๒. สามัญญวรรค ราคเปยยาล
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๕. ปํญจมปัณณาสก์] ๒. สามัญญวรรค ๒. สามัญญวรรค หมวดว่าด้วยธรรมทั่วไป ธรรมที่ให้สัตว์เกิดในนรก ๑๐ ประการ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ ย่อมดำรงอยู่ในนรก เหมือนถูกนำไปฝังไว้ ธรรม ๑๐ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ๒. เป็นผู้ลักทรัพย์ ๓. เป็นผู้ประพฤติผิดในกาม ๔. เป็นผู้พูดเท็จ ๕. เป็นผู้พูดส่อเสียด ๖. เป็นผู้พูดคำหยาบ ๗. เป็นผู้พูดเพ้อเจ้อ ๘. เป็นผู้เพ่งเล็งอยากได้ของเขา ๙. เป็นผู้มีจิตพยาบาท ๑๐. เป็นมิจฉาทิฏฐิ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการนี้แล ย่อมดำรงอยู่ในนรกเหมือนถูกนำไปฝังไว้ ธรรมที่ให้สัตว์เกิดในสวรรค์ ๑๐ ประการ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ ย่อมดำรงอยู่ในสวรรค์เหมือนได้รับอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ ธรรม ๑๐ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ๒. เป็นผู้เว้นขาดจากการลักทรัพย์ ๓. เป็นผู้เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม ๔. เป็นผู้เว้นขาดจากการพูดเท็จ ๕. เป็นผู้เว้นขาดจากการพูดส่อเสียด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๓๖๙}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๕. ปัญจมปัณณาสก์] ๒. สามัญญวรรค ๖. เป็นผู้เว้นขาดจากการพูดคำหยาบ ๗. เป็นผู้เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ ๘. เป็นผู้ไม่เพ่งเล็งอยากได้ของเขา ๙. เป็นผู้มีจิตไม่พยาบาท ๑๐. เป็นสัมมาทิฏฐิ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการนี้แล ย่อมดำรงอยู่ในสวรรค์ เหมือนได้รับอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ (๑) ธรรมที่ให้สัตว์เกิดในนรก ๒๐ ประการ
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๒๐ ประการ ย่อมดำรงอยู่ ในนรก เหมือนถูกนำไปฝังไว้ ธรรม ๒๐ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ตนเองเป็นผู้ฆ่าสัตว์ ๒. ชักชวนผู้อื่นให้ฆ่าสัตว์ ๓. ตนเองเป็นผู้ลักทรัพย์ ๔. ชักชวนผู้อื่นให้ลักทรัพย์ ๕. ตนเองเป็นผู้ประพฤติผิดในกาม ๖. ชักชวนผู้อื่นให้ประพฤติผิดในกาม ๗. ตนเองเป็นผู้พูดเท็จ ๘. ชักชวนผู้อื่นให้พูดเท็จ ๙. ตนเองเป็นผู้พูดส่อเสียด ๑๐. ชักชวนผู้อื่นให้พูดส่อเสียด ๑๑. ตนเองเป็นผู้พูดคำหยาบ ๑๒. ชักชวนผู้อื่นให้พูดคำหยาบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๓๗๐}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๕. ปัญจมปัณณาสก์] ๒. สามัญญวรรค ๑๓. ตนเองเป็นผู้พูดเพ้อเจ้อ ๑๔. ชักชวนผู้อื่นให้พูดเพ้อเจ้อ ๑๕. ตนเองเป็นผู้เพ่งเล็งอยากได้ของเขา ๑๖. ชักชวนผู้อื่นให้เพ่งเล็งอยากได้ของเขา ๑๗. ตนเองเป็นผู้มีจิตพยาบาท ๑๘. ชักชวนผู้อื่นให้มีจิตพยาบาท ๑๙. ตนเองเป็นมิจฉาทิฏฐิ ๒๐. ชักชวนผู้อื่นให้เป็นมิจฉาทิฏฐิ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๒๐ ประการนี้แล ย่อมดำรงอยู่ในนรก เหมือนถูกนำไปฝังไว้ ธรรมที่ให้สัตว์เกิดในสวรรค์ ๒๐ ประการ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๒๐ ประการ ย่อมดำรงอยู่ในสวรรค์เหมือนได้รับอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ ธรรม ๒๐ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ๒. ชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ๓. ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการลักทรัพย์ ๔. ชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการลักทรัพย์ ๕. ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม ๖. ชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม ๗. ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการพูดเท็จ ๘. ชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการพูดเท็จ ๙. ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการพูดส่อเสียด ๑๐. ชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการพูดส่อเสียด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๓๗๑}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๕. ปํญจมปัณณาสก์] ๒. สามัญญวรรค ๑๑. ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการพูดคำหยาบ ๑๒. ชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการพูดคำหยาบ ๑๓. ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ ๑๔. ชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ ๑๕. ตนเองเป็นผู้ไม่เพ่งเล็งอยากได้ของเขา ๑๖. ชักชวนผู้อื่นให้ไม่เพ่งเล็งอยากได้ของเขา ๑๗. ตนเองเป็นผู้มีจิตไม่พยาบาท ๑๘. ชักชวนผู้อื่นให้มีจิตไม่พยาบาท ๑๙. ตนเองเป็นสัมมาทิฏฐิ ๒๐. ชักชวนผู้อื่นให้เป็นสัมมาทิฏฐิ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๒๐ ประการนี้แล ย่อมดำรงอยู่ในสวรรค์ เหมือนได้รับอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ (๒) ธรรมที่ให้สัตว์เกิดในนรก ๓๐ ประการ
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๓๐ ประการ ย่อมดำรงอยู่ ในนรก เหมือนถูกนำไปฝังไว้ ธรรม ๓๐ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ตนเองเป็นผู้ฆ่าสัตว์ ๒. ชักชวนผู้อื่นให้ฆ่าสัตว์ ๓. เป็นผู้พอใจการฆ่าสัตว์ ๔. ตนเองเป็นผู้ลักทรัพย์ ๕. ชักชวนผู้อื่นให้ลักทรัพย์ ๖. เป็นผู้พอใจการลักทรัพย์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๓๗๒}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๕. ปัญจมปัณณาสก์] ๒. สามัญญวรรค ๗. ตนเองเป็นผู้ประพฤติผิดในกาม ๘. ชักชวนผู้อื่นให้ประพฤติผิดในกาม ๙. เป็นผู้พอใจการประพฤติผิดในกาม ๑๐. ตนเองเป็นผู้พูดเท็จ ๑๑. ชักชวนผู้อื่นให้พูดเท็จ ๑๒. เป็นผู้พอใจการพูดเท็จ ๑๓. ตนเองเป็นผู้พูดส่อเสียด ๑๔. ชักชวนผู้อื่นให้พูดส่อเสียด ๑๕. เป็นผู้พอใจการพูดส่อเสียด ๑๖. ตนเองเป็นผู้พูดคำหยาบ ๑๗. ชักชวนผู้อื่นให้พูดคำหยาบ ๑๘. เป็นผู้พอใจการพูดคำหยาบ ๑๙. ตนเองเป็นผู้พูดเพ้อเจ้อ ๒๐. ชักชวนผู้อื่นให้พูดเพ้อเจ้อ ๒๑. เป็นผู้พอใจการพูดเพ้อเจ้อ ๒๒. ตนเองเป็นผู้เพ่งเล็งอยากได้ของเขา ๒๓. ชักชวนผู้อื่นให้เพ่งเล็งอยากได้ของเขา ๒๔. เป็นผู้พอใจความเพ่งเล็งอยากได้ของเขา ๒๕. ตนเองเป็นผู้มีจิตพยาบาท ๒๖. ชักชวนผู้อื่นให้มีจิตพยาบาท ๒๗. เป็นผู้พอใจความมีจิตพยาบาท ๒๘. ตนเองเป็นมิจฉาทิฏฐิ ๒๙. ชักชวนผู้อื่นให้เป็นมิจฉาทิฏฐิ ๓๐. เป็นผู้พอใจความเป็นมิจฉาทิฏฐิ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๓๐ ประการนี้แล ย่อมดำรงอยู่ในนรก เหมือนถูกนำไปฝังไว้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๓๗๓}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๕. ปัญจมปัณณาสก์] ๒. สามัญญวรรค ธรรมที่ให้สัตว์เกิดในสวรรค์ ๓๐ ประการ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๓๐ ประการ ย่อมดำรงอยู่ในสวรรค์เหมือนได้รับอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ ธรรม ๓๐ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ๒. ชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ๓. เป็นผู้พอใจการงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ๔. ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการลักทรัพย์ ๕. ชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการลักทรัพย์ ๖. เป็นผู้พอใจการงดเว้นจากการลักทรัพย์ ๗. ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม ๘. ชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม ๙. เป็นผู้พอใจการงดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม ๑๐. ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการพูดเท็จ ๑๑. ชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการพูดเท็จ ๑๒. เป็นผู้พอใจการงดเว้นจากการพูดเท็จ ๑๓. ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการพูดส่อเสียด ๑๔. ชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการพูดส่อเสียด ๑๕. เป็นผู้พอใจการงดเว้นจากการพูดส่อเสียด ๑๖. ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการพูดคำหยาบ ๑๗. ชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการพูดคำหยาบ ๑๘. เป็นผู้พอใจการงดเว้นจากการพูดคำหยาบ ๑๙. ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ ๒๐. ชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ ๒๑. เป็นผู้พอใจการงดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ ๒๒. ตนเองเป็นผู้ไม่เพ่งเล็งอยากได้ของเขา
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๓๗๔}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๕. ปัญจมปัณณาสก์] ๒. สามัญญวรรค ๒๓. ชักชวนผู้อื่นให้ไม่เพ่งเล็งอยากได้ของเขา ๒๔. เป็นผู้พอใจความไม่เพ่งเล็งอยากได้ของเขา ๒๕. ตนเองเป็นผู้มีจิตไม่พยาบาท ๒๖. ชักชวนผู้อื่นให้มีจิตไม่พยาบาท ๒๗. เป็นผู้พอใจความมีจิตไม่พยาบาท ๒๘. ตนเองเป็นสัมมาทิฏฐิ ๒๙. ชักชวนผู้อื่นให้เป็นสัมมาทิฏฐิ ๓๐. เป็นผู้พอใจความเป็นสัมมาทิฏฐิ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๓๐ ประการนี้แล ย่อมดำรงอยู่ในสวรรค์ เหมือนได้รับอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ (๓) ธรรมที่ให้สัตว์เกิดในนรก ๔๐ ประการ
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔๐ ประการ ย่อมดำรงอยู่ใน นรก เหมือนถูกนำไปฝังไว้ ธรรม ๔๐ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ตนเองเป็นผู้ฆ่าสัตว์ ๒. ชักชวนผู้อื่นให้ฆ่าสัตว์ ๓. เป็นผู้พอใจการฆ่าสัตว์ ๔. สรรเสริญการฆ่าสัตว์ ๕. ตนเองเป็นผู้ลักทรัพย์ ๖. ชักชวนผู้อื่นให้ลักทรัพย์ ๗. เป็นผู้พอใจการลักทรัพย์ ๘. สรรเสริญการลักทรัพย์ ๙. ตนเองเป็นผู้ประพฤติผิดในกาม ๑๐. ชักชวนผู้อื่นให้ประพฤติผิดในกาม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๓๗๕}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๕. ปัญจมปัณณาสก์] ๒. สามัญญวรรค ๑๑. เป็นผู้พอใจการประพฤติผิดในกาม ๑๒. สรรเสริญการประพฤติผิดในกาม ๑๓. ตนเองเป็นผู้พูดเท็จ ๑๔. ชักชวนผู้อื่นให้พูดเท็จ ๑๕. เป็นผู้พอใจการพูดเท็จ ๑๖. สรรเสริญการพูดเท็จ ๑๗. ตนเองเป็นผู้พูดส่อเสียด ๑๘. ชักชวนผู้อื่นให้พูดส่อเสียด ๑๙. เป็นผู้พอใจการพูดส่อเสียด ๒๐. สรรเสริญการพูดส่อเสียด ๒๑. ตนเองเป็นผู้พูดคำหยาบ ๒๒. ชักชวนผู้อื่นให้พูดคำหยาบ ๒๓. เป็นผู้พอใจการพูดคำหยาบ ๒๔. สรรเสริญการพูดคำหยาบ ๒๕. ตนเองเป็นผู้พูดเพ้อเจ้อ ๒๖. ชักชวนผู้อื่นให้พูดเพ้อเจ้อ ๒๗. เป็นผู้พอใจการพูดเพ้อเจ้อ ๒๘. สรรเสริญการพูดเพ้อเจ้อ ๒๙. ตนเองเป็นผู้เพ่งเล็งอยากได้ของเขา ๓๐. ชักชวนผู้อื่นให้เพ่งเล็งอยากได้ของเขา ๓๑. เป็นผู้พอใจความเพ่งเล็งอยากได้ของเขา ๓๒. สรรเสริญความเพ่งเล็งอยากได้ของเขา ๓๓. ตนเองเป็นผู้มีจิตพยาบาท ๓๔. ชักชวนผู้อื่นให้มีจิตพยาบาท
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๓๗๖}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๕. ปัญจมปัณณาสก์] ๒. สามัญญวรรค ๓๕. เป็นผู้พอใจความมีจิตพยาบาท ๓๖. สรรเสริญความมีจิตพยาบาท ๓๗. ตนเองเป็นมิจฉาทิฏฐิ ๓๘. ชักชวนผู้อื่นให้เป็นมิจฉาทิฏฐิ ๓๙. เป็นผู้พอใจความเป็นมิจฉาทิฏฐิ ๔๐. สรรเสริญความเป็นมิจฉาทิฏฐิ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔๐ ประการนี้แล ย่อมดำรงอยู่ในนรกเหมือนถูกนำไปฝังไว้ ธรรมที่ให้สัตว์เกิดในสวรรค์ ๔๐ ประการ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔๐ ประการ ย่อมดำรงอยู่ในสวรรค์เหมือนได้รับอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ ธรรม ๔๐ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ๒. ชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ๓. เป็นผู้พอใจการงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ๔. สรรเสริญการงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ๕. ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการลักทรัพย์ ๖. ชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการลักทรัพย์ ๗. เป็นผู้พอใจการงดเว้นจากการลักทรัพย์ ๘. สรรเสริญการงดเว้นจากการลักทรัพย์ ๙. ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม ๑๐. ชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม ๑๑. เป็นผู้พอใจการงดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม ๑๒. สรรเสริญการงดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม ๑๓. ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการพูดเท็จ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๓๗๗}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๕. ปัญจมปัณณาสก์] ๒. สามัญญวรรค ๑๔. ชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการพูดเท็จ ๑๕. เป็นผู้พอใจการงดเว้นจากการพูดเท็จ ๑๖. สรรเสริญการงดเว้นจากการพูดเท็จ ๑๗. ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการพูดส่อเสียด ๑๘. ชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการพูดส่อเสียด ๑๙. เป็นผู้พอใจในการงดเว้นจากการพูดส่อเสียด ๒๐. สรรเสริญการงดเว้นจากการพูดส่อเสียด ๒๑. ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการพูดคำหยาบ ๒๒. ชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการพูดคำหยาบ ๒๓. เป็นผู้พอใจการงดเว้นจากการพูดคำหยาบ ๒๔. สรรเสริญการงดเว้นจากการพูดคำหยาบ ๒๕. ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ ๒๖. ชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ ๒๗. เป็นผู้พอใจการงดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ ๒๘. สรรเสริญการงดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ ๒๙. ตนเองเป็นผู้ไม่เพ่งเล็งอยากได้ของเขา ๓๐. ชักชวนผู้อื่นให้ไม่เพ่งเล็งอยากได้ของเขา ๓๑. เป็นผู้พอใจความไม่เพ่งเล็งอยากได้ของเขา ๓๒. สรรเสริญความไม่เพ่งเล็งอยากได้ของเขา ๓๓. ตนเองเป็นผู้มีจิตไม่พยาบาท ๓๔. ชักชวนผู้อื่นให้มีจิตไม่พยาบาท ๓๕. เป็นผู้พอใจความมีจิตไม่พยาบาท ๓๖. สรรเสริญความมีจิตไม่พยาบาท ๓๗. ตนเองเป็นสัมมาทิฏฐิ ๓๘. ชักชวนผู้อื่นให้เป็นสัมมาทิฏฐิ ๓๙. เป็นผู้พอใจความเป็นสัมมาทิฏฐิ ๔๐. สรรเสริญความเป็นสัมมาทิฏฐิ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๓๗๘}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๕. ปัญจมปัณณาสก์] ๒. สามัญญวรรค ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔๐ ประการนี้แล ย่อมดำรงอยู่ในสวรรค์ เหมือนได้รับอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ (๔) ธรรมที่ให้ถูกกำจัด และที่ไม่ให้ถูกกำจัด [๒๒๕-๒๒๘] บุคคลประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ ย่อมบริหารตนให้ถูกกำจัดถูกทำลาย ธรรม ๑๐ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ฯลฯ ๑๐. เป็นมิจฉาทิฏฐิ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการนี้แล ย่อมบริหารตนให้ถูกกำจัดถูกทำลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ ย่อมบริหารตนไม่ให้ถูกกำจัด ไม่ให้ถูกทำลาย ธรรม ๑๐ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ ๑๐. เป็นสัมมาทิฏฐิ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการนี้แล ย่อมบริหารตนไม่ให้ถูกกำจัด ไม่ให้ถูกทำลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๒๐ ประการ ย่อมบริหารตนให้ถูกกำจัด ถูกทำลาย ธรรม ๒๐ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ตนเองเป็นผู้ฆ่าสัตว์ ฯลฯ ๒๐. ชักชวนผู้อื่นให้เป็นมิจฉาทิฏฐิ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๒๐ ประการนี้แล ย่อมบริหารตนให้ถูกกำจัด ถูกทำลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๒๐ ประการ ย่อมบริหารตนไม่ให้ถูกกำจัด ไม่ให้ถูกทำลาย ธรรม ๒๐ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ ๒๐. ชักชวนผู้อื่นให้เป็นสัมมาทิฏฐิ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๓๗๙}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๕. ปัญจมปัณณาสก์] ๒. สามัญญวรรค ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๒๐ ประการนี้แล ย่อมบริหารตนไม่ให้ถูกกำจัด ไม่ให้ถูกทำลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๓๐ ประการ ย่อมบริหารตนให้ถูกกำจัด ถูกทำลายธรรม ๓๐ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ตนเองเป็นผู้ฆ่าสัตว์ ฯลฯ ๓๐. เป็นผู้พอใจความเป็นมิจฉาทิฏฐิ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๓๐ ประการนี้แล ย่อมบริหารตนให้ถูกกำจัด ถูกทำลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๓๐ ประการ ย่อมบริหารตนไม่ให้ถูกกำจัด ไม่ให้ถูกทำลาย ธรรม ๓๐ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ ๓๐. เป็นผู้พอใจความเป็นสัมมาทิฏฐิ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๓๐ ประการนี้แล ย่อมบริหารตนไม่ให้ถูกกำจัด ไม่ให้ถูกทำลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔๐ ประการ ย่อมบริหารตนให้ถูกกำจัด ถูกทำลายธรรม ๔๐ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ตนเองเป็นผู้ฆ่าสัตว์ ฯลฯ ๔๐. สรรเสริญความเป็นมิจฉาทิฏฐิ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔๐ ประการนี้แล ย่อมบริหารตนให้ถูกกำจัด ถูกทำลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔๐ ประการ ย่อมบริหารตนไม่ให้ถูกกำจัด ไม่ให้ถูกทำลาย ธรรม ๔๐ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ ๔๐. สรรเสริญความเป็นสัมมาทิฏฐิ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔๐ ประการนี้แล ย่อมบริหารตนไม่ให้ถูกกำจัด ไม่ให้ถูกทำลาย (๕-๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๓๘๐}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๕. ปํญจมปัณณาสก์] ๒. สามัญญวรรค ธรรมที่ให้เกิดในอบาย และที่ให้เกิดในสวรรค์ [๒๒๙-๒๓๒] ภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ประการ หลังจากตายแล้ว เขาจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ธรรม ๑๐ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ฯลฯ ๑๐. เป็นมิจฉาทิฏฐิ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการนี้แล หลังจากตายแล้วเขาจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก บุคคลบางคนในโลกนี้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ หลังจากตายแล้ว เขาจะไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ ธรรม ๑๐ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ ๑๐. เป็นสัมมาทิฏฐิ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการนี้แล หลังจากตายแล้วเขาจะไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ บุคคลบางคนในโลกนี้ประกอบด้วยธรรม ๒๐ ประการ หลังจากตายแล้ว เขาจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ธรรม ๒๐ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ตนเองเป็นผู้ฆ่าสัตว์ ฯลฯ ๒๐. ชักชวนผู้อื่นให้เป็นมิจฉาทิฏฐิ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๒๐ ประการนี้แล หลังจากตายแล้วเขาจะไปบังเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก บุคคลบางคนในโลกนี้ประกอบด้วยธรรม ๒๐ ประการ หลังจากตายแล้ว เขาจะไปบังเกิดในสุคติโลกสวรรค์ ธรรม ๒๐ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ ๒๐. ชักชวนผู้อื่นให้เป็นสัมมาทิฏฐิ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๒๐ ประการนี้แล หลังจากตายแล้วเขาจะไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๓๘๑}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๕. ปํญจมปัณณาสก์] ๒. สามัญญวรรค บุคคลบางคนในโลกนี้ประกอบด้วยธรรม ๓๐ ประการ หลังจากตายแล้วเขาจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ธรรม ๓๐ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ตนเองเป็นผู้ฆ่าสัตว์ ฯลฯ ๓๐. เป็นผู้พอใจความเป็นมิจฉาทิฏฐิ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๓๐ ประการนี้แล หลังจากตายแล้วเขาจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก บุคคลบางคนในโลกนี้ประกอบด้วยธรรม ๓๐ ประการ หลังจากตายแล้วเขาจะไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ ธรรม ๓๐ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ ๓๐. เป็นผู้พอใจความเป็นสัมมาทิฏฐิ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๓๐ ประการนี้แล หลังจากตายแล้วเขาจะไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ บุคคลบางคนในโลกนี้ประกอบด้วยธรรม ๔๐ ประการ หลังจากตายแล้วเขาจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ธรรม ๔๐ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ตนเองเป็นผู้ฆ่าสัตว์ ฯลฯ ๔๐. สรรเสริญความเป็นมิจฉาทิฏฐิ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔๐ ประการนี้แล หลังจากตายแล้วเขาจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก บุคคลบางคนในโลกนี้ ประกอบด้วยธรรม ๔๐ ประการ หลังจากตายแล้วเขาจะไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ ธรรม ๔๐ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ ๔๐. สรรเสริญความเป็นสัมมาทิฏฐิ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔๐ ประการนี้แล หลังจากตายแล้วเขาจะไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ (๙-๑๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๓๘๒}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๕. ปํญจมปัณณาสก์] ๒. สามัญญวรรค ธรรมที่ให้ทราบว่าเป็นพาล และที่ให้ทราบว่าเป็นบัณฑิต [๒๓๓-๒๓๖] บุคคลประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ พึงทราบว่าเป็นพาล ธรรม ๑๐ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ตนเองเป็นผู้ฆ่าสัตว์ ฯลฯ ๑๐. เป็นมิจฉาทิฏฐิ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการนี้แล พึงทราบว่าเป็นพาล บุคคลประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ พึงทราบว่าเป็นบัณฑิต ธรรม ๑๐ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ ๑๐. เป็นสัมมาทิฏฐิ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการนี้แล พึงทราบว่าเป็นบัณฑิต บุคคลประกอบด้วยธรรม ๒๐ ประการ พึงทราบว่าเป็นพาล ธรรม ๒๐ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ตนเองเป็นผู้ฆ่าสัตว์ ฯลฯ ๒๐. ชักชวนผู้อื่นให้เป็นมิจฉาทิฏฐิ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๒๐ ประการนี้แล พึงทราบว่าเป็นพาล บุคคลประกอบด้วยธรรม ๒๐ ประการ พึงทราบว่าเป็นบัณฑิต ธรรม ๒๐ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ ๒๐. ชักชวนผู้อื่นให้เป็นสัมมาทิฏฐิ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๒๐ ประการนี้แล พึงทราบว่าเป็นบัณฑิต บุคคลประกอบด้วยธรรม ๓๐ ประการ พึงทราบว่าเป็นพาล ธรรม ๓๐ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ตนเองเป็นผู้ฆ่าสัตว์ ฯลฯ ๓๐. เป็นผู้พอใจความเป็นมิจฉาทิฏฐิ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๓๘๓}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๕. ปัญจมปัณณาสก์] ๒. สามัญญวรรค ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๒๐ ประการนี้แล พึงทราบว่าเป็นพาล บุคคลประกอบด้วยธรรม ๓๐ ประการ พึงทราบว่าเป็นบัณฑิต ธรรม ๓๐ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ ๓๐. เป็นผู้พอใจความเป็นสัมมาทิฏฐิ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๓๐ ประการนี้แล พึงทราบว่าเป็นบัณฑิต บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔๐ ประการ พึงทราบว่าเป็นพาล ธรรม ๔๐ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ตนเองเป็นผู้ฆ่าสัตว์ ฯลฯ ๔๐. สรรเสริญความเป็นมิจฉาทิฏฐิ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔๐ ประการนี้แล พึงทราบว่าเป็นพาล บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔๐ ประการ พึงทราบว่าเป็นบัณฑิต ธรรม ๔๐ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ ๔๐. สรรเสริญความเป็นสัมมาทิฏฐิ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔๐ ประการนี้แล พึงทราบว่าเป็นบัณฑิต (๑๓-๑๖)สามัญญวรรคที่ ๒ จบ (พึงทราบการนับสูตรในวรรคที่ ๔ และที่ ๕ นี้ ตามที่ ฯลฯ ไว้)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๓๘๔}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๕. ปัญจมปัณณาสก์] ราคเปยยาล ราคเปยยาล
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย บุคคลควรเจริญธรรม ๑๐ประการ เพื่อรู้ยิ่งราคะ(ความกำหนัด) ธรรม ๑๐ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. อสุภสัญญา (กำหนดหมายความไม่งามแห่งกาย) ๒. มรณสัญญา (กำหนดหมายความตายที่จะต้องมาถึงเป็นธรรมดา) ๓. อาหาเร ปฏิกูลสัญญา (กำหนดหมายความปฏิกูลในอาหาร) ๔. สัพพโลเก อนภิรตสัญญา (กำหนดหมายความไม่น่าเพลิดเพลินในโลกทั้งปวง) ๕. อนิจจสัญญา (กำหนดหมายความไม่เที่ยงแห่งสังขาร) ๖. อนิจเจ ทุกขสัญญา (กำหนดหมายความทุกข์ในความไม่เที่ยงแห่งสังขาร) ๗. ทุกเข อนัตตสัญญา (กำหนดหมายความเป็นอนัตตาในความเป็นทุกข์) ๘. ปหานสัญญา (กำหนดหมายเพื่อละอกุศลวิตกและบาปธรรมทั้งหลาย) ๙. วิราคสัญญา (กำหนดหมายวิราคะว่าเป็นธรรมละเอียดประณีต) ๑๐. นิโรธสัญญา (กำหนดหมายนิโรธว่าเป็นธรรมละเอียดประณีต) ภิกษุทั้งหลาย บุคคลควรเจริญธรรม ๑๐ ประการนี้ เพื่อรู้ยิ่งราคะ (๑)
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลควรเจริญธรรม ๑๐ ประการ เพื่อรู้ยิ่งราคะ ธรรม ๑๐ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. อนิจจสัญญา ๒. อนัตตสัญญา
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๓๘๕}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๕. ปัญจมปัณณาสก์] ราคเปยยาล ๓. อาหาเร ปฏิกูลสัญญา ๔. สัพพโลเก อนภิรตสัญญา ๕. อัฏฐิกสัญญา (กำหนดหมายซากศพที่ยังเหลืออยู่แต่ร่างกระดูกหรือ กระดูกท่อน) ๖. ปุฬุวกสัญญา (กำหนดหมายซากศพที่มีหนอนคลาคล่ำเต็มไปหมด) ๗. วินีลกสัญญา (กำหนดหมายซากศพที่มีสีเขียวคล้ำคละด้วยสีต่างๆ) ๘. วิปุพพกสัญญา (กำหนดหมายซากศพที่มีน้ำเหลืองไหลเยิ้มอยู่ตามที่ แตกปริออก) ๙. วิจฉิททกสัญญา (กำหนดหมายซากศพที่ขาดจากกันเป็น ๒ ท่อน) ๑๐. อุทธุมาตกสัญญา (กำหนดหมายซากศพที่เน่าพองขึ้นอืด) ภิกษุทั้งหลาย บุคคลควรเจริญธรรม ๑๐ ประการนี้ เพื่อรู้ยิ่งราคะ (๒)
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลควรเจริญธรรม ๑๐ ประการ เพื่อรู้ยิ่งราคะ ธรรม ๑๐ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. สัมมาทิฏฐิ (เห็นชอบ) ๒. สัมมาสังกัปปะ (ดำริชอบ) ๓. สัมมาวาจา (เจรจาชอบ) ๔. สัมมากัมมันตะ (กระทำชอบ) ๕. สัมมาอาชีวะ (เลี้ยงชีพชอบ) ๖. สัมมาวายามะ (พยายามชอบ) ๗. สัมมาสติ (ระลึกชอบ) ๘. สัมมาสมาธิ (ตั้งจิตมั่นชอบ) ๙. สัมมาญาณะ (รู้ชอบ) ๑๐. สัมมาวิมุตติ (หลุดพ้นชอบ) ภิกษุทั้งหลาย บุคคลควรเจริญธรรม ๑๐ ประการนี้ เพื่อรู้ยิ่งราคะ (๓) [๒๔๐-๒๖๖] ภิกษุทั้งหลาย บุคคลควรเจริญธรรม ๑๐ ประการ เพื่อกำหนดรู้ราคะ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๓๘๖}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๕. ปํญจมปัณณาสก์] ราคเปยยาล ... เพื่อความสิ้นราคะ ... เพื่อละราคะ ... เพื่อความสิ้นไปแห่งราคะ ... เพื่อความเสื่อมไปแห่งราคะ ... เพื่อความคลายไปแห่งราคะ ... เพื่อความดับไปแห่งราคะ ... เพื่อความสละราคะ ... เพื่อความสละคืนราคะ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลควรเจริญธรรม ๑๐ ประการนี้ เพื่อความสละคืนราคะ (๔-๓๐) [๒๖๗-๗๔๖] ภิกษุทั้งหลาย บุคคลควรเจริญธรรม ๑๐ ประการ เพื่อรู้ยิ่งโทสะ(ความคิดประทุษร้าย) ... เพื่อกำหนดรู้โทสะ ... เพื่อความสิ้นโทสะ ... เพื่อละโทสะ ... เพื่อความสิ้นไปแห่งโทสะ ... เพื่อความเสื่อมไปแห่งโทสะ ... เพื่อความคลายไปแห่งโทสะ ... เพื่อความดับไปแห่งโทสะ ... เพื่อความสละโทสะ ... เพื่อความสละคืนโทสะ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๓๘๗}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๕. ปัญจมปัณณาสก์] ราคเปยยาล ... โมหะ(ความหลง) ... โกธะ(ความโกรธ) ... อุปนาหะ(ความผูกโกรธ) ... มักขะ(ความลบหลู่คุณท่าน) ... ปฬาสะ(ความตีเสมอ) ... อิสสา(ความริษยา) ... มัจฉริยะ(ความตระหนี่) ... มายา(มารยา) ... สาเฐยยะ(ความโอ้อวด) ... ถัมภะ(ความหัวดื้อ) ... สารัมภะ(ความแข่งดี) ... มานะ (ความถือตัว) ... อติมานะ(ความดูหมิ่นเขา) ... มทะ(ความมัวเมา) ... ปมาทะ (ความประมาท) ภิกษุทั้งหลาย บุคคลควรเจริญธรรม ๑๐ ประการนี้ เพื่อความสละคืนปมาทะ ... (๓๑-๕๑๐) ราคเปยยาล จบ ปัญจมปัณณาสก์ จบ ทสกนิบาต จบบริบูรณ์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๓๘๘}
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ทุติยวคฺโค ทุติโย
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖ อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต ทุติยวรรคที่ ๒
ทสหิ ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ นิรเย กตเมหิ ทสหิ ปาณาติปาตี โหติ อทินฺนาทายี โหติ กาเมสุ มิจฺฉาจารี โหติ มุสาวาที โหติ ปิสุณวาโจ โหติ ผรุสวาโจ โหติ สมฺผปฺปลาปี โหติ อภิชฺฌาลุ โหติ พฺยาปนฺนจิตฺโต โหติ มิจฺฉาทิฏฺฐิโก โหติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ทสหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ นิรเย ฯ ทสหิ ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ สคฺเค กตเมหิ ทสหิ ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ อทินฺนาทานา ปฏิวิรโต โหติ กาเมสุ มิจฺฉาจารา ปฏิวิรโต โหติ มุสาวาทา ปฏิวิรโต โหติ ปิสุณาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ ผรุสาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ สมฺผปฺปลาปา ปฏิวิรโต โหติ อนภิชฺฌาลุ โหติ อพฺยาปนฺนจิตฺโต โหติ สมฺมาทิฏฺฐิโก โหติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ สคฺเคติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ เป็นผู้ถูกทอดทิ้งไว้ในนรก เหมือนสิ่งของที่เขานำมาทอดทิ้งไว้ ธรรม ๑๐ ประการเป็นไฉน คือ เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ๑ ลักทรัพย์ ๑ ประพฤติผิดในกาม ๑ พูดเท็จ ๑พูดส่อเสียด ๑ พูดคำหยาบ ๑ พูดเพ้อเจ้อ ๑ อยากได้ของผู้อื่น ๑ มีจิตปองร้าย ๑มีความเห็นผิด ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการนี้แลเป็นผู้ถูกทอดทิ้งไว้ในนรก เหมือนสิ่งของที่เขานำมาทอดทิ้งไว้ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการเป็นผู้ถูกเชิญมาไว้ในสวรรค์ เหมือนสิ่งของที่เขานำมาประดิษฐานไว้ ธรรม ๑๐ ประการเป็นไฉน คือ เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ๑ จากการลักทรัพย์ ๑ จากการประพฤติผิดในกาม ๑ จากการพูดเท็จ ๑ จากการพูดส่อเสียด ๑ จากการพูดคำหยาบ ๑ จากการพูดเพ้อเจ้อ ๑ ไม่อยากได้ของผู้อื่น ๑ มีจิตไม่ปองร้าย ๑มีความเห็นชอบ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ถูกเชิญมาไว้ในสวรรค์ เหมือนสิ่งของที่เขานำมาประดิษฐานไว้ ฯ
วีสติยา ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ นิรเย กตเมหิ วีสติยา อตฺตนา จ ปาณาติปาตี โหติ ปรญฺจ ปาณาติปาเต สมาทเปติ อตฺตนา จ อทินฺนาทายี โหติ ปรญฺจ อทินฺนาทาเน สมาทเปติ อตฺตนา จ กาเมสุ มิจฺฉาจารี โหติ ปรญฺจ กาเมสุ มิจฺฉาจาเร สมาทเปติ อตฺตนา จ มุสาวาที โหติ ปรญฺจ มุสาวาเท สมาทเปติ อตฺตนา จ ปิสุณวาโจ โหติ ปรญฺจ ปิสุณาย วาจาย สมาทเปติ อตฺตนา จ ผรุสวาโจ โหติ ปรญฺจ ผรุสาย วาจาย สมาทเปติ อตฺตนา จ สมฺผปฺปลาปี โหติ ปรญฺจ สมฺผปฺปลาเป สมาทเปติ อตฺตนา จ อภิชฺฌาลุ โหติ ปรญฺจ อภิชฺฌาย สมาทเปติ อตฺตนา จ พฺยาปนฺนจิตฺโต โหติ ปรญฺจ พฺยาปาเท สมาทเปติ อตฺตนา จ มิจฺฉาทิฏฺฐิโก โหติ ปรญฺจ มิจฺฉาทิฏฺฐิยา สมาทเปติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว วีสติยา ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ นิรเย ฯ {๑๙๙.๑} วีสติยา ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ สคฺเค กตเมหิ วีสติยา อตฺตนา จ ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ ปรญฺจ ปาณาติปาตา เวรมณิยา สมาทเปติ อตฺตนา จ อทินฺนาทานา ปฏิวิรโต โหติ ปรญฺจ อทินฺนาทานา เวรมณิยา สมาทเปติ อตฺตนา จ กาเมสุ มิจฺฉาจารา ปฏิวิรโต โหติ ปรญฺจ กาเมสุ มิจฺฉาจารา เวรมณิยา สมาทเปติ อตฺตนา จ มุสาวาทา ปฏิวิรโต โหติ ปรญฺจ มุสาวาทา เวรมณิยา สมาทเปติ อตฺตนา จ ปิสุณาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ ปรญฺจ ปิสุณาย วาจาย เวรมณิยา สมาทเปติ อตฺตนา จ ผรุสาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ ปรญฺจ ผรุสาย วาจาย เวรมณิยา สมาทเปติ อตฺตนา จ สมฺผปฺปลาปา ปฏิวิรโต โหติ ปรญฺจ สมฺผปฺปลาปา เวรมณิยา สมาทเปติ อตฺตนา จ อนภิชฺฌาลุ โหติ ปรญฺจ อนภิชฺฌาย สมาทเปติ อตฺตนา จ อพฺยาปนฺนจิตฺโต โหติ ปรญฺจ อพฺยาปาเท สมาทเปติ อตฺตนา จ สมฺมาทิฏฺฐิโก โหติ ปรญฺจ สมฺมาทิฏฺฐิยา สมาทเปติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว วีสติยา ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ สคฺเคติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๒๐ ประการ เป็นผู้ถูกทอดทิ้งไว้ในนรก เหมือนสิ่งของที่เขานำมาทอดทิ้งไว้ ๒๐ ประการเป็นไฉน คือ เป็นผู้ฆ่าสัตว์ด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการฆ่าสัตว์ ๑ลักทรัพย์ด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการลักทรัพย์ ๑ ประพฤติผิดในกามด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการประพฤติผิดในกาม ๑ พูดเท็จด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการพูดเท็จ ๑ พูดส่อเสียดด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการพูดส่อเสียด ๑พูดคำหยาบด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการพูดคำหยาบ ๑ พูดเพ้อเจ้อด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการพูดเพ้อเจ้อ ๑ อยากได้ของผู้อื่นด้วยตนเอง ๑ชักชวนผู้อื่นในการอยากได้ของผู้อื่น ๑ คิดปองร้ายด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการปองร้าย ๑ มีความเห็นผิดด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการเห็นผิด ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๒๐ ประการนี้แล เป็นผู้ถูกทอดทิ้งไว้ในนรก เหมือนสิ่งของที่เขานำมาทอดทิ้งไว้ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๒๐ ประการ เป็นผู้ถูกเชิญมาไว้ในสวรรค์ เหมือนสิ่งของที่เขานำมาประดิษฐานไว้ ๒๐ ประการเป็นไฉนคือเป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการเว้นจากฆ่าสัตว์ ๑เว้นขาดจากการลักทรัพย์ด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการเว้นจากการลักทรัพย์ ๑เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกามด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการเว้นจากการประพฤติผิดในกาม ๑ เว้นขาดจากการพูดเท็จด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการเว้นจากการพูดเท็จ ๑ เว้นขาดจากการพูดส่อเสียดด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการเว้นจากการพูดส่อเสียด ๑ เว้นขาดจากการพูดคำหยาบด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการเว้นจากการพูดคำหยาบ ๑ เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อด้วยตนเอง ๑ชักชวนผู้อื่นในการเว้นจากการพูดคำเพ้อเจ้อ ๑ ไม่อยากได้ของผู้อื่นด้วยตนเอง ๑ชักชวนผู้อื่นในการไม่อยากได้ของผู้อื่น ๑ ไม่คิดปองร้ายด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการไม่ปองร้าย ๑ เห็นชอบด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการเห็นชอบ ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๒๐ ประการนี้แล เป็นผู้ถูกเชิญมาไว้ในสวรรค์ เหมือนสิ่งของที่เขานำมาประดิษฐานไว้ ฯ
ตึสาย ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ นิรเย กตเมหิ ตึสาย อตฺตนา จ ปาณาติปาตี โหติ ปรญฺจ ปาณาติปาเต สมาทเปติ ปาณาติปาเต จ สมนุญฺโญ โหติ อตฺตนา จ อทินฺนาทายี โหติ ปรญฺจ อทินฺนาทาเน สมาทเปติ อทินฺนาทาเน จ สมนุญฺโญ โหติ อตฺตนา จ กาเมสุ มิจฺฉาจารี โหติ ปรญฺจ กาเมสุ มิจฺฉาจาเร สมาทเปติ กาเมสุ มิจฺฉาจาเร จ สมนุญฺโญ โหติ อตฺตนา จ มุสาวาที โหติ ปรญฺจ มุสาวาเท สมาทเปติ มุสาวาเท จ สมนุญฺโญ โหติ อตฺตนา จ ปิสุณวาโจ โหติ ปรญฺจ ปิสุณาย วาจาย สมาทเปติ ปิสุณาย จ วาจาย สมนุญฺโญ โหติ อตฺตนา จ ผรุสวาโจ โหติ ปรญฺจ ผรุสาย วาจาย สมาทเปติ ผรุสาย จ วาจาย สมนุญฺโญ โหติ อตฺตนา จ สมฺผปฺปลาปี โหติ ปรญฺจ สมฺผปฺปลาเป สมาทเปติ สมฺผปฺปลาเป จ สมนุญฺโญ โหติ อตฺตนา จ อภิชฺฌาลุ โหติ ปรญฺจ อภิชฺฌาย สมาทเปติ อภิชฺฌาย จ สมนุญฺโญ โหติ อตฺตนา จ พฺยาปนฺนจิตฺโต โหติ ปรญฺจ พฺยาปาเท สมาทเปติ พฺยาปาเท จ สมนุญฺโญ โหติ อตฺตนา จ มิจฺฉาทิฏฺฐิโก โหติ ปรญฺจ มิจฺฉาทิฏฺฐิยา จ สมาทเปติ มิจฺฉาทิฏฺฐิยา จ สมนุญฺโญ โหติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ตึสาย ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ นิรเย ฯ {๒๐๐.๑} ตึสาย ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ สคฺเค กตเมหิ ตึสาย อตฺตนา จ ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ ปรญฺจ ปาณาติปาตา เวรมณิยา สมาทเปติ ปาณาติปาตา เวรมณิยา จ สมนุญฺโญ โหติ อตฺตนา จ อทินฺนาทานา ปฏิวิรโต โหติ ปรญฺจ อทินฺนาทานา เวรมณิยา สมาทเปติ อทินฺนาทานา เวรมณิยา จ สมนุญฺโญ โหติ อตฺตนา จ กาเมสุ มิจฺฉาจารา ปฏิวิรโต โหติ ปรญฺจ กาเมสุ มิจฺฉาจารา เวรมณิยา สมาทเปติ กาเมสุ มิจฺฉาจารา เวรมณิยา จ สมนุญฺโญ โหติ อตฺตนา จ มุสาวาทา ปฏิวิรโต โหติ ปรญฺจ มุสาวาทา เวรมณิยา จ สมาทเปติ มุสาวาทา เวรมณิยา จ สมนุญฺโญ โหติ อตฺตนา จ ปิสุณาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ ปรญฺจ ปิสุณาย วาจาย เวรมณิยา สมาทเปติ ปิสุณาย วาจาย เวรมณิยา จ สมนุญฺโญ โหติ อตฺตนา จ ผรุสาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ ปรญฺจ ผรุสาย วาจาย เวรมณิยา สมาทเปติ ผรุสาย จ วาจาย เวรมณิยา สมนุญฺโญ โหติ อตฺตนา จ สมฺผปฺปลาปา ปฏิวิรโต โหติ ปรญฺจ สมฺผปฺปลาปา เวรมณิยา สมาทเปติ สมฺผปฺปลาปา เวรมณิยา จ สมนุญฺโญ โหติ อตฺตนา จ อนภิชฺฌาลุ โหติ ปรญฺจ อนภิชฺฌาย สมาทเปติ อนภิชฺฌาย จ สมนุญฺโญ โหติ อตฺตนา จ อพฺยาปนฺนจิตฺโต โหติ ปรญฺจ อพฺยาปาเท สมาทเปติ อพฺยาปาเท จ สมนุญฺโญ โหติ อตฺตนา จ สมฺมาทิฏฺฐิโก โหติ ปรญฺจ สมฺมาทิฏฺฐิยา สมาทเปติ สมฺมาทิฏฺฐิยา จ สมนุญฺโญ โหติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ตึสาย ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ สคฺเคติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๓๐ ประการ เป็นผู้ถูกทอดทิ้งไว้ในนรก เหมือนสิ่งของที่นำเขามาทอดทิ้งไว้ ธรรม ๓๐ประการเป็นไฉน คือ เป็นผู้ฆ่าสัตว์ด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการฆ่าสัตว์ ๑พอใจในการฆ่าสัตว์ ๑ ลักทรัพย์ด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการลักทรัพย์ ๑พอใจในการลักทรัพย์ ๑ ประพฤติผิดในกามด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการประพฤติผิดในกาม ๑ พอใจในการประพฤติผิดในกาม ๑ พูดเท็จด้วยตนเอง ๑ชักชวนผู้อื่นในการพูดเท็จ ๑ พอใจการพูดเท็จ ๑ พูดส่อเสียดด้วยตนเอง ๑ชักชวนผู้อื่นในการพูดส่อเสียด ๑ พอใจในการพูดส่อเสียด ๑ พูดคำหยาบด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการพูดคำหยาบ ๑ พอใจในการพูดคำหยาบ ๑พูดเพ้อเจ้อด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการพูดเพ้อเจ้อ ๑ พอใจในการพูดเพ้อเจ้อ ๑อยากได้ของผู้อื่นด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการอยากได้ของผู้อื่น ๑ พอใจในการอยากได้ของผู้อื่น ๑ มีจิตคิดปองร้ายด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการปองร้าย ๑ พอใจในการปองร้าย ๑ มีความเห็นผิดด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการเห็นผิด ๑ พอใจในความเห็นผิด ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๓๐ ประการนี้แล เป็นผู้ถูกทอดทิ้งไว้ในนรก เหมือนสิ่งของที่เขานำมาทอดทิ้งไว้ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๓๐ ประการเป็นผู้ถูกเชิญมาไว้ในสวรรค์ เหมือนสิ่งของที่เขานำมาประดิษฐานไว้ ธรรม ๓๐ ประการเป็นไฉน คือ เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการเว้นจากการฆ่าสัตว์ ๑ พอใจในการเว้นจากการฆ่าสัตว์ ๑ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการเว้นจากการลักทรัพย์ ๑ พอใจในการเว้นจากการลักทรัพย์ ๑ เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกามด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการเว้นจากการประพฤติผิดในกาม ๑ พอใจในการเว้นจากการประพฤติผิดในกาม ๑ เว้นขาดจากการพูดเท็จด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการเว้นจากการพูดเท็จ ๑ พอใจในการเว้นจากการพูดเท็จ ๑ เว้นขาดจากการพูดส่อเสียดด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการเว้นจากการพูดส่อเสียด ๑ พอใจในการเว้นจากการพูดส่อเสียด ๑ เว้นขาดจากการพูดคำหยาบด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการเว้นจากการพูดคำหยาบ ๑ พอใจในการเว้นจากการพูดคำหยาบ ๑ เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ ๑ พอใจในการเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ ๑ ไม่อยากได้ของผู้อื่นด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการไม่อยากได้ของผู้อื่น ๑ พอใจในการไม่อยากได้ของผู้อื่น ๑ มีจิตไม่ปองร้ายด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการไม่ปองร้าย ๑ พอใจในการไม่ปองร้าย ๑ มีความเห็นชอบด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการเห็นชอบ ๑ พอใจในการเห็นชอบ ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๓๐ ประการนี้แล เป็นผู้ถูกเชิญมาไว้ในสวรรค์ เหมือนสิ่งของที่เขานำมาประดิษฐานไว้ ฯ
จตฺตาฬีสาย ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ นิรเย กตเมหิ จตฺตาฬีสาย อตฺตนา จ ปาณาติปาตี โหติ ปรญฺจ ปาณาติปาเต สมาทเปติ ปาณาติปาเต จ สมนุญฺโญ โหติ ปาณาติปาตสฺส จ วณฺณํ ภาสติ อตฺตนา จ อทินฺนาทายี โหติ ปรญฺจ อทินฺนาทาเน สมาทเปติ อทินฺนาทาเน จ สมนุญฺโญ โหติ อทินฺนาทานสฺส จ วณฺณํ ภาสติ อตฺตนา จ กาเมสุ มิจฺฉาจารี โหติ ปรญฺจ กาเมสุ มิจฺฉาจาเร สมาทเปติ กาเมสุ มิจฺฉาจาเร จ สมนุญฺโญ โหติ กาเมสุ มิจฺฉาจารสฺส จ วณฺณํ ภาสติ อตฺตนา จ มุสาวาที โหติ ปรญฺจ มุสาวาเท สมาทเปติ มุสาวาเท จ สมนุญฺโญ โหติ มุสาวาทสฺส จ วณฺณํ ภาสติ อตฺตนา จ ปิสุณวาโจ โหติ ปรญฺจ ปิสุณาย วาจาย สมาทเปติ ปิสุณาย จ วาจาย สมนุญฺโญ โหติ ปิสุณาย จ วาจาย วณฺณํ ภาสติ อตฺตนา จ ผรุสวาโจ โหติ ปรญฺจ ผรุสาย วาจาย สมาทเปติ ผรุสาย จ วาจาย สมนุญฺโญ โหติ ผรุสาย จ วาจาย วณฺณํ ภาสติ อตฺตนา จ สมฺผปฺปลาปี โหติ ปรญฺจ สมฺผปฺปลาเป สมาทเปติ สมฺผปฺปลาเป จ สมนุญฺโญ โหติ สมฺผปฺปลาปสฺส จ วณฺณํ ภาสติ อตฺตนา จ อภิชฺฌาลุ โหติ ปรญฺจ อภิชฺฌาย สมาทเปติ อภิชฺฌาย จ สมนุญฺโญ โหติ อภิชฺฌาย จ วณฺณํ ภาสติ อตฺตนา จ พฺยาปนฺนจิตฺโต โหติ ปรญฺจ พฺยาปาเท สมาทเปติ พฺยาปาเท จ สมนุญฺโญ โหติ พฺยาปาทสฺส จ วณฺณํ ภาสติ อตฺตนา จ มิจฺฉาทิฏฺฐิ โหติ ปรญฺจ มิจฺฉาทิฏฺฐิยา สมาทเปติ มิจฺฉาทิฏฺฐิยา จ สมนุญฺโญ โหติ มิจฺฉาทิฏฺฐิยา จ วณฺณํ ภาสติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว จตฺตาฬีสาย ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ นิรเย ฯ {๒๐๑.๑} จตฺตาฬีสาย ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ สคฺเค กตเมหิ จตฺตาฬีสาย อตฺตนา จ ปาณาติปาตา เวรมณิยา ปฏิวิรโต โหติ ปรญฺจ ปาณาติปาตา เวรมณิยา สมาทเปติ ปาณาติปาตา เวรมณิยา จ สมนุญฺโญ โหติ ปาณาติปาตา เวรมณิยา จ วณฺณํ ภาสติ อตฺตนา จ อทินฺนาทานา ปฏิวิรโต โหติ ปรญฺจ อทินฺนาทานา เวรมณิยา สมาทเปติ อทินฺนาทานา เวรมณิยา จ สมนุญฺโญ โหติ อทินฺนาทานา เวรมณิยา จ วณฺณํ ภาสติ อตฺตนา จ กาเมสุ มิจฺฉาจารา ปฏิวิรโต โหติ ปรญฺจ กาเมสุ มิจฺฉาจารา เวรมณิยา สมาทเปติ กาเมสุ มิจฺฉาจารา เวรมณิยา จ สมนุญฺโญ โหติ กาเมสุ มิจฺฉาจารา เวรมณิยา จ วณฺณํ ภาสติ อตฺตนา จ มุสาวาทา ปฏิวิรโต โหติ ปรญฺจ มุสาวาทา เวรมณิยา สมาทเปติ มุสาวาทา เวรมณิยา จ สมนุญฺโญ โหติ มุสาวาทา เวรมณิยา จ วณฺณํ ภาสติ อตฺตนา จ ปิสุณาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ ปรญฺจ ปิสุณาย วาจาย เวรมณิยา สมาทเปติ ปิสุณาย วาจาย เวรมณิยา จ สมนุญฺโญ โหติ ปิสุณาย วาจาย เวรมณิยา จ วณฺณํ ภาสติ อตฺตนา จ ผรุสาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ ปรญฺจ ผรุสาย วาจาย เวรมณิยา สมาทเปติ ผรุสาย วาจาย เวรมณิยา จ สมนุญฺโญ โหติ ผรุสาย วาจาย เวรมณิยา จ วณฺณํ ภาสติ อตฺตนา จ สมฺผปฺปลาปา ปฏิวิรโต โหติ ปรญฺจ สมฺผปฺปลาปา เวรมณิยา จ สมาทเปติ สมฺผปฺปลาปา เวรมณิยา จ สมนุญฺโญ โหติ สมฺผปฺปลาปา เวรมณิยา จ วณฺณํ ภาสติ อตฺตนา จ อนภิชฺฌาลุ โหติ ปรญฺจ อนภิชฺฌาย สมาทเปติ อนภิชฺฌาย จ สมนุญฺโญ โหติ อนภิชฺฌาย จ วณฺณํ ภาสติ อตฺตนา จ อพฺยาปนฺนจิตฺโต โหติ ปรญฺจ อพฺยาปาเท สมาทเปติ อพฺยาปาเท จ สมนุญฺโญ โหติ อพฺยาปาทสฺส จ วณฺณํ ภาสติ อตฺตนา จ สมฺมาทิฏฺฐิโก โหติ ปรญฺจ สมฺมาทิฏฺฐิยา สมาทเปติ สมฺมาทิฏฺฐิยา จ สมนุญฺโญ โหติ สมฺมาทิฏฺฐิยา จ วณฺณํ ภาสติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว จตฺตาฬีสาย ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ สคฺเคติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔๐ ประการ เป็นผู้ถูกทอดทิ้งไว้ในนรก เหมือนสิ่งของที่เขานำมาทอดทิ้งไว้ ธรรม ๔๐ ประการเป็นไฉน คือ เป็นผู้ฆ่าสัตว์ด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการฆ่าสัตว์ ๑ พอใจในการฆ่าสัตว์ ๑ กล่าวสรรเสริญการฆ่าสัตว์ ๑ ลักทรัพย์ด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการลักทรัพย์ ๑ พอใจในการลักทรัพย์ ๑ กล่าวสรรเสริญการลักทรัพย์ ๑ประพฤติผิดในกามด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการประพฤติผิดในกาม ๑ พอใจในการประพฤติผิดในกาม ๑ กล่าวสรรเสริญการประพฤติผิดในกาม ๑ พูดเท็จด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการพูดเท็จ ๑ พอใจในการพูดเท็จ ๑ กล่าวสรรเสริญการพูดเท็จ ๑ พูดส่อเสียดด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการพูด-*ส่อเสียด ๑ พอใจในการพูดส่อเสียด ๑ กล่าวสรรเสริญการพูดส่อเสียด ๑พูดคำหยาบด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการพูดคำหยาบ ๑ พอใจในการพูดคำหยาบ ๑ กล่าวสรรเสริญการพูดคำหยาบ ๑ พูดเพ้อเจ้อด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการพูดเพ้อเจ้อ ๑ พอใจในการพูดเพ้อเจ้อ ๑ กล่าวสรรเสริญการพูดเพ้อเจ้อ ๑ อยากได้ของผู้อื่นด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการอยากได้ของผู้อื่น ๑พอใจในการอยากได้ของผู้อื่น ๑ กล่าวสรรเสริญการอยากได้ของผู้อื่น ๑ มีจิตปองร้ายด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการปองร้าย ๑ พอใจในการปองร้าย ๑กล่าวสรรเสริญการปองร้าย ๑ มีความเห็นผิดด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในความเห็นผิด ๑ พอใจในความเห็นผิด ๑ กล่าวสรรเสริญความเห็นผิด ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔๐ ประการนี้แล เป็นผู้ถูกทอดทิ้งไว้ในนรกเหมือนสิ่งของที่เขานำมาทอดทิ้งไว้ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔๐ ประการ เป็นผู้ถูกเชิญมาไว้ในสวรรค์ ธรรม ๔๐ ประการเป็นไฉน คือ เป็นผู้เว้นจากการฆ่าสัตว์ด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการเว้นจากการฆ่าสัตว์ ๑ พอใจในการเว้นจากการฆ่าสัตว์ ๑ กล่าวสรรเสริญการเว้นจากการฆ่าสัตว์ ๑ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการเว้นจากการลักทรัพย์ ๑ พอใจในการเว้นจากการลักทรัพย์ ๑ กล่าวสรรเสริญการเว้นจากการลักทรัพย์ ๑ เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกามด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการเว้นจากการประพฤติผิดในกาม ๑ พอใจในการเว้นจากการประพฤติผิดในกาม ๑ กล่าวสรรเสริญการเว้นจากการประพฤติผิดในกาม ๑ เว้นขาดจากการพูดเท็จด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการเว้นจากการพูดเท็จ ๑ พอใจในการเว้นจากการพูดเท็จ ๑ กล่าวสรรเสริญการเว้นจากการพูดเท็จ ๑ เว้นขาดจากการพูดส่อเสียดด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการเว้นจากการพูดส่อเสียด ๑ พอใจในการเว้นจากการพูดส่อเสียด ๑ กล่าวสรรเสริญการเว้นจากการพูดส่อเสียด ๑ เว้นขาดจากการพูดคำหยาบด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการเว้นจากการพูดคำหยาบ ๑ พอใจในการเว้นจากการพูดคำหยาบ ๑กล่าวสรรเสริญการเว้นจากการพูดคำหยาบ ๑ เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ ๑ พอใจในการเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ ๑ กล่าวสรรเสริญการเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ ๑ ไม่อยากได้ของผู้อื่นด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการไม่อยากได้ของผู้อื่น ๑ พอใจในการไม่อยากได้ของผู้อื่น ๑ กล่าวสรรเสริญการไม่อยากได้ของผู้อื่น ๑ มีจิตไม่ปองร้ายด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการไม่ปองร้าย ๑ พอใจในการไม่ปองร้าย ๑ กล่าวสรรเสริญการไม่ปองร้าย ๑ มีความเห็นชอบด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในความเห็นชอบ ๑ พอใจในความเห็นชอบ ๑ กล่าวสรรเสริญความเห็นชอบ ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔๐ ประการนี้แล เป็นผู้ถูกเชิญมาไว้ในสวรรค์ เหมือนสิ่งของที่เขานำมาประดิษฐานไว้ ฯ
ทสหิ ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ขตํ อุปหตํ อตฺตานํ ปริหรติ ... อกฺขตํ อนุปหตํ อตฺตานํ ปริหรติ ... วีสติยา ภิกฺขเว ... ตึสาย ภิกฺขเว ... จตฺตาฬีสาย ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ขตํ อุปหตํ อตฺตานํ ปริหรติ ... อกฺขตํ อนุปหตํ อตฺตานํ ปริหรติ ฯเปฯ อิเมหิ โข ภิกฺขเว จตฺตาฬีสาย ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต อกฺขตํ อนุปหตํ อตฺตานํ ปริหรตีติ ฯ ทุติยวคฺโค ทุติโย ฯ ---------- ตติยวคฺโค ตติโย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ ย่อมบริหารตนให้ถูกกำจัดถูกทำลาย ธรรม ๑๐ ประการเป็นไฉน คือเป็นผู้ฆ่าสัตว์ฯลฯ มีความเห็นผิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการนี้แล ย่อมบริหารตนให้ถูกกำจัด ถูกทำลาย ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ ย่อมบริหารตนไม่ให้ถูกกำจัด ไม่ให้ถูกทำลาย ธรรม ๑๐ ประการเป็นไฉน คือ เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ มีความเห็นชอบ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการนี้แล ย่อมบริหารตนไม่ให้ถูกกำจัด ไม่ให้ถูกทำลาย ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๒๐ ประการ ย่อมบริหารตนให้ถูกกำจัด ถูกทำลาย ธรรม ๒๐ ประการเป็นไฉน คือ เป็นผู้ฆ่าสัตว์ด้วยตนเอง ฯลฯ ชักชวนผู้อื่นในความเห็นผิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๒๐ ประการนี้แล ย่อมบริหารตนให้ถูกกำจัด ถูกทำลาย ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๒๐ ประการ ย่อมบริหารตนไม่ให้ถูกกำจัด ไม่ให้ถูกทำลาย ธรรม ๒๐ ประการเป็นไฉน คือ เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ด้วยตนเอง ฯลฯ ชักชวนผู้อื่นในความเห็นชอบ ดูกรภิกษุ-*ทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๒๐ ประการนี้แล ย่อมบริหารตนไม่ให้ถูกกำจัด ไม่ให้ถูกทำลาย ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๓๐ ประการ ย่อมบริหารตนให้ถูกกำจัด ถูกทำลาย ธรรม ๓๐ ประการเป็นไฉน คือ เป็นผู้ฆ่าสัตว์ด้วยตนเอง ฯลฯ พอใจในความเห็นผิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๓๐ ประการนี้แล ย่อมบริหารตนให้ถูกกำจัด ถูกทำลาย ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๓๐ ประการ ย่อม-*บริหารตนไม่ให้ถูกกำจัด ไม่ให้ถูกทำลาย ธรรม ๓๐ ประการเป็นไฉน คือเป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ด้วยตนเอง ฯลฯ พอใจในความเห็นชอบ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๓๐ ประการนี้แล ย่อมบริหารตนไม่ให้ถูกกำจัด ไม่ให้ถูกทำลาย ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔๐ ประการ ย่อมบริหารตนให้ถูกกำจัด ถูกทำลาย ธรรม ๔๐ ประการเป็นไฉน คือ เป็นผู้ฆ่าสัตว์ด้วยตนเอง ฯลฯ กล่าวสรรเสริญความเห็นผิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔๐ ประการนี้แล ย่อมบริหารตนให้ถูกกำจัด ถูกทำลาย ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔๐ ประการ ย่อมบริหารตนไม่ให้ถูกกำจัด ไม่ให้ถูกทำลาย ธรรม ๔๐ ประการเป็นไฉน คือ เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ด้วยตนเอง ฯลฯ กล่าวสรรเสริญความเห็นชอบ ดูกรภิกษุ-*ทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔๐ ประการนี้แล ย่อมบริหารตนไม่ให้ถูกกำจัด ไม่ให้ถูกทำลาย ฯ จบทุติยวรรคที่ ๒ -----------------------------------------------------ตติยวรรคที่ ๓
ทสหิ ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต อิเธกจฺโจ กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปชฺชติ ... อิเธกจฺโจ กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชติ ... วีสติยา ภิกฺขเว ... ตึสาย ภิกฺขเว ... จตฺตาฬีสาย ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต อิเธกจฺโจ กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปชฺชติ ... อิเธกจฺโจ กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชติ ฯเปฯ ทสหิ ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต พาโล เวทิตพฺโพ ... ปณฺฑิโต เวทิตพฺโพ ... วีสติยา ภิกฺขเว ... ตึสาย ภิกฺขเว ... จตฺตาฬีสาย ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต พาโล เวทิตพฺโพ ... ปณฺฑิโต เวทิตพฺโพ อิเมหิ โข ภิกฺขเว จตฺตาฬีสาย ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ปณฺฑิโต เวทิตพฺโพ ฯ ตติยวคฺโค ตติโย ฯ (อิเมสุ จตุตฺถปญฺจเมสุ วคฺเคสุ สุตฺตคณนา เปยฺยาลวเสน เวทิตพฺพา)
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงอุบาย ทุคติ วินิบาต นรก ธรรม ๑๐ประการเป็นไฉน คือ เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ฯลฯ มีความเห็นผิด ดูกรภิกษุทั้งหลายบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการนี้แล เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงอบายทุคติ วินิบาต นรก ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ธรรม ๑๐ ประการเป็นไฉน คือ เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ มีความเห็นชอบ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการนี้แล เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ประกอบด้วยธรรม ๒๐ ประการเมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ธรรม ๒๐ ประการเป็นไฉน คือ เป็นผู้ฆ่าสัตว์ด้วยตนเอง ฯลฯ ชักชวนผู้อื่นในความเห็นผิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๒๐ ประการนี้แล เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๒๐ ประการ เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ธรรม ๒๐ ประการเป็นไฉน คือ เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ด้วยตนเอง ฯลฯ ชักชวนผู้อื่นในความเห็นชอบ ดูกรภิกษุทั้งหลายบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๒๐ ประการนี้แล เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ประกอบด้วยธรรม ๓๐ ประการเมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ธรรม ๓๐ ประการเป็นไฉนคือเป็นผู้ฆ่าสัตว์ด้วยตนเอง ฯลฯ พอใจในความเห็นผิด ดูกรภิกษุทั้งหลายบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๓๐ ประการนี้แล เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติวินิบาต นรก ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๓๐ ประการ เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ธรรม ๓๐ ประการเป็นไฉน คือ เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ด้วยตนเอง ฯลฯ พอใจในความเห็นชอบ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๓๐ ประการนี้แล เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ประกอบด้วยธรรม ๔๐ประการ เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ธรรม ๔๐ประการเป็นไฉน คือเป็นผู้ฆ่าสัตว์ด้วยตนเอง ฯลฯ กล่าวสรรเสริญความเห็นผิดดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔๐ ประการนี้แล เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔๐ ประการ เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ธรรม ๔๐ ประการเป็นไฉน คือ เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ด้วยตนเอง ฯลฯ กล่าวสรรเสริญความเห็นชอบ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔๐ ประการนี้แล เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ พึงทราบว่าเป็นพาล ธรรม ๑๐ ประการเป็นไฉน คือ เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ฯลฯ มีความเห็นผิดดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการนี้แล พึงทราบว่าเป็นพาล ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ พึงทราบว่าเป็นบัณฑิต ธรรม ๑๐ ประการเป็นไฉน คือ เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ฯลฯ มีความเห็นชอบ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ประการนี้แล พึงทราบว่าเป็นบัณฑิต ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๒๐ ประการ พึงทราบว่าเป็นคนพาล ธรรม ๒๐ ประการเป็นไฉน คือเป็นผู้ฆ่าสัตว์ด้วยตนเอง ฯลฯ ชักชวนผู้อื่นในความเห็นผิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม๒๐ ประการนี้แล พึงทราบว่าเป็นคนพาล ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๒๐ ประการ พึงทราบว่าเป็นบัณฑิต ธรรม ๒๐ ประการเป็นไฉน คือ เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ด้วยตนเอง ฯลฯ ชักชวนผู้อื่นในความเห็นชอบ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๒๐ ประการนี้แล พึงทราบว่าเป็นบัณฑิต ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๓๐ ประการ พึงทราบว่าเป็นพาล ธรรม ๓๐ ประการเป็นไฉน คือ เป็นผู้ฆ่าสัตว์ด้วยตนเอง ฯลฯ พอใจในความเห็นผิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๓๐ ประการนี้แล พึงทราบว่าเป็นคนพาล ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๓๐ ประการ พึงทราบว่าเป็นบัณฑิต ธรรม ๓๐ ประการเป็นไฉน คือ เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ด้วยตนเอง ฯลฯ พอใจในความเห็นชอบ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๓๐ ประการนี้แล พึงทราบว่าเป็นบัณฑิต ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔๐ ประการ พึงทราบว่าเป็นพาล ธรรม ๔๐ ประการเป็นไฉน คือ เป็นผู้ฆ่าสัตว์ด้วยตนเอง ฯลฯ กล่าวสรรเสริญความเห็นผิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔๐ประการนี้แล พึงทราบว่าเป็นคนพาล ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔๐ ประการ พึงทราบว่าเป็นบัณฑิต ธรรม ๔๐ ประการเป็นไฉน คือ เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ด้วยตนเอง ฯลฯ กล่าวสรรเสริญความเห็นชอบ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔๐ ประการนี้แล พึงทราบว่าเป็นบัณฑิต ฯ จบตติยวรรคที่ ๓
ราคสฺส ภิกฺขเว อภิญฺญาย ทส ธมฺมา ภาเวตพฺพา กตเม ทส อสุภสญฺญา มรณสญฺญา อาหาเร ปฏิกฺกูลสญฺญา สพฺพโลเก อนภิรตสญฺญา อนิจฺจสญฺญา อนิจฺเจ ทุกฺขสญฺญา ทุกฺเข อนตฺตสญฺญา ปหานสญฺญา วิราคสญฺญา นิโรธสญฺญา ราคสฺส ภิกฺขเว อภิญฺญาย อิเม ทส ธมฺมา ภาเวตพฺพาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๑๐ ประการ อันบุคคลควรเจริญเพื่อรู้ยิ่งซึ่งราคะ ธรรม ๑๐ ประการเป็นไฉน คือ อสุภสัญญา ๑ มรณสัญญา ๑อาหาเร ปฏิกูลสัญญา ๑ สัพพโลเก อนภิรตสัญญา ๑ อนิจจสัญญา ๑อนิจเจทุกขสัญญา ๑ ทุกเข อนัตตสัญญา ๑ ปหานสัญญา ๑ วิราคสัญญา ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๑๐ ประการนี้ อันบุคคลควรเจริญ เพื่อรู้ยิ่งซึ่งราคะ ฯ
ราคสฺส ภิกฺขเว อภิญฺญาย ทส ธมฺมา ภาเวตพฺพา กตเม ทส อนิจฺจสญฺญา อนตฺตสญฺญา อาหาเร ปฏิกฺกูลสญฺญา สพฺพโลเก อนภิรตสญฺญา อฏฺฐิกสญฺญา ปุฬุวกสญฺญา วินีลกสญฺญา วิปุพฺพกสญฺญา วิจฺฉิทฺทกสญฺญา อุทฺธูมาตกสญฺญา ราคสฺส ภิกฺขเว อภิญฺญาย อิเม ทส ธมฺมา ภาเวตพฺพาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๑๐ ประการ อันบุคคลควรเจริญเพื่อรู้ยิ่งซึ่งราคะธรรม ๑๐ ประการเป็นไฉน คือ อนิจจสัญญา ๑ อนัตตสัญญา ๑อาหาเร ปฏิกูลสัญญา ๑ สัพพโลเก อนภิรตสัญญา ๑ อัฏฐิกสัญญา ๑ ปุฬุวก-*สัญญา ๑ วินีลกสัญญา ๑ วิปุพพกสัญญา ๑ วิจฉิททกสัญญา ๑ อุทธุมาตก-*สัญญา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๑๐ ประการนี้ อันบุคคลควรอบรมเพื่อรู้ยิ่งซึ่งราคะ ฯ
ราคสฺส ภิกฺขเว อภิญฺญาย ทส ธมฺมา ภาเวตพฺพา กตเม ทส สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาสงฺกปฺโป สมฺมาวาจา สมฺมากมฺมนฺโต สมฺมาอาชีโว สมฺมาวายาโม สมฺมาสติ สมฺมาสมาธิ สมฺมาญาณํ สมฺมาวิมุตฺติ ราคสฺส ภิกฺขเว อภิญฺญาย อิเม ทส ธมฺมา ภาเวตพฺพาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๑๐ ประการ อันบุคคลควรเจริญเพื่อรู้ยิ่งซึ่งราคะ ธรรม ๑๐ ประการเป็นไฉน คือ สัมมาทิฏฐิ ๑ สัมมาสังกัปปะ๑ สัมมาวาจา ๑ สัมมากัมมันตะ ๑ สัมมาอาชีวะ ๑ สัมมาวายามะ ๑ สัมมาสติ ๑สัมมาสมาธิ ๑ สัมมาญาณะ ๑ สัมมาวิมุติ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๑๐ประการนี้ อันบุคคลควรเจริญเพื่อความรู้ยิ่งซึ่งราคะ ฯ
ราคสฺส ภิกฺขเว ปริญฺญาย ปริกฺขยาย ปหานาย ขยาย วยาย วิราคาย นิโรธาย อุปสมาย จาคาย ปฏินิสฺสคฺคาย ทส ธมฺมา ภาเวตพฺพา ฯเปฯ โทสสฺส โมหสฺส โกธสฺส อุปนาหสฺส มกฺขสฺส ปลาสสฺส อิสฺสาย มจฺฉริยสฺส มายาย สาเฐยฺยสฺส ถมฺภสฺส สารมฺภสฺส มานสฺส อติมานสฺส มทสฺส ปมาทสฺส อภิญฺญาย ปริญฺญาย ปริกฺขยาย ปหานาย ขยาย วยาย วิราคาย นิโรธาย อุปสมาย จาคาย ปฏินิสฺสคฺคาย อิเม ทส ธมฺมา ภาเวตพฺพาติ ฯ ปญฺจมปณฺณาสโก ปญฺจโม ฯ ทสกนิปาโต นิฏฺฐิโต ฯ ---------
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๑๐ ประการ อันบุคคลควรเจริญเพื่อ ความกำหนดรู้ เพื่อความหมดสิ้นไป เพื่อละ เพื่อความสิ้นไป เพื่อความเสื่อมไปเพื่อคลายไป เพื่อดับ เพื่อสงบระงับ เพื่อสละ เพื่อความสลัดออกไปซึ่งราคะธรรม ๑๐ ประการเป็นไฉน คือ สัมมาทิฏฐิ ... สัมมาวิมุติ ดูกรภิกษุทั้งหลายธรรม ๑๐ ประการนี้แล อันบุคคลควรเจริญเพื่อกำหนดรู้ เพื่อความหมดสิ้นไปเพื่อละ เพื่อความสิ้นไป เพื่อความเสื่อมไป เพื่อคลายไป เพื่อดับ เพื่อสงบระงับ เพื่อสละ เพื่อสลัดออกไปซึ่งราคะ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๑๐ ประการ อันบุคคลควรเจริญเพื่อความรู้ยิ่งเพื่อกำหนดรู้ เพื่อความหมดสิ้นไป เพื่อละ เพื่อความสิ้นไป เพื่อความเสื่อมไปเพื่อความคลายไป เพื่อดับ เพื่อสงบระงับ เพื่อสละ เพื่อความสลัดออกไปซึ่งโทสะ โมหะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา สาเถยยะ ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ ธรรม ๑๐ประการเป็นไฉน คือ สัมมาทิฏฐิ ... สัมมาวิมุติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๑๐ประการนี้แล อันบุคคลควรเจริญเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความหมดสิ้นไป เพื่อละ เพื่อความสิ้นไป เพื่อความเสื่อมไป เพื่อความคลายไป เพื่อดับเพื่อสงบระงับ เพื่อสละ เพื่อความสลัดออกไปซึ่งโทสะ โมหะ โกธะอุปนาหะ มักขะ ปลาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา สาเถยยะ ถัมภะ สารัมภะมานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ ฯ จบปัญจมปัณณาสก์ที่ ๕ จบทสกนิบาต -----------------------------------------------------