เรื่องเครื่องประดับต่างชนิด
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๑๒เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู วลฺลิกํ ธาเรนฺติ ฯ ฯเปฯ ปามงฺคํ ธาเรนฺติ ฯ กณฺฐสุตฺตกํ ธาเรนฺติ ฯ กฏิสุตฺตกํ ธาเรนฺติ ฯ โอวฏฺฏิกํ ธาเรนฺติ ฯ กายุรํ ธาเรนฺติ ฯ หตฺถาภรณํ ธาเรนฺติ ฯ องฺคุลิมุทฺทิกํ ธาเรนฺติ ฯ มนุสฺสา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ ฯเปฯ เสยฺยถาปิ คิหี กามโภคิโนติ ฯ อสฺโสสุํ โข ภิกฺขู เตสํ มนุสฺสานํ อุชฺฌายนฺตานํ ขียนฺตานํ วิปาเจนฺตานํ ฯเปฯ อถโข เต ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯเปฯ สจฺจํ กิร ภิกฺขเว ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู วลฺลิกํ ธาเรนฺติ ฯ ปามงฺคํ ธาเรนฺติ ฯ กณฺฐสุตฺตกํ ธาเรนฺติ ฯ กฏิสุตฺตกํ ธาเรนฺติ ฯ โอวฏฺฏิกํ ธาเรนฺติ ฯ กายุรํ ธาเรนฺติ ฯ หตฺถาภรณํ ธาเรนฺติ ฯ องฺคุลิมุทฺทิกํ ธาเรนฺตีติ ฯ สจฺจํ ภควาติ ฯเปฯ วิครหิตฺวา ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ น ภิกฺขเว วลฺลิกํ ธาเรตพฺพํ น ปามงฺคํ ธาเรตพฺพํ น กณฺฐสุตฺตกํ ธาเรตพฺพํ น กฏิสุตฺตกํ ธาเรตพฺพํ น โอวฏฺฏิกํ ธาเรตพฺพํ น กายุรํ ธาเรตพฺพํ น หตฺถาภรณํ ธาเรตพฺพํ น องฺคุลิมุทฺทิกํ ธาเรตพฺพํ โย ธาเรยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ
๑๓เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู ทีเฆ เกเส ธาเรนฺติ ฯ มนุสฺสา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ ฯเปฯ เสยฺยถาปิ คิหี กามโภคิโนติ ฯเปฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯเปฯ น ภิกฺขเว ทีฆา เกสา ธาเรตพฺพา โย ธาเรยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว ทุมาสิกํ วา ทุวงฺคุลํ วาติ ฯ
๑๔เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู โกจฺเฉน เกเส โอสเณฺหนฺติ ฯ ผณเกน เกเส โอสเณฺหนฺติ ฯ หตฺถผณเกน เกเส โอสเณฺหนฺติ ฯ สิตฺถเตลเกน เกเส โอสเณฺหนฺติ ฯ อุทกเตลเกน เกเส โอสเณฺหนฺติ ฯ มนุสฺสา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ ฯเปฯ เสยฺยถาปิ คิหี กามโภคิโนติ ฯเปฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯเปฯ น ภิกฺขเว โกจฺเฉน เกสา โอสเณฺหตพฺพา น ผณเกน เกสา โอสเณฺหตพฺพา น หตฺถผณเกน เกสา โอสเณฺหตพฺพา น สิตฺถเตลเกน เกสา โอสเณฺหตพฺพา น อุทกเตลเกน เกสา โอสเณฺหตพฺพา โย โอสเณฺหยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ
๑๕เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู อาทาเสปิ อุทกปตฺเตปิ มุขนิมิตฺตํ โอโลเกนฺติ ฯ มมุสฺสา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ ฯเปฯ เสยฺยถาปิ คิหี กามโภคิโนติ ฯเปฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯเปฯ น ภิกฺขเว อาทาเส วา อุทกปตฺเต วา มุขนิมิตฺตํ โอโลเกตพฺพํ โย โอโลเกยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ
๑๖เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรสฺส ภิกฺขุโน มุเข วโณ โหติ ฯ โส ภิกฺขู ปุจฺฉิ กีทิโส เม อาวุโส วโณติ ฯ ภิกฺขู เอวมาหํสุ อีทิโส เต อาวุโส วโณติ ฯ โส น สทฺทหติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯเปฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว อาพาธปฺปจฺจยา อาทาเส วา อุทกปตฺเต วา มุขนิมิตฺตํ โอโลเกตุนฺติ ฯ
๑๗เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู มุขํ อาลิมฺเปนฺติ ฯ มุขํ อุมฺมทฺเทนฺติ ฯ มุขํ จุณฺเณนฺติ ฯ มโนสิลกาย มุขํ ลญฺเจนฺติ ฯ องฺคราคํ กโรนฺติ ฯ มุขราคํ กโรนฺติ ฯ องฺคราคมุขราคํ กโรนฺติ ฯ มนุสฺสา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ ฯเปฯ เสยฺยถาปิ คิหี กามโภคิโนติ ฯเปฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯเปฯ น ภิกฺขเว มุขํ อาลิมฺปิตพฺพํ น มุขํ อุมฺมทฺทิตพฺพํ น มุขํ จุณฺเณตพฺพํ น มโนสิลกาย มุขํ ลญฺเจตพฺพํ น องฺคราโค กาตพฺโพ น มุขราโค กาตพฺโพ น องฺคราคมุขราโค กาตพฺโพ โย กเรยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ
๑๘เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรสฺส ภิกฺขุโน จกฺขุโรคาพาโธ โหติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯเปฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว อาพาธปฺปจฺจยา มุขํ อาลิมฺปิตุนฺติ ฯ
๑๙เตน โข ปน สมเยน ราชคเห คิรคฺคสมชฺโช โหติ ฯ ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู คิรคฺคสมชฺชํ ทสฺสนาย อคมํสุ ฯ มนุสฺสา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม สมณา สกฺยปุตฺติยา นจฺจมฺปิ คีตมฺปิ วาทิตมฺปิ ทสฺสนาย คจฺฉิสฺสนฺติ เสยฺยถาปิ คิหี กามโภคิโนติ ฯเปฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯเปฯ น ภิกฺขเว นจฺจํ วา คีตํ วา วาทิตํ วา ทสฺสนาย คนฺตพฺพํ โย คจฺเฉยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ
๒๐เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู อายตเกน คีตสฺสเรน ธมฺมํ คายนฺติ ฯ มนุสฺสา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ ยเถว มยํ คายาม เอวเมวิเม นาม สมณา สกฺยปุตฺติยา อายตเกน คีตสฺสเรน ธมฺมํ คายนฺตีติ ฯ อสฺโสสุํ โข ภิกฺขู เตสํ มนุสฺสานํ อุชฺฌายนฺตานํ ขียนฺตานํ วิปาเจนฺตานํ ฯ เย เต ภิกฺขู อปฺปิจฺฉา ฯเปฯ เต อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู อายตเกน คีตสฺสเรน ธมฺมํ คายิสฺสนฺตีติ ฯ อถโข เต ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯเปฯ สจฺจํ กิร ภิกฺขเว ฯเปฯ สจฺจํ ภควาติ ฯเปฯ ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ปญฺจิเม ภิกฺขเว อาทีนวา อายตเกน คีตสฺสเรน ธมฺมํ คายนฺตสฺส อตฺตโนปิ ตสฺมึ สเร สารชฺชติ ปเรปิ ตสฺมึ สเร สารชฺชนฺติ คหปติกาปิ อุชฺฌายนฺติ สรกุตฺตึปิ นิกามยมานสฺส สมาธิสฺส ภงฺโค โหติ ปจฺฉิมา ชนตา ทิฏฺฐานุคติมาปชฺชติ อิเม โข ภิกฺขเว ปญฺจ อาทีนวา อายตเกน คีตสฺสเรน ธมฺมํ คายนฺตสฺส น ภิกฺขเว อายตเกน คีตสฺสเรน ธมฺโม คายิตพฺโพ โย คาเยยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ
๒๑เตน โข ปน สมเยน ภิกฺขู สรภญฺเญ กุกฺกุจฺจายนฺติ ฯ อถโข เต ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว สรภญฺญนฺติ ฯ
๒๒เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู พาหิรโลมึ อุณฺณึ ธาเรนฺติ ฯ มนุสฺสา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ ฯเปฯ เสยฺยถาปิ คิหี กามโภคิโนติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ ฯเปฯ น ภิกฺขเว พาหิรโลมี อุณฺณี ธาเรตพฺพา โย ธาเรยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
เรื่องพระฉัพพัคคีย์ใช้เครื่องประดับชนิดต่างๆ
สมัยนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ใช้เครื่องประดับหู ... ใช้สร้อยสังวาล ... ใช้สร้อยคอ ... ใช้เครื่องประดับเอว ... ใช้วลัย ... ใช้สร้อยตาบ ... ใช้เครื่องประดับข้อมือ ... ใช้แหวนสวมนิ้วมือ คนทั้งหลายจึงตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ฯลฯ เหมือนคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม” ภิกษุทั้งหลายได้ยินคนทั้งหลายตำหนิ ประณาม โพนทะนา ฯลฯ ครั้นแล้ว ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๗}
พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๕. ขุททกวัตถุขันธกะ] ขุททกวัตถุ พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย ทราบว่า พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ใช้เครื่องประดับหู ... ใช้สร้อยสังวาล ... ใช้สร้อยคอ ... ใช้เครื่องประดับเอว ... ใช้วลัย ... ใช้สร้อยตาบ .... ใช้เครื่องประดับข้อมือ ... ใช้แหวนสวมนิ้วมือ จริงหรือ” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิ ฯลฯ ครั้นทรงตำหนิแล้วทรงแสดงธรรมีกถารับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงใช้เครื่องประดับหู ... ไม่พึงใช้สร้อยสังวาล ... ไม่พึงใช้สร้อยคอ ... ไม่พึงใช้เครื่องประดับเอว ... ไม่พึงใช้วลัย ... ไม่พึงใช้สร้อยตาบ ... ไม่พึงใช้เครื่องประดับข้อมือ ... ไม่พึงใช้แหวนสวมนิ้วมือ รูปใดใช้ต้องอาบัติทุกกฏ” เรื่องพระฉัพพัคคีย์ไว้ผมยาว
สมัยนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ไว้ผมยาว คนทั้งหลายตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ฯลฯ เหมือนคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม” ฯลฯ ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงไว้ผมยาว รูปใดไว้ ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ไว้ผมยาวได้ ๒ เดือน หรือยาวได้ ๒ นิ้ว”เรื่องพระฉัพพัคคีย์ใช้แปรงหวีผมเป็นต้น สมัยนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ใช้แปรงหวีผม ... ใช้หวีหวีผม ... ใช้นิ้วมือต่างหวีเสยผม ... ใช้น้ำมันผสมกับขี้ผึ้งเสยผม ... ใช้น้ำมันผสมกับน้ำเสยผม@เชิงอรรถ : @ ถ้าภายใน ๒ เดือน ผมยาวถึง ๒ นิ้ว พึงตัดภายใน ๒ เดือน ไม่ควรปล่อยให้ยาวเกิน ๒ นิ้ว@หรือแม้ผมจะยังไม่ยาวก็ไม่ควรปล่อยไว้เกิน ๒ เดือนไปแม้แต่วันเดียว (วิ.อ. ๓/๒๔๖/๓๐๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๘}
พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๕. ขุททกวัตถุขันธกะ] ขุททกวัตถุ คนทั้งหลายตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ฯลฯ เหมือนคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม” ฯลฯ ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงใช้แปรงหวีผม ... ไม่พึงใช้หวีหวีผม ... ไม่พึงใช้นิ้วมือต่างหวีเสยผม ... ไม่พึงใช้น้ำมันผสมกับขี้ผึ้งเสยผม ... ไม่พึงใช้น้ำมันผสมกับน้ำเสยผม รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ” เรื่องพระฉัพพัคคีย์ส่องดูเงาหน้า
สมัยนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ส่องดูเงาหน้าที่คันฉ่องบ้าง ในภาชนะ ใส่น้ำบ้าง คนทั้งหลายตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ฯลฯ เหมือนคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม” ฯลฯ ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงดูเงาหน้าที่คันฉ่องหรือในภาชนะใส่น้ำ รูปใดดู ต้องอาบัติทุกกฏ” เรื่องภิกษุเป็นแผลที่หน้า สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งเป็นแผลที่หน้า ถามภิกษุทั้งหลายว่า “แผลของกระผมเป็นอย่างไรขอรับ” ภิกษุทั้งหลายตอบว่า “เป็นอย่างนี้ๆ ขอรับ” ภิกษุนั้นไม่เชื่อ ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เพราะอาพาธเป็นปัจจัย เราอนุญาตให้ตรวจดูรอยตำหนิบนใบหน้าที่คันฉ่องหรือที่ภาชนะใส่น้ำได้”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๙}
พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๕. ขุททกวัตถุขันธกะ] ขุททกวัตถุ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ทาหน้าเป็นต้น สมัยนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ทาหน้า ... ถูหน้า ... ผัดหน้า ... เจิมหน้าด้วยมโนศิลา ... ย้อมตัว ... ย้อมหน้า ... ย้อมทั้งตัวและหน้า คนทั้งหลายตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ฯลฯ เหมือนคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม” ฯลฯ ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงทาหน้า ... ไม่พึงถูหน้า... ไม่พึงผัดหน้า ... ไม่พึงเจิมหน้าด้วยมโนศิลา ... ไม่พึงย้อมตัว ... ไม่พึงย้อมหน้า... ไม่พึงย้อมทั้งตัวและหน้า รูปใดย้อม ต้องอาบัติทุกกฏ” เรื่องภิกษุอาพาธเป็นโรคตา สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธเป็นโรคตา ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เพราะอาพาธเป็นปัจจัย เราอนุญาตให้ทาหน้าได้ ” เรื่องพระฉัพพัคคีย์ดูมหรสพ
สมัยนั้น มีมหรสพบนยอดเขาในกรุงราชคฤห์ พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ไป เที่ยวดูมหรสพ คนทั้งหลายตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนพวกพระสมณะเชื้อสาย ศากยบุตรจึงไปดูการฟ้อนรำบ้าง การขับร้องบ้าง การบรรเลงดนตรีบ้าง เหมือนคฤหัสถ์ผู้บริโภคกามเล่า” ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ มโนศิลา คือหินอ่อนที่ย่อยให้ละเอียดประสมเป็นสีทาสิ่งอื่นได้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๑๐}
พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๕. ขุททกวัตถุขันธกะ] ขุททกวัตถุ ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงไปดูการฟ้อนรำ การขับร้อง หรือการบรรเลงดนตรี รูปใดไปดู ต้องอาบัติทุกกฏ” เรื่องพระฉัพพัคคีย์สวดธรรมด้วยเสียงขับยาว
สมัยนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์สวดธรรมด้วยเสียงขับยาวคล้ายเพลงขับ คนทั้งหลายตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนพวกพระสมณะเชื้อสาย ศากยบุตรจึงสวดธรรมด้วยเสียงขับยาว เหมือนพวกเราขับร้องเล่า” ภิกษุทั้งหลายได้ยินคนทั้งหลายตำหนิ ประณาม โพนทะนา ฯลฯ บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ฯลฯ พากันตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนพวกภิกษุฉัพพัคคีย์จึงสวดธรรมด้วยเสียงขับยาวเล่า” ครั้งนั้นแล ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย ทราบว่า พวกภิกษุฉัพพัคคีย์สวดธรรมด้วยเสียงขับยาว จริงหรือ” ฯลฯ ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า” ฯลฯ ทรงแสดงธรรมีกถาแล้วรับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้สวดธรรมด้วยเสียงขับยาวมีโทษ ๕ประการนี้ โทษ ๕ ประการคือ ๑. แม้ตนเองก็กำหนัดในเสียงนั้น ๒. แม้ผู้อื่นก็กำหนัดในเสียงนั้น ๓. แม้คหบดีทั้งหลายก็ตำหนิ ๔. เมื่อภิกษุพอใจการทำเสียง ความเสื่อมแห่งสมาธิย่อมมี ๕. ภิกษุรุ่นหลังจะพากันตามอย่าง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๑๑}
พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๕. ขุททกวัตถุขันธกะ] ขุททกวัตถุ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้สวดธรรมด้วยเสียงขับยาว มีโทษ ๕ ประการนี้แล ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงกล่าวธรรมด้วยเสียงขับยาว รูปใดสวด ต้องอาบัติทุกกฏ” เรื่องภิกษุสวดสรภัญญะ สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายยำเกรงในการสวดสรภัญญะ ครั้งนั้นแล ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตการสวดเป็นทำนองสรภัญญะ” เรื่องพระฉัพพัคคีย์ใช้ผ้าห่มขนสัตว์ สมัยนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ใช้ผ้าห่มขนสัตว์ให้ด้านที่มีขนอยู่ด้านนอก คน ทั้งหลายตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ฯลฯ เหมือนคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม” ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงใช้ผ้าห่มขนสัตว์ให้ด้านที่มีขนอยู่ด้านนอก รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ” เรื่องพระฉัพพัคคีย์ฉันมะม่วง
สมัยนั้น มะม่วงที่พระราชอุทยานของพระเจ้าพิมพิสารจอมทัพมคธรัฐ กำลังออกผล พระเจ้าพิมพิสารจอมทัพมคธรัฐทรงอนุญาตว่า “ขอนิมนต์พระคุณเจ้าทั้งหลายฉันผลมะม่วงตามสบายเถิด” พวกภิกษุฉัพพัคคีย์สอยมะม่วงเลือกเอาเฉพาะผลอ่อนๆ เท่านั้นมาฉัน @เชิงอรรถ : @ องฺ.ปญฺจก. (แปล) ๒๒/๒๐๙/๓๕๒
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๑๒}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาจุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ ศึกษาได้จากอรรถกถาที่มีมาก่อนหน้านี้. -----------------------------------------------------
อรรถกถาที่มีมาก่อนหน้านี้ :- อรรถกถา จุลวรรค ภาค ๒ ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องพระฉัพพัคคีย์เป็นต้น