๖. โกกนุทสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๕. อุปาสกวรรค ๖. โกกนุทสูตร ๖. โกกนุทสูตร ว่าด้วยโกกนุทปริพาชกถามพระอานนท์
สมัยหนึ่ง ท่านพระอานนท์อยู่ ณ ตโปทาราม เขตกรุงราชคฤห์ ได้ลุกขึ้นในเวลาใกล้รุ่ง เข้าไปยังแม่น้ำตโปทาเพื่อเอาน้ำลูบตัว เสร็จแล้วกลับขึ้นมาครองผ้าผืนเดียว ยืนผึ่งตัวอยู่ แม้โกกนุทปริพาชกก็ลุกขึ้นในเวลาใกล้รุ่ง ได้ไปยังแม่น้ำตโปทาเพื่อเอาน้ำลูบตัว เห็นท่านพระอานนท์เดินมาแต่ที่ไกลจึงถามว่า “ท่านเป็นใคร อยู่ที่นี้” ท่านพระอานนท์ตอบว่า “ผู้มีอายุ เราเป็นภิกษุ” “เป็นภิกษุพวกไหน” “พวกสมณศากยบุตร” “หากท่านจะให้โอกาสแก้ปัญหา ข้าพเจ้าจะขอถามข้อข้องใจบางอย่างกับท่าน” “เชิญถามเถิด เราฟังแล้วจักแก้” “ท่านมีทิฏฐิ อย่างนี้หรือว่า ‘โลกเที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นไม่จริง” “ผู้มีอายุ เรามิได้มีทิฏฐิอย่างนั้นเลย ว่า ‘โลกเที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นไม่จริง” “ท่านมีทิฏฐิอย่างนี้หรือว่า ‘โลกไม่เที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นไม่จริง” “เรามิได้มีทิฏฐิอย่างนั้นเลยว่า ‘โลกไม่เที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นไม่จริง” “ท่านมีทิฏฐิอย่างนี้หรือว่า ‘โลกมีที่สุด ... โลกไม่มีที่สุด ... ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกัน ... ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกัน ... หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีก... หลังจากตายแล้วตถาคตไม่เกิดอีก ... หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกก็มี ไม่เกิดอีก ก็มี ... หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกก็ไม่ใช่ ไม่เกิดอีกก็ไม่ใช่ นี้เท่านั้นจริงอย่างอื่นไม่จริง” “ผู้มีอายุ เรามิได้มีทิฏฐิอย่างนั้นเลยว่า ‘โลกมีที่สุด ... โลกไม่มีที่สุด ... ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกัน ... ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกัน ... หลังจากตายแล้ว@เชิงอรรถ : @ ดูเชิงอรรถที่ ๑ ข้อ ๙๓ (กิงทิฏฐิกสูตร) หน้า ๒๑๖ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๒๒๖}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๕. อุปาสกวรรค ๖. โกกนุทสูตร ตถาคตเกิดอีก ... หลังจากตายแล้วตถาคตไม่เกิดอีก ... หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกก็มี ไม่เกิดอีกก็มี ... หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกก็ไม่ใช่ ไม่เกิดอีกก็ไม่ใช่นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นไม่จริง” “ถ้าเช่นนั้น ท่านก็ไม่รู้ ไม่เห็นละซิ” “ผู้มีอายุ เราไม่รู้ ไม่เห็น ก็หามิได้ เรารู้อยู่ เห็นอยู่” “ท่านเมื่อถูกข้าพเจ้าถามว่า ‘ท่านมีทิฏฐิอย่างนี้หรือว่า ‘โลกเที่ยง นี้เท่านั้นจริงอย่างอื่นไม่จริง’ ก็กล่าวว่า ‘ผู้มีอายุ เรามิได้มีทิฏฐิอย่างนั้นเลยว่า ‘โลกเที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นไม่จริง” เมื่อถูกถามว่า ‘ท่านมีทิฏฐิอย่างนี้หรือว่า ‘โลกไม่เที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นไม่จริง’ ก็กล่าวว่า ‘ผู้มีอายุ เรามิได้มีทิฏฐิอย่างนั้นเลยว่า ‘โลกไม่เที่ยง นี้เท่านั้นจริงอย่างอื่นไม่จริง’ เมื่อถูกถามว่า ‘ท่านมีทิฏฐิอย่างนี้หรือว่า ‘โลกมีที่สุด ... โลกไม่มีที่สุด ... ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกัน ... ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกัน ... หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีก ... หลังจากตายแล้วตถาคตไม่เกิดอีก ... หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกก็มี ไม่เกิดอีกก็มี ... หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกก็ไม่ใช่ ไม่เกิดอีกก็ไม่ใช่นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นไม่จริง’ ก็กล่าวว่า ‘ผู้มีอายุ เรามิได้มีทิฏฐิอย่างนั้นเลย‘โลกมีที่สุด ... โลกไม่มีที่สุด ... ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกัน ... ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกัน ... หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีก ... หลังจากตายแล้วตถาคตไม่เกิดอีก... หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกก็มี ไม่เกิดอีกก็มี ... หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกก็ไม่ใช่ ไม่เกิดอีกก็ไม่ใช่ นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นไม่จริง’ เมื่อถูกถามว่า ‘ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ไม่รู้ไม่เห็นละซิ’ ก็กล่าวว่า ‘ผู้มีอายุ เราไม่รู้ไม่เห็น ก็หามิได้ เรารู้อยู่ เห็นอยู่’ ผู้มีอายุ ก็เนื้อความแห่งภาษิตนี้ จะพึงเข้าใจได้อย่างไร” ท่านพระอานนท์ตอบว่า “ผู้มีอายุ ข้อว่า ‘โลกเที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่น ไม่จริง’ นี้เป็นทิฏฐิอย่างหนึ่ง ข้อว่า ‘โลกไม่เที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นไม่จริง’ นี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๒๒๗}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๕. อุปาสกวรรค ๖. โกกนุทสูตร เป็นทิฏฐิอย่างหนึ่ง ข้อว่า ‘โลกมีที่สุด ... โลกไม่มีที่สุด ... ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกัน... ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกัน ... หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีก ... หลังจากตายแล้วตถาคตไม่เกิดอีก ... หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกก็มี ไม่เกิดอีกก็มี ... หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกก็ไม่ใช่ ไม่เกิดอีกก็ไม่ใช่ นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นไม่จริง’นี้เป็นทิฏฐิอย่างหนึ่ง ผู้มีอายุ ทิฏฐิ มูลเหตุแห่งทิฏฐิ ทิฏฐิที่ยึดมั่น ทิฏฐิที่กลุ้มรุม ความเพิกถอนทิฏฐิ มีประมาณเท่าใด เรารู้ เราเห็นทิฏฐิเป็นต้นนั้นประมาณเท่านั้นเรารู้ทิฏฐิเป็นต้นนั้นจึงกล่าวว่า ‘รู้อยู่’ เราเห็นทิฏฐิเป็นต้นนั้นจึงกล่าวว่า ‘เห็นอยู่’เราจะกล่าวว่า ‘ไม่รู้ ไม่เห็น’ ได้อย่างไร ผู้มีอายุ เรารู้อยู่ เห็นอยู่” “ท่านชื่ออะไร และเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายเรียกท่านว่าอย่างไร” “ผู้มีอายุ เราชื่อ ‘อานนท์’ และเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายก็เรียกเราว่า ‘อานนท์’ “ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าสนทนาอยู่กับอาจารย์ใหญ่ แต่ไม่รู้เลยว่าเป็น ‘ท่าน อานนท์’ ถ้าข้าพเจ้าจะพึงรู้ว่า ‘ท่านผู้นี้คือท่านอานนท์’ ข้าพเจ้าก็จะไม่กล่าวตอบโต้ถึงเพียงนี้ ขอท่านอานนท์จงยกโทษให้ข้าพเจ้าเถิด” โกกนุทสูตรที่ ๖ จบ @เชิงอรรถ : @ ทิฏฐิ ในที่นี้หมายถึงทิฏฐิ ๖๒ ประการ (องฺ.ทสก.อ. ๓/๙๖/๓๖๙) @ มูลเหตุแห่งทิฏฐิ ในที่นี้หมายถึงมูลเหตุทิฏฐิ ๘ ประการ คือ ขันธ์ อวิชชา ผัสสะ สัญญา วิตก อโยนิโส@มนสิการ ปาปมิตร และปรโตโฆสะ(การฟังอสัทธรรมจากผู้อื่น) (องฺ.ทสก.อ. ๓/๙๖/๓๖๙)@ ทิฏฐิที่ยึดมั่น นี้เป็นชื่อของทิฏฐิที่ครอบงำสัตว์ (องฺ.ทสก.อ. ๓/๙๖/๓๖๙) @ ทิฏฐิที่กลุ้มรุม ในที่นี้หมายถึงทิฏฐิ ๑๘ ประการ คือ (๑) ทิฏฐิ(ความเห็นที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง)@(๒) การตกอยู่ในทิฏฐิ (๓) ความรกชัฏคือทิฏฐิ (๔) ความกันดารคือทิฏฐิ (๕) เสี้ยนหนามคือทิฏฐิ@(๖) ความดิ้นรนคือทิฏฐิ (๗) เครื่องผูกคือทิฏฐิ (๘) ลูกศรคือทิฏฐิ (๙) ความคับแค้นคือทิฏฐิ (๑๐)@ความกังวลคือทิฏฐิ (๑๑) เครื่องจองจำคือทิฏฐิ (๑๒) เหวคือทิฏฐิ (๑๓) อนุสัยคือทิฏฐิ (๑๔) ความ@เดือดร้อนคือทิฏฐิ (๑๕) ความเร่าร้อนคือทิฏฐิ (๑๖) เครื่องร้อยรัดคือทิฏฐิ (๑๗) อุปาทานคือทิฏฐิ, ความ@ยึดมั่นคือทิฏฐิ (๑๘) ความยึดมั่นถือมั่นคือทิฏฐิ (องฺ.ทสก.อ. ๓/๙๖/๓๖๙, ขุ.ป.อ. ๒/๑๒๗-๑๒๘/๕๓) และ@ดู ขุ.ป. ๒๙/๑๒/๔๐ @ ความเพิกถอนทิฏฐิ ในที่นี้หมายถึงโสดาปัตติมรรค ที่ชื่อว่า ทิฏฐิสมุคฆาตะ เพราะถอนทิฏฐิได้ทั้งหมด@(องฺ.ทสก.อ. ๓/๙๖/๓๖๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๒๒๘}
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖ อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต โกกนุทสูตร
เอกํ สมยํ อายสฺมา อานนฺโท รตฺติยา ปจฺจูสสมยํ ปจฺจุฏฺฐาย เยน ตโปทา เตนุปสงฺกมิ คตฺตานิ ปริสิญฺจิตุํ ตโปทาย คตฺตานิ ปริสิญฺจิตฺวา ปจฺจุตฺตริตฺวา เอกจีวโร อฏฺฐาสิ คตฺตานิ ปุพฺพาปยมาโน ฯ โกกนุโทปิ โข ปริพฺพาชโก รตฺติยา ปจฺจูสสมยํ ปจฺจุฏฺฐาย เยน ตโปทา เตนุปสงฺกมิ คตฺตานิ ปริสิญฺจิตุํ อทฺทสา โข โกกนุโท ปริพฺพาชโก อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ ทูรโตว อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวาน อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ เอตทโวจ เกฺวตฺถ อาวุโสติ ฯ อหมาวุโส ภิกฺขูติ ฯ กตเม อาวุโส ภิกฺขูติ ฯ สมณา อาวุโส สกฺยปุตฺติยาติ ฯ ปุจฺเฉยฺยาม มยํ อายสฺมนฺตํ กิญฺจิเทว เทสํ สเจ อายสฺมา โอกาสํ กโรติ ปญฺหสฺส เวยฺยากรณายาติ ปุจฺฉาวุโส สุตฺวา เวทิสฺสามาติ กึ นุ โข โภ สสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ เอวํทิฏฺฐิโก ภวนฺติ ฯ น โข อหํ อาวุโส เอวํทิฏฺฐิโก สสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ฯ {๙๖.๑} กึ นุ โข โภ อสสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ เอวํทิฏฺฐิโก ภวนฺติ ฯ น โข อหํ อาวุโส เอวํทิฏฺฐิโก อสสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ฯ กึ นุ โข โภ อนฺตวา โลโก ... อนนฺตวา โลโก ... ตํ ชีวํ ตํ สรีรํ ... อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรํ ... โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา ... น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา ... โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา ... เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ เอวํทิฏฺฐิโก ภวนฺติ ฯ น โข อหํ อาวุโส เอวํทิฏฺฐิโก เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ฯ เตนหิ ภวํ น ชานาติ น ปสฺสตีติ ฯ น โข อหํ อาวุโส น ชานามิ น ปสฺสามิ ชานามิหํ อาวุโส ปสฺสามีติ ฯ {๙๖.๒} กึ นุ โข โภ สสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ เอวํทิฏฺฐิโก ภวนฺติ อิติ ปุฏฺโฐ สมาโน น โข อหํ อาวุโส เอวํทิฏฺฐิโก สสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ วเทสิ กึ นุ โข โภ อสสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ เอวํทิฏฺฐิโก ภวนฺติ ปุฏฺโฐ สมาโน น โข อหํ อาวุโส เอวํทิฏฺฐิโก อสสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ วเทสิ กึ นุ โข โภ อนฺตวา โลโก ... อนนฺตวา โลโก ... ตํ ชีวํ ตํ สรีรํ ... อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรํ ... โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา ... น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา ... โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา ... เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ เอวํทิฏฺฐิโก ภวนฺติ อิติ ปุฏฺโฐ สมาโน น โข อหํ อาวุโส เอวํทิฏฺฐิโก เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ วเทสิ เตนหิ ภวํ น ชานาติ น ปสฺสตีติ อิติ ปุฏฺโฐ สมาโน น โข อหํ อาวุโส น ชานามิ น ปสฺสามิ ชานามหํ อาวุโส ปสฺสามีติ วเทสิ ฯ {๙๖.๓} ยถากถํ ปนาวุโส อิมสฺส ภาสิตสฺส อตฺโถ ทฏฺฐพฺโพติ สสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ โข อาวุโส ทิฏฺฐิคตเมตํ อสสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ โข อาวุโส ทิฏฺฐิคตเมตํ อนฺตวา โลโก ... อนนฺตวา โลโก ... ตํ ชีวํ ตํ สรีรํ ... อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรํ ... โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา ... น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา ... โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา ... เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ โข อาวุโส ทิฏฺฐิคตเมตํ ยาวตา อาวุโส ทิฏฺฐิคตา ยาวตา ทิฏฺฐิฏฺฐานา อธิฏฺฐานํ ปริยุฏฺฐานํ สมุคฺฆาโต ตมหํ ชานามิ ตมหํ ปสฺสามิ ตมหํ ชานนฺโต ชานามีติ ตมหํ ปสฺสนฺโต ปสฺสามีติ กฺยาหํ วกฺขามิ น ชานามิ น ปสฺสามีติ ชานามหํ อาวุโส ปสฺสามีติ ฯ {๙๖.๔} โก นาม อายสฺมา กถญฺจ ปนายสฺมนฺตํ สพฺรหฺมจารี สญฺชานนฺตีติ ฯ อานนฺโทติ โข เม อาวุโส นามํ อานนฺโทติ จ ปน มํ สพฺรหฺมจารี สญฺชานนฺตีติ ฯ มหาจริเยน กิร โภ สทฺธึ มนฺตยมานา น ชานิมฺหา อายสฺมา อานนฺโทติ ฯ สเจ หิ มยํ สญฺชาเนยฺยาม อยมายสฺมา อานนฺโทติ เอตฺตกมฺปิ โน นปฺปฏิภาเสยฺย ขมตุ จ เม อายสฺมา อานนฺโทติ ฯ
สมัยหนึ่ง ท่านพระอานนท์ (อยู่ที่ตโปทาราม ใกล้พระนคร ราชคฤห์ ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์) ลุกขึ้นแล้วในเวลาใกล้รุ่งแห่งราตรีได้ไปยังแม่น้ำตโปทาเพื่อสรงน้ำ ครั้นสรงน้ำที่แม่น้ำตโปทาแล้วกลับขึ้นมา มีจีวรผืนเดียว ได้ยืนผึ่งตัวอยู่ แม้โกกนุทปริพาชกลุกขึ้นแล้วในเวลาใกล้รุ่งแห่งราตรีได้ไปยังแม่น้ำตโปทาเพื่ออาบน้ำ โกกนุทปริพาชกได้เห็นท่านพระอานนท์เดินมาแต่ไกลเทียว ครั้นแล้วได้ถามท่านพระอานนท์ว่า ดูกรอาวุโสใครอยู่ในที่นี้ท่านพระอานนท์ตอบว่า ดูกรอาวุโส เราเป็นภิกษุ ฯ โก. ดูกรอาวุโส ภิกษุพวกไหน ฯ อา. ดูกรอาวุโส เราเป็นพวกสมณะศากยบุตร ฯ โก. ข้าพเจ้าพึงถามข้อข้องใจบางอย่างกะท่าน หากท่านจะให้โอกาสเพื่อแก้ปัญหา ฯ อา. เชิญท่านถามเถิด อาวุโส เราฟังแล้วจักกล่าวแก้ ฯ โก. ท่านผู้เจริญมีความเห็นอย่างนี้ว่า โลกเที่ยง สิ่งนี้เท่านั้นจริงสิ่งอื่นเปล่าหรือหนอ ฯ อา. ดูกรอาวุโส เรามิได้มีความเห็นอย่างนั้น ฯ โก. ท่านผู้เจริญมีความเห็นอย่างนี้หรือว่า โลกไม่เที่ยง สิ่งนี้เท่านั้นจริงสิ่งอื่นเปล่าหรือหนอ ฯ อา. ดูกรอาวุโส เรามิได้มีความเห็นอย่างนั้น ฯ โก. ท่านผู้เจริญมีความเห็นอย่างนี้ว่า โลกมีที่สุด ... โลกไม่มีที่สุด ... ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น ... ชีพอย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหนึ่ง ... สัตว์เมื่อตายแล้วย่อมเป็นอีก ... สัตว์เมื่อตายแล้วย่อมไม่เป็นอีก ... สัตว์เมื่อตายแล้วย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มี ... สัตว์เมื่อตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่าหรือหนอ ฯ อา. ดูกรอาวุโส เรามิได้มีความเห็นอย่างนั้น ฯ โก. ถ้าอย่างนั้น ท่านผู้เจริญย่อมไม่รู้ ไม่เห็นนะซิ ฯ อา. ดูกรอาวุโส เราไม่รู้ไม่เห็นหามิได้ เรารู้อยู่ เห็นอยู่ ฯ โก. ดูกรท่านผู้เจริญ ท่านถูกข้าพเจ้าถามว่า ท่านผู้เจริญมีความเห็นอย่างนี้หรือว่า โลกเที่ยง สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่าหรือหนอ ก็กล่าวว่าดูกรอาวุโส เรามิได้มีความเห็นอย่างนั้น เมื่อถูกถามว่า ท่านผู้เจริญมีความเห็นอย่างนี้หรือว่า โลกไม่เที่ยง สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่าหรือหนอ ก็กล่าวว่าดูกรอาวุโส เรามิได้มีความเห็นอย่างนั้น เมื่อถูกถามว่า ท่านผู้เจริญมีความเห็นอย่างนี้หรือว่า โลกมีที่สุด ... โลกไม่มีที่สุด ... ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น ... ชีพอย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหนึ่ง ... สัตว์เมื่อตายแล้วย่อมเป็นอีก ... สัตว์เมื่อตายแล้วย่อมไม่เป็นอีก ... สัตว์เมื่อตายแล้วย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มี ... สัตว์เมื่อตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ สิ่งนี้เท่านั้นจริงสิ่งอื่นเปล่าหรือหนอ ก็กล่าวว่า ดูกรอาวุโส เรามิได้มีเห็นอย่างนั้น เมื่อถูกถามว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านผู้เจริญย่อมไม่รู้ ไม่เห็นละซิ ก็กล่าวว่า ดูกรอาวุโส เราย่อมไม่รู้ ไม่เห็นหามิได้ เรารู้อยู่ เห็นอยู่ ดูกรอาวุโส ก็อรรถแห่งภาษิตนี้จะพึงเห็นได้อย่างไรเล่า ฯ อา. ดูกรอาวุโส ข้อนี้ว่า โลกเที่ยง สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่าเป็นทิฐิอย่างหนึ่ง ข้อนี้ว่า โลกไม่เที่ยง สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า เป็นทิฐิอย่างหนึ่ง ข้อนี้ว่า โลกมีที่สุด ... โลกไม่มีที่สุด ... ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น ... ชีพอย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหนึ่ง ... สัตว์เมื่อตายแล้วย่อมเป็นอีก ... สัตว์เมื่อตายแล้วย่อมไม่เป็นอีก ... สัตว์เมื่อตายแล้วย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มี ... สัตว์เมื่อตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ สิ่งนี้เท่านั้นจริงสิ่งอื่นเปล่า ก็เป็นทิฐิอย่างหนึ่ง ดูกรอาวุโส ทิฐิก็ดี เหตุที่ตั้งทิฐิก็ดี ที่ตั้งมั่นแห่งทิฐิก็ดี ที่ตั้งขึ้นโดยรอบแห่งทิฐิก็ดี ความเพิกถอนทิฐิก็ดี มีประมาณเท่าใดเราย่อมรู้ ย่อมเห็นทิฐิเป็นต้นนั้น มีประมาณเท่านั้น เรารู้ทิฐิเป็นต้นนั้น จึงกล่าวว่า เรารู้อยู่ เราเห็นทิฐิเป็นต้นนั้น จึงกล่าวว่า เราเห็นอยู่ เราจะกล่าวว่าเราไม่รู้ ไม่เห็นอย่างไรได้ ดูกรอาวุโส เรารู้อยู่ เห็นอยู่ ฯ โก. ท่านผู้มีอายุชื่อไร และเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายย่อมเรียกท่านผู้มีอายุว่าอย่างไร ฯ อา. ดูกรอาวุโส เรามีชื่อว่า อานนท์ และเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายเรียกเราว่า อานนท์ ฯ โก. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าสนทนาอยู่กับท่านอาจารย์ผู้ใหญ่ ไม่รู้เลยว่า เป็นท่านพระอานนท์ ก็ถ้าว่าข้าพเจ้าพึงรู้ว่านี้คือท่านพระอานนท์ไซร้ข้าพเจ้าก็ไม่พึงกล่าวโต้ตอบถึงเท่านี้ ขอท่านพระอานนท์จงอดโทษแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด ฯ จบสูตรที่ ๖