อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๔๓๑

๘. มหาทิฏฐิสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๓๑–๔๓๒พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 2 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 2 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 1 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ๘. มหาทิฏฐิสูตร ว่าด้วยมิจฉาทิฏฐิ

ข้อ ๔๓๑

สาวตฺถี ฯ กิสฺมึ นุ โข ภิกฺขเว สติ กึ อุปาทาย กึ อภินิวิสฺส เอวํ ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ สตฺตีเม กายา อกฏา อกฏวิธา อนิมฺมิตา อนิมฺมิตวิธา วญฺฌา กูฏฏฺฐา เอสิกฏฺฐายิฏฺฐิตา เต น อิญฺชนฺติ น วิปริณมนฺติ อญฺญมญฺญํ พฺยาเธนฺติ นาลํ อญฺญมญฺญสฺส สุขาย วา ทุกฺขาย วา ฯ กตเม สตฺต ฯ ปฐวีกาโย อาโปกาโย เตโชกาโย วาโยกาโย สุเข ทุกฺเข ชีเว ฯ {๔๓๑.๑} สตฺตีเม กายา อกฏา อกฏวิธา อนิมฺมิตา อนิมฺมิตวิธา วญฺฌา กูฏฏฺฐา เอสิกฏฺฐายิฏฺฐิตา เต น อิญฺชนฺติ น วิปริณมนฺติ น อญฺญมญฺญํ พฺยาเธนฺติ นาลํ อญฺญมญฺญสฺส สุขาย วา ทุกฺขาย วา ฯ โยปิ ติเณฺหน สตฺเถน สีสํ ฉินฺทติ น โกจิ กิญฺจิ ชีวิตา โวโรเปติ ฯ สตฺตนฺนํ เตฺวว กายานมนฺตเรน สตฺถํ วิวรมนุปวิสติ ฯ {๔๓๑.๒} จุทฺทส โข ปนิมานิ โยนิปฺปมุขสตสหสฺสานิ สฏฺฐี จ สตานิ ฉ จ สตานิ ปญฺจ จ กมฺมุโน สตานิ จ ปญฺจ จ กมฺมานิ ตีณิ จ กมฺมานิ กมฺเม จ อฑฺฒกมฺเม จ ทฺวฏฺฐิปฏิปทา ทฺวฏฺฐนฺตรกปฺปา ฉฬาภิชาติโย อฏฺฐ ปุริสภูมิโย เอกูนปญฺญาส อาชีวสเต เอกูนปญฺญาส ปริพฺพาชกสเต เอกูนปญฺญาส นาควาสสเต วีเส อินฺทฺริยสเต ตึเส นิรยสเต ฉตฺตึส รโชธาตุโย สตฺต สญฺญิคพฺภา สตฺต อสญฺญิคพฺภา สตฺต นิคณฺฐิคพฺภา สตฺต ทิพฺพา สตฺต มานุสา สตฺต ปิสาจา สตฺต สรา สตฺต ปวุฏา สตฺต จ ปวุฏสตานิ สตฺต ปปาตา สตฺต จ ปปาตสตานิ สตฺต สุปินา สตฺต จ สุปินสตานิ จุลฺลาสีติ มหากปฺปิโน สตสหสฺสานิ ยานิ พาเล จ ปณฺฑิเต จ สนฺธาวิตฺวา สํสริตฺวา ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสนฺติ ตตฺถ นตฺถิ อิมินาหํ สีเลน วา วเตน วา ตเปน วา พฺรหฺมจริเยน วา อปริปกฺกํ วา กมฺมํ ปริปาเจสฺสามิ ปริปกฺกํ วา กมฺมํ ผุสฺส ผุสฺส พฺยนฺตีกริสฺสามีติ เหวํ นตฺถิ โทณมิเต สุขทุกฺเข ปริยนฺตกเต สํสาเร นตฺถิ หายนวฑฺฒเน นตฺถิ อุกฺกํสาวกํเส ฯ เสยฺยถาปิ นาม สุตฺตคุเฬ ขิตฺเต นิพฺเพฐิยมานเมว ปเลติ ฯ เอวเมว พาเล จ ปณฺฑิเต จ นิพฺเพฐิยมานา สุขทุกฺขํ ปเลนฺตีติ ฯ {๔๓๑.๓} ภควํมูลกา โน ภนฺเต ธมฺมา ฯ รูเป โข ภิกฺขเว สติ รูปํ อุปาทาย รูปํ อภินิวิสฺส เอวํ ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ สตฺตีเม กายา อกฏา อกฏวิธา ฯเปฯ สุขทุกฺขํ ปเลนฺตีติ ฯ เวทนาย สติ ฯเปฯ สญฺญาย สติ ฯ สงฺขาเรสุ สติ ฯ วิญฺญาเณ สติ วิญฺญาณํ อุปาทาย วิญฺญาณํ อภินิวิสฺส เอวํ ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ สตฺตีเม กายา อกฏา อกฏวิธา ฯเปฯ สุขทุกฺขํ ปเลนฺตีติ ฯ

