก ธนู ... พวกราชบุตร ผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง สวมเกราะอัน วิจิตร กล้าหาญ ถือกฤตทอง ซึ่งเคยติดตามเรา จึงจักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรหมู่พราหมณ์ผู้ครองผ้า ประ- ดับประดา ลูบไล้ตัวด้วยจุรณจันทน์เหลือง ทรงผ้าเนื้อดีแคว้นกาสี ซึ่งเคยติดตามเรา จึงจักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไร หนอ เมื่อไรหมู่อำมาตย์ผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง สวมเกราะ เหลือง กล้าหาญ เดินไปข้างหน้าเป็นระเบียบเรียบร้อย ซึ่งเคยติดตาม เรา จึงจักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไร นางสนมกำนัลประมาณ ๗๐๐ คน ผู้ประดับประดาด้วยเครื่องอลังการ ทั้งปวง ซึ่งเคยติดตามเรา จึงจักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้ เมื่อไรหนอ เมื่อไรนางสนมกำนัลประมาณ ๗๐๐ คน ผู้ละมุนละไม สะโอดสะอง ที่เคยติดตามเรา จึงจักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจัก สำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรนางสนมกำนัลประมาณ ๗๐๐ คน ผู้ว่านอน สอนง่าย เจรจาไพเราะน่ารัก ซึ่งเคยติดตามเรา จึงจักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักได้ปลงผมห่มผ้า สังฆาฏิอุ้มบาตรเที่ยวบิณฑบาต ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจักได้ทรงผ้าสังฆาฏิอันทำด้วยผ้าบังสุกุล ซึ่งเขาทิ้งไว้ที่หนทาง ใหญ่ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรฝนตกตลอด ๗ วัน เราจึงจักมีจีวรเปียกชุ่มเที่ยวบิณฑบาต ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไร หนอ เมื่อไรเราจึงจักได้จาริกไปตามต้นไม้ตามราวป่า ตลอดทั้งกลางวัน กลางคืน เที่ยวไปโดยไม่ต้องห่วงหลัง ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไร หนอ เมื่อไรเราจึงจักละความกลัวและความขลาดได้เด็ดขาด เที่ยวไป ผู้เดียว ไม่มีเพื่อนสอง ตามซอกเขาและลำธาร ความดำรินั้นจักสำเร็จ ได้เมื่อไรหนอ เมื่อไรเราจึงจักได้ทำจิตให้ตรง ดังคนดีดพิณ ดีดสาย- พิณทั้ง ๗ สายให้เป็นเสียงรื่นรมย์ใจ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไร หนอ เมื่อไรเราจึงจักตัดเสียได้ซึ่งกามสังโยชน์ ทั้งที่เป็นของทิพย์ทั้งที่ เป็นของมนุษย์ เหมือนช่างหนังตัดรองเท้าโดยรอบ ฉะนั้น.

ข้อ ๔๕๔

|๔๕๔.๑| ตา จ สตฺตสตา ภริยา สพฺพาลงฺการภูสิตา พาหา ปคฺคยฺห ปกฺกนฺทุํ กสฺมา โน วิชหิสฺสสิ ฯ |๔๕๔.๒| ตา จ สตฺตสตา ภริยา สุสญฺญา ตนุมชฺฌิมา พาหา ปคฺคยฺห ปกฺกนฺทุํ กสฺมา โน วิชหิสฺสสิ ฯ |๔๕๔.๓| ตา จ สตฺตสตา ภริยา อสฺสวา ปิยภาณินี พาหา ปคฺคยฺห ปกฺกนฺทุํ กสฺมา โน วิชหิสฺสสิ ฯ |๔๕๔.๔| ตา จ สตฺตสตา ภริยา สพฺพาลงฺการภูสิตา หิตฺวา สมฺปทวี ราชา ปพฺพชฺชาย ปุรกฺขิโต ฯ |๔๕๔.๕| ตา จ สตฺตสตา ภริยา สุสญฺญา ตนุมชฺฌิมา หิตฺวา สมฺปทวี ราชา ปพฺพชฺชาย ปุรกฺขิโต ฯ |๔๕๔.๖| ตา จ สตฺตสตา ภริยา อสฺสวา ปิยภาณินี หิตฺวา สมฺปทวี ราชา ปพฺพชฺชาย ปุรกฺขิโต ฯ |๔๕๔.๗| หิตฺวา สตปลฺลกํสํ โสวณฺณํ สตราชิกํ อคฺคหิ มตฺติกาปตฺตํ ตํ ทุติยาภิเสจนํ ฯ

นางสนมกำนัลประมาณ ๗๐๐ คนนั้น ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง ต่างประคองพาหารำพันว่า เพราะเหตุไร พระองค์จึงทรงละทิ้งพวกเกล้า- กระหม่อมฉันไว้ นางสนมกำนัลประมาณ ๗๐๐ คน ล้วนละมุนละไม สะโอดสะอง ต่างประคองพาหารำพันว่า เพราะเหตุไร พระองค์จึงทรง ละทิ้งพวกเกล้ากระหม่อมฉันไว้ นางสนมกำนัลประมาณ ๗๐๐ คน ล้วน ว่านอนสอนง่าย เจรจาไพเราะน่ารัก ต่างประคองพาหารำพันว่า เพราะ เหตุไร พระองค์จึงทรงละทิ้งพวกเกล้ากระหม่อมฉันไว้ พระราชาทรง ละนางสนมกำนัลประมาณ ๗๐๐ คนเหล่านั้น ล้วนประดับประดาด้วย อลังการทั้งปวง เสด็จมุ่งผนวชแต่พระองค์เดียว พระราชาทรงละนาง สนมกำนัลประมาณ ๗๐๐ คนเหล่านั้น ผู้ละมุนละไม สะโอดสะอง เสด็จมุ่งผนวชแต่พระองค์เดียว พระราชาทรงละนางสนมกำนัลประมาณ ๗๐๐ คนเหล่านั้น ผู้ว่านอนสอนง่าย เจรจาไพเราะน่ารัก เสด็จมุ่งผนวช แต่พระองค์เดียว ทรงละถาดทองคำหนักประมาณ ๑๐๐ ปัลละ จำหลัก ลวดลายตั้งร้อย ทรงอุ้มบาตรดิน เป็นการอภิเษกครั้งที่ ๒.

ข้อ ๔๕๕

|๔๕๕.๑| เภสฺมา อคฺคิสมา ชาลา โกสา ฑยฺหนฺติ ภาคโส รชตํ ชาตรูปญฺจ มุตฺตา เวฬุริยา พหู |๔๕๕.๒| มณโย สงฺขมุตฺตา จ วตฺถกํ หริจนฺทนํ อชินํ ทนฺตภณฺฑญฺจ โลหํ กาฬายสํ พหุํ เอหิ ราช นิวตฺตสฺสุ มา เต ตํ วินสฺสา ธนํ ฯ

คลังทั้งหลาย คือ คลังเงิน คลังทอง คลังแก้วมุกดา คลังแก้วไพฑูรย์ คลังแก้วมณี คลังสังข์ คลังไข่มุกด์ คลังผ้า คลังจันทน์เหลือง คลังหนัง คลังงาช้าง คลังพัสดุ คลังทองแดง คลังเหล็ก เป็นอัน มาก มีเปลวไฟเสมอเป็นอันเดียวกัน น่ากลัว แม้จัดไว้คนละส่วน ไฟก็ไหม้หมด ข้าแต่พระราชาขอเชิญเสด็จกลับก่อนเถิด พระราช- ทรัพย์ของพระองค์อย่าพินาศเสียเลย.

ข้อ ๔๕๖

สุสุขํ วต ชีวาม เยสนฺโน นตฺถิ กิญฺจนํ มิถิลาย ฑยฺหมานาย น เม กิญฺจิ อฑยฺหถ ฯ

เราทั้งหลายผู้ไม่มีความกังวล เป็นสุขดีจริงหนอ เมื่อกรุงมิถิลาถูกเพลิง เผาอยู่ อะไรหน่อยหนึ่งของเรามิได้ถูกเพลิงเผา.

ข้อ ๔๕๗

อฏวิโย สมุปฺปนฺนา รฏฺฐํ วิทฺธํสยนฺติ เต เอหิ ราช นิวตฺตสฺสุ มา รฏฺฐํ วินสฺสา อิทํ ฯ

เกิดพวกโจรในดงขึ้นแล้ว พากันมาปล้นแว่นแคว้นของพระองค์ ข้าแต่ พระราชา ขอเชิญเสด็จกลับเถิด แว่นแคว้นนี้อย่าพินาศเสียเลย.

ข้อ ๔๕๘

|๔๕๘.๑| สุสุขํ วต ชีวาม เยสนฺโน นตฺถิ กิญฺจนํ รฏฺเฐ วิลุมฺปมานมฺหิ น เม กิญฺจิ อหารถ |๔๕๘.๒| สุสุขํ วต ชีวาม เยสนฺโน นตฺถิ กิญฺจนํ ปีติภกฺขา ภวิสฺสาม เทวา อาภสฺสรา ยถา ฯ

เราทั้งหลายผู้ไม่มีความกังวล เป็นสุขดีจริงหนอ เมื่อแว่นแคว้นถูกปล้น อะไรหน่อยหนึ่งของเรามิได้ถูกปล้น เราทั้งหลายผู้ไม่มีความกังวล เป็น สุขดีจริงหนอ เราทั้งหลายจักมีปีติเป็นภักษา เหมือนดังเทพเจ้าเหล่า อาภัสสระ ฉะนั้น.

ข้อ ๔๕๙

กิเมฺหโส มหโต โฆโส กา นุ คาเมว กีฬิยา สมณ เตฺวว ปุจฺฉามิ กตฺเถโสภิสโฏ ชโน ฯ

เสียงอันกึกก้องของหมู่ชนเป็นอันมากนี้ เพราะอะไร นั่นใครหนอ มากับท่านเหมือนเล่นกันอยู่ในบ้าน ดูกรสมณะ อาตมภาพขอถามท่าน มหาชนนี้ติดตามท่านมาเพื่อประโยชน์อะไร.

ข้อ ๔๖๐

มมํ โอหาย คจฺฉนฺตํ เอตฺเถโสภิสโฏ ชโน สีมาติกฺกมนํ ยนฺตํ มุนิโมนสฺส ปตฺติยา มิสฺสํ นนฺทีหิ คจฺฉนฺตํ กึ ชานมนุปุจฺฉสิ ฯ

มหาชนนี้ติดตามข้าพเจ้าผู้ละทิ้งพวกเขาไปในที่นี้ ข้าพเจ้าผู้ล่วงเสียซึ่ง เขตแดน คือ กิเลส ออกบวชเพื่อบรรลุถึงมโนธรรม คือ ญาณของ พระมุนี แต่ยังเจือด้วยความเพลิดเพลินทั้งหลายอยู่ พระผู้เป็นเจ้ารู้อยู่ จะถามทำไม.

ข้อ ๔๖๑

มาสฺสุ ติณฺโณ อมญฺญิตฺโถ สรีรํ ธารยํ อิมํ อตีรเณยฺยมิทํ กมฺมํ พหู หิ ปริปนฺถโย ฯ

พระองค์เพียงแต่ทรงสรีระอันครองผ้ากาสาวะนี้ อย่าได้สำคัญว่าเราข้าม พ้นเขตแดน คือ กิเลสแล้ว กรรม คือ กิเลสนี้ จะพึงข้ามได้ด้วย การทรงเพศบรรพชิตก็หาไม่ เพราะอันตราย คือ กิเลสของพระองค์ยัง มีอยู่มาก.

ข้อ ๔๖๒

โก นุ เม ปริปนฺถสฺส มม เอวํวิหาริโน โย เนว ทิฏฺเฐ นาทิฏฺเฐ กามานมภิปตฺถเย ฯ

อันตรายอะไรหนอ จะพึงมีแก่ข้าพเจ้าผู้มีปกติอยู่ผู้เดียวอย่างนี้ ไม่ ปรารถนากามทั้งหลายในมนุษยโลกและในเทวโลก.

ข้อ ๔๖๓

นิทฺทา ตนฺทิ วิชมฺภิตา อรติ ภตฺตสมฺมโท อาวสนฺติ สรีรฏฺฐา พหู หิ ปริปนฺถโย ฯ

อันตรายเป็นอันมากแล คือ ความหลับ ความเกียจคร้าน ความง่วง- เหงา ความไม่ยินดี ความเมาอาหาร ตั้งอยู่ในสรีระของพระองค์.

ข้อ ๔๖๔

กลฺยาณํ วต มํ ภวํ พฺราหฺมณ อนุสาสสิ พฺราหฺมณ เตฺวว ปุจฺฉามิ โก นุ ตฺวมสิ มาริส ฯ

ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ท่านพร่ำสอนข้าพเจ้าดีหนอ ข้าพเจ้าขอถามท่าน ผู้นิรทุกข์ ท่านเป็นใครหนอ.

ข้อ ๔๖๕

|๔๖๕.๑| นารโท อิติ นาเมน กสฺสโป อิติ มํ วิทู โภโต สงฺกาเส อาคจฺฉึ สาธุ สพฺภิ สมาคโม ฯ |๔๖๕.๒| ตสฺส เต สพฺโพ อานนฺโท วิหาโร อุปวตฺตตุ ยทูนํ ตํ ปริปูเรหิ ขนฺติยา อุปสเมน จ ฯ |๔๖๕.๓| ปสารย สนฺนตญฺจ อุนฺนตญฺจ ปหารย กมฺมํ วิชฺชญฺจ ธมฺมญฺจ สกฺกตฺวาน ปริพฺพช ฯ

ชนทั้งหลายรู้จักอาตมาโดยชื่อว่านารทะ โดยโคตรว่ากัสสปะ อาตมามา ในสำนักของพระองค์ด้วยความสำคัญว่าการสมาคมกับสัตบุรุษทั้งหลาย เป็นความดี พระองค์จงทรงมีความยินดีในบรรพชานี้ วิหารธรรมจงเกิด แก่พระองค์ กิจอันใดยังพร่องด้วยศีล การบริกรรมและฌาน พระองค์ จงทรงบำเพ็ญกิจนั้น ให้บริบูรณ์ด้วยความอดทนและความสงบระงับ อย่าถือพระองค์ว่าเป็นกษัตริย์ จงทรงคลายออกเสียซึ่งความยุบลงและ ความฟูขึ้น จงทรงกระทำโดยเคารพซึ่งกุศลกรรมบถวิชชาและสมณธรรม แล้วบำเพ็ญพรหมจรรย์.

ข้อ ๔๖๖

|๔๖๖.๑| พหู หตฺถี จ อสฺเส จ นคเร ชนปทานิ จ หิตฺวา ชนก ปพฺพชิโต กปาเล รติมชฺฌคา |๔๖๖.๒| กจฺจิ นุ เต ชานปทา มิตฺตามจฺจา จ ญาตกา ทูภึ อกํสุ ชนก กสฺมา เต ตํ อรุจฺจถ ฯ

ดูกรพระชนก พระองค์ทรงละช้าง ม้า ชาวนครและชนบทเป็นอันมาก เสด็จออกผนวชทรงยินดีแล้วในบาตร ชาวชนบท มิตรอำมาตย์และ พระประยูรญาติเหล่านั้น ได้กระทำความผิดให้แก่พระองค์หรือหนอ เพราะเหตุไร พระองค์จึงทรงชอบพระทัยบาตรนั้น.

ข้อ ๔๖๗

น มิคาชิน ชาตุจฺเฉ อหํ กิญฺจิ กุทาจนํ อธมฺเมน ชิเน ญาตึ น จาปิ ญาตโย มมํ ฯ

ข้าแต่ท่านผู้ครองหนังสัตว์ผู้เจริญ ข้าพเจ้ามิได้เคยเอาชนะพระประยูรญาติ อะไรๆ โดยส่วนเดียวในกาลไหนๆ โดยอธรรมเลย แม้พระยูรญาติ ก็มิได้เคยเอาชนะข้าพเจ้าโดยอธรรม.

ข้อ ๔๖๘

ทิสฺวาน โลกวตฺตนฺตํ ขชฺชนฺตํ กทฺทมีกตํ หญฺญเร วชฺฌเร เจตฺถ ยตฺถ สนฺโน ปุถุชฺชโน เอตาหํ อุปมํ กตฺวา ภิกฺขโกสฺมิ มิคาชิน ฯ

ข้าแต่ท่านผู้ครองหนังสัตว์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าได้เห็นประเพณีของโลก เห็น โลกถูกกิเลสขบกัด ถูกกิเลสทำให้เป็นดังเปือกตม จึงได้ทำเหตุนี้ให้เป็น เครื่องเปรียบเทียบว่า ปุถุชนจมอยู่แล้วในกิเลสวัตถุใด สัตว์เป็นอันมาก ย่อมถูกประหาร และถูกฆ่าในกิเลสวัตถุนั้น ดังนี้ จึงได้บวชเป็นภิกษุ.

ข้อ ๔๖๙

โก นุ เต ภควา สตฺถา กสฺเสตํ วจนํ สุจึ น หิ กปฺปํ วา วิชฺชํ วา ปจฺจกฺขาย รเถสภ สมณมาหุ วตฺตนฺตํ ยถา ทุกฺขสฺสติกฺกโม ฯ

ใครหนอเป็นผู้จำแนกแจกอรรถสั่งสอนพระองค์ คำอันสะอาดนี้เป็นคำ ของใคร ดูกรพระองค์ผู้เป็นจอมทัพ เพราะพระองค์หาได้ตรัสบอกดาบส ผู้เป็นกรรมวาทีหรือสมณะคือพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้ประกอบด้วยวิชชาซึ่ง เป็นไปล่วงทุกข์ไม่.

ข้อ ๔๗๐

|๔๗๐.๑| น มิคาชน ชาตุจฺเฉ อหํ กิญฺจิ กุทาจนํ สมณํ พฺราหฺมณํ วาปิ สกฺกตฺวา อนุปาวิสึ ฯ |๔๗๐.๒| มหตา จานุภาเวน คจฺฉนฺโต สิริยา ชลํ คียมาเนสุ คีเตสุ วชฺชมาเนสุ วคฺคุสุ |๔๗๐.๓| ตูริยตาลิตสงฺฆุฏฺเฐ สมฺมตาลสมาหิเต ส มิคาชิน มทฺทกฺขึ ผลึ อมฺพํ ติโรจฺฉทํ ตุทมานํ มนุสฺเสหิ ผลกาเมหิ ชนฺตุภิ |๔๗๐.๔| โส โขหตํ สิรึ หิตฺวา โอโรหิตฺวา มิคาชิน มูลํ อมฺพสฺสุปาคญฺฉึ ผลิโน นิปฺผลสฺส จ |๔๗๐.๕| ผลึ อมฺพํ หตํ ทิสฺวา วิทฺธสฺตํ วินลีกตํ อเถกํ อิตรํ อมฺพํ นีโลภาสํ มโนรมํ |๔๗๐.๖| เอวเมว นูนเมฺหปิ อิสฺสเร พหุกณฺฏเก อมิตฺตา โน วธิสฺสนฺติ ยถา อมฺโพ ผลี หโต |๔๗๐.๗| อชินมฺหิ หญฺญเต ทีปิ นาโค ทนฺเตหิ หญฺญติ ธนมฺหิ ธนิโน หนฺติ อนิเกตมสนฺถวํ ผลี อมฺโพ อผโล จ เต สตฺถาโร อุโภ มม ฯ

ข้าแต่ท่านผู้ครองหนังสัตว์ แม้ข้าพเจ้าจะสักการะสมณะและพราหมณ์ โดยส่วนเดียว แต่ไม่เคยเข้าใกล้ไต่ถามอะไรๆ ในกาลไหนๆ เลย ข้าแต่ท่านผู้ครองหนังสัตว์ ข้าพเจ้ารุ่งเรืองด้วยศิริ ไปยังราชอุทยานด้วย อานุภาพใหญ่ เมื่อชาวพนักงานกำลังขับเพลงประโคมดนตรีอยู่ ข้าพเจ้า นั้นได้เห็นต้นมะม่วงกำลังมีผลอยู่ภายนอกกำแพง ในพระราชอุทยาน อันกึกก้องด้วยการประโคมดนตรี ประกอบด้วยคนขับและคนประโคม ข้าพเจ้าละต้นมะม่วงอันมีศิรินั้น ที่มนุษย์ทั้งหลายผู้ปรารถนาผลฟาดตีอยู่ ลงจากคอช้างเข้าไปยังโคนต้นมะม่วงที่มีผลและไม่มีผล ข้าพเจ้าเห็นต้น มะม่วงอันมีผล ที่บุคคลเบียดเบียนหักแล้วปราศจากใบและก้าน และ ได้เห็นต้นมะม่วงอีกต้นหนึ่งมีใบเขียวสดงดงาม ศัตรูทั้งหลายย่อมกำจัด แม้พวกเราผู้เป็นอิสระ ผู้มีศัตรูดุจหนามเป็นอันมาก เปรียบเหมือนต้น มะม่วงมีผลอันมนุษย์ทั้งหลายเบียดเบียนแล้ว ฉะนั้นคนย่อมฆ่าเสือ เหลืองเพราะหนัง ย่อมฆ่าช้างเพราะงา ย่อมฆ่าคนมั่งคั่งเพราะทรัพย์ ใครเล่าจักฆ่าคนที่ไม่มีเรือน ไม่มีสันถวะคือตัณหา ต้นมะม่วง ๒ ต้น คือ ต้นหนึ่งมีผลและต้นหนึ่งไม่มีผล เป็นผู้สั่งสอนข้าพเจ้า.

ข้อ ๔๗๑

|๔๗๑.๑| สพฺโพ ชโน สพฺยาธิโต ราชา ปพฺพชิโต อิติ หตฺถาโรหา อนีกฏฺฐา รถิกา ปตฺติการกา |๔๗๑.๒| อสฺสาสยิตฺวา ชนตํ ฐปยิตฺวา ปฏิจฺฉทํ ปุตฺตํ รชฺเช ฐเปตฺวาน อถ ปจฺฉา ปพฺพชิสฺสสิ ฯ

คนทั้งปวง คือ กองช้าง กองม้า กองรถ กองเดินเท้า ตกใจว่า พระราชาทรงผนวชเสียแล้ว ขอพระองค์ทรงปลอบประชุมชนให้เบาใจ ทรงตั้งความคุ้มครอง ทรงอภิเษกพระราชโอรสในราชสมบัติแล้ว จึง ทรงผนวชในภายหลังเถิด.

ข้อ ๔๗๒

จตฺตา มยา ชานปทา มิตฺตามจฺจา จ ญาตกา สนฺติ ปุตฺตา วิเทหานํ ทีฆาวุ รฏฺฐวฑฺฒโน เต รชฺชํ การยิสฺสนฺติ มิถิลายํ ปชาปติ ฯ

เราได้สละชาวชนบท มิตร อำมาตย์และพระประยูรญาติทั้งหลายแล้ว ทีฆาวุราชกุมารผู้ผดุงรัฐ เป็นบุตรของชาววิเทหรัฐมีอยู่ ประชาบดีชาว วิเทหรัฐ จักอภิเษกบุตรเหล่านั้นให้เสวยราชสมบัติในกรุงมิถิลา.

ข้อ ๔๗๓

|๔๗๓.๑| เอหิ ตํ อนุสิกฺขามิ ยํ วากฺยํ มม รุจฺจติ รชฺชํ ตุวํ การยนฺตี ปาปํ ทุจฺจริตํ พหุํ กาเยน วาจา มนสา เยน คจฺฉสิ ทุคฺคตึ |๔๗๓.๒| ปรทินฺนเกน ปรนิฏฺฐิเตน ปิณฺเฑน ยาเปติ ส ธีรธมฺโม ฯ

มาเถิด อาตมาจักให้เธอศึกษาตามคำที่อาตมาชอบ เมื่อเธอให้โอรส ครองราชสมบัติแล้วพร่ำสอนเรื่องราชสมบัติด้วยคิดว่าลูกของเราเป็นพระ ราชา ก็จะทำบาปทุจริตเป็นอันมากด้วยกาย วาจาและใจ อันเป็นเหตุ ให้ไปสู่ทุคติ การยังอัตตภาพให้เป็นไปด้วยก้อนข้าวที่ผู้อื่นให้ซึ่งสำเร็จ มาแต่ผู้อื่นนี้ เป็นธรรมของนักปราชญ์.

ข้อ ๔๗๔

โยปิ จตุตฺเถ ภตฺตกาเล น ภุญฺเช อชฺฌุฏฺฐมาริว ขุทาย มิยฺเย น เตฺวว ปิณฺฑํ ลุลิตํ อนริยํ กุลปุตฺตรูโป สปฺปุริโส นุ เสเว ตยิทํ น สาธุ ตยิทํ น สุฏฺฐุ สุนขุจฺฉิฏฺฐกํ ชนก ภุญฺชเส ตุวํ ฯ

กุลบุตรผู้ฉลาดแม้ใด ไม่พึงบริโภคอาหารในภัตตกาลที่ ๕ เพียงดังใกล้ จะตาย หรือพึงตายด้วยความหิว กุลบุตรผู้ฉลาดนั้น ก็ไม่พึงบริโภค ก้อนข้าวอันคลุกฝุ่นไม่สะอาดเลยมิใช่หรือ ข้าแต่พระมหาชนก พระองค์ เสวยได้ซึ่งก้อนเนื้อ อันเป็นเดนสุนัข ไม่สะอาดน่าเกลียดนัก.

ข้อ ๔๗๕

น จาปิ เม สีวลิ โส อภกฺโข ยํ โหติ จตฺตํ คิหิโน สุนขสฺส วา เยเกจิ โภคา อิธ ธมฺมลทฺธา สพฺโพ โส ภกฺโข อนวโยติ วุตฺโต ฯ

ดูกรพระนางสีวลี บิณฑบาตใด เป็นของอันบุคคลผู้ครองเรือนหรือ สุนัขสละแล้ว บิณฑบาตนั้น ชื่อว่าไม่เป็นอาหารของอาตมาก็หามิได้ ของบริโภคเหล่าใดเหล่าหนึ่งในโลกนี้ ที่ได้มาแล้วโดยธรรม ของบริโภค ทั้งหมดนั้นกล่าวกันว่าไม่มีโทษ.

ข้อ ๔๗๖

กุมาริเก อุปเสนิเย นิจฺจํ นิคฺคลมณฺฑิเต กสฺมา เต เอโก ภุโช ชนติ เอโก เต น ชนตี ภุโช ฯ

ดูกรนางกุมาริกาผู้นอนใกล้มารดา ผู้ประดับประดาเป็นนิตย์ เพราะเหตุไร กำไลมือ ของเธอข้างหนึ่งจึงมีเสียงดัง อีกข้างหนึ่งไม่มีเสียงดัง.

ข้อ ๔๗๗

|๔๗๗.๑| อิมสฺมึ เม สมณ หตฺเถ ปฏิมุกฺกา ทุนีวรา สงฺฆฏฺฏา ชายเต สทฺโท ทุติยสฺเสว สา คติ |๔๗๗.๒| อิมสฺมึ เม สมณ หตฺเถ ปฏิมุกฺโก เอกนีวโร โส อทุติโย น ชนติ มุนิภูโตว ติฏฺฐติ |๔๗๗.๓| วิวาทปฺปตฺโต ทุติโย เกเนโก วิวทิสฺสติ ตสฺส เต สคฺคกามสฺส เอกตฺตมุปโรจตํ ฯ

ข้าแต่สมณะ กำไลมือสองอันซึ่งสวมอยู่ที่มือของดิฉันนี้ เพราะกำไล สองอันกระทบกันจึงมีเสียงดัง กำไลมือสองอันจึงมีเสียงดัง กำไลมือ อันหนึ่งสรวมอยู่ที่ข้อมือของดิฉัน ไม่มีอันที่สอง จึงไม่เกิดเสียงดัง ราวกะว่ามุนีสงบนิ่งอยู่ บุคคลสองคนถึงความวิวาทกัน บุคคลคนเดียว จักวิวาทกับใคร ท่านผู้ปรารถนาสวรรค์จงชอบความเป็นผู้เดียวเถิด.

ข้อ ๔๗๘

|๔๗๘.๑| สุณสิ สีวลิ คาถา กุมาริยา ปเวทิตา เปสิยา มํ ครหิตฺโถ ทุติยสฺเสว สา คติ |๔๗๘.๒| อยํ เทฺวธา ปโถ ภทฺเท อนุจิณฺโณ ปถาวิหิ เตสํ ตฺวํ เอกํ คณฺหาหิ อหเมกํ ปุนาปรํ |๔๗๘.๓| มา จ มํ ตฺวํ ปติ เมติ นาหํ ภริยาติ ตํ ปุน ฯ อิมเมว กถยนฺตา ถูณํ นครมุปาคมุํ ฯ |๔๗๘.๔| โกฏฺฐเก อุสุการสฺส ภตฺตกาเล อุปฏฺฐิเต ตตฺร จ โส อุสุกาโร เอกํ ทณฺฑํ อุชุํ กตํ เอกญฺจ จกฺขุํ นิคฺคยฺห ชิมฺหเมเกน เปกฺขติ ฯ

ดูกรพระนางสีวลี เธอได้ยินคาถาที่นางกุมาริกากล่าวแล้วหรือ นางกุมาริกา เป็นเพียงสาวใช้มาติเตียนเรา ความประพฤติของเราทั้งสอง อาตมาเป็น บรรพชิต เธอเป็นสตรีเดินตามกันมา ย่อมเป็นเหตุแห่งคำติเตียน ดูกรนางผู้เจริญ ทางสองแพร่งนี้ อันเราทั้งสองผู้เดินทางสัญจรมาแล้ว เธอจงถือเอาทางหนึ่ง อาตมาก็จักถือเอาอีกทางหนึ่ง เธออย่าเรียกอาตมา ว่า เป็นพระสวามีของเธอและอาตมาก็จะไม่เรียกเธอว่า เป็นพระมเหสี ของอาตมาอีก เมื่อกษัตริย์ทั้งสองตรัสข้อความนี้ ต่างก็เสด็จเข้าไปยัง ถูณนคร เมื่อใกล้เวลาภัตตกาล พระราชาประทับอยู่ ณ ซุ้มประตูของ นายช่างศร นายช่างศรหลับตาข้างหนึ่ง เล็งลูกศรอันคดที่ตนดัดให้ตรง ด้วยตาข้างหนึ่ง.

ข้อ ๔๗๙

เอวนฺโน สาธุ ปสฺสสิ อุสุการ สุโณหิ เม ยเทกํ จกฺขุํ นิคฺคยฺห ชิมฺหเมเกน เปกฺขสิ ฯ

ดูกรนายช่างศร ท่านจงฟังอาตมา ท่านหลับตาข้างหนึ่งเล็งดูลูกศรอันคด ด้วยนัยน์ตาข้างหนึ่งด้วยประการใด ท่านเห็นความสำเร็จประโยชน์ ด้วยประการนั้นหรือหนอ.

ข้อ ๔๘๐

|๔๘๐.๑| ทฺวีหิ สมณ จกฺขูหิ วิสาลํ วิย ขายติ อปฺปตฺวา ปรมํ ลิงฺคํ นุชุภาวาย กปฺปติ ฯ |๔๘๐.๒| เอกญฺจ จกฺขุํ นิคฺคยฺห ชิมฺหเมเกน เปกฺขโต สมฺปตฺวา ปรมํ ลิงฺคํ อุชุภาวาย กปฺปติ ฯ |๔๘๐.๓| วิวาทปฺปตฺโต ทุติโย เกเนโก วิวทิสฺสติ ตสฺส เต สคฺคกามสฺส เอกตฺตมุปโรจตํ ฯ

ข้าแต่สมณะ การเล็งด้วยนัยน์ตาทั้งสองปรากฏว่าเหมือนพร่าไปไม่ถึงคด ข้างหน้า ย่อมไม่สำเร็จความดัดให้ตรง ถ้าหลับนัยน์ตาข้างหนึ่งเล็งดูที่ คดด้วยนัยน์ตาข้างหนึ่ง เล็งได้ถึงที่คดข้างหน้า ย่อมสำเร็จความดัดให้ ตรง บุคคลสองคนถึงความวิวาทกัน บุคคลคนเดียวจักวิวาทกับใคร ท่านผู้ปรารถนาสวรรค์ จงชอบความเป็นผู้เดียวเถิด.

ข้อ ๔๘๑

|๔๘๑.๑| สุณสิ สีวลิ คาถา อุสุกาเรน เวทิตา เปสิยา มํ ครหิตฺโถ ทุติยสฺเสว สา คติ |๔๘๑.๒| อยํ เทฺวธา ปโถ ภทฺเท อนุจิณฺโณ ปถาวิหิ เตสํ ตฺวํ เอกํ คณฺหาหิ อหเมกํ ปุนาปรํ |๔๘๑.๓| เนว มํ ตฺวํ ปติ เมติ นาหํ ภริยาติ ตํ ปุน มุญฺชา อิสกา ปพฺยูฬฺหา เอกา วิหร สีวลีติ ฯ มหาชนกชาตกํ ทุติยํ ฯ ---------

ดูกรพระนางสีวลี เธอได้ยินคาถาที่นายช่างศรกล่าวแล้วหรือยัง นายช่างศร เป็นเพียงคนใช้มาติเตียนเรา ความประพฤติของเราทั้งสอง คือ อาตมา เป็นบรรพชิต เธอเป็นสตรีเดินตามกันมา ย่อมเป็นเหตุแห่งคำติเตียน ดูกรนางผู้เจริญ ทางสองแพร่งนี้ อันเราทั้งสองผู้เดินทางสัญจรมาแล้ว เธอจงถือเอาทางหนึ่ง อาตมาก็จะถือเอาอีกทางหนึ่ง เธออย่าเรียกอาตมา ว่า เป็นพระสวามีของเธอและอาตมาก็จะไม่เรียกเธอว่า เป็นพระมเหสี ของอาตมาอีก หญ้ามุงกระต่ายที่เราถอนขึ้นแล้วนี้ ไม่อาจจะสืบต่อกันอีก ได้ ฉันใด แม้เราก็ไม่สามารถจะอยู่ร่วมกันได้ ฉันนั้น เพราะฉะนั้น อาตมาจักอยู่ผู้เดียว เธอก็จงอยู่ผู้เดียวเถิด พระนางสีวลี. จบ มหาชนกชาดกที่ ๒

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙) ว่าด้วยพระมหาชนกทรงบำเพ็ญวิริยบารมี (เทพธิดากล่าวว่า)

ข้อ ๑๒๓

ใครกันนี่ ทั้งๆ ที่มองไม่เห็นฝั่ง ก็ยังเพียรพยายาม(ว่าย)อยู่ในท่ามกลางสมุทร ท่านรู้อำนาจประโยชน์อะไร จึงพยายามเต็มที่อยู่อย่างนี้ (พระโพธิสัตว์ตอบว่า)

ข้อ ๑๒๔

เทพธิดา เราพิเคราะห์เห็นธรรมเนียมของโลก และอานิสงส์ของความพยายาม เพราะฉะนั้น ทั้งๆ ที่มองไม่เห็นฝั่ง เราจึงเพียรพยายาม(ว่าย)อยู่ในท่ามกลางสมุทร @เชิงอรรถ : @ มหาชนกชาดก เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวัน ทรงปรารภการเสด็จออก@บรรพชาครั้งใหญ่ (ในอดีต) จึงได้ตรัสเรื่องพระมหาชนกนี้โดยทรงยกคาถาแรกของเรื่องที่นางเทพธิดา@กล่าวกับพระมหาชนกที่กำลังว่ายน้ำข้ามทะเลอยู่ว่า “ใครกันนี่ ทั้งๆ ที่มองไม่เห็นฝั่งก็ยังพยายาม@(ว่าย)อยู่ในท่ามกลางสมุทร ” เป็นต้น (ขุ.ชา.อ. ๙/๕๓-๖๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๐๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙) (เทพธิดากล่าวว่า)

ข้อ ๑๒๕

ฝั่งสมุทรอันลึกประมาณไม่ได้ยังไม่ปรากฏ ความพยายามอย่างลูกผู้ชายของท่านย่อมเปล่าประโยชน์ ยังไม่ทันจะถึงฝั่งเลย ท่านก็จักตายแน่ (พระโพธิสัตว์ตอบว่า)

ข้อ ๑๒๖

บุคคลผู้ทำหน้าที่ของลูกผู้ชายอยู่ จะไม่ถูกหมู่ญาติ เทวดา และพรหมทั้งหลายนินทา ทั้งจะไม่เดือดร้อนในภายหลัง (เทพธิดากล่าวว่า)

ข้อ ๑๒๗

การงานที่ให้ถึงฝั่งไม่ได้ ปราศจากผล ก่อให้เกิดความลำบาก และความตาย ย่อมมีได้เพราะทำการงานใด ประโยชน์อะไรด้วยความพยายาม ในการงานนั้น (พระโพธิสัตว์ตอบว่า)

ข้อ ๑๒๘

เทพธิดา บุคคลใดรู้ว่า งานสุดวิสัยเกินตัวแล้ว ไม่รักษาชีวิตของตน ถ้าผู้นั้นคลายความเพียรเสีย ก็จะพึงรู้ผลของงานนั้น

ข้อ ๑๒๙

เทพธิดา คนบางพวกในโลกนี้ พิจารณาเห็นผลแห่งความมุ่งประสงค์ของตน จึงประกอบการงานทั้งหลาย การงานเหล่านั้นจะสำเร็จหรือไม่ก็ตามที

ข้อ ๑๓๐

เทพธิดา ท่านกำลังเห็นผลงานที่ประจักษ์แก่ตนเองแล้วมิใช่หรือ คนอื่นๆ พากันจมน้ำแล้ว เราคนเดียวเท่านั้นพยายามข้ามอยู่ และยังเห็นท่านอยู่ใกล้เรา

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๐๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)

ข้อ ๑๓๑

เรานั้นจักพยายามตามกำลังความสามารถ จักไปให้ถึงฝั่งสมุทร จักทำความเพียรอย่างลูกผู้ชาย (ต่อมา พระโพธิสัตว์ได้ครองราชสมบัติในเมืองมิถิลาแล้ว ทรงระลึกถึงผลแห่งความเพียรชอบของพระองค์ ทรงเปล่งอุทานด้วยกำลังปีติว่า)

ข้อ ๑๓๒

ท่านใดถึงพร้อมด้วยความพยายามโดยธรรม ไม่จมลงในห้วงมหรรณพที่หาประมาณมิได้เห็นปานนี้ด้วยการกระทำ ท่านนั้นจงไปในสถานที่ที่ท่านชอบใจเถิด ขุมทรัพย์ใหญ่ ๑๖ ขุม นี้ คือ ๑. ขุมทรัพย์ที่อยู่ทางดวงอาทิตย์ขึ้น ๒. ขุมทรัพย์ที่อยู่ทางดวงอาทิตย์ตก ๓. ขุมทรัพย์ที่อยู่ภายใน ๔. ขุมทรัพย์ที่อยู่ภายนอก ๕. ขุมทรัพย์ที่ไม่ใช่อยู่ภายในภายนอก ๖. ขุมทรัพย์ที่ทางขึ้น ๗. ขุมทรัพย์ที่ทางลง @เชิงอรรถ : @ ขุมทรัพย์ใหญ่ ๑๖ ขุมที่พระเจ้าโปลชนกทรงฝังไว้ อธิบายโดยย่อ ดังนี้ @๑. ขุมทรัพย์ที่อยู่ทางดวงอาทิตย์ขึ้น หมายถึงที่ต้อนรับพระปัจเจกพุทธเจ้า @๒. ขุมทรัพย์ที่อยู่ทางดวงอาทิตย์ตก หมายถึงที่ส่งพระปัจเจกพุทธเจ้ากลับ @๓. ขุมทรัพย์ที่อยู่ภายใน หมายถึงขุมทรัพย์ที่อยู่ภายในประตูใหญ่พระราชวัง@๔. ขุมทรัพย์ที่อยู่ภายนอก หมายถึงขุมทรัพย์ที่อยู่ภายนอกประตูใหญ่พระราชวัง@๕. ขุมทรัพย์ที่ไม่ใช่อยู่ภายในภายนอก หมายถึงขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ภายใต้ธรณีประตู@๖. ขุมทรัพย์ที่ทางขึ้น หมายถึงขุมทรัพย์ตรงที่ลาดบันได เวลาเสด็จขึ้นช้างมงคล@๗. ขุมทรัพย์ที่ทางลง หมายถึงขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ตรงที่เสด็จลงจากคอช้าง @๘.-๑๑. ขุมทรัพย์ที่ไม้สาละทั้ง ๔ หมายถึงขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ที่เท้าพระแท่นบรรทมทั้ง ๔@๑๒. ขุมทรัพย์ที่โยชน์หนึ่งโดยรอบ หมายถึงขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ชั่วแอก (หนึ่งวา) รอบที่บรรทม@๑๓. ขุมทรัพย์ที่ปลายงาทั้ง ๒ หมายถึงขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ตรงปลายงาทั้ง ๒ ของช้างมงคลในโรงช้างมงคล

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๐๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙) ๘.-๑๑. ขุมทรัพย์ที่ไม้สาละทั้ง ๔ ๑๒. ขุมทรัพย์ที่โยชน์หนึ่งโดยรอบ ๑๓. ขุมทรัพย์ที่ปลายงาทั้ง ๒ ๑๔. ขุมทรัพย์ที่ปลายหาง ๑๕. ขุมทรัพย์ที่สระน้ำ ๑๖. ขุมทรัพย์ที่ยอดไม้ ธนูหนักหนึ่งพันแรงคน บัลลังก์สี่เหลี่ยม ผู้ทำเจ้าหญิงสีวลีให้ยินดี

ข้อ ๑๓๓

บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงหวังร่ำไป ไม่พึงเบื่อหน่าย เราเห็นตนเองได้เป็นพระราชาตามที่ตนปรารถนา

ข้อ ๑๓๔

บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงหวังร่ำไป ไม่พึงเบื่อหน่าย เราเห็นตนเองถูกอุ้มจากน้ำขึ้นบกแล้ว

ข้อ ๑๓๕

บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงพยายามร่ำไป ไม่พึงเบื่อหน่าย เราเห็นตนเองได้เป็นพระราชาตามที่ตนปรารถนา

ข้อ ๑๓๖

บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงพยายามร่ำไป ไม่พึงเบื่อหน่าย เราเห็นตนเองถูกอุ้มจากน้ำขึ้นบกแล้ว @เชิงอรรถ : @๑๔. ขุมทรัพย์ที่ปลายหาง หมายถึงขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ตรงปลายหางของช้างมงคลในโรงช้างมงคล@๑๕. ขุมทรัพย์ที่สระน้ำ หมายถึงขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ในสระโบกขรณีมงคล @๑๖. ขุมทรัพย์ที่ยอดไม้ หมายถึงขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ใต้ต้นรังใหญ่ในพระราชอุทยาน เวลาเที่ยงวันเงาจะอยู่@ที่โคนต้น จึงให้ขุดทรัพย์ที่นั้น ธนูหนักหนึ่งพันแรงคน หมายถึงธนูที่ใช้แรงคนโก่งหนึ่งพันคน แต่@พระมหาชนกโก่งได้โดยง่ายเหมือนธนูดีดฝ้ายของสตรี บัลลังก์สี่เหลี่ยม ก็ทรงทราบด้านศีรษะของ@บัลลังก์ให้พระนางสีวลีเอาปิ่นปักพระเกศาวาง ผู้ทำเจ้าหญิงสีวลีให้ยินดี หมายถึงพระนางสีวลี@ยินดีกับชายใด ชายนั้นจะได้ครองราชย์ พระมหาชนกเป็นที่โปรดปรานของพระนางสีวลีตั้งแต่แรกพบ@ถึงกับยื่นพระหัตถ์ให้เกาะ ท้าวเธอก็ทรงเกาะพระหัตถ์พระนางขึ้นสู่ปราสาท@(ขุ.ชา.อ. ๙/๑๓๒/๖๔-๖๕)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๐๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)

ข้อ ๑๓๗

คนมีปัญญาแม้ถูกทุกข์กระทบแล้ว ก็ไม่พึงทำลายความหวัง เพื่อการมาถึงแห่งความสุข เพราะสัมผัสมีมากอย่างทั้งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ ผู้ไม่นึกถึงประโยชน์ย่อมเข้าถึงความตาย

ข้อ ๑๓๘

สิ่งที่ไม่ได้คิดกลับเป็นไปได้ สิ่งที่คิดแล้วกลับพินาศไป ทรัพย์สมบัติทั้งหลายของหญิงหรือชาย หาได้สำเร็จด้วยความคิดไม่ (ชาวเมืองกล่าวกันว่า)

ข้อ ๑๓๙

ท่านผู้เจริญ พระราชาผู้ครอบครองพื้นที่ทั้งปวง เป็นใหญ่ในทิศ ไม่เป็นเหมือนแต่ก่อนหนอ วันนี้ ไม่ทอดพระเนตรการฟ้อนรำ ไม่ทรงใส่พระทัยในการขับร้อง

ข้อ ๑๔๐

ไม่ทอดพระเนตรฝูงเนื้อ ไม่เสด็จประพาสพระราชอุทยาน ไม่ทอดพระเนตรฝูงหงส์ พระองค์ทรงประทับนิ่งเฉยเหมือนคนใบ้ ไม่ทรงว่าราชการเลย (พระโพธิสัตว์ทรงระลึกถึงพระปัจเจกพุทธเจ้า ทรงเปล่งอุทานว่า)

ข้อ ๑๔๑

นักปราชญ์ทั้งหลายผู้ใคร่ความสุข มีปกติหลีกเร้น ปราศจากเครื่องผูกคือกิเลส ทั้งหนุ่มทั้งแก่ ก้าวล่วงตัณหาเสียได้ ย่อมอยู่ ณ อารามของใครหนอในวันนี้

ข้อ ๑๔๒

ข้าพเจ้าขอนอบน้อมนักปราชญ์เหล่านั้นผู้แสวงหาคุณใหญ่ นักปราชญ์เหล่าใดเป็นผู้ไม่ขวนขวายอยู่ในโลกที่ถึงความขวนขวาย

ข้อ ๑๔๓

นักปราชญ์เหล่านั้นตัดข่ายคือตัณหาอันมั่นคงแห่งมฤตยู ที่มีมายาอย่างยิ่งทำลายด้วยญาณไปอยู่ ใครเล่าจะพึงนำเราไปให้ถึงสถานที่อยู่ของนักปราชญ์เหล่านี้ได้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๐๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)

ข้อ ๑๔๔

เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรือง ที่นายช่างผู้ฉลาดได้จัดจำแนกไว้ สร้างไว้เป็นสัดส่วนออกบวชได้ การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๑๔๕

เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรืองกว้างขวาง สว่างไสวทั่วทุกทิศ ออกบวชได้ การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๑๔๖

เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรือง ซึ่งมีปราการและเสาค่ายเป็นอันมาก ออกบวชได้ การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๑๔๗

เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรือง มีป้อมคูและซุ้มประตูมั่นคง ออกบวชได้ การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๑๔๘

เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรือง มีถนนหลวงตัดไว้อย่างดี ออกบวชได้ การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๑๔๙

เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรือง มีร้านตลาดที่จัดแยกไว้สวยงาม ออกบวชได้ การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๑๕๐

เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรือง ซึ่งมีโค ม้า และรถเบียดเสียดกัน ออกบวชได้ การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๑๕๑

เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรือง มีสวนสาธารณะมีระเบียบเรียบร้อย ออกบวชได้ การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๐๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)

ข้อ ๑๕๒

เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรือง ที่มีวนอุทยาน มีระเบียบเรียบร้อย ออกบวชได้ การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๑๕๓

เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรือง มีปราสาทราชมณเฑียร สถานที่และอุทยาน เป็นระเบียบเรียบร้อย ออกบวชได้ การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๑๕๔

เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรือง มีปราการ ๓ ชั้น คับคั่งด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ที่พระเจ้าวิเทหะ ผู้เรืองยศพระนามว่าโสมนัสได้ทรงสร้างไว้ ออกบวชได้ การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๑๕๕

เมื่อไร เราจักละแคว้นวิเทหะอันรุ่งเรือง พรั่งพร้อมด้วยการสะสมเสบียง เช่น สะสมทรัพย์และธัญญาหารเป็นต้น ที่พระเจ้าวิเทหะทรงปกครองโดยชอบธรรม ออกบวชได้ การละแคว้นเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๑๕๖

เมื่อไร เราจักละแคว้นวิเทหะอันรุ่งเรือง ที่พวกปรปักษ์ผจญไม่ได้ ซึ่งพระเจ้าวิเทหะทรงปกครองโดยธรรม ออกบวชได้ การละแคว้นเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๑๕๗

เมื่อไร เราจักละพระตำหนักอันเป็นสถานที่น่ารื่นรมย์ ที่นายช่างผู้ฉลาดได้จัดจำแนกไว้ สร้างไว้เป็นส่วนสัด ออกบวชได้ การละพระตำหนักเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๐๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)

ข้อ ๑๕๘

เมื่อไร เราจักละพระตำหนักอันเป็นสถานที่น่ารื่นรมย์ ที่โบกฉาบด้วยปูนขาวและดินเหนียว ออกบวชได้ การละพระตำหนักเห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๑๕๙

เมื่อไร เราจักละพระตำหนักอันเป็นสถานที่น่ารื่นรมย์ มีกลิ่นหอมสดชื่นรื่นรมย์ใจ ออกบวชได้ การละพระตำหนักเห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๑๖๐

เมื่อไร เราจักละพระตำหนักเรือนยอด ที่นายช่างผู้ชาญฉลาดจัดจำแนก สร้างไว้เป็นสัดส่วน ออกบวชได้ การละพระตำหนักเห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๑๖๑

เมื่อไร เราจักละพระตำหนักเรือนยอด ที่โบกฉาบด้วยปูนขาวและดินเหนียว ออกบวชได้ การละพระตำหนักเห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๑๖๒

เมื่อไร เราจักละพระตำหนักเรือนยอด ที่มีกลิ่นหอมสดชื่นรื่นรมย์ใจ ออกบวชได้ การละพระตำหนักเห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๑๖๓

เมื่อไร เราจักละพระตำหนักเรือนยอด ที่นายช่างผู้ชาญฉลาดฉาบทา และประพรมด้วยจุรณแก่นจันทน์ ออกบวชได้ การละพระตำหนักเห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๐๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)

ข้อ ๑๖๔

เมื่อไร เราจึงจักละบัลลังก์ทอง ที่ลาดด้วยพรมขนสัตว์อันวิจิตร ออกบวชได้ การละบัลลังก์ทองเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๑๖๕

เมื่อไร เราจักละบัลลังก์แก้วมณี ที่ลาดด้วยพรมขนสัตว์อันวิจิตร ออกบวชได้ การละบัลลังก์แก้วมณีเห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๑๖๖

เมื่อไร เราจักละผ้าฝ้าย ผ้าไหม ผ้าป่าน และผ้าขนสัตว์อย่างละเอียด ออกบวชได้ การละผ้าเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๑๖๗

เมื่อไร เราจักละสระโบกขรณีอันรื่นรมย์ มีนกจักรพากส่งเสียงร่ำร้องอยู่ ดารดาษไปด้วยดอกมณฑาลก ดอกปทุม และดอกอุบล ออกบวชได้ การละสระโบกขรณีเห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๑๖๘

เมื่อไร เราจักละกองช้างพลาย ที่ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ มีสายรัดทองคำ มีเครื่องปกกระพองและข่ายทองคำ

ข้อ ๑๖๙

มีนายควาญช้างถือโตมรและขอขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้ การละกองช้างเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๑๗๐

เมื่อไร กองม้าสินธพชาติอาชาไนย ที่ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ เป็นพาหนะเร็ว @เชิงอรรถ : @ ม้าสินธพชาติอาชาไนย หมายถึงฝูงม้าที่มีชื่อว่าอาชาไนย เพราะเป็นม้าที่รู้จักเหตุและมิใช่เหตุ (ฝึกง่าย)@โดยกำเนิด (ขุ.ชา.อ. ๙/๑๗๐/๘๘)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๑๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)

ข้อ ๑๗๑

มีนายสารถีถือแส้และธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้ การละกองม้าเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๑๗๒

เมื่อไร เราจักละกองรถที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

ข้อ ๑๗๓

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้ การละกองรถเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๑๗๔

เมื่อไร เราจักละรถทองคำที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

ข้อ ๑๗๕

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้ การละรถทองคำเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๑๗๖

เมื่อไร เราจักละรถเงินที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

ข้อ ๑๗๗

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้ การละรถเงินเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๑๗๘

เมื่อไร เราจักละรถม้าที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

ข้อ ๑๗๙

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้ การละรถม้าเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๑๘๐

เมื่อไร เราจักละรถเทียมด้วยอูฐที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๑๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)

ข้อ ๑๘๑

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้ การละรถเทียมด้วยอูฐเห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๑๘๒

เมื่อไร เราจักละรถเทียมด้วยโคที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

ข้อ ๑๘๓

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้ การละรถเทียมด้วยโคเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๑๘๔

เมื่อไร เราจักละรถเทียมด้วยแพะที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

ข้อ ๑๘๕

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้ การละรถเทียมด้วยแพะเห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๑๘๖

เมื่อไร เราจักละรถเทียมด้วยแกะที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

ข้อ ๑๘๗

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้ การละรถเทียมด้วยแกะเห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๑๘๘

เมื่อไร เราจักละรถเทียมด้วยเนื้อที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

ข้อ ๑๘๙

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้ การละรถเทียมด้วยเนื้อเห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๑๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)

ข้อ ๑๙๐

เมื่อไร เราจักละกองช้างที่ประดับ ด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ สวมเกราะสีเขียว แกล้วกล้า ถือโตมรและขอ ออกบวชได้ การละกองช้างเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๑๙๑

เมื่อไร เราจักละกองม้าที่ประดับ ด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ สวมเกราะสีเขียว แกล้วกล้า สะพายธนูและแล่ง ออกบวชได้ การละกองม้าเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๑๙๒

เมื่อไร เราจึงจักละกองรถที่ประดับ ด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ สวมเกราะสีเขียว แกล้วกล้า สะพายธนูและแล่ง ออกบวชได้ การละกองรถเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๑๙๓

เมื่อไร เราจักละกองธนูที่ประดับ ด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ สวมเกราะสีเขียว แกล้วกล้า ถือธนูและแล่ง ออกบวชได้ การละกองธนูเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๑๙๔

เมื่อไร เราจักละพวกราชบุรุษผู้ประดับ ด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ สวมเกราะอันวิจิตร แกล้วกล้า เหน็บกฤชทองคำ ออกบวชได้ การละพวกราชบุรุษเห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๑๙๕

เมื่อไร เราจักละหมู่พราหมณ์ผู้บำเพ็ญพรต ประดับตกแต่งแล้ว ทาตัวด้วยกระแจะจันทน์เหลือง ครองผ้ากาสิกพัสตร์เนื้อดี ออกบวชได้ การละหมู่พราหมณ์เห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๑๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)

ข้อ ๑๙๖

เมื่อไร เราจักละหมู่อำมาตย์ผู้ประดับ ด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ สวมเกราะสีเหลือง แกล้วกล้า เดินไปข้างหน้ามีระเบียบเรียบร้อยดี ออกบวชได้ การละหมู่อำมาตย์เห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๑๙๗

เมื่อไร เราจักละพระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นาง ผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ ออกบวชได้ การละพระสนมกำนัลในเห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๑๙๘

เมื่อไร เราจักละพระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นาง ผู้ละมุนละไมสะโอดสะอง ออกบวชได้ การละพระสนมกำนัลในเห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๑๙๙

เมื่อไร เราจักละพระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นาง ผู้เชื่อฟัง พูดไพเราะ ออกบวชได้ การละพระสนมกำนัลในผู้น่ารักเห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๒๐๐

เมื่อไร เราจักละถาดทองคำหนักประมาณ ๑๐๐ ปละ จำหลักลวดลายเป็นร้อย ออกบวชได้ การละถาดทองคำเห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๒๐๑

เมื่อไร กองช้างพลายที่ประดับ ด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ มีสายรัดทองคำ มีเครื่องปกกระพองและข่ายทองคำ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๑๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)

ข้อ ๒๐๒

มีนายคราญช้างถือโตมรและขอขึ้นขี่ประจำ ที่เคยขี่ติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๒๐๓

เมื่อไร กองม้าสินธพชาติอาชาไนย ที่ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ เป็นพาหนะเร็ว

ข้อ ๒๐๔

มีนายสารถีถือแส้และธนูขึ้นขี่ประจำ ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๒๐๕

เมื่อไร กองรถที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

ข้อ ๒๐๖

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขับขี่ประจำ ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๒๐๗

เมื่อไร รถทองคำที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

ข้อ ๒๐๘

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขับขี่ประจำ ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๒๐๙

เมื่อไร รถเงินที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

ข้อ ๒๑๐

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขับขี่ประจำ ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๑๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)

ข้อ ๒๑๑

เมื่อไร รถม้าที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

ข้อ ๒๑๒

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขับขี่ประจำ ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๒๑๓

เมื่อไร รถเทียมด้วยอูฐที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

ข้อ ๒๑๔

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขับขี่ประจำ ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๒๑๕

เมื่อไร รถเทียมด้วยโคที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

ข้อ ๒๑๖

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขับขี่ประจำ ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๒๑๗

เมื่อไร รถเทียมด้วยแพะที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

ข้อ ๒๑๘

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขับขี่ประจำ ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๑๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)

ข้อ ๒๑๙

เมื่อไร รถเทียมด้วยแกะที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

ข้อ ๒๒๐

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขับขี่ประจำ ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๒๒๑

เมื่อไร รถเทียมด้วยเนื้อที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

ข้อ ๒๒๒

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขับขี่ประจำ ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๒๒๓

เมื่อไร กองช้างที่ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ สวมเกราะสีเขียว แกล้วกล้า ถือโตมรและของ้าว ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๒๒๔

เมื่อไร กองม้าที่ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ สวมเกราะสีเขียว แกล้วกล้า ถือแส้และธนู ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๒๒๕

เมื่อไร กองรถที่ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ สวมเกราะสีเขียว แกล้วกล้า ถือธนูและแล่ง ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๑๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)

ข้อ ๒๒๖

เมื่อไร กองธนูที่ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ สวมเกราะสีเขียว แกล้วกล้า ถือธนูและแล่ง ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๒๒๗

เมื่อไร พวกราชบุตรผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ สวมเกราะอันวิจิตร แกล้วกล้า เหน็บกฤชทองคำ ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๒๒๘

เมื่อไร หมู่พราหมณ์ผู้มีพรตประดับแล้ว ทาตัวด้วยจุรณจันทน์เหลือง ใช้ผ้าเนื้อดีจากแคว้นกาสี ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๒๒๙

เมื่อไร หมู่อำมาตย์ผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ สวมเกราะสีเหลือง แกล้วกล้า เดินนำไปข้างหน้าอย่างเป็นระเบียบ ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๒๓๐

เมื่อไร พระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นาง ผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๒๓๑

เมื่อไร พระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นาง ผู้ละมุนละไม สะโอดสะอง ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๑๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)

ข้อ ๒๓๒

เมื่อไร พระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นาง ผู้เชื่อฟัง เจรจาไพเราะ น่ารัก ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๒๓๓

เมื่อไร เราจักได้ปลงผม ห่มผ้าสังฆาฏิ อุ้มบาตรเที่ยวบิณฑบาต ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๒๓๔

เมื่อไร เราจักทรงผ้าสังฆาฏิที่ทำด้วยผ้าบังสุกุล ที่เขาทิ้งไว้ที่หนทางใหญ่ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๒๓๕

เมื่อไร เมื่อมีฝนตกพรำตลอด ๗ วัน เราจึงมีจีวรเปียกชุ่มเที่ยวไปบิณฑบาต ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๒๓๖

เมื่อไร เราจักได้เที่ยวจาริกไปตามต้นไม้น้อยใหญ่ ตามป่าน้อยใหญ่ตลอดทั้งคืนและวัน โดยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๒๓๗

เมื่อไร เราจักละความกลัวและความขลาดเสียได้ ไปที่ซอกเขาและลำธารได้ตามลำพัง ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๒๓๘

เมื่อไร เราจักทำจิตให้ตรงได้เหมือนคนดีดพิณ ดีดพิณทั้ง ๗ สายให้มีเสียงน่ารื่นรมย์จับใจ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

ข้อ ๒๓๙

เมื่อไร เราจักตัดกามสังโยชน์ทั้งที่เป็นของทิพย์ และของมนุษย์ได้เหมือนช่างหนังตัดรองเท้าโดยรอบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๑๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙) (เมื่อพระมหาชนกทรงรำพึงอย่างนี้แล้ว ทรงถือเพศบรรพชา เสด็จลงจากปราสาทไป พระผู้มีพระภาคตรัสถึงเสียงคร่ำครวญของสตรีเหล่านั้นว่า)

ข้อ ๒๔๐

พระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นางนั้น ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ ต่างประคองแขนทั้ง ๒ คร่ำครวญว่า เพราะเหตุไร พระองค์จึงทรงละทิ้งพวกหม่อมฉัน

ข้อ ๒๔๑

พระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นางนั้น ผู้ละมุนละไม สะโอดสะอง ต่างพากันประคองแขนทั้ง ๒ ร้องคร่ำครวญว่า เพราะเหตุไร พระองค์จึงทรงละทิ้งพวกหม่อมฉัน

ข้อ ๒๔๒

พระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นางนั้น ล้วนเป็นผู้เชื่อฟัง เจรจาไพเราะ น่ารัก ต่างพากันประคองแขนทั้ง ๒ คร่ำครวญว่า เพราะเหตุไร พระองค์จึงทรงละทิ้งพวกหม่อมฉันเสีย

ข้อ ๒๔๓

พระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นางนั้น ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ ถูกพระราชาทรงละทิ้งไว้แล้ว เสด็จดำเนินไปมุ่งผนวช

ข้อ ๒๔๔

พระราชาทรงละพระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นาง ผู้ละมุนละไม สะโอดสะอง เสด็จดำเนินไปมุ่งผนวช

ข้อ ๒๔๕

พระราชาทรงละพระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นางนั้น ล้วนแต่เป็นผู้เชื่อฟัง เจรจาไพเราะ น่ารัก เสด็จดำเนินไปมุ่งผนวช

ข้อ ๒๔๖

ทรงละถาดทองคำหนักประมาณ ๑๐๐ ปละ จำหลักลวดลายตั้งร้อย ทรงอุ้มบาตรดิน นั้นเป็นการอภิเษกครั้งที่ ๒

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๒๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙) (พระนางสีวลีกราบทูลพระโพธิสัตว์ว่า)

ข้อ ๒๔๗

เปลวไฟน่ากลัว ไหม้ท้องพระคลังตามลำดับ คือ เงิน ทอง แก้วมุกดา แก้วไพฑูรย์มากมาย

ข้อ ๒๔๘

แก้วมณี สังข์ แก้วมุกดา ผ้า จันทน์เหลือง หนังสัตว์ เครื่องงาช้าง ทองแดง และเหล็กเป็นอันมากที่ไฟไหม้ ข้าแต่พระราชา มาเถิดพระเจ้าข้า เชิญพระองค์เสด็จกลับก่อนเถิด พระราชทรัพย์ของพระองค์อย่าได้พินาศเสียหายเลย (พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)

ข้อ ๒๔๙

เราผู้ไม่มีความกังวลอยู่เป็นสุขสบายดีหนอ เมื่อกรุงมิถิลาถูกเพลิงเผาผลาญ เรามิได้มีอะไรจะไหม้ (พระนางสีวลีกราบทูลว่า)

ข้อ ๒๕๐

พวกโจรป่าเกิดขึ้น ปล้นแคว้นของพระองค์ มาเถิดพระเจ้าค่ะ ขอเชิญพระองค์เสด็จกลับเถิด แคว้นนี้อย่าได้พินาศเสียหายเลย (พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)

ข้อ ๒๕๑

เราผู้ไม่มีความกังวลอยู่เป็นสุขสบายดีหนอ เมื่อแคว้นถูกพวกโจรปล้น เรามิได้มีอะไรจะให้ปล้นเลย

ข้อ ๒๕๒

เราผู้ไม่มีความกังวลอยู่เป็นสุขสบายดีหนอ เราจักมีปีติเป็นอาหารเหมือนเหล่าเทพชั้นอาภัสสรพรหม @เชิงอรรถ : @ เหล่าเทพชั้นอาภัสสรพรหมมีปีติเป็นอาหารให้เวลาผ่านไปด้วยความสุขในฌาน (ขุ.ชา.อ. ๙/๒๕๑/๙๓)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๒๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙) (นารทดาบสกล่าวว่า)

ข้อ ๒๕๓

เสียงอึกทึกกึกก้องอะไรกันนั่น ใครกันหนอเล่นกันเหมือนอยู่ในบ้าน ท่านสมณะ อาตมภาพขอถาม มหาชนนั้นติดตามท่านมาเพื่อประโยชน์อะไร (พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)

ข้อ ๒๕๔

มหาชนนี้ติดตามข้าพเจ้าผู้ละทิ้งพวกเขามาในที่นี้ ผู้ล่วงเขตแดนคือกิเลสไป เพื่อบรรลุถึงโมเนยยธรรม คือญาณของพระมุนี แต่ยังเจือปนด้วยความเพลิดเพลินทั้งหลายอยู่ พระคุณเจ้าก็รู้อยู่จะถามไปทำไม (นารทดาบสกล่าวว่า)

ข้อ ๒๕๕

พระองค์เพียงแต่ทรงสรีระ (เพศนักบวช) นี้ อย่าได้เข้าพระทัยว่า “เราข้ามเขตแดนคือกิเลสแล้ว” กรรมคือกิเลสนี้จะพึงข้ามได้ด้วยเพศแห่งบรรพชิตก็หาไม่ เพราะอันตรายทั้งหลายยังมีอยู่มาก (พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)

ข้อ ๒๕๖

อันตรายอะไรหนอ จะพึงมีแก่ข้าพเจ้าผู้มีปกติอยู่ผู้เดียวอย่างนี้ ข้าพเจ้าไม่ปรารถนากามทั้งหลายทั้งในปัจจุบันและในอนาคต (นารทดาบสกล่าวว่า)

ข้อ ๒๕๗

อันตรายเป็นอันมากทีเดียว คือ ความหลับ ความเกียจคร้าน ความบิดกาย ความเหนื่อยหน่าย ความเมาอาหารที่มีอยู่ในสรีระของพระองค์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๒๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙) (พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)

ข้อ ๒๕๘

ท่านพราหมณ์ ท่านพร่ำสอนข้าพเจ้าดีหนอ ท่านพราหมณ์ผู้นิรทุกข์ ข้าพเจ้าขอถามท่าน ท่านเป็นใครหนอ (นารทดาบสกล่าวว่า)

ข้อ ๒๕๙

ชนทั้งหลายรู้จักอาตมภาพโดยชื่อว่า นารทะ โดยโคตรว่า กัสสปะ อาตมภาพมาในสำนักของพระองค์ด้วยเข้าใจว่า การสมาคมกับสัตบุรุษเป็นการดี

ข้อ ๒๖๐

ขอความเพลิดเพลินและวิหารธรรมทั้งปวงจงมีแก่พระองค์เท่านั้น พระองค์จงบำเพ็ญสิ่งที่บกพร่องให้บริบูรณ์เถิด จงประกอบด้วยความอดทนและความสงบเถิด

ข้อ ๒๖๑

จงทรงคลี่คลายความยุบลงและฟูขึ้น จงสักการะกรรม วิชชา ธรรม และสมณธรรมแล้วบำเพ็ญพรหมจรรย์เถิด

ข้อ ๒๖๒

ข้าแต่พระชนก พระองค์ทรงละทิ้งช้าง ม้า ชาวพระนคร และชนบทเป็นอันมาก เสด็จออกผนวช ทรงยินดีในบาตรดิน

ข้อ ๒๖๓

ชาวชนบท มิตร อำมาตย์ และพระญาติเหล่านั้น ได้ทำความผิดอะไรให้แก่พระองค์หรือหนอ เพราะเหตุไร พระองค์จึงทรงชอบพระทัยบาตรดินนั้น (พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)

ข้อ ๒๖๔

ท่านฤๅษี ข้าพเจ้ามิได้เคยเอาชนะ พระญาติอะไรๆ โดยส่วนเดียวในกาลไหนๆ โดยอธรรมเลย แม้พระญาติทั้งหลายก็มิเคยได้เอาชนะข้าพเจ้าโดยอธรรม @เชิงอรรถ : @ คำว่า กรรม ได้แก่กุศลกรรมบถ ๑๐, คำว่า วิชชา ได้แก่ญาณในอภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘@คำว่า ธรรม ได้แก่สมณธรรมกล่าวคือการบำเพ็ญกสิณ (ขุ.ชา.อ. ๙/๒๖๑/๙๘)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๒๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)

ข้อ ๒๖๕

ข้าพเจ้าได้เห็นประเพณีของโลก เห็นโลกถูกกิเลสกัดกร่อน ถูกกิเลสทำให้เป็นดุจเปือกตม จึงได้ทำเหตุนี้ให้เป็นเครื่องเปรียบเทียบว่า ปุถุชนจมอยู่ในกิเลสวัตถุใด สัตว์เป็นจำนวนมากย่อมเดือดร้อน และย่อมถูกฆ่า ในกิเลสวัตถุนั้น ดังนี้แล้ว จึงได้บวชเป็นภิกษุ นะท่านผู้ครองหนังสัตว์ผู้เจริญ (นารทดาบสกล่าวว่า)

ข้อ ๒๖๖

ใครหนอเป็นผู้จำแนกแจกธรรมคำสั่งสอนพระองค์ คำอันสะอาดนี้เป็นคำของใคร ท่านผู้เป็นจอมทัพ เพราะบอกเจาะจงถึงดาบสผู้เป็นกรรมวาที หรือสมณะคือพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้ประกอบด้วยวิชชา นักปราชญ์ไม่เรียกผู้ประพฤติวัตรว่า เป็นสมณะ เหมือนการก้าวล่วงทุกข์ได้เลย

ข้อ ๒๖๗

ท่านผู้ครองหนังสัตว์ แม้ข้าพเจ้าจะสักการะสมณะหรือพราหมณ์โดยส่วนเดียว แต่ไม่เคยเข้าไปใกล้ไต่ถามอะไรๆ ในกาลไหนๆ เลย (พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)

ข้อ ๒๖๘

ข้าพเจ้ารุ่งเรืองด้วยสิริไปยังพระราชอุทยาน ด้วยอานุภาพใหญ่ ขณะที่เพลงขับที่เขาขับร้อง ดนตรีที่ไพเราะกำลังบรรเลงอยู่

ข้อ ๒๖๙

ข้าพเจ้านั้นได้เห็นต้นมะม่วงที่กำลังมีผลอยู่ภายนอกกำแพง ถูกพวกมนุษย์ผู้ที่ต้องการผลฟาดอยู่ ในพระราชอุทยานอันกึกก้องด้วยการประโคมดนตรี ประกอบด้วยคนขับและคนประโคม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๒๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)

ข้อ ๒๗๐

ข้าแต่ท่านผู้ครองหนังสัตว์ ข้าพเจ้านั้นละทิ้งสิรินั้นเสียแล้วลงจากยาน เข้าไปใกล้ต้นมะม่วงทั้งที่มีผลและไม่มีผล

ข้อ ๒๗๑

ข้าพเจ้าได้เห็นต้นมะม่วง อันมีผลถูกฟาดกระจัดกระจายย่อยยับ ส่วนมะม่วงอีกต้นหนึ่งสีเขียวชะอุ่มน่าพอใจ

ข้อ ๒๗๒

ศัตรูทั้งหลายจักกำจัดแม้พวกเรา ผู้เป็นอิสระ ผู้มีเสี้ยนหนามมาก เหมือนต้นมะม่วงที่มีผลถูกมนุษย์ทั้งหลายเบียดเบียนแล้ว

ข้อ ๒๗๓

เสือเหลืองถูกฆ่าเพราะหนัง ช้างถูกฆ่าเพราะงา คนมีทรัพย์ถูกฆ่าเพราะทรัพย์ ใครเล่าจักฆ่าคนที่ไม่มีที่อยู่ ที่ไม่มีความคุ้นเคย ต้นมะม่วงที่มีผลและไม่มีผลทั้ง ๒ ต้นนั้นเป็นครูของข้าพเจ้า (พระนางสีวลีกราบทูลว่า)

ข้อ ๒๗๔

ชนทั้งปวง คือ กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ กองพลราบ ต่างก็ตกใจว่า พระราชาทรงผนวชเสียแล้ว

ข้อ ๒๗๕

ขอพระองค์ได้ทรงปลอบชุมชนให้เบาใจ ทรงวางหลักปกครอง ทรงอภิเษกพระราชโอรสไว้ในราชสมบัติแล้ว จึงจักทรงผนวชในภายหลัง (พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)

ข้อ ๒๗๖

เราได้สละชาวชนบท มิตร อำมาตย์ และพระญาติทั้งหลายแล้ว พระราชโอรสของชาวแคว้นวิเทหะ และคนผู้มีอายุยืน ผู้จักผดุงรัฐให้เจริญก็มีอยู่ เธอเหล่านั้นจักครองราชสมบัติในกรุงมิถิลา นะปชาบดี

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๒๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)

ข้อ ๒๗๗

จงมาเถิด เราจะตามสอนเธอด้วยวาจาที่ชอบ เธอจะไปสู่ทุคติด้วยกาย วาจา และใจ เพราะบาปใด เมื่อเธอครองราชสมบัติก็จักทำบาปทุจริตนั้นเป็นอันมาก

ข้อ ๒๗๘

ผู้ที่ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยก้อนข้าวที่ผู้อื่นให้ ซึ่งสำเร็จมาแต่ผู้อื่นนี้ นั่นเป็นธรรมของนักปราชญ์ (พระนางสีวลีกราบทูลว่า)

ข้อ ๒๗๙

กุลบุตรผู้ฉลาดแม้คนใดไม่พึงบริโภคอาหารในภัตกาลที่ ๔ จะพึงตายอย่างน่าอนาถเพราะความหิว กุลบุตรผู้ฉลาดนั้นก็ไม่พึงบริโภคก้อนข้าว ที่เปื้อนฝุ่น ซึ่งไม่ดีมิใช่หรือ กิริยาของพระองค์นี้ไม่ดี ไม่งามเลย ข้าแต่พระชนก พระองค์พึงเสวยก้อนเนื้อที่เป็นเดนสุนัข (พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)

ข้อ ๒๘๐

พระนางสีวลี บิณฑบาตใด เป็นของอันบุคคลผู้ครองเรือน หรือสุนัขสละแล้ว บิณฑบาตนั้นชื่อว่าไม่เป็นอาหารของอาตมภาพก็หามิได้ ของบริโภคเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่ได้มาโดยธรรม ของบริโภคทั้งหมดนั้นกล่าวกันว่า ไม่มีโทษ (พระโพธิสัตว์ตรัสกับเด็กหญิงว่า)

ข้อ ๒๘๑

กุมาริกาผู้นอนแนบมารดา ผู้ประดับอยู่เป็นนิตย์ เพราะเหตุไร กำไลมือข้างหนึ่งของเธอจึงมีเสียงดัง อีกข้างหนึ่งไม่มีเสียงดัง @เชิงอรรถ : @ คำว่า ไม่พึงบริโภคอาหารในภัตกาลที่ ๔ พระนางสีวลีตรัสหมายถึงว่า ถ้าบุคคลเราไม่บริโภคอาหาร@มื้อสุดท้าย จะพึงตายไปเพราะความหิว ผู้นั้นพึงเป็นสัตบุรุษเชื้อสายกุลบุตร จึงไม่พึงเสวยอาหารนั้น@เพราะทรงรังเกียจเนื้อที่เป็นเดนสุนัขที่พระมหาชนกนำมาย่างเสวย (ขุ.ชา.อ. ๙/๒๗๙/๑๐๕)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๒๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙) (เด็กหญิงกราบทูลว่า)

ข้อ ๒๘๒

ท่านสมณะ กำไลมือ ๒ วงที่สวมอยู่ที่ข้อมือของดิฉันนี้ เพราะทั้ง ๒ วงกระทบกัน จึงเกิดเสียงดัง คติของคน ๒ คนก็เป็นเช่นนี้

ข้อ ๒๘๓

ท่านสมณะ กำไลมือวงหนึ่งที่สวมอยู่ที่ข้อมือของดิฉันนี้ ไม่มีอันที่ ๒ จึงไม่มีเสียงดังเหมือนมุนีสงบนิ่งอยู่

ข้อ ๒๘๔

คนมีคู่จึงถึงความวิวาทกัน บุคคลคนเดียวจักวิวาทกับใคร ท่านนั้นเป็นผู้ปรารถนาสวรรค์ ก็ขอจงชอบความเป็นผู้เดียวเถิด (พระโพธิสัตว์ตรัสกับพระนางสีวลีว่า)

ข้อ ๒๘๕

พระนางสีวลี เธอได้ยินคาถาที่นางกุมาริกากล่าวแล้วหรือ นางกุมาริกาเป็นสาวใช้มาติเตียนเรา มันเป็นคติของคนคู่เท่านั้น

ข้อ ๒๘๖

พระนางผู้เจริญ ทาง ๒ แพร่งนี้ เราทั้ง ๒ ผู้เดินทางได้สัญจรมาแล้ว บรรดาทางทั้ง ๒ แพร่งนั้น เธอจงเลือกเอาทางหนึ่ง อาตมภาพก็จักเลือกเอาอีกทางหนึ่ง

ข้อ ๒๘๗

เธออย่าเรียกอาตมภาพว่าเป็นพระสวามีของเธอ และอาตมภาพก็จะไม่เรียกเธอว่าเป็นพระมเหสีของอาตมภาพต่อไป เมื่อกษัตริย์ทั้ง ๒ ตรัสข้อความนี้แล้วต่างก็เสด็จเข้าไปยังถูณนคร

ข้อ ๒๘๘

เมื่อจวนเวลาอาหาร พระโพธิสัตว์ประทับอยู่ ณ ซุ้มประตูของช่างศร และ ณ ที่นั้น ช่างศรนั้นหลับตาลงข้างหนึ่งเล็งดูลูกศรที่คด ซึ่งตนดัดให้ตรงด้วยตาอีกข้างหนึ่ง (พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)

ข้อ ๒๘๙

ช่างศร ท่านจงฟังอาตมภาพ ท่านเห็นความสำเร็จประโยชน์หรือหนอ ที่ท่านหลับตาข้างหนึ่งลง เล็งดูลูกศรที่คดด้วยตาอีกข้างหนึ่ง

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๒๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙) (ช่างศรกราบทูลว่า)

ข้อ ๒๙๐

ท่านสมณะ การเล็งดูด้วยตาทั้ง ๒ ย่อมปรากฏกว้างไป เพราะเห็นไม่ถึงส่วนที่คดข้างหนึ่ง การดัดให้ตรงจึงไม่สำเร็จ

ข้อ ๒๙๑

แต่เมื่อหลับตาข้างหนึ่ง เล็งดูส่วนที่คดด้วยตาข้างหนึ่ง เพราะเห็นส่วนที่คดข้างหน้า การดัดให้ตรงจึงสำเร็จได้

ข้อ ๒๙๒

คนที่มีคู่จึงวิวาทกัน คนเดียวจักวิวาทกับใคร ท่านนั้นปรารถนาสวรรค์ ก็ขอจงชอบความเป็นผู้เดียวเถิด (พระโพธิสัตว์ตรัสกับพระนางสีวลีว่า)

ข้อ ๒๙๓

พระนางสีวลี เธอได้ยินคำที่ช่างศรกล่าวแล้วหรือยัง คนใช้มาติเตียนเรา นั้นเป็นคติของคนคู่เท่านั้น

ข้อ ๒๙๔

พระนางผู้เจริญ ทาง ๒ แพร่งนี้ เราทั้ง ๒ ผู้เดินทางได้สัญจรมาแล้ว บรรดาทาง ๒ แพร่งนั้น เธอจงเลือกเอาทางหนึ่ง อาตมภาพก็จักเลือกเอาอีกทางหนึ่ง

ข้อ ๒๙๕

เธออย่าเรียกอาตมภาพว่าเป็นพระสวามีของเธอ และอาตมภาพก็จะไม่เรียกเธอว่า เป็นพระมเหสีของอาตมภาพต่อไป หญ้ามุงกระต่ายเล็กน้อยขาดไปแล้ว เธอจงอยู่คนเดียวเถิด พระนางสีวลี มหาชนกชาดกที่ ๒ จบ @เชิงอรรถ : @ หญ้ามุงกระต่ายเล็กน้อยขาดไปแล้ว พระโพธิสัตว์ตรัสหมายถึงหญ้ามุงกระต่ายเส้นเล็กๆ ที่พระองค์@ถอนขึ้นมาแล้วดึงให้ขาดจากกัน ใครๆ ไม่สามารถต่อกันได้ เป็นการเตือนว่า พระองค์ไม่ปรารถนาจะ@อยู่ร่วมกับพระเทวีอีก เป็นการห้ามไม่ให้ตามไป (ขุ.ชา.อ. ๙/๒๙๕/๑๑๑-๑๑๒)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๒๘}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภมหาภิเนกขัมมบารมี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า โก ยํ มชฺเฌ สมุทฺทสฺมึ ดังนี้เป็นต้น.

ความพิสดารว่า วันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายนั่งพรรณนามหาภิเนกขัมมบารมีของพระตถาคต ในโรงธรรมสภา. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เธอทั้งหลายประชุมเจรจากันถึงเรื่องอะไร. เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่ตถาคตออกเพื่อคุณอันยิ่งใหญ่ แม้ในกาลก่อน เมื่อยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ ตถาคตก็ได้ออกเพื่อคุณอันยิ่งใหญ่เหมือนกัน ตรัสดังนี้แล้วทรงดุษณีภาพอยู่. ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลวิงวอนให้ทรงเล่าเรื่อง จึงทรงนำอดีตนิทานมาแสดงดังต่อไปนี้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอดีตกาล พระราชาพระนามว่า มหาชนก ครองราชสมบัติในกรุงมิถิลา แคว้นวิเทหะ. พระเจ้ามหาชนกราชนั้นมีพระราชโอรสสองพระองค์ คืออริฏฐชนกพระองค์หนึ่ง โปลชนกพระองค์หนึ่ง. ในสองพระองค์นั้น พระราชาพระราชทานตำแหน่งอุปราชแก่พระราชโอรสองค์พี่ พระราชทานตำแหน่งเสนาบดีแก่พระราชโอรสองค์น้อง. กาลต่อมา พระมหาชนกราชสวรรคต พระอริฏฐชนกได้ครองราชสมบัติ ทรงตั้งพระโปลชนกผู้กนิษฐภาดาเป็นอุปราช. อมาตย์คนหนึ่งผู้ใกล้ชิดพระราชา ไปเฝ้าพระราชากราบทูลว่า ขอเดชะ พระอุปราชใคร่จะปลงพระชนม์พระองค์. พระอริฏฐชนกราชทรงสดับคำบ่อยๆ ก็ทำลายความสิเนหาพระอนุชา ให้จำพระโปลชนกมหาอุปราชด้วยเครื่องจองจำให้อยู่ในคฤหาสน์หลังหนึ่งใกล้พระราชนิเวศ มีผู้คุมรักษา พระกุมารโปลชนกทรงตั้งสัตยาธิษฐานว่า ถ้าข้าพเจ้าก่อเวรต่อพระเชษฐาเครื่องจองจำจงอย่าหลุดจากมือและเท้าของข้าพเจ้า แม้ประตูก็จงอย่าเปิด ถ้าข้าพเจ้ามิได้ก่อเวรต่อพระเชษฐาเครื่องจองจำจงหลุดจากมือและเท้าของข้าพเจ้า แม้ประตูก็จงเปิด เครื่องจองจำได้หักเป็นท่อนๆ แม้ประตูก็เปิดในทันใดนั้นต่อนั้นพระโปลชนกก็เสด็จออกไปยังปัจจันตคามแห่งหนึ่ง ประทับอยู่ที่ปัจจันตคามนั้น ชาวปัจจันตคามจำพระองค์ได้ก็บำรุงพระองค์.

ครั้งนั้น พระอริฏฐชนกราชไม่สามารถจะจับพระองค์ได้ พระโปลชนกนั้นได้ทำปัจจันตชนบทให้อยู่ในอำนาจโดยลำดับ เป็นผู้มีบริวารมาก ทรงคิดว่า เมื่อก่อนเรามิได้ก่อเวรต่อพระเชษฐาของเรา แต่บัดนี้เราจะก่อเวรละ ทรงให้ประชุมพลนิกายแวดล้อมไปด้วยมหาชน ออกจากปัจจันตคามถึงกรุงมิถิลาโดยลำดับ ให้ตั้งค่ายพักแรมกองทัพอยู่นอกพระนคร. ครั้งนั้นเหล่าทหารชาวมิถิลานครทราบว่า พระโปลชนกเสด็จมา ก็ขนยุทโธปกรณ์มีพาหนะช้างเป็นต้น มายังสำนักของพระโปลชนกนั้นโดยมากแม้ชาวนครคนอื่นๆ ก็พากันมาเข้าด้วย. พระโปลชนกส่งสาส์นไปถวายพระเชษฐาว่า เมื่อก่อนข้าพระองค์มิได้ก่อเวรต่อพระองค์ แต่บัดนี้ข้าพระองค์จะก่อเวรละ พระองค์จะประทานเศวตฉัตรแก่ข้าพระองค์ หรือจะรบ. พระราชาอริฏฐชนกทรงสดับดังนั้น ปรารถนาจะรบจึงตรัสเรียกพระอัครมเหสีมาตรัสว่า ที่รัก ในการรบชนะหรือแพ้ ไม่อาจจะรู้ได้ ถ้าฉันมีอันตราย เธอพึงรักษาครรภ์ให้ดี ตรัสฉะนี้แล้วเสด็จกรีธาทัพออกจากพระนคร. ครั้งนั้นทหารของพระโปลชนกยังพระอริฏฐชนกราชให้ถึงชีพตักษัยในที่รบ. ชาวพระนครทั้งสิ้นรู้ว่า พระราชาสวรรคตแล้ว ก็เกิดโกลาหลกันทั่วไป.

ฝ่ายพระเทวีทรงทราบว่า พระราชสวามีสวรรคตแล้ว ก็รีบเก็บสิ่งของสำคัญมีทองเป็นต้นใส่ในกระเช้า เอาผ้าเก่าๆ ปูปิดไว้แล้วใส่ข้าวสารข้างบนทรงนุ่งภูษาเก่าเศร้าหมอง ปลอมพระกายของพระองค์ วางกระเช้าบนพระเศียร เสด็จออกจากพระนคร แต่กลางวันทีเดียว ไม่มีใครจำพระนางได้พระนางเสด็จออกทางประตูทิศอุดร ไม่รู้จักมรรคา เพราะไม่เคยเสด็จไปในที่ไหนๆ ไม่อาจกำหนดทิศ จึงประทับที่ศาลาแห่งหนึ่งคอยตรัสถามว่ามีคนเดินทางไปนครกาลจัมปากะไหม เพราะเคยทรงสดับว่า มีนครกาลจัมปากะเท่านั้น. ก็สัตว์ในครรภ์ของพระเทวีนั้น มิใช่สัตว์สามัญแต่เป็นพระมหาสัตว์ผู้มีพระบารมีเต็มแล้วมาบังเกิด ด้วยเดชานุภาพแห่งพระมหาสัตว์นั้น บันดาลให้ภพของท้าวสักกเทวราชสำแดงอาการร้อน. ท้าวสักกเทวราชทรงอาวัชนาการก็ทรงทราบเหตุนั้น ทรงดำริว่า สัตว์ที่บังเกิดในพระครรภ์ของพระเทวีมีบุญมาก เราควรจะไปในที่นั้นจึงเนรมิตเกวียนมีเครื่องปกปิด จัดตั้งเตียงไว้ในเกวียนนั้น เนรมิตตนเหมือนคนแก่ ขับเกวียนไปหยุดอยู่ที่ประตูศาลาที่พระเทวีประทับอยู่ทูลถามพระเทวีว่า มีผู้ที่จะไปนครกาลจัมปากะบ้างไหม. พระเทวีได้สดับดังนั้น จึงตรัสว่า ข้าแต่พ่อ ข้าพเจ้าจักไป. ท้าวสักกะตรัสว่า ถ้าเช่นนั้น แม่จงขึ้นนั่งบนเกวียนเถิด. พระเทวีเสด็จออกมาตรัสว่า ข้าแต่พ่อ ข้าพเจ้ามีครรภ์แก่ ไม่อาจจะขึ้นเกวียนไปได้จักขอเดินตามพ่อไปเท่านั้น แต่พ่อช่วยรับกระเช้าของข้าพเจ้านี้ขึ้นเกวียนไปด้วย. ท้าวสักกะตรัสว่า แม่พูดอะไร คนที่รู้จักขับเกวียนเช่นข้าพเจ้าไม่มีแม่อย่ากลัวเลย ขึ้นนั่งบนเกวียนเถิดแม่. ด้วยอานุภาพแห่งพระโอรสของพระองค์ ในกาลที่พระเทวีจะเสด็จขึ้นเกวียน แผ่นดินได้นูนขึ้นดุจผิวละอองเต็มด้วยลมฟุ้งขึ้นฉะนั้น ตั้งจดท้ายเกวียน พระเทวีเสด็จขึ้นบรรทมบนพระที่สิริไสยาสน์ ทรงทราบว่า นี้จักเป็นเทวดา. พระนางได้หยั่งลงสู่นิทรา เพราะได้บรรทมบนพระที่อันเป็นทิพย์.

ครั้งนั้น ท้าวสักกเทวราชทรงขับเกวียนถึงแม่น้ำแห่งหนึ่ง ไกลราวสามสิบโยชน์ จึงปลุกพระเทวีแล้วตรัสว่า แม่จงลงจากเกวียนนี้อาบน้ำในแม่น้ำจงนุ่งห่มผ้าคู่หนึ่ง ที่วางอยู่เหนือศีรษะนั้น จงหยิบของกินที่มีอยู่ภายในเกวียนนั้นมากินเถิด. พระเทวีทรงทำตามอย่างนั้น แล้วบรรทมต่อไปอีกก็ลุถึงนครกาลจัมปากะในเวลาเย็น ทอดพระเนตรเห็นประตูหอรบและกำแพงพระนคร จึงตรัสถามท้าวสักกะว่า ข้าแต่พ่อ เมืองนี้ชื่ออะไร. ท้าวสักกะตรัสตอบว่า นครกาลจัมปากะ แม่. พระเทวีตรัสค้านว่า พูดอะไร พ่อ นครกาลจัมปากะอยู่ห่างจากนครของพวกเราถึงหกสิบโยชน์มิใช่หรือ. ท้าวสักกะตรัสว่า ถูกแล้วแม่ แต่ตารู้จักหนทางตรง. ครั้งนั้นท้าวสักกเทวราชให้พระเทวีลงจากเกวียน ณ ที่ใกล้ประตู ด้านทิศทักษิณ ตรัสบอกว่า บ้านของตาอยู่ข้างหน้า แต่แม่จงเข้าไปสู่นครนี้ ตรัสดังนี้แล้วเสด็จไปเหมือนไปข้างหน้า ได้หายตัวไปยังที่ประทับของพระองค์. ส่วนพระเทวีก็ประทับนั่งอยู่ที่ศาลาแห่งหนึ่ง.

