อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๕๐๖

ผู้โจทก์โดยไม่เป็นธรรม ต้องเดือดร้อน ผู้ถูกโจทโดยไม่เป็นธรรม ไม่ต้องเดือดร้อน ผู้โจทก์โดยเป็นธรรม ไม่ต้องเดือดร้อน ผู้ถูกโจทโดยธรรม ต้องเดือดร้อน ผู้โจทก์พึงมนสิการธรรม ๕ ประการ ผู้ถูกโจทก์พึงตั้งอยู่ในธรรม ๒ ประการ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๐๖–๕๑๑พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 6 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 6 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 1 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗ จุลวรรค ภาค ๒ ผู้โจทก์โดยไม่เป็นธรรมต้องเดือดร้อน

ข้อ ๕๐๖

อธมฺมโจทกสฺส ภนฺเต ภิกฺขุโน กตีหากาเรหิ วิปฺปฏิสาโร อุปทหาตพฺโพติ ฯ อธมฺมโจทกสฺส อุปาลิ ภิกฺขุโน ปญฺจหากาเรหิ วิปฺปฏิสาโร อุปทหาตพฺโพ อกาเลนายสฺมา โจเทสิ โน กาเลน อลนฺเต วิปฺปฏิสาราย อภูเตนายสฺมา โจเทสิ โน ภูเตน อลนฺเต วิปฺปฏิสาราย ผรุเสนายสฺมา โจเทสิ โน สเณฺหน อลนฺเต วิปฺปฏิสาราย อนตฺถสญฺหิเตนายสฺมา โจเทสิ โน อตฺถสญฺหิเตน อลนฺเต วิปฺปฏิสาราย โทสนฺตโร อายสฺมา โจเทสิ โน เมตฺตจิตฺโต อลนฺเต วิปฺปฏิสารายาติ อธมฺมโจทกสฺส อุปาลิ ภิกฺขุโน อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ วิปฺปฏิสาโร อุปทหาตพฺโพ ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ ยถา น อญฺโญปิ ภิกฺขุ อภูเตน โจเทตพฺพํ มญฺเญยฺยาติ ฯ

พระอุบาลีทูลถามว่า ภิกษุผู้โจทก์โดยไม่เป็นธรรม พึงถึงความ เดือดร้อนด้วยอาการเท่าไร พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้โจทก์โดยไม่เป็นธรรม พึงถึงความเดือดร้อนด้วยอาการ ๕ คือ:- ๑. ท่านโจทโดยกาลไม่ควร ไม่โจทโดยกาลอันควร ท่านต้องเดือดร้อน ๒. ท่านโจทด้วยเรื่องไม่จริง ไม่โจทด้วยเรื่องจริง ท่านต้องเดือดร้อน ๓. ท่านโจทด้วยคำหยาบ ไม่โจทด้วยคำสุภาพ ท่านต้องเดือดร้อน ๔. ท่านโจทด้วยเรื่องไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่โจทด้วยเรื่องประกอบด้วยประโยชน์ ท่านต้องเดือดร้อน ๕. ท่านมุ่งร้ายโจท มิใช่มีเมตตาจิตโจท ท่านต้องเดือดร้อน ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้โจทก์โดยไม่เป็นธรรม พึงถึงความเดือดร้อนด้วยอาการ ๕ นี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะภิกษุแม้อื่น ไม่พึงสำคัญเรื่องที่โจทด้วยคำเท็จ ฯ ผู้ถูกโจทโดยไม่เป็นธรรมไม่ต้องเดือดร้อน

ข้อ ๕๐๗

อธมฺมจุทิตสฺส ปน ภนฺเต ภิกฺขุโน กตีหากาเรหิ อวิปฺปฏิสาโร อุปทหาตพฺโพติ ฯ อธมฺมจุทิตสฺส อุปาลิ ภิกฺขุโน ปญฺจหากาเรหิ อวิปฺปฏิสาโร อุปทหาตพฺโพ อกาเลนายสฺมา จุทิโต โน กาเลน อลนฺเต อวิปฺปฏิสาราย อภูเตนายสฺมา จุทิโต โน ภูเตน อลนฺเต อวิปฺปฏิสาราย ผรุเสนายสฺมา จุทิโต โน สเณฺหน อลนฺเต อวิปฺปฏิสาราย อนตฺถสญฺหิเตนายสฺมา จุทิโต โน อตฺถสญฺหิเตน อลนฺเต อวิปฺปฏิสาราย โทสนฺตเรนายสฺมา จุทิโต โน เมตฺตจิตฺเตน อลนฺเต อวิปฺปฏิสารายาติ อธมฺมจุทิตสฺส อุปาลิ ภิกฺขุโน อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อวิปฺปฏิสาโร อุปทหาตพฺโพติ ฯ

พระอุบาลีทูลถามว่า ก็ภิกษุผู้ถูกโจทโดยไม่เป็นธรรม ไม่ต้อง เดือดร้อนด้วยอาการเท่าไร พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ถูกโจทโดยไม่เป็นธรรม ไม่ต้องเดือดร้อน ด้วยอาการ ๕ คือ:- ๑. ท่านถูกโจทโดยกาลไม่ควร ไม่ถูกโจทโดยกาลอันควร ท่านไม่ต้องเดือดร้อน ๒. ท่านถูกโจทด้วยเรื่องไม่จริง ไม่ได้ถูกโจทด้วยเรื่องจริง ท่านไม่ต้องเดือดร้อน ๓. ท่านถูกโจทด้วยคำหยาบ ไม่ถูกโจทด้วยคำสุภาพ ท่านไม่ต้องเดือดร้อน ๔. ท่านถูกโจทด้วยเรื่องไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่ได้ถูกโจทด้วยเรื่องประกอบด้วยประโยชน์ ท่านไม่ต้องเดือดร้อน ๕. ท่านถูกโจทด้วยมุ่งร้าย ไม่ถูกโจทด้วยเมตตาจิต ท่านไม่ต้องเดือดร้อน ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ถูกโจทโดยไม่เป็นธรรม ไม่ต้องเดือดร้อนด้วยอาการทั้ง ๕ นี้ ฯ ผู้โจทก์โดยเป็นธรรมไม่ต้องเดือดร้อน

ข้อ ๕๐๘

ธมฺมโจทกสฺส ภนฺเต ภิกฺขุโน กตีหากาเรหิ อวิปฺปฏิสาโร อุปทหาตพฺโพติ ฯ ธมฺมโจทกสฺส อุปาลิ ภิกฺขุโน ปญฺจหากาเรหิ อวิปฺปฏิสาโร อุปทหาตพฺโพ กาเลนายสฺมา โจเทสิ โน อกาเลน อลนฺเต อวิปฺปฏิสาราย ภูเตนายสฺมา โจเทสิ โน อภูเตน อลนฺเต อวิปฺปฏิสาราย สเณฺหนายสฺมา โจเทสิ โน ผรุเสน อลนฺเต อวิปฺปฏิสาราย อตฺถสญฺหิเตนายสฺมา โจเทสิ โน อนตฺถสญฺหิเตน อลนฺเต อวิปฺปฏิสาราย เมตฺตจิตฺโต อายสฺมา โจเทสิ โน โทสนฺตโร อลนฺเต อวิปฺปฏิสารายาติ ธมฺมโจทกสฺส อุปาลิ ภิกฺขุโน อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อวิปฺปฏิสาโร อุปทหาตพฺโพ ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ ยถา อญฺโญปิ ภิกฺขุ ภูเตน โจเทตพฺพํ มญฺเญยฺยาติ ฯ

พระอุบาลีทูลถามว่า ภิกษุผู้โจทก์โดยเป็นธรรม พึงถึงความ ไม่เดือดร้อน ด้วยอาการเท่าไร พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้โจทก์โดยเป็นธรรม พึงถึงความไม่เดือดร้อน ด้วยอาการ ๕ คือ:- ๑. ท่านโจทโดยกาลอันควร ไม่ใช่โจทโดยกาลอันไม่ควร ท่านไม่ต้องเดือดร้อน ๒. ท่านโจทด้วยเรื่องจริง ไม่ใช่โจทด้วยเรื่องไม่เป็นจริง ท่านไม่ต้องเดือดร้อน ๓. ท่านโจทด้วยคำสุภาพ ไม่ใช่โจทด้วยคำหยาบ ท่านไม่ต้องเดือดร้อน ๔. ท่านโจทด้วยเรื่องประกอบด้วยประโยชน์ ไม่ใช่โจทด้วยเรื่องไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ท่านไม่ต้องเดือดร้อน ๕. ท่านมีเมตตาจิตโจท ไม่ใช่มุ่งร้ายโจท ท่านไม่ต้องเดือดร้อน ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้โจทก์โดยเป็นธรรม พึงถึงความไม่เดือดร้อนด้วยอาการ๕ นี้ ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร เพราะภิกษุแม้อื่นก็พึงสำคัญว่าควรโจทด้วยเรื่องจริง ฯ ผู้ถูกโจทโดยธรรมต้องเดือดร้อน

ข้อ ๕๐๙

ธมฺมจุทิตสฺส ปน ภนฺเต ภิกฺขุโน กตีหากาเรหิ วิปฺปฏิสาโร อุปทหาตพฺโพติ ฯ ธมฺมจุทิตสฺส อุปาลิ ภิกฺขุโน ปญฺจหากาเรหิ วิปฺปฏิสาโร อุปทหาตพฺโพ กาเลนายสฺมา จุทิโต โน อกาเลน อลนฺเต วิปฺปฏิสาราย ภูเตนายสฺมา จุทิโต โน อภูเตน อลนฺเต วิปฺปฏิสาราย สเณฺหนายสฺมา จุทิโต โน ผรุเสน อลนฺเต วิปฺปฏิสาราย อตฺถสญฺหิเตนายสฺมา จุทิโต โน อนตฺถสญฺหิเตน อลนฺเต วิปฺปฏิสาราย เมตฺตจิตฺเตนายสฺมา จุทิโต โน โทสนฺตเรน อลนฺเต วิปฺปฏิสารายาติ ธมฺมจุทิตสฺส อุปาลิ ภิกฺขุโน อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ วิปฺปฏิสาโร อุปทหาตพฺโพติ ฯ

พระอุบาลีทูลถามว่า ก็ภิกษุผู้ถูกโจทโดยธรรม พึงถึงความ เดือดร้อนด้วยอาการเท่าไร พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ถูกโจทโดยธรรม พึงถึงความเดือดร้อนด้วยอาการ ๕ คือ:- ๑. ท่านถูกโจทโดยกาลอันควร ไม่ใช่ถูกโจทโดยกาลอันไม่ควร ท่านต้องเดือดร้อน ๒. ท่านถูกโจทด้วยเรื่องจริง ไม่ใช่ถูกโจทด้วยเรื่องไม่เป็นจริง ท่านต้องเดือดร้อน ๓. ท่านถูกโจทด้วยคำสุภาพ ไม่ใช่ถูกโจทด้วยคำหยาบ ท่านต้องเดือดร้อน ๔. ท่านถูกโจทด้วยเรื่องประกอบด้วยประโยชน์ ไม่ใช่ถูกโจทด้วยเรื่องไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ท่านต้องเดือดร้อน ๕. ท่านถูกโจทด้วยเมตตาจิต ไม่ใช่ถูกโจทด้วยมุ่งร้าย ท่านต้องเดือดร้อน ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ถูกโจทโดยธรรม พึงถึงความเดือดร้อนด้วยอาการ ๕นี้แล ฯ ผู้โจทก์พึงมนสิการธรรม ๕ ประการ

ข้อ ๕๑๐

โจทเกน ภนฺเต ภิกฺขุนา ปรํ โจเทตุกาเมน กตี ธมฺเม อชฺฌตฺตํ มนสิกริตฺวา ปโร โจเทตพฺโพติ ฯ โจทเกนุปาลิ ภิกฺขุนา ปรํ โจเทตุกาเมน ปญฺจ ธมฺเม อชฺฌตฺตํ มนสิกริตฺวา ปโร โจเทตพฺโพ การุญฺญตา หิเตสิตา อนุกมฺปิตา อาปตฺติวุฏฺฐานตา วินยปุเรกฺขารตาติ โจทเกนุปาลิ ภิกฺขุนา ปรํ โจเทตุกาเมน อิเม ปญฺจ ธมฺเม อชฺฌตฺตํ มนสิกริตฺวา ปโร โจเทตพฺโพติ ฯ

พระอุบาลีทูลถามว่า ภิกษุผู้โจทก์ปรารถนาจะโจทผู้อื่น พึง มนสิการธรรมเท่าไรไว้ในตน แล้วโจทผู้อื่น พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้โจทก์ปรารถนาจะโจทผู้อื่นพึงมนสิการธรรม ๕ อย่างไว้ในตน แล้วโจทผู้อื่น คือ:- ๑. ความการุญ ๒. ความหวังประโยชน์ ๓. ความเอ็นดู ๔. ความออกจากอาบัติ ๕. ความทำวินัยเป็นเบื้องหน้า ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้โจทก์ปรารถนาจะโจทผู้อื่น พึงมนสิการธรรม ๕ อย่างนี้ไว้ในตน แล้วโจทผู้อื่น ฯ ผู้ถูกโจทก์พึงตั้งอยู่ในธรรม ๒ ประการ

ข้อ ๕๑๑

จุทิเตน ปน ภนฺเต ภิกฺขุนา กตีสุ ธมฺเมสุ ปติฏฺฐาตพฺพนฺติ ฯ จุทิเตนุปาลิ ภิกฺขุนา ทฺวีสุ ธมฺเมสุ ปติฏฺฐาตพฺพํ สจฺเจ จ อกุปฺเป จาติ ฯ ปาติโมกฺขฏฺฐปนกฺขนฺธกํ นิฏฺฐิตํ นวมํ ฯ อิมมฺหิ ขนฺธเก วตฺถู ตึส ฯ ภาณวารา เทฺว ฯ -----------

พระอุบาลีทูลถามว่า ก็ภิกษุผู้ถูกโจทก์ พึงตั้งอยู่ในธรรมเท่าไรพระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ถูกโจทก์ พึงตั้งอยู่ในธรรม๒ ประการ คือ ความจริง ๑ ความไม่ขุ่นเคือง ๑ ฯ ปาติโมกขฐปนขันธกะ ที่ ๙ จบ ในขันธกะนี้มี ๓๐ เรื่อง ๒ ภาณวาร -----------------------------------------------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๙. ปาติโมกขัฎฐปนขันธกะ] ๑๐. โจทกจุทิตกปฎิสังยุตตกถา ๑๐. โจทกจุทิตกปฏิสังยุตตกถา ว่าด้วยเรื่องของผู้โจทก์และผู้ถูกโจท

ข้อ ๔๐๑

ท่านพระอุบาลีทูลถามว่า “ภิกษุผู้เป็นโจทก์โดยไม่ชอบธรรม พึงถึงความ เดือดร้อนด้วยอาการเท่าไร พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “อุบาลี ภิกษุผู้เป็นโจทก์โดยไม่ชอบธรรม พึงถึงความเดือดร้อนด้วยอาการ ๕ อย่าง คือ ๑. ท่านโจทโดยกาลไม่ควร ไม่โจทโดยกาลที่ควร จึงสมควรเดือดร้อน ๒. ท่านโจทด้วยเรื่องไม่จริง ไม่โจทด้วยเรื่องจริง จึงสมควรเดือดร้อน ๓. ท่านโจทด้วยคำหยาบ ไม่โจทด้วยคำสุภาพ จึงสมควรเดือดร้อน ๔. ท่านโจทด้วยเรื่องที่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่โจทด้วยเรื่องที่ ประกอบด้วยประโยชน์ จึงสมควรเดือดร้อน ๕. ท่านมีจิตมุ่งร้าย โจท ไม่มีเมตตาจิต จึงสมควรเดือดร้อน อุบาลี ภิกษุผู้โจทก์โดยไม่ชอบธรรม พึงถึงความเดือดร้อนด้วยอาการ ๕ อย่างเหล่านี้ ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุอะไร เพราะภิกษุแม้อื่นไม่พึงสำคัญบุคคลที่พึงโจทด้วยเรื่องไม่จริง” เรื่องผู้ถูกโจทโดยไม่ชอบธรรมไม่ต้องเดือดร้อน ท่านพระอุบาลีทูลถามว่า “ภิกษุผู้ถูกโจทโดยไม่ชอบธรรม ไม่พึงถึงความเดือดร้อนด้วยอาการเท่าไร พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “อุบาลี ภิกษุผู้ถูกโจทโดยไม่ชอบธรรม ไม่พึงถึงความเดือดร้อนด้วยอาการ ๕ อย่าง คือ @เชิงอรรถ : @ อนฺตร ใช้ในอรรถว่า จิตฺตโทสนฺตโร...ฯ ทุฏฺฐจิตฺโต หุตฺวา (วิ.อ. ๓/๔๐๐/๔๐๔) “โทสนฺตโร”ติ เอตฺถ@อนฺตรสทฺโท จิตฺตปริยาโย (สารตฺถ.ฏีกา ๓/๔๐๐/๕๑๙, วิมติ.ฏีกา ๒/๔๐๐/๓๔๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๓๐๕}

พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๙. ปาติโมกขัฎฐปนขันธกะ] ๑๐. โจทกจุทิตกปฎิสังยุตตกถา ๑. ท่านถูกโจทโดยกาลไม่ควร ไม่ถูกโจทโดยกาลที่ควร จึงไม่สมควร เดือดร้อน ๒. ท่านถูกโจทด้วยเรื่องไม่จริง ไม่ใช่ถูกโจทด้วยเรื่องจริง จึงไม่สมควร เดือดร้อน ๓. ท่านถูกโจทด้วยคำหยาบ ไม่ถูกโจทด้วยคำสุภาพ จึงไม่สมควร เดือดร้อน ๔. ท่านถูกโจทด้วยเรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่ถูกโจทด้วยเรื่องที่ เป็นประโยชน์ จึงไม่สมควรเดือดร้อน ๕. ท่านถูกโจทเพราะความมุ่งร้าย ไม่ใช่ถูกโจทเพราะเมตตาจิต จึงไม่ สมควรเดือดร้อน อุบาลี ภิกษุผู้ถูกโจทโดยไม่ชอบธรรม ไม่พึงถึงความเดือดร้อนด้วยอาการ ๕อย่างเหล่านี้” เรื่องผู้เป็นโจทก์โดยชอบธรรมไม่ต้องเดือดร้อน ท่านพระอุบาลีทูลถามว่า “ภิกษุผู้เป็นโจทก์โดยชอบธรรม ไม่พึงเดือดร้อนด้วยอาการเท่าไร พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “อุบาลี ภิกษุผู้เป็นโจทก์โดยชอบธรรม ไม่พึง เดือดร้อนด้วยอาการ ๕ อย่าง คือ ๑. ท่านโจทโดยกาลที่ควร ไม่ใช่โจทโดยกาลไม่ควร จึงไม่สมควรเดือดร้อน ๒. ท่านโจทด้วยเรื่องจริง ไม่ใช่โจทด้วยเรื่องไม่จริง จึงไม่สมควรเดือดร้อน ๓. ท่านโจทด้วยคำสุภาพ ไม่ใช่โจทด้วยคำหยาบ จึงไม่สมควรเดือดร้อน ๔. ท่านโจทด้วยเรื่องที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่โจทด้วยเรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์จึงไม่สมควรเดือดร้อน ๕. ท่านมีเมตตาจิตโจท ไม่ได้มุ่งร้าย จึงไม่สมควรเดือดร้อน อุบาลี ภิกษุผู้เป็นโจทก์โดยชอบธรรม ไม่พึงเดือดร้อนด้วยอาการ ๕ อย่างนี้ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร เพราะภิกษุอื่นก็พึงสำคัญบุคคลที่พึงโจทด้วยเรื่องจริง”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๓๐๖}

พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๙. ปาติโมกขัฎฐปนขันธกะ] ๑๐. โจทกจุทิตกปฎิสังยุตตกถา ผู้ถูกโจทโดยชอบธรรมต้องเดือดร้อน ท่านพระอุบาลีทูลถามว่า “ภิกษุผู้ถูกโจทโดยชอบธรรม พึงเดือดร้อนด้วยอาการเท่าไร พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “อุบาลี ภิกษุผู้ถูกโจทโดยชอบธรรม พึงเดือด ร้อนด้วยอาการ ๕ อย่าง คือ ๑. ท่านถูกโจทโดยกาลที่ควร ไม่ใช่กาลอันไม่ควร จึงสมควรเดือดร้อน ๒. ท่านถูกโจทด้วยเรื่องจริง ไม่ใช่เรื่องไม่จริง จึงสมควรเดือดร้อน ๓. ท่านถูกโจทด้วยคำสุภาพ ไม่ใช่คำหยาบ จึงสมควรเดือดร้อน ๔. ท่านถูกโจทด้วยเรื่องที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่ไม่เป็นประโยชน์ จึงสมควรเดือดร้อน ๕. ท่านถูกโจทด้วยเมตตาจิต ไม่ใช่เพราะมุ่งร้าย จึงสมควรเดือดร้อน อุบาลี ภิกษุผู้ถูกโจทโดยชอบธรรม พึงเดือดร้อนด้วยอาการ ๕ อย่างนี้” คุณสมบัติของผู้เป็นโจทก์ ๕ อย่าง ท่านพระอุบาลีทูลถามว่า “ภิกษุผู้โจทก์ ประสงค์จะโจทคนอื่น พึงมนสิการ คุณสมบัติภายในตนเท่าไรแล้วจึงโจทผู้อื่น พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “อุบาลี ภิกษุผู้โจทก์ ประสงค์จะโจทคนอื่น พึง มนสิการคุณสมบัติภายในตน ๕ อย่าง แล้วจึงโจทผู้อื่น คือ ๑. มีความการุญ ๒. มุ่งประโยชน์ ๓. มีความเอ็นดู ๔. มุ่งออกจากอาบัติ ๕. ยึดวินัยไว้เป็นแนวทาง อุบาลี ภิกษุผู้เป็นโจทก์ ประสงค์จะโจทคนอื่น พึงมนสิการคุณสมบัติภายในตน๕ อย่างเหล่านี้ก่อน แล้วจึงโจทผู้อื่น”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๓๐๗}

พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๙. ปาติโมกขัฎฐปนขันธกะ] รวมเรื่องที่มีในปาติโมกขัฎฐปนขันธกะ ผู้ถูกโจทพึงตั้งอยู่ในธรรม ๒ อย่าง ท่านพระอุบาลีทูลถามว่า “ภิกษุผู้ถูกโจท พึงตั้งอยู่ในธรรมเท่าไร พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “อุบาลี ภิกษุผู้ถูกโจท พึงตั้งอยู่ในธรรม ๒ อย่าง คือ ๑. ความจริง ๒. ความไม่ขุ่นเคือง ทุติยภาณวาร จบ ปาติโมกขฐปนขันธกะที่ ๙ จบ ในขันธกะนี้มี ๓๐ เรื่อง ๒ ภาณวาร

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาปาติโมกขฐปนะขันธกะทั้งหมดมีเนื้อความอยู่ในข้อ 447. -----------------------------------------------------

อรรถกถาที่มีมาก่อนหน้านี้ :- อรรถกถา จุลวรรค ภาค ๒ ปาติโมกขฐปนะขันธกะ เรื่องพระอานนทเถระเป็นต้น

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา