อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · บาลี · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๙๒๖

ติกนิเทศ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๙๒๖–๙๖๐พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 35 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 35 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 28 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


ตตฺถ กตมานิ ตีณิ อกุสลมูลานิ โลโภ โทโส โมโห ฯ ตตฺถ กตโม โลโภ โย ราโค สาราโค อนุนโย อนุโรโธ นนฺที นนฺทีราโค จิตฺตสฺส สาราโค อิจฺฉา มุจฺฉา อชฺโฌสานํ เคโธ ปลิเคโธ สงฺโค ปงฺโก เอชา มายา ชนิกา สญฺชนนี สิพฺพินี ชาลินี สริตา วิสตฺติกา สุตฺตํ วิสฏา อายูหนี ทุติยา ปณิธิ ภวเนตฺติ วนํ วนโถ สนฺถโว สิเนโห อเปกฺขา ปฏิพนฺธุ อาสา อาสึสนา อาสึสิตตฺตํ รูปาสา สทฺทาสา คนฺธาสา รสาสา โผฏฺฐพฺพาสา ลาภาสา ธนาสา ปุตฺตาสา ชีวิตาสา ชปฺปา ปชปฺปา อภิชปฺปา ชปฺปา ชปฺปนา ชปฺปิตตฺตํ โลลุปฺปํ โลลุปฺปายนา โลลุปฺปายิตตฺตํ ปุญฺจิกตา สาธุกมฺยตา อธมฺมราโค วิสมโลโภ นิกนฺติ นิกามนา ปตฺถนา ปิหนา สมฺปตฺถนา กามตณฺหา ภวตณฺหา วิภวตณฺหา รูปตณฺหา อรูปตณฺหา นิโรธตณฺหา รูปตณฺหา สทฺทตณฺหา คนฺธตณฺหา รสตณฺหา โผฏฺฐพฺพตณฺหา ธมฺมตณฺหา โอโฆ โยโค คนฺโถ อุปาทานํ อาวรณํ นีวรณํ ฉาทนํ พนฺธนํ อุปกฺกิเลโส กิเลโส อนุสโย ปริยุฏฺฐานํ ลตา เววิจฺฉํ ทุกฺขมูลํ ทุกฺขนิทานํ ทุกฺขปฺปภโว มารปาโส มารพลิสํ มารวิสโย ตณฺหานที ตณฺหาชาลํ ตณฺหาคทฺทุลํ ตณฺหาสมุทฺโท อภิชฺฌา โลโภ อกุสลมูลํ อยํ วุจฺจติ โลโภ ฯ {๙๒๖.๑} ตตฺถ กตโม โทโส อนตฺถํ เม อจรีติ อาฆาโต ชายติ อนตฺถํ เม จรตีติ อาฆาโต ชายติ อนตฺถํ เม จริสฺสตีติ อาฆาโต ชายติ ปิยสฺส เม มนาปสฺส อนตฺถํ อจริ อนตฺถํ จรติ อนตฺถํ จริสฺสตีติ อาฆาโต ชายติ อปฺปิยสฺส เม อมนาปสฺส อตฺถํ อจริ อตฺถํ จรติ อตฺถํ จริสฺสตีติ อาฆาโต ชายติ อฏฺฐาเน วา ปน อาฆาโต ชายติ โย เอวรูโป จิตฺตสฺส อาฆาโต ปฏิฆาโต ปฏิฆํ ปฏิวิโรโธ โกโป ปโกโป สมฺปโกโป โทโส ปโทโส สมฺปโทโส จิตฺตสฺส พฺยาปตฺติ มโนปโทโส โกโธ กุชฺฌนา กุชฺฌิตตฺตํ โทโส ทูสนา ทูสิตตฺตํ พฺยาปตฺติ พฺยาปชฺชนา พฺยาปชฺชิตตฺตํ วิโรโธ ปฏิวิโรโธ จณฺฑิกฺกํ อสฺสุโรโป อนตฺตมนตา จิตฺตสฺส อยํ วุจฺจติ โทโส ฯ {๙๒๖.๒} ตตฺถ กตโม โมโห ทุกฺเข อญฺญาณํ ทุกฺขสมุทเย อญฺญาณํ ทุกฺขนิโรเธ อญฺญาณํ ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย อญฺญาณํ ปุพฺพนฺเต อญฺญาณํ อปรนฺเต อญฺญาณํ ปุพฺพนฺตาปรนฺเต อญฺญาณํ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ อญฺญาณํ ยํ เอวรูปํ อญฺญาณํ อทสฺสนํ ฯเปฯ อวิชฺชาลงฺคี โมโห อกุสลมูลํ อยํ วุจฺจติ โมโห ฯ อิมานิ ตีณิ อกุสลมูลานิ ฯ

ตตฺถ กตเม ตโย อกุสลวิตกฺกา กามวิตกฺโก พฺยาปาทวิตกฺโก วิหึสาวิตกฺโก ฯ ตตฺถ กตโม กามวิตกฺโก กามปฏิสํยุตฺโต ตกฺโก วิตกฺโก ฯเปฯ มิจฺฉาสงฺกปฺโป อยํ วุจฺจติ กามวิตกฺโก ฯ ตตฺถ กตโม พฺยาปาทวิตกฺโก พฺยาปาทปฏิสํยุตฺโต ตกฺโก วิตกฺโก ฯเปฯ มิจฺฉาสงฺกปฺโป อยํ วุจฺจติ พฺยาปาทวิตกฺโก ฯ ตตฺถ กตโม วิหึสาวิตกฺโก วิหึสาปฏิสํยุตฺโต ตกฺโก วิตกฺโก ฯเปฯ มิจฺฉาสงฺกปฺโป อยํ วุจฺจติ วิหึสาวิตกฺโก ฯ อิเม ตโย อกุสลวิตกฺกา ฯ

ตตฺถ กตมา ติสฺโส อกุสลสญฺญา กามสญฺญา พฺยาปาทสญฺญา วิหึสาสญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา กามสญฺญา กามปฏิสํยุตฺตา สญฺญา สญฺชานนา สญฺชานิตตฺตํ อยํ วุจฺจติ กามสญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา พฺยาปาทสญฺญา พฺยาปาทปฏิสํยุตฺตา สญฺญา สญฺชานนา สญฺชานิตตฺตํ อยํ วุจฺจติ พฺยาปาทสญฺญา ฯ ตตฺถ กตมา วิหึสาสญฺญา วิหึสาปฏิสํยุตฺตา สญฺญา สญฺชานนา สญฺชานิตตฺตํ อยํ วุจฺจติ วิหึสาสญฺญา ฯ อิมา ติสฺโส อกุสลสญฺญา ฯ

ตตฺถ กตมา ติสฺโส อกุสลธาตุโย กามธาตุ พฺยาปาทธาตุ วิหึสาธาตุ ฯ ตตฺถ กตมา กามธาตุ กามวิตกฺโก กามธาตุ ฯ พฺยาปาทวิตกฺโก พฺยาปาทธาตุ ฯ วิหึสาวิตกฺโก วิหึสาธาตุ ฯ ตตฺถ กตโม กามวิตกฺโก กามปฏิสํยุตฺโต ตกฺโก วิตกฺโก ฯเปฯ มิจฺฉาสงฺกปฺโป อยํ วุจฺจติ กามวิตกฺโก ฯ ตตฺถ กตโม พฺยาปาทวิตกฺโก พฺยาปาทปฏิสํยุตฺโต ตกฺโก วิตกฺโก ฯเปฯ มิจฺฉาสงฺกปฺโป อยํ วุจฺจติ พฺยาปาทวิตกฺโก ฯ ตตฺถ กตโม วิหึสาวิตกฺโก วิหึสาปฏิสํยุตฺโต ตกฺโก วิตกฺโก ฯเปฯ มิจฺฉาสงฺกปฺโป อยํ วุจฺจติ วิหึสาวิตกฺโก ฯ อิมา ติสฺโส อกุสลธาตุโย ฯ

ตตฺถ กตมานิ ตีณิ ทุจฺจริตานิ กายทุจฺจริตํ วจีทุจฺจริตํ มโนทุจฺจริตํ ฯ ตตฺถ กตมํ กายทุจฺจริตํ ปาณาติปาโต อทินฺนาทานํ กาเมสุมิจฺฉาจาโร อิทํ วุจฺจติ กายทุจฺจริตํ ฯ ตตฺถ กตมํ วจีทุจฺจริตํ มุสาวาโท ปิสุณา วาจา ผรุสา วาจา สมฺผปฺปลาโป อิทํ วุจฺจติ วจีทุจฺจริตํ ฯ ตตฺถ กตมํ มโนทุจฺจริตํ อภิชฺฌา พฺยาปาโท มิจฺฉาทิฏฺฐิ อิทํ วุจฺจติ มโนทุจฺจริตํ ฯ ตตฺถ กตมํ กายทุจฺจริตํ อกุสลํ กายกมฺมํ กายทุจฺจริตํ ฯ อกุสลํ วจีกมฺมํ วจีทุจฺจริตํ ฯ อกุสลํ มโนกมฺมํ มโนทุจฺจริตํ ฯ ตตฺถ กตมํ อกุสลํ กายกมฺมํ อกุสลา กายสญฺเจตนา อกุสลํ กายกมฺมํ ฯ อกุสลา วจีสญฺเจตนา อกุสลํ วจีกมฺมํ ฯ อกุสลา มโนสญฺเจตนา อกุสลํ มโนกมฺมํ ฯ อิมานิ ตีณิ ทุจฺจริตานิ ฯ

ตตฺถ กตเม ตโย อาสวา กามาสโว ภวาสโว อวิชฺชาสโว ฯ ตตฺถ กตโม กามาสโว โย กาเมสุ กามจฺฉนฺโท ฯเปฯ กามชฺโฌสานํ อยํ วุจฺจติ กามาสโว ฯ ตตฺถ กตโม ภวาสโว โย ภเวสุ ภวจฺฉนฺโท ฯเปฯ ภวชฺโฌสานํ อยํ วุจฺจติ ภวาสโว ฯ ตตฺถ กตโม อวิชฺชาสโว ทุกฺเข อญฺญาณํ ฯเปฯ อวิชฺชาลงฺคี โมโห อกุสลมูลํ อยํ วุจฺจติ อวิชฺชาสโว ฯ อิเม ตโย อาสวา ฯ

ตตฺถ กตมานิ ตีณิ สญฺโญชนานิ สกฺกายทิฏฺฐิ วิจิกิจฺฉา สีลพฺพตปรามาโส ฯ ตตฺถ กตมา สกฺกายทิฏฺฐิ อิธ อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน อริยานํ อทสฺสาวี อริยธมฺมสฺส อโกวิโท อริยธมฺเม อวินีโต สปฺปุริสานํ อทสฺสาวี สปฺปุริสธมฺมสฺส อโกวิโท สปฺปุริสธมฺเม อวินีโต รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ รูปวนฺตํ วา อตฺตานํ อตฺตนิ วา รูปํ รูปสฺมึ วา อตฺตานํ เวทนํ ฯเปฯ สญฺญํ ฯเปฯ สงฺขาเร ฯเปฯ วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ วิญฺญาณวนฺตํ วา อตฺตานํ อตฺตนิ วา วิญฺญาณํ วิญฺญาณสฺมึ วา อตฺตานํ ยา เอวรูปา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิคตํ ฯเปฯ วิปริเยสคฺคาโห อยํ วุจฺจติ สกฺกายทิฏฺฐิ ฯ {๙๓๒.๑} ตตฺถ กตมา วิจิกิจฺฉา สตฺถริ กงฺขติ วิจิกิจฺฉติ ธมฺเม กงฺขติ วิจิกิจฺฉติ สงฺเฆ กงฺขติ วิจิกิจฺฉติ สิกฺขาย กงฺขติ วิจิกิจฺฉติ ปุพฺพนฺเต กงฺขติ วิจิกิจฺฉติ อปรนฺเต กงฺขติ วิจิกิจฺฉติ ปุพฺพนฺตาปรนฺเต กงฺขติ วิจิกิจฺฉติ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ กงฺขติ วิจิกิจฺฉติ ยา เอวรูปา กงฺขา กงฺขายนา กงฺขายิตตฺตํ ฯเปฯ ถมฺภิตตฺตํ จิตฺตสฺส มโนวิเลโข อยํ วุจฺจติ วิจิกิจฺฉา ฯ ตตฺถ กตโม สีลพฺพตปรามาโส อิโต พหิทฺธา สมณพฺราหฺมณานํ สีเลน สุทฺธิ วเตน สุทฺธิ สีลพฺพเตน สุทฺธีติ ยา เอวรูปา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิคตํ ฯเปฯ วิปริเยสคฺคาโห อยํ วุจฺจติ สีลพฺพตปรามาโส ฯ อิมานิ ตีณิ สญฺโญชนานิ ฯ

ตตฺถ กตมา ติสฺโส ตณฺหา กามตณฺหา ภวตณฺหา วิภวตณฺหา ฯ ตตฺถ กตมา ภวตณฺหา ภวทิฏฺฐิสหคโต ราโค สาราโค ฯเปฯ จิตฺตสฺส สาราโค อยํ วุจฺจติ ภวตณฺหา ฯ ตตฺถ กตมา วิภวตณฺหา อุจฺเฉททิฏฺฐิสหคโต ราโค สาราโค ฯเปฯ จิตฺตสฺส สาราโค อยํ วุจฺจติ วิภวตณฺหา ฯ อวเสสา ตณฺหา กามตณฺหา ฯ ตตฺถ กตมา กามตณฺหา กามธาตุปฏิสํยุตฺโต ราโค สาราโค ฯเปฯ จิตฺตสฺส สาราโค อยํ วุจฺจติ กามตณฺหา ฯ รูปธาตุ- อรูปธาตุปฏิสํยุตฺโต ราโค สาราโค ฯเปฯ จิตฺตสฺส สาราโค อยํ วุจฺจติ ภวตณฺหา ฯ อุจฺเฉททิฏฺฐิสหคโต ราโค สาราโค ฯเปฯ จิตฺตสฺส สาราโค อยํ วุจฺจติ วิภวตณฺหา ฯ อิมา ติสฺโส ตณฺหา ฯ

ตตฺถ กตมา อปราปิ ติสฺโส ตณฺหา กามตณฺหา รูปตณฺหา อรูปตณฺหา ฯ ตตฺถ กตมา กามตณฺหา กามธาตุ- ปฏิสํยุตฺโต ราโค สาราโค ฯเปฯ จิตฺตสฺส สาราโค อยํ วุจฺจติ กามตณฺหา ฯ ตตฺถ กตมา รูปตณฺหา รูปธาตุปฏิสํยุตฺโต ราโค สาราโค ฯเปฯ จิตฺตสฺส สาราโค อยํ วุจฺจติ รูปตณฺหา ฯ ตตฺถ กตมา อรูปตณฺหา อรูปธาตุปฏิสํยุตฺโต ราโค สาราโค ฯเปฯ จิตฺตสฺส สาราโค อยํ วุจฺจติ อรูปตณฺหา ฯ อิมา ติสฺโส ตณฺหา ฯ

ตตฺถ กตมา อปราปิ ติสฺโส ตณฺหา รูปตณฺหา อรูปตณฺหา นิโรธตณฺหา ฯ ตตฺถ กตมา รูปตณฺหา รูปธาตุปฏิสํยุตฺโต ราโค สาราโค ฯเปฯ จิตฺตสฺส สาราโค อยํ วุจฺจติ รูปตณฺหา ฯ ตตฺถ กตมา อรูปตณฺหา อรูปธาตุปฏิสํยุตฺโต ราโค สาราโค ฯเปฯ จิตฺตสฺส สาราโค อยํ วุจฺจติ อรูปตณฺหา ฯ ตตฺถ กตมา นิโรธตณฺหา อุจฺเฉททิฏฺฐิสหคโต ราโค สาราโค ฯเปฯ จิตฺตสฺส สาราโค อยํ วุจฺจติ นิโรธตณฺหา ฯ อิมา ติสฺโส ตณฺหา ฯ

ตตฺถ กตมา ติสฺโส เอสนา กาเมสนา ภเวสนา พฺรหฺมจริเยสนา ฯ ตตฺถ กตมา กาเมสนา โย กาเมสุ กามจฺฉนฺโท ฯเปฯ กามชฺโฌสานํ อยํ วุจฺจติ กาเมสนา ฯ ตตฺถ กตมา ภเวสนา โย ภเวสุ ภวจฺฉนฺโท ฯเปฯ ภวชฺโฌสานํ อยํ วุจฺจติ ภเวสนา ฯ ตตฺถ กตมา พฺรหฺมจริเยสนา สสฺสโต โลโกติ วา อสสฺสโต โลโกติ วา ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา ยา เอวรูปา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิคตํ ฯเปฯ วิปริเยสคฺคาโห อยํ วุจฺจติ พฺรหฺมจริเยสนา ฯ ตตฺถ กตมา กาเมสนา กามราโค ตเทกฏฺฐํ อกุสลํ กายกมฺมํ วจีกมฺมํ มโนกมฺมํ อยํ วุจฺจติ กาเมสนา ฯ ตตฺถ กตมา ภเวสนา ภวราโค ตเทกฏฺฐํ อกุสลํ กายกมฺมํ วจีกมฺมํ มโนกมฺมํ อยํ วุจฺจติ ภเวสนา ฯ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ตเทกฏฺฐํ อกุสลํ กายกมฺมํ วจีกมฺมํ มโนกมฺมํ อยํ วุจฺจติ พฺรหฺมจริเยสนา ฯ อิมา ติสฺโส เอสนา ฯ

ตตฺถ กตมา ติสฺโส วิธา เสยฺโยหมสฺมีติ วิธา สทิโสหมสฺมีติ วิธา หีโนหมสฺมีติ วิธา อิมา ติสฺโส วิธา ฯ

ตตฺถ กตมานิ ตีณิ ภยานิ ชาติภยํ ชราภยํ มรณภยํ ฯ ตตฺถ กตมํ ชาติภยํ ชาตึ ปฏิจฺจ ภยํ ภยานกํ ฉมฺภิตตฺตํ โลมหํโส เจตโส อุตฺราโส อิทํ วุจฺจติ ชาติภยํ ฯ ตตฺถ กตมํ ชราภยํ ชรํ ปฏิจฺจ ภยํ ภยานกํ ฉมฺภิตตฺตํ โลมหํโส เจตโส อุตฺราโส อิทํ วุจฺจติ ชราภยํ ฯ ตตฺถ กตมํ มรณภยํ มรณํ ปฏิจฺจ ภยํ ภยานกํ ฉมฺภิตตฺตํ โลมหํโส เจตโส อุตฺราโส อิทํ วุจฺจติ มรณภยํ ฯ อิมานิ ตีณิ ภยานิ ฯ

ตตฺถ กตมานิ ตีณิ ตมานิ อตีตํ อทฺธานํ อารพฺภ กงฺขติ วิจิกิจฺฉติ นาธิมุจฺจติ น สมฺปสีทติ อนาคตํ อทฺธานํ อารพฺภ กงฺขติ วิจิกิจฺฉติ นาธิมุจฺจติ น สมฺปสีทติ ปจฺจุปฺปนฺนํ อทฺธานํ อารพฺภ กงฺขติ วิจิกิจฺฉติ นาธิมุจฺจติ น สมฺปสีทติ อิมานิ ตีณิ ตมานิ ฯ

ตตฺถ กตมานิ ตีณิ ติตฺถายตนานิ อิเธกจฺโจ สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา เอวํวาที โหติ เอวํทิฏฺฐิ ยงฺกิญฺจายํ ปุริสปุคฺคโล ปฏิสํเวเทติ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา สพฺพนฺตํ ปุพฺเพ กตเหตูติ อิธ ปเนกจฺโจ สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา เอวํวาที โหติ เอวํทิฏฺฐิ ยงฺกิญฺจายํ ปุริสปุคฺคโล ปฏิสํเวเทติ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา สพฺพนฺตํ อิสฺสรนิมฺมานเหตูติ อิธ ปเนกจฺโจ สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา เอวํวาที โหติ เอวํทิฏฺฐิ ยงฺกิญฺจายํ ปุริสปุคฺคโล ปฏิสํเวเทติ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา สพฺพนฺตํ อเหตุอปฺปจฺจยาติ อิมานิ ตีณิ ติตฺถายตนานิ ฯ

ตตฺถ กตเม ตโย กิญฺจนา ราโค กิญฺจนํ โทโส กิญฺจนํ โมโห กิญฺจนํ อิเม ตโย กิญฺจนา ฯ

ตตฺถ กตมานิ ตีณิ องฺคณานิ ราโค องฺคณํ โทโส องฺคณํ โมโห องฺคณํ อิมานิ ตีณิ องฺคณานิ ฯ

ตตฺถ กตมานิ ตีณิ มลานิ ราโค มลํ โทโส มลํ โมโห มลํ อิมานิ ตีณิ มลานิ ฯ

ตตฺถ กตมานิ ตีณิ วิสมานิ ราโค วิสมํ โทโส วิสมํ โมโห วิสมํ อิมานิ ตีณิ วิสมานิ ฯ

ตตฺถ กตมานิ อปรานิปิ ตีณิ วิสมานิ กายวิสมํ วจีวิสมํ มโนวิสมํ อิมานิ ตีณิ วิสมานิ ฯ

ตตฺถ กตเม ตโย อคฺคี ราคคฺคิ โทสคฺคิ โมหคฺคิ อิเม ตโย อคฺคี ฯ

ตตฺถ กตเม ตโย กสาวา ราคกสาโว โทสกสาโว โมหกสาโว อิเม ตโย กสาวา ฯ

ตตฺถ กตเม อปเรปิ ตโย กสาวา กายกสาโว วจีกสาโว มโนกสาโว อิเม ตโย กสาวา ฯ

ตตฺถ กตมา อสฺสาททิฏฺฐิ อิเธกจฺโจ สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา เอวํวาที โหติ เอวํทิฏฺฐิ นตฺถิ กาเมสุ โทโสติ โส กาเมสุ ปาตพฺยตํ อาปชฺชติ อยํ วุจฺจติ อสฺสาททิฏฺฐิ ฯ ตตฺถ กตมา อตฺตานุทิฏฺฐิ อิธ อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน อริยานํ อทสฺสาวี อริยธมฺมสฺส อโกวิโท อริยธมฺเม อวินีโต สปฺปุริสานํ อทสฺสาวี สปฺปุริสธมฺมสฺส อโกวิโท สปฺปุริสธมฺเม อวินีโต รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ รูปวนฺตํ วา อตฺตานํ อตฺตนิ วา รูปํ รูปสฺมึ วา อตฺตานํ เวทนํ ฯเปฯ สญฺญํ ฯเปฯ สงฺขาเร ฯเปฯ วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ วิญฺญาณวนฺตํ วา อตฺตานํ อตฺตนิ วา วิญฺญาณํ วิญฺญาณสฺมึ วา อตฺตานํ ยา เอวรูปา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิคตํ ฯเปฯ วิปริเยสคฺคาโห อยํ วุจฺจติ อตฺตานุทิฏฺฐิ ฯ ตตฺถ กตมา มิจฺฉาทิฏฺฐิ นตฺถิ ทินฺนํ นตฺถิ ยิฏฺฐํ ฯเปฯ เย อิมญฺจ โลกํ ปรญฺจ โลกํ สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทนฺตีติ ยา เอวรูปา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิคตํ ฯเปฯ วิปริเยสคฺคาโห อยํ วุจฺจติ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯ สสฺสตทิฏฺฐิ อสฺสาททิฏฺฐิ ฯ สกฺกายทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ ฯ อุจฺเฉททิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯ

ตตฺถ กตมา อรติ ปนฺเตสุ วา เสนาสเนสุ อญฺญตรญฺญตเรสุ วา อธิกุสเลสุ ธมฺเมสุ อรติ อรติกา อนภิรติ อนภิรมนา อุกฺกณฺฐิตา ปริตสิตา อยํ วุจฺจติ อรติ ฯ ตตฺถ กตมา วิเหสา อิเธกจฺโจ ปาณินา วา เลฑฺฑุนา วา ทณฺเฑน วา สตฺเถน วา รชฺชุยา วา อญฺญตรญฺญตเรน สตฺเต วิเหเฐติ ยา เอวรูปา เหฐนา วิเหฐนา หึสนา วิหึสนา โรสนา วิโรสนา ปรูปฆาโต อยํ วุจฺจติ วิเหสา ฯ ตตฺถ กตมา อธมฺมจริยา กาเยน อธมฺมจริยา วิสมจริยา วาจาย อธมฺมจริยา วิสมจริยา มนสา อธมฺมจริยา วิสมจริยา อยํ วุจฺจติ อธมฺมจริยา ฯ

ตตฺถ กตมา โทวจสฺสตา สหธมฺมิเก วุจฺจมาเน โทวจสฺสายํ โทวจสฺสิยํ โทวจสฺสตา วิปฺปฏิกูลคาหิตา วิปจฺจนีกสาตตา อนาทริยํ อนาทรตา อคารวตา อปฺปฏิสฺสวตา อยํ วุจฺจติ โทวจสฺสตา ฯ ตตฺถ กตมา ปาปมิตฺตตา เย เต ปุคฺคลา อสฺสทฺธา ทุสฺสีลา อปฺปสฺสุตา มจฺฉริโน ทุปฺปญฺญา ยา เตสํ เสวนา นิเสวนา สํเสวนา ภชนา สมฺภชนา ภตฺติ สมฺภตฺติ ตํสมฺปวงฺกตา อยํ วุจฺจติ ปาปมิตฺตตา ฯ ตตฺถ กตมา นานตฺตสญฺญา กามสญฺญา พฺยาปาทสญฺญา วิหึสาสญฺญา อยํ วุจฺจติ นานตฺตสญฺญา สพฺพาปิ อกุสลสญฺญา นานตฺตสญฺญา ฯ

ตตฺถ กตมํ อุทฺธจฺจํ ยํ จิตฺตสฺส อุทฺธจฺจํ อวูปสโม เจตโส วิกฺเขโป ภนฺตตฺตํ จิตฺตสฺส อิทํ วุจฺจจิ อุทฺธจฺจํ ฯ ตตฺถ กตมํ โกสชฺชํ กายทุจฺจริเต วา วจีทุจฺจริเต วา มโนทุจฺจริเต วา ปญฺจสุ วา กามคุเณสุ จิตฺตสฺส โวสฺสคฺโค โวสฺสคฺคานุปฺปทานํ กุสลานํ วา ธมฺมานํ ภาวนาย อสกฺกจฺจกิริยตา อสาตจฺจกิริยตา อนฏฺฐิตกิริยตา โอลีนวุตฺติตา นิกฺขิตฺตจฺฉนฺทตา นิกฺขิตฺตธุรตา อนาเสวนา อภาวนา อพหุลีกมฺมํ อนธิฏฺฐานํ อนนุโยโค ปมาโท อิทํ วุจฺจติ โกสชฺชํ ฯ ตตฺถ กตโม ปมาโท กายทุจฺจริเต วา วจีทุจฺจริเต วา มโนทุจฺจริเต วา ปญฺจสุ วา กามคุเณสุ จิตฺตสฺส โวสฺสคฺโค โวสฺสคฺคานุปฺปทานํ กุสลานํ วา ธมฺมานํ ภาวนาย อสกฺกจฺจกิริยตา อสาตจฺจกิริยตา อนฏฺฐิตกิริยตา โอลีนวุตฺติตา นิกฺขิตฺตจฺฉนฺทตา นิกฺขิตฺตธุรตา อนาเสวนา อภาวนา อพหุลีกมฺมํ อนธิฏฺฐานํ อนนุโยโค ปมาโท โย เอวรูโป ปมาโท ปมชฺชนา ปมชฺชิตตฺตํ อยํ วุจฺจติ ปมาโท ฯ

ตตฺถ กตมา อสนฺตุฏฺฐิตา อิตริตรจีวรปิณฺฑปาตเสนาสน- คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขาเรหิ ปญฺจหิ วา กามคุเณหิ อสนฺตุฏฺฐสฺส ภิยฺโยกมฺยตา ยา เอวรูปา อิจฺฉา อิจฺฉาคตํ อสนฺตุฏฺฐิตา ราโค สาราโค ฯเปฯ จิตฺตสฺส สาราโค อยํ วุจฺจติ อสนฺตุฏฺฐิตา ฯ ตตฺถ กตมา อสมฺปชญฺญตา ยํ อญฺญาณํ อทสฺสนํ ฯเปฯ อวิชฺชาลงฺคี โมโห อกุสลมูลํ อยํ วุจฺจติ อสมฺปชญฺญตา ฯ ตตฺถ กตมา มหิจฺฉตา อิตริตรจีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขาเรหิ ปญฺจหิ วา กามคุเณหิ อสนฺตุฏฺฐสฺส ภิยฺโยกมฺยตา ยา เอวรูปา อิจฺฉา อิจฺฉาคตํ มหิจฺฉตา ราโค สาราโค ฯเปฯ จิตฺตสฺส สาราโค อยํ วุจฺจติ มหิจฺฉตา ฯ

ตตฺถ กตมํ อหิริกํ ยํ น หิริยติ หิริยิตพฺเพน น หิริยติ ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ สมาปตฺติยา อิทํ วุจฺจติ อหิริกํ ฯ ตตฺถ กตมํ อโนตฺตปฺปํ ยํ น โอตฺตปฺปติ โอตฺตปฺปิตพฺเพน น โอตฺตปฺปติ ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ สมาปตฺติยา อิทํ วุจฺจติ อโนตฺตปฺปํ ฯ ตตฺถ กตโม ปมาโท กายทุจฺจริเต วา วจีทุจฺจริเต วา มโนทุจฺจริเต วา ปญฺจสุ วา กามคุเณสุ จิตฺตสฺส โวสฺสคฺโค โวสฺสคฺคานุปฺปทานํ กุสลานํ วา ธมฺมานํ ภาวนาย อสกฺกจฺจกิริยตา อสาตจฺจกิริยตา อนฏฺฐิตกิริยตา โอลีนวุตฺติตา นิกฺขิตฺตจฺฉนฺทตา นิกฺขิตฺตธุรตา อนาเสวนา อภาวนา อพหุลีกมฺมํ อนธิฏฺฐานํ อนนุโยโค ปมาโท โย เอวรูโป ปมาโท ปมชฺชนา ปมชฺชิตตฺตํ อยํ วุจฺจติ ปมาโท ฯ

ตตฺถ กตมํ อนาทริยํ ยํ อนาทริยํ อนาทรตา อคารวตา อปฺปฏิสฺสวตา อนาทา อนาทายนา อนาทายิตตฺตํ อสีลฺยํ อจิติกาโร อิทํ วุจฺจติ อนาทริยํ ฯ ตตฺถ กตมา โทวจสฺสตา สหธมฺมิเก วุจฺจมาเน โทวจสฺสายํ โทวจสฺสิยํ โทวจสฺสตา วิปฺปฏิกูลคาหิตา วิปจฺจนีกสาตตา อนาทริยํ อนาทรตา อคารวตา อปฺปฏิสฺสวตา อยํ วุจฺจติ โทวจสฺสตา ฯ ตตฺถ กตมา ปาปมิตฺตตา เย เต ปุคฺคลา อสฺสทฺธา ทุสฺสีลา อปฺปสฺสุตา มจฺฉริโน ทุปฺปญฺญา ยา เตสํ เสวนา นิเสวนา สํเสวนา ภชนา สมฺภชนา ภตฺติ สมฺภตฺติ ตํสมฺปวงฺกตา อยํ วุจฺจติ ปาปมิตฺตตา ฯ

ตตฺถ กตมํ อสฺสทฺธิยํ อิเธกจฺโจ อสฺสทฺโธ โหติ น สทฺทหติ พุทฺธํ วา ธมฺมํ วา สงฺฆํ วา ยํ เอวรูปํ อสฺสทฺธิยํ อสฺสทฺทหนา อโนกปฺปนา อนภิปฺปสาโท อิทํ วุจฺจติ อสฺสทฺธิยํ ฯ ตตฺถ กตมา อวทญฺญุตา ปญฺจ มจฺฉริยานิ อาวาสมจฺฉริยํ กุลมจฺฉริยํ ลาภมจฺฉริยํ วณฺณมจฺฉริยํ ธมฺมมจฺฉริยํ ยํ เอวรูปํ มจฺเฉรํ มจฺฉรายนา มจฺฉรายิตตฺตํ เววิจฺฉํ กทริยํ กฏุกญฺจุกตา อคฺคหิตตฺตํ จิตฺตสฺส อยํ วุจฺจติ อวทญฺญุตา ฯ ตตฺถ กตมํ โกสชฺชํ กายทุจฺจริเต วา วจีทุจฺจริเต วา มโนทุจฺจริเต วา ปญฺจสุ วา กามคุเณสุ จิตฺตสฺส โวสฺสคฺโค โวสฺสคฺคานุปฺปทานํ กุสลานํ วา ธมฺมานํ ภาวนาย อสกฺกจฺจกิริยตา อสาตจฺจกิริยตา อนฏฺฐิตกิริยตา โอลีนวุตฺติตา นิกฺขิตฺตจฺฉนฺทตา นิกฺขิตฺตธุรตา อนาเสวนา อภาวนา อพหุลีกมฺมํ อนธิฏฺฐานํ อนนุโยโค ปมาโท อิทํ วุจฺจติ โกสชฺชํ ฯ

ตตฺถ กตมํ อุทฺธจฺจํ ยํ จิตฺตสฺส อุทฺธจฺจํ อวูปสโม เจตโส วิกฺเขโป ภนฺตตฺตํ จิตฺตสฺส อิทํ วุจฺจติ อุทฺธจฺจํ ฯ ตตฺถ กตโม อสํวโร อิเธกจฺโจ จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา นิมิตฺตคฺคาหี โหติ อนุพฺยญฺชนคฺคาหี ยตฺวาธิกรณเมนํ จกฺขุนฺทฺริยํ อสํวุตํ วิหรนฺตํ อภิชฺฌาโทมนสฺสา ปาปกา อกุสลา ธมฺมา อนฺวาสฺสเวยฺยุํ ตสฺส สํวราย น ปฏิปชฺชติ น รกฺขติ จกฺขุนฺทฺริยํ จกฺขุนฺทฺริเย น สํวรํ อาปชฺชติ โสเตน สทฺทํ สุตฺวา ฯเปฯ ฆาเนน คนฺธํ ฆายิตฺวา ฯเปฯ ชิวฺหาย รสํ สายิตฺวา ฯเปฯ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ผุสิตฺวา ฯเปฯ มนสา ธมฺมํ วิญฺญาย นิมิตฺตคฺคาหี โหติ อนุพฺยญฺชนคฺคาหี ยตฺวาธิกรณเมนํ มนินฺทฺริยํ อสํวุตํ วิหรนฺตํ อภิชฺฌาโทมนสฺสา ปาปกา อกุสลา ธมฺมา อนฺวาสฺสเวยฺยุํ ตสฺส สํวราย น ปฏิปชฺชติ น รกฺขติ มนินฺทฺริยํ มนินฺทฺริเย น สํวรํ อาปชฺชติ อยํ วุจฺจติ อสํวโร ฯ ตตฺถ กตมํ ทุสฺสีลฺยํ กายิโก วีติกฺกโม วาจสิโก วีติกฺกโม กายิกวาจสิโก วีติกฺกโม อิทํ วุจฺจติ ทุสฺสีลฺยํ ฯ

ตตฺถ กตมา อริยานํ อทสฺสนกมฺยตา ตตฺถ กตเม อริยา อริยา วุจฺจนฺติ พุทฺธา จ พุทฺธสาวกา จ ยา อิเมสํ อริยานํ อทสฺสนกมฺยตา อทฏฺฐุกมฺยตา อสเมตุกมฺยตา อสมาคนฺตุกมฺยตา อยํ วุจฺจติ อริยานํ อทสฺสนกมฺยตา ฯ ตตฺถ กตมา สทฺธมฺมํ อโสตุกมฺยตา ตตฺถ กตโม สทฺธมฺโม จตฺตาโร สติปฏฺฐานา จตฺตาโร สมฺมปฺปธานา จตฺตาโร อิทฺธิปาทา ปญฺจินฺทฺริยานิ ปญฺจ พลานิ สตฺต โพชฺฌงฺคา อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค อยํ วุจฺจติ สทฺธมฺโม ยา อิมสฺส สทฺธมฺมสฺส อโสตุกมฺยตา อสฺสวนกมฺยตา อนุคฺคเหตุกมฺยตา อธาเรตุกมฺยตา อยํ วุจฺจติ สทฺธมฺมํ อโสตุกมฺยตา ฯ ตตฺถ กตมา อุปารมฺภจิตฺตตา ตตฺถ กตโม อุปารมฺโภ โย อุปารมฺโภ อนูปารมฺโภ อุปารมฺภนา อนูปารมฺภนา อนูปารมฺภิตตฺตํ อุญฺญา อวญฺญา ปริภโว รนฺธคเวสิตา อยํ วุจฺจติ อุปารมฺภจิตฺตตา ฯ

ตตฺถ กตมํ มุฏฺฐสจฺจํ ยา อสฺสติ อนุสฺสติ อปฺปฏิสฺสติ อสฺสติ อสรณตา อธารณตา ปิลาปนตา สมฺมุสนตา อิทํ วุจฺจติ มุฏฺฐสจฺจํ ฯ ตตฺถ กตมํ อสมฺปชญฺญํ ยํ อญฺญาณํ อทสฺสนํ ฯเปฯ อวิชฺชาลงฺคี โมโห อกุสลมูลํ อิทํ วุจฺจติ อสมฺปชญฺญํ ฯ ตตฺถ กตโม เจตโส วิกฺเขโป ยํ จิตฺตสฺส อุทฺธจฺจํ อวูปสโม เจตโส วิกฺเขโป ภนฺตตฺตํ จิตฺตสฺส อยํ วุจฺจติ เจตโส วิกฺเขโป ฯ

ตตฺถ กตโม อโยนิโส มนสิกาโร อนิจฺเจ นิจฺจนฺติ อโยนิโส มนสิกาโร ทุกฺเข สุขนฺติ อโยนิโส มนสิกาโร อนตฺตนิ อตฺตาติ อโยนิโส มนสิกาโร อสุเภ สุภนฺติ อโยนิโส มนสิกาโร สจฺจวิปฺปฏิกูเลน วา จิตฺตสฺส อาวชฺชนา อนาวชฺชนา อาโภโค สมนฺนาหาโร มนสิกาโร อยํ วุจฺจติ อโยนิโส มนสิกาโร ฯ ตตฺถ กตมา กุมฺมคฺคเสวนา ตตฺถ กตโม กุมฺมคฺโค มิจฺฉาทิฏฺฐิ มิจฺฉาสงฺกปฺโป มิจฺฉาวาจา มิจฺฉากมฺมนฺโต มิจฺฉาอาชีโว มิจฺฉาวายาโม มิจฺฉาสติ มิจฺฉาสมาธิ อยํ วุจฺจติ กุมฺมคฺโค ยา อิมสฺส กุมฺมคฺคสฺส เสวนา นิเสวนา สํเสวนา ภชนา สมฺภชนา ภตฺติ สมฺภตฺติ ตํสมฺปวงฺกตา อยํ วุจฺจติ กุมฺมคฺคเสวนา ฯ ตตฺถ กตมํ เจตโส ลีนตฺตํ ยา จิตฺตสฺส อกลฺยตา อกมฺมญฺญตา โอลียนา สลฺลียนา ลีนํ ลียนา ลียิตตฺตํ ถีนํ ถียนา ถียิตตฺตํ จิตฺตสฺส อิทํ วุจฺจติ เจตโส ลีนตฺตํ ฯ ติกํ ฯ

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๓. ติกนิทเทส

ข้อ ๙๐๙

บรรดามาติกาเหล่านั้น อกุศลมูล ๓ เป็นไฉน อกุศลมูล ๓ คือ โลภะ โทสะ และโมหะ @เชิงอรรถ : @ คือสังโยชน์ในกามภพ (อภิ.วิ.อ. ๙๐๘/๕๓๕) @ คือสังโยชน์ในรูปภพและอรูปภพ (อภิ.วิ.อ. ๙๐๘/๕๓๕)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๕๖๖}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๗. ขุททกวัตถุวิภังค์] ๓. ติกนิทเทส บรรดาอกุศลมูล ๓ นั้น โลภะ เป็นไฉน ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ความคล้อยตามอารมณ์ ความยินดี ความ เพลิดเพลิน ความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน ความกำหนัดนักแห่งจิตความอยาก ความสยบ ความหมกมุ่น ความใคร่ ความรักใคร่ ความข้องอยู่ความจมอยู่ ความหวั่นไหว ความหลอกลวง ธรรมชาติที่ยังสัตว์ให้เกิด ธรรมชาติที่ยังสัตว์ให้เกิดพร้อม ธรรมชาติที่ร้อยรัด ธรรมชาติที่มีข่าย ธรรมชาติที่ซ่านไปธรรมชาติที่ซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ ธรรมชาติที่เป็นกระแส ธรรมชาติที่แผ่ไปธรรมชาติที่ประมวลมา ธรรมชาติที่เป็นเพื่อนใจ ธรรมชาติที่ตั้งความปรารถนาธรรมชาติที่นำไปสู่ภพ ตัณหาเหมือนป่า ตัณหาเหมือนหมู่ไม้ที่ตั้งอยู่ในป่า ความเชยชิด ความเยื่อใย ความห่วงใย ความผูกพัน ความหวัง กิริยาที่หวัง ภาวะที่หวังความหวังรูป ความหวังเสียง ความหวังกลิ่น ความหวังรส ความหวังโผฏฐัพพะความหวังลาภ ความหวังทรัพย์ ความหวังบุตร ความหวังชีวิต ธรรมชาติที่อยากได้ธรรมชาติที่อยากได้ทั่ว ธรรมชาติที่อยากได้ยิ่ง กิริยาที่อยากได้ ภาวะที่อยากได้ความละโมบ กิริยาที่ละโมบ ภาวะที่ละโมบ ธรรมชาติที่เป็นเหตุซมซานไป ความใคร่ในอารมณ์ที่ดี ความกำหนัดในฐานะที่ไม่ควร ความโลภเกินขนาด ความติดใจกิริยาที่ติดใจ ความปรารถนา ความกระหยิ่ม ความปรารถนาจัด กามตัณหาภวตัณหา วิภวตัณหา ตัณหาในรูปภพ ตัณหาในอรูปภพ ตัณหาในนิโรธ (คือราคะที่สหรคตด้วยอุจเฉททิฏฐิ) รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหาโผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา โอฆะ โยคะ คันถะ อุปาทาน อาวรณ์ นิวรณ์เครื่องปิดบัง เครื่องผูกมัด อุปกิเลส อนุสัย ปริยุฏฐานะ ตัณหาเหมือนเถาวัลย์ความปรารถนาวัตถุมีอย่างต่างๆ รากเหง้าแห่งทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ แดนเกิดแห่งทุกข์ บ่วงแห่งมาร เบ็ดแห่งมาร แดนแห่งมาร ตัณหาเหมือนแม่น้ำ ตัณหา เหมือนข่าย ตัณหาเหมือนเชือกผูก ตัณหาเหมือนสมุทร อภิชฌา อกุศลมูลคือโลภะนี้เรียกว่า โลภะ โทสะ เป็นไฉน ความอาฆาตเกิดขึ้นว่า ผู้นี้เคยทำความเสื่อมเสียแก่เรา ผู้นี้กำลังทำความ เสื่อมเสียแก่เรา ผู้นี้จักทำความเสื่อมเสียแก่เรา ความอาฆาตเกิดขึ้นว่า ผู้นี้เคยทำ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๕๖๗}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๗. ขุททกวัตถุวิภังค์] ๓. ติกนิทเทส ความเสื่อมเสียแก่คนผู้เป็นที่รัก เป็นที่ชอบพอของเรา ผู้นี้กำลังทำความเสื่อมเสียแก่คนผู้เป็นที่รัก เป็นที่ชอบพอของเรา ผู้นี้จักทำความเสื่อมเสียแก่คนผู้เป็นที่รักเป็นที่ชอบพอของเรา ความอาฆาตเกิดขึ้นว่า ผู้นี้เคยทำประโยชน์แก่คนผู้ไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบพอของเรา ผู้นี้กำลังทำประโยชน์แก่คนผู้ไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบพอของเรา ผู้นี้จักทำประโยชน์แก่คนผู้ไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบพอของเรา หรือความอาฆาตเกิดขึ้นในฐานะที่ไม่สมควร จิตอาฆาต ความขัดเคือง ความกระทบ ความแค้น ความเคือง ความพลุ้งพล่าน โทสะ ความคิดประทุษร้าย ความมุ่งคิดประทุษร้าย ความขุ่นจิต ธรรมชาติที่ประทุษร้ายใจ ความโกรธ กิริยาที่โกรธ ภาวะที่โกรธ ความคิดประทุษร้าย กิริยาที่คิดประทุษร้าย ภาวะที่คิดประทุษร้าย ความคิดปองร้าย กิริยาที่คิดปองร้าย ภาวะที่คิดปองร้าย ความพิโรธ ความแค้น ความดุร้าย ความเกรี้ยวกราด ความไม่แช่มชื่นแห่งจิต มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า โทสะ โมหะ เป็นไฉน ความไม่รู้ในทุกข์ ความไม่รู้ในทุกขสมุทัย ความไม่รู้ในทุกขนิโรธ ความไม่รู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ความไม่รู้ในส่วนอดีต ความไม่รู้ในส่วนอนาคต ความไม่รู้ทั้งในส่วนอดีตและส่วนอนาคต ความไม่รู้ในสภาวธรรมที่เป็นปัจจัยของกันและกัน และอิงอาศัยกันเกิดขึ้น ความไม่รู้ ความไม่เห็น ฯลฯ ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูลคือโมหะมีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า โมหะ เหล่านี้ชื่อว่าอกุศลมูล ๓ (๑)

ข้อ ๙๑๐

อกุศลวิตก ๓ เป็นไฉน อกุศลวิตก ๓ คือ ๑. กามวิตก (ความตรึกเกี่ยวด้วยกาม) ๒. พยาปาทวิตก (ความตรึกเกี่ยวด้วยความพยาบาท) ๓. วิหิงสาวิตก (ความตรึกเกี่ยวด้วยความเบียดเบียน) บรรดาวิตก ๓ นั้น กามวิตก เป็นไฉน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๕๖๘}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๗. ขุททกวัตถุวิภังค์] ๓. ติกนิทเทส ความตรึก ความตรึกโดยอาการต่างๆ ความดำริผิด ที่เกี่ยวด้วยกาม นี้ เรียกว่า กามวิตก พยาปาทวิตก เป็นไฉน ความตรึก ความตรึกโดยอาการต่างๆ ความดำริผิด ที่เกี่ยวด้วยความ พยาบาท นี้เรียกว่า พยาปาทวิตก วิหิงสาวิตก เป็นไฉน ความตรึก ความตรึกโดยอาการต่างๆ ความดำริผิด ที่เกี่ยวด้วยความ เบียดเบียน นี้เรียกว่า วิหิงสาวิตก เหล่านี้ชื่อว่าอกุศลวิตก ๓ (๒)

ข้อ ๙๑๑

อกุศลสัญญา ๓ เป็นไฉน อกุศลสัญญา ๓ คือ ๑. กามสัญญา ๒. พยาปาทสัญญา ๓. วิหิงสาสัญญา บรรดาสัญญา ๓ นั้น กามสัญญา เป็นไฉน ความจำได้ กิริยาที่จำได้ ภาวะที่จำได้ ที่เกี่ยวด้วยกาม นี้เรียกว่า กามสัญญา พยาปาทสัญญา เป็นไฉน ความจำได้ กิริยาที่จำได้ ภาวะที่จำได้ ที่เกี่ยวกับความพยาบาท นี้เรียกว่าพยาปาทสัญญา วิหิงสาสัญญา เป็นไฉน ความจำได้ กิริยาที่จำได้ ภาวะที่จำได้ ที่เกี่ยวด้วยความเบียดบียน นี้เรียกว่าวิหิงสาสัญญา เหล่านี้ชื่อว่าอกุศลสัญญา ๓ (๓)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๕๖๙}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๗. ขุททกวัตถุวิภังค์] ๓. ติกนิทเทส

ข้อ ๙๑๒

อกุศลธาตุ ๓ เป็นไฉน อกุศลธาตุ ๓ คือ ๑. กามธาตุ ๒. พยาปาทธาตุ ๓. วิหิงสาธาตุ บรรดาอกุศลธาตุ ๓ นั้น กามธาตุ เป็นไฉน กามวิตกชื่อว่ากามธาตุ พยาปาทวิตกชื่อว่าพยาปาทธาตุ วิหิงสาวิตกชื่อว่าวิหิงสาธาตุ บรรดาวิตก ๓ นั้น กามวิตก เป็นไฉน ความตรึก ความตรึกโดยอาการต่างๆ ความดำริผิด ที่เกี่ยวด้วยกามนี้เรียกว่า กามวิตก พยาปาทวิตก เป็นไฉน ความตรึก ความตรึกโดยอาการต่างๆ ความดำริผิด ที่เกี่ยวด้วยความพยาบาท นี้เรียกว่า พยาปาทวิตก วิหิงสาวิตก เป็นไฉน ความตรึก ความตรึกโดยอาการต่างๆ ความดำริผิด ที่เกี่ยวด้วยความเบียดเบียน นี้เรียกว่า วิหิงสาวิตก เหล่านี้ชื่อว่าอกุศลธาตุ ๓ (๔)

ข้อ ๙๑๓

ทุจริต ๓ เป็นไฉน ทุจริต ๓ คือ ๑. กายทุจริต ๒. วจีทุจริต ๓. มโนทุจริต บรรดาทุจริต ๓ นั้น กายทุจริต เป็นไฉน ปาณาติบาต อทินนาทาน และกาเมสุมิจฉาจาร นี้เรียกว่า กายทุจริต วจีทุจริต เป็นไฉน มุสาวาท ปิสุณวาจา ผรุสวาจา สัมผัปปลาปะ นี้เรียกว่า วจีทุจริต

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๕๗๐}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๗. ขุททกวัตถุวิภังค์] ๓. ติกนิทเทส มโนทุจริต เป็นไฉน อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ นี้เรียกว่า มโนทุจริต กายทุจริต เป็นไฉน กายกรรมที่เป็นอกุศลชื่อว่ากายทุจริต วจีกรรมที่เป็นอกุศลชื่อว่าวจีทุจริตมโนกรรมที่เป็นอกุศลชื่อว่ามโนทุจริต บรรดาทุจริต ๓ นั้น กายกรรมที่เป็นอกุศล เป็นไฉน กายสัญเจตนาที่เป็นอกุศลชื่อว่ากายกรรมที่เป็นอกุศล วจีสัญเจตนาที่เป็นอกุศลชื่อว่าวจีกรรมที่เป็นอกุศล มโนสัญเจตนาที่เป็นอกุศลชื่อว่ามโนกรรมที่เป็นอกุศลเหล่านี้ชื่อว่าทุจริต ๓ (๕)

ข้อ ๙๑๔

อาสวะ ๓ เป็นไฉน อาสวะ ๓ คือ ๑. กามาสวะ (อาสวะคือกาม) ๒. ภวาสวะ (อาสวะคือภพ) ๓. อวิชชาสวะ (อาสวะคืออวิชชา) บรรดาอาสวะ ๓ นั้น กามาสวะ เป็นไฉน ความพอใจในกาม ความกำหนัดในกาม ความเพลิดเพลินในกาม ความ อยากในกาม ความเยื่อใยในกาม ความเร่าร้อนเพราะกาม ความสยบในกามความหมกมุ่นในกาม นี้เรียกว่า กามาสวะ ภวาสวะ เป็นไฉน ความพอใจในภพ ฯลฯ ความหมกมุ่นในภพ ในภพทั้งหลาย นี้เรียกว่า ภวาสวะ อวิชชาสวะ เป็นไฉน ความไม่รู้ในทุกข์ ฯลฯ ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูลคือโมหะ นี้เรียกว่า อวิชชาสวะ เหล่านี้ชื่อว่าอาสวะ ๓ (๖)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๕๗๑}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๗. ขุททกวัตถุวิภังค์] ๓. ติกนิทเทส

ข้อ ๙๑๕

สังโยชน์ ๓ เป็นไฉน สังโยชน์ ๓ คือ ๑. สักกายทิฏฐิ (ความเห็นว่าเป็นตัวของตน) ๒. วิจิกิจฉา (ความสงสัย ลังเล ไม่แน่ใจ) ๓. สีลัพพตปรามาส (ความถือมั่นศีลพรต) บรรดาสังโยชน์ ๓ นั้น สักกายทิฏฐิ เป็นไฉน ปุถุชนในโลกนี้ผู้ไม่ได้สดับ ไม่ได้เห็นพระอริยะ ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ ย่อมพิจารณาเห็นรูปเป็นตนหรือเห็นตนมีรูป เห็นรูปในตนหรือเห็นตนในรูป ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาเป็นตน ฯลฯ เห็นสัญญาเป็นตน ฯลฯ เห็นสังขารเป็นตน ฯลฯ เห็นวิญญาณเป็นตนหรือ พิจารณาเห็นตนมีวิญญาณ เห็นวิญญาณในตนหรือเห็นตนในวิญญาณ ทิฏฐิ ความเห็นผิด ฯลฯ ความยึดถือโดยวิปลาส มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา เป็นไฉน ปุถุชนเคลือบแคลงสงสัยในพระศาสดา ย่อมเคลือบแคลงสงสัยในพระธรรมย่อมเคลือบแคลงสงสัยในพระสงฆ์ ย่อมเคลือบแคลงสงสัยในสิกขา ย่อมเคลือบแคลงสงสัยในส่วนอดีต ย่อมเคลือบแคลงสงสัยในส่วนอนาคต ย่อมเคลือบแคลงสงสัยในส่วนอดีตและส่วนอนาคต ย่อมเคลือบแคลงสงสัยในสภาวธรรมที่เป็นปัจจัยของกันและกันและอิงอาศัยกันและกันเกิดขึ้น ความเคลือบแคลง กิริยาที่เคลือบแคลง ภาวะที่เคลือบแคลง ความกระด้างแห่งจิต ความลังเลใจ มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส เป็นไฉน สมณพราหมณ์ภายนอกแต่ศาสนานี้ มีความเห็นว่า ความบริสุทธิ์มีได้ด้วยศีลด้วยพรต ด้วยศีลและพรต ดังนี้ ทิฏฐิ ความเห็นผิด ฯลฯ ความยึดถือโดยวิปลาสมีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า สีลัพพตปรามาส เหล่านี้ชื่อว่าสังโยชน์ ๓ (๗)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๕๗๒}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๗. ขุททกวัตถุวิภังค์] ๓. ติกนิทเทส

ข้อ ๙๑๖

ตัณหา ๓ เป็นไฉน ตัณหา ๓ คือ ๑. กามตัณหา (ความทะยานอยากในกาม) ๒. ภวตัณหา (ความทะยานอยากในภพ) ๓. วิภวตัณหา (ความทะยานอยากในวิภพ) บรรดาตัณหา ๓ นั้น ภวตัณหา เป็นไฉน ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ความกำหนัดนักแห่งจิตที่สหรคตด้วยภวทิฏฐินี้เรียกว่า ภวตัณหา วิภวตัณหา เป็นไฉน ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ความกำหนัดนักแห่งจิตที่สหรคตด้วยอุจเฉททิฏฐิ นี้เรียกว่า วิภวตัณหา ตัณหาที่เหลือชื่อว่ากามตัณหา บรรดาตัณหา ๓ นั้น กามตัณหา เป็นไฉน ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ความกำหนัดนักแห่งจิตที่เกี่ยวด้วยกามธาตุ นี้เรียกว่า กามตัณหา ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ความกำหนัดนักแห่งจิตที่เกี่ยวกับรูปธาตุและอรูปธาตุ นี้เรียกว่า ภวตัณหา ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ความกำหนัดนักแห่งจิตที่สหรคตด้วยอุจเฉททิฏฐิ นี้เรียกว่า วิภวตัณหา เหล่านี้ชื่อว่าตัณหา ๓ (๘)

ข้อ ๙๑๗

ตัณหา ๓ อีกนัยหนึ่ง เป็นไฉน ตัณหา ๓ คือ ๑. กามตัณหา ๒. รูปตัณหา ๓. อรูปตัณหา บรรดาตัณหา ๓ นั้น กามตัณหา เป็นไฉน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๕๗๓}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๗. ขุททกวัตถุวิภังค์] ๓. ติกนิทเทส ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ความกำหนัดนักแห่งจิตที่เกี่ยวด้วยกามธาตุ นี้เรียกว่า กามตัณหา รูปตัณหา เป็นไฉน ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ความกำหนัดนักแห่งจิตที่เกี่ยวด้วยรูปธาตุ นี้เรียกว่า รูปตัณหา อรูปตัณหา เป็นไฉน ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ความกำหนัดนักแห่งจิตที่เกี่ยวด้วยอรูปธาตุ นี้เรียกว่า อรูปตัณหา เหล่านี้ชื่อว่าตัณหา ๓ (๙)

ข้อ ๙๑๘

ตัณหา ๓ อีกนัยหนึ่ง เป็นไฉน ตัณหา ๓ คือ ๑. รูปตัณหา ๒. อรูปตัณหา ๓. นิโรธตัณหา บรรดาตัณหา ๓ นั้น รูปตัณหา เป็นไฉน ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ความกำหนัดนักแห่งจิตที่เกี่ยวด้วยรูปธาตุ นี้เรียกว่า รูปตัณหา อรูปตัณหา เป็นไฉน ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ความกำหนัดนักแห่งจิตที่เกี่ยวด้วยอรูปธาตุ นี้เรียกว่า อรูปตัณหา นิโรธตัณหา เป็นไฉน ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ความกำหนัดนักแห่งจิตที่สหรคตด้วย อุจเฉททิฏฐิ นี้เรียกว่า นิโรธตัณหา เหล่านี้ชื่อว่าตัณหา ๓ (๑๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๕๗๔}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๗. ขุททกวัตถุวิภังค์] ๓. ติกนิทเทส

ข้อ ๙๑๙

เอสนา ๓ เป็นไฉน เอสนา ๓ คือ ๑. กาเมสนา ๒. ภเวสนา ๓. พรหมจริเยสนา บรรดาเอสนา ๓ นั้น กาเมสนา เป็นไฉน ความพอใจในกาม ฯลฯ ความหมกมุ่นในกาม นี้เรียกว่า กาเมสนา ภเวสนา เป็นไฉน ความพอใจในภพ ฯลฯ ความหมกมุ่นในภพ นี้เรียกว่า ภเวสนา พรหมจริเยสนา เป็นไฉน ความเห็นว่า โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง ฯลฯ หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีกก็ไม่ใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็ไม่ใช่ ดังนี้ ทิฏฐิ ความเห็นผิด ฯลฯ ความยึดถือโดยวิปลาส มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า พรหมจริเยสนา บรรดาเอสนา ๓ นั้น กาเมสนา เป็นไฉน ความกำหนัดในกาม กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่เป็นอกุศลซึ่งตั้งอยู่ ในฐานเดียวกันกับความกำหนัดในกามนั้น นี้เรียกว่า กาเมสนา ภเวสนา เป็นไฉน ความกำหนัดในภพ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่เป็นอกุศลซึ่งตั้งอยู่ใน ฐานเดียวกันกับความกำหนัดในภพนั้น นี้เรียกว่า ภเวสนา พรหมจริเยสนา เป็นไฉน ความเห็นที่ถือว่า โลกมีที่สุด กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่เป็นอกุศล ซึ่งตั้งอยู่ในฐานเดียวกันกับความเห็นที่ถือว่าโลกมีที่สุดนั้น นี้เรียกว่า พรหมจริเยสนา เหล่านี้ชื่อว่าเอสนา ๓ (๑๑) @เชิงอรรถ : @ สสฺสโต โลโกติอาทินา นเยน วุตฺตา ทิฏฺฐิคติกสมฺมตสฺส พฺรหฺมอริยสฺส คเวสนา ทิฏฺฐิ พฺรหฺมจริเยสนาติ@เวทิตพฺพา (อภิ.วิ.อ. ๙๑๙/๕๓๖)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๕๗๕}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๗. ขุททกวัตถุวิภังค์] ๓. ติกนิทเทส

ข้อ ๙๒๐

วิธา ๓ เป็นไฉน วิธา ๓ คือ ความถือตัวว่า ๑. เป็นผู้เลิศกว่าเขา ๒. เป็นผู้เสมอเขา ๓. เป็นผู้ด้อยกว่าเขา เหล่านี้เรียกว่า วิธา ๓ (๑๒)