ขณะนั้นมีพราหมณ์ผู้เพ่งมนต์คนหนึ่งชาวนครกาลจัมปากะ เป็นทิศาปาโมกข์ มาณพประมาณห้าร้อยคน แวดล้อมเดินไปเพื่ออาบน้ำ แลดูมาแต่ไกลเห็นพระเทวีนั้น มีพระรูปงามยิ่งสมบูรณ์ด้วยความงามเป็นเลิศ ประทับนั่งอยู่ ณ ศาลานั้น ด้วยอานุภาพแห่งพระมหาสัตว์ ผู้บังเกิดในพระครรภ์ของพระเทวีพอเห็นเท่านั้น ก็เกิดสิเนหาราวกะว่าเป็นน้องสาวของตน จึงให้เหล่ามาณพพักอยู่ภายนอก เข้าไปในศาลาแต่ผู้เดียวถามว่า น้องหญิง แม่เป็นชาวบ้านไหน. พระเทวีตรัสตอบว่า ข้าแต่พ่อ ข้าพเจ้าเป็นอัครมเหสีของพระอริฏฐชนกราช กรุงมิถิลา. พราหมณ์ถามว่า แม่มาที่นี้ทำไม พระเทวีตรัสตอบว่า พระอริฏฐชนกราชถูกพระโปลชนกปลงพระชนม์ เมื่อเป็นเช่นนี้ข้าพเจ้ากลัวภัยจึงหนีมา ด้วยคิดว่า จักรักษาครรภ์ไว้. พราหมณ์ถามว่า ก็ในพระนครนี้ มีใครที่เป็นพระญาติของเธอหรือ. พระเทวีตรัสตอบว่า ไม่มี พ่อ. พราหมณ์กล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น เธออย่าวุ่นใจไปเลยข้าพเจ้าอุทิจจพราหมณ์มหาศาล เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ข้าพเจ้าจักตั้งเธอไว้ ในที่เป็นน้องสาว ปฏิบัติดูแลเธอ เธอจงกล่าวกะข้าพเจ้าว่า ท่านเป็นพี่ชายแล้วจับที่เท้าทั้งสองของข้าพเจ้าคร่ำครวญเถิด. พระเทวีรับคำแล้ว เปล่งเสียงดัง ทอดพระองค์ลงจับเท้าทั้งสองของพราหมณ์ ทั้งสองต่างก็คร่ำครวญกันอยู่.

ครั้งนั้น เหล่าอันเตวาสิกได้ยินเสียงของพราหมณ์ จึงพากันวิ่งเข้าไปยังศาลา ถามว่า ท่านอาจารย์ เกิดอะไรแก่ท่านหรือ. พราหมณ์กล่าวว่า พ่อทั้งหลาย หญิงนี้เป็นน้องสาวของฉัน พลัดพรากจากฉันไปแต่ครั้งโน้น เหล่าอันเตวาสิกกล่าวว่า จำเดิมแต่กาลที่ท่านทั้งสองได้พบกันแล้ว ขออย่าได้วิตกเลย. พราหมณ์ให้นำยานที่ปกปิดมา ให้พระเทวีประทับนั่งในยานนั้น กล่าวกะเหล่ามาณพว่า เจ้าทั้งหลายจงบอกแก่นางพราหมณีว่า หญิงนี้เป็นน้องสาวของเราแล้วจงบอกนางพราหมณี เพื่อทำกิจทั้งปวงแก่นาง กล่าวฉะนี้แล้ว ส่งพระเทวีไปสู่เรือน.

ลำดับนั้น นางพราหมณีให้พระนางสรงสนานด้วยน้ำร้อนแล้ว แต่งที่บรรทมให้บรรทม แม้พราหมณ์อาบน้ำแล้วก็กลับมาสู่เรือน สั่งให้เชิญพระนางมาในเวลาบริโภคอาหาร ด้วยคำว่า จงเชิญน้องสาวของเรามา แล้วบริโภคร่วมกับพระนาง ได้ปรนนิบัติพระนางในนิเวศของตน. ไม่นานนักพระนางก็ประสูติพระโอรสมีวรรณะดังทอง. พระเทวีขนานพระนามพระโอรส เหมือนพระอัยกาว่า มหาชนกกุมาร.

พระกุมารนั้นทรงเจริญวัยก็เล่นอยู่กับพวกเด็ก เด็กพวกใดรบกวนทำให้พระกุมารขัดเคือง พระกุมารก็จับเด็กพวกนั้นให้มั่นแล้วตี ด้วยพระองค์มีพระกำลังมากและด้วยความเป็นผู้กระด้างเพราะมานะ เพราะพระองค์เกิดในตระกูลกษัตริย์ที่ไม่เจือปน. พวกเด็กเหล่านั้นร้องไห้เสียงดัง เมื่อถูกถามว่า ใครตี. ก็บอกว่า บุตรหญิงหม้ายตี. พระกุมารทรงคิดว่า พวกเด็กว่า เราเป็นบุตรหญิงหม้าย อยู่เนืองๆ ช่างเถอะ เราจักถามมารดาของเรา. วันหนึ่ง พระกุมารจึงทูลถามพระมารดาว่า ข้าแต่พระมารดาใครเป็นบิดาของฉัน. พระนางตรัสลวงพระกุมารว่า พราหมณ์เป็นบิดาของลูก วันรุ่งขึ้นพระกุมารตีเด็กทั้งหลาย เมื่อเด็กทั้งหลายกล่าวว่า บุตรหญิงหม้ายตี จึงตรัสว่าพราหมณ์เป็นบิดาของเรามิใช่หรือ. ครั้นพวกเด็กถามว่า พราหมณ์เป็นอะไรกับเธอ จึงทรงคิดว่า เด็กเหล่านี้กล่าวว่า พราหมณ์เป็นอะไรกับเธอมารดาของเราไม่บอกเหตุการณ์นี้ตามจริง ท่านไม่บอกแก่เราตามใจของท่าน ยกไว้เถิด เราจักให้ท่านบอกความจริงให้ได้. เมื่อพระกุมารดื่มน้ำนมพระมารดา จึงกัดพระถันพระมารดาไว้ ตรัสว่า ข้าแต่แม่ แม่จงบอกบิดาแก่ฉัน ถ้าแม่ไม่บอก ฉันจักกัดพระถันของแม่ให้ขาด. พระนางไม่อาจตรัสลวงพระโอรส จึงตรัสบอกว่า พ่อเป็นโอรสของพระเจ้าอริฎฐมหาชนก ในกรุงมิถิลา พระบิดาของพ่อถูกพระโปลชนกปลงพระชนม์ แม่ตั้งใจรักษาตัวพ่อจึงมาสู่นครนี้ พราหมณ์นี้ตั้งแม่ไว้ในที่เป็นน้องสาว ปฏิบัติดูแลแม่.

ตั้งแต่นั้นมา แม้ใครว่าเป็นบุตรหญิงหม้าย พระกุมารก็ไม่กริ้ว พระกุมารทรงเรียนไตรเพทและศิลปศาสตร์ทั้งปวงในภายในพระชนม์ ๑๖ ปี. เมื่อมีพระชนม์ได้ ๑๖ ปี เป็นผู้ทรงพระรูปโฉมอันอุดม พระองค์ทรงคิดว่า เราจักเอาราชสมบัติซึ่งเป็นของพระบิดา จึงทูลถามพระมารดาว่าข้าแต่พระมารดา ทรัพย์อะไรๆ ที่พระมารดาได้มามีบ้างหรือไม่ ฉันจักค้าขายให้ทรัพย์เกิดขึ้นแล้ว จักเอาราชสมบัติซึ่งเป็นของพระบิดา. พระนางตรัสตอบว่า ลูกรัก แม่ไม่ได้มามือเปล่า สิ่งอันเป็นแก่นสารของเรามีอยู่สามอย่าง คือ แก้วมณี แก้วมุกดา แก้ววิเชียร ในสามอย่างนั้นแต่ละอย่างพอจะเป็นกำลังเอาราชสมบัติได้ พ่อจงรับแก้วสามอย่างนั้น คิดอ่านเอาราชสมบัติเถิด อย่าทำการค้าขายเลย. พระกุมารทูลว่า ข้าแต่พระมารดาขอพระมารดาจงประทานทรัพย์นั้นกึ่งหนึ่ง แก่หม่อมฉัน จะเอาไปเมืองสุวรรณภูมิ นำทรัพย์เป็นอันมากมาแล้วเอาราชสมบัติ ซึ่งเป็นของพระบิดา ทูลดังนี้แล้วให้พระมารดาประทานทรัพย์กึ่งหนึ่ง จำหน่ายออกเป็นสินค้าแล้วให้ขนขึ้นเรือ พร้อมกับพวกพาณิชที่จะเดินทางไปสุวรรณภูมิ แล้วกลับมาถวายบังคมลาพระมารดาทูลว่า ข้าแต่พระมารดา หม่อมฉันจักไปเมืองสุวรรณภูมิ พระนางตรัสห้ามว่า ลูกรัก ขึ้นชื่อว่ามหาสมุทร สำเร็จประโยชน์น้อย มีอันตรายมาก อย่าไปเลยทรัพย์ของพ่อมีมากพอประโยชน์ เอาราชสมบัติแล้ว พระกุมารทูลว่า หม่อมฉันจักไปแท้จริง ทูลลาพระมารดาถวายบังคม กระทำประทักษิณ แล้วออกไปขึ้นเรือ.

ในวันนั้นได้เกิดพระโรคขึ้นในพระสรีระของพระเจ้าโปลชนกราช บรรทมแล้วเสด็จลุกขึ้นอีกไม่ได้. พวกพาณิชประมาณเจ็ดร้อยคนขึ้นสู่เรือเรือแล่นไปได้เจ็ดร้อยโยชน์ ใช้เวลาเจ็ดวัน เรือแล่นไปด้วยกำลังคลื่นที่ร้ายกาจ ไม่อาจทรงตัวอยู่ได้ แผ่นกระดานก็แตกด้วยกำลังคลื่น น้ำเข้ามาแต่ที่นั้นๆเรือก็จมลงในกลางมหาสมุทร มหาชนกลัวมรณภัย ร้องไห้คร่ำครวญกราบไหว้เทวดาทั้งหลาย แต่พระมหาสัตว์ไม่ทรงกันแสง ไม่ทรงคร่ำครวญ ไม่ไหว้เทวดาทั้งหลาย. พระองค์ทรงทราบว่า เรือจะจม จึงคลุกน้ำตาลกรวดกับเนยเสวยจนเต็มท้อง แล้วชุบผ้าเนื้อเกลี้ยงสองผืนด้วยน้ำมันจนชุ่ม ทรงนุ่งให้มั่น ประทับยืนเกาะเสากระโดงขึ้นยอดเสากระโดงเวลาเรือจม มหาชนเป็นภักษาแห่งปลาและเต่า น้ำโดยรอบมีสีเหมือนโลหิต. พระมหาสัตว์ประทับยืนที่ยอดเสากระโดง ทรงกำหนดทิศว่าเมืองมิถิลาอยู่ทิศนี้ ก็กระโดดจากยอดเสากระโดง ล่วงพ้นฝูงปลาและเต่า ไปตกในที่สุด อุสภะหนึ่ง เพราะพระองค์มีพระกำลังมาก. พระเจ้าโปลชนกราชได้สวรรคตในวันนั้นเหมือนกัน.

จำเดิมแต่นั้น พระมหาสัตว์เป็นไปอยู่ในคลื่นซึ่งมีสีดังแก้วมณี เหมือนท่อนต้นกล้วยทอง ข้ามมหาสมุทรด้วยกำลังพระพาหา. พระมหาสัตว์ทรงว่ายข้ามมหาสมุทรอยู่เจ็ดวัน เหมือนว่ายข้ามวันเดียว พระองค์ทรงสังเกตเวลานั้นว่า วันนี้เป็นวันอุโบสถ จึงบ้วนพระโอฐด้วยน้ำเค็มทรงสมาทานอุโบสถศีล. ก็ในกาลนั้น ท้าวโลกบาลทั้งสี่มอบให้เทพธิดาชื่อ มณีเมขลา เป็นผู้ดูแลรักษาสัตว์ทั้งหลาย ผู้ประกอบด้วยคุณมีบำรุงมารดาเป็นต้น เป็นผู้ไม่สมควรจะตายในมหาสมุทร นางมณีเมขลามิได้ตรวจตรามหาสมุทรเป็นเวลาเจ็ดวัน. เล่ากันว่า นางเสวยทิพยสมบัติเพลินก็เผลอสติมิได้ตรวจตราบางอาจารย์กล่าวว่า นางเทพธิดาไปเทพสมาคมเสีย นางคิดได้ว่า วันนี้เป็นวันที่เจ็ดที่เรามิได้ตรวจตรามหาสมุทร มีเหตุอะไรบ้างหนอ. เมื่อนางตรวจดูก็เห็นพระมหาสัตว์ จึงคิดว่า ถ้ามหาชนกกุมารจักตายในมหาสมุทร เราจักไม่ได้เข้าเทวสมาคม คิดฉะนี้แล้ว ตกแต่งสรีระ สถิตอยู่ในอากาศไม่ไกลพระมหาสัตว์.

เมื่อจะทดลองพระมหาสัตว์ จึงกล่าวคาถาแรกว่า

นี้ใคร เมื่อแลไม่เห็นฝั่ง ก็อุตสาหะพยายามว่ายอยู่ ท่ามกลางมหาสมุทร ท่านรู้อำนาจประโยชน์อะไร จึงพยายามว่ายอยู่อย่างนี้นักหนา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปสฺสนฺตีรํ แปลว่า แลไม่เห็นฝั่งเลย. บทว่า อายุเห ได้แก่ กระทำความเพียร.

ครั้งนั้น พระมหาสัตว์ทรงดำริว่า เราว่ายข้ามมหาสมุทรมาได้เจ็ดวันเข้าวันนี้ ไม่เคยเห็นเพื่อนสองของเราเลย นี่ใครหนอมาพูดกะเรา. เมื่อแลไปในอากาศก็ทอดพระเนตรเห็นนางมณีเมขลา จึงตรัสคาถาที่สองว่า

ดูก่อนเทวดา เราไตร่ตรองเห็นปฏิปทาแห่งโลกและอานิสงส์แห่งความเพียร เพราะฉะนั้น ถึงจะมองไม่เห็นฝั่ง เราก็ต้องพยายามว่ายอยู่ท่ามกลางมหาสมุทร.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิสมฺม วตฺตํ โลกสฺส ความว่า เรานั้นไตร่ตรอง คือใคร่ครวญวัตร คือปฏิปทาของโลกอยู่.

บทว่า วายมสฺส จ ความว่า พระมหาสัตว์แสดงความว่า เราไตร่ตรอง คือเห็นอานิสงส์แห่งความเพียรอยู่.

บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะเราไตร่ตรองอยู่ คือรู้ว่า ชื่อว่าความเพียรของบุรุษย่อมไม่เสียหาย ย่อมให้ตั้งอยู่ในความสุข ฉะนั้น แม้จะมองไม่เห็นฝั่งก็ต้องพยายาม คือกระทำความเพียร. อธิบายว่า เราจะไม่คำนึงถึงข้อนั้นได้อย่างไร.

นางมณีเมขลาปรารถนาจะฟังธรรมกถาของพระมหาสัตว์ จึงกล่าวคาถาอีกว่า

ฝั่งมหาสมุทรลึกจนประมาณไม่ได้ ย่อมไม่ปรากฏแก่ท่าน ความพยายามอย่างลูกผู้ชายของท่าน ก็เปล่าประโยชน์ ท่านไม่ทันถึงฝั่งก็จักตาย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปฺปตฺวา ว ความว่า ยังไม่ทันถึงฝั่งเลย ท่านก็จักตาย.

ครั้งนั้น พระมหาสัตว์ตรัสกะนางมณีเมขลาว่า ท่านพูดอะไรอย่างนั้น เราทำความพยายาม แม้ตายก็จักพ้นครหา ตรัสฉะนี้แล้ว จึงกล่าวคาถาว่า

บุคคลเมื่อกระทำความเพียร แม้จะตายก็ชื่อว่า ไม่เป็นหนี้ในระหว่างหมู่ญาติเทวดา และบิดามารดา อนึ่ง บุคคลเมื่อทำกิจอย่างลูกผู้ชาย ย่อมไม่เดือดร้อนในภายหลัง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อณโน ความว่า ดูก่อนเทวดา บุคคลเมื่อกระทำความเพียร แม้จะตาย ก็ย่อมไม่เป็นหนี้ คือไม่ถูกติเตียน ในระหว่างญาติทั้งหลาย เทวดาทั้งหลาย และพรหมทั้งหลาย.

ลำดับนั้น เทวดากล่าวคาถากะพระมหาสัตว์ว่า

การงานอันใด ยังไม่ถึงที่สุดด้วยความพยายาม การงานอันนั้นก็ไร้ผล มีความลำบากเกิดขึ้น การทำความพยายามในฐานะอันไม่สมควรใด จนความตายปรากฏขึ้น ความพยายามในฐานะอันไม่สมควรนั้นจะมีประโยชน์อะไร.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปารเณยฺยํ ความว่า ยังไม่ถึงที่สุดด้วยความพยายาม.

บทว่า มจฺจุ ยสฺสาภินิปฺผตํ ความว่า การทำความพยายามในฐานะอันไม่สมควรใด จนมัจจุ คือความตายนั่นแลปรากฏขึ้น ความพยายามในฐานะอันไม่สมควรนั้นจะมีประโยชน์อะไร.

เมื่อนางมณีเมขลากล่าวอย่างนี้แล้ว พระมหาสัตว์เมื่อจะทำนางมณีเมขลาให้จำนนต่อถ้อยคำ จึงได้ตรัสคาถาต่อไปว่า

ดูก่อนเทวดา ผู้ใดรู้แจ้งว่าการงานที่ทำ จะไม่ลุล่วงไปได้จริงๆ ชื่อว่าไม่รักษาชีวิตของตน ถ้าผู้นั้นละความเพียรในฐานะเช่นนั้นเสีย ก็จะพึงรู้ผลแห่งความเกียจคร้าน.

ดูก่อนเทวดา คนบางพวกในโลกนี้เห็นผลแห่งความประสงค์ของตน จึงประกอบการงานทั้งหลาย การงานเหล่านั้นจะสำเร็จหรือไม่ก็ตาม

ดูก่อนเทวดา ท่านก็เห็นผลแห่งกรรมประจักษ์แก่ตนแล้วมิใช่หรือ คนอื่นๆ จมในมหาสมุทรหมด เราคนเดียวยังว่ายข้ามอยู่ และได้เห็นท่านมาสถิตอยู่ใกล้ๆเรา เรานั้นจักพยายามตามสติกำลัง จักทำความเพียรที่บุรุษควรทำ ไปให้ถึงฝั่งแห่งมหาสมุทร.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อจฺจนฺตํ ความว่า ผู้ใดรู้แจ้งการงานนี้ว่า แม้ทำความเพียรก็ไม่อาจให้สำเร็จได้ ไม่ลุล่วงไปได้จริงๆ ทีเดียว ดังนี้ ไม่นำช้างดุร้ายและช้างตกมันเป็นต้นออกไปเสีย ชื่อว่าไม่รักษาชีวิตของตน.

บทว่า ชญฺญา โส ยทิ หาปเย ความว่า ถ้าผู้นั้นละความเพียรในฐานะเช่นนั้นเสีย ก็จะพึงรู้ผลแห่งความเกียจคร้านนั้น คำที่ท่านกล่าวนั้นๆไร้ประโยชน์ พระมหาสัตว์ทรงชี้แจงดังนี้ ก็บทที่เขียนไว้ในบาลีว่า ชญฺญา โส ยทิ หาปเย นั้น ไม่มีในอรรถกถา.

บทว่า อธิปฺปายผลํ ความว่า คนบางพวกเห็นผลแห่งความประสงค์ของตน ประกอบการงานมีกสิกรรม และพาณิชกรรมเป็นต้น.

บทว่า ตานิ อิชฺฌนฺติ วา น วา ความว่า พระมหาสัตว์ทรงแสดงความว่า เมื่อบุคคลกระทำความเพียรทางกาย และความเพียรทางใจว่า เราจักไปในที่นี้ จักเรียนสิ่งนี้ การงานเหล่านั้นย่อมสำเร็จทีเดียว เพราะฉะนั้น จึงควรทำความเพียรแท้.

บทว่า สนฺนา อญฺเญ ตรามหํ ความว่า คนอื่นๆจม คือ จมลงในมหาสมุทร คือเมื่อไม่ทำความเพียร ก็เป็นภักษาแห่งปลาและเต่ากันหมด แต่เราคนเดียวเท่านั้นยังว่ายข้ามอยู่.

บทว่า ตญฺจ ปสฺสามิ สนฺติเก ความว่า ท่านจงดูผลแห่งความเพียรของเราแม้นี้ เราไม่เคยเห็นเทวดาโดยอัตภาพนี้เลย เรานั้นก็ได้เห็นท่านมาสถิตอยู่ใกล้ๆ เรา โดยอัตภาพทิพย์นี้.

บทว่า ยถาสติ ยถาพลํ ความว่า สมควรแก่สติและกำลังของตน. บทว่า กาสํ แปลว่า จักกระทำ.

เทวดาได้สดับพระวาจาอันมั่นคงของพระมหาสัตว์นั้น เมื่อจะสรรเสริญพระมหาสัตว์ จึงกล่าวคาถาว่า

ท่านใดถึงพร้อมด้วยความพยายามโดยธรรม ไม่จมลงในห้วงมหรรณพ ซึ่งประมาณมิได้ เห็นปานนี้ด้วยกิจ คือความเพียรของบุรุษ ท่านนั้นจงไปในสถานที่ที่ใจของท่านยินดีนั้นเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอวํ คเต ความว่า ในห้วงน้ำซึ่งประมาณมิได้ เห็นปานนี้ คือในมหาสมุทรทั้งลึกทั้งกว้าง.

บทว่า ธมฺมวายามสมฺปนฺโน ความว่า ประกอบด้วยความพยายามอันชอบธรรม.

บทว่า กมฺมุนา นาวสีทสิ ความว่า ท่านไม่จมลงด้วยกิจ คือความเพียรของบุรุษของตน.

บทว่า ยตฺถ เต ความว่า ใจของท่านยินดีในสถานที่ใด ท่านจงไปในสถานที่นั้นเถิด.

ก็แลครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว นางมณีเมขลาได้ถามว่า ข้าแต่ท่านบัณฑิตผู้มีความบากบั่นมาก ข้าพเจ้าจักนำท่านไปที่ไหน. เมื่อพระมหาสัตว์ตรัสว่า มิถิลานคร นางจึงอุ้มพระมหาสัตว์ขึ้นดุจคนยกกำดอกไม้ ใช้แขนทั้งสองประคองให้นอนแนบทรวง พาเหาะไปในอากาศเหมือนคนอุ้มลูกรัก ฉะนั้น. พระมหาสัตว์มีสรีระเศร้าหมองด้วยน้ำเค็มตลอดเจ็ดวัน ได้สัมผัสทิพยผัสสะก็บรรทมหลับ. ลำดับนั้น นางมณีเมขลานำพระมหาสัตว์ถึงมิถิลานคร ให้บรรทมโดยเบื้องขวาบนแผ่นศิลา อันเป็นมงคลในสวนมะม่วง มอบให้หมู่เทพเจ้าในสวนคอยอารักขาพระมหาสัตว์แล้วไปสู่ที่อยู่ของตน.

ในกาลนั้น พระเจ้าโปลชนกราชไม่มีพระโอรส มีแต่พระธิดาองค์หนึ่งพระนามว่า สีวลีเทวี เป็นหญิงฉลาดเฉียบแหลม. อมาตย์ทั้งหลายได้ทูลถามพระเจ้าโปลชนกราช เมื่อบรรทมอยู่บนพระแท่นมรณมัญจอาสน์ว่า ข้าแต่พระมหาราช เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคตแล้วเหล่าข้าพระบาทจักถวายราชสมบัติแก่ใคร. พระราชาตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงมอบราชสมบัติให้แก่ท่าน ที่สามารถยังสีวลีเทวีธิดาของเราให้ยินดีหรือผู้ใดรู้หัวนอนแห่งบัลลังก์สี่เหลี่ยม หรือผู้ใดอาจยกสหัสสถามธนูขึ้นได้ หรือผู้ใดอาจนำขุมทรัพย์ใหญ่สิบหกแห่งออกมาได้. ท่านทั้งหลายจงมอบราชสมบัติให้แก่ผู้นั้น. อมาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า ขอเดชะ ขอพระองค์โปรดตรัส อุทานปัญหาแห่งขุมทรัพย์เหล่านั้น แก่พวกข้าพระองค์.

พระราชาจึงตรัสอุทานปัญหาของสิ่งอื่นๆ พร้อมกับขุมทรัพย์ทั้งหลายไว้ว่า

ขุมทรัพย์ใหญ่สิบหกขุมเหล่านี้ คือ ขุมทรัพย์ที่ดวงอาทิตย์ขึ้น ๑. ขุมทรัพย์ที่ดวงอาทิตย์ตก ๑. ขุมทรัพย์ภายใน ๑. ขุมทรัพย์ภายนอก ๑. ขุมทรัพย์ไม่ใช่ภายในไม่ใช่ภายนอก ๑. ขุมทรัพย์ขาขึ้น ๑. ขุมทรัพย์ขาลง ๑. ขุมทรัพย์ที่ไม้รังใหญ่ทั้งสี่ ๑. ขุมทรัพย์ในที่โยชน์หนึ่งโดยรอบ ๑. ขุมทรัพย์ใหญ่ที่ปลายงาทั้งสอง ๑. ขุมทรัพย์ที่ปลายขนหาง ๑. ขุมทรัพย์ที่น้ำ ๑. ขุมทรัพย์ที่ยอดไม้ ๑. และธนูหนักพันแรงคนยก ๑. บัลลังก์สี่เหลี่ยมหัวนอนอยู่เหลี่ยมไหน ๑. และยังสีวลีราชเทวีให้ยินดี ๑.

เมื่อพระเจ้าโปลชนกราชสวรรคต ถวายพระเพลิงพระบรมศพเสร็จแล้ว อมาตย์ทั้งหลายได้ประชุมปรึกษากันในวันที่เจ็ดถึงเรื่องที่พระราชาตรัสไว้ว่า ให้มอบราชสมบัติแก่ท่านที่สามารถให้พระธิดาของพระองค์ยินดี ก็ใครเล่าจักสามารถให้พระราชธิดานั้นยินดี. อมาตย์เหล่านั้นเห็นกันว่า เสนาบดีเป็นผู้สนิทชิดแห่งพระราชาจักสามารถ จึงส่งข่าวให้เสนาบดีนั้นทราบ เสนาบดีนั้นได้ฟังข่าวรับแล้วไปสู่ประตูพระราชวังเพื่อต้องการราชสมบัติ ให้ทูลความที่ตนมาแด่พระราชธิดา. พระราชธิดาทรงทราบว่า เสนาบดีนั้นมา หวังจะทรงทดลองเสนาบดีว่าจะมีปัญญาทรงสิริแห่งเศวตฉัตรหรือไม่ จึงรับสั่งว่า จงมาโดยเร็ว เสนาบดีได้ฟังข่าวนั้นแล้ว ประสงค์จะให้พระราชธิดาโปรดปรานจึงไปโดยเร็วตั้งแต่เชิงบันไดไปยืนอยู่ที่ใกล้พระราชธิดา. ลำดับนั้นพระราชธิดา เมื่อทรงทดลองเสนาบดีนั้น จึงตรัสสั่งว่า จงวิ่งไปโดยเร็วในพระตำหนัก. เสนาบดีคิดว่าจักยังพระราชธิดาให้ยินดี จึงวิ่งไปโดยเร็ว. พระราชธิดารับสั่งกะเสนาบดีว่า จงมาอีก เสนาบดีก็มาโดยเร็วอีก. พระราชธิดาทรงทราบว่าเสนาบดีนั้นหาปัญญามิได้ จึงตรัสว่า จงมานวดเท้าของเรา เสนาบดีก็นั่งลง นวดพระบาทของพระราชธิดาเพื่อให้ทรงโปรดปราน.

ลำดับนั้น พระราชธิดาก็ถีบเสนาบดีนั้นที่อกให้ล้มหงาย แล้วประทานสัญญาแก่นางข้าหลวงทั้งหลายด้วยพระดำรัสว่า พวกเจ้าจงตีบุรุษไร้ปัญญาอันธพาลคนนี้ ลากคอออกไปเสีย นางข้าหลวงทั้งหลายก็ทำตามรับสั่ง. เสนาบดีนั้นใครถามว่าเป็นอย่างไร ก็ตอบว่าพวกท่านอย่าถามเลย พระราชธิดานี้ไม่ใช่หญิงมนุษย์ จักเป็นยักขินี แต่นั้นอมาตย์ผู้รักษาคลังไปเพื่อให้พระราชธิดาทรงยินดี. พระราชธิดาก็ให้ได้รับความอับอายขายหน้า เช่นเดียวกับเสนาบดี ได้ยังชนทั้งปวง คือเศรษฐี เจ้าพนักงานเชิญเครื่องสูง เจ้าพนักงานเชิญพระแสง ให้ได้รับความอับอายขายหน้าเหมือนกัน.

ครั้งนั้น มหาชนปรึกษากันแล้วกล่าวว่า ไม่มีผู้สามารถให้พระราชธิดาโปรดปราน ท่านทั้งหลายจงมอบราชสมบัติแก่ ผู้สามารถยกธนูที่มีน้ำหนักพันแรงคนยกใครๆ ก็ไม่สามารถจะยกธนูนั้นขึ้น. แต่นั้นมหาชนจึงกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงมอบราชสมบัติแก่ ผู้รู้จักหัวนอนแห่งบัลลังก์สี่เหลี่ยม ก็ไม่มีใครรู้จักอีก. แต่นั้น มหาชนจึงกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงมอบราชสมบัติแก่ ผู้สามารถนำขุมทรัพย์สิบหกแห่งออกมาได้ ก็ไม่มีใครสามารถอีก.

แต่นั้น เสนาอมาตย์ทั้งหลายปรึกษากันว่า เราทั้งหลายไม่อาจรักษาแว่นแคว้นที่หาพระราชามิได้ไว้ จะพึงทำอย่างไรกันหนอ. ลำดับนั้น ปุโรหิตจึงกล่าวกะเสนามาตย์เหล่านั้นว่า พวกท่านอย่าวิตกเลย ควรจะปล่อยผุสสรถไป เพราะพระราชาที่เชิญเสด็จมาได้ด้วยผุสสรถเป็นผู้สามารถจะครองราชสมบัติในชมพูทวีปทั้งสิ้น. เหล่าเสนามาตย์ต่างเห็นพร้อมกัน จึงให้ตกแต่งพระนคร แล้วให้เทียมม้าสี่ตัวมีสี ดุจดอกกุมุทในราชรถอันเป็นมงคลลาดเครื่องลาดอันวิจิตรเบื้องบน ให้ประดิษฐานเบญจราชกกุธภัณฑ์ แวดล้อมด้วยจตุรงคเสนา. ชนทั้งหลายประโคมเครื่องดนตรีข้างหน้าราชรถ ที่พระราชาเป็นเจ้าของประโคมเบื้องหลังราชรถ ที่ไม่มีเจ้าของ เพราะฉะนั้น ปุโรหิตจึงกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงประโคมดนตรีทั้งปวงเบื้องหลังราชรถแล้วรดสายหนังเชือก แอก ประตักด้วยพระเต้าทองคำ แล้วสั่งราชรถว่า ผู้ใดมีบุญที่จะได้ครองราชสมบัติ ท่านจงไปสู่สำนักของผู้นั้น แล้วปล่อยราชรถนั้นไป.

ลำดับนั้น ราชรถก็ทำประทักษิณพระราชนิเวศแล้วขึ้นสู่ถนนใหญ่แล่นไปโดยเร็ว ชนทั้งหลายมีเสนาบดีเป็นต้น นึกหวังว่า ขอผุสสรถจงมาสู่สำนักเรา รถนั้นแล่นล่วงเลยเคหสถานของชนทั้งปวงไป ทำประทักษิณพระนครแล้ว ออกทางประตูด้านตะวันออก บ่ายหน้าตรงไปอุทยาน.

