ประมวลกฎหมายอาญา

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับรวมการแก้ไข)

ฉบับรวมการแก้ไข — ไม่ใช่ถ้อยคำตามที่ประกาศครั้งแรก๒๔๙๙438 มาตรา58 หัวข้อต้นฉบับ PDF · 105 หน้า

ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับรวมการแก้ไข) · ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย) · sha256 30fff8dc… · ดึงข้อมูล 2026-08-24 — หลักฐานเต็มท้ายหน้า


ฉบับนี้คืออะไร

ตัวบทนี้เป็นฉบับที่รวมการแก้ไขเพิ่มเติมไว้แล้วโดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จึงไม่ใช่ถ้อยคำที่ปรากฏในราชกิจจานุเบกษาฉบับใดฉบับหนึ่ง มาตราที่ถูกยกเลิกจะหายไปทั้งเลข และมาตราที่แทรกภายหลังจะมีคำว่า ทวิ ตรี ต่อท้าย — ระบบไม่ได้ตรวจว่าฉบับรวมนี้ปรับปรุงถึงวันใด

สารบัญของฉบับนี้

  1. ภาค ๑ บทบัญญัติทั่วไปมาตรา ๑–๑๐๖ · 109 มาตรา
  2. ลักษณะ ๑ บทบัญญัติที่ใช้แก่ความผิดทั่วไปมาตรา ๑–๑๐๑ · 104 มาตรา
  3. หมวด ๑ บทนิยามมาตรา ๑ · 1 มาตรา
  4. หมวด ๒ การใช้กฎหมายอาญามาตรา ๒–๑๗ · 16 มาตรา
  5. หมวด ๓ โทษและวิธีการเพื่อความปลอดภัยมาตรา ๑๘–๕๘ · 44 มาตรา
  6. ส่วนที่ ๑ โทษมาตรา ๑๘–๓๘ · 24 มาตรา
  7. ส่วนที่ ๒ วิธีการเพื่อความปลอดภัยมาตรา ๓๙–๕๐ · 12 มาตรา
  8. ส่วนที่ ๓ วิธีเพิ่มโทษ ลดโทษและการรอการลงโทษมาตรา ๕๑–๕๘ · 8 มาตรา
  9. หมวด ๔ ความรับผิดในทางอาญามาตรา ๕๙–๗๙ · 21 มาตรา
  10. หมวด ๕ การพยายามกระทำความผิดมาตรา ๘๐–๘๒ · 3 มาตรา
  11. หมวด ๖ ตัวการและผู้สนับสนุนมาตรา ๘๓–๘๙ · 7 มาตรา
  12. หมวด ๗ การกระทำความผิดหลายบทหรือหลายกระทงมาตรา ๙๐–๙๑ · 2 มาตรา
  13. หมวด ๘ การกระทำความผิดอีกมาตรา ๙๒–๙๔ · 3 มาตรา
  14. หมวด ๙ อายุความมาตรา ๙๕–๑๐๑ · 7 มาตรา
  15. ลักษณะ ๒ บทบัญญัติที่ใช้แก่ความผิดลหุโทษมาตรา ๑๐๒–๑๐๖ · 5 มาตรา
  16. ภาค ๒ ความผิดมาตรา ๑๐๗–๓๖๖/๔ · 297 มาตรา
  17. ลักษณะ ๑ ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรมาตรา ๑๐๗–๑๓๕/๔ · 33 มาตรา
  18. หมวด ๑ ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทมาตรา ๑๐๗–๑๑๒ · 6 มาตรา
  19. หมวด ๒ ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักรมาตรา ๑๑๓–๑๑๘ · 6 มาตรา
  20. หมวด ๓ ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักรมาตรา ๑๑๙–๑๒๙ · 11 มาตรา
  21. หมวด ๔ ความผิดต่อสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศมาตรา ๑๓๐–๑๓๕/๔ · 10 มาตรา
  22. ลักษณะ ๒ ความผิดเกี่ยวกับการปกครองมาตรา ๑๓๖–๑๖๖ · 31 มาตรา
  23. หมวด ๑ ความผิดต่อเจ้าพนักงานมาตรา ๑๓๖–๑๔๖ · 11 มาตรา
  24. หมวด ๒ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการมาตรา ๑๔๗–๑๖๖ · 20 มาตรา
  25. ลักษณะ ๓ ความผิดเกี่ยวกับการยุติธรรมมาตรา ๑๖๗–๒๐๕ · 39 มาตรา
  26. หมวด ๑ ความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรมมาตรา ๑๖๗–๑๙๙ · 33 มาตรา
  27. หมวด ๒ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมมาตรา ๒๐๐–๒๐๕ · 6 มาตรา
  28. ลักษณะ ๔ ความผิดเกี่ยวกับศาสนามาตรา ๒๐๖–๒๐๘ · 3 มาตรา
  29. ลักษณะ ๕ ความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชนมาตรา ๒๐๙–๒๑๖ · 8 มาตรา
  30. ลักษณะ ๖ ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชนมาตรา ๒๑๗–๒๓๙ · 23 มาตรา
  31. ลักษณะ ๗ ความผิดเกี่ยวกับการปลอมและการแปลงมาตรา ๒๔๐–๒๖๙/๑๕ · 45 มาตรา
  32. หมวด ๑ ความผิดเกี่ยวกับเงินตรามาตรา ๒๔๐–๒๔๙ · 10 มาตรา
  33. หมวด ๒ ความผิดเกี่ยวกับดวงตราแสตมป์และตั๋วมาตรา ๒๕๐–๒๖๓ · 14 มาตรา
  34. หมวด ๓ ความผิดเกี่ยวกับเอกสารมาตรา ๒๖๔–๒๖๙ · 6 มาตรา
  35. หมวด ๔ ความผิดเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์๗๑มาตรา ๒๖๙/๑–๒๖๙/๗ · 7 มาตรา
  36. หมวด ๕ ความผิดเกี่ยวกับหนังสือเดินทาง๗๙มาตรา ๒๖๙/๘–๒๖๙/๑๕ · 8 มาตรา
  37. ลักษณะ ๘ ความผิดเกี่ยวกับการค้ามาตรา ๒๗๐–๒๗๕ · 6 มาตรา
  38. ลักษณะ ๙ ความผิดเกี่ยวกับเพศมาตรา ๒๗๖–๒๘๗ · 16 มาตรา
  39. ลักษณะ ๑๐ ความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายมาตรา ๒๘๘–๓๐๘ · 21 มาตรา
  40. หมวด ๑ ความผิดต่อชีวิตมาตรา ๒๘๘–๒๙๔ · 7 มาตรา
  41. หมวด ๒ ความผิดต่อร่างกายมาตรา ๒๙๕–๓๐๐ · 6 มาตรา
  42. หมวด ๓ ความผิดฐานทำให้แท้งลูกมาตรา ๓๐๑–๓๐๕ · 5 มาตรา
  43. หมวด ๔ ความผิดฐานทอดทิ้งเด็ก คนป่วยเจ็บหรือคนชรามาตรา ๓๐๖–๓๐๘ · 3 มาตรา
  44. ลักษณะ ๑๑ ความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพและชื่อเสียงมาตรา ๓๐๙–๓๓๓ · 29 มาตรา
  45. หมวด ๑ ความผิดต่อเสรีภาพมาตรา ๓๐๙–๓๒๑/๑ · 17 มาตรา
  46. หมวด ๒ ความผิดฐานเปิดเผยความลับมาตรา ๓๒๒–๓๒๕ · 4 มาตรา
  47. หมวด ๓ ความผิดฐานหมิ่นประมาทมาตรา ๓๒๖–๓๓๓ · 8 มาตรา
  48. ลักษณะ ๑๒ ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์มาตรา ๓๓๔–๓๖๖ · 39 มาตรา
  49. หมวด ๑ ความผิดฐานลักทรัพย์และวิ่งราวทรัพย์มาตรา ๓๓๔–๓๓๖ ทวิ · 5 มาตรา
  50. หมวด ๒ ความผิดฐานกรรโชกรีดเอาทรัพย์ ชิงทรัพย์และปล้นทรัพย์มาตรา ๓๓๗–๓๔๐ ตรี · 7 มาตรา
  51. หมวด ๓ ความผิดฐานฉ้อโกงมาตรา ๓๔๑–๓๔๘ · 8 มาตรา
  52. หมวด ๔ ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้มาตรา ๓๔๙–๓๕๑ · 3 มาตรา
  53. หมวด ๕ ความผิดฐานยักยอกมาตรา ๓๕๒–๓๕๖ · 5 มาตรา
  54. หมวด ๖ ความผิดฐานรับของโจรมาตรา ๓๕๗ · 1 มาตรา
  55. หมวด ๗ ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์มาตรา ๓๕๘–๓๖๑ · 5 มาตรา
  56. หมวด ๘ ความผิดฐานบุกรุกมาตรา ๓๖๒–๓๖๖ · 5 มาตรา
  57. ลักษณะ ๑๓ ความผิดเกี่ยวกับศพ๑๓๐มาตรา ๓๖๖/๑–๓๖๖/๔ · 4 มาตรา
  58. ภาค ๓ ลหุโทษมาตรา ๓๖๗–๓๙๘ · 32 มาตรา

มาตราในหมวดนี้

ดูเป็นรายการ
  1. หมวด ๒ การใช้กฎหมายอาญา

    16 มาตรา
  2. บุคคลจักต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ ในขณะกระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้น ต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย ถ้าตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง การกระทำเช่นนั้นไม่เป็น ความผิดต่อไป ให้ผู้ที่ได้ ระทำการนั้นพ้ จากการเป็นผู้กระทำความผิดและถ้าได้ีคำพิพากษาถึง ที่สุดให้ลงโทษแล้ว ก็ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้น ถ้ารับโทษอยู่ก็ให้ การลงโทษนั้นสิ้นสุดลง

  3. ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ใน ภายหลังการกระทำความผิดให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิด ไม่ว่าในทางใด เว้น แต่คดีถึงที่สุดแล้ว แต่ในกรณีที่คดีถึงที่สุดแล้ว ดังต่อไปนี้

    (๑) ถ้าผู้กระทำความผิดยังไม่ได้รับโทษ หรือกำลังรับโทษอยู่ และโทษที่กำหนดตาม คำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง เมื่อสำนวนความปรากฏแก่ศาล หรือเมื่อผู้กระทำความผิดผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้นั้น ผู้อนุบาลของผู้นั้นหรือพนักงานอัยการร้อง ขอให้ศาลกำหนดโทษเสียใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง ในการที่ศาลจะกำหนดโทษใหม่นี้ ถ้ ปรากฏว่า ผู้กระทำความผิดได้รับโทษมาบ้างแล้ว เมื่อได้คำนึ ถึงโทษตามกฎหมายที่บัญญัติใน ภายหลัง หากเห็นเป็นการสมควร ศาลจะกำหนดโทษน้อยกว่าโทษขั้นต่ำที่กฎหมายที่บัญญัติใน ภายหลังกำหนดไว้ถ้าหากมีก็ได้ หรือถ้าเห็นว่าโทษที่ผู้กระทำความผิดได้รับมาแล้วเป็นการเพียงพอ ศาลจะปล่อยผู้กระทำความผิดไปก็ได้

    (๒) ถ้าศาลพิพากษาให้ประหารชีวิตผู้กระทำความผิด และตามกฎหมายที่บัญญัติใน ภายหลัง โทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดไม่ถึงประหารชีวิต ให้งดการประหารชีวิตผู้กระทำความผิด และให้ถือว่าโทษประหารชีวิตตามคำพิพากษาได้เปลี่ยนเป็นโทษสูงสุดที่จะพึงลงได้ตามกฎหมายที่ บัญญัติในภายหลัง

  4. ผู้ใดกระทำความผิดในราชอาณาจัต้องรับโทษตามกฎหมาย การกระทำความผิดในเรือไทยหรืออากาศยานไทย ไม่ว่าจะอยู่ ณที่ใด ให้ถือว่า กระทำความผิดในราชอาณาจักร

  5. ความผิดใดที่การกระทำแม้แต่ส่วนหนึ่งส่วนใดได้กระทำในราชอาณาจักร ก็ดี ผลแห่งการกระทำเกิดในราชอาณาจักรโดยผู้กระทำประสงค์ให้ผลนั้นเกิดในราชอาณาจักรหรือ โดยลักษณะแห่งการกระทำ ผลที่เกิดขึ้นนั้นควรเกิดในราชอาณาจักรหรือย่อมจะเล็งเห็นได้ว่าผลนั้น จะเกิดในราชอาณาจักรก็ดี ให้ถือว่าความผิดนั้นได้กระทำในราชอาณาจักร ในกรณีการตระเตรียมการ หรือพยายามกระทำการใดซึ่งกฎหมายบัญญัติเป็น ความผิด แม้ารกระทำนั้นจะได้กระทำนอกราชอาณาจัถ้ หากการกระทำ้ จะได้ ระทำ ตลอดไปจนถึงขั้นความผิดสำเร็จ ผลจะเกิดขึ้นในราชอาณาจักร ให้ถือว่า การตระเตรียมการหรือ พยายามกระทำความผิดนั้นได้กระทำในราชอาณาจักร

  6. ความผิดใดที่ได้กระทำในราชอาณาจักรหรือที่ประมวลกฎหมายนี้ถือว่าได้ กระทำในราชอาณาจักร แม้การกระทำของผู้เป็นตัวการด้วยกันของผู้สนับสนุน หรือของผู้ใช้ให้ กระทำความผิดนั้นจะได้กระทำนอกราชอาณาจักร ก็ให้ถือว่าตัวการ ผู้สนับสนุน หรือผู้ใช้ให้กระทำได้ กระทำในราชอาณาจักร

  7. ผู้ใดกระทำความผิดดังระบุไว้ต่อไปนี้นอกราชอาณาจัจะต้องรับโทษใน ราชอาณาจักรคือ

    (๑) ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจัตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๐๗ ถึงมาตรา ๑๒๙ (๑/๑)๙ ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๓๕/๑มาตรา ๑๓๕/๒มาตรา ๑๓๕/๓และมาตรา ๑๓๕/๔

    (๒) ความผิดเกี่ยวกับการปลอมและการแปลง ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๔๐ถึง มาตรา ๒๔๙มาตรา ๒๕๔มาตรา ๒๕๖มาตรา ๒๕๗และมาตรา ๒๖๖(๓) และ(๔) (๒ทวิ)๑๐ ความผิดเกี่ยวกับเพศตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๘๒และมาตรา ๒๘๓

    (๓) ความผิดฐานชิงทรัพย์ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓๓๙และความผิดฐานปล้น ทรัพย์ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓๔๐ซึ่งได้กระทำในทะเลหลวง

  8. ผู้ใดกระทำความผิดนอกราชอาณาจักร และ

    (ก) ผู้กระทำความผิดนั้นเป็นคนไทย และรัฐบาลแห่งประเทศที่ความผิดได้เกิดขึ้น หรือผู้เสียหายได้ร้องขอให้ลงโทษ หรือ

    (ข) ผู้กระทำความผิดนั้นเป็นคนต่างด้าว และรัฐบาลไทยหรือคนไทยเป็นผู้เสียหาย และผู้เสียหายได้ร้องขอให้ลงโทษ ถ้าความผิดนั้นเป็นความผิดดังระบุไว้ต่อไปนี้ จะต้องรับโทษภายในราชอาณาจักรคือ

    (๑) ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๑๗มาตรา ๒๑๘มาตรา ๒๒๑ถึงมาตรา ๒๒๓ ทั้งนี้ เว้นแต่กรณีเกี่ยวกับมาตรา ๒๒๐วรรคแรก และมาตรา ๒๒๔มาตรา ๒๒๖มาตรา ๒๒๘ถึงมาตรา ๒๓๒มาตรา ๒๓๗และมาตรา ๒๓๓ถึง มาตรา ๒๓๖ ทั้งนี้ เฉพาะเมื่อเป็นกรณีต้องระวางโทษตามมาตรา ๒๓๘

    (๒) ความผิดเกี่ยวกับเอกสาร ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๖๔มาตรา ๒๖๕มาตรา ๒๖๖(๑)และ(๒) มาตรา ๒๖๘ ทั้งนี้ เว้นแต่กรณีเกี่ยวกับมาตรา ๒๖๗และมาตรา ๒๖๙ (๒/๑)๑๑ ความผิดเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๖๙/๑ถึง มาตรา ๒๖๙/๗ (๒/๒)๑๒ ความผิดเกี่ยวกับหนังสือเดินทางตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๖๙/๘ถึง มาตรา ๒๖๙/๑๕

    (๓) ความผิดเกี่ยวกับเพศ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๗๖มาตรา ๒๘๐และมาตรา ๒๘๕ ทั้งนี้ เฉพาะที่เกี่ยวกับมาตรา ๒๗๖

    (๔) ความผิดต่อชีวิต ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๘๘ถึงมาตรา ๒๙๐

    (๕) ความผิดต่อร่างกาย ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๙๕ถึงมาตรา ๒๙๘

    (๖) ความผิดฐานทอดทิ้งเด็ก คนป่วยเจ็บหรือคนชรา ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓๐๖ ถึงมาตรา ๓๐๘

    (๗) ความผิดต่อเสรีภาพ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓๐๙มาตรา ๓๑๐มาตรา ๓๑๒ ถึงมาตรา ๓๑๕และมาตรา ๓๑๗ถึงมาตรา ๓๒๐

    (๘) ความผิดฐานลักทรัพย์และวิ่งราวทรัพย์ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓๓๔ถึง มาตรา ๓๓๖

    (๙) ความผิดฐานกรรโชกรีดเอาทรัพย์ ชิงทรัพย์ และปล้นทรัพย์ ตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา ๓๓๗ถึงมาตรา ๓๔๐

    (๑๐) ความผิดฐานฉ้อโกง ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓๔๑ถึงมาตรา ๓๔๔มาตรา ๓๔๖และมาตรา ๓๔๗ (๑๑)ความผิดฐานยักยอกตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓๕๒ถึงมาตรา ๓๕๔ (๑๒)ความผิดฐานรับของโจรตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓๕๗ (๑๓)ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓๕๘ถึงมาตรา ๓๖๐

  9. เจ้าพนักงานของรัฐบาลไทยกระทำความผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๔๗ถึงมาตรา ๑๖๖และมาตรา ๒๐๐ถึงมาตรา ๒๐๕นอกราชอาณาจักร จะต้องรับโทษใน ราชอาณาจักร

  10. ๑๐

    ผู้ใดกระทำการนอกราชอาณาจักรซึ่งเป็นความผิดตามมาตราต่าง ๆที่ ระบุไว้ในมาตรา ๗(๒) และ(๓) มาตรา ๘และมาตรา ๙ห้ามมิให้ลงโทษผู้นั้นในราชอาณาจักรเพราะ การกระทำนั้นอีก ถ้า

    (๑) ได้ีคำพิพากษาของศาลในต่างประเทศอันถึงที่สุดให้ปล่อยตัวผู้นั้น หรือ

    (๒) ศาลในต่างประเทศพิพากษาให้ลงโทษและผู้นั้นได้พ้นโทษแล้ว ถ้าผู้ต้องคำพิพากษาได้รับโทษสำหรับการกระทำนั้นตามคำพิพากษาของศาลใน ต่างประเทศมาแล้วแต่ยังไม่พ้นโทษ ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น เพียงใดก็ได้ หรือจะไม่ลงโทษเลยก็ได้ ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงโทษที่ผู้นั้นได้รับมาแล้ว

  11. ๑๑

    ผู้ใดกระทำความผิดในราชอาณาจักร หรือกระทำความผิดที่ประมวล กฎหมายนี้ถือว่ ได้กระทำในราชอาณาจัถ้าผู้นั้นได้รับโทษสำหรับการกระทำ้นตามคำพิพากษา ของศาลในต่างประเทศมาแล้วทั้งหมด หรือแต่บางส่วน ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ หรือจะไม่ลงโทษเลยก็ได้ ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงโทษที่ผู้นั้นได้ับมาแล้ว ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดในราชอาณาจักร หรือกระทำความผิดที่ประมวลกฎหมาย นี้ถือว่าได้กระทำในราชอาณาจักรได้ถูกฟ้องต่อศาลในต่างประเทศโดยรัฐบาลไทยร้องขอห้ามมิให้ ลงโทษผู้นั้นในราชอาณาจักรเพราะการกระทำนั้นอีก ถ้า

    (๑) ได้มีคำพิพากษาของศาลในต่างประเทศอันถึงที่สุดให้ปล่อยตัวผู้นั้น หรือ

    (๒) ศาลในต่างประเทศพิพากษาให้ลงโทษและผู้นั้นได้พ้นโทษแล้ว

  12. ๑๒

    วิธีการเพื่ อความปลอดภัยจะใช้บังคับแก่บุคคลใดได้ก็ต่อเมื่อมี บทบัญญัติแห่งกฎหมายให้ใช้บังคับได้เท่านั้น และกฎหมายที่จะใช้บังคับนั้นให้ใช้กฎหมายในขณะที่ ศาลพิพากษา

  13. ๑๓

    ถ้าตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังได้มีการยกเลิก วิธีการเพื่อความปลอดภัยใดและถ้าผู้ใดถูกใช้บังคับวิธีการเพื่อความปลอดภัยนั้นอยู่ ก็ให้ศาลสั่งระงับ การใช้บังคับวิธีการเพื่อความปลอดภัยนั้นเสีย เมื่อสำนวนความปรากฏแก่ศาล หรือเมื่อผู้นั้น ผู้แทน โดยชอบธรรมของผู้นั้น ผู้อนุบาลของผู้นั้นหรือพนักงานอัยการร้องขอ

  14. ๑๔

    ในกรณีที่มีผู้ถู ใช้บังคับวิธีารเพื่อความปลอดภัยใดอยู่ และได้มี บทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขที่จะสั่งให้มีการใช้บังคับวิธีการเพื่อ ความปลอดภัยนั้นไป ซึ่งเป็นผลอันไม่อาจนำมาใช้บังคับแก่กรณีของผู้นั้นได้ หรือนำมาใช้บังคับได้แต่ การใช้บังคับวิธีการเพื่อความปลอดภัยตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังเป็นคุณแก่ผู้ นั้นยิ่งกว่า เมื่อสำนวนความปรากฏแก่ศาลหรือเมื่อผู้นั้น ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้นั้น ผู้อนุบาลของ ผู้นั้นหรือพนักงานอัยการร้องขอต่อศาลให้ยกเลิกการใช้บังคับวิธีการเพื่อความปลอดภัยหรือร้อง ขอรับผลตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นแล้วแต่กรณี ให้ศาลมีอำนาจสั่งตามที่เห็นสมควร

  15. ๑๕

    ถ้าตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง โทษใดได้เปลี่ยน ลักษณะมาเป็นวิธีารเพื่อความปลอดภัยและได้มีคำพิพากษาลงโทษนั้นแก่บุคคลใดไว้ ก็ให้ถือว่าโทษ ที่ลงนั้นเป็นวิธีการเพื่อความปลอดภัยด้วย ในกรณีดังกล่าวในวรรคแรก ถ้ายังไม่ได้ลงโทษผู้นั้น หรือผู้นั้นยังรับโทษอยู่ ก็ให้ใช้ บังคับวิธีการเพื่อความปลอดภัยแก่ผู้นั้นต่อไป และถ้าหากว่าตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติใน ภายหลังมีเงื่อนไขที่จะสั่งให้มีการใช้บังคับวิธีการเพื่อความปลอดภัยอันไม่อาจนำมาใช้บังคับแก่กรณี ของผู้นั้น หรือนำมาใช้บังคับได้ แต่การใช้บังคับวิธีการเพื่อความปลอดภัยตามบทบัญญัติของกฎหมาย ที่บัญญัติในภายหลังเป็นคุณแก่ผู้นั้นยิ่งกว่า เมื่อสำนวนความปรากฏแก่ศาล หรือเมื่อผู้นั้น ผู้แทนโดย ชอบธรรมของผู้นั้น ผู้อนุบาลของผู้นั้นหรือพนักงานอัยการร้องขอต่อศาลให้ยกเลิกการใช้บังคับวิธีการ เพื่อความปลอดภัย หรือร้องขอรับผลตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้น แล้วแต่กรณี ให้ศาลมีอำนาจสั่ง ตามที่เห็นสมควร

  16. ๑๖

    เมื่อศาลได้พิพากษาให้ใช้บังคับวิธีการเพื่อความปลอดภัยแก่ผู้ใดแล้ว ถ้า ภายหลังความปรากฏแก่ศาลตามคำเสนอของผู้นั้นเอง ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้นั้น ผู้อนุบาลของผู้ นั้นหรือพนักงานอัยการว่ พฤติการณ์เกี่ยวกับการใช้บังคับ้นได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิ ศาลจะสั่ง เพิกถอนหรืองดการใช้บังคับวิธีการเพื่อความปลอดภัยแก่ผู้นั้นไว้ชั่วคราวตามที่เห็นสมควรก็ได้

  17. ๑๗

    บทบัญญัติในภาค ๑แห่งประมวลกฎหมายนี้ ให้ใช้ในกรณีแห่งความผิด ตามกฎหมายอื่นด้วยเว้นแต่กฎหมายนั้น ๆจะได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น

หมายเหตุและเชิงอรรถท้ายฉบับ

และผู้ส เร็จราชการแทนพระองค์

๔)พ.ศ. ๒๕๒๒

ที่ ๑๙)พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่ ๕)พ.ศ. ๒๕๒๕

ที่มาของตัวบทนี้
ผู้เผยแพร่ไฟล์
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับรวมการแก้ไข)เว็บไซต์ของหน่วยงานเจ้าของเรื่อง
หน้าเผยแพร่ของหน่วยงาน
https://www.senate.go.th/ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย) — สัญญาอนุญาตประกาศอยู่ในระเบียนชุดข้อมูลนี้ — คือหลักฐานสัญญาอนุญาตของตัวบททั้งฉบับ
ไฟล์ต้นทาง
https://www.senate.go.th/assets/portals/28/fileups/146/files/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%8D%E0%B8%B2.pdf105 หน้า
ค่าตรวจสอบไฟล์ (checksum)
sha256:30fff8dce302b391b6b445ce9c8afdd7756d95d5fbae1c0422ca59aee45a6ec0ดึงเมื่อ 2026-08-24T00:38:14.924Z
วิธีดึงข้อความ
pdftotext -layout บน ToUnicode ที่ซ่อม (repair-tounicode.py)ผ่านด่านตรวจของ ai-law: ซ่อม ToUnicode · คืนสระ ำ · ลำดับมาตราต่อเนื่อง · เทียบพยาน OCR