๔. อรหันตสูตร ที่ ๑
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ๔. อรหันตสูตรที่ ๑ ว่าด้วยพระอรหันต์เป็นผู้เลิศในโลก
สาวตฺถี ฯ ตตฺร โข ฯ รูปํ ภิกฺขเว อนิจฺจํ ยทนิจฺจํ ตํ ทุกฺขํ ยํ ทุกฺขํ ตทนตฺตา ยทนตฺตา ตํ เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทฏฺฐพฺพํ ฯ เวทนา ฯ สญฺญา ฯ สงฺขารา ฯ วิญฺญาณํ อนิจฺจํ ยทนิจฺจํ ตํ ทุกฺขํ ยํ ทุกฺขํ ตทนตฺตา ยทนตฺตา ตํ เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทฏฺฐพฺพํ ฯ เอวํ ปสฺสํ ภิกฺขเว สุตวา อริยสาวโก รูปสฺมึปิ นิพฺพินฺทติ เวทนายปิ ฯ สญฺญายปิ ฯ สงฺขาเรสุปิ ฯ วิญฺญาณสฺมึปิ นิพฺพินฺทติ นิพฺพินฺทํ วิรชฺชติ วิราคา วิมุจฺจติ ฯ วิมุตฺตสฺมึ วิมุตฺตมิติ ญาณํ โหติ ฯ ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาติ ฯ ยาวตา ภิกฺขเว สตฺตาวาสา ยาวตา ภวคฺคํ เอเต อคฺคา เอเต เสฏฺฐา โลกสฺมึ ยทิทํ อรหนฺโตติ ฯ อิทมโวจ ภควา อิทํ วตฺวาน สุคโต อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา
พระนครสาวัตถี ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปไม่เที่ยง ฯลฯ เวทนาไม่เที่ยงฯลฯ สัญญาไม่เที่ยง ฯลฯ สังขารไม่เที่ยง ฯลฯ วิญญาณไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นควรเห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบ อย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในรูป ทั้งในเวทนาทั้งในสัญญา ทั้งในสังขาร ทั้งในวิญญาณ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด จิตย่อมหลุดพ้น. เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว. ย่อมรู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระอรหันต์ทั้งหลาย เป็นผู้เลิศ เป็นผู้ประเสริฐสุดในโลก กว่าสัตตาวาสและภวัคคภพ. พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้ จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปว่า
สุขิโน วต อรหนฺโต ตณฺหา เตสํ น วิชฺชติ อสฺมิมาโน สมุจฺฉินฺโน โมหชาลํ ปทาลิตํ ฯ อเนชนฺเต อนุปฺปตฺตา จิตฺตํ เตสํ อนาวิลํ โลเก อนุปลิตฺตา เต พฺรหฺมภูตา อนาสวา ฯ ปญฺจกฺขนฺเธ ปริญฺญาย สตฺตสทฺธมฺมโคจรา ปสํสิยา สปฺปุริสา ปุตฺตา พุทฺธสฺส โอรสา ฯ สตฺตรตนสมฺปนฺนา ตีสุ สิกฺขาสุ สิกฺขิตา อนุวิจรนฺติ มหาวีรา ปหีนภยเภรวา ฯ ทสหงฺเคหิ สมฺปนฺนา มหานาคา สมาหิตา เอเต โข เสฏฺฐา โลกสฺมึ ตณฺหา เตสํ น วิชฺชติ ฯ อเสกฺขญาณํ อุปฺปนฺนํ อนฺติโมยํ สมุสฺสโย โย สาโร พฺรหฺมจริยสฺส ตสฺมึ อปรปจฺจยา ฯ วิธาสุ น วิกมฺปนฺติ วิปฺปมุตฺตา ปุนพฺภวา ทนฺตภูมึ อนุปฺปตฺตา เต โลเก วิชิตาวิโน ฯ อุทฺธํ ติริยํ อปาจินํ นนฺทิ เตสํ น วิชฺชติ นทนฺติ เต สีหนาทํ พุทฺธา โลเก อนุตฺตราติ ฯ