ครั้งนั้น ชนทั้งหลายเห็นราชรถแล่นไปโดยเร็ว จึงกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงยังราชรถนั้นให้กลับ. ปุโรหิตห้ามว่า อย่าให้กลับเลยถึงแล่นไปสิ้นร้อยโยชน์ก็อย่าให้กลับ รถเข้าไปสู่อุทยาน ทำประทักษิณแผ่นศิลามงคลแล้ว หยุดอยู่เตรียมรับเสด็จขึ้น. ปุโรหิตเห็นพระมหาสัตว์บรรทม จึงเรียกเหล่าอมาตย์มากล่าวว่า ท่านผู้หนึ่งนอนบนแผ่นศิลามงคลปรากฏอยู่. แต่ว่าพวกเรายังไม่รู้ว่าท่านผู้นั้นจะมีปัญญาสมควรแก่เศวตฉัตรหรือไม่มี. ถ้าว่าท่านมีปัญญา จักไม่ลุกขึ้นจักไม่แลดู. ถ้าเป็นคนกาลกรรณีจักกลัว จักตกใจ ลุกขึ้นสะทกสะท้านแลดูแล้วหนีไป. ท่านทั้งหลายจงประโคมดนตรีขึ้นทั้งหมดโดยเร็ว. ชนทั้งปวงก็ประโคมดนตรีเป็นร้อยๆ ขึ้นขณะนั้น เสียงของดนตรีเหล่านั้น ได้เป็นเหมือนกึกก้องไปทั่วท้องสาคร. พระมหาสัตว์ตื่นบรรทมด้วยเสียงนั้น เปิดพระเศียรทอดพระเนตรเห็นมหาชนแล้ว ทรงจินตนาการว่า เศวตฉัตรมาถึงเรา. ดังนี้แล้ว คลุมพระเศียรเสียอีกพลิกพระองค์บรรทมข้างซ้าย ปุโรหิตเปิดพระบาทแห่งพระมหาสัตว์ ตรวจดูพระลักษณะแล้วกล่าวว่า อย่าว่าแต่ทวีปหนึ่งนี้เท่านั้นเลย ท่านผู้นี้สามารถครองราชสมบัติในมหาทวีปทั้งสี่ได้ กล่าวฉะนี้แล้วให้ประโคมดนตรีอีก.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ทรงเปิดพระพักตร์อีก พลิกพระองค์บรรทมข้างขวา ทอดพระเนตรมหาชน ปุโรหิตให้บริษัทถอยออกไปแล้วประคองอัญชลีก้มหน้ากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ขอได้โปรดเสด็จลุกขึ้นเถิด ราชสมบัติมาถึงพระองค์. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ตรัสถามปุโรหิตว่า พระราชาของพวกท่านเสด็จไปไหน. ครั้นปุโรหิตกราบทูลว่า เสด็จสวรรคต. จึงตรัสถามว่า พระราชโอรสหรือพระราชภาดาของพระราชานั้นไม่มีหรือ. ปุโรหิตกราบทูลว่า ไม่มีพระเจ้าข้า มีแต่พระราชธิดาองค์หนึ่ง.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ทรงสดับคำของปุโรหิตนั้นแล้ว จึงรับสั่งว่า ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว เราจักครองราชสมบัติ. ตรัสฉะนี้แล้ว เสด็จลุกขึ้นประทับนั่งโดยบัลลังก์ ณ แผ่นมงคลศิลา. ต่อนั้น ชนทั้งหลายมีอมาตย์และปุโรหิตเป็นต้น ก็ถวายอภิเษกพระมหาสัตว์ ณ สถานที่นั้นทีเดียว. พระมหาสัตว์นั้นได้ทรงพระนามว่า มหาชนกราช พระองค์เสด็จขึ้นสู่ราชรถอันประเสริฐ เข้าพระนครด้วยสิริราชสมบัติอันสิริโสภาคใหญ่ ขึ้นสู่พระราชนิเวศ ทรงพิจารณาว่า ตำแหน่งเสนาบดีเป็นต้นนั้นๆ ยกไว้ก่อน แล้วเสด็จขึ้นพระที่นั่งข้างใน.

ฝ่ายพระราชธิดา ตรัสสั่งราชบุรุษคนหนึ่งเพื่อจะทรงทดลองพระมหาสัตว์นั้น โดยสัญญาที่มีมาก่อนว่า เจ้าจงเข้าไปเฝ้าพระราชากราบทูลว่าพระนางสีวลีเทวีรับสั่งให้หา จงรีบเสด็จไปเฝ้า อมาตย์นั้นก็ไปกราบทูลพระราชาดังนั้น. พระราชาแม้ได้ทรงฟังคำอมาตย์นั้น ก็แสร้งเป็นเหมือนไม่ได้ยินตรัสชมปราสาทเสียว่า โอ ปราสาทงาม ดังนี้ เพราะความที่พระองค์เป็นบัณฑิต. ราชบุรุษนั้นเมื่อไม่อาจให้พระราชาทรงสดับคำนั้นจึงกลับมาทูลพระราชธิดาว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า พระราชาไม่ทรงฟังคำของพระแม่เจ้า มัวแต่ทรงชมปราสาท ไม่สนพระทัยพระวาจาของพระแม่เจ้า เหมือนคนไม่สนใจต้นหญ้า ฉะนั้น. พระราชธิดาทรงคิดว่า ท่านผู้นี้เป็นผู้มีอัธยาศัยใหญ่ ส่งราชบุรุษให้เชิญเสด็จมาอีกถึงสองครั้งสามครั้งทีเดียว แม้พระราชาก็เสด็จไปโดยปกติ ตามความพอพระราชหฤทัยของพระองค์ ขึ้นสู่ปราสาทเหมือนพระยาราชสีห์เดินออกจากถ้ำ ฉะนั้น. เมื่อเสด็จใกล้เข้ามา พระสีวลีเทวีราชธิดาไม่อาจดำรงพระองค์อยู่ได้ด้วยพระเดชานุภาพแห่งพระมหาสัตว์ จึงเสด็จมาถวายให้เกี่ยวพระกร. พระมหาสัตว์ก็ทรงรับเกี่ยวพระกรพระราชธิดา ขึ้นยังพระที่นั่งประทับ ณ ราชบัลลังก์ภายใต้พระมหาเศวตฉัตร ตรัสเรียกอมาตย์ทั้งหลายมารับสั่งถามว่าดูก่อนอมาตย์ทั้งหลาย เมื่อพระราชาของพวกท่านจะเสด็จสวรรคต ได้ตรัสสั่งอะไรไว้บ้าง. เมื่ออมาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า ได้ตรัสสั่งไว้บ้าง จึงโปรดให้อมาตย์เล่าถวาย อมาตย์ทั้งหลายจึงกราบทูลว่า พระราชาของข้าพระองค์ทั้งหลายได้ตรัสสั่งไว้ดังนี้.

๑. ให้มอบราชสมบัติแก่ท่านผู้ที่ทำให้พระราชธิดาพระนามว่าสีวลีเทวีโปรดปรานได้.

พระราชาตรัสว่า พระนางสีวลีราชธิดาเสด็จมาถวายให้เกี่ยวพระกรของเธอแล้ว ข้อนี้เป็นอันว่า เราได้ให้พระราชธิดาโปรดปรานแล้ว ท่านจงกล่าวข้ออื่นต่อไป.

๒. ให้มอบราชสมบัติแก่ท่านผู้สามารถทราบหัวนอนแห่งบัลลังก์สี่เหลี่ยมว่าอยู่ด้านไหน.

พระมหาสัตว์ทรงดำริว่า ข้อนี้รู้ยาก แต่ก็อาจรู้ได้โดยอุบาย จึงทรงถอดเข็มทองคำบนพระเศียร ประทานที่พระหัตถ์พระนางสีวลี มีรับสั่งว่า เธอจงวางเข็มทองคำนี้ไว้ พระนางสีวลีราชธิดาทรงรับเข็มทองคำไปวางไว้เบื้องหัวนอนแห่งบัลลังก์นั้น. บางอาจารย์กล่าวว่า พระมหาสัตว์ประทานพระขรรค์ให้พระราชธิดาไปวาง. พระมหาสัตว์ทรงทราบว่า ข้างนี้เป็นหัวนอนด้วยความหมายนั้น ทรงทำเป็นยังไม่ได้ยินถ้อยคำนั้น จึงตรัสถามว่า ท่านว่ากระไร ครั้นหมู่อมาตย์กราบทูลซ้ำให้ทรงทราบแล้ว จึงรับสั่งว่า การรู้จักหัวนอนบัลลังก์สี่เหลี่ยมไม่อัศจรรย์ ด้านนี้เป็นหัวนอน ท่านทั้งหลายจงกล่าวข้ออื่นต่อไป.

๓. ให้มอบราชสมบัติแก่ท่านผู้ยกธนูอันมีน้ำหนักพันแรงคนยกขึ้นได้.

พระมหาสัตว์ตรัสสั่งให้นำธนูนั้นมา แล้วประทับ ณ ราชบัลลังก์นั้นเอง ทรงยกสหัสสถามธนูนั้นขึ้น ดุจกงดีดฝ้ายของหญิงทั้งหลายฉะนั้น แล้วโปรดให้เล่าข้ออื่นต่อไป.

๔. ให้มอบราชสมบัติแก่ท่านผู้นำขุมทรัพย์สิบหกแห่งออกให้ปรากฏ.

พระมหาสัตว์ตรัสถามว่า ปัญหาอะไรๆ เกี่ยวกับขุมทรัพย์นั้น มีอยู่หรือไม่ เมื่อพวกอมาตย์กราบทูลปัญหาเกี่ยวกับขุมทรัพย์ว่ามีขุมทรัพย์ที่ดวงอาทิตย์ขึ้นเป็นต้น พอพระองค์ได้ทรงสดับปัญหานั้นแล้ว เนื้อความก็ปรากฏเหมือนดวงจันทร์ในวันเพ็ญลอยเด่นอยู่ ณ ท้องฟ้าฉะนั้น. ครั้นแล้ว พระมหาสัตว์จึงตรัสว่า วันนี้หมดเวลาแล้ว พรุ่งนี้เราจักชี้ขุมทรัพย์ในที่ทั้งหลายนั้นๆ. รุ่งขึ้นพระมหาสัตว์ให้ประชุมเหล่าอมาตย์แล้วตรัสถามว่าพระราชาของพวกท่านนิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้าให้มาฉันบ้างหรือไม่ กราบทูลว่า เคยนิมนต์ให้มาฉันบ้าง ขอเดชะ. พระมหาสัตว์ทรงดำริว่าดวงอาทิตย์มิใช่ดวงอาทิตย์ที่มองเห็นนี้ ดวงอาทิตย์หมายเอาพระปัจเจกพุทธเจ้า เพราะมีคุณเช่นดวงอาทิตย์ ขุมทรัพย์คงมีในสถานที่ต้อนรับพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น. พระมหาสัตว์จึงตรัสถามว่า เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายมา พระราชาเสด็จไปต้อนรับตรงไหน. เมื่ออมาตย์กราบทูลว่า ตรงนั้น ขอเดชะ. ก็ตรัสสั่งให้ขุดที่นั้นนำขุมทรัพย์มาได้ จึงตรัสถามต่อไปว่า เมื่อเสด็จไปส่งพระปัจเจกพุทธเจ้าเวลากลับ เสด็จประทับยืนตรงไหน เมื่อทรงทราบว่าที่ใดแล้ว ก็โปรดให้ขุดที่นั้นนำขุมทรัพย์ออกมาได้.

มหาชนก็โห่ร้องเซ็งแซ่ถวายสาธุการสรรเสริญพระปัญญา รู้สึกปีติโสมนัสว่า ชนทั้งหลายเที่ยวขุด ณ ทิศที่ดวงอาทิตย์ขึ้น เพราะปัญหากล่าวว่าที่ดวงอาทิตย์ขึ้น และเที่ยวขุดในทิศที่ดวงอาทิตย์ตก เพราะปัญหากล่าวว่าที่ดวงอาทิตย์ตก แต่ขุมทรัพย์มีอยู่ในที่นี้เอง โอ อัศจรรย์หนอ แปลกหนอ. พระมหาสัตว์ตรัสให้ขุดนำขุมทรัพย์มาแต่ภายในธรณี แห่งพระทวารใหญ่ของพระราชฐานได้ เพราะปัญหาว่าขุมทรัพย์ภายใน. ให้ขุดนำขุมทรัพย์มาแต่ภายนอกธรณีแห่งพระทวารใหญ่ของพระราชฐานได้ เพราะปัญหาว่าขุมทรัพย์ภายนอก. ให้ขุดนำขุมทรัพย์มาแต่ข้างล่างพระธรณี แห่งพระทวารใหญ่ของพระราชฐานได้ เพราะปัญหาว่า ขุมทรัพย์ไม่ใช่ภายในไม่ใช่ภายนอก. ให้ขุดนำขุมทรัพย์มาแต่ที่เกยทอง ในเวลาเสด็จขึ้นประทับมงคลหัตถีได้ เพราะปัญหาว่าขุมทรัพย์ขาขึ้น. ให้ขุดนำขุมทรัพย์มาแต่ที่เสด็จลงจากคอช้างได้ เพราะปัญหาว่าขุมทรัพย์ขาลง. ให้ขุดนำหม้อทรัพย์ทั้งสี่หม้อมาแต่ภายใต้ต้นรังทั้งสี่แห่ง อันเป็นเท้าพระแท่นบรรทม อันเป็นสิริซึ่งตั้งขึ้นมาแต่พื้นดินได้ เพราะปัญหาว่า ขุมทรัพย์ทั้งสี่. ให้ขุดนำหม้อทรัพย์ทั้งหลายมาแต่ที่ประมาณชั่วแอกโดยรอบพระที่สิริไสยาสน์ โดยวิธีนับชั่วแอกรถประมาณโยชน์หนึ่งได้ เพราะปัญหาว่าขุมทรัพย์ในที่โยชน์หนึ่งโดยรอบ. ให้ขุดหม้อทรัพย์ทั้งสองในสถานที่มงคลหัตถี แต่ที่เฉพาะหน้าแห่งงาทั้งสองแห่งช้างนั้นมาได้ เพราะปัญหาว่าขุมทรัพย์ใหญ่ที่ปลายงาทั้งสอง. ให้ขุดขุมทรัพย์ในสถานที่มงคลหัตถีแห่งที่เฉพาะหน้าแห่งปลายหางของช้างนั้นมาได้ เพราะปัญหาว่า ขุมทรัพย์ที่ปลายหาง. ให้วิดน้ำในสระมงคลโบกขรณีแสดงขุมทรัพย์ เพราะปัญหาว่าขุมทรัพย์ที่น้ำ. ให้ขุดหม้อขุมทรัพย์มาแต่ภายในเงาไม้รัง มีปริมณฑลเวลาเที่ยงวันตรงที่โคนไม้รังใหญ่ในพระราชอุทยานได้ เพราะปัญหาว่าขุมทรัพย์ใหญ่ที่ปลายไม้. พระราชาให้นำขุมทรัพย์ใหญ่ทั้งสิบหกมาได้แล้ว ตรัสถามว่า ปัญหาอื่นอะไรยังมีอีกหรือไม่. อมาตย์ทั้งหลาย กราบทูลว่า ไม่มีแล้ว พระเจ้าข้า. มหาชนต่างร่าเริงแล้ว ยินดีแล้วว่า โอ อัศจรรย์ พระราชาองค์นี้เป็นบัณฑิตจริงๆ .

ลำดับนั้น พระราชาทรงดำริว่า เราจักบริจาคทรัพย์นี้ในทานมุข จึงโปรดให้สร้างศาลาโรงทานหกหลัง คือท่ามกลางพระนครหนึ่ง ที่ประตูพระนครทั้งสี่และที่ประตูพระราชนิเวศหนึ่ง โปรดให้เริ่มตั้งทานวัตร พระราชาโปรดให้เชิญพระมารดา และพราหมณ์มาแต่กาลจัมปากนคร ทรงทำสักการะสมโภชเป็นการใหญ่. เมื่อพระมหาสัตว์ทรงดำรงอยู่ในราชสมบัติ ในกาลเมื่อพระองค์ยังทรงเป็นดรุณราชกุมาร ชาววิเทหรัฐทั้งสิ้นเอิกเกริกกัน เพื่อจะได้เห็นพระองค์ ด้วยคิดว่าพระราชโอรสพระเจ้าอริฏฐชนกราช ทรงพระนามว่า มหาชนกราช ครองราชสมบัติเป็นพระราชาผู้บัณฑิต เฉลียวฉลาดในอุบาย เราทั้งหลายจักเห็นพระองค์. แต่นั้นมา ชนเป็นอันมากพร้อมกันนำเครื่องบรรณาการถวาย มีมหรสพใหญ่ในพระนคร ลาดเครื่องลาดที่ทำด้วยฝีมือเป็นต้นในพระราชนิเวศห้อยพวงของหอมพวงดอกไม้เป็นต้น โปรยปรายข้าวตอก ทำเครื่องอุปกรณ์ดอกไม้ เครื่องอบธูปและเครื่องหอม จัดตั้งไว้ซึ่งน้ำและโภชนาหารมีประการต่างๆในภาชนะเงิน ภาชนะทองคำ เพื่อเป็นเครื่องราชบรรณาการถวายพระมหาสัตว์เจ้า ยืนแวดล้อมอยู่ในที่นั้นๆ. หมู่อมาตย์เฝ้าอยู่ ณ ปะรำหนึ่งหมู่พราหมณ์เฝ้าอยู่ ณ ปะรำหนึ่ง หมู่เศรษฐีเป็นต้น ปะรำหนึ่ง เหล่านางสนมทรงรูปโฉม ปะรำหนึ่ง. ฝ่ายพราหมณ์ทั้งหลายก็พร้อมกันสาธยายมนต์ เพื่ออำนวยสวัสดี. เหล่าผู้กล่าวชัยมงคลด้วยปากก็พร้อมกันร้อง ถวายชัยมงคลกึกก้อง เหล่าผู้ชำนาญการขับร้องเป็นต้น ก็พร้อมกันขับเพลงถวายอยู่อึงมี่. ชนทั้งหลายก็บรรเลงดนตรีเป็นร้อยๆ อย่างอยู่ครามครัน. พระราชนิเวศวังสถาน ก็บันลือลั่นสนั่นศัพท์สำเนียงเป็นเสียงเดียวกันปานท้องมหาสมุทรถูกลมพัดมาแต่ขุนเขายุคนธรฟัดฟาดแล้ว ฉะนั้น. สถานที่ซึ่งพระมหาสัตว์ทอดพระเนตรแล้วๆ ก็กัมปนาทหวั่นไหว.

ชนทั้งหลายก็บรรเลงดนตรีเป็นร้อยๆ อย่างอยู่ครามครัน. พระราชนิเวศวังสถาน ก็บันลือลั่นสนั่นศัพท์สำเนียงเป็นเสียงเดียวกัน ปานท้องมหาสมุทรถูกลมพัดมาแต่ขุนเขายุคนธรฟัดฟาดแล้ว ฉะนั้น. สถานที่ซึ่งพระมหาสัตว์ทอดพระเนตรแล้วๆ ก็กัมปนาทหวั่นไหว.

พระมหาสัตว์ประทับ ณ พระราชอาสน์ ภายใต้พระมหาเศวตฉัตรทอดพระเนตรสิริวิลาส อันใหญ่เพียงดังสิริของท้าวสักกเทวราช ก็ทรงอนุสรณ์ถึงความพยายาม ที่พระองค์ได้ทรงทำในมหาสมุทร เมื่อท้าวเธอทรงอนุสรณ์ถึงความพยายามเช่นนั้นแล้วจึงทรงมนสิการว่า ชื่อว่าความเพียร ควรทำแท้ ถ้าเราไม่ได้ทำความเพียรในมหาสมุทร เราจักไม่ได้สมบัตินี้. เมื่อทรงอนุสรณ์ถึงความเพียรนั้นก็เกิดพระปีติโสมนัสซาบซ่าน จึงทรงเปล่งพระอุทานด้วยกำลังพระปีติ ตรัสว่า

บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงหวังเข้าไว้ ไม่พึงเบื่อหน่าย เราเห็นการเป็นพระราชาสมปรารถนาแก่ตน. บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงหวังเข้าไว้ ไม่พึงเบื่อหน่าย เราเห็นตัวท่านจากน้ำขึ้นสู่บก.

บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงพยายามเรื่อยไป ไม่พึงเบื่อหน่าย เราเห็นการเป็นพระราชาสมปรารถนาแก่ตน. บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงพยายามเรื่อยไป ไม่พึงเบื่อหน่าย เราเห็นตัวท่านจากน้ำขึ้นสู่บก.

นรชนผู้มีปัญญาแม้ใกล้ถึงทุกข์แล้ว ก็ไม่พึงตัดความหวังที่จะถึงความสุข จริงอยู่ คนเป็นอันมากถูกทุกข์กระทบกระทั่ง ก็ทำสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ ถูกสุขกระทบกระทั่ง ก็ทำสิ่งที่มีประโยชน์ คนเหล่านั้นไม่ตรึกถึงความข้อนี้จึงถึงความตาย.

สิ่งที่มิได้คิดไว้ จะมีก็ได้ สิ่งที่คิดไว้จะพินาศไปก็ได้ โภคะทั้งหลายของหญิงก็ตาม ของชายก็ตาม มิได้สำเร็จด้วยเพียงคิดเท่านั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาสึเสเถว ความว่า ไม่ตัดความหวังเสีย ทำความหวังการงานของตนร่ำไป.

บทว่า น นิพฺพินฺเทยฺย ความว่า พึงกระทำความเพียรไม่เบื่อหน่าย คือไม่เกียจคร้าน.

บทว่า ยถา อิจฺฉึ ความว่า เราได้เป็นพระราชาดังที่เราปรารถนาทีเดียว.

บทว่า อุพฺภตํ ได้แก่ นำเข้าไปใกล้ คือนำเข้าไปแล้ว.

บทว่า ทุกฺขูปนีโตปิ ความว่า แม้ความทุกข์ทางกายและทางใจถูกต้องแล้ว.

บทว่า อหิตา หิตา จ ความว่า ผู้ที่มีทุกข์สัมผัส ย่อมไม่ทำสิ่งที่มีประโยชน์ ผู้ที่มีสุขสัมผัส ย่อมทำสิ่งที่มีประโยชน์.

บทว่า อวิตกฺกิตาโร ได้แก่ ไม่ตรึก คือไม่คิด ท่านอธิบายว่า บรรดาผัสสะเหล่านั้น เหล่าสัตว์ที่ผัสสะไม่มีประโยชน์ถูกต้อง ไม่คิดว่า แม้ผัสสะที่มีประโยชน์ ก็มีอยู่. ผู้ทำความเพียรย่อมบรรลุผัสสะแม้นั้น ไม่คิดดังนี้จึงไม่ทำความเพียร สัตว์เหล่านั้นไม่ตรึก คือไม่คิดเนื้อความนี้ จึงไม่ได้สัมผัสที่มีประโยชน์ ย่อมเข้าถึงมัจจุ คือถึงความตาย เพราะฉะนั้น ชื่อว่าความเพียรควรกระทำแท้.

บทว่า อจินฺติตมฺปิ ความว่า แม้สิ่งที่สัตว์เหล่านี้มิได้คิดไว้ก็ย่อมมีได้.

บทว่า จินฺติตมฺปิ วินสฺสติ ความว่า ก็เรื่องที่ว่า เราจะครองราชสมบัติโดยไม่ต้องรบเลยนี้ เรามิได้คิดไว้. เรื่องที่ว่าเราจักขนทรัพย์แต่สุวรรณภูมิมารบแล้วครองราชสมบัติ นี้เราคิดไว้. แต่ทั้งสองเรื่องนั้นบัดนี้ เรื่องที่เราคิดไว้ หายไปแล้ว เรื่องที่เรามิได้คิดไว้เกิดขึ้นแล้ว.

บทว่า น หิ จินฺตามยา โภคา ความว่า ด้วยว่าโภคะของสัตว์ทั้งหลาย ชื่อว่าสำเร็จด้วยความคิดหามิได้ เพราะมิได้สำเร็จด้วยความคิด ฉะนั้น ควรทำความเพียรทีเดียว เพราะสิ่งที่มิได้คิดไว้ ย่อมมีแก่ผู้มีความเพียร.

ตั้งแต่นั้นมา พระมหาสัตว์ทรงบำเพ็ญทศพิธราชธรรม ครองราชสมบัติโดยธรรม ทรงบำรุงพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย.

กาลต่อมา พระนางสีวลีเทวีประสูติพระราชโอรส ซึ่งสมบูรณ์ด้วยลักษณะแห่งความมั่งคั่งและความมีบุญ. พระชนกและพระชนนี ทรงขนานพระนามว่าทีฆาวุราชกุมาร. เมื่อทีฆาวุราชกุมารทรงเจริญวัย พระราชาประทานอุปราชาภิเษกแล้ว ครองราชสมบัติอยู่เจ็ดพันปี.

วันหนึ่ง เมื่อนายอุทยานบาลนำผลไม้น้อยใหญ่ต่างๆ และดอกไม้ต่างๆมาถวาย พระมหาชนกราชมหาสัตว์ทอดพระเนตรเห็นของเหล่านั้นทรงยินดี ทรงยกย่องนายอุทยานบาลนั้น ตรัสว่า ดูก่อนนายอุทยานบาล เราใคร่จะเห็นอุทยาน ท่านจงตกแต่งไว้ นายอุทยานบาลรับพระราชดำรัสแล้วทำตามรับสั่ง แล้วกราบทูลให้ทรงทราบ พระมหาสัตว์ประทับบนคอช้างเสด็จออกจากพระนคร ด้วยราชบริพารเป็นอันมาก ถึงประตูพระราชอุทยาน. ที่ใกล้ประตูพระราชอุทยานนั้น มีต้นมะม่วงสองต้นมีใบเขียวชอุ่ม ต้นหนึ่งไม่มีผล ต้นหนึ่งมีผล ผลนั้นมีรสหวานเหลือเกิน ใครๆ ไม่อาจเก็บผลจากต้นนั้นเพราะผลซึ่งมีรสเลิศอันพระราชายังมิได้เสวย พระมหาสัตว์ประทับบนคอช้าง ทรงเก็บเอาผลหนึ่งเสวย ผลมะม่วงนั้นพอตั้งอยู่ที่ปลายพระชิวหาของพระมหาสัตว์ปรากฏดุจโอชารสทิพย์ พระมหาสัตว์ทรงคิดว่า เราจักกินให้มากเวลากลับ แล้วเสด็จเข้าสู่พระราชอุทยาน คนอื่นๆ มีอุปราชเป็นต้น จนถึงคนรักษาช้าง รักษาม้ารู้ว่าพระราชาเสวยผลมีรสเลิศแล้ว ก็เก็บเอาผลมากินกัน. ฝ่ายคนเหล่าอื่นยังไม่ได้ผลนั้น ก็ทำลายกิ่งด้วยท่อนไม้ ทำเสียไม่มีใบ ต้นก็หักโค่นลง. มะม่วงอีกต้นหนึ่งตั้งอยู่งดงาม ดุจภูเขามีพรรณดังแก้วมณี. พระราชาเสด็จออกจากพระราชอุทยาน ทอดพระเนตรเห็นดังนั้นจึงตรัสถามเหล่าอมาตย์ว่านี่อะไรกัน เหล่าอมาตย์กราบทูลว่า มหาชนทราบว่า พระองค์เสวยผลมีรสเลิศแล้ว ต่างก็แย่งกันกินผลมะม่วงนั้น. พระราชาตรัสถามว่า ใบและวรรณะของต้นนี้สิ้นไปแล้วใบและวรรณะของต้นนอกนี้ยังไม่สิ้นไป เพราะเหตุไร. อมาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า ใบและวรรณะของอีกต้นหนึ่งไม่สิ้นไป เพราะไม่มีผล.

พระราชาทรงสดับดังนั้น ได้ความสังเวชทรงดำริว่า ต้นนี้มีวรรณะสดเขียวตั้งอยู่แล้ว เพราะไม่มีผล แต่ต้นนี้ถูกหักโค่นลง เพราะมีผล. แม้ราชสมบัตินี้ก็เช่นกับต้นไม้มีผล บรรพชาเช่นกับต้นไม้หาผลมิได้. ภัยย่อมมีแก่ผู้มีความกังวล ย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีความกังวล. ก็เราจักไม่เป็นเหมือนต้นไม้มีผล จักเป็นเหมือนต้นไม้หาผลมิได้. เราจักสละราชสมบัติออกบวช ทรงอธิษฐานพระมนัสมั่น เสด็จเข้าสู่พระนครเสด็จขึ้นปราสาทประทับที่พระทวารปราสาท ให้เรียกเสนาบดีมาตรัสสั่งว่า จำเดิมแต่วันนี้ ชนเหล่าอื่นนอกจากผู้บำรุงปฏิบัติผู้หนึ่งซึ่งเป็นผู้เชิญเครื่องเสวยมา และเป็นผู้ถวายน้ำบ้วนพระโอฐและไม้สีพระทนต์ อย่ามาหาเราเลย ท่านทั้งหลายจงถือตามเหล่าอมาตย์ผู้วินิจฉัยคนเก่าว่ากล่าวราชกิจ ตั้งแต่วันนี้ไป เราจักเจริญสมณธรรมในพระตำหนักชั้นบน ตรัสสั่งดังนี้แล้ว เสด็จขึ้นสู่ปราสาท เจริญสมณธรรมพระองค์เดียวเท่านั้น. เมื่อกาลล่วงไปอย่างนี้ มหาชนประชุมกันที่พระลานหลวง ไม่เห็นพระมหาสัตว์ ก็กล่าวว่า พระราชาของพวกเราไม่เหมือนพระองค์เก่า แล้วกล่าวคาถา ๒ คาถาว่า

พระราชาผู้เป็นใหญ่ไม่เหมือนแต่ก่อน เพราะบัดนี้ ไม่ทรงตรวจตราเหล่าคนฟ้อนรำ ไม่ทรงใส่พระทัยเหล่าเพลงขับ ไม่ทอดพระเนตรสัตว์ทวิบทจตุบาท ไม่ประพาสพระราชอุทยาน ไม่ทอดพระเนตรหมู่หงส์. พระองค์เป็นประหนึ่งคนใบ้ ประทับนิ่งเฉยไม่ทรงว่าราชกิจอะไรๆ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิเค เป็นคำกล่าวรวมถึงสัตว์ทั้งปวง อธิบายว่า เมื่อก่อนทรงให้ช้างชนกัน ทรงให้แพะขวิดกัน ทรงให้เหล่ามฤคต่อสู้กัน วันนี้ พระองค์ไม่ทอดพระเนตรสัตว์แม้เหล่านั้น.

บทว่า อุยฺยาเน ความว่า ไม่โปรดแม้กีฬาในพระราชอุทยาน. บทว่า หํเส ความว่า ไม่ทอดพระเนตรหมู่หงส์ในสระโบกขรณีในพระราชอุทยาน ซึ่งดาดาษไปด้วยบัวเบญจพรรณ.

บทว่า มูโคว ความว่า ได้ยินว่า พวกเขาเหล่านั้น ถามผู้เชิญเครื่องเสวยและผู้ปฏิบัติบำรุงว่า พระราชาทรงปรึกษาข้อความอะไรๆ กับพวกท่านบ้าง เขากล่าวว่ามิได้ทรงปรึกษาเลย เพราะเหตุนั้น จึงกล่าวอย่างนี้.

พระราชาทรงมีพระมนัสไม่พัวพันในกามทั้งหลาย น้อมพระทัยไปในวิเวก ทรงระลึกถึงเหล่าพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้คุ้นเคยในราชสกุล ทรงดำริว่าใครหนอจักบอกสถานที่อยู่ของพระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้ประกอบด้วยคุณมีศีลเป็นต้น ผู้หากังวลมิได้เหล่านั้นแก่เราแล้วทรงเปล่งอุทานด้วยคาถา ๓ คาถาไว้ว่า

ท่านผู้มีปัญญาทั้งหลาย ผู้ใคร่ความสุข มีศีลอันปกปิดแล้ว ปราศจากเครื่องผูกคือกิเลส หนุ่มก็ตาม แก่ก็ตาม มีตัณหาอันก้าวล่วงแล้ว อยู่ที่ไหนในวันนี้. ขอนอบน้อมแด่ท่านผู้มีปัญญาเหล่านั้น ผู้แสวงหาคุณใหญ่ ท่านผู้มีปัญญาเหล่าใดเป็นผู้ไม่ขวนขวาย อยู่ในโลกที่มีความขวนขวาย. ท่านผู้มีปัญญาเหล่านั้นตัดเสีย ซึ่งข่ายแห่งมัจจุซึ่งขึงไว้มั่น ผู้มีมายาทำลายเสียด้วยญาณไปอยู่ ใครพึงนำเราไปสู่ภูมิที่อยู่แห่งท่านผู้มีปัญญาเหล่านั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุขกามา ได้แก่ ผู้ใคร่ความสุข คือ พระนิพพาน.

บทว่า รโหสีลา ความว่า มีศีลอันปกปิดแล้ว คือประกาศคุณหาที่สุดมิได้.

บทว่า วคฺคพนฺธา ได้แก่ เครื่องผูกคือกิเลส. บทว่า อุปารุตา แปลว่า ไปปราศแล้ว.

บทว่า ทหรา วุฑฺฒา จ แปลว่า หนุ่มก็ตาม แก่ก็ตาม.

บทว่า อจฺฉเร แปลว่า ย่อมอยู่ เมื่อพระราชาทรงอนุสรณ์ถึงคุณของพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น เกิดพระปีติอย่างมาก.

ครั้งนั้น พระราชาเสด็จลุกจากบัลลังก์ ทรงเปิดสีหบัญชรด้านทิศอุดร ผินพระพักตร์ไปทางทิศอุดร ประดิษฐานอัญชลีไว้เหนือพระเศียร. เมื่อทรงนมัสการพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ผู้ประกอบด้วยคุณอันอุดมเห็นปานนี้ จึงตรัสว่า อติกฺกนฺตวถา เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อติกฺกนฺตวถา ได้แก่ ผู้ละตัณหาได้แล้ว.

บทว่า มเหสินํ ได้แก่ ผู้แสวงหาคุณมีสีลขันธ์เป็นต้นเป็นอันมากดำรงอยู่.

บทว่า อุสฺสุกฺกมฺหิ ได้แก่ ผู้ถึงความขวนขวายจากราคะเป็นต้น.

บทว่า มจฺจุโน ชาลํ ได้แก่ ข่ายคือตัณหาอันกิเลสมารขึงไว้.

บทว่า ตนฺตํ มายาวิโน ความว่า ผู้มีมายายิ่งทั้งหลาย กำจัดคือทำลายด้วยญาณของตนไปอยู่.

บทว่า โก เตสํ คติมานเย ความว่า ใครจะพึงให้เราถึง คือพาเราไปยังนิวาสสถานของพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น.

เมื่อพระมหาสัตว์ทรงเจริญสมณธรรมอยู่บนปราสาทนั่นแล เวลาล่วงไปสี่เดือน. ลำดับนั้น พระหฤทัยของพระองค์ได้น้อมไปในบรรพชาอย่างยิ่งพระราชนิเวศปรากฏดุจโลกันตนรก ภพทั้งสามปรากฏแก่พระองค์เหมือนถูกไฟไหม้ พระมหาสัตว์มีพระหฤทัยมุ่งเฉพาะต่อบรรพชา ทรงจินตนาการว่าเมื่อไรหนอ กาลเป็นที่ละกรุงมิถิลา ซึ่งประดับตกแต่งดังพิภพแห่งท้าวสักกเทวราชนี้ แล้วไปสู่ป่าหิมวันต์ทรงเพศบรรพชิต จักมีแก่เรา ทรงคิดฉะนี้แล้วทรงเริ่มพรรณนากรุงมิถิลาว่า

เมื่อไรเราจักละกรุงมิถิลาราชธานี อันมั่งคั่ง ซึ่งนายช่างผู้ฉลาดจัดการสร้างจำแนกสถานที่เป็นพระราชนิเวศเป็นต้น ปันส่วนออกเป็นประตูและถนนตามส่วน ออกบวช ความประสงค์นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.

เมื่อไรเราจักละกรุงมิถิลาราชธานี อันมั่งคั่ง กว้างขวางรุ่งเรืองด้วยประการทั้งปวง ออกบวช ความประสงค์นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.

เมื่อไรเราจักละกรุงมิถิลาราชธานี อันมั่งคั่งมีกำแพงและหอรบเป็นอันมาก ออกบวช ความประสงค์นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.

เมื่อไรเราจักละกรุงมิถิลาราชธานี อันมั่งคั่ง มีป้อมและซุ้มประตูมั่นคง ออกบวช ความประสงค์นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.

เมื่อไรเราจักละกรุงมิถิลาราชธานี อันมั่งคั่ง มีทางหลวงตัดไว้เรียบร้อย ออกบวช ความประสงค์นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.

เมื่อไรเราจักละกรุงมิถิลาราชธานี อันมั่งคั่ง มีร้านตลาดในระหว่างจัดไว้อย่างดี ออกบวช ความประสงค์นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.

เมื่อไรเราจักละกรุงมิถิลาราชธานี อันมั่งคั่ง เบียดเสียดไปด้วยรถเทียมโคและม้า ออกบวช ความประสงค์นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.

เมื่อไรเราจักละกรุงมิถิลาราชธานี อันมั่งคั่ง มีระเบียบแห่งหมู่ไม้ในที่เที่ยวสำราญ ออกบวช ความประสงค์นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.

เมื่อไรเราจักละกรุงมิถิลาราชธานี อันมั่งคั่ง มีระเบียบแห่งหมู่ไม้ในพระราชอุทยาน ออกบวช ความประสงค์นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.

เมื่อไรเราจักละกรุงมิถิลาราชธานี อันมั่งคั่ง มีระเบียบแห่งปราสาทอันประเสริฐ ออกบวช ความประสงค์นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.

เมื่อไรเราจักละกรุงมิถิลาราชธานี อันมั่งคั่ง มีปราการสามชั้น พรั่งพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ซึ่งพระเจ้าวิเทหรัฐผู้ทรงยศ พระนามว่าโสมนัส ทรงสร้างไว้ ออกบวช ความประสงค์นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.

เมื่อไรเราจักละกรุงมิถิลาราชธานี อันมั่งคั่ง ซึ่งพระเจ้าวิเทหรัฐทรงสะสมธัญญาหารเป็นต้น ทรงปกครองโดยธรรม ออกบวช ความประสงค์นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.

เมื่อไรเราจักละกรุงมิถิลาราชธานี อันมั่งคั่ง อันหมู่ปัจจามิตรผจญไม่ได้ ทรงปกครองโดยธรรม ออกบวช ความประสงค์นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.

เมื่อไรเราจักละพระราชมณเฑียรสถาน อันน่ารื่นรมย์ จำแนกปันสถานที่ไว้สมส่วน ออกบวช ความประสงค์นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.

เมื่อไรเราจักละพระราชมณเฑียรสถาน อันน่ารื่นรมย์ ซึ่งฉาบทาด้วยปูนขาวและดิน ออกบวช ความประสงค์นั้นจัดสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.

เมื่อไรเราจักละพระราชมณเฑียรสถาน อันน่ารื่นรมย์ มีกลิ่นหอมฟุ้งจรุงใจ ออกบวช ความประสงค์นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.

เมื่อไรเราจักละพระตำหนักยอดอันจำแนกปันสมส่วน ออกบวช ความประสงค์นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.

เมื่อไรเราจักละพระตำหนักยอดอันฉาบทาด้วยปูนขาวและดิน ออกบวช ความประสงค์นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.

เมื่อไรเราจักละพระตำหนักยอดอันมีกลิ่นหอมฟุ้งจรุงใจ ออกบวช ความประสงค์นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.

เมื่อไรเราจักละพระตำหนักยอดอันทาสีวิเศษ สวยสด ลาดรดประพรมด้วยแก่นจันทน์ ออกบวช ความประสงค์นั้นจัดสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.

เมื่อไรเราจักละบัลลังก์ทอง ซึ่งลาดอย่างวิจิตรด้วยหนังโค ออกบวช ความประสงค์นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.

เมื่อไรเราจักละบัลลังก์แก้วมณี ซึ่งลาดอย่างวิจิตรด้วยหนังโค ออกบวช ความประสงค์นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.

เมื่อไรเราจักละผ้าฝ้ายผ้าไหม ผ้าอันเกิดแต่โขมรัฐและเกิดแต่โกทุมพรรัฐ ออกบวช ความประสงค์นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.

เมื่อไรเราจักละสระโบกขรณีอันน่ารื่นรมย์ ซึ่งนกจากพรากร่ำร้องแล้ว ดาดาษไปด้วยพรรณไม้น้ำทั้งปทุมและอุบล ออกบวช ความประสงค์สำเร็จได้เมื่อไรหนอ.

เมื่อไรเราจักละกองช้าง ซึ่งประดับประดาไปด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง และเหล่าช้างมีสายรัดทองคำ บริบูรณ์ด้วยเครื่องประดับศีรษะและข่ายทองคำ เหล่าควาญที่ประจำก็ถือโตมรและของ้าว ออกบวช ความประสงค์นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.

เมื่อไรเราจักละกองม้า ซึ่งประดับประดาด้วยสรรพาลังการ และเหล่าสินธพชาติอาชาไนย ซึ่งเป็นพาหนะเร็ว อันเหล่าคนฝึกประจำถือดาบและแล่งศรอยู่เป็นนิตย์ ออกบวช ความประสงค์นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.

เมื่อไรเราจักละกองรถ ซึ่งติดเครื่องรบ ชักธงประจำ หุ้มหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับประดาด้วยอลังการอันวิจิตร มีคนประจำรถถือศร สวมเกราะ ออกบวช ความประสงค์นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.

เมื่อไรเราจักละกองรถทองคำ ซึ่งติดเครื่องรบ ชักธงประจำ หุ้มหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับประดาด้วยอลังการอันวิจิตร มีคนประจำถือศร สวมเกราะ ออกบวช ความประสงค์นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.

เมื่อไรเราจักละรถเงิน ซึ่งติดเครื่องรบ ชักธงประจำ หุ้มหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับประดาด้วยอลังการอันวิจิตร มีคนประจำรถถือศร สวมเกราะ ออกบวช ความประสงค์นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.

เมื่อไรเราจักละกองรถม้า ซึ่งติดเครื่องรบ ชักธงประจำ หุ้มหนึ่งเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับประดาด้วยอลังการอันวิจิตร มีคนประจำถือศร สวมเกราะ ออกบวช ความประสงค์นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.

เมื่อไรเราจักละกองรถเทียมอูฐ ซึ่งติดเครื่องรบ ชักธงประจำ หุ้มหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับประดาด้วยอลังการอันวิจิตร มีคนประจำถือศร สวมเกราะ ออกบวช ความประสงค์นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.

เมื่อไรเราจักละกองรถเทียมแพะ แกะ เนื้อ โค ซึ่งติดเครื่องรบ ชักธงประจำ หุ้มหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับประดาด้วยอลังการอันวิจิตร มีคนประจำถือศรสวมเกราะ ออกบวช ความประสงค์นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.

เมื่อไรเราจักละกองฝึกช้าง ถือโตมรและของ้าว กองฝึกม้าทรงเครื่องประดับทองคำ กองพลธนูถือคันธนูพร้อมทั้งแล่งธนู เหล่าราชบุตรทรงเครื่องประดับทองคำ ทั้งสี่เหล่านี้ล้วนประดับด้วยเครื่องสรรพาลังการ เป็นผู้กล้าหาญสวมเกราะมีวรรณะเขียว ส่วนราชบุตรสวมเกราะอันวิจิตรถือกริชทอง ออกบวช ความประสงค์นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.

เมื่อไรเราจักละหมู่พราหมณ์ผู้ครองผ้าเครื่องบริขารครบครัน ทาตัวด้วยแก่นจันทน์เหลือง ทรงผ้ามาแต่แคว้นกาสีอันอุดม และนางสนมกำนัลประมาณ ๗๐๐ คน ซึ่งประดับด้วยเครื่องสรรพาลังการ เอวบาง สำรวมดีแล้ว เมื่อฟังคำสั่ง พูดจาน่ารัก ออกบวช ความประสงค์นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.

เมื่อไรเราจักละภาชนะทองคำน้ำหนักร้อยปัลละ จำหลักลวดลายนับด้วยร้อย ออกบวช ความประสงค์นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.

เมื่อไรกองช้างซึ่งประดับประดาด้วยเครื่องอลังการทั้งปวงเป็นต้น จนถึงเหล่านางสนมกำนัลผู้เชื่อฟังคำสั่ง พูดจาน่ารัก เป็นที่สุด ผู้ติดตามเราไป เขาจักไม่ติดตามเราอันใด ความที่พวกนั้นๆ ไม่ติดตามเรานั้น จักมีจักเป็นได้เมื่อไรหนอ.

เมื่อไรเราจักได้ปลงผมห่มผ้าสังฆาฏิ อุ้มบาตร เที่ยวบิณฑบาต จักทรงผ้าสังฆาฏิอันทำด้วยผ้าบังสุกุลที่เขาทิ้งไว้ตามถนนหนทาง เมื่อฝนตกเจ็ดวัน จักมีจีวรเปียกซุ่มเที่ยวบิณฑบาต จักจาริกไปตามต้นไม้ ตามราวป่า ทั้งกลางวันและกลางคืน เที่ยวไปโดยไม่เหลียวแลถึงกิจการอันใดอันหนึ่งจักละความกลัวความขลาดให้เด็ดขาด จักอยู่ผู้เดียวตามภูเขาและสถานที่อันลำบาก จักทำจิตให้ตรง ดุจคนดีดพิณดีดสายทั้งเจ็ดให้เป็นที่รื่นรมย์แห่งใจ ความประสงค์นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ.

เมื่อไรเราจักตัดเสียซึ่งกามสังโยชน์ อันเป็นของทิพย์และของมนุษย์ ดุจช่างรถตัดรองเท้าโดยรอบฉะนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กทา เป็นบทกำหนดเวลา. บทว่า ผิตํ ความว่า แพร่ คือเต็มด้วยผ้าและเครื่องประดับเป็นต้น.

บทว่า วิภตฺตํ ภาคโส มิตํ ความว่า อันนายช่างผู้สร้างพระนครผู้ฉลาด แบ่งสถานที่เป็นพระราชนิเวศเป็นต้น ปันส่วนเป็นประตูและถนน.

บทว่า ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ความว่า การละพระนครเห็นปานนี้ ออกบวชนั้น จักมีได้เมื่อไร.

บทว่า สพฺพโต ปภํ ความว่า ประกอบด้วยแสงสว่างแห่งเครื่องประดับโดยรอบ.

บทว่า พหุปาการโตรณํ ความว่า ประกอบด้วยกำแพงหนาแน่นและประตูหอรบ.

บทว่า ทฬฺหมฏฏาลโกฏฺฐกํ ความว่า ประกอบด้วยป้อมและซุ้มประตูมั่นคง.

บทว่า ปีฬิตํ ความว่า เกลื่อนกล่น. บทว่า ติปุรํ ความว่า ประกอบด้วยกำแพงสามชั้น คือ มีกำแพงสามชั้น อีกอย่างหนึ่งความว่า ล้อมรอบสามรอบ.

บทว่า ราชพนฺธนึ ความว่า เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยพระบรมวงศานุวงศ์สามชั้นทีเดียว.

บทว่า โสมนสฺเสน ความว่า พระเจ้าวิเทหราชมีพระนามอย่างนี้.

บทว่า นิจฺจิเต ได้แก่ สะสมธัญญาหารเป็นต้นอุดมสมบูรณ์.

บทว่า อชฺเชยฺย ได้แก่ หมู่ปัจจามิตรเอาชนะไม่ได้. บทว่า จนฺทนโผสิเต ได้แก่ ประพรมด้วยจันทน์แดง.

บทว่า โขมโกทุมฺพรานิ ได้แก่ ผ้าที่เกิดแต่โขมรัฐและโกทุมพรรัฐ. บทว่า หตฺถิคุมฺเพ ได้แก่ โขลงช้าง.

บทว่า เหมกปฺปนิวาสเส ได้แก่ ประกอบด้วยของสำเร็จรูป กล่าวคือเครื่องประดับศีรษะล้วนแล้วไปด้วยทอง และข่ายทอง.

บทว่า คามนีเยภิ ได้แก่ เหล่าหัตถาจารย์. บทว่า อาชานีเย จ ชาติเย ได้แก่ ฝูงม้าทั้งหลายเช่นนั้น ชื่ออาชาไนย เพราะรู้เหตุและมิใช่เหตุ ชื่อมีชาติ เพราะสมบูรณ์ด้วยชาติ.

บทว่า คามนีเยภิ ได้แก่ เหล่าอัศวาจารย์. บทว่า อินฺทิยา จาปธาริภิ ได้แก่ ทรงไว้ซึ่งดาบและแล่งศร.

บทว่า รถเสนิโย ได้แก่ หมู่รถ. บทว่า สนฺนทฺเธ ได้แก่ สวมเกราะด้วยดี.

บทว่า ทีเป อโถปิ เวยฺยคฺเฆ ได้แก่ หุ้มหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง.

บทว่า คามนีเยภิ ได้แก่ เหล่ารถาจารย์. บทว่า สชฺฌุรเถ ได้แก่ รถเงิน ประกอบรถเทียมแพะ รถเทียมแกะ รถเทียมเนื้อ เพื่อความงดงาม.

บทว่า อริยคเณ ได้แก่ หมู่พราหมณ์ ได้ยินว่า พราหมณ์เหล่านั้นเป็นผู้มีอาจาระประเสริฐในเวลานั้น เพราะเหตุนั้น พระมหาสัตว์จึงกล่าวถึงพราหมณ์เหล่านั้นอย่างนี้.

บทว่า หริจนฺทนลิตฺตงฺเค ได้แก่ มีสรีระไล้ทาด้วยจันทน์สีทอง พระมหาสัตว์กล่าวว่า สตฺตสตา หมายเอาเฉพาะภริยาที่รักเท่านั้น.

บทว่า สุสญฺญา ได้แก่ สำรวมแล้วด้วยดี.

บทว่า อสฺสวา ได้แก่ ทำตามถ้อยคำ. บทว่า สตปลฺลํ ได้แก่ สร้างด้วยทองคำหนักร้อยปัลละ.

บทว่า กํสํ ได้แก่ ถาด. บทว่า สตราชิกํ ได้แก่ ประกอบด้วยลวดลายด้านหลังร้อยลาย.

บทว่า ยนฺตํ มํ ความว่า ผู้ติดตามทั้งหลาย เมื่อไรจักไม่ติดตามเราผู้ไปไพรสณฑ์คนเดียวเท่านั้น.

บทว่า สตฺตาหํ เมเฆ ได้แก่ เมื่อเมฆฝนตั้งขึ้นตลอดเจ็ดวัน ความว่า เวลาฝนตกตลอดเจ็ดวัน.

บทว่า สพฺพณฺหํ แปลว่า ตลอดคืนตลอดวัน. บทว่า วีณรุชฺชโก แปลว่า ผู้บรรเลงพิณ.

บทว่า กามสํโยชเน ได้แก่ กามสังโยชน์. บทว่า ทิพฺเพ แปลว่า เป็นของทิพย์. บทว่า มานุเส แปลว่า เป็นของมนุษย์.

ได้ยินว่า พระมหาสัตว์บังเกิดในกาลที่คนมีอายุหมื่นปี เสวยราชสมบัติเจ็ดพันปี ได้ทรงผนวชในเมื่อพระชนมายุยังเหลืออยู่ประมาณสามพันปีก็เมื่อจะทรงผนวช ได้เสด็จอยู่ในฆราวาสวิสัยสี่เดือน จำเดิมแต่กาลที่ได้ทอดพระเนตรเห็นต้นมะม่วงที่ประตูพระราชอุทยาน ทรงดำริว่าเพศแห่งบรรพชิตประเสริฐกว่าเพศแห่งพระราชานี้ เราจักบวช จึงตรัสสั่งราชบุรุษผู้รับใช้เป็นความลับว่า เจ้าจงนำผ้าย้อมฝาดและบาตรดินมาแต่ร้านตลาด อย่าให้ใครๆ รู้. ราชบุรุษนั้นได้ทำตามรับสั่ง พระราชาโปรดให้เรียกเจ้าพนักงานภูษามาลามาให้ปลงพระเกศาและพระมัสสุ. พระราชทานบ้านส่วยแก่ภูษามาลาแล้วโปรดให้กลับไป ทรงนุ่งผ้ากาสาวะผืนหนึ่ง ทรงห่มผืนหนึ่ง ทรงพาดผืนหนึ่งที่พระอังสาสวมบาตรดินในถุงคล้องพระอังสา ทรงธารพระกรสำหรับคนแก่แต่ที่นั้น เสด็จจงกรมไปมาในปราสาทด้วยปัจเจกพุทธลีลาสิ้นวันเล็กน้อยทรงเปล่งอุทานว่า โอ บรรพชาเป็นสุข เป็นสุขอย่างยิ่ง เป็นสุขอันประเสริฐ.

พระมหาสัตว์เสด็จประทับอยู่ในปราสาทนั้นแล ตลอดวันนั้น วันรุ่งขึ้นทรงปรารภจะเสด็จลงจากปราสาทในเวลาพระอาทิตย์ขึ้น. คราวนั้น พระนางสีวลีเทวีตรัสเรียกสตรีคนสนิทเจ็ดร้อยเหล่านั้นมารับสั่งว่า พวกเราไม่ได้เห็นพระราชาของเราทั้งหลาย ล่วงมาได้สี่เดือนแล้ว. วันนี้เราทั้งหลายจักพากันไปเฝ้าท้าวเธอ ท่านทั้งหลายพึงตกแต่งด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง แสดงเยื้องกรายมีกิริยาอาการร่าเริง เพ็ดทูลขับร้องอย่างสตรีเป็นต้นตามกำลัง พยายามผูกพระองค์ไว้ด้วยเครื่องผูก คือกิเลส. แม้พระเทวีก็ทรงประดับตกแต่งพระองค์แล้วเสด็จขึ้นปราสาทกับด้วยสตรีเหล่านั้น ด้วยทรงคิดว่า จักเฝ้าพระราชา แม้ทอดพระเนตรเห็นพระราชาเสด็จลงอยู่ ก็ทรงจำไม่ได้. ถวายบังคมพระราชาแล้วประทับอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ด้วยทรงสำคัญว่า บรรพชิตนี้จักเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้ามาถวายโอวาทพระราชา. ฝ่ายพระมหาสัตว์เสด็จลงจากปราสาท ฝ่ายพระเทวีเมื่อเสด็จขึ้นไปยังปราสาท ทอดพระเนตรเห็นพระเกศาของพระราชามีสีดุจปีกแมลงภู่บนหลังพระที่สิริไสยาสน์ และห่อเครื่องราชาภรณ์ จึงตรัสว่า บรรพชิตนั้นไม่ใช่พระปัจเจกพุทธเจ้า จักเป็นพระราชสวามีที่รักของพวกเรามาเถิดท่านทั้งหลาย เราทั้งหลายจักทูลวิงวอนพระองค์ให้เสด็จกลับ จึงเสด็จลงจากปราสาทตามไปทันพระราชาที่หน้าพระลาน. ครั้นถึงจึงสยายเกศาเรี่ยรายเบื้องพระปฤษฎางค์ กับด้วยสตรีทั้งปวงเหล่านั้น ข้อนทรวงด้วยพระหัตถ์ทั้งสอง กราบทูลว่า พระองค์ทรงทำการอย่างนี้เพราะเหตุไร พระเจ้าข้า ทรงคร่ำครวญติดตามพระราชาไปอย่างน่าสงสารยิ่ง.

ครั้งนั้น พระนครทั้งสิ้นก็เอิกเกริกโกลาหล ฝ่ายชาวเมืองเหล่านั้นกล่าวว่า ได้ยินว่า พระราชาของพวกเราทรงผนวชเสียแล้ว พวกเราจักได้พระราชา ผู้ดำรงอยู่ในยุติธรรมเห็นปานนี้แต่ไหนอีกเล่า แล้วต่างร้องไห้ติดตามพระราชาไป.

พระบรมศาสดาเมื่อทรงทำให้แจ้งซึ่งเสียงคร่ำครวญของหญิงเหล่านั้น และความที่พระราชาทรงละหญิงแม้ที่กำลังคร่ำครวญอยู่เหล่านั้นเสีย เสด็จไป เพราะเหตุการณ์นั้น จึงตรัสว่า

พระสนมนารีเจ็ดร้อยเหล่านั้น ประดับด้วยสรรพาลังการ เอวบางสำรวมดี เชื่อถ้อยฟังคำ พูดจาน่ารัก ประคองพาหาทั้งสองกันแสงคร่ำครวญว่า พระองค์ละพวกข้าพระองค์ เพราะเหตุไร พระราชาทรงละพระสนมนารีเจ็ดร้อยเหล่านั้น ซึ่งประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง เอวบางสำรวมดี เชื่อถ้อยฟังคำพูดจาน่ารัก เสด็จไปมุ่งการผนวชเป็นสำคัญ พระราชาทรงละภาชนะทองคำหนักร้อยปัลละ มีลวดลายนับด้วยร้อย ทรงอุ้มบาตรดินนั้นให้เป็นอันอภิเษกครั้งที่สอง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปคฺคยฺห ได้แก่ ยกขึ้นแล้ว.

บทว่า สมฺปทวี ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระเจ้ามหาชนกราชนั้นทรงทิ้ง พระสนมนารีเจ็ดร้อยเหล่านั้นซึ่งรำพันเพ้ออยู่ว่า พระองค์ละพวกข้าพระองค์เสด็จไปแต่ผู้เดียวทำไม ข้าพระองค์ทั้งหลายมีความผิดอะไรหรือ พระองค์มุ่งเสด็จไปดุจถูกท้วงว่า พระองค์ปราศจากสมบัติเสด็จออกผนวช.

บทว่า ตํ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระราชาพระองค์นั้น ทรงอุ้มบาตรดินนั้นให้เป็นอันอภิเษกครั้งที่สอง เสด็จออกอยู่.

พระนางสีวลีเทวีแม้ทรงคร่ำครวญอยู่ ก็ไม่อาจยังพระราชาให้เสด็จกลับได้ ทรงคิดว่า มีอุบายอยู่อย่างหนึ่ง จึงให้เรียกมหาเสนาคุตมาเฝ้า แล้วตรัสสั่งว่าท่านจงจุดไฟเผาเรือนเก่าศาลาเก่า ในส่วนทิศเบื้องหน้าที่พระราชาเสด็จไป จงรวบรวมหญ้าและใบไม้นำมาสุมให้เป็นควันมากในที่นั้นๆ. มหาเสนาคุตได้ทำอย่างนั้น. พระนางสีวลีเทวีเสด็จไปสู่สำนักของพระราชา หมอบแทบพระยุคลบาทกราบทูลความที่ไฟไหม้กรุงมิถิลา ตรัสสองคาถาว่า

คลังทั้งหลาย คือคลังเงิน คลังทอง คลังแก้ว มุกดา คลังแก้วไพฑูรย์ คลังแก้วมณี คลังสังข์ คลังไข่มุกค์ คลังผ้า คลังจันทน์เหลือง คลังหนังเสือคลังงาช้าง คลังพัสดุสิ่งของ คลังทองแดง คลังเหล็กเป็นอันมาก มีเปลวไฟเสมอเป็นอันเดียวกันอย่างน่ากลัว แม้อยู่คนละส่วนก็ไหม้หมด. ขอพระองค์โปรดเสด็จกลับดับไฟเสียก่อน พระราชทรัพย์ของพระองค์นั้นอย่าได้ฉิบหายเสียเลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เภสฺมา แปลว่า น่ากลัว.

บทว่า อคฺคิสมาชาลา ความว่า เรือนทั้งหลายของมนุษย์นั้นๆ อันไฟไหม้อยู่ ไฟรุ่งเรืองด้วยเปลวเสมอเป็นอันเดียวกัน.

บทว่า โกสา ได้แก่ เรือนคลังเงินเป็นต้น.

บทว่า ภาคโส ความว่า พระนางสีวลีเทวีกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ คลังของเราทั้งหลายเหล่านั้น แม้แบ่งไว้เป็นส่วนๆ ก็ถูกไฟไหม้หมด.

บทว่า โลหํ ได้แก่ ทองแดงเป็นต้น.

บทว่า มา เต ตํ วินสฺสา ธนํ ความว่า ขอทรัพย์ของพระองค์นั้นจงอย่าพินาศ. อธิบายว่า มาเถิด ขอพระองค์จงดับไฟนั้น พระองค์จะเสด็จไปภายหลัง พระองค์จักถูกครหาว่า เสด็จออกไปโดยไม่เหลียวแลพระนคร ที่กำลังถูกไฟไหม้อยู่เลย พระองค์จักมีความวิปฏิสารเพราะความละอายนั้น มาเถิด พระองค์โปรดสั่งเหล่าอมาตย์ให้ดับไฟเถิด พระเจ้าข้า.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ตรัสกะพระนางสีวลีว่า พระเทวี เธอตรัสอะไรอย่างนั้น ความกังวลด้วยของเหล่าใดมีอยู่ ความกังวลนั้นด้วยของเหล่านั้นเพลิงเผาผลาญอยู่ แต่เราทั้งหลายหาความกังวลมิได้ เมื่อจะทรงแสดงข้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาว่า

เราทั้งหลายผู้ไม่มีความกังวล มีชีวิตเป็นสุขดีหนอ เมื่อกรุงมิถิลาถูกเพลิงเผาผลาญอยู่ ของอะไรๆ ของเรามิได้ถูกเผาผลาญเลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นตฺถิ กิญฺจนํ ความว่า ความกังวล กล่าวคือ กิเลสเครื่องกังวลของเราทั้งหลายเหล่าใดไม่มี เราทั้งหลายเหล่านั้นมีชีวิตเป็นสุข เป็นสุขดีหนอ เพราะไม่มีความกังวลนั้น ด้วยเหตุนั้น พระมหาสัตว์จึงตรัสว่า เมื่อกรุงมิถิลาถูกเพลิงเผาผลาญอยู่ ของอะไรๆ ของเรามิได้ถูกเผาผลาญเลย ความว่า เราไม่เห็นสิ่งของส่วนตัวของเราแม้หน่อยหนึ่งถูกเผาผลาญ.

ก็แลครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว พระมหาสัตว์ได้เสด็จออกทางประตูทิศอุดร. พระสนมกำนัลในทั้งเจ็ดร้อยแม้เหล่านั้นก็ออกตามเสด็จไป. พระนางสีวลีเทวีทรงคิดอุบายอีกอย่างหนึ่ง จึงตรัสสั่งอมาตย์ทั้งหลายว่า พวกท่านจงแสดงเหตุการณ์ให้เป็น เหมือนโจรฆ่าชาวบ้านและปล้นแว่นแคว้น. อมาตย์ได้จัดการตามกระแสรับสั่ง. ขณะนั้น คนทั้งหลายก็แสดงพวกคนถืออาวุธวิ่งแล่นไปๆ แต่ที่นั้นๆ เป็นราวกะว่าปล้นอยู่ รดน้ำครั่งลงในสรีระเป็นราวกะว่าถูกประหารให้นอนบนแผ่นกระดาน เป็นราวกะว่า ตายถูกน้ำพัดไป ต่อพระราชา. มหาชนทูลพระราชาว่า ข้าแต่มหาราช พวกโจรปล้นแว่นแคว้น ฆ่าข้าแผ่นดินของพระองค์ทั้งๆ ที่พระองค์ยังดำรงพระชนม์อยู่ แม้พระเทวี ก็ถวายบังคมพระราชา ตรัสคาถาเพื่อให้เสด็จกลับว่า

เกิดโจรป่าขึ้นแล้วปล้นแว่นแคว้นของพระองค์ มาเถิดพระองค์ ขอพระองค์จงเสด็จกลับเถิด แว่นแคว้นนี้ อย่าพินาศเสียเลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อฏวิโย ความว่า ข้าแต่มหาราช เมื่อพระองค์ยังดำรงพระชนม์อยู่นี่แหละ เกิดโจรป่าขึ้นแล้ว.

บทว่า รฏฺฐํ ความว่า พวกโจรทำลายแว่นแคว้นของพระองค์ อันธรรมรักษาแล้วเห็นปานนั้น มาเถิดพระองค์ ขอพระองค์จงเสด็จกลับเถิด แว่นแคว้นของพระองค์นี้ จงอย่าพินาศ.

พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้วมีพระดำริว่า เมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ จะไม่เกิดโจรปล้นทำลายแว่นแคว้นเลย นี้จักเป็นการกระทำของพระสีวลิเทวี. เมื่อจะทรงทำให้พระนางจำนนต่อถ้อยคำ จึงตรัสว่า

เราทั้งหลายผู้ไม่มีความกังวล มีชีวิตเป็นสุขดีหนอ เมื่อแว่นแคว้นถูกโจรปล้น พวกโจรมิได้นำอะไรๆ ของเราไปเลย เราทั้งหลายผู้ไม่มีความกังวล มีชีวิตเป็นสุขดีหนอ เราทั้งหลายจักมีปีติเป็นภักษา เหมือนเทวดาชั้นอาภัสรา ฉะนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิลุมฺปมานมฺหิ ได้แก่ ถูกโจรปล้นอยู่.

บทว่า อาภสฺสรา ยถา ความว่า พรหมเหล่านั้นเป็นผู้มีปีติเป็นภักษา ยังกาลเวลาให้ล่วงไปด้วยความสุขในสมาบัติ ฉันใด เราทั้งหลายจักยังเวลาให้ล่วงไป ฉันนั้น.

แม้เมื่อพระราชาตรัสอย่างนี้แล้ว มหาชนก็ยังติดตามพระองค์ไปอยู่นั่นเอง. พระมหาสัตว์มีพระดำริว่า มหาชนเหล่านั้นไม่ปรารถนาจะกลับเราจักให้มหาชนนั้นกลับ เมื่อทรงดำเนินทางไปได้กึ่งคาวุต. พระองค์จึงทรงหยุดพักประทับยืนในทางใหญ่ ตรัสถามอมาตย์ทั้งหลายว่า ราชสมบัตินี้ของใคร. อมาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า ของพระองค์. ท้าวเธอจึงตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านทั้งหลายจงลงราชทัณฑ์แก่ผู้ทำรอยขีดนี้ให้ขาด. ตรัสฉะนี้แล้วทรงเอาธารพระกร ลากให้เป็นรอยขีดขวางทาง ใครๆ ไม่สามารถทำรอยขีดที่พระราชา ผู้มีพระเดชานุภาพได้ทรงขีดไว้ให้ขาดลบเลือน. มหาชนทำรอยขีดเหนือศีรษะคร่ำครวญกันอย่างเหลือเกิน. แม้พระนางสีวลีเทวีก็ไม่ทรงสามารถทำรอยขีดนั้นให้เลือนหายได้. ทอดพระเนตรเห็นพระราชาหันพระปฤษฏางค์เสด็จไปอยู่ ไม่สามารถจะกลั้นโศกาดูร ก็ข้อนพระอุระ ล้มขวางทางใหญ่กลิ้งเกลือกไปมา ล่วงเลยรอยขีดนั้นเสด็จไป. มหาชนเข้าใจว่า เจ้าของรอยขีดได้ทำลายเจ้าของรอยขีดแล้ว จึงพากันโดยเสด็จไปตามมรรคาที่พระเทวีเสด็จไป. พระมหาสัตว์ทรงบ่ายพระพักตร์ เสด็จไปหิมวันตประเทศทางทิศอุดร. ฝ่ายพระนางสีวลีเทวีก็พาเสนาพลพาหนะทั้งปวง ตามเสด็จไปด้วย. พระราชาไม่อาจที่จะให้มหาชนกลับได้ เสด็จไปสิ้นทางประมาณหกสิบโยชน์.

ในกาลนั้น มีดาบสรูปหนึ่งชื่อ นารทะ อยู่ที่สุวรรณคูหาในหิมวันตประเทศ ให้เวลาล่วงไปด้วยสุขเกิดแต่ฌานอันสัมปยุตด้วยอภิญญาห้า. ล่วงเจ็ดวันก็ออกจากสุขเกิดแต่ฌาน เปล่งอุทานว่า โอ เป็นสุข เป็นสุขอย่างยิ่ง. ดาบสนั้นตรวจดูสัตวโลกด้วยทิพยจักษุว่าใครๆ ในพื้นชมพูทวีปแสวงหาสุขนี้ มีบ้างหรือหนอ. ก็เห็นพระมหาชนกผู้พุทธางกูร จึงคิดว่า พระมหาชนกนั้นเป็นพระราชาออกมหาภิเนษกรมณ์ไม่สามารถจะยังมหาชนราชบริพาร มีพระนางสีวลีเทวีเป็นประมุขให้กลับพระนครได้. ข้าราชบริพารนั้นพึงทำอันตรายแก่พระองค์เราจักถวายโอวาทแก่พระองค์ เพื่อให้ทรงสมาทานมั่นโดยยิ่งโดยประมาณ. จึงไปด้วยกำลังฤทธิ์ สถิตอยู่ในอากาศตรงเบื้องพระพักตร์พระราชากล่าวคาถาให้พระองค์เกิดอุตสาหะว่า

ความกึกก้องของประชุมชนใหญ่นี้ เพื่ออะไร นั่นใครหนอมากับท่าน เหมือนเล่นกันอยู่ในบ้าน. สมณะ อาตมาขอถามท่าน ประชุมชนนี้แวดล้อมท่านเพื่ออะไร.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กิมฺเหโส ความว่า ความกึกก้องแห่งประชุมชนหมู่ใหญ่มีโขลงช้างเป็นต้นนี้ ในเพราะเหตุอะไร.

บทว่า กานุ คาเมว กีฬิยา ความว่า นั่นใครหนอมากับท่าน ราวกะว่าเล่นกีฬากันอยู่ในบ้าน.

บทว่า กตฺเถโส ได้แก่ มหาชนนี้เพื่ออะไร.

บทว่า อภิสโฏ ความว่า มหาชนประชุมกันแวดล้อมท่านมา นารทดาบสถามดังนี้.

พระราชาตรัสตอบว่า

พระราชาตรัสตอบว่า

ประชุมชนนี้ตามข้าพเจ้า ผู้ละพวกเขาไปในที่นี้ ข้าพเจ้าผู้ล่วงสีมาคือกิเลสไปเพื่อถึงมโนธรรม กล่าวคือญาณของมุนีผู้ไม่เกื้อกูลแก่เหย้าเรือน ผู้เจือด้วยความเพลิดเพลินทั้งหลาย ซึ่งเกิดขึ้นในขณะนั้นๆ อยู่ ท่านรู้อยู่ จะถามทำไม.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มมํ ความว่า ข้าพเจ้าละชนไป ซึ่งข้าพเจ้านั้นผู้ละไป. บทว่า เอตฺถ ความว่า มหาชนนี้ห้อมล้อมแล้ว คือติดตามมาในที่นี้. บทว่า สีมาติกฺกมนํ ยนฺตํ ความว่า ทำไมท่านจึงถามข้าพเจ้าผู้ล่วงสีมา คือกิเลสไป คือบวชเพื่อถึงมโนธรรม กล่าวคือญาณของมุนีผู้ไม่เกื้อกูลแก่เหย้าเรือน.

บทว่า มิสฺสํ นนฺทีหิ คจฺฉนฺตํ ความว่า ท่านรู้หรือว่าไม่รู้ว่าข้าพเจ้าบวชแล้ว จึงถามข้าพเจ้าผู้ยังไม่ละความเพลิดเพลิน เจือด้วยความเพลิดเพลินทั้งหลาย ซึ่งเกิดขึ้นในขณะนั้นๆ ไปอยู่ คือท่านไม่ได้ฟังข่าวบ้างหรือว่า ได้ยินว่า พระมหาชนกทิ้งวิเทหรัฐบวช.

ลำดับนั้น นารทดาบสกล่าวคาถาอีก เพื่อต้องการให้พระมหาสัตว์สมาทานมั่นว่า

พระองค์เพียงแต่ทรงสรีระนี้ จะสำคัญว่า เราข้ามพ้นกิเลสแล้วหาได้ไม่ กรรมคือกิเลสนี้ จะพึงข้ามได้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ หาได้ไม่ เพราะยังมีอันตรายอยู่มาก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มาสฺสุ ติณฺโณ อมญฺญิตฺโถ ความว่า ท่านทรงสรีระนี้ คือ ครองบรรพชิตบริขารและผ้ากาสาวะ อย่าได้เข้าใจว่าเราข้ามแล้วคือก้าวล่วงแล้วซึ่งแดน คือกิเลสด้วยเหตุเพียงถือเพศบรรพชิตนี้. บทว่า อติรเณยฺยมิทํ ความว่า ขึ้นชื่อว่ากิเลสนี้ ไม่ใช่จะข้ามได้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้. บทว่า พหู หิ ปริปนฺถโย ความว่า เพราะว่าอันตราย คือกิเลสของท่าน ที่ตั้งกั้นทางสวรรค์ ยังมีอยู่มาก

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ตรัสว่า

ข้าพเจ้าใดปรารถนาเฉพาะซึ่งกามทั้งหลาย ในมนุษยโลกอันบุคคลเห็นแล้ว ก็หาไม่เลย ในเทวโลกอันบุคคลไม่เห็นแล้ว ก็หาไม่. อันตรายอะไรหนอจะพึงมีแก่ข้าพเจ้านั้นซึ่งมีปกติอยู่ผู้เดียวอย่างนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โย เนว ทิฏฺเฐ นาทิฏฺเฐ ความว่า ข้าพเจ้าใดปรารถนาเฉพาะซึ่งกามทั้งหลาย ในมนุษยโลกอันบุคคลเห็นแล้ว ก็หามิได้เลย ในเทวโลกอันบุคคลไม่เห็นแล้ว ก็หามิได้เลย อันตรายอะไรหนอจะพึงมีแก่ข้าพเจ้านั้น ผู้มีปกติอยู่ผู้เดียวอย่างนี้ พระมหาสัตว์ตรัสดังนี้.

ลำดับนั้น นารทดาบสเมื่อจะแสดงอันตรายทั้งหลายแก่พระมหาสัตว์นั้น จึงกล่าวคาถาว่า

อันตรายมากทีเดียว คือ ความหลับ ความเกียจคร้าน ความง่วงเหงา ความไม่ชอบใจ ความเมาอาหาร ตั้งอยู่ในสรีระ อาศัยอยู่.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิทฺทา ได้แก่ หลับอย่างลิง. บทว่า ตนฺทิ ได้แก่ ความเกียจคร้าน. บทว่า อรติ ได้แก่ ความกระสัน.

บทว่า ภตฺตสมฺมโท ได้แก่ ความกระวนกระวายเพราะภัตตาหาร ท่านอธิบายไว้ดังนี้ ดูก่อนสมณะ พระองค์เป็นผู้มีพระรูปงามน่าเลื่อมใสมีผิวพรรณดุจทองคำ เมื่อพระองค์รับสั่งว่า อาตมาละราชสมบัติออกทรงผนวช คนทั้งหลายจักถวายบิณฑบาตอันโอชาประณีตแก่พระองค์. พระองค์ทรงรับพอเต็มบาตร เสวยพอควรแล้วเข้าสู่บรรณศาลาบรรทม ณ ที่ลาดไม้ หลับกรนอยู่ตื่นในระหว่างพลิกกลับไปกลับมาทรงเหยียดพระหัตถ์และพระบาท ลุกขึ้นจับราวจีวร เกียจคร้านไม่จับไม้กวาดกวาดอาศรม ไม่นำน้ำดื่มมา บรรทมหลับอีก ตรึกถึงกามวิตก. กาลนั้นก็ไม่พอพระทัยในบรรพชา ความกระวนกระวายเพราะภัตตาหารจักมีแด่พระองค์ ด้วยประการฉะนี้. บทว่า อาวสนฺติ สรีรฏฺฐา ความว่า อันตรายเหล่านี้มีประมาณเท่านี้ ตั้งอยู่ในสรีระของท่านอาศัยอยู่ คือบังเกิดในสรีระของท่านนี่แหละ นารทดาบสแสดงดังนี้.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ เมื่อจะตรัสชมนารทดาบสนั้น จึงตรัสคาถาว่า

ข้าแต่พราหมณ์ ท่านผู้เจริญพร่ำสอนข้าพเจ้าดีนักหนา ข้าพเจ้าขอถามท่านพราหมณ์นี่แหละ ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านเป็นใครหนอ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พฺราหฺมณ อนุสาสสิ ความว่า ข้าแต่พราหมณ์ ท่านพร่ำสอนข้าพเจ้าดีนักหนา.

ลำดับนั้น นารทดาบสกล่าวว่า

ชนทั้งหลายรู้จักอาตมาโดยนามว่า นารทะ โดยโคตรว่า กัสสปะ ดังนี้ อาตมามาในสถานใกล้พระองค์ผู้เจริญ ด้วยรู้สึกว่า การสมาคมด้วยสัตบุรุษทั้งหลายยังประโยชน์ให้สำเร็จได้ พระองค์จงทรงยินดีในบรรพชานี้ วิหารธรรมจงเกิดแก่พระองค์ กิจอันใดยังพร่องด้วยศีล การบริกรรมและฌานพระองค์จงทรงบำเพ็ญกิจอันนั้นให้บริบูรณ์ จงประกอบด้วยความอดทนและความสงบระงับ อย่าถือพระองค์ว่า เป็นกษัตริย์ จงทรงคลายออกเสียซึ่งความยุบลงและความฟูขึ้น จงทรงกระทำโดยเคารพซึ่งกุศลกรรมบถ วิชชาและสมณธรรม แล้วบำเพ็ญพรหมจรรย์.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิทู ความว่า ชนทั้งหลายรู้จักอาตมาโดยชื่อและโคตรว่า กัสสปะ. บทว่า สพฺภิ ความว่า ขึ้นชื่อว่าการสมาคมกับด้วยบัณฑิตทั้งหลาย เป็นการยังประโยชน์ให้สำเร็จ เพราะเหตุนั้น อาตมาจึงมา. บทว่า อานนฺโท ความว่า ความเพลิดเพลิน คือความยินดี ความชอบใจ ในบรรพชานี้ จงมีแก่ท่านนั้น อย่าเบื่อหน่าย. บทว่า วิหาโร ได้แก่ พรหมวิหารธรรมสี่อย่าง. บทว่า อุปวตฺตตุ ได้แก่ จงบังเกิด. บทว่า ยทูนํ ความว่า กิจด้วยศีล ด้วยกสิณบริกรรม ด้วยฌานนั้นใดยังหย่อน พระองค์จงยังกิจนั้นให้บริบูรณ์ด้วยคุณมีศีลเป็นต้นเหล่านี้. บทว่า ขนฺตยา อุปสเมน จ ความว่า ท่านอย่ามีมานะว่า เราเป็นพระราชาบวช จงเป็นผู้ประกอบด้วย อธิวาสนขันติและความสงบระงับกิเลส. บทว่า ปสารย ความว่า อย่ายกตน อย่าถือพระองค์. บทว่า สนฺนตฺตญฺจ อุนฺนตฺตญฺจ ความว่า จงคลายอวมานะที่เป็นไปโดยนัยเป็นต้นว่า เรามีชาติตระกูลหรือ และอติมานะที่เป็นไปโดยนัยเป็นต้นว่า เราเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยชาติ. บทว่า กมฺมํ ได้แก่ กุศลกรรมบถสิบ. บทว่า วิชฺชํ ได้แก่ ญาณที่เป็นไปในอภิญญาห้าและสมาบัติแปด. บทว่า ธมฺมํ ได้แก่ สมณธรรมกล่าวคือ กสิณบริกรรม. บทว่า สกฺกตฺวาน ปริพฺพช ความว่า จงทำโดยเคารพซึ่งคุณธรรมเหล่านั้นเป็นไป หรือจงทำโดยเคารพซึ่งคุณธรรมเหล่านี้ สมาทานให้มั่นบำเพ็ญพรหมจรรย์ คือจงรักษาบรรพชา อย่าเบื่อหน่าย.

นารทดาบสนั้นถวายโอวาทพระมหาสัตว์อย่างนี้แล้ว กลับไปที่อยู่ของตนทางอากาศ.

เมื่อนารทดาบสไปแล้ว มีดาบสอีกรูปหนึ่งชื่อ มิคาชินะ ออกจากสมาบัติตรวจดูโลกเห็นพระมหาสัตว์ จึงมาแล้วดุจกัน ด้วยคิดว่า เราจักถวายโอวาทพระมหาสัตว์ เพื่อประโยชน์ให้มหาชนกลับพระนคร จึงสถิตอยู่ ณ อัมพรวิถี สำแดงตนให้ปรากฏแล้วกล่าวว่า

พระองค์ทรงละช้างม้าชาวนครและชาวชนบทเป็นอันมาก ผนวชแล้วทรงยินดีในบาตร ชาวชนบทมิตรอมาตย์และพระญาติเหล่านั้น ได้กระทำความผิดระหว่างพระองค์ละกระมัง เหตุไร พระองค์จึงละอิสริยสุขมาชอบพระทัยซึ่งบาตรนั้น.

บทว่า กปลฺเล ในคาถานั้น ท่านกล่าวหมายถึงบาตรดิน มีคำอธิบายว่า เมื่อมิคาชินดาบสถามถึงเหตุแห่งบรรพชา จึงกล่าวอย่างนี้ว่า ดูก่อนมหาชนก ท่านละความเป็นใหญ่เห็นปานนี้ผนวชแล้ว ท่านยินดีในบาตรดินนี้.

บทว่า ทูภึ ความว่า พวกเขาเหล่านั้นได้กระทำความผิดอะไรๆ ในระหว่างต่อท่านบ้างหรือ เพราะเหตุไร ท่านจึงละอิสริยสุขเห็นปานนี้ มาชอบพระทัยบาตรดินใบนี้เท่านั้น.

แต่นั้น พระมหาสัตว์ตรัสว่า

ข้าแต่ท่านมิคาชินะ ข้าพเจ้ามิได้ผจญซึ่งญาติไรๆ โดยส่วนเดียวในกาลไหนๆ โดยอธรรม. แม้ญาติทั้งหลายก็มิได้ผจญซึ่งข้าพเจ้า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น มิคาชิน ได้แก่ ข้าแต่ท่านมิคาชินะผู้เจริญ. บทว่า ชาตุจฺเฉ แปลว่า โดยส่วนเดียวนั่นเทียว. บทว่า อหํ กิญฺจิ กุทาจนํ ความว่า ข้าพเจ้ามิได้ผจญซึ่งญาติไรๆ ในกาลไรๆ โดยอธรรม. แม้ญาติเหล่านั้นก็มิได้ผจญซึ่งข้าพเจ้าโดยอธรรม. อธิบายว่า ไม่มีญาติคนไหนได้กระทำความผิดในข้าพเจ้า ด้วยประการฉะนี้.

พระมหาสัตว์ทรงห้ามปัญหาแห่งมิคาชินดาบสนั้นอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงเหตุแห่งการทรงผนวชจึงตรัสว่า

ข้าแต่ท่านมิคาชินะ ข้าพเจ้าเห็นประเพณีของโลก เห็นโลกถูกกิเลสขบกัด ถูกกิเลสทำให้เป็นดังเปือกตม จึงได้ทำเหตุนี้ให้เป็นเครื่องเปรียบเทียบว่า ปุถุชนจมอยู่แล้วในกิเลสวัตถุใด สัตว์เป็นอันมากย่อมถูกประหาร และถูกฆ่าในเพราะกิเลสวัตถุนั้น ดังนี้จึงได้บวชเป็นภิกษุ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โลกวตฺตนฺตํ ความว่า ข้าพเจ้าได้เห็นวัตร คือประเพณีของสัตวโลกผู้โง่เขลา ผู้ไปตามวัฏฏะ เพราะเห็นดังนั้น ข้าพเจ้าจึงบวช พระมหาสัตว์ทรงแสดงดังนี้. บทว่า ขชฺชนฺตํ กทฺทมีกตํ ความว่า เห็นสัตวโลกถูกกิเลสขบกัด และถูกกิเลสเหล่านั้นแหละทำให้เป็นดังเปือกตม.

บทว่า ยตฺถ สนฺโน ความว่า ปุถุชนจม คือข้อง คือจมลงในกิเลสวัตถุใด สัตว์ทั้งหลายเป็นอันมากข้องอยู่ในกิเลสวัตถุนั้น ย่อมถูกฆ่าบ้าง ย่อมติดอยู่ในเครื่องผูกมีโซ่และเรือนจำเป็นต้นบ้าง.

บทว่า เอตาหํ ความว่า หากแม้ข้าพเจ้าจักติดอยู่ในกิเลสวัตถุนี้ ข้าพเจ้าก็จักถูกฆ่า และถูกจองจำเหมือนสัตว์เหล่านี้ ดังนั้นจึงทำเหตุการณ์นั่นแหละ เป็นอุปมาแห่งตนแล้วบวชเป็นภิกษุ. พระมหาสัตว์เรียกดาบสนั้นว่า มิคาชินะ พระมหาสัตว์ทรงทราบชื่อของดาบสนั้นได้อย่างไร. ทรงทราบ เพราะทรงถามไว้ก่อนในเวลาปฏิสันถาร.

ดาบสใคร่จะฟังเหตุการณ์นั้นโดยพิสดาร จึงกล่าวคาถาว่า

ใครหนอเป็นผู้จำแนกแจกอรรถสั่งสอนพระองค์ คำอันสะอาดนี้เป็นคำของใคร. ดูก่อนพระองค์ผู้เป็นจอมทัพ เพราะพระองค์มิได้ตรัสบอก สมณะผู้มีวัตรปฏิบัติก้าวล่วงทุกข์ นอกจากกัปปสมณะหรือวิชชสมณะ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กสฺเสตํ ความว่า คำอันสะอาดนี้ คือที่ท่านกล่าวเป็นคำของใคร.

บทว่า กปฺปํ ได้แก่ ดาบสผู้เป็นกรรมวาที ผู้ได้อภิญญาสมาบัติอันสำเร็จเป็นไปแล้ว.

บทว่า วิชฺชํ ได้แก่ พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้ประกอบด้วยวิชชา คืออาสวักขยญาณ. ท่านอธิบายไว้ดังนี้ มิคาชินดาบสเรียกพระเจ้ามหาชนกราชว่า รเถสภ เพราะพระเจ้ามหาชนกราชมิได้ตรัสบอก สมณะผู้มีวัตรปฏิบัติโดยประการที่ก้าวล่วงทุกข์ได้นอกจากกัปปสมณะหรือวิชชสมณะ คือเว้นโอวาทของท่านเสีย ใครๆได้ฟังคำของท่านเหล่านั้น แล้วสามารถที่จะปฏิบัติได้อย่างนั้น. ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า ใครหนอเป็นผู้จำแนกแจกอรรถ สั่งสอนพระองค์.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์กล่าวกะดาบสนั้นว่า

ข้าแต่ท่านมิคาชินะ ถึงข้าพเจ้าจะเคารพสมณะ หรือพราหมณ์โดยส่วนเดียวก็จริง แต่ก็ไม่เคยเข้าใกล้ไต่ถามอะไรๆ ในกาลไหนๆ เลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สกฺกตฺวา ได้แก่ บูชาเพื่อต้องการจะถามคุณแห่งการบรรพชา.

บทว่า อนุปาวิสึ ความว่า พระมหาสัตว์ตรัสว่า ข้าพเจ้าไม่เคยเข้าใกล้ใครๆ ไม่ถามสมณะไรๆ เลย เพราะพระมหาสัตว์นี้แม้ฟังธรรมในสำนักของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ก็ไม่ถามคุณแห่งการบรรพชาโดยเฉพาะในกาลไหนๆ เลย ฉะนั้นท่านจึงตรัสอย่างนี้.

ก็แลครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว พระมหาสัตว์จึงตรัสคาถาเพื่อทรงแสดงเหตุที่ทรงผนวชตั้งแต่ต้นว่า

ข้าแต่ท่านมิคาชินะ ข้าพเจ้านั้นรุ่งเรืองด้วยสิริ ไปยังพระราชอุทยานด้วยอานุภาพใหญ่ เมื่อเจ้าพนักงานกำลังขับเพลงขับและประโคมดนตรีกันอยู่. ข้าพเจ้าได้เห็นมะม่วงมีผลภายนอกกำแพงพระราชอุทยาน อันกึกก้องด้วยเสียงดนตรี พร้อมแล้วด้วยคนร้องและคนประโคม.

ข้าพเจ้าละต้นมะม่วงอันมีสิรินั้น ซึ่งเหล่ามนุษย์ผู้ต้องการผลฟาดตีอยู่ ลงจากคอช้างเข้าไปโคนต้นมะม่วง ซึ่งมีผลและไม่มีผลเห็นต้นมะม่วงที่มีผลถูกคนเบียดเบียนกำจัดแล้ว ปราศจากใบและก้าน แต่มะม่วงอีกต้นหนึ่งมีใบเขียวชอุ่มน่ารื่นรมย์ศัตรูทั้งหลายจักฆ่าพวกเราผู้มีอิสระ มีศัตรูดุจหนามเป็นอันมาก เหมือนต้นมะม่วงมีผล ถูกคนหักโค่นฉะนั้น.

เสือเหลืองถูกฆ่าเพราะหนัง ช้างถูกฆ่าเพราะงา คนมีทรัพย์ถูกฆ่าเพราะทรัพย์ ใครเล่าจักฆ่าผู้ไม่มีเหย้าเรือน ผู้ไม่มีสันถวะ คือตัณหา มะม่วงต้นหนึ่งมีผล อีกต้นหนึ่งไม่มีผล ทั้งสองต้นนั้นเป็นผู้สั่งสอนข้าพเจ้า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วคฺคุสุ ความว่า เมื่อดนตรีมีเสียงไพเราะอันบุคคลประโคมอยู่. บทว่า ตุริยตาลิตสํฆุฏฺเฐ ความว่า ในพระราชอุทยานที่กึกก้องด้วยเสียงดนตรีทั้งหลาย. บทว่า สมฺมาตาลสมาหิเต ความว่า ประกอบด้วยคนขับร้องและคนประโคมทั้งหลาย. บทว่า สมิคาชิน ความว่า ข้าแต่ท่านมิคาชินะ ข้าพเจ้านั้นได้เห็นแล้ว. บทว่า ผลึ อมฺพํ ความว่า มะม่วงมีผลคือต้นมะม่วงที่ผลิตผล. บทว่า ติโรจฺฉทํ ความว่า ได้เห็นต้นมะม่วงภายนอกกำแพง คือ เกิดอาศัยอยู่นอกกำแพงซึ่งตั้งอยู่ในภายในพระราชอุทยานนั่นแหละ. บทว่า ตุทมานํ แปลว่า ถูกฟาดอยู่. บทว่า โอโรหิตฺวา ความว่า ลงจากคอช้าง.

บทว่า วินลีกตํ แปลว่า ทำให้ปราศจากใบไร้ก้าน. บทว่า เอวเมว แปลว่า ฉันนั้นนั่นเทียว. บทว่า ผโล แปลว่า สมบูรณ์ด้วยผล. บทว่า อชินมฺหิ ได้แก่ เพื่อต้องการหนัง คือ มีหนังเป็นเหตุ. บทว่า ทนฺเตสุ ความว่า ถูกฆ่าเพราะงาทั้งสองของตน คือถูกฆ่าเพราะงาเป็นเหตุ. บทว่า หนฺติ แปลว่า ถูกฆ่า. บทว่า อนิเกตมสนฺถวํ ความว่า ก็ผู้ใดชื่อว่าอนิเกตะ เพราะละเหย้าเรือนบวช ชื่อว่าอสันถวะ เพราะไม่มีสันถวะ คือตัณหาซึ่งเป็นวัตถุแห่งสังขารทั้งปวง อธิบายว่า ใครจักฆ่าผู้นั้นซึ่งไม่มีเหย้าเรือนไม่มีสันถวะ. บทว่า เตสตฺถาโร ความว่า พระมหาสัตว์กล่าวว่า ต้นไม้สองต้นเหล่านั้นเป็นผู้สั่งสอนเรา.

มิคาชินดาบสได้ฟังดังนั้นแล้วจึงถวายโอวาทแด่พระราชาว่า ขอพระองค์จงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด มหาบพิตร. แล้วกลับไปยังที่อยู่ของตนทีเดียว.

เมื่อมิคาชินดาบสไปแล้ว พระนางสีวลีเทวีหมอบลงแทบพระยุคลบาทของพระราชา กราบทูลว่า

ชนทั้งปวงคือกองช้าง กองม้า กองรถ กองเดินเท้า ตกใจว่าพระราชาทรงผนวชเสียแล้ว. ขอพระองค์โปรดทำให้ชุมชนอุ่นใจ ตั้งความคุ้มครองไว้ อภิเษกพระโอรสในราชสมบัติแล้ว จึงทรงผนวชต่อภายหลังเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปพฺยถิโต ได้แก่ กลัว คือ หวาดสะดุ้ง. บทว่า ปฏิจฺฉทํ ความว่า ตั้งกองอารักขาไว้คุ้มครองมหาชนที่สะดุ้งกลัวว่า พระราชามิได้ทรงเหลียวแลพวกเราที่ถูกไฟไหม้บ้าง ถูกปล้นบ้าง. บทว่า ปุตฺตํ ความว่า ขอพระองค์ได้อภิเษกพระโอรส คือทีฆาวุกุมาร ไว้ในราชสมบัติแล้ว จึงทรงผนวชต่อภายหลังเถิด.

ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ตรัสว่า

ดูก่อนปชาบดี ชาวชนบท มิตรอมาตย์และพระประยูรญาติทั้งหลาย เราสละแล้ว ทีฆาวุราชกุมารผู้ยังแว่นแคว้นให้เจริญเป็นบุตรของชาววิเทหรัฐ ชาววิเทหรัฐเหล่านั้นจักให้ครองราชสมบัติในกรุงมิถิลา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สนฺติ ปุตฺตา ความว่า ดูก่อนพระเทวีสีวลี ธรรมดาสมณะทั้งหลายย่อมไม่มีบุตร แต่ทีฆาวุกุมารเป็นบุตรของชาววิเทหรัฐ ชาววิเทหรัฐเหล่านั้นจักให้ครองราชสมบัติ. พระมหาสัตว์ตรัสเรียกพระเทวีว่า ปชาปติ.

ลำดับนั้น พระนางสีวลีเทวีกราบทูลพระมหาสัตว์ว่า ข้าแต่พระองค์ พระองค์ทรงผนวชเสียก่อนแล้ว ก็หม่อมฉันจะกระทำอย่างไร. พระมหาสัตว์จึงตรัสกะพระนางว่า ดูก่อนพระเทวี อาตมาจะให้เธอสำเหนียกตาม เธอจงทำตามคำของอาตมา แล้วตรัสว่า

มาเถิด อาตมาจะให้เธอศึกษาตามคำที่อาตมาชอบ เมื่อเธอให้พระโอรสครองราชสมบัติ ก็จักกระทำบาปทุจริตเป็นอันมากด้วยกายวาจาใจ ซึ่งเป็นเหตุให้เธอไปสู่ทุคติ. การที่เรายังอัตภาพให้เป็นไปด้วยก้อนข้าวที่ผู้อื่นให้ซึ่งสำเร็จแต่ผู้อื่น นี้เป็นธรรมของนักปราชญ์.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตุวํ ความว่า เธอให้ยกเศวตฉัตรขึ้นแก่พระโอรส พร่ำสอนเรื่องราชสมบัติ ด้วยคิดว่าลูกของเราเป็นพระราชาจักกระทำบาปเป็นอันมาก. บทว่า คจฺฉสิ ความว่า เธอจักไปสู่ทุคติด้วยบาป เป็นอันมากที่กระทำด้วยกายเป็นต้นใด. บทว่า สธีรธมฺโม ความว่า ความประพฤติที่ว่าพึงยังชีวิตให้เป็นไปด้วย คำข้าวที่ได้มาด้วยลำแข้งนี้ เป็นธรรมของนักปราชญ์ทั้งหลาย.

พระมหาสัตว์ได้ประทานโอวาทแก่พระนางนั้นด้วยประการฉะนี้ เมื่อกษัตริย์ทั้งสองตรัสโต้ตอบกันและกัน และเสด็จดำเนินไป. พระอาทิตย์ก็อัสดงคต พระเทวีมีพระเสาวนีย์ให้ตั้งค่ายในที่อันสมควร. พระมหาสัตว์เสด็จประทับแรม ณ โคนไม้แห่งหนึ่ง ประทับอยู่ ณ ที่นั้นตลอดราตรี. รุ่งขึ้นทรงทำสรีรกิจแล้ว เสด็จไปตามมรรคา. ฝ่ายพระเทวีตรัสสั่งให้เสนาตามมาภายหลัง แล้วเสด็จไปเบื้องหลังแห่งพระมหาสัตว์. ทั้งสองพระองค์นั้นเสด็จถึงถูนนครในเวลาภิกขาจาร ขณะนั้นมีบุรุษคนหนึ่งภายในเมือง ซื้อเนื้อก้อนใหญ่มาแต่เขียงขายเนื้อ เสียบหลาวย่างบนถ่านเพลิงให้สุกแล้ววางไว้ที่กระดานเพื่อให้เย็นได้ยืนอยู่. เมื่อบุรุษนั้นส่งใจไปที่อื่น สุนัขตัวหนึ่งคาบก้อนเนื้อนั้นหนีไป บุรุษนั้นรู้แล้วไล่ตามสุนัขนั้นไปเพียงนอกประตูด้านทักษิณเบื่อหน่ายหมดอาลัยก็กลับบ้าน. พระราชากับพระเทวีเสด็จมาข้างหน้าสุนัขตามทางสองแพร่ง สุนัขนั้นทิ้งก้อนเนื้อหนีไปด้วยความกลัว. พระมหาสัตว์ทอดพระเนตรเห็นก้อนเนื้อนั้น ทรงจินตนาการว่า สุนัขนี้ทิ้งก้อนเนื้อนี้ไม่เหลียวแลเลยหนีไปแล้ว แม้คนอื่นผู้เป็นเจ้าของก็ไม่ปรากฏอาหารเห็นปานนี้หาโทษมิได้ ชื่อว่าบังสุกุลบิณฑบาต เราจักบริโภคก้อนเนื้อนั้น. พระองค์จึงนำบาตรดินออก ถือเอาเนื้อก้อนนั้นปัดฝุ่นแล้วใส่ลงในบาตรเสด็จไปยังที่มีน้ำบริบูรณ์ ทรงพิจารณาแล้วเริ่มเสวยเนื้อก้อนนั้น. ลำดับนั้น พระเทวีทรงดำริว่า ถ้าพระราชานี้มีพระราชประสงค์ราชสมบัติจะไม่พึงเสวยก้อนเนื้อเห็นปานนี้ ซึ่งน่าเกลียด เปื้อนฝุ่น เป็นเดนสุนัข. บัดนี้ พระองค์จักมิใช่พระราชสวามีของเราทรงดำริฉะนี้แล้ว กราบทูลพระองค์ว่าข้าแต่พระมหาราช พระองค์ช่างเสวยเนื้อที่น่าเกลียดเห็นปานนี้ได้. พระมหาสัตว์ตรัสว่า ดูก่อนพระเทวี เธอไม่รู้จักความวิเศษของบิณฑบาตนี้เพราะเขลา. ตรัสฉะนี้แล้วทรงพิจารณาสถานที่ก้อนเนื้อนั้นตั้งอยู่ เสวยก้อนเนื้อนั้นดุจเสวยอมตรส บ้วนพระโอฐล้างพระหัตถ์และพระบาทแล้ว.

ขณะนั้น พระเทวี เมื่อจะทรงตำหนิพระราชา จึงตรัสว่า

คนที่ฉลาดแม้ไม่ได้บริโภคอาหารสี่มื้อ ราวกะว่าจะตายด้วยความอด ก็ยอมตายเสียด้วยความอด เขาจะไม่ยอมบริโภคก้อนเนื้อคลุกฝุ่นไม่สะอาดเลย. ข้าแต่พระมหาชนก พระองค์สิเสวยได้ซึ่งก้อนเนื้ออันเป็นเดนสุนัข ไม่สะอาดน่าเกลียดนัก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อชฺฌุฏฺฐมาริว ความว่า เหมือนใกล้จะตาย. บทว่า ลุลิตํ ได้แก่ คลุกฝุ่น. บทว่า อนริยํ ได้แก่ ไม่ดี. นุอักษรในบทว่า นุ เสเว เป็นนิบาตลงในอรรถถามโต้ตอบ มีคำอธิบายว่า แม้ถ้าจะไม่ได้บริโภคอาหารสี่มื้อ หรือจะตายเสียด้วยความอดแม้เมื่อเป็นอย่างนั้น คนฉลาดก็ไม่ย่อมบริโภคอาหารเห็นปานนี้เลย คือไม่บริโภคอย่างพระองค์. บทว่า ตยิทํ แปลว่า นี้นั้น.

พระมหาสัตว์ ตรัสตอบว่า

ดูก่อนพระนางสีวลี ก้อนเนื้อนั้นไม่ชื่อว่าเป็นอาหารของอาตมา หามิได้ เพราะถึงจะเป็นของคนครองเรือนหรือของสุนัข ก็สละแล้ว. ของบริโภคเหล่าใดเหล่าหนึ่งในโลกนี้ ที่บุคคลได้มาแล้วโดยชอบธรรม ของบริโภคทั้งหมดนั้นกล่าวกันว่า ไม่มีโทษ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภกฺโข ความว่า บิณฑบาตนั้นจะไม่ชื่อว่าเป็นภักษาหารของอาตมาหามิได้. บทว่า ยํ โหติ ความว่า ของสิ่งใดที่คฤหัสถ์ หรือสุนัขสละแล้ว ของสิ่งนั้นชื่อว่าบังสุกุล เป็นของไม่มีโทษเพราะไม่มีเจ้าของ. บทว่า เย เกจิ ความว่า เพราะฉะนั้น โภคะเหล่าใดเหล่าหนึ่ง แม้อื่นๆ ที่ได้มาโดยชอบธรรม. บทว่า สพฺโพ โส ภกฺ โข อนวโย ความว่า ไม่มีโทษ คือแม้จะมีคนดูอยู่บ่อยๆ ก็ไม่บกพร่อง บริบูรณ์ด้วยคุณไม่มีโทษ แต่ลาภที่ได้มาโดยไม่ชอบธรรม ถึงจะมีค่าตั้งแสน ก็น่าเกลียดอยู่นั่นเอง.

เมื่อกษัตริย์สององค์ตรัสสนทนากะกันอยู่อย่างนี้ พลางเสด็จดำเนินไป ก็ลุถึงประตูถูนนคร. เมื่อทารกทั้งหลายในนครนั้นกำลังเล่นกันอยู่มีนางกุมาริกาคนหนึ่งเอากระด้งน้อยฝัดทรายเล่นอยู่ กำไลอันหนึ่งสวมอยู่ในข้อมือข้างหนึ่งของนาง กำไลสองอันสวมอยู่ในข้อมือข้างหนึ่งกำไลสองอันนั้นกระทบกันมีเสียง กำไลอีกอันหนึ่งไม่มีเสียง. พระราชาทรงทราบเหตุนั้น มีพระดำริว่า บัดนี้ พระนางสีวลีตามหลังเรามาขึ้นชื่อว่า สตรีย่อมเป็นมลทินของบรรพชิต. ชนทั้งหลายเห็นนางตามเรามา จักติเตียนเราว่า บรรพชิตนี้แม้บวชแล้ว ก็ยังไม่สามารถจะละภรรยาได้. ถ้านางกุมารีนี้ฉลาด จักพูดถึงเหตุให้นางสีวลีกลับ. เราจักฟังถ้อยคำของนางกุมารีนี้แล้วส่งนางสีวลีกลับ. มีพระดำริฉะนี้แล้ว เสด็จเข้าไปใกล้นางกุมารีนั้น.

เมื่อจะตรัสถามจึงตรัสคาถาว่า

แน่ะนางกุมาริกาผู้ยังนอนกับแม่ ผู้ประดับกำไลมือเป็นนิตย์ กำไลมือของเจ้าข้างหนึ่งมีเสียงดัง อีกข้างหนึ่งไม่มีเสียงดัง เพราะเหตุไร.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปเสนิเย ความว่า เข้าไปนอนใกล้มารดา. บทว่า นิคฺคลมณฺฑิเต ความว่า พระมหาสัตว์ตรัสว่า มีปกติประดับด้วยเครื่องประดับชั้นยอด. บทว่า สุณติ ได้แก่ ทำเสียง.

นางกุมาริกากล่าวว่า

ข้าแต่พระสมณะ เสียงเกิดแต่กำไลสองอัน ที่สวมอยู่ในข้อมือของข้าพเจ้านี้กระทบกัน. ความที่กำไลทั้งสองกระทบกันนั้นเป็นเหตุแห่งเสียง. กำไลอันหนึ่งที่สวมอยู่ในข้อมือของข้าพเจ้านี้นั้น ไม่มีอันที่สอง จึงไม่ส่งเสียง. เป็นเหมือนนักปราชญ์สงบนิ่งอยู่ บุคคลสองคนก็วิวาทกัน คนเดียวจักวิวาทกับใครเล่า. ท่านผู้ใคร่ต่อสวรรค์ จงชอบความเป็นผู้อยู่คนเดียวเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุนีวารา แปลว่า กำไลสองอัน. บทว่า สํฆฏา ความว่า เพราะกระทบกัน คือเสียดสีกัน. บทว่า คติ ได้แก่ ความสำเร็จ ด้วยว่า กำไลอันที่สองย่อมมีความสำเร็จเห็นปานนี้. บทว่า โส ได้แก่ กำไลนั้น. บทว่า มุนิภูโตว ความว่า ราวกะว่าพระอริยบุคคลผู้ละกิเลสได้หมดแล้ว ดำรงอยู่. บทว่า วิวาทปฺปตฺโต ความว่า ข้าแต่พระสมณะ ขึ้นชื่อว่าคนที่สองย่อมวิวาทกันคือทะเลาะกัน ถือไปต่างๆ กัน. บทว่า เกเนโก ความว่า ก็คนเดียวจักวิวาทกับใครเล่า. บทว่า เอกตฺตมุปโรจตํ ความว่า ท่านจงชอบความเป็นผู้อยู่คนเดียวเถิด.

ก็แลครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว นางกุมาริกานั้นได้กล่าวอย่างนี้อีก คือกล่าวสอนพระมหาสัตว์ว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ธรรมดาสมณะทั้งหลายย่อมจะไม่พาแม้น้องสาวเที่ยวไปเลย แต่เหตุไร ท่านจึงพาภริยาซึ่งทรงรูปอันอุดมเห็นปานนี้เที่ยวไป ภริยานี้จักทำอันตรายแก่ท่านท่านจงนำภริยานี้ออกไปอยู่ผู้เดียวเท่านั้น บำเพ็ญสมณธรรมให้สมควรเถิด.

พระมหาสัตว์ได้สดับคำของกุมาริกาสาวนั้นแล้ว ทรงได้ปัจจัย เมื่อจะตรัสกับพระเทวี จึงตรัสว่า

แน่ะสีวลี เธอได้ยินคาถาที่นางกุมาริกากล่าวแล้วหรือ นางกุมาริกาเป็นเพียงชั้นสาวใช้มาติเตียนเรา. ความที่เราทั้งสองประพฤติ คืออาตมาเป็นบรรพชิต เธอเป็นสตรีเดินตามกันมา ย่อมเป็นเหตุแห่งครหา. มรรคาสองแพร่งนี้ อันเราทั้งสองผู้เดินทางจงแยกกันไป. เธอจงถือเอาทางหนึ่งไป อาตมาก็จะถือเอาทางอื่นอีกทางหนึ่งไป. เธออย่าเรียกอาตมาว่า เป็นพระสวามีของเธอ และอาตมาก็จะไม่เรียกเธอว่า เป็นมเหสีของอาตมาอีก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุมาริยา ได้แก่ ที่นางกุมาริกากล่าวแล้ว. บทว่า เปสิยา ความว่า ถ้าเรายังครองราชสมบัติอยู่ กุมาริกาคนนี้ก็เป็นคนใช้ คือทำตามรับสั่งของเรา แม้แต่จะแลดูเรา เธอก็ไม่อาจ แต่บัดนี้เธอติเตียน คือกล่าวสอนเราเหมือนคนใช้ และเหมือนทาสของตนว่า ทุติยสฺเสว สา คติ ดังนี้. บทว่า อนุจิณฺโณ ได้แก่ เดินตามกันไป. บทว่า ปถาวิหิ แปลว่า ผู้เดินทาง. บทว่า เอกํ ความว่า เธอจงถือเอาทางหนึ่งซึ่งเป็นที่ชอบใจของเธอ ส่วนอาตมาก็จักถือเอาอีกทางหนึ่งที่เหลือลงจากที่เธอถือเอา. บทว่า มา จ มํ ตวํ ความว่า แน่ะสีวลี ตั้งแต่นี้ไป เธออย่าเรียกอาตมาว่าเป็นพระสวามีของเราอีก และอาตมาก็จะไม่เรียกเธอว่า เป็นมเหสีของเรา.

พระนางสีวลีเทวีได้ทรงฟังพระดำรัสของพระมหาสัตว์แล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ พระองค์เป็นกษัตริย์สูงสุด จงถือเอาทางเบื้องขวาส่วนข้าพระองค์เป็นสตรีชาติต่ำ จักถือเอาทางเบื้องซ้าย กราบทูลฉะนี้แล้ว ถวายบังคมพระมหาสัตว์แล้วเสด็จไปได้หน่อยหนึ่งไม่สามารถจะกลั้นโศกาดูรไว้ได้ก็เสด็จมาอีก โดยเสด็จไปกับพระราชาเข้าถูนนครด้วยกัน.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสครึ่งคาถาว่า

กษัตริย์ทั้งสองกำลังตรัสข้อความนี้อยู่ ได้เสด็จเข้าไปยังถูนนคร.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นครมุปาคมุํ ความว่า เสด็จเข้าไปแล้วสู่นคร.

ก็แลครั้นเสด็จเข้าไปแล้ว พระมหาสัตว์เสด็จเที่ยวบิณฑบาต เสด็จถึงประตูเรือนของช่างศร. แม้พระนางสีวลีเทวีก็เสด็จตามไปเบื้องหลัง ประทับอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. สมัยนั้น ช่างศรกำลังลนลูกศรบนกระเบื้องถ่านเพลิง เอาน้ำข้าวทาลูกศรหลับตาข้างหนึ่ง เล็งดูด้วยตาข้างหนึ่ง ดัดลูกศรให้ตรง. พระมหาสัตว์ทอดพระเนตรเห็นดังนั้น มีพระดำริว่า ถ้าช่างศรผู้นี้จักเป็นคนฉลาดจักกล่าวเหตุอย่างหนึ่งแก่เรา เราจักถามเขาดู จึงเสด็จเข้าไปหาช่างศรแล้วตรัสถาม.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า

เมื่อใกล้เวลาฉัน พระมหาสัตว์ประทับยืนอยู่ที่ซุ้มประตูเรือนของช่างศร ช่างศรนั้นหลับตาข้างหนึ่ง ใช้ตาอีกข้างหนึ่งเล็งลูกศรอันหนึ่ง ซึ่งคดอยู่ดัดให้ตรงที่ซุ้มประตูนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกฏฺฐเก ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายพระราชาพระองค์นั้น เมื่อใกล้เวลาเสวยของพระองค์ ได้ประทับยืนอยู่ที่ซุ้มประตูของช่างศร. บทว่า ตตฺร จ ได้แก่ ที่ซุ้มประตูนั้น. บทว่า นิคฺคยฺห แปลว่า หลับแล้ว. บทว่า ชิมฺหเมเกน ความว่า ใช้จักษุข้างหนึ่งเล็งดูลูกศรที่คด.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ได้ตรัสกะช่างศรนั้นว่า

ดูก่อนช่างศร ท่านจงฟังอาตมา ท่านหลับจักษุข้างหนึ่ง เล็งดูลูกศรอันคดด้วยจักษุข้างหนึ่ง ด้วยประการใด ท่านเห็นความสำเร็จประโยชน์ ด้วยประการนั้นหรือหนอ.

คำที่เป็นคาถานั้นมีเนื้อความว่า แน่ะเพื่อนช่างศร ท่านหลับตาข้างหนึ่งเล็งดูลูกศร ที่คดด้วยตาข้างหนึ่ง ด้วยประการใด ท่านเห็นความสำเร็จประโยชน์ ด้วยประการนั้นหรือหนอ.

ลำดับนั้น เมื่อช่างศรจะทูลแก่พระมหาสัตว์นั้น จึงกล่าวว่า

ข้าแต่พระสมณะ การเล็งด้วยจักษุทั้งสอง ปรากฏว่าเหมือนพร่าไปไม่ถึงที่คดข้างหน้า ย่อมไม่สำเร็จความดัดให้ตรง ถ้าหลับจักษุข้างหนึ่ง เล็งดูที่คดด้วยจักษุอีกข้างหนึ่ง เล็งได้ถึงที่คดเบื้องหน้าย่อมสำเร็จความดัดให้ตรง. บุคคลสองคนก็วิวาทกัน คนเดียวจักวิวาทกับใครเล่า ท่านผู้ใคร่ต่อสวรรค์ จงชอบความเป็นผู้อยู่คนเดียวเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิสาลํ วิย ความว่า ย่อมปรากฏเหมือนพร่าไป. บทว่า อปฺปตฺวา ปรมํ ลิงฺคํ ความว่า ไม่ถึงที่คดข้างหน้า. บทว่า นุชฺชุภาวาย ได้แก่ ไม่สำเร็จความดัดให้ตรง มีคำอธิบายว่า เมื่อความพร่าปรากฏ ก็จักไม่ถึงที่ตรงข้างหน้า เมื่อไม่ถึง คือไม่ปรากฏ กิจด้วยความตรงจักไม่สำเร็จ คือไม่ถึงพร้อม. บทว่า สมฺปตฺวา ความว่า ถึงคือเห็นด้วยจักษุ. บทว่า วิวาทปฺปตฺโต ความว่า เมื่อลืมตาที่สอง ที่คดย่อมไม่ปรากฏ คือแม้ที่คดก็ปรากฏว่าตรง แม้ที่ตรงก็ปรากฏว่าคด. ความวิวาทย่อมมีด้วยประการฉะนี้ ฉันใด แม้สมณะมีสองรูปก็ฉันนั้น ย่อมวิวาทกันคือ ทะเลาะกัน ถือเอาต่างๆ กัน. บทว่า เกเนโก ความว่า คนเดียวจักวิวาทกับใครเล่า.

บทว่า เอกตฺตมุปโรจตํ ความว่า ท่านจงชอบใจความเป็นผู้อยู่คนเดียว. ธรรมดาสมณะทั้งหลาย ย่อมจะไม่พาแม้น้องสาวเที่ยวไปเลย. แต่เหตุไรท่านจึงพาภริยาซึ่งทรงรูปอันอุดมเที่ยวไปภริยานี้จักทำอันตรายแก่ท่าน ท่านจงนำภริยานี้ออกไปอยู่ผู้เดียวเท่านั้น บำเพ็ญสมณธรรมให้สมควรเถิด. ช่างศรกล่าวสอนพระมหาสัตว์ ด้วยประการฉะนี้ ช่างศรถวายโอวาทแด่พระมหาสัตว์อย่างนี้แล้วก็นิ่งอยู่. พระมหาสัตว์เสด็จเที่ยวบิณฑบาตได้ภัตตาหารที่เจือปนแล้วเสด็จออกจากพระนคร ประทับนั่งเสวยในที่มีน้ำสมบูรณ์. พระองค์เสร็จเสวยพระกระยาหารแล้ว บ้วนพระโอฐ ล้างบาตรนำเข้าถุงแล้วตรัสเรียกพระนางสีวลีมาตรัสว่า

ดูก่อนนางสีวลี เธอได้ยินคาถาที่ช่างศรกล่าวหรือยัง ช่างศรเป็นเพียงคนใช้ยังติเตียนเราได้ ความที่เราทั้งสองประพฤตินั้นเป็นเหตุแห่งความครหา. ดูก่อนนางผู้เจริญ ทางสองแพร่งนี้อันเราทั้งสองผู้เดินทางมาจงแยกกันไป เธอจงถือเอาทางหนึ่งไป อาตมาก็จะถือเอาทางอื่นอีกทางหนึ่งไป. เธออย่าเรียกอาตมาว่า เป็นพระสวามีของเธอ และอาตมาก็จะไม่เรียกเธอว่า เป็นมเหสีของอาตมาอีก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุณสิ ความว่า เธอฟังคาถาหรือ ก็พระมหาสัตว์ตรัสพระดำรัสว่า เปสิโย มํ นี้ ทรงหมายถึงโอวาทของช่างศรนั่นเอง.

ได้ยินว่า พระนางสีวลีเทวีนั้น แม้ถูกพระมหาสัตว์ตรัสว่า เธออย่าเรียกอาตมาว่า เป็นพระสวามีของเธอดังนี้ก็ยังเสด็จติดตามพระมหาสัตว์อยู่นั่นเอง พระราชาก็ไม่สามารถให้พระนางสีวลีนั้นเสด็จกลับได้ แม้มหาชนก็ตามเสด็จพระองค์อยู่นั่นเอง. ก็แต่ที่นั้นมีดงแห่งหนึ่งในที่ไม่ไกล. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ทอดพระเนตรเห็นแนวป่าเขียวชอุ่ม มีพระราชประสงค์จะให้พระนางเสด็จกลับ. เมื่อดำเนินไปได้ทอดพระเนตรเห็นหญ้ามุงกระต่ายในที่ใกล้ทาง พระองค์จึงทรงถอนหญ้ามุงกระต่ายนั้น ตรัสเรียกพระเทวีมาตรัสว่าแน่ะสีวลีผู้เจริญ เธอจงดูหญ้ามุงกระต่ายนี้ ก็หญ้ามุงกระต่ายนี้จะไม่อาจสืบต่อในกอนี้ได้อีก ฉันใด ความอยู่ร่วมกับเธอของอาตมาก็ไม่อาจจะสืบต่อกันได้อีก ฉันนั้น แล้วได้ตรัสกึ่งคาถาว่า

หญ้ามุงกระต่ายที่ติดกันอยู่แต่เดิม ซึ่งอาตมาถอนแล้วนี้ ไม่อาจสืบต่อกันไปได้อีก ฉันใด ความอยู่ร่วมกันระหว่างเธอกับอาตมา ก็ไม่อาจสืบต่อได้อีก ฉันนั้น. เพราะฉะนั้น เธอจงอยู่ผู้เดียว อาตมาก็จะอยู่ผู้เดียวเหมือนกัน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอกา ความว่า แน่ะสีวลีผู้เจริญ หญ้ามุงกระต่ายที่ติดกันอยู่แต่เดิม อันอาตมาถอนแล้ว ไม่อาจสืบต่อได้อีก ฉันใดการอยู่ร่วมกันระหว่างเธอกับอาตมา ก็ไม่อาจทำได้แม้ฉันนั้น เพราะฉะนั้น เราจักอยู่ผู้เดียวนะสีวลี แม้เธอก็จงอยู่ผู้เดียวเหมือนกัน. พระมหาสัตว์ได้ประทานพระโอวาทแก่พระนางสีวลีเทวี ด้วยประการฉะนี้.

พระนางได้ฟังพระดำรัสของพระมหาสัตว์แล้วตรัสว่า จำเดิมแต่นี้ไป เราจะไม่ได้อยู่ร่วมกับพระมหาชนกนรินทรราชอีก. พระนางไม่อาจจะทรงกลั้นโศกาดูร ก็ข้อนทรวงด้วยพระหัตถ์ทั้งสอง ทรงปริเทวนาการร่ำไรอยู่เป็นอันมาก ถึงวิสัญญีภาพล้มลงที่หนทางใหญ่. พระมหาสัตว์ทรงทราบว่า พระนางถึงวิสัญญีภาพ ก็สาวพระบาทเสด็จเข้าสู่ป่า. ขณะนั้น หมู่อมาตย์มาสรงพระสรีระแห่งพระนางนั้นช่วยกันถวายอยู่งานที่พระหัตถ์และพระบาท พระนางได้สติเสด็จลุกขึ้น ตรัสถามว่า พระราชาเสด็จไปข้างไหน หมู่อมาตย์ย้อนทูลถามว่าพระแม่เจ้าก็ไม่ทรงทราบดอกหรือ พระนางตรัสให้เที่ยวค้นหา พวกนั้นพากันวิ่งไปข้างโน้นบ้างข้างนี้บ้าง ก็ไม่พบพระราชา. พระนางทรงปริเทวนาการมากมาย แล้วให้สร้างพระเจดีย์ตรงที่พระราชาประทับยืน บูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น แล้วเสด็จกลับกรุงมิถิลา.

ฝ่ายพระมหาสัตว์เสด็จเข้าป่าหิมวันต์ ทำอภิญญาและสมาบัติให้เกิดภายในเจ็ดวัน มิได้เสด็จมาสู่ถิ่นมนุษย์อีก.

ฝ่ายพระนางสีวลีเทวีเสด็จกลับแล้ว โปรดให้สร้างพระเจดีย์หลายองค์ ณ ที่ที่พระมหาสัตว์ตรัสกับช่างศร. ตรัสกะนางกุมารี. เสวยเนื้อที่สุนัขทิ้ง. ตรัสกับมิคาชินดาบส. และตรัสกับนารทดาบส. ทุกตำบลแล้ว บูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น ทรงแวดล้อมไปด้วยเสนางคนิกร. ภายหลัง เสด็จไปถึงมิถิลานครทรงอภิเษกพระราชโอรส ณ พระราชอุทยานอัมพวัน ทรงส่งพระราชโอรสอันหมู่เสนาแวดล้อมแล้วเข้าพระนคร. พระองค์เองทรงผนวชเป็นดาบสินี ประทับอยู่ ณ พระราชอุทยานนั้น ทรงทำกสิณบริกรรมก็ได้บรรลุฌาน ไม่เสื่อมจากฌานเป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ในที่สุดแห่งพระชนมายุ.

ฝ่ายพระมหาสัตว์ก็ไม่เสื่อมจากฌาน ได้เข้าถึงพรหมโลกเหมือนกัน.

พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่ตถาคตออกมหาภิเนษกรมณ์.

ท้าวสักกเทวราชในครั้งนั้น ได้มาเป็น พระอนุรุทธะ ในบัดนี้

พราหมณ์ทิศาปาโมกข์ ได้มาเป็น พระกัสสปะ

นางมณีเมขลาเทพธิดาผู้รักษาสมุทร ได้มาเป็น อุบลวรรณาภิกษุณี

นารทดาบส ได้มาเป็น พระสารีบุตร

มิคาชินดาบส ได้มาเป็น พระโมคคัลลานะ

นางกุมาริกา ได้มาเป็น นางเขมาภิกษุณี

ช่างศร ได้มาเป็น พระอานนท์

ราชบริษัทที่เหลือ ได้มาเป็นพุทธบริษัท

สีวลีเทวี ได้มาเป็น ราหุลมารดา

ทีฆาวุกุมาร ได้มาเป็น ราหุล

พระชนกพระชนนี ได้มาเป็น มหาราชศากยสกุล

ส่วนพระมหาชนกนรินทรราช คือ เราผู้เป็น สัมมาสัมพุทธเจ้า นี่เอง. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา