อริยสัจ ๔ ติกมาติกาปุจฉา ทุกมาติกาปุจฉา ติกมาติกาวิสัชนา ทุกมาติกาวิสัชนา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๒๒๓จตฺตาริ อริยสจฺจานิ ทุกฺขํ อริยสจฺจํ ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจํ ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อริยสจฺจํ ฯ จตุนฺนํ อริยสจฺจานํ กติ กุสลา กติ อกุสลา กติ อพฺยากตา ฯเปฯ กติ สรณา กติ อรณา ฯ
๒๒๔สมุทยสจฺจํ อกุสลํ มคฺคสจฺจํ กุสลํ นิโรธสจฺจํ อพฺยากตํ ทุกฺขสจฺจํ สิยา กุสลํ สิยา อกุสลํ สิยา อพฺยากตํ ฯ เทฺว สจฺจา สิยา สุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา สิยา อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา นิโรธสจฺจํ น วตฺตพฺพํ สุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตนฺติปิ ทุกฺขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตนฺติปิ อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตนฺติปิ ทุกฺขสจฺจํ สิยา สุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตํ สิยา ทุกฺขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตํ สิยา อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตํ สิยา น วตฺตพฺพํ สุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตนฺติปิ ทุกฺขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตนฺติปิ อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตนฺติปิ ฯ {๒๒๔.๑} เทฺว สจฺจา วิปากธมฺมธมฺมา นิโรธสจฺจํ เนววิปากนวิปาก- ธมฺมธมฺมํ ทุกฺขสจฺจํ สิยา วิปากํ สิยา วิปากธมฺมธมฺมํ สิยา เนววิปากนวิปากธมฺมธมฺมํ ฯ สมุทยสจฺจํ อนุปาทินฺนุปาทานิยํ เทฺว สจฺจา อนุปาทินฺนอนุปาทานิยา ทุกฺขสจฺจํ สิยา อุปาทินฺนุปาทานิยํ สิยา อนุปาทินฺนุปาทานิยํ ฯ สมุทยสจฺจํ สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกํ เทฺว สจฺจา อสงฺกิลิฏฺฐอสงฺกิเลสิกา ทุกฺขสจฺจํ สิยา สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกํ สิยา อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกํ ฯ สมุทยสจฺจํ สวิตกฺกสวิจารํ นิโรธสจฺจํ อวิตกฺกอวิจารํ มคฺคสจฺจํ สิยา สวิตกฺกสวิจารํ สิยา อวิตกฺกวิจารมตฺตํ สิยา อวิตกฺกอวิจารํ ทุกฺขสจฺจํ สิยา สวิตกฺกสวิจารํ สิยา อวิตกฺกวิจารมตฺตํ สิยา อวิตกฺกอวิจารํ สิยา น วตฺตพฺพํ สวิตกฺกสวิจารนฺติปิ อวิตกฺกวิจารมตฺตนฺติปิ อวิตกฺกอวิจารนฺติปิ ฯ {๒๒๔.๒} เทฺว สจฺจา สิยา ปีติสหคตา สิยา สุขสหคตา สิยา อุเปกฺขาสหคตา นิโรธสจฺจํ น วตฺตพฺพํ ปีติสหคตนฺติปิ สุขสหคตนฺติปิ อุเปกฺขาสหคตนฺติปิ ทุกฺขสจฺจํ สิยา ปีติสหคตํ สิยา สุขสหคตํ สิยา อุเปกฺขาสหคตํ สิยา น วตฺตพฺพํ ปีติสหคตนฺติปิ สุขสหคตนฺติปิ อุเปกฺขาสหคตนฺติปิ ฯ {๒๒๔.๓} เทฺว สจฺจา เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพา สมุทยสจฺจํ สิยา ทสฺสเนน ปหาตพฺพํ สิยา ภาวนาย ปหาตพฺพํ ทุกฺขสจฺจํ สิยา ทสฺสเนน ปหาตพฺพํ สิยา ภาวนาย ปหาตพฺพํ สิยา เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพํ ฯ {๒๒๔.๔} เทฺว สจฺจา เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพเหตุกา สมุทยสจฺจํ สิยา ทสฺสเนน ปหาตพฺพเหตุกํ สิยา ภาวนาย ปหาตพฺพเหตุกํ ทุกฺขสจฺจํ สิยา ทสฺสเนน ปหาตพฺพเหตุกํ สิยา ภาวนาย ปหาตพฺพเหตุกํ สิยา เนวทสฺสเนนนภาวนาย- ปหาตพฺพเหตุกํ ฯ สมุทยสจฺจํ อาจยคามิ มคฺคสจฺจํ อปจยคามิ นิโรธสจฺจํ เนวอาจยคามินอปจยคามิ ทุกฺขสจฺจํ สิยา อาจยคามิ สิยา เนวอาจยคามิ นอปจยคามิ ฯ มคฺคสจฺจํ เสกฺขํ ตีณิ สจฺจา เนวเสกฺขานาเสกฺขา ฯ สมุทยสจฺจํ ปริตฺตํ เทฺว สจฺจา อปฺปมาณา ทุกฺขสจฺจํ สิยา ปริตฺตํ สิยา มหคฺคตํ ฯ นิโรธสจฺจํ อนารมฺมณํ มคฺคสจฺจํ อปฺปมาณารมฺมณํ สมุทยสจฺจํ สิยา ปริตฺตารมฺมณํ สิยา มหคฺคตารมฺมณํ น อปฺปมาณารมฺมณํ สิยา น วตฺตพฺพํ ปริตฺตารมฺมณนฺติปิ มหคฺคตารมฺมณนฺติปิ ทุกฺขสจฺจํ สิยา ปริตฺตารมฺมณํ สิยา มหคฺคตารมฺมณํ สิยา อปฺปมาณารมฺมณํ สิยา น วตฺตพฺพํ ปริตฺตารมฺมณนฺติปิ มหคฺคตารมฺมณนฺติปิ อปฺปมาณารมฺมณนฺติปิ ฯ สมุทยสจฺจํ หีนํ เทฺว สจฺจา ปณีตา ทุกฺขสจฺจํ สิยา หีนํ สิยา มชฺฌิมํ ฯ {๒๒๔.๕} นิโรธสจฺจํ อนิยตํ มคฺคสจฺจํ สมฺมตฺตนิยตํ เทฺว สจฺจา สิยา มิจฺฉตฺตนิยตา สิยา อนิยตา ฯ นิโรธสจฺจํ อนารมฺมณํ สมุทยสจฺจํ น วตฺตพฺพํ มคฺคารมฺมณนฺติปิ มคฺคเหตุกนฺติปิ มคฺคาธิปตีติปิ มคฺคสจฺจํ น มคฺคารมฺมณํ สิยา มคฺคเหตุกํ สิยา มคฺคาธิปติ สิยา น วตฺตพฺพํ มคฺคเหตุกนฺติปิ มคฺคาธิปตีติปิ ทุกฺขสจฺจํ สิยา มคฺคารมฺมณํ น มคฺคเหตุกํ สิยา มคฺคาธิปติ สิยา น วตฺตพฺพํ มคฺคารมฺมณนฺติปิ มคฺคาธิปตีติปิ ฯ {๒๒๔.๖} เทฺว สจฺจา สิยา อุปฺปนฺนา สิยา อนุปฺปนฺนา น วตฺตพฺพา อุปฺปาทิโนติ นิโรธสจฺจํ น วตฺตพฺพํ อุปฺปนฺนนฺติปิ อนุปฺปนฺนนฺติปิ อุปฺปาทีติปิ ทุกฺขสจฺจํ สิยา อุปฺปนฺนํ สิยา อนุปฺปนฺนํ สิยา อุปฺปาทิ ฯ ตีณิ สจฺจา สิยา อตีตา สิยา อนาคตา สิยา ปจฺจุปฺปนฺนา นิโรธสจฺจํ น วตฺตพฺพํ อตีตนฺติปิ อนาคตนฺติปิ ปจฺจุปฺปนฺนนฺติปิ ฯ นิโรธสจฺจํ อนารมฺมณํ มคฺคสจฺจํ น วตฺตพฺพํ อตีตารมฺมณนฺติปิ อนาคตารมฺมณนฺติปิ ปจฺจุปฺปนฺนารมฺมณนฺติปิ เทฺว สจฺจา สิยา อตีตารมฺมณา สิยา อนาคตารมฺมณา สิยา ปจฺจุปฺปนฺนารมฺมณา สิยา น วตฺตพฺพา อตีตารมฺมณาติปิ อนาคตารมฺมณาติปิ ปจฺจุปฺปนฺนารมฺมณาติปิ ฯ นิโรธสจฺจํ พหิทฺธา ตีณิ สจฺจา สิยา อชฺฌตฺตา สิยา พหิทฺธา สิยา อชฺฌตฺตพหิทฺธา ฯ {๒๒๔.๗} นิโรธสจฺจํ อนารมฺมณํ มคฺคสจฺจํ พหิทฺธารมฺมณํ สมุทยสจฺจํ สิยา อชฺฌตฺตารมฺมณํ สิยา พหิทฺธารมฺมณํ สิยา อชฺฌตฺตพหิทฺธารมฺมณํ ทุกฺขสจฺจํ สิยา อชฺฌตฺตารมฺมณํ สิยา พหิทฺธารมฺมณํ สิยา อชฺฌตฺตพหิทฺธารมฺมณํ สิยา น วตฺตพฺพํ อชฺฌตฺตารมฺมณนฺติปิ พหิทฺธารมฺมณนฺติปิ อชฺฌตฺตพหิทฺธารมฺมณนฺติปิ ฯ ตีณิ สจฺจา อนิทสฺสนอปฺปฏิฆา ทุกฺขสจฺจํ สิยา สนิทสฺสนสปฺปฏิฆํ สิยา อนิทสฺสนสปฺปฏิฆํ สิยา อนิทสฺสนอปฺปฏิฆํ ฯ
๒๒๕สมุทยสจฺจํ เหตุ นิโรธสจฺจํ น เหตุ เทฺว สจฺจา สิยา เหตู สิยา น เหตู ฯ เทฺว สจฺจา สเหตุกา นิโรธสจฺจํ อเหตุกํ ทุกฺขสจฺจํ สิยา สเหตุกํ สิยา อเหตุกํ ฯ เทฺว สจฺจา เหตุสมฺปยุตฺตา นิโรธสจฺจํ เหตุวิปฺปยุตฺตํ ทุกฺขสจฺจํ สิยา เหตุสมฺปยุตฺตํ สิยา เหตุวิปฺปยุตฺตํ ฯ สมุทยสจฺจํ เหตุ เจว สเหตุกญฺจ นิโรธสจฺจํ น วตฺตพฺพํ เหตุ เจว สเหตุกญฺจาติปิ สเหตุกญฺเจว น จ เหตูติปิ มคฺคสจฺจํ สิยา เหตุ เจว สเหตุกญฺจ สิยา สเหตุกญฺเจว น จ เหตุ ทุกฺขสจฺจํ สิยา เหตุ เจว สเหตุกญฺจ สิยา สเหตุกญฺเจว น จ เหตุ สิยา น วตฺตพฺพํ เหตุ เจว สเหตุกญฺจาติปิ สเหตุกญฺเจว น จ เหตูติปิ ฯ สมุทยสจฺจํ เหตุ เจว เหตุสมฺปยุตฺตญฺจ นิโรธสจฺจํ น วตฺตพฺพํ เหตุ เจว เหตุสมฺปยุตฺตญฺจาติปิ เหตุสมฺปยุตฺตญฺเจว น จ เหตูติปิ มคฺคสจฺจํ สิยา เหตุ เจว เหตุสมฺปยุตฺตญฺจ สิยา เหตุสมฺปยุตฺตญฺเจว น จ เหตุ ทุกฺขสจฺจํ สิยา เหตุ เจว เหตุสมฺปยุตฺตญฺจ สิยา เหตุสมฺปยุตฺตญฺเจว น จ เหตุ สิยา น วตฺตพฺพํ เหตุ เจว เหตุสมฺปยุตฺตญฺจาติปิ เหตุสมฺปยุตฺตญฺเจว น จ เหตูติปิ ฯ นิโรธสจฺจํ น เหตุ อเหตุกํ สมุทยสจฺจํ น วตฺตพฺพํ น เหตุ สเหตุกนฺติปิ น เหตุ อเหตุกนฺติปิ มคฺคสจฺจํ สิยา น เหตุ สเหตุกํ สิยา น วตฺตพฺพํ น เหตุ สเหตุกนฺติปิ น เหตุ อเหตุกนฺติปิ ทุกฺขสจฺจํ สิยา น เหตุ สเหตุกํ สิยา น เหตุ อเหตุกํ สิยา น วตฺตพฺพํ น เหตุ สเหตุกนฺติปิ น เหตุ อเหตุกนฺติปิ ฯ
๒๒๖ตีณิ สจฺจา สปฺปจฺจยา นิโรธสจฺจํ อปฺปจฺจยํ ฯ ตีณิ สจฺจา สงฺขตา นิโรธสจฺจํ อสงฺขตํ ฯ ตีณิ สจฺจา อนิทสฺสนา ทุกฺขสจฺจํ สิยา สนิทสฺสนํ สิยา อนิทสฺสนํ ฯ ตีณิ สจฺจา อปฺปฏิฆา ทุกฺขสจฺจํ สิยา สปฺปฏิฆํ สิยา อปฺปฏิฆํ ฯ ตีณิ สจฺจา รูปา ทุกฺขสจฺจํ สิยา รูปํ สิยา อรูปํ ฯ เทฺว สจฺจา โลกิยา เทฺว สจฺจา โลกุตฺตรา ฯ เกนจิ วิญฺเญยฺยา เกนจิ น วิญฺเญยฺยา ฯ
๒๒๗สมุทยสจฺจํ อาสโว เทฺว สจฺจา โน อาสวา ทุกฺขสจฺจํ สิยา อาสโว สิยา โน อาสโว ฯ เทฺว สจฺจา สาสวา เทฺว สจฺจา อนาสวา ฯ สมุทยสจฺจํ อาสวสมฺปยุตฺตํ เทฺว สจฺจา อาสววิปฺปยุตฺตา ทุกฺขสจฺจํ สิยา อาสวสมฺปยุตฺตํ สิยา อาสววิปฺปยุตฺตํ ฯ สมุทยสจฺจํ อาสโว เจว สาสวญฺจ เทฺว สจฺจา น วตฺตพฺพา อาสวา เจว สาสวา จาติปิ สาสวา เจว โน จ อาสวาติปิ ทุกฺขสจฺจํ สิยา อาสโว เจว สาสวญฺจ สิยา สาสวญฺเจว โน จ อาสโว ฯ สมุทยสจฺจํ อาสโว เจว อาสวสมฺปยุตฺตญฺจ เทฺว สจฺจา น วตฺตพฺพา อาสวา เจว อาสวสมฺปยุตฺตา จาติปิ อาสวสมฺปยุตฺตา เจว โน จ อาสวาติปิ ทุกฺขสจฺจํ สิยา อาสโว เจว อาสวสมฺปยุตฺตญฺจ สิยา อาสวสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ อาสโว สิยา น วตฺตพฺพํ อาสโว เจว อาสวสมฺปยุตฺตญฺจาติปิ อาสวสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ อาสโวติปิ ฯ เทฺว สจฺจา อาสววิปฺปยุตฺต- อนาสวา สมุทยสจฺจํ น วตฺตพฺพํ อาสววิปฺปยุตฺตสาสวนฺติปิ อาสววิปฺปยุตฺตอนาสวนฺติปิ ทุกฺขสจฺจํ สิยา อาสววิปฺปยุตฺตสาสวํ สิยา น วตฺตพฺพํ อาสววิปฺปยุตฺตสาสวนฺติปิ อาสววิปฺปยุตฺตอนาสวนฺติปิ ฯ
๒๒๘สมุทยสจฺจํ สญฺโญชนํ เทฺว สจฺจา โน สญฺโญชนา ทุกฺขสจฺจํ สิยา สญฺโญชนํ สิยา โน สญฺโญชนํ ฯ เทฺว สจฺจา สญฺโญชนิยา เทฺว สจฺจา อสญฺโญชนิยา ฯ สมุทยสจฺจํ สญฺโญชน- สมฺปยุตฺตํ เทฺว สจฺจา สญฺโญชนวิปฺปยุตฺตา ทุกฺขสจฺจํ สิยา สญฺโญชนสมฺปยุตฺตํ สิยา สญฺโญชนวิปฺปยุตฺตํ ฯ สมุทยสจฺจํ สญฺโญชนญฺเจว สญฺโญชนิยญฺจ เทฺว สจฺจา น วตฺตพฺพา สญฺโญชนา เจว สญฺโญชนิยา จาติปิ สญฺโญชนิยา เจว โน จ สญฺโญชนาติปิ ทุกฺขสจฺจํ สิยา สญฺโญชนญฺเจว สญฺโญชนิยญฺจ สิยา สญฺโญชนิยญฺเจว โน จ สญฺโญชนํ ฯ สมุทยสจฺจํ สญฺโญชนญฺเจว สญฺโญชนสมฺปยุตฺตญฺจ เทฺว สจฺจา น วตฺตพฺพา สญฺโญชนา เจว สญฺโญชนสมฺปยุตฺตา จาติปิ สญฺโญชนสมฺปยุตฺตา เจว โน จ สญฺโญชนาติปิ ทุกฺขสจฺจํ สิยา สญฺโญชนญฺเจว สญฺโญชนสมฺปยุตฺตญฺจ สิยา สญฺโญชน- สมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ สญฺโญชนํ สิยา น วตฺตพฺพํ สญฺโญชนญฺเจว สญฺโญชนสมฺปยุตฺตญฺจาติปิ สญฺโญชนสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ สญฺโญชนนฺติปิ ฯ เทฺว สจฺจา สญฺโญชนวิปฺปยุตฺตอสญฺโญชนิยา สมุทยสจฺจํ น วตฺตพฺพํ สญฺโญชนวิปฺปยุตฺตสญฺโญชนิยนฺติปิ สญฺโญชนวิปฺปยุตฺตอสญฺโญชนิยนฺติปิ ทุกฺขสจฺจํ สิยา สญฺโญชน- วิปฺปยุตฺตสญฺโญชนิยํ สิยา น วตฺตพฺพํ สญฺโญชนวิปฺปยุตฺต- สญฺโญชนิยนฺติปิ สญฺโญชนวิปฺปยุตฺตอสญฺโญชนิยนฺติปิ ฯ
๒๒๙สมุทยสจฺจํ คนฺโถ เทฺว สจฺจา โน คนฺถา ทุกฺขสจฺจํ สิยา คนฺโถ สิยา โน คนฺโถ ฯ เทฺว สจฺจา คนฺถนิยา เทฺว สจฺจา อคนฺถนิยา ฯ เทฺว สจฺจา คนฺถวิปฺปยุตฺตา เทฺว สจฺจา สิยา คนฺถสมฺปยุตฺตา สิยา คนฺถวิปฺปยุตฺตา ฯ สมุทยสจฺจํ คนฺโถ เจว คนฺถนิยญฺจ เทฺว สจฺจา น วตฺตพฺพา คนฺถา เจว คนฺถนิยา จาติปิ คนฺถนิยา เจว โน จ คนฺถาติปิ ทุกฺขสจฺจํ สิยา คนฺโถ เจว คนฺถนิยญฺจ สิยา คนฺถนิยญฺเจว โน จ คนฺโถ ฯ สมุทยสจฺจํ คนฺโถ เจว คนฺถสมฺปยุตฺตญฺจ สิยา น วตฺตพฺพํ คนฺโถ เจว คนฺถสมฺปยุตฺตญฺจาติปิ คนฺถสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ คนฺโถติปิ เทฺว สจฺจา น วตฺตพฺพา คนฺถา เจว คนฺถสมฺปยุตฺตา จาติปิ คนฺถสมฺปยุตฺตา เจว โน จ คนฺถาติปิ ทุกฺขสจฺจํ สิยา คนฺโถ เจว คนฺถสมฺปยุตฺตญฺจ สิยา คนฺถสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ คนฺโถ สิยา น วตฺตพฺพํ คนฺโถ เจว คนฺถสมฺปยุตฺตญฺจาติปิ คนฺถสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ คนฺโถติปิ ฯ เทฺว สจฺจา คนฺถวิปฺปยุตฺตอคนฺถนิยา เทฺว สจฺจา สิยา คนฺถวิปฺปยุตฺต- คนฺถนิยา สิยา น วตฺตพฺพา คนฺถวิปฺปยุตฺตคนฺถนิยาติปิ คนฺถวิปฺปยุตฺตอคนฺถนิยาติปิ ฯ
๒๓๐สมุทยสจฺจํ โอโฆ ฯเปฯ โยโค ฯเปฯ นีวรณํ เทฺว สจฺจา โน นีวรณา ทุกฺขสจฺจํ สิยา นีวรณํ สิยา โน นีวรณํ ฯ เทฺว สจฺจา นีวรณิยา เทฺว สจฺจา อนีวรณิยา ฯ สมุทยสจฺจํ นีวรณสมฺปยุตฺตํ เทฺว สจฺจา นีวรณวิปฺปยุตฺตา ทุกฺขสจฺจํ สิยา นีวรณสมฺปยุตฺตํ สิยา นีวรณวิปฺปยุตฺตํ ฯ สมุทยสจฺจํ นีวรณญฺเจว นีวรณิยญฺจ เทฺว สจฺจา น วตฺตพฺพา นีวรณา เจว นีวรณิยา จาติปิ นีวรณิยา เจว โน จ นีวรณาติปิ ทุกฺขสจฺจํ สิยา นีวรณญฺเจว นีวรณิยญฺจ สิยา นีวรณิยญฺเจว โน จ นีวรณํ ฯ สมุทยสจฺจํ นีวรณญฺเจว นีวรณสมฺปยุตฺตญฺจ เทฺว สจฺจา น วตฺตพฺพา นีวรณา เจว นีวรณสมฺปยุตฺตา จาติปิ นีวรณสมฺปยุตฺตา เจว โน จ นีวรณาติปิ ทุกฺขสจฺจํ สิยา นีวรณญฺเจว นีวรณสมฺปยุตฺตญฺจ สิยา นีวรณสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ นีวรณํ สิยา น วตฺตพฺพํ นีวรณญฺเจว นีวรณสมฺปยุตฺตญฺจาติปิ นีวรณสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ นีวรณนฺติปิ ฯ เทฺว สจฺจา นีวรณวิปฺปยุตฺต- อนีวรณิยา สมุทยสจฺจํ น วตฺตพฺพํ นีวรณวิปฺปยุตฺตนีวรณิยนฺติปิ นีวรณวิปฺปยุตฺตอนีวรณิยนฺติปิ ทุกฺขสจฺจํ สิยา นีวรณวิปฺปยุตฺตนีวรณิยํ สิยา น วตฺตพฺพํ นีวรณวิปฺปยุตฺตนีวรณิยนฺติปิ นีวรณวิปฺปยุตฺต- อนีวรณิยนฺติปิ ฯ
๒๓๑ตีณิ สจฺจา โน ปรามาสา ทุกฺขสจฺจํ สิยา ปรามาโส สิยา โน ปรามาโส ฯ เทฺว สจฺจา ปรามฏฺฐา เทฺว สจฺจา อปรามฏฺฐา ฯ เทฺว สจฺจา ปรามาสวิปฺปยุตฺตา สมุทยสจฺจํ สิยา ปรามาสสมฺปยุตฺตํ สิยา ปรามาสวิปฺปยุตฺตํ ทุกฺขสจฺจํ สิยา ปรามาสสมฺปยุตฺตํ สิยา ปรามาสวิปฺปยุตฺตํ สิยา น วตฺตพฺพํ ปรามาสสมฺปยุตฺตนฺติปิ ปรามาสวิปฺปยุตฺตนฺติปิ ฯ สมุทยสจฺจํ น วตฺตพฺพํ ปรามาโส เจว ปรามฏฺฐญฺจาติ ปรามฏฺฐญฺเจว โน จ ปรามาโส เทฺว สจฺจา น วตฺตพฺพา ปรามาสา เจว ปรามฏฺฐา จาติปิ ปรามฏฺฐา เจว โน จ ปรามาสาติปิ ทุกฺขสจฺจํ สิยา ปรามาโส เจว ปรามฏฺฐญฺจ สิยา ปรามฏฺฐญฺเจว โน จ ปรามาโส ฯ เทฺว สจฺจา ปรามาสวิปฺปยุตฺตอปรามฏฺฐา เทฺว สจฺจา สิยา ปรามาสวิปฺปยุตฺตปรามฏฺฐา สิยา น วตฺตพฺพา ปรามาสวิปฺปยุตฺต- ปรามฏฺฐาติปิ ปรามาสวิปฺปยุตฺตอปรามฏฺฐาติปิ ฯ
๒๓๒เทฺว สจฺจา สารมฺมณา นิโรธสจฺจํ อนารมฺมณํ ทุกฺขสจฺจํ สิยา สารมฺมณํ สิยา อนารมฺมณํ ฯ ตีณิ สจฺจา โน จิตฺตา ทุกฺขสจฺจํ สิยา จิตฺตํ สิยา โน จิตฺตํ ฯ เทฺว สจฺจา เจตสิกา นิโรธสจฺจํ อเจตสิกํ ทุกฺขสจฺจํ สิยา เจตสิกํ สิยา อเจตสิกํ ฯ เทฺว สจฺจา จิตฺตสมฺปยุตฺตา นิโรธสจฺจํ จิตฺตวิปฺปยุตฺตํ ทุกฺขสจฺจํ สิยา จิตฺตสมฺปยุตฺตํ สิยา จิตฺตวิปฺปยุตฺตํ สิยา น วตฺตพฺพํ จิตฺเตน สมฺปยุตฺตนฺติปิ จิตฺเตน วิปฺปยุตฺตนฺติปิ ฯ เทฺว สจฺจา จิตฺตสํสฏฺฐา นิโรธสจฺจํ จิตฺตวิสํสฏฺฐํ ทุกฺขสจฺจํ สิยา จิตฺตสํสฏฺฐํ สิยา จิตฺตวิสํสฏฺฐํ สิยา น วตฺตพฺพํ จิตฺเตน สํสฏฺฐนฺติปิ จิตฺเตน วิสํสฏฺฐนฺติปิ ฯ {๒๓๒.๑} เทฺว สจฺจา จิตฺตสมุฏฺฐานา นิโรธสจฺจํ โน จิตฺตสมุฏฺฐานํ ทุกฺขสจฺจํ สิยา จิตฺตสมุฏฺฐานํ สิยา โน จิตฺตสมุฏฺฐานํ ฯ เทฺว สจฺจา จิตฺตสหภุโน นิโรธสจฺจํ โน จิตฺตสหภู ทุกฺขสจฺจํ สิยา จิตฺตสหภู สิยา โน จิตฺตสหภู ฯ เทฺว สจฺจา จิตฺตานุปริวตฺติโน นิโรธสจฺจํ โน จิตฺตานุปริวตฺติ ทุกฺขสจฺจํ สิยา จิตฺตานุปริวตฺติ สิยา โน จิตฺตานุปริวตฺติ ฯ เทฺว สจฺจา จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานา นิโรธสจฺจํ โน จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานํ ทุกฺขสจฺจํ สิยา จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานํ สิยา โน จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานํ ฯ เทฺว สจฺจา จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานสหภุโน นิโรธสจฺจํ โน จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานสหภู ทุกฺขสจฺจํ สิยา จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานสหภู สิยา โน จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานสหภู ฯ เทฺว สจฺจา จิตฺตสํสฏฺฐ- สมุฏฺฐานานุปริวตฺติโน นิโรธสจฺจํ โน จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานานุปริวตฺติ ทุกฺขสจฺจํ สิยา จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานานุปริวตฺติ สิยา โน จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานานุปริวตฺติ ฯ ตีณิ สจฺจา พาหิรา ทุกฺขสจฺจํ สิยา อชฺฌตฺติกํ สิยา พาหิรํ ฯ ตีณิ สจฺจา นุปาทา ทุกฺขสจฺจํ สิยา อุปาทา สิยา นุปาทา ฯ ตีณิ สจฺจา อนุปาทินฺนา ทุกฺขสจฺจํ สิยา อุปาทินฺนํ สิยา อนุปาทินฺนํ ฯ
๒๓๓สมุทยสจฺจํ อุปาทานํ เทฺว สจฺจา นุปาทานา ทุกฺขสจฺจํ สิยา อุปาทานํ สิยา นุปาทานํ ฯ เทฺว สจฺจา อุปาทานิยา เทฺว สจฺจา อนุปาทานิยา ฯ เทฺว สจฺจา อุปาทานวิปฺปยุตฺตา เทฺว สจฺจา สิยา อุปาทานสมฺปยุตฺตา สิยา อุปาทานวิปฺปยุตฺตา ฯ สมุทยสจฺจํ อุปาทานญฺเจว อุปาทานิยญฺจ เทฺว สจฺจา น วตฺตพฺพา อุปาทานา เจว อุปาทานิยา จาติปิ อุปาทานิยา เจว โน จ อุปาทานาติปิ ทุกฺขสจฺจํ สิยา อุปาทานญฺเจว อุปาทานิยญฺจ สิยา อุปาทานิยญฺเจว โน จ อุปาทานํ ฯ {๒๓๓.๑} สมุทยสจฺจํ สิยา อุปาทานญฺเจว อุปาทานสมฺปยุตฺตญฺจ สิยา น วตฺตพฺพํ อุปาทานญฺเจว อุปาทานสมฺปยุตฺตญฺจาติปิ อุปาทานสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ อุปาทานนฺติปิ เทฺว สจฺจา น วตฺตพฺพา อุปาทานา เจว อุปาทานสมฺปยุตฺตา จาติปิ อุปาทานสมฺปยุตฺตา เจว โน จ อุปาทานาติปิ ทุกฺขสจฺจํ สิยา อุปาทานญฺเจว อุปาทานสมฺปยุตฺตญฺจ สิยา อุปาทานสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ อุปาทานํ สิยา น วตฺตพฺพํ อุปาทานญฺเจว อุปาทาน- สมฺปยุตฺตญฺจาติปิ อุปาทานสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ อุปาทานนฺติปิ ฯ เทฺว สจฺจา อุปาทานวิปฺปยุตฺตอนุปาทานิยา เทฺว สจฺจา สิยา อุปาทานวิปฺปยุตฺตอุปาทานิยา สิยา น วตฺตพฺพา อุปาทาน- วิปฺปยุตฺตอุปาทานิยาติปิ อุปาทานวิปฺปยุตฺตอนุปาทานิยาติปิ ฯ
๒๓๔สมุทยสจฺจํ กิเลโส เทฺว สจฺจา โน กิเลสา ทุกฺขสจฺจํ สิยา กิเลโส สิยา โน กิเลโส ฯ เทฺว สจฺจา สงฺกิเลสิกา เทฺว สจฺจา อสงฺกิเลสิกา ฯ สมุทยสจฺจํ สงฺกิลิฏฺฐํ เทฺว สจฺจา อสงฺกิลิฏฺฐา ทุกฺขสจฺจํ สิยา สงฺกิลิฏฺฐํ สิยา อสงฺกิลิฏฺฐํ ฯ สมุทยสจฺจํ กิเลสสมฺปยุตฺตํ เทฺว สจฺจา กิเลสวิปฺปยุตฺตา ทุกฺขสจฺจํ สิยา กิเลสสมฺปยุตฺตํ สิยา กิเลสวิปฺปยุตฺตํ ฯ สมุทยสจฺจํ กิเลโส เจว สงฺกิเลสิกญฺจ เทฺว สจฺจา น วตฺตพฺพา กิเลสา เจว สงฺกิเลสิกา จาติปิ สงฺกิเลสิกา เจว โน จ กิเลสาติปิ ทุกฺขสจฺจํ สิยา กิเลโส เจว สงฺกิเลสิกญฺจ สิยา สงฺกิเลสิกญฺเจว โน จ กิเลโส ฯ {๒๓๔.๑} สมุทยสจฺจํ กิเลโส เจว สงฺกิลิฏฺฐญฺจ เทฺว สจฺจา น วตฺตพฺพา กิเลสา เจว สงฺกิลิฏฺฐา จาติปิ สงฺกิลิฏฺฐา เจว โน จ กิเลสาติปิ ทุกฺขสจฺจํ สิยา กิเลโส เจว สงฺกิลิฏฺฐญฺจ สิยา สงฺกิลิฏฺฐญฺเจว โน จ กิเลโส สิยา น วตฺตพฺพํ กิเลโส เจว สงฺกิลิฏฺฐญฺจาติปิ สงฺกิลิฏฺฐญฺเจว โน จ กิเลโสติปิ ฯ สมุทยสจฺจํ กิเลโส เจว กิเลสสมฺปยุตฺตญฺจ เทฺว สจฺจา น วตฺตพฺพา กิเลสา เจว กิเลสสมฺปยุตฺตา จาติปิ กิเลสสมฺปยุตฺตา เจว โน จ กิเลสาติปิ ทุกฺขสจฺจํ สิยา กิเลโส เจว กิเลสสมฺปยุตฺตญฺจ สิยา กิเลสสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ กิเลโส สิยา น วตฺตพฺพํ กิเลโส เจว กิเลสสมฺปยุตฺตญฺจาติปิ กิเลสสมฺปยุตฺตญฺเจว โน จ กิเลโสติปิ ฯ เทฺว สจฺจา กิเลสวิปฺปยุตฺตอสงฺกิเลสิกา สมุทยสจฺจํ น วตฺตพฺพํ กิเลสวิปฺปยุตฺตสงฺกิเลสิกนฺติปิ กิเลสวิปฺปยุตฺต- อสงฺกิเลสิกนฺติปิ ทุกฺขสจฺจํ สิยา กิเลสวิปฺปยุตฺตสงฺกิเลสิกํ สิยา น วตฺตพฺพํ กิเลสวิปฺปยุตฺตสงฺกิเลสิกนฺติปิ กิเลสวิปฺปยุตฺต- อสงฺกิเลสิกนฺติปิ ฯ
๒๓๕เทฺว สจฺจา น ทสฺสเนน ปหาตพฺพา เทฺว สจฺจา สิยา ทสฺสเนน ปหาตพฺพา สิยา น ทสฺสเนน ปหาตพฺพา ฯ เทฺว สจฺจา น ภาวนาย ปหาตพฺพา เทฺว สจฺจา สิยา ภาวนาย ปหาตพฺพา สิยา น ภาวนาย ปหาตพฺพา ฯ เทฺว สจฺจา น ทสฺสเนน ปหาตพฺพเหตุกา เทฺว สจฺจา สิยา ทสฺสเนน ปหาตพฺพเหตุกา สิยา น ทสฺสเนน ปหาตพฺพเหตุกา ฯ เทฺว สจฺจา น ภาวนาย ปหาตพฺพเหตุกา เทฺว สจฺจา สิยา ภาวนาย ปหาตพฺพเหตุกา สิยา น ภาวนาย ปหาตพฺพเหตุกา ฯ สมุทยสจฺจํ สวิตกฺกํ นิโรธสจฺจํ อวิตกฺกํ เทฺว สจฺจา สิยา สวิตกฺกา สิยา อวิตกฺกา ฯ สมุทยสจฺจํ สวิจารํ นิโรธสจฺจํ อวิจารํ เทฺว สจฺจา สิยา สวิจารา สิยา อวิจารา ฯ นิโรธสจฺจํ อปฺปีติกํ ตีณิ สจฺจา สิยา สปฺปีติกา สิยา อปฺปีติกา ฯ นิโรธสจฺจํ น ปีติสหคตํ ตีณิ สจฺจา สิยา ปีติสหคตา สิยา น ปีติสหคตา ฯ นิโรธสจฺจํ น สุขสหคตํ ตีณิ สจฺจา สิยา สุขสหคตา สิยา น สุขสหคตา ฯ นิโรธสจฺจํ น อุเปกฺขาสหคตํ ตีณิ สจฺจา สิยา อุเปกฺขาสหคตา สิยา น อุเปกฺขาสหคตา ฯ สมุทยสจฺจํ กามาวจรํ เทฺว สจฺจา น กามาวจรา ทุกฺขสจฺจํ สิยา กามาวจรํ สิยา น กามาวจรํ ฯ ตีณิ สจฺจา น รูปาวจรา ทุกฺขสจฺจํ สิยา รูปาวจรํ สิยา น รูปาวจรํ ฯ ตีณิ สจฺจา น อรูปาวจรา ทุกฺขสจฺจํ สิยา อรูปาวจรํ สิยา น อรูปาวจรํ ฯ เทฺว สจฺจา ปริยาปนฺนา เทฺว สจฺจา อปริยาปนฺนา ฯ มคฺคสจฺจํ นิยฺยานิกํ ตีณิ สจฺจา อนิยฺยานิกา ฯ มคฺคสจฺจํ นิยตํ นิโรธสจฺจํ อนิยตํ เทฺว สจฺจา สิยา นิยตา สิยา อนิยตา ฯ เทฺว สจฺจา สอุตฺตรา เทฺว สจฺจา อนุตฺตรา ฯ สมุทยสจฺจํ สรณํ เทฺว สจฺจา อรณา ทุกฺขสจฺจํ สิยา สรณํ สิยา อรณนฺติ ฯ ปญฺหาปุจฺฉกํ ฯ สจฺจวิภงฺโค สมตฺโต ฯ -------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๔. สัจจวิภังค์] ๓. ปัญหาปุจฉกะ ๑. ติกมาติกาวิสัชนา ๓. ปัญหาปุจฉกะ
อริยสัจ ๔ คือ ๑. ทุกขอริยสัจ (อริยสัจคือทุกข์) ๒. ทุกขสมุทยอริยสัจ (อริยสัจคือเหตุเกิดแห่งทุกข์) ๓. ทุกขนิโรธอริยสัจ (อริยสัจคือความดับทุกข์) ๔. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ (อริยสัจคือข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์)
บรรดาอริยสัจ ๔ อริยสัจเท่าไรเป็นกุศล เท่าไรเป็นอกุศล เท่าไรเป็นอัพยากฤต ฯลฯ เท่าไรเป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้ เท่าไรไม่เป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้๑. ติกมาติกาวิสัชนา ๑. กุสลติกวิสัชนา
สมุทยสัจเป็นอกุศล มัคคสัจเป็นกุศล นิโรธสัจเป็นอัพยากฤต ทุกขสัจที่เป็นกุศลก็มี ที่เป็นอกุศลก็มี ที่เป็นอัพยากฤตก็มี ๒. เวทนาติกวิสัชนา สัจจะ ๒ ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาก็มี ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาก็มี นิโรธสัจกล่าวไม่ได้ว่า สัมปยุตด้วยสุขเวทนา สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา หรือสัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ทุกขสัจที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาก็มี ที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาก็มี ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า สัมปยุตด้วยสุขเวทนาสัมปยุตด้วยทุกขเวทนา หรือสัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาก็มี ๓. วิปากติกวิสัชนา สัจจะ ๒ เป็นเหตุให้เกิดวิบาก นิโรธสัจไม่เป็นวิบากและไม่เป็นเหตุให้เกิดวิบาก ทุกขสัจที่เป็นวิบากก็มี ที่เป็นเหตุให้เกิดวิบากก็มี ที่ไม่เป็นวิบากและไม่เป็นเหตุให้เกิดวิบากก็มี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๑๘๒}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๔. สัจจวิภังค์] ๓. ปัญหาปุจฉกะ ๑. ติกมาติกาวิสัชนา ๔. อุปาทินนติกวิสัชนา สมุทยสัจ กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน สัจจะ ๒ กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน ทุกขสัจที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี ๕. สังกิลิฏฐติกวิสัชนา สมุทยสัจ กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลส สัจจะ ๒ กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลส ทุกขสัจที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสก็มี ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสก็มี๖. สวิตักกติกวิสัชนา สมุทยสัจมีทั้งวิตกและวิจาร นิโรธสัจไม่มีทั้งวิตกและวิจาร มัคคสัจที่มีทั้งวิตกและวิจารก็มี ที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจารก็มี ที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารก็มี ทุกขสัจที่มีทั้งวิตกและวิจารก็มี ที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจารก็มี ที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า มีทั้งวิตกและวิจาร ไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร หรือไม่มีทั้งวิตกและวิจารก็มี๗. ปีติติกวิสัชนา สัจจะ ๒ ที่สหรคตด้วยปีติก็มี ที่สหรคตด้วยสุขก็มี ที่สหรคตด้วยอุเบกขาก็มีนิโรธสัจกล่าวไม่ได้ว่า สหรคตด้วยปีติ สหรคตด้วยสุข หรือสหรคตด้วยอุเบกขาทุกขสัจที่สหรคตด้วยปีติก็มี ที่สหรคตด้วยสุขก็มี ที่สหรคตด้วยอุเบกขาก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า สหรคตด้วยปีติ สหรคตด้วยสุข หรือสหรคตด้วยอุเบกขาก็มี๘. ทัสสนติกวิสัชนา สัจจะ ๒ ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ สมุทยสัจที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคก็มี ที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ก็มีทุกขสัจที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคก็มี ที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ก็มี ที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ก็มี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๑๘๓}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๔. สัจจวิภังค์] ๓. ปัญหาปุจฉกะ ๑. ติกมาติกาวิสัชนา ๙. ทัสสนเหตุติกวิสัชนา สัจจะ ๒ ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓สมุทยสัจที่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคก็มี ที่มีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ก็มี ทุกขสัจที่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคก็มี ที่มีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ก็มี ที่ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ก็มี ๑๐. อาจยคามิติกวิสัชนา สมุทยสัจเป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติ มัคคสัจเป็นเหตุให้ถึงนิพพาน นิโรธสัจไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพาน ทุกขสัจที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติก็มีที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานก็มี ๑๑. เสกขติกวิสัชนา มัคคสัจเป็นของเสขบุคคล สัจจะ ๓ ไม่เป็นของเสขบุคคลและอเสขบุคคล๑๒. ปริตตติกวิสัชนา สมุทยสัจเป็นปริตตะ สัจจะ ๒ เป็นอัปปมาณะ ทุกขสัจที่เป็นปริตตะก็มี ที่เป็นมหัคคตะก็มี ๑๓. ปริตตารัมมณติกวิสัชนา นิโรธสัจรับรู้อารมณ์ไม่ได้ มัคคสัจมีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ สมุทยสัจที่ มีปริตตะเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์แต่ไม่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ก็มีที่กล่าวไม่ได้ว่า มีปริตตะเป็นอารมณ์ หรือมีมหัคคตะเป็นอารมณ์ก็มี ทุกขสัจที่มีปริตตะเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ก็มีที่กล่าวไม่ได้ว่า มีปริตตะเป็นอารมณ์ มีมหัคคตะเป็นอารมณ์ หรือมีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ก็มี ๑๔. หีนติกวิสัชนา สมุทยสัจเป็นชั้นต่ำ สัจจะ ๒ เป็นชั้นประณีต ทุกขสัจที่เป็นชั้นต่ำก็มี ที่เป็น ชั้นกลางก็มี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๑๘๔}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๔. สัจจวิภังค์] ๓. ปัญหาปุจฉกะ ๑. ติกมาติกาวิสัชนา ๑๕. มิจฉัตตติกวิสัชนา นิโรธสัจไม่แน่นอนโดยอาการทั้งสองนั้น มัคคสัจมีสภาวะชอบและให้ผล แน่นอน สัจจะ ๒ ที่มีสภาวะผิดและให้ผลแน่นอนก็มี ที่ไม่แน่นอนโดยอาการทั้งสองนั้นก็มี ๑๖. มัคคารัมมณติกวิสัชนา นิโรธสัจรับรู้อารมณ์ไม่ได้ สมุทยสัจกล่าวไม่ได้ว่า มีมรรคเป็นอารมณ์ มีมรรคเป็นเหตุ หรือมีมรรคเป็นอธิบดี มัคคสัจไม่ใช่มีมรรคเป็นอารมณ์ ที่มีมรรคเป็นเหตุก็มีที่มีมรรคเป็นอธิบดีก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า มีมรรคเป็นเหตุ หรือมีมรรคเป็นอธิบดีก็มีทุกขสัจที่มีมรรคเป็นอารมณ์แต่ไม่มีมรรคเป็นเหตุก็มี ที่มีมรรคเป็นอธิบดีก็มีที่กล่าวไม่ได้ว่า มีมรรคเป็นอารมณ์ หรือมีมรรคเป็นอธิบดีก็มี ๑๗. อุปปันนติกวิสัชนา สัจจะ ๒ ที่เกิดขึ้นก็มี ที่ยังไม่เกิดขึ้นก็มี แต่กล่าวไม่ได้ว่า จักเกิดขึ้นแน่นอนนิโรธสัจกล่าวไม่ได้ว่า เกิดขึ้น ยังไม่เกิดขึ้น หรือจักเกิดขึ้นแน่นอน ทุกขสัจที่เกิดขึ้นก็มี ที่ยังไม่เกิดขึ้นก็มี ที่จักเกิดขึ้นแน่นอนก็มี ๑๘. อตีตติกวิสัชนา สัจจะ ๓ ที่เป็นอดีตก็มี ที่เป็นอนาคตก็มี ที่เป็นปัจจุบันก็มี นิโรธสัจกล่าวไม่ได้ว่า เป็นอดีต เป็นอนาคต หรือเป็นปัจจุบัน ๑๙. อตีตารัมมณติกวิสัชนา นิโรธสัจรับรู้อารมณ์ไม่ได้ มัคคสัจกล่าวไม่ได้ว่า มีอดีตธรรมเป็นอารมณ์มีอนาคตธรรมเป็นอารมณ์ หรือมีปัจจุบันธรรมเป็นอารมณ์ สัจจะ ๒ ที่มีอดีตธรรมเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีอนาคตธรรมเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีปัจจุบันธรรมเป็นอารมณ์ก็มีที่กล่าวไม่ได้ว่า มีอดีตธรรมเป็นอารมณ์ มีอนาคตธรรมเป็นอารมณ์ หรือมีปัจจุบัน-ธรรมเป็นอารมณ์ก็มี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๑๘๕}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๔. สัจจวิภังค์] ๓. ปัญหาปุจฉกะ ๒. ทุกมาติกาวิสัชนา ๒๐. อัชฌัตตติกวิสัชนา นิโรธสัจเป็นภายนอกตน สัจจะ ๓ ที่เป็นภายในตนก็มี ที่เป็นภายนอกตนก็มี ที่เป็นภายในตนและภายนอกตนก็มี ๒๑. อัชฌัตตารัมมณติกวิสัชนา นิโรธสัจรับรู้อารมณ์ไม่ได้ มัคคสัจมีธรรมภายนอกตนเป็นอารมณ์ สมุทยสัจที่มีธรรมภายในตนเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีธรรมภายนอกตนเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีธรรมภายในตนและภายนอกตนเป็นอารมณ์ก็มี ทุกขสัจที่มีธรรมภายในตนเป็นอารมณ์ก็มีที่มีธรรมภายนอกตนเป็นอารมณ์ก็มี ที่มีธรรมภายในตนและภายนอกตนเป็นอารมณ์ก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า มีธรรมภายในตนเป็นอารมณ์ มีธรรมภายนอกตนเป็นอารมณ์หรือมีธรรมภายในตนและภายนอกตนเป็นอารมณ์ก็มี ๒๒. สนิทัสสนติกวิสัชนา สัจจะ ๓ เห็นไม่ได้และกระทบไม่ได้ ทุกขสัจที่เห็นได้และกระทบได้ก็มี ที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ก็มี ที่เห็นไม่ได้และกระทบไม่ได้ก็มี ๒. ทุกมาติกาวิสัชนา ๑. เหตุโคจฉกวิสัชนา
สมุทยสัจเป็นเหตุ นิโรธสัจไม่เป็นเหตุ สัจจะ ๒ ที่เป็นเหตุก็มี ที่ ไม่เป็นเหตุก็มี สัจจะ ๒ มีเหตุ นิโรธสัจไม่มีเหตุ ทุกขสัจที่มีเหตุก็มี ที่ไม่มีเหตุก็มี สัจจะ ๒ สัมปยุตด้วยเหตุ นิโรธสัจวิปปยุตจากเหตุ ทุกขสัจที่สัมปยุตด้วย เหตุก็มี ที่วิปปยุตจากเหตุก็มี สมุทยสัจเป็นเหตุและมีเหตุ นิโรธสัจกล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุและมีเหตุ หรือมีเหตุแต่ไม่เป็นเหตุ มัคคสัจที่เป็นเหตุและมีเหตุก็มี ที่มีเหตุแต่ไม่เป็นเหตุก็มี ทุกขสัจที่เป็นเหตุและมีเหตุก็มี ที่มีเหตุแต่ไม่เป็นเหตุก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุและมีเหตุหรือมีเหตุแต่ไม่เป็นเหตุก็มี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๑๘๖}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๔. สัจจวิภังค์] ๓. ปัญหาปุจฉกะ ๒. ทุกมาติกาวิสัชนา สมุทยสัจเป็นเหตุและสัมปยุตด้วยเหตุ นิโรธสัจกล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุและ สัมปยุตด้วยเหตุ หรือสัมปยุตด้วยเหตุแต่ไม่เป็นเหตุ มัคคสัจที่เป็นเหตุและสัมปยุตด้วยเหตุก็มี ที่สัมปยุตด้วยเหตุแต่ไม่เป็นเหตุก็มี ทุกขสัจที่เป็นเหตุและสัมปยุตด้วยเหตุก็มี ที่สัมปยุตด้วยเหตุแต่ไม่เป็นเหตุก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุและสัมปยุตด้วยเหตุ หรือสัมปยุตด้วยเหตุแต่ไม่เป็นเหตุก็มี นิโรธสัจไม่เป็นเหตุและไม่มีเหตุ สมุทยสัจกล่าวไม่ได้ว่า ไม่เป็นเหตุแต่มีเหตุหรือไม่เป็นเหตุและไม่มีเหตุ มัคคสัจที่ไม่เป็นเหตุแต่มีเหตุก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า ไม่เป็นเหตุแต่มีเหตุ หรือไม่เป็นเหตุและไม่มีเหตุก็มี ทุกขสัจที่ไม่เป็นเหตุแต่มีเหตุก็มีที่ไม่เป็นเหตุและไม่มีเหตุก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า ไม่เป็นเหตุแต่มีเหตุ หรือไม่เป็นเหตุและไม่มีเหตุก็มี ๒. จูฬันตรทุกวิสัชนา สัจจะ ๓ มีปัจจัยปรุงแต่ง นิโรธสัจไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง สัจจะ ๓ ถูกปัจจัยปรุงแต่ง นิโรธสัจไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง สัจจะ ๓ เห็นไม่ได้ ทุกขสัจที่เห็นได้ก็มี ที่เห็นไม่ได้ก็มี สัจจะ ๓ กระทบไม่ได้ ทุกขสัจที่กระทบได้ก็มี ที่กระทบไม่ได้ก็มี สัจจะ ๓ ไม่เป็นรูป ทุกขสัจที่เป็นรูปก็มี ที่ไม่เป็นรูปก็มี สัจจะ ๒ เป็นโลกิยะ สัจจะ ๒ เป็นโลกุตตระ สัจจะ ๔ จิตบางดวงรู้ได้ สัจจะ ๔ จิตบางดวงรู้ไม่ได้ ๓. อาสวโคจฉกวิสัชนา สมุทยสัจเป็นอาสวะ สัจจะ ๒ ไม่เป็นอาสวะ ทุกขสัจที่เป็นอาสวะก็มี ที่ ไม่เป็นอาสวะก็มี สัจจะ ๒ เป็นอารมณ์ของอาสวะ สัจจะ ๒ ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ @เชิงอรรถ : @ สัจจะ ๒ คือ ทุกขสัจและสมุทยสัจ เป็นโลกิยธรรม ส่วนอีก ๒ คือ มัคคสัจและนิโรธสัจ เป็นโลกุตตรธรรม@(อภิ.วิ.อ. ๒๑๕/๑๓๒-๑๓๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๑๘๗}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๔. สัจจวิภังค์] ๓. ปัญหาปุจฉกะ ๒. ทุกมาติกาวิสัชนา สมุทยสัจสัมปยุตด้วยอาสวะ สัจจะ ๒ วิปปยุตจากอาสวะ ทุกขสัจที่สัมปยุต ด้วยอาสวะก็มี ที่วิปปยุตจากอาสวะก็มี สมุทยสัจเป็นอาสวะและเป็นอารมณ์ของอาสวะ สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสวะและเป็นอารมณ์ของอาสวะ หรือเป็นอารมณ์ของอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะทุกขสัจที่เป็นอาสวะและเป็นอารมณ์ของอาสวะก็มี ที่เป็นอารมณ์ของอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะก็มี สมุทยสัจเป็นอาสวะและสัมปยุตด้วยอาสวะ สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า เป็น อาสวะและสัมปยุตด้วยอาสวะ หรือสัมปยุตด้วยอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะ ทุกขสัจที่เป็นอาสวะและสัมปยุตด้วยอาสวะก็มี ที่สัมปยุตด้วยอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสวะและสัมปยุตด้วยอาสวะ หรือสัมปยุตด้วยอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะก็มี สัจจะ ๒ วิปปยุตจากอาสวะและไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ สมุทยสัจกล่าวไม่ได้ว่า วิปปยุตจากอาสวะแต่เป็นอารมณ์ของอาสวะ หรือวิปปยุตจากอาสวะและไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ ทุกขสัจที่วิปปยุตจากอาสวะแต่เป็นอารมณ์ของอาสวะก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า วิปปยุตจากอาสวะแต่เป็นอารมณ์ของอาสวะ หรือวิปปยุตจากอาสวะและไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะก็มี ๔. สัญโญชนโคจฉกวิสัชนา สมุทยสัจเป็นสังโยชน์ สัจจะ ๒ ไม่เป็นสังโยชน์ ทุกขสัจที่เป็นสังโยชน์ก็มี ที่ไม่เป็นสังโยชน์ก็มี สัจจะ ๒ เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ สัจจะ ๒ ไม่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ สมุทยสัจสัมปยุตด้วยสังโยชน์ สัจจะ ๒ วิปปยุตจากสังโยชน์ ทุกขสัจที่สัมปยุต ด้วยสังโยชน์ก็มี ที่วิปปยุตจากสังโยชน์ก็มี สมุทยสัจเป็นสังโยชน์และเป็นอารมณ์ของสังโยชน์ สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นสังโยชน์และเป็นอารมณ์ของสังโยชน์ หรือเป็นอารมณ์ของสังโยชน์แต่ไม่เป็นสังโยชน์ทุกขสัจที่เป็นสังโยชน์และเป็นอารมณ์ของสังโยชน์ก็มี ที่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์แต่ไม่เป็นสังโยชน์ก็มี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๑๘๘}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๔. สัจจวิภังค์] ๓. ปัญหาปุจฉกะ ๒. ทุกมาติกาวิสัชนา สมุทยสัจเป็นสังโยชน์และสัมปยุตด้วยสังโยชน์ สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นสังโยชน์และสัมปยุตด้วยสังโยชน์ หรือสัมปยุตด้วยสังโยชน์แต่ไม่เป็นสังโยชน์ ทุกขสัจที่เป็นสังโยชน์และสัมปยุตด้วยสังโยชน์ก็มี ที่สัมปยุตด้วยสังโยชน์แต่ไม่เป็นสังโยชน์ก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นสังโยชน์และสัมปยุตด้วยสังโยชน์ หรือสัมปยุตด้วยสังโยชน์แต่ไม่เป็นสังโยชน์ก็มี สัจจะ ๒ วิปปยุตจากสังโยชน์และไม่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ สมุทยสัจกล่าวไม่ได้ว่า วิปปยุตจากสังโยชน์แต่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ หรือวิปปยุตจากสังโยชน์และไม่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ ทุกขสัจที่วิปปยุตจากสังโยชน์แต่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า วิปปยุตจากสังโยชน์แต่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ หรือวิปปยุตจากสังโยชน์และไม่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ก็มี ๕. คันถโคจฉกวิสัชนา สมุทยสัจเป็นคันถะ สัจจะ ๒ ไม่เป็นคันถะ ทุกขสัจที่เป็นคันถะก็มี ที่ไม่ เป็นคันถะก็มี สัจจะ ๒ เป็นอารมณ์ของคันถะ สัจจะ ๒ ไม่เป็นอารมณ์ของคันถะ สัจจะ ๒ วิปปยุตจากคันถะ สัจจะ ๒ ที่สัมปยุตด้วยคันถะก็มี ที่วิปปยุตจาก คันถะก็มี สมุทยสัจเป็นคันถะและเป็นอารมณ์ของคันถะ สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า เป็น คันถะและเป็นอารมณ์ของคันถะ หรือเป็นอารมณ์ของคันถะแต่ไม่เป็นคันถะ ทุกขสัจที่เป็นคันถะและเป็นอารมณ์ของคันถะก็มี ที่เป็นอารมณ์ของคันถะแต่ไม่เป็นคันถะก็มี สมุทยสัจเป็นคันถะและสัมปยุตด้วยคันถะ ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นคันถะและ สัมปยุตด้วยคันถะ หรือสัมปยุตด้วยคันถะแต่ไม่เป็นคันถะก็มี สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่าเป็นคันถะและสัมปยุตด้วยคันถะ หรือสัมปยุตด้วยคันถะแต่ไม่เป็นคันถะ ทุกขสัจที่เป็นคันถะและสัมปยุตด้วยคันถะก็มี ที่สัมปยุตด้วยคันถะแต่ไม่เป็นคันถะก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นคันถะและสัมปยุตด้วยคันถะ หรือสัมปยุตด้วยคันถะแต่ไม่เป็นคันถะก็มี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๑๘๙}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๔. สัจจวิภังค์] ๓. ปัญหาปุจฉกะ ๒. ทุกมาติกาวิสัชนา สัจจะ ๒ วิปปยุตจากคันถะและไม่เป็นอารมณ์ของคันถะ สัจจะ ๒ ที่วิปปยุต จากคันถะแต่เป็นอารมณ์ของคันถะก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า วิปปยุตจากคันถะแต่เป็นอารมณ์ของคันถะ หรือวิปปยุตจากคันถะและไม่เป็นอารมณ์ของคันถะก็มี ๖-๘. โอฆโคจฉกาทิวิสัชนา สมุทยสัจเป็นโอฆะ ฯลฯ เป็นโยคะ ฯลฯ เป็นนิวรณ์ สัจจะ ๒ ไม่เป็นนิวรณ์ทุกขสัจที่เป็นนิวรณ์ก็มี ที่ไม่เป็นนิวรณ์ก็มี สัจจะ ๒ เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ สัจจะ ๒ ไม่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ สมุทยสัจสัมปยุตด้วยนิวรณ์ สัจจะ ๒ วิปปยุตจากนิวรณ์ ทุกขสัจที่สัมปยุต ด้วยนิวรณ์ก็มี ที่วิปปยุตจากนิวรณ์ก็มี สมุทยสัจเป็นนิวรณ์และเป็นอารมณ์ของนิวรณ์ สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า เป็น นิวรณ์และเป็นอารมณ์ของนิวรณ์ หรือเป็นอารมณ์ของนิวรณ์แต่ไม่เป็นนิวรณ์ ทุกขสัจที่เป็นนิวรณ์และเป็นอารมณ์ของนิวรณ์ก็มี ที่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์แต่ไม่เป็นนิวรณ์ก็มี สมุทยสัจเป็นนิวรณ์และสัมปยุตด้วยนิวรณ์ สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นนิวรณ์และสัมปยุตด้วยนิวรณ์ หรือสัมปยุตด้วยนิวรณ์แต่ไม่เป็นนิวรณ์ ทุกขสัจที่เป็น นิวรณ์และสัมปยุตด้วยนิวรณ์ก็มี ที่สัมปยุตด้วยนิวรณ์แต่ไม่เป็นนิวรณ์ก็มี ที่กล่าว ไม่ได้ว่า เป็นนิวรณ์และสัมปยุตด้วยนิวรณ์ หรือสัมปยุตด้วยนิวรณ์แต่ไม่เป็นนิวรณ์ก็มี สัจจะ ๒ วิปปยุตจากนิวรณ์และไม่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ สมุทยสัจกล่าว ไม่ได้ว่า วิปปยุตจากนิวรณ์แต่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ หรือวิปปยุตจากนิวรณ์และไม่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ ทุกขสัจที่วิปปยุตจากนิวรณ์แต่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ก็มีที่กล่าวไม่ได้ว่า วิปปยุตจากนิวรณ์แต่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ หรือวิปปยุตจากนิวรณ์และไม่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ก็มี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๑๙๐}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๔. สัจจวิภังค์] ๓. ปัญหาปุจฉกะ ๒. ทุกมาติกาวิสัชนา ๙. ปรามาสโคจฉกวิสัชนา สัจจะ ๓ ไม่เป็นปรามาส ทุกขสัจที่เป็นปรามาสก็มี ที่ไม่เป็นปรามาสก็มี สัจจะ ๒ เป็นอารมณ์ของปรามาส สัจจะ ๒ ไม่เป็นอารมณ์ของปรามาส สัจจะ ๒ วิปปยุตจากปรามาส สมุทยสัจที่สัมปยุตด้วยปรามาสก็มี ที่วิปปยุต จากปรามาสก็มี ทุกขสัจที่สัมปยุตด้วยปรามาสก็มี ที่วิปปยุตจากปรามาสก็มี ที่ กล่าวไม่ได้ว่า สัมปยุตด้วยปรามาส หรือวิปปยุตจากปรามาสก็มี สมุทยสัจกล่าวไม่ได้ว่า เป็นปรามาสและเป็นอารมณ์ของปรามาส หรือเป็น อารมณ์ของปรามาสแต่ไม่เป็นปรามาส สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นปรามาสและเป็นอารมณ์ของปรามาส หรือเป็นอารมณ์ของปรามาสแต่ไม่เป็นปรามาส ทุกขสัจที่เป็นปรามาสและเป็นอารมณ์ของปรามาสก็มี ที่เป็นอารมณ์ของปรามาสแต่ไม่เป็นปรามาสก็มี สัจจะ ๒ วิปปยุตจากปรามาสและไม่เป็นอารมณ์ของปรามาส สัจจะ ๒ ที่ วิปปยุตจากปรามาสแต่เป็นอารมณ์ของปรามาสก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า วิปปยุตจากปรามาสแต่เป็นอารมณ์ของปรามาส หรือวิปปยุตจากปรามาสและไม่เป็นอารมณ์ของปรามาสก็มี ๑๐. มหันตรทุกวิสัชนา สัจจะ ๒ รับรู้อารมณ์ได้ นิโรธสัจรับรู้อารมณ์ไม่ได้ ทุกขสัจที่รับรู้อารมณ์ได้ ก็มี ที่รับรู้อารมณ์ไม่ได้ก็มี สัจจะ ๓ ไม่เป็นจิต ทุกขสัจที่เป็นจิตก็มี ที่ไม่เป็นจิตก็มี สัจจะ ๒ เป็นเจตสิก นิโรธสัจไม่เป็นเจตสิก ทุกขสัจที่เป็นเจตสิกก็มี ที่ไม่เป็นเจตสิกก็มี สัจจะ ๒ สัมปยุตด้วยจิต นิโรธสัจวิปปยุตจากจิต ทุกขสัจที่สัมปยุตด้วยจิตก็มี ที่วิปปยุตจากจิตก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า สัมปยุตด้วยจิต หรือวิปปยุตจากจิตก็มี @เชิงอรรถ : @ ทุกขสัจและสมุทยสัจ เป็นอารมณ์ของปรามาส เพราะเป็นโลกิยธรรม ส่วนนิโรธสัจและมัคคสัจ เป็น@โลกุตตรธรรม จึงไม่เป็นอารมณ์ของปรามาส (อภิ.วิ.อ. ๒๑๕/๑๓๒-๑๓๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๑๙๑}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๔. สัจจวิภังค์] ๓. ปัญหาปุจฉกะ ๒. ทุกมาติกาวิสัชนา สัจจะ ๒ ระคนกับจิต นิโรธสัจไม่ระคนกับจิต ทุกขสัจที่ระคนกับจิตก็มี ที่ไม่ ระคนกับจิตก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า ระคนกับจิต หรือไม่ระคนกับจิตก็มี สัจจะ ๒ มีจิตเป็นสมุฏฐาน นิโรธสัจไม่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ทุกขสัจที่มีจิตเป็น สมุฏฐานก็มี ที่ไม่มีจิตเป็นสมุฏฐานก็มี สัจจะ ๒ เกิดพร้อมกับจิต นิโรธสัจไม่เกิดพร้อมกับจิต ทุกขสัจที่เกิด พร้อมกับจิตก็มี ที่ไม่เกิดพร้อมกับจิตก็มี สัจจะ ๒ เป็นไปตามจิต นิโรธสัจไม่เป็นไปตามจิต ทุกขสัจที่เป็นไปตามจิต ก็มี ที่ไม่เป็นไปตามจิตก็มี สัจจะ ๒ ระคนกับจิตและมีจิตเป็นสมุฏฐาน นิโรธสัจไม่ระคนกับจิตและ มีจิตเป็นสมุฏฐาน ทุกขสัจที่ระคนกับจิตและมีจิตเป็นสมุฏฐานก็มี ที่ไม่ระคนกับ จิตและมีจิตเป็นสมุฏฐานก็มี สัจจะ ๒ ระคนกับจิตมีจิตเป็นสมุฏฐานและเกิดพร้อมกับจิต นิโรธสัจไม่ระคนกับจิตมีจิตเป็นสมุฏฐานและเกิดพร้อมกับจิต ทุกขสัจที่ระคนกับจิตมีจิตเป็น สมุฏฐานและเกิดพร้อมกับจิตก็มี ที่ไม่ระคนกับจิตมีจิตเป็นสมุฏฐานและเกิดพร้อมกับจิตก็มี สัจจะ ๒ ระคนกับจิตมีจิตเป็นสมุฏฐานและเป็นไปตามจิต นิโรธสัจไม่ระคนกับจิตมีจิตเป็นสมุฏฐานและเป็นไปตามจิต ทุกขสัจที่ระคนกับจิตมีจิตเป็นสมุฏฐานและเป็นไปตามจิตก็มี ที่ไม่ระคนกับจิตมีจิตเป็นสมุฏฐานและเป็นไปตามจิตก็มี สัจจะ ๓ เป็นภายนอก ทุกขสัจที่เป็นภายในก็มี ที่เป็นภายนอกก็มี สัจจะ ๓ ไม่เป็นอุปาทายรูป ทุกขสัจที่เป็นอุปาทายรูปก็มี ที่ไม่เป็น อุปาทายรูปก็มี สัจจะ ๓ กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือ ทุกขสัจที่กรรมอัน ประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือก็มี ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ ยึดถือก็มี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๑๙๒}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๔. สัจจวิภังค์] ๓. ปัญหาปุจฉกะ ๒. ทุกมาติกาวิสัชนา ๑๑. อุปาทานโคจฉกวิสัชนา สมุทยสัจเป็นอุปาทาน สัจจะ ๒ ไม่เป็นอุปาทาน ทุกขสัจที่เป็นอุปาทานก็มี ที่ไม่เป็นอุปาทานก็มี สัจจะ ๒ เป็นอารมณ์ของอุปาทาน สัจจะ ๒ ไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน สัจจะ ๒ วิปปยุตจากอุปาทาน สัจจะ ๒ ที่สัมปยุตด้วยอุปาทานก็มี ที่ วิปปยุตจากอุปาทานก็มี สมุทยสัจเป็นอุปาทานและเป็นอารมณ์ของอุปาทาน สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอุปาทานและเป็นอารมณ์ของอุปาทาน หรือเป็นอารมณ์ของอุปาทานแต่ไม่เป็นอุปาทาน ทุกขสัจที่เป็นอุปาทานและเป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี ที่เป็นอารมณ์ ของอุปาทานแต่ไม่เป็นอุปาทานก็มี สมุทยสัจที่เป็นอุปาทานและสัมปยุตด้วยอุปาทานก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็น อุปาทานและสัมปยุตด้วยอุปาทาน หรือสัมปยุตด้วยอุปาทานแต่ไม่เป็นอุปาทานก็มี สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอุปาทานและสัมปยุตด้วยอุปาทาน หรือสัมปยุตด้วยอุปาทานแต่ไม่เป็นอุปาทาน ทุกขสัจที่เป็นอุปาทานและสัมปยุตด้วยอุปาทานก็มี ที่สัมปยุตด้วยอุปาทานแต่ไม่เป็นอุปาทานก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอุปาทานและสัมปยุตด้วยอุปาทาน หรือสัมปยุตด้วยอุปาทานแต่ไม่เป็นอุปาทานก็มี สัจจะ ๒ วิปปยุตจากอุปาทานและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน สัจจะ ๒ ที่ วิปปยุตจากอุปาทานแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า วิปปยุตจากอุปาทานแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน หรือวิปปยุตจากอุปาทานและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี ๑๒. กิเลสโคจฉกวิสัชนา สมุทยสัจเป็นกิเลส สัจจะ ๒ ไม่เป็นกิเลส ทุกขสัจที่เป็นกิเลสก็มี ที่ไม่เป็นกิเลสก็มี@เชิงอรรถ : @ สัจจะ ๒ คือ นิโรธสัจและมัคคสัจ ไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน เพราะเป็นโลกุตตรธรรม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๑๙๓}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๔. สัจจวิภังค์] ๓. ปัญหาปุจฉกะ ๒. ทุกมาติกาวิสัชนา สัจจะ ๒ เป็นอารมณ์ของกิเลส สัจจะ ๒ ไม่เป็นอารมณ์ของกิเลส สมุทยสัจกิเลสทำให้เศร้าหมอง สัจจะ ๒ กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมอง ทุกขสัจ ที่กิเลสทำให้เศร้าหมองก็มี ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองก็มี สมุทยสัจสัมปยุตด้วยกิเลส สัจจะ ๒ วิปปยุตจากกิเลส ทุกขสัจที่สัมปยุตด้วย กิเลสก็มี ที่วิปปยุตจากกิเลสก็มี สมุทยสัจเป็นกิเลสและเป็นอารมณ์ของกิเลส สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า เป็น กิเลสและเป็นอารมณ์ของกิเลส หรือเป็นอารมณ์ของกิเลสแต่ไม่เป็นกิเลส ทุกขสัจที่เป็นกิเลสและเป็นอารมณ์ของกิเลสก็มี ที่เป็นอารมณ์ของกิเลสแต่ไม่เป็นกิเลสก็มี สมุทยสัจเป็นกิเลสและกิเลสทำให้เศร้าหมอง สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า เป็น กิเลสและกิเลสทำให้เศร้าหมอง หรือกิเลสทำให้เศร้าหมองแต่ไม่เป็นกิเลส ทุกขสัจที่เป็นกิเลสและกิเลสทำให้เศร้าหมองก็มี ที่กิเลสทำให้เศร้าหมองแต่ไม่เป็นกิเลสก็มีที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นกิเลสและกิเลสทำให้เศร้าหมอง หรือกิเลสทำให้เศร้าหมองแต่ไม่เป็นกิเลสก็มี สมุทยสัจเป็นกิเลสและสัมปยุตด้วยกิเลส สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นกิเลสและสัมปยุตด้วยกิเลส หรือสัมปยุตด้วยกิเลสแต่ไม่เป็นกิเลส ทุกขสัจที่เป็นกิเลสและสัมปยุตด้วยกิเลสก็มี ที่สัมปยุตด้วยกิเลสแต่ไม่เป็นกิเลสก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นกิเลสและสัมปยุตด้วยกิเลส หรือสัมปยุตด้วยกิเลสแต่ไม่เป็นกิเลสก็มี สัจจะ ๒ วิปปยุตจากกิเลสและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลส สมุทยสัจกล่าว ไม่ได้ว่า วิปปยุตจากกิเลสแต่เป็นอารมณ์ของกิเลส หรือวิปปยุตจากกิเลสและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลส ทุกขสัจที่วิปปยุตจากกิเลสแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า วิปปยุตจากกิเลสแต่เป็นอารมณ์ของกิเลส หรือวิปปยุตจากกิเลสและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสก็มี ๑๓. ปิฏฐิทุกวิสัชนา สัจจะ ๒ ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรค สัจจะ ๒ ที่ต้องประหาณด้วย โสดาปัตติมรรคก็มี ที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคก็มี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๑๙๔}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๔. สัจจวิภังค์] ๓. ปัญหาปุจฉกะ ๒. ทุกมาติกาวิสัชนา สัจจะ ๒ ไม่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ สัจจะ ๒ ที่ต้องประหาณ ด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ก็มี ที่ไม่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ก็มี สัจจะ ๒ ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรค สัจจะ ๒ ที่มีเหตุต้อง ประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคก็มี ที่ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคก็มี สัจจะ ๒ ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ สัจจะ ๒ ที่มีเหตุต้อง ประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ก็มี ที่ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ก็มี สมุทยสัจมีวิตก นิโรธสัจไม่มีวิตก สัจจะ ๒ ที่มีวิตกก็มี ที่ไม่มีวิตกก็มี สมุทยสัจมีวิจาร นิโรธสัจไม่มีวิจาร สัจจะ ๒ ที่มีวิจารก็มี ที่ไม่มีวิจารก็มี นิโรธสัจไม่มีปีติ สัจจะ ๓ ที่มีปีติก็มี ที่ไม่มีปีติก็มี นิโรธสัจไม่สหรคตด้วยปีติ สัจจะ ๓ ที่สหรคตด้วยปีติก็มี ที่ไม่สหรคตด้วย ปีติก็มี นิโรธสัจไม่สหรคตด้วยสุข สัจจะ ๓ ที่สหรคตด้วยสุขก็มี ที่ไม่สหรคตด้วย สุขก็มี นิโรธสัจไม่สหรคตด้วยอุเบกขา สัจจะ ๓ ที่สหรคตด้วยอุเบกขาก็มี ที่ไม่ สหรคตด้วยอุเบกขาก็มี สมุทยสัจเป็นกามาวจร สัจจะ ๒ ไม่เป็นกามาวจร ทุกขสัจที่เป็นกามาวจร ก็มี ที่ไม่เป็นกามาวจรก็มี สัจจะ ๓ ไม่เป็นรูปาวจร ทุกขสัจที่เป็นรูปาวจรก็มี ที่ไม่เป็นรูปาวจรก็มี สัจจะ ๓ ไม่เป็นอรูปาวจร ทุกขสัจที่เป็นอรูปาวจรก็มี ที่ไม่เป็นอรูปาวจรก็มี สัจจะ ๒ นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ สัจจะ ๒ ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ มัคคสัจเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ สัจจะ ๓ ไม่เป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๑๙๕}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๔. สัจจวิภังค์] ๓. ปัญหาปุจฉกะ ๒. ทุกมาติกาวิสัชนา มัคคสัจให้ผลแน่นอน นิโรธสัจไม่แน่นอนโดยอาการทั้งสองนั้น สัจจะ ๒ ที่ให้ผลแน่นอนก็มี ที่ให้ผลไม่แน่นอนก็มี สัจจะ ๒ มีธรรมอื่นยิ่งกว่า สัจจะ ๒ ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า สมุทยสัจเป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้ สัจจะ ๒ ไม่เป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้ ทุกขสัจที่เป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้ก็มี ที่ไม่เป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้ก็มี ปัญหาปุจฉกะ จบ สัจจวิภังค์ จบบริบูรณ์ @เชิงอรรถ : @ นิโรธสัจนั้น ได้แก่ นิพพาน เป็นผลที่เกิดจากการปฏิบัติของโยคีบุคคล ดังนั้น จะกล่าวว่า ให้ผลแน่นอน@หรือให้ผลไม่แน่นอนนั้นไม่ได้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๑๙๖}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
วรรณนาปัญหาปุจฉกะ
พึงทราบวินิจฉัยในปัญหาปุจฉกะ ต่อไป.
บัณฑิตพึงทราบความที่สัจจะแม้ทั้ง ๔ เป็นกุศลเป็นต้น โดยทำนองแห่งนัยที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ในขันธวิภังค์นั่นแล แต่ในอารัมมณติกะทั้งหลาย สมุทยสัจจะเป็นปริตตารัมมณะแก่ผู้ยินดีอยู่ในกามาวจรธรรม เป็นมหัคคตารัมมณะแก่ผู้ยินดีอยู่ในมหัคคตธรรม เป็นนวัตตัพพารัมมณะแก่ผู้ยินดีอยู่ในบัญญัติธรรม.
ทุกขสัจจะเป็นปริตตารัมมณะซึ่งปรารภกามาวจรธรรมเกิดขึ้น เป็นมหัคคตารัมมณะในกาลปรารภรูปาวจรธรรมและอรูปาวจรธรรมเกิดขึ้น เป็นอัปปมาณารัมมณะเกิดในเวลาพิจารณาโลกุตรธรรม ๙ เป็นนวัตตัพพารัมมณะในเวลาพิจารณาบัญญัติ.
มรรคสัจจะเป็นมัคคเหตุกะ (มีมรรคเป็นเหตุ) แม้ในการทั้งปวง ด้วยสามารถเป็นสหชาตเหตุ เป็นมัคคาธิปติในเวลาเจริญมรรคกระทำวริยะหรือวิมังสาให้เป็นใหญ่ชื่อว่าเป็นนวัตตัพพธรรมในเวลาที่ฉันทะและจิตอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นอธิบดี. ทุกขสัจจะเป็นมรรคารัมมณะในเวลาพิจารณามรรคของพระอริยะ เป็นมัคคาธิบดีในเวลาพิจารณามรรคของพระอริยเจ้าเหล่านั้นนั่นเทียว กระทำให้หนักเป็นนวัตตัพพธรรมในเวลาพิจารณาธรรมที่เหลือ.
บทว่า เทฺว สจฺจานิ (สัจจะ ๒) ได้แก่ ทุกขสัจจะและสมุทยสัจจะ เพราะสัจจะทั้ง ๒ เหล่านี้เป็นอารมณ์มีอดีตเป็นต้น ในเวลาที่ปรารภธรรมอันต่างด้วยอดีตเป็นต้นเกิดขึ้นสมุทยสัจจะย่อมเป็นอารมณ์มีอารมณ์ภายในเป็นต้น แก่บุคคลผู้ยินดีอยู่ในธรรมอันต่างด้วยธรรมมีอัชฌัตตะเป็นต้น. ทุกขสัจจะในเวลาเป็นอากิญจัญญายตนะ พึงทราบว่า เป็นนวัตตัพพารัมมณะก็มี.
เพราะฉะนั้น ในปัญหาปุจฉกะนี้ สองสัจจะ (ต้น) เป็นโลกีย์ สองสัจจะ (หลัง) เป็นโลกุตระ ในปัญหาปุจฉกะนี้ฉันใดในสุตตันตภาชนีย์และอภิธรรมภาชนีย์ทั้ง ๒ แม้ก่อนก็ฉันนั้น เพราะสัจจะที่เป็นโลกิยะและโลกุตระ พระสัมมาสัมพุทธะตรัสแล้วในการวรรณนาแม้ทั้ง ๓ มีสุตตันตภาชนีย์เป็นต้น แม้สัจจวิภังค์นี้ พระองค์ก็ทรงนำออกจำแนกแสดงไว้ ๓ ปริวรรต ด้วยประการฉะนี้แล.
____________________________
บาลีข้อ ๒๒๔
สัจจวิภังคนิเทศ จบ. -----------------------------------------------------