อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · บาลี (อักษรไทย) · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๓๒๑

๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๒๑–๓๗๓พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 53 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 53 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 13 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

นวโม มาคนฺทิยสุตฺตนิทฺเทโส

ทิสฺวาน ตณฺหํ อรติญฺจ ราคํ นาโหสิ ฉนฺโท อปิ เมถุนสฺมึ กิเมวิทํ มุตฺตกรีสปุณฺณํ ปาทาปิ นํ สมฺผุสิตุํ น อิจฺเฉ ฯ

ทิสฺวาน ตณฺหํ อรติญฺจ ราคํ นาโหสิ ฉนฺโท อปิ เมถุนสฺมินฺติ ตณฺหญฺจ อรติญฺจ ราคญฺจ มารธีตโร ทิสฺวา ปสฺสิตฺวา เมถุนธมฺเม ฉนฺโท วา ราโค วา เปมํ วา นาโหสีติ ทิสฺวาน ตณฺหํ อรติญฺจ ราคํ นาโหสิ ฉนฺโท อปิ เมถุนสฺมึ ฯ

กิเมวิทํ มุตฺตกรีสปุณฺณํ ปาทาปิ นํ สมฺผุสิตุํ น อิจฺเฉติ กิเมวิทํ สรีรํ มุตฺตปุณฺณํ กรีสปุณฺณํ เสมฺหปุณฺณํ รุธิรปุณฺณํ อฏฺฐิสงฺฆาฏํ นฺหารุสมฺพนฺธํ รุธิรมํสาวเลปนํ จมฺมาวินทฺธํ ฉวิยา ปฏิจฺฉนฺนํ ฉิทฺทาวฉิทฺทํ อุคฺฆรึ ปคฺฆรึ กิมิสงฺฆนิเสวิตํ นานากลิมลปริปูรํ ปาเทน อกฺกมิตุํ น อิจฺเฉยฺยํ กุโต ปน สํวาโส วา สมาคโม วาติ กิเมวิทํ มุตฺตกรีสปุณฺณํ ปาทาปิ นํ สมฺผุสิตุํ น อิจฺเฉ ฯ เตนาห ภควา ทิสฺวาน ตณฺหํ อรติญฺจ ราคํ นาโหสิ ฉนฺโท อปิ เมถุนสฺมึ กิเมวิทํ มุตฺตกรีสปุณฺณํ ปาทาปิ นํ สมฺผุสิตุํ น อิจฺเฉติ ฯ

เอตาทิสญฺเจ รตนํ น อิจฺฉสิ นารึ นรินฺเทหิ พหูหิ ปตฺถิตํ ทิฏฺฐิคตํ สีลวตานุชีวิตํ ภวูปปตฺติญฺจ วเทสิ กีทิสํ ฯ

อิทํ วทามีติ น ตสฺส โหติ (มาคนฺทิยาติ ภควา) ธมฺเมสุ นิจฺเฉยฺย สมุคฺคหีตํ ปสฺสญฺจ ทิฏฺฐีสุ อนุคฺคหาย อชฺฌตฺตสนฺตึ ปจินํ อทสฺสํ ฯ

อิทํ วทามีติ น ตสฺส โหตีติ อิทํ วทามีติ อิทํ วทามิ เอตํ วทามิ เอตฺตกํ วทามิ เอตฺตาวตา วทามิ อิทํ ทิฏฺฐิคตํ วทามิ สสฺสโต โลโกติ วา ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วาติ ฯ น ตสฺส โหตีติ น มยฺหํ โหตีติ อิทํ วทามีติ น ตสฺส โหติ ฯ มาคนฺทิยาติ ภควา ตํ พฺราหฺมณํ นาเมน อาลปติ ฯ ภควาติ คารวาธิวจนํ ฯเปฯ สจฺฉิกา ปญฺญตฺติ ยทิทํ ภควาติ มาคนฺทิยาติ ภควา ฯ

ธมฺเมสุ นิจฺเฉยฺย สมุคฺคหีตนฺติ ธมฺเมสูติ ทฺวาสฏฺฐิยา ทิฏฺฐิคเตสุ ฯ นิจฺเฉยฺยาติ นิจฺฉินิตฺวา วินิจฺฉินิตฺวา วิจินิตฺวา ปวิจินิตฺวา ตุลยิตฺวา ตีรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวา โอธิคฺคาโห วิลคฺคาโห วรคฺคาโห โกฏฺฐาสคฺคาโห อุจฺจยคฺคาโห สมุจฺจยคฺคาโห อิทํ สจฺจํ ตจฺฉํ ตถํ ภูตํ ยาถาวํ อวิปรีตนฺติ คหิตํ ปรามฏฺฐํ อภินิวิฏฺฐํ อชฺโฌสิตํ อธิมุตฺตํ นตฺถิ น สํวิชฺชติ นุปลพฺภติ ปหีนํ สมุจฺฉินฺนํ วูปสนฺตํ ปฏิปฺปสฺสทฺธํ อภพฺพุปฺปตฺติกํ ญาณคฺคินา ทฑฺฒนฺติ ธมฺเมสุ นิจฺเฉยฺย สมุคฺคหีตํ ฯ

ปสฺสญฺจ ทิฏฺฐีสุ อนุคฺคหายาติ ทิฏฺฐีสุ อาทีนวํ ปสฺสนฺโต ทิฏฺฐิโย น คณฺหามิ น ปรามสามิ น อภินิวิสามิ อถวา น คณฺหิตพฺพา น ปรามสิตพฺพา น อภินิวิสิตพฺพาติ เอวมฺปิ ปสฺสญฺจ ทิฏฺฐีสุ อนุคฺคหาย ฯ อถวา สสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ทิฏฺฐคตเมตํ ทิฏฺฐิคหนํ ทิฏฺฐิกนฺตาโร ทิฏฺฐิวิสูกายิกํ ทิฏฺฐิวิปฺผนฺทิตํ ทิฏฺฐิสญฺโญชนํ สทุกฺขํ สวิฆาตํ สอุปายาสํ สปริฬาหํ น นิพฺพิทาย น วิราคาย น นิโรธาย น อุปสมาย น อภิญฺญาย น สมฺโพธาย น นิพฺพานาย สํวตฺตตีติ ทิฏฺฐีสุ อาทีนวํ ปสฺสนฺโต ทิฏฺฐิโย น คณฺหามิ น ปรามสามิ น อภินิวิสามิ อถวา น คณฺหิตพฺพา น ปรามสิตพฺพา น อภินิวิสิตพฺพาติ เอวมฺปิ ปสฺสญฺจ ทิฏฺฐีสุ อนุคฺคหาย ฯ {๓๒๘.๑} อสสฺสโต โลโก อนฺตวา โลโก อนนฺตวา โลโก ตํ ชีวํ ตํ สรีรํ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรํ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ทิฏฺฐิคตเมตํ ทิฏฺฐิคหนํ ทิฏฺฐิกนฺตาโร ทิฏฺฐิวิสูกายิกํ ทิฏฺฐิวิปฺผนฺทิตํ ทิฏฺฐิสญฺโญชนํ สทุกฺขํ สวิฆาตํ สอุปายาสํ สปริฬาหํ น นิพฺพิทาย น วิราคาย น นิโรธาย น อุปสมาย น อภิญฺญาย น สมฺโพธาย น นิพฺพานาย สํวตฺตตีติ ทิฏฺฐีสุ อาทีนวํ ปสฺสนฺโต ทิฏฺฐิโย น คณฺหามิ น ปรามสามิ น อภินิวิสามิ อถวา น คณฺหิตพฺพา น ปรามสิตพฺพา น อภินิวิสิตพฺพาติ เอวมฺปิ ปสฺสญฺจ ทิฏฺฐีสุ อนุคฺคหาย ฯ อถวา อิมา ทิฏฺฐิโย เอวํคหิตา เอวํปรามฏฺฐา เอวํคติกา ภวนฺติ เอวํ อภิสมฺปรายาติ ทิฏฺฐีสุ อาทีนวํ ปสฺสนฺโต ทิฏฺฐิโย น คณฺหามิ น ปรามสามิ น อภินิวิสามิ อถวา น คณฺหิตพฺพา น ปรามสิตพฺพา น อภินิวิสิตพฺพาติ เอวมฺปิ ปสฺสญฺจ ทิฏฺฐีสุ อนุคฺคหาย ฯ {๓๒๘.๒} อถวา อิมา ทิฏฺฐิโย นิรยสํวตฺตนิกา ติรจฺฉานโยนิ- สํวตฺตนิกา ปิตฺติวิสยสํวตฺตนิกาติ ทิฏฺฐีสุ อาทีนวํ ปสฺสนฺโต ทิฏฺฐิโย น คณฺหามิ น ปรามสามิ นาภินิวิสามิ อถวา น คณฺหิตพฺพา น ปรามสิตพฺพา นาภินิวิสิตพฺพาติ เอวมฺปิ ปสฺสญฺจ ทิฏฺฐีสุ อนุคฺคหาย ฯ อถวา อิมา ทิฏฺฐิโย อนิจฺจา สงฺขตา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา ขยธมฺมา วยธมฺมา วิราคธมฺมา นิโรธธมฺมาติ ทิฏฺฐีสุ อาทีนวํ ปสฺสนฺโต ทิฏฺฐิโย น คณฺหามิ น ปรามสามิ นาภินิวิสามิ อถวา น คณฺหิตพฺพา น ปรามสิตพฺพา นาภินิวิสิตพฺพาติ เอวมฺปิ ปสฺสญฺจ ทิฏฺฐีสุ อนุคฺคหาย ฯ

อชฺฌตฺตสนฺตึ ปจินํ อทสฺสนฺติ อชฺฌตฺตํ ราคสฺส สนฺตึ โทสสฺส สนฺตึ โมหสฺส สนฺตึ โกธสฺส อุปนาหสฺส มกฺขสฺส ปฬาสสฺส อิสฺสาย มจฺฉริยสฺส มายาย สาเฐยฺยสฺส ถมฺภสฺส สารมฺภสฺส มานสฺส อติมานสฺส มทสฺส ปมาทสฺส สพฺพกิเลสานํ สพฺพทุจฺจริตานํ สพฺพทรถานํ สพฺพปริฬาหานํ สพฺพสนฺตาปานํ สพฺพากุสลาภิสงฺขารานํ สนฺตึ วูปสนฺตึ นิพฺพุตึ ปฏิปฺปสฺสทฺธึ ฯ ปจินนฺติ ปจินนฺโต วิจินนฺโต ปวิจินนฺโต ตุลยนฺโต ตีรยนฺโต วิภาวยนฺโต วิภูตํ กโรนฺโต สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ ปจินนฺโต วิจินนฺโต ปวิจินนฺโต ตุลยนฺโต ตีรยนฺโต วิภาวยนฺโต วิภูตํ กโรนฺโต สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขาติ สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ ฯเปฯ ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ ปจินนฺโต วิจินนฺโต ปวิจินนฺโต ตุลยนฺโต ตีรยนฺโต วิภาวยนฺโต วิภูตํ กโรนฺโต ฯ อทสฺสนฺติ อทสฺสํ อทกฺขึ ปสฺสึ ปฏิวิชฺฌินฺติ อชฺฌตฺตสนฺตึ ปจินํ อทสฺสํ ฯ เตนาห ภควา อิทํ วทามีติ น ตสฺส โหติ (มาคนฺทิยาติ ภควา) ธมฺเมสุ นิจฺเฉยฺย สมุคฺคหีตํ ปสฺสญฺจ ทิฏฺฐีสุ อนุคฺคหาย อชฺฌตฺตสนฺตึ ปจินํ อทสฺสนฺติ ฯ

วินิจฺฉยา ยานิ ปกปฺปิตานิ (อิติ มาคนฺทิโย) เต เว มุนี พฺรูสิ อนุคฺคหาย อชฺฌตฺตสนฺตีติ ยเมตมตฺถํ กถํ นุ ธีเรหิ ปเวทิตนฺตํ ฯ

วินิจฺฉยา ยานิ ปกปฺปิตานีติ วินิจฺฉยานิ วุจฺจนฺติ ทฺวาสฏฺฐี ทิฏฺฐิคตานิ ฯ ปกปฺปิตานีติ กปฺปิตา อภิสงฺขตา สณฺฐปิตาติปิ ปกปฺปิตา ฯ อถวา อนิจฺจา สงฺขตา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา ขยธมฺมา วยธมฺมา วิราคธมฺมา นิโรธธมฺมา วิปริณามธมฺมาติปิ ปกปฺปิตาติ วินิจฺฉยา ยานิ ปกปฺปิตานิ ฯ อิติ มาคนฺทิโยติ อิตีติ ปทสนฺธิ ฯเปฯ ปทานุปุพฺพตาเมตํ อิตีติ ฯ มาคนฺทิโยติ ตสฺส พฺราหฺมณสฺส นามํ สงฺขา สมญฺญา โวหาโรติ อิติ มาคนฺทิโย ฯ

เต เว มุนี พฺรูสิ อนุคฺคหาย อชฺฌตฺตสนฺตีติ ยเมตมตฺถนฺติ เต เวติ ทฺวาสฏฺฐี ทิฏฺฐิคตานิ ฯ มุนีติ โมนํ วุจฺจติ ญาณํ ฯเปฯ สงฺคชาลมติจฺจ โส มุนีติ ฯ อนุคฺคหายาติ ทิฏฺฐีสุ อาทีนวํ ปสฺสนฺโต ทิฏฺฐิโย น คณฺหามิ น ปรามสามิ นาภินิวิสามีติ ปคฺคณฺหาสิ อชฺฌตฺตสนฺตีติ จ ภณสิ ฯ ยเมตมตฺถนฺติ ยํ ปรมตฺถนฺติ เต เว มุนี พฺรูสิ อนุคฺคหาย อชฺฌตฺตสนฺตีติ ยเมตมตฺถํ ฯ

กถํ นุ ธีเรหิ ปเวทิตนฺตนฺติ กถนฺนูติ สํสยปุจฺฉา วิมติปุจฺฉา เทฺวฬฺหกปุจฺฉา อเนกํสปุจฺฉา เอวํ นุ โข น นุ โข กินฺนุ โข กถํ นุ โขติ กถํ นุ ฯ ธีเรหีติ ปณฺฑิเตหิ ปญฺญวนฺเตหิ พุทฺธิมนฺเตหิ ญาณีหิ วิภาวีหิ เมธาวีหิ ฯ ปเวทิตนฺติ เวทิตํ ปเวทิตํ อาจิกฺขิตํ เทสิตํ ปญฺญปิตํ ปฏฺฐปิตํ วิวริตํ วิภชิตํ อุตฺตานีกตํ ปกาสิตนฺติ กถํ นุ ธีเรหิ ปเวทิตนฺตํ ฯ เตนาห ภควา วินิจฺฉยา ยานิ ปกปฺปิตานิ (อิติ มาคนฺทิโย) เต เว มุนี พฺรูสิ อนุคฺคหาย อชฺฌตฺตสนฺตีติ ยเมตมตฺถํ กถํ นุ ธีเรหิ ปเวทิตนฺตนฺติ ฯ

น ทิฏฺฐิยา น สุติยา น ญาเณน (มาคนฺทิยาติ ภควา) สีลพฺพเตนาปิ น สุทฺธิมาห อทิฏฺฐิยา อสฺสุติยา อญาณา อสีลตา อพฺพตา โนปิ เตน เอเต จ นิสฺสชฺช อนุคฺคหาย สนฺโต อนิสฺสาย ภวํ น ชปฺเป ฯ

น ทิฏฺฐิยา น สุติยา น ญาเณนาติ ทิฏฺเฐนปิ สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ นาห น กเถสิ น ภณสิ น ทีปยสิ น โวหรสิ ฯ สุเตนปิ สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ นาห น กเถสิ น ภณสิ น ทีปยสิ น โวหรสิ ฯ ทิฏฺฐสุเตนปิ สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ นาห น กเถสิ น ภณสิ น ทีปยสิ น โวหรสิ ฯ ญาเณนปิ สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ นาห น กเถสิ น ภณสิ น ทีปยสิ น โวหรสีติ น ทิฏฺฐิยา น สุติยา น ญาเณน ฯ มาคนฺทิยาติ ภควา ตํ พฺราหฺมณํ นาเมน อาลปติ ฯ ภควาติ คารวาธิวจนํ ฯเปฯ สจฺฉิกา ปญฺญตฺติ ยทิทํ ภควาติ มาคนฺทิยาติ ภควา ฯ

สีลพฺพเตนาปิ น สุทฺธิมาหาติ สีเลนปิ สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ นาห น กเถสิ น ภณสิ น ทีปยสิ น โวหรสิ ฯ วตฺเตนปิ สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ นาห น กเถสิ น ภณสิ น ทีปยสิ น โวหรสิ ฯ สีลพฺพเตนปิ สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ นาห น กเถสิ น ภณสิ น ทีปยสิ น โวหรสีติ สีลพฺพเตนาปิ น สุทฺธิมาห ฯ

อทิฏฺฐิยา อสฺสุติยา อญาณา อสีลตา อพฺพตา โนปิ เตนาติ ทิฏฺฐิปิ อิจฺฉิตพฺพา ทสวตฺถุกา สมฺมาทิฏฺฐิ อตฺถิ ทินฺนํ อตฺถิ ยิฏฺฐํ อตฺถิ หุตํ อตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโก อตฺถิ อยํ โลโก อตฺถิ ปโร โลโก อตฺถิ มาตา อตฺถิ ปิตา อตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา อตฺถิ โลเก สมณพฺราหฺมณา สมฺมคฺคตา สมฺมาปฏิปนฺนา เย อิมญฺจ โลกํ ปรญฺจ โลกํ สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทนฺตีติ ฯ สวนมฺปิ อิจฺฉิตพฺพํ ปรโต โฆโส สุตฺตํ เคยฺยํ เวยฺยากรณํ คาถา อุทานํ อิติวุตฺตกํ ชาตกํ อพฺภูตธมฺมํ เวทลฺลํ ฯ ญาณมฺปิ อิจฺฉิตพฺพํ กมฺมสฺสกตญาณํ สจฺจานุโลมิกญาณํ อภิญฺญาญาณํ สมาปตฺติญาณํ ฯ สีลมฺปิ อิจฺฉิตพฺพํ ปาฏิโมกฺขสํวโร ฯ วตฺตมฺปิ อิจฺฉิตพฺพํ อฏฺฐ ธุตงฺคานิ อารญฺญิกงฺคํ ปิณฺฑปาติกงฺคํ ปํสุกูลิกงฺคํ เตจีวริกงฺคํ สปทานจาริกงฺคํ ขลุปจฺฉาภตฺติกงฺคํ เนสชฺชิกงฺคํ ยถาสนฺถติกงฺคํ ฯ อทิฏฺฐิยา อสฺสุติยา อญาณา อสีลตา อพฺพตา โนปิ เตนาติ นปิ สมฺมาทิฏฺฐิมตฺเตน นปิ สวนมตฺเตน นปิ ญาณมตฺเตน นปิ สีลมตฺเตน นปิ วตฺตมตฺเตน อชฺฌตฺตสนฺติปฺปตฺโต โหติ นปิ วินา เอเตหิ ธมฺเมหิ อชฺฌตฺตสนฺตึ ปาปุณาติ อปิจ สมฺภารา อิเม ธมฺมา โหนฺติ อชฺฌตฺตสนฺตึ ปาปุณิตุํ อธิคนฺตุํ ผุสิตุํ สจฺฉิกาตุนฺติ อทิฏฺฐิยา อสฺสุติยา อญาณา อสีลตา อพฺพตา โนปิ เตน ฯ

เอเต จ นิสฺสชฺช อนุคฺคหายาติ เอเตหิ กณฺหปกฺขิกานํ ธมฺมานํ สมุคฺฆาตโต ปหานํ อิจฺฉิตพฺพํ ฯ เตธาตุเกสุ กุสเลสุ ธมฺเมสุ อตมฺมยตา อิจฺฉิตพฺพา ฯ ยโต กณฺหปกฺขิกา ธมฺมา สมุคฺฆาตปฺปหาเนน ปหีนา โหนฺติ อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวงฺคตา อายตึ อนุปฺปาทธมฺมา เตธาตุเกสุ จ กุสเลสุ ธมฺเมสุ อตมฺมยตา โหติ เอตฺตาวตาปิ น คณฺหาติ น ปรามสติ นาภินิวิสติ อถวา น คณฺหิตพฺพา น ปรามสิตพฺพา นาภินิวิสิตพฺพาติ เอวมฺปิ เอเต จ นิสฺสชฺช อนุคฺคหาย ฯ ยโต ตณฺหา จ ทิฏฺฐิ จ มาโน จ ปหีนา โหนฺติ อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวงฺคตา อายตึ อนุปฺปาทธมฺมา เอตฺตาวตาปิ น คณฺหาติ น ปรามสติ นาภินิวิสตีติ เอวมฺปิ เอเต จ นิสฺสชฺช อนุคฺคหาย ฯ ยโต ปุญฺญาภิสงฺขาโร จ อปุญฺญาภิสงฺขาโร จ อาเนญฺชาภิสงฺขาโร จ ปหีนา โหนฺติ อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวงฺคตา อายตึ อนุปฺปาทธมฺมา เอตฺตาวตาปิ น คณฺหาติ น ปรามสติ นาภินิวิสตีติ เอวมฺปิ เอเต จ นิสฺสชฺช อนุคฺคหาย ฯ

สนฺโต อนิสฺสาย ภวํ น ชปฺเปติ สนฺโตติ ราคสฺส สนฺตตฺตา สนฺโต โทสสฺส สนฺตตฺตา สนฺโต โมหสฺส สนฺตตฺตา สนฺโต โกธสฺส อุปนาหสฺส มกฺขสฺส ปฬาสสฺส อิสฺสาย มจฺฉริยสฺส มายาย สาเฐยฺยสฺส ถมฺภสฺส สารมฺภสฺส มานสฺส อติมานสฺส มทสฺส ปมาทสฺส สพฺพกิเลสานํ สพฺพทุจฺจริตานํ สพฺพทรถานํ สพฺพปริฬาหานํ สพฺพสนฺตาปานํ สพฺพากุสลาภิสงฺขารานํ สนฺตตฺตา สมิตตฺตา วูปสมิตตฺตา วิชฺฌาตตฺตา นิพฺพุตตฺตา วิคตตฺตา ปฏิปฺปสฺสทฺธตฺตา สนฺโต วูปสนฺโต นิพฺพุโต ปฏิปฺปสฺสทฺโธติ สนฺโต ฯ อนิสฺสายาติ เทฺว นิสฺสยา ตณฺหานิสฺสโย จ ทิฏฺฐินิสฺสโย จ ฯเปฯ อยํ ตณฺหานิสฺสโย ฯเปฯ อยํ ทิฏฺฐินิสฺสโย ฯ {๓๓๙.๑} ตณฺหานิสฺสยํ ปหาย ทิฏฺฐินิสฺสยํ ปฏินิสฺสชฺชิตฺวา จกฺขุํ อนิสฺสาย โสตํ อนิสฺสาย ฆานํ อนิสฺสาย ชิวฺหํ อนิสฺสาย กายํ อนิสฺสาย มนํ อนิสฺสาย รูเป สทฺเท คนฺเธ รเส โผฏฺฐพฺเพ กุลํ คณํ อาวาสํ ลาภํ ยสํ ปสํสํ สุขํ จีวรํ ปิณฺฑปาตํ เสนาสนํ คิลานปจฺจย- เภสชฺชปริกฺขารํ กามธาตุํ รูปธาตุํ อรูปธาตุํ กามภวํ รูปภวํ อรูปภวํ สญฺญาภวํ อสญฺญาภวํ เนวสญฺญานาสญฺญาภวํ เอกโวการภวํ จตุโวการภวํ ปญฺจโวการภวํ อตีตํ อนาคตํ ปจฺจุปฺปนฺนํ ทิฏฺฐสุตมุต- วิญฺญาตพฺเพ ธมฺเม อนิสฺสาย อคฺคณฺหิตฺวา อปรามสิตฺวา อนภินิวิสิตฺวาติ สนฺโต อนิสฺสาย ฯ ภวํ น ชปฺเปติ กามภวํ น ชปฺเปยฺย รูปภวํ น ชปฺเปยฺย อรูปภวํ น ชปฺเปยฺย น ปชปฺเปยฺย น อภิชปฺเปยฺยาติ สนฺโต อนิสฺสาย ภวํ น ชปฺเป ฯ เตนาห ภควา น ทิฏฺฐิยา น สุติยา น ญาเณน (มาคนฺทิยาติ ภควา) สีลพฺพเตนาปิ น สุทฺธิมาห อทิฏฺฐิยา อสฺสุติยา อญาณา อสีลตา อพฺพตา โนปิ เตน เอเต จ นิสฺสาย อนุคฺคหาย สนฺโต อนิสฺสาย ภวํ น ชปฺเปติ ฯ

โน เจ กิร ทิฏฺฐิยา น สุติยา น ญาเณน (อิติ มาคนฺทิโย) สีลพฺพเตนาปิ น สุทฺธิมาห อทิฏฺฐิยา อสฺสุติยา อญาณา อสีลตา อพฺพตา โนปิ เตน มญฺญามหํ โมมุหเมว ธมฺมํ ทิฏฺฐิยา เอเก ปจฺเจนฺติ สุทฺธึ ฯ

โน เจ กิร ทิฏฺฐิยา น สุติยา น ญาเณนาติ ทิฏฺฐิยาปิ สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ นาห น กเถสิ น ภณสิ น ทีปยสิ น โวหรสิ ฯ สุเตนปิ สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ นาห น กเถสิ น ภณสิ น ทีปยสิ น โวหรสิ ฯ ทิฏฺฐสุเตนปิ สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ นาห น กเถสิ น ภณสิ น ทีปยสิ น โวหรสิ ฯ ญาเณนปิ สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ นาห น กเถสิ น ภณสิ น ทีปยสิ น โวหรสีติ โน เจ กิร ทิฏฺฐิยา น สุติยา น ญาเณน ฯ อิติ มาคนฺทิโยติ อิตีติ ปทสนฺธิ ฯเปฯ ปทานุปุพฺพตาเมตํ อิตีติ ฯ มาคนฺทิโยติ ตสฺส พฺราหฺมณสฺส นามนฺติ อิติ มาคนฺทิโย ฯ

สีลพฺพเตนาปิ น สุทฺธิมาหาติ สีเลนปิ สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ วตฺเตนปิ สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ สีลพฺพเตนปิ สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ นาห น กเถสิ น ภณสิ น ทีปยสิ น โวหรสีติ สีลพฺพเตนาปิ น สุทฺธิมาห ฯ

อทิฏฺฐิยา อสฺสุติยา อญาณา อสีลตา อพฺพตา โนปิ เตนาติ ทิฏฺฐิปิ อิจฺฉิตพฺพาติ เอวํ ภณสิ สวนมฺปิ อิจฺฉิตพฺพนฺติ เอวํ ภณสิ ญาณมฺปิ อิจฺฉิตพฺพนฺติ เอวํ ภณสิ สีลมฺปิ อิจฺฉิตพฺพนฺติ เอวํ ภณสิ วตฺตมฺปิ อิจฺฉิตพฺพนฺติ เอวํ ภณสิ น สกฺโกสิ เอกํเสน อนุชานิตุํ น สกฺโกสิ เอกํเสน ปฏิกฺขิปิตุนฺติ อทิฏฺฐิยา อสฺสุติยา อญาณา อสีลตา อพฺพตา โนปิ เตน ฯ

มญฺญามหํ โมมุหเมว ธมฺมนฺติ โมมูหธมฺโม อยํ ตุยฺหํ พาลธมฺโม มูฬฺหธมฺโม อญาณธมฺโม อมราวิกฺเขปธมฺโมติ เอวํ มญฺญามิ เอวํ ชานามิ เอวํ อาชานามิ เอวํ ปฏิวิชฺฌามีติ มญฺญามหํ โมมุหเมว ธมฺมํ ฯ

ทิฏฺฐิยา เอเก ปจฺเจนฺติ สุทฺธินฺติ ทิฏฺฐิยา เอเก สมณพฺราหฺมณา สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ ปจฺเจนฺติ ฯ สสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ทิฏฺฐิยา เอเก สมณพฺราหฺมณา สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ ปจฺเจนฺติ ฯ อสสฺสโต โลโก ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ทิฏฺฐิยา เอเก สมณพฺราหฺมณา สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ ปจฺเจนฺตีติ ทิฏฺฐิยา เอเก ปจฺเจนฺติ สุทฺธึ ฯ เตนาห โส พฺราหฺมโณ โน เจ กิร ทิฏฺฐิยา น สุติยา น ญาเณน (อิติ มาคนฺทิโย) สีลพฺพเตนาปิ น สุทฺธิมาห อทิฏฺฐิยา อสฺสุติยา อญาณา อสีลตา อพฺพตา โนปิ เตน มญฺญามหํ โมมุหเมว ธมฺมํ ทิฏฺฐิยา เอเก ปจฺเจนฺติ สุทฺธินฺติ ฯ

ทิฏฺฐีสุ นิสฺสาย อนุปุจฺฉมาโน (มาคนฺทิยาติ ภควา) สมุคฺคหีเตสุ ปโมหมาคา อิโต จ นาทฺทกฺขิ อณุมฺปิ สญฺญํ ตสฺมา ตุวํ โมมุหโต ทหาสิ ฯ

ทิฏฺฐีสุ นิสฺสาย อนุปุจฺฉมาโนติ มาคนฺทิโย พฺราหฺมโณ ทิฏฺฐึ นิสฺสาย ทิฏฺฐึ ปุจฺฉติ ลคฺคนํ นิสฺสาย ลคฺคนํ ปุจฺฉติ พนฺธนํ นิสฺสาย พนฺธนํ ปุจฺฉติ ปลิโพธํ นิสฺสาย ปลิโพธํ ปุจฺฉติ ฯ อนุปุจฺฉมาโนติ ปุนปฺปุนํ ปุจฺฉตีติ ทิฏฺฐีสุ นิสฺสาย อนุปุจฺฉมาโน ฯ มาคนฺทิยาติ ภควา ตํ พฺราหฺมณํ นาเมน อาลปติ ฯ ภควาติ คารวาธิวจนํ ฯเปฯ สจฺฉิกา ปญฺญตฺติ ยทิทํ ภควาติ มาคนฺทิยาติ ภควา ฯ

สมุคฺคหีเตสุ ปโมหมาคาติ ยา ทิฏฺฐิ ตยา คหิตา ปรามฏฺฐา อภินิวิฏฺฐา อชฺโฌสิตา อธิมุตฺตา ตาเยว ตฺวํ ทิฏฺฐิยา มูโฬฺหสิ ปมูโฬฺห สมฺมูโฬฺห โมหํ อาคโตสิ ปโมหํ อาคโตสิ สมฺโมหํ อาคโตสิ อนฺธการํ ปกฺขนฺโตสีติ สมุคฺคหีเตสุ ปโมหมาคา ฯ

อิโต จ นาทฺทกฺขิ อณุมฺปิ สญฺญนฺติ อิโต อชฺฌตฺตสนฺติโต วา ปฏิปตฺติโต วา ธมฺมเทสนโต วา ยุตฺตสญฺญํ วา ปตฺตสญฺญํ วา ลกฺขณสญฺญํ วา การณสญฺญํ วา ฐานสญฺญํ วา น ปฏิลภสิ กุโต ญาณนฺติ เอวมฺปิ อิโต จ นาทฺทกฺขิ อณุมฺปิ สญฺญํ ฯ อถวา อนิจฺจํ วา อนิจฺจสญฺญานุโลมํ วา ทุกฺขํ วา ทุกฺขสญฺญานุโลมํ วา อนตฺตํ วา อนตฺตสญฺญานุโลมํ วา สญฺญุปฺปาทมตฺตํ วา สญฺญานิมิตฺตํ วา น ปฏิลภสิ กุโต ญาณนฺติ เอวมฺปิ อิโต จ นาทฺทกฺขิ อณุมฺปิ สญฺญํ ฯ

ตสฺมา ตุวํ โมมุหโต ทหาสีติ ตสฺมาติ ตสฺมา ตํการณา ตํเหตุ ตปฺปจฺจยา ตํนิทานา โมมูหธมฺมโต พาลธมฺมโต มูฬฺหธมฺมโต อญาณธมฺมโต อมราวิกฺเขปธมฺมโต ทหาสิ ปสฺสสิ ทกฺขสิ โอโลเกสิ นิชฺฌายสิ อุปปริกฺขสีติ ตสฺมา ตุวํ โมมุหโต ทหาสิ ฯ เตนาห ภควา ทิฏฺฐีสุ นิสฺสาย อนุปุจฺฉมาโน (มาคนฺทิยาติ ภควา) สมุคฺคหีเตสุ ปโมหมาคา อิโต จ นาทฺทกฺขิ อณุมฺปิ สญฺญํ ตสฺมา ตุวํ โมมุหโต ทหาสีติ ฯ

สโม วิเสสี อุท วา นิหีโน โย มญฺญตี โส วิวเทถ เตน ตีสุ วิธาสุ อวิกมฺปมาโน สโม วิเสสีติ น ตสฺส โหติ ฯ

สโม วิเสสี อุท วา นิหีโน โย มญฺญตี โส วิวเทถ เตนาติ สทิโสหมสฺมีติ วา เสยฺโยหมสฺมีติ วา หีโนหมสฺมีติ วา โย มญฺญติ โส เตน มาเนน ตาย ทิฏฺฐิยา เตน วา ปุคฺคเลน กลหํ กเรยฺย ภณฺฑนํ กเรยฺย วิคฺคหํ กเรยฺย วิวาทํ กเรยฺย เมธคํ กเรยฺย น ตฺวํ อิมํ ธมฺมวินยํ อาชานาสิ อหํ อิมํ ธมฺมวินยํ อาชานามิ กึ ตฺวํ อิมํ ธมฺมวินยํ อาชานิสฺสสิ มิจฺฉาปฏิปนฺโน ตฺวมสิ อหมสฺมิ สมฺมาปฏิปนฺโน สหิตมฺเม อสหิตนฺเต ปุเร วจนียํ ปจฺฉา อวจ ปจฺฉา วจนียํ ปุเร อวจ อธิจิณฺณนฺเต วิปราวตฺตํ อาโรปิโต เต วาโท นิคฺคหิโตสิ จร วาทปฺปโมกฺขาย นิพฺเพเธหิ วา สเจ ปโหสีติ สโม วิเสสี อุท วา นิหีโน โย มญฺญตี โส วิวเทถ เตน ฯ

ตีสุ วิธาสุ อวิกมฺปมาโน สโม วิเสสีติ น ตสฺส โหตีติ ยสฺเสตา ติสฺโส วิธา ปหีนา สมุจฺฉินฺนา วูปสนฺตา ปฏิปฺปสฺสทฺธา อภพฺพุปฺปตฺติกา ญาณคฺคินา ทฑฺฒา โส ตีสุ วิธาสุ น กมฺปติ น วิกมฺปติ อวิกมฺปมานสฺส ปุคฺคลสฺส สทิโสหมสฺมีติ วา เสยฺโยหมสฺมีติ วา หีโนหมสฺมีติ วา ฯ น ตสฺส โหตีติ น มยฺหํ โหตีติ ตีสุ วิธาสุ อวิกมฺปมาโน สโม วิเสสีติ น ตสฺส โหติ ฯ เตนาห ภควา สโม วิเสสี อุท วา นิหีโน โย มญฺญตี โส วิวเทถ เตน ตีสุ วิธาสุ อวิกมฺปมาโน สโม วิเสสีติ น ตสฺส โหตีติ ฯ

สจฺจนฺติ โส พฺราหฺมโณ กึ วเทยฺย มุสาติ วา โส วิวเทถ เกน ยสฺมึ สมํ วิสมํ วาปิ นตฺถิ ส เกน วาทํ ปฏิสญฺญุเชยฺย ฯ

สจฺจนฺติ โส พฺราหฺมโณ กึ วเทยฺยาติ พฺราหฺมโณติ สตฺตนฺนํ ธมฺมานํ พาหิตตฺตา พฺราหฺมโณ ฯเปฯ อนิสฺสิโต ตาทิ ปวุจฺจเต ส พฺรหฺมาติ สจฺจนฺติ โส พฺราหฺมโณ ฯ กึ วเทยฺยาติ สสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ พฺราหฺมโณ กึ วเทยฺย กึ กเถยฺย กึ ภเณยฺย กึ ทีปเยยฺย กึ โวหเรยฺย ฯ อสสฺสโต โลโก ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ พฺราหฺมโณ กึ วเทยฺย กึ กเถยฺย กึ ภเณยฺย กึ ทีปเยยฺย กึ โวหเรยฺยาติ สจฺจนฺติ โส พฺราหฺมโณ กึ วเทยฺย ฯ

มุสาติ วา โส วิวเทถ เกนาติ พฺราหฺมโณ มยฺหํว สจฺจํ ตุยฺหํ มุสาติ เกน มาเนน กาย ทิฏฺฐิยา เกน วา ปุคฺคเลน กลหํ กเรยฺย ภณฺฑนํ กเรยฺย วิคฺคหํ กเรยฺย วิวาทํ กเรยฺย เมธคํ กเรยฺย น ตฺวํ อิมํ ธมฺมวินยํ อาชานาสิ ฯเปฯ นิพฺเพเธหิ วา สเจ ปโหสีติ มุสาติ วา โส วิวเทถ เกน ฯ

ยสฺมึ สมํ วิสมํ วาปิ นตฺถีติ ยสฺมึ อรหนฺเต ขีณาสเว สทิโสหมสฺมีติ มาโน นตฺถิ เสยฺโยหมสฺมีติ อติมาโน นตฺถิ หีโนหมสฺมีติ โอมาโน นตฺถิ น สํวิชฺชติ นุปลพฺภติ ปหีนํ สมุจฺฉินฺนํ วูปสนฺตํ ปฏิปฺปสฺสทฺธํ อภพฺพุปฺปตฺติกํ ญาณคฺคินา ทฑฺฒนฺติ ยสฺมึ สมํ วิสมํ วาปิ นตฺถิ ฯ

ส เกน วาทํ ปฏิสญฺญุเชยฺยาติ โส เกน มาเนน กาย ทิฏฺฐิยา เกน วา ปุคฺคเลน วาทํ ปฏิสญฺญุชฺเชยฺย ปฏิปฺผเรยฺย กลหํ กเรยฺย ภณฺฑนํ กเรยฺย วิคฺคหํ กเรยฺย วิวาทํ กเรยฺย เมธคํ กเรยฺย น ตฺวํ อิมํ ธมฺมวินยํ อาชานาสิ ฯเปฯ นิพฺเพเธหิ วา สเจ ปโหสีติ ส เกน วาทํ ปฏิสญฺญุเชยฺย ฯ เตนาห ภควา สจฺจนฺติ โส พฺราหฺมโณ กึ วเทยฺย มุสาติ วา โส วิวเทถ เกน ยสฺมึ สมํ วิสมํ วาปิ นตฺถิ ส เกน วาทํ ปฏิสญฺญุเชยฺยาติ ฯ

โอกมฺปหาย อนิเกตสารี กาเม อกุพฺพํ มุนิ สนฺถวานี กาเมหิ ริตฺโต อปุเรกฺขราโน กถํ น วิคฺคยฺห ชเนน กยิรา ฯ

อถ โข หาลินฺทกานิ คหปติ เยนายสฺมา มหากจฺจาโน เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ มหากจฺจานํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข หาลินฺทกานิ คหปติ อายสฺมนฺตํ มหากจฺจานํ เอตทโวจ วุตฺตมิทํ ภนฺเต กจฺจาน ภควตา อฏฺฐกวคฺคิเก มาคนฺทิยปเญฺห โอกมฺปหาย อนิเกตสารี กาเม อกุพฺพํ มุนิ สนฺถวานี กาเมหิ ริตฺโต อปุเรกฺขราโน กถํ น วิคฺคยฺห ชเนน กยิราติ ฯ อิมสฺส นุ โข ภนฺเต กจฺจาน ภควตา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส กถํ อตฺโถ วิตฺถาเรน ทฏฺฐพฺโพติ ฯ รูปธาตุ โข คหปติ วิญฺญาณสฺส โอโก รูปธาตุราควินิพนฺธญฺจ ปน วิญฺญาณํ โอกสารีติ วุจฺจติ เวทนาธาตุ โข คหปติ สญฺญาธาตุ โข คหปติ สงฺขารธาตุ โข คหปติ วิญฺญาณสฺส โอโก สงฺขารธาตุราควินิพนฺธญฺจ ปน วิญฺญาณํ โอกสารีติ วุจฺจติ เอวํ โข คหปติ โอกสารี โหติ ฯ {๓๖๐.๑} กถญฺจ คหปติ อโนกสารี โหติ ฯ รูปธาตุยา โข คหปติ โย ฉนฺโท โย ราโค ยา นนฺทิ ยา ตณฺหา เย อุปายุปาทานา เจตโส อธิฏฺฐานาภินิเวสานุสยา เต ตถาคตสฺส ปหีนา อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวงฺคตา อายตึ อนุปฺปาทธมฺมา ตสฺมา ตถาคโต อโนกสารีติ วุจฺจติ ฯ เวทนาธาตุยา โข คหปติ สญฺญาธาตุยา โข คหปติ สงฺขารธาตุยา โข คหปติ วิญฺญาณธาตุยา โข คหปติ โย ฉนฺโท โย ราโค ยา นนฺทิ ยา ตณฺหา เย อุปายุปาทานา เจตโส อธิฏฺฐานาภินิเวสานุสยา เต ตถาคตสฺส ปหีนา อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวงฺคตา อายตึ อนุปฺปาทธมฺมา ตสฺมา ตถาคโต อโนกสารีติ วุจฺจติ เอวํ โข คหปติ อโนกสารี โหติ ฯ {๓๖๐.๒} กถญฺจ คหปติ นิเกตสารี โหติ ฯ รูปนิมิตฺต- นิเกตสารวินิพนฺธํ โข คหปติ นิเกตสารีติ วุจฺจติ ฯ สทฺทนิมิตฺต คนฺธนิมิตฺต รสนิมิตฺต โผฏฺฐพฺพนิมิตฺต ธมฺมนิมิตฺตนิเกตสารวินิพนฺธํ โข คหปติ นิเกตสารีติ วุจฺจติ เอวํ โข คหปติ นิเกตสารี โหติ ฯ {๓๖๐.๓} กถญฺจ คหปติ อนิเกตสารี โหติ ฯ รูปนิมิตฺต- นิเกตสารวินิพนฺธา โข คหปติ ตถาคตสฺส ปหีนา อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวงฺคตา อายตึ อนุปฺปาทธมฺมา ตสฺมา ตถาคโต อนิเกตสารีติ วุจฺจติ ฯ สทฺทนิมิตฺตคนฺธนิมิตฺตรสนิมิตฺต- โผฏฺฐพฺพนิมิตฺตธมฺมนิมิตฺตนิเกตสารวินิพนฺธา โข คหปติ ตถาคตสฺส ปหีนา อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวงฺคตา อายตึ อนุปฺปาทธมฺมา ตสฺมา ตถาคโต อนิเกตสารีติ วุจฺจติ เอวํ โข คหปติ อนิเกตสารี โหติ ฯ {๓๖๐.๔} กถญฺจ คหปติ กาเม สนฺถวชาโต โหติ ฯ อิธ คหปติ เอกจฺโจ คิหีหิ สํสฏฺโฐ วิหรติ สหนนฺที สหโสกี สุขิเตสุ สุขิโต ทุกฺขิเตสุ ทุกฺขิโต อุปฺปนฺเนสุ กิจฺจกรณีเยสุ อตฺตนา โวโยคํ อาปชฺชติ เอวํ โข คหปติ กาเม สนฺถวชาโต โหติ ฯ {๓๖๐.๕} กถญฺจ คหปติ กาเม น สนฺถวชาโต โหติ ฯ อิธ คหปติ ภิกฺขุ คิหีหิ อสํสฏฺโฐ วิหรติ น สหนนฺที น สหโสกี น สุขิเตสุ สุขิโต น ทุกฺขิเตสุ ทุกฺขิโต อุปฺปนฺเนสุ กิจฺจกรณีเยสุ น อตฺตนา โวโยคํ อาปชฺชติ เอวํ โข คหปติ กาเม น สนฺถวชาโต โหติ ฯ {๓๖๐.๖} กถญฺจ คหปติ กาเมหิ อริตฺโต โหติ ฯ อิธ คหปติ เอกจฺโจ กาเมสุ อวีตราโค โหติ อวีตจฺฉนฺโท อวีตเปโม อวีตปิปาโส อวีตปริฬาโห อวีตตโณฺห เอวํ โข คหปติ กาเมหิ อริตฺโต โหติ ฯ {๓๖๐.๗} กถญฺจ คหปติ กาเมหิ ริตฺโต โหติ ฯ อิธ คหปติ ภิกฺขุ กาเมสุ วีตราโค โหติ วีตจฺฉนฺโท วีตเปโม วีตปิปาโส วีตปริฬาโห วีตตโณฺห เอวํ โข คหปติ กาเมหิ ริตฺโต โหติ ฯ กถญฺจ คหปติ ปุเรกฺขราโน โหติ ฯ อิธ คหปติ เอกจฺจสฺส เอวํ โหติ เอวํรูโป สิยํ อนาคตมทฺธานนฺติ ตตฺถ นนฺทึ สมนฺวาคเมติ เอวํเวทโน สิยํ เอวํสญฺโญ สิยํ เอวํสงฺขาโร สิยํ เอวํวิญฺญาโณ สิยํ อนาคตมทฺธานนฺติ ตตฺถ นนฺทึ สมนฺวาคเมติ เอวํ โข คหปติ ปุเรกฺขราโน โหติ ฯ {๓๖๐.๘} กถญฺจ คหปติ อปุเรกฺขราโน โหติ ฯ อิธ คหปติ เอกจฺจสฺส ภิกฺขุโน น เอวํ โหติ เอวํรูโป สิยํ อนาคตมทฺธานนฺติ ตตฺถ นนฺทึ น สมนฺวาคเมติ เอวํเวทโน สิยํ เอวํสญฺโญ สิยํ เอวํสงฺขาโร สิยํ เอวํวิญฺญาโณ สิยํ อนาคตมทฺธานนฺติ ตตฺถ นนฺทึ น สมนฺวาคเมติ เอวํ โข คหปติ อปุเรกฺขราโน โหติ ฯ {๓๖๐.๙} กถญฺจ คหปติ กถํ วิคฺคยฺห ชเนน กตฺตา โหติ ฯ อิธ คหปติ เอกจฺโจ เอวรูปึ กถํ กตฺตา โหติ น ตฺวํ อิมํ ธมฺมวินยํ อาชานาสิ ฯเปฯ นิพฺเพเธหิ วา สเจ ปโหสีติ เอวํ โข คหปติ กถํ วิคฺคยฺห ชเนน กตฺตา โหติ ฯ {๓๖๐.๑๐} กถญฺจ คหปติ กถํ น วิคฺคยฺห ชเนน กตฺตา โหติ ฯ อิธ คหปติ ภิกฺขุ น เอวรูปึ กถํ กตฺตา โหติ น ตฺวํ อิมํ ธมฺมวินยํ อาชานาสิ ฯเปฯ นิพฺเพเธหิ วา สเจ ปโหสีติ เอวํ โข คหปติ กถํ น วิคฺคยฺห ชเนน กตฺตา โหติ ฯ อิติ โข คหปติ ยนฺตํ วุตฺตํ ภควตา อฏฺฐกวคฺคิเก มาคนฺทิยปเญฺห โอกมฺปหาย อนิเกตสารี กาเม อกุพฺพํ มุนิ สนฺถวานี กาเมหิ ริตฺโต อปุเรกฺขราโน กถํ น วิคฺคยฺห ชเนน กยิราติ อิมสฺส โข คหปติ ภควตา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺโถ ทฏฺฐพฺโพ ฯ เตนาห ภควา โอกมฺปหาย อนิเกตสารี กาเม อกุพฺพํ มุนิ สนฺถวานี กาเมหิ ริตฺโต อปุเรกฺขราโน กถํ น วิคฺคยฺห ชเนน กยิราติ ฯ

เยหิ วิวิตฺโต วิจเรยฺย โลเก น ตานิ อุคฺคยฺห วเทยฺย นาโค เอลมฺพุชํ กณฺฏกวาริชํ ยถา ชเลน ปงฺเกน จ นูปลิตฺตํ เอวํ มุนี สนฺติวโท อคิทฺโธ กาเม จ โลเก จ อนูปลิตฺโต ฯ

เยหิ วิวิตฺโต วิจเรยฺย โลเกติ เยหีติ ทิฏฺฐิคเตหิ ฯ วิวิตฺโตติ กายทุจฺจริเตน วิตฺโต วิวิตฺโต ปวิวิตฺโต วจีทุจฺจริเตน มโนทุจฺจริเตน ราเคน ฯเปฯ สพฺพากุสลาภิสงฺขาเรหิ วิตฺโต วิวิตฺโต ปวิวิตฺโต ฯ วิจเรยฺยาติ จเรยฺย วิหเรยฺย อิริเยยฺย วตฺเตยฺย ปาเลยฺย ยเปยฺย ยาเปยฺย ฯ โลเกติ มนุสฺสโลเกติ เยหิ วิวิตฺโต วิจเรยฺย โลเก ฯ

น ตานิ อุคฺคยฺห วเทยฺย นาโคติ นาโคติ อาคุํ น กโรตีติ นาโค ฯ น คจฺฉตีติ นาโค ฯ นาคจฺฉตีติ นาโค ฯ {๓๖๓.๑} กถํ อาคุํ น กโรตีติ นาโค ฯ อาคุ วุจฺจนฺติ ปาปกา อกุสลา ธมฺมา สงฺกิเลสิกา โปโนพฺภวิกา สทรา ทุกฺขวิปากา อายตึ ชาติชรามรณียา ฯ อาคุํ น กโรตีติ กิญฺจิ โลเก (สภิยาติ ภควา) สพฺพสํโยเค วิสชฺช พนฺธนานิ สพฺพตฺถ น สชฺชติ วิมุตฺโต นาโค ตาทิ วุจฺจเต ตถตฺตาติ เอวํ อาคุํ น กโรตีติ นาโค ฯ {๓๖๓.๒} กถํ น คจฺฉตีติ นาโค ฯ น ฉนฺทาคตึ คจฺฉติ น โทสาคตึ คจฺฉติ น โมหาคตึ คจฺฉติ น ภยาคตึ คจฺฉติ น ราควเสน คจฺฉติ น โทสวเสน คจฺฉติ น โมหวเสน คจฺฉติ น มานวเสน คจฺฉติ น ทิฏฺฐิวเสน คจฺฉติ น อุทฺธจฺจวเสน คจฺฉติ น วิจิกิจฺฉาวเสน คจฺฉติ น อนุสยวเสน คจฺฉติ น วคฺเคหิ ธมฺเมหิ ยายติ นิยฺยติ วุยฺหติ สํหริยติ เอวํ น คจฺฉตีติ นาโค ฯ {๓๖๓.๓} กถํ นาคจฺฉตีติ นาโค ฯ โสตาปตฺติมคฺเคน เย กิเลสา ปหีนา เต กิเลเส น ปุเนติ น ปจฺเจติ น ปจฺจาคจฺฉติ สกทาคามิมคฺเคน อนาคามิมคฺเคน อรหตฺตมคฺเคน เย กิเลสา ปหีนา เต กิเลเส น ปุเนติ น ปจฺเจติ น ปจฺจาคจฺฉติ เอวํ นาคจฺฉตีติ นาโค ฯ {๓๖๓.๔} น ตานิ อุคฺคยฺห วเทยฺย นาโคติ นาโค น ตานิ ทิฏฺฐิคตานิ คเหตฺวา อุคฺคเหตฺวา คณฺหิตฺวา ปรามสิตฺวา อภินิวิสิตฺวา วเทยฺย กเถยฺย ภเณยฺย ทีปเยยฺย โวหเรยฺย สสฺสโต โลโก อสสฺสโต โลโก ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ วเทยฺย กเถยฺย ภเณยฺย ทีปเยยฺย โวหเรยฺยาติ น ตานิ อุคฺคยฺห วเทยฺย นาโค ฯ

เอลมฺพุชํ กณฺฏกวาริชํ ยถา ชเลน ปงฺเกน จ นูปลิตฺตนฺติ เอลํ วุจฺจติ อุทกํ ฯ อมฺพุ วุจฺจติ อุทกํ ฯ อมฺพุชํ วุจฺจติ ปทุมํ ฯ กณฺฏโก วุจฺจติ ขรทณฺโฑ ฯ วาริ วุจฺจติ อุทกํ ฯ วาริชํ วุจฺจติ ปทุมํ วาริชํ วาริสมฺภวํ ฯ ชลํ วุจฺจติ อุทกํ ฯ ปงฺโก วุจฺจติ กทฺทโม ฯ ยถา ปทุมํ วาริชํ วาริสมฺภวํ ชเลน จ ปงฺเกน จ น ลิมฺปติ น สํลิมฺปติ นุปลิมฺปติ อลิตฺตํ อสํลิตฺตํ อนุปลิตฺตนฺติ เอลมฺพุชํ กณฺฏกวาริชํ ยถา ชเลน ปงฺเกน จ นูปลิตฺตํ ฯ

เอวํ มุนี สนฺติวโท อคิทฺโธ กาเม จ โลเก จ อนูปลิตฺโตติ เอวนฺติ โอปมฺมสมฺปฏิปาทนา ฯ มุนีติ โมนํ วุจฺจติ ญาณํ ฯเปฯ สงฺคชาลมติจฺจ โส มุนิ ฯ สนฺติวโทติ สนฺติวาโท มุนิ ตาณวาโท เลณวาโท สรณวาโท อภยวาโท อจฺจุตวาโท อมตวาโท นิพฺพานวาโทติ เอวํ มุนี สนฺติวโท ฯ อคิทฺโธติ เคโธ วุจฺจติ ตณฺหา โย ราโค สาราโค ฯเปฯ อภิชฺฌา โลโภ อกุสลมูลํ ฯ ยสฺเสโส เคโธ ปหีโน สมุจฺฉินฺโน วูปสนฺโต ปฏิปฺปสฺสทฺโธ อภพฺพุปฺปตฺติโก ญาณคฺคินา ทฑฺโฒ โส วุจฺจติ อคิทฺโธ ฯ โส รูเป อคิทฺโธ สทฺเท คนฺเธ รเส โผฏฺฐพฺเพ กุเล คเณ อาวาเส ลาเภ ยเส ปสํสาย สุเข จีวเร ปิณฺฑปาเต เสนาสเน คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขาเร กามธาตุยา รูปธาตุยา อรูปธาตุยา กามภเว รูปภเว อรูปภเว สญฺญาภเว อสญฺญาภเว เนวสญฺญานาสญฺญาภเว เอกโวการภเว จตุโวการภเว ปญฺจโวการภเว อตีเต อนาคเต ปจฺจุปฺปนฺเน ทิฏฺฐสุตมุต- วิญฺญาตพฺเพสุ ธมฺเมสุ อคิทฺโธ อคธิโต อมุจฺฉิโต อนชฺโฌปนฺโน วีตเคโธ จตฺตเคโธ วนฺตเคโธ มุตฺตเคโธ ปหีนเคโธ ปฏินิสฺสฏฺฐเคโธ วีตราโค จตฺตราโค วนฺตราโค มุตฺตราโค ปหีนราโค ปฏินิสฺสฏฺฐราโค นิจฺฉาโต นิพฺพุโต สีติภูโต สุขปฏิสํเวที พฺรหฺมภูเตน อตฺตนา วิหรตีติ เอวํ มุนี สนฺติวโท อคิทฺโธ ฯ {๓๖๕.๑} กาเม จ โลเก จ อนูปลิตฺโตติ กามาติ อุทฺทานโต เทฺว กามา วตฺถุกามา จ กิเลสกามา จ ฯเปฯ อิเม วุจฺจนฺติ วตฺถุกามา ฯเปฯ อิเม วุจฺจนฺติ กิเลสกามา ฯ โลเกติ อปายโลเก มนุสฺสโลเก เทวโลเก ขนฺธโลเก ธาตุโลเก อายตนโลเก ฯ เลโปติ เทฺว เลปา ตณฺหาเลโป จ ทิฏฺฐิเลโป จ ฯเปฯ อยํ ตณฺหาเลโป ฯเปฯ อยํ ทิฏฺฐิเลโป ฯ มุนิ ตณฺหาเลปํ ปหาย ทิฏฺฐิเลปํ ปฏินิสฺสชฺชิตฺวา กาเม จ โลเก จ น ลิมฺปติ น สํลิมฺปติ นุปลิมฺปติ อลิตฺโต อสํลิตฺโต อนุปลิตฺโต นิกฺขนฺโต นิสฺสฏฺโฐ วิปฺปมุตฺโต วิสญฺญุตฺโต วิมริยาทิกเตน เจตสา วิหรตีติ เอวํ มุนี สนฺติวโท อคิทฺโธ กาเม จ โลเก จ อนูปลิตฺโต ฯ เตนาห ภควา เยหิ วิวิตฺโต วิจเรยฺย โลเก น ตานิ อุคฺคยฺห วเทยฺย นาโค เอลมฺพุชํ กณฺฏกวาริชํ ยถา ชเลน ปงฺเกน จ นูปลิตฺตํ เอวํ มุนี สนฺติวโท อคิทฺโธ กาเม จ โลเก จ อนูปลิตฺโตติ ฯ

น เวทคู ทิฏฺฐิยา น มุติยา ส มานเมติ น หิ ตมฺมโย โส น กมฺมุนา โนปิ สุเตน เนยฺโย อนูปนีโต ส นิเวสเนสุ ฯ

น เวทคู ทิฏฺฐิยา น มุติยา ส มานเมตีติ นาติ ปฏิกฺเขโป ฯ เวทคูติ เวโท วุจฺจติ จตูสุ มคฺเคสุ ญาณํ ปญฺญา ปญฺญินฺทฺริยํ ปญฺญาพลํ ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค วีมํสา วิปสฺสนา สมฺมาทิฏฺฐิ ฯ เตหิ เวเทหิ ชาติชรามรณสฺส อนฺตคโต อนฺตปฺปตฺโต โกฏิคโต โกฏิปฺปตฺโต ปริยนฺตคโต ปริยนฺตปฺปตฺโต โวสานคโต โวสานปฺปตฺโต ตาณคโต ตาณปฺปตฺโต เลณคโต เลณปฺปตฺโต สรณคโต สรณปฺปตฺโต อภยคโต อภยปฺปตฺโต อจฺจุตคโต อจฺจุตปฺปตฺโต อมตคโต อมตปฺปตฺโต นิพฺพานคโต นิพฺพานปฺปตฺโต ฯ เวทานํ วา อนฺตํ คโตติ เวทคู ฯ เวเทหิ วา อนฺตคโตติ เวทคู ฯ สตฺตนฺนํ วา ธมฺมานํ วิทิตตฺตา เวทคู สกฺกายทิฏฺฐิ วิทิตา โหติ วิจิกิจฺฉา วิทิตา โหติ สีลพฺพตปรามาโส วิทิโต โหติ ราโค วิทิโต โหติ โทโส วิทิโต โหติ โมโห วิทิโต โหติ มาโน วิทิโต โหติ ฯ วิทิตสฺส โหนฺติ ปาปกา อกุสลา ธมฺมา สงฺกิเลสิกา โปโนพฺภวิกา สทรา ทุกฺขวิปากา อายตึ ชาติชรามรณียา ฯ เวทานิ วิเจยฺย เกวลานิ (สภิยาติ ภควา) สมณานํ ยานิ ปตฺถิ พฺราหฺมณานํ สพฺพเวทนาสุ วีตราโค สพฺพํ เวทมติจฺจ เวทคู โสติ ฯ {๓๖๗.๑} น ทิฏฺฐิยาติ ตสฺส ทฺวาสฏฺฐี ทิฏฺฐิคตานิ ปหีนานิ สมุจฺฉินฺนานิ วูปสนฺตานิ ปฏิปฺปสฺสทฺธานิ อภพฺพุปฺปตฺติกานิ ญาณคฺคินา ทฑฺฒานิ โส ทิฏฺฐิยา น ยายติ น นิยฺยติ น วุยฺหติ น สํหริยติ นปิ ตํ ทิฏฺฐิคตํ สารโต ปจฺเจติ น ปจฺจาคจฺฉตีติ น เวทคู ทิฏฺฐิยา ฯ น มุติยา ส มานเมตีติ มุตรูเปน วา ปรโฆเสน วา มหาชนสมฺมุติยา วา น มานํ เอติ น อุเปติ น อุปคจฺฉติ น คณฺหาติ น ปรามสติ นาภินิวิสตีติ น เวทคู ทิฏฺฐิยา น มุติยา ส มานเมติ ฯ น หิ ตมฺมโย โสติ น ตณฺหาวเสน ทิฏฺฐิวเสน ตมฺมโย โหติ ตปฺปรโม ตปฺปรายโน ฯ ยโต ตณฺหา จ ทิฏฺฐิ จ มาโน จ ปหีนา โหนฺติ อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวงฺคตา อายตึ อนุปฺปาทธมฺมา เอตฺตาวตา น ตมฺมโย โหติ น ตปฺปรโม น ตปฺปรายโนติ น หิ ตมฺมโย โส ฯ

น กมฺมุนา โนปิ สุเตน เนยฺโยติ น กมฺมุนาติ ปุญฺญาภิสงฺขาเรน วา อปุญฺญาภิสงฺขาเรน วา อาเนญฺชาภิสงฺขาเรน วา น ยายติ น นิยฺยติ น วุยฺหติ น สํหริยตีติ น กมฺมุนา ฯ โนปิ สุเตน เนยฺโยติ สุตสุทฺธิยา วา ปรโฆเสน วา มหาชนสมฺมุติยา วา น ยายติ น นิยฺยติ น วุยฺหติ น สํหริยตีติ น กมฺมุนา โนปิ สุเตน เนยฺโย ฯ

อนูปนีโต ส นิเวสเนสูติ อุปโยติ เทฺว อุปยา ตณฺหูปโย จ ทิฏฺฐูปโย จ ฯเปฯ อยํ ตณฺหูปโย ฯเปฯ อยํ ทิฏฺฐูปโย ฯ ตสฺส ตณฺหูปโย ปหีโน ทิฏฺฐูปโย ปฏินิสฺสฏฺโฐ ตณฺหูปยสฺส ปหีนตฺตา ทิฏฺฐูปยสฺส ปฏินิสฺสฏฺฐตฺตา โส นิเวสเนสุ อนูปนีโต อนุปลิตฺโต อนุปคโต อนชฺโฌสิโต อนธิมุตฺโต นิกฺขนฺโต นิสฺสฏฺโฐ วิปฺปมุตฺโต วิสญฺญุตฺโต วิมริยาทิกเตน เจตสา วิหรตีติ อนูปนีโต ส นิเวสเนสุ ฯ เตนาห ภควา น เวทคู ทิฏฺฐิยา น มุติยา ส มานเมติ น หิ ตมฺมโย โส น กมฺมุนา โนปิ สุเตน เนยฺโย อนูปนีโต ส นิเวสเนสูติ ฯ

สญฺญาวิรตฺตสฺส น สนฺติ คนฺถา ปญฺญาวิมุตฺตสฺส น สนฺติ โมหา สญฺญญฺจ ทิฏฺฐิญฺจ เย อคฺคเหสุํ เต ฆฏฺฏยนฺตา วิจรนฺติ โลเก ฯ

สญฺญาวิรตฺตสฺส น สนฺติ คนฺถาติ โย สมถปุพฺพงฺคมํ อริยมคฺคํ ภาเวติ ตสฺส อาทิโต อุปาทาย คนฺถา วิกฺขมฺภิตา โหนฺติ ฯ อรหตฺตปฺปตฺเต อรหโต คนฺถา จ โมหา จ นีวรณา จ กามสญฺญา พฺยาปาทสญฺญา วิหึสาสญฺญา ทิฏฺฐิสญฺญา ปหีนา โหนฺติ อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวงฺคตา อายตึ อนุปฺปาทธมฺมาติ สญฺญาวิรตฺตสฺส น สนฺติ คนฺถา ฯ

ปญฺญาวิมุตฺตสฺส น สนฺติ โมหาติ โย วิปสฺสนาปุพฺพงฺคมํ อริยมคฺคํ ภาเวติ ตสฺส อาทิโต อุปาทาย โมหา วิกฺขมฺภิตา โหนฺติ ฯ อรหตฺตปฺปตฺเต อรหโต โมหา จ คนฺถา จ นีวรณา จ กามสญฺญา พฺยาปาทสญฺญา วิหึสาสญฺญา ทิฏฺฐิสญฺญา ปหีนา โหนฺติ อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวงฺคตา อายตึ อนุปฺปาทธมฺมาติ ปญฺญาวิมุตฺตสฺส น สนฺติ โมหา ฯ

สญฺญญฺจ ทิฏฺฐิญฺจ เย อคฺคเหสุํ เต ฆฏฺฏยนฺตา วิจรนฺติ โลเกติ เย สญฺญํ คณฺหนฺติ กามสญฺญํ พฺยาปาทสญฺญํ วิหึสาสญฺญํ เต สญฺญาวเสน ฆฏฺเฏนฺติ สงฺฆฏฺเฏนฺติ ฯ ราชาโนปิ ราชูหิ วิวทนฺติ ขตฺติยาปิ ขตฺติเยหิ วิวทนฺติ พฺราหฺมณาปิ พฺราหฺมเณหิ วิวทนฺติ คหปตีปิ คหปตีหิ วิวทนฺติ มาตาปิ ปุตฺเตน วิวทติ ปุตฺโตปิ มาตรา วิวทติ ปิตาปิ ปุตฺเตน วิวทติ ปุตฺโตปิ ปิตรา วิวทติ ภาตาปิ ภาตรา วิวทติ ภคินีปิ ภคินิยา วิวทติ ภาตาปิ ภคินิยา วิวทติ ภคินีปิ ภาตรา วิวทติ สหาโยปิ สหาเยน วิวทติ ฯ {๓๗๓.๑} เต ตตฺถ กลหวิคฺคหวิวาทาปนฺนา อญฺญมญฺญํ ปาณีหิปิ อุปกฺกมนฺติ เลฑฺฑูหิปิ อุปกฺกมนฺติ ทณฺเฑหิปิ อุปกฺกมนฺติ สตฺเถหิปิ อุปกฺกมนฺติ ฯ เต ตตฺถ มรณมฺปิ นิคจฺฉนฺติ มรณมตฺตมฺปิ ทุกฺขํ ฯ เย ทิฏฺฐึ คณฺหนฺติ สสฺสโต โลโกติ วา ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา เต ทิฏฺฐิวเสน ฆฏฺเฏนฺติ สงฺฆฏฺเฏนฺติ สตฺถารโต สตฺถารํ ฆฏฺเฏนฺติ ธมฺมกฺขานโต ธมฺมกฺขานํ ฆฏฺเฏนฺติ คณโต คณํ ฆฏฺเฏนฺติ ทิฏฺฐิยา ทิฏฺฐึ ฆฏฺเฏนฺติ ปฏิปทาย ปฏิปทํ ฆฏฺเฏนฺติ มคฺคโต มคฺคํ ฆฏฺเฏนฺติ ฯ {๓๗๓.๒} อถวา เต วิวทนฺติ กลหํ กโรนฺติ ภณฺฑนํ กโรนฺติ วิคฺคหํ กโรนฺติ วิวาทํ กโรนฺติ เมธคํ กโรนฺติ น ตฺวํ อิมํ ธมฺมวินยํ อาชานาสิ ฯเปฯ นิพฺเพเธหิ วา สเจ ปโหสีติ ฯ เตสํ อภิสงฺขารา อปฺปหีนา อภิสงฺขารานํ อปฺปหีนตฺตา คติยา ฆฏฺเฏนฺติ นิรเย ฆฏฺเฏนฺติ ติรจฺฉานโยนิยา ฆฏฺเฏนฺติ ปิตฺติวิสเย ฆฏฺเฏนฺติ มนุสฺสโลเก ฆฏฺเฏนฺติ เทวโลเก ฆฏฺเฏนฺติ คติยา คตึ อุปปตฺติยา อุปปตฺตึ ปฏิสนฺธิยา ปฏิสนฺธึ ภเวน ภวํ สํสาเรน สํสารํ วฏฺเฏน วฏฺฏํ ฆฏฺเฏนฺติ สงฺฆฏฺเฏนฺติ ฆฏฺเฏนฺตา จรนฺติ วิหรนฺติ อิริยนฺติ วตฺเตนฺติ ปาเลนฺติ ยเปนฺติ ยาเปนฺติ ฯ โลเกติ อปายโลเก มนุสฺสโลเก เทวโลเก ขนฺธโลเก ธาตุโลเก อายตนโลเกติ สญฺญญฺจ ทิฏฺฐิญฺจ เย อคฺคเหสุํ เต ฆฏฺฏยนฺตา วิจรนฺติ โลเก ฯ เตนาห ภควา สญฺญาวิรตฺตสฺส น สนฺติ คนฺถา ปญฺญาวิมุตฺตสฺส น สนฺติ โมหา สญฺญญฺจ ทิฏฺฐิญฺจ เย อคฺคเหสุํ เต ฆฏฺฏยนฺตา วิจรนฺติ โลเกติ ฯ นวโม มาคนฺทิยสุตฺตนิทฺเทโส นิฏฺฐิโต ฯ ---------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส อธิบายมาคันทิยสูตร ว่าด้วยเมถุนธรรม พระสารีบุตรเถระจะกล่าวอธิบายมาคันทิยสูตร ดังต่อไปนี้

ข้อ ๗๐

(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) เพราะเห็นนางตัณหา นางอรดี และนางราคา ก็ไม่ได้มีความพอใจในเมถุนธรรม จักมีความพอใจ เพราะเห็นเรือนร่าง ที่เต็มไปด้วยปัสสาวะและอุจจาระนี้อย่างไรได้เล่า เราไม่ปรารถนาจะถูกต้องเรือนร่างนางแม้ด้วยเท้า คำว่า เพราะเห็นนางตัณหา นางอรดี และนางราคา ก็ไม่ได้มีความ พอใจในเมถุนธรรม อธิบายว่า เพราะเห็น คือ แลเห็นเหล่าธิดามาร ได้แก่นางตัณหา นางอรดีและนางราคา ก็ไม่ได้มีความพอใจ ความกำหนัด หรือความรักในเมถุนธรรม รวมความว่า เพราะเห็นนางตัณหา นางอรดีและนางราคา ก็ไม่ได้มีความพอใจในเมถุนธรรม คำว่า จักมีความพอใจ เพราะเห็นเรือนร่างที่เต็มไปด้วยปัสสาวะและ อุจจาระนี้อย่างไรได้เล่า เราไม่ปรารถนาจะถูกต้องเรือนร่างนางแม้ด้วยเท้าอธิบายว่า จักมีความพอใจ เพราะเห็นเรือนร่างที่เต็มไปด้วยปัสสาวะ อุจจาระเสมหะ เลือด มีกระดูกเป็นโครง มีเอ็นเป็นเครื่องผูกพัน มีเลือดและเนื้อเป็นเครื่องฉาบทา ห่อหุ้มด้วยหนัง ปิดบังด้วยผิวหนัง มีช่องเล็กช่องใหญ่ ไหลเข้าออกอยู่เสมอมีหมู่หนอนแฝงตัวอยู่ เต็มไปด้วยมลทินโทษต่างๆ นี้ อย่างไรได้เล่า เราไม่ปรารถนาจะเหยียบด้วยเท้า การสังวาส หรือการสมาคม จักมีมาจากไหนได้ รวมความว่าจักมีความพอใจ เพราะเห็นเรือนร่างที่เต็มไปด้วยปัสสาวะและอุจจาระนี้อย่างไรได้เล่าเราไม่ปรารถนาจะถูกต้องเรือนร่างนางแม้ด้วยเท้า ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า @เชิงอรรถ : @ ขุ.สุ. ๒๕/๘๔๒-๘๕๔/๔๙๘-๕๐๑

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๑๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส เพราะเห็นนางตัณหา นางอรดี และนางราคา ก็ไม่ได้มีความพอใจในเมถุนธรรม จักมีความพอใจ เพราะเห็นเรือนร่าง ที่เต็มไปด้วยปัสสาวะและอุจจาระนี้อย่างไรได้เล่า เราไม่ปรารถนาจะถูกต้องเรือนร่างนางแม้ด้วยเท้า

ข้อ ๗๑

(มาคันทิยพราหมณ์ทูลถามว่า) หากท่านไม่ปรารถนานารีผู้เป็นอิตถีรัตนะเช่นนี้ ที่พระราชาผู้เป็นจอมคนจำนวนมากพากันปรารถนา ท่านจะกล่าวทิฏฐิ ศีล วัตร ชีวิต และการอุบัติขึ้นในภพ ว่าเป็นเช่นไร

ข้อ ๗๒

(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า มาคันทิยะ) การตกลงใจในธรรมทั้งหลายแล้วถือมั่นว่า เรากล่าวสิ่งนี้ ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เรานั้น เราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลาย จึงไม่ยึดมั่น เมื่อเลือกเฟ้น จึงได้เห็นความสงบภายใน คำว่า เรากล่าวสิ่งนี้ ในคำว่า ... เรากล่าวสิ่งนี้ ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เรานั้น อธิบายว่า เรากล่าวสิ่งนี้ คือ เรากล่าวสิ่งนั้น กล่าวเท่านี้ กล่าวเพียงเท่านี้ กล่าวทิฏฐินี้ว่า “โลกเที่ยง ... หรือว่าหลังจากตายแล้ว ตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่” คำว่า ... ย่อมไม่มีแก่เรานั้น ได้แก่ ย่อมไม่มีแก่เรา คือ คำกล่าวว่า เรากล่าวเพียงเท่านี้ ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เรานั้น รวมความว่า ... ว่าเรากล่าวสิ่งนี้ ดังนี้ย่อมไม่มีแก่เรานั้น คำว่า มาคันทิยะ เป็นคำที่พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อ คำว่า พระผู้มีพระภาค เป็นคำกล่าวโดยความเคารพ ... คำว่า พระผู้มี- พระภาค นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ รวมความว่า พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า มาคันทิยะ @เชิงอรรถ : @ ดูรายละเอียดข้อ ๕๐/๑๗๓-๑๗๕

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๑๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส ว่าด้วยทิฏฐิ ๖๒ คำว่า ในธรรมทั้งหลาย ในคำว่า การตกลงใจในธรรมทั้งหลายแล้วถือมั่น ได้แก่ ในทิฏฐิ ๖๒ คำว่า ตกลงใจ ... แล้ว อธิบายว่า ตกลงใจแล้ว คือ วินิจฉัยแล้ว ตัดสินแล้วชี้ขาดแล้ว เทียบเคียงแล้ว พิจารณาแล้ว ทำให้กระจ่างแล้ว ทำให้แจ่มแจ้งแล้วจับมั่น ยึดมั่น ถือมั่น รวบถือ รวมถือ รวบรวมถือ คือ ความถือ ความยึดมั่น ความถือมั่น ความติดใจ ความน้อมใจเชื่อว่า “ข้อนี้จริง แท้ แน่ แท้จริง ตามเป็นจริงไม่วิปริต” ไม่มี ไม่มีอยู่ ไม่ปรากฏ หาไม่ได้แก่พระตถาคตพระองค์นั้น คือการตกลงใจแล้วถือมั่น อันพระตถาคต ละได้แล้ว ตัดขาดได้แล้ว ทำให้สงบได้แล้ว ระงับได้แล้ว ทำให้เกิดขึ้นไม่ได้อีก เผาด้วยไฟคือญาณแล้ว รวมความว่า การตกลงใจในธรรมทั้งหลายแล้วยึดมั่น คำว่า เราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลาย จึงไม่ยึดมั่น อธิบายว่า เราเห็นโทษใน ทิฏฐิทั้งหลาย จึงไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่นทิฏฐิทั้งหลาย อีกนัยหนึ่ง ทิฏฐิทั้งหลาย บุคคลไม่ควรถือ ไม่ควรยึดมั่น ไม่ควรถือมั่น รวมความว่า เราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลาย จึงไม่ยึดมั่น อย่างนี้บ้าง อีกนัยหนึ่ง เราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลายว่า ทิฏฐินี้ว่า “โลกเที่ยง นี้เท่านั้นจริงอย่างอื่นเป็นโมฆะ” เป็นทิฏฐิรกชัฏ เป็นทิฏฐิกันดาร เป็นทิฏฐิที่เป็นข้าศึก เป็นการดิ้นรนด้วยทิฏฐิ เป็นเครื่องประกอบคือทิฏฐิ(ทิฏฐิสังโยชน์) มีทุกข์ มีความลำบากมีความคับแค้น มีความเร่าร้อน ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย ไม่เป็นไปเพื่อคลายกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อดับ ไม่เป็นไปเพื่อสงบระงับ ไม่เป็นไปเพื่อรู้ยิ่ง ไม่เป็นไปเพื่อตรัสรู้ ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน ไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่นทิฏฐิทั้งหลาย อนึ่ง ทิฏฐิทั้งหลาย บุคคลไม่ควรถือ ไม่ควรยึดมั่น ไม่ควรถือมั่น รวมความว่า เราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลาย จึงไม่ยึดมั่น อย่างนี้บ้าง อีกนัยหนึ่ง เราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลายว่า ทิฏฐินี้ว่า “โลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุดโลกไม่มีที่สุด ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกัน ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกันหลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีก หรือหลังจากตายแล้วตถาคตไม่เกิดอีก หลังจาก

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๑๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส ตายแล้วตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีก หรือหลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่ นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเป็นโมฆะ” เป็นทิฏฐิรกชัฏเป็นทิฏฐิกันดาร เป็นทิฏฐิที่เป็นข้าศึก เป็นการดิ้นรนด้วยทิฏฐิ เป็นเครื่องประกอบคือทิฏฐิ มีทุกข์ มีความลำบาก มีความคับแค้น มีความเร่าร้อน ไม่เป็นไปเพื่อ ความเบื่อหน่าย ไม่เป็นไปเพื่อคลายกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อดับ ไม่เป็นไปเพื่อสงบระงับ ไม่เป็นไปเพื่อรู้ยิ่ง ไม่เป็นไปเพื่อตรัสรู้ ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน ไม่ถือ ไม่ยึดมั่นไม่ถือมั่นทิฏฐิทั้งหลาย อนึ่ง ทิฏฐิทั้งหลาย บุคคลไม่ควรถือ ไม่ควรยึดมั่น ไม่ควรถือมั่น รวมความว่า เราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลาย จึงไม่ยึดมั่น อย่างนี้บ้าง อีกนัยหนึ่ง เราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลายว่า ทิฏฐิเหล่านี้ ที่บุคคลยึดถืออย่างนี้แล้ว ย่อมมีคติและมีภพหน้าอย่างนั้นๆ จึงไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่นทิฏฐิทั้งหลายอนึ่ง ทิฏฐิทั้งหลาย บุคคลไม่ควรถือ ไม่ควรยึดมั่น ไม่ควรถือมั่น รวมความว่าเราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลาย จึงไม่ยึดมั่น อย่างนี้บ้าง อีกนัยหนึ่ง เราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลายว่า ทิฏฐิเหล่านี้ ย่อมเป็นไปเพื่อเกิดในนรก เป็นไปเพื่อเกิดในกำเนิดเดรัจฉาน เป็นไปเพื่อเกิดในเปตวิสัย จึงไม่ถือไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่นทิฏฐิทั้งหลาย อนึ่ง ทิฏฐิทั้งหลาย บุคคลไม่ควรถือ ไม่ควรยึดมั่นไม่ควรถือมั่น รวมความว่า เราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลาย จึงไม่ยึดมั่น อย่างนี้บ้าง อีกนัยหนึ่ง เราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลายว่า ทิฏฐิเหล่านี้ ไม่เที่ยง ปัจจัยปรุงแต่งขึ้น อาศัยกันเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา จึงไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่นทิฏฐิทั้งหลาย อนึ่ง ทิฏฐิทั้งหลาย บุคคลไม่ควรถือ ไม่ควรยึดมั่น ไม่ควรถือมั่น รวมความว่า เราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลาย จึงไม่ยึดมั่น อย่างนี้บ้าง คำว่า เมื่อเลือกเฟ้น จึงได้เห็นความสงบภายใน อธิบายว่า ความสงบภายในคือ ความสงบ ความเข้าไปสงบ ความสงบเย็น ความดับ ความสงบระงับราคะ ... โทสะ ...โมหะ ...โกธะ ...อุปนาหะ ... มักขะ ... ปฬาสะ ... อิสสา ... มัจฉริยะ ... มายา ... สาเถยยะ ... ถัมภะ ... สารัมภะ ... มานะ ... อติมานะ ... มทะ ... ปมาทะ ... กิเลสทุกชนิด ... ทุจริตทุกทาง ... ความกระวนกระวายทุกอย่าง ... ความเร่าร้อนทุกสถาน ... ความเดือดร้อนทุกประการ ... อกุสลาภิสังขารทุกประเภทภายใน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๒๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส คำว่า เมื่อเลือกเฟ้น ได้แก่ เมื่อเลือกเฟ้น คือ เลือกสรร ชี้ขาด เทียบเคียงพิจารณา ทำให้กระจ่าง ทำให้แจ่มแจ้งว่า “สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง” เมื่อเลือกเฟ้นคือ เลือกสรร ชี้ขาด เทียบเคียง พิจารณา ทำให้กระจ่าง ทำให้แจ่มแจ้งว่า “สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ... ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ... สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมด ล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา” คำว่า จึงได้เห็น ได้แก่ จึงได้เห็น คือ ได้ดู ได้มองเห็น ได้แทงตลอด รวมความว่า เมื่อเลือกเฟ้น จึงได้เห็นความสงบภายใน ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า มาคันทิยะ การตกลงใจในธรรมทั้งหลายแล้วถือมั่นว่า เรากล่าวสิ่งนี้ ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เรานั้น เราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลาย จึงไม่ยึดมั่น เมื่อเลือกเฟ้น จึงได้เห็นความสงบภายใน

ข้อ ๗๓

(มาคันทิยพราหมณ์ทูลถามดังนี้) ทิฏฐิเหล่าใดที่ตกลงใจกำหนดไว้แล้ว มุนีไม่ยึดมั่นทิฏฐิเหล่านั้นแล กล่าวเนื้อความใดว่า ความสงบภายใน เนื้อความนั้น นักปราชญ์ทั้งหลายประกาศไว้อย่างไรหนอ คำว่า ทิฏฐิเหล่าใดที่ตกลงใจกำหนดไว้แล้ว ได้แก่ ทิฏฐิ ๖๒ พราหมณ์ เรียกว่า ความตกลงใจ คำว่า กำหนดไว้แล้ว ได้แก่ กำหนดแล้ว กำหนดไว้แล้ว คือ ปรุงแต่งไว้แล้วตั้งไว้ดีแล้ว รวมความว่า กำหนดไว้แล้ว อีกนัยหนึ่ง ทิฏฐิทั้งหลายที่กำหนด ไม่เที่ยง ปัจจัยปรุงแต่งขึ้น อาศัยกัน เกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มีความแปรผันไปเป็นธรรมดา รวมความว่าทิฏฐิเหล่าใดที่ตกลงใจกำหนดไว้แล้ว

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๒๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส คำว่า ดังนี้ ในคำว่า มาคันทิยพราหมณ์ทูลถามดังนี้ เป็นบทสนธิ ... คำว่าดังนี้ นี้ เป็นคำเชื่อมบทหน้ากับบทหลังเข้าด้วยกัน คำว่า มาคันทิยะ เป็นชื่อของพราหมณ์นั้น คือเป็นการกล่าวถึง การ ขนานนาม การบัญญัติ เป็นชื่อที่เรียกกัน รวมความว่า มาคันทิยพราหมณ์ทูลถามดังนี้ คำว่า เหล่านั้นแล ในคำว่า มุนีไม่ยึดมั่นทิฏฐิเหล่านั้นแล กล่าวเนื้อความใดว่า ความสงบภายใน ได้แก่ ทิฏฐิ ๖๒ คำว่า มุนี อธิบายว่า ญาณ ท่านเรียกว่า โมนะ ... ผู้ก้าวล่วงกิเลสเครื่องข้องและตัณหาดุจตาข่ายได้แล้ว ชื่อว่ามุนี คำว่า ไม่ยึดมั่น อธิบายว่า ท่านกล่าวว่า เราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลาย จึงไม่ถือ คือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่นทิฏฐิทั้งหลาย และกล่าวว่า มีความสงบภายใน คำว่า เนื้อความใด ได้แก่ เนื้อความที่ดีเยี่ยมใด รวมความว่า มุนีไม่ยึดมั่นทิฏฐิเหล่านั้นแล กล่าวเนื้อความใดว่า ความสงบภายใน คำว่า อย่างไรหนอ ในคำว่า เนื้อความนั้น นักปราชญ์ทั้งหลายประกาศไว้อย่างไรหนอ เป็นคำถามด้วยความสงสัย เป็นคำถามด้วยความข้องใจ เป็นคำถาม ๒ แง่ เป็นคำถามมีแง่มุมหลายหลากว่า อย่างนี้หรือหนอ มิใช่หรือหนอเป็นอะไรเล่าหนอ เป็นอย่างไรเล่าหนอ รวมความว่า อย่างไรหนอ คำว่า นักปราชญ์ทั้งหลาย ได้แก่ นักปราชญ์ทั้งหลาย คือ บัณฑิต ผู้มีปัญญามีปัญญาเครื่องตรัสรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาเครื่องทำลายกิเลส คำว่า ประกาศไว้ ได้แก่ ประกาศไว้ คือ ประกาศให้ทราบ บอก แสดงบัญญัติ กำหนด เปิดเผย จำแนก ทำให้ง่าย ประกาศไว้แล้ว รวมความว่า เนื้อความนั้น นักปราชญ์ทั้งหลายประกาศไว้อย่างไรหนอ ด้วยเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า ทิฏฐิเหล่าใดที่ตกลงใจกำหนดไว้แล้ว มุนีไม่ยึดมั่นทิฏฐิเหล่านั้นแล กล่าวเนื้อความใดว่า ความสงบภายใน เนื้อความนั้น นักปราชญ์ทั้งหลายประกาศไว้อย่างไรหนอ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๒๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส

ข้อ ๗๔

(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า มาคันทิยะ) นักปราชญ์ไม่กล่าวความหมดจดเพราะทิฏฐิ ไม่กล่าวความหมดจดเพราะสุตะ ไม่กล่าวความหมดจดเพราะญาณ ไม่กล่าวความหมดจดเพราะศีลและวัตร บุคคลย่อมถึงความสงบภายใน เพราะความไม่มีทิฏฐิ เพราะความไม่มีสุตะ เพราะความไม่มีญาณ เพราะความไม่มีศีล เพราะความไม่มีวัตรนั้นก็หามิได้ นักปราชญ์สลัดทิ้งธรรมเหล่านี้ได้แล้ว ไม่ยึดมั่น เป็นผู้สงบ ไม่อาศัยแล้ว ไม่พึงหวังภพ คำว่า นักปราชญ์ไม่กล่าวความหมดจดเพราะทิฏฐิ ไม่กล่าวความหมดจด เพราะสุตะ ไม่กล่าวความหมดจดเพราะญาณ อธิบายว่า นักปราชญ์ไม่กล่าว คือไม่พูด ไม่บอก ไม่แสดง ไม่ชี้แจงความหมดจด คือ ความสะอาด ความบริสุทธิ์ความหลุดไป ความพ้นไป ความหลุดพ้นไป เพราะทิฏฐิ ... เพราะสุตะ ... เพราะทิฏฐิและสุตะ นักปราชญ์ไม่กล่าว คือ ไม่พูด ไม่บอก ไม่แสดง ไม่ชี้แจงความหมดจดคือ ความสะอาด ความบริสุทธิ์ ความหลุดไป ความพ้นไป ความหลุดพ้นไป เพราะญาณ รวมความว่า นักปราชญ์ไม่กล่าวความหมดจดเพราะทิฏฐิ ไม่กล่าวความหมดจดเพราะสุตะ ไม่กล่าวความหมดจดเพราะญาณ คำว่า มาคันทิยะ เป็นคำที่พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อ คำว่า พระผู้มีพระภาค เป็นคำกล่าวโดยความเคารพ ... คำว่า พระผู้มี พระภาค นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ รวมความว่า พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า มาคันทิยะ คำว่า นักปราชญ์ไม่กล่าวความหมดจดเพราะศีลและวัตร อธิบายว่า นักปราชญ์ไม่กล่าว คือ ไม่พูด ไม่บอก ไม่แสดง ไม่ชี้แจงความหมดจด คือ ความสะอาด ความบริสุทธิ์ ความหลุดไป ความพ้นไป ความหลุดพ้นไปเพราะศีล ... เพราะวัตร นักปราชญ์ไม่กล่าว คือ ไม่พูด ไม่บอก ไม่แสดง ไม่ชี้แจงความหมดจด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๒๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส คือ ความสะอาด ความบริสุทธิ์ ความหลุดไป ความพ้นไป ความหลุดพ้นไปเพราะศีลวัตร รวมความว่า นักปราชญ์ไม่กล่าวความหมดจดเพราะศีลและวัตร คำว่า บุคคลย่อมถึงความสงบภายใน เพราะความไม่มีทิฏฐิ เพราะความ ไม่มีสุตะ เพราะความไม่มีญาณ เพราะความไม่มีศีล เพราะความไม่มีวัตรนั้นก็หามิได้ อธิบายว่า ทิฏฐิ ประสงค์เอาสัมมาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ คือ ๑. ทานที่ให้แล้วมีผล ๒. ยัญที่บูชาแล้วมีผล ๓. การเซ่นสรวงมีผล ๔. ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วมีอยู่ ๕. โลกนี้มี ๖. โลกหน้ามี ๗. มารดามีคุณ ๘. บิดามีคุณ ๙. สัตว์ที่เป็นโอปปาติกะ มีอยู่ ๑๐. สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ รู้แจ้งโลกนี้และโลกหน้าด้วยตน เองแล้วสอนให้ผู้อื่นรู้แจ้งมีอยู่ในโลก สุตะ ประสงค์เอาเสียงจากผู้อื่น คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูตธรรม เวทัลละ ญาณ ประสงค์เอากัมมัสสกตาญาณ สัจจานุโลมิกญาณ อภิญญาญาณ สมาปัตติญาณ ศีล ประสงค์เอาปาติโมกขสังวร วัตร ประสงค์เอาธุดงค์ ๘ ข้อ คือ ๑. อารัญญิกังคธุดงค์ ๒. ปิณฑปาติกังคธุดงค์ ๓. ปังสุกูลิกังคธุดงค์ ๔. เตจีวริกังคธุดงค์ @เชิงอรรถ : @ โอปปาติกะ หมายถึง สัตว์เกิดผุดขึ้น คือสัตว์ที่เกิดและเติบโตเต็มที่ทันที และเมื่อจุติ(ตาย)ก็หายวับไป@ไม่ทิ้งซากศพไว้ เช่น เทวดาและสัตว์นรก เป็นต้น (ที.สี.อ. ๑๗๑/๑๔๙) @ กัมมัสสกตาญาณ ญาณที่เชื่อความที่สัตว์มีกรรมเป็นของตน, เชื่อว่าแต่ละคนเป็นเจ้าของ จะต้องรับผิด@เสวยวิบากเป็นไปตามกรรมของตน หมายถึงสัมมาทิฏฐิ ๑๐ (อภิ.วิ.(แปล) ๓๕/๗๙๓/๕๐๙)@ สัจจานุโลมิกญาณ ญาณอันเป็นไปโดยอนุโลมแก่การหยั่งรู้อริยสัจ ญาณอันคล้อยต่อการตรัสรู้อริยสัจ@ย่อมเกิดขึ้นในลำดับถัดไป เป็นขั้นสุดท้ายของวิปัสสนาญาณ (อภิ.วิ.(แปล) ๓๕/๗๙๓/๕๐๙)@ อภิญญาญาณ ญาณคือความรู้อย่างยิ่งยวดมี ๖ (๑) อิทธิวิธิ (๒) ทิพพโสต (๓) เจโตปริยญาณ@(๔) ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (๕) ทิพพจักขุ (๖) อาสวักขยญาณ (ที.สี.(แปล) ๙/๒๓๔-๒๔๘/๗๗-๘๔)@ สมาปัตติญาณ ญาณในสมาบัติ ๘ (ดูเชิงอรรถข้อ ๖/๒๕) @ ดูคำแปลจากข้อ ๑๗/๗๙

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๒๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส ๕. สปทานจาริกังคธุดงค์ ๖. ขลุปัจฉาภัตติกังคธุดงค์ ๗. เนสัชชิกังคธุดงค์ ๘. ยถาสันถติกังคธุดงค์ คำว่า บุคคลย่อมถึงความสงบภายใน เพราะความไม่มีทิฏฐิ เพราะความ ไม่มีสุตะ เพราะความไม่มีญาณ เพราะความไม่มีศีล เพราะความไม่มีวัตรนั้นก็หามิได้ อธิบายว่า บุคคลเป็นผู้บรรลุถึงความสงบภายใน เพียงเพราะสัมมาทิฏฐิก็หามิได้ เพียงเพราะการได้ฟังก็หามิได้ เพียงเพราะญาณก็หามิได้ เพียงเพราะศีลก็หามิได้ เพียงเพราะวัตรก็หามิได้ คือ บรรลุถึงความสงบภายใน โดยเว้นจากธรรมเหล่านี้ก็หามิได้ เพราะธรรมเหล่านี้ เป็นเครื่องประกอบเพื่อบรรลุ เพื่อถึง เพื่อถูกต้อง เพื่อทำให้แจ้งความสงบภายใน รวมความว่า บุคคลย่อมถึงความสงบภายในเพราะความไม่มีทิฏฐิ เพราะความไม่มีสุตะ เพราะความไม่มีญาณ เพราะความไม่มีศีล เพราะความไม่มีวัตรนั้นก็หามิได้ คำว่า เหล่านี้ ในคำว่า สลัดทิ้งธรรมเหล่านี้ได้แล้ว ไม่ยึดมั่น อธิบายว่า บุคคลหวังการละธรรมฝ่ายดำโดยกำจัดได้เด็ดขาด หวังการไม่ก่อตัณหาในกุศลธรรมทั้งหลายในไตรธาตุ บุคคลละธรรมฝ่ายดำ โดยการละได้อย่างเด็ดขาดแล้ว ตัดรากถอนโคน เหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ และไม่ก่อตัณหาในกุศลธรรมทั้งหลายในไตรธาตุเพราะเหตุใดนักปราชญ์ย่อมไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น เพราะเหตุเท่านี้ อีกนัยหนึ่ง ธรรมฝ่ายดำ นักปราชญ์ไม่ควรถือ ไม่ควรยึดมั่น ไม่ควรถือมั่น รวมความว่า สลัดทิ้งธรรมเหล่านี้ได้แล้ว ไม่ยึดมั่น อย่างนี้บ้าง บุคคลละตัณหา ทิฏฐิ และมานะได้เด็ดขาดแล้ว ตัดรากถอนโคนเหมือน ต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ เพราะเหตุใด นักปราชญ์ย่อมไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น เพราะเหตุเท่านี้ รวมความว่าสลัดทิ้งธรรมเหล่านี้ได้แล้ว ไม่ยึดมั่น อย่างนี้บ้าง บุคคลละปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร และอาเนญชาภิสังขารได้เด็ดขาด แล้ว ตัดรากถอนโคนเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ เพราะเหตุใด นักปราชญ์ย่อมไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น เพราะเหตุเท่านี้ รวมความว่า สลัดทิ้งธรรมเหล่านี้ได้แล้ว ไม่ยึดมั่นอย่างนี้บ้าง

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๒๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส คำว่า เป็นผู้สงบ ในคำว่า นักปราชญ์ ... เป็นผู้สงบ ไม่อาศัยแล้ว ไม่พึง หวังภพ อธิบายว่า ชื่อว่าเป็นผู้สงบ คือ เข้าไปสงบแล้ว สงบเย็นแล้ว ดับได้แล้วสงบระงับได้แล้ว เพราะสงบ ระงับ สงบเย็น เผา ดับ ปราศจาก สงบระงับราคะ ... โทสะ ... โมหะ ... โกธะ ... อุปนาหะ ... มักขะ ... ปฬาสะ ... อิสสา ... มัจฉริยะ ... มายา ... สาเถยยะ ... ถัมภะ ... สารัมภะ ... มานะ ... อติมานะ ... มทะ ... ปมาทะ ... กิเลสทุกชนิด ... ทุจริตทุกทาง ... ความกระวนกระวายทุกอย่าง ... ความเร่าร้อนทุกสถาน ... ความเดือดร้อนทุกประการ อกุสลาภิสังขารทุกประเภท รวมความว่าเป็นผู้สงบ คำว่า ไม่อาศัยแล้ว ได้แก่ ความอาศัย ๒ อย่าง คือ (๑) ความอาศัยด้วย อำนาจตัณหา (๒) ความอาศัยด้วยอำนาจทิฏฐิ ... นี้ชื่อว่าความอาศัยด้วยอำนาจตัณหา ... นี้ชื่อว่าความอาศัยด้วยอำนาจทิฏฐิ นักปราชญ์ละการอาศัยด้วยอำนาจตัณหาได้แล้ว สลัดทิ้งการอาศัยด้วย อำนาจทิฏฐิได้แล้ว ไม่อาศัย คือ ไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น ตา ... หู ... จมูก ... ลิ้น ... กาย ... รูป ... เสียง ... กลิ่น ... รส ... โผฏฐัพพะ ... ตระกูล ... หมู่คณะ ... อาวาส ... ลาภ ... ยศ ... สรรเสริญ ... สุข ... จีวร ... บิณฑบาต ... เสนาสนะ ... คิลานปัจจัย-เภสัชบริขาร ... กามธาตุ ... รูปธาตุ ... อรูปธาตุ ... กามภพ ... รูปภพ ... อรูปภพ ... สัญญาภพ ... อสัญญาภพ ... เนวสัญญานาสัญญาภพ ... เอกโวการภพ ... จตุโวการภพ ... ปัญจโวการภพ ... อดีต ... อนาคต ... ปัจจุบัน ไม่อาศัย คือ ไม่ถือไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น รูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน กลิ่น รส โผฏฐัพพะที่รับรู้ และ ธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้ง รวมความว่า เป็นผู้สงบ ไม่อาศัยแล้ว คำว่า ไม่พึงหวังภพ ได้แก่ ไม่พึงหวัง คือ ไม่พึงมุ่งหวัง ไม่พึงคาดหวัง กามภพ รูปภพ อรูปภพ รวมความว่า นักปราชญ์ ... เป็นผู้สงบ ไม่อาศัยแล้วไม่พึงหวังภพ ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า มาคันทิยะ นักปราชญ์ไม่กล่าวความหมดจดเพราะทิฏฐิ ไม่กล่าวความหมดจดเพราะสุตะ @เชิงอรรถ : @ ดูรายละเอียดข้อ ๑๒/๕๘-๕๙

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๒๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส ไม่กล่าวความหมดจดเพราะญาณ ไม่กล่าวความหมดจดเพราะศีลและวัตร บุคคลย่อมถึงความสงบภายใน เพราะความไม่มีทิฏฐิ เพราะความไม่มีสุตะ เพราะความไม่มีญาณ เพราะความไม่มีศีล เพราะความไม่มีวัตรนั้นก็หามิได้ นักปราชญ์สลัดทิ้งธรรมเหล่านี้ได้แล้ว ไม่ยึดมั่น เป็นผู้สงบ ไม่อาศัยแล้ว ไม่พึงหวังภพ

ข้อ ๗๕

(มาคันทิยพราหมณ์กราบทูล ดังนี้) หากนักปราชญ์ไม่กล่าวความหมดจดเพราะทิฏฐิ ไม่กล่าวความหมดจดเพราะสุตะ ไม่กล่าวความหมดจดเพราะญาณ ไม่กล่าวความหมดจดเพราะศีลและวัตร บุคคลย่อมถึงความสงบภายใน เพราะความไม่มีทิฏฐิ เพราะความไม่มีสุตะ เพราะความไม่มีญาณ เพราะความไม่มีศีล เพราะความไม่มีวัตรนั้นก็หามิได้ ข้าพเจ้าจึงเข้าใจธรรมของท่านว่า เป็นเรื่องงมงายแน่นอน เพราะสมณพราหมณ์บางพวกถึงความหมดจดได้เพราะทิฏฐิ คำว่า หากนักปราชญ์ไม่กล่าวความหมดจดเพราะทิฏฐิ ไม่กล่าวความ หมดจดเพราะสุตะ ไม่กล่าวความหมดจดเพราะญาณ อธิบายว่า นักปราชญ์ไม่กล่าว คือ ไม่พูด ไม่บอก ไม่แสดง ไม่ชี้แจงความหมดจด คือ ความสะอาดความบริสุทธิ์ ความหลุดไป ความพ้นไป ความหลุดพ้นไป เพราะทิฏฐิ ... เพราะสุตะ... เพราะทิฏฐิและสุตะ ... นักปราชญ์ไม่กล่าว คือ ไม่พูด ไม่บอก ไม่แสดง ไม่ชี้แจงความหมดจด คือ ความสะอาด ความบริสุทธิ์ ความหลุดไป ความพ้นไป ความหลุดพ้นไป เพราะญาณ รวมความว่า หากนักปราชญ์ไม่กล่าวความหมดจดเพราะทิฏฐิ ไม่กล่าวความหมดจดเพราะสุตะ ไม่กล่าวความหมดจดเพราะญาณ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๒๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส คำว่า ดังนี้ ในคำว่า มาคันทิยพราหมณ์กราบทูล ดังนี้ เป็นบทสนธิ ... คำว่าดังนี้ นี้ เป็นคำเชื่อมบทหน้ากับบทหลังเข้าด้วยกัน คำว่า มาคันทิยะ เป็นชื่อของพราหมณ์นั้น ... รวมความว่า มาคันทิยพราหมณ์กราบทูล ดังนี้ คำว่า ไม่กล่าวความหมดจดเพราะศีลและวัตร อธิบายว่า ไม่กล่าว คือ ไม่พูด ไม่บอก ไม่แสดง ไม่ชี้แจงความหมดจด คือ ความสะอาด ความบริสุทธิ์ความหลุดไป ความพ้นไป ความหลุดพ้นไปเพราะศีล ... เพราะวัตร ... ไม่กล่าว คือไม่พูด ไม่บอก ไม่แสดง ไม่ชี้แจงความหมดจด คือ ความสะอาด ความบริสุทธิ์ความหลุดไป ความพ้นไป ความหลุดพ้นไปเพราะศีลและวัตร รวมความว่า ไม่กล่าวความหมดจดเพราะศีลและวัตร คำว่า บุคคลย่อมถึงความสงบภายใน เพราะความไม่มีทิฏฐิ เพราะ ความไม่มีสุตะ เพราะความไม่มีญาณ เพราะความไม่มีศีล เพราะความไม่มีวัตรนั้นก็หามิได้ อธิบายว่า ท่านกล่าวอย่างนี้ว่า ทิฏฐิก็พึงปรารถนา ... การฟังก็พึงปรารถนา ... ญาณก็พึงปรารถนา ... ศีลก็พึงปรารถนา ... ท่านกล่าวอย่างนี้ว่าวัตรก็พึงปรารถนา ท่านไม่สามารถยอมรับโดยส่วนเดียวได้ ทั้งไม่สามารถปฏิเสธโดยส่วนเดียวได้ รวมความว่า บุคคลย่อมถึงความสงบภายใน เพราะความไม่มีทิฏฐิเพราะความไม่มีสุตะ เพราะความไม่มีญาณ เพราะความไม่มีศีล เพราะความไม่มีวัตรนั้น ก็หามิได้ คำว่า ข้าพเจ้าจึงเข้าใจธรรมของท่านว่า เป็นเรื่องงมงายแน่นอน อธิบายว่าข้าพเจ้าจึงเข้าใจอย่างนี้ คือ รู้ รู้ทั่ว รู้แจ่มแจ้ง รู้เฉพาะ แทงตลอดอย่างนี้ว่า ธรรมของท่านนี้ เป็นธรรมงมงาย คือ เป็นธรรมของคนเขลา ธรรมของคนหลง ธรรมของคนไม่รู้ ธรรมของคนมีลัทธิที่หลบเลี่ยงไม่แน่นอน รวมความว่า ข้าพเจ้าจึงเข้าใจธรรมของท่านว่า เป็นเรื่องงมงายแน่นอน คำว่า เพราะสมณพราหมณ์บางพวกถึงความหมดจดได้เพราะทิฏฐิ อธิบายว่า สมณพราหมณ์บางพวก ถึงความหมดจด คือ ความสะอาด ความบริสุทธิ์ความหลุดไป ความพ้นไป ความหลุดพ้นไปเพราะทิฏฐิว่า “โลกเที่ยง นี้เท่านั้นจริงอย่างอื่นเป็นโมฆะ” สมณพราหมณ์บางพวก ถึงความหมดจด คือ ความสะอาด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๒๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส ความบริสุทธิ์ ความหลุดไป ความพ้นไป ความหลุดพ้นไป เพราะทิฏฐิว่า “โลกไม่เที่ยง ... หลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่ นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเป็นโมฆะ” รวมความว่า เพราะสมณพราหมณ์บางพวกถึงความหมดจดได้เพราะทิฏฐิ ด้วยเหตุนั้น มาคันทิยพราหมณ์จึงกราบทูลดังนี้ หากนักปราชญ์ไม่กล่าวความหมดจดเพราะทิฏฐิ ไม่กล่าวความหมดจดเพราะสุตะ ไม่กล่าวความหมดจดเพราะญาณ ไม่กล่าวความหมดจดเพราะศีลและวัตร บุคคลย่อมถึงความสงบภายใน เพราะความไม่มีทิฏฐิ เพราะความไม่มีสุตะ เพราะความไม่มีญาณ เพราะความไม่มีศีล เพราะความไม่มีวัตรนั้นก็หามิได้ ข้าพเจ้าจึงเข้าใจธรรมของท่านว่า เป็นเรื่องงมงายแน่นอน เพราะสมณพราหมณ์บางพวกถึงความหมดจดได้เพราะทิฏฐิ

ข้อ ๗๖

(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า มาคันทิยะ) เพราะอาศัยทิฏฐิทั้งหลาย ท่านจึงถามเนืองๆ ได้มาถึงความลุ่มหลงในทิฏฐิทั้งหลาย ที่ท่านถือมั่นไว้แล้ว และท่านก็มิได้เห็นสัญญาแม้น้อยหนึ่งจากธรรมนี้ เพราะฉะนั้น ท่านจึงประสบแต่ความงมงาย คำว่า เพราะอาศัยทิฏฐิทั้งหลาย ท่านจึงถามเนืองๆ อธิบายว่า มาคันทิย-พราหมณ์อาศัยทิฏฐิถามถึงทิฏฐิ อาศัยความเกี่ยวข้องถามถึงความเกี่ยวข้อง อาศัยความผูกพันถามถึงความผูกพัน อาศัยความกังวลถามถึงความกังวล คำว่า จึงถามเนืองๆ ได้แก่ จึงถามอยู่บ่อยๆ รวมความว่า เพราะอาศัยทิฏฐิทั้งหลายท่านจึงถามเนืองๆ คำว่า มาคันทิยะ เป็นคำที่พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อ คำว่า พระผู้มีพระภาค เป็นคำกล่าวโดยความเคารพ ... คำว่า พระผู้มี พระภาค นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ รวมความว่า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า มาคันทิยะ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๒๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส คำว่า ได้มาถึงความลุ่มหลงในทิฏฐิทั้งหลาย ที่ท่านถือมั่นไว้แล้ว อธิบายว่าทิฏฐิใด ท่านถือ คือ ยึดมั่น ถือมั่น ติดใจ น้อมใจเชื่อแล้ว ท่านหลง คือ ลุ่มหลงหลงงมงาย ถึงความหลง ถึงความลุ่มหลง ถึงความหลงงมงาย แล่นไปสู่ความมืดมนแล้ว ในทิฏฐินั้น รวมความว่า ได้มาถึงความลุ่มหลงในทิฏฐิทั้งหลาย ที่ท่านถือมั่นไว้แล้ว คำว่า และท่านก็มิได้เห็นสัญญาแม้น้อยหนึ่งจากธรรมนี้ อธิบายว่า ท่าน ไม่ได้พบสัญญาอันสมควร สัญญาที่ถึงแล้ว สัญญาในลักษณะ สัญญาในเหตุ หรือสัญญาในฐานะ จากธรรมนี้ คือ จากความสงบภายใน จากข้อปฏิบัติ หรือจากธรรมเทศนาเลย ท่านจักได้ญาณจากที่ไหนเล่า รวมความว่า และท่านก็มิได้เห็นสัญญาแม้น้อยหนึ่งจากธรรมนี้ อย่างนี้บ้าง อีกนัยหนึ่ง ท่านไม่ได้พบเบญจขันธ์ซึ่งไม่เที่ยง หรือญาณซึ่งอนุโลม อนิจจสัญญา เบญจขันธ์ซึ่งเป็นทุกข์ หรือญาณซึ่งอนุโลมทุกขสัญญา ธรรมซึ่งเป็นอนัตตา หรือ ญาณซึ่งอนุโลมอนัตตสัญญา ธรรมเพียงแต่ความเกิดขึ้นแห่งสัญญาหรือธรรมเป็นนิมิตแห่งสัญญาเลย ท่านจักได้ญาณจากที่ไหน รวมความว่า และท่านมิได้เห็นสัญญาแม้น้อยหนึ่งจากธรรมนี้ อย่างนี้บ้าง คำว่า เพราะฉะนั้น ในคำว่า เพราะฉะนั้น ท่านจึงประสบแต่ความงมงายอธิบายว่า เพราะฉะนั้น คือ เพราะการณ์นั้น เพราะเหตุนั้น เพราะปัจจัยนั้นเพราะต้นเหตุนั้น ท่านจึงประสบ คือ เห็น แลเห็น มองดู เพ่งพินิจ พิจารณาดูแต่ธรรมคือความงมงาย ธรรมของคนเขลา ธรรมของคนหลง ธรรมของคนไม่รู้ธรรมของคนที่มีลัทธิหลบเลี่ยงไม่แน่นอน รวมความว่า เพราะฉะนั้น ท่านจึงประสบแต่ความงมงาย ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า มาคันทิยะ เพราะอาศัยทิฏฐิทั้งหลาย ท่านจึงถามเนืองๆ ได้มาถึงความลุ่มหลงในทิฏฐิทั้งหลาย ที่ท่านถือมั่นไว้แล้ว และท่านก็มิได้เห็นสัญญาแม้น้อยหนึ่งจากธรรมนี้ เพราะฉะนั้น ท่านจึงประสบแต่ความงมงาย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๓๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส

ข้อ ๗๗

(พระผู้มีพระภาคตรัสต่อไปว่า) ผู้ใดสำคัญว่า เราเสมอเขา เลิศกว่าเขา หรือด้อยกว่าเขา ผู้นั้นพึงต้องวิวาทกันด้วยความถือตัวนั้น บุคคลไม่หวั่นไหวในเพราะความถือตัว ๓ อย่าง ความสำคัญว่า เราเสมอเขา เลิศกว่าเขา (หรือด้อยกว่าเขา) จึงไม่มีแก่บุคคลนั้น คำว่า ผู้ใดสำคัญว่า เราเสมอเขา เลิศกว่าเขา หรือด้อยกว่าเขา ผู้นั้น พึงต้องวิวาทกันด้วยความถือตัวนั้น อธิบายว่า ผู้ใดสำคัญว่า “เราเสมอเขาเราเลิศกว่าเขา หรือ เราด้อยกว่าเขา” ผู้นั้น พึงต้องก่อการทะเลาะ ก่อการบาดหมางก่อการแก่งแย่ง ก่อการวิวาท ก่อการมุ่งร้าย ด้วยความถือตัวนั้น คือ ด้วยทิฏฐินั้นหรือกับบุคคลนั้นว่า “ท่านไม่รู้ธรรมวินัยนี้ เรารู้ธรรมวินัยนี้ ท่านจักรู้ธรรมวินัยนี้ได้อย่างไร ท่านปฏิบัติผิด เราปฏิบัติถูกต้อง คำของเรามีประโยชน์ คำของท่านไม่มีประโยชน์ คำที่ควรพูดก่อนท่านกลับพูดทีหลัง คำที่ควรพูดทีหลังท่าน กลับพูดก่อน คำที่ท่านใช้เสมอกลับติดขัด วาทะของท่านเราหักล้างได้แล้ว เราปราบปรามท่านได้แล้ว ท่านจงเที่ยวไปเพื่อเปลื้องวาทะ หรือหากท่านสามารถก็จงแก้ไขเถิด” รวมความว่า ผู้ใดสำคัญว่า เราเสมอเขา เลิศกว่าเขา หรือด้อยกว่าเขาผู้นั้นพึงต้องวิวาทกันด้วยความถือตัวนั้น คำว่า บุคคลไม่หวั่นไหวในเพราะความถือตัว ๓ อย่าง ความสำคัญว่า เราเสมอเขา เลิศกว่าเขา(หรือด้อยกว่าเขา) จึงไม่มีแก่บุคคลนั้น อธิบายว่าความถือตัว ๓ อย่างเหล่านี้ ผู้ใด ละได้แล้ว ตัดขาดได้แล้ว ทำให้สงบได้แล้วระงับได้แล้ว ทำให้เกิดขึ้นไม่ได้อีก เผาด้วยไฟคือญาณแล้ว ผู้นั้นย่อมไม่หวั่นไหว คือไม่เอนเอียง ในความถือตัว ๓ อย่างเหล่านั้น ความสำคัญว่า เราเสมอเขา เราเลิศกว่าเขา หรือเราด้อยกว่าเขา ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้ไม่หวั่นไหว คำว่า ไม่มีแก่บุคคลนั้น ได้แก่ ไม่มีแก่เรา รวมความว่า บุคคลไม่หวั่นไหวในเพราะความถือตัว ๓ อย่าง ความสำคัญว่า “เราเสมอเขา เลิศกว่าเขา หรือด้อยกว่าเขา จึงไม่มีแก่บุคคลนั้น” ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๓๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส ผู้ใดสำคัญว่า เราเสมอเขา เลิศกว่าเขา หรือด้อยกว่าเขา ผู้นั้นพึงต้องวิวาทกันด้วยความถือตัวนั้น บุคคลไม่หวั่นไหวในเพราะความถือตัว ๓ อย่าง ความสำคัญว่า เราเสมอเขา เลิศกว่าเขา (หรือด้อยกว่าเขา) จึงไม่มีแก่บุคคลนั้น

ข้อ ๗๘

(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) บุคคลผู้เป็นพราหมณ์นั้นพึงกล่าวอะไรว่า จริง หรือบุคคลผู้เป็นพราหมณ์นั้นพึงโต้เถียงว่า เท็จ ด้วยเหตุอะไร ความสำคัญว่าเราเสมอเขา เราเลิศกว่าเขา (หรือเราด้อยกว่าเขา) ย่อมไม่มีในพระอรหันต์ใด พระอรหันต์นั้น พึงตอบโต้วาทะ ด้วยเหตุอะไรเล่า คำว่า พราหมณ์ ในคำว่า บุคคลผู้เป็นพราหมณ์นั้นพึงกล่าวอะไรว่า จริง อธิบายว่า บุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์ เพราะลอยธรรม ๗ ประการได้แล้ว ... บุคคลนั้นไม่มีตัณหาและทิฏฐิอาศัย เป็นผู้มั่นคง บัณฑิตเรียกผู้นั้นว่า เป็นพราหมณ์ คำว่า บุคคลผู้เป็นพราหมณ์นั้นพึงกล่าวอะไรว่า จริง อธิบายว่า บุคคล ผู้เป็นพราหมณ์ พึงกล่าว คือ พูด บอก แสดง ชี้แจงอะไรว่า “โลกเที่ยง นี้เท่านั้นจริงอย่างอื่นเป็นโมฆะ” พึงกล่าว คือ พูด บอก แสดง ชี้แจงอะไรว่า “โลกไม่เที่ยง ... หลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่ นี้เท่านั้นจริงอย่างอื่นเป็นโมฆะ” รวมความว่า บุคคลผู้เป็นพราหมณ์นั้นพึงกล่าวอะไรว่า จริง คำว่า หรือบุคคลผู้เป็นพราหมณ์นั้นพึงโต้เถียงว่า เท็จ ด้วยเหตุอะไร อธิบายว่า บุคคลผู้เป็นพราหมณ์พึงก่อการทะเลาะ ก่อการบาดหมาง ก่อการแก่งแย่ง ก่อการวิวาท ก่อการมุ่งร้าย ด้วยมานะอะไร ด้วยทิฏฐิอะไร หรือกับบุคคลใดว่า “คำของเราจริง คำของท่านเท็จ ... ท่านไม่รู้ธรรมวินัยนี้ ... หรือหากท่านสามารถ ก็จงแก้ไขเถิด” รวมความว่า หรือบุคคลผู้เป็นพราหมณ์นั้นพึงโต้เถียงว่า เท็จ ด้วยเหตุอะไร @เชิงอรรถ : @ ดูรายละเอียดข้อ ๒๕/๑๐๔-๑๐๕

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๓๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส คำว่า ในพระอรหันต์ใด ในคำว่า ความสำคัญว่า เราเสมอเขา เราเลิศ กว่าเขา (หรือเราด้อยกว่าเขา) ย่อมไม่มีในพระอรหันต์ใด อธิบายว่า ในพระอรหันต์คือ พระขีณาสพใด ไม่มีความถือตัวว่า “เราเสมอเขา” ไม่มีความถือดีว่า“เราเลิศกว่าเขา” ไม่มีความดูหมิ่นว่า “เราด้อยกว่าเขา” คือ ไม่ปรากฏ หาไม่ได้ได้แก่ ความถือตัวนั้นพระอรหันต์ละได้แล้ว ตัดขาดได้แล้ว ทำให้สงบได้แล้ว ระงับได้แล้ว ทำให้เกิดขึ้นไม่ได้อีก เผาด้วยไฟคือญาณแล้ว รวมความว่า ความสำคัญว่าเราเสมอเขา เราเลิศกว่าเขา(หรือเราด้อยกว่าเขา) ย่อมไม่มีในพระอรหันต์ใด คำว่า พระอรหันต์นั้น พึงตอบโต้วาทะ ด้วยเหตุอะไรเล่า อธิบายว่า พระอรหันต์นั้น พึงตอบโต้วาทะ คือ พึงโต้เถียง พึงก่อการทะเลาะ ก่อการบาดหมาง ก่อการแก่งแย่ง ก่อการวิวาท ก่อการมุ่งร้าย ด้วยเหตุอะไร ด้วยทิฏฐิอะไร หรือกับบุคคลใดว่า “ท่านไม่รู้ธรรมวินัยนี้ ... หรือหากท่านสามารถ ก็จงแก้ไขเถิด” รวมความว่า พระอรหันต์นั้น พึงตอบโต้วาทะ ด้วยเหตุอะไรเล่าด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า บุคคลผู้เป็นพราหมณ์นั้นพึงกล่าวอะไรว่า จริง หรือบุคคลผู้เป็นพราหมณ์นั้นพึงโต้เถียงว่า เท็จ ด้วยเหตุอะไร ความสำคัญว่าเราเสมอเขา เราเลิศกว่าเขา (หรือเราด้อยกว่าเขา) ย่อมไม่มีในพระอรหันต์ใด พระอรหันต์นั้น พึงตอบโต้วาทะ ด้วยเหตุอะไรเล่า

ข้อ ๗๙

(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) บุคคลละที่อาศัยแล้ว ไม่เที่ยวซ่านไปหาที่อาศัย มุนีไม่ทำความเยื่อใยในกาม ว่างจากกามทั้งหลาย ไม่มุ่งหมายอัตภาพต่อไป ไม่พึงกล่าวถ้อยคำขัดแย้งกัน ครั้งนั้นแล หาลินทกานิคหบดี เข้าไปหาท่านพระมหากัจจายนะถึงที่อยู่ กราบท่านพระมหากัจจายนะแล้ว นั่ง ณ ที่สมควร ครั้นแล้วได้ถามท่านพระมหา-กัจจายนะว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสภาษิตนี้ ในมาคันทิยปัญหา อันมาใน อัฏฐกวรรคว่า

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๓๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส บุคคลละที่อาศัยแล้ว ไม่เที่ยวซ่านไปหาที่อาศัย มุนีไม่ทำความเยื่อใยในกาม ว่างจากกามทั้งหลาย ไม่มุ่งหมายอัตภาพต่อไป ไม่พึงกล่าวถ้อยคำขัดแย้งกัน ข้าแต่ท่านมหากัจจายนะผู้เจริญ เนื้อความแห่งภาษิตที่พระผู้มีพระภาค ตรัสแล้วโดยย่อนี้ พึงทราบโดยพิสดารอย่างไร ท่านพระมหากัจจายนะตอบว่า ท่านคหบดี รูปธาตุเป็นที่อาศัยแห่งวิญญาณวิญญาณที่ผูกพันไว้ด้วยราคะในรูปธาตุ ตรัสเรียกว่า การเที่ยวซ่านไปหาที่อาศัยเวทนาธาตุ ... สัญญาธาตุ ... สังขารธาตุ เป็นที่อาศัยแห่งวิญญาณ วิญญาณที่ผูกพันไว้ด้วยราคะในสังขารธาตุ ตรัสเรียกว่า การเที่ยวซ่านไปหาที่อาศัย ท่านคหบดีบุคคลผู้เที่ยวซ่านไปหาที่อาศัย เป็นอย่างนี้แล ท่านคหบดี บุคคลผู้ไม่เที่ยวซ่านไปหาที่อาศัย เป็นอย่างไร คือ ความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยาก อุบายและความยึดมั่น อันเป็นเหตุที่ใจเข้าไปตั้งมั่นถือมั่นและนอนเนื่องแห่งรูปธาตุ พระตถาคต ทรงละได้เด็ดขาดแล้ว ตัดรากถอนโคนเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ ฉะนั้น บัณฑิตจึงเรียกพระตถาคตว่า “ผู้ไม่ทรงเที่ยวซ่านไปหาที่อาศัย” ความพอใจ ความกำหนัดความเพลิดเพลิน ความทะยานอยาก อุบายและความยึดมั่น อันเป็นเหตุที่ใจเข้าไปตั้งมั่นถือมั่นและนอนเนื่องแห่งเวทนาธาตุ ... สัญญาธาตุ ... สังขารธาตุ ... วิญญาณธาตุพระตถาคต ทรงละได้เด็ดขาดแล้ว ตัดรากถอนโคนเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ ฉะนั้น บัณฑิตจึงเรียกพระตถาคตว่า “ผู้ไม่ทรงเที่ยวซ่านไปหาที่อาศัย” ท่านคหบดี บุคคลผู้ไม่เที่ยวซ่านไปหาที่อาศัย เป็นอย่างนี้แล ท่านคหบดี บุคคลผู้เที่ยวซ่านไปหาที่อาศัย เป็นอย่างไร คือ ความเที่ยวซ่านไปหาและความผูกพันกับที่อาศัย คือ รูปนิมิต ... สัททนิมิต... คันธนิมิต ... รสนิมิต ... โผฏฐัพพนิมิต ... ธัมมนิมิต ตรัสเรียกว่า “ผู้เที่ยวซ่านไปหาที่อาศัย” ท่านคหบดี บุคคลผู้เที่ยวซ่านไปหาที่อาศัย เป็นอย่างนี้แล

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๓๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส ท่านคหบดี บุคคลผู้ไม่เที่ยวซ่านไปหาที่อาศัย เป็นอย่างไร คือ ความซ่านไปหา และความผูกพันกับที่อาศัย คือ รูปนิมิต ... สัททนิมิต ... คันธนิมิต ... รสนิมิต ... โผฏฐัพพนิมิต ... ธัมมนิมิต พระตถาคตทรงละได้เด็ดขาดแล้วตัดรากถอนโคนเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ ฉะนั้น บัณฑิตจึงเรียกพระตถาคตว่า “ผู้ไม่ทรงเที่ยวซ่านไปหาที่อาศัย” ท่านคหบดี บุคคลผู้ไม่เที่ยวซ่านไปหาที่อาศัย เป็นอย่างนี้แล ท่านคหบดี บุคคลเกิดความเยื่อใยในกาม เป็นอย่างไร คือ ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ เกี่ยวข้องอยู่กับคฤหัสถ์ เพลิดเพลินร่วมกันเศร้าโศกร่วมกัน เมื่อพวกเขาสุขก็สุขด้วย เมื่อพวกเขาทุกข์ก็ทุกข์ด้วย เมื่อพวกเขามีกิจที่ควรทำเกิดขึ้น ก็ลงมือช่วยเหลือด้วยตนเอง ท่านคหบดี บุคคลเกิดความเยื่อใยในกาม เป็นอย่างนี้แล ท่านคหบดี บุคคลไม่เกิดความเยื่อใยในกาม เป็นอย่างไร คือ ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ไม่เกี่ยวข้องอยู่กับคฤหัสถ์ ไม่เพลิดเพลินร่วมกัน ไม่เศร้าโศกร่วมกัน เมื่อพวกเขาสุขก็มิได้สุขด้วย เมื่อพวกเขาทุกข์ก็มิได้ทุกข์ด้วย เมื่อพวกเขามีกิจที่ควรทำเกิดขึ้น ก็ไม่ลงมือช่วยเหลือด้วยตนเอง ท่านคหบดี บุคคลไม่เกิดความเยื่อใยในกาม เป็นอย่างนี้แล ท่านคหบดี บุคคลไม่ว่างจากกามทั้งหลาย เป็นอย่างไร คือ ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ไม่ปราศจากความกำหนัด ไม่ปราศจาก ความพอใจ ไม่ปราศจากความรัก ไม่ปราศจากความกระหาย ไม่ปราศจากความเร่าร้อน ไม่ปราศจากตัณหาในกามทั้งหลาย ท่านคหบดี บุคคลไม่ว่างจากกามทั้งหลาย เป็นอย่างนี้แล ท่านคหบดี บุคคลว่างจากกามทั้งหลาย เป็นอย่างไร คือ ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ปราศจากความกำหนัด ปราศจากความพอใจปราศจากความรัก ปราศจากความกระหาย ปราศจากความเร่าร้อน ปราศจากตัณหาในกามทั้งหลาย ท่านคหบดี บุคคลว่างจากกามทั้งหลาย เป็นอย่างนี้แล ท่านคหบดี บุคคลมุ่งหวังอัตภาพต่อไป เป็นอย่างไร

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๓๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส คือ ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ มีความมุ่งหวังอย่างนี้ว่า “ในอนาคตกาลเราพึงมีรูปอย่างนี้” เธอก็ประสบความเพลิดเพลินในความปรารถนานั้น มีความมุ่งหวังอย่างนี้ว่า ในอนาคตกาล “เราพึงมีเวทนาอย่างนี้ ... พึงมีสัญญาอย่างนี้ ... พึงมีสังขารอย่างนี้ ... พึงมีวิญญาณอย่างนี้” เธอก็ประสบความเพลิดเพลินในความปรารถนานั้น ท่านคหบดี บุคคลมุ่งหวังอัตภาพต่อไป เป็นอย่างนี้แล ท่านคหบดี บุคคลไม่มุ่งหวังอัตภาพต่อไป เป็นอย่างไร คือ ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ไม่มีความมุ่งหวังอย่างนี้ว่า “ในอนาคตกาลเราพึงมีรูปอย่างนี้” ไม่มีความมุ่งหวังอย่างนี้ว่า “ในอนาคตกาล เราพึงมีเวทนาอย่างนี้ ... พึงมีสัญญาอย่างนี้ ... พึงมีสังขารอย่างนี้ ... พึงมีวิญญาณอย่างนี้” เธอก็ไม่ประสบความเพลิดเพลินในความปรารถนานั้น ท่านคหบดี บุคคลไม่มุ่งหวังอัตภาพต่อไป เป็นอย่างนี้แล ท่านคหบดี บุคคลกล่าวถ้อยคำขัดแย้งกัน เป็นอย่างไร คือ ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้กล่าวถ้อยคำเห็นปานนี้ว่า “ท่านไม่รู้ธรรมวินัยนี้ ... หรือหากท่านสามารถ ก็จงแก้ไขเถิด” ท่านคหบดี บุคคลกล่าวถ้อยคำขัดแย้งกัน เป็นอย่างนี้แล ท่านคหบดี บุคคลไม่กล่าวถ้อยคำขัดแย้งกัน เป็นอย่างไร คือ ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่กล่าวถ้อยคำเห็นปานนี้ว่า “ท่านไม่รู้ธรรมวินัยนี้ ... หรือหากท่านสามารถ ก็จงแก้ไขเถิด” ท่านคหบดี บุคคลไม่กล่าวถ้อยคำขัดแย้งกัน เป็นอย่างนี้แล ท่านคหบดี ภาษิตที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ในมาคันทิยปัญหา อันมาใน อัฏฐกวรรคว่า บุคคลละที่อาศัยแล้ว ไม่เที่ยวซ่านไปหาที่อาศัย มุนีไม่ทำความเยื่อใยในกาม ว่างจากกามทั้งหลาย ไม่มุ่งหมายอัตภาพต่อไป ไม่พึงกล่าวถ้อยคำขัดแย้งกัน ดังนี้แล ท่านคหบดี เนื้อความแห่งภาษิตที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้โดยย่อ พึงทราบโดยพิสดารอย่างนี้แล ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๓๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส บุคคลละที่อาศัยแล้ว ไม่เที่ยวซ่านไปหาที่อาศัย มุนีไม่ทำความเยื่อใยในกาม ว่างจากกามทั้งหลาย ไม่มุ่งหมายอัตภาพต่อไป ไม่พึงกล่าวถ้อยคำขัดแย้งกัน

ข้อ ๘๐

(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) บุคคลผู้นาคะสงัดจากทิฏฐิเหล่าใด พึงเที่ยวไปในโลก ไม่พึงพูดจายึดถือทิฏฐิเหล่านั้น ดอกบัวก้านมีหนามเกิดในน้ำ ไม่แปดเปื้อนด้วยน้ำและโคลนตม ฉันใด มุนีผู้กล่าวเรื่องความสงบ ก็ไม่ยินดี ไม่แปดเปื้อนในกามและโลก ฉันนั้น คำว่า เหล่าใด ในคำว่า บุคคลผู้นาคะสงัดจากทิฏฐิเหล่าใด พึงเที่ยวไปในโลกได้แก่ ทิฏฐิทั้งหลาย คำว่า สงัด ได้แก่ ว่าง สงัด เงียบ จากกายทุจริต ... จากวจีทุจริต ... จากมโนทุจริต ... จากราคะ ... ว่าง สงัด เงียบจากอกุสลาภิสังขารทุกประเภท คำว่า พึงเที่ยวไป ได้แก่ พึงเที่ยวไป คือ พึงอยู่ เคลื่อนไหว เป็นไป เลี้ยงชีวิต ดำเนินไป ยังชีวิตให้ดำเนินไป คำว่า ในโลก ได้แก่ ในมนุษยโลก รวมความว่า บุคคลผู้นาคะสงัดจากทิฏฐิ เหล่าใด พึงเที่ยวไปในโลก คำว่า ผู้นาคะ ในคำว่า ผู้นาคะ ... ไม่พึงพูดจายึดถือทิฏฐิเหล่านั้น อธิบายว่าชื่อว่าบุคคลผู้นาคะ เพราะไม่ทำความชั่ว ชื่อว่าบุคคลผู้นาคะ เพราะไม่ถึง ชื่อว่าบุคคลผู้นาคะ เพราะไม่กลับมาหา บุคคลชื่อว่าผู้นาคะ เพราะไม่ทำความชั่ว เป็นอย่างไร คือ บาปอกุศลธรรมทั้งหลาย เป็นเหตุแห่งความเศร้าหมอง ก่อภพใหม่ มีความกระวนกระวาย มีทุกข์เป็นวิบาก เป็นที่ตั้งแห่งชาติ ชรา และมรณะต่อไปตรัสเรียกว่า ความชั่ว (สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สภิยะ)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๓๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส บุคคลผู้ไม่ทำบาปแม้เล็กน้อยในโลก สลัดสังโยชน์เครื่องผูกพันได้ทั้งหมด ไม่ติดข้องอยู่ในธรรมเป็นเครื่องข้องทั้งปวง เป็นผู้หลุดพ้น ดำรงตนมั่นคงเช่นนั้น บัณฑิตทั้งหลายเรียกว่า ผู้นาคะ บุคคลชื่อว่าผู้นาคะ เพราะไม่ทำความชั่ว เป็นอย่างนี้ บุคคลชื่อว่าผู้นาคะ เพราะไม่ถึง เป็นอย่างไร คือ บุคคลไม่ถึงฉันทาคติ(ลำเอียงเพราะชอบ) ไม่ถึงโทสาคติ(ลำเอียงเพราะชัง)ไม่ถึงโมหาคติ(ลำเอียงเพราะหลง) ไม่ถึงภยาคติ(ลำเอียงเพราะกลัว) ไม่ดำเนินไปด้วยอำนาจราคะ ไม่ดำเนินไปด้วยอำนาจโทสะ ไม่ดำเนินไปด้วยอำนาจโมหะ ไม่ ดำเนินไปด้วยอำนาจมานะ ไม่ดำเนินไปด้วยอำนาจทิฏฐิ ไม่ดำเนินไปด้วยอำนาจ อุทธัจจะ ไม่ดำเนินไปด้วยอำนาจวิจิกิจฉา ไม่ดำเนินไปด้วยอำนาจอนุสัย ได้แก่ ไม่ไป ไม่ออกไป ไม่ถูกพาไป ไม่ถูกนำไป ด้วยธรรมที่ก่อความเป็นฝักเป็นฝ่ายบุคคลชื่อว่าผู้นาคะ เพราะไม่ถึง เป็นอย่างนี้ บุคคลชื่อว่าผู้นาคะ เพราะไม่กลับมาหา เป็นอย่างไร คือ กิเลสเหล่าใดอริยบุคคลละได้แล้ว ด้วยโสดาปัตติมรรค อริยบุคคลนั้นก็ ย่อมไม่มา ไม่กลับมา ไม่หวนกลับมาสู่กิเลสเหล่านั้นอีก กิเลสเหล่าใด อริยบุคคลละได้แล้วด้วยสกทาคามิมรรค ... ด้วยอนาคามิมรรค ... ด้วยอรหัตตมรรค อริยบุคคลนั้นก็ย่อมไม่มา ไม่กลับมา ไม่หวนกลับมาสู่กิเลสเหล่านั้นอีก บุคคลชื่อว่าผู้นาคะเพราะไม่กลับมาหา เป็นอย่างนี้ คำว่า บุคคลผู้นาคะ ... ไม่พึงพูดจายึดถือทิฏฐิเหล่านั้น อธิบายว่า บุคคลผู้ นาคะ ไม่พึงพูดจา คือ ไม่พึงพูด กล่าว แสดง ชี้แจง ยึด จับ ถือ ยึดมั่น ถือมั่นทิฏฐิเหล่านั้น ได้แก่ ไม่พึงพูดจา คือ ไม่พึงพูด กล่าว แสดง ชี้แจงว่า “โลกเที่ยง... โลกไม่เที่ยง ... หลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเป็นโมฆะ” รวมความว่า บุคคลผู้นาคะ ... ไม่พึงพูดจายึดถือทิฏฐิเหล่านั้น @เชิงอรรถ : @ ขุ.สุ. ๒๕/๕๒๘/๔๓๗

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๓๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส คำว่า ดอกบัวก้านมีหนามเกิดในน้ำ ไม่แปดเปื้อนด้วยน้ำและโคลนตม ฉันใด อธิบายว่า น้ำ ตรัสเรียกว่า เอละ น้ำ ตรัสเรียกว่า อัมพุ ดอกบัว ตรัสเรียกว่า อัมพุชะ ก้านขรุขระ ตรัสเรียกว่ามีหนาม น้ำ ตรัสเรียกว่า วารี ดอกบัวเกิดในน้ำ ตรัสเรียกว่า วาริชะ น้ำ ตรัสเรียกว่า ชละ เปือกตมตรัสเรียกว่า โคลนตมดอกบัวเกิดในน้ำ อยู่ในน้ำ (แต่) ไม่ติด ไม่ติดแน่น ไม่แปดเปื้อนด้วยน้ำและโคลนตมคือ ไม่ถูกน้ำและโคลนตมติดแล้ว ติดแน่นแล้ว แปดเปื้อนแล้ว ฉันใด รวมความว่าดอกบัวก้านมีหนามเกิดในน้ำ ไม่แปดเปื้อนด้วยน้ำและโคลนตม ฉันใด คำว่า ฉันนั้น ในคำว่า มุนีผู้กล่าวเรื่องความสงบ ก็ไม่ยินดี ไม่แปดเปื้อน ในกามและโลก ฉันนั้น เป็นคำอุปไมยที่ทำอุปมาให้สมบูรณ์ คำว่า มุนี อธิบายว่า ญาณ ท่านเรียกว่า โมนะ ... ผู้ก้าวล่วงกิเลสเครื่องข้องและตัณหาดุจตาข่ายได้แล้ว ชื่อว่ามุนี คำว่า ผู้กล่าวเรื่องความสงบ อธิบายว่า มุนีผู้กล่าวเรื่องความสงบ คือ กล่าวเรื่องที่ป้องกัน กล่าวเรื่องที่หลีกเร้น กล่าวเรื่องที่พึ่ง กล่าวเรื่องที่ไม่มีภัยกล่าวเรื่องที่ไม่คลาดเคลื่อน กล่าวเรื่องอมตธรรม กล่าวเรื่องนิพพาน รวมความว่ามุนีผู้กล่าวเรื่องความสงบ ... ฉันนั้น คำว่า ไม่ยินดี อธิบายว่า ตัณหา ตรัสเรียกว่า ความยินดี คือ ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ... อภิชฌา อกุศลมูลคือโลภะ ตัณหาที่ตรัสเรียกว่าความยินดีนั้น มุนีใดละได้แล้ว คือ ตัดขาดได้แล้ว ทำให้ สงบได้แล้ว ระงับได้แล้ว ทำให้เกิดขึ้นไม่ได้อีก เผาด้วยไฟคือญาณแล้ว มุนีนั้นตรัสเรียกว่า ผู้ไม่ยินดี คือ ผู้ไม่ยินดี ไม่ติดใจ ไม่สยบ ไม่หมกมุ่นในรูป ... เสียง ... กลิ่น ... รส... โผฏฐัพพะ ... ตระกูล ... หมู่คณะ ... อาวาส ... ลาภ ... ยศ ... สรรเสริญ... สุข ... จีวร ... บิณฑบาต ... เสนาสนะ ... คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ... กามธาตุ ... รูปธาตุ ... อรูปธาตุ ... กามภพ ... รูปภพ ... อรูปภพ ... สัญญาภพ ... อสัญญาภพ... เนวสัญญานาสัญญาภพ ... เอกโวการภพ ... จตุโวการภพ ... ปัญจโวการภพ ... อดีต ... อนาคต ... ปัจจุบัน คือผู้ไม่ยินดี ไม่ติดใจ ไม่สยบ ไม่หมกมุ่นในรูปที่เห็นเสียงที่ได้ยิน กลิ่น รส โผฏฐัพพะที่รับรู้ และธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้ง ได้แก่ เป็นผู้คลายความยินดีแล้ว ปราศจากความยินดีแล้ว สละความยินดีแล้ว คายความยินดีแล้ว@เชิงอรรถ : @ ดูรายละเอียดข้อ ๓/๑๐-๑๑

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๓๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส ปล่อยความยินดีแล้ว ละความยินดีแล้ว สลัดทิ้งความยินดีแล้ว คือ เป็นผู้คลายความกำหนัดแล้ว ปราศจากราคะแล้ว สละราคะแล้ว คายราคะแล้ว ปล่อยราคะแล้วละราคะแล้ว สลัดทิ้งราคะแล้ว เป็นผู้หมดความอยากแล้ว เป็นผู้ดับแล้ว เป็นผู้เย็นแล้ว มีตนอันประเสริฐเสวยสุขอยู่ รวมความว่า มุนีผู้กล่าวเรื่องความสงบ ก็ไม่ยินดีอย่างนี้ คำว่า ไม่แปดเปื้อนในกามและโลก อธิบายว่า คำว่า กาม ได้แก่ กาม ๒ อย่าง แบ่งตามหมวด คือ (๑) วัตถุกาม (๒) กิเลสกาม ... เหล่านี้เรียกว่า วัตถุกาม ... เหล่านี้เรียกว่า กิเลสกาม คำว่า ในโลก ได้แก่ ในอบายโลก มนุษยโลก เทวโลก ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก คำว่า แปดเปื้อน ได้แก่ ความแปดเปื้อน ๒ อย่าง คือ (๑) ความแปดเปื้อนด้วยอำนาจตัณหา (๒) ความแปดเปื้อนด้วยอำนาจทิฏฐิ ... นี้ชื่อว่าความแปดเปื้อนด้วยอำนาจตัณหา ... นี้ชื่อว่าความแปดเปื้อนด้วยอำนาจทิฏฐิ มุนีละความแปดเปื้อนด้วยอำนาจตัณหาได้แล้ว สลัดทิ้งความแปดเปื้อนด้วย อำนาจทิฏฐิได้แล้ว ย่อมไม่ติด ไม่ติดแน่น ไม่แปดเปื้อนในกามและในโลก คือ เป็นผู้ไม่ถูกตัณหาและทิฏฐิติด ติดแน่น แปดเปื้อน ออกแล้ว สลัดออกแล้ว หลุดพ้นแล้วไม่เกี่ยวข้อง(ในกามและในโลก)แล้ว มีใจเป็นอิสระ(จากกิเลส)อยู่ รวมความว่า มุนีผู้กล่าวเรื่องความสงบ ก็ไม่ยินดี ไม่แปดเปื้อนในกามและโลก ฉันนั้น ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า บุคคลผู้นาคะสงัดจากทิฏฐิเหล่าใด พึงเที่ยวไปในโลก ไม่พึงพูดจายึดถือทิฏฐิเหล่านั้น ดอกบัวก้านมีหนามเกิดในน้ำ ไม่แปดเปื้อนด้วยน้ำและโคลนตม ฉันใด มุนีผู้กล่าวเรื่องความสงบ ก็ไม่ยินดี ไม่แปดเปื้อนในกามและโลก ฉันนั้น @เชิงอรรถ : @ ดูรายละเอียดข้อ ๑/๑-๒ @ เทียบกับความในข้อ ๑๒/๕๘-๕๙

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๔๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส

ข้อ ๘๑

(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) มุนีผู้จบเวทนั้น ย่อมไม่ไปด้วยทิฏฐิ ไม่ถึงความถือตัวด้วยอารมณ์ที่รับรู้ มุนีนั้นผู้ไม่มีตัณหาและทิฏฐินั้น ไม่ถูกกรรมและสุตะนำไป มุนีนั้นไม่ถูกตัณหาและทิฏฐินำเข้าไปในที่อาศัยทั้งหลาย คำว่า ไม่ ในคำว่า มุนีผู้จบเวทนั้น ย่อมไม่ไปด้วยทิฏฐิ ไม่ถึงความถือตัว ด้วยอารมณ์ที่รับรู้ เป็นคำปฏิเสธ คำว่า ผู้จบเวท อธิบายว่า ญาณในมรรค ๔ ตรัสเรียกว่า เวท คือ ปัญญาปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ปัญญาเครื่องพิจารณา ปัญญาเครื่องเห็นแจ้ง สัมมาทิฏฐิ มุนีนั้น ถึงที่สุด บรรลุที่สุด ถึงส่วนสุด บรรลุส่วนสุด ถึงปลายสุด บรรลุปลายสุดถึงท้ายสุด บรรลุท้ายสุด ถึงที่ปกป้อง บรรลุที่ปกป้อง ถึงที่หลีกเร้น บรรลุที่หลีกเร้นถึงที่พึ่ง บรรลุที่พึง ถึงที่ไม่มีภัย บรรลุที่ไม่มีภัย ถึงที่ไม่จุติ บรรลุที่ไม่จุติ ถึงที่ไม่ตายบรรลุที่ไม่ตาย ถึงที่ดับ บรรลุที่ดับแห่งชาติ ชราและมรณะ ด้วยเวทเหล่านั้น อีกนัยหนึ่ง มุนีนั้น ชื่อว่าผู้จบเวท เพราะถึงที่สุดแห่งเวททั้งหลายแล้ว อีกนัยหนึ่ง ชื่อว่าผู้จบเวท เพราะถึงที่สุดด้วยเวททั้งหลายแล้ว อีกนัยหนึ่ง ชื่อว่าผู้จบเวท เพราะรู้แจ้งธรรม ๗ ประการแล้ว คือ ๑. รู้แจ้งสักกายทิฏฐิ ๒. รู้แจ้งวิจิกิจฉา ๓. รู้แจ้งสีลัพพตปรามาส ๔. รู้แจ้งราคะ ๕. รู้แจ้งโทสะ ๖. รู้แจ้งโมหะ ๗. รู้แจ้งมานะแล้ว มุนีนั้นเป็นผู้รู้แจ้งบาปอกุศลธรรม ซึ่งเป็นเหตุแห่งความเศร้าหมอง ก่อภพใหม่มีความกระวนกระวาย มีทุกข์เป็นวิบาก เป็นที่ตั้งแห่งชาติ ชรา และมรณะต่อไป

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๔๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส (สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สภิยะ) บุคคลวิจัยเวททั้งหมดของสมณพราหมณ์ที่มีอยู่ เป็นผู้ปราศจากราคะในเวทนาทั้งปวง ก้าวล่วงเวททั้งปวงแล้ว ชื่อว่าผู้จบเวท คำว่า ย่อมไม่ไปด้วยทิฏฐิ อธิบายว่า ทิฏฐิ ๖๒ มุนีนั้น ละได้แล้ว คือ ตัดขาดได้แล้ว ทำให้สงบได้แล้ว ระงับได้แล้ว ทำให้เกิดขึ้นไม่ได้อีก เผาด้วยไฟคือญาณแล้ว มุนีนั้น ไม่ไป ไม่ออกไป ไม่ถูกพาไป ไม่ถูกนำไป ด้วยทิฏฐิ ทั้งไม่กลับมาไม่หวนกลับมาหาทิฏฐินั้น โดยเห็นเป็นสาระอีก รวมความว่า มุนีผู้จบเวทนั้นย่อมไม่ไปด้วยทิฏฐิ คำว่า มุนีนั้นย่อมไม่ถึงความถือตัวด้วยอารมณ์ที่รับรู้ อธิบายว่า มุนีนั้น ย่อมไม่ถึง คือ ไม่เข้าถึง ไม่เข้าไปหา ไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น ความถือตัว ด้วยรูปที่รู้แล้ว ด้วยเสียงบอกเล่าของผู้อื่น หรือด้วยสมมติของมหาชน รวมความว่ามุนีผู้จบเวทนั้น ย่อมไม่ไปด้วยทิฏฐิ ไม่ถึงความถือตัวด้วยอารมณ์ที่รับรู้ คำว่า มุนีนั้นผู้ไม่มีตัณหาและทิฏฐินั้น อธิบายว่า มุนีนั้นผู้ไม่มีตัณหาและ ทิฏฐินั้น คือ ไม่มีตัณหาและทิฏฐินั้นเป็นอย่างยิ่ง ไม่มีตัณหาและทิฏฐินั้นเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ด้วยอำนาจตัณหา ด้วยอำนาจทิฏฐิ ตัณหา ทิฏฐิ และมานะ มุนีนั้นละได้เด็ดขาดแล้ว ตัดรากถอนโคนเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ ด้วยเหตุใด มุนีนั้น ก็ชื่อว่าไม่มีตัณหาและทิฏฐินั้น คือ ไม่มีตัณหาและทิฏฐินั้นเป็นอย่างยิ่ง ไม่มีตัณหาและทิฏฐินั้นเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ด้วยเหตุนั้น รวมความว่า มุนีนั้นผู้ไม่มีตัณหาและทิฏฐินั้น คำว่า ไม่ถูกกรรม ในคำว่า ไม่ถูกกรรมและสุตะนำไป อธิบายว่า มุนี ไม่ไปคือ ไม่ออกไป ไม่ถูกพาไป ไม่ถูกนำไป ด้วยปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร หรืออาเนญชาภิสังขาร รวมความว่า ไม่ถูกกรรม @เชิงอรรถ : @ ขุ.สุ. ๒๕/๕๓๕/๔๓๘

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๔๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส คำว่า ไม่ถูก ... และสุตะนำไป อธิบายว่า มุนี ไม่ไป คือ ไม่ออกไป ไม่ถูกพาไป ไม่ถูกนำไป ด้วยความหมดจดด้วยสุตะ ด้วยเสียงบอกเล่าของผู้อื่น หรือด้วยการสมมติของมหาชน รวมความว่า ไม่ถูกกรรมและสุตะนำไป คำว่า มุนีนั้นไม่ถูกตัณหาและทิฏฐินำเข้าไปในที่อาศัยทั้งหลาย อธิบายว่า คำว่า การนำเข้าไป ได้แก่ การนำเข้าไป ๒ อย่าง คือ (๑) การนำเข้าไปด้วยอำนาจตัณหา (๒) การนำเข้าไปด้วยอำนาจทิฏฐิ ... นี้ชื่อว่าการนำเข้าไปด้วยอำนาจตัณหา ... นี้ชื่อว่าการนำเข้าไปด้วยอำนาจทิฏฐิ มุนีนั้นละการนำเข้าไปด้วยอำนาจตัณหาได้แล้ว สลัดทิ้งการนำเข้าไปด้วย อำนาจทิฏฐิได้แล้ว เพราะเป็นผู้ละการนำเข้าไปด้วยอำนาจตัณหา สลัดทิ้งการนำเข้าไปด้วยอำนาจทิฏฐิได้แล้ว มุนีนั้น ชื่อว่าไม่ถูกตัณหาและทิฏฐินำเข้าไป คือ ไม่เข้าไปติด ไม่เข้าไปถึง ไม่ติดใจ ไม่น้อมใจเชื่อ ออกแล้ว สลัดออกแล้ว หลุดพ้นแล้วไม่เกี่ยวข้องในที่อาศัยทั้งหลายแล้ว มีใจเป็นอิสระ(จากกิเลส)อยู่ รวมความว่ามุนีนั้น ไม่ถูกตัณหาและทิฏฐินำเข้าไปในที่อาศัยทั้งหลาย ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า มุนีผู้จบเวทนั้น ย่อมไม่ไปด้วยทิฏฐิ ไม่ถึงความถือตัวด้วยอารมณ์ที่รับรู้ มุนีนั้นผู้ไม่มีตัณหาและทิฏฐินั้น ไม่ถูกกรรมและสุตะนำไป มุนีนั้นไม่ถูกตัณหาและทิฏฐินำเข้าไปในที่อาศัยทั้งหลาย

ข้อ ๘๒

(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) มุนีผู้เว้นจากสัญญาแล้ว ย่อมไม่มีกิเลสเครื่องร้อยรัด มุนีผู้หลุดพ้นด้วยปัญญาแล้ว ย่อมไม่มีความลุ่มหลง ชนเหล่าใดยังถือสัญญาและทิฏฐิ ชนเหล่านั้น ย่อมเที่ยวกระทบกระทั่งกันในโลก @เชิงอรรถ : @ เทียบกับความในข้อ ๑๒/๕๘-๕๙

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๔๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส คำว่า มุนีเว้นจากสัญญาแล้ว ย่อมไม่มีกิเลสเครื่องร้อยรัด อธิบายว่า ผู้ใดเจริญอริยมรรค ที่มีสมถะเป็นเบื้องต้น ผู้นั้น ย่อมข่มกิเลสเครื่องร้อยรัดแล้วตั้งแต่ต้น เมื่อบรรลุอรหัตตผลแล้ว พระอรหันต์ย่อมละได้เด็ดขาดทั้งกิเลสเครื่องร้อยรัด โมหะ นิวรณ์ กามสัญญา พยาบาทสัญญา วิหิงสาสัญญาและทิฏฐิสัญญาตัดรากถอนโคนเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มีเกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ รวมความว่า มุนีผู้เว้นจากสัญญาแล้ว ย่อมไม่มีกิเลสเครื่องร้อยรัด คำว่า มุนีผู้หลุดพ้นด้วยปัญญาแล้ว ย่อมไม่มีความลุ่มหลง อธิบายว่า ผู้ใด เจริญอริยมรรค ที่มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น ผู้นั้น ย่อมข่มความลุ่มหลงได้ตั้งแต่ต้นเมื่อบรรลุอรหัตตผลแล้ว พระอรหันต์ย่อมละได้เด็ดขาดทั้งโมหะ กิเลสเครื่องร้อยรัดนิวรณ์ กามสัญญา พยาบาทสัญญา วิหิงสาสัญญา และทิฏฐิสัญญา ตัดรากถอนโคนเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ รวมความว่า มุนีผู้หลุดพ้นด้วยปัญญาแล้ว ย่อมไม่มีความลุ่มหลง คำว่า ชนเหล่าใดยังถือสัญญาและทิฏฐิ ชนเหล่านั้นย่อมเที่ยวกระทบ กระทั่งกันในโลก อธิบายว่า ชนเหล่าใด ถือสัญญา คือ กามสัญญา พยาบาท-สัญญา วิหิงสาสัญญา ชนเหล่านั้น ย่อมกระทบกระทั่งกัน คือ ทำร้ายกัน ด้วยอำนาจสัญญา กล่าวคือ พระราชาทรงวิวาทกับพระราชาก็ได้ กษัตริย์วิวาทกับกษัตริย์ก็ได้ พราหมณ์วิวาทกับพราหมณ์ก็ได้ คหบดีวิวาทกับคหบดีก็ได้ มารดาวิวาทกับบุตรก็ได้ บุตรวิวาทกับมารดาก็ได้ บิดาวิวาทกับบุตรก็ได้ บุตรวิวาทกับบิดาก็ได้ พี่ชายน้องชายวิวาทกับพี่ชายน้องชายก็ได้ พี่สาวน้องสาววิวาทกับพี่สาวน้องสาวก็ได้ พี่ชายน้องชายวิวาทกับพี่สาวน้องสาวก็ได้ พี่สาวน้องสาววิวาทกับพี่ชายน้องชายก็ได้ สหายวิวาทกับสหายก็ได้ ชนเหล่านั้น ก่อการทะเลาะ ก่อการบาดหมาง ก่อการแก่งแย่ง และก่อการวิวาทกัน ก่อการมุ่งร้ายเพราะสัญญานั้นก็ทำร้ายกันด้วยฝ่ามือบ้าง ด้วยก้อนดินบ้าง ด้วยท่อนไม้บ้าง ด้วยศัสตราบ้างเพราะทำร้ายกันนั้น ชนเหล่านั้นก็เข้าถึงความตายบ้าง ทุกข์ปางตายบ้าง ชนเหล่าใด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๔๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส ถือทิฏฐิว่า “โลกเที่ยง ... หรือ หลังจากตายแล้ว ตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่” ชนเหล่านั้น ย่อมกระทบกระทั่งกัน คือ ทำร้ายกัน ด้วยอำนาจทิฏฐิได้แก่กระทบกระทั่ง คือ ทำร้ายศาสดาโดยศาสดา ธรรมที่ศาสดากล่าวสอนโดยธรรมที่ศาสดากล่าวสอน หมู่คณะโดยหมู่คณะ ทิฏฐิโดยทิฏฐิ ปฏิปทาโดยปฏิปทามรรคโดยมรรค อีกนัยหนึ่ง ชนเหล่านั้น ย่อมวิวาทกัน คือ ก่อการทะเลาะ ก่อการบาดหมางก่อการแก่งแย่ง ก่อการวิวาท ก่อการมุ่งร้ายกันว่า “ท่านไม่รู้จักธรรมวินัยนี้ ... หรือหากท่านสามารถ ก็จงแก้ไขเถิด” ชนเหล่านั้น ยังละอภิสังขารไม่ได้ เพราะยังละอภิสังขารไม่ได้ จึงกระทบกระทั่งกันในคติ กระทบกระทั่งกันในนรก กระทบกระทั่งกันในกำเนิดเดรัจฉาน กระทบกระทั่งกันในเปตวิสัย กระทบกระทั่งกันในมนุษยโลกกระทบกระทั่งกันในเทวโลก กระทบกระทั่งกัน คือ ทำร้ายคติด้วยคติ ... การถือกำเนิดด้วยการถือกำเนิด ... ปฏิสนธิด้วยปฏิสนธิ ... ภพด้วยภพ ... สงสารด้วยสงสาร... วัฏฏะด้วยวัฏฏะ ได้แก่ เที่ยวไป อยู่ เคลื่อนไหว เป็นไป เลี้ยงชีวิต ดำเนินไปยังชีวิตให้ดำเนินไป กระทบกระทั่งกัน คำว่า ในโลก ได้แก่ ในอบายโลก มนุษยโลก เทวโลก ขันธโลก ธาตุโลกอายตนโลก รวมความว่า ชนเหล่าใดยังถือสัญญาและทิฏฐิ ชนเหล่านั้นย่อมเที่ยวกระทบกระทั่งกันในโลก ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า มุนีผู้เว้นจากสัญญาแล้ว ย่อมไม่มีกิเลสเครื่องร้อยรัด มุนีผู้หลุดพ้นด้วยปัญญาแล้ว ย่อมไม่มีความลุ่มหลง ชนเหล่าใดยังถือสัญญาและทิฏฐิ ชนเหล่านั้นย่อมเที่ยวกระทบกระทั่งกันในโลก มาคันทิยสุตตนิทเทสที่ ๙ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๔๕}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถามาคันทิยสุตตนิทเทสที่ ๙

ในมาคันทิยสุตตนิทเทสที่ ๙ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้

พึงทราบความในคาถาแรกก่อนว่า แม้เพียงความพอใจในเมถุนก็มิได้มี เพราะเห็นธิดามารคือนางตัณหา นางอรดีและนางราคา ผู้เนรมิตรูปต่างๆ มาอย่างใคร่จัดที่โคนไม้อชปาลนิโครธ แล้วเหตุไรความพอใจในเมถุนจักมีเพราะเห็นรูปนี้ที่เต็มไปด้วยมูตรและกรีสของทาริกานี้เล่า เราไม่ปรารถนาจะถูกต้องรูปนั้นด้วยประการทั้งปวงแม้ด้วยเท้า การอยู่ร่วมกับรูปนั้นจักมีแต่ไหน.

บทว่า มุตฺตปุณฺณํ ความว่า เต็มด้วยมูตรที่ตั้งอยู่เต็มภายในกระเพาะปัสสาวะ ด้วยสามารถแห่งอาหารและฤดู.

บทว่า กรีสปุณฺณํ ความว่า เต็มด้วยวัจจะที่ตั้งอยู่ปลายไส้ใหญ่สูงขึ้นไปประมาณ ๘ องคุลี ระหว่างนาภีกับกระดูกสันหลังส่วนล่าง กล่าวคือกระเพาะอาหารเก่า.

บทว่า เสมฺหปุณฺณํ ความว่า เต็มด้วยเสมหะประมาณแล่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ที่พื้นห้อง.

บทว่า รุหิรปุณฺณํ ความว่า เต็มด้วยเลือด ๒ อย่าง กล่าวคือเลือดที่สั่งสมไว้ประมาณเต็มบาตรใบ ๑ เต็มส่วนล่างของตับแล้วค่อยๆ ไหลไปบนหัวใจม้ามและปอด ทำม้ามหัวใจตับและปอดให้ชุ่มตั้งอยู่อย่างหนึ่งกล่าวคือเลือดเครื่องแล่นไป ซึ่งแผ่ไปทั่วร่างที่มีใจครอง โดยแล่นไปตามเส้นเลือด เว้นที่ผม ขน เล็บ ฟันพ้นจากเนื้อและหนังด้านหนังแห้ง ตั้งอยู่อย่างหนึ่ง.

บทว่า อ.ฏฺฐิสงฺฆาตํ ความว่า เบื้องต่ำในสรีระทั้งสิ้นมีกระดูกกว่าสามร้อยท่อนอยู่เบื้องบนกระดูกทั้งหลาย กระดูกเหล่านั้นติดต่อกัน

บทว่า นหารุสมฺพนฺธํ ความว่า ในสรีระทั้งสิ้นมีเส้นเอ็น ๙๐๐ ผูกพันกระดูกทั้งหลายไว้ ผูกพัน คือผูกรัดด้วยเส้นเอ็นเหล่านั้น.

บทว่า รุหิรมํสเลปนํ ความว่า สรีระที่ฉาบด้วยเลือดเครื่องแล่นไป และด้วยชิ้นเนื้อเก้าร้อยชิ้นซึ่งตั้งฉาบทาบกระดูกกว่า ๓๐๐ ท่อนไว้.

บทว่า จมฺมวินทฺธํ ความว่า หนังซึ่งตั้งอยู่ใต้ผิว บนพังผืดที่ปรากฏปกปิดสรีระทั้งสิ้น อันหนังนั้นหุ้มห่อไว้คือปกปิดไว้. บาลีว่า จมฺมาวนทฺธํ ก็มี.

บทว่า ฉวิยา ปฏิจฺฉนฺนํ ความว่า อันผิวหนังที่ละเอียดยิ่งปิดบังคือปกปิดไว้.

บทว่า ฉิทฺทาวฉิทฺทํ ความว่า มีช่องไม่น้อย.

บทว่า อุคฺฆรึ ความว่า ไหลเข้าทางตาและปากเป็นต้น.

บทว่า ปคฺฆรึ ความว่า ไหลออกทางส่วนเบื้องต่ำ.

บทว่า กิมิสํฆนิเสวิตํ ความว่า อันหมู่สัตว์ที่มีชาติเดียวกันต่างๆ มีพวกปากเข็มเป็นต้นอาศัยแล้ว.

บทว่า นานากลิมลปริปูรํ ความว่า เต็มไปด้วยส่วนที่ไม่สะอาดหลายอย่าง.

ลำดับนั้น มาคันทิยพราหมณ์กล่าวคาถาที่ ๒ เพื่อจะทูลถามว่า

ธรรมดาบรรพชิตทั้งหลายละกามที่เป็นของมนุษย์แล้ว ย่อมบวชเพื่อต้องการกามอันเป็นทิพย์ ก็สมณะนี้ไม่ปรารถนากามแม้เป็นทิพย์ แม้นี้ก็เป็นอิตถีรัตน์ สมณะนี้มีทิฏฐิอย่างไรหนอ?

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอตาทิสญฺจ รตนํ พราหมณ์มาคันทิยะกล่าวหมายเอาอิตถีรัตน์ที่เป็นทิพย์.

บทว่า นารึ หมายเอาธิดาของตน.

บทว่า ทิฏฺฐิคตํ สีลพฺพตํ นุชีวิตํ ความว่าทิฏฐิ ศีล วัตรและชีวิต.

บทว่า ภวูปปตฺติญฺจ วเทสิ กีทิสํ ความว่า หรือท่านกล่าวอุบัติภพของตนว่าเป็นเช่นไร?

คาถา ๒ คาถาต่อจากนี้มีความเกี่ยวเนื่องปรากฏแล้วทีเดียว เพราะเป็นไปโดยนัยแห่งการวิสัชนาและปุจฉา.

บรรดาคาถา ๒ คาถาเหล่านั้น คาถาแรกมีเนื้อความย่อว่า

ดูก่อนมาคันทิยะ การตกลงในธรรมคือทิฏฐิ ๖๒ แล้วถือมั่นว่า เรากล่าวสิ่งนี้อย่างนี้ว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่าดังนี้ มีอยู่หามิได้คือย่อมไม่มี ไม่ประสบแก่เรานั้น เพราะเหตุไร? เพราะเมื่อเราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลาย ไม่ถือมั่นทิฏฐิอะไรๆ เมื่อเลือกเฟ้นสัจจะทั้งหลายอยู่ ได้เห็นนิพพานกล่าวคือความสงบภายใน เพราะความที่กิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้นในภายในสงบแล้ว.

บทว่า อาทีนวํ ได้แก่ อันตราย.

บทว่า สทุกฺขํ ความว่า มีทุกข์ ด้วยทุกข์ทางกาย.

บทว่า สวิฆาตํ ความว่า มีทุกข์ด้วยทุกข์ทางใจ.

บทว่า สอุปายสํ ความว่า ประกอบด้วยความคับแค้น.

บทว่า สปริฬาหํ ความว่า เป็นไปด้วยความกระวนกระวาย.

บทว่า น นิพฺพิทาย ความว่า ไม่เป็นไปเพื่อต้องการความเบื่อหน่ายในวัฏฏะ.

บทว่า น วิราคาย ความว่า ไม่เป็นไปเพื่อต้องการความคลายกำหนัดในวัฏฏะ.

บทว่า น นิโรธาย ความว่า ไม่เป็นไปเพื่อดับวัฏฏะ.

บทว่า น อุปสมาย ความว่า ไม่เป็นไปเพื่อเข้าไปสงบวัฏฏะ.

บทว่า น อภิญฺญาย ความว่า ไม่เป็นไปเพื่อรู้ยิ่งพระนิพพาน.

บทว่า น สมฺโพธาย ความว่า ไม่เป็นไปเพื่อรู้แจ้งวัฏฏะด้วยบรรลุถึงความดับกิเลส.

บทว่า น นิพฺพานาย ความว่า ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์คืออมตนิพพาน.

ก็บทว่า นิพฺพิทาย ในที่นี้ได้แก่ วิปัสสนา.

บทว่า วิราคาย ได้แก่มรรค.

บทว่า นิโรธาย อุปสมาย ได้แก่นิพพาน.

บทว่า อภิญฺญาย สมฺโพธาย ได้แก่ มรรค.

บทว่า นิพฺพานาย ได้แก่ นิพพานนั่นเอง.

วิปัสสนาท่านกล่าวในฐานะเดียว มรรคท่านกล่าวในฐานะ ๓ นิพพานท่านกล่าวในฐานะ ๓ ด้วยประการอย่างนี้แล. พึงทราบกถาว่าด้วยการกำหนดด้วยประการฉะนี้.

ก็โดยปริยาย บทเหล่านี้แม้ทั้งหมดย่อมเป็นไวพจน์ของมรรคบ้าง เป็นไวพจน์ของนิพพานบ้างนั่นแล.

บทว่า อชฺฌตฺตํ ราคสฺส สนฺตึ ความว่า ได้เห็นนิพพานกล่าวคือความสงบภายในเพราะความที่ราคะภายในสงบแล้วดับแล้ว แม้ในบทว่า โทสสฺส สนฺตึ เป็นต้นก็นัยนี้แหละ.

บทว่า ปจินํ เป็นบทอุทเทสของบทที่จะต้องชี้แจง.

บทว่า วิจินนฺโต ความว่า ยังสัจจะทั้งหลายให้เจริญคือให้เป็นแจ้ง.

บทว่า ปวิจินนฺโต ความว่า ยังสัจจะเหล่านั้นนั่นแลให้เป็นแจ้งเฉพาะอย่าง. อาจารย์บางพวกพรรณนาว่า แสวงหาอยู่.

บทว่า อทฺทสํ ความว่า แลดูแล้ว.

บทว่า อทฺทกฺขึ ความว่า แทงตลอดแล้ว.

บทว่า อผุสึ ความว่า ถูกต้องด้วยปัญญา.

บทว่า ปฏิวิชฺฌึ ความว่า ได้กระทำให้ประจักษ์ด้วยญาณ.

คาถาที่ ๒ มีเนื้อความย่อว่า

ทิฏฐิเหล่านี้ใดที่มาคันทิยพราหมณ์กล่าวว่า วินิจฺฉยา เพราะเหล่าสัตว์นั้นๆ ตกลงใจถือเอาแล้ว. และว่า ปกปฺปิตานิ โดยนัยมีภาวะอันปัจจัยทั้งหลายของตนปรุงแต่งเป็นต้น ท่านเป็นมุนีไม่ถือธรรมคือทิฏฐิเหล่านั้นเลย กล่าวคือบอกอรรถนั้นใดว่า ความสงบภายใน มาคันทิยพราหมณ์กล่าวแก่เราว่า ธีรชนทั้งหลายประกาศไว้อย่างไรหนอ คืออรรถนั้น ธีรชนทั้งหลายประกาศไว้อย่างไร นิทเทสแห่งคาถานี้มีเนื้อความง่าย นอกจากบทที่เป็นปรมัตถ์.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ ปรมตฺถํ ได้แก่ นิพพานอันสูงสุดใด.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงแสดงอุบายที่ธีรชนทั้งหลายใช้เป็นเครื่องประกาศอรรถนั้น พร้อมทั้งธรรมที่เป็นฝ่ายตรงกันข้ามแก่พราหมณ์นั้น จึงตรัสพระคาถาว่า น ทิฏฺฐิยา เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปฏิเสธศีลและพรตภายนอกจากญาณที่ได้แต่สมาบัติ ด้วยพระดำรัสว่า น ทิฏฺฐิยา เป็นต้น บัณฑิตพึงนำ ๓ บทแรกไปประกอบ อาหศัพท์ที่ตรัสไว้ในบทนี้ว่า สุทฺธิมาห กับ น อักษร ในที่ทุกแห่งแล้วพึงทราบเนื้อความอย่างนี้ว่า ไม่กล่าว คือไม่บอกความหมดจดด้วยทิฏฐิ. ก็ในบทนี้ฉันใด แม้ในบทต่อๆ ไปก็ฉันนั้น และในบทเหล่านั้น.

บทว่า อทิฏฺฐิยา นาห ความว่า ไม่กล่าวเว้นสัมมาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐.

บทว่า อสฺสุติยา ก็เหมือนกัน ความว่า ไม่กล่าวเว้นการฟัง.

บทว่า อญาณา ความว่า เว้นกัมมัสสกตาญาณและสัจจานุโลมิกญาณ.

บทว่า อสีลตา ความว่า เว้นปาติโมกขสังวร.

บทว่า อพฺพตา ความว่า เว้นธุดงควัตร.

บทว่า โน ปิ เตน พึงทราบเนื้อความอย่างนี้ว่า เราไม่กล่าวแม้ด้วยธรรมสักว่าทิฏฐิเป็นต้นแต่ละอย่างในบรรดาธรรมเหล่านั้น.

บทว่า เอเต จ นิสฺสชฺช อนุคฺคหาย ความว่า สละธรรมฝ่ายดำชนิดเป็นทิฏฐิเก่าเป็นต้นเหล่านั้น ด้วยกระทำการถอนขึ้น และไม่ถือมั่น. แม้ธรรมฝ่ายขาวชนิดทิฏฐิเป็นต้นที่มีภายหลัง ด้วยการถึงความไม่ต้องถอนขึ้น.

บทว่า สนฺโต อนิสฺสาย ภวํ น ชปฺเป ความว่า เป็นผู้สงบด้วยความเข้าไปสงบราคะเป็นต้น ด้วยการปฏิบัตินี้ ไม่อาศัยธรรมอะไรๆ ในจักษุเป็นต้น ไม่พึงหวังแม้ภพเดียว คือพึงเป็นผู้ไม่เริ่มตั้งใกล้เหตุ. อธิบายว่า นี้เป็นความสงบภายในของเขา.

บทว่า สวนมฺปิ อิจฺฉิตพฺพํ ความว่า แม้การฟังด้วยสามารถแห่งสุตตะเป็นต้นก็พึงหวัง.

บทว่า สมฺภารา อิเม ธมฺมา ความว่า ธรรมเหล่านี้มีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น เป็นสัมภาระ ด้วยอรรถว่าเป็นอุปการะ.

บทว่า กณฺหปกฺขิกานํ ความว่า ไปในฝ่ายอกุศล.

บทว่า สมุคฺฆาตโต ปหานํ อิจฺฉิตพฺพํ ความว่า พึงหวังการละโดยการกำจัดคือการถอนขึ้นโดยชอบ.

บทว่า เตธาตุเกสุ กุสเลสุ ธมฺเมสุ ความว่า ที่เกิดแต่ความฉลาด เป็นไปในภูมิ ๓ กล่าวคือ กามภูมิ รูปภูมิและอรูปภูมิ.

บทว่า อตมฺมยตา ได้แก่ ความปราศจากตัณหา.

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว มาคันทิยพราหมณ์มิได้กำหนดเนื้อความของพระดำรัสจึงกล่าวคาถาว่า โน เจ กิร เป็นต้น

อนึ่งพึงประกอบ อาห ศัพท์กับ โน เจ กิร ศัพท์. เห็นเนื้อความอย่างนี้ว่า ได้ยินว่า ถ้าบัณฑิตไม่กล่าว คือ ได้ยินว่า ถ้าบัณฑิตไม่พูด ดังนี้.

บทว่า โมมุหํ ได้แก่ ความหลงยิ่ง หรือความหลง.

บทว่า ปจฺเจนฺติ ความว่า ย่อมรู้. นิทเทสของคาถาแม้นี้ง่าย.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงอาศัยทิฏฐินั้นปฏิเสธคำถามของพราหมณ์นั้น จึงตรัสคาถาว่า ทิฏฺฐึ สุนิสฺสาย เป็นต้น

คาถานั้นมีเนื้อความว่า

ดูก่อนมาคันทิยะ ท่านอาศัยทิฏฐิถามอยู่บ่อยๆ ทิฏฐิเหล่าใดที่ท่านถอนขึ้นแล้ว ท่านมาสู่ความลุ่มหลงในทิฏฐิที่ท่านถอนขึ้นเหล่านั้นนั่นแหละ ท่านไม่เห็นสัญญาที่ควรแม้น้อย แต่ธรรมนี้คือแต่ความสงบภายในที่เรากล่าวแล้ว หรือแต่การปฏิบัติ หรือแต่ธรรมเทศนา เพราะเหตุนั้น ท่านจึงเห็นธรรมนี้แต่ความหลง.

บทว่า ลคฺคนํ นิสฺสาย ลคฺคนํ ความว่า ติดแน่นความเกี่ยวข้องทิฏฐิ.

บทว่า พนฺธนํ ได้แก่ ความผูกพันทิฏฐิ.

บทว่า ปลิโพธํ ได้แก่ ความกังวลทิฏฐิ.

บทว่า อนุธการํ ปกฺขนฺโตสิ ความว่า ท่านเป็นผู้เข้าไปแล้วสู่ความมืดตื้อ.

บทว่า ยุตฺตสญฺญํ ความว่า สัญญาอันควรในสมณธรรม.

บทว่า ปตฺตสญฺญํ ความว่า สัญญาที่ได้เฉพาะแล้วในสมณธรรม.

บทว่า ลกฺขณสญฺญํ ความว่า สัญญาที่ให้รู้จัก.

บทว่า การณสญฺญํ ความว่า สัญญาในเหตุ.

บทว่า ฐานสญฺญํ ความว่า สัญญาในการณ์.

บทว่า น ปฏิลภสิ ความว่า ย่อมไม่ประสบ.

บทว่า กุโต ญาณํ ความว่า ก็ท่านจักได้มรรคญาณด้วยเหตุอะไร.

บทว่า อนิจฺจํ วา ความว่า เบญจขันธ์ชื่อว่าไม่เที่ยง เพราะอรรถว่ามีแล้วไม่มี.

บทว่า อนิจฺจสญฺญานุโลมํ วา ความว่า สัญญาที่เกิดขึ้นว่าเบญจขันธ์ทั้งหลายไม่เที่ยง ชื่อว่าอนิจจสัญญา ญาณที่อนุโลม คือไม่ปฏิกูลแก่สัญญานั้น ชื่อว่าญาณอันอนุโลมแก่อนิจจสัญญา ญาณนั้นคืออะไร? คือวิปัสสนาญาณ.

แม้ญาณที่อนุโลมแก่ทุกขสัญญาและอนัตตสัญญา ก็นัยนี้เหมือนกัน.

ก็และครั้นทรงแสดงการถึงความวิวาทด้วยความหลงใหลในทิฏฐิที่ยึดถือไว้แก่มาคันทิยพราหมณ์อย่างนี้แล้ว บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงความที่พระองค์ผู้ปราศจากความลุ่มหลงในธรรมเหล่านั้นและเหล่าอื่น เป็นผู้ไม่มีความวิวาท จึงตรัสคาถาว่า สโม วิเสสี เป็นต้น

คาถานั้นมีเนื้อความว่า

ผู้ใดย่อมสำคัญด้วยความถือตัวก็ตาม ด้วยทิฏฐิก็ตามด้วยบุคคลก็ตาม โดยส่วน ๓ อย่างนั้น ผู้นั้นพึงวิวาทด้วยความถือตัวนั้นด้วยทิฏฐินั้น หรือด้วยบุคคลนั้น แต่ผู้ใด อย่างตถาคต ไม่หวั่นไหวในเพราะความถือตัว ๓ อย่าง ความสำคัญว่า เราเสมอเขา เราดีกว่าเขา หรือว่าเลวกว่าเขา ย่อมไม่มีแก่ผู้นั้น.

ปาฐะที่เหลือว่า น จ หีโน นิทเทสของคาถาแม้นี้ก็ง่ายเหมือนกัน จะมีอะไรยิ่งขึ้นไป.

คาถาว่า สจฺจนฺติ โส เป็นต้นนั้นมีเนื้อความว่า

บุคคลผู้เป็นพราหมณ์โดยนัยมีความเป็นผู้ลอยบาปแล้วเป็นต้นนั้นคือเห็นปานนั้น คือละมานะและทิฏฐิได้แล้ว เช่น ตถาคต จะพึงกล่าวสิ่งอะไร คือจะพึงพูดเรื่องอะไร หรือจะพึงพูดด้วยเหตุอะไรว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริง หรือจะพึงวิวาท ด้วยมานะ ด้วยทิฏฐิ หรือด้วยบุคคลอะไรว่า ของเราจริง ของท่านเท็จ ความสำคัญว่าเสมอเขา โดยเป็นไปว่าเราเสมอเขา หรือความสำคัญว่าไม่เสมอเขา โดยเป็นไปด้วยความเป็น ๒ อย่างคือดีกว่าเขาและเลวกว่าเขา นอกนี้ย่อมไม่มีในพระขีณาสพใด คือเช่นตถาคต พระขีณาสพนั้นจะพึงโต้ตอบวาทะด้วยเหตุมีความเป็นผู้ถือตัวเป็นต้นอะไรเล่า.

นิทเทสของคาถาแม้นี้ก็ง่าย.

บุคคลเห็นปานนี้ พึงทราบอย่างแน่ชัดทีเดียวมิใช่หรือ คาถาว่า โอกมฺปหาย เป็นต้น พึงทราบดังต่อไปนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอกมฺปหาย ความว่า รูปธาตุเป็นต้นเป็นที่อยู่ของวิญญาณ ละทิ้งด้วยการละฉันทราคะในรูปธาตุเป็นต้นนั้น.

บทว่า อนิเกตสารี ความว่า ไม่ท่องเที่ยวไปสู่ที่อยู่คือรูปนิมิตเป็นต้น ด้วยสามารถแห่งตัณหา.

บทว่า กาเม อกุพฺพํ มุนิ สนฺถวานี ความว่า ไม่กระทำความเชยชิดอย่างคฤหัสถ์ในกาม.

บทว่า กาเมหิ ริตฺโต ความว่า เป็นผู้ว่างจากกามทั้งปวง เพราะไม่มีฉันทราคะในกามทั้งหลาย.

บทว่า อปุเรกฺขราโน ความว่า ไม่ยังอัตภาพให้บังเกิดยิ่งต่อไป.

บทว่า กถนฺนุ วิคฺคยฺห ชเนน กยิรา ความว่า พึงกล่าวคำแก่งแย่งกับด้วยชน.

บทว่า หลิทฺทกานิ ความว่า คหบดีผู้มีชื่ออย่างนี้.

บทว่า เยน ในประโยคว่า เยนายสฺมา มหากจฺจาโน เตนูปสงฺกมิ เป็นตติยาวิภัตติ ลงในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ เพราะฉะนั้น พึงเห็นเนื้อความในที่นี้อย่างนี้ว่า พระมหากัจจานะอยู่ในที่ใด คหบดีเข้าไปหาในที่นั้น.

อีกอย่างหนึ่ง พึงเห็นเนื้อความในที่นี้อย่างนี้ว่า เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเข้าไปหาพระมหากัจจานะด้วยเหตุใด คหบดีก็เข้าไปหาด้วยเหตุนั้น.

อีกอย่างหนึ่ง คหบดีเข้าไปหาพระมหากัจจานะด้วยเหตุอะไร ด้วยความประสงค์บรรลุคุณวิเศษมีประการต่างๆ เหมือนต้นไม้ใหญ่ที่ผลิตดอกผลเป็นนิจ อันฝูงนกทั้งหลายเข้าไปหาด้วยความประสงค์กินผลที่ดี.

บทว่า อุปสงฺกมิ มีอธิบายว่า เข้าไปใกล้.

บทว่า อุปสงฺกมิตฺวา เป็นบทแสดงความสิ้นสุดแห่งการเข้าไปหา.

อีกอย่างหนึ่ง ท่านอธิบายว่า ไปอย่างนั้น จากนั้นไปสู่ที่ระหว่างอาสนะ กล่าวคือที่ใกล้พระมหากัจจานะ.

บทว่า อภิวาเทตฺวา ความว่า ไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ บัดนี้ คหบดีประสงค์จะถามถึงประโยชน์ที่เป็นเหตุให้ตนมาสู่ที่บำรุงพระมหากัจจานะ จึงนั่งประคองอัญชลีที่รุ่งเรืองด้วยประชุมสิบนิ้วไว้เหนือศีรษะอยู่ ณ ที่ควรแห่งหนึ่ง.

บทว่า เอกมนฺตํ เป็นภาวนปุงสกนิทเทส เหมือนในประโยคว่า พระจันทร์พระอาทิตย์เวียนไปไม่พร้อมกัน เป็นต้น เพราะฉะนั้น พึงเห็นเนื้อความในที่นี้อย่างนี้ว่า นั่งอย่างไร? นั่งที่แห่งหนึ่ง คือนั่งอย่างนี้

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า เอกมนฺตํ นี้เป็นทุติยาวิภัตติ ลงในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ.

บทว่า นิสีทิ ความว่า สำเร็จการนั่ง จริงอยู่ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายที่เป็นบัณฑิต เข้าไปหาผู้ที่เป็นที่ตั้งแห่งความเคารพ ย่อมนั่ง ณ ที่ควรแห่งหนึ่ง ด้วยความเป็นผู้ฉลาดในอาสนะ และคหบดีนี้ก็เป็นคนหนึ่งในบรรดาผู้ที่เป็นบัณฑิตเหล่านั้น ฉะนั้นจึงนั่ง ณ ที่ควรแห่งหนึ่ง.

ก็นั่งอย่างไร ชื่อว่า นั่ง ณ ที่ควรแห่งหนึ่ง.

เว้นโทษแห่งการนั่ง ๖ อย่าง คือ ไกลเกินไป ๑ ใกล้เกินไป ๑ เหนือลม ๑ ที่สูง ๑ ตรงหน้าเกินไป ๑ ข้างหลังเกินไป ๑.

นั่งไกลเกินไป ถ้าต้องการจะถาม จะต้องถามด้วยเสียงดัง, นั่งใกล้เกินไป จะทำการเสียดสี, นั่งเหนือลม จะเบียดเบียนหรือกลิ่นตัว, นั่งที่สูง ประกาศความไม่เคารพ, นั่งตรงหน้าเกินไป ถ้าต้องการจะดู ก็จะต้องสวนตากัน, นั่งหลังเกินไป ถ้าต้องการจะดูก็จะต้องยื่นคอดู, เพราะฉะนั้น คหบดีแม้นี้จึงนั่งเว้นโทษแห่งการนั่ง ๖ อย่าง เพราะเหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า เอกมนฺตํ นิสีทิ นั่ง ณ ที่ควรแห่งหนึ่ง.

บทว่า เอตทโวจ ความว่า ได้กล่าวคำนี้ว่า วุตฺตมิทํ ภนฺเต กจฺจาน ภควตา อฏฺฐกวคฺคิเย มาคนฺทิยปญฺเห ดังนี้ มาคันทิยปัญหามีอยู่ในปัญหานั้น อันมีมาในอัฏฐกวรรค.

บทว่า รูปธาตุ ประสงค์เอารูปขันธ์.

บทว่า รูปธาตุราควินิพนฺธํ ความว่า ผูกพันไว้ด้วยราคะในรูปธาตุ.

บทว่า วิญฺญาณํ ได้แก่ กัมมวิญญาณ.

บทว่า โอกสารี ความว่า ท่องเที่ยวไปสู่ที่อยู่มีเรือนเป็นต้น.

ถามว่า ก็เหตุไรพระมหากัจจานะจึงไม่กล่าวในที่นี้ว่า วิญฺญาณธาตุ โข คหปติ ตอบว่า เพื่อกำจัดความหลงใหล.

ก็บทว่า โอโก โดยอรรถท่านกล่าวถึงปัจจัย กัมมวิญญาณที่เกิดก่อน ย่อมเป็นปัจจัยทั้งแก่กรรมวิญญาณ ทั้งแก่วิปากวิญญาณที่เกิดที่หลัง และวิปากวิญญาณที่เกิดก่อน ย่อมเป็นปัจจัยทั้งแก่วิปากวิญญาณ ทั้งแก่กัมมวิญญาณที่เกิดทีหลัง ฉะนั้น พึงมีความหลงใหลว่า วิญญาณในที่นี้ ดวงไหนหนอ เพื่อกำจัดความหลงใหลนั้น พระมหากัจจานะจึงไม่ถือเอาวิญญาณนั้นกระทำการแสดงไม่ให้ปนกัน.

อีกอย่างหนึ่ง ท่านกล่าวอภิสังขารและวิญญาณฐิติ ๔ ด้วยสามารถเป็นอารมณ์ของวิบาก แม้เพื่อแสดงอภิสังขารและวิญญาณฐิติเหล่านั้น จึงไม่เอาวิญญาณในที่นี้.

บทว่า อุปายุปาทานา ความว่า อุบาย ๒ ด้วยสามารถแห่งตัณหาอุบายและทิฏฐิอุบาย อุปาทาน ๔ มีกามุปาทานเป็นต้น.

บทว่า เจตโส อธิฏฺฐานาภินิเวสานุสยา ความว่า เป็นเหตุยึดมั่น เป็นเหตุถือมั่น และเป็นเหตุนอนเนื่อง แห่งอกุศลจิต.

บทว่า ตถาคตสฺส ได้แก่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า.

จริงอยู่ ความพอใจเป็นต้นเหล่านั้น อันพระขีณาสพทั้งหลายแม้ทั้งปวงละได้แล้วทีเดียว แต่ความเป็นขีณาสพของพระศาสดาปรากฏยิ่งในโลก ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวคำว่า ตถาคต นี้โดยที่สุดเบื้องบน.

เพราะเหตุไร? ท่านจึงถือเอาวิญญาณ ในบทว่า วิญฺญาณธาตุยา นี้

เพื่อแสดงการละกิเลส เพราะในขันธ์ ๔ หรือขันธ์ ๕ ยังละกิเลสไม่ได้หมดที่เดียว ฉะนั้น ท่านจึงถือเอาเพื่อแสดงการละกิเลส.

บทว่า เอวํ โข คหปติ อโนกสารี โหติ ความว่า พระตถาคตไม่ท่องเที่ยวไปสู่ที่อยู่ด้วยกัมมวิญญาณ จึงชื่อว่าเป็นผู้ไม่ท่องเที่ยวไปสู่ที่อยู่ด้วยประการฉะนี้.

บทว่า รูปนิมิตฺตนิเกตสารวินิพนฺธา ความว่า รูปนั่นแลชื่อว่านิมิต ด้วยอรรถว่าเป็นปัจจัยของกิเลสทั้งหลาย ชื่อว่าที่อยู่ ด้วยอรรถว่าเป็นที่อยู่ กล่าวคือเป็นกิริยาแห่งอารมณ์ ฉะนั้นจึงชื่อว่าที่อยู่คือรูปนิมิต ความท่องเที่ยวไปด้วย ความผูกพันด้วย ชื่อว่าความท่องเที่ยวไปและความผูกพัน ท่านกล่าวความที่กิเลสทั้งหลายแผ่ไปและความผูกพันของกิเลสทั้งหลาย แม้ด้วยบททั้งหลาย ความท่องเที่ยวไปและความผูกพันในที่อยู่คือรูปนิมิต ชื่อว่าความท่องเที่ยวไปและความผูกพันในที่อยู่คือรูปนิมิต เพราะฉะนั้น จึงเป็นความท่องเที่ยวไปและความผูกพันในที่อยู่คือรูปนิมิต. อธิบายว่า ด้วยความท่องเที่ยวไปของกิเลส และด้วยความผูกพันของกิเลส ที่เกิดขึ้นในที่อยู่คือรูปนิมิต.

บทว่า นิเกตสารีติ วุจฺจติ ความว่า เรียกว่า ความท่องเที่ยวไปในที่อยู่ ด้วยอรรถว่าเป็นที่อยู่อาศัย ด้วยสามารถแห่งการกระทำอารมณ์.

บทว่า ปหีนา ความว่า ความท่องเที่ยวไปและผูกพันของกิเลสในที่อยู่คือรูปนิมิตเหล่านั้น พระตถาคตละได้แล้ว.

ก็เหตุไรในที่นี้ ท่านจึงเรียกเบญจขันธ์ว่า โอก เรียกอารมณ์ ๖ ว่า นิเกต.

ก็ในเพราะความวิเสสด้วยอรรถว่าอาลัย ของเบญจขันธ์และอารมณ์เหล่านั้นแม้ที่มีอยู่เพราะฉันทราคะมีกำลังและมีกำลังน้อย ท่านจึงเรียกเรือนล้วนๆ นั่นแหละว่า โอก โดยตรง.

บทว่า นิเกตํ ได้แก่ อุทยานเป็นที่อยู่อาศัยเป็นต้นของผู้ที่กำหนดหมายกันไว้ว่า วันนี้พวกเราจักเล่นในที่โน้น ในข้อนั้นฉันทราคะในเรือนที่ประกอบด้วยบุตร ภรรยาและข้าวเปลือก ย่อมมีกำลังฉันใด ในขันธ์ทั้งหลายที่เป็นไปในภายในก็ฉันนั้น เหมือนอย่างว่า ฉันทราคะในที่อุทยานเป็นต้นมีกำลังน้อยกว่าฉันทราคะในเรือนนั้นฉันใด ในอารมณ์ ๖ ภายนอกก็ฉันนั้น เพราะเหตุนั้น พึงทราบว่า ท่านแสดงเทศนาอย่างนี้เพราะความที่ฉันทราคะมีกำลังและมีกำลังน้อย.

บทว่า สุขิเตสุ สุขิโต ความว่า เมื่อพวกอุปัฏฐากมีความสุขด้วยสามารถแห่งทรัพย์ ข้าวเปลือกและลาภเป็นต้น ย่อมเป็นผู้มีความสุขด้วยความสุขอาศัยเรือนว่า บัดนี้ เราจักได้จีวรที่ชอบใจ โภชนะที่ชอบใจ เที่ยวเสวยสมบัติที่ถึงแล้วด้วยตนกับด้วยอุปัฏฐากเหล่านั้น.

บทว่า ทุกฺขิเตสุ ทุกฺขิโต ความว่า เมื่อความทุกข์เกิดขึ้นแก่อุปัฏฐากเหล่านั้นด้วยเหตุอะไรๆ ก็ตาม ตนเองย่อมมีความทุกข์ถึง ๒ เท่า.

บทว่า กิจฺจกรณีเยสุ ได้แก่ กรณียะกล่าวคือหน้าที่การงาน.

บทว่า โวโยคํ อาปชฺชติ ความว่า ตนเองย่อมถึงการบำเพ็ญประโยชน์ คือความที่กิจเหล่านั้นอันตนพึงทำ.

บทว่า กาเมสุ ได้แก่ วัตถุกาม.

บทว่า เอวํ โข คหปติ กาเมหิ อริตฺโต โหติ ความว่า เป็นผู้ไม่เปล่าจากกิเลสกามทั้งหลาย คือไม่ว่าง เพราะมีกิเลสภายในอย่างนี้. ในฝ่ายขาว พึงทราบว่า เป็นผู้เปล่าคือว่าง เพราะไม่มีกิเลสเหล่านั้น.

บทว่า ปุเรกฺขราโน ความว่า กระทำวัฏฏะไว้เบื้องหน้า.

บทว่า เอวรูโป สิยํ เป็นต้น ความว่า ย่อมปรารถนาในรูปทั้งหลายมีรูปสูงต่ำ ดำขาวเป็นต้นว่าขอเราพึงมีรูปอย่างนี้ ย่อมปรารถนาในเวทนาทั้งหลายมีสุขเวทนาเป็นต้นว่าขอเราพึงมีเวทนาอย่างนี้ ย่อมปรารถนาในสัญญาทั้งหลายมีนีลสัญญาเป็นต้นว่าขอเราพึงมีสัญญาอย่างนี้ ย่อมปรารถนาในสังขารทั้งหลายมีปุญญาภิสังขารเป็นต้นว่าขอเราพึงมีสังขารอย่างนี้ ย่อมปรารถนาในวิญญาณทั้งหลายมีจักขุวิญญาณเป็นต้นว่าขอเราพึงมีวิญญาณอย่างนี้.

บทว่า อปุเรกฺขราโน ความว่า ไม่กระทำวัฏฏะไว้เบื้องหน้า.

บทว่า สหิตมฺเม อสหิตนฺเต ความว่า คำของท่านไม่มีประโยชน์ ไม่สละสลวย คำของข้าพเจ้ามีประโยชน์ สละสลวย หวานเหมือนน้ำผึ้ง.

บทว่า อธิจิณฺณนฺเต วิปราวตฺตํ ความว่า คำใดที่ท่านสะสม ฝีกฝนเป็นเวลานานคล่องแคล่วดี คำนั้นทั้งหมดเปลี่ยนแปลงกลับไปชั่วขณะ เพราะอาศัยวาทะของเรา.

บทว่า อาโรปิโต เต วาโท ความว่า เรายกโทษของท่านขึ้นแล้ว.

บทว่า จร วาทปฺปโมกฺขาย ความว่า ท่านจงเข้าไปหาอาจารย์นั้นๆ แสวงหาที่เก่งๆ เดินทางเที่ยวไปเพื่อเปลื้องวาทะนี้.

บทว่า นิพฺเพเธหิ วา สเจ ปโหสิ ความว่า ถ้าท่านสามารถเองทีเดียว ก็จงแก้ไขเสียในที่นี้นั่นแหละ คนแบบนี้นั้นน่าศึกษา.

คาถาว่า เยหิ วิวิตฺโต เป็นต้น พึงทราบดังต่อไปนี้

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เยหิ ความว่า จากทิฏฐิเป็นต้นเหล่าใด.

บทว่า วิวิตฺโต วิจเรยฺย ความว่า ว่างแล้วพึงเที่ยวไป.

บทว่า น ตานิ อุคฺคยฺห วเทยฺย นาโค ความว่า บุคคลชื่อว่านาค ไม่พึงยึดถือทิฏฐิเหล่านั้นกล่าวโดยนัยว่า ไม่กระทำความชั่วเป็นต้น.

บทว่า เอลมฺพุชํ ความว่า เกิดในน้ำกล่าวคือเอละ.

บทว่า กณฺฏกวาริชํ ความว่า ดอกบัวมีก้านเป็นหนาม. มีอธิบายว่า ปทุม.

บทว่า ยถา ชเลน ปงฺเกน จ นูปลิตฺตํ ความว่า ดอกบัวนั้นอันน้ำเปือกตมไม่เข้าไปติดฉันใด.

บทว่า เอวํ มุนิ สนฺติวโท อคิทฺโธ ความว่า มุนีผู้กล่าวความสงบภายใน ไม่ติดพัน เพราะไม่มีความติดพัน.

บทว่า กาเม จ โลเก จ อนูปลิตฺโต ความว่า เป็นผู้ไม่เข้าไปติดในกามแม้ ๒ อย่าง และในโลกมีอบายเป็นต้นด้วยกิเลสทั้งหลาย ๒.

บทว่า อาคุํ น กโรติ ความว่า ไม่กระทำโทษมีอกุศลเป็นต้น.

บทว่า น คจฺฉติ ความว่า ย่อมไม่ถึงโทษด้วยอำนาจอคติ.

บทว่า นาคจฺฉติ ความว่า ไม่เข้าถึงกิเลสที่ละแล้ว.

บทว่า ปาปกา แปลว่า ลามก.

บทว่า อกุสลา ความว่า เกิดแต่ความเป็นผู้ไม่ฉลาด.

บทว่า เต กิเลเส น ปุเนติ ความว่า กิเลสเหล่าใดอันบุคคลนั้นละได้แล้ว บุคคลนั้นย่อมไม่มาสู่กิเลสเหล่านั้นอีก.

บทว่า น ปจฺเจติ ความว่า ไม่กลับเข้าถึง.

บทว่า น ปจฺจาคจฺฉติ ความว่า ไม่กลับมาอีก.

บทว่า ขรทณฺโฑ ความว่า ก้านของใบขรุขระ คือก้านหยาบ.

บทว่า จตฺตเคโธ ความว่า สละความติดพัน.

บทว่า วนฺตเคโธ ความว่า คายความติดพัน.

บทว่า มุตฺตเคโธ ความว่า ตัดความติดพันที่เป็นเครื่องผูกพัน.

บทว่า ปหีนเคโธ ความว่า ละความติดพัน.

บทว่า ปฏินิสฺสฏฺฐเคโธ ความว่า สละคืนความติดพันด้วยประการที่ไม่งอกขึ้นสู่จิตอีก แม้ในบทว่าเป็นผู้มีความกำหนัดอันสละคืนแล้วเป็นต้นต่อไปก็นัยนี้เหมือนกัน. บทเหล่านี้ทั้งหมดนั่นแลเป็นไวพจน์แสดงภาวะที่คุ้นเคยแห่ง คหิตศัพท์ จะมีอะไรยิ่งขึ้นไป.

คาถาว่า น เวทคู เป็นต้น พึงทราบดังต่อไปนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น เวทคู ทิฏฺฐิยา ความว่า มุนีผู้ถึงเวทคือมรรค ๔ เช่นเราย่อมเป็นผู้ไม่ไปด้วยทิฏฐิ คือย่อมไม่ไปด้วยทิฏฐิ หรือไม่ย้อนมาสู่ทิฏฐินั้นโดยสาระ ในคำเหล่านั้นมีเนื้อความของคำ ดังต่อไปนี้ :-

ชื่อว่าทิฏฺฐิยายก เพราะอรรถว่าด้วยทิฏฐิ เป็นตติยาวิภัตติ.

ชื่อว่าทิฏฺฐิยายก เพราะอรรถว่าไปสู่ทิฏฐิ เป็นทุติยาวิภัตติ.

แม้ที่เป็นฉัฏฐีวิภัตติ เป็นทิฏฺฐิยา เพราะอรรถว่าการไปของทิฏฐิก็มี.

บทว่า น มุติยา ส มานเมติ ความว่า มุนีนั้นย่อมไม่ถึงความถือตัวแม้ด้วยอารมณ์ที่ทราบ ชนิดมีรูปที่เขาทราบเป็นต้น.

บทว่า น หิ ตมฺมโย โส ความว่า เป็นผู้ไม่มีตัณหา คือเป็นผู้ไม่มีตัณหานั้นเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ด้วยสามารถแห่งตัณหาและทิฏฐิ แต่ผู้นี้ไม่เป็นเช่นนั้น.

บทว่า น กมฺมุนา นาปิ สุเตน เนยฺโย ความว่า มุนีนั้นย่อมไม่เป็นผู้อันกรรมมีปุญญาภิสังขารเป็นต้น หรือเสียงที่ได้ยินมีความหมดจดที่ได้ยินเป็นต้น นำไปได้.

บทว่า อนูปนีโต ส นิเวสเนสุ ความว่า มุนีนั้นเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่นำเข้าไปแล้วในที่อาศัยคือตัณหาและทิฏฐิทั้งปวง เพราะละความนำเข้าไปทั้งสองได้แล้ว.

กลิ่น รสและโผฏฐัพพะชื่อว่ารูปที่เขาทราบแล้ว ในบทว่า มุตรูเปน วา นี้.

บทว่า มานํ เนติ ความว่า ย่อมไม่ถึงอัสมิมานะการถือเราถือเขา.

บทว่า น อุเปติ ความว่า ย่อมไม่มาสู่ที่ใกล้.

บทว่า น อุปคจฺฉติ ความว่า ย่อมไม่เข้าไปตั้งอยู่.

บทว่า ตมฺมโย ได้แก่ กระทำความอิ่มใจ และแก่มุนีนั้นผู้เป็นอย่างนี้.

คาถาว่า สญฺญาวิรตฺตสฺส เป็นต้น พึงทราบดังต่อไปนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สญฺญาวิรตฺตสฺส ความว่า แก่มุนีผู้ละกามสัญญาเป็นต้นด้วยภาวนาซึ่งมีเนกขัมมสัญญาเป็นสภาพถึงก่อน ด้วยบทนี้ ท่านประสงค์เอาผู้มีสมถะเป็นยานซึ่งเป็นอุภโตภาควิมุต.

บทว่า ปญฺญาวิมุตฺตสฺส ความว่า แก่มุนีผู้หลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงด้วยภาวนาซึ่งมีวิปัสสนาเป็นสภาพถึงก่อน ด้วยบทนี้ ท่านประสงค์เอาผู้เป็นสุกขวิปัสสก.

บทว่า สญฺญญฺจ ทิฏฺฐิญฺจ เย อคฺคเหสุํ เต ฆฏฺฏมานา วิวทนฺติ โลเก ความว่า ก็ชนเหล่าใดยังถือสัญญามีกามสัญญาเป็นต้น ชนเหล่านั้นโดยเฉพาะพวกคฤหัสถ์ยังถือทิฏฐิซึ่งมีกามเป็นเหตุนั่นแหละ ชนเหล่านั้นโดยเฉพาะพวกบรรพชิต ย่อมกระทบกระทั่งวิวาทกันและกันมีธรรมเป็นเหตุ.

บทว่า โย สมถปุพฺพงฺคมํ อริยมคฺคํ ภาเวติ ความว่า บุคคลใดกระทำสมถะให้เป็นสภาพถึงก่อน คือให้เป็นปุเรจาริก เจริญอริยมรรคพร้อมวิปัสสนา ยังสมาธิให้เกิดขึ้นก่อน ยังอริยมรรคพร้อมวิปัสสนาให้เกิดขึ้นภายหลัง.

บทว่า ตสฺส อาทิโต ความว่า อันบุคคลนั้นข่มเสียแล้วแต่ปฐมฌานเป็นต้น.

บทว่า อุปาทาย ความว่า อิงแล้ว อาศัยแล้ว.

บทว่า คนฺถา วิกฺขมฺภิตา โหนฺติ ความว่า กิเลสเป็นเครื่องร้อยรัด ย่อมเป็นของอันบุคคลนั้นกระทำให้ไกลแล้ว.

บทว่า อรหตฺตปฺปตฺเต ความว่า บรรลุอรหัตตผล.

บทว่า อรหโต ความว่า ผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตผล กิเลสทั้งปวงมีกิเลสเป็นเครื่องร้อยรัดและโมหะเป็นต้น ย่อมเป็นสภาพอันพระอรหันต์ละเสียแล้ว.

บทว่า โย วิปสฺสนาปุพฺพงฺคมํ อริยมคฺคํ ภาเวติ ความว่า บุคคลใดกระทำวิปัสสนาให้เป็นสภาพถึงก่อนคือให้เป็นปุเรจาริก เจริญอริยมรรค ยังวิปัสสนาให้เกิดขึ้นก่อน เจริญสมาธิอันสัมปยุตด้วยอริยมรรคภายหลัง.

บทว่า ตสฺส อาทิโต อุปาทาย ความว่า อันบุคคลนั้นอาศัยวิปัสสนาจำเดิมแต่เห็นแจ้ง.

บทว่า วิกฺขมฺภิตา ในบทว่า โมหา วิกฺขมฺภิตา โหนฺติ นี้ ความว่า ให้ถึงที่ไกล.

บทว่า สญฺญาวเสน ฆฏฺเฏนฺติ ความว่า ชนเหล่าใดยังถือกามสัญญาเป็นต้น ชนเหล่านั้นย่อมเบียดเบียนกันด้วยสามารถแห่งสัญญา.

บทว่า สงฺฆฏฺเฏนฺติ ความว่า ย่อมเบียดเบียนกันกว่านั้นๆ.

บัดนี้ เพื่อจะแสดงเหล่าชนที่เบียดเบียนกัน ท่านจึงกล่าวความพิสดาร โดยนัยว่า ราชาโนปิ ราชูหิ วิวทนฺติ เป็นต้น.

ในบทว่า อญฺญมญฺญํ ปาณีหิปิ อุปกฺกมนฺติ ความว่า ย่อมประหารกันและกันด้วยมือทั้งสอง.

บทว่า เลฑฺฑูหิ ได้แก่ ด้วยก้อนดิน.

บทว่า ทณฺเฑหิ ได้แก่ ด้วยไม้พอง.

บทว่า สตฺเถหิ ได้แก่ ด้วยศัสตราสองคม.

บทว่า อภิสงฺขารานํ อปฺปหีนตฺตา ความว่า เพราะความที่ยังละปุญญาภิสังขารเป็นต้นไม่ได้.

บทว่า คติยา ฆฏฺเฏนฺติ ความว่า ย่อมเบียดเบียนกัน คือย่อมถึงความกระทบกระทั่งกันในคติอันเป็นที่พึ่งซึ่งจะต้องไป แม้ในนรกเป็นต้นก็นัยนี้เหมือนกัน.

คำที่เหลือในที่นี้ง่ายทั้งนั้น เพราะมีนัยดังกล่าวแล้ว.

สัทธัมมปัชโชติกา อรรถกถามหานิทเทส อรรถกถามาคันทิยสุตตนิทเทส จบสูตรที่ ๙ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา