อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับหลวงจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดง
ฉบับมหาจุฬาฯ · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๘๗

๗. นัปปิยสูตร

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๘๗1 ข้อ (พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ)3 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๗. นัปปิยสูตร ว่าด้วยธรรมที่ไม่เป็นไปเพื่อความรัก

ข้อ ๘๗

ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงปรารภกาฬกภิกษุ รับสั่งเรียกภิกษุ ทั้งหลายมาตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสเรื่องนี้ว่า ภิกษุทั้งหลาย ๑. ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ชอบก่ออธิกรณ์ ไม่สรรเสริญการระงับอธิกรณ์ แม้การที่ภิกษุเป็นผู้ชอบก่ออธิกรณ์ ไม่สรรเสริญการระงับอธิกรณ์ นี้ เป็นธรรมที่ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นที่รัก เพื่อความเป็นที่เคารพ เพื่อ ความยกย่อง เพื่อความเป็นสมณะ เพื่อความเป็นอันเดียวกัน @เชิงอรรถ : @ อธิกรณ์ ในที่นี้หมายถึงเรื่องที่สงฆ์ต้องดำเนินการ ๔ อย่าง คือ (๑) วิวาทาธิกรณ์ การเถียงกันเรื่องวินัย@(๒) อนุวาทาธิกรณ์ การโจทหรือกล่าวหากันด้วยอาบัติ (๓) อาปัตตาธิกรณ์ การต้องอาบัติ การปรับ@อาบัติและการแก้ไขตัวให้พ้นจากอาบัติ (๔) กิจจาธิกรณ์ กิจสงฆ์ต่างๆ เช่น ให้อุปสมบท หรือให้ผ้ากฐิน@เป็นต้น (องฺ.ทุก.อ. ๒/๑๕/๑๒) @ ความเป็นสมณะ ในที่นี้หมายถึงการบำเพ็ญสมณธรรม (องฺ.ทสก.อ. ๓/๘๗/๓๖๒)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๑๙๔}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๔. เถรวรรค ๗. นัปปิยสูตร ๒. ภิกษุไม่เป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษา ไม่สรรเสริญการสมาทานการศึกษา แม้การที่ภิกษุไม่เป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษา ไม่สรรเสริญการสมาทานการศึกษา นี้เป็นธรรมที่ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นที่รัก เพื่อความเป็นที่เคารพ เพื่อ ความยกย่อง เพื่อความเป็นสมณะ เพื่อความเป็นอันเดียวกัน ๓. ภิกษุเป็นผู้ปรารถนาชั่ว ไม่สรรเสริญการกำจัดความปรารถนาชั่ว แม้ การที่ภิกษุเป็นผู้ปรารถนาชั่ว ไม่สรรเสริญการกำจัดความปรารถนาชั่ว นี้เป็นธรรมที่ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นที่รัก เพื่อความเป็นที่เคารพ เพื่อ ความยกย่อง เพื่อความเป็นสมณะ เพื่อความเป็นอันเดียวกัน ๔. ภิกษุเป็นผู้มักโกรธ ไม่สรรเสริญการกำจัดความโกรธ แม้การที่ภิกษุเป็นผู้มักโกรธ ไม่สรรเสริญการกำจัดความโกรธ นี้เป็นธรรมที่ไม่เป็นไปเพื่อ ความเป็นที่รัก เพื่อความเป็นที่เคารพ เพื่อความยกย่อง เพื่อความเป็นสมณะเพื่อความเป็นอันเดียวกัน ๕. ภิกษุเป็นผู้มักลบหลู่ ไม่สรรเสริญการกำจัดความลบหลู่ แม้การที่ภิกษุ เป็นผู้มักลบหลู่ ไม่สรรเสริญการกำจัดความลบหลู่ นี้เป็นธรรมที่ไม่เป็น ไปเพื่อความเป็นที่รัก เพื่อความเป็นที่เคารพ เพื่อความยกย่อง เพื่อ ความเป็นสมณะ เพื่อความเป็นอันเดียวกัน ๖. ภิกษุเป็นผู้มักโอ้อวด ไม่สรรเสริญการกำจัดความโอ้อวด แม้การที่ภิกษุ เป็นผู้มักโอ้อวด ไม่สรรเสริญการกำจัดความโอ้อวด นี้เป็นธรรมที่ไม่เป็น ไปเพื่อความเป็นที่รัก เพื่อความเป็นที่เคารพ เพื่อความยกย่อง เพื่อ ความเป็นสมณะ เพื่อความเป็นอันเดียวกัน ๗. ภิกษุเป็นผู้มีมายา ไม่สรรเสริญการกำจัดมายา แม้การที่ภิกษุเป็นผู้มี มายา ไม่สรรเสริญการกำจัดมายา นี้เป็นธรรมที่ไม่เป็นไปเพื่อความเป็น ที่รัก เพื่อความเป็นที่เคารพ เพื่อความยกย่อง เพื่อความเป็นสมณะ เพื่อความเป็นอันเดียวกัน ๘. ภิกษุเป็นผู้ไม่พิจารณาธรรม ไม่สรรเสริญการพิจารณาธรรม แม้การที่ ภิกษุเป็นผู้ไม่พิจารณาธรรม ไม่สรรเสริญการพิจารณาธรรม นี้เป็นธรรม ที่ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นที่รัก เพื่อความเป็นที่เคารพ เพื่อความยกย่อง เพื่อความเป็นสมณะ เพื่อความเป็นอันเดียวกัน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๑๙๕}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๔. เถรวรรค ๗. นัปปิยสูตร ๙. ภิกษุเป็นผู้ไม่หลีกเร้น ไม่สรรเสริญการหลีกเร้น แม้การที่ภิกษุเป็นผู้ไม่หลีกเร้น ไม่สรรเสริญการหลีกเร้น นี้เป็นธรรมที่ไม่เป็นไปเพื่อความเป็น ที่รัก เพื่อความเป็นที่เคารพ เพื่อความยกย่อง เพื่อความเป็นสมณะ เพื่อความเป็นอันเดียวกัน ๑๐. ภิกษุไม่เป็นผู้ปฏิสันถารเพื่อนพรหมจารี ไม่สรรเสริญผู้ปฏิสันถาร แม้ การที่ภิกษุไม่เป็นผู้ปฏิสันถารเพื่อนพรหมจารี ไม่สรรเสริญผู้ปฏิสันถาร นี้เป็นธรรมที่ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นที่รัก เพื่อความเป็นที่เคารพ เพื่อ ความยกย่อง เพื่อความเป็นสมณะ เพื่อความเป็นอันเดียวกัน ความปรารถนาพึงเกิดขึ้นแก่ภิกษุเช่นนี้อย่างนี้ว่า ‘ทำอย่างไร เพื่อนพรหมจารีทั้งหลายจะสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเรา’ ก็จริง ถึงอย่างนั้น เพื่อนพรหมจารีทั้งหลายก็ไม่สักการะ เคารพ นับถือ บูชาภิกษุนั้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเพื่อนพรหมจารีผู้รู้ทั้งหลายพิจารณาเห็นบาปอกุศลธรรมที่ภิกษุนั้นยังละไม่ได้ ภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนความปรารถนาพึงเกิดขึ้นแก่ม้าโง่อย่างนี้ว่า ‘ทำอย่างไร มนุษย์ทั้งหลายจะตั้งเราไว้ในตำแหน่งม้าอาชาไนย ให้กินอาหารสำหรับม้าอาชาไนย และปฏิบัติต่อเราเหมือนอย่างม้าอาชาไนย’ ก็จริง ถึงอย่างนั้น มนุษย์ทั้งหลายก็ไม่ตั้งม้านั้นไว้ในตำแหน่งม้าอาชาไนย ไม่ให้กินอาหารสำหรับม้าอาชาไนยและไม่ปฏิบัติอย่างที่ปฏิบัติต่อม้าอาชาไนย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะมนุษย์ผู้รู้ทั้งหลายพิจารณา เห็นความโอ้อวด ความโกง ความไม่ซื่อตรง ความคดที่ม้านั้นยังละไม่ได้ ฉันใด ความปรารถนาพึงเกิดขึ้นแก่ภิกษุเช่นนี้อย่างนี้ว่า ‘ทำอย่างไร เพื่อนพรหมจารีทั้งหลายจะสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเรา’ ก็จริง ถึงอย่างนั้น เพื่อนพรหมจารีทั้งหลายก็ไม่สักการะ เคารพ นับถือ บูชาภิกษุนั้น ข้อนั้นเพระเหตุไรเพราะเพื่อนพรหมจารีผู้รู้ทั้งหลายพิจารณาเห็นบาปอกุศลธรรมที่ภิกษุนั้นยังละไม่ได้ฉันนั้น @เชิงอรรถ : @ ดูเชิงอรรถที่ ๑ ข้อ ๕๐ (ภัณฑนสูตร) หน้า ๑๐๖ ในเล่มนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๑๙๖}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๔. เถรวรรค ๗. นัปปิยสูตร ว่าด้วยการไม่ก่ออธิกรณ์ ๑. ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไม่เป็นผู้ชอบก่ออธิกรณ์ สรรเสริญการระงับ อธิกรณ์ แม้การที่ภิกษุไม่เป็นผู้ชอบก่ออธิกรณ์ สรรเสริญการระงับ อธิกรณ์ นี้เป็นธรรมที่เป็นไปเพื่อความเป็นที่รัก เพื่อความเป็นที่เคารพ เพื่อความยกย่อง เพื่อความเป็นสมณะ เพื่อความเป็นอันเดียวกัน ๒. ภิกษุเป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษา สรรเสริญการสมาทานการศึกษา แม้การที่ภิกษุเป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษา สรรเสริญการสมาทานการศึกษา นี้เป็น ธรรมที่เป็นไปเพื่อความเป็นที่รัก เพื่อความเป็นที่เคารพ เพื่อความยกย่อง เพื่อความเป็นสมณะ เพื่อความเป็นอันเดียวกัน ๓. ภิกษุเป็นผู้มักน้อย สรรเสริญการกำจัดความปรารถนา แม้การที่ภิกษุ เป็นผู้มักน้อย สรรเสริญการกำจัดความปรารถนา นี้เป็นธรรมที่เป็นไป ฯลฯ เพื่อความเป็นอันเดียวกัน ๔. ภิกษุเป็นผู้ไม่มักโกรธ สรรเสริญการกำจัดความโกรธ แม้การที่ภิกษุเป็นผู้ไม่มักโกรธ สรรเสริญการกำจัดความโกรธ นี้เป็นธรรมที่เป็นไป ฯลฯ เพื่อความเป็นอันเดียวกัน ๕. ภิกษุเป็นผู้ไม่ลบหลู่ สรรเสริญการกำจัดความลบหลู่ แม้การที่ภิกษุเป็น ผู้ไม่ลบหลู่ สรรเสริญการกำจัดความลบหลู่ นี้เป็นธรรมที่เป็นไป ฯลฯ เพื่อความเป็นอันเดียวกัน ๖. ภิกษุเป็นผู้ไม่โอ้อวด สรรเสริญการกำจัดความโอ้อวด แม้การที่ภิกษุเป็นผู้ไม่โอ้อวด สรรเสริญการกำจัดความโอ้อวด นี้เป็นธรรมที่เป็นไป ฯลฯ เพื่อความเป็นอันเดียวกัน ๗. ภิกษุเป็นผู้ไม่มีมายา สรรเสริญการกำจัดมายา แม้การที่ภิกษุเป็นผู้ไม่มี มายา สรรเสริญการกำจัดมายา นี้เป็นธรรมที่เป็นไป ฯลฯ เพื่อความ เป็นอันเดียวกัน ๘. ภิกษุเป็นผู้พิจารณาธรรม สรรเสริญการพิจารณาธรรม แม้การที่ภิกษุ เป็นผู้พิจารณาธรรม สรรเสริญการพิจารณาธรรม นี้เป็นธรรมที่เป็นไป ฯลฯ เพื่อความเป็นอันเดียวกัน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๑๙๗}

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๔. เถรวรรค ๗. นัปปิยสูตร ๙. ภิกษุเป็นผู้หลีกเร้น สรรเสริญการหลีกเร้น แม้การที่ภิกษุเป็นผู้หลีกเร้นสรรเสริญการหลีกเร้น นี้เป็นธรรมที่เป็นไป ฯลฯ เพื่อความเป็นอันเดียวกัน ๑๐. ภิกษุเป็นผู้ปฏิสันถารเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย สรรเสริญผู้ปฏิสันถาร แม้การที่ภิกษุเป็นผู้ปฏิสันถาร สรรเสริญผู้ปฏิสันถารนี้ เป็นธรรมที่เป็น ไปเพื่อความเป็นที่รัก เพื่อความเป็นที่เคารพ เพื่อความยกย่อง เพื่อ ความเป็นสมณะ เพื่อความเป็นอันเดียวกัน ความปรารถนาจะไม่เกิดขึ้นแก่ภิกษุเช่นนี้อย่างนี้ว่า ‘ทำอย่างไร เพื่อน พรหมจารีทั้งหลายจะสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเรา’ ก็จริง ถึงอย่างนั้น เพื่อนพรหมจารีทั้งหลายก็ยังสักการะ เคารพ นับถือ บูชาภิกษุนั้น ข้อนั้นเพราะเหตุไรเพราะเพื่อนพรหมจารีผู้รู้ทั้งหลายพิจารณาเห็นบาปอกุศลธรรมที่ภิกษุนั้นละได้แล้ว ภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนความปรารถนาไม่เกิดขึ้นแก่ม้าอาชาไนยตัวเจริญอย่างนี้ว่า ‘ทำอย่างไร มนุษย์ทั้งหลาย จะตั้งเราไว้ในตำแหน่งม้าอาชาไนย ให้เรากินอาหารสำหรับม้าอาชาไนย และปฏิบัติต่อเราอย่างที่ปฏิบัติต่อม้าอาชาไนย’ ก็จริงถึงอย่างนั้น มนุษย์ทั้งหลายก็ตั้งม้านั้นไว้ในตำแหน่งม้าอาชาไนย ให้กินอาหารสำหรับม้าอาชาไนย และปฏิบัติอย่างที่ปฏิบัติต่อม้าอาชาไนย ข้อนั้นเพราะเหตุไรเพราะมนุษย์ผู้รู้ทั้งหลายพิจารณาเห็นความโอ้อวด ความโกง ความไม่ซื่อตรงความคดที่ม้านั้นละได้แล้ว ฉันใด ความปรารถนาไม่เกิดขึ้นแก่ภิกษุเช่นนี้อย่างนี้ว่า‘ทำอย่างไร เพื่อนพรหมจารีทั้งหลายจะสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเรา’ ก็จริงถึงอย่างนั้น เพื่อนพรหมจารีทั้งหลายก็ยังสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเรา ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเพื่อนพรหมจารีผู้รู้ทั้งหลายพิจารณาเห็นบาปอกุศลธรรมที่ภิกษุนั้นละได้แล้ว ฉันนั้น นัปปิยสูตรที่ ๗ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๑๙๘}

ฉบับหลวง

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖ อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต อธิกรณสูตร

ข้อ ๘๗

ตตฺร โข ภควา กาฬกภิกฺขุํ อารพฺภ ภิกฺขู อามนฺเตสิ ภิกฺขโวติ ฯ ภทนฺเตติ เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ ภควา เอตทโวจ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อธิกรณิโก โหติ อธิกรณสมถสฺส น วณฺณวาที ยมฺปิ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อธิกรณิโก โหติ อธิกรณสมถสฺส น วณฺณวาที อยมฺปิ ธมฺโม น ปิยตาย น ครุตาย น ภาวนาย น สามญฺญาย น เอกีภาวาย สํวตฺตติ ฯ {๘๗.๑} ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ น สิกฺขากาโม โหติ สิกฺขาสมาทานสฺส น วณฺณวาที ยมฺปิ ภิกฺขเว ภิกฺขุ น สิกฺขากาโม โหติ สิกฺขาสมาทานสฺส น วณฺณวาที อยมฺปิ ธมฺโม น ปิยตาย น ครุตาย น ภาวนาย น สามญฺญาย น เอกีภาวาย สํวตฺตติ ฯ {๘๗.๒} ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปาปิจฺโฉ โหติ อิจฺฉาวินยสฺส น วณฺณวาที ยมฺปิ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปาปิจฺโฉ โหติ อิจฺฉาวินยสฺส น วณฺณวาที อยมฺปิ ธมฺโม น ปิยตาย น ครุตาย น ภาวนาย น สามญฺญาย น เอกีภาวาย สํวตฺตติ ฯ {๘๗.๓} ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ โกธโน โหติ โกธวินยสฺส น วณฺณวาที ยมฺปิ ภิกฺขเว ภิกฺขุ โกธโน โหติ โกธวินยสฺส น วณฺณวาที อยมฺปิ ธมฺโม น ปิยตาย น ครุตาย น ภาวนาย น สามญฺญาย น เอกีภาวาย สํวตฺตติ ฯ {๘๗.๔} ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ มกฺขี โหติ มกฺขวินยสฺส น วณฺณวาที ยมฺปิ ภิกฺขเว ภิกฺขุ มกฺขี โหติ มกฺขวินยสฺส น วณฺณวาที อยมฺปิ ธมฺโม น ปิยตาย น ครุตาย น ภาวนาย น สามญฺญาย น เอกีภาวาย สํวตฺตติ ฯ ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สโฐ โหติ สาเฐยฺยวินยสฺส น วณฺณวาที ยมฺปิ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สโฐ โหติ สาเฐยฺยวินยสฺส น วณฺณวาที อยมฺปิ ธมฺโม น ปิยตาย น ครุตาย น ภาวนาย น สามญฺญาย น เอกีภาวาย สํวตฺตติ ฯ {๘๗.๕} ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ มายาวี โหติ มายาวินยสฺส น วณฺณวาที ยมฺปิ ภิกฺขเว ภิกฺขุ มายาวี โหติ มายาวินยสฺส น วณฺณวาที อยมฺปิ ธมฺโม น ปิยตาย น ครุตาย น ภาวนาย น สามญฺญาย น เอกีภาวาย สํวตฺตติ ฯ {๘๗.๖} ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ธมฺมานํ น นิสามกชาติโก โหติ ธมฺมนิสนฺติยา น วณฺณวาที ยมฺปิ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ธมฺมานํ น นิสามกชาติโก โหติ ธมฺมนิสนฺติยา น วณฺณวาที อยมฺปิ ธมฺโม น ปิยตาย น ครุตาย น ภาวนาย น สามญฺญาย น เอกีภาวาย สํวตฺตติ ฯ {๘๗.๗} ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ น ปฏิสลฺลาโน โหติ ปฏิสลฺลานสฺส น วณฺณวาที ยมฺปิ ภิกฺขเว ภิกฺขุ น ปฏิสลฺลาโน โหติ ปฏิสลฺลานสฺส น วณฺณวาที อยมฺปิ ธมฺโม น ปิยตาย น ครุตาย น ภาวนาย น สามญฺญาย น เอกีภาวาย สํวตฺตติ ฯ {๘๗.๘} ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สพฺรหฺมจารีนํ น ปฏิสนฺถารโก โหติ ปฏิสนฺถารกสฺส น วณฺณวาที ยมฺปิ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สพฺรหฺมจารีนํ น ปฏิสนฺถารโก โหติ ปฏิสนฺถารกสฺส น วณฺณวาที อยมฺปิ ธมฺโม น ปิยตาย น ครุตาย น ภาวนาย น สามญฺญาย น เอกีภาวาย สํวตฺตติ ฯ {๘๗.๙} เอวรูปสฺส ภิกฺขเว ภิกฺขุโน กิญฺจาปิ เอวํ อิจฺฉา อุปฺปชฺเชยฺย อโห วต มํ สพฺรหฺมจารี สกฺกเรยฺยุํ ครุกเรยฺยุํ มาเนยฺยุํ ปูเชยฺยุนฺติ อถโข นํ สพฺรหฺมจารี เนว สกฺกโรนฺติ น ครุกโรนฺติ น มาเนนฺติ น ปูเชนฺติ ตํ กิสฺส เหตุ ตถาหิสฺส ภิกฺขเว วิญฺญู สพฺรหฺมจารี เต ปาปเก อกุสเล ธมฺเม อปฺปหีเน สมนุปสฺสนฺติ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว อสฺสมูฬฺหกสฺส กิญฺจาปิ เอวํ อิจฺฉา อุปฺปชฺเชยฺย อโห วต มํ มนุสฺสา อาชานียฏฺฐาเน จ ฐเปยฺยุํ อาชานียโภชนญฺจ โภเชยฺยุํ อาชานียปริมชฺชนญฺจ ปริมชฺเชยฺยุนฺติ อถโข ตํ มนุสฺสา น เจว อาชานียฏฺฐาเน ฐเปนฺติ น จ อาชานียโภชนํ โภเชนฺติ น จ อาชานียปริมชฺชนํ ปริมชฺชนฺติ ตํ กิสฺส เหตุ ตถาหิสฺส ภิกฺขเว วิญฺญู มนุสฺสา ตานิ สาเฐยฺยานิ กูเฏยฺยานิ ชิเมฺหยฺยานิ วงฺเกยฺยานิ อปฺปหีนานิ สมนุปสฺสนฺติ เอวเมว โข ภิกฺขเว เอวรูปสฺส ภิกฺขุโน กิญฺจาปิ เอวํ อิจฺฉา อุปฺปชฺเชยฺย อโห วต มํ สพฺรหฺมจารี สกฺกเรยฺยุํ ครุกเรยฺยุํ มาเนยฺยุํ ปูเชยฺยุนฺติ อถโข นํ สพฺรหฺมจารี เนว สกฺกโรนฺติ น ครุกโรนฺติ น มาเนนฺติ น ปูเชนฺติ ตํ กิสฺส เหตุ ตถาหิสฺส ภิกฺขเว วิญฺญู สพฺรหฺมจารี เต ปาปเก อกุสเล ธมฺเม อปฺปหีเน สมนุปสฺสนฺติ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุ น อธิกรณิโก โหติ อธิกรณสมถสฺส วณฺณวาที ยมฺปิ ภิกฺขเว ภิกฺขุ น อธิกรณิโก โหติ อธิกรณสมถสฺส วณฺณวาที อยมฺปิ ธมฺโม ปิยตาย ครุตาย ภาวนาย สามญฺญาย เอกีภาวาย สํวตฺตติ ฯ {๘๗.๑๐} ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สิกฺขากาโม โหติ สิกฺขาสมาทานสฺส วณฺณวาที ยมฺปิ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สิกฺขากาโม โหติ สิกฺขาสมาทานสฺส วณฺณวาที อยมฺปิ ธมฺโม ปิยตาย ครุตาย ภาวนาย สามญฺญาย เอกีภาวาย สํวตฺตติ ฯ {๘๗.๑๑} ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อปฺปิจฺโฉ โหติ อิจฺฉาวินยสฺส วณฺณวาที ยมฺปิ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อปฺปิจฺโฉ โหติ อิจฺฉาวินยสฺส วณฺณวาที อยมฺปิ ธมฺโม ฯเปฯ เอกีภาวาย สํวตฺตติ ฯ {๘๗.๑๒} ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อกฺโกธโน โหติ โกธวินยสฺส วณฺณวาที ยมฺปิ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อกฺโกธโน โหติ โกธวินยสฺส วณฺณวาที อยมฺปิ ธมฺโม ฯเปฯ เอกีภาวาย สํวตฺตติ ฯ {๘๗.๑๓} ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อมกฺขี โหติ มกฺขวินยสฺส วณฺณวาที ยมฺปิ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อมกฺขี โหติ มกฺขวินยสฺส วณฺณวาที อยมฺปิ ธมฺโม ฯเปฯ เอกีภาวาย สํวตฺตติ ฯ ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อสโฐ โหติ สาเฐยฺยวินยสฺส วณฺณวาที ยมฺปิ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อสโฐ โหติ สาเฐยฺยวินยสฺส วณฺณวาที อยมฺปิ ธมฺโม ฯเปฯ เอกีภาวาย สํวตฺตติ ฯ {๘๗.๑๔} ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อมายาวี โหติ มายาวินยสฺส วณฺณวาที ยมฺปิ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อมายาวี โหติ มายาวินยสฺส วณฺณวาที อยมฺปิ ธมฺโม ฯเปฯ เอกีภาวาย สํวตฺตติ ฯ {๘๗.๑๕} ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ธมฺมานํ นิสามกชาติโก โหติ ธมฺมนิสนฺติยา วณฺณวาที ยมฺปิ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ธมฺมานํ นิสามกชาติโก โหติ ธมฺมนิสนฺติยา วณฺณวาที อยมฺปิ ธมฺโม ฯเปฯ เอกีภาวาย สํวตฺตติ ฯ {๘๗.๑๖} ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปฏิสลฺลาโน โหติ ปฏิสลฺลานสฺส วณฺณวาที ยมฺปิ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปฏิสลฺลาโน โหติ ปฏิสลฺลานสฺส วณฺณวาที อยมฺปิ ธมฺโม ฯเปฯ เอกีภาวาย สํวตฺตติ ฯ {๘๗.๑๗} ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สพฺรหฺมจารีนํ ปฏิสนฺถารโก โหติ ปฏิสนฺถารกสฺส วณฺณวาที ยมฺปิ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สพฺรหฺมจารีนํ ปฏิสนฺถารโก โหติ ปฏิสนฺถารกสฺส วณฺณวาที อยมฺปิ ธมฺโม ปิยตาย ครุตาย ภาวนาย สามญฺญาย เอกีภาวาย สํวตฺตติ ฯ {๘๗.๑๘} เอวรูปสฺส ภิกฺขเว ภิกฺขุโน กิญฺจาปิ น เอวํ อิจฺฉา อุปฺปชฺเชยฺย อโห วต มํ สพฺรหฺมจารี สกฺกเรยฺยุํ ครุกเรยฺยุํ มาเนยฺยุํ ปูเชยฺยุนฺติ อถโข นํ สพฺรหฺมจารี สกฺกโรนฺติ ครุกโรนฺติ มาเนนฺติ ปูเชนฺติ ตํ กิสฺส เหตุ ตถาหิสฺส ภิกฺขเว วิญฺญู สพฺรหฺมจารี เต ปาปเก อกุสเล ธมฺเม ปหีเน สมนุปสฺสนฺติ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ภทฺทสฺส อสฺสาชานียสฺส กิญฺจาปิ น เอวํ อิจฺฉา อุปฺปชฺเชยฺย อโห วต มํ มนุสฺสา อาชานียฏฺฐาเน จ ฐเปยฺยุํ อาชานียโภชนญฺจ โภเชยฺยุํ อาชานียปริมชฺชนญฺจ ปริมชฺเชยฺยุนฺติ อถโข นํ มนุสฺสา อาชานียฏฺฐาเน จ ฐเปนฺติ อาชานียโภชนญฺจ โภเชนฺติ อาชานียปริมชฺชนญฺจ ปริมชฺชนฺติ ตํ กิสฺส เหตุ ตถาหิสฺส ภิกฺขเว วิญฺญู มนุสฺสา ตานิ สาเฐยฺยานิ กูเฏยฺยานิ ชิเมฺหยฺยานิ วงฺเกยฺยานิ ปหีนานิ สมนุปสฺสนฺติ {๘๗.๑๙} เอวเมว โข ภิกฺขเว เอวรูปสฺส ภิกฺขุโน กิญฺจาปิ น เอวํ อิจฺฉา อุปฺปชฺเชยฺย อโห วต มํ สพฺรหฺมจารี สกฺกเรยฺยุํ ครุกเรยฺยุํ มาเนยฺยุํ ปูเชยฺยุนฺติ อถโข นํ สพฺรหฺมจารี สกฺกโรนฺติ ครุกโรนฺติ มาเนนฺติ ปูเชนฺติ ตํ กิสฺส เหตุ ตถาหิสฺส ภิกฺขเว วิญฺญู สพฺรหฺมจารี เต ปาปเก อกุสเล ธมฺเม ปหีเน สมนุปสฺสนฺตีติ ฯ

ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงปรารภพระกาฬกภิกษุ ตรัสเรียก ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ก่ออธิกรณ์ ไม่กล่าวสรรเสริญการระงับอธิกรณ์ แม้ข้อที่ภิกษุเป็นผู้ก่ออธิกรณ์ไม่กล่าวสรรเสริญการระงับอธิกรณ์นี้ ย่อมไม่เป็นไปเพื่อความเป็นที่รัก ที่เคารพ ที่ยกย่องที่เสมอกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ฯ อีกประการหนึ่ง ภิกษุไม่เป็นผู้ใคร่ในการศึกษา ไม่กล่าวสรรเสริญการสมาทานในการศึกษา แม้ข้อที่ภิกษุไม่เป็นผู้ใคร่ในการศึกษา ไม่กล่าวสรรเสริญการสมาทานในการศึกษานี้ ย่อมไม่เป็นไปเพื่อความเป็นที่รัก ที่เคารพ ที่ยกย่องที่เสมอกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ฯ อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีความปรารถนาลามก ไม่กล่าวสรรเสริญการกำจัดความปรารถนา แม้ข้อที่ภิกษุเป็นผู้มีความปรารถนาลามกไม่กล่าวสรรเสริญการกำจัดความปรารถนานี้ ย่อมไม่เป็นไปเพื่อความเป็นที่รัก ที่เคารพ ที่ยกย่องที่เสมอกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ฯ อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มักโกรธ ไม่กล่าวสรรเสริญการกำจัดความโกรธ แม้ข้อที่ภิกษุเป็นผู้มักโกรธ ไม่กล่าวสรรเสริญการกำจัดความโกรธนี้ ย่อมไม่เป็นไปเพื่อความเป็นที่รัก ที่เคารพ ที่ยกย่อง ที่เสมอกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ฯ อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ลบหลู่ ไม่กล่าวสรรเสริญการกำจัดความลบหลู่ แม้ข้อที่ภิกษุเป็นผู้ลบหลู่ ไม่กล่าวสรรเสริญการกำจัดความลบหลู่นี้ ย่อมไม่เป็นไปเพื่อความเป็นที่รัก ที่เคารพ ที่ยกย่อง ที่เสมอกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ฯ อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้โอ้อวด ไม่กล่าวสรรเสริญการกำจัดความโอ้อวด แม้ข้อที่ภิกษุเป็นผู้โอ้อวด ไม่กล่าวสรรเสริญการกำจัดความโอ้อวดนี้ ย่อมไม่เป็นไปเพื่อความเป็นที่รัก ที่เคารพ ที่ยกย่อง ที่เสมอกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ฯ อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีมายา ไม่กล่าวสรรเสริญการกำจัดมายา แม้ข้อที่ภิกษุเป็นผู้มีมายา ไม่กล่าวสรรเสริญการกำจัดมายานี้ ย่อมไม่เป็นไปเพื่อความเป็นที่รัก ที่เคารพ ที่ยกย่อง ที่เสมอกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ฯ อีกประการหนึ่ง ภิกษุไม่เป็นผู้เพ่งเล็งธรรมทั้งหลาย ไม่กล่าวสรรเสริญการเพ่งเล็งธรรม แม้ข้อที่ภิกษุไม่เป็นผู้เพ่งเล็งธรรมทั้งหลาย ไม่กล่าวสรรเสริญการเพ่งเล็งธรรมนี้ ย่อมไม่เป็นไปเพื่อความเป็นที่รัก ที่เคารพ ที่ยกย่อง ที่เสมอกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ฯ อีกประการหนึ่ง ภิกษุไม่เป็นผู้หลีกออกเร้นอยู่ ไม่กล่าวสรรเสริญการหลีกออกเร้น แม้ข้อที่ภิกษุไม่เป็นผู้หลีกออกเร้นอยู่ ไม่กล่าวสรรเสริญการหลีกออกเร้นนี้ ย่อมไม่เป็นไปเพื่อความเป็นที่รัก ที่เคารพ ที่ยกย่อง ที่เสมอกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ฯ อีกประการหนึ่ง ภิกษุไม่เป็นผู้กระทำการปฏิสันถารเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ไม่กล่าวสรรเสริญการกระทำปฏิสันถาร แม้ข้อที่ภิกษุไม่กระทำการปฏิสันถารเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ไม่กล่าวสรรเสริญการกระทำปฏิสันถารนี้ย่อมไม่เป็นไปเพื่อความเป็นที่รัก ที่เคารพ ที่ยกย่อง ที่เสมอกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความปรารถนาพึงบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุเห็นปานนี้อย่างนี้ว่าโอหนอ ขอเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลายพึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเรา ดังนี้แม้ถึงอย่างนั้น เพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลายก็ไม่สักการะ ไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่บูชาภิกษุนั้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลายผู้เป็นวิญญูย่อมพิจารณาเห็นซึ่งอกุศลธรรมทั้งหลายอันลามกที่ยังละไม่ได้ของเธอ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนความปรารถนาพึงบังเกิดขึ้นแก่ม้าตัวโง่เขลาอย่างนี้ว่า โอหนอ ขอมนุษย์ทั้งหลายพึงตั้งเราไว้ในตำแหน่งม้าอาชาไนยเถิดพึงให้เรากินอาหารสำหรับม้าอาชาไนยเถิด และพึงขัดสีเราให้เหมือนม้าอาชาไนยเถิด ดังนี้ แม้ถึงอย่างนั้น มนุษย์ทั้งหลายก็ไม่ตั้งม้านั้นไว้ในตำแหน่งม้าอาชาไนยไม่ให้กินอาหารเหมือนม้าอาชาไนย ไม่ขัดสีให้เหมือนม้าอาชาไนย ข้อนี้เพราะเหตุไร เพราะมนุษย์ทั้งหลายผู้เป็นวิญญูพิจารณาเห็นความโอ้อวด ความโกงความไม่ตรง ความคด ซึ่งยังละไม่ได้ของม้านั้น แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลายความปรารถนาพึงบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุเห็นปานนั้นอย่างนี้ว่า โอหนอ ขอเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลายพึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเรา ดังนี้ แม้ถึงอย่างนั้นเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลายก็ไม่สักการะ ไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่บูชาภิกษุนั้นข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลายผู้เป็นวิญญู ย่อมพิจารณาเห็นอกุศลธรรมอันลามกซึ่งยังละไม่ได้ของภิกษุนั้น ฉันนั้นเหมือนกันแล ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่ก่ออธิกรณ์ กล่าวสรรเสริญการระงับอธิกรณ์ แม้ข้อที่ภิกษุไม่เป็นผู้ก่ออธิกรณ์กล่าวสรรเสริญการระงับอธิกรณ์นี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นที่รัก ที่เคารพ ที่ยกย่อง ที่เสมอกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ฯ อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ใคร่ในการศึกษา กล่าวสรรเสริญการสมาทานในการศึกษา แม้ข้อที่ภิกษุเป็นผู้ใคร่ในการศึกษากล่าวสรรเสริญการสมาทานในการศึกษานี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นที่รัก ที่เคารพ ที่ยกย่อง ที่เสมอกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ฯ อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีความปรารถนาน้อย กล่าวสรรเสริญการกำจัดความปรารถนา แม้ข้อที่ภิกษุเป็นผู้ปรารถนาน้อย กล่าวสรรเสริญการกำจัดความปรารถนานี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นที่รัก ที่เคารพ ที่ยกย่อง ที่เสมอกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ฯ อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ไม่โกรธ กล่าวสรรเสริญการกำจัดความโกรธแม้ข้อที่ภิกษุเป็นผู้ไม่โกรธกล่าวสรรเสริญการกำจัดความโกรธนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นที่รัก ที่เคารพ ที่ยกย่อง ที่เสมอกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ฯ อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ไม่ลบหลู่ กล่าวสรรเสริญการกำจัดความลบหลู่ แม้ข้อที่ภิกษุเป็นผู้ไม่ลบหลู่ กล่าวสรรเสริญการกำจัดความลบหลู่นี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นที่รัก ที่เคารพ ที่ยกย่อง ที่เสมอกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ฯ อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ไม่โอ้อวด กล่าวสรรเสริญการกำจัดความโอ้อวด แม้ข้อที่ภิกษุเป็นผู้ไม่โอ้อวด กล่าวสรรเสริญการกำจัดความโอ้อวดนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นที่รัก ที่เคารพ ที่ยกย่อง ที่เสมอกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ฯ อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ไม่มีมายา กล่าวสรรเสริญการกำจัดมายาข้อที่ภิกษุเป็นผู้ไม่มีมายากล่าวสรรเสริญการกำจัดมายานี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นที่รัก ที่เคารพ ที่ยกย่อง ที่เสมอกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ฯ อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้เพ่งเล็งธรรมทั้งหลาย กล่าวสรรเสริญการเพ่งเล็งธรรมทั้งหลาย ข้อที่ภิกษุเป็นผู้เพ่งเล็งธรรมทั้งหลาย กล่าวสรรเสริญการเพ่งเล็งธรรมทั้งหลายนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นที่รัก ที่เคารพ ที่ยกย่อง ที่เสมอกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ฯ อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้หลีกออกเร้นอยู่ กล่าวสรรเสริญการหลีกออกเร้น แม้ข้อที่ภิกษุเป็นผู้หลีกออกเร้นอยู่กล่าวสรรเสริญการหลีกออกเร้นนี้ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นที่รัก ที่เคารพ ที่ยกย่อง ที่เสมอกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ฯ อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้กระทำการปฏิสันถารเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลายกล่าวสรรเสริญการกระทำปฏิสันถาร แม้ข้อที่ภิกษุเป็นผู้กระทำปฏิสันถารเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย กล่าวสรรเสริญการกระทำปฏิสันถารนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นที่รัก ที่เคารพ ที่ยกย่อง ที่เสมอกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถึงความปรารถนาไม่พึงบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุเห็นปานนี้อย่างนี้ว่า โอหนอขอเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลายพึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเรา ดังนี้ ถึงอย่างนั้น เพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลายก็สักการะ เคารพ นับถือ บูชาภิกษุนั้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลายผู้เป็นวิญญู ย่อมพิจารณาเห็นอกุศล-*ธรรมทั้งหลายอันลามกที่ละได้แล้วของเธอ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนความปรารถนาไม่พึงบังเกิดขึ้นแก่ม้าอาชาไนยตัวเจริญอย่างนี้ว่า โอหนอ มนุษย์ทั้งหลายพึงตั้งเราไว้ในตำแหน่งม้าอาชาไนยพึงให้เรากินอาหารสำหรับม้าอาชาไนย และพึงขัดสีเราให้เหมือนขัดสีม้าอาชาไนยเถิด แม้ถึงอย่างนั้น มนุษย์ทั้งหลายก็ย่อมตั้งม้านั้นไว้ในตำแหน่งม้าอาชาไนยย่อมให้กินอาหารสำหรับม้าอาชาไนย ย่อมขัดสีให้เหมือนขัดสีม้าอาชาไนย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะมนุษย์ทั้งหลายผู้เป็นวิญญู ย่อมเห็นความโอ้อวด ความโกง ความไม่ตรง ความคด ซึ่งละได้แล้วของม้านั้น แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถึงความปรารถนาไม่พึงบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุเห็นปานนี้อย่างนี้ว่า โอหนอขอเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลายพึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเรา ดังนี้ ถึงอย่างนั้น เพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลายก็สักการะ เคารพ นับถือ บูชาภิกษุนั้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลายผู้เป็นวิญญู ย่อมพิจารณาเห็นอกุศลธรรมอันลามกที่ละได้แล้วของเธอฉันนั้นเหมือนกันแล ฯ จบสูตรที่ ๗

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/