๑๒. จูฬวิยูหสุตตนิทเทส
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ทฺวาทสโม จูฬวิยูหสุตฺตนิทฺเทโส
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส จูฬวิยูหสุตตนิทเทสที่ ๑๒
สกํ สกํ ทิฏฺฐิปริพฺพสานา วิคฺคยฺห นานา กุสลา วทนฺติ โย เอวํ ชานาติ ส เวทิ ธมฺมํ อิทํ ปฏิกฺโกสมเกวลี โส ฯ
(พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า) มีสมณพราหมณ์บางพวก มีความอยู่รอบ ในทิฏฐิของตนๆ ถือทิฏฐินั้นแล้ว อ้างตนเป็นผู้ฉลาด พูดต่างๆ ว่า บุคคลใดรู้อย่างนี้ บุคคลนั้นชื่อว่ารู้ธรรมแล้ว บุคคลใดคัดค้านธรรมนี้ บุคคลนั้นชื่อว่ายังเป็นผู้ไม่บริบูรณ์หรือ. ว่าด้วยทิฏฐิ
สกํ สกํ ทิฏฺฐิปริพฺพสานาติ สนฺเตเก สมณพฺราหฺมณา ทิฏฺฐิคติกา เต ทฺวาสฏฺฐิยา ทิฏฺฐิคตานํ อญฺญตรญฺญตรํ ทิฏฺฐิคตํ คเหตฺวา อุคฺคเหตฺวา คณฺหิตฺวา ปรามสิตฺวา อภินิวิสิตฺวา สกาย สกาย ทิฏฺฐิยา วสนฺติ สํวสนฺติ อาวสนฺติ ปริวสนฺติ ฯ ยถา อาคาริกา วา ฆเรสุ วสนฺติ สาปตฺติกา วา อาปตฺตีสุ วสนฺติ สกิเลสา วา กิเลเสสุ วสนฺติ เอวเมว สนฺเตเก สมณพฺราหฺมณา ทิฏฺฐิคติกา เต ทฺวาสฏฺฐิยา ทิฏฺฐิคตานํ อญฺญตรญฺญตรํ ทิฏฺฐิคตํ คเหตฺวา อุคฺคเหตฺวา คณฺหิตฺวา ปรามสิตฺวา อภินิวิสิตฺวา สกาย สกาย ทิฏฺฐิยา วสนฺติ สํวสนฺติ อาวสนฺติ ปริวสนฺตีติ สกํ สกํ ทิฏฺฐิปริพฺพสานา ฯ
คำว่า มีความอยู่รอบในทิฏฐิของตนๆ ความว่า มีสมณพราหมณ์บางพวกผู้ดำเนินไปด้วยทิฏฐิ สมณพราหมณ์บางพวกนั้น ถือ ยึดถือ จับต้อง ถือมั่น ยึดมั่น ซึ่งทิฏฐิ ๖๒ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่าย่อมอยู่ อยู่ร่วม มาอยู่ อยู่รอบในทิฏฐิของตนๆเปรียบเหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้อยู่ครองเรือน ชื่อว่า ย่อมอยู่ในเรือน หรือพวกบรรพชิตผู้มีอาบัติชื่อว่าอยู่ในอาบัติ หรือพวกมีกิเลส ชื่อว่าย่อมอยู่ในกิเลส ชื่อว่าย่อมอยู่ในกิเลส ฉะนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มีความอยู่รอบในทิฏฐิของตนๆ.
วิคฺคยฺห นานา กุสลา วทนฺตีติ วิคฺคยฺหาติ คเหตฺวา อุคฺคเหตฺวา คณฺหิตฺวา ปรามสิตฺวา อภินิวิสิตฺวา ฯ นานา วทนฺตีติ นานา วทนฺติ วิวิธํ วทนฺติ อญฺโญญฺญํ วทนฺติ ปุถุ วทนฺติ น เอกํ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺติ ฯ กุสลาติ กุสลวาทา ปณฺฑิตวาทา ธีรวาทา ญาณวาทา เหตุวาทา ลกฺขณวาทา การณวาทา ฐานวาทา สกาย ลทฺธิยาติ วิคฺคยฺห นานา กุสลา วทนฺติ ฯ
คำว่า ถือ ในคำว่า ถือทิฏฐินั้นแล้ว อ้างตนเป็นผู้ฉลาด พูดต่างๆ ความว่าถือ ยึดถือ จับต้อง ถือมั่น ยึดมั่น. คำว่า พูดต่างๆ ความว่า พูดไปต่างๆ พูดมีอย่างต่างๆพูดอย่างอื่นๆ พูดมาก ไม่พูด ไม่กล่าว ไม่บอก ไม่แสดง ไม่แถลงอย่างเดียว. คำว่าอ้างตนเป็นผู้ฉลาด ความว่า อ้างตนเป็นผู้ฉลาด อ้างตนเป็นบัณฑิต อ้างตนเป็นธีรชน อ้างตนเป็นผู้มีญาณ อ้างตนโดยเหตุ อ้างตนโดยลักษณะ อ้างตนโดยการณ์ อ้างตนโดยฐานะโดยลัทธิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ถือทิฏฐินั้นแล้ว อ้างตนเป็นผู้ฉลาด พูดต่างๆ.
โย เอวํ ชานาติ ส เวทิ ธมฺมนฺติ โย อิมํ ธมฺมํ ทิฏฺฐึ ปฏิปทํ มคฺคํ ชานาติ โส ธมฺมํ เวทิ อญฺญาสิ อปสฺสิ ปฏิวิชฺฌีติ โย เอวํ ชานาติ ส เวทิ ธมฺมํ ฯ
คำว่า บุคคลใดรู้อย่างนี้ บุคคลนั้นชื่อว่ารู้ธรรมแล้ว ความว่า บุคคลใดรู้ธรรม คือ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคนี้ บุคคลนั้นชื่อว่ารู้ ทราบ เห็น แทงตลอดธรรมแล้วเพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลใดรู้อย่างนี้ บุคคลนั้นชื่อว่า รู้ธรรมแล้ว.
อิทํ ปฏิกฺโกสมเกวลี โสติ โย อิมํ ธมฺมํ ทิฏฺฐึ ปฏิปทํ มคฺคํ ปฏิกฺโกสติ อเกวลี โส อสมตฺโต อปริปุณฺโณ หีโน นิหีโน โอมโก ลามโก ชตุกฺโก ปริตฺโตติ อิทํ ปฏิกฺโกสมเกวลี โส ฯ เตนาห โส นิมฺมิโต สกํ สกํ ทิฏฺฐิปริพฺพสานา วิคฺคยฺห นานา กุสลา วทนฺติ โย เอวํ ชานาติ ส เวทิ ธมฺมํ อิทํ ปฏิกฺโกสมเกวลี โสติ ฯ
คำว่า บุคคลใดคัดค้านธรรมนี้ บุคคลนั้นชื่อว่ายังเป็นผู้ไม่บริบูรณ์ ความว่า บุคคลใดคัดค้านธรรม คือ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคนี้ บุคคลนั้นชื่อว่ายังเป็นผู้ไม่บริบูรณ์ ไม่ครบถ้วน ไม่เต็มรอบ คือ ยังเป็นผู้เลวทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า บุคคลใดคัดค้านธรรมนี้ บุคคลนั้นชื่อว่า ยังเป็นผู้ไม่บริบูรณ์. เพราะเหตุนั้น พระพุทธนิมิตนั้น จึงตรัสถามว่า สมณพราหมณ์บางพวก มีความอยู่รอบในทิฏฐิของตนๆ ถือทิฏฐิแล้ว อ้างตนเป็นผู้ฉลาด พูดต่างๆ ว่า บุคคลใดรู้อย่างนี้ บุคคลนั้น ชื่อว่า รู้ธรรมแล้ว บุคคลใดคัดค้านธรรมนี้ บุคคลนั้นชื่อว่ายังเป็นผู้ไม่บริบูรณ์ หรือ.
เอวมฺปิ วิคฺคยฺห วิวาทยนฺติ พาโล ปโร อกุสโลติ จาหุ สจฺโจ นุ วาโท กตโม อิเมสํ สพฺเพว หีเม กุสลาวทานา ฯ
(พระพุทธนิมิตตรัสถามอีกว่า) สมณพราหมณ์บางพวก ถือทิฏฐิแม้ อย่างนี้ ย่อมวิวาท และกล่าวว่า คนอื่นโง่ ไม่ฉลาด วาทะของ สมณพราหมณ์เหล่านี้ วาทะไหนจะจริงหนอ? เพราะสมณพราหมณ์ เหล่านี้ทั้งหมด ต่างก็อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด. ว่าด้วยวิวาทกันเพราะถือทิฏฐิ
เอวมฺปิ วิคฺคยฺห วิวาทยนฺตีติ เอวํ คเหตฺวา อุคฺคเหตฺวา คณฺหิตฺวา ปรามสิตฺวา อภินิวิสิตฺวา วิวาทยนฺติ กลหํ กโรนฺติ ภณฺฑนํ กโรนฺติ วิคฺคหํ กโรนฺติ วิวาทํ กโรนฺติ เมธคํ กโรนฺติ น ตฺวํ อิมํ ธมฺมวินยํ อาชานาสิ ฯเปฯ นิพฺเพเธหิ วา สเจ ปโหสีติ เอวมฺปิ วิคฺคยฺห วิวาทยนฺติ ฯ
คำว่า สมณพราหมณ์บางพวก ถือทิฏฐิแม้อย่างนี้ ย่อมวิวาท ความว่าสมณพราหมณ์บางพวก ถือ ยึดถือ จับต้อง ถือมั่น ยึดมั่นทิฏฐิอย่างนี้ ย่อมวิวาท คือทำความทะเลาะ ทำความหมายมั่น ทำความแก่งแย่ง ทำความวิวาท ทำความมุ่งร้ายกันว่า ท่านไม่รู้ธรรมวินัยนี้ ฯลฯ หรือจงแก้ไขเพื่อปลดเปลื้องวาทะ ถ้าท่านสามารถ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สมณพราหมณ์บางพวกถือทิฏฐิแม้อย่างนี้ ย่อมวิวาท.
