จตุกกนิเทศ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๙๖๑ตตฺถ กตเม จตฺตาโร อาสวา กามาสโว ภวาสโว ทิฏฺฐาสโว อวิชฺชาสโว ฯ ตตฺถ กตโม กามาสโว โย กาเมสุ กามจฺฉนฺโท ฯเปฯ กามชฺโฌสานํ อยํ วุจฺจติ กามาสโว ฯ ตตฺถ กตโม ภวาสโว โย ภเวสุ ภวจฺฉนฺโท ฯเปฯ ภวชฺโฌสานํ อยํ วุจฺจติ ภวาสโว ฯ ตตฺถ กตโม ทิฏฺฐาสโว สสฺสโต โลโกติ วา ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา ยา เอวรูปา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิคตํ ฯเปฯ วิปริเยสคฺคาโห อยํ วุจฺจติ ทิฏฺฐาสโว สพฺพาปิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ทิฏฺฐาสโว ฯ ตตฺถ กตโม อวิชฺชาสโว ทุกฺเข อญฺญาณํ ฯเปฯ อวิชฺชาลงฺคี โมโห อกุสลมูลํ อยํ วุจฺจติ อวิชฺชาสโว ฯ อิเม จตฺตาโร อาสวา ฯ
๙๖๒ตตฺถ กตเม จตฺตาโร คนฺถา อภิชฺฌา กายคนฺโถ พฺยาปาโท กายคนฺโถ สีลพฺพตปรามาโส กายคนฺโถ อิทํสจฺจาภินิเวโส กายคนฺโถ ฯ ตตฺถ กตโม อภิชฺฌา กายคนฺโถ โย ราโค สาราโค ฯเปฯ อภิชฺฌา โลโภ อกุสลมูลํ อยํ วุจฺจติ อภิชฺฌา กายคนฺโถ ฯ ตตฺถ กตโม พฺยาปาโท กายคนฺโถ อนตฺถํ เม อจรีติ ฯเปฯ จณฺฑิกฺกํ อสฺสุโรโป อนตฺตมนตา จิตฺตสฺส อยํ วุจฺจติ พฺยาปาโท กายคนฺโถ ฯ ตตฺถ กตโม สีลพฺพตปรามาโส กายคนฺโถ อิโต พหิทฺธา สมณพฺราหฺมณานํ สีเลน สุทฺธิ วเตน สุทฺธิ สีลพฺพเตน สุทฺธีติ ยา เอวรูปา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิคตํ ฯเปฯ วิปริเยสคฺคาโห อยํ วุจฺจติ สีลพฺพตปรามาโส กายคนฺโถ ฯ ตตฺถ กตโม อิทํสจฺจาภินิเวโส กายคนฺโถ สสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ วา อสสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ วา ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ วา ยา เอวรูปา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิคตํ ฯเปฯ วิปริเยสคฺคาโห อยํ วุจฺจติ อิทํสจฺจาภินิเวโส กายคนฺโถ ฯ ฐเปตฺวา สีลพฺพตปรามาสํ กายคนฺถํ สพฺพาปิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ อิทํสจฺจาภินิเวโส กายคนฺโถ ฯ อิเม จตฺตาโร คนฺถา ฯ
๙๖๓ตตฺถ กตเม จตฺตาโร โอฆา ฯเปฯ โยคา ฯเปฯ จตฺตาริ อุปาทานานิ กามุปาทานํ ทิฏฺฐุปาทานํ สีลพฺพตุปาทานํ อตฺตวาทุปาทานํ ฯ ตตฺถ กตมํ กามุปาทานํ โย กาเมสุ กามจฺฉนฺโท ฯเปฯ กามชฺโฌสานํ อิทํ วุจฺจติ กามุปาทานํ ฯ ตตฺถ กตมํ ทิฏฺฐุปาทานํ นตฺถิ ทินฺนํ นตฺถิ ยิฏฺฐํ ฯเปฯ เย อิมญฺจ โลกํ ปรญฺจ โลกํ สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทนฺตีติ ยา เอวรูปา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิคตํ ฯเปฯ วิปริเยสคฺคาโห อิทํ วุจฺจติ ทิฏฺฐุปาทานํ ฯ ฐเปตฺวา สีลพฺพตุปาทานญฺจ อตฺตวาทุปาทานญฺจ สพฺพาปิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ทิฏฺฐุปาทานํ ฯ {๙๖๓.๑} ตตฺถ กตมํ สีลพฺพตุปาทานํ อิโต พหิทฺธา สมณพฺราหฺมณานํ สีเลน สุทฺธิ วเตน สุทฺธิ สีลพฺพเตน สุทฺธีติ ยา เอวรูปา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิคตํ ฯเปฯ วิปริเยสคฺคาโห อิทํ วุจฺจติ สีลพฺพตุปาทานํ ฯ ตตฺถ กตมํ อตฺตวาทุปาทานํ อิธ อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน อริยานํ อทสฺสาวี อริยธมฺมสฺส อโกวิโท อริยธมฺเม อวินีโต สปฺปุริสานํ อทสฺสาวี สปฺปุริสธมฺมสฺส อโกวิโท สปฺปุริสธมฺเม อวินีโต รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ รูปวนฺตํ วา อตฺตานํ อตฺตนิ วา รูปํ รูปสฺมึ วา อตฺตานํ เวทนํ ฯเปฯ สญฺญํ ฯเปฯ สงฺขาเร ฯเปฯ วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ วิญฺญาณวนฺตํ วา อตฺตานํ อตฺตนิ วา วิญฺญาณํ วิญฺญาณสฺมึ วา อตฺตานํ ยา เอวรูปา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิคตํ ฯเปฯ วิปริเยสคฺคาโห อิทํ วุจฺจติ อตฺตวาทุปาทานํ อิมานิ จตฺตาริ อุปาทานานิ ฯ
๙๖๔ตตฺถ กตเม จตฺตาโร ตณฺหุปฺปาทา จีวรเหตุ วา ภิกฺขุโน ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ ปิณฺฑปาตเหตุ วา ภิกฺขุโน ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เสนาสนเหตุ วา ภิกฺขุโน ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ อิติภวาภวเหตุ วา ภิกฺขุโน ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ อิเม จตฺตาโร ตณฺหุปฺปาทา ฯ
๙๖๕ตตฺถ กตมานิ จตฺตาริ อคติคมนานิ ฉนฺทาคตึ คจฺฉติ โทสาคตึ คจฺฉติ โมหาคตึ คจฺฉติ ภยาคตึ คจฺฉติ ยา เอวรูปา อคติ อคติคมนํ ฉนฺทคมนํ วคฺคคมนํ วาริคมนํ อิมานิ จตฺตาริ อคติคมนานิ ฯ
๙๖๖ตตฺถ กตเม จตฺตาโร วิปริเยสา อนิจฺเจ นิจฺจนฺติ สญฺญาวิปริเยโส จิตฺตวิปริเยโส ทิฏฺฐิวิปริเยโส ทุกฺเข สุขนฺติ สญฺญาวิปริเยโส จิตฺตวิปริเยโส ทิฏฺฐิวิปริเยโส อนตฺตนิ อตฺตาติ สญฺญาวิปริเยโส จิตฺตวิปริเยโส ทิฏฺฐิวิปริเยโส อสุเภ สุภนฺติ สญฺญาวิปริเยโส จิตฺตวิปริเยโส ทิฏฺฐิวิปริเยโส อิเม จตฺตาโร วิปริเยสา ฯ
๙๖๗ตตฺถ กตเม จตฺตาโร อนริยโวหารา อทิฏฺเฐ ทิฏฺฐวาทิตา อสุเต สุตวาทิตา อมุเต มุตวาทิตา อวิญฺญาเต วิญฺญาตวาทิตา อิเม จตฺตาโร อนริยโวหารา ฯ
๙๖๘ตตฺถ กตเม อปเรปิ จตฺตาโร อนริยโวหารา ทิฏฺเฐ อทิฏฺฐวาทิตา สุเต อสุตวาทิตา มุเต อมุตวาทิตา วิญฺญาเต อวิญฺญาตวาทิตา อิเม จตฺตาโร อนริยโวหารา ฯ
๙๖๙ตตฺถ กตมานิ จตฺตาริ ทุจฺจริตานิ ปาณาติปาโต อทินฺนาทานํ กาเมสุมิจฺฉาจาโร มุสาวาโท อิมานิ จตฺตาริ ทุจฺจริตานิ ฯ
๙๗๐ตตฺถ กตมานิ อปรานิปิ จตฺตาริ ทุจฺจริตานิ มุสาวาโท ปิสุณา วาจา ผรุสา วาจา สมฺผปฺปลาโป อิมานิ จตฺตาริ ทุจฺจริตานิ ฯ
๙๗๑ตตฺถ กตมานิ จตฺตาริ ภยานิ ชาติภยํ ชราภยํ พฺยาธิภยํ มรณภยํ อิมานิ จตฺตาริ ภยานิ ฯ
๙๗๒ตตฺถ กตมานิ อปรานิปิ จตฺตาริ ภยานิ ราชภยํ โจรภยํ อคฺคิภยํ อุทกภยํ อิมานิ จตฺตาริ ภยานิ ฯ
๙๗๓ตตฺถ กตมานิ อปรานิปิ จตฺตาริ ภยานิ อูมิภยํ กุมฺภิลภยํ อาวฏฺฏภยํ สุสุกาภยํ อิมานิ จตฺตาริ ภยานิ ฯ
๙๗๔ตตฺถ กตมานิ อปรานิปิ จตฺตาริ ภยานิ อตฺตานุวาทภยํ ปรานุวาทภยํ ทณฺฑภยํ ทุคฺคติภยํ อิมานิ จตฺตาริ ภยานิ ฯ
๙๗๕ตตฺถ กตมา จตสฺโส ทิฏฺฐิโย สยํกตํ สุขทุกฺขนฺติ สจฺจโต เถตโต ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ ปรกตํ สุขทุกฺขนฺติ สจฺจโต เถตโต ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ สยํกตญฺจ ปรกตญฺจ สุขทุกฺขนฺติ สจฺจโต เถตโต ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ อสยํกตํ อปรกตํ อธิจฺจสมุปฺปนฺนํ สุขทุกฺขนฺติ สจฺจโต เถตโต ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ อิมา จตสฺโส ทิฏฺฐิโย ฯ จตุกฺกํ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๔. จตุกกนิทเทส
บรรดาจตุกกมาติกาเหล่านั้น อาสวะ ๔ เป็นไฉน อาสวะ ๔ คือ ๑. กามาสวะ (อาสวะคือกาม) ๒. ภวาสวะ (อาสวะคือภพ) ๓. ทิฏฐาสวะ (อาสวะคือทิฏฐิ) ๔. อวิชชาสวะ (อาสวะคืออวิชชา)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๕๘๖}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๗. ขุททกวัตถุวิภังค์] ๔. จตุกกนิทเทส บรรดาอาสวะ ๔ นั้น กามาสวะ เป็นไฉน ความพอใจในกาม ฯลฯ ความหมกมุ่นในกาม นี้เรียกว่า กามาสวะ ภวาสวะ เป็นไฉน ความพอใจในภพ ฯลฯ ความหมกมุ่นในภพ นี้เรียกว่า ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ เป็นไฉน ความเห็นว่า โลกเที่ยง ฯลฯ หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีกก็ไม่ใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็ไม่ใช่ ทิฏฐิ ความเห็นผิด ความยึดถือโดยวิปลาส มีลักษณะเช่นว่านี้นี้เรียกว่า ทิฏฐาสวะ มิจฉาทิฏฐิแม้ทั้งหมดชื่อว่าทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะ เป็นไฉน ความไม่รู้ในทุกข์ ฯลฯ ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูลคือโมหะ นี้เรียกว่า อวิชชาสวะ เหล่านี้ชื่อว่าอาสวะ ๔ (๑)
คันถะ ๔ เป็นไฉน คันถะ ๔ คือ ๑. อภิชฌากายคันถะ ๒. พยาบาทกายคันถะ ๓. สีลัพพตปรามาสกายคันถะ ๔. อิทังสัจจาภินิเวสกายคันถะ บรรดาคันถะ ๔ นั้น อภิชฌากายคันถะ เป็นไฉน ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ฯลฯ ความเพ่งเล็ง อกุศลมูลคือโลภะ นี้เรียกว่า อภิชฌากายคันถะ พยาปาทกายคันถะ เป็นไฉน ความอาฆาตเกิดขึ้นว่า ผู้นี้ได้ทำความเสื่อมเสียแก่เรา ฯลฯ ความดุร้ายความเกรี้ยวกราด ความที่จิตไม่เบิกบาน นี้เรียกว่า พยาปาทกายคันถะ สีลัพพตปรามาสกายคันถะ เป็นไฉน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๕๘๗}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๗. ขุททกวัตถุวิภังค์] ๔. จตุกกนิทเทส สมณพราหมณ์ภายนอกแต่ศาสนานี้มีความเห็นว่า ความบริสุทธิ์มีได้ด้วยศีลด้วยพรต ด้วยศีลและพรต ดังนี้ ทิฏฐิ ความเห็นผิด ฯลฯ ความยึดถือโดยวิปลาสมีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า สีลัพพตปรามาสกายคันถะ อิทังสัจจาภินิเวสกายคันถะ เป็นไฉน ความเห็นว่า โลกเที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า หรือโลกไม่เที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า ฯลฯ ความเห็นว่า หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีกก็มิใช่จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่ นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า ดังนี้ ทิฏฐิ ความเห็นผิด ฯลฯ ความยึดถือโดยวิปลาส มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า อิทังสัจจาภินิเวสกายคันถะเว้นสีลัพพตปรามาสกายคันถะแล้ว มิจฉาทิฏฐิแม้ทั้งหมดชื่อว่าอิทังสัจจา- ภินิเวสกายคันถะ เหล่านี้ชื่อว่าคันถะ ๔ (๒) โอฆะ ๔ ฯลฯ โยคะ ๔ ฯลฯ อุปาทาน ๔ เป็นไฉน อุปาทาน ๔ คือ ๑. กามุปาทาน (ความถือมั่นกาม) ๒. ทิฏฐุปาทาน (ความถือมั่นทิฏฐิ) ๓. สีลัพพตุปาทาน (ความถือมั่นศีลพรต) ๔. อัตตวาทุปาทาน (ความถือมั่นวาทะว่ามีตัวตน) บรรดาอุปาทาน ๔ เหล่านั้น กามุปาทาน เป็นไฉน ความพอใจในกาม ฯลฯ ความหมกมุ่นในกาม นี้เรียกว่า กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน เป็นไฉน ความเห็นว่า ทานที่บุคคลให้แล้วไม่มีผล การบูชาไม่มีผล ฯลฯ สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบรู้ยิ่งเห็นจริงแจ้งประจักษ์โลกนี้และโลกหน้าด้วยตนเองแล้วสอนให้ผู้อื่นรู้ไม่มีอยู่ในโลก ดังนี้ ทิฏฐิ ความเห็นผิด ฯลฯ ความยึดโดยวิปลาสมีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า ทิฏฐุปาทาน เว้นสีลัพพตุปาทานและอัตตวาทุปาทานแล้ว มิจฉาทิฏฐิแม้ทั้งหมดชื่อว่า ทิฏฐุปาทาน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๕๘๘}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๗. ขุททกวัตถุวิภังค์] ๔. จตุกกนิทเทส สีลัพพตุปาทาน เป็นไฉน สมณพราหมณ์ภายนอกแต่ศาสนานี้ มีความเห็นว่า ความบริสุทธิ์มีได้ด้วยศีลด้วยพรต ด้วยศีลและพรต ดังนี้ ทิฏฐิ ความเห็นผิด ฯลฯ ความยึดถือโดยวิปลาส มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน เป็นไฉน ปุถุชนในโลกนี้ผู้มีสุตะน้อย ไม่ได้เห็นพระอริยะ ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ ย่อมพิจารณาเห็นรูปเป็นตนหรือเห็นตนมีรูป เห็นรูปในตน หรือเห็นตนในรูป เห็นเวทนาเป็นตน ฯลฯ เห็นสัญญาเป็นตน ฯลฯ เห็นสังขารเป็นตน ฯลฯ เห็นวิญญาณเป็นตน หรือย่อมพิจารณาเห็นตนมีวิญญาณ เห็นวิญญาณในตน หรือเห็นตนในวิญญาณ ดังนี้ ทิฏฐิ ความเห็นผิด ฯลฯ ความยึดถือโดยวิปลาส มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่าอัตตวาทุปาทาน เหล่านี้ชื่อว่าอุปาทาน ๔ (๕)
ตัณหุปาทาน เป็นไฉน ตัณหาเมื่อเกิดแก่ภิกษุ ย่อมเกิดเพราะจีวรเป็นเหตุ เพราะบิณฑบาตเป็นเหตุเพราะเสนาสนะเป็นเหตุ หรือเพราะคิลานปัจจัยอันมีน้ำมัน น้ำผึ้ง และน้ำอ้อยเป็นต้นที่ประณีตและประณีตยิ่งด้วยประการฉะนี้เป็นเหตุ เหล่านี้เรียกว่า ตัณหุปาทาน (๖) อคติคมนะ ๔ เป็นไฉน บุคคลย่อมถึงความลำเอียงเพราะรักใคร่กัน เพราะเกลียดชัง เพราะเขลาเพราะกลัว ความลำเอียง การถึงความลำเอียง การลำเอียงเพราะรักใคร่กัน ความ ลำเอียงเพราะเป็นพรรคพวกกัน ความหันเหไปเหมือนน้ำไหล มีลักษณะเช่นว่านี้เหล่านี้เรียกว่า อคติคมนะ ๔ (๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๕๘๙}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๗. ขุททกวัตถุวิภังค์] ๔. จตุกกนิทเทส วิปริเยสะ ๔ เป็นไฉน การแสวงหาผิดด้วยอำนาจความเข้าใจ ความคิด และความเห็นว่าเที่ยงในสิ่งที่ไม่เที่ยง ว่าเป็นสุขในสิ่งที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นตัวตนในสิ่งที่ไม่เป็นตัวตน และว่างามในสิ่งที่ไม่งาม นี้ชื่อว่าวิปริเยสะ ๔ (๘) อนริยโวหาร ๔ เป็นไฉน อนริยโวหาร ๔ คือ ๑. เรื่องที่ไม่เห็นพูดว่าเห็น ๒. เรื่องที่ไม่ได้ยินพูดว่าได้ยิน ๓. เรื่องที่ไม่รู้พูดว่ารู้ ๔. เรื่องที่ไม่รู้แจ้งพูดว่ารู้แจ้ง เหล่านี้เรียกว่า อนริยโวหาร ๔ (๙) อนริยโวหาร ๔ อีกนัยหนึ่ง เป็นไฉน อนริยโวหาร ๔ อีกนัยหนึ่ง คือ ๑. เรื่องที่เห็นพูดว่าไม่เห็น ๒. เรื่องที่ได้ยินพูดว่าไม่ได้ยิน ๓. เรื่องที่รู้พูดว่าไม่รู้ ๔. เรื่องที่รู้แจ้งพูดว่าไม่รู้แจ้ง เหล่านี้เรียกว่า อนริยโวหาร ๔ (๑๐) ทุจริต ๔ เป็นไฉน ทุจริต ๔ คือ ๑. ปาณาติบาต (ฆ่าสัตว์) ๒. อทินนาทาน (ลักทรัพย์) ๓. กาเมสุมิจฉาจาร (ประพฤติผิดในกาม) ๔. มุสาวาท (พูดเท็จ) เหล่านี้เรียกว่า ทุจริต ๔ (๑๑) ทุจริต ๔ อีกนัยหนึ่ง เป็นไฉน ทุจริต ๔ อีกนัยหนึ่ง คือ ๑. มุสาวาท (พูดเท็จ) ๒. ปิสุณวาจา (พูดส่อเสียด) ๓. ผรุสวาจา (พูดคำหยาบ) ๔. สัมผัปปลาปะ (พูดเพ้อเจ้อ) เหล่านี้เรียกว่า ทุจริต ๔ (๑๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๕๙๐}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๗. ขุททกวัตถุวิภังค์] ๔. จตุกกนิทเทส ภัย ๔ เป็นไฉน ภัย ๔ คือ ๑. ชาติภัย (ภัยที่เกิดเพราะอาศัยชาติ) ๒. ชราภัย (ภัยที่เกิดเพราะอาศัยชรา) ๓. พยาธิภัย (ภัยที่เกิดเพราะอาศัยพยาธิ) ๔. มรณภัย (ภัยที่เกิดเพราะอาศัยความตาย) เหล่านี้เรียกว่า ภัย ๔ (๑๓) ภัย ๔ อีกนัยหนึ่ง เป็นไฉน ภัย ๔ คือ ๑. ราชภัย (ภัยเกิดแต่พระราชา) ๒. โจรภัย (ภัยเกิดแต่โจร) ๓. อัคคิภัย (ภัยเกิดแต่ไฟ) ๔. อุทกภัย (ภัยเกิดแต่น้ำท่วม) เหล่านี้เรียกว่า ภัย ๔ (๑๔) ภัย ๔ อีกนัยหนึ่ง เป็นไฉน ภัย ๔ คือ ๑. อูมิภัย (ภัยเกิดแต่คลื่น) ๒. กุมภีลภัย (ภัยเกิดแต่จระเข้) ๓. อาวัฏฏภัย (ภัยเกิดแต่น้ำวน) ๔. สุสุกาภัย (ภัยเกิดแต่ปลาร้าย) เหล่านี้เรียกว่า ภัย ๔ (๑๕) ภัย ๔ อีกนัยหนึ่ง เป็นไฉน ภัย ๔ คือ ๑. อัตตานุวาทภัย (ภัยเกิดจากการติเตียนตนเอง) ๒. ปรานุวาทภัย (ภัยเกิดจากการถูกผู้อื่นติเตียน) ๓. ทัณฑภัย (ภัยเกิดจากการถูกลงอาชญา) ๔. ทุคคติภัย (ภัยเกิดจากทุคติ) เหล่านี้เรียกว่า ภัย ๔ (๑๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๕๙๑}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๗. ขุททกวัตถุวิภังค์] ๕. ปัญจกนิทเทส ทิฏฐิ ๔ เป็นไฉน ความเห็นเกิดขึ้นโดยจริงแท้มั่นคงว่า สุขทุกข์ตนทำขึ้นเอง และสุขทุกข์คนอื่นทำให้ ความเห็นเกิดขึ้นโดยจริงแท้มั่นคงว่า สุขทุกข์เป็นสิ่งที่ตนทำขึ้นเองและผู้อื่นทำให้สุขทุกข์ไม่ใช่ตนเองและผู้อื่นทำให้ แต่เกิดขึ้นเองโดยเฉพาะ เหล่านี้ชื่อว่าทิฏฐิ ๔ (๑๗) จตุกกนิทเทส จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาจตุกกนิทเทส ในนิทเทสแห่งมาติกาหมวด ๔
คำว่า ตัณหา เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดเพราะเหตุแห่งจีวร เป็นต้น. อธิบายว่า ตัณหาย่อมเกิดขึ้นเพราะจีวรเป็นเหตุอย่างนี้ว่า เราจักได้จีวร อันชอบใจในที่ไหนๆ เป็นต้น.
อิติศัพท์ในคำว่า อิติ ภวาภวเหตุ นี้เป็นนิบาต ลงในอรรถแห่งนิทัสสนะ (คืออุทาหรณ์).
อธิบายว่า ตัณหาเมื่อจะเกิด ย่อมเกิดเพราะจีวรเป็นเหตุฉันใด ตัณหานั้นแม้เมื่อจะเกิด ก็ย่อมเกิดเพราะวัตถุอื่นๆ อันประณีตและประณีตยิ่งกว่าเป็นเหตุฉันนั้น. ก็วัตถุทั้งหลายมีน้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อยเป็นต้น อันประณีตและประณีตยิ่งกว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์เอาในคำว่า ภวาภโว นี้.
อนึ่ง บัณฑิตพึงทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอริยวงศ์ ๔ ตามลำดับ เพื่อประโยชน์แก่การละความเกิดขึ้นแห่งตัณหา ๔ (ตัณหุปปาทา ๔) เหล่านี้.
อคติคมนะ
คำว่า ฉนฺทาคตึ คจฺฉติ อธิบายว่า บุคคลย่อมลำเอียง คือย่อมกระทำสิ่งที่ไม่ควรกระทำ เพราะฉันทะ คือเพราะความรัก. แม้ในบทอื่นๆ ก็นัยนี้. ในอคติเหล่านั้น บุคคลใดย่อมกระทำวัตถุอันไม่ใช่เจ้าของให้เป็นเจ้าของ ด้วยสามารถแห่งความพอใจรักใคร่ว่า บุคคลนี้เป็นมิตรของข้าพเจ้า หรือว่าเป็นเพื่อน (สนฺทิฏโฐ) หรือว่าเป็น ผู้ร่วมกินร่วมนอน (สมภัตตะ) หรือว่า เป็นญาติของข้าพเจ้า ก็หรือว่า บุคคลนี้ย่อมให้สินบนแก่ข้าพเจ้า ดังนี้ บุคคลนี้ชื่อว่าย่อมลำเอียงเพราะรักใคร่ (ฉันทาคติ).
บุคคลใด ย่อมกระทำวัตถุอันเป็นของมีเจ้าของให้เป็นของไม่ใช่เจ้าของ ด้วยสามารถแห่งปกติเวร (คือการไม่ชอบพอกันมาก่อน) หรือว่า ด้วยสามารถแห่งความโกรธอันเกิดขึ้นในขณะนั้นนั่นแหละว่า ผู้นี้เป็นศัตรูของเรา ดังนี้ บุคคลนี้ชื่อว่าย่อมลำเอียงเพราะความไม่ชอบกัน (โทสาคติ).
บุคคลใดกล่าวคำใด ย่อมทำวัตถุอันเป็นของมีเจ้าของให้ไม่ใช่เจ้าของ เพราะความโง่เขลา เพราะเป็นคนทึบ บุคคลนี้ ชื่อว่าย่อมลำเอียงเพราะหลง (โมหาคติ).
บุคคลใดมีความกลัวว่า ผู้นี้เป็นราชวัลลภ หรือว่าผู้นี้มีความประพฤติไม่เรียบร้อย หรือว่าบุคคลนี้จะพึงทำความฉิบหายให้แก่เรา ดังนี้ ย่อมทำบุคคลผู้มิใช่เจ้าของทรัพย์ ให้เป็นเจ้าของทรัพย์ ผู้นี้ชื่อว่าย่อมลำเอียงเพราะความกลัว (ภยาคติ).
ก็อีกอย่างหนึ่ง บุคคลใด เมื่อแบ่งสิ่งใดสิ่งหนึ่งในฐานะที่ควรแบ่งย่อมให้มากกว่าผู้อื่น ด้วยอำนาจแห่งความรักว่า ผู้นี้เป็นมิตรของเรา หรือว่าเป็นเพื่อน หรือว่าเป็นผู้ร่วมกินร่วมนอน ดังนี้. ย่อมให้น้อยด้วยอำนาจแห่งโทสะว่า ผู้นี้เป็นศัตรูของเรา ดังนี้ เมื่อไม่รู้ว่า สิ่งนี้อันเราให้แล้วหรือว่ายังมิให้ เพราะความที่ตนเป็นคนเขลา ย่อมให้สิ่งของมากแก่คนบางคน ย่อมให้น้อยแก่คนบางคน ดังนี้ เป็นผู้กลัวว่า เมื่อเราไม่ให้สิ่งนี้ ผู้นี้พึงทำความฉิบหายแม้แก่เรา ดังนี้ ย่อมให้สิ่งของแก่คนบางคน.
บุคคล แม้ทั้ง ๔ จำพวกนี้ชื่อว่าย่อมดำเนินไปสู่ฉันทาคติเป็นต้นตามลำดับ.
พระอริยะทั้งหลายย่อมไม่ดำเนินไปเพราะธรรมมีฉันทะเป็นต้นนี้ เพราะเหตุนี้ ธรรมนี้จึงชื่อว่าอคติ. ชนทั้งหลายมิใช่พระอริยะ ย่อมดำเนินไปสู่อคติ ด้วยธรรมมีฉันทะเป็นต้นนี้ เพราะเหตุนั้น อคตินี้จึงชื่อว่าอคติคมนะ. บททั้ง ๒ แห่งธรรมทั้ง ๔ มีฉันทะเป็นต้นนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยอำนาจแห่งความเป็นธรรมสาธารณะ. การลำเอียง (คมนํ หมายถึงการเป็นไป) เพราะฉันทะ ชื่อว่าฉันทาคมนะ (แปลว่า ความลำเอียงเพราะความรักใคร่). ฉันทาคมนะนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยสามารถแห่งการไม่สาธารณะแก่ธรรมทั้งหลายมีโทสะเป็นต้น. การลำเอียง เพราะทำราคะอันเป็นฝ่ายของตน และโทสะอันเป็นฝ่ายของผู้อื่นไว้เฉพาะหน้า ด้วยความเป็นผู้ไม่รวมเป็นพวกเดียวกัน ชื่อว่าความลำเอียงเพราะเป็นพวกพ้องกัน. ชื่อว่าความลำเอียงเพราะความหันเหไปเหมือนน้ำไหล ก็เพราะเป็นราวกะน้ำที่ไหลไปสู่ที่ลุ่ม ฉะนั้น. การลำเอียงนี้ ตรัสไว้ด้วยสามารถแห่งการเป็นธรรมสาธารณะแม้แก่การลำเอียงทั้ง ๔.
วิปริเยสะ ความเข้าใจผิด
สภาวะใดย่อมแสวงหาสิ่งตรงกันข้าม โดยนัยว่า สิ่งทั้งหลายมีความไม่เที่ยงเป็นต้น ว่าเป็นของเที่ยงเป็นต้น สภาวะนั้น จึงชื่อว่าวิปริเยสะ (ความเข้าใจผิด). ความเข้าใจผิด เพราะสัญญา ชื่อว่าสัญญาวิปริเยสะ. ในวิปริเยสะทั้ง ๒ แม้นอกนี้ก็นัยนี้. วิปริเยสะทั้ง ๔ เหล่านี้ ย่อมมีด้วยสามารถแห่งวัตถุ ๔ (คืออนิจจะ ทุกขะ อนัตตะและอสุภะ) จึงเป็นวิปริเยสะ ๑๒ ด้วยสามารถแห่งสัญญาเป็นต้น.
ในวัตถุเหล่าใด วิปริเยสะ ๘ ในวิปริเยสะเหล่านั้น ย่อมละได้ด้วยโสดาปัตติมรรค.
ในคำว่า อสุเภ สุภํ นี้ บัณฑิตพึงทราบว่า สัญญาและจิตตวิปัลลาสย่อมเบาบางไป ด้วยสกทาคามิมรรค และย่อมละได้ด้วยอนาคามิมรรค.
ในคำว่า ทุกฺเข สุขํ นี้ พึงทราบว่า ย่อมละได้ด้วยอรหัตมรรค.
อริยโวหาร
คำว่า อนริยโวหารา ได้แก่ โวหารคือถ้อยคำทั้งหลาย อันมิใช่ของพระอริยะเป็นถ้อยคำลามก.
คำว่า ทิฏฺฐวาทิตา (แปลว่า พูดว่าเห็น) ได้แก่ เป็นผู้มีปกติกล่าวอย่างนี้ว่า สิ่งนี้ ข้าพเจ้าเห็นแล้ว.
ก็ในคำนี้ บัณฑิตพึงทราบเนื้อความ ด้วยสามารถแห่งเจตนาอันยังวาจานั้นๆ ให้ตั้งขึ้น. แม้คำว่า เจตนาที่บุคคลนั้นกล่าวพร้อมกับเสียง ดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสไว้แล้วนั่นแหละ. ในหมวด ๔ แห่งอริยโวหารที่ ๒ ก็นัยนี้.
จริงอยู่ ขึ้นชื่อว่าพระอริยะไม่เห็นแล้ว กล่าวว่าเราเห็นแล้ว หรือว่า เห็นแล้ว กล่าวว่าเราไม่เห็น ย่อมไม่มี. บุคคลผู้มิใช่พระอริยะเท่านั้น ย่อมกล่าวอย่างนี้. เพราะฉะนั้น เมื่อบุคคลกล่าวอยู่อย่างนี้ บัณฑิตพึงทราบว่า เจตนา ๘ เหล่านั้นพร้อมกับเสียง ชื่อว่า อนริยโวหาร ๘.
หมวด ๔ ที่หนึ่งในทุจริตทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยสามารถแห่งเจตนาอันเป็นบาป (เป็นเวร) หมวด ๔ ที่สอง ตรัสไว้ด้วยสามารถแห่งวจีทุจจริต.
ในภัยทั้งหลาย ภัยอันเกิดขึ้น เพราะอาศัยความเกิด (ชาติ) ชื่อว่าชาติภัย ในหมวด ๔ ที่หนึ่ง. แม้ในภัยที่เหลือ ก็นัยนี้แหละ. ภัยอันเกิดขึ้นแต่พระราชา ชื่อว่าราชภัย ในหมวด ๔ ที่สอง. แม้ในภัยที่เหลือ ก็นัยนี้. ภัย ๔ ในหมวด ๔ ที่สาม เมื่อบุคคลหยั่งลงสู่น้ำในมหาสมุทร จึงชื่อว่าเป็นภัยตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสนั้น.
ได้ยินว่า ในมหาสมุทร คลื่นชื่อว่ามหินทวีจิ ตั้งขึ้นไปในเบื้องบน ๖๐ โยชน์. คลื่นชื่อว่าคังคาวีจิ ตั้งขึ้นไปในเบื้องบน ๕๐ โยชน์. คลื่นชื่อว่าโรหนวีจิ ตั้งขึ้นไปในเบื้องบน ๔๐ โยชน์ ภัยอันเกิดขึ้นเพราะอาศัยลูกคลื่นทั้งหลายเห็นปานนี้ ชื่อว่าอูมิภัย ภัยเกิดขึ้นแต่คลื่น. ภัยเกิดแต่จระเข้ ชื่อว่ากุมภิลภัย. ภัยเกิดแต่วังน้ำวน ชื่อว่าอาวัฏฏภัย. สุํสุกา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่าปลาร้ายภัยแต่ปลาร้ายนั้น ชื่อว่าสุงสุกาภัย.
คำว่า ภัยเกิดแต่การค่อนขอดตัวเอง ในหมวด ๔ ที่สี่ได้แก่ ภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้มีบาปกรรมติเตียนตนเอง.
คำว่า ภัยเกิดแต่การค่อนขอดผู้อื่น ได้แก่ ภัยที่เกิดขึ้นแต่การติเตียนบุคคลอื่น.
คำว่า ภัยเกิดแต่อาชญา ได้แก่ ภัยอันเกิดขึ้น เพราะอาศัยอาชญาอันพระราชาให้เป็นไปแก่บุคคลผู้ครองเรือน (อาคาริกบุคคล) และเพราะอาชญา คือพระวินัยของผู้ไม่ครองเรือน.
คำว่า ภัยเกิดแต่อบาย ได้แก่ ภัยอันเกิดขึ้นเพราะอาศัยอบายภูมิ ๔. ชื่อว่า มหาภัย ๑๖ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วด้วยภัย ๔ หมวดๆ ละ ๔ เหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้.
ชื่อว่า ติมพรูสกทิฏฐิ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในทิฏฐิจตุกกะ.
บรรดาทิฏฐิเหล่านั้น คำว่า สุขทุกข์ตนทำเอง ดังนี้ ได้แก่ เมื่อบุคคลเห็นเวทนา โดยความเป็นอัตตาตัวตนอยู่ ความเห็นผิดก็เกิดขึ้นว่า เวทนาอันเวทนานั่นเองทำไว้แล้ว ดังนี้. ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนั้น ก็จะปรากฏว่า เวทนาที่เกิดขึ้นในกาลก่อนนั้นยังมีอยู่ เพราะฉะนั้น ทิฏฐิคือความเห็นผิดนี้ จึงชื่อว่าสัสสตทิฏฐิ.
คำว่า สจฺจโต เถตโต ได้แก่ (ทิฏฐิเกิดขึ้น) โดยสัจจะ โดยถาวร.
คำว่า สุขทุกข์อันคนอื่นทำให้ ดังนี้ อธิบายว่า เมื่อเสวยเวทนาอันเกิดขึ้นเฉพาะหน้า ก็เห็นว่า ตนมีเวทนา คือมีเวทนาอื่นกระทำให้ ทิฏฐิความเห็นผิด ก็จะเกิดขึ้นว่า เวทนานี้อันเวทนาอื่นทำให้ ดังนี้. ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนี้ ความขาดสูญแห่งเวทนาอันเกิดขึ้นก่อนย่อมปรากฏว่า เพราะเวทนาเป็นผู้กระทำเวทนา ฉะนั้น ทิฏฐินี้จึงชื่อว่าอุจเฉททิฏฐิ.
คำว่า สุขทุกข์ตนทำเองด้วย คนอื่นทำให้ด้วย ดังนี้ ได้แก่ ทิฏฐิความเห็นผิดที่เกิดขึ้นแก่ผู้ยึดถือว่า สุขทุกข์ตนทำเองครึ่งหนึ่ง ผู้อื่นทำให้ครึ่งหนึ่ง โดยอรรถตามที่กล่าวแล้วนั่นแหละ นี้ชื่อว่าสัสสตุจเฉททิฏฐิ.
ทิฏฐิความเห็นผิดข้อที่ ๔ เกิดขึ้นแก่ผู้ยึดถือว่า สุขทุกข์ไม่มีเหตุเลย ดังนี้ ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนั้น ทิฏฐินี้จึงชื่อว่าอเหตุกทิฏฐิ.
บทที่เหลือในที่นี้ มีอรรถตื้นทั้งนั้น เพราะมีนัยตามที่กล่าวในหนหลังแล.
____________________________
ติมพรูสกทิฏฐิ ได้แก่ ทิฏฐิที่ชุ่มอยู่ด้วยราคะ ท่านผู้รู้ให้คำอธิบายว่า เป็นทิฏฐิที่เกิดจากการเรียนมากแล้วมีมานะว่า ฉันเป็นผู้คงแก่เรียน (สัสสต, อุจเฉท, อเหตุกทิฏฐิ).
ในสักกายทิฏฐิว่า เวทนํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ แปลว่า เห็นเวทนาโดยความเป็นตน โดยเข้าใจว่าเวทนาเป็นอันเดียวกับตน.
ในสักกายทิฏฐิว่า เวทนาวนฺตํ วา อตฺตานํ แปลว่า อีกอย่างหนึ่ง เห็นตนมีเวทนา โดยเข้าใจว่าตนกับเวทนาเป็นคนละอย่าง.
จตุกกนิทเทส จบ. \ -----------------------------------------------------