พระนครสาวัตถี. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่ออะไรมีอยู่เพราะถือมั่นอะไร เพราะยึดมั่นอะไร จึงเกิดทิฏฐิขึ้นอย่างนี้ว่า สภาวะ ๗ กองนี้ ไม่มีใครทำไม่มีแบบอย่างอันใครทำ ไม่มีใครเนรมิต ไม่มีแบบอย่างอันใครเนรมิต เป็นสภาพไม่มีผล ตั้งอยู่มั่นคง ดุจยอดภูเขา ตั้งอยู่มั่นคงดุจเสาระเนียด สภาวะ ๗ กองนั้น ไม่หวั่นไหว ไม่แปรปรวน ไม่เบียดเบียนกันและกัน ไม่อาจให้เกิดสุขหรือทุกข์แก่กันและกัน. สภาวะ ๗ กองเป็นไฉน? คือกองดิน กองน้ำ กองไฟ กองลม สุข ทุกข์ ชีวะ. สภาวะ ๗ กองนี้ ไม่มีใครทำ ไม่มีแบบอย่างอันใครทำ ไม่มีใครเนรมิต ไม่มีแบบอย่างอันใครเนรมิต เป็นสภาพยั่งยืน ตั้งอยู่มั่นคงดุจยอดภูเขา ตั้งอยู่มั่นคงดุจเสาระเนียด สภาวะ ๗ กองนั้น ไม่หวั่นไหว ไม่แปรปรวน ไม่เบียดเบียนกันและกัน ไม่อาจให้เกิดสุขหรือทุกข์แก่กันและกัน. แม้ผู้ใดจะเอาศัสตราอย่างคมตัดศีรษะกัน ไม่ชื่อว่าใครปลงชีวิตใคร. เป็นแต่ศัสตราสอดเข้าไปตามช่องระหว่าง ๗ กองเท่านั้น. อนึ่ง กำเนิดที่เป็นประธาน ๑,๔๐๖,๖๐๐ กรรม ๖,๐๐๐ กรรม ๖๐๐ กรรม ๕๐๐ กรรม ๕ กรรม๓ กรรม ๑ กรรมกึ่ง ปฏิปทา ๖๒ อันตร ๖๒ กัป ๖๒ อภิชาติ ๖ ปุริสภูมิ ๘ อาชีวะ ๔,๙๐๐ปริพาชก ๔,๙๐๐ นาควาส ๔,๙๐๐ อินทรีย์ ๒,๐๐๐ นรก ๓,๐๐๐ รโชธาตุ ๓๖ สัญญีครรภ์ ๗อสัญญีครรภ์ ๗ นิคัณฐครรภ์ ๗ สภาวทิพย์ ๗ มนุษย์ ๗ ปีศาจ ๗ สระ ๗ ปวุฏใหญ่ ๗ปวุฏ ๗๐๐ เหวใหญ่ ๗ เหวน้อย ๗๐๐ มหาสุบิน ๗ สุบิน ๗๐๐ มหากัป ๘๔๐,๐๐๐ เหล่านี้ทั้งพาลและบัณฑิตเร่ร่อนท่องเที่ยวไปแล้ว จักทำที่สุดทุกข์ได้ ความหวังว่า เราจักอบรมกรรมที่ยังไม่อำนวยผลให้อำนวยผล หรือเราสัมผัสถูกต้องกรรมที่อำนวยผลแล้วจักทำให้สุดสิ้นด้วยศีลด้วยพรต ด้วยตบะ หรือด้วยพรหมจรรย์นี้ ไม่มีในที่นั้น สุขทุกข์ที่ทำให้มีที่สิ้นสุดได้เหมือนตวงของให้หมดด้วยทะนาน ย่อมไม่มีในสงสารด้วยอาการอย่างนี้เลย ไม่มีความเสื่อมและความเจริญ ไม่มีการเลื่อนขึ้นและเลื่อนลง. พาลและบัณฑิตเร่ร่อนไป เสวยสุขและทุกข์เองเหมือนกลุ่มด้ายที่บุคคลขว้างไปย่อมคลี่หมดลงไปเอง ฉะนั้น. ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมของข้าพระองค์ทั้งหลายมีพระผู้มีพระภาคเป็นรากฐาน ฯลฯ พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อรูปมีอยู่ เพราะถือมั่นรูป เพราะยึดมั่นรูป จึงเกิดทิฏฐิขึ้นอย่างนี้ว่า สภาวะ ๗ กองเหล่านี้ ไม่มีใครทำ ไม่มีแบบอย่างอันใครทำ ฯลฯ พาลและบัณฑิตเร่ร่อนไป เสวยสุขและทุกข์เอง เหมือนกลุ่มด้ายที่บุคคลขว้างไปย่อมคลี่หมดไปเอง ฉะนั้น. เมื่อเวทนามีอยู่ ... เมื่อสัญญามีอยู่ ... เมื่อสังขารมีอยู่ ... เมื่อวิญญาณมีอยู่ เพราะถือมั่นวิญญาณเพราะยึดมั่นวิญญาณ จึงเกิดทิฏฐิขึ้นอย่างนี้ว่า สภาวะ ๗ กองเหล่านี้ ไม่มีใครทำ ไม่มีแบบอย่างอันใครทำ ฯลฯ พาลและบัณฑิตเร่ร่อนไป เสวยสุขและทุกข์เอง เหมือนกลุ่มด้ายที่บุคคลขว้างไป ย่อมคลี่หมดไปเอง ฉะนั้น.

ข้อ ๔๓๒

ตํ กึ มญฺญถ ภิกฺขเว รูปํ นิจฺจํ วา อนิจฺจํ วาติ ฯ อนิจฺจํ ภนฺเต ฯ ยํ ปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วิปริณามธมฺมํ อปิ นุ ตํ อนุปาทาย เอวํ ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺเชยฺย สตฺตีเม กายา อกฏา อกฏวิธา ฯเปฯ สุขทุกฺขํ ปเลนฺตีติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ เวทนา ฯเปฯ สญฺญา ฯ สงฺขารา ฯ วิญฺญาณํ นิจฺจํ วา อนิจฺจํ วาติ ฯ อนิจฺจํ ภนฺเต ฯ อปิ นุ ตํ อุปาทาย เอวํ ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺเชยฺย สตฺตีเม กายา อกฏา อกฏวิธา ฯเปฯ สุขทุกฺขํ ปเลนฺตีติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ยมฺปิทํ ทิฏฺฐํ สุตํ มุตํ วิญฺญาตํ ปตฺตํ ปริเยสิตํ อนุวิจริตํ มนสา ตํปิ นิจฺจํ วา อนิจฺจํ วาติ ฯ อนิจฺจํ ภนฺเต ฯเปฯ อปิ นุ ตํ อนุปาทาย เอวํ ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺเชยฺย สตฺตีเม กายา อกฏา อกฏวิธา ฯเปฯ นิพฺเพฐิยมานา สุขทุกฺขํ ปเลนฺตีติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ยโต โข ภิกฺขเว อริยสาวกสฺส อิเมสุ ฉสุ ฐาเนสุ กงฺขา ปหีนา โหติ ทุกฺเขปิสฺส กงฺขา ปหีนา โหติ ฯเปฯ ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทายปิสฺส กงฺขา ปหีนา โหติ ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อริยสาวโก โสตาปนฺโน อวินิปาตธมฺโม นิยโต สมฺโพธิปรายโนติ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่ เที่ยง? ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า. พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า? ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า. พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา เพราะไม่ถือมั่นในสิ่งนั้น จะพึงเกิดทิฏฐิขึ้นอย่างนี้ว่า สภาวะ ๗ กองเหล่านี้ ไม่มีใครทำ ไม่มีแบบอย่างอันใครทำฯลฯ พาลและบัณฑิตเร่ร่อนไป เสวยสุขและทุกข์ เองเหมือนกลุ่มด้ายที่บุคคลขว้างไป ย่อมคลี่หมดไปเอง ฉะนั้น บ้างไหม? ภิ. ไม่พึงเกิดทิฏฐิขึ้นอย่างนั้นเลย พระเจ้าข้า. พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง? ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า. พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า? ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า. พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา เพราะไม่ถือมั่นสิ่งนั้นจะพึงเกิดทิฏฐิขึ้นอย่างนี้ว่า สภาวะ ๗ กองเหล่านี้ ไม่มีใครทำ ไม่มีแบบอย่างอันใครทำ ฯลฯ พาลและบัณฑิตเร่ร่อนไป เสวยสุขและทุกข์เอง เหมือนกลุ่มด้ายที่บุคคลขว้างไป ย่อมคลี่หมดไปเอง ฉะนั้น บ้างไหม? ภิ. ไม่พึงเกิดทิฏฐิขึ้นอย่างนั้นเลย พระเจ้าข้า. พ. สิ่งใดที่ได้เห็นแล้ว ได้ยินแล้ว ได้ทราบแล้ว รู้แจ้งแล้ว บรรลุแล้ว แสวงหาแล้ว ใคร่ครวญแล้วด้วยใจ แม้สิ่งนั้นเที่ยงหรือไม่เที่ยง? ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า. พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า? ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า. พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา เพราะไม่ถือมั่นสิ่งนั้นจะพึงเกิดทิฏฐิขึ้นอย่างนี้ว่า สภาวะ ๗ กองเหล่านี้ ไม่มีใครทำ ไม่มีแบบอย่างอันใครทำ ฯลฯ พาลและบัณฑิตเร่ร่อนไป เสวยสุขและทุกข์เอง เหมือนกลุ่มด้ายที่บุคคลขว้างไป ย่อมคลี่หมดไปเอง ฉะนั้น บ้างไหม? ภิ. ไม่พึงเกิดทิฏฐิขึ้นอย่างนั้นเลย พระเจ้าข้า. พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล อริยสาวกละความสงสัยในฐานะ ๖ นี้ ชื่อว่าเป็นอันละความสงสัยแม้ในทุกข์ แม้ในทุกขสมุทัย แม้ในทุกขนิโรธ แม้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อนั้น อริยสาวกนี้เราเรียกว่า เป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า จบ สูตรที่ ๘.

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๘. มหาทิฏฐิสูตร ว่าด้วยทิฏฐิหลายประการ

ข้อ ๒๑๓

เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย เมื่อมีอะไร เพราะถือมั่นอะไรเพราะยึดมั่นอะไร ทิฏฐิอย่างนี้จึงเกิดขึ้นว่า ‘สภาวะ ๗ กองนี้ไม่มีผู้สร้าง ไม่มีผู้บันดาล ไม่มีผู้เนรมิต ไม่มีผู้ให้เนรมิต ยั่งยืน มั่นคงดุจยอดภูเขา ดุจเสาระเนียดไม่หวั่นไหว ไม่แปรผัน ไม่กระทบกระทั่งกัน ไม่ก่อให้เกิดสุขหรือทุกข์ หรือทั้งสุขและทุกข์แก่กันและกัน สภาวะ ๗ กอง อะไรบ้าง คือ ๑. กองแห่งธาตุดิน ๒. กองแห่งธาตุน้ำ ๓. กองแห่งธาตุไฟ ๔. กองแห่งธาตุลม ๕. กองสุข ๖. กองทุกข์ ๗. กองชีวะ สภาวะ ๗ กองนี้ไม่มีผู้สร้าง ไม่มีผู้บันดาล ไม่มีผู้เนรมิต ไม่มีผู้ให้เนรมิต ยั่งยืน มั่นคงดุจยอดภูเขา ดุจเสาระเนียด ไม่หวั่นไหว ไม่แปรผัน ไม่กระทบกระทั่งกันไม่ก่อให้เกิดสุขหรือทุกข์ หรือทั้งสุขและทุกข์แก่กันและกัน ใครก็ตามแม้จะเอาศัสตราคมตัดศีรษะใคร ก็ไม่ชื่อว่าใครปลงชีวิตใครได้ เพราะเป็นเพียงศัสตราแทรก

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๒๙๒}

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๓. ทิฏฐิสังยุต] ๑. โสตาปัตติวรรค ๘. มหาทิฏฐิสูตร ผ่านไประหว่างสภาวะ ๗ กองเท่านั้นเอง อนึ่ง กำเนิดที่เป็นประธาน ๑,๔๐๖,๖๐๐กรรม ๕๐๐ กรรม ๕ กรรม ๓ กรรม ๑ กรรมกึ่ง ปฏิปทา ๖๒ อันตรกัป ๖๒ อภิชาติ๖ ปุริสภูมิ ๘ อาชีวก ๔,๙๐๐ ปริพาชก ๔,๙๐๐ นาควาส ๔,๙๐๐ อินทรีย์ ๒,๐๐๐ นรก ๓,๐๐๐ รโชธาตุ ๓๖ สัญญีครรภ์ ๗ อสัญญีครรภ์ ๗ นิคัณฐีครรภ์๗ เทวดา ๗ มนุษย์ ๗ ปีศาจ ๗ สระ ๗ ตาไม้ไผ่ ๗ ตาไม้ไผ่ ๗๐๐ เหวใหญ่๗ เหวน้อย ๗๐๐ มหาสุบิน ๗ สุบิน ๗๐๐ มหากัป ๘,๔๐๐,๐๐๐ เหล่านี้ ที่คนพาลและบัณฑิตพากันเที่ยวเวียนว่ายไปแล้ว จักทำที่สุดทุกข์ได้เอง ไม่มีความสมหวังในความปรารถนาว่า ‘เราจักอบรมกรรมที่ยังไม่ให้ผลให้อำนวยผล หรือสัมผัสกรรมที่ให้ผลแล้ว จักทำให้หมดสิ้นไปด้วยศีล พรต ตบะ หรือพรหมจรรย์นี้ไม่มีสุขทุกข์ที่ทำให้สิ้นสุดลงได้ (จำนวนเท่านั้นเท่านี้) เหมือนตวงด้วยทะนาน สงสารที่จะทำให้สิ้นสุดไม่มีเลย ไม่มีความเสื่อมและความเจริญ ไม่มีการเลื่อนขึ้นสูงหรือเลื่อนลงต่ำ พวกคนพาลและบัณฑิตพากันเที่ยวเวียนว่ายไปแล้ว เสวยสุขและทุกข์เอง เหมือนกลุ่มด้ายที่ถูกขว้างไปย่อมคลี่หมดไปเอง ฉะนั้น” @เชิงอรรถ : @ ตามทัศนะของครูมักขลิ โคศาล กรรม ๕ หมายถึง ตา หู จมูก ลิ้น และกาย กรรม ๓ หมายถึง@กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม กรรม ๑ หมายถึงกายกรรมและวจีกรรมรวมกัน กรรมกึ่งหมายถึง@มโนกรรม (ที.สี.อ. ๑๖๘/๑๔๗) @ ปุริสภูมิ หมายถึงขั้นตอนแห่งการเจริญเติบโตและพัฒนาการของบุคคลนับตั้งแต่คลอดไปจนถึงวาระ@สุดท้ายของชีวิต แบ่งเป็น ๘ ขั้น คือ มันทภูมิ (ระยะไร้เดียงสา) ขิฑฑาภูมิ (ระยะรู้เดียงสา) ปทวีมังสภูมิ@(ระยะตั้งไข่) อุชุคตภูมิ (ระยะเดินตรง) เสขภูมิ (ระยะศึกษา) สมณภูมิ (ระยะสงบ) ชินภูมิ (ระยะมี@ความรอบรู้) ปันนภูมิ (ระยะแก่หง่อม) (สํ.ข.อ. ๒/๒๑๓-๒๑๕/๓๗๕, ที.สี.อ. ๑๖๘/๑๔๗)@ รโชธาตุ หมายถึงที่ที่ฝุ่นจับเกาะ เช่น หลังฝ่ามือ หลังฝ่าเท้าเป็นต้น (สํ.ข.อ. ๒/๒๑๓-๒๑๕/๓๗๕,@ที.สี.อ. ๑๖๘/๑๔๗) @ นิคัณฐีครรภ์ หมายถึงที่งอกซึ่งอยู่ที่ข้อหรือตา เช่น อ้อย ไม้ไผ่ และไม้อ้อ เป็นต้น@(สํ.ข.อ. ๒/๒๑๓-๒๑๕/๓๗๕, ที.สี.อ. ๑๖๘/๑๔๘) @ มหากัป หมายถึงกำหนดระยะเวลายาวนานมาก อรรถกถาเปรียบว่ามีสระน้ำใหญ่แห่งหนึ่งเต็มด้วยน้ำ@บุคคลเอาปลายหญ้าคาจุ่มลงไปนำหยดน้ำออกมา ๑๐๐ ปี ต่อ ๑ ครั้ง จนน้ำในสระนั้นแห้ง กระทำ@เช่นนี้ไปจนครบ ๗ ครั้ง นั่นคือ ระยะเวลา ๑ มหากัป (สํ.ข.อ. ๒/๒๑๓-๒๑๕/๓๗๖,@ที.สี.อ. ๑๖๘/๑๔๘)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๒๙๓}

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๓. ทิฏฐิสังยุต] ๑. โสตาปัตติวรรค ๘. มหาทิฏฐิสูตร ภิกษุทั้งหลายทูลตอบว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมของข้าพระองค์ ทั้งหลาย มีพระผู้มีพระภาคเป็นหลัก ฯลฯ “ภิกษุทั้งหลาย เมื่อมีรูป เพราะถือมั่นรูป เพราะยึดมั่นรูป ทิฏฐิอย่างนี้ จึงเกิดขึ้นว่า ‘สภาวะ ๗ กองนี้ไม่มีผู้สร้าง ไม่มีผู้บันดาล ฯลฯ เสวยสุขและทุกข์เอง ... เมื่อมีเวทนา ฯลฯ เมื่อมีสัญญา ... เมื่อมีสังขาร ... เมื่อมีวิญญาณ เพราะถือมั่นวิญญาณ เพราะยึดมั่นวิญญาณ ทิฏฐิอย่างนี้ จึงเกิดขึ้นว่า ‘สภาวะ ๗ กองนี้ไม่มีผู้สร้าง ไม่มีผู้บันดาล ฯลฯ เสวยสุขและทุกข์เอง ... ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง” “ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า” ฯลฯ “ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดา เพราะถือมั่นสิ่งนั้น ทิฏฐิอย่างนี้จะพึงเกิดขึ้นบ้างหรือว่า ‘สภาวะ ๗ กองนี้ไม่มีผู้สร้าง ไม่มีผู้บันดาลฯลฯ เสวยสุขและทุกข์เอง ... ” “ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า” “เวทนา ฯลฯ สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง” “ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า” “ฯลฯ เพราะถือมั่นสิ่งนั้น ทิฏฐิอย่างนี้จะพึงเกิดขึ้นบ้างหรือว่า ‘สภาวะ ๗ กองนี้ไม่มีผู้สร้าง ไม่มีผู้บันดาล ฯลฯ เสวยสุขและทุกข์เอง ... ” “ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๒๙๔}

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๓. ทิฏฐิสังยุต] ๑. โสตาปัตติวรรค ๙. สัสสตทิฏฐิสูตร “แม้สิ่งที่บุคคลได้เห็น ฟัง ทราบ รู้ ถึง แสวงหา ใคร่ครวญด้วยใจ เที่ยงหรือไม่เที่ยง” “ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า” “ฯลฯ เพราะไม่ถือมั่นสิ่งนั้น ทิฏฐิอย่างนี้จะพึงเกิดขึ้นบ้างหรือว่า ‘สภาวะ ๗ กองนี้ไม่มีผู้สร้าง ไม่มีผู้บันดาล ฯลฯ เสวยสุขและทุกข์เอง ... ” “ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า” “ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุที่อริยสาวกละความสงสัยในฐานะ ๖ ประการ นี้ได้ ฉะนั้น จึงละความสงสัยแม้ในทุกข์ ฯลฯ ละความสงสัยแม้ในปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งทุกข์ได้ ภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า อริยสาวกผู้เป็นโสดาบัน ไม่มีทางตกต่ำ มีความแน่นอนที่จะสำเร็จสัมโพธิในวันข้างหน้า” มหาทิฏฐิสูตรที่ ๘ จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๘-๑๐ อรรถกถามหาทิฏฐิสูตรเป็นต้น ถึงสูตรที่ ๑๐

บทว่า อกฏา คือ (กายทั้ง ๗) ไม่มีใครสร้าง.

บทว่า อกฏวิธา คือ ไม่มีใครทำการจัดแจง (ให้สร้าง). อธิบายว่า แม้ที่ใครๆ ให้ทำด้วยบอกว่า จงทำอย่างนี้ ก็ไม่มี.

บทว่า อนิมฺมิตา คือ ไม่มีใครเนรมิตแม้ด้วยฤทธิ์.

บทว่า อนิมฺมิตวิธา คือ การจัดแจง ไม่มีใครเนรมิตแล้ว. อธิบายว่า ไม่ใช่ที่ใครๆ ควรเนรมิตได้. ปาฐะว่า อนิมฺมิตพฺพา ดังนี้บ้าง.

บทว่า วญฺฌา คือ ไม่มีผล ได้แก่ไม่ให้เกิดผลอะไรๆ เหมือนสัตว์เลี้ยงที่เป็นหมัน และตาลที่เป็นหมัน (ตาลตัวผู้) เป็นต้น.

____________________________

อรรถกถาเป็น วชฺฌาติ ปํสุวชฺฌา ตาลาทโย วิย. ฉบับพม่าเป็น วญฺฌปสฺวญฺฌตาลาทโย วิย. บาลีเป็น วญฺญา แปลตามฉบับพม่า.

บทว่า กูฏฏฺฐา ความว่า ยืนหยัดอยู่เหมือนยอดภูเขา (เพราะเหตุนั้น) จึงชื่อว่า กูฏัฏฐา

บทว่า เอสิกฏฺฐายิฏฺฐิตา ตั้งอยู่เป็นเหมือนตั้งอยู่ดุจเสาระเนียด เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า เอสิกฏฺฐายิฏฺฐิตา. อธิบายว่า เสาระเนียดที่ฝังดีแล้ว ตั้งมั่นไม่หวั่นไหวฉันใด กายก็ตั้งอยู่ฉันนั้น.

บทว่า น อิญฺชนฺติ ความว่า ไม่หวั่นไหว ตั้งอยู่มั่นคงดุจเสาระเนียดฉะนั้น.

บทว่า น วิปริณมนฺติ ความว่า ไม่ละปกติ.

บทว่า น อญฺญมญฺญํ พฺยาเธนฺติ ความว่า ไม่เบียดเบียนกันและกัน.

บทว่า นาลํ แปลว่า ไม่สามารถ.

ในบทว่า ปฐวีกาโย เป็นต้น มีอธิบายว่า ปฐวีนั่นแล ชื่อว่าปฐวีกายะ (กองดิน) หรือปฐวีสมูหะ (มูลดิน).

บทว่า สตฺตนฺนํ เตฺวว กายานํ มีความว่า ศัสตราที่ฟันลงไปในกองถั่วเขียวเป็นต้น ย่อมแทรกเข้าไปในระหว่างถั่วเขียวเป็นต้นฉันใด ศัสตราก็แทรกเข้าไปในระหว่าง คือทางช่อง ได้แก่ทางที่ว่างของกายทั้ง ๗ ฉันนั้น.

ในการฆ่านั้น พวกมิจฉาทิฏฐิแสดงว่า จะมีแต่เพียงหมายรู้อยู่อย่างเดียวเท่านั้นว่า เราปลงผู้นี้จากชีวิต (ฆ่าสัตว์).

มิจฉาทิฏฐิกบุคคล (ผู้นิยมในลัทธินี้) พากันแสดงการปลงใจเชื่อแบบไร้ประโยชน์ (ที่ได้มา) ด้วยเหตุเพียงการตรึกแต่เพียงอย่างเดียว (โดยใช้หลักตักกวิทยาเพียงอย่างเดียว) ว่ากำเนิดใหญ่ คือกำเนิดที่สำคัญมี ๑,๔๐๐,๐๐๐ รวมกับกำเนิดอื่นอีก ๖,๖๐๐ และกรรมอีก ๕๐๐ ด้วยบทว่า โยนิปมุขสตสหสฺสานิ.

แม้ในบทว่า ปญฺจ จ กมฺมานิ ตีณิ จ กมฺมานิ (กรรม ๕ และกรรม ๓) เป็นต้นก็มีนัย (ความหมายอย่างเดียวกัน) นี้.

ฝ่ายอาจารย์บางพวกกล่าวว่า มิจฉาทิฏฐิกบุคคลทั้งหลายกล่าวถึงกรรม ๕ ด้วยอำนาจอินทรีย์ ๕ กล่าวถึงกรรม ๓ ด้วยอำนาจกายกรรมเป็นต้น.

ส่วนในบทว่า กมฺเม จ อฑฺฒกมฺเม จ (กรรมและกรรมครึ่งหนึ่ง) นี้มีอธิบายว่า กายกรรมและวจีกรรมของเจ้าลัทธินั้น ได้ชื่อว่าเป็นกรรม มโนกรรมได้ชื่อว่าเป็นกรรมครึ่งหนึ่ง.

มิจฉาทิฏฐิกบุคคลกล่าวว่า ปฏิปทามี ๖๒ ด้วยบทว่า ทฺวฏฺฐิปฏิปทา.

บทว่า ทฺวฏฺฐนฺตรกปฺปา ความว่า ในกัปใหญ่กัปหนึ่ง มีกัปชื่อว่าอันตรกัป (กัปย่อย) ๖๔ กัป. แต่ว่า เจ้าลัทธินี้ไม่รู้กัปอื่นอีก ๒ กัป (สังวัฏฏฐายีกัป ๑ วิวัฏฏฐายีกัป ๑) จึงกล่าวอย่างนี้.

มิจฉาทิฏฐิกบุคคลกล่าวถึง อภิชาติ (กำเนิด) ๖ เหล่านี้ คือ กัณหาภิชาติ ๑ นีลาภิชาติ ๑ โลหิตาภิชาติ ๑ หลิททาภิชาติ ๑ สุกกาภิชาติ ๑ ปรมสุกกาภิชาติ ๑ ด้วยบทว่า ฉฬาภิชาติโย.

มิจฉาทิฏฐิกบุคคลกล่าวว่า บรรดากำเนิดทั้ง ๖ นั้น โอรัมภิกกำเนิด (การเกิดเป็นนายพรานแกะ) สูกริกกำเนิด (การเกิดเป็นนายพรานสุกร) สากุณิกกำเนิด (การเกิดเป็นนายพรานนก) มาควิกกำเนิด (การเกิดเป็นนายพรานเนื้อ) ลุทธกำเนิด (การเกิดเป็นนายพราน) มัจฉมาฏกกำเนิด (การเกิดเป็นชาวประมง) โจรกำเนิด (การเกิดเป็นโจร) โจรฆาฏกำเนิด (การเกิดเป็นเพชฌฆาต ฆ่าโจร) พันธนาคาริกกำเนิด (การเกิดเป็นเจ้าหน้าที่เรือนจำ) ก็หรือว่า การงานที่ต่ำต้อยเหล่าอื่นอย่างใดอย่างหนึ่ง นี้ชื่อว่า กัณหาภิชาติ (กำเนิดดำ).

กำเนิดภิกษุ มิจฉาทิฏฐิกบุคคลกล่าวว่า นีลาภิชาติ (กำเนิดเขียว) ได้ยินว่า ภิกษุเหล่านั้นใส่หนามลงไปในปัจจัย ๔ แล้วจึงฉัน (อาหาร) และภิกษุทั้งหลายก็เลี้ยงชีวิตอยู่ด้วยอาศัยหนาม ก็บาลีดังว่ามานี้ เป็นบาลีของภิกษุนั้นนั่นแล.

อีกอย่างหนึ่ง เขากล่าวกันว่า นักบวชทั้งหลายเป็นเหมือนอยู่ในดงหนาม จึงมีชื่ออย่างนี้ (กณฺฐกวุตฺติกา)

เขากล่าวว่า พวกนิครนถ์ที่ใช้ผ้าผืนเดียว ชื่อว่า โลหิตาภิชาติ (กำเนิดแดง) ว่ากันว่า นิครนถ์พวกนี้บริสุทธิ์กว่า ๒ พวกแรก.

เขากล่าวว่า สาวกของอเจลกะที่เป็นคฤหัสถ์นุ่งขาวห่มขาว ชื่อว่า หลิทฺทาภิชาติ (กำเนิดเหลือง) นิครนถ์ทั้งหลายทำพวกสาวกที่เป็นคฤหัสถ์ผู้ถวายปัจจัยของตน ให้มีความสำคัญกว่าพวกนิครนถ์ด้วยกันด้วยอาการอย่างนี้.

เขากล่าวว่า พวกอาชีวกผู้ชาย พวกอาชีวกผู้หญิง นี้ชื่อว่าสุกกาภิชาติ ว่ากันว่า อาชีวกทั้งหญิงและชายเหล่านั้นบริสุทธิ์กว่า ๔ พวกแรก.

เขากล่าวว่า เจ้าลัทธิ ชื่อ นันทะ วัจฉะ สังกิจจะ มักขลิโคสาล ชื่อว่าปรมสุกกาภิชาติ. ว่ากันว่า เจ้าลัทธิเหล่านั้นบริสุทธิ์กว่าพวกอื่นทั้งหมด.

มิจฉาทิฏฐิกบุคคลกล่าวว่า ภูมิ (ระดับของการเจริญเติบโต) ของคนมี ๘ ภูมิเหล่านี้ คือ มันทภูมิ ๑ ขิฑฑาภูมิ ๑ วีมังสกภูมิ ๑ อุชุคตภูมิ ๑ เสขภูมิ ๑ สมณภูมิ ๑ ชานนภูมิ ๑ ปันนภูมิ ๑ ด้วยบทว่า อฏฺฐ ปุริสภูมิโย.

บรรดาภูมิทั้ง ๘ นั้น ตลอด (เวลา) ๗ วัน จำเดิมแต่วันเกิด สัตว์ทั้งหลายนับว่ายังอ่อนแอ โง่เง่า เพราะออกมาจากสถานที่คับแคบ เขาว่า นี้ชื่อว่ามันทภูมิ.

ส่วนสัตว์เหล่าใดมาจากทุคคติ สัตว์เหล่านั้น ชอบร้องไห้บ่อยๆ และร้องดังด้วย (ส่วน) สัตว์เหล่าใดมาจากสุคติ สัตว์เหล่านั้นหวนระลึกถึงสุคตินั้น แล้วก็ชอบหัวเราะ นี้ชื่อว่าขิฑฑาภูมิ.

การจับมือหรือเท้าของมารดาบิดา (หรือ) จับเตียงหรือตั่งแล้ววางเท้าลงเหยียบพื้น ชื่อว่าวิมังสกภูมิ. เวลาที่สามารถเดินได้ ชื่อว่าอุชุคตภูมิ. ระยะเวลาที่ศึกษาศิลปะ ชื่อว่าเสขภูมิ. เวลาที่ออกจากเรือนบวช ชื่อว่าสมณภูมิ. เวลาที่มีความรู้เพราะซ่องเสพ (ศึกษามาจาก) อาจารย์ ชื่อว่าชานนภูมิ.

เขากล่าวถึงสมณะผู้ไม่ฉลาดอย่างนี้ว่า ก็ภิกษุเป็นผู้พลัดตก (จากประโยชน์) เสียแล้ว (เพราะ) พระชินเจ้าหาตรัสอะไรไว้ด้วยไม่ นี้ชื่อว่าปันนภูมิ.

บทว่า เอกูนปญฺญาส อาชีวสเต ได้แก่ วิธีดำเนินชีวิต ๔,๙๐๐.

บทว่า ปริพฺพาชกสเต ได้แก่ การบวชเป็นปริพาชก ๑๐๐.

บทว่า นาควาสสเต ได้แก่ นาคมณฑล ๑๐๐.

บทว่า วีเส อินฺทฺริยสเต ได้แก่ อินทรีย์ ๒,๐๐๐.

บทว่า ตึเส นิรยสเต ได้แก่ นรก ๓,๐๐๐.

มิจฉาทิฏฐิกบุคคลกล่าวหมายถึงหลังมือและหลังเท้าเป็นต้นซึ่งเป็นที่โปรยธุลีลง ด้วยบทว่า รโชธาตุโย.

กล่าวหมายถึง อูฐ โค ฬา แพะ สัตว์เลี้ยงเนื้อและกระบือ ด้วยบทว่า สตฺตสญฺญีคพฺภา.

กล่าวหมายถึง ข้าวสาลี ข้าวเปลือก ข้าวเหนียว ข้าวละมาน ข้าวฟ่าง ลูกเดือยและหญ้ากับแก้ ด้วยบทว่า อสญฺญีคพฺภา.

กล่าวหมายถึง ต้นอ้อย ต้นไผ่และต้นอ้อเป็นต้นซึ่งมีต้น (ใหม่) งอกขึ้นที่ตา ด้วยบทว่า นิคณฺฐิคพฺภา.

บทว่า สตฺต ทิพฺพา ได้แก่ เทพจำนวนมาก ก็มิจฉาทิฏฐิกบุคคลนั้น เรียก (เทพเหล่านั้น) ว่าสัตว์. แม้มนุษย์ก็มีจำนวนมาก เขาก็เรียก (มนุษย์เหล่านั้น) ว่าสัตว์.

บทว่า สตฺต ปิสาจา ได้แก่ ปีศาจจำนวนมากมาย มิจฉาทิฏฐิกบุคคลก็เรียก (ปีศาจจำนวนมากเหล่านั้น) ว่าสัตว์.

____________________________

อรรถกถาว่า สตฺต ทิพฺพาติ พหุเทวา โสมนสตฺตาติ วทติ. ฉบับพม่าเป็น สตฺต เทวาติ พหู เทวา, โส ปน สตฺตาติ วทติ. มนุสฺสาปิ อนนฺตา, โส สตฺตาติ วทติ. สตฺต เปสาจาติ ปิสาขา มหนฺตมหนฺตา, สตฺตาติ วทติ. แปลตามฉบับพม่า.

บทว่า สรา ได้แก่ สระใหญ่. เขากล่าวหมายถึงสระกัณณมุณฑะ สระรถการะ สระอโนดาต สระสีหปปาตะ สระมณฑากินี สระมุจจลินท์และสระกุณาละ.

บทว่า ปวุฏา ได้แก่ ห้วง

บทว่า ปปาตา ได้แก่ เหวใหญ่

____________________________

ฉบับพม่าเป็น ปวุฏาติ คณฐิตา. ปปาตาติ มหาปปาตา.

บทว่า ปปาตสตานิ ได้แก่ เหวเล็ก ๗๐๐.

บทว่า สุปินา ได้แก่ สุบินใหญ่ ๗.

บทว่า สุปินสตานิ ได้แก่ สุบินเล็ก ๗๐๐.

บทว่า มหากปฺปิโน ได้แก่ มหากัปทั้งหลาย

ในข้อนี้ เจ้าลัทธินั้นมีความเห็นดังนี้ว่า เมื่อบุคคลเอาปลายหญ้าคาจุ่มน้ำออกจากสระใหญ่ ๑ สระโดย ๑๐๐ ปีต่อน้ำ ๑ หยด แล้วทำสระนั้นให้แห้งถึง ๗ ครั้ง (อย่างนี้) จัดเป็นมหากัป ๑. พาลและบัณฑิตปล่อยให้มหากัปเห็นปานนี้ สิ้นไปได้ ๘,๔๐๐,๐๐๐ มหากัปแล้วก็จะทำที่สุดทุกข์ได้.

เชื่อกันว่า ในระยะเวลาระหว่างนั้น แม้บัณฑิตก็ไม่สามารถจะบริสุทธิ์ได้ ทั้งคนพาลก็ไม่เลยจากนั้นไปได้.

บทว่า สีเลน วา ได้แก่ ด้วยศีลของอเจลกะหรือด้วยศีลอย่างอื่นชนิดใดชนิดหนึ่ง แม้ด้วยวัตรก็เช่นนั้นเหมือนกัน.

บทว่า ตเปน ความว่า ผู้ใดคิดว่า เราเป็นบัณฑิต แล้วบริสุทธิ์ในระยะเวลาระหว่าง (มหากัปเหล่านั้น) ผู้นั้นชื่อว่าทำกรรมที่ยังไม่สุกงอม ให้สุกงอมด้วยการบำเพ็ญตบะ. ผู้ใดคิดว่า เขาเป็นพาลดังนี้แล้ว ล่วงเลยเวลากำหนดดังกล่าวแล้วไป ผู้นั้นชื่อว่าได้สัมผัสกรรมที่ยังไม่สุกงอมแล้วทำให้สิ้นสุดไปได้.

บทว่า เหวํ นตฺถิ คือ เอวํ นตฺถิ. ก็กรรมทั้งสองอย่างนั้น เจ้าลัทธิแสดงว่า ใครๆ ไม่สามารถจะทำได้.

บทว่า โทณมิเต แปลว่า เป็นเหมือนตวงด้วยทะนาน.

บทว่า สุขทุกฺเข คือ สุขทุกฺขํ (แปลว่า สุขและทุกข์)

บทว่า ปริยนฺตกเต คือ (สังสารวัฏ) ถูกทำให้มีที่สุดได้ตามเวลามีกำหนดดังกล่าวแล้ว.

บทว่า นตฺถิ หายนวฑฺฒเน คือไม่มีความเสื่อมและเจริญ. อธิบายว่า สังสารวัฏของบัณฑิตก็ไม่เสื่อม (สิ้นสุดลง) ของคนพาลก็ไม่เจริญ (ยืดออกไป).

บทว่า อุกฺกํสาวกํเส นี้เป็นไวพจน์ของความเสื่อมและความเจริญเหมือนกัน.

บัดนี้ เมื่อจะให้ความหมายนั้นสำเร็จด้วยอุปมา พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำว่า เสยฺยถาปิ นาม เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุตฺตคุเฬ ได้แก่ กลุ่มด้ายที่กรอไว้กำลังคลี่คลายออกไปนั่นเอง.

ด้วยบทว่า ปเลติ เจ้าลัทธิแสดงว่า กลุ่มด้ายที่วาง (เงื่อนหนึ่ง) ไว้บนภูเขา หรือบนยอดไม้ แล้วขว้างไป จะคลี่คลายไปตามขนาด (ความยาว) ของด้าย เมื่อด้ายหมดแล้วก็จะหยุดลงในที่นั้นแหละ ไม่ไปต่อฉันใด พาลและบัณฑิตก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อแก้ไขไปก็จะสิ้นสุดความสุขความทุกข์ได้ ตามอำนาจกาลเวลา คือจะผ่านพ้นสุขทุกข์ไปได้ตามกาลเวลาดังกล่าวแล้ว.

จบอรรถกถาสูตรที่ ๘ ถึงสูตรที่ ๑๐. -----------------------------------------------------

อรรถกถาที่มีมาก่อนหน้านี้ :- อรรถกถา สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ทิฏฐิสังยุต โสตาปัตติวรรคที่ ๑ เหตุสูตรที่ ๗ ว่าด้วยอเหตุกทิฏฐิ

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา