อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับหลวงจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดง

เรื่องพระอชิตะ ญัตติกรรมวาจา คำถาม-คำตอบเกี่ยวกับวัตถุ ๑๐ ประการ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๕๗–๔๕๘พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 14 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 14 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 2 ข้อ3 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

เรื่องพระอชิตะ สมัยนั้น ภิกษุอชิตะ มีพรรษา ๑๐ เป็นผู้ยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงแก่สงฆ์ ต่อมา สงฆ์แต่งตั้งท่านพระอชิตะให้เป็นผู้ปูอาสนะเพื่อภิกษุผู้เถระทั้งหลาย ภิกษุผู้เถระทั้งหลายคิดว่า “พวกเราจะระงับอธิกรณ์นี้ที่ไหนเล่า” ลำดับนั้น ภิกษุผู้เถระทั้งหลายได้ปรึกษากันต่อไปดังนี้ว่า “วาลิการามเป็นที่น่ารื่นรมย์ เงียบสงบ ไม่อึกทึก พวกเราน่าจะระงับอธิกรณ์นี้ที่วาลิการาม”

ข้อ ๔๕๗

ครั้งนั้น ภิกษุผู้เถระทั้งหลาย ประสงค์จะวินิจฉัยอธิกรณ์นั้นพากันเดิน ทางไปวาลิการาม ลำดับนั้น ท่านพระเรวตะประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติกรรมวาจาว่า ญัตติกรรมวาจา “ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้าสงฆ์พร้อมแล้ว ข้าพเจ้าพึงถามพระวินัยกับท่านพระสัพพกามี” ท่านพระสัพพกามีจึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติกรรมวาจาว่า ญัตติกรรมวาจา “ท่านทั้งหลาย ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้าสงฆ์พร้อมกันแล้ว ข้าพเจ้าอันท่านพระเรวตะถามพระวินัย จะได้ตอบต่อไป”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๔๑๓}

พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๑๒. สัตตสติกขันธกะ] ๒. ทุติยภาณวาร คำถาม-คำตอบเกี่ยวกับวัตถุ ๑๐ ประการ ลำดับนั้น ท่านพระเรวตะถามท่านพระสัพพกามีว่า “ท่านผู้เจริญ สิงคิโลณ กัปปะควรหรือ” ท่านพระสัพพกามีย้อนถามว่า “ท่าน สิงคิโลณกัปปะนั้นคืออะไร” ท่านพระเรวตะตอบว่า “ท่านผู้เจริญ การเก็บเกลือไว้ในเขนงเพราะตั้งใจว่า ‘จะฉันกับอาหารรสไม่เค็ม’ ควรหรือ” ท่านพระสัพพกามีตอบว่า “ท่าน ไม่ควร” ท่านพระเรวตะถามว่า “พระผู้มีพระภาคทรงห้ามไว้ที่ไหน” ท่านพระสัพพกามีตอบว่า “กรุงสาวัตถี ปรากฏในสุตตวิภังค์” ท่านพระเรวตะถามว่า “ต้องอาบัติอะไร” ท่านพระสัพพกามีตอบว่า “ต้องปาจิตตีย์ เพราะสะสมโภชนะ” ท่านพระเรวตะประกาศว่า “ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า เรื่องที่ ๑ นี้สงฆ์วินิจฉัยแล้วว่า เรื่องนี้นอกธรรม นอกวินัย เลี่ยงสัตถุศาสน์ ผมขอจักสลากที่ ๑ นี้” (๑) ท่านพระเรวตะถามว่า “ท่านผู้เจริญ ทวังคุลกัปปะควรหรือ” ท่านพระสัพพกามีย้อนถามว่า “ท่าน ทวังคุลกัปปะนั้นคืออะไร” ท่านพระเรวตะตอบว่า “ท่านผู้เจริญ การฉันโภชนะในเวลาวิกาล เมื่อเงา (ของดวงอาทิตย์)เลย(เวลาเที่ยง)ไป ๒ องคุลี ควรหรือ” ท่านพระสัพพกามีตอบว่า “ท่าน ไม่ควร” ท่านพระเรวตะถามว่า “พระผู้มีพระภาคทรงห้ามไว้ที่ไหน” ท่านพระสัพพกามีตอบว่า “กรุงราชคฤห์ ปรากฏในสุตตวิภังค์” ท่านพระเรวตะถามว่า “ต้องอาบัติอะไร” ท่านพระสัพพกามีตอบว่า “ต้องปาจิตตีย์ เพราะฉันโภชนะในเวลาวิกาล”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๔๑๔}

พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๑๒. สัตตสติกขันธกะ] ๒. ทุติยภาณวาร ท่านพระเรวตะประกาศว่า “ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า เรื่องที่ ๒ นี้สงฆ์วินิจฉัยแล้วว่า เรื่องนี้นอกธรรม นอกวินัย เลี่ยงสัตถุศาสน์ ผมขอจับสลากที่ ๒ นี้” (๒) ท่านพระเรวตะถามว่า “ท่านผู้เจริญ คามันตรกัปปะควรหรือ” ท่านพระสัพพกามีย้อนถามว่า “ท่าน คามันตรกัปปะนั้นคืออะไร” ท่านพระเรวตะตอบว่า “ท่านผู้เจริญ ภิกษุฉันเสร็จแล้ว ห้ามภัตตาหารแล้วคิดว่า ‘จะเข้าละแวกหมู่บ้าน ในบัดนี้’ แล้วฉันโภชนะที่ไม่เป็นเดน ควรหรือ” ท่านพระสัพพกามีตอบว่า “ท่าน ไม่ควร” ท่านพระเรวตะถามว่า “พระผู้มีพระภาคทรงห้ามไว้ ณ ที่ไหน” ท่านพระสัพพกามีตอบว่า “ณ กรุงสาวัตถี ปรากฏในสุตตวิภังค์” ท่านพระเรวตะถามว่า “ต้องอาบัติอะไร” ท่านพระสัพพกามีตอบว่า “ต้องปาจิตตีย์ เพราะฉันโภชนะที่ไม่เป็นเดน” ท่านพระเรวตะประกาศว่า “ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า เรื่องที่ ๓ นี้สงฆ์วินิจฉัยแล้วว่า เรื่องนี้นอกธรรม นอกวินัย เลี่ยงสัตถุศาสน์ ผมขอจับสลากที่ ๓ นี้” (๓) ท่านพระเรวตะถามว่า “ท่านผู้เจริญ อาวาสกัปปะควรหรือ” ท่านพระสัพพกามีย้อนถามว่า “ท่าน อาวาสกัปปะนั้นคืออะไร” ท่านพระเรวตะตอบว่า “ท่านผู้เจริญ อาวาสหลายแห่งที่มีสีมาเดียวกัน จะแยกกันทำอุโบสถ ควรหรือ” ท่านพระสัพพกามีตอบว่า “ท่าน ไม่ควร” ท่านพระเรวตะถามว่า “พระผู้มีพระภาคทรงห้ามไว้ที่ไหน” ท่านพระสัพพกามีตอบว่า “กรุงราชคฤห์ ปรากฏในอุโบสถสังยุต” ท่านพระเรวตะถามว่า “ต้องอาบัติอะไร” ท่านพระสัพพกามีตอบว่า “ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะล่วงพระวินัย”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๔๑๕}

พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๑๒. สัตตสติกขันธกะ] ๒. ทุติยภาณวาร ท่านพระเรวตะประกาศว่า “ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า เรื่องที่ ๔ นี้สงฆ์วินิจฉัยแล้วว่า เรื่องนี้นอกธรรม นอกวินัย เลี่ยงสัตถุศาสน์ ผมขอจับสลากที่๔ นี้” (๔) ท่านพระเรวตะถามว่า “ท่านผู้เจริญ อนุมติกัปปะควรหรือ” ท่านพระสัพพกามีย้อนถามว่า “ท่าน อนุมติกัปปะนั้นคืออะไร” ท่านพระเรวตะตอบว่า “ท่านผู้เจริญ สงฆ์แบ่งเป็นพวกกันทำกรรมด้วยตั้งใจว่า‘จะให้ผู้มาแล้วอนุมัติ’ ควรหรือ” ท่านพระสัพพกามีตอบว่า “ท่าน ไม่ควร” ท่านพระเรวตะถามว่า “พระผู้มีพระภาคทรงห้ามไว้ที่ไหน” ท่านพระสัพพกามีตอบว่า “ปรากฏในเรื่องพระวินัย ในจัมเปยยขันธกะ” ท่านพระเรวตะถามว่า “ต้องอาบัติอะไร” ท่านพระสัพพกามีตอบว่า “ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะละเมิดพระวินัย” ท่านพระเรวตะประกาศว่า “ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า เรื่องที่ ๕ นี้สงฆ์วินิจฉัยแล้วว่า เรื่องนี้นอกธรรม นอกวินัย เลี่ยงสัตถุศาสน์ ผมขอจับสลากที่๕ นี้” (๕) ท่านพระเรวตะถามว่า “ท่านผู้เจริญ อาจิณณกัปปะควรหรือ” ท่านพระสัพพกามีย้อนถามว่า “ท่าน อาจิณณกัปปะนั้นคืออะไร” ท่านพระเรวตะตอบว่า “ท่านผู้เจริญ การประพฤติล่วงเกินด้วยเข้าใจว่า ‘สิ่งนี้พระอุปัชฌาย์ของเราประพฤติมา สิ่งนี้พระอาจารย์ของเราประพฤติมา’ ควรหรือ” ท่านพระสัพพกามีตอบว่า “ท่าน สิ่งที่พระอุปัชฌาย์อาจารย์ประพฤติมาบาง อย่างควร บางอย่างไม่ควร” ท่านพระเรวตะประกาศว่า “ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า เรื่องที่ ๖ นี้สงฆ์วินิจฉัยแล้วว่า เรื่องนี้นอกธรรม นอกวินัย เลี่ยงสัตถุศาสน์ ข้าพเจ้าขอลงคะแนนที่ ๖ นี้” (๖) ท่านพระเรวตะถามว่า “ท่านผู้เจริญ อมถิตกัปปะควรหรือ”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๔๑๖}

พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๑๒. สัตตสติกขันธกะ] ๒. ทุติยภาณวาร ท่านพระสัพพกามีย้อนถามว่า “ท่าน อมถิตกัปปะนั้นคืออะไร” ท่านพระเรวตะตอบว่า “ท่านผู้เจริญ นมสดที่ละความเป็นนมสดแล้วแต่ยังไม่ถึงกับเป็นนมเปรี้ยว ภิกษุฉันเสร็จแล้ว ห้ามภัตตาหารแล้ว จะดื่มนมสดที่ไม่เป็นเดนควรหรือ” ท่านพระสัพพกามีตอบว่า “ท่าน ไม่ควร” ท่านพระเรวตะถามว่า “พระผู้มีพระภาคทรงห้ามไว้ ณ ที่ไหน” ท่านพระสัพพกามีตอบว่า “ณ กรุงสาวัตถี ปรากฏในสุตตวิภังค์” ท่านพระเรวตะถามว่า “ต้องอาบัติอะไร” ท่านพระสัพพกามีตอบว่า “ต้องปาจิตตีย์ เพราะฉันโภชนะที่ไม่เป็นเดน” ท่านพระเรวตะประกาศว่า “ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า เรื่องที่ ๗ นี้สงฆ์วินิจฉัยแล้วว่า เรื่องนี้นอกธรรม นอกวินัย เลี่ยงสัตถุศาสน์ ผมขอจับสลากที่๗ นี้” (๗) ท่านพระเรวตะถามว่า “ท่านผู้เจริญ การดื่มชโลคิ ควรหรือไม่” ท่านพระสัพพกามีย้อนถามว่า “ท่าน ชโลคินั้นคืออะไร” ท่านพระเรวตะตอบว่า “ท่านผู้เจริญ การดื่มสุราชนิดอ่อนที่ยังไม่แปรเป็นน้ำเมา (ชื่อว่าชโลคิ)ควรหรือ” ท่านพระสัพพกามี “ท่าน ไม่ควร” ท่านพระเรวตะถามว่า “พระผู้มีพระภาคทรงห้ามไว้ ณ ที่ไหน” ท่านพระสัพพกามีตอบว่า “ณ เมืองโกสัมพี ปรากฏในสุตตวิภังค์” ท่านพระเรวตะถามว่า “ต้องอาบัติอะไร” ท่านพระสัพพกามีตอบว่า “ต้องปาจิตตีย์ เพราะดื่มสุราและเมรัย” ท่านพระเรวตะประกาศว่า “ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า เรื่องที่ ๘ นี้สงฆ์วินิจฉัยแล้วว่า เรื่องนี้นอกธรรม นอกวินัย เลี่ยงสัตถุศาสน์ ผมขอจับสลากที่๘ นี้” (๘)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๔๑๗}

พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๑๒. สัตตสติกขันธกะ] ๒. ทุติยภาณวาร ท่านพระเรวตะถามว่า “ท่านผู้เจริญ ผ้าปูนั่งไม่มีชาย ควรหรือ” ท่านพระสัพพกามีตอบว่า “ท่าน ไม่ควร” ท่านพระเรวตะถามว่า “พระผู้มีพระภาคทรงห้ามไว้ ณ ที่ไหน” ท่านพระสัพพกามีตอบว่า “ณ กรุงสาวัตถี ปรากฏในสุตตวิภังค์” ท่านพระเรวตะถามว่า “ต้องอาบัติอะไร” ท่านพระสัพพกามีตอบว่า “ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ที่ชื่อว่าเฉทนกะ” ท่านพระเรวตะประกาศว่า “ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า เรื่องที่ ๙ นี้สงฆ์วินิจฉัยแล้วว่า เรื่องนี้นอกธรรม นอกวินัย เลี่ยงสัตถุศาสน์ ผมขอจับสลากที่๙ นี้” (๙) ท่านพระเรวตะถามว่า “ท่านผู้เจริญ ทองและเงิน ควรหรือ” ท่านพระสัพพกามีตอบว่า “ท่าน ไม่ควร” ท่านพระเรวตะถามว่า “พระผู้มีพระภาคทรงห้ามไว้ที่ไหน” ท่านพระสัพพกามีตอบว่า “กรุงราชคฤห์ ปรากฏในสุตตวิภังค์” ท่านพระเรวตะถามว่า “ต้องอาบัติอะไร” ท่านพระสัพพกามีตอบว่า “ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เพราะรับทองและเงิน” ท่านพระเรวตะประกาศว่า “ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า เรื่องที่ ๑๐ นี้สงฆ์วินิจฉัยแล้วว่า เรื่องนี้นอกธรรม นอกวินัย เลี่ยงสัตถุศาสน์ ผมขอจับสลากที่๑๐ นี้ (๑๐) ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สงฆ์วินิจฉัยวัตถุทั้ง ๑๐ ประการนี้แล้วว่าเรื่องเหล่านี้นอกธรรม นอกวินัย เลี่ยงสัตถุศาสน์ เพราะเหตุอย่างนี้ @เชิงอรรถ : @ เฉทนกะ แปลว่า มีการตัดออก เป็นชื่อเฉพาะอาบัติปาจิตตีย์สิกขาบทที่ ๕, ๗-๙ แห่งรตนวรรค ที่@ว่าด้วยการทำของใช้สอยเกินขนาด ภิกษุทั้งหลายทำเตียงตั่ง ผ้ารองนั่ง ผ้าปิดฝี หรือผ้าอาบน้ำฝนเกิน@ขนาด ต้องอาบัติปาจิตตีย์ที่ชื่อว่า เฉทนกะ (ดู วิ.มหา. (แปล) ๒/๕๒๒/๖๐๘, ๕๓๓/๖๑๕, ๕๓๘/๖๑๘,@๕๔๓/๖๒๑) ต้องตัดวัตถุนั้นให้ได้ขนาดก่อน จึงแสดงอาบัติตก

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า : ๔๑๘}

พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๑๒. สัตตสติกขันธกะ] รวมเรื่องที่มีในสัตตสติกขันธกะ

ข้อ ๔๕๘

ท่านพระสัพพกามีกล่าวต่อไปว่า “ท่านทั้งหลาย สงฆ์วินิจฉัยอธิกรณ์นั่นสำเร็จเรียบร้อยดีแล้ว อนึ่ง ท่านพึงถามถึงวัตถุทั้ง ๑๐ ประการนี้กับข้าพเจ้าท่ามกลางสงฆ์ เพื่อให้ภิกษุเหล่านั้นยอมรับทั่วกัน” ต่อมา ท่านพระเรวตะได้สอบถามวัตถุ ๑๐ ประการนี้กับท่านพระสัพพกามี ในท่ามกลางสงฆ์ ท่านพระสัพพกามีเมื่อถูกถามได้ตอบแล้ว ในคราวสังคายนาพระวินัยครั้งนี้ มีภิกษุ ๗๐๐ รูปพอดี ดังนั้น บัณฑิตจึงเรียกการสังคายนาพระวินัยครั้งนี้ว่า “สัตตสติกา” สัตตสติกขันธกะที่ ๑๒ จบ ในขันธกะนี้มี ๒๕ เรื่อง

ฉบับหลวง

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗ จุลวรรค ภาค ๒ เรื่องพระอชิตะ

ข้อ ๖๕๐

เตน โข ปน สมเยน อชิโต นาม ภิกฺขุ ทสวสฺโส สงฺฆสฺส ปาติโมกฺขุทฺเทสโก โหติ ฯ อถโข สงฺโฆ อายสฺมนฺตํปิ อชิตํ สมฺมนฺนติ เถรานํ ภิกฺขูนํ อาสนปญฺญาปกํ ฯ อถโข เถรานํ ภิกฺขูนํ เอตทโหสิ กตฺถ นุ โข มยํ อิมํ อธิกรณํ วูปสเมยฺยามาติ ฯ อถโข เถรานํ ภิกฺขูนํ เอตทโหสิ อยํ โข วาลิการาโม รมณีโย อปฺปสทฺโท อปฺปนิคฺโฆโส ยนฺนูน มยํ วาลิการาเม อิมํ อธิกรณํ วูปสเมยฺยามาติ ฯ อถโข เถรา ภิกฺขู วาลิการามํ อคมํสุ ตํ อธิกรณํ วินิจฺฉินิตุกามา ฯ

โดยสมัยนั้นแล พระอชิตะมีพรรษาได้ ๑๐ เป็นผู้สวดปาติโมกข์แก่สงฆ์ ครั้งนั้น สงฆ์สมมติท่านพระอชิตะให้เป็นผู้ปูอาสนะเพื่อพระเถระทั้งหลายพระเถระทั้งหลายคิดกันว่า พวกเราจะระงับอธิกรณ์นี้ ณ ที่ไหนหนอ แล้วคิดต่อไปว่า วาลิการามนี้แล เป็นรมณียสถาน มีเสียงน้อย ไม่มีเสียงเอ็ดอึงถ้าไฉนพวกเราจะพึงระงับอธิกรณ์นี้ ณ วาลิการาม ครั้งนั้น พระเถระทั้งหลายที่ประสงค์จะวินิจฉัยอธิกรณ์นั้น ได้พากันไปวาลิการาม ฯ สมมติตนเป็นผู้ถามและแก้

ข้อ ๖๕๑

อถโข อายสฺมา เรวโต สงฺฆํ ญาเปสิ สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ ยทิ สงฺฆสฺส ปตฺตกลฺลํ อหํ อายสฺมนฺตํ สพฺพกามึ วินยํ ปุจฺเฉยฺยนฺติ ฯ อายสฺมา สพฺพกามี สงฺฆํ ญาเปสิ สุณาตุ เม อาวุโส สงฺโฆ ยทิ สงฺฆสฺส ปตฺตกลฺลํ อหํ เรวเตน วินยํ ปุฏฺโฐ วิสฺสชฺเชยฺยนฺติ ฯ

ครั้งนั้น ท่านพระเรวตะประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติกรรมวาจาว่าดังนี้:- ญัตติกรรมวาจา ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว ข้าพเจ้าพึงถามพระวินัยกะท่านพระสัพพกามี ท่านพระสัพพกามีประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-ญัตติกรรมวาจา ท่านทั้งหลาย ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว ข้าพเจ้าอันพระเรวตะถามพระวินัยแล้ว จะพึงแก้ ฯ ถามและแก้วัตถุ ๑๐ ประการ

ข้อ ๖๕๒

อถโข อายสฺมา เรวโต อายสฺมนฺตํ สพฺพกามึ เอตทโวจ กปฺปติ ภนฺเต สิงฺคิโลณกปฺโปติ ฯ โก โส อาวุโส สิงฺคิโลณกปฺโปติ ฯ กปฺปติ ภนฺเต สิงฺคินา โลณํ ปริหริตุํ ยตฺถ อโลณิกํ ภวิสฺสติ ตตฺถ ปริภุญฺชิสฺสามีติ ฯ นาวุโส กปฺปตีติ ฯ กตฺถ ปฏิกฺขิตฺตนฺติ ฯ สาวตฺถิยา สุตฺตวิภงฺเคติ ฯ กึ อาปชฺชตีติ ฯ สนฺนิธิการกโภชเน ปาจิตฺติยนฺติ ฯ สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ อิทํ ปฐมํ วตฺถุํ สงฺเฆน วินิจฺฉิตํ ฯ อิติปีทํ วตฺถุํ อุทฺธมฺมํ อุพฺพินยํ อปคตสตฺถุสาสนํ ฯ อิทํ ปฐมํ สลากํ นิกฺขิปามิ ฯ

ครั้งนั้น ท่านพระเรวตะถามท่านพระสัพพกามีว่า สิงคิโลณกัปปะ ควรหรือ ขอรับ พระสัพพกามีย้อนถามว่า สิงคิโลณกัปปะนั้น คืออะไร ขอรับ ร. การเก็บเกลือไว้ในเขนงโดยตั้งใจว่า จักปรุงในอาหารที่จืดฉัน ควรหรือไม่ ขอรับ ส. ไม่ควร ขอรับ ร. ทรงห้ามไว้ที่ไหน ส. ในเมืองสาวัตถี ปรากฏในคัมภีร์สุตตวิภังค์ ร. ต้องอาบัติอะไร ส. ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ในเพราะอาหารที่ทำการสั่งสม ร. ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า วัตถุที่ ๑ นี้ สงฆ์วินิจฉัยแล้วแม้เพราะเหตุนี้ วัตถุนี้ จึงผิดธรรม ผิดวินัย หลีกเลี่ยงสัตถุศาสน์ ข้อที่ ๑ นี้ ข้าพเจ้าขอลงคะแนน ฯ

ข้อ ๖๕๓

กปฺปติ ภนฺเต ทฺวงฺคุลกปฺโปติ ฯ โก โส อาวุโส ทฺวงฺคุลกปฺโปติ ฯ กปฺปติ ภนฺเต ทฺวงฺคุลาย ฉายาย วีติวตฺตาย วิกาเล โภชนํ ภุญฺชิตุนฺติ ฯ นาวุโส กปฺปตีติ ฯ กตฺถ ปฏิกฺขิตฺตนฺติ ฯ ราชคเห สุตฺตวิภงฺเคติ ฯ กึ อาปชฺชตีติ ฯ วิกาลโภชเน ปาจิตฺติยนฺติ ฯ สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ อิทํ ทุติยํ วตฺถุํ สงฺเฆน วินิจฺฉิตํ ฯ อิติปีทํ วตฺถุํ อุทฺธมฺมํ อุพฺพินยํ อปคตสตฺถุสาสนํ ฯ อิทํ ทุติยํ สลากํ นิกฺขิปามิ ฯ

ร. ทวังคุลกัปปะ ควรหรือไม่ ขอรับ ส. ทวังคุลกัปปะนั้น คืออะไร ขอรับ ร. การฉันโภชนะในวิกาล เมื่อตะวันบ่ายล่วงแล้วสององคุลี ควรหรือไม่ขอรับ ส. ไม่ควร ขอรับ ร. ทรงห้ามไว้ที่ไหน ส. ในเมืองราชคฤห์ ปรากฏในคัมภีร์สุตตวิภังค์ ร. ต้องอาบัติอะไร ส. ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ในเพราะฉันโภชนะในเวลาวิกาล ร. ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า วัตถุที่ ๒ นี้สงฆ์วินิจฉัยแล้วแม้เพราะเหตุนี้ วัตถุนี้จึงผิดธรรม ผิดวินัย หลีกเลี่ยงสัตถุศาสน์ ข้อที่ ๒ นี้ข้าพเจ้าขอลงคะแนน ฯ

ข้อ ๖๕๔

กปฺปติ ภนฺเต คามนฺตรกปฺโปติ ฯ โก โส อาวุโส คามนฺตรกปฺโปติ ฯ กปฺปติ ภนฺเต อิทานิ คามนฺตรํ คมิสฺสามีติ ภุตฺตาวินา ปวาริเตน อนติริตฺตํ โภชนํ ภุญฺชิตุนฺติ ฯ นาวุโส กปฺปตีติ ฯ กตฺถ ปฏิกฺขิตฺตนฺติ ฯ สาวตฺถิยา สุตฺตวิภงฺเคติ ฯ กึ อาปชฺชตีติ ฯ อนติริตฺตโภชเน ปาจิตฺติยนฺติ ฯ สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ อิทํ ตติยํ วตฺถุํ สงฺเฆน วินิจฺฉิตํ ฯ อิติปีทํ วตฺถุํ อุทฺธมฺมํ อุพฺพินยํ อปคตสตฺถุสาสนํ ฯ อิทํ ตติยํ สลากํ นิกฺขิปามิ ฯ

ร. คามันตรกัปปะ ควรหรือไม่ ขอรับ ส. คามันตรกัปปะนั้น คืออะไร ขอรับ ร. ภิกษุฉันเสร็จห้ามภัตรแล้วคิดว่า จักเข้าละแวกบ้าน ในบัดนี้ฉันโภชนะเป็นอนติริตตะ ควรหรือไม่ ขอรับ ส. ไม่ควร ขอรับ ร. ทรงห้ามไว้ที่ไหน ส. ในเมืองสาวัตถี ปรากฏในคัมภีร์สุตตวิภังค์ ร. ต้องอาบัติอะไร ส. ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ในเพราะฉันโภชนะเป็นอนติริตตะ ร. ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า วัตถุที่ ๓ นี้ สงฆ์วินิจฉัยแล้วแม้เพราะเหตุนี้ วัตถุนี้จึงผิดธรรม ผิดวินัย หลีกเลี่ยงสัตถุศาสน์ ข้อที่ ๓ นี้ข้าพเจ้าขอลงคะแนน ฯ

ข้อ ๖๕๕

กปฺปติ ภนฺเต อาวาสกปฺโปติ ฯ โก โส อาวุโส อาวาสกปฺโปติ ฯ กปฺปติ ภนฺเต สมฺพหุลา อาวาสา สมานสีมา นานูโปสถํ กาตุนฺติ ฯ นาวุโส กปฺปตีติ ฯ กตฺถ ปฏิกฺขิตฺตนฺติ ฯ ราชคเห อุโปสถสํยุตฺเตติ ฯ กึ อาปชฺชตีติ ฯ วินยาติสาเร ทุกฺกฏนฺติ ฯ สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ อิทํ จตุตฺถํ วตฺถุํ สงฺเฆน วินิจฺฉิตํ ฯ อิติปีทํ วตฺถุํ อุทฺธมฺมํ อุพฺพินยํ อปคตสตฺถุสาสนํ ฯ อิทํ จตุตฺถํ สลากํ นิกฺขิปามิ ฯ

ร. อาวาสกัปปะ ควรหรือไม่ ขอรับ ส. อาวาสกัปปะนั้น คืออะไร ขอรับ ร. อาวาสหลายแห่ง มีสีมาเดียวกัน ทำอุโบสถต่างกัน ควรหรือไม่ขอรับ ส. ไม่ควร ขอรับ ร. ทรงห้ามไว้ที่ไหน ส. ในเมืองราชคฤห์ ปรากฏในคัมภีร์อุโบสถสังยุต ร. ต้องอาบัติอะไร ส. ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะละเมิดวินัย ร. ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า วัตถุที่ ๔ นี้ สงฆ์วินิจฉัยแล้วแม้เพราะเหตุนี้ วัตถุนี้จึงผิดธรรม ผิดวินัย หลีกเลี่ยงสัตถุศาสน์ ข้อที่ ๔ นี้ข้าพเจ้าขอลงคะแนน ฯ

ข้อ ๖๕๖

กปฺปติ ภนฺเต อนุมติกปฺโปติ ฯ โก โส อาวุโส อนุมติกปฺโปติ ฯ กปฺเปติ ภนฺเต วคฺเคน สงฺเฆน กมฺมํ กาตุํ อาคเต ภิกฺขู อนุมาเนสฺสามาติ ฯ นาวุโส กปฺปตีติ ฯ กตฺถ ปฏิกฺขิตฺตนฺติ ฯ จมฺเปยฺยเก วินยวตฺถุสฺมินฺติ ฯ กึ อาปชฺชตีติ ฯ วินยาติสาเร ทุกฺกฏนฺติ ฯ สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ อิทํ ปญฺจมํ วตฺถุํ สงฺเฆน วินิจฺฉิตํ ฯ อิติปีทํ วตฺถุํ อุทฺธมฺมํ อุพฺพินยํ อปคตสตฺถุสาสนํ ฯ อิทํ ปญฺจมํ สลากํ นิกฺขิปามิ ฯ

ร. อนุมติกัปปะ ควรหรือไม่ ขอรับ ส. อนุมติกัปปะนั้น คืออะไร ร. สงฆ์เป็นวรรคทำกรรม ด้วยตั้งใจว่า จักให้ภิกษุที่มาแล้วอนุมัติควรหรือไม่ ขอรับ ส. ไม่ควร ขอรับ ร. ทรงห้ามไว้ที่ไหน ส. ในเมืองจัมเปยยกะ ปรากฏในเรื่องวินัย ร. ต้องอาบัติอะไร ส. ต้องอาบัติทุกกฏ ในเพราะละเมิดวินัย ร. ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า วัตถุที่ ๕ นี้ สงฆ์วินิจฉัยแล้วแม้เพราะเหตุนี้ วัตถุนี้จึงผิดธรรม ผิดวินัย หลีกเลี่ยงสัตถุศาสน์ ข้อที่ ๕ นี้ข้าพเจ้าขอลงคะแนน ฯ

ข้อ ๖๕๗

กปฺปติ ภนฺเต อาจิณฺณกปฺโปติ ฯ โก โส อาวุโส อาจิณฺณกปฺโปติ ฯ กปฺปติ ภนฺเต อิทํ เม อุปชฺฌาเยน อชฺฌาจิณฺณํ อิทํ เม อาจริเยน อชฺฌาจิณฺณนฺติ อชฺฌาจริตุนฺติ ฯ อาจิณฺณกปฺโป โข อาวุโส เอกจฺโจ กปฺปติ เอกจฺโจ น กปฺปตีติ ฯ สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ อิทํ ฉฏฺฐํ วตฺถุํ สงฺเฆน วินิจฺฉิตํ ฯ อิติปีทํ วตฺถุํ อุทฺธมฺมํ อุพฺพินยํ อปคตสตฺถุสาสนํ ฯ อิทํ ฉฏฺฐํ สลากํ นิกฺขิปามิ ฯ

ร. อาจิณณกัปปะ ควรหรือไม่ ขอรับ ส. อาจิณณกัปปะนั้น คืออะไร ขอรับ ร. การประพฤติวัตรด้วยเข้าใจว่า นี้พระอุปัชฌายะของเราเคยประพฤติมานี้พระอาจารย์ของเราเคยประพฤติมา ควรหรือไม่ ขอรับ ส. อาจิณณกัปปะบางอย่างควร บางอย่างไม่ควร ขอรับ ร. ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า วัตถุที่ ๖ นี้ สงฆ์วินิจฉัยแล้วแม้เพราะเหตุนี้ วัตถุนี้จึงผิดธรรม ผิดวินัย หลีกเลี่ยงสัตถุศาสน์ ข้อที่ ๖ นี้ข้าพเจ้าขอลงคะแนน ฯ

ข้อ ๖๕๘

กปฺปติ ภนฺเต อมถิตกปฺโปติ ฯ โก โส อาวุโส อมถิตกปฺโปติ ฯ กปฺปติ ภนฺเต ยํ ตํ ขีรํ ขีรภาวํ วิชหิตํ อสมฺปตฺตํ ทธิภาวํ ภุตฺตาวินา ปวาริเตน อนติริตฺตํ ปาตุนฺติ ฯ นาวุโส กปฺปตีติ ฯ กตฺถ ปฏิกฺขิตฺตนฺติ ฯ สาวตฺถิยา สุตฺตวิภงฺเคติ ฯ กึ อาปชฺชตีติ ฯ อนติริตฺตโภชเน ปาจิตฺติยนฺติ ฯ สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ อิทํ สตฺตมํ วตฺถุํ สงฺเฆน วินิจฺฉิตํ ฯ อิติปีทํ วตฺถุํ อุทฺธมฺมํ อุพฺพินยํ อปคตสตฺถุสาสนํ ฯ อิทํ สตฺตมํ สลากํ นิกฺขิปามิ ฯ

ร. อมถิตกัปปะ ควรหรือไม่ ขอรับ ส. อมถิตกัปปะนั้น คืออะไร ขอรับ ร. นมสดละความเป็นนมสดแล้ว ยังไม่ถึงความเป็นนมส้ม ภิกษุฉันเสร็จ ห้ามภัตรแล้ว จะดื่มนมนั้นอันเป็นอนติริตตะ ควรหรือไม่ ขอรับ ส. ไม่ควร ขอรับ ร. ทรงห้ามไว้ที่ไหน ส. ในเมืองสาวัตถี ปรากฏในคัมภีร์สุตตวิภังค์ ร. ต้องอาบัติอะไร ส. ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ในเพราะฉันโภชนะอันเป็นอนติริตตะ ร. ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า วัตถุที่ ๗ นี้ สงฆ์วินิจฉัยแล้วแม้เพราะเหตุนี้ วัตถุนี้จึงผิดธรรม ผิดวินัย หลีกเลี่ยงสัตถุศาสน์ ข้อที่ ๗ นี้สงฆ์วินิจฉัยแล้ว แม้เพราะเหตุนี้ วัตถุนี้จึงผิดธรรม ผิดวินัย หลีกเลี่ยงสัตถุศาสน์ข้อที่ ๗ นี้ ข้าพเจ้าขอลงคะแนน ฯ

ข้อ ๖๕๙

กปฺปติ ภนฺเต ชโลคึ ปาตุนฺติ ฯ กา สา อาวุโส ชโลคีติ ฯ กปฺปติ ภนฺเต ยา สา สุรา อสุตา อสมฺปตฺตา มชฺชภาวํ สา ปาตุนฺติ ฯ นาวุโส กปฺปตีติ ฯ กตฺถ ปฏิกฺขิตฺตนฺติ ฯ โกสมฺพิยา สุตฺตวิภงฺเคติ ฯ กึ อาปชฺชตีติ ฯ สุราเมรยปาเน ปาจิตฺติยนฺติ ฯ สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ อิทํ อฏฺฐมํ วตฺถุํ สงฺเฆน วินิจฺฉิตํ ฯ อิติปีทํ วตฺถุํ อุทฺธมฺมํ อุพฺพินยํ อปคตสตฺถุสาสนํ ฯ อิทํ อฏฺฐมํ สลากํ นิกฺขิปามิ ฯ

ร. การดื่มชโลคิ ควรหรือไม่ ขอรับ ส. ชโลคินั้น คืออะไร ขอรับ ร. การดื่มสุราอย่างอ่อนที่ยังไม่ถึงความเป็นน้ำเมา ควรหรือไม่ ขอรับ ส. ไม่ควร ขอรับ ร. ทรงห้ามไว้ที่ไหน ส. ในเมืองโกสัมพี ปรากฏในคัมภีร์สุตตวิภังค์ ร. ต้องอาบัติอะไร ส. ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ในเพราะดื่มสุราและเมรัย ร. ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า วัตถุที่ ๘ นี้ สงฆ์วินิจฉัยแล้วแม้เพราะเหตุนี้ วัตถุนี้จึงผิดธรรม ผิดวินัย หลีกเลี่ยงสัตถุศาสน์ ข้อที่ ๘ นี้ข้าพเจ้าขอลงคะแนน ฯ

ข้อ ๖๖๐

กปฺปติ ภนฺเต อทสกํ นิสีทนนฺติ ฯ นาวุโส กปฺปตีติ ฯ กตฺถ ปฏิกฺขิตฺตนฺติ ฯ สาวตฺถิยา สุตฺตวิภงฺเคติ ฯ กึ อาปชฺชตีติ ฯ เฉทนเก ปาจิตฺติยนฺติ ฯ สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ อิทํ นวมํ วตฺถุํ สงฺเฆน วินิจฺฉิตํ ฯ อิติปิทํ วตฺถุํ อุทฺธมฺมํ อุพฺพินยํ อปคตสตฺถุสาสนํ ฯ อิทํ นวมํ สลากํ นิกฺขิปามิ ฯ

ร. ผ้าปูนั่งไม่มีชาย ควรหรือไม่ ขอรับ ส. ไม่ควร ขอรับ ร. ทรงห้ามไว้ที่ไหน ส. ในเมืองสาวัตถี ปรากฏในคัมภีร์สุตตวิภังค์ ร. ต้องอาบัติอะไร ส. ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ที่ต้องตัดเสีย ร. ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า วัตถุที่ ๙ นี้ สงฆ์วินิจฉัยแล้วแม้เพราะเหตุนี้ วัตถุนี้จึงผิดธรรม ผิดวินัย หลีกเลี่ยงสัตถุศาสน์ ข้อที่ ๙ นี้ข้าพเจ้าขอลงคะแนน ฯ

ข้อ ๖๖๑

กปฺปติ ภนฺเต ชาตรูปรชตนฺติ ฯ นาวุโส กปฺปตีติ ฯ กตฺถ ปฏิกฺขิตฺตนฺติ ฯ ราชคเห สุตฺตวิภงฺเคติ ฯ กึ อาปชฺชตีติ ฯ ชาตรูปรชตปฺปฏิคฺคหเณ ปาจิตฺติยนฺติ ฯ สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ อิทํ ทสมํ วตฺถุํ สงฺเฆน วินิจฺฉิตํ ฯ อิติปีทํ วตฺถุํ อุทฺธมฺมํ อุพฺพินยํ อปคตสตฺถุสาสนํ ฯ อิทํ ทสมํ สลากํ นิกฺขิปามิ ฯ

ร. ทองและเงิน ควรหรือไม่ ขอรับ ส. ไม่ควร ขอรับ ร. ทรงห้ามไว้ที่ไหน ส. ในเมืองราชคฤห์ ปรากฏในคัมภีร์สุตตวิภังค์ ร. ต้องอาบัติอะไร ส. ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เพราะรับทองและเงิน ร. ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า วัตถุที่ ๑๐ นี้ สงฆ์วินิจฉัยแล้วแม้เพราะเหตุนี้ วัตถุนี้จึงผิดธรรม ผิดวินัย หลีกเลี่ยงสัตถุศาสน์ ข้อที่ ๑๐ นี้ข้าพเจ้าขอลงคะแนน ฯ

ข้อ ๖๖๒

สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ อิมานิ ทส วตฺถูนิ สงฺเฆน วินิจฺฉิตานิ ฯ อิติปีมานิ ทส วตฺถูนิ อุทฺธมฺมานิ อุพฺพินยานิ อปคตสตฺถุสาสนานีติ ฯ

ร. ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า วัตถุ ๑๐ ประการนี้สงฆ์วินิจฉัยแล้ว แม้เพราะเหตุนี้ วัตถุ ๑๐ ประการนี้ จึงผิดธรรม ผิดวินัยหลีกเลี่ยงสัตถุศาสน์ ฯ

ข้อ ๖๖๓

นีหตเมตํ อาวุโส อธิกรณํ สนฺตํ วูปสนฺตํ สุวูปสนฺตํ อปิจ มํ ตฺวํ อาวุโส สงฺฆมชฺเฌปิ อิมานิ ทส วตฺถูนิ ปุจฺเฉยฺยาสิ เตสํ ภิกฺขูนํ สญฺญตฺติยาติ ฯ อถโข อายสฺมา เรวโต อายสฺมนฺตํ สพฺพกามึ สงฺฆมชฺเฌปิ อิมานิ ทส วตฺถูนิ ปุจฺฉิ ฯ ปุฏฺโฐ ปุฏฺโฐ อายสฺมา สพฺพกามี วิสฺสชฺเชสิ ฯ อิมาย โข ปน วินยสงฺคีติยา สตฺต ภิกฺขุสตานิ อนูนานิ อนธิกานิ อเหสุํ ฯ ตสฺมายํ วินยสงฺคีติ สตฺตสติกาติ วุจฺจตีติ ฯ สตฺตสติกกฺขนฺธกํ นิฏฺฐิตํ ทฺวาทสมํ ฯ อิมมฺหิ ขนฺธเก วตฺถู ปญฺจวีสติ ฯ ------------

พระสัพพกามีกล่าวว่า ท่านทั้งหลาย อธิกรณ์นั่นสงฆ์ชำระแล้ว สงบระงับเรียบร้อยดีแล้ว อนึ่ง ท่านพึงถามวัตถุ ๑๐ ประการนี้กะผม แม้ในท่ามกลางสงฆ์ เพื่อประกาศให้ภิกษุเหล่านั้นรู้ทั่วกัน ครั้งนั้น ท่านพระเรวตะได้ถามวัตถุ ๑๐ ประการนี้กะท่านพระสัพพกามีแม้ในท่ามกลางสงฆ์ ท่านพระสัพพกามี อันท่านพระเรวตะถามแล้วๆ ได้วิสัชนาแล้ว ก็ในสังคายนาพระวินัยครั้งนี้ มีภิกษุ ๗๐๐ รูป ไม่หย่อน ไม่เกิน เพราะฉะนั้น การสังคายนาพระวินัยครั้งนี้ บัณฑิตจึงเรียกว่า แจง ๗๐๐ ดังนี้แล ฯ สัตตสติกขันธกะ ที่ ๑๒ จบ ในขันธกะนี้มี ๒๕ เรื่อง -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/