๑๐. นิรุตติปถสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ๑๐. นิรุตติปถสูตร ว่าด้วยวิถีทางแห่งนิรุตติ ๓ ประการ
สาวตฺถี ฯ ตตฺร โข ฯ ตโยเม ภิกฺขเว นิรุตฺติปถา อธิวจนปถา ปญฺญตฺติปถา อสงฺกิณฺณา อสงฺกิณฺณปุพฺพา น สงฺกิยนฺติ น สงฺกิยิสฺสนฺติ อปฺปฏิกุฏฺฐา สมเณหิ พฺราหฺมเณหิ วิญฺญูหิ ฯ กตเม ตโย ฯ ยํ ภิกฺขเว รูปํ อตีตํ นิรุทฺธํ วิปริณตํ อโหสีติ ตสฺส สงฺขา อโหสีติ ตสฺส สมญฺญา อโหสีติ ตสฺส ปญฺญตฺติ น ตสฺส สงฺขา อตฺถีติ น ตสฺส สงฺขา ภวิสฺสตีติ ฯ {๑๓๔.๑} ยา เวทนา อตีตา นิรุทฺธา วิปริณตา อโหสีติ ตสฺสา สงฺขา อโหสีติ ตสฺสา สมญฺญา อโหสีติ ตสฺสา ปญฺญตฺติ น ตสฺสา สงฺขา อตฺถีติ น ตสฺสา สงฺขา ภวิสฺสตีติ ฯ ยา สญฺญา ฯเปฯ เย สงฺขารา อตีตา นิรุทฺธา วิปริณตา อเหสุนฺติ เตสํ สงฺขา อเหสุนฺติ เตสํ สมญฺญา อเหสุนฺติ เตสํ ปญฺญตฺติ น เตสํ สงฺขา อตฺถีติ น เตสํ สงฺขา ภวิสฺสนฺตีติ ฯ ยํ วิญฺญาณํ อตีตํ นิรุทฺธํ วิปริณตํ อโหสีติ ตสฺส สงฺขา อโหสีติ ตสฺส สมญฺญา อโหสีติ ตสฺส ปญฺญตฺติ น ตสฺส สงฺขา อตฺถีติ น ตสฺส สงฺขา ภวิสฺสตีติ ฯ
พระนครสาวัตถี. ฯลฯ ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิถีทาง ๓ ประการ คือ หลักภาษา ชื่อ และบัญญัตินี้? ไม่ถูกทอดทิ้ง และยังไม่เคยถูกทอดทิ้ง ย่อมไม่ถูกทอดทิ้ง จักไม่ถูกทอดทิ้ง อันสมณพราหมณ์ผู้วิญญูชนไม่คัดค้านแล้ว. ๓ ประการเป็นไฉน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย การนับรูปผ่านพ้นไปแล้ว ดับแล้ว แปรปรวนไปแล้วว่าได้มีแล้ว การให้ชื่อรูปนั้นว่า ได้มีแล้ว การบัญญัติรูปนั้นว่า ได้มีแล้ว รูปนั้นไม่นับว่า มีอยู่ ไม่นับว่า จักมี. การนับเวทนาที่ผ่านพ้นไปแล้ว ดับแล้ว แปรปรวนแล้วว่าได้มีแล้ว การให้ชื่อเวทนานั้นว่า ได้มีแล้ว การบัญญัติเวทนานั้นว่า ได้มีแล้ว เวทนานั้นไม่นับว่า มีอยู่ ไม่นับว่าจักมี. การนับสัญญาที่ผ่านพ้นไปแล้ว ดับแล้ว แปรปรวนไปแล้วว่า ได้มีแล้ว การให้ชื่อสัญญานั้นว่า ได้มีแล้ว การบัญญัติสัญญานั้นว่า ได้มีแล้ว สัญญานั้นไม่นับว่า มีอยู่ ไม่นับว่า จักมี การนับสังขารที่ผ่านพ้นไปแล้ว ดับแล้ว แปรปรวนไปแล้วว่า ได้มีแล้ว การให้ชื่อสังขารนั้นว่า ได้มีแล้ว การบัญญัติสังขารนั้นว่า ได้มีแล้ว สังขารเหล่านั้นไม่นับว่า มีอยู่ ไม่นับว่า จักมี การนับวิญญาณที่ผ่านพ้นไปแล้ว ดับแล้ว แปรปรวนไปแล้วว่า ได้มีแล้ว การให้ชื่อวิญญาณนั้นว่า ได้มีแล้ว การบัญญัติวิญญาณนั้นว่า ได้มีแล้ว วิญญาณนั้นไม่นับว่า มีอยู่ไม่นับว่า จักมีฯ
ยํ ภิกฺขเว รูปํ อชาตํ อปาตุภูตํ ภวิสฺสตีติ ตสฺส สงฺขา ภวิสฺสตีติ ตสฺส สมญฺญา ภวิสฺสตีติ ตสฺส ปญฺญตฺติ น ตสฺส สงฺขา อตฺถีติ น ตสฺส สงฺขา อโหสีติ ฯ ยา เวทนา อชาตา อปาตุภูตา ภวิสฺสตีติ ตสฺสา สงฺขา ภวิสฺสตีติ ตสฺสา สมญฺญา ภวิสฺสตีติ ตสฺสา ปญฺญตฺติ น ตสฺสา สงฺขา อตฺถีติ น ตสฺสา สงฺขา อโหสีติ ฯ ยา สญฺญา ฯ เย สงฺขารา อชาตา อปาตุภูตา ภวิสฺสนฺตีติ เตสํ สงฺขา ภวิสฺสนฺตีติ เตสํ สมญฺญา ภวิสฺสนฺตีติ เตสํ ปญฺญตฺติ น เตสํ สงฺขา อตฺถีติ น เตสํ สงฺขา อเหสุนฺติ ฯ ยํ วิญฺญาณํ อชาตํ อปาตุภูตํ ภวิสฺสตีติ ตสฺส สงฺขา ภวิสฺสตีติ ตสฺส สมญฺญา ภวิสฺสตีติ ตสฺส ปญฺญตฺติ น ตสฺส สงฺขา อตฺถีติ น ตสฺส สงฺขา อโหสีติ ฯ
การนับรูปที่ยังไม่เกิด ยังไม่ปรากฏว่า จักมี การให้ชื่อรูปเช่นนั้นว่า จักมีและการบัญญัติรูปเช่นนั้นว่า จักมี รูปนั้นไม่นับว่า มีอยู่ ไม่นับว่า มีแล้ว. การนับเวทนาที่ยังไม่เกิด ยังไม่ปรากฏว่า จักมี การให้ชื่อเวทนาเช่นนั้นว่า จักมี และการบัญญัติเวทนาเช่นนั้นว่า จักมี เวทนานั้นไม่นับว่า มีอยู่ ไม่นับว่า มีแล้ว. การนับสัญญาที่ยังไม่เกิด ยังไม่ปรากฏว่าจักมี การให้ชื่อสัญญาเช่นนั้นว่า จักมี และการบัญญัติสัญญาเช่นนั้นว่า จักมี สัญญานั้นไม่นับว่า มีอยู่ ไม่นับว่า มีแล้ว. การนับสังขารที่ยังไม่เกิด ยังไม่ปรากฏว่า จักมี การให้ชื่อสังขารเช่นนั้นว่า จักมี และการบัญญัติ สังขารเช่นนั้นว่า จักมี สังขารเหล่านั้นไม่นับว่า มีอยู่ไม่นับว่า มีแล้ว. การนับวิญญาณที่ยังไม่เกิด ยังไม่ปรากฏว่า จักมี การให้ชื่อวิญญาณเช่นนั้นว่าจักมี และการบัญญัติวิญญาณเช่นนั้นว่า จักมี วิญญาณนั้นไม่นับว่า มีอยู่ ไม่นับว่า มีแล้ว.
ยํ ภิกฺขเว รูปํ ชาตํ ปาตุภูตํ อตฺถีติ ตสฺส สงฺขา อตฺถีติ ตสฺส สมญฺญา อตฺถีติ ตสฺส ปญฺญตฺติ น ตสฺส สงฺขา อโหสีติ น ตสฺส สงฺขา ภวิสฺสตีติ ฯ ยา เวทนา ชาตา ปาตุภูตา ฯเปฯ อตฺถีติ ตสฺสา ปญฺญตฺติ น ตสฺสา สงฺขา อโหสีติ น ตสฺสา สงฺขา ภวิสฺสตีติ ฯ ยา สญฺญา ฯ เย สงฺขารา ชาตา ปาตุภูตา อตฺถีติ เตสํ สงฺขา อตฺถีติ เตสํ สมญฺญา อตฺถีติ เตสํ ปญฺญตฺติ น เตสํ สงฺขา อเหสุนฺติ น เตสํ สงฺขา ภวิสฺสนฺตีติ ฯ ยํ วิญฺญาณํ ชาตํ ปาตุภูตํ อตฺถีติ ตสฺส สงฺขา อตฺถีติ ตสฺส สมญฺญา อตฺถีติ ตสฺส ปญฺญตฺติ น ตสฺส สงฺขา อโหสีติ น ตสฺส สงฺขา ภวิสฺสตีติ ฯ อิเม โข ภิกฺขเว ตโย นิรุตฺติปถา อธิวจนปถา ปญฺญตฺติปถา อสงฺกิณฺณา อสงฺกิณฺณปุพฺพา น สงฺกิยนฺติ น สงฺกิยิสฺสนฺติ อปฺปฏิกุฏฺฐา สมเณหิ พฺราหฺมเณหิ วิญฺญูหิ ฯ
การนับรูปที่เกิดแล้ว ปรากฏแล้วว่า มีอยู่ การให้ชื่อรูปนั้นว่า มีอยู่ และการบัญญัติรูปเช่นนั้นว่า มีอยู่ รูปนั้นไม่นับว่า มีแล้ว ไม่นับว่า จักมี. การนับเวทนาที่เกิดแล้วปรากฏแล้วว่า มีอยู่ การให้ชื่อเวทนาเช่นนั้นว่า มีอยู่ และการบัญญัติเวทนาเช่นนั้นว่า มีอยู่เวทนานั้นไม่นับว่า มีแล้ว ไม่นับว่า จักมี. การนับสัญญาที่เกิดแล้ว ปรากฏแล้วว่า มีอยู่การให้ชื่อสัญญาเช่นนั้นว่า มีอยู่ และการบัญญัติสัญญาเช่นนั้นว่า มีอยู่ สัญญานั้นไม่นับว่า มีแล้ว ไม่นับว่า จักมี. การนับสังขารที่เกิดแล้ว ปรากฏแล้วว่า มีอยู่ การให้ชื่อสังขารเช่นนั้นว่ามีอยู่ และการบัญญัติสังขารเช่นนั้นว่า มีอยู่ สังขารเหล่านั้น ไม่นับว่า มีแล้ว ไม่นับว่า จักมี. การนับวิญญาณที่เกิดแล้ว ปรากฏแล้วว่า มีอยู่ การให้ชื่อวิญญาณเช่นนั้นว่า มีอยู่ และการบัญญัติวิญญาณเช่นนั้นว่า มีอยู่ วิญญาณนั้นไม่นับว่า มีแล้ว ไม่นับว่า จักมี. ดูกรภิกษุทั้งหลายวิถีทาง ๓ ประการ คือ หลักภาษา การตั้งชื่อ และบัญญัติ เหล่านี้แล ไม่ถูกทอดทิ้งแล้วยังไม่เคยถูกทอดทิ้ง ย่อมไม่ถูกทอดทิ้ง จักไม่ถูกทอดทิ้ง อันสมณพราหมณ์ผู้เป็นวิญญูชนไม่คัดค้านแล้ว.
เยปิ เต ภิกฺขเว อเหสุํ อุกฺกลา วสฺสภญฺญา อเหตุกวาทา อกิริยวาทา นตฺถิกวาทา เตปิเม ตโย นิรุตฺติปเถ อธิวจนปเถ ปญฺญตฺติปเถ น ครหิตพฺพํ น ปฏิกฺโกสิตพฺพํ อมญฺญึสุ ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ นินฺทาพฺยาโรสอุปารมฺภภยาติ ฯ มชฺฌิมปณฺณาสกสฺส อุปายวคฺโค ปฐโม ฯ ตสฺสุทฺทานํ อุปาโย พีชํ อุปาทานํ ปริวฏฺฏํ สตฺตฏฺฐานญฺจ พุทฺโธ ปญฺจวคฺคิ มหลี อาทิตฺโต นิรุตฺติปเถน จาติ ฯ --------------
ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้ชนชาวอุกกลชนบท กับชนชาววัสสภัญญชนบททั้งสองนั้น ล้วนพูดว่าไม่มีเหตุ บุญบาปที่ทำไปแล้ว ไม่เป็นอันทำ ทานที่บุคคลให้แล้วไม่มีผล ก็ได้สำคัญวิถีทาง ๓ ประการนี้ คือ หลักภาษา การตั้งชื่อ และข้อบัญญัติว่า ไม่ควรติ ไม่ควรคัดค้านข้อนั้นเพราะเหตุอะไร? เพราะกลัวถูกนินทา กลัวกระทบกระทั่ง กลัวใส่โทษ และกลัวจะต่อความยาว. จบ สูตรที่ ๑๐. จบ อุปายวรรคที่ ๑. -----------------------------------------------------รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. อุปายสูตร ๖. พุทธสูตร ๒. พีชสูต ๗. ปัญจวัคคิยสูตร ๓. อุทานสูตร ๘. มหาลิสูตร ๔. ปริวัฏฏสูตร ๙. อาทิตตสูตร ๕. สัตตัฏฐานสูตร ๑๐. นิรุตติปถสูตร. -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มัชฌิมปัณณาสก์ ๑. อุปยวรรค ๑๐. นิรุตติปถสูตร ๑๐. นิรุตติปถสูตร ว่าด้วยหลักภาษา
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี ณ ที่นั้นแล ฯลฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย หลักการ ๓ ประการนี้ คือ (๑) หลักภาษา (๒) หลักการตั้งชื่อ (๓) หลักการบัญญัติ ไม่ได้ถูกทอดทิ้ง ไม่เคยถูกทอดทิ้ง ย่อมไม่ถูกทอดทิ้ง จักไม่ถูกทอดทิ้ง ไม่ถูกสมณ-พราหมณ์ผู้เป็นวิญญูชนคัดค้านแล้ว หลักการ ๓ ประการ เป็นอย่างไร คือ ๑.รูปใดล่วงไป ดับไป แปรผันไปแล้ว เรียกรูปนั้นว่า ‘ได้มีแล้ว’ ตั้งชื่อรูปนั้นว่า ‘ได้มีแล้ว’ บัญญัติรูปนั้นว่า ‘ได้มีแล้ว’ (แต่) ไม่ เรียกรูปนั้นว่า ‘มีอยู่’ ไม่เรียกรูปนั้นว่า ‘จักมี’ เวทนาใดล่วงไป ดับไป แปรผันไปแล้ว เรียกเวทนานั้นว่า ‘ได้มีแล้ว’ ตั้งชื่อเวทนานั้นว่า ‘ได้มีแล้ว’ บัญญัติเวทนานั้นว่า ‘ได้มีแล้ว’ (แต่) ไม่เรียกเวทนานั้นว่า ‘มีอยู่’ ไม่เรียกเวทนานั้นว่า ‘จักมี’ สัญญาใด ฯลฯ สังขารเหล่าใดล่วงไป ดับไป แปรผันไปแล้ว เรียกสังขารนั้นว่า ‘ได้มีแล้ว’ ตั้งชื่อสังขารนั้นว่า ‘ได้มีแล้ว’ บัญญัติสังขารเหล่านั้นว่า ‘ได้มีแล้ว’ (แต่) ไม่เรียกสังขารเหล่านั้นว่า ‘มีอยู่’ ไม่เรียกสังขาร เหล่านั้นว่า ‘จักมี’ วิญญาณใดล่วงไป ดับไป แปรผันไปแล้ว เรียกวิญญาณนั้นว่า ‘ได้มีแล้ว’ ตั้งชื่อวิญญาณนั้นว่า ‘ได้มีแล้ว’ บัญญัติวิญญาณนั้นว่า ‘ได้มีแล้ว’ (แต่) ไม่เรียกวิญญาณนั้นว่า ‘มีอยู่’ ไม่เรียกวิญญาณ นั้นว่า ‘จักมี’ ๒. รูปยังไม่เกิด ยังไม่ปรากฏ เรียกรูปนั้นว่า ‘จักมี’ ตั้งชื่อรูปนั้นว่า ‘จักมี’ และบัญญัติรูปนั้นว่า ‘จักมี’ (แต่) ไม่เรียกรูปนั้นว่า ‘มีอยู่’ ไม่เรียกรูปนั้นว่า ‘ได้มีแล้ว’
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๑๐๐}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มัชฌิมปัณณาสก์ ๑. อุปยวรรค ๑๐. นิรุตติปถสูตร เวทนาใดยังไม่เกิด ยังไม่ปรากฏ เรียกเวทนานั้นว่า ‘จักมี’ ตั้งชื่อเวทนานั้นว่า ‘จักมี’ และบัญญัติเวทนานั้นว่า ‘จักมี’ (แต่) ไม่เรียกเวทนานั้นว่า ‘มีอยู่’ ไม่เรียกเวทนานั้นว่า ‘ได้มีแล้ว สัญญาใด ฯลฯ สังขารเหล่าใดยังไม่เกิด ยังไม่ปรากฏ เรียกสังขารเหล่านั้นว่า ‘จักมี’ ตั้งชื่อสังขารเหล่านั้นว่า ‘จักมี’ และบัญญัติสังขารเหล่านั้นว่า ‘จักมี’ (แต่) ไม่เรียกสังขารเหล่านั้นว่า ‘มีอยู่’ ไม่เรียกสังขาร เหล่านั้นว่า ‘ได้มีแล้ว’ วิญญาณใดยังไม่เกิด ยังไม่ปรากฏ เรียกวิญญาณนั้นว่า ‘จักมี’ ตั้งชื่อวิญญาณนั้นว่า ‘จักมี’ และบัญญัติวิญญาณนั้นว่า ‘จักมี’ (แต่) ไม่เรียกวิญญาณนั้นว่า ‘มีอยู่’ ไม่เรียกวิญญาณนั้นว่า ‘มีแล้ว’ ๓. รูปใดเกิดแล้ว ปรากฏแล้ว เรียกรูปนั้นว่า ‘มีอยู่’ ตั้งชื่อรูปนั้นว่า ‘มีอยู่’ และบัญญัติรูปนั้นว่า ‘มีอยู่’ (แต่) ไม่เรียกรูปนั้นว่า ‘ได้มีแล้ว’ ไม่เรียกรูปนั้นว่า ‘จักมี’ เวทนาใดเกิดแล้ว ปรากฏแล้ว เรียกเวทนานั้นว่า ‘มีอยู่’ ตั้ง ชื่อเวทนานั้นว่า ‘มีอยู่’ และบัญญัติเวทนานั้นว่า ‘มีอยู่’ (แต่) ไม่เรียกเวทนานั้นว่า ‘ได้มีแล้ว’ ไม่เรียกเวทนานั้นว่า ‘จักมี’ สัญญาใด ฯลฯ สังขารเหล่าใดเกิดแล้ว ปรากฏแล้ว เรียกสังขารเหล่านั้นว่า ‘มีอยู่’ ตั้งชื่อสังขารเหล่านั้นว่า ‘มีอยู่’ และบัญญัติสังขารเหล่านั้น ว่า ‘มีอยู่’ (แต่) ไม่เรียกสังขารเหล่านั้นว่า ‘ได้มีแล้ว’ ไม่เรียก สังขารเหล่านั้นว่า ‘จักมี’ วิญญาณใดเกิดแล้ว ปรากฏแล้ว เรียกวิญญาณนั้นว่า ‘มีอยู่’ ตั้งชื่อวิญญาณนั้นว่า ‘มีอยู่’ และบัญญัติวิญญาณนั้นว่า ‘มีอยู่’ (แต่) ไม่เรียกวิญญาณนั้นว่า ‘ได้มีแล้ว’ ไม่เรียกวิญญาณนั้นว่า ‘จักมี’
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๑๐๑}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มัชฌิมปัณณาสก์ ๑. อุปยวรรค รวมพระสูตรที่มีในวรรค ภิกษุทั้งหลาย หลักการ ๓ ประการ คือ (๑) หลักภาษา (๒) หลักการตั้งชื่อ(๓) หลักการบัญญัติ ไม่ได้ถูกทอดทิ้ง ไม่เคยถูกทอดทิ้ง ย่อมไม่ถูกทอดทิ้ง จักไม่ถูกทอดทิ้ง ไม่ถูกสมณพราหมณ์ผู้เป็นวิญญูชนคัดค้านแล้ว ภิกษุทั้งหลาย แม้ชนชาวอุกกลชนบท กับชนชาววัสสภัญญชนบททั้ง ๒ พวก นั้นเป็นผู้มีอเหตุกวาทะ เป็นผู้มีอกิริยวาทะ เป็นผู้มีนัตถิกวาทะ ก็ได้สำคัญว่า หลักการ ๓ ประการ คือ (๑) หลักภาษา (๒) หลักการตั้งชื่อ (๓) หลักการบัญญัติไม่ควรติเตียน ไม่ควรคัดค้าน ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะกลัวถูกนินทา ใส่โทษและถูกคัดค้าน” นิรุตติปถสูตรที่ ๑๐ จบ อุปยวรรคที่ ๑ จบ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. อุปยสูตร ๒. พีชสูตร ๓. อุทานสูตร ๔. อุปาทานปริปวัตตนสูตร ๕. สัตตัฏฐานสูตร ๖. สัมมาสัมพุทธสูตร ๗. อนัตตลักขณสูตร ๘. มหาลิสูตร ๙. อาทิตตสูตร ๑๐. นิรุตติปถสูตร @เชิงอรรถ : @ อเหตุกวาทะ หมายถึงลัทธิที่ปฏิเสธเหตุปัจจัยที่ทำให้สัตว์บริสุทธิ์ หรือเศร้าหมอง (สํ.ข.อ. ๒/๖๒/๓๐๗)@ อกิริยวาทะ หมายถึงลัทธิที่ถือว่าการกระทำทุกอย่างไม่มีผล ทำดีก็ไม่ได้ดี ทำชั่วก็ไม่ได้ชั่ว เป็นความ@เห็นที่ปฏิเสธกฎแห่งกรรม (สํ.ข.อ. ๒/๖๒/๓๐๗, ที.สี.อ. ๑๖๖/๑๔๕) @ นัตถิกวาทะ หมายถึงลัทธิที่ถือว่าไม่มีเหตุปัจจัยที่ทำให้สัตว์บริสุทธิ์หรือเศร้าหมอง (สํ.ข.อ. ๒/๖๒/๓๐๗,@ที.สี.อ. ๑๖๘/๑๔๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๑๐๒}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถานิรุตติปถสูตรที่ ๑๐
ในนิรุตติปถสูตรที่ ๑๐ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
ภาษานั่นแหละ ชื่อว่าทางภาษา. อีกอย่างหนึ่ง ภาษานั้นๆ ด้วย ชื่อว่าปถะ เพราะเป็นทางแห่งเนื้อความที่พึงรู้แจ้งด้วยอำนาจภาษาด้วยเหตุนั้นจึงชื่อว่า นิรุตติปถะ.
แม้ในสองบทที่เหลือก็นัยนี้แหละ.
อนึ่ง บททั้งสามเหล่านี้ พึงทราบว่าเป็นไวพจน์ของกันและกันทั้งนั้น.
บทว่า อสงฺกิณฺณา ความว่า ไม่ถูกทอดทิ้ง คือไม่ถูกกล่าวว่า จะเป็นประโยชน์อะไรด้วยทางเหล่านี้ แล้วทิ้งเสีย.
บทว่า อสงฺกิณฺณปุพฺพา ความว่า ไม่เคยถูกทอดทิ้งแม้ในอดีต.
บทว่า น สงฺกิยนฺติ ความว่า แม้ในบัดนี้ก็ไม่ถูกทอดทิ้งว่า ประโยชน์อะไรด้วยทางเหล่านี้.
บทว่า น สงฺกิยิสฺสนฺติ ความว่า แม้ในอนาคตก็จักไม่ถูกทอดทิ้ง.
บทว่า อปฺปฏิกุฏฺฐา ได้แก่ ไม่ห้ามแล้ว.
บทว่า อตีตํ ได้แก่ ก้าวล่วงสภาวะของตน หรือภวังคจิตนั่นแหละ.
บทว่า นิรุทฺธํ ความว่า ไม่ล่วงเลยส่วนอื่น ดับคือเข้าไปสงบในที่นั้นเอง.
บทว่า วิปริณตํ ได้แก่ ถึงความแปรปรวนคือพินาศไป.
บทว่า อชาตํ แปลว่า ไม่เกิดขึ้น.
บทว่า อปาตุภูตํ ได้แก่ ไม่ตั้งอยู่โดยปรกติ.
บทว่า อุกฺกลา ได้แก่ผู้อยู่ในอุกกลชนบท.
บทว่า วสฺสภญฺญา ได้แก่วัสสโคตรและภัญญโคตร. ชนทั้งสองพวกนั้นยึดถือทิฏฐิเป็นมูล.
ในบทว่า อเหตุกวาทา เป็นต้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
ชื่อว่า อเหตุกวาทา เพราะถือว่าเหตุไม่มี ปัจจัยไม่มี. ชื่อว่า อกิริยวาทา เพราะถือว่าเมื่อบุคคลทำ บาปชื่อว่าไม่เป็นอันทำเป็นต้น. ชื่อว่า นัตถิกวาทา เพราะถือว่าทานที่ให้แล้วไม่มีผลเป็นต้น.
ในข้อนั้น มีชนอยู่ ๒ พวกมีทิฏฐิอยู่ ๓ อย่าง แต่มิใช่พวกหนึ่งๆ มีทิฏฐิพวกละทิฏฐิครึ่งในข้อนี้ พวกหนึ่งๆ พึงทราบว่าทำทิฏฐิทั้งสามให้เกิด. เหมือนภิกษุรูปหนึ่งทำฌานทั้ง ๔ ให้เกิดขึ้นตามลำดับ. เมื่อบุคคลรำพึงยินดีเพลิดเพลินอยู่บ่อยๆ ว่า เหตุไม่มี ปัจจัยไม่มี ความเห็นของเขาย่อมเป็นเหมือนยินดีในฌานเหมือนมรรคทัสสนะ เขาหยั่งลงสู่ความกำหนดว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ เขาถูกเรียกว่าเป็นผู้มีธรรมฝ่ายดำอย่างแท้จริง. ในฐานะแม้เหล่านี้ คือเมื่อบุคคลทำ บาปไม่ชื่อว่าเป็นอันทำ ทานที่ให้แล้วย่อมไม่มีผลมิจฉาทิฏฐิบุคคลย่อมหยั่งลงสู่ความกำหนดว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ เหมือนหยั่งลงในอเหตุกทิฏฐิ ฉะนั้น.
ในคำว่า น ครหิตพฺพํ น ปฏิกฺโกสิตพฺพํ อมญฺญึสุ นี้มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
เมื่อบุคคลกล่าวว่า สิ่งที่ชื่อว่าอดีตก็คงเป็นอดีต สิ่งที่เป็นอดีตนี้ เป็นอนาคตก็ได้ เป็นปัจจุบันก็ได้ ชื่อว่าย่อมติเตียน.
ครั้นเห็นโทษในทิฏฐินั้นแล้ว เมื่อจะกล่าวว่า ประโยชน์อะไรด้วยสิ่งที่เราติเตียนนี้ ชื่อว่าย่อมคัดค้าน.
ก็พวกยึดถือทิฏฐิผู้ถูกเรียกว่าเป็นผู้มีธรรมฝ่ายดำอย่างแท้จริงแม้เหล่านั้นสำคัญทางภาษาเหล่านี้ว่าไม่ควรติเตียน ไม่ควรคัดค้าน แต่กล่าวสิ่งที่เป็นอดีตว่าคงเป็นอดีต สิ่งที่เป็นอนาคตว่าคงเป็นอนาคต สิ่งที่เป็นปัจจุบันว่าคงเป็นปัจจุบันอยู่นั่นเอง.
บทว่า นินฺทาพฺยาโรสอุปารมฺภภยา ความว่า เพราะกลัวแต่การนินทา เพราะกลัวแต่การเสียดสี เพราะกลัวแต่การใส่โทษและเพราะกลัวแต่การติเตียนจากสำนักของวิญญูชนทั้งหลาย.
ในพระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบัญญัติขันธ์ที่เป็นไปในภูมิ ๔ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ อรรถกถานิรุตติปถสูตรที่ ๑๐ จบ อุปายวรรคที่ ๑ -----------------------------------------------------
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อุปายสูตร
๒. พีชสูตร
๓. อุทานสูตร
๔. ปริวัฏฏสูตร
๕. สัตตัฏฐานสูตร
๖. พุทธสูตร
๗. ปัญจวัคคิยสูตร
๘. มหาลิสูตร
๙. อาทิตตสูตร
๑๐. นิรุตติปถสูตร. -----------------------------------------------------