พระอรหันต์ทั้งหลาย มีความสุขหนอ เพราะท่านไม่มีตัณหา ตัดอัสมิมานะได้เด็ดขาด ทำลายข่ายคือโมหะได้แล้ว. พระอรหันต์ เหล่านั้น ถึงซึ่งความไม่หวั่นไหว มีจิตไม่ขุ่นมัว ท่านเหล่านั้นไม่แปด เปื้อนแล้ว ด้วยเครื่องแปดเปื้อนคือตัณหาและทิฏฐิในโลก เป็นผู้ ประเสริฐ ไม่มีอาสวะ. เป็นสัตบุรุษ เป็นพุทธบุตร เป็นพุทธโอรส กำหนดรู้เบญจขันธ์มีสัทธรรม ๗ เป็นโคจร ควรสรรเสริญ. ท่านมหา วีรบุรุษ ผู้สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ ศึกษาแล้วในไตรสิกขา ละความกลัวและความขลาดได้เด็ดขาดแล้ว ย่อมท่องเที่ยวไป โดย ลำดับ. ท่านมหานาคผู้สมบูรณ์ด้วยองค์ ๑๐ ประการ มีจิตตั้งมั่น ประเสริฐสุดในโลก ท่านเหล่านั้นไม่มีตัณหา. มีอเสขญาณเกิดขึ้นแล้ว มีร่างกายนี้เป็นครั้งสุดท้าย ไม่ต้องอาศัยผู้อื่น ในคุณที่เป็นแก่นสารแห่ง พรหมจรรย์. ท่านเหล่านั้นไม่หวั่นไหวเพราะมานะ หลุดพ้นจากภพใหม่ ถึงอรหัตภูมิแล้ว ชนะเด็ดขาดแล้วในโลก. ท่านเหล่านั้นไม่มีความ เพลิดเพลินอยู่ในส่วนเบื้องบน ท่ามกลาง และเบื้องล่าง เป็นพุทธ ผู้ยอดเยี่ยมในโลก ย่อมบันลือสีหนาท. จบ สูตรที่ ๔.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๔. อรหันตสูตร ว่าด้วยพระอรหันต์
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย รูปไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้น เป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นเธอทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’ เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็น อนัตตา สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นเธอทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’ ภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป ... แม้ในเวทนา ... แม้ในสัญญา ... แม้ในสังขาร ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในวิญญาณ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๑๑๕}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มัชฌิมปัณณาสก์ ๓. ขัชชนียวรรค ๔. อรหันตสูตร เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัดจิตย่อมหลุดพ้น เมื่อจิตหลุด พ้นแล้ว ก็รู้ว่า ‘หลุดพ้นแล้ว’ รู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป’ ภิกษุทั้งหลาย พระอรหันต์ทั้งหลายเป็นผู้เลิศ ประเสริฐที่สุดในโลกกว่าสัตว์ ในสัตตาวาสและภวัคคภพ” พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดาได้ตรัสเวยยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัสคาถา-ประพันธ์ต่อไปอีกว่า “พระอรหันต์ทั้งหลายมีความสุข หนอ เพราะท่านไม่มีตัณหา ตัดอัสมิมานะได้เด็ดขาด ทำลายข่ายคือโมหะได้แล้ว พระอรหันต์เหล่านั้นถึงความไม่หวั่นไหว มีจิตไม่ขุ่นมัว ไม่แปดเปื้อนในโลก เป็นผู้ประเสริฐ ไม่มีอาสวะ เป็นสัตบุรุษ เป็นพุทธบุตร พุทธโอรส กำหนดรู้ขันธ์ ๕ มีสัทธรรม ๗ ประการเป็นโคจร ควรสรรเสริญ ท่านเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ สำเหนียกแล้วในไตรสิกขา @เชิงอรรถ : @ มีความสุข หมายถึงมีความสุขด้วยสุขในฌาน มรรค และผล (สํ.ข.อ. ๒/๗๖/๓๐๙)@ ความไม่หวั่นไหว หมายถึงพระอรหัตตผลซึ่งเป็นเหตุละตัณหาคือความหวั่นไหวได้เด็ดขาด@(สํ.ข.อ. ๒/๗๖/๓๐๙) @ มีสัทธรรม ๗ ประการเป็นโคจร หมายถึงมีสัทธรรม ๗ ประการเป็นอารมณ์ สัทธรรม ๗ ประการนั้น@ได้แก่ (๑) สัทธา ความเชื่อ (๒) หิริ ความละอาย (๓) โอตตัปปะ ความเกรงกลัวบาป (๔) พาหุสัจจะ@ความเป็นผู้มีสุตะมาก (๕) อารัทธวิริยตา ความปรารภความเพียร (๖) อุปัฏฐิตัสสติตา ความมีสติมั่นคง@(๗) ปัญญา ความรอบรู้ (สํ.ข.อ. ๒/๗๖/๓๐๙) @ รัตนะ ๗ ประการ หมายถึงโพชฌงค์ ๗ ประการ คือ (๑) สติ ความระลึกได้ (๒) ธัมมวิจยะ@ความเฟ้นธรรม (๓) วิริยะ ความเพียร (๔) ปีติ ความอิ่มใจ (๕) ปัสสัทธิ ความสงบกายสงบใจ@(๖) สมาธิ ความมีจิตตั้งมั่น (๗) อุเบกขา ความมีใจเป็นกลาง (สํ.ข.อ. ๒/๗๖/๓๑๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๑๑๖}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มัชฌิมปัณณาสก์ ๓. ขัชชนียวรรค ๕. ทุติยอรหันตสูตร ละความกลัวและความสะดุ้งกลัวได้เด็ดขาดแล้ว ย่อมเที่ยวไปโดยลำดับ ท่านมหานาคผู้สมบูรณ์ด้วยองค์ ๑๐ มีจิตตั้งมั่น ประเสริฐที่สุดในโลก เพราะท่านเหล่านั้นไม่มีตัณหา มีอเสขญาณ เกิดขึ้นแล้ว มีร่างกายนี้เป็นร่างสุดท้าย ไม่ต้องอาศัยผู้อื่นในคุณที่เป็นแก่นสารแห่งพรหมจรรย์ ท่านเหล่านั้นไม่หวั่นไหวในส่วนทั้งหลาย พ้นจากภพใหม่ถึงทันตภูมิ ชนะเด็ดขาดแล้วในโลก ท่านเหล่านั้นไม่มีความเพลิดเพลินอยู่ ในส่วนเบื้องบน ท่ามกลาง และเบื้องล่าง เป็นพุทธะผู้ยอดเยี่ยมในโลก ย่อมบันลือสีหนาท” อรหันตสูตรที่ ๔ จบ ๕. ทุติยอรหันตสูตร ว่าด้วยพระอรหันต์ สูตรที่ ๒
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย รูปไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นเธอทั้งหลาย@เชิงอรรถ : @ มีจิตตั้งมั่น หมายถึงตั้งมั่นด้วยอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิ (สํ.ข.อ. ๒/๗๖/๓๑๐)@ อเสขญาณ หมายถึงอรหัตตผลญาณ (สํ.ข.อ. ๒/๗๖/๓๑๐) @ ส่วนทั้งหลาย ในที่นี้หมายถึงส่วนแห่งมานะ ๓ อย่าง (สํ.ข.อ. ๒/๗๖/๓๑๐)@ ทันตภูมิ หมายถึงภูมิของท่านผู้ได้รับการฝึกตนแล้ว ได้แก่ พระอรหัต (สํ.ข.อ. ๒/๗๖/๓๑๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๑๑๗}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๔. อรรถกถาอรหันตสูตรที่ ๑
พึงทราบวินิจฉัยในอรหันตสูตรที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ยาวตา ภิกฺขเว สตฺตาวาสา ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่าสัตตาวาส มีอยู่ประมาณเท่าใด.
บทว่า ยาวตา ภวคฺคํ ความว่า ชื่อว่าภวัคคพรหม (พรหมสถิตย์อยู่ในภพสูงสุด) มีอยู่ประมาณเท่าใด.
บทว่า เอเต อคฺคา เอเต เสฏฺฐา ความว่า พระอรหันต์ทั้งหลายเหล่านั้นนับว่า เป็นเลิศและประเสริฐที่สุด.
บทว่า ยทิทํ อรหนฺโต คือ เยเมว อรหนฺโต นาม (แปลว่า ชื่อว่า พระอรหันต์เหล่านี้ใดแล) แม้พระสูตรนี้ ก็พึงทราบว่า เพิ่มพูนความยินดีและเร้าใจโดยนัยก่อนนั่นแล.
____________________________
ปาฐะว่า เยเมว ฉบับพม่าเป็น เย อิเม
บทว่า อถาปรํ เอตทโวจ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระดำรัสนั่นคือพระดำรัสมีอาทิว่า สุขิโน วต อรหนฺโต (พระอรหันต์ทั้งหลายเป็นสุขแท้หนอ)ด้วยคาถาทั้งหลายที่กำหนดแสดงความหมายนั้น และที่กำหนดแสดงความหมายพิเศษ.
คุณสมบัติพิเศษของพระอรหันต์
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุขิโน คือ (พระอรหันต์ทั้งหลาย) เป็นสุขด้วยความสุขอันเกิดจากการเข้าฌานด้วยความสุขอันเกิดจากการบรรลุมรรค และด้วยความสุขอันเกิดจากการบรรลุผล.
บทว่า ตณฺหา เตสํ น วิชฺชติ ความว่า พระอรหันต์เหล่านั้นไม่มีตัณหาที่เป็นตัวการให้เกิดทุกข์ (ที่จะต้องได้รับ) ในอบาย. พระอรหันต์เหล่านั้น ชื่อว่าเป็นสุขแท้ทีเดียว เพราะไม่มีทุกข์ที่มีตัณหาเป็นมูลแม้นี้ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า อสฺมิมาโน สมุจฺฉินฺโน ความว่า อัสมิมานะ (ความสำคัญว่า เรามีอยู่) ๙ อย่าง (พระอรหันต์) ตัดได้ขาดแล้วด้วยอรหัตตมรรค.
บทว่า โมหชาลํ ปทาลิตํ ความว่า ข่ายคือกิเลส (พระอรหันต์) ทำลายแล้วด้วยญาณ.
บทว่า อเนชํ ได้แก่ พระอรหัตต์เป็นเครื่องละตัณหา กล่าวคือเอชา.
____________________________
ปาฐะว่า อเนชาสงฺขาตาย แต่ฉบับพม่าเป็น เอชาสงฺขาตาย แปลตามฉบับพม่า.
บทว่า อนุปลิตฺตา ได้แก่ (พระอรหันต์) ไม่ถูกฉาบไล้ ด้วยเครื่องฉาบไล้ คือ ตัณหาและทิฏฐิ.
บทว่า พฺรหฺมภูตา แปลว่า ประเสริฐที่สุด.
บทว่า ปริญฺญาย ได้แก่ กำหนดรู้แล้วด้วยปริญญา ๓.
ในบทว่า สตฺตสทฺธมฺมโคจรา มีวิเคราะห์ว่า สัทธรรม ๗ ประการเหล่านี้คือ ศรัทธา ๑ หิริ ๑ โอตตัปปะ ๑ พาหุสัจจะ ๑ ความเป็นผู้ปรารภความเพียร ๑ ความเป็นผู้มีสติตั้งมั่น ๑ ปัญญา ๑ เป็นอารมณ์ของพระอรหันต์เหล่านั้นเหตุนั้น พระอรหันต์เหล่านั้นจึงชื่อว่ามีสัทธรรม ๗ เป็นอารมณ์.
บทว่า สตฺตรตนสมฺปนฺนา ได้แก่ ประกอบด้วยรัตนะ คือโพชฌงค์ ๗ ประการ.
บทว่า อนุวิจรนฺติ ความว่า แม้เหล่าโลกิยมหาชนก็เที่ยวถามอยู่ร่ำไป.
ก็ในสูตรนี้ ท่านมุ่งถึงอาจาระที่ปราศจากข้อระแวงสงสัยของพระขีณาสพทั้งหลาย ด้วยเหตุนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ปหีนภยเภรวา (ผู้ละความกลัวธรรมดาและความกลัวขั้นรุนแรงได้แล้ว).
ในบทว่า ปหีนภยเภรวา นั้น มีอธิบายว่า ความกลัวขั้นธรรมดา ชื่อว่าภัย. ความกลัวขั้นรุนแรง ชื่อว่าเภรวะ.
บทว่า ทสหงฺเคหิ สมฺปนฺนา ได้แก่ ประกอบด้วยองค์ที่เป็นอเสขะ.
บทว่า มหานาคา ได้แก่ เป็นมหานาคด้วยเหตุ ๔ ประการ.
บทว่า สมาหิตา ได้แก่ (มีใจมั่นคง) ด้วยอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิ.
บทว่า ตณฺหา เตสํ น วิชฺชติ ความว่า พระอรหันต์เหล่านั้นไม่มีแม้ตัณหาที่ทำ(สัตว์โลก) ให้เป็นทาสซึ่งพระรัฐบาลเถระกล่าวไว้อย่างนี้ว่าขอถวายพระพรมหาบพิตร พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นตรัสไว้แล้วว่าสัตว์โลกพร่องอยู่ (เป็นนิตย์) ไม่รู้จักอิ่ม เป็นทาสแห่งตัณหาดังนี้แล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าแสดงภาวะที่พระขีณาสพทั้งหลายเป็นไท ด้วยบทว่า ตณฺหา เตสํ น วิชฺชติ นี้.
บทว่า อเสกฺขญาณํ ได้แก่ ญาณในอรหัตตผล.
บทว่า อนฺติโมยํ สมุสฺสโย แปลว่า อัตตภาพนี้มีเป็นครั้งสุดท้าย.
บทว่า โย สาโร พฺรหฺมจริยสฺส ความว่า ผลชื่อว่า เป็นสาระแห่งพรหมจรรย์คือมรรค.
บทว่า ตสฺมึ อปรปจฺจยา ความว่า ดำรงอยู่ในอริยผลนั้น แทงตลอดโดยประจักษ์ (ด้วยตนเอง) ทีเดียวว่า สมบัตินี้ไม่ใช่สมบัติของผู้อื่น.
บทว่า วิธาสุ น วิกมฺปนฺติ คือ ไม่หวั่นไหวในส่วนแห่งมานะ ๓.
บทว่า ทนฺตภูมึ ได้แก่ อรหัตตผล.
บทว่า วิชิตาวิโน ได้แก่ ชำนะกิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้นอย่างเด็ดขาด.
ในบทว่า อุทฺธํ เป็นต้น พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
(ในร่างกาย) ปลายผม พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่าเบื้องบน (อุทฺธํ) ฝ่าเท้า ตรัสเรียกว่าเบื้องล่าง (อปาจี) กลางลำตัว ตรัสเรียกว่าเบื้องขวาง (ติริยํ)
(ในอารมณ์) อารมณ์ที่เป็นอดีตตรัสเรียกว่าเบื้องบน อารมณ์ที่เป็นอนาคต ตรัสเรียกว่าเบื้องล่าง อารมณ์ที่เป็นปัจจุบัน ตรัสเรียกว่าเบื้องขวาง.
อีกอย่างหนึ่ง (ในโลก) เทวโลก ตรัสเรียกว่าเบื้องบน อบายโลก ตรัสเรียกว่าเบื้องล่าง มนุสสโลก ตรัสเรียกว่าเบื้องขวาง.
บทว่า นนฺทิ เตสํ น วิชฺชติ ความว่า พระอรหันต์เหล่านั้นไม่มีตัณหาในฐานะเหล่านั้น หรือเมื่อว่าโดยย่อ (ก็คือ) ไม่มีตัณหาในขันธ์ทั้งหลาย ทั้งที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบัน.
ในสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงถึงว่า พระอรหันต์ทั้งหลายไม่มีตัณหาที่เป็นมูลรากของวัฏฏะ
บทว่า พุทฺธา ได้แก่ ผู้รู้สัจจะ ๔.
ในพระคาถานี้ มีการประมวลสีหนาทดังต่อไปนี้ :-
พระขีณาสพทั้งหลายสถิตย์อยู่เบื้องหลังภพ (ผู้ข้ามภพได้แล้ว) ย่อมบันลือสีหนาท กล่าวคือบันลืออย่างไม่หวาดกลัวว่า เราทั้งหลายอยู่เป็นสุขด้วยวิมุตติสุข ตัณหาที่ทำให้อยู่เป็นทุกข์เราทั้งหลายละได้แล้วขันธ์ ๕ เราทั้งหลายกำหนดรู้แล้ว ตัณหาที่ทำให้สัตว์โลกเป็นทาสและตัณหาที่เป็นมูลของวัฏฏะนับว่า เราทั้งหลายละได้แล้ว เราทั้งหลายเป็นผู้ที่ไม่มีใครยิ่งไปกว่า (และ) ไม่เหมือนใครชื่อว่าพุทธะ (สาวกพุทธ) เพราะรู้สัจจะ ๔.
____________________________
ปาฐะว่า นทนฺตขีณาสวานํ โหติ ฉบับพม่าเป็น สีหนาทํ นทนฺติ ขีณาสวา แปลตามฉบับพม่า.
จบอรรถกถาอรหันตสูตรที่ ๑ --------------------------------