อกุศลมูลกวิบากนิเทส
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๔๑๖กตเม ธมฺมา อพฺยากตา ยสฺมึ สมเย อกุสลสฺส กมฺมสฺส กตตฺตา อุปจิตตฺตา วิปากํ จกฺขุวิญฺญาณํ อุปฺปนฺนํ โหติ อุเปกฺขาสหคตํ รูปารมฺมณํ ตสฺมึ สมเย อกุสลมูลปจฺจยา สงฺขาโร สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ วิญฺญาณปจฺจยา นามํ นามปจฺจยา ฉฏฺฐายตนํ ฉฏฺฐายตนปจฺจยา ผสฺโส ผสฺสปจฺจยา เวทนา เวทนาปจฺจยา ภโว ภวปจฺจยา ชาติ ชาติปจฺจยา ชรามรณํ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ ฯ
๔๑๗ตตฺถ กตโม อกุสลมูลปจฺจยา สงฺขาโร ยา เจตนา สญฺเจตนา สญฺเจตยิตตฺตํ อยํ วุจฺจติ อกุสลมูลปจฺจยา สงฺขาโร ฯเปฯ เตน วุจฺจติ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหตีติ ฯ
๔๑๘กตเม ธมฺมา อพฺยากตา ยสฺมึ สมเย อกุสลสฺส กมฺมสฺส กตตฺตา อุปจิตตฺตา วิปากํ โสตวิญฺญาณํ อุปฺปนฺนํ โหติ อุเปกฺขาสหคตํ สทฺทารมฺมณํ ฯเปฯ ฆานวิญฺญาณํ อุปฺปนฺนํ โหติ อุเปกฺขาสหคตํ คนฺธารมฺมณํ ฯเปฯ ชิวฺหาวิญฺญาณํ อุปฺปนฺนํ โหติ อุเปกฺขาสหคตํ รสารมฺมณํ ฯเปฯ กายวิญฺญาณํ อุปฺปนฺนํ โหติ ทุกฺขสหคตํ โผฏฺฐพฺพารมฺมณํ ฯเปฯ มโนธาตุ อุปฺปนฺนา โหติ อุเปกฺขาสหคตา รูปารมฺมณา วา ฯเปฯ โผฏฺฐพฺพารมฺมณา วา ยํ ยํ วา ปนารพฺภ ตสฺมึ สมเย อกุสลมูลปจฺจยา สงฺขาโร สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ วิญฺญาณปจฺจยา นามํ นามปจฺจยา ฉฏฺฐายตนํ ฉฏฺฐายตนปจฺจยา ผสฺโส ผสฺสปจฺจยา เวทนา เวทนาปจฺจยา อธิโมกฺโข อธิโมกฺขปจฺจยา ภโว ภวปจฺจยา ชาติ ชาติปจฺจยา ชรามรณํ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ ฯ
๔๑๙กตเม ธมฺมา อพฺยากตา ยสฺมึ สมเย อกุสลสฺส กมฺมสฺส กตตฺตา อุปจิตตฺตา วิปากา มโนวิญฺญาณธาตุ อุปฺปนฺนา โหติ อุเปกฺขาสหคตา รูปารมฺมณา วา ฯเปฯ ธมฺมารมฺมณา วา ยํ ยํ วา ปนารพฺภ ตสฺมึ สมเย อกุสลมูลปจฺจยา สงฺขาโร สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ วิญฺญาณปจฺจยา นามํ นามปจฺจยา ฉฏฺฐายตนํ ฉฏฺฐายตนปจฺจยา ผสฺโส ผสฺสปจฺจยา เวทนา เวทนาปจฺจยา อธิโมกฺโข อธิโมกฺขปจฺจยา ภโว ภวปจฺจยา ชาติ ชาติปจฺจยา ชรามรณํ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ ฯ
๔๒๐ตตฺถ กตโม อกุสลมูลปจฺจยา สงฺขาโร ยา เจตนา สญฺเจตนา สญฺเจตยิตตฺตํ อยํ วุจฺจติ อกุสลมูลปจฺจยา สงฺขาโร ฯ
๔๒๑ตตฺถ กตมํ สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ ยํ จิตฺตํ มโน มานสํ ฯเปฯ ตชฺชา มโนวิญฺญาณธาตุ อิทํ วุจฺจติ สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ ฯ
๔๒๒ตตฺถ กตมํ วิญฺญาณปจฺจยา นามํ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ อิทํ วุจฺจติ วิญฺญาณปจฺจยา นามํ ฯ
๔๒๓ตตฺถ กตมํ นามปจฺจยา ฉฏฺฐายตนํ ยํ จิตฺตํ มโน มานสํ ฯเปฯ ตชฺชา มโนวิญฺญาณธาตุ อิทํ วุจฺจติ นามปจฺจยา ฉฏฺฐายตนํ ฯ
๔๒๔ตตฺถ กตโม ฉฏฺฐายตนปจฺจยา ผสฺโส โย ผสฺโส ผุสนา สมฺผุสนา สมฺผุสิตตฺตํ อยํ วุจฺจติ ฉฏฺฐายตนปจฺจยา ผสฺโส ฯ
๔๒๕ตตฺถ กตมา ผสฺสปจฺจยา เวทนา ยํ เจตสิกํ เนว สาตํ นาสาตํ เจโตสมฺผสฺสชํ อทุกฺขมสุขํ เวทยิตํ เจโตสมฺผสฺสชา อทุกฺขมสุขา เวทนา อยํ วุจฺจติ ผสฺสปจฺจยา เวทนา ฯ
๔๒๖ตตฺถ กตโม เวทนาปจฺจยา อธิโมกฺโข โย จิตฺตสฺส อธิโมกฺโข อธิมุจฺจนา ตทธิมุตฺตตา อยํ วุจฺจติ เวทนาปจฺจยา อธิโมกฺโข ฯ
๔๒๗ตตฺถ กตโม อธิโมกฺขปจฺจยา ภโว ฐเปตฺวา อธิโมกฺขํ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ วิญฺญาณกฺขนฺโธ อยํ วุจฺจติ อธิโมกฺขปจฺจยา ภโว ฯ
๔๒๘ตตฺถ กตมา ภวปจฺจยา ชาติ ยา เตสํ ธมฺมานํ ชาติ สญฺชาติ นิพฺพตฺติ อภินิพฺพตฺติ ปาตุภาโว อยํ วุจฺจติ ภวปจฺจยา ชาติ ฯ
๔๒๙ตตฺถ กตมํ ชาติปจฺจยา ชรามรณํ อตฺถิ ชรา อตฺถิ มรณํ ฯ ตตฺถ กตมา ชรา ยา เตสํ ธมฺมานํ ชรา ชีรณตา อายุโน สํหานิ อยํ วุจฺจติ ชรา ฯ ตตฺถ กตมํ มรณํ โย เตสํ ธมฺมานํ ขโย วโย เภโท ปริเภโท อนิจฺจตา อนฺตรธานํ อิทํ วุจฺจติ มรณํ ฯ อิติ อยญฺจ ชรา อิทญฺจ มรณํ อิทํ วุจฺจติ ชาติปจฺจยา ชรามรณํ ฯ
๔๓๐เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหตีติ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สงฺคติ โหติ สมาคโม โหติ สโมธานํ โหติ ปาตุภาโว โหติ เตน วุจฺจติ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหตีติ ฯ อกุสลมูลกวิปากนิทฺเทโส ฯ อภิธมฺมภาชนียํ ฯ ปจฺจยาการวิภงฺโค สมตฺโต ฯ ------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๔. อกุสลมูลกวิปากนิทเทส อกุศลวิปากจิต ๗ ๑. จักขุวิญญาณจิต
สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤต เป็นไฉน จักขุวิญญาณที่เป็นวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา มีรูปเป็นอารมณ์เกิดขึ้น เพราะได้ทำได้สั่งสมอกุศลกรรมไว้ในสมัยใด ในสมัยนั้น เพราะอกุศลมูลเป็นปัจจัย สังขารจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามจึงมีเพราะนามเป็นปัจจัย อายตนะที่ ๖ จึงมี เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ภพจึงมี เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้
บรรดาปัจจยาการเหล่านั้น เพราะอกุศลมูลเป็นปัจจัย สังขารจึงมี เป็นไฉน ความจงใจ กิริยาที่จงใจ ภาวะที่จงใจ นี้เรียกว่า เพราะอกุศลเป็นปัจจัยสังขารจึงมี ฯลฯ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๓๐๒}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๖. ปฏิจจสมุปปาทวิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์ ๑๔. อกุสลมูลกวิปากนิทเทส ๒-๖. โสตวิญญาณ - สัมปฏิจฉนจิต
สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤต เป็นไฉน โสตวิญญาณที่เป็นวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา มีเสียงเป็นอารมณ์เกิดขึ้น ฯลฯ ฆานวิญญาณที่เป็นวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา มีกลิ่นเป็นอารมณ์เกิดขึ้น ฯลฯ ชิวหาวิญญาณที่เป็นวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา มีรสเป็นอารมณ์เกิดขึ้น ฯลฯ กายวิญญาณที่เป็นวิบาก สหรคตด้วยทุกข์ มีโผฏฐัพพะเป็นอารมณ์เกิดขึ้น ฯลฯ มโนธาตุที่เป็นวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา มีรูปเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีโผฏฐัพพะเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใดๆ เกิดขึ้น เพราะได้ทำได้สั่งสมอกุศลกรรมไว้ในสมัยใด ในสมัยนั้น เพราะอกุศลมูลเป็นปัจจัย สังขารจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัยวิญญาณจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามจึงมี เพราะนามเป็นปัจจัย อายตนะที่ ๖ จึงมี เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย อธิโมกข์จึงมี เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย ภพจึงมี เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้ ๗. อุเบกขาสันตีรณจิต
สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤต เป็นไฉน มโนวิญญาณธาตุที่เป็นวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา มีรูปเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใดๆ เกิดขึ้น เพราะได้ทำได้สั่งสมอกุศลกรรมไว้ในสมัยใด ในสมัยนั้น เพราะอกุศลมูลเป็นปัจจัย สังขารจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามจึงมี เพราะนามเป็นปัจจัยอายตนะที่ ๖ จึงมี เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจจัย ผัสสะจึงมี เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย อธิโมกข์จึงมี เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัยภพจึงมี เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๓๐๓}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๖. ปฏิจจสมุปปาทวิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์ ๑๔. อกุสลมูลกวิปากนิทเทส
บรรดาปัจจยาการเหล่านั้น เพราะอกุศลมูลเป็นปัจจัย สังขารจึงมี เป็นไฉน ความจงใจ กิริยาที่จงใจ ภาวะที่จงใจ นี้เรียกว่า เพราะอกุศลมูลเป็นปัจจัยสังขารจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี เป็นไฉน จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามจึงมี เป็นไฉน เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ นี้เรียกว่า เพราะวิญญาณเป็น ปัจจัย นามจึงมี เพราะนามเป็นปัจจัย อายตนะที่ ๖ จึงมี เป็นไฉน จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า เพราะนามเป็นปัจจัย อายตนะที่ ๖ จึงมี เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี เป็นไฉน ความกระทบ กิริยาที่กระทบ กิริยาที่ถูกต้อง ภาวะที่ถูกต้อง นี้เรียกว่า เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เป็นไฉน ความสำราญทางใจก็ไม่ใช่ ความไม่สำราญทางใจก็ไม่ใช่ ความเสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส นี้เรียกว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย อธิโมกข์จึงมี เป็นไฉน ความตัดสินอารมณ์ กิริยาที่ตัดสินใจ ภาวะที่จิตตัดสินอารมณ์นั้น นี้เรียกว่าเพราะเวทนาเป็นปัจจัย อธิโมกข์จึงมี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๓๐๔}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๖. ปฏิจจสมุปปาทวิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์ ๑๔. อกุสลมูลกวิปากนิทเทส เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย ภพจึงมี เป็นไฉน เว้นอธิโมกข์แล้ว เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ นี้เรียกว่า เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย ภพจึงมี เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี เป็นไฉน ความเกิด ความเกิดพร้อม ความบังเกิด ความบังเกิดเฉพาะ ความปรากฏแห่งสภาวธรรมนั้นๆ นี้เรียกว่า เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี เป็นไฉน ชรา ๑ มรณะ ๑ ในชราและมรณะนั้น ชรา เป็นไฉน ความแก่ ความคร่ำคร่า ความเสื่อมอายุแห่งสภาวธรรมนั้นๆ นี้เรียกว่า ชรา มรณะ เป็นไฉน ความสิ้นไป ความเสื่อมไป ความแตก ความแตกสลาย ความไม่เที่ยง ความหายไปแห่งสภาวธรรมนั้นๆ นี้เรียกว่า มรณะ ชราและมรณะดังที่กล่าวมานี้ นี้เรียกว่า เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี คำว่า กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้ ได้แก่ กองทุกข์ ทั้งมวลนี้ไปร่วม มาร่วม ประชุมร่วม ปรากฏขึ้นด้วยอาการอย่างนี้ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้อกุสลมูลกวิปากนิทเทส จบ อภิธรรมภาชนีย์ จบ ปฏิจจสมุปปาทวิภังค์ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๓๐๕}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อกุศลมูลวิบากนิเทศ (บาลีข้อ ๔๑๖) ว่าด้วยอกุศลวิบากจิต ๗
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์จะทรงแสดงปัจจยาการแม้ในอัพยากฤตทั้งหลาย โดยนัยอื่นอีกทีเดียว จึงทรงเริ่มคำมีอาทิว่า กตเม ธมฺมา อพฺยากตา ธรรมเป็นอัพยากฤตเป็นไฉน ดังนี้.
ในพระบาลีนั้น คำว่า เพราะกุศลมูลเป็นปัจจัย แม้นี้ ตรัสหมายเอาความเป็นอุปนิสสยปัจจัย.
จริงอยู่ กุศลมูลย่อมเป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่กุศลวิบากและอกุศลมูลเป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่อกุศลวิบาก แต่ไม่ควรกล่าวถึงกรรมปัจจัยที่เกิดต่างขณะกันทีเดียว ฉะนั้นปัจจัยที่เป็นกุศลมูลและอกุศลมูลนี้ จึงเป็นปัจจัยด้วยอุปนิสสยปัจจัยและกรรมปัจจัยที่เกิดต่างขณะกัน ด้วยเหตุนั้นแหละ ในนิเทศวารจึงไม่จำแนกว่า ตตฺถ กตมํ กุสลมูลํ ในปัจจยาการนั้น กุศลมูลเป็นไฉนทรงจำแนกว่า ตตฺถ กตโม กุสลมูลปจฺจยา สงฺขาโร ในปัจจยาการนั้น สังขารเกิดเพราะกุศลมูลเป็นปัจจัย เป็นไฉน ดังนี้.
แม้ในอกุศลวิบากก็นัยนี้เหมือนกัน.
อนึ่ง ในวิบากนิเทศแม้นี้ ย่อมได้เฉพาะปัจจยจตุกะที่หนึ่งเท่านั้น ดุจในนิเทศแห่งอกุศลมีอวิชชาเป็นมูล แม้ปัจจยจตุกะนั้นก็ทรงแสดงปฐมวารแล้วทรงย่อไว้ ฉะนั้น พึงทราบประเภทแห่งวาระ ในนัยที่มีกุศลเป็นมูลและอกุศลเป็นมูล ด้วยอำนาจจตุกะแต่ละจตุกะในวิปากจิตแต่ละดวง แต่เพราะอวิชชาและกุศลมูล อกุศลมูล ย่อมไม่ได้ความเป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่ธรรมที่เป็นกิริยา ฉะนั้น จึงไม่ควรกล่าวปัจจยาการ ด้วยอำนาจกิริยาแล.
ด้วยประการฉะนี้ ปัจจยาการนี้
อันพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีวาทะประเสริฐ
ตรัสไว้โดยประเภทมิใช่น้อย ในธรรมที่เป็นอกุศล
กุศล และอัพยากฤต ส่วนในวิบากแห่งกุศลและ
อกุศล ตรัสไว้อย่างเดียวเท่านั้น ด้วยอำนาจ
อุปนิสสยปัจจัย เพื่อให้เกิดความแตกฉานแห่ง
ปรีชาญาณ ในประเภทธรรมที่เป็นปัจจัย เพราะ
เมื่อเว้นลำดับแห่งปริยัติ การฟัง การคิด การปฏิบัติ
ย่อมไม่แตกฉานปรีชาญาณ ในปัจจยาการนี้
แม้ในกาลไหนๆ ฉะนั้น นักปราชญ์ ผู้มีปัญญา
ทรงจำ ควรทำในปัจจยาการนั้น โดยลำดับแห่ง
ปริยัติ การฟัง การคิด และปฏิบัติในกาลทุกเมื่อ
เพราะกิจอื่นที่ควรทำยิ่งกว่าปัจจยาการนั้น มิได้มี
ฉะนี้แล. วรรณนาอภิธรรมภาชนีย์ จบ.
ก็ปัจจยาการนี้ พระองค์ทรงนำออกจำแนกแสดงไว้ ๒ ปริวรรต คือด้วยอำนาจสุตตันตภาชนีย์ และอภิธรรมภาชนีย์เท่านั้น ดังนี้แล.
ปฏิจจสมุปปาทวิภังคนิเทศ จบ. -----------------------------------------------------