ข้อ ๙๒๑

ภัย ๓ เป็นไฉน ภัย ๓ คือ ๑. ชาติภัย (ภัยเกิดเพราะอาศัยชาติ) ๒. ชราภัย (ภัยเกิดเพราะอาศัยชรา) ๓. มรณภัย (ภัยเกิดเพราะอาศัยความตาย) บรรดาภัย ๓ นั้น ชาติภัย เป็นไฉน ความกลัว ความขยาด ความหวาดเสียว ความขนพองสยองเกล้า ความสะดุ้งแห่งจิต เพราะอาศัยความเกิด นี้เรียกว่า ชาติภัย ชราภัย เป็นไฉน ความกลัว ความขยาด ความหวาดเสียว ความขนพองสยองเกล้า ความสะดุ้งแห่งจิต เพราะอาศัยชรา นี้เรียกว่า ชราภัย มรณภัย เป็นไฉน ความกลัว ความขยาด ความหวาดเสียว ความขนพองสยองเกล้า ความสะดุ้งแห่งจิต เพราะอาศัยความตาย นี้เรียกว่า มรณภัย เหล่านี้ชื่อว่าภัย ๓ (๑๓)

ข้อ ๙๒๒

ตมะ ๓ เป็นไฉน ตมะ ๓ คือ @เชิงอรรถ : @ ตมนฺธกาโร สมฺโมโห อวิชฺโชโฆ มหพฺภโยติ วจนโต อวิชชา ตโม นาม (อภิ.วิ.อ. ๙๒๒/๕๓๗)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๕๗๖}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๗. ขุททกวัตถุวิภังค์] ๓. ติกนิทเทส ๑. บุคคลเคลือบแคลงสงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใส ปรารภอดีตกาล ๒. เคลือบแคลงสงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใส ปรารภอนาคตกาล ๓. เคลือบแคลงสงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใส ปรารภปัจจุบันกาล เหล่านี้ชื่อว่าตมะ ๓ (๑๔)

ข้อ ๙๒๓

ติตถายตนะ ๓๑ เป็นไฉน ติตถายตนะ ๓ คือ ๑. สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้เป็นผู้มีวาทะอย่างนี้ มีความ เห็นอย่างนี้ว่า คนเรานี้เสวยสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ไม่ทุกข์ไม่สุขบ้าง อย่างใดอย่างหนึ่ง การเสวยสุขทุกข์หรือไม่สุขไม่ทุกข์ทั้งหมดนั้น เพราะเคยการทำเหตุมาก่อน ๒. สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้เป็นผู้มีวาทะอย่างนี้ มีความ เห็นอย่างนี้ว่า คนเรานี้เสวยสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ไม่ทุกข์ไม่สุขบ้าง อย่างใดอย่างหนึ่ง การเสวยสุขทุกข์หรือไม่ทุกข์ไม่สุขทั้งหมดนั้น เพราะเหตุคือผู้เป็นใหญ่สร้างให้ ๓. สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้เป็นผู้มีวาทะอย่างนี้ มีความ เห็นอย่างนี้ว่า คนเรานี้เสวยสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ไม่ทุกข์ไม่สุขบ้าง อย่างใดอย่างหนึ่ง การเสวยสุขทุกข์หรือไม่ทุกข์ไม่สุขทั้งหมดนั้น เพราะไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย เหล่านี้ชื่อว่าติตถายตนะ ๓ (๑๕)

ข้อ ๙๒๔

กิญจนะ ๓ เป็นไฉน กิญจนะ ๓ คือ ๑. กิญจนะคือราคะ ๒. กิญจนะคือโทสะ ๓. กิญจนะคือโมหะ เหล่านี้ชื่อว่ากิญจนะ ๓ (๑๖) @เชิงอรรถ : @ ถิ่น หรือบ่อเกิดทิฏฐิ ๖๒ (อภิ.วิ.อ. ๙๒๓/๕๓๘) @ อภิ.วิ.อ. ๙๒๔/๕๓๙

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๕๗๗}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๗. ขุททกวัตถุวิภังค์] ๓. ติกนิทเทส อังคณะ ๓ เป็นไฉน อังคณะ ๓ คือ ๑. อังคณะคือราคะ (กิเลสเพียงดังเนินคือราคะ) ๒. อังคณะคือโทสะ (กิเลสเพียงดังเนินคือโทสะ) ๓. อังคณะคือโมหะ (กิเลสเพียงดังเนินคือโมหะ) เหล่านี้ชื่อว่าอังคณะ ๓ (๑๗) มละ ๓ เป็นไฉน มละ ๓ คือ ๑. มละคือราคะ (มลทินคือราคะ) ๒. มละคือโทสะ (มลทินคือโทสะ) ๓. มละคือโมหะ (มลทินคือโมหะ) เหล่านี้ชื่อว่ามละ ๓ (๑๘) วิสมะ ๓ เป็นไฉน วิสมะ ๓ คือ ๑. วิสมะคือราคะ (ความประพฤติไม่สม่ำเสมอคือราคะ) ๒. วิสมะคือโทสะ (ความประพฤติไม่สม่ำเสมอคือโทสะ) ๓. วิสมะคือโมหะ (ความประพฤติไม่สม่ำเสมอคือโมหะ) เหล่านี้ชื่อว่าวิสมะ ๓ (๑๙) วิสมะ ๓ อีกนัยหนึ่ง เป็นไฉน วิสมะ ๓ คือ ๑. วิสมะทางกาย ๒. วิสมะทางวาจา ๓. วิสมะทางใจ เหล่านี้ชื่อว่าวิสมะ ๓ (๒๐) @เชิงอรรถ : @ แปลว่า กิเลสเพียงดังเนิน คือ ราคะ โทสะ และโมหะ (อภิ.วิ.อ. ๙๒๔/๕๓๙)@ มละเป็นมลทินทำจิตให้เศร้าหมอง ซึ่งได้แก่ ราคะ โทสะ และโมหะ (อภิ.วิ.อ. ๙๒๔/๕๓๙)@ คำว่า “วิสมะ” หมายถึงความประพฤติที่ไม่สม่ำเสมอ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๕๗๘}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๗. ขุททกวัตถุวิภังค์] ๓. ติกนิทเทส อัคคิ ๓ เป็นไฉน อัคคิ ๓ คือ ๑. อัคคิคือราคะ (ไฟคือราคะ) ๒. อัคคิคือโทสะ (ไฟคือโทสะ) ๓. อัคคิคือโมหะ (ไฟคือโมหะ) เหล่านี้ชื่อว่าอัคคิ ๓ (๒๑) กสาวะ ๓ เป็นไฉน กสาวะ ๓ คือ ๑. กสาวะคือราคะ (กิเลสเพียงดังน้ำฝาดคือราคะ) ๒. กสาวะคือโทสะ (กิเลสเพียงดังน้ำฝาดคือโทสะ) ๓. กสาวะคือโมหะ (กิเลสเพียงดังน้ำฝาดคือโมหะ) เหล่านี้ชื่อว่ากสาวะ ๓ (๒๒) กสาวะ ๓ อีกนัยหนึ่ง เป็นไฉน กสาวะ ๓ คือ ๑. กสาวะทางกาย ๒. กสาวะทางวาจา ๓. กสาวะทางใจ เหล่านี้ชื่อว่ากสาวะ ๓ (๒๓)

ข้อ ๙๒๕

อัสสาททิฏฐิ เป็นไฉน สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้เป็นผู้มีวาทะอย่างนี้ เป็นผู้มีความเห็นอย่างนี้ว่า กามทั้งหลายไม่มีโทษ ดังนี้ จึงบริโภคกาม นี้เรียกว่า อัสสาททิฏฐิ อัตตานุทิฏฐิ เป็นไฉน ปุถุชนในโลกนี้ผู้ไม่ได้สดับ ไม่ได้เห็นพระอริยะ ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของ@เชิงอรรถ : @ แปลว่า ไฟ ท่านเปรียบกิเลสเหมือนไฟ (อภิ.วิ.อ. ๙๒๔/๕๓๙) @ ความเห็นผิดที่สัมปยุตด้วยความยินดี (อภิ.วิ.อ. ๙๒๕/๕๔๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๕๗๙}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๗. ขุททกวัตถุวิภังค์] ๓. ติกนิทเทส สัตบุรุษ ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ ย่อมพิจารณาเห็นรูปเป็นตนหรือเห็นตนมีรูป เห็นรูปในตน หรือเห็นตนในรูป ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาเป็นตน ฯลฯ สัญญาเป็นตน ฯลฯ สังขารเป็นตน ฯลฯ วิญญาณเป็นตน หรือย่อมพิจารณาเห็นตนมีวิญญาณ เห็นวิญญาณในตน หรือเห็นตนในวิญญาณ ทิฏฐิ ความเห็นผิดฯลฯ ความยึดถือโดยวิปลาส มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า อัตตานุทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิ เป็นไฉน ความเห็นว่า ทานที่บุคคลให้แล้วไม่มีผล การบูชาไม่มีผล ฯลฯ สมณะ หรือพราหมณ์ผู้รู้ยิ่งเห็นจริงประจักษ์แจ้งซึ่งโลกนี้และโลกหน้าด้วยตนเองแล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ได้ไม่มีในโลกนี้ ดังนี้ ทิฏฐิ ความเห็นผิด ฯลฯ ความยึดถือโดยวิปลาสมีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า มิจฉาทิฏฐิ สัสสตทิฏฐิชื่อว่าอัสสาททิฏฐิ สักกายทิฏฐิชื่อว่าอัตตานุทิฏฐิ อุจเฉททิฏฐิชื่อว่ามิจฉาทิฏฐิ (๒๔)

ข้อ ๙๒๖

อรติ เป็นไฉน ความไม่ยินดี กิริยาที่ไม่ยินดี ความไม่ยินดียิ่ง กิริยาที่ไม่ยินดียิ่ง ความกระสันความดิ้นรนในเสนาสนะที่สงัด หรือในสภาวธรรมทั้งหลายที่เป็นอธิกุศลอย่างใดอย่างหนึ่ง นี้เรียกว่า อรติ วิเหสา เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายด้วยฝ่ามือ ด้วยก้อนดิน ด้วยท่อนไม้ ด้วยศัสตรา ด้วยเชือก อย่างใดอย่างหนึ่ง ความบีบคั้น ความรบกวนความเบียดเบียน ความเบียดเบียนหนักขึ้น การทำให้เดือดร้อน การทำให้เดือดร้อนอย่างหนัก การทำร้ายสัตว์อื่น มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า วิเหสา อธรรมจริยา เป็นไฉน ความประพฤติไม่เป็นธรรมทางกาย ความประพฤติไม่สม่ำเสมอทางกาย ความประพฤติไม่เป็นธรรมทางวาจา ความประพฤติไม่สม่ำเสมอทางวาจา ความประพฤติไม่เป็นธรรมทางใจ ความประพฤติไม่สม่ำเสมอทางใจ นี้เรียกว่า อธรรม-จริยา (๒๕)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๕๘๐}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๗. ขุททกวัตถุวิภังค์] ๓. ติกนิทเทส

ข้อ ๙๒๗

โทวจัสสตา เป็นไฉน ความเป็นผู้ว่ายาก กิริยาที่เป็นผู้ว่ายาก ภาวะที่เป็นผู้ว่ายาก ความยึดถือข้างขัดขืน ความพอใจในการโต้แย้ง กิริยาที่ไม่เอื้อเฟื้อ ความไม่เอื้อเฟื้อ ความไม่เคารพ ความไม่เชื่อฟังในเมื่อถูกว่ากล่าวโดยชอบธรรม นี้เรียกว่า โทวจัสสตา ปาปมิตตตา เป็นไฉน บุคคลเหล่าใดไม่มีศรัทธา ไม่มีศีล เป็นผู้มีสุตะน้อย มีความตระหนี่ มีปัญญาทราม การเสพ การเสพเป็นนิตย์ การเสพด้วยดี การคบ การคบด้วยดีความภักดี ความจงรักภักดี ความเป็นผู้โน้มไปตามบุคคลเหล่านั้น นี้เรียกว่าปาปมิตตตา นานัตตสัญญา เป็นไฉน สัญญาที่เกี่ยวด้วยกาม สัญญาที่เกี่ยวด้วยความพยาบาท สัญญาที่เกี่ยวด้วยความเบียดเบียน นี้เรียกว่า นานัตตสัญญา สัญญาที่เป็นอกุศลแม้ทั้งหมดชื่อว่านานัตตสัญญา (๒๖)

ข้อ ๙๒๘

อุทธัจจะ เป็นไฉน ความฟุ้งซ่าน ความไม่สงบ ความซัดส่าย ความพล่านไปแห่งจิต นี้เรียกว่าอุทธัจจะ โกสัชชะ เป็นไฉน ความปล่อยจิต การเพิ่มพูนความปล่อยจิตไปในกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริตหรือในกามคุณ ๕ การทำโดยไม่เคารพ การทำโดยไม่ติดต่อ การทำโดยไม่มั่นคงความประพฤติย่อหย่อน ความทอดทิ้งฉันทะ ความทอดทิ้งธุระ ความไม่เสพความไม่ทำให้เจริญ ความไม่ทำให้มาก ความไม่ตั้งใจมั่น ความไม่หมั่นประกอบความประมาทในการเจริญสภาวธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศล นี้เรียกว่า โกสัชชะ ปมาทะ เป็นไฉน ความปล่อยจิต การเพิ่มพูนความปล่อยจิตไปในกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริตหรือในกามคุณ ๕ การทำโดยไม่เคารพ การทำโดยไม่ติดต่อ การทำที่ไม่มั่นคง

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๕๘๑}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๗. ขุททกวัตถุวิภังค์] ๓. ติกนิทเทส ความประพฤติย่อหย่อน ความทอดทิ้งฉันทะ ความทอดทิ้งธุระ ความไม่เสพความไม่ทำให้เจริญ ความไม่ทำให้มาก ความไม่ตั้งใจมั่น ความไม่หมั่นประกอบความประมาทในการเจริญสภาวธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศล ความประมาท กิริยาที่ประมาท ภาวะที่ประมาท มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า ปมาทะ (๒๗)

ข้อ ๙๒๙

อสันตุฏฐิตา เป็นไฉน ความอยากได้ยิ่งๆ ขึ้นไปของบุคคลผู้ไม่สันโดษด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขารตามมีตามได้ หรือด้วยกามคุณ ๕ ความอยาก ความปรารถนา ความไม่สันโดษ ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ความกำหนัดนักแห่งจิต มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า อสันตุฏฐิตา อสัมปชัญญตา เป็นไฉน ความไม่รู้ ความไม่เห็น ฯลฯ ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูลคือโมหะ นี้เรียกว่าอสัมปชัญญตา มหิจฉตา เป็นไฉน ความอยากได้ยิ่งๆ ขึ้นไปของบุคคลผู้ไม่สันโดษด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขารตามมีตามได้ หรือด้วยกามคุณ ๕ ความอยาก ความปรารถนา ความมักมาก ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ความกำหนัดนักแห่งจิตมีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า มหิจฉตา (๒๘)

ข้อ ๙๓๐

อหิริกะ เป็นไฉน ความไม่ละอายต่อการประพฤติทุจริตอันเป็นสิ่งที่ควรละอาย ความไม่ละอายต่อการประกอบบาปอกุศลธรรมทั้งหลาย นี้เรียกว่า อหิริกะ อโนตตัปปะ เป็นไฉน ความไม่เกรงกลัวการประพฤติทุจริตอันเป็นสิ่งที่ควรเกรงกลัว ความไม่เกรงกลัวต่อการประกอบบาปอกุศลธรรมทั้งหลาย นี้เรียกว่า อโนตตัปปะ ปมาทะ เป็นไฉน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๕๘๒}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๗. ขุททกวัตถุวิภังค์] ๓. ติกนิทเทส ความปล่อยจิต การเพิ่มพูนความปล่อยจิตไปในกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริตหรือในกามคุณ ๕ การทำโดยไม่เคารพ การทำโดยไม่ติดต่อ การทำโดยไม่มั่นคงความประพฤติย่อหย่อน ความทอดทิ้งฉันทะ ความทอดทิ้งธุระ ความไม่เสพความไม่ทำให้เจริญ ความไม่ทำให้มาก ความไม่ตั้งใจมั่น ความไม่หมั่นประกอบความประมาท ในการเจริญสภาวธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศล ความประมาท กิริยาที่ประมาท ภาวะที่ประมาท มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า ปมาทะ (๒๙)

ข้อ ๙๓๑

อนาทริยะ เป็นไฉน ความไม่เอื้อเฟื้อ กิริยาที่ไม่เอื้อเฟื้อ ความไม่เคารพ ความไม่เชื่อฟัง ความไม่เชื่อถือ กิริยาที่ไม่เชื่อถือ ภาวะที่ไม่เชื่อถือ ความไม่มีศีล ความไม่ยำเกรงนี้เรียกว่า อนาทริยะ โทวจัสสตา เป็นไฉน ความที่เป็นผู้ว่ายาก กิริยาที่เป็นผู้ว่ายาก ภาวะที่เป็นผู้ว่ายาก ความถือรั้นความพอใจในการโต้แย้ง ความไม่เอื้อเฟื้อ ภาวะที่ไม่เอื้อเฟื้อ ความไม่เคารพความไม่เชื่อฟังในเมื่อถูกว่ากล่าวโดยชอบธรรม นี้เรียกว่า โทวจัสสตา ปาปมิตตตา เป็นไฉน บุคคลเหล่าใดไม่มีศรัทธา ไม่มีศีล เป็นผู้มีสุตะน้อย มีความตระหนี่ มีปัญญาทราม การเสพ การเสพเป็นนิตย์ การเสพด้วยดี การเสพเฉพาะ การคบการคบด้วยดี ความภักดี ความจงรักภักดี ความเป็นผู้โน้มไปตามบุคคลเหล่านั้น นี้เรียกว่า ปาปมิตตตา (๓๐)

ข้อ ๙๓๒

อัสสัทธิยะ เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ไม่มีศรัทธา ไม่เชื่อพระพุทธเจ้า พระธรรม หรือพระสงฆ์ ความไม่เชื่อ กิริยาที่ไม่เชื่อ กิริยาที่ไม่ปักใจเชื่อ ความไม่เลื่อมใสยิ่งมีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า อัสสัทธิยะ อวทัญญุตา เป็นไฉน ความตระหนี่มี ๕ อย่างคือ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๕๘๓}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๗. ขุททกวัตถุวิภังค์] ๓. ติกนิทเทส ๑. อาวาสมัจฉริยะ (ตระหนี่ที่อยู่) ๒. กุลมัจฉริยะ (ตระหนี่ตระกูล) ๓. ลาภมัจฉริยะ (ตระหนี่ลาภ) ๔. วัณณมัจฉริยะ (ตระหนี่วรรณะ) ๕. ธัมมมัจฉริยะ (ตระหนี่ธรรม) ความตระหนี่ กิริยาที่ตระหนี่ ภาวะที่ตระหนี่ ความหวงแหน ความถี่เหนียวความปกปิด ภาวะที่จิตหวงแหน มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า อวทัญญุตา โกสัชชะ เป็นไฉน ความปล่อยจิต การเพิ่มพูนความปล่อยจิตไปในกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริตหรือในกามคุณ ๕ การไม่ทำโดยเคารพ การไม่ทำโดยติดต่อ การทำโดยไม่มั่นคงความประพฤติย่อหย่อน ความทอดทิ้งฉันทะ ความทอดทิ้งธุระ ความไม่เสพ ความไม่ทำให้เจริญ ความไม่ทำให้มาก ความไม่ตั้งใจมั่น ความไม่หมั่นประกอบ ความประมาทในการเจริญสภาวธรรมที่เป็นกุศล นี้เรียกว่า โกสัชชะ (๓๑)

ข้อ ๙๓๓

อุทธัจจะ เป็นไฉน ความฟุ้งซ่าน ความไม่สงบแห่งจิต ความซัดส่าย ความพล่านไปแห่งจิต นี้เรียกว่า อุทธัจจะ อสังวร เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้เห็นรูปด้วยตาแล้วรวบถือ แยกถือ ไม่ปฏิบัติเพื่อสำรวมในจักขุนทรีย์ ซึ่งเมื่อไม่ปฏิบัติแล้วก็จะเป็นเหตุให้บาปอกุศลธรรมคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ ไม่รักษาจักขุนทรีย์ ไม่ถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ ฟังเสียด้วยหู ฯลฯ สูดกลิ่นด้วยจมูก ฯลฯ ลิ้มรสด้วยลิ้น ฯลฯ ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ฯลฯ รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้วรวบถือ แยกถือ ไม่ปฏิบัติเพื่อสำรวมในมนินทรีย์ ซึ่งเมื่อไม่สำรวมแล้วก็จะเป็นเหตุให้บาปอกุศลธรรมคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ ไม่รักษามนินทรีย์ ไม่ถึงความสำรวมในมนินทรีย์ นี้เรียกว่า อสังวร ทุสสีลยะ เป็นไฉน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๕๘๔}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๗. ขุททกวัตถุวิภังค์] ๓. ติกนิทเทส ความล่วงละเมิดทางกาย ความล่วงละเมิดทางวาจา ความล่วงละเมิดทางกายและทางวาจา นี้เรียกว่า ทุสสีลยะ (๓๒)

ข้อ ๙๓๔

อริยานัง อทัสสนกัมยตา เป็นไฉน บรรดาบุคคลเหล่านั้น พระอริยะ เป็นไฉน พระพุทธเจ้าและสาวกของพระพุทธเจ้าเรียกว่า พระอริยะ ความไม่ต้องการจะพบ ความไม่ต้องการจะเห็น ความไม่ต้องการจะเข้าใกล้ ความไม่ต้องการจะสมาคมกับพระอริยะเหล่านี้ นี้เรียกว่า อริยานัง อทัสสนกัมยตา สัทธัมมัง อโสตุกัมยตา เป็นไฉน บรรดาบทเหล่านั้น สัทธรรม เป็นไฉน สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เรียกว่า สัทธรรม ความไม่ต้องการจะฟัง ความไม่ต้องการจะสดับ ความไม่ต้องการจะเรียนความไม่ต้องการจะทรงจำสัทธรรมนี้ นี้เรียกว่า สัทธัมมัง อโสตุกัมยตา อุปารัมภจิตตตา เป็นไฉน บรรดาบทเหล่านั้น อุปารัมภจิตตตา เป็นไฉน ความคิดแข่งดี ความคิดแข่งดีเนืองๆ กิริยาที่คิดแข่งดี กิริยาที่คิดแข่งดีเนืองๆ ภาวะที่คิดแข่งดีเนืองๆ ความดูถูก ความดูหมิ่น ความดูแคลน ความเป็นผู้คอยแสวงหาโทษ นี้เรียกว่า อุปารัมภจิตตตา (๓๓)

ข้อ ๙๓๕

มุฏฐัสสัจจะ เป็นไฉน ความระลึกไม่ได้ ความหวนระลึกไม่ได้ ความย้อนระลึกไม่ได้ ความระลึกไม่ได้ภาวะที่ระลึกไม่ได้ ความทรงจำไม่ได้ ความเลื่อนลอย ความหลงลืม นี้เรียกว่ามุฏฐัสสัจจะ อสัมปชัญญะ เป็นไฉน ความไม่รู้ ความไม่เห็น ฯลฯ ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูลคือโมหะ นี้เรียกว่าอสัมปชัญญะ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๕๘๕}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๗. ขุททกวัตถุวิภังค์] ๔. จตุกกนิทเทส เจตโสวิกเขปะ เป็นไฉน ความฟุ้งซ่านแห่งจิต ความไม่สงบแห่งจิต ความซัดส่ายแห่งจิต ความพล่านไปแห่งจิต นี้เรียกว่า เจตโสวิกเขปะ (๓๔)

ข้อ ๙๓๖

อโยนิโสมนสิการ เป็นไฉน ความไม่ใส่ใจโดยแยบคายในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง ความไม่ใส่ใจโดยแยบคายในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข ความไม่ใส่ใจโดยแยบคายในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนว่าเป็นตัวตนความไม่ใส่ใจโดยแยบคายในสิ่งที่ไม่งามว่างาม หรือความนึก ความนึกเนืองๆความคำนึง ความพิจารณา ความใคร่ครวญแห่งจิตโดยผิดจากความจริง นี้เรียกว่าอโยนิโสมนสิการ กุมมัคคเสวนา เป็นไฉน บรรดาสภาวธรรมเหล่านั้น กุมมัคคะ เป็นไฉน มิจฉาทิฏฐิ มิจฉาสังกัปปะ มิจฉาวาจา มิจฉากัมมันตะ มิจฉาอาชีวะมิจฉาวายามะ มิจฉาสติ มิจฉาสมาธิ นี้เรียกว่า กุมมัคคะ การเสพ การเสพเป็นนิตย์ การเสพด้วยดี การคบ การคบด้วยดี ความภักดีความจงรักภักดี ความเป็นผู้โน้มน้าวไปตามทางผิด นี้เรียกว่า กุมมัคคเสวนา เจตโสลีนัตตะ เป็นไฉน ความที่จิตไม่คล่องแคล่ว ไม่ควรแก่การงาน ความท้อแท้ ความท้อถอยความย่อหย่อน กิริยาที่ย่อหย่อน ภาวะที่ย่อหย่อน ความซึมเซา กิริยาที่ซึมเซาภาวะที่จิตซึมเซา นี้เรียกว่า เจตโสลีนัตตะ (๓๕) ติกนิทเทส จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาติกนิทเทส อธิบายมาติกาหมวด ๓

ความปรากฏแห่งวัฏฏมูล ๓ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยอกุศลมูล ๓. วิตกในธรรมทั้งหลายมีอกุศลวิตกเป็นต้น พึงทราบว่า ตรัสไว้ด้วยสามารถแห่งการตรึก. สัญญา พึงทราบว่า ตรัสไว้ด้วยสามารถแห่งสัญชานะความจำได้. พึงทราบว่า ชื่อว่าธาตุ เพราะอรรถว่าเป็นสภาวะ.

ทุจจริตนิทเทส อธิบายทุจจริต

ทุจริต นัยที่หนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำแนกไว้ด้วยสามารถแห่งกรรมบถ. นัยที่สอง ทรงจำแนกไว้ด้วยสามารถแห่งกรรมอันสงเคราะห์ในอกุศลทั้งหมด. นัยที่สาม ทรงจำแนกไว้ด้วยสามารถแห่งเจตนาอันเกิดขึ้นแล้ว.

ในนิทเทสแห่งอาสวะ โดยปริยายแห่งสุตตันตะ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอาสวะ ๓ เท่านั้น.

เอสนานิทเทส อธิบายว่าเอสนา การแสวงหา

ในเอสนานิทเทสนั้น ว่าโดยสังเขป ความยินดีด้วยการแสวงหากามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้โดยนัยว่า บรรดาเอสนา ๓ นั้น กาเมสนาเป็นไฉน เป็นต้น พึงทราบว่า ชื่อว่ากาเมสนา.

ความยินดีโดยการแสวงหาภพ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้โดยนัยว่า ความพอใจในภพ ๓ อันใด เป็นต้น พึงทราบว่า ชื่อว่าภเวสนา.

ความเห็นผิดที่แสวงหาพรหมจรรย์อันเห็นชอบตามอัชฌาสัยแห่งทิฏฐิ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้โดยนัยว่า โลกเที่ยงเป็นต้น พึงทราบว่า ชื่อว่าพรหมจริเยสนา.

ก็เพราะราคะและทิฏฐิ มิได้ชื่อว่าเอสนาอย่างเดียวเท่านั้น แม้กรรมอันตั้งอยู่ในฐานเดียวกันกับราคะและทิฏฐินั้น ก็ชื่อว่าเอสนา การแสวงหานั่นแหละ ฉะนั้น เพื่อแสดงซึ่งเอสนา การแสวงหาเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงจำแนกนัยที่ ๒ ไว้.

บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า ตเทกฏฺฐํ (แปลว่า ตั้งอยู่ในฐานเดียวกัน) พึงทราบว่าเป็นธรรมที่ตั้งอยู่ในฐานเดียวกัน กับธรรมที่สัมปยุตด้วยราคะและทิฏฐินั้น คือธรรมที่ตั้งอยู่ในฐานเดียวกันกับกามราคะ ย่อมเป็นไปแก่สัตว์ผู้ท่องเที่ยวไปในกามภพทั้งหลายเท่านั้น ส่วนธรรมที่ตั้งอยู่ในฐานเดียวกันกับภวราคะ ย่อมเป็นไปแก่มหาพรหมทั้งหลาย. ในกาลเมื่อพระโยคาวจรออกแล้วจากสมาบัติ ยินดีซึ่งองค์ฌานจงกรมอยู่ อกุศลกายกรรมย่อมเกิด. ในกาลเมื่อยินดีเพราะเปล่งวาจาว่า โอ! สุขจริง, โอ ! สุขจริง ดังนี้ อกุศลวจีกรรมย่อมเกิด. ในกาลเมื่อยินดีด้วยใจเท่านั้น เพราะยังไม่ทำองค์แห่งกายและองค์วาจาให้ไหวไป อกุศลมโนกรรมย่อมเกิด. อกุศลกรรมเหล่านั้นย่อมเกิดแก่บุคคลผู้ไปตามทิฏฐิแม้ทั้งหมดด้วยอำนาจอันตัคคาหิกทิฏฐิเท่านั้น เพราะอำนาจการเดินจงกรมเป็นต้น.

วิธานิทเทส อธิบาย วิธา คือการถือตัว

การดำรงอยู่แห่งอาการ ในคำว่า ชนทั้งหลายย่อมกล่าวยกย่องตนว่า มีศีลชนิดไร มีปัญญาชนิดไร เป็นต้น ชื่อว่าวิธา. การดำรงอยู่แห่งอาการในคำว่า ญาณวัตถุมีอย่างเดียว (คือไม่แปลกกัน) เป็นต้น ชื่อว่าโกฏฐาส. การดำรงอยู่แห่งอาการ ในคำว่า บุคคลย่อมไม่กำหนดในวิธา คือการถือตัวทั้งหลาย เป็นต้น ชื่อว่ามานะ. แม้ในที่นี้ มานะนั่นแหละ ชื่อว่าวิธา.

จริงอยู่ มานะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า วิธา เพราะการจัดแจงปรับแต่ง ด้วยสามารถแห่งการถือตนว่าเป็นผู้ประเสริฐเป็นต้น.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าวิธา เพราะอรรถว่าการดำรงไว้ซึ่งการถือตัว. เพราะฉะนั้น คำว่า เสยฺโย อหํ นี้ บัณฑิตพึงทราบว่า ชื่อว่าวิธา เพราะดำรงไว้ซึ่งมานะอันมีประการมากอย่าง ซึ่งเกิดขึ้นอย่างนี้ ว่า เราเป็นผู้ประเสริฐกว่าเขา เป็นต้น.

แม้ในสองบทที่เหลือ ก็นัยนี้.

____________________________

คำว่า วิธา หมายถึงกิเลสมีประการมาก คือมานะ หรืออหังการ หรือยึดถือเป็นส่วนๆ เรียกว่าโกฏฐาส.

ภยนิทเทส อธิบายภัย คือความกลัว

คำว่า ชาตึ ปฏิจฺจ ภยํ ได้แก่ ภัยที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยความเกิด (ชาติ) เป็นปัจจัย.

คำว่า ภยานกํ (แปลว่า ภัยอันน่ากลัว) นี้เป็นนิทเทสแห่งอาการ.

คำว่า ฉมฺภิตตฺตํ (แปลว่า ความสะดุ้งแห่งจิต) ได้แก่ ความหวั่นไหวแห่งตน เพราะอำนาจแห่งภัย.

คำว่า โลมหํโส (แปลว่า ความชูชันแห่งขน) ได้แก่ ความที่ขนทั้งหลายเป็นของชูชันขึ้นไปเบื้องบน. พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงความกลัวโดยกิจด้วยบททั้งสองนี้แล้ว ก็ทรงแสดงความกลัวโดยสภาวะ คือความสะดุ้งหวาดเสียวแห่งจิตอีก.

ตมนิทเทส อธิบายตมะ คืออวิชชา

อวิชชา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยความมีวิจิกิจฉาเป็นสีสะ.

จริงอยู่ เพราะพระบาลีว่า ความมืดมน ความหลงลืม โอฆะคืออวิชชา เป็นภัยใหญ่ ดังนี้ เพราะเหตุนั้น อวิชชา จึงชื่อว่าตมะ. ตมะ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า มีวิจิกิจฉา (ความเคลือบแคลงสงสัย) เป็นสีสะ เป็นการแสดงโดยง่ายด้วยอำนาจแห่งกาลอันยาวนานทั้ง ๓ (คืออดีตอัทธานะ อนาคตอัทธานะ ปัจจุปันนอัทธานะ).

ในกาลเหล่านั้น เมื่อบุคคลสงสัยว่า ในอดีตกาล เราได้เป็นกษัตริย์หรือหนอ หรือว่าเป็นพราหมณ์ เป็นแพศย์ เป็นศูทร เป็นคนดำ เป็นคนขาว เป็นคนเตี้ย คนสูง ดังนี้ ชื่อว่าย่อมสงสัยปรารภอดีตอัทธานะ (อดีตกาลอันยาวนาน).

เมื่อสงสัยอยู่ว่า ในอนาคตกาล เราจักเป็นกษัตริย์หรือหนอ หรือว่า จักเป็นพราหมณ์ เป็นแพศย์ เป็นศูทร ฯลฯ เป็นคนสูง ดังนี้ ชื่อว่าย่อมสงสัยปรารภอนาคตอัทธานะ (อนาคตกาลอันยาวนาน)

เมื่อสงสัยอยู่ว่า ในบัดนี้ (ปัจจุบัน) เราเป็นกษัตริย์หรือหนอ หรือว่าเป็นพราหมณ์ เป็นแพศย์ เป็นศูทร หรือสงสัยว่า เรามีรูปเป็นอย่างไร หรือว่ามีเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเป็นอย่างไร ดังนี้ ชื่อว่าย่อมสงสัยปรารภปัจจุปันนอัทธานะ (ปัจจุบันกาลอันยาวนาน).

ในตมนิทเทสนั้น บุคคลผู้เป็นกษัตริย์ ฯลฯ หรือว่า ผู้เป็นศูทร ชื่อว่าไม่รู้ซึ่งความที่แห่งตนเป็นกษัตริย์ ฯลฯ หรือว่า ไม่รู้ซึ่งความที่แห่งตนเป็นศูทร ย่อมไม่มีแม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น ผู้ถือลัทธิว่า ชีวะมีอยู่โดยประการทั้งปวง ฟังการแบ่งชั้นวรรณะแห่งชีวะของกษัตริย์เป็นต้น เมื่อเคลือบแคลงสงสัย ชื่อว่าย่อมสงสัยอย่างนี้ว่า ชีวะในภายในของเราทั้งหลาย เป็นอย่างไรหนอ เป็นสีเขียวหรือหนอ หรือว่าสีเหลือง หรือว่าสีแดง หรือว่าสีขาว หรือเป็น ๔ ส่วน หรือเป็น ๖ ส่วน เป็น ๘ ส่วน อย่างไรหนอ ดังนี้.

คำว่า ติตฺถายตนานิ ได้แก่ อายตนะ คือคำสั่งสอนอันเป็นลัทธิต่างๆ.

อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ อายตนะ คือคำสั่งสอนของเดียรถีย์ทั้งหลาย.

ในอายตนะเหล่านั้น ทิฏฐิ ๖๒ ชื่อว่าติตถะ คือท่าเป็นที่ข้าม. ทิฏฐิเหล่านั้นย่อมควร ย่อมชอบใจแก่ชนเหล่าใด ชนเหล่านั้นชื่อว่าเป็นเดียรถีย์. อรรถแห่งอายตนะท่านกล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแหละ. ก็เพราะอายตนะเหล่านั้น คติแห่งทิฏฐิแม้ทั้งปวง เมื่อเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นในฐานะทั้ง ๓ เหล่านี้เท่านั้นแม้เมื่อประชุม ก็ย่อมประชุมประมวลมาในฐานะเหล่านี้นั่นแหละ ด้วยว่า อายตนะคือคำสอนของเดียรถีย์เหล่านั้นเท่านั้น เป็นมูลเหตุในความเป็นทางดำเนินไปแห่งทิฏฐิ ฉะนั้น ติตถะอันเป็นเหตุเหล่านั้นจึงชื่อว่าอายตนะและเพราะอรรถมีคำว่า ทิฏฐิเหล่านั้นเป็นสภาวะเกิดขึ้นเองด้วย จึงชื่อว่าติตถายตนะ. ด้วยอรรถนั้นนั่นแหละ แม้คำว่า อายตนะของเดียรถีย์ทั้งหลาย ดังนี้ ก็ชื่อว่าติตถายตนะ.

คำว่า ปุริสปุคฺคโล ได้แก่ สัตว์.

อนึ่ง แม้ใครๆ เรียกว่าบุรุษก็ดี บุคคลก็ดี ย่อมกล่าวได้ว่า เป็นสัตว์นั่นแหละโดยแท้. กถานี้ ชื่อว่าสมมติกถา. บุคคลใดย่อมรู้สมมติกถานี้ได้โดยประการใด พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมตรัสคำนั้นโดยประการนั้น.

คำว่า ปฏิสํเวเทติ (แปลว่า ย่อมเสวยเวทนา) ได้แก่ ย่อมรู้สิ่งอันเกิดขึ้นในสันดานของตน ทั้งย่อมกระทำ หรือย่อมเสวยเวทนาที่ตนรู้แล้วนั้น.

คำว่า ปุพฺเพ กตเหตุ (แปลว่า เพราะทำเหตุไว้ในปางก่อน) ได้แก่ เพราะเหตุอันตนกระทำแล้วในกาลก่อน. อธิบายว่า เขาย่อมเสวยเวทนาด้วยกัมมปัจจัยอันตนทำแล้วในกาลก่อนนั้น.

____________________________

คำว่า ฐานะทั้ง ๓ คือ

๑. วาทะว่า เพราะได้ทำเหตุไว้ในปางก่อน

๒. วาทะว่า เพราะเหตุคือมีผู้เป็นใหญ่สร้างให้

๓. วาทะว่า โดยไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย.

นิคัณฐสมัย ลัทธิแห่งนิครนถ์หรือชีเปลือย

ก็พวกนิครนถ์เหล่านั้นมีปกติกล่าวอย่างนี้ คือกล่าวปฏิเสธการเสวยกรรม และการเสวยกิริยา แต่ย่อมรับรองการเสวยวิบาก (ผลของกรรม) อย่างเดียวเท่านั้น.

ทั้งในบรรดาอาพาธ ๘ อย่างมีอาพาธอันเกิดแต่น้ำดีเป็นสมุฏฐานเป็นต้น เขาปฏิเสธอาพาธ ๗ อย่าง ย่อมรับรองอาพาธที่ ๘ เท่านั้น. ในกรรม ๓ มีทิฏฐธัมมเวทนียกรรมเป็นต้น ปฏิเสธกรรม ๒ อย่าง ย่อมรับรองอปราปรเวทนียกรรมอย่างเดียวเท่านั้น. ในเจตนา ๔ อย่าง กล่าวคือกุศล อกุศล วิบากและกิริยา ย่อมรับรองเฉพาะเจตนาอันเป็นวิบากเท่านั้น.

คำว่า อิสฺสรนิมฺมานเหตุ ได้แก่ ชื่อว่า มีพระผู้เป็นใหญ่สร้างให้เป็นเหตุ.

อธิบายว่า ผู้เป็นใหญ่ คือพระพรหม หรือปชาบดี นิมิตสิ่งนั้นๆ ขึ้น จึงเสวยได้.

____________________________

อาพาธ ๘ อย่าง คือ

๑. ปิตฺติสมุฏฺฐานา เกิดจากน้ำดีเป็นสมุฏฐาน

๒. วาตสมุฏฺฐานา เกิดจากลมเป็นสมุฏฐาน

๓. เสมฺหสมุฏฺฐานา เกิดจากเสมหะเป็นสมุฏฐาน

๔. สนฺนิปาติกา เกิดจากไข้สันนิบาตเป็นสมุฏฐาน

๕. อุตุปริณามชา เกิดจากความเปลี่ยนแปลงของอุตุเป็นสมุฏฐาน

๖. วิสมปริหารชา เกิดจากการบริหารร่างกายไม่เหมาะสมเป็นสมุฏฐาน

๗. โอปกฺกมิกา เกิดจากการทำความเพียรแก่กล้าเป็นสมุฏฐาน

๘. กมฺมวิปากชา เกิดจากผลของกรรมเป็นสมุฏฐาน.

____________________________

กรรม ๓ คือ ทิฏฐธัมมเวทนียะ อุปปัชชเวทนียะและอปราปรเวทนียกรรม.

พราหมณสมัย ลัทธิแห่งพราหมณ์

จริงอยู่ ลัทธิของพราหมณ์นี้ เป็นการประกอบฐานะทั้ง ๓ เหล่านั้นว่า ดังนี้

เวทนา ๓ เหล่านี้ อันใครๆ ชื่อว่าไม่อาจเพื่อเสวยเวทนาได้ เพราะเหตุอันตนเองกระทำไว้แล้ว หรือเพราะเหตุอันบุคคลอื่นทำให้ในปัจจุบัน หรือว่า เพราะเหตุอันตนทำไว้แล้วในปางก่อน หรือว่า เพราะไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย ก็แต่ว่า บุคคลย่อมเสวยเวทนาเหล่านี้ได้ เพราะเหตุที่ผู้เป็นใหญ่นิมิตให้เท่านั้น ดังนี้.

อนึ่ง พวกพราหมณ์เหล่านั้น มีปกติกล่าวอย่างนี้ คือไม่กล่าวรับรอง.

ในอาพาธ ๘ อย่าง ที่กล่าวมาแล้วแม้สักอย่างเดียว ทั้งย่อมกล่าวห้ามอาพาธแม้ทั้งหมด.

ในโกฏฐาส (คือธรรมที่เป็นส่วนหนึ่งๆ) แม้ทั้งปวงมีทิฏฐธัมมเวทนียกรรมเป็นต้น ก็เหมือนกัน ไม่กล่าวรับรองแม้สักอย่าง ย่อมปฏิเสธโกฏฐาสทั้งหมด.

คำว่า อเหตุอปฺปจฺจยา อธิบายว่า เพราะเว้นเหตุและปัจจัย ย่อมเสวยเวทนาโดยปฏิเสธเหตุ.

อาชีวกสมัย ลัทธิของอาชีวก

แม้อาชีวกเหล่านี้ก็มีปกติกล่าวอย่างนี้ คือไม่กล่าวรับรองในเหตุทั้งหลายตามที่กล่าวแล้ว และในอาพาธทั้งหลายมีพยาธิเป็นต้นแม้สักอย่าง ย่อมปฏิเสธสิ่งทั้งหมดนั้น.

ปลิโพธทั้งหลาย ชื่อว่าธรรมเป็นเครื่องกังวล. คำว่า กิเลสเครื่องกังวลคือราคะ ได้แก่ ราคะเมื่อกำลังเกิดขึ้น ย่อมผูกพัน ย่อมให้สัตว์กังวล เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกราคะว่า กิเลสเป็นเครื่องกังวล. แม้ในโทสะและโมหะก็นัยนี้แหละ.

พึงทราบวินิจฉัย ในคำว่า องฺคณานิ แปลว่า เนินนั้น ดังนี้.

ภูมิประเทศใด ในพระบาลีอันมาแล้วอย่างนี้ว่า บุคคลย่อมไม่พบน้ำในที่อันเป็นเนินนั้น ที่นั้น จึงชื่อว่าเนิน. กิเลสไรๆ มาในพระบาลีว่า บุคคลย่อมพยายาม เพื่อละกิเลสนั้นนั่นแหละอันเป็นเพียงดังธุลี หรือว่า เป็นเพียงดังเนิน ดังนี้ เพราะเหตุนั้น กิเลสนั้นๆ จึงชื่อว่าน้ำตม หรือเปียกตม. กิเลสมีประการต่างๆ ในอาคตสถานว่า สงฺคโณว สมาโน ดังนี้ กิเลสนั้นชื่อว่าติพพกิเลส คือกิเลสที่มีกำลังหนาแน่น.

ในที่แม้นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์เอาคำว่า กิเลสเพียงดังเนิน ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ จึงตรัสว่า กิเลสเพียงดังเนินคือราคะ เป็นต้น.

คำว่า มลทิน ได้แก่ กิเลสเป็นเหตุแห่งความเศร้าหมอง.

คำว่า มลทิน คือ ราคะ. อธิบายว่า ราคะเมื่อเกิดขึ้น ย่อมทำให้จิตเศร้าหมอง ย่อมให้ถือเอาซึ่งความขุ่นมัว เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกราคะว่ามลทิน.

แม้กิเลสทั้งสองที่เหลือนอกนี้ก็นัยนี้แหละ.

วิสมนิทเทส อธิบายความทำให้ไม่สม่ำเสมอ คือกิเลส

ก็เพราะสัตว์ทั้งหลายย่อมสะดุดในกิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้น และในทุจจริตทั้งหลายมีกายทุจจริตเป็นต้น ก็แลสัตว์ทั้งหลายสะดุดพลาดไปแล้ว ย่อมตกไปจากพระพุทธศาสนาบ้าง จากสุคติบ้าง เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ความไม่สม่ำเสมอคือราคะเป็นต้น เพราะการสะดุดแล้วก็ตกไปเป็นเหตุ.

อัคคินิทเทส อธิบายอัคคิ คือไฟ

คำว่า อคฺคิ คือ ไฟชื่อว่าอัคคิ เพราะอรรถว่าเผาผลาญ. คำว่า ราคคฺคิ (แปลว่า ไฟคือราคะ) อธิบายว่า ราคะเมื่อเกิดขึ้น ย่อมเผาผลาญยังสัตว์ให้ไหม้ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า อัคคิ (ไฟคือราคะ) แม้โทสะและโมหะก็นัยนี้.

ในอัคคินิทเทสนั้น มีเรื่องเป็นอุทาหรณ์ดังนี้.

เรื่องการเผาผลาญของไฟคือราคะ

ได้ยินว่า ภิกษุณีสาวรูปหนึ่งไปสู่โรงอุโบสถในวิหารชื่อว่าจิตตลบรรพต แล้วยืนดูรูปของบุคคลผู้รักษาประตูอยู่. ลำดับนั้น ราคะคือความกำหนัดในภายในของเธอจึงเกิดขึ้น เธอถูกไฟคือราคะนั้นนั่นแหละไหม้แล้วทำกาละ. พวกภิกษุณีทั้งหลายผู้เดินไปกล่าวว่า ภิกษุณีสาวรูปนี้ยืนอยู่ เธอจงเรียกมา ดังนี้ ภิกษุณีรูปหนึ่งเดินไปจับมือของภิกษุณีสาวนั้น พร้อมกับการกล่าวว่าเพราะเหตุไร เธอจึงยืนอยู่เล่า ดังนี้ ภิกษุณีสาวรูปนั้น พอมือของภิกษุณีอีกรูปหนึ่งถูกต้องแล้วเท่านั้นก็ล้มลง.

นี้เป็นเรื่องแห่งการเผาไหม้ของราคะก่อน.

ส่วนไฟคือโทสะ บัณฑิตพึงทราบดังเช่น เทพพวกหนึ่งที่ชื่อว่ามโนปโทสิกะ เพราะความเผาผลาญของโทสะ จึงต้องจุติ. และไฟคือโมหะนั้น พึงทราบดังเช่นเทพพวกหนึ่งที่ชื่อว่าขิฑฑาปโทสิกะ เพราะความเผาผลาญของโมหะก็ต้องจุติ.

จริงอยู่ ความหลงลืมไม่ได้สติ ย่อมมีแก่เทพชื่อว่าขิฑฑาปโทสิกะ ด้วยอำนาจแห่งโมหะ เพราะฉะนั้น เมื่อเทพเหล่านั้นยังเวลาบริโภคอาหารให้เลยไปแล้ว เธอก็ย่อมทำกาละด้วยอำนาจแห่งความสนุกสนานร่าเริงนั้น.

คำว่า น้ำฝาด ได้แก่ น้ำที่ไร้ค่า ไม่มีรส. ธรรมอันประณีตอันมีโอชะแม้สักอย่างหนึ่ง ในกิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้นด้วย ในทุจจริตทั้งหลายมีกายทุจจริตเป็นต้นด้วย หามีไม่ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า น้ำฝาด คือราคะ เป็นต้น.

ทิฏฐิ (ความเห็นผิด) อันสัมปยุตด้วยความยินดี ชื่อว่าอัสสาททิฏฐิ.

คำว่า กามทั้งหลายไม่มีโทษ ได้แก่ สมณพราหมณ์ภายนอกย่อมกล่าวว่า โทษในการซ่องเสพวัตถุกามทั้งหลาย ย่อมไม่มีด้วยกิเลสกาม ดังนี้.

คำว่า ปาตพฺยตํ ได้แก่ การดื่ม การบริโภค คือการกลืนกิน.

จริงอยู่ สมณพราหมณ์นั้นมีปกติกล่าวอย่างนี้ จึงบริโภคกิเลสกามในวัตถุกามทั้งหลาย ราวกะบุคคลดื่มอยู่ กลืนกินอยู่ (ซึ่งอาหาร). ความเห็นผิดว่ามีอัตตา (ความเห็นผิดเป็นไปตามอัตตา) ชื่อว่าอัตตานุทิฏฐิ (เช่น เห็นรูปเป็นตน หรือเห็นตนมีรูป เห็นรูปในตน เห็นตนในรูปเป็นต้น).

ทิฏฐิอันลามก ชื่อว่ามิจฉาทิฏฐิ (เช่นเห็นว่า ทานที่บุคคลให้แล้วไม่มีผล การบูชาไม่มีผลเป็นต้น).

บัดนี้ เพื่อแสดงเนื้อความในอัสสาทนิทเทสนั้น ตามลำดับ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เพราะสัสสตทิฏฐิเป็นที่ ๑ คือเป็นอัสสาททิฏฐิ สักกายทิฏฐิเป็นทิฏฐิที่ ๒ คือเป็นอัตตานุทิฏฐิ และอุจเฉททิฏฐิเป็นทิฏฐิที่ ๓ คือมิจฉาทิฏฐิฉะนั้น จึงตรัสคำว่า สัสสตทิฏฐิ อัสสาททิฏฐิ เป็นต้น.

นิทเทสแห่งอรติ คือความไม่ยินดี และนิทเทสแห่งวิเหสา คือความเบียดเบียน มีอรรถาธิบายตามที่กล่าวแล้วนั่นแหละ.

ความประพฤติไม่เป็นธรรม ชื่อว่าอธัมมจริยา. อธิบายว่า การกระทำความผิด. ความประพฤติไม่สม่ำเสมอ ชื่อว่าวิสมจริยา. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าวิสมจริยา เพราะความประพฤติกระทำกรรมอันไม่สม่ำเสมอ.

นิทเทสแห่งความเป็นผู้ว่ายาก และนิทเทสแห่งความเป็นผู้มีมิตรชั่ว มีอรรถาธิบายตามที่กล่าวมาแล้ว. สัญญาทั้งหลายที่เป็นไปในความต่างๆ กัน ชื่อว่านานัตตสัญญา เพราะความเป็นไปในนิมิตตารมณ์แห่งปุถุชน.

อีกอย่างหนึ่ง เพราะกามสัญญาเป็นอย่างหนึ่งทีเดียว ทั้งพยาปาทสัญญาเป็นต้นก็เป็นอย่างหนึ่ง ฉะนั้น แม้คำว่า สัญญาอันเป็นสภาวะต่างๆ กัน ดังนี้ จึงชื่อว่านานัตตสัญญา.

โกสัชชนิทเทส

ความประพฤติย่อหย่อน ความไม่สามารถประกอบความเพียร ด้วยการเจริญกุศลธรรม ของผู้มีจิตคุ้นเคยในกามคุณ ๕ ชื่อว่าโกสัชชะ (คือความเกียจคร้าน). บัณฑิตพึงทราบความเป็นแห่งบุคคลผู้ประมาทแล้ว ด้วยสามารถแห่งความมัวเมา ชื่อว่าปมาทะ (คือความประมาท).

นิทเทสแห่งอสันตุฏฐิ (คือความไม่สันโดษ) มีเนื้อความตามที่กล่าวมาแล้ว.

อนาทริยนิทเทส

ความเป็นแห่งบุคคลผู้ไม่เอื้อเฟื้อ ด้วยสามารถแห่งความไม่เอื้อเฟื้อต่อโอวาท (การกล่าวสอน) ชื่อว่าอนาทริยะ (คือความไม่เอื้อเฟื้อ). อาการแห่งความไม่เอื้อเฟื้อ ชื่อว่าสภาพที่ไม่เอื้อเฟื้อ. ความเป็นผู้ไม่เคารพ ชื่อว่า อคารวตา เพราะอรรถว่าไม่อาศัยอยู่ร่วมกับผู้ควรเคารพ. ชื่อว่าความไม่เชื่อฟัง เพราะอรรถว่าไม่อยู่อาศัยร่วมกับผู้เป็นหัวหน้า.

คำว่า อนทฺทา ความไม่ถือเอา ได้แก่การไม่รับเอาโอวาท.

คำว่า อนทฺทายนา ได้แก่ อาการที่ไม่เอื้อเฟื้อ. ความเป็นแห่งบุคคลผู้ดำเนินไปด้วยความไม่เอื้อเฟื้อ ชื่อว่า อนทฺทายิตตฺตํ ความพอใจทางโต้แย้ง. ความเป็นแห่งบุคคลผู้ไม่มีศีล ชื่อว่า อสีลยํ (ทุศีล). คำว่า อจิตฺติกาโร ได้แก่ การไม่ทำความเคารพยำเกรง.

ความเป็นแห่งบุคคลผู้ไม่มีศรัทธา ชื่อว่าความไม่ศรัทธา. อาการแห่งความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ชื่อว่ากิริยาที่ไม่เชื่อฟัง. การไม่ถือเอา เพราะไม่ไว้ใจ ไม่เข้าไปใกล้ ชื่อว่ากิริยาที่ไม่ปลงใจเชื่อ. ชื่อว่าความไม่เลื่อมใสยิ่ง เพราะอรรถว่าไม่เลื่อมใสยิ่ง.

คำว่า อวทญฺญุตา (แปลว่า ความไม่เผื่อแผ่) ได้แก่ ผู้ไม่รู้ถึงถ้อยคำว่า ขอท่านจงให้ทาน ท่านจงกระทำบุญ เพราะอำนาจแห่งความตระหนี่อันกระด้าง.

ในข้อว่า พุทฺธา จ สาวกา จ พระพุทธเจ้าและพระสาวกของพระพุทธเจ้านี้ แม้พระปัจเจกพุทธเจ้า ท่านก็ถือเอาด้วยศัพท์ว่า พุทธะ นั่นแหละ. ความเป็นผู้ไม่ต้องการไปสู่ที่ใกล้แห่งพระอริยะเหล่านั้น ชื่อว่า อสเมตุกามตา ความไม่ต้องการจะสมาคมกับพระอริยะทั้งหลาย.

คำว่า ความไม่ต้องการจะฟัง...ซึ่งพระสัทธรรม ได้แก่ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ชื่อว่าพระสัทธรรม ความเป็นผู้ไม่ต้องการเพื่อจะฟังซึ่งพระธรรมนั้น. ความเป็นผู้ไม่ศึกษาพระธรรม ชื่อว่า อนุคฺคเหตุกามตา ความไม่ต้องการจะเรียน. ความเป็นผู้คิดคัดค้านแข่งดี ชื่อว่าความไม่ต้องการจะทรงพระธรรมไว้.

ก็เมื่อว่าโดยอรรถ ความเป็นผู้มีจิตคิดแข่งดีนั้นย่อมมี เหตุใด เพราะเหตุนั้น เพื่อแสดงอรรถนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า บรรดาบทเหล่านั้นความคิดแข่งดีเป็นไฉน เป็นต้น. ในข้อนั้น ชื่อว่าความแข่งดี ย่อมมีด้วยสามารถแห่งความตำหนิติเตียน ความแข่งดีเกิดขึ้นบ่อยๆ ชื่อว่าความคิดแข่งดีเนืองๆ ความเป็นแห่งบุคคลผู้คิดแข่งดีเนืองๆ ชื่อว่าสภาพที่คิดแข่งดีเนืองๆ.

คำว่า ความดูถูก ได้แก่ การหยาบหยาม. คำว่า ความดูหมิ่น ได้แก่ การเหยียดหยาม. ความเย้ยหยัน ชื่อว่าความดูแคลน. ความเป็นผู้แสวงหาข้อบกพร่อง ชื่อว่าความคอยแสวงหาโทษ.

อีกอย่างหนึ่ง บุคคลใดย่อมแสวงหาซึ่งความผิด เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นจึงชื่อว่าผู้คอยแสวงหาโทษ. ความเป็นแห่งบุคคลผู้คอยแสวงหาโทษนั้น ชื่อว่าสภาพที่คอยแสวงหาโทษ.

คำว่า อยํ วุจฺจติ ความว่า ก็ความเป็นผู้มีจิตคิดแข่งดีนี้ มีการคอยติดตามดูโทษของผู้อื่นเป็นลักษณะ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกว่า ความเป็นผู้มีจิตคิดแข่งดี. บุคคลใดประกอบแล้วด้วยลักษณะ คือคอยติดตามดูโทษของผู้อื่นใดนั้นเปรียบเหมือนช่างชุนผ้าคลี่ผ้าออกแล้ว ก็ตรวจดูผ้าทะลุนั่นแหละฉันใด บุคคลผู้มีจิตคิดแข่งดีก็ฉันนั้นนั่นแหละ ลบหลู่คุณแม้ทั้งปวงของผู้อื่น แล้วดำรงอยู่ในสิ่งที่ไม่เป็นคุณทั้งหลายเท่านั้น.

คำว่า อโยนิโส มนสิกาโร ได้แก่ การทำไว้ในใจโดยอุบายอันไม่แยบคาย.

คำว่า อนิจฺเจ นิจฺจํ อธิบายว่า มนสิการอย่างนี้ คือมนสิการในวัตถุอันไม่เที่ยงแท้ว่า สิ่งนี้เป็นของเที่ยงแท้.

แม้ในคำว่า ทุกฺเข สุขํ เป็นต้นก็นัยนี้. คำว่า สจฺจวิปฺปฏิกูเลน วา ได้แก่ มนสิการโดยไม่คล้อยตามสัจจะทั้ง ๔.

คำว่า จิตฺตสฺส อาวฏฺฏนา เป็นต้นแม้ทั้งปวงเป็นไวพจน์ของอาวัชชนจิตนั่นแหละ.

จริงอยู่ อาวัชชนะ ชื่อว่าอาวัฏฏนาแห่งจิต เพราะยังภวังคจิตให้เปลี่ยนหมุนไป. ชื่อว่าการเปลี่ยนหมุนไป เพราะย่อมหมุนไปในภายหลัง (ภวังค์). จิตใดย่อมคำนึงถึงอารมณ์ เพราะเหตุนั้น จิตนั้น จึงชื่อว่าอาโภคะ. จิตใดย่อมประมวลมาซึ่งอารมณ์อื่นนอกจากอารมณ์ของภวังค์ เหตุนั้น จิตนั้น จึงชื่อว่าสมันนาหาระ.

เมื่ออาวัชชนจิตเกิดขึ้น ทำตนให้ผูกพันแล้วๆ ซึ่งอารมณ์นั้นนั่นแหละไว้ในใจ เพราะเหตุนั้น อาวัชชนจิตนั้นจึงชื่อว่ามนสิการ. คำว่า ย่อมทำไว้ในใจ ได้แก่ ย่อมตั้งไว้ในใจ.

คำว่า อยํ วุจฺจติ อธิบายว่า กระทำไว้ในใจโดยอุบายอันไม่แยบคาย คือมนสิการผิดทางเป็นลักษณะ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า อโยนิโสมนสิการ. บุคคลย่อมไม่อาจเพื่อพิจารณาสัจจะทั้งหลายมีทุกขสัจจะเป็นต้น ตามความเป็นจริงได้ด้วยอโยนิโสมนสิการนั้น.

อุมมัคคเสวนานิทเทส อธิบายการเสพทางผิด

ชื่อว่าการเสพ ด้วยสามารถแห่งการเสพทางอันผิดอันใด ที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า การเสพทางผิด ดังนี้ เพื่อแสดงทางผิดอันนั้น จึงทรงทำทุติยปุจฉาว่า บรรดาบทเหล่านั้น ทางผิดเป็นไฉน ดังนี้.

คำที่เหลือในบททั้งปวง มีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.

ติกนิทเทส จบ. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา