ประมวลกฎหมายอาญา

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับรวมการแก้ไข)

ฉบับรวมการแก้ไข — ไม่ใช่ถ้อยคำตามที่ประกาศครั้งแรก๒๔๙๙438 มาตรา58 หัวข้อต้นฉบับ PDF · 105 หน้า

ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับรวมการแก้ไข) · ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย) · sha256 30fff8dc… · ดึงข้อมูล 2026-08-24 — หลักฐานเต็มท้ายหน้า


ฉบับนี้คืออะไร

ตัวบทนี้เป็นฉบับที่รวมการแก้ไขเพิ่มเติมไว้แล้วโดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จึงไม่ใช่ถ้อยคำที่ปรากฏในราชกิจจานุเบกษาฉบับใดฉบับหนึ่ง มาตราที่ถูกยกเลิกจะหายไปทั้งเลข และมาตราที่แทรกภายหลังจะมีคำว่า ทวิ ตรี ต่อท้าย — ระบบไม่ได้ตรวจว่าฉบับรวมนี้ปรับปรุงถึงวันใด

สารบัญของฉบับนี้

  1. ภาค ๑ บทบัญญัติทั่วไปมาตรา ๑–๑๐๖ · 109 มาตรา
  2. ลักษณะ ๑ บทบัญญัติที่ใช้แก่ความผิดทั่วไปมาตรา ๑–๑๐๑ · 104 มาตรา
  3. หมวด ๑ บทนิยามมาตรา ๑ · 1 มาตรา
  4. หมวด ๒ การใช้กฎหมายอาญามาตรา ๒–๑๗ · 16 มาตรา
  5. หมวด ๓ โทษและวิธีการเพื่อความปลอดภัยมาตรา ๑๘–๕๘ · 44 มาตรา
  6. ส่วนที่ ๑ โทษมาตรา ๑๘–๓๘ · 24 มาตรา
  7. ส่วนที่ ๒ วิธีการเพื่อความปลอดภัยมาตรา ๓๙–๕๐ · 12 มาตรา
  8. ส่วนที่ ๓ วิธีเพิ่มโทษ ลดโทษและการรอการลงโทษมาตรา ๕๑–๕๘ · 8 มาตรา
  9. หมวด ๔ ความรับผิดในทางอาญามาตรา ๕๙–๗๙ · 21 มาตรา
  10. หมวด ๕ การพยายามกระทำความผิดมาตรา ๘๐–๘๒ · 3 มาตรา
  11. หมวด ๖ ตัวการและผู้สนับสนุนมาตรา ๘๓–๘๙ · 7 มาตรา
  12. หมวด ๗ การกระทำความผิดหลายบทหรือหลายกระทงมาตรา ๙๐–๙๑ · 2 มาตรา
  13. หมวด ๘ การกระทำความผิดอีกมาตรา ๙๒–๙๔ · 3 มาตรา
  14. หมวด ๙ อายุความมาตรา ๙๕–๑๐๑ · 7 มาตรา
  15. ลักษณะ ๒ บทบัญญัติที่ใช้แก่ความผิดลหุโทษมาตรา ๑๐๒–๑๐๖ · 5 มาตรา
  16. ภาค ๒ ความผิดมาตรา ๑๐๗–๓๖๖/๔ · 297 มาตรา
  17. ลักษณะ ๑ ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรมาตรา ๑๐๗–๑๓๕/๔ · 33 มาตรา
  18. หมวด ๑ ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทมาตรา ๑๐๗–๑๑๒ · 6 มาตรา
  19. หมวด ๒ ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักรมาตรา ๑๑๓–๑๑๘ · 6 มาตรา
  20. หมวด ๓ ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักรมาตรา ๑๑๙–๑๒๙ · 11 มาตรา
  21. หมวด ๔ ความผิดต่อสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศมาตรา ๑๓๐–๑๓๕/๔ · 10 มาตรา
  22. ลักษณะ ๒ ความผิดเกี่ยวกับการปกครองมาตรา ๑๓๖–๑๖๖ · 31 มาตรา
  23. หมวด ๑ ความผิดต่อเจ้าพนักงานมาตรา ๑๓๖–๑๔๖ · 11 มาตรา
  24. หมวด ๒ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการมาตรา ๑๔๗–๑๖๖ · 20 มาตรา
  25. ลักษณะ ๓ ความผิดเกี่ยวกับการยุติธรรมมาตรา ๑๖๗–๒๐๕ · 39 มาตรา
  26. หมวด ๑ ความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรมมาตรา ๑๖๗–๑๙๙ · 33 มาตรา
  27. หมวด ๒ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมมาตรา ๒๐๐–๒๐๕ · 6 มาตรา
  28. ลักษณะ ๔ ความผิดเกี่ยวกับศาสนามาตรา ๒๐๖–๒๐๘ · 3 มาตรา
  29. ลักษณะ ๕ ความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชนมาตรา ๒๐๙–๒๑๖ · 8 มาตรา
  30. ลักษณะ ๖ ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชนมาตรา ๒๑๗–๒๓๙ · 23 มาตรา
  31. ลักษณะ ๗ ความผิดเกี่ยวกับการปลอมและการแปลงมาตรา ๒๔๐–๒๖๙/๑๕ · 45 มาตรา
  32. หมวด ๑ ความผิดเกี่ยวกับเงินตรามาตรา ๒๔๐–๒๔๙ · 10 มาตรา
  33. หมวด ๒ ความผิดเกี่ยวกับดวงตราแสตมป์และตั๋วมาตรา ๒๕๐–๒๖๓ · 14 มาตรา
  34. หมวด ๓ ความผิดเกี่ยวกับเอกสารมาตรา ๒๖๔–๒๖๙ · 6 มาตรา
  35. หมวด ๔ ความผิดเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์๗๑มาตรา ๒๖๙/๑–๒๖๙/๗ · 7 มาตรา
  36. หมวด ๕ ความผิดเกี่ยวกับหนังสือเดินทาง๗๙มาตรา ๒๖๙/๘–๒๖๙/๑๕ · 8 มาตรา
  37. ลักษณะ ๘ ความผิดเกี่ยวกับการค้ามาตรา ๒๗๐–๒๗๕ · 6 มาตรา
  38. ลักษณะ ๙ ความผิดเกี่ยวกับเพศมาตรา ๒๗๖–๒๘๗ · 16 มาตรา
  39. ลักษณะ ๑๐ ความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายมาตรา ๒๘๘–๓๐๘ · 21 มาตรา
  40. หมวด ๑ ความผิดต่อชีวิตมาตรา ๒๘๘–๒๙๔ · 7 มาตรา
  41. หมวด ๒ ความผิดต่อร่างกายมาตรา ๒๙๕–๓๐๐ · 6 มาตรา
  42. หมวด ๓ ความผิดฐานทำให้แท้งลูกมาตรา ๓๐๑–๓๐๕ · 5 มาตรา
  43. หมวด ๔ ความผิดฐานทอดทิ้งเด็ก คนป่วยเจ็บหรือคนชรามาตรา ๓๐๖–๓๐๘ · 3 มาตรา
  44. ลักษณะ ๑๑ ความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพและชื่อเสียงมาตรา ๓๐๙–๓๓๓ · 29 มาตรา
  45. หมวด ๑ ความผิดต่อเสรีภาพมาตรา ๓๐๙–๓๒๑/๑ · 17 มาตรา
  46. หมวด ๒ ความผิดฐานเปิดเผยความลับมาตรา ๓๒๒–๓๒๕ · 4 มาตรา
  47. หมวด ๓ ความผิดฐานหมิ่นประมาทมาตรา ๓๒๖–๓๓๓ · 8 มาตรา
  48. ลักษณะ ๑๒ ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์มาตรา ๓๓๔–๓๖๖ · 39 มาตรา
  49. หมวด ๑ ความผิดฐานลักทรัพย์และวิ่งราวทรัพย์มาตรา ๓๓๔–๓๓๖ ทวิ · 5 มาตรา
  50. หมวด ๒ ความผิดฐานกรรโชกรีดเอาทรัพย์ ชิงทรัพย์และปล้นทรัพย์มาตรา ๓๓๗–๓๔๐ ตรี · 7 มาตรา
  51. หมวด ๓ ความผิดฐานฉ้อโกงมาตรา ๓๔๑–๓๔๘ · 8 มาตรา
  52. หมวด ๔ ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้มาตรา ๓๔๙–๓๕๑ · 3 มาตรา
  53. หมวด ๕ ความผิดฐานยักยอกมาตรา ๓๕๒–๓๕๖ · 5 มาตรา
  54. หมวด ๖ ความผิดฐานรับของโจรมาตรา ๓๕๗ · 1 มาตรา
  55. หมวด ๗ ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์มาตรา ๓๕๘–๓๖๑ · 5 มาตรา
  56. หมวด ๘ ความผิดฐานบุกรุกมาตรา ๓๖๒–๓๖๖ · 5 มาตรา
  57. ลักษณะ ๑๓ ความผิดเกี่ยวกับศพ๑๓๐มาตรา ๓๖๖/๑–๓๖๖/๔ · 4 มาตรา
  58. ภาค ๓ ลหุโทษมาตรา ๓๖๗–๓๙๘ · 32 มาตรา

มาตราในหมวดนี้

ดูเป็นรายการ
  1. ภาค ๒ ความผิด

  2. ลักษณะ ๑ ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร

  3. หมวด ๑ ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท

    6 มาตรา
  4. ๑๐๗

    ผู้ใดปลงพระชนม์พระมหากษัตริย์ ต้องระวางโทษประหารชีวิต ผู้ใดพยายามกระทำการเช่ ว่านั้น ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน ๒๒)พ.ศ. ๒๕๕๘ ผู้ใดกระทำการใดอันเป็นการตระเตรียมเพื่อปลงพระชนม์พระมหากษัตริย์ หรือรู้ว่ามี ผู้จะปลงพระชนม์พระมหากษัตริย์ กระทำการใดอันเป็นการช่วยปกปิดไว้ ต้องระวางโทษจำคุกตลอด ชีวิต

  5. ๑๐๘

    ผู้ใดกระทำการประทุษร้ายต่อพระองค์ หรือเสรีภาพของ พระมหากษัตริย์ ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต ผู้ใดพยายามกระทำการเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน ถ้าการกระทำนั้นมีลักษณะอันน่าจะเป็นอันตรายแก่พระชนม์ ผู้กระทำต้องระวาง โทษประหารชีวิต ผู้ใดกระทำการใดอันเป็นการตระเตรียมเพื่อประทุษร้ายต่อพระองค์ หรือเสรีภาพ ของพระมหากษัตริย์ หรือรู้ว่ มีผู้จะกระทำการประทุ ร้ ยต่อพระองค์ หรือเสรีภาพของ พระมหากษัตริย์ กระทำการใดอันเป็นการช่วยปกปิดไว้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบหกปีถึงยี่สิบปี

  6. ๑๐๙

    ผู้ใดปลงพระชนม์พระราชินีหรือรัชทายาท หรือฆ่าผู้สำเร็จราชการ แทนพระองค์ต้องระวางโทษประหารชีวิต ผู้ใดพยายามกระทำการเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน ผู้ใดกระทำการใดอันเป็นการตระเตรียมเพื่อปลงพระชนม์พระราชินีหรือรัชทายาท หรือเพื่อฆ่าผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หรือรู้ว่ามีผู้จะปลงพระชนม์พระราชินีหรือรัชทายาท หรือจะ ฆ่าผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ กระทำการใดอันเป็นการช่วยปกปิดไว้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบ สองปีถึงยี่สิบปี

  7. ๑๑๐

    ผู้ใดกระทำการประทุษร้ายต่อพระองค์ หรือเสรีภาพของพระราชินี หรือรัชทายาท หรือต่อร่างกายหรือเสรีภาพของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุก ตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบหกปีถึงยี่สิบปี ผู้ใดพยายามกระทำการเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน ถ้าการกระทำนั้นมีลักษณะอันน่าจะเป็นอันตรายแก่พระชนม์หรือชีวิต ผู้กระทำต้อง ระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต ผู้ใดกระทำการใดอันเป็นการตระเตรียมเพื่อประทุษร้ายต่อพระองค์ หรือเสรีภาพ ของพระราชินีหรือรัชทายาทหรือต่อร่างกายหรือเสรีภาพของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หรือรู้ว่ามี ผู้จะประทุษร้ายต่อพระองค์ หรือเสรีภาพของพระราชินีหรือรัชทายาท หรือประทุษร้ายต่อร่างกาย หรือเสรีภาพของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์กระทำการใดอันเป็การช่วยปกปิดไว้ ต้องระวางโทษ จำคุกตั้งแต่สิบสองปีถึงยี่สิบปี

  8. ๑๑๑

    ผู้ใดเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๐๗ถึงมาตรา ๑๑๐ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น

  9. ๑๑๒

    ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ สามปีถึงสิบห้าปี

  10. หมวด ๒ ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร

    6 มาตรา
  11. ๑๑๓

    ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อ

    (๑) ล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ

    (๒) ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริห หรืออำนาจตุลาการแห่ รัฐธรรมนูญ หรือให้ใช้อำนาจดังกล่าวแล้วไม่ได้ หรือ

    (๓) แบ่งแยกราชอาณาจัรหรือยึดอำนาจปกครองในส่วนหนึ่ ส่วนใดแห่ ราชอาณาจักร ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นกบฏ ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต

  12. ๑๑๔

    ผู้ใดสะสมกำลังพลหรืออาวุธ ตระเตรียมการอื่นใด หรือสมคบกันเพื่อ เป็นกบฏหรือกระทำความผิดใดๆอันเป็นส่วนของแผนการเพื่อเป็นกบฏหรือยุยงราษฎรให้เป็นกบฏ หรือรู้ว่ามีผู้จะเป็นกบฏ แล้วกระทำการใดอันเป็นการช่วยปกปิดไว้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปี ถึงสิบห้าปี

  13. ๑๑๕

    ผู้ใดยุยงทหารหรือตำรวจให้หนีาชการให้ละเลยไม่กระทำการตาม หน้าที่ หรือให้ก่อการกำเริบ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี ถ้าความผิดนั้นได้กระทำลงโดยมุ่งหมายจะบ่อนให้วินัยและสมรรถภาพของกรมกอง ทหารหรือตำรวจเสื่อมทรามลง ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี

  14. ๑๑๖

    ผู้ใดกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจาหนังสือหรือวิธีอื่นใดอัน มิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดย สุจริต

    (๑) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจ หรือใช้กำลังประทุษร้าย

    (๒) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อ ความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจัหรือ

    (๓) เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี

  15. ๑๑๗

    ผู้ใดยุยงหรือจัดให้เกิดการร่วมกันหยุดงาน การร่วมกันปิดงานงดจ้าง ๒๑ตุลาคม๒๕๑๙ หรือการร่วมกันไม่ยอมค้าขาย หรือติดต่อทางธุรกิจกับบุคคลใด ๆเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใน กฎหมายแผ่นดิน เพื่อบังคับรัฐบาลหรือเพื่อข่มขู่ประชาชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิ เจ็ดปี หรือปรับ ไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ผู้ใดทราบความมุ่งหมายดังกล่าวและเข้ามี่วนหรือเข้าช่วยในการร่วมกันหยุดงาน การร่วมกันปิดงานงดจ้างหรือการร่วมกันไม่ยอมค้าขายหรือติดต่อทางธุรกิจกับบุคคลใด ๆนั้น ต้อง ระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ผู้ ใดทราบความมุ่ งหมายดังกล่าว และใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลัง ประทุษร้ายหรือทำให้หวาดกลัวด้วยประการใด ๆเพื่อให้บุคคลเข้ามีส่วนหรือเข้าช่วยในการร่วมกัน หยุดงานการร่วมกันปิดงานงดจ้างหรือการร่วมกันไม่ยอมค้าขายหรือติดต่อทางธุรกิจกับบุคคลใด ๆ นั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  16. ๑๑๘

    ผู้ใดกระทำการใด ๆ ต่อธงหรือเครื่องหมายอื่นใดอันมีความ หมายถึงรัฐ เพื่อเหยียดหยามประเทศชาติ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  17. หมวด ๓ ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักร

    11 มาตรา
  18. ๑๑๙

    ผู้ใดกระทำการใด ๆเพื่อให้ราชอาณาจักรหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของ ราชอาณาจักรตกไปอยู่ใต้อำนาจอธิปไตยของรัฐต่างประเทศ หรือเพื่อให้เอกราชของรัฐเสื่อมเสียไป ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต

  19. ๑๒๐

    ผู้ใดคบคิดกับบุคคลซึ่งกระทำการเพื่อประโยชน์ของรัฐต่างประเทศ ด้วยความประสงค์ที่จะก่อให้เกิดการดำเนินการรบต่อรัฐ หรือในทางอื่นที่เป็นปรปักษ์ต่อรัฐ ต้อง ระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบปี

  20. ๑๒๑

    คนไทยคนใดกระทำการรบต่อประเทศหรือเข้าร่วมเป็นข้าศึกของ ประเทศต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต

  21. ๑๒๒

    ผู้ใดกระทำการใด ๆ เพื่ออุปการะแก่การดำเนิ การรบหรือ ตระเตรียมการรบของข้าศึก ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบห้าปี ถ้ การอุปการะนั้นเป็นการ

    (๑) ทำให้ป้อม ค่าย สนามบิน ยานรบยานพาหนะทางคมนาคมสิ่งที่ใช้ในการ สื่อสาร ยุทธภัณฑ์ เสบียงอาหารอู่เรือ อาคารหรือสิ่งอื่นใดสำหรับใช้เพื่อการสงครามใช้การไม่ได้หรือ ตกไปอยู่ในเงื้อมมือของข้าศึก ๒๑ตุลาคม๒๕๑๙

    (๒) ยุยงทหารให้ละเลยไม่กระทำการตามหน้าที่ ก่อการกำเริบ หนีราชการหรือ ละเมิดวินัย

    (๓) กระทำจารกรรมนำหรือแนะทางให้ข้าศึก หรือ

    (๔) กระทำโดยประการอื่นใดให้ข้าศึกได้เปรียบในการรบ ผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต

  22. ๑๒๓

    ผู้ใดกระทำการใด ๆเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อความเอกสารหรือสิ่งใด ๆอัน ปกปิดไว้เป็นความลับสำหรับความปลอดภัยของประเทศ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี

  23. ๑๒๔

    ผู้ใดกระทำการใด ๆเพื่อให้ผู้อื่นล่วงรู้ หรือได้ไปซึ่งข้อความ เอกสาร หรือสิ่งใด ๆอันปกปิดไว้เป็นความลับสำหรับความปลอดภัยของประเทศต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน สิบปี ถ้าความผิดนั้นได้กระทำในระหว่างประเทศอยู่ในการรบหรือการสงครามผู้ ระทำ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบห้าปี ถ้าความผิดดังกล่าวมาในสองวรรคก่อน ได้กระทำเพื่อให้รัฐต่างประเทศได้ประโยชน์ ผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต

  24. ๑๒๕

    ผู้ใดปลอม ทำเทียมขึ้น กักไว้ ซ่อนเร้น ปิดบัง ยักย้าย ทำให้เสียหาย ทำลาย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งเอกสารหรือแบบใด ๆอันเกี่ยวกับส่วนได้เสียของรัฐใน การระหว่างประเทศต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินสิบปี

  25. ๑๒๖

    ผู้ใดได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้กระทำกิจการของรัฐกับรัฐบาล ต่างประเทศ ถ้าและโดยทุจริตไม่ปฏิบัติการตามที่ได้รับมอบหมายต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึง สิบปี

  26. ๑๒๗

    ผู้ใดกระทำการใด ๆเพื่อให้เกิดเหตุร้ายแก่ประเทศจากภายนอก ต้อง ระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี ถ้าเหตุร้ายเกิดขึ้น ผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต หรือ จำคุกตั้งแต่สองปีถึงยี่สิบปี

  27. ๑๒๘

    ผู้ใดตระเตรียมการหรือพยายามกระทำความผิดใดๆในหมวดนี้ ต้อง ระวางโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น

  28. ๑๒๙

    ผู้ใดเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดใด ๆในหมวดนี้ ต้องระวาง โทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น

  29. หมวด ๔ ความผิดต่อสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ

    10 มาตรา
  30. ๑๓๐

    ผู้ใดทำร้ายร่างกายหรือประทุษร้ายต่อเสรีภาพของราชาธิบดี ราชินี ราชสามี รัชทายาทหรือประมุขแห่งรัฐต่างประเทศ ซึ่งมีสัมพัธไมตรี ต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่หนึ่งปี ถึงสิบห้าปี ผู้ใดพยายามกระทำการเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน

  31. ๑๓๑

    ผู้ใดทำร้ายร่างกายหรือประทุษร้ายต่อเสรีภาพของผู้แทนรัฐ ต่างประเทศซึ่งได้รับแต่งตั้งให้มาสู่พระราชสำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี ผู้ใดพยายามกระทำการเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน

  32. ๑๓๒

    ผู้ใดฆ่าหรือพยายามฆ่าบุคคลหนึ่งบุคคลใดดังระบุไว้ในมาตรา ๑๓๐ หรือมาตรา ๑๓๑ต้องระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต

  33. ๑๓๓

    ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายราชาธิบดี ราชินี ราชสามี รัชทายาท หรือประมุขแห่งรัฐต่างประเทศ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  34. ๑๓๔

    ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายผู้แทนรัฐ ต่างประเทศซึ่งได้รับแต่ ตั้งให้มาสู่พระราชสำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี หรือ ปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  35. ๑๓๕

    ผู้ใดกระทำการใด ๆ ต่อธงหรือเครื่องหมายอื่นใด อันมีความ หมายถึงรัฐต่างประเทศซึ่งมีสัมพันธไมตรี เพื่อเหยียดหยามรัฐนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ลักษณะ ๑/๑ ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย๔๓ ๒๑ตุลาคม๒๕๑๙ ๒๑ตุลาคม๒๕๑๙ ๒๑ตุลาคม๒๕๑๙

  36. ๑๓๕/๑

    ผู้ใดกระทำการอันเป็นความผิดอาญาดังต่อไปนี้

    (๑) ใช้กำลังประทุ ร้ ย หรือกระทำการใดอัก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต หรือ อันตรายอย่างร้ายแรงต่อร่างกาย หรือเสรีภาพของบุคคลใดๆ

    (๒) กระทำการใดอัก่อให้เกิดความเสียหายอย่ งร้ ยแรงแก่ะบบการขนส่ง สาธารณะระบบโทรคมนาคมหรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ

    (๓) กระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของรัฐหนึ่งรัฐใด หรือของ บุคคลใดหรือต่อสิ่งแวดล้อมอันก่อให้เกิดหรือน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างสำคัญ ถ้าการกระทำนั้นได้กระทำโดยมีความมุ่งหมายเพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลไทย รัฐบาลต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศให้กระทำหรือไม่กระทำการใดอันจะก่อให้เกิดความ เสียหายอย่างร้ายแรง หรือเพื่อสร้างความปั่นป่วนโดยให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน ผู้นั้น กระทำความผิดฐานก่อการร้าย ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุก ตั้งแต่สามปี ถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงหนึ่งล้านบาท การกระทำในการเดินขบวนชุมนุม ประท้วง โต้แย้ง หรือเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้ รัฐช่วยเหลือหรือให้ได้รับความเป็นธรรมอันเป็นการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ไม่เป็นการกระทำ ความผิดฐานก่อการร้าย

  37. ๑๓๕/๒

    ผู้ใด

    (๑) ขู่เข็ญว่าจะกระทำการก่อการร้าย โดยมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่าบุคคลนั้นจะ กระทำการตามที่ขู่เข็ญจริง หรือ

    (๒) สะสมกำลังพลหรืออาวุธ จัดหาหรือรวบรวมทรัพย์สิน ให้หรือรับการฝึกการก่อ การร้าย ตระเตรียมการอื่นใด หรือสมคบกัน เพื่อก่อการร้าย หรือกระทำความผิดใด ๆอันเป็นส่วน ของแผนการเพื่อก่อการร้ายหรือยุยงประชาชนให้เข้ามีส่วนในการก่อการร้าย หรือรู้ว่ามีผู้จะก่อการ ร้ายแล้วกระทำการใดอันเป็นการช่วยปกปิดไว้ ผู้นั้นต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สี่หมื่นบาทถึงสองแสนบาท

  38. ๑๓๕/๓

    ผู้ใดเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๓๕/๑ หรือมาตรา ๑๓๕/๒ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น ๆ

  39. ๑๓๕/๔

    ผู้ใดเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งมีมติของหรือประกาศภายใต้ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติกำหนดให้เป็นคณะบุคคลที่มีการกระทำอันเป็นการก่อการ ร้ายและรัฐบาลไทยได้ประกาศให้ความรับรองมติหรือประกาศดังกล่าวด้วยแล้ว ผู้นั้นต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินเจ็ดปีและปรับไม่เกินหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท

  40. ลักษณะ ๒ ความผิดเกี่ยวกับการปกครอง

  41. หมวด ๑ ความผิดต่อเจ้าพนักงาน

    11 มาตรา
  42. ๑๓๖

    ผู้ใดดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ หรือเพราะได้ กระทำการตามหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

  43. ๑๓๗

    ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือ ประชาชนเสียหายต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  44. ๑๓๘

    ผู้ใดต่อสู้ หรือขัดขวางเจ้าพนักงานหรือผู้ซึ่งต้องช่วยเจ้าพนักงาน ตามกฎหมายในการปฏิบัติการตามหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพัน บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าการต่อสู้หรือขัดขวางนั้น ได้กระทำโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลัง ประทุษร้ายผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  45. ๑๓๙

    ผู้ใดข่มขื ใจเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติารอันมิชอบด้วยหน้าที่ หรือให้ละ เว้นการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย ต้องระวาง โทษจำคุกไม่เกินสี่ป หรือปรับไม่เกินแปดพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  46. ๑๔๐

    ถ้าความผิดตามมาตรา ๑๓๘วรรคสอง หรือมาตรา ๑๓๙ได้ กระทำโดยมีหรือใช้อาวุธ หรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป ผู้กระทำต้องระวาง โทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้ากระทำโดยอ้างอำนาจอั้งยี่หรือซ่องโจร ไม่ว่าอั้งยี่หรือซ่องโจรนั้นจะมีอยู่หรือไม่ ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สี่พันบาทถึงสองหมื่นบาท ถ้าความผิดตามมาตรานี้ได้กระทำโดยมีหรือใช้อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด ผู้กระทำต้อง ระวางโทษหนักกว่าโทษที่กฎหมายบัญญัติไว้ในสองวรรคก่อนกึ่งหนึ่ง

  47. ๑๔๑

    ผู้ใดถอน ทำให้เสียหาย ทำลายหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งตราหรือ ๒๑ตุลาคม๒๕๑๙ ๒๑ตุลาคม๒๕๑๙ ๒๕๑๔ เครื่องหมายอันเจ้าพนักงานได้ประทับหรือหมายไว้ที่สิ่งใด ๆในการปฏิบัติการตามหน้าที่ เพื่อเป็น หลักฐานในการยึด อายัดหรือรักษาสิ่ง้น ๆต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พัน บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

  48. ๑๔๒

    ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหาย หรือ ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์สินหรือเอกสารใด ๆอันเจ้าพนักงานได้ยึด รักษาไว้ หรือสั่งให้ส่งเพื่อเป็น พยานหลักฐาน หรือเพื่อบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย ไม่ว่าเจ้าพนักงานจะรักษาทรัพย์หรือ เอกสารนั้นไว้เอง หรือสั่งให้ผู้นั้นหรือผู้อื่น ส่งหรือรักษาไว้ก็ตาม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  49. ๑๔๓

    ผู้ใดเรียก รับหรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับ ตนเองหรือผู้อื่น เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจหรือได้จูงใจเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติ แห่งรัฐ สมาชิ สภาจังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาลโดยวิธีอันทุจริตหรือผิดกฎหมายหรือโดยอิทธิพล ของตนให้กระทำการ หรือไม่กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคลใด ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  50. ๑๔๔

    ผู้ใดให้ ขอให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้า พนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาล เพื่อจูงใจให้ กระทำการไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

  51. ๑๔๕

    ผู้ใดแสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน และกระทำการเป็นเจ้าพนักงานโดย ตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่ เกินสองพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ เจ้าพนักงานผู้ใดได้รับคำสั่งมิให้ปฏิบัติการตามตำแหน่งหน้าที่ต่อไปแล้ว ยังฝ่าฝืน กระทำการใดๆในตำแหน่งหน้าที่นั้น ต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้ในวรรคแรกดุจกัน

  52. ๑๔๖

    ผู้ใดไม่มีสิทธิที่จะสวมเครื่องแบบหรือประดับเครื่องหมายของเจ้า พนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาลหรือไม่มีสิทธิใช้ ยศตำแหน่ง เครื่องราชอิสริยาภรณ์หรือสิ่งที่หมายถึงเครื่องราชอิสริยาภรณ์ กระทำการเช่นนั้นเพื่อให้ บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพับาทหรือทั้งจำทั้ง ปรับ

  53. หมวด ๒ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ

    20 มาตรา
  54. ๑๔๗

    ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพัน บาทถึงสี่หมื่น บาท

  55. ๑๔๘

    ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือ จูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น ต้อง ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือประหารชีวิต

  56. ๑๔๙

    ผู้ใดเป็นเจ้ พนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภา จังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับ ตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบ หรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาทหรือประหารชีวิต

  57. ๑๕๐

    ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน กระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดใน ตำแหน่งโดยเห็นแก่ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด ซึ่งตนได้เรียกรับ หรือยอมจะรับไว้ก่อนที่ตนได้รับ แต่งตั้งเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งนั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท

  58. ๑๕๑

    ผู้ใดเป็นเจ้ พนักงาน มีหน้ ที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาลสุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพับาทถึงสี่หมื่น บาท

  59. ๑๕๒

    ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใดเข้ามีส่วนได้ ๒๕๐๒ ๒๕๐๒ ๒๕๐๒ ๒๕๐๒ ๒๕๐๒ ๒๕๐๒ เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น เนื่องด้วยกิจการนั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบ ปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท

  60. ๑๕๓

    ผู้ใดเป็นเจ้ พนักงาน มีหน้ ที่จ่ายทรัพย์ จ่ายทรัพย์ั้นเกินกว่าที่ ควรจ่ายเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท

  61. ๑๕๔

    ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่หรือแสดงว่าตนมีหน้าที่เรียกเก็บหรือ ตรวจสอบภาษีอากร ค่าธรรมเนียม หรือเงินอื่นใด โดยทุจริตเรียกเก็บหรือละเว้นไม่เรียกเก็บภาษี อากรค่าธรรมเนียมหรือเงินนั้น หรือกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใด เพื่อให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษี อากรหรือค่าธรรมเนียมนั้นมิต้องเสียหรือเสียน้อยไปกว่าที่จะต้องเสีย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปี ถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท

  62. ๑๕๕

    ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่กำหนดราคาทรัพย์สินหรือสินค้าใด ๆ เพื่อเรียกเก็บภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมตามกฎหมายโดยทุจริตกำหนดราคาทรัพย์สินหรือสินค้านั้น เพื่อให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมนั้นมิต้องเสียหรือเสียน้อยไปกว่าที่จะต้องเสีย ต้อง ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท

  63. ๑๕๖

    ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ตรวจสอบบัญชีตามกฎหมาย โดย ทุจริต แนะนำหรือกระทำการหรือไม่ ระทำการอย่างใด เพื่อให้มการละเว้นการลงรายการในบัญชี ลงรายการเท็จในบัญชี แก้ไขบัญชี หรือซ่อนเร้น หรือทำหลักฐานในการลงบัญชีอันจะเป็นผลให้การ เสียภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมนั้นมิต้องเสียหรือเสียน้อยกว่ ที่จะต้องเสีย ต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท

  64. ๑๕๗

    ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวาง โทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

  65. ๑๕๘

    ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานทำให้เสียหายทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือ ๒๕๐๒ ๒๕๐๒ ๒๕๐๒ ๒๕๐๒ ๒๕๐๒ ทำให้สูญหายหรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์หรือเอกสารใดอันเป็นหน้าที่ของตนที่จะปกครองหรือ รักษาไว้ หรือยินยอมให้ผู้อื่นกระทำเช่น้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่น สี่พันบาท

  66. ๑๕๙

    ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ดูแล รักษาทรัพย์หรือเอกสารใด กระทำ การอันมิชอบด้วยหน้าที่ โดยถอนทำให้เสียหาย ทำลายหรือทำให้ไร้ประโยชน์ หรือโดยยินยอมให้ ผู้อื่นกระทำเช่นนั้ นซึ่ งตราหรือเครื่องหมายอันเจ้าพนักงานได้ประทับหรือหมายไว้ที่ทรัพย์หรือ เอกสารนั้นในการปฏิบัติการตามหน้าที่ เพื่อเป็นหลักฐานในการยึดหรือรักษาสิ่งนั้น ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

  67. ๑๖๐

    ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่รักษาหรือใช้ดวงตราหรือรอยตราของ ราชการหรือของผู้อื่น กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ โดยใช้ดวงตราหรือรอยตรานั้น หรือโดยยินยอม ให้ผู้อื่นกระทำเช่นนั้น ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหายต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินห้าปี หรือ ปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  68. ๑๖๑

    ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ทำเอกสาร กรอกข้อความลงในเอกสาร หรือดูแลรักษาเอกสาร กระทำการปลอมเอกสารโดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่นั้น ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองหมื่นบาท

  69. ๑๖๒

    ผู้ใดเป็เจ้ พนัมีหน้ ที่ท เอกสาร รับเอกสารหรือกรอก ข้อความลงในเอกสารกระทำการดังต่อไปนี้ในการปฏิบัติการตามหน้าที่

    (๑) รับรองเป็นหลัฐานว่า ตนได้กระทำการอย่ งใดขึ้น หรือว่าการอย่างใดได้กระทำ ต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ

    (๒) รับรองเป็นหลักฐานว่ ได้มีการแจ้งซึ่งข้อความอันมิได้มีการแจ้

    (๓) ละเว้นไม่จดข้อความซึ่งตนมีหน้าที่ต้องรับจด หรือจดเปลี่ยนแปลงข้อความเช่น ว่านั้น หรือ

    (๔) รับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้น มุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็น ความเท็จ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท

  70. ๑๖๓

    ผู้ใดเป็เจ้ พนักงาน มีหน้าที่ในการไปรษณีย์ โทรเลขหรือโทรศัพท์ กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ดังต่อไปนี้

    (๑) เปิดหรือยอมให้ผู้อื่นเปิด จดหมายหรือสิ่งอื่นที่ส่งทางไปรษณีย์หรือโทรเลข

    (๒) ทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้สูญหาย หรือยอมให้ผู้อื่นทำให้เสียหาย ทำลายหรือ ทำให้สูญหาย ซึ่งจดหมายหรือสิ่งอื่นที่ส่งทางไปรษณีย์หรือโทรเลข

    (๓) กัก ส่งให้ผิดทาง หรือส่งให้แก่บุคคลซึ่งรู้ว่ามิใช่เป็นผู้ควรรับซึ่งจดหมาย หรือสิ่ง อื่นที่ส่งทางไปรษณีย์หรือโทรเลข หรือ

    (๔) เปิดเผยข้อความที่ส่งทางไปรษณีย์ ทางโทรเลขหรือทางโทรศัพท์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  71. ๑๖๔

    ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน รู้หรืออาจรู้ความลับในราชการ กระทำโดย ประการใดๆอันมิชอบด้วยหน้าที่ ให้ผู้อื่นล่วงรู้ความลับนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือ ปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  72. ๑๖๕

    ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมาย หรือ คำสั่ง ซึ่งได้สั่งเพื่อบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย ป้องกันหรือขัดขวางมิให้การเป็นไปตามกฎหมาย หรือคำสั่งนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

  73. ๑๖๖

    ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานละทิ้งงานหรือกระทำการอย่างใด ๆเพื่อให้งาน หยุดชะงักหรือเสียหาย โดยร่วมกระทำการเช่นนั้นด้วยกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป ต้องระวางโทษจำคุกไม่ เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าความผิดนั้นได้กระทำลงเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดิน เพื่อ บังคับรัฐบาลหรือเพื่อข่มขู่ประชาชน ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสอง หมื่นบาท

  74. ลักษณะ ๓ ความผิดเกี่ยวกับการยุติธรรม

  75. หมวด ๑ ความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม

    33 มาตรา
  76. ๑๖๗

    ผู้ใดให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด แก่เจ้า พนักงานในตำแหน่งตุลาการพนักงานอัยการผู้ว่าคดีหรือพนักงานสอบสวน เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการหรือประวิงการกระทำใดอันมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับ ไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท

  77. ๑๖๘

    ผู้ใดขัดขื คำบังคับตามกฎหมายของพนักงานอัย ผู้ว่าคดีหรือ พนักงานสอบสวนซึ่งให้มาเพื่อให้ถ้อยคำ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินห้า ร้อยบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

  78. ๑๖๙

    ผู้ใดขัดขื คำบังคับตามกฎหมายของพนักงานอัย ผู้ว่าคดีหรือ พนักงานสอบสวนซึ่งให้ส่งหรือจัดการส่งทรัพย์หรือเอกสารใด ให้สาบาน ให้ปฏิญาณ หรือให้ถ้อยคำ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  79. ๑๗๐

    ผู้ใดขัดขืนหมายหรือคำสั่งของศาลให้มาให้ถ้อยคำ ให้มาเบิกความ หรือให้ส่งทรัพย์หรือเอกสารใดในการพิจารณาคดี ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือ หรือปรับไม่ เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  80. ๑๗๑

    ผู้ใดขัดขืนคำสั่งของศาลให้สาบาน ปฏิญาณให้ถ้อยคำหรือเบิกความ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  81. ๑๗๒

    ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานอัยการ ผู้ ว่าคดี พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้ มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือ ประชาชนเสียหายต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  82. ๑๗๓

    ผู้ใดรู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แจ้งข้อความแก่พนักงาน สอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาว่ ได้มีการกระทำความผิดต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกพันบาท

  83. ๑๗๔

    ถ้าการแจ้งข้อความตามมาตรา ๑๗๒หรือมาตรา ๑๗๓เป็นการเพื่อ จะแกล้งให้บุคคลใดต้องถูกบังคับตามวิธีการเพื่อความปลอดภัย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน สามปี และปรับไม่เกินหกพันบาท ถ้าการแจ้งตามความในวรรคแรก เป็นการเพื่อจะแกล้งให้บุคคลใดต้องรับโทษหรือ รับโทษหนักขึ้น ผู้ ระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

  84. ๑๗๕

    ผู้ใดเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา หรือว่ากระทำความผิดอาญาแรงกว่าที่เป็นความจริง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกิน หนึ่งหมื่นบาท

  85. ๑๗๖

    ผู้ใดกระทำความผิดตามมาตรา ๑๗๕แล้วลุแก่โทษต่อศาล และขอ ถอนฟ้องหรือแก้ฟ้องก่อนมีคำพิพากษา ให้ศาลลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้หรือศาลจะไม่ ลงโทษเลยก็ได้

  86. ๑๗๗

    ผู้ใดเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล ถ้าความเท็จนั้น เป็ข้อสำคัญในคดี ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกิ ห้าปี หรือปรับไม่เกิ หนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าความผิดดังกล่าวในวรรคแรก ได้กระทำในการพิจารณาคดีอาญา ผู้กระทำต้อง ระวางโทษจำคุกไม่เกิ เจ็ดปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท

  87. ๑๗๘

    ผู้ใดซึ่งเจ้ พนักงานในตำแหน่งตุลาการ พนักงานอัย ผู้ว่าคดี หรือ พนักงานสอบสวนให้แปลข้อความหรือความหมายใดแปลข้อความหรือความหมายนั้นให้ผิดไปในข้อ สำคัญ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  88. ๑๗๙

    ผู้ใดทำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ เพื่อให้พนักงานสอบสวนหรือเจ้า พนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาเชื่อว่ ได้มีความผิดอาญาอย่างใดเกิดขึ้น หรือเชื่อว่าความผิด อาญาที่เกิดขึ้นร้ายแรงกว่าที่เป็นความจริง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  89. ๑๘๐

    ผู้ใดนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี ถ้า เป็นพยานหลักฐานในข้อสำคัญในคดีนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าความผิดดังกล่าวในวรรคแรก ได้กระทำในการพิจารณาคดีอาญาผู้กระทำต้อง ระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท

  90. ๑๘๑

    ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๗๔มาตรา ๑๗๕มาตรา ๑๗๗ มาตรา ๑๗๘หรือมาตรา ๑๘๐

    (๑) เป็นการกระทำในกรณีแห่งข้อหาว่า ผู้ใดกระทำความผิดที่มีระวางโทษจำคุก ตั้งแต่สามปีขึ้นไป ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึง หนึ่งหมื่นสี่พันบาท

    (๒) เป็นการกระทำในกรณีแห่งข้อหาว่า ผู้ใดกระทำความผิดที่มีระวางโทษถึง ประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้ง แต่สองพันบาทถึงสามหมื่นบาท

  91. ๑๘๒

    ผู้ใดกระทำความผิดตามมาตรา ๑๗๗หรือมาตรา ๑๗๘แล้วลุแก่โทษ และกลับแจ้งความจริ ต่อศาลหรือเจ้ พนักงานก่อนจบคำเบิ ความหรือการแปลผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ

  92. ๑๘๓

    ผู้ใดกระทำความผิดตามมาตรา ๑๗๗มาตรา ๑๗๘หรือมาตรา ๑๘๐ แล้วลุแก่โทษ และกลับแจ้งความจริงต่อศาลหรือเจ้าพนักงานก่อนมีคำพิพากษา และก่อนตนถูกฟ้อง ในความผิดที่ได้กระทำ ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้

  93. ๑๘๔

    ผู้ใดเพื่อจะช่วยผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษ หรือให้รับโทษน้อยลง ทำให้ เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสียหรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ ซึ่งพยานหลักฐานในการ กระทำความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  94. ๑๘๕

    ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือ ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์หรือเอกสารใดที่ได้ส่งไว้ต่อศาล หรือที่ศาลให้รักษาไว้ในการพิจารณาคดี ต้อง ระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  95. ๑๘๖

    ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้นเอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือ ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์สินที่ได้มีคำพิพากษาให้ริบ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหก พันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

  96. ๑๘๗

    ผู้ใดเพื่อจะมิให้การเป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทำให้ เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ที่ถูกยึดหรืออายัด หรือที่ตนรู้ว่าน่าจะถู ยึดหรืออายัด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิ สามปี หรือปรับไม่เกิ หกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  97. ๑๘๘

    ผู้ใดทำให้เสียหายทำลาย ซ่อนเร้นเอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือ ไร้ประโยชน์ ซึ่งพินัยกรรมหรือเอกสารใดของผู้อื่น ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือ ประชาชนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

  98. ๑๘๙

    ผู้ใดช่วยผู้อื่นซึ่งเป็นผู้กระทำความผิด หรือเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำ ความผิด อันมิใช่ความผิดลหุโทษ เพื่อไม่ให้ต้องโทษ โดยให้พำนักแก่ผู้นั้น โดยซ่อนเร้นหรือโดยช่วยผู้้นด้วยประการใดเพื่อไม่ให้ถูกจับกุม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิ สองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  99. ๑๙๐

    ผู้ใดหลบหนีไประหว่างที่ถูกคุมขังตามอำนาจของศาล ของพนักงาน อัยการ ของพนักงานสอบสวนหรือของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าความผิดดังกล่าวมาในวรรคแรกได้กระทำโดยแหกที่คุมขัง โดยใช้กำลัง ประทุษร้ายหรือโดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลัประทุษร้าย หรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคน ขึ้นไป ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้ ความผิดตามมาตรานี้ได้ ระทำโดยมีหรือใช้อาวุธปืน หรือวัตถุระเบิดผู้กระทำ ต้องระวางโทษหนักกว่าโทษที่กฎหมายบัญญัติไว้ในสองวรรคก่อนกึ่งหนึ่ง

  100. ๑๙๑

    ผู้ใดกระทำด้วยประการใดให้ผู้ที่ถูกคุมขังตามอำนาจของศาล ของ พนักงานอัยการ ของพนักงานสอบสวนหรือของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา หลุดพ้นจาก การคุมขังไป ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าผู้ที่หลุดพ้นจากการคุมขังไปนั้นเป็นบุคคลที่ต้องคำพิพากษาจากศาลหนึ่งศาลใดให้ ลงโทษประหารชีวิตจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีขึ้นไปหรือมีจำนวนตั้งแต่สามคนขึ้นไป ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท ถ้าความผิดตามมาตรานี้ได้กระทำโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยขู่เข็ญว่าจะใช้ กำลังประทุษร้าย หรือโดยมีหรือใช้อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด ผู้กระทำต้องระวางโทษหนักกว่าโทษที่ กฎหมายบัญญัติไว้ในสองวรรคก่อนกึ่งหนึ่ง ๒๕๑๔ ๒๕๑๔

  101. ๑๙๒

    ผู้ใดให้พำนัก ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ให้ผู้ที่หลบหนีจากการ คุมขังตามอำนาจของศาล ของพนักงานสอบสวนหรือของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา เพื่อไม่ให้ถูกจับกุม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  102. ๑๙๓

    ถ้าการกระทำความผิดดังกล่าวมาในมาตรา ๑๘๔มาตรา ๑๘๙หรือ มาตรา ๑๙๒เป็นการกระทำเพื่อช่วยบิดา มารดาบุตร สามีหรือภริยาของผู้กระทำ ศาลจะไม่ลงโทษ ก็ได้

  103. ๑๙๔

    ผู้ใดต้องคำพิพากษาห้ามเข้าเขตกำหนดตามมาตรา ๔๕เข้าไปในเขต กำหนดนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  104. ๑๙๕

    ผู้ใดหลบหนีจากสถานพยาบาลซึ่งศาลสั่งให้คุมตัวไว้ ตามความใน มาตรา ๔๙ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

  105. ๑๙๖

    ผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่งห้ามของศาลซึ่งได้สั่งไว้ในคำพิพากษา ตามมาตรา ๕๐ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  106. ๑๙๗

    ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย ให้ประโยชน์ หรือรับว่าจะให้ประโยชน์ เพื่อกีดกันหรือขัดขวางการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานเนื่องจากคำ พิพากษาหรือคำสั่งของศาล ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่ พันบาทหรือทั้ง จำทั้งปรับ

  107. ๑๙๘

    ผู้ใดดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาคดี หรือ กระทำการขัดขวางการพิจารณาหรือพิพากษาของศาลต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี หรือ ปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  108. ๑๙๙

    ผู้ใดลอบฝัง ซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพหรือส่วนของศพเพื่อปิดบัง การเกิด การตายหรือเหตุแห่งการตาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  109. หมวด ๒ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม

    6 มาตรา
  110. ๒๐๐

    ผู้ใดเป็เจ้าพนักงานในตำแหน่งพนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี พนักงาน สอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาหรือจัดการให้เป็นไปตามหมายอาญา กระทำ ๒๑ตุลาคม๒๕๑๙ การหรือไม่กระทำการอย่างใด ๆในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบ เพื่อจะช่วยบุคคลหนึ่งบุคคลใดมิให้ ต้องโทษหรือให้รับโทษน้อยลงต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพัน บาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท ถ้ การกระทำหรือไม่กระทำ้น เป็นการเพื่อจะแกล้งให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดต้องรับ โทษรับโทษหนักขึ้น หรือต้องถูกบังคับตามวิธีการเพื่อความปลอดภัย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุก ตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท

  111. ๒๐๑

    ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี หรือพนักงานสอบสวนเรียกรับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น โดยมิชอบเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วย หน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่ หมื่นบาท หรือประหารชีวิต

  112. ๒๐๒

    ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี หรือพนักงานสอบสวนกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใด ๆในตำแหน่ง โดยเห็นแก่ทรัพย์สินหรือ ประโยชน์อื่นใด ซึ่งตนได้เรียก รับ หรือยอมจะรับไว้ก่อนที่ตนได้รับแต่งตั้งในตำแหน่งนั้น ต้องระวาง โทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือ ประหารชีวิต

  113. ๒๐๓

    ผู้ใดเป็เจ้ พนักงานมีหน้ ที่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามคำพิพากษาหรือ คำสั่งของศาล ป้องกันหรือขัดขวางมิให้การเป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  114. ๒๐๔

    ผู้ใดเป็เจ้ พนักงาน มีตำแหน่งหน้าที่ควบคุมดูแลผู้ ที่ต้องคุมขังตาม อำนาจของศาล ของพนักงานสอบสวนหรือของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา กระทำด้วย ประการใดๆให้ผู้ที่อยู่ในระหว่างคุมขังนั้นหลุดพ้นจากการคุมขังไป ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปี ถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท ถ้าผู้ที่หลุดพ้นจากการคุมขังไปนั้นเป็นบุคคลที่ต้องคำพิพากษาของศาลหนึ่งศาลใดให้ ลงโทษประหารชีวิตจำคุกตลอดชีวิตหรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีขึ้นไปหรือมีจำนวนตั้งแต่สามคนขึ้นไป ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สี่พันบาทถึงสองหมื่นบาท

  115. ๒๐๕

    ถ้าการกระทำดังกล่าวในมาตรา ๒๐๔เป็นการกระทำโดยประมาท ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าผู้ที่หลุดพ้นจากการคุมขังไปด้วยการกระทำโดยประมาทนั้น เป็นบุคคลที่ต้องคำ ๒๕๐๒ ๒๕๐๒ พิพากษาของศาลหนึ่งศาลใดให้ลงโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีขึ้นไป หรือมีจำนวนตั้งแต่สามคนขึ้นไป ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพัน บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้ ผู้กระทำความผิด จัดให้ได้ตัวผู้ที่หลุดพ้นจากการคุมขังคืนมาภายในสามเดือนให้ งดการลงโทษแก่ผู้กระทำความผิดนั้น

  116. ลักษณะ ๔ ความผิดเกี่ยวกับศาสนา

    3 มาตรา
  117. ๒๐๖

    ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆแก่วัตถุหรือสถานอันเป็นที่เคารพ ในทางศาสนาของหมู่ชนใด อันเป็นการเหยียดหยามศาสนานั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึง เจ็ดปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  118. ๒๐๗

    ผู้ใดก่อให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในที่ประชุมศาสนิกชนเวลาประชุมกัน นมัสการหรือกระทำพิธีกรรมตามศาสนาใด ๆโดยชอบด้วยกฎหมายต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่ง ปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  119. ๒๐๘

    ผู้ใดแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายที่แสดงว่าเป็นภิกษุ สามเณรนักพรต หรือนักบวชในศาสนาใดโดยมิชอบเพื่ อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนเป็บุคคลเช่นว่า้น ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  120. ลักษณะ ๕ ความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน

    8 มาตรา
  121. ๒๐๙

    ผู้ใดเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่ง หมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นอั้งยี่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน เจ็ดปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท ถ้าผู้กระทำความผิดเป็นหัวหน้า ผู้จัดการหรือผู้มีตำแหน่งหน้าที่ในคณะบุคคลนั้น ผู้นั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองหมื่นบาท

  122. ๒๑๐

    ผู้ใดสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใด ตามที่บัญญัติไว้ในภาค ๒นี้ และความผิดนั้นมีกำหนดโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไป ผู้นั้น กระทำความผิดฐานเป็นซ่องโจร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ ๒๑ตุลาคม๒๕๑๙ ถ้าเป็นการสมคบเพื่อกระทำความผิด ที่มีระวางโทษถึงประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกอย่างสูงตั้งแต่ิบปีขึ้นไป ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สี่ พันบาทถึงสองหมื่นบาท

  123. ๒๑๑

    ผู้ใดประชุมในที่ประชุมอั้งยี่หรือซ่องโจร ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็น อั้งยี่หรือซ่องโจร เว้นแต่ผู้นั้นจะแสดงได้ว่า ได้ประชุมโดยไม่รู้ว่าเป็นการประชุมของอั้งยี่หรือซ่องโจร

  124. ๒๑๒

    ผู้ใด

    (๑) จัดหาที่ประชุมหรือที่พำนักให้แก่อั้งยี่หรือซ่องโจร

    (๒) ชักชวนบุคคลให้เข้าเป็นสมาชิกอั้งยี่หรือพรรคพวกซ่องโจร

    (๓) อุปการะอั้งยี่หรือซ่องโจรโดยให้ทรัพย์หรือโดยประการอื่น หรือ

    (๔) ช่วยจำหน่ายทรัพย์ที่อั้งยี่หรือซ่องโจรได้มาโดยการกระทำความผิด ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดฐานเป็นอั้งยี่หรือซ่องโจรแล้วแต่กรณี

  125. ๒๑๓

    ถ้าสมาชิกอั้งยี่หรือพรรคพวกซ่องโจรคนหนึ่งคนใดได้กระทำความผิด ตามความมุ่งหมายของอั้งยี่หรือซ่องโจรนั้น สมาชิกอั้งยี่หรือพรรคพวกซ่องโจรที่อยู่ด้วยในขณะกระทำ ความผิด หรืออยู่ด้วยในที่ประชุมแต่ไม่ได้คัดค้านในการตกลงให้กระทำความผิดนั้น และบรรดา หัวหน้า ผู้จัดการ หรือผู้มีตำแหน่งหน้าที่ในอั้งยี่หรือซ่องโจรนั้น ต้องระวางโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับ ความผิดนั้นทุกคน

  126. ๒๑๔

    ผู้ใดประพฤติตนเป็นปกติธุระเป็นผู้จัดหาที่พำนัก ที่ซ่อนเร้นหรือที่ ประชุมให้บุคคลซึ่งตนรู้ว่าเป็นผู้กระทำความผิดที่บัญญัติไว้ในภาค ๒นี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน สามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าการกระทำความผิด้น เป็นการกระทำเพื่อช่วยบิดามารดาบุต สามีหรือภริยา ของผู้กระทำ ศาลจะไม่ลงโทษก็ได้

  127. ๒๑๕

    ผู้ใดมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายขู่เข็ญว่าจะใช้ กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าผู้กระทำความผิดคนหนึ่งคนใดมีอาวุธ บรรดาผู้ที่กระทำความผิด ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าผู้กระทำความผิดเป็นหัวหน้า หรือเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการในการกระทำความผิดนั้น ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  128. ๒๑๖

    เมื่อเจ้าพนังานสั่งผู้ที่มั่วสุมเพื่อกระทำความผิดตามมาตรา ๒๑๕ให้ เลิกไป ผู้ใดไม่เลิก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

  129. ลักษณะ ๖ ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน

    23 มาตรา
  130. ๒๑๗

    ผู้ใดวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึง เจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท

  131. ๒๑๘

    ผู้ใดวางเพลิงเผาทรัพย์ดังต่อไปนี้

    (๑) โรงเรือน เรือ หรือแพที่คนอยู่อาศัย

    (๒) โรงเรือนเรือ หรือแพอันเป็นที่เก็บหรือที่ทำสินค้า

    (๓) โรงมหรสพหรือสถานที่ประชุม

    (๔) โรงเรือนอัเป็สาธารณสมบัติของแผ่ ดิ เป็สาธารณสถาน หรือเป็นที่ สำหรับประกอบพิธีกรรมตามศาสนา

    (๕) สถานีรถไฟท่าอากาศยานหรือที่จอดรถหรือเรือสาธารณะ

    (๖) เรือกลไฟ หรือเรือยนต์ อันมีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป อากาศยานหรือรถไฟที่ใช้ ในการขนส่งสาธารณะ ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี

  132. ๒๑๙

    ผู้ใดตระเตรียมเพื่อกระทำความผิดดังกล่าวในมาตรา ๒๑๗หรือ มาตรา ๒๑๘ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับพยายามกระทำความผิดนั้น ๆ

  133. ๒๒๐

    ผู้ใดกระทำให้เกิดเพลิงไหม้แก่วัตถุใด ๆแม้เป็นของตนเอง จนน่าจะ เป็นอันตรายแก่บุคคลอื่ หรือทรัพย์ของผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกินหนึ่ง หมื่นสี่พันบาท ถ้าการกระทำความผิดดักล่าวในวรรคแรกเป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้แก่ทรัพย์ตามที่ ระบุไว้ในมาตรา ๒๑๘ผู้กระทำต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๑๘

  134. ๒๒๑

    ผู้ใดกระทำให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่น หรือทรัพย์ ของผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท

  135. ๒๒๒

    ผู้ใดกระทำให้เกิดระเบิดจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ทรัพย์ดังกล่าว ในมาตรา ๒๑๗หรือมาตรา ๒๑๘ต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ

  136. ๒๒๓

    ความผิดดังกล่าวในมาตรา ๒๑๗มาตรา ๒๑๘มาตรา ๒๒๐มาตรา ๒๒๑หรือมาตรา ๒๒๒นั้น ถ้าทรัพย์ที่เป็นอันตราย หรือที่น่าจะเป็นอันตรายเป็นทรัพย์ที่มีราคาน้อย และการกระทำนั้นไม่น่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่น ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินสามปี หรือ ปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ๒๕๑๔

  137. ๒๒๔

    ถ้าการกระทำความผิดดักล่ วในมาตรา ๒๑๗มาตรา ๒๑๘ มาตรา ๒๒๑หรือมาตรา ๒๒๒เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องระวางโทษประหาร ชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต ถ้าเป็นเหตุให้บุคคลอื่นรับอันตรายสาหัส ผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุก ตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบปี

  138. ๒๒๕

    ผู้ใดกระทำให้เกิดเพลิงไหม้โดยประมาท และเป็นเหตุให้ทรัพย์ของ ผู้อื่นเสียหาย หรือการกระทำโดยประมาทนั้นน่าจะเป็นอันตรายแก่ชีวิตของบุคคลอื่น ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินเจ็ดปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  139. ๒๒๖

    ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆแก่โรงเรือน อู่เรือ ที่จอดรถ หรือเรือ สาธารณะทุ่นทอดจอดเรือสิ่งปลูกสร้ เครื่องจักร เครื่องกล สายไฟฟ้าหรือสิ่งที่ท ไว้เพื่อป้องกัน อันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์ จนน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่บุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่ เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  140. ๒๒๗

    ผู้ใดเป็นผู้มีวิชาชีพในการออกแบบ ควบคุมหรือทำการก่อสร้าง ซ่อมแซมหรือรื้อถอน อาคารหรือสิ่งปลูกสร้างใด ๆไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการอันพึงกระทำ การนั้น ๆโดยประการที่น่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่บุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

  141. ๒๒๘

    ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆเพื่อให้เกิดอุทกภัย หรือเพื่อให้เกิด ขัดข้องแก่การใช้น้ำซึ่งเป็นสาธารณูปโภค ถ้าการกระทำนั้นน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์ ของผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้ ปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าการกระทำผิดดังกล่าวในวรรคแรกเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์ ของผู้อื่น ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่น สี่พันบาท

  142. ๒๒๙

    ผู้ใดกระทำด้วยประการใดๆให้ทางสาธารณะประตูน้ำ ทำนบ เขื่อน อันเป็นส่วนของทางสาธารณะ หรือที่ขึ้นลงของอากาศยาน อยู่ในลักษณะอันน่าจะเป็นเหตุให้เกิด อันตรายแก่การจราจร ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้ง ปรับ

  143. ๒๓๐

    ผู้ใดเอาสิ่งใด ๆกีดขวางทางรถไฟหรือทางรถราง ทำให้รางรถไฟหรือ รางรถรางหลุดหลวมหรือเคลื่อนจากที่ หรือกระทำแก่เครื่องสัญญาณจนน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตราย แก่การเดินรถไฟหรือรถราง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาท ๒๕๑๔ ถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท

  144. ๒๓๑

    ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆให้ประภาคารทุ่น สัญญาณหรือสิ่งอื่นใด ซึ่งจัดไว้เป็นสัญญาณเพื่อความปลอดภัยในการจราจรทางบก การเดินเรือหรือการเดินอากาศอยู่ใน ลักษณะอันน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่การจราจรทางบก การเดินเรือหรือการเดินอากาศ ต้อง ระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท

  145. ๒๓๒

    ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆให้ยานพาหนะดังต่อไปนี้ อยู่ในลักษณะ อันน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่บุคคล

    (๑) เรือเดินทะเล อากาศยานรถไฟหรือรถราง

    (๒) รถยนต์ที่ใช้สำหรับการขนส่งสาธารณะหรือ

    (๓) เรือกลไฟ หรือเรือยนต์อันมีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป ที่ใช้สำหรับการขนส่ง สาธารณะ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่ พันบาท

  146. ๒๓๓

    ผู้ใดใช้ยานพาหนะรับจ้างขนส่งคนโดยสาร เมื่อยานพาหนะนั้นมี ลักษณะหรือมีการบรรทุกจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลในยานพาหนะนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่ เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  147. ๒๓๔

    ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆแก่สิ่งที่ใช้ในการผลิต ในการส่งพลังงาน ไฟฟ้าหรือในการส่ น้ จนเป็นเหตุให้ประชาชนขาดความสะดวกหรือน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ ประชาชนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  148. ๒๓๕

    ผู้ใดกระทำการด้วยประการใด ๆ ให้การสื่อสารสาธารณะทาง ไปรษณีย์ ทางโทรเลขทางโทรศัพท์ หรือทางวิทยุขัดข้อง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับ ไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

  149. ๒๓๖

    ผู้ใดปลอมปนอาหารยาหรือเครื่องอุปโภคบริโภคอื่นใด เพื่อบุคคลอื่น เสพย์หรือใช้ และการปลอมปนนั้นน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่สุขภาพ หรือจำหน่าย หรือเสนอ ขายสิ่งเช่นว่านั้นเพื่อบุคคลเสพย์หรือใช้ ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกิ สามปี หรือปรับไม่เกิ หกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  150. ๒๓๗

    ผู้ใดเอาของที่มีพิษหรือสิ่งอื่นที่น่าจะเป็นอันตรายแก่สุขภาพเจือลงใน อาหาร หรือในน้ำซึ่งอยู่ในบ่อ สระหรือที่ขงน้ำใด ๆและอาหารหรือน้ำนั้นได้ อยู่หรือจัดไว้เพื่อ ประชาชนบริโภคต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงสองหมื่น บาท

  151. ๒๓๘

    ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา ๒๒๖ถึงมาตรา ๒๓๗เป็นเหตุให้ บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และ ปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท ถ้ เป็นเหตุให้บุคคลอื่นรับอัตรายสาหัส ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่หนึ่งปี ถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท

  152. ๒๓๙

    ถ้าการกระทำดังกล่าวในมาตรา ๒๒๖ถึงมาตรา ๒๓๗เป็นการ กระทำโดยประมาท และใกล้จะเป็นอันตรายแก่ชีวิตของบุคคลอื่น ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่ เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

  153. ลักษณะ ๗ ความผิดเกี่ยวกับการปลอมและการแปลง

  154. หมวด ๑ ความผิดเกี่ยวกับเงินตรา

    10 มาตรา
  155. ๒๔๐

    ผู้ใดทำปลอมขึ้นซึ่งเงินตรา ไม่ว่าจะปลอมขึ้นเพื่อให้เป็นเหรียญ กระษาปณ์ ธนบัตรหรือสิ่งอื่นใด ซึ่งรัฐบาลออกใช้หรือให้อำนาจให้ออกใช้ หรือทำปลอมขึ้นซึ่ พันธบัตรรัฐบาลหรือใบสำคัญสำหรับรับดอกเบี้ยพันธบัตรนั้น ๆผู้นั้นกระทำความผิดฐานปลอม เงินตรา ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาท ถึงสี่หมื่นบาท

  156. ๒๔๑

    ผู้ใดแปลงเงินตรา ไม่ว่าจะเป็นเหรียญกระษาปณ์ ธนบัตรหรือสิ่งอื่นใด ซึ่งรัฐบาลออกใช้หรือให้อำนาจให้ออกใช้ หรือแปลงพันธบัตรรัฐบาล หรือใบสำคัญสำหรับรับดอกเบี้ย พันธบัตรนั้น ๆให้ผิดไปจากเดิมเพื่อให้ผู้อื่นเชื่อว่ามีมูลค่าสูงกว่าจริง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานแปลง เงินตรา ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาท ถึงสี่หมื่นบาท

  157. ๒๔๒

    ผู้ใดกระทำโดยทุจริตให้เหรียญกระษาปณ์ซึ่งรัฐบาลออกใช้มีน้ำหนัลดลงต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท ผู้ใดนำเข้าในราชอาณาจักร นำออกใช้หรือมีไว้เพื่อนำออกใช้ ซึ่งเหรียญกระษาปณ์ที่ มีผู้กระทำโดยทุจริตให้น้ำหนักลดลงตามความในวรรคแรก ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน

  158. ๒๔๓

    ผู้ใดนำเข้าในราชอาณาจักรซึ่งสิ่งใด ๆอันเป็นของปลอมตามมาตรา ๒๔๐หรือของแปลงตามมาตรา ๒๔๑ต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ

  159. ๒๔๔

    ผู้ใดมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งสิ่งใด ๆอันตนได้มาโดยรู้ว่าเป็นของปลอม ตามมาตรา ๒๔๐หรือของแปลงตามมาตรา ๒๔๑ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบห้าปี และ ปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสามหมื่นบาท

  160. ๒๔๕

    ผู้ใดได้มาซึ่งสิ่งใด ๆโดยไม่รู้ว่าเป็นของปลอมตามมาตรา ๒๔๐หรือ ของแปลงตามมาตรา ๒๔๑ถ้าต่อมารู้ว่าเป็นของปลอมหรือของแปลงเช่นว่านั้น ยังขืนนำออกใช้ ต้อง ระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

  161. ๒๔๖

    ผู้ใดทำเครื่องมือหรือวัตถุสำหรับปลอมหรือแปลงเงินตราไม่ว่าจะเป็น เหรียญกระษาปณ์ ธนบัตร หรือสิ่งใด ๆซึ่งรัฐบาลออกใช้หรือให้อำนาจให้ออกใช้ หรือสำหรับปลอม หรือแปลงพันธบัตรรัฐบาลหรือใบสำคัญสำหรับรับดอกเบี้ยพัธบัตรนั้น ๆหรือมีเครื่องมือหรือวัตถุ เช่นว่านั้น เพื่อใช้ในการปลอมหรือแปลง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่ หนึ่งหมื่นบาทถึงสามหมื่นบาท

  162. ๒๔๗

    ถ้าการกระทำดังกล่าวในหมวดนี้เป็นการกระทำเกี่ยวกับเงินตรา ไม่ว่า จะเป็นเหรียญกระษาปณ์ธนบัตรหรือสิ่งอื่นใด ซึ่งรัฐบาลต่างประเทศออกใช้ หรือให้อำนาจให้ออกใช้ หรือเกี่ยวกับพันธบัตรรัฐบาลต่างประเทศ หรือใบสำคัญสำหรับรับดอกเบี้ยพันธบัตรนั้น ผู้กระทำต้อง ระวางโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ

  163. ๒๔๘

    ถ้าผู้กระทำความผิดตามมาตรา ๒๔๐มาตรา ๒๔๑หรือมาตรา ๒๔๗ ได้กระทำความผิดตามมาตราอื่นที่บัญญัติไว้ในหมวดนี้อันเกี่ยวกับสิ่งที่ตนปลอมหรือแปลงนั้นด้วย ให้ ลงโทษผู้นั้นตามมาตรา ๒๔๐มาตรา ๒๔๑หรือมาตรา ๒๔๗แต่ ระทงเดียว

  164. ๒๔๙

    ผู้ใดทำบัตรหรือโลหะธาตุอย่างใด ๆให้มีลักษณะและขนาดคล้ายคลึง กับเงินตรา ไม่ว่าจะเป็นเหรียญกระษาปณ์ ธนบัตรหรือสิ่งใด ๆซึ่งรัฐบาลออกใช้หรือให้อำนาจให้ออก ใช้ หรือพันธบัตรรัฐบาล หรือใบสำคัญสำหรับรับดอกเบี้ยพันธบัตรนั้น ๆหรือจำหน่ายบัตรหรือโลหะ ธาตุเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าการจำหน่ายบัตรหรือโลหะธาตุดังกล่าวในวรรคแรก เป็นการจำหน่ายโดยการนำ ออกใช้ดังเช่นสิ่งใด ๆที่กล่าวในวรรคแรกผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกิน หกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

  165. หมวด ๒ ความผิดเกี่ยวกับดวงตราแสตมป์และตั๋ว

    14 มาตรา
  166. ๒๕๐

    ผู้ใดทำปลอมขึ้นซึ่งดวงตราแผ่นดิน รอยตราแผ่นดิน หรือพระ ปรมาภิไธยต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท

  167. ๒๕๑

    ผู้ใดทำปลอมขึ้นซึ่งดวงตราหรือรอยตราของทบวงการเมือง ของ องค์การสาธารณะหรือของเจ้าพนักงานต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สอง พันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท

  168. ๒๕๒

    ผู้ใดใช้ดวงตรา รอยตราหรือพระปรมาภิไธยดังกล่าวมาในมาตรา ๒๕๐หรือมาตรา ๒๕๑อันเป็นดวงตรา รอยตราหรือพระปรมาภิไธยที่ทำปลอมขึ้น ต้องระวางโทษ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ

  169. ๒๕๓

    ผู้ใดได้มาซึ่งดวงตราหรือรอยตราดังกล่าวในมาตรา ๒๕๐หรือมาตรา ๒๕๑ซึ่งเป็นดวงตราหรือรอยตราอันแท้จริง และใช้ดวงตราหรือรอยตรานั้นโดยมิชอบในประการที่ น่าจะทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหายต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๕๐หรือมาตรา ๒๕๑นั้น

  170. ๒๕๔

    ผู้ใดทำปลอมขึ้นซึ่งแสตมป์รัฐบาล ซึ่งใช้สำหรับการไปรษณีย์ การภาษี อากรหรือการเก็บค่าธรรมเนียม หรือแปลงแสตมป์รัฐบาลซึ่งใช้ในการเช่นว่านั้นให้ผิดไปจากเดิม เพื่อให้ผู้อื่นเชื่อว่ามีมูลค่าสูงกว่าจริง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพัน บาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท

  171. ๒๕๕

    ผู้ใดนำเข้าในราชอาณาจักรซึ่งดวงตราแผ่นดิน รอยตราแผ่นดิน พระ ปรมาภิไธย ดวงตราหรือรอยตราของทบวงการเมือง ขององค์การสาธารณะหรือของเจ้าพนัก หรือแสตมป์ซึ่งระบุไว้ในมาตรา ๒๕๐มาตรา ๒๕๑หรือมาตรา ๒๕๔อันเป็นของปลอม หรือของ แปลงต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ องพันบาทถึงสองหมื่นบาท

  172. ๒๕๖

    ผู้ใดลบ ถอนหรือกระทำด้วยประการใดๆแก่แสตมป์ัฐบาลซึ่งระบุไว้ ในมาตรา ๒๕๔และมีเครื่องหมายหรือการกระทำอย่างใดแสดงว่าใช้ไม่ได้แล้ว เพื่อให้ใช้ได้อีก ต้อง ระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  173. ๒๕๗

    ผู้ใดใช้ ขายเสนอขายแลกเปลี่ยน หรือเสนอแลกเปลี่ยนซึ่งแสตมป์ อันเกิดจากการกระทำดังกล่าวในมาตรา ๒๕๔หรือมาตรา ๒๕๖ไม่ว่าการกระทำตามมาตรานั้น ๆ จะได้กระทำภายในหรือนอกราชอาณาจักร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพัน บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

  174. ๒๕๘

    ผู้ใดทำปลอมขึ้นซึ่งตั๋วโดยสารซึ่งใช้ในการขนส่งสาธารณะหรือแปลง ตั๋วโดยสารซึ่งใช้ในการขนส่งสาธารณะให้ผิดไปจากเดิม เพื่อให้ผู้อื่นเชื่อว่ามีมูลค่าสูงกว่าจริง หรือลบ ถอนหรือกระทำด้วยประการใด ๆแก่ตั๋วเช่นว่านั้น ซึ่งมีเครื่องหมายหรือการกระทำอย่างใด แสดงว่า ใช้ไม่ได้แล้วเพื่อให้ใช้ได้อีก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้ง ปรับ

  175. ๒๕๙

    ถ้าการกระทำตามมาตรา ๒๕๘เป็นการกระทำเกี่ยวกับตั๋วที่จำหน่าย แก่ประชาชนเพื่อผ่านเข้ สถานที่ใด ๆผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสอง พันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

  176. ๒๖๐

    ผู้ใดใช้ ขายเสนอขายแลกเปลี่ยนหรือเสนอแลกเปลี่ยนซึ่งตั๋วอันเกิด จากการกระทำดังกล่าวในมาตรา ๒๕๘หรือมาตรา ๒๕๙ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับ ไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  177. ๒๖๑

    ผู้ใดทำเครื่องมือหรือวัตถุสำหรับปลอมหรือแปลงสิ่งใด ๆซึ่งระบุไว้ใน มาตรา ๒๕๔มาตรา ๒๕๘หรือมาตรา ๒๕๙หรือมีเครื่องมือหรือวัตถุเช่นว่านั้นเพื่อใช้ในการปลอม หรือแปลงต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

  178. ๒๖๒

    ถ้าการกระทำดังกล่าวในมาตรา ๒๕๔มาตรา ๒๕๖มาตรา ๒๕๗ หรือมาตรา ๒๖๑เป็นการกระทำเกี่ยวกับแสตมป์รัฐบาลต่างประเทศ ผู้กระทำต้องระวางโทษกึ่งหนึ่ง ของโทษที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ

  179. ๒๖๓

    ถ้าผู้กระทำความผิดตามมาตรา ๒๕๐มาตรา ๒๕๑มาตรา ๒๕๔ มาตรา ๒๕๖มาตรา ๒๕๘มาตรา ๒๕๙หรือมาตรา ๒๖๒ได้กระทำความผิดตามมาตราอื่นที่บัญญัติ ไว้ในหมวดนี้ อันเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดจากการกระทำความผิดนั้นด้วย ให้ลงโทษผู้นั้นตามมาตรา ๒๕๐ มาตรา ๒๕๑มาตรา ๒๕๔มาตรา ๒๕๖มาตรา ๒๕๘มาตรา ๒๕๙หรือมาตรา ๒๖๒แต่กระทง เดียว

  180. หมวด ๓ ความผิดเกี่ยวกับเอกสาร

    6 มาตรา
  181. ๒๖๔

    ผู้ใดทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใดเติมหรือตัด ทอนข้อความหรือแก้ไขด้วยประการใด ๆในเอกสารที่แท้จริง หรือประทับตราปลอมหรือลงลายมือ ชื่อปลอมในเอกสาร โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนถ้าได้กระทำเพื่อให้ผู้ หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานปลอมเอกสาร ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ผู้ใดกรอกข้อความลงในแผ่นกระดาษหรือวัตถุอื่นใด ซึ่งมีลายมือชื่อของผู้อื่นโดยไม่ได้ รับความยินยอม หรือโดยฝ่าฝืนคำสั่งของผู้อื่น้น ถ้าได้กระทำเพื่อนำเอาเอกสารนั้นไปใช้ในกิจการที่ อาจเกิดเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือประชาชน ให้ถือว่าผู้นั้นปลอมเอกสาร ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน

  182. ๒๖๕

    ผู้ใดปลอมเอกสารสิทธิ หรือเอกสารราชการ ต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท

  183. ๒๖๖

    ผู้ใดปลอมเอกสารดังต่อไปนี้

    (๑) เอกสารสิทธิอันเป็เอกสารราชการ

    (๒) พินัยกรรม

    (๓) ใบหุ้น ใบหุ้นกู้ หรือใบสำคัญของใบหุ้นหรือใบหุ้นกู้

    (๔) ตั๋วเงิน หรือ

    (๕) บัตรเงินฝาก ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท

  184. ๒๖๗

    ผู้ใดแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จ ลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน โดยประการ ที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหก พันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

  185. ๒๖๘

    ผู้ใดใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตามมาตรา ๒๖๔มาตรา ๒๖๕มาตรา ๒๖๖หรือมาตรา ๒๖๗ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือ ประชาชนต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคแรกเป็นผู้ปลอมเอกสารนั้นหรือเป็นผู้แจ้งให้เจ้า พนักงานจดข้อความนั้นเองให้ลงโทษตามมาตรานี้แต่กระทงเดียว

  186. ๒๖๙

    ผู้ใดในการประกอบการงานในวิชาแพทย์กฎหมายบัญชีหรือวิชาชีพ อื่นใด ทำคำรับรองเป็นเอกสารอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือ ประชาชนต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พ บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ผู้ใดโดยทุจริตใช้หรืออ้างคำรับรองอันเกิดจากการกระทำความผิดตามวรรคแรก ต้อง ระวางโทษเช่นเดียวกัน

  187. หมวด ๔ ความผิดเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์๗๑

    7 มาตรา
  188. ๒๖๙/๑

    ผู้ใดทำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วน ใดเติมหรือตัดทอนข้อความ หรือแก้ไขด้วยประการใดๆในบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่แท้จริ โดยประการ ที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ถ้าได้กระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นบัตร ๑๒)พ.ศ. ๒๕๓๕ อิเล็กทรอนิกส์ที่แท้จริงหรือเพื่อใช้ประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใด ผู้นั้นกระทำความผิดฐานปลอมบัตร อิเล็กทรอนิกส์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึ หนึ่งแสนบาท

  189. ๒๖๙/๒

    ผู้ใดทำเครื่องมือหรือวัตถุ หรับปลอมหรือแปลงหรือสำหรับให้ ได้ข้อมูลในการปลอมหรือแปลงสิ่งใด ๆซึ่งระบุไว้ในมาตรา ๒๖๙/๑หรือมีเครื่องมือหรือวัตถุเช่นว่า นั้น เพื่อใช้หรือให้ได้ข้อมูลในการปลอมหรือแปลง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี และ ปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท

  190. ๒๖๙/๓

    ผู้ใดนำเข้าในหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งสิ่งใด ๆตาม มาตรา ๒๖๙/๑หรือมาตรา ๒๖๙/๒ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หกหมื่น บาทถึงสองแสนบาท

  191. ๒๖๙/๔

    ผู้ใดใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ซึ่งสิ่งใด ๆตามมาตรา ๒๖๙/๑อันได้มา โดยรู้ว่าเป็นของที่ทำปลอมหรือแปลงขึ้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี หรือปรับตั้งแต่สอง หมื่นบาทถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ผู้ใดจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสิ่งใด ๆที่ทำปลอมหรือแปลงขึ้นตามมาตรา ๒๖๙/๑ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคแรกหรือวรรคสองเป็นผู้ปลอมซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ตามมาตรา ๒๖๙/๑ให้ลงโทษตามมาตรานี้แต่กระทงเดียว

  192. ๒๖๙/๕

    ผู้ใดใช้บัตรอิเล็กทรอนิ ส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่ง แสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

  193. ๒๖๙/๖

    ผู้ใดมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ตามมาตรา ๒๖๙/๕ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  194. ๒๖๙/๗

    ถ้าการกระทำดังกล่าวในหมวดนี้ เป็นการกระทำเกี่ยวกับบัตร อิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ เพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้ ค่ บริการหรือหนี้ อื่นแทนการชำระด้วยเงินสด หรือใช้เบิกถอนเงินสด ผู้กระทำต้องระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้ใน มาตรานั้น ๆกึ่งหนึ่ง

  195. หมวด ๕ ความผิดเกี่ยวกับหนังสือเดินทาง๗๙

    8 มาตรา
  196. ๒๖๙/๘

    ผู้ใดทำหนังสือเดินทางปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใด เติมหรือตัดทอนข้อความหรือแก้ไขด้วยประการใดๆในหนัสือเดินทางที่แท้จริง หรือประทับตรา ปลอมหรือลงลายมือชื่อปลอมในหนังสือเดินทาง โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือ ประชาชนถ้าได้กระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นหนังสือเดินทางที่แท้จริง ผู้นั้นกระทำความผิด ฐานปลอมหนังสือเดินทาง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึง สองแสนบาท

  197. ๒๖๙/๙

    ผู้ใดใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ซึ่งหนังสือเดินทางปลอมตามมาตรา ๒๖๙/ ๘ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท ผู้ใดจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งหนังสือเดินทางปลอมตามมาตรา ๒๖๙/๘ต้อง ระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึ สี่แสนบาท การมีหนังสือเดินทางปลอมตามมาตรา ๒๖๙/๘จำนวนตั้งแต่สองฉบับขึ้นไป ให้ สันนิษฐานไว้ก่อนว่ มีไว้เพื่อจำหน่าย ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองเป็นผู้ปลอมซึ่งหนังสือเดินทาง ตาม มาตรา ๒๖๙/๘ให้ลงโทษตามมาตรานี้แต่ ระทงเดียว

  198. ๒๖๙/๑๐

    ผู้ใดนำเข้าในหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งหนังสือ เดินทางปลอมตามมาตรา ๒๖๙/๘ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่น บาทถึงสองแสนบาท ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งได้กระทำไปเพื่อจำหน่ายต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่สามปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสี่แสนบาท

  199. ๒๖๙/๑๑

    ผู้ใดใช้หนังสือเดินทางของผู้อื่นโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสอง แสนบาท ผู้ใดจัดหาหนังสือเดินทางให้ผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษ เช่นเดียวกัน

  200. ๒๖๙/๑๒

    ผู้ใดทำปลอมขึ้นซึ่งดวงตรา รอยตราหรือแผ่นปะตรวจลงตรา อันใช้ในการตรวจลงตราสำหรับการเดินทางระหว่างประเทศ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท

  201. ๒๖๙/๑๓

    ผู้ใดใช้ดวงตรารอยตราหรือแผ่นปะตรวจลงตราที่ทำปลอม ขึ้นตามมาตรา ๒๖๙/๑๒ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึง สองแสนบาท ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นผู้ปลอมซึ่งดวงตรา รอยตรา หรือแผ่นปะ ตรวจลงตราตามมาตรา ๒๖๙/๑๒ให้ลงโทษตามมาตรานี้แต่กระทงเดียว

  202. ๒๖๙/๑๔

    ผู้ใดนำเข้าในหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งดวงตรา รอย ตราหรือแผ่นปะตรวจลงตราซึ่งระบุไว้ในมาตรา ๒๖๙/๑๒อันเป็ของปลอมต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท

  203. ๒๖๙/๑๕

    ผู้ใดใช้ดวงตรา รอยตราหรือแผ่นปะตรวจลงตราอันแท้จริงที่ ใช้ในการตรวจลงตราสำหรับการเดินทางระหว่างประเทศโดยมิชอบในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความ เสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๖๙/๑๓

  204. ลักษณะ ๘ ความผิดเกี่ยวกับการค้า

    6 มาตรา
  205. ๒๗๐

    ผู้ใดใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ซึ่งเครื่องชั่ง เครื่องตวง หรือเครื่องวัดที่ผิดอัตรา เพื่อเอาเปรียบในการค้า หรือมีเครื่องเช่นว่านั้นไว้เพื่อขาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับ ไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  206. ๒๗๑

    ผู้ใดขายของโดยหลอกลวงด้วยประการใด ๆให้ผู้ซื้อหลงเชื่อใน แหล่งกำเนิด สภาพคุณภาพหรือปริมาณแห่งของนั้นอันเป็นเท็จถ้าการกระทำนั้นไม่เป็นความผิดฐาน ฉ้อโกง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  207. ๒๗๒

    ผู้ใด

    (๑) เอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์หรือข้อความใด ๆในการประกอบการค้ ของผู้อื่นมาใช้ หรือทำให้ปรากฏที่สินค้า หีบ ห่อ วัตถุที่ใช้หุ้มห่อ แจ้งความ รายการแสดงราคา จดหมายเกี่ยวกับ การค้าหรือสิ่งอื่นทำนองเดียวกัน เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสิ ค้าหรือการค้าของผู้อื่นนั้น

    (๒) เลียนป้าย หรือสิ่งอื่นทำนองเดียวกันจนประชาชนน่าจะหลงเชื่อว่าสถานที่การค้า ของตนเป็นสถานที่การค้าของผู้อื่นที่ตั้งอยู่ใกล้เคียง

    (๓) ไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความเท็จเพื่อให้เสียความเชื่อถือในสถานที่การค้า สินค้า อุตสาหกรรมหรือพาณิชย์การของผู้หนึ่งผู้ใด โดยมุ่งประโยชน์แก่การค้าของตน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ความผิดตามมาตรานี้ เป็นความผิดอันยอมความได้

  208. ๒๗๓

    ผู้ใดปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้อื่น ซึ่งได้จดทะเบียนแล้ว ไม่ว่าจะ ได้จดทะเบียนภายในหรือนอกราชอาณาจักรต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพัน บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

  209. ๒๗๔

    ผู้ใดเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นซึ่งได้จดทะเบียนแล้ว ไม่ว่าจะได้ จดทะเบียนภายในหรือนอกราชอาณาจักร เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นเครื่องหมายการค้าของ ผู้อื่นนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  210. ๒๗๕

    ผู้ใดนำเข้าในราชอาณาจักรจำหน่ายหรือเสนอจำหน่าย ซึ่งสินค้าอัน เป็นสินค้าที่มีชื่อ รูป รอยประดิษฐ์หรือข้อความใด ๆดังบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๗๒(๑) หรือสินค้าอัน เป็สินค้าที่ีเครื่องหมายการค้าปลอมหรือเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นตามความในมาตรา ๒๗๓หรือมาตรา ๒๗๔ต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ

  211. ลักษณะ ๙ ความผิดเกี่ยวกับเพศ

    16 มาตรา
  212. ๒๗๖

    ผู้ใดข่ ขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่ เข็ญด้วยประการใด ๆโดยใช้ กำลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้ผู้อื่นนั้นเข้าใจผิดว่าตน เป็นบุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่แปดพันบาทถึงสี่หมื่นบาท การกระทำชำเราตามวรรคหนึ่ง หมายความว่าการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของ ผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำกระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งได้กระทำโดยมีหรือใช้อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด หรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงหรือกระทำกับชายในลักษณะ เดียวกัน ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สามหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือ จำคุกตลอดชีวิต ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทำความผิดระหว่างคู่สมรสและคู่ สมรสนั้นยังประสงค์จะอยู่ กินด้วยกัฉัสามีภริยา ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่ ฎหมายกำหนดไว้ เพียงใดก็ได้ หรือจะกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติแทนการลงโทษก็ได้ ในกรณีที่ศาลมีคำ พิพากษาให้ลงโทษจำคุก และคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ประสงค์จะอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาต่อไป และประสงค์จะหย่าให้คู่สมรสฝ่ายนั้นแจ้งให้ศาลทราบและให้ศาลแจ้งพนักงานอัยการให้ดำเนินการ ฟ้องหย่าให้

  213. ๒๗๗

    ผู้ใดกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามี ของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่ แปดหมื่นบาทถึงสี่แสนบาท การกระทำชำเราตามวรรคหนึ่ง หมายความว่ การกระทำเพื่อสนองความใคร่ของ ผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำกระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทำแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่เจ็ดปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนสี่หมื่นบาทถึงสี่แสนบาท หรือจำคุก ตลอดชีวิต ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสามได้กระทำโดยร่วมกระทำ ความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงหรือกระทำกับเด็กชายในลักษณะเดียวกันหรือได้ กระทำโดยมีอาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด หรือโดยใช้อาวุธ ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต ความผิดตามที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่ง ถ้าเป็นการกระทำโดยบุ คลอายุไม่เกินสิบ แปดปีกระทำต่อเด็ก ซึ่งมีอายุกว่าสิบสามปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กผู้ถูกกระทำนั้นยินยอม ศาลที่ มีอำนาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวจะพิจารณาให้ารคุ้ ครองสวัดิภาพของเด็ก ผู้ถูกกระทำหรือผู้กระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็ก หรือจะอนุญาตให้ทั้งสองฝ่าย ๑๙)พ.ศ. ๒๕๕๐ ๒๓)พ.ศ. ๒๕๕๘ สมรสกันโดยกำหนดเงื่อนไขให้ต้องดำเนินการภายหลังการสมรสก็ได้ และเมื่อศาลได้พิจารณามีคำสั่ง อย่างใดแล้ว ศาลจะลงโทษผู้กระทำความผิดน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใด ก็ได้ ในการพิจารณาของศาลให้คำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพภาวะแห่งจิตนิสัย อาชีพสิ่งแวดล้อมของผู้กระทำความผิดและเด็กผู้ถูกกระทำ ความสัมพันธ์ ระหว่างผู้กระทำความผิดกับเด็กผู้ถูกกระทำ หรือเหตุอื่นอันควรเพื่อประโยชน์ของเด็กผู้ถูกกระทำด้วย

  214. ๒๗๗ ทวิ

    ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา ๒๗๖วรรคหนึ่ง หรือมาตรา ๒๗๗วรรคหนึ่งหรือวรรคสาม เป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำ

    (๑) รับอันตรายสาหัส ผู้ กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปีและ ปรับตั้งแต่สามหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือจำคุกตลอดชีวิต

    (๒) ถึงแก่ความตาย ผู้ ระทำต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต

  215. ๒๗๗ ตรี

    ถ้ การกระทำความผิดตามมาตรา ๒๗๖วรรคสามหรือมาตรา ๒๗๗วรรคสี่ เป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำ

    (๑) รับอันตรายสาหัส ผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต

    (๒) ถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิต

  216. ๒๗๘

    ผู้ใดกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยขู่เข็ญด้วยประการ ใด ๆโดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยบุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้บุคคลนั้น เข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้ง จำทั้งปรับ

  217. ๒๗๙

    ผู้ใดกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะ ยินยอมหรือไม่ก็ตาม ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินสิบปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคแรก ผู้กระทำได้กระทำโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้เด็กนั้นเข้าใจผิดว่า ตนเป็นบุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบห้าปี หรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

  218. ๒๘๐

    ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา ๒๗๘หรือมาตรา ๒๗๙เป็นเหตุ ๘)พ.ศ. ๒๕๓๐ ๘)พ.ศ. ๒๕๓๐ ๕)พ.ศ. ๒๕๒๕ ให้ผู้ถูกกระทำ

    (๑) รับอันตรายสาหัสผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้ง แต่หนึ่งหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท

    (๒) ถึงแก่ความตายผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต

  219. ๒๘๑

    การกระทำความผิดตามมาตรา ๒๗๖วรรคแรกและมาตรา ๒๗๘นั้น ถ้ามิได้เกิดต่อหน้าธารกำนัล ไม่เป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำรับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย หรือมิได้ เป็นการกระทำแก่บุคคลดังระบุไว้ในมาตรา ๒๘๕เป็นความผิดอันยอมความได้

  220. ๒๘๒

    ผู้ใดเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไป เพื่อการอนาจารซึ่ ชายหรือหญิง แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตามต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคแรกเป็นการกระทำแก่บุคคลอายุเกิ สิบห้าปีแต่ยัง ไม่เกินสิบแปดปี ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หกพันบาทถึง สามหมื่นบาท ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคแรกเป็นการกระทำแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท ผู้ใดเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น รับตัวบุคคลซึ่งมีผู้จัดหา ล่อไป หรือพาไปตามวรรค แรกวรรคสองหรือวรรคสาม หรือสนับสนุนในการกระทำความผิดดังกล่าว ต้องระวางโทษตามที่ บัญญัติไว้ในวรรคแรกวรรคสองหรือวรรคสามแล้วแต่กรณี

  221. ๒๘๓

    ผู้ใดเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุะจัดหา ล่อไป หรือพาไป เพื่อการอนาจารซึ่งชายหรือหญิง โดยใช้อุบายหลอกลวงขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อำนาจครอบงำ ผิดคลองธรรมหรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และ ปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคแรกเป็นการกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยัง ไม่เกินสิบแปดปี ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่เจ็ดปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นสี่พันบาท ถึงสี่หมื่นบาท หรือจำคุกตลอดชีวิต ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคแรกเป็นการกระทำแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือ จำคุกตลอดชีวิต หรือประหารชีวิต ผู้ใดเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น รับตัวบุคคลซึ่งมีผู้จัดหา ล่อไป หรือพาไปตามวรรค ๒๕๑๔ ๑๔)พ.ศ. ๒๕๔๐ ๑๔)พ.ศ. ๒๕๔๐ แรกวรรคสองหรือวรรคสาม หรือสนับสนุนในการกระทำความผิดดังกล่าว ต้องระวางโทษตามที่ บัญญัติไว้ในวรรคแรก วรรคสองหรือวรรคสามแล้วแต่กรณี

  222. ๒๘๓ ทวิ

    ผู้ใดพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการ อนาจารแม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคแรกเป็นการกระทำแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ผู้ใดซ่อนเร้นบุคคลซึ่งถูกพาไปตามวรรคแรกหรือวรรคสอง ต้องระวางโทษตามที่ บัญญัติในวรรคแรกหรือวรรคสองแล้วแต่กรณี ความผิดตามวรรคแรกและวรรคสามเฉพาะกรณีที่กระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปี เป็นความผิดอันยอมความได้

  223. ๒๘๔

    ผู้ใดพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร โดยใช้อุบายหลอกลวงขู่เข็ญ ใช้ กำลังประทุษร้าย ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด ต้องระวาง โทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท ผู้ใดซ่อนเร้นบุคคลซึ่งถูกพาไปตามวรรคแรก ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้พาไปนั้น ความผิดตามมาตรานี้ เป็นความผิดอันยอมความได้

  224. ๒๘๕

    ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา ๒๗๖มาตรา ๒๗๗มาตรา ๒๗๗ทวิ มาตรา ๒๗๗ตรี มาตรา ๒๗๘มาตรา ๒๗๙มาตรา ๒๘๐มาตรา ๒๘๒หรือมาตรา ๒๘๓ เป็นการกระทำแก่ผู้สืบสันดาน ศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลผู้อยู่ในความควบคุมตามหน้าที่ราชการหรือผู้ อยู่ในความปกครอง ในความพิทักษ์หรือในความอนุบาล ผู้กระทำต้องระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้ ในมาตรานั้น ๆหนึ่งในสาม

  225. ๒๘๕/๑

    การกระทำความผิดตามมาตรา ๒๗๗มาตรา ๒๗๙มาตรา ๒๘๒วรรคสามมาตรา ๒๘๓วรรคสามและมาตรา ๒๘๓ทวิ วรรคสองหากเป็นการกระทำต่อเด็ก อายุไม่เกินสิบสามปี ห้ามอ้างความไม่รู้อายุของเด็กเพื่อให้พ้นจากความผิดนั้น ที่ ๑๔)พ.ศ. ๒๕๔๐ พฤศจิกายน๒๕๑๔

  226. ๒๘๖

    ผู้ใดอายุกว่าสิบหกปีดำรงชีพอยู่แม้เพียงบางส่วนจากรายได้ของผู้ ซึ่งค้าประเวณี ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่เจ็ดปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นสี่พันบาทถึงสี่หมื่น บาทหรือจำคุกตลอดชีวิต ผู้ใดไม่มีปัจจัยอย่างอื่นอันปรากฏสำหรับดำรงชีพหรือไม่มีปัจจัยอันพอเพียงสำหรับ ดำรงชีพ และมีพฤติการณ์อย่างหนึ่งอย่างใดต่อไปนี้ ให้ถือว่าผู้นั้นดำรงชีพอยู่จากรายได้ของผู้ซึ่ง ค้าประเวณี เว้นแต่จะพิสูจน์ให้เป็นที่พอใจได้ว่ามิได้เป็นเช่นนั้น

    (๑) อยู่ร่วมกับผู้ซึ่งค้าประเวณี หรือสมาคมกับผู้ซึ่งค้าประเวณีคนเดียวหรือหลายคน เป็นอาจิณ

    (๒) กินอยู่หลับนอน หรือรับเงิน หรือประโยชน์อย่างอื่น โดยผู้ซึ่งค้าประเวณีเป็นผู้ จัดให้

    (๓) เข้าแทรกแซงเพื่อช่วยผู้ซึ่งค้าประเวณีในการทะเลาะวิวาทกับผู้ที่ บค้ากับผู้ซึ่ง ค้าประเวณีนั้น บทบัญญัติแห่งมาตรานี้มิให้ใช้บังคับแก่ผู้รับค่าเลี้ยงดูจากผู้ซึ่งค้าประเวณีซึ่งพึงให้ค่า เลี้ยงดูนั้นตามกฎหมายหรือตามธรรมจรรยา

  227. ๒๘๗

    ผู้ใด

    (๑) เพื่อความประสงค์แห่งการค้า หรือโดยการค้า เพื่อการแจกจ่ายหรือเพื่อการ แสดงอวดแก่ประชาชน ทำ ผลิต มีไว้ นำเข้าหรือยังให้นำเข้าในราชอาณาจักร ส่งออกหรือยังให้ ส่งออกไปนอกราชอาณาจักรพาไปหรือยังให้พาไปหรือทำให้แพร่หลายโดยประการใด ๆซึ่งเอกสาร ภาพเขียน ภาพพิมพ์ ภาพระบายสี สิ่ พิ พ์ รูปภาพ ภาพโฆษณาเครื่องหมาย รูปถ่าย ภาพยนตร์ แถบบันทึกเสียง แถบบันทึกภาพหรือสิ่งอื่นใดอันลามก

    (๒) ประกอบการค้ หรือมีส่วนหรือเข้าเกี่ยวข้องในการค้าเกี่ยวกับวัตถุหรือสิ่งของ ลามกดังกล่าวแล้ว จ่ายแจกหรือแสดงอวดแก่ประชาชนหรือให้เช่าวัตถุหรือสิ่งของเช่นว่านั้น

    (๓) เพื่อจะช่วยการทำให้แพร่หลาย หรือการค้าวัตถุหรือสิ่งของลามกดังกล่าวแล้ว โฆษณาหรือไขข่าวโดยประการใด ๆว่ามีบุคคลกระทำการอันเป็นความผิดตามมาตรานี้ หรือโฆษณา หรือไขข่าวว่าวัตถุ หรือสิ่งของลามกดังกล่าวแล้วจะหาได้จากบุคคลใด หรือโดยวิธีใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

  228. ลักษณะ ๑๐ ความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย

  229. หมวด ๑ ความผิดต่อชีวิต

    7 มาตรา
  230. ๒๘๘

    ผู้ใดฆ่าผู้อื่น ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุก ตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี

  231. ๒๘๙

    ผู้ใด

    (๑) ฆ่าบุพการี

    (๒) ฆ่าเจ้าพนักงาน ซึ่งกระทำการตามหน้าที่ หรือเพราะเหตุที่จะกระทำ หรือได้ กระทำการตามหน้าที่

    (๓) ฆ่าผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงาน ในการที่เจ้าพนักงานนั้นกระทำตามหน้าที่ หรือ เพราะเหตุที่บุคคลนั้ จะช่วยหรือได้ช่วยเจ้าพนักงานดังกล่าวแล้ว

    (๔) ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

    (๕) ฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้ ย

    (๖) ฆ่าผู้อื่นเพื่อตระเตรียมการ หรือเพื่อความสะดวกในการที่จะกระทำความผิด อย่างอื่น หรือ

    (๗) ฆ่าผู้อื่นเพื่อจะเอา หรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่ ตนได้กระทำ ความผิดอื่น เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน หรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้ กระทำไว้ ต้องระวางโทษประหารชีวิต

  232. ๒๙๐

    ผู้ใดมิได้มีเจตนาฆ่า แต่ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี ถ้าความผิดนั้นมีลักษณะประการหนึ่งประการใด ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๘๙ ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงยี่สิบปี

  233. ๒๙๑

    ผู้ใดกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ ความตายต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองหมื่นบาท

  234. ๒๙๒

    ผู้ใดกระทำด้วยการปฏิบัติอันทารุณ หรือด้วยปัจจัยคล้ายคลึงกันแก่ บุคคลซึ่งต้องพึ่งตน ในการดำรงชีพหรือในการอื่นใด เพื่อให้บุคคลนั้นฆ่าตนเอง ถ้าการฆ่าตนเองนั้นได้ เกิดขึ้นหรือได้มีการพยายามฆ่าตนเองต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกิ หนึ่งหมื่นสี่พัน บาท

  235. ๒๙๓

    ผู้ใดช่วยหรือยุยงเด็กอายุยังไม่เกินสิบหกปี หรือผู้ซึ่งไม่สามารถเข้าใจ ว่าการกระทำของตนมีสภาพหรือสาระสำคัญอย่างไร หรือไม่สามารถบังคับการกระทำของตนได้ ให้ ฆ่าตนเอง ถ้าการฆ่าตนเองนั้นได้เกิดขึ้นหรือได้มีการพยายามฆ่าตนเองต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  236. ๒๙๔

    ผู้ใดเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป และ บุคคลหนึ่งบุคคลใดไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เข้ ร่วมในการนั้นหรือไม่ ถึงแก่ความตายโดยการกระทำในการ ชุลมุนต่อสู้นั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้ ผู้ที่เข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้นั้นแสดงได้ว่า ได้กระทำไปเพื่อห้ามการชุลมุนต่อสู้นั้น หรือเพื่อป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ

  237. หมวด ๒ ความผิดต่อร่างกาย

    6 มาตรา
  238. ๒๙๕

    ผู้ใดทำร้ายผู้อื่ จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่นนั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  239. ๒๙๖

    ผู้ใดกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ถ้าความผิดนั้น มีลักษณะ ประการหนึ่งประการใดดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๘๙ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่ เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

  240. ๒๙๗

    ผู้ใดกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย จนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้าย รับอันตรายสาหัต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปี อันตรายสาหัสนั้น คือ

    (๑) ตาบอดหูหนวกลิ้นขาด หรือเสียฆานประสาท

    (๒) เสียอวัยวะสืบพันธุ์ หรือความสามารถสืบพันธุ์

    (๓) เสียแขนขามือ เท้ นิ้วหรืออวัยวะอื่นใด

    (๔) หน้าเสียโฉมอย่างติดตัว

    (๕) แท้งลูก

    (๖) จิตพิการอย่างติดตัว

    (๗) ทุพพลภาพหรือป่วยเจ็บเรื้อรังซึ่งอาจถึงตลอดชีวิต

    (๘) ทุพพลภาพหรือป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน หรือจน ประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน

  241. ๒๙๘

    ผู้ใดกระทำความผิดตามมาตรา ๒๙๗ถ้าความผิดนั้นมีลักษณะ ประการหนึ่งประการใดดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๘๙ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบปี

  242. ๒๙๙

    ผู้ใดเข้ ร่วมในการชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลแต่ามคนขึ้นไป และ บุคคลหนึ่งบุคคลใดไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เข้าร่วมในการนั้นหรือไม่รับอันตรายสาหัสโดยการกระทำในการ ชุลมุนต่อสู้นั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าผู้ที่เข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้นั้นแสดงได้ว่า ได้กระทำไปเพื่อห้ามการชุลมุนต่อสู้นั้น หรือเพื่อป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ

  243. ๓๐๐

    ผู้ใดกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับ อันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกิ หกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

  244. หมวด ๓ ความผิดฐานทำให้แท้งลูก

    5 มาตรา
  245. ๓๐๑

    หญิงใดทำให้ตนเองแท้งลูก หรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูก ต้อง ระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

  246. ๓๐๒

    ผู้ใดทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นยิ ยอมต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าการกระทำนั้นเป็นเหตุให้หญิงรับอันตรายสาหัสอย่างอื่นด้วย ผู้กระทำต้องระวาง โทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าการกระทำนั้นเป็นเหตุให้หญิงถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่ เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองหมื่นบาท

  247. ๓๐๓

    ผู้ใดทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นไม่ยินยอม ต้องระวางโทษจำคุกไม่ เกินเจ็ดปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้ การกระทำนั้นเป็นเหตุให้หญิงรับอันตรายสาหัสอย่างอื่นด้วย ผู้กระทำต้องระวาง โทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท ถ้าการกระทำนั้นเป็นเหตุให้หญิงถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท

  248. ๓๐๔

    ผู้ใดเพียงแต่พยายามกระทำความผิดตามมาตรา ๓๐๑หรือมาตรา ๓๐๒วรรคแรกผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ

  249. ๓๐๕

    ถ้าการกระทำความผิดดังกล่าวในมาตรา ๓๐๑และมาตรา ๓๐๒นั้น เป็การกระทำของนายแพทย์และ

    (๑) จำเป็นต้องกระทำเนื่องจากสุขภาพของหญิงนั้น หรือ

    (๒) หญิงมีครรภ์เนื่องจากการกระทำความผิดอาญาตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๗๖ มาตรา ๒๗๗มาตรา ๒๘๒มาตรา ๒๘๓หรือมาตรา ๒๘๔ ผู้กระทำไม่มีความผิด

  250. หมวด ๔ ความผิดฐานทอดทิ้งเด็ก คนป่วยเจ็บหรือคนชรา

    3 มาตรา
  251. ๓๐๖

    ผู้ใดทอดทิ้งเด็กอายุยังไม่เกินเก้าปีไว้ ณที่ใด เพื่อให้เด็กนั้นพ้นไปเสีย จากตนโดยประการที่ทำให้เด็กนั้นปราศจากผู้ดูแล ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกิน หกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

  252. ๓๐๗

    ผู้ใดมีหน้าที่ตามกฎหมายหรือตามสัญญาต้องดูแลผู้ซึ่งพึ่งตนเองมิได้ เพราะอายุ ความป่วยเจ็บ กายพิการหรือจิตพิการ ทอดทิ้งผู้ซึ่งพึ่งตนเองมิได้นั้นเสียโดยประการที่ น่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  253. ๓๐๘

    ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา ๓๐๖หรือมาตรา ๓๐๗เป็นเหตุให้ ผู้ถูกทอดทิ้งถึงแก่ความตาย หรือรับอัตรายสาหัผู้กระทำต้องระวางโทษดังที่บญญัติไว้ในมาตรา ๒๙๐มาตรา ๒๙๗หรือมาตรา ๒๙๘นั้น

  254. ลักษณะ ๑๑ ความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพและชื่อเสียง

  255. หมวด ๑ ความผิดต่อเสรีภาพ

    17 มาตรา
  256. ๓๐๙

    ผู้ใดข่มขื ใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจ นั้นเองหรือของผู้อื่น หรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้น หรือจำยอมต่อสิ่งนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าความผิดตามวรรคแรกได้กระทำโดยมีอาวุธ หรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกัน ตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป หรือได้กระทำเพื่อให้ผู้ถูกข่มขืนใจทำ ถอนทำให้เสียหาย หรือทำลายเอกสารสิทธิ อย่างใด ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้ากระทำโดยอ้างอำนาจอั้งยี่หรือซ่องโจร ไม่ว่าอั้งยี่หรือซ่องโจรนั้นจะมีอยู่หรือไม่ ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท

  257. ๓๑๐

    ผู้ใดหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่น ปราศจากเสรีภาพในร่างกายต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพับาทหรือทั้งจำ ทั้งปรับ ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคแรก เป็นเหตุให้ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยวถูกกักขังหรือต้อง ปราศจากเสรีภาพในร่างกายนั้นถึงแก่ความตายหรือรับอันตรายสาหัสผู้กระทำต้องระวางโทษดังที่ บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๙๐มาตรา ๒๙๗หรือมาตรา ๒๙๘นั้น

  258. ๓๑๐ ทวิ

    ผู้ใดหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และให้ผู้อื่นนั้นกระทำการใดให้แก่ผู้กระทำหรือบุ คลอื่น ต้อง ระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

  259. ๓๑๑

    ผู้ใดกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถูกหน่วง เหนี่ยว ถูกกักขัง หรือต้องปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่ เกินสองพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคแรก เป็นเหตุให้ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยวถูกกักขัง หรือต้อง ปราศจากเสรีภาพในร่างกายนั้นถึงแก่ความตายหรือรับอันตรายสาหัส ผู้กระทำต้องระวางโทษดังที่ บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๙๑หรือมาตรา ๓๐๐

  260. ๓๑๒

    ผู้ใดเพื่อจะเอาคนลงเป็นทาส หรือให้มีฐานะคล้ายทาส นำเข้าในหรือ ส่งออกไปนอกราชอาณาจักร พามาจากที่ใด ซื้อ ขายจำหน่าย รับหรือหน่วงเหนี่ยวซึ่งบุคคลหนึ่ง บุคคลใดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท

  261. ๓๑๒ ทวิ

    ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา ๓๑๐ทวิ หรือมาตรา ๓๑๒ เป็นการกระทำต่อเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบปี และ ปรับไม่เกินสองหมื่นบาท ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคแรก หรือมาตรา ๓๑๐ทวิ หรือมาตรา ๓๑๒เป็น เหตุให้ผู้ถูกกระทำ

    (๑) รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบห้าปี และปรับไม่เกินสามหมื่นบาท

    (๒) รับอันตรายสาหัส ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่เจ็ดปี ถึงยี่สิบปี

    (๓) ถึงแก่ความตายผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือ จำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี

  262. ๓๑๒ ตรี

    ผู้ใดโดยทุจริตรับไว้ จำหน่าย เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไป ซึ่งบุ คลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตามต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคแรกเป็นการกระทำแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  263. ๓๑๓

    ผู้ใดเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่

    (๑) เอาตัวเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไป

    (๒) เอาตัวบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีไป โดยใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญใช้กำลัง ประทุษร้าย ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรมหรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด หรือ

    (๓) หน่วงเหนี่ยวหรือกักขังบุคคลใด ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สามหมื่นบาทถึงสี่หมื่น บาทหรือจำคุกตลอดชีวิต หรือประหารชีวิต ถ้ การกระทำความผิดตามวรรคแรกเป็นเหตุให้ผู้ถูกเอาตัวไปผู้ถู หน่วงเหนี่ยว หรือ ผู้ถูกกักขังนั้นรับอันตรายสาหัส หรือเป็นการกระทำโดยทรมาน หรือโดยทารุณโหดร้าย จนเป็นเหตุให้ ผู้ถูกกระทำนั้นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอด ชีวิต ถ้าการกระทำความผิดนั้นเป็นเหตุให้ผู้ถูกเอาตัวไปผู้ถูกหน่วงเหนี่ยว หรือผู้ถูกกักขัง นั้นถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิต

  264. ๓๑๔

    ผู้ใดเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดตามมาตรา ๓๑๓ต้อง ระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น

  265. ๓๑๕

    ผู้ใดกระทำการเป็นคนกลาง โดยเรียก รับหรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อย่ งใดที่มิ วรได้จากผู้กระทำความผิดตามมาตรา ๓๑๓หรือจากผู้ที่จะให้ค่าไถ่ ต้อง ระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สามหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือจำคุกตลอด ชีวิต

  266. ๓๑๖

    ถ้าผู้กระทำความผิดตามมาตรา ๓๑๓มาตรา ๓๑๔หรือมาตรา ๓๑๕ จัดให้ผู้ถูกเอาตัวไป ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยวหรือผู้ถูกกักขังได้รับเสรีภาพก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาโดยผู้นั้น มิได้รับอันตรายสาหัสหรือตกอยู่ในภาวะอันใกล้จะเป็นอันตรายต่อชีวิต ให้ลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมาย กำหนดไว้ แต่ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง

  267. ๓๑๗

    ผู้ใดโดยปราศจากเหตุอันสมควรพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไป เสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่ ที่ ๘)พ.ศ. ๒๕๓๐ ที่ ๕)พ.ศ. ๒๕๒๕ ที่ ๘)พ.ศ. ๒๕๓๐ หกพันบาทถึงสามหมื่นบาท ผู้ใดโดยทุจริต ซื้อ จำหน่ ยหรือรับตัวเด็กซึ่งถูกพรากตามวรรคแรก ต้องระวางโทษ เช่นเดียวกับผู้พรากนั้น ถ้ ความผิดตามมาตรานี้ได้กระทำเพื่อหากำไร หรือเพื่อการอนาจาร ผู้กระทำต้อง ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท

  268. ๓๑๘

    ผู้ใดพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสีย จาก บิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึง สิบปี และปรับตั้งแต่สี่พันบาทถึงสองหมื่นบาท ผู้ใดโดยทุจริต ซื้อ จำหน่าย หรือรับตัวผู้เยาว์ซึ่งถูกพรากตามวรรคแรก ต้องระวาง โทษเช่นเดียวกับผู้พรากนั้น ถ้าความผิดตามมาตรานี้ได้กระทำเพื่อหากำไร หรือเพื่อการอนาจาร ผู้กระทำต้อง ระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หกพันบาทถึ สามหมื่นบาท

  269. ๓๑๙

    ผู้ใดพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจาก บิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อหากำไร หรือเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย ต้อง ระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สี่พันบาทถึงสองหมื่นบาท ผู้ใดโดยทุจริต ซื้อ จำหน่าย หรือรับตัวผู้เยาว์ซึ่งถูกพรากตามวรรคแรก ต้องระวาง โทษเช่นเดียวกับผู้พรากนั้น

  270. ๓๒๐

    ผู้ใดใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อำนาจ ครอบงำผิดคลองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด พาหรือส่งคนออกไปนอกราชอาณาจักร ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สี่พันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคแรกได้กระทำเพื่อให้ผู้ถูกพาหรือส่ ไปนั้นตกอยู่ใน อำนาจของผู้อื่นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย หรือเพื่อละทิ้งให้เป็นคนอนาถา ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หกพันบาทถึงสามหมื่นบาท

  271. ๓๒๑

    ความผิดตามมาตรา ๓๐๙วรรคแรกมาตรา ๓๑๐วรรคแรกและ มาตรา ๓๑๑วรรคแรกเป็นความผิดอันยอมความได้ ที่ ๘)พ.ศ. ๒๕๓๐ ที่ ๘)พ.ศ. ๒๕๓๐ ที่ ๕)พ.ศ. ๒๕๒๕

  272. ๓๒๑/๑

    การกระทำความผิดตามมาตรา ๓๑๒ตรี วรรคสองและมาตรา ๓๑๗หากเป็นการกระทำต่อเด็กอายุไม่เกิ สิบสามปี ห้ามอ้างความไม่รู้อายุของเด็เพื่อให้พ้นจาก ความผิดนั้น

  273. หมวด ๒ ความผิดฐานเปิดเผยความลับ

    4 มาตรา
  274. ๓๒๒

    ผู้ใดเปิดผนึกหรือเอาจดหมายโทรเลข หรือเอกสารใด ๆซึ่งปิดผนึก ของผู้อื่นไป เพื่อล่วงรู้ข้อความก็ดี เพื่อนำข้อความในจดหมายโทรเลขหรือเอกสารเช่นว่านั้นออก เปิดเผยก็ดี ถ้าการกระทำนั้นน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่ ผู้ใดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  275. ๓๒๓

    ผู้ใดล่วงรู้หรือได้มาซึ่งความลับของผู้อื่นโดยเหตุที่เป็นเจ้าพนักงานผู้มี หน้าที่ โดยเหตุที่ประกอบอาชีพเป็นแพทย์ เภสัชกร คนจำหน่ายยานางผดุงครรภ์ ผู้พยาบาล นักบวช หมอความทนายความหรือผู้สอบบัญชีหรือโดยเหตุที่เป็นผู้ช่วยในการประกอบอาชีพนั้นแล้วเปิดเผย ความลับนั้นในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ผู้รับการศึกษาอบรมในอาชีพดังกล่าวในวรรคแรก เปิดเผยความลับของผู้อื่น อันตน ได้ล่วงรู้หรือได้มาในการศึกษาอบรมนั้ ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวาง โทษเช่นเดียวกัน

  276. ๓๒๔

    ผู้ใดโดยเหตุที่ตนมีตำแหน่งหน้าที่ วิชาชีพหรืออาชีพอันเป็นที่ไว้วางใจ ล่วงรู้หรือได้มาซึ่งความลับของผู้อื่นเกี่ยวกับอุตสาหกรรม การค้นพบหรือการนิตในวิทยาศาสตร์ เปิดเผยหรือใช้ความลับนั้นเพื่อประโยชน์ตนเองหรือผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือ ปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  277. ๓๒๕

    ความผิดในหมวดนี้เป็นความผิดอันยอมความได้

  278. หมวด ๓ ความผิดฐานหมิ่นประมาท

    8 มาตรา
  279. ๓๒๖

    ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้น ที่ ๑๑)พ.ศ. ๒๕๓๕ เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  280. ๓๒๗

    ผู้ใดใส่ความผู้ตายต่อบุคคลที่สามและการใส่ความนั้นน่าจะเป็นเหตุ ให้บิดา มารดา คู่สมรสหรือบุตรของผู้ตายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำ ความผิดฐานหมิ่นประมาทต้องระวางโทษดังบัญญัติไว้ในมาตรา ๓๒๖นั้น

  281. ๓๒๘

    ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทได้กระทำโดยการโฆษณาด้วย เอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษรที่ ทำให้ปรากฏไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกอักษร กระทำโดยการกระจายเสียง หรือการ กระจายภาพหรือโดยกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น ผู้ ระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท

  282. ๓๒๙

    ผู้ใดแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริต

    (๑) เพื่อความชอบธรรมป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม

    (๒) ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่

    (๓) ติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อม กระทำ หรือ

    (๔) ในการแจ้งข่าวด้วยความเป็นธรรมเรื่องการดำเนินการอันเปิดเผยในศาลหรือใน การประชุม ผู้นั้นไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท

  283. ๓๓๐

    ในกรณีหมิ่นประมาท ถ้าผู้ถูกหาว่ากระทำความผิด พิสูจน์ได้ว่าข้อที่ หาว่าเป็นหมิ่นประมาทนั้นเป็นความจริ ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ห้ามไม่ให้พิสูจน์ ถ้าข้อที่หาว่าเป็นหมิ่นประมาทนั้นเป็นการใส่ความในเรื่อง ส่วนตัว และการพิสูจน์จะไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน

  284. ๓๓๑

    คู่ความ หรือทนายความของคู่ความ ซึ่งแสดงความคิดเห็นหรือ ข้อความในกระบวนพิจารณาคดีในศาลเพื่อประโยชน์แก่คดีของตนไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท

  285. ๓๓๒

    ในคดีหมิ่นประมาทซึ่งมีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดศาลอาจสั่ง

    (๑) ให้ยึด และทำลายวัตถุหรือส่วนของวัตถุที่มีข้อความหมิ่นประมาท

    (๒) ให้โฆษณาคำพิพากษาทั้งหมด หรือแต่บางส่วนในหนังสือพิมพ์หนึ่งฉบับหรือ หลายฉบับครั้งเดียวหรือหลายครั้ง โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา

  286. ๓๓๓

    ความผิดในหมวดนี้เป็นความผิดอันยอมความได้ ที่ ๑๑)พ.ศ. ๒๕๓๕ ถ้าผู้เสียหายในความผิดฐานหมิ่นประมาทตายเสียก่อนร้องทุกข์ ให้บิดา มารดาคู่สมรส หรือบุตรของผู้เสียหายร้องทุกข์ได้ และให้ถือว่าเป็นผู้เสียหาย

  287. ลักษณะ ๑๒ ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์

  288. หมวด ๑ ความผิดฐานลักทรัพย์และวิ่งราวทรัพย์

    5 มาตรา
  289. ๓๓๔

    ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต ผู้นั้ กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกิ หกพันบาท

  290. ๓๓๕

    ผู้ใดลักทรัพย์

    (๑) ในเวลากลางคืน

    (๒) ในที่หรือบริเวณที่มีเหตุเพลิงไหม้ การระเบิด อุทกภัย หรือในที่หรือบริเวณที่มี อุบัติเหตุ เหตุทุกขภัยแก่รถไฟ หรือยานพาหนะอื่ นที่ประชาชนโดยสาร หรือภัยพิบัติ อื่นทำนอง เดียวกันหรืออาศัยโอกาสที่มีเหตุเช่นว่านั้น หรืออาศัยโอกาสที่ประชาชนกำลังตื่นกลัวภยันตรายใด ๆ

    (๓) โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ หรือโดยผ่านสิ่งเช่นว่า นั้นเข้าไปด้วยประการใด ๆ

    (๔) โดยเข้าทางช่องทางซึ่งได้ทำขึ้นโดยไม่ได้จำนงให้เป็นทางคนเข้า หรือเข้าทาง ช่องทางซึ่งผู้เป็นใจเปิดไว้ให้

    (๕) โดยแปลงตัวหรือปลอมตัวเป็นผู้อื่น มอมหน้ หรือทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้ เห็นหรือจำหน้าได้

    (๖) โดยลวงว่าเป็นเจ้าพนักงาน

    (๗) โดยมีอาวุธ หรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป

    (๘) ในเคหสถานสถานที่ราชการหรือสถานที่ที่จัดไว้เพื่อให้บริการสาธารณะที่ตนได้ เข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือซ่อนตัวอยู่ในสถานที่นั้น ๆ

    (๙) ในสถานที่บูชาสาธารณะ สถานีรถไฟ ท่าอากาศยานที่จอดรถหรือเรือสาธารณะ สาธารณสถานสำหรับขนถ่ายสินค้า หรือในยวดยานสาธารณะ (๑๐)ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ (๑๑)ที่เป็นของนายจ้างหรือที่อยู่ในความครอบครองของนายจ้าง

    (๑๒) ที่เป็นของผู้มีอาชีพกสิกรรม บรรดาที่เป็นผลิตภัณฑ์ พืชพันธุ์ สัตว์หรือ เครื่องมืออันมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรมหรือได้มาจากการกสิกรรมนั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท ที่ ๕)พ.ศ. ๒๕๒๕ ถ้าความผิดตามวรรคแรกเป็นการกระทำที่ประกอบด้วยลักษณะดังที่บัญญัติไว้ใน อนุมาตราดังกล่าวแล้วตั้งแต่สองอนุมาตราขึ้นไป ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท ถ้ ความผิดตามวรรคแรกเป็การกระทำต่อทรัพย์ที่เป็นโค กระบือ เครื่องกลหรือ เครื่องจักรที่ผู้มีอาชีพกสิกรรมมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรม ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปี ถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หกพันบาทถึงสองหมื่นบาท๑๑๘ ถ้าการกระทำความผิดดังกล่าวในมาตรานี้ เป็นการกระทำโดยความจำใจหรือความ ยากจนเหลือทนทานและทรัพย์นั้นมีราคาเล็กน้อย ศาลจะลงโทษผู้กระทำความผิดดังที่บัญญัติไว้ใน มาตรา ๓๓๔ก็ได้

  291. ๓๓๕ ทวิ

    ผู้ใดลักทรัพย์ที่เป็นพระพุทธรูปหรือวัตถุในทางศาสนา ถ้า ทรัพย์นั้นเป็นที่สักการะบูชาของประชาชน หรือเก็บรักษาไว้เป็นสมบัติของชาติ หรือส่วนหนึ่งส่วนใด ของพระพุทธรูป หรือวัตถุดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หกพันบาท ถึงสองหมื่นบาท ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคแรก ได้กระทำในวัด สำนักสงฆ์ สถานอันเป็นที่ เคารพในทางศาสนาโบราณสถานอันเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน สถานที่ราชการหรือพิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติ ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงสามหมื่น บาท

  292. ๓๓๖

    ผู้ใดลัทรัพย์โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานวิ่งราว ทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท ถ้ การวิ่งราวทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ผู้กระทำต้องระวาง โทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สี่พันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท ถ้าการวิ่งราวทรัพย์เป็เหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่สามปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หกพันบาทถึงสองหมื่นบาท ถ้าการวิ่งราวทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่ห้าปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงสามหมื่นบาท

  293. ๓๓๖ ทวิ

    ผู้ใดกระทำความผิดตามมาตรา ๓๓๔มาตรา ๓๓๕มาตรา ๓๓๕ทวิ หรือมาตรา ๓๓๖โดยแต่งเครื่องแบบทหารหรือตำรวจหรือแต่งกายให้เข้าใจว่าเป็นทหาร หรือตำรวจ หรือโดยมีหรือใช้อาวุธปื หรือวัตถุระเบิด หรือโดยใช้ยานพาหนะเพื่ อสะดวกแก่ กระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ต้องระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้ใน ๒๕๑๔ มาตรานั้น ๆกึ่งหนึ่ง

  294. หมวด ๒ ความผิดฐานกรรโชกรีดเอาทรัพย์ ชิงทรัพย์และปล้นทรัพย์

    7 มาตรา
  295. ๓๓๗

    ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมให้หรือยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ใน ลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญหรือของบุคคลที่สาม จนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น ผู้ นั้นกระทำความผิดฐานกรรโชก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท ถ้ ความผิดฐานกรรโชกได้กระทำโดย

    (๑) ขู่ว่าจะฆ่า ขู่ว่าจะทำร้ายร่างกายให้ผู้ถูกข่มขืนใจ หรือผู้อื่นให้ได้รับอันตรายสาหัส หรือขู่ว่าจะทำให้เกิดเพลิ ไหม้แก่ทรัพย์ของผู้ถูกข่มขืนใจหรือผู้อื่น หรือ

    (๒) มีอาวุธติดตัวมาขู่เข็ญ ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึง หนึ่งหมื่นสี่พันบาท

  296. ๓๓๘

    ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่น ให้ยอมให้ หรือยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดยขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับซึ่งการเปิดเผยนั้นจะทำให้ผู้ถูกขู่เข็ญหรือ บุคคลที่สามเสียหายจนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานรีดเอาทรัพย์ ต้องระวาง โทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งสองพันบาทถึงสองหมื่นบาท

  297. ๓๓๙

    ผู้ใดลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะ ใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อ

    (๑) ให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือการพาทรัพย์นั้นไป

    (๒) ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น

    (๓) ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้

    (๔) ปกปิดการกระทำความผิดนั้น หรือ

    (๕) ให้พ้นจากการจับกุม ผู้นั้นกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และ ปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงสองหมื่นบาท ถ้าความผิดนั้นเป็นการกระทำที่ประกอบด้วยลักษณะดังที่บัญญัติไว้ในอนุมาตราหนึ่ง อนุมาตราใดแห่งมาตรา ๓๓๕หรือเป็นการกระทำต่อทรัพย์ที่เป็โค กระบือ เครื่องกลหรือเครื่องจักร ที่ผู้มีอาชีพกสิกรรมมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรม ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงสิบห้าปี พฤศจิกายนพ.ศ. ๒๕๑๔ และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสามหมื่นบาท๑๒๒ ถ้าการชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ผู้กระทำต้องระวางโทษ จำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท ถ้ การชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ สิบห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สามหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท ถ้าการชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต

  298. ๓๓๙ ทวิ

    ถ้าการชิงทรัพย์ได้กระทำต่อทรัพย์ตามมาตรา ๓๓๕ทวิ วรรค แรกผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสามหมื่น บาท๑๒๔ ถ้าการชิงทรัพย์นั้นเป็นการกระทำในสถานที่ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓๓๕ทวิ วรรค สองด้วยผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท ถ้าการชิงทรัพย์ตามวรรคแรกหรือวรรคสองเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายหรือ จิตใจ ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สามหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท ถ้าการชิงทรัพย์ตามวรรคแรกหรือวรรคสองเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี ถ้าการชิงทรัพย์ตามวรรคแรกหรือวรรคสองเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ผู้กระทำ ต้องระวางโทษประหารชีวิต

  299. ๓๔๐

    ผู้ใดชิงทรัพย์โดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป ผู้นั้นกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่สอง หมื่นบาทถึงสามหมื่นบาท ถ้าในการปล้นทรัพย์ ผู้กระทำแม้แต่คนหนึ่งคนใดมีอาวุธติดตัวไปด้วยผู้กระทำต้อง ระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบสองปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นสี่พันบาทถึงสี่หมื่นบาท ถ้าการปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุก ตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี ถ้าการปล้นทรัพย์ได้กระทำโดยแสดงความทารุณจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่ กายหรือจิตใจ ใช้ปื นยิง ใช้วัตถุระเบิด หรือกระทำทรมาน ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี มาตรา ๓๓๙ทวิ แก้ไขเพิ่ มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๑ลงวันที่ ๒๑ พฤศจิกายนพ.ศ. ๒๕๑๔ พฤศจิกายนพ.ศ. ๒๕๑๔ ถ้าการปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องระวางโทษประหาร ชีวิต

  300. ๓๔๐ ทวิ

    ถ้าการปล้นทรัพย์ได้ ระทำต่อทรัพย์ตามมาตรา ๓๓๕ทวิ วรรคแรกผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท ถ้าการปล้นทรัพย์นั้นเป็นการกระทำในสถานที่ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓๓๕ทวิ วรรคสองด้วย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สามหมื่นบาทถึงสี่ หมื่นบาท ถ้าการปล้นทรัพย์ตามวรรคแรกหรือวรรคสองผู้กระทำแม้แต่คนหนึ่งคนใดมีอาวุธติด ตัวไปด้วย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี ถ้ การปล้นทรัพย์ตามวรรคแรกหรือวรรคสองเป็เหตุให้ผู้อื่นรับอัตรายสาหัส ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต ถ้าการปล้นทรัพย์ตามวรรคแรกหรือวรรคสองได้กระทำโดยแสดงความทารุณจนเป็น เหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ใช้ปืนยิง ใช้วัตถุระเบิดหรือกระทำทรมาน ผู้กระทำต้อง ระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต ถ้าการปล้นทรัพย์ตามวรรคแรกหรือวรรคสองเป็นเหตุให้ผู้อื่ นถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิต

  301. ๓๔๐ ตรี

    ผู้ใดกระทำความผิดตามมาตรา ๓๓๙มาตรา ๓๓๙ทวิ มาตรา ๓๔๐หรือมาตรา ๓๔๐ทวิ โดยแต่งเครื่ องแบบทหารหรือตำรวจหรือแต่งกายให้เข้ ใจว่าเป็นทหาร หรือตำรวจ หรือโดยมีหรือใช้อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด หรือโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพา ทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ต้องระวางโทษหนักกว่ ที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆกึ่งหนึ่ง

  302. หมวด ๓ ความผิดฐานฉ้อโกง

    8 มาตรา
  303. ๓๔๑

    ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือ ปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูก หลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอนหรือทำลายเอกสาร สิทธิ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกิ หกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ พฤศจิกายนพ.ศ. ๒๕๑๔

  304. ๓๔๒

    ถ้าในการกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ผู้กระทำ

    (๑) แสดงตนเป็นคนอื่น หรือ

    (๒) อาศัยความเบาปัญญาของผู้ถูกหลอกลวงซึ่งเป็นเด็ก หรืออาศัยความอ่อนแอแห่ง จิตของผู้ถูกหลอกลวง ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ

  305. ๓๔๓

    ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา ๓๔๑ได้กระทำด้วยการแสดง ข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน หรือด้วยการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้ การกระทำความผิดดังกล่ วในวรรคแรกต้องด้วยลักษณะดังกล่าวในมาตรา ๓๔๒ อนุมาตราหนึ่งอนุมาตราใดด้วย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่ หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท

  306. ๓๔๔

    ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงบุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไปให้ประกอบการงาน อย่างใด ๆให้แก่ตนหรือให้แก่บุคคลที่สามโดยจะไม่ใช้ค่าแรงงานหรือค่าจ้างแก่บุคคลเหล่านั้น หรือ โดยจะใช้ค่าแรงงานหรือค่าจ้างแก่บุคคลเหล่านั้นต่ำกว่าที่ตกลงกัน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

  307. ๓๔๕

    ผู้ใดสั่งซื้อและบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่ม หรือเข้าอยู่ในโรงแรมโดยรู้ ว่าตนไม่สามารถชำระเงินค่าอาหาร ค่าเครื่องดื่ม หรือค่าอยู่ในโรงแรมนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน สามเดือน หรือปรับไม่เกิ ห้าร้อยบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  308. ๓๔๖

    ผู้ใดเพื่อเอาทรัพย์สินของผู้อื่นเป็นของตนหรือของบุ คลที่สาม ชักจูงผู้ หนึ่งผู้ใดให้จำหน่ายโดยเสียเปรียบซึ่งทรัพย์สิน โดยอาศัยเหตุที่ผู้ถูกชักจูงมีจิตอ่อนแอ หรือเป็นเด็ก เบาปัญญาและไม่สามารถเข้าใจตามควรซึ่งสาระสำคัญแห่งการกระทำของตน จนผู้ถูกชักจูงจำหน่าย ซึ่งทรัพย์สินนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

  309. ๓๔๗

    ผู้ใดเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์จากการประกันวินาศภัย แกล้งทำให้เกิดเสียหายแก่ทรัพย์สินอันเป็นวัตถุที่เอาประกันภัย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือ ปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  310. ๓๔๘

    ความผิดในหมวดนี้ นอกจากความผิดตามมาตรา ๓๔๓เป็นความผิด อันยอมความได้

  311. หมวด ๔ ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้

    3 มาตรา
  312. ๓๔๙

    ผู้ใดเอาไปเสีย ทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ ประโยชน์ซึ่งทรัพย์อันตนจำนำไว้แก่ผู้อื่น ถ้าได้กระทำเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้รับจำนำ ต้อง ระวางโทษจำคุกไม่เกิ สองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  313. ๓๕๐

    ผู้ใดเพื่อมิให้เจ้าหนี้ของตนหรือของผู้อื่นได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่ บางส่วน ซึ่งได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนไปให้แก่ ผู้อื่นซึ่งทรัพย์ใดก็ดี แกล้งให้ตนเองเป็นหนี้จำนวนใดอันไม่เป็นความจริงก็ดี ต้องระวางโทษจำคุกไม่ เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  314. ๓๕๑

    ความผิดในหมวดนี้เป็นความผิดอันยอมความได้

  315. หมวด ๕ ความผิดฐานยักยอก

    5 มาตรา
  316. ๓๕๒

    ผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่น หรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริตผู้นั้นกระทำความผิดฐานยักยอก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าทรัพย์นั้นได้ตกมาอยู่ในความครอบครองของผู้ ระทำความผิด เพราะผู้อื่นส่งมอบ ให้โดยสำคัญผิดไปด้วยประการใด หรือเป็นทรัพย์สินหายซึ่งผู้กระทำความผิดเก็บได้ ผู้กระทำต้อง ระวางโทษแต่เพียงกึ่งหนึ่ง

  317. ๓๕๓

    ผู้ใดได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่น หรือทรัพย์สินซึ่งผู้อื่น เป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย กระทำผิดหน้าที่ของตนด้วยประการใด ๆโดยทุจริต จนเป็นเหตุให้เกิดความ เสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของผู้นั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับ ไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

  318. ๓๕๔

    ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา ๓๕๒หรือมาตรา ๓๕๓ได้กระทำ ในฐานที่ผู้กระทำความผิดเป็นผู้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นตามคำสั่งของศาล หรือตามพินัยกรรม หรือ ในฐานเป็นผู้มีอาชีพหรือธุรกิจ อันย่อมเป็ที่ไว้วางใจของประชาชน ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่ เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  319. ๓๕๕

    ผู้ใดเก็บได้ซึ่งสังหาริมทรัพย์อันมีค่า อันซ่อนหรือฝังไว้โดยพฤติการณ์ ซึ่งไม่มีผู้ใดอ้างว่าเป็นเจ้ ของได้ แล้วเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือของผู้อื่น ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  320. ๓๕๖

    ความผิดในหมวดนี้เป็นความผิดอันยอมความได้

  321. หมวด ๖ ความผิดฐานรับของโจร

    1 มาตรา
  322. ๓๕๗

    ผู้ใดช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับ ไว้โดยประการใดซึ่งทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดถ้าความผิดนั้นเข้าลักษณะลักทรัพย์ วิ่งราว ทรัพย์ กรรโชกรีดเอาทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ฉ้อโกง ยักยอก หรือเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ ผู้ นั้นกระทำความผิดฐานรับของโจร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้ การกระทำความผิดฐานรับของโจรนั้น ได้กระทำเพื่อค้ากำไรหรือได้กระทำต่อ ทรัพย์อันได้มาโดยการลักทรัพย์ตามมาตรา ๓๓๕(๑๐)ชิงทรัพย์ หรือปล้นทรัพย์ ผู้กระทำต้องระวาง โทษจำคุก ตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงสองหมื่นบาท ถ้าการกระทำความผิดฐานรับของโจรนั้น ได้กระทำต่อทรัพย์อันได้มาโดยการลัก ทรัพย์ตามมาตรา ๓๓๕ทวิ การชิงทรัพย์ตามมาตรา ๓๓๙ทวิ หรือการปล้นทรัพย์ตามมาตรา ๓๔๐ ทวิ ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงสามหมื่น บาท๑๒๘

  323. หมวด ๗ ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์

    5 มาตรา
  324. ๓๕๘

    ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่ง ทรัพย์ของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ต้องระวาง โทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  325. ๓๕๙

    ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา ๓๕๘ได้กระทำต่อ

    (๑) เครื่องกลหรือเครื่องจักรที่ใช้ในการประกอบกสิกรรมหรืออุตสาหกรรม

    (๒) ปศุสัตว์

    (๓) ยวดยานหรือสัตว์พาหนะที่ใช้ในการขนส่งสาธารณะหรือในการประกอบกสิกรรม หรืออุตสาหกรรมหรือ

    (๔) พืชหรือพืชผลของกสิกร ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ

  326. ๓๖๐

    ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่ง ที่ ๒)พ.ศ. ๒๕๑๒ ทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

  327. ๓๖๐ ทวิ

    ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่ หรือทำให้ไร้ ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ตามมาตรา ๓๓๕ทวิ วรรคหนึ่ง ที่ประดิษฐานอยู่ในสถานที่ตามมาตรา ๓๓๕ทวิ วรรคสองต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  328. ๓๖๑

    ความผิดตามมาตรา ๓๕๘และมาตรา ๓๕๙เป็นความผิดอันยอม ความได้

  329. หมวด ๘ ความผิดฐานบุกรุก

    5 มาตรา
  330. ๓๖๒

    ผู้ใดเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น เพื่อถือการครอบครอง อสังหาริมทรัพย์นั้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการ ครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของเขาโดยปกติสุข ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสอง พันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

  331. ๓๖๓

    ผู้ใดเพื่อถือเอาอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นเป็นของตนหรือของบุคคลที่ สามยักย้ายหรือทำลายเครื่องหมายเขตแห่งอสังหาริมทรัพย์นั้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ต้องระวาง โทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

  332. ๓๖๔

    ผู้ใดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เข้าไปหรือซ่อนตัวอยู่ในเคหสถานอาคาร เก็บรักษาทรัพย์หรือสำนักงานในความครอบครองของผู้อื่น หรือไม่ยอมออกไปจากสถานที่เช่นว่านั้น เมื่อผู้มีสิทธิที่จะห้ามมิให้เข้าไปได้ไล่ให้ออก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพัน บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

  333. ๓๖๕

    ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา ๓๖๒มาตรา ๓๖๓หรือมาตรา ๓๖๔ได้กระทำ

    (๑) โดยใช้กำลังประทุ ร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย

    (๒) โดยมีอาวุธหรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป หรือ

    (๓) ในเวลากลางคื ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ

  334. ๓๖๖

    ความผิดในหมวดนี้ นอกจากความผิดตามมาตรา ๓๖๕เป็นความผิด อันยอมความได้

  335. ลักษณะ ๑๓ ความผิดเกี่ยวกับศพ๑๓๐

    4 มาตรา
  336. ๓๖๖/๑

    ผู้ใดกระทำชำเราศพ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิ สามปีหรือ ปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ การกระทำชำเราตามวรรคหนึ่ง หมายความว่าการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของ ผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำกระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของศพ หรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของศพ

  337. ๓๖๖/๒

    ผู้ใดกระทำอนาจารแก่ศพ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

  338. ๓๖๖/๓

    ผู้ใดโดยไม่มีเหตุอันสมควร ทำให้เสียหาย เคลื่ อนย้าย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งศพ ส่วนของศพอัฐิ หรือเถ้าของศพ ต้องระวางโทษจำคุกไม่ เกินสามปี หรือปรับไม่เกิ หกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

  339. ๓๖๖/๔

    ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆอันเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามศพ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

หมายเหตุและเชิงอรรถท้ายฉบับ

และผู้ส เร็จราชการแทนพระองค์

๔)พ.ศ. ๒๕๒๒

ที่ ๑๙)พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่ ๕)พ.ศ. ๒๕๒๕

ที่มาของตัวบทนี้
ผู้เผยแพร่ไฟล์
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับรวมการแก้ไข)เว็บไซต์ของหน่วยงานเจ้าของเรื่อง
หน้าเผยแพร่ของหน่วยงาน
https://www.senate.go.th/ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย) — สัญญาอนุญาตประกาศอยู่ในระเบียนชุดข้อมูลนี้ — คือหลักฐานสัญญาอนุญาตของตัวบททั้งฉบับ
ไฟล์ต้นทาง
https://www.senate.go.th/assets/portals/28/fileups/146/files/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%8D%E0%B8%B2.pdf105 หน้า
ค่าตรวจสอบไฟล์ (checksum)
sha256:30fff8dce302b391b6b445ce9c8afdd7756d95d5fbae1c0422ca59aee45a6ec0ดึงเมื่อ 2026-08-24T00:38:14.924Z
วิธีดึงข้อความ
pdftotext -layout บน ToUnicode ที่ซ่อม (repair-tounicode.py)ผ่านด่านตรวจของ ai-law: ซ่อม ToUnicode · คืนสระ ำ · ลำดับมาตราต่อเนื่อง · เทียบพยาน OCR
ประมวลกฎหมายอาญา