พาโล ปโร อกุสโลติ จาหูติ ปโร พาโล หีโน นิหีโน โอมโก ลามโก ชตุกฺโก ปริตฺโต อกุสโล อวิทฺธา อวิชฺชาคโต อญาณี อวิภาวี ทุปฺปญฺโญติ เอวมาหํสุ เอวํ กเถนฺติ เอวํ ภณนฺติ เอวํ ทีปยนฺติ เอวํ โวหรนฺตีติ พาโล ปโร อกุสโลติ จาหุ ฯ
คำว่า และกล่าวว่า คนอื่นโง่ ไม่ฉลาด ความว่า กล่าวบอก พูด แสดงแถลง อย่างนี้ว่า คนอื่นโง่ เลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย ไม่ฉลาดไม่มีความรู้ ถึงอวิชชา ไม่มีญาณ ไม่มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทึบ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า และกล่าวว่า คนอื่นโง่ ไม่ฉลาด.
สจฺโจ นุ วาโท กตโม อิเมสนฺติ อิเมสํ สมณพฺราหฺมณานํ วาโท กตโม สจฺโจ ตจฺโฉ ตโถ ภูโต ยาถาโว อวิปรีโตติ สจฺโจ นุ วาโท กตโม อิเมสํ ฯ
คำว่าวาทะของสมณพราหมณ์เหล่านี้ วาทะไหนจะจริงหนอ ความว่า วาทะของสมณพราหมณ์เหล่านี้ วาทะไหนจริง แท้ แน่ เป็นจริง ไม่วิปริต เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าวาทะของสมณพราหมณ์เหล่านี้ วาทะไหนจะจริงหนอ.
สพฺเพว หีเม กุสลาวทานาติ สพฺเพวิเม สมณพฺราหฺมณา กุสลวาทา ปณฺฑิตวาทา ธีรวาทา ญาณวาทา เหตุวาทา ลกฺขณวาทา การณวาทา ฐานวาทา สกาย ลทฺธิยาติ สพฺเพว หีเม กุสลาวทานา ฯ เตนาห โส นิมฺมิโต เอวมฺปิ วิคฺคยฺห วิวาทยนฺติ พาโล ปโร อกุสโลติ จาหุ สจฺโจ นุ วาโท กตโม อิเมสํ สพฺเพว หีเม กุสลาวทานาติ ฯ
คำว่า เพราะสมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมด ต่างก็อ้างตนว่า เป็นผู้ฉลาด ความว่า สมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมด ต่างก็อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด อ้างตนเป็นบัณฑิต อ้างตนเป็นธีรชน อ้างตนเป็นผู้มีญาณ อ้างตนโดยเหตุ อ้างตนโดยลักษณะ อ้างตนโดยการณ์ อ้างตนโดยฐานะ โดยลัทธิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะสมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมด ต่างก็อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด. เพราะเหตุนั้น พระพุทธนิมิตนั้นจึงตรัสถามว่า สมณพราหมณ์บางพวก ถือทิฏฐิแม้อย่างนี้ย่อมวิวาท และกล่าวว่า คนอื่นโง่ ไม่ฉลาด วาทะของสมณพราหมณ์เหล่านี้ วาทะไหนจริงหนอ? เพราะสมณพราหมณ์เหล่านี้ ทั้งหมดต่างก็อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด.
ปรสฺส เว ธมฺมมนานุชานํ พาโลมโก โหติ นิหีนปญฺโญ สพฺเพว พาลา สุนิหีนปญฺญา สพฺเพวิเม ทิฏฺฐิปริพฺพสานา ฯ
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า) ข้าพระองค์ไม่อนุญาตธรรมของคนอื่น คนอื่นเป็นพาล ลามก มีปัญญาเลว สมณพราหมณ์ทั้งหมด เป็นพาล มีปัญญาเสื่อมทราม สมณพราหมณ์ทั้งปวงนี้เทียว มีความอยู่รอบในทิฏฐิ.
ปรสฺส เว ธมฺมมนานุชานนฺติ ปรสฺส ธมฺมํ ทิฏฺฐึ ปฏิปทํ มคฺคํ อนานุชานนฺโต อนานุปสฺสนฺโต อนานุมญฺญนฺโต อนานุโมทนฺโตติ ปรสฺส เว ธมฺมมนานุชานํ ฯ
คำว่า ไม่อนุญาตธรรมของคนอื่น ความว่า ไม่อนุญาต ไม่เห็นตาม ไม่อนุมัติไม่อนุโมทนา ซึ่งธรรม คือ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรค ของคนอื่น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่อนุญาตธรรมของคนอื่น.
พาโลมโก โหติ นิหีนปญฺโญติ ปโร พาโล โหติ หีโน นิหีโน โอมโก ลามโก ชตุกฺโก ปริตฺโต หีนปญฺโญ นิหีนปญฺโญ โอมกปญฺโญ ลามกปญฺโญ ชตุกฺกปญฺโญ ปริตฺตปญฺโญติ พาโลมโก โหติ นิหีนปญฺโญ ฯ
คำว่า คนอื่นเป็นพาล ลามก มีปัญญาเลว ความว่า คนอื่นเป็นพาล เลวทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย มีปัญญาเลว มีปัญญาทราม มีปัญญาต่ำช้า มีปัญญาลามกมีปัญญาสกปรก มีปัญญาต่ำต้อย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า คนอื่นเป็นพาล ลามก มีปัญญาเลว.
สพฺเพว พาลา สุนิหีนปญฺญาติ สพฺเพวิเม สมณพฺราหฺมณา พาลา หีนา นิหีนา โอมกา ลามกา ชตุกฺกา ปริตฺตา สพฺเพว หีนปญฺญา นิหีนปญฺญา โอมกปญฺญา ลามกปญฺญา ชตุกฺกปญฺญา ปริตฺตปญฺญาติ สพฺเพว พาลา สุนิหีนปญฺญา ฯ
คำว่า สมณพราหมณ์ทั้งหมดเป็นพาล มีปัญญาเสื่อมทราม ความว่า สมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมดเทียว เป็นพาล เลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย มีปัญญาเลว มีปัญญาทราม มีปัญญาต่ำช้า มีปัญญาลามก มีปัญญาสกปรก มีปัญญาต่ำต้อย เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า สมณพราหมณ์ทั้งหมดเป็นพาล มีปัญญาเสื่อมทราม.
สพฺเพวิเม ทิฏฺฐิปริพฺพสานาติ สพฺเพวิเม สมณพฺราหฺมณา ทิฏฺฐิคติกา เต ทฺวาสฏฺฐิยา ทิฏฺฐิคตานํ อญฺญตรญฺญตรํ ทิฏฺฐิคตํ คเหตฺวา อุคฺคเหตฺวา คณฺหิตฺวา ปรามสิตฺวา อภินิวิสิตฺวา สกาย สกาย ทิฏฺฐิยา วสนฺติ สํวสนฺติ อาวสนฺติ ปริวสนฺติ ฯ ยถา อาคาริกา วา ฆเรสุ วสนฺติ สาปตฺติกา วา อาปตฺตีสุ วสนฺติ สกิเลสา วา กิเลเสสุ วสนฺติ เอวเมว สพฺเพวิเม สมณพฺราหฺมณา ทิฏฺฐิคติกา เต ทฺวาสฏฺฐิยา ทิฏฺฐิคตานํ อญฺญตรญฺญตรํ ทิฏฺฐิคตํ คเหตฺวา อุคฺคเหตฺวา คณฺหิตฺวา ปรามสิตฺวา อภินิวิสิตฺวา สกาย สกาย ทิฏฺฐิยา วสนฺติ สํวสนฺติ อาวสนฺติ ปริวสนฺตีติ สพฺเพวิเม ทิฏฺฐิปริพฺพสานา ฯ เตนาห ภควา ปรสฺส เว ธมฺมมนานุชานํ พาโลมโก โหติ นิหีนปญฺโญ สพฺเพว พาลา สุนิหีนปญฺญา สพฺเพวิเม ทิฏฺฐิปริพฺพสานาติ ฯ
คำว่า สมณพราหมณ์ทั้งปวงนี้เทียว มีความอยู่รอบในทิฏฐิ ความว่า สมณ- *พราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมด เป็นผู้ดำเนินไปด้วยทิฏฐิ สมณพราหมณ์เหล่านั้น ถือ ยึดถือ จับต้องถือมั่น ยึดมั่น ซึ่งทิฏฐิ ๖๒ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่าย่อมอยู่ อยู่ร่วม มาอยู่ อยู่รอบในทิฏฐิของตนๆ เปรียบเหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้อยู่ครองเรือน ชื่อว่าย่อมอยู่ในเรือน พวกบรรพชิตผู้มีอาบัติชื่อว่า ย่อมอยู่ในอาบัติ หรือพวกมีกิเลส ชื่อว่าย่อมอยู่ในกิเลส ฉะนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าสมณพราหมณ์ทั้งปวงเทียว มีความอยู่รอบในทิฏฐิ. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า ข้าพระองค์ไม่อนุญาตธรรมของคนอื่น คนอื่นเป็นพาล ลามก มีปัญญา เลว สมณพราหมณ์ทั้งหมด เป็นพาลมีปัญญาเสื่อมทราม สมณพราหมณ์ ทั้งปวงนี้เทียว มีความอยู่รอบในทิฏฐิ.
สนฺทิฏฺฐิยา เจ ปน วีวทาตา สํสุทฺธปญฺญา กุสลา มตีมา น เตสํ โกจิ ปริหีนปญฺโญ ทิฏฺฐี หิ เตสํปิ ตถา สมตฺตา ฯ
ก็ถ้าพวกสมณพราหมณ์เป็นผู้ผ่องแผ้วเพราะทิฏฐิของตน เป็นผู้มีปัญญา หมดจดดี เป็นผู้ฉลาด มีความรู้ไซร้ บรรดาสมณพราหมณ์พวกนั้น ใครๆ จะไม่เป็นผู้มีปัญญาเสื่อมรอบ เพราะทิฏฐิเป็นธรรมชาติอัน สมณพราหมณ์แม้เหล่านั้น ถือเอาบริบูรณ์อย่างนั้น.
สนฺทิฏฺฐิยา เจ ปน วีวทาตาติ สกาย ทิฏฺฐิยา สกาย ขนฺติยา สกาย รุจิยา สกาย ลทฺธิยา วีวทาตา ปริโยทาตา อสงฺกิลิฏฺฐาติ สนฺทิฏฺฐิยา เจ ปน วีวทาตา ฯ
คำว่า ก็ถ้าเป็นผู้ผ่องแผ้วเพราะทิฏฐิของตน ความว่า เป็นผู้ผ่องแผ้ว ผ่องใสไม่เศร้าหมอง เพราะทิฏฐิ ความควร ความชอบใจ ลัทธิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ก็ถ้าเป็นผู้ผ่องแผ้วเพราะทิฏฐิของตน.
สํสุทฺธปญฺญา กุสลา มตีมาติ สุทฺธปญฺญา วิสุทฺธปญฺญา ปริสุทฺธปญฺญา โวทาตปญฺญา ปริโยทาตปญฺญา ฯ อถวา สุทฺธทสฺสนา วิสุทฺธทสฺสนา ปริสุทฺธทสฺสนา โวทาตทสฺสนา ปริโยทาตทสฺสนาติ สํสุทฺธปญฺญา ฯ กุสลาติ กุสลา ปณฺฑิตา ปญฺญวนฺโต พุทฺธิมนฺโต ญาณิโน วิภาวิโน เมธาวิโนติ สํสุทฺธปญฺญา กุสลา ฯ มตีมาติ มติมา ปณฺฑิตา ปญฺญวนฺโต พุทฺธิมนฺโต ญาณิโน วิภาวิโน เมธาวิโนติ สํสุทฺธปญฺญา กุสลา มตีมา ฯ
คำว่า เป็นผู้มีปัญญาหมดจดดี เป็นผู้ฉลาด มีความรู้ไซร้ ความว่า เป็นผู้มีปัญญาหมดจด มีปัญญาหมดจดวิเศษ มีปัญญาหมดจดรอบ มีปัญญาผ่องแผ้ว มีปัญญาผ่องใส. อีกอย่างหนึ่ง เป็นผู้มีความเห็นหมดจด มีความเห็นหมดจดวิเศษ มีความเห็นหมดจดรอบมีความเห็นผ่องแผ้ว มีความเห็นผ่องใส เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้มีปัญญาหมดจดดี. คำว่าเป็นผู้ฉลาด ความว่า เป็นผู้ฉลาด เป็นบัณฑิต มีปัญญา มีความรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้งมีปัญญาทำลายกิเลส เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้มีปัญญาหมดจดดี เป็นผู้ฉลาด. คำว่า มีความรู้ความว่า เป็นผู้มีความรู้ เป็นบัณฑิต มีปัญญา มีความตรัสรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทำลายกิเลส เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้มีปัญญาหมดจดดี เป็นผู้ฉลาด มีความรู้.
น เตสํ โกจิ ปริหีนปญฺโญติ เตสํ สมณพฺราหฺมณานํ น โกจิ หีนปญฺโญ นิหีนปญฺโญ โอมกปญฺโญ ลามกปญฺโญ ชตุกฺกปญฺโญ ปริตฺตปญฺโญ ฯ อถวา สพฺเพว อคฺคปญฺญา เสฏฺฐปญฺญา วิเสฏฺฐปญฺญา ปาโมกฺขปญฺญา อุตฺตมปญฺญา ปวรปญฺญาติ น เตสํ โกจิ ปริหีนปญฺโญ ฯ
คำว่า บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น ใครๆ จะไม่เป็นผู้มีปัญญาเสื่อมรอบความว่า บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น ใครๆ จะไม่เป็นผู้มีปัญญาเลว มีปัญญาทราม มีปัญญาต่ำช้า มีปัญญาลามก มีปัญญาสกปรก มีปัญญาต่ำต้อย. อีกอย่างหนึ่ง สมณพราหมณ์ทั้งหมดจะเป็นผู้มีปัญญาเลิศ มีปัญญาประเสริฐ มีปัญญาวิเศษ มีปัญญาเป็นประธาน มีปัญญาอุดมมีปัญญาบวร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บรรดาสมณพราหมณ์พวกนั้น ใครๆ จะไม่เป็นผู้มีปัญญาเสื่อมรอบ.
ทิฏฺฐี หิ เตสํปิ ตถา สมตฺตาติ เตสํ สมณพฺราหฺมณานํ ทิฏฺฐิ ตถา สมตฺตา สมาทินฺนา คหิตา ปรามฏฺฐา อภินิวิฏฺฐา อชฺโฌสิตา อธิมุตฺตาติ ทิฏฺฐี หิ เตสํปิ ตถา สมตฺตา ฯ เตนาห ภควา สนฺทิฏฺฐิยา เจ ปน วีวทาตา สํสุทฺธปญฺญา กุสลา มตีมา น เตสํ โกจิ ปริหีนปญฺโญ ทิฏฺฐี หิ เตสํปิ ตถา สมตฺตาติ ฯ
คำว่า เพราะทิฏฐิเป็นธรรมชาติอันสมณพราหมณ์เหล่านั้นถือเอาบริบูรณ์อย่าง นั้น ความว่า ทิฏฐิเป็นธรรมชาติอันสมณพราหมณ์เหล่านั้นถือเอาบริบูรณ์ สมาทาน ถือ ยึดมั่นถือมั่น ติดใจ น้อมใจไปอย่างนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะทิฏฐิเป็นธรรมชาติอันสมณ-*พราหมณ์เหล่านั้นถือเอาบริบูรณ์อย่างนั้น. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า ก็ถ้าพวกสมณพราหมณ์เป็นผู้ผ่องแผ้วเพราะทิฏฐิของตน เป็นผู้มีปัญญา หมดจดดี เป็นผู้ฉลาด มีความรู้ไซร้ บรรดาสมณพราหมณ์พวกนั้น ใครๆ จะไม่เป็นผู้มีปัญญาเสื่อมรอบ เพราะทิฏฐิเป็นธรรมชาติอันสมณ- พราหมณ์แม้เหล่านั้น ถือเอาบริบูรณ์อย่างนั้น.
น วาหเมตํ ตถิวนฺติ พฺรูมิ ยมาหุ พาลา มิถุ อญฺญมญฺญํ สกํ สกํ ทิฏฺฐิมกํสุ สจฺจํ ตสฺมา หิ พาโลติ ปรํ ทหนฺติ ฯ
คนคู่กล่าวปรารภทิฏฐิใดกะกันและกันว่าเป็นพาล ข้าพระองค์ไม่กล่าว ทิฏฐินั้นว่าจริง พวกสมณพราหมณ์ได้ทำทิฏฐิของตนๆ ว่าจริง เพราะ เหตุนั้นแหละ พวกสมณพราหมณ์จึงเห็นคนอื่นว่าเป็นพาล.
น วาหเมตํ ตถิวนฺติ พฺรูมีติ นาติ ปฏิกฺเขโป ฯ เอตนฺติ ทฺวาสฏฺฐิทิฏฺฐิคตนฺติ นาหํ เอตํ ตถํ ตจฺฉํ ภูตํ ยาถาวํ อวิปรีตนฺติ พฺรูมิ อาจิกฺขามิ เทเสมิ ปญฺญาเปมิ ปฏฺฐเปมิ วิวรามิ วิภชามิ อุตฺตานีกโรมิ ปกาเสมีติ น วาหเมตํ ตถิวนฺติ พฺรูมิ ฯ
ศัพท์ว่า น ในคำว่า ข้าพระองค์ไม่กล่าวทิฏฐินั้นว่าจริง เป็นศัพท์ปฏิเสธ. คำว่า ทิฏฐินั้น คือ ทิฏฐิ ๖๒ เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จึงไม่กล่าว บอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้งเปิดเผย จำแนก ทำให้ตื้น ประกาศทิฏฐิ ๖๒ นั้นว่า จริง แท้ เป็นจริง เป็นตามจริง ไม่วิปริตเพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ ไม่กล่าวทิฏฐินั้นว่าจริง.
ยมาหุ พาลา มิถุ อญฺญมญฺญนฺติ มิถูติ เทฺว ชนา เทฺว กลหการกา เทฺว ภณฺฑนการกา เทฺว ภสฺสการกา เทฺว วิวาทการกา เทฺว อธิกรณการกา เทฺว วาทิโน เทฺว สลฺลาปกา ฯ เต อญฺญมญฺญํ พาโล หีโน นิหีโน โอมโก ลามโก ชตุกฺโก ปริตฺโตติ เอวมาหํสุ เอวํ กเถนฺติ เอวํ ภณนฺติ เอวํ ทีปยนฺติ เอวํ โวหรนฺตีติ ยมาหุ พาลา มิถุ อญฺญมญฺญํ ฯ
คำว่า คนคู่ ในคำว่า คนคู่กล่าวปรารภทิฏฐิใดกะกันและกันว่า เป็นพาลความว่า คน ๒ คน ได้แก่คนสองคนผู้ทำความทะเลาะกัน คนสองคนผู้ทำความหมายมั่นกันคนสองคนผู้ทำความอื้อฉาวกัน คนสองคนผู้ทำความวิวาทกัน คนสองคนผู้ก่ออธิกรณ์กัน คนสองคนผู้พูดกัน คนสองคนผู้ปราศรัยกัน. คนคู่เหล่านั้น กล่าว บอก พูด แสดง แถลง กะกันและกันอย่างนี้ว่า ท่านเป็นพาล เลวทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า คนคู่กล่าวปรารภทิฏฐิใดกะกันและกันว่าเป็นพาล.
สกํ สกํ ทิฏฺฐิมกํสุ สจฺจนฺติ สสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ สกํ สกํ ทิฏฺฐิมกํสุ สจฺจํ ฯ อสสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ สกํ สกํ ทิฏฺฐิมกํสุ สจฺจํ ฯ
คำว่า พวกสมณพราหมณ์ได้ทำทิฏฐิของตนๆ ว่าจริง ความว่า พวก สมณพราหมณ์ได้ทำทิฏฐิของตนๆ ว่าจริง โดยอ้างว่าโลกเที่ยง สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่าโลกไม่เที่ยง สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า ฯลฯ สัตว์เมื่อตายไปย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พวกสมณพราหมณ์ได้ทำทิฏฐิของตนๆ ว่าจริง.
ตสฺมา หิ พาโลติ ปรํ ทหนฺตีติ ตสฺมาติ ตสฺมา ตํการณา ตํเหตุ ตปฺปจฺจยา ตํนิทานา ปรํ พาโล หีโน นิหีโน โอมโก ลามโก ชตุกฺโก ปริตฺโตติ ทหนฺติ ปสฺสนฺติ ทกฺขนฺติ โอโลเกนฺติ นิชฺฌายนฺติ อุปปริกฺขนฺตีติ ตสฺมา หิ พาโลติ ปรํ ทหนฺติ ฯ เตนาห ภควา น วาหเมตํ ตถิวนฺติ พฺรูมิ ยมาหุ พาลา มิถุ อญฺญมญฺญํ สกํ สกํ ทิฏฺฐิมกํสุ สจฺจํ ตสฺมา หิ พาโลติ ปรํ ทหนฺตีติ ฯ
คำว่า เพราะเหตุนั้น ในคำว่า เพราะเหตุนั้นแหละ พวกสมณพราหมณ์จึง เห็นคนอื่นว่าเป็นพาล ความว่า เพราะเหตุนั้น เพราะการณ์นั้น จึงเห็น คือ มองเห็น แลดูเพ่งดู พินิจดู พิจารณาดูซึ่งคนอื่นว่า เป็นพาล เลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อยเพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะเหตุนั้นแหละ พวกสมณพราหมณ์จึงเห็นคนอื่นว่าเป็นพาล. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า คนคู่กล่าวปรารภทิฏฐิใดกะกันและกันว่าเป็นพาล ข้าพระองค์ไม่กล่าว ทิฏฐินั้นว่าจริง พวกสมณพราหมณ์ได้ทำทิฏฐิของตนๆ ว่าจริง เพราะ เหตุนั้นแหละ พวกสมณพราหมณ์จึงเห็นคนอื่นว่าเป็นพาล.
ยมาหุ สจฺจํ ตถิวนฺติ เอเก ตมาหุ อญฺเญปิ ตุจฺฉํ มุสาติ เอวมฺปิ วิคฺคยฺห วิวาทยนฺติ กสฺมา น เอกํ สมณา วทนฺติ ฯ
(พระพุทธนิมิตตรัสถามอีกว่า) สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวธรรมใดว่า จริงแท้ สมณพราหมณ์แม้พวกอื่นก็กล่าวธรรมนั้นว่าเปล่าเท็จ สมณ- พราหมณ์เหล่านั้น ถือทิฏฐิแม้อย่างนี้แล้วก็วิวาทกัน เพราะเหตุไร พวก สมณพราหมณ์จึงไม่กล่าวเป็นอย่างเดียวกัน.
ยมาหุ สจฺจํ ตถิวนฺติ เอเกติ ยํ ธมฺมํ ทิฏฺฐึ ปฏิปทํ มคฺคํ เอเก สมณพฺราหฺมณา อิทํ สจฺจํ ตจฺฉํ ภูตํ ยาถาวํ อวิปรีตนฺติ เอวมาหํสุ เอวํ กเถนฺติ เอวํ ภณนฺติ เอวํ ทีปยนฺติ เอวํ โวหรนฺตีติ ยมาหุ สจฺจํ ตถิวนฺติ เอเก ฯ
คำว่า สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวธรรมใดว่าจริงแท้ ความว่า สมณพราหมณ์เหล่าหนึ่ง กล่าว บอก พูด แสดง แถลงซึ่งธรรมะ คือ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคใด อย่างนี้ว่าธรรมนี้ จริง แท้ เป็นจริง เป็นตามจริง ไม่วิปริต เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวธรรมใดว่าจริงแท้.
ตมาหุ อญฺเญปิ ตุจฺฉํ มุสาตีติ ตเมว ธมฺมํ ทิฏฺฐึ ปฏิปทํ มคฺคํ เอเก สมณพฺราหฺมณา เอตํ ตุจฺฉํ เอตํ มุสา เอตํ อภูตํ เอตํ อลิกํ เอตํ อยาถาวนฺติ เอวมาหํสุ เอวํ กเถนฺติ เอวํ ภณนฺติ เอวํ ทีปยนฺติ เอวํ โวหรนฺตีติ ตมาหุ อญฺเญปิ ตุจฺฉํ มุสาติ ฯ
คำว่า สมณพราหมณ์แม้พวกอื่นก็กล่าวธรรมนั้นว่าเปล่าเท็จ ความว่า สมณ-*พราหมณ์อีกพวกหนึ่ง กล่าว บอก พูด แสดง แถลงซึ่งธรรมะ คือ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคนั้นนั่นแหละ อย่างนี้ว่า ธรรมนี้ เปล่า เท็จ ไม่เป็นจริง เหลวไหล ไม่เป็นตามจริง เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า สมณพราหมณ์แม้พวกอื่นก็กล่าวธรรมนั้นว่าเปล่าเท็จ.
เอวมฺปิ วิคฺคยฺห วิวาทยนฺตีติ เอวํ คเหตฺวา อุคฺคเหตฺวา คณฺหิตฺวา ปรามสิตฺวา อภินิวิสิตฺวา วิวาทยนฺติ กลหํ กโรนฺติ ภณฺฑนํ กโรนฺติ วิคฺคหํ กโรนฺติ วิวาทํ กโรนฺติ เมธคํ กโรนฺติ น ตฺวํ อิมํ ธมฺมวินยํ อาชานาสิ ฯเปฯ นิพฺเพเธหิ วา สเจ ปโหสีติ เอวมฺปิ วิคฺคยฺห วิวาทยนฺติ ฯ
คำว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น ถือทิฏฐิแม้อย่างนี้ แล้วก็วิวาทกัน ความว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้น คือ ยึดถือ จับต้อง ถือมั่น ยึดมั่น ซึ่งทิฏฐิอย่างนี้แล้วก็วิวาทกันคือ ทำความทะเลาะกัน ทำความหมายมั่นกัน ทำความแก่งแย่งกัน ทำความวิวาทกัน ทำความมุ่งร้ายกันว่า ท่านไม่รู้ธรรมวินัยนี้ ฯลฯ หรือจงแก้ไขเพื่อปลดเปลื้องวาทะ ถ้าท่านสามารถเพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น ถือทิฏฐิแม้อย่างนี้แล้วก็วิวาทกัน.
กสฺมา น เอกํ สมณา วทนฺตีติ กสฺมาติ กสฺมา กึการณา กึเหตุ กึปจฺจยา กึนิทานา กึสมุทยา กึชาติกา กึปภวา น เอกํ วทนฺติ นานา วทนฺติ วิวิธํ วทนฺติ อญฺโญญฺญํ วทนฺติ ปุถุ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺตีติ กสฺมา น เอกํ สมณา วทนฺติ ฯ เตนาห โส นิมฺมิโต ยมาหุ สจฺจํ ตถิวนฺติ เอเก ตมาหุ อญฺเญปิ ตุจฺฉํ มุสาติ เอวมฺปิ วิคฺคยฺห วิวาทยนฺติ กสฺมา น เอกํ สมณา วทนฺตีติ ฯ
คำว่า เพราะเหตุไร ในคำว่า เพราะเหตุไร พวกสมณพราหมณ์จึงไม่กล่าว เป็นอย่างเดียวกัน ความว่า เพราะ การณ์ เหตุ ปัจจัย นิทาน สมุทัย ชาติ เหตุเป็นแดนเกิดอะไร? พวกสมณพราหมณ์จึงไม่กล่าวเป็นอย่างเดียวกัน คือ กล่าวต่างๆ กัน กล่าวหลายอย่าง กล่าวคำอื่นๆ กล่าว พูด บอก แสดง แถลงมากอย่าง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าเพราะเหตุไร พวกสมณพราหมณ์จึงไม่กล่าวเป็นอย่างเดียวกัน เพราะเหตุนั้น พระพุทธนิมิตนั้นจึงตรัสถามว่า สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวธรรมใดว่าจริงแท้ สมณพราหมณ์แม้พวก อื่นก็กล่าวธรรมนั้นว่าเปล่าเท็จ สมณพราหมณ์เหล่านั้น ถือทิฏฐิแม้ อย่างนี้ แล้วก็วิวาทกัน เพราะเหตุไร พวกสมณพราหมณ์จึงไม่กล่าวเป็น อย่างเดียวกัน.
เอกํ หิ สจฺจํ น ทุตียมตฺถิ ยสฺมึ ปชา โน วิวเท ปชานํ นานา เต สจฺจานิ สยํ ถุนนฺติ ตสฺมา น เอกํ สมณา วทนฺติ ฯ
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า) ก็หมู่สัตว์รู้ชัดสัจจะใด ไม่พึงวิวาทกัน สัจจะนั้นมีอย่างเดียวเท่านั้น มิได้มี ๒ อย่าง สมณพราหมณ์เหล่านั้น อวดสัจจะต่างๆ ไปเอง เพราะเหตุนั้น สมณพราหมณ์เหล่านั้นจึงไม่ กล่าวเป็นอย่างเดียวกัน. ว่าด้วยสัจจะมีอย่างเดียว
เอกํ หิ สจฺจํ น ทุตียมตฺถีติ เอกํ สจฺจํ วุจฺจติ ทุกฺขนิโรโธ นิพฺพานํ โย โส สพฺพสงฺขารสมโถ สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺโค ตณฺหกฺขโย วิราโค นิโรโธ นิพฺพานํ ฯ อถวา เอกํ สจฺจํ วุจฺจติ มคฺคสจฺจํ นิยฺยานสจฺจํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาสงฺกปฺโป สมฺมาวาจา สมฺมากมฺมนฺโต สมฺมาอาชีโว สมฺมาวายาโม สมฺมาสติ สมฺมาสมาธีติ เอกํ หิ สจฺจํ น ทุตียมตฺถิ ฯ
คำว่า สัจจะนั้นมีอย่างเดียวเท่านั้น มิได้มี ๒ อย่าง ความว่า นิพพาน คือความดับทุกข์ ได้แก่ความสงบสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความสำรอกตัณหา ความดับตัณหา ความออกจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด เรียกว่าสัจจะอย่างเดียว. อีกอย่างหนึ่ง มรรคสัจจะ นิยยานสัจจะ ได้แก่ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา คือ อริยมรรคมีองค์๘ คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ เจรจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีวิตชอบ เพียรชอบความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ เรียกว่าสัจจะอย่างเดียว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สัจจะนั้นมีอย่างเดียวเท่านั้น มิได้มี ๒ อย่าง.
ยสฺมึ ปชา โน วิวเท ปชานนฺติ ยสฺมินฺติ ยมฺหิ สจฺเจ ฯ ปชาติ สตฺตาธิวจนํ ฯ ปชา ยํ สจฺจํ ปชานนฺตา อาชานนฺตา วิชานนฺตา ปฏิวิชานนฺตา ปฏิวิชฺฌนฺตา น กลหํ กเรยฺย น ภณฺฑนํ กเรยฺย น วิคฺคหํ กเรยฺย น วิวาทํ กเรยฺย น เมธคํ กเรยฺย กลหํ ภณฺฑนํ วิคฺคหํ วิวาทํ เมธคํ ปชเหยฺย วิโนเทยฺย พฺยนฺตีกเรยฺย อนภาวงฺคเมยฺยาติ ยสฺมึ ปชา โน วิวเท ปชานํ ฯ
คำว่า ใด ในคำว่า หมู่สัตว์รู้ชัดสัจจะใด ไม่พึงวิวาทกัน ความว่า ในสัจจะใด. คำว่า ปชา เป็นชื่อของสัตว์. หมู่สัตว์ รู้ชัด รู้ทั่ว รู้แจ้ง รู้ปรุโปร่ง รู้ตลอด ซึ่งสัจจะใดไม่พึงทำความทะเลาะกัน ไม่พึงทำความหมายมั่นกัน ไม่พึงทำความแก่งแย่งกัน ไม่พึงทำความวิวาทกัน ไม่พึงทำความมุ่งร้ายกัน คือ ละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มี ซึ่งความทะเลาะกัน ความหมายมั่นกัน ความแก่งแย่งกัน ความวิวาทกัน ความมุ่งร้ายกัน เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า หมู่สัตว์รู้ชัดสัจจะใด ไม่พึงวิวาทกัน.
นานา เต สจฺจานิ สยํ ถุนนฺตีติ นานา เต สจฺจานิ สยํ ถุนนฺติ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺติ สสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ สยํ ถุนนฺติ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺติ อสสฺสโต โลโก ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ สยํ ถุนนฺติ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺตีติ นานา เต สจฺจานิ สยํ ถุนนฺติ ฯ
คำว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นอวดสัจจะต่างๆ ไปเอง ความว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น อวด พูด บอก กล่าว แสดง แถลง ซึ่งสัจจะต่างๆ ไปเองว่า โลกเที่ยง สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า โลกไม่เที่ยง ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไป ย่อมเป็นอีกก็หามิได้ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นอวดสัจจะต่างๆ ไปเอง.
ตสฺมา น เอกํ สมณา วทนฺตีติ ตสฺมาติ ตสฺมา ตํการณา ตํเหตุ ตปฺปจฺจยา ตํนิทานา น เอกํ วทนฺติ นานา วทนฺติ วิวิธํ วทนฺติ อญฺโญญฺญํ วทนฺติ ปุถุ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺตีติ ตสฺมา น เอกํ สมณา วทนฺติ ฯ เตนาห ภควา เอกํ หิ สจฺจํ น ทุตียมตฺถิ ยสฺมึ ปชา โน วิวเท ปชานํ นานา เต สจฺจานิ สยํ ถุนนฺติ ตสฺมา น เอกํ สมณา วทนฺตีติ ฯ
คำว่า เพราะเหตุนั้น ในคำว่า เพราะเหตุนั้น สมณพราหมณ์เหล่านั้นจึงไม่ กล่าวเป็นอย่างเดียวกัน ความว่า เพราะเหตุนั้น คือ เพราะการณ์ เหตุ ปัจจัย นิทานนั้นสมณพราหมณ์เหล่านั้นจึงไม่กล่าวเป็นอย่างเดียวกัน คือ กล่าวต่างๆ กล่าวหลายอย่าง กล่าวคำอื่นๆ กล่าว บอก พูด แสดง แถลงมากอย่าง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะเหตุนั้นสมณพราหมณ์เหล่านั้นจึงไม่กล่าวเป็นอย่างเดียวกัน. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ก็หมู่สัตว์รู้ชัดสัจจะใด ไม่วิวาทกัน สัจจะนั้นมีอย่างเดียวเท่านั้น มิได้มี ๒ อย่าง สมณพราหมณ์เหล่านั้น อวดสัจจะต่างๆ ไปเอง เพราะ เหตุนั้น สมณพราหมณ์เหล่านั้น จึงไม่กล่าวเป็นอย่างเดียวกัน.
กสฺมา นุ สจฺจานิ วทนฺติ นานา ปวาทิยาเส กุสลาวทานา สจฺจานิ สุตฺตานิ พหูนิ นานา อุทาหุ เต ตกฺกมนุสฺสรนฺติ ฯ
(พระพุทธนิมิตตรัสถามอีกว่า) เพราะเหตุไรหนอ? พวกสมณพราหมณ์ จึงกล่าวสัจจะไปต่างๆ คือ เป็นผู้อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด กล่าวยืนยัน สัจจะหลายอย่าง ก็สัจจะที่พวกสมณพราหมณ์ฟังมาแล้ว เป็นสัจจะ มากอย่างต่างๆ กันหรือสมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมระลึกตรึกเอาเอง.
กสฺมา นุ สจฺจานิ วทนฺติ นานาติ กสฺมาติ กสฺมา กึการณา กึเหตุ กึปจฺจยา กึนิทานา สจฺจานิ นานา วทนฺติ วิวิธานิ วทนฺติ อญฺโญญฺญานิ วทนฺติ ปุถูนิ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺตีติ กสฺมา นุ สจฺจานิ วทนฺติ นานา ฯ
คำว่า เพราะเหตุไร ในคำว่า เพราะเหตุไรหนอ พวกสมณพราหมณ์จึงกล่าวสัจจะไปต่างๆ ความว่า เพราะเหตุไร คือ เพราะการณ์ เหตุ ปัจจัย นิทานอะไร? พวกสมณพราหมณ์จึงกล่าวสัจจะต่างๆ คือ กล่าวหลายอย่าง กล่าวคำอื่นๆ กล่าว บอก พูดแสดง แถลงมากอย่าง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะเหตุไรหนอ? พวกสมณพราหมณ์จึงกล่าวสัจจะไปต่างๆ.
ปวาทิยาเส กุสลาวทานาติ ปวาทิยาเสติ วิปฺปวทนฺตีติปิ ปวาทิยาเส ฯ อถวา สกํ สกํ ทิฏฺฐิคตํ ปวทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺติ สสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ปวทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺติ อสสฺสโต โลโก ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ปวทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺติ ฯ กุสลาวทานาติ กุสลวาทา ปณฺฑิตวาทา ธีรวาทา ญาณวาทา เหตุวาทา ลกฺขณวาทา การณวาทา ฐานวาทา สกาย ลทฺธิยาติ ปวาทิยาเส กุสลาวทานา ฯ
คำว่า กล่าวยืนยัน ในคำว่า เป็นผู้อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด กล่าวยืนยันสัจจะหลายอย่าง ความว่า พูดพร่ำมากไป จึงชื่อว่ากล่าวยืนยันบ้าง. อีกอย่างหนึ่ง สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมกล่าวยืนยัน คือ บอก พูด แสดง แถลง ซึ่งทิฏฐิของตนๆ ว่า โลกเที่ยงสิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า โลกไม่เที่ยง ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปย่อมเป็นอีกก็หามิได้ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า. คำว่า เป็นผู้อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด คือกล่าวว่าตนฉลาด กล่าวว่าตนเป็นบัณฑิต กล่าวว่าตนเป็นธีชน กล่าวว่าตนเป็นผู้มีญาณ กล่าวว่าตนพูดโดยเหตุ กล่าวว่าตนพูดโดยลักษณะ กล่าวว่าตนพูดโดยการณ์ กล่าวว่าตนพูดโดยฐานะโดยลัทธิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาดกล่าวยืนยัน.
สจฺจานิ สุตฺตานิ พหูนิ นานาติ สจฺจานิ สุตานิ พหูนิ นานานิ วิวิธานิ อญฺโญญฺญานิ ปุถูนีติ สจฺจานิ สุตฺตานิ พหูนิ นานา ฯ
คำว่า สัจจะที่พวกสมณพราหมณ์ฟังมาแล้ว เป็นสัจจะมากอย่างต่างๆ กันความว่า สัจจะที่พวกสมณพราหมณ์ฟังมาแล้ว เป็นสัจจะมากต่างๆ หลายอย่างอื่นๆ เป็นอันมากเพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สัจจะที่พวกสมณพราหมณ์ฟังมาแล้ว เป็นสัจจะหลายอย่างต่างๆ กัน.
อุทาหุ เต ตกฺกมนุสฺสรนฺตีติ อุทาหุ ตกฺเกน วิตกฺเกน สงฺกปฺเปน ยายนฺติ นิยฺยนฺติ วุยฺหนฺติ สํหริยนฺตีติ เอวมฺปิ อุทาหุ เต ตกฺกมนุสฺสรนฺติ ฯ อถวา ตกฺกปริยาหฏํ วีมํสานุจริตํ สยํ ปฏิภาณํ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺตีติ เอวมฺปิ อุทาหุ เต ตกฺกมนุสฺสรนฺติ ฯ เตนาห โส นิมฺมิโต กสฺมา นุ สจฺจานิ วทนฺติ นานา ปวาทิยาเส กุสลาวทานา สจฺจานิ สุตฺตานิ พหูนิ นานา อุทาหุ เต ตกฺกมนุสฺสรนฺตีติ ฯ
คำว่า หรือว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมระลึกตรึกเอาเอง ความว่า หรือว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมดำเนินไป เลื่อนไป เคลื่อนไป เป็นไป ด้วยความตรึก ด้วยความตรอง ด้วยความดำริ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า หรือว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมระลึกตรึกเอาเอง. อีกอย่างหนึ่ง สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมกล่าว บอก พูด แสดง แถลง ซึ่งสัจจะที่ตนรวบรวมมาด้วยความตรึก ที่ตนคิดกันด้วยความพิจารณา ที่ตนรู้ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า หรือว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมระลึกตรึกเอาเอง. เพราะเหตุนั้น พระพุทธนิมิตนั้นจึงตรัสถามว่า เพราะเหตุไหนหนอ? พวกสมณพราหมณ์จึงกล่าวสัจจะไปต่างๆ คือ เป็นผู้อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด ยืนยันสัจจะหลายอย่าง ก็สัจจะที่พวก สมณพราหมณ์ฟังมาแล้ว เป็นสัจจะหลายอย่างต่างๆ กัน หรือว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมระลึกตรึกเอาเอง.
นเหว สจฺจานิ พหูนิ นานา อญฺญตฺร สญฺญาย นิจฺจานิ โลเก ตกฺกญฺจ ทิฏฺฐีสุ ปกปฺปยิตฺวา สจฺจํ มุสาตี ทฺวยธมฺมมาหุ ฯ
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบ) สัจจะมากอย่างต่างๆ กันมิได้มีเลย เว้น แต่สัจจะที่แน่นอน ด้วยสัญญาในโลก พวกสมณพราหมณ์ดำริ ตรึกเอา ในทิฏฐิทั้งหลายแล้ว ได้กล่าวธรรมเป็น ๒ อย่างว่า คำของเราจริง คำของท่านเท็จ. ว่าด้วยความจริงไม่ต่างกัน
นเหว สจฺจานิ พหูนิ นานาติ นเหว สจฺจานิ พหุกานิ นานานิ วิวิธานิ อญฺโญญฺญานิ ปุถูนีติ นเหว สจฺจานิ พหูนิ นานา ฯ
คำว่า สัจจะมากอย่างต่างๆ กันมิได้มีเลย ความว่า สัจจะมากอย่าง ต่างๆ กันหลายอย่าง อื่นๆ เป็นอันมากมิได้มีเลย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สัจจะมากอย่างต่างๆ กันมิได้มีเลย.
อญฺญตฺร สญฺญาย นิจฺจานิ โลเกติ อญฺญตฺร สญฺญาย นิจฺจคฺคาหา เอกญฺเญว สจฺจํ โลเก กถิยติ ภณิยติ ทีปิยติ โวหริยติ ทุกฺขนิโรโธ นิพฺพานํ โย โส สพฺพสงฺขารสมโถ สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺโค ตณฺหกฺขโย วิราโค นิโรโธ นิพฺพานํ ฯ อถวา เอกํ สจฺจํ วุจฺจติ มคฺคสจฺจํ นิยฺยานสจฺจํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ สมฺมาสมาธีติ อญฺญตฺร สญฺญาย นิจฺจานิ โลเก ฯ
คำว่า เว้นแต่สัจจะที่แน่นอนด้วยสัญญาในโลก ความว่า เว้นจากสัจจะที่ถือว่าเที่ยงด้วยสัญญา กล่าวว่า สัจจะอย่างเดียวเท่านั้นที่บัณฑิต กล่าว พูด แสดง แถลง ในโลกได้แก่ทุกขนิโรธ นิพพาน ความสงบสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหาความสำรอกตัณหา ความดับตัณหา ความออกจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด. อีกอย่างหนึ่งมัคคสัจจะ นิยยานสัจจะ ได้แก่ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ ความเห็นชอบ ฯลฯ ความตั้งจิตมั่นชอบ เรียกว่า เป็นสัจจะอย่างเดียว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เว้นแต่สัจจะที่แน่นอนด้วยสัญญาในโลก.
ตกฺกญฺจ ทิฏฺฐีสุ ปกปฺปยิตฺวา สจฺจํ มุสาตี ทฺวยธมฺมมาหูติ ตกฺกํ วิตกฺกํ สงฺกปฺปํ ตกฺกยิตฺวา วิตกฺกยิตฺวา สงฺกปฺปยิตฺวา ทิฏฺฐิคตานิ ชเนนฺติ สญฺชเนนฺติ นิพฺพตฺเตนฺติ อภินิพฺพตฺเตนฺติ ทิฏฺฐิคตานิ ชเนตฺวา สญฺชเนตฺวา นิพฺพตฺเตตฺวา อภินิพฺพตฺเตตฺวา มยฺหํ สจฺจํ ตุยฺหํ มุสาติ เอวมาหํสุ เอวํ กเถนฺติ เอวํ ภณนฺติ เอวํ ทีปยนฺติ เอวํ โวหรนฺตีติ ตกฺกญฺจ ทิฏฺฐีสุ ปกปฺปยิตฺวา สจฺจํ มุสาตี ทฺวยธมฺมมาหุ ฯ เตนาห ภควา นเหว สจฺจานิ พหูนิ นานา อญฺญตฺร สญฺญาย นิจฺจานิ โลเก ตกฺกญฺจ ทิฏฺฐีสุ ปกปฺปยิตฺวา สจฺจํ มุสาตี ทฺวยธมฺมมาหูติ ฯ
คำว่า ก็พวกสมณพราหมณ์ดำริตรึกเอาในทิฏฐิทั้งหลายแล้ว ได้กล่าวธรรมเป็น ๒ อย่างว่า คำของเราจริง คำของท่านเท็จ ความว่า พวกสมณพราหมณ์ตรึกตรองดำริแล้วยังทิฏฐิทั้งหลายให้เกิด ให้เกิดพร้อม ให้บังเกิด ให้บังเกิดเฉพาะ ครั้นแล้วได้กล่าว บอกพูด แสดง แถลง อย่างนี้ว่า คำของเราจริง คำของท่านเท็จ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ก็พวกสมณพราหมณ์ดำริตรึกเอาในทิฏฐิทั้งหลายแล้ว ได้กล่าวธรรมเป็น ๒ อย่างว่า คำของเราจริงคำของท่านเท็จ. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า สัจจะมากอย่างต่างๆ กันมิได้มีเลย เว้นแต่สัจจะที่แน่นอน ด้วย สัญญาในโลก ก็พวกสมณพราหมณ์ดำริตรึกเอาในทิฏฐิทั้งหลายแล้ว ได้กล่าวธรรมเป็น ๒ อย่างว่า คำของเราจริง คำของท่านเท็จ.
ทิฏฺเฐ สุเต สีลวเต มุเต วา เอเต จ นิสฺสาย วิมานทสฺสี วินิจฺฉเย ฐตฺวา ปหสฺสมาโน พาโล ปโร อกุสโลติ จาห ฯ
เจ้าทิฏฐิอาศัยธรรมเหล่านี้ คือ รูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน ศีล พรต หรือ อารมณ์ที่ทราบ เป็นผู้แสดงอารมณ์ดูหมิ่นผู้อื่น และตั้งอยู่ในทิฏฐิ เป็นวินิจฉัยแล้ว ร่าเริงอยู่กล่าวว่า คนอื่นเป็นพาล ไม่ฉลาด. เจ้าทิฏฐิแสดงความดูหมิ่นผู้อื่น
ทิฏฺเฐ สุเต สีลวเต มุเต วา เอเต จ นิสฺสาย วิมานทสฺสีติ ทิฏฺฐํ วา ทิฏฺฐสุทฺธึ วา สุตํ วา สุตสุทฺธึ วา สีลํ วา สีลสุทฺธึ วา วตฺตํ วา วตฺตสุทฺธึ วา มุตํ วา มุตสุทฺธึ วา นิสฺสาย อุปนิสฺสาย คณฺหิตฺวา ปรามสิตฺวา อภินิวิสิตฺวาติ ทิฏฺเฐ สุเต สีลวเต มุเต วา ฯ เอเต จ นิสฺสาย วิมานทสฺสีติ น สมฺมาเนตีติปิ วิมานทสฺสี ฯ อถวา โทมนสฺสํ ชเนตีติปิ วิมานทสฺสีติ ทิฏฺเฐ สุเต สีลวเต มุเต วา เอเต จ นิสฺสาย วิมานทสฺสี ฯ
คำว่า เจ้าทิฏฐิอาศัยธรรมเหล่านี้ คือ รูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน ศีล พรตหรืออารมณ์ที่ทราบ เป็นผู้แสดงความดูหมิ่นผู้อื่น ความว่า เจ้าทิฏฐิอาศัย คือ เข้าไปอาศัย ถือยึดมั่น ถือมั่น ซึ่งรูปที่เห็นบ้าง ความหมดจด เพราะรูปที่เห็นบ้าง เสียงที่ได้ยินบ้าง ความหมดจดเพราะเสียงที่ได้ยินบ้าง ศีลบ้าง ความหมดจดเพราะศีลบ้าง วัตรบ้าง ความหมดจดเพราะวัตรบ้าง อารมณ์ที่ทราบบ้าง ความหมดจดเพราะอารมณ์ที่ทราบบ้าง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า รูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน ศีล พรต หรืออารมณ์ที่ทราบ. คำว่า อาศัยธรรมเหล่านี้ เป็นผู้แสดงความดูหมิ่นผู้อื่น ความว่า เจ้าทิฏฐินั้น ไม่นับถือ แม้เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้แสดงความดูหมิ่น. อีกอย่างหนึ่ง ยังโทมนัสให้เกิด แม้เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้แสดงความดูหมิ่น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เจ้าทิฏฐิอาศัยธรรมเหล่านี้ คือ รูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน ศีลพรต หรืออารมณ์ที่ทราบ เป็นผู้แสดงความดูหมิ่นผู้อื่น.
วินิจฺฉเย ฐตฺวา ปหสฺสมาโนติ วินิจฺฉยา วุจฺจนฺติ ทฺวาสฏฺฐี ทิฏฺฐิคตานิ วินิจฺฉิตทิฏฺฐิยา ฐตฺวา ปติฏฺฐหิตฺวา คณฺหิตฺวา ปรามสิตฺวา อภินิวิสิตฺวาติ วินิจฺฉเย ฐตฺวา ฯ ปหสฺสมาโนติ ตุฏฺโฐ โหติ หฏฺโฐ ปหฏฺโฐ อตฺตมโน ปริปุณฺณสงฺกปฺโป ฯ อถวา ทนฺตวิทํสกํ หสฺสมาโนติ วินิจฺฉเย ฐตฺวา ปหสฺสมาโน ฯ
คำว่า ตั้งอยู่ในทิฏฐิเป็นวินิจฉัยแล้ว ร่าเริงอยู่ ความว่า ทิฏฐิ ๖๒ ประการเรียกว่า วินิจฉัย เจ้าทิฏฐิตั้งอยู่ ตั้งมั่น ถือ ยึดมั่น ถือมั่น ในทิฏฐิที่วินิจฉัยแล้ว เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ตั้งอยู่ในทิฏฐิเป็นวินิจฉัยแล้ว. คำว่า ร่าเริงอยู่ คือ เป็นผู้ยินดี หัวเราะ ร่าเริง ชอบใจมีความดำริ บริบูรณ์. อีกอย่างหนึ่ง หัวเราะจนฟันปรากฏ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ตั้งอยู่ในทิฏฐิเป็นวินิจฉัย ร่าเริงอยู่.
พาโล ปโร อกุสโลติ จาหาติ ปโร พาโล หีโน นิหีโน โอมโก ลามโก ชตุกฺโก ปริตฺโต อกุสโล อวิทฺธา อวิชฺชาคโต อญาณี อวิภาวี ทุปฺปญฺโญติ เอวมาห เอวํ กเถติ เอวํ ภณติ เอวํ ทีปยติ เอวํ โวหรตีติ พาโล ปโร อกุสโลติ จาห ฯ เตนาห ภควา ทิฏฺเฐ สุเต สีลวเต มุเต วา เอเต จ นิสฺสาย วิมานทสฺสี วินิจฺฉเย ฐตฺวา ปหสฺสมาโน พาโล ปโร อกุสโลติ จาหาติ ฯ
คำว่า กล่าวว่า คนอื่นเป็นพาล ไม่ฉลาด ความว่า กล่าว บอก พูด แสดง แถลง อย่างนี้ว่า คนอื่นเป็นพาล เลวทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย ไม่ฉลาด ไม่รู้แจ้งไปแล้วในอวิชชา ไม่มีญาณ ไม่มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาชั่ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กล่าวว่าคนอื่นเป็นพาล ไม่ฉลาด. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า เจ้าทิฏฐิอาศัยธรรมเหล่านี้ คือ รูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน ศีล พรต หรือ อารมณ์ที่ทราบ เป็นผู้แสดงความดูหมิ่นผู้อื่น และตั้งอยู่ในทิฏฐิเป็น วินิจฉัยแล้ว ร่าเริงอยู่ กล่าวว่า คนอื่นเป็นพาล ไม่ฉลาด.
เยเนว พาโลติ ปรํ ทหาติ เตนาตุมานํ กุสโลติ จาห สยมตฺตนา โส กุสโลวทาโน อญฺญํ วิมาเนติ ตเถว ปาวา ฯ
เจ้าทิฏฐิเห็นบุคคลอื่นว่าเป็นพาลด้วยเหตุใด และก็กล่าวถึงตนว่าเป็น ผู้ฉลาดด้วยเหตุนั้น เจ้าทิฏฐินั้นอวดอ้างว่าตนฉลาดด้วยตนเอง ย่อมดู หมิ่นบุคคลอื่น และพูดเช่นนั้นเหมือนกัน. เจ้าทิฏฐิเห็นคนอื่นเป็นพาล
เยเนว พาโลติ ปรํ ทหาตีติ เยน เหตุนา เยน ปจฺจเยน เยน การเณน เยน ปภเวน ปรํ พาลโต หีนโต นิหีนโต โอมกโต ลามกโต ชตุกฺกโต ปริตฺตโต ทหติ ปสฺสติ ทกฺขติ โอโลเกติ นิชฺฌายติ อุปปริกฺขตีติ เยเนว พาโลติ ปรํ ทหาติ ฯ
คำว่า เจ้าทิฏฐิเห็นบุคคลอื่นว่าเป็นพาลด้วยเหตุใด ความว่า เจ้าทิฏฐิเห็น มองเห็น แลดู เพ่งพินิจ พิจารณาซึ่งบุคคลอื่น โดยความเป็นพาล เลวทราม ต่ำช้า ลามก สกปรกต่ำต้อย ด้วยเหตุใด คือ ปัจจัย การณ์ เหตุเป็นแดนเกิด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เจ้าทิฏฐิเห็นบุคคลอื่นว่า เป็นพาล ด้วยเหตุใด.
เตนาตุมานํ กุสโลติ จาหาติ อาตุมา วุจฺจติ อตฺตา ฯ โสปิ เตเนว เหตุนา เตน ปจฺจเยน เตน การเณน เตน ปภเวน อตฺตานํ อาห อหมสฺมิ กุสโล ปณฺฑิโต ปญฺญวา พุทฺธิมา ญาณี วิภาวี เมธาวีติ เตนาตุมานํ กุสโลติ จาห ฯ
คำว่า และก็กล่าวถึงตนว่า เป็นผู้ฉลาด ด้วยเหตุนั้น ความว่า ตน เรียกว่าอาตมา. เจ้าทิฏฐิแม้นั้น กล่าวถึงตนว่า เราเป็นผู้ฉลาด เป็นบัณฑิต มีปัญญา มีความรู้ มีญาณมีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทำลายกิเลส ด้วยเหตุนั้น คือ ด้วยปัจจัย การณ์ เหตุเป็นแดนเกิดนั้นเพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า และก็กล่าวถึงตนว่าเป็นผู้ฉลาดด้วยเหตุนั้น.
สยมตฺตนา โส กุสโลวทาโนติ สยํ อตฺตานํ กุสลวาโท ปณฺฑิตวาโท ธีรวาโท ญาณวาโท เหตุวาโท ลกฺขณวาโท การณวาโท ฐานวาโท สกาย ลทฺธิยาติ สยมตฺตนา โส กุสโลวทาโน ฯ
คำว่า เจ้าทิฏฐินั้นอวดอ้างว่าตนฉลาดด้วยตนเอง ความว่า เจ้าทิฏฐินั้น อวดอ้างว่าตนฉลาดด้วยตนเอง คือ อวดอ้างว่าเป็นบัณฑิต อวดอ้างว่าเป็นธีรชน อวดอ้างว่าเป็นผู้มีญาณอวดอ้างว่าพูดโดยเหตุ อวดอ้างว่าพูดโดยลักษณะ อวดอ้างว่าพูดโดยการณ์ อวดอ้างว่าพูดโดยฐานะ โดยลัทธิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เจ้าทิฏฐินั้นอวดอ้างว่าตนฉลาดด้วยตนเอง.
อญฺญํ วิมาเนติ ตเถว ปาวาติ น สมฺมาเนตีติปิ อญฺญํ วิมาเนติ ฯ อถวา โทมนสฺสํ ชเนตีติปิ อญฺญํ วิมาเนติ ฯ ตเถว ปาวาติ ตเถว ตํ ทิฏฺฐิคตํ ปาวทติ อิติปายํ ปุคฺคโล มิจฺฉาทิฏฺฐิโก วิปรีตทสฺสโนติ อญฺญํ วิมาเนติ ตเถว ปาวา ฯ เตนาห ภควา เยเนว พาโลติ ปรํ ทหาติ เตนาตุมานํ กุสโลติ จาห สยมตฺตนา โส กุสโลวทาโน อญฺญํ วิมาเนติ ตเถว ปาวาติ ฯ
คำว่า ย่อมดูหมิ่นบุคคลอื่น และพูดเช่นนั้นเหมือนกัน ความว่า เพราะไม่ นับถือ จึงชื่อว่า ย่อมดูหมิ่นบุคคลอื่น. อีกอย่างหนึ่ง เพราะยังโทมนัสให้เกิด จึงชื่อว่า ย่อมดูหมิ่นบุคคลอื่น. คำว่า และพูดเช่นนั้นเหมือนกัน ความว่า ย่อมพูดถึงทิฏฐินั้นอย่างนั้นว่าแม้ด้วยเหตุดังนี้ บุคคลนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ มีความเห็นวิปริต เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมดูหมิ่นบุคคลอื่น และพูดเช่นนั้นเหมือนกัน. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า เจ้าทิฏฐิเห็นบุคคลอื่นว่าเป็นพาลด้วยเหตุใด และก็กล่าวถึงตนว่าเป็นผู้ ฉลาดด้วยเหตุนั้น เจ้าทิฏฐินั้นอวดอ้างว่าตนฉลาดด้วยตนเอง ย่อมดู หมิ่นบุคคลอื่น และพูดเช่นนั้นเหมือนกัน.
อตีสรํทิฏฺฐิยา โส สมตฺโต มาเนน มตฺโต ปริปุณฺณมานี สยเมว สามํ มนสาภิสิตฺโต ทิฏฺฐี หิ สา ตสฺส ตถา สมตฺตา ฯ
เจ้าทิฏฐินั้น เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยอติสารทิฏฐิ (ทิฏฐิล่วงแก่นสาร) เป็น ผู้เมาด้วยความถือตัว มีความถือตัวเต็มรอบ อภิเษกตนเองด้วยใจ เพราะทิฏฐิของเจ้าทิฏฐินั้นบริบูรณ์อย่างนั้น. ทิฏฐิ ๖๒ เรียกอติสารทิฏฐิ
อตีสรํทิฏฺฐิยา โส สมตฺโตติ อติสารทิฏฺฐิโย วุจฺจนฺติ ทฺวาสฏฺฐี ทิฏฺฐิคตานิ ฯ กึการณา อติสารทิฏฺฐิโย วุจฺจนฺติ ทฺวาสฏฺฐี ทิฏฺฐิคตานิ ฯ สพฺพา ตา ทิฏฺฐิโย การณาติกฺกนฺตา ลกฺขณาติกฺกนฺตา หีนาติกฺกนฺตา ตํการณา อติสารทิฏฺฐิโย วุจฺจนฺติ ทฺวาสฏฺฐี ทิฏฺฐิคตานิ ฯ สพฺเพปิ ติตฺถิยา อติสารทิฏฺฐิยา ฯ กึการณา สพฺเพปิ ติตฺถิยา อติสารทิฏฺฐิยา ฯ เต อญฺญมญฺญํ อติกฺกมิตฺวา สมติกฺกมิตฺวา วีติวตฺเตตฺวา ทิฏฺฐิคตานิ ชเนนฺติ สญฺชเนนฺติ นิพฺพตฺเตนฺติ อภินิพฺพตฺเตนฺติ ตํการณา สพฺเพปิ ติตฺถิยา อติสารทิฏฺฐิยา ฯ โส สมตฺโตติ อติสารทิฏฺฐิยา สมตฺโต ปริปุณฺโณ อโนโมติ อตีสรํทิฏฺฐิยา โส สมตฺโต ฯ
คำว่า เจ้าทิฏฐินั้น เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยอติสารทิฏฐิ ความว่า ทิฏฐิ ๖๒ ประการเรียกว่า อติสารทิฏฐิ เพราะเหตุไร? ทิฏฐิ ๖๒ ประการ จึงเรียกว่า อติสารทิฏฐิ ทิฏฐิทั้งปวงนั้น ล่วงเหตุ ล่วงลักษณะ ถึงความเป็นของต่ำช้า เพราะเหตุนั้น ทิฏฐิ ๖๒ ประการ จึงเรียกว่า อติสารทิฏฐิ. เดียรถีย์แม้ทั้งหมดเป็นผู้มีอติสารทิฏฐิ เพราะเหตุไร? เดียรถีย์แม้ทั้งหมดจึงชื่อว่า เป็นผู้มีอติสารทิฏฐิ เดียรถีย์เหล่านั้น ล่วง ก้าวล่วง ล่วงเลยกันและกัน ยังทิฏฐิทั้งหลายให้เกิด ให้เกิดพร้อม ให้บังเกิด ให้บังเกิดเฉพาะ เพราะเหตุนั้น เดียรถีย์ทั้งหมดจึงชื่อว่าเป็นผู้มีอติสารทิฏฐิ. คำว่า เจ้าทิฏฐินั้นเป็นผู้บริบูรณ์ ความว่า เป็นผู้บริบูรณ์เต็มรอบ ไม่บกพร่องด้วยอติสารทิฏฐิ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เจ้าทิฏฐินั้นเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยอติสารทิฏฐิ.
มาเนน มตฺโต ปริปุณฺณมานีติ สกาย ทิฏฺฐิยา มาเนน มตฺโต ปมตฺโต อุมฺมตฺโต อธิมตฺโตติ มาเนน มตฺโต ฯ ปริปุณฺณมานีติ ปริปุณฺณมานี สมตฺตมานี อโนมมานีติ มาเนน มตฺโต ปริปุณฺณมานี ฯ
คำว่า เป็นผู้เมาด้วยความถือตัว มีความถือตัวเต็มรอบ ความว่า เป็นผู้เมาเมาทั่ว เมาขึ้น เมายิ่ง ด้วยความถือตัว เพราะทิฏฐิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้เมาด้วยความถือตัว. คำว่า มีความถือตัวเต็มรอบ ความว่า มีความถือตัวเต็มรอบ มีความถือตัวบริบูรณ์ มิได้บกพร่อง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้เมาด้วยความถือตัว มีความถือตัวเต็มรอบ.
สยเมว สามํ มนสาภิสิตฺโตติ สยเมว อตฺตานํ จิตฺเตน อภิสิญฺจติ อหมสฺมิ กุสโล ปณฺฑิโต ปญฺญวา พุทฺธิมา ญาณี วิภาวี เมธาวีติ สยเมว สามํ มนสาภิสิตฺโต ฯ
คำว่า อภิเษกตนเองด้วยใจ ความว่า ย่อมอภิเษกตนเองด้วยจิตว่าเราเป็นผู้ฉลาดเป็นบัณฑิต มีปัญญา มีความรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทำลายกิเลส เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อภิเษกตนเองด้วยใจ.
ทิฏฺฐี หิ สา ตสฺส ตถา สมตฺตาติ ตสฺส สา ทิฏฺฐิ ตถา สมตฺตา สมาทินฺนา คหิตา ปรามฏฺฐา อภินิวิฏฺฐา อชฺโฌสิตา อธิมุตฺตาติ ทิฏฺฐี หิ สา ตสฺส ตถา สมตฺตา ฯ เตนาห ภควา อตีสรํทิฏฺฐิยา โส สมตฺโต มาเนน มตฺโต ปริปุณฺณมานี สยเมว สามํ มนสาภิสิตฺโต ทิฏฺฐี หิ สา ตสฺส ตถา สมตฺตาติ ฯ
คำว่า เพราะทิฏฐิของเจ้าทิฏฐินั้นบริบูรณ์อย่างนั้น ความว่า ทิฏฐินั้นของเจ้า ทิฏฐินั้น บริบูรณ์อย่างนั้น คือเป็นทิฏฐิอันเจ้าทิฏฐินั้นสมาทาน ถือ ถือมั่น ยึดมั่น ติดใจน้อมใจไปแล้วอย่างนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทิฏฐิของเจ้าทิฏฐินั้นบริบูรณ์อย่างนั้น. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า เจ้าทิฏฐินั้น เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยอติสารทิฏฐิ เป็นผู้เมาด้วยความถือตัว มีความถือตัวเต็มรอบ อภิเษกตนเองด้วยใจ เพราะทิฏฐิของเจ้าทิฏฐินั้น บริบูรณ์อย่างนั้น.
ปรสฺส เจ หิ วจสา นิหีโน ตุโม สหา โหติ นิหีนปญฺโญ อถวา สยํ เวทคู โหติ ธีโร น โกจิ พาโล สมเณสุ อตฺถิ ฯ
ก็ถ้าบุคคลเป็นผู้เลวเพราะคำของคนอื่นไซร้ บุคคลนั้นย่อมเป็นคนมี ปัญญาทรามพร้อมด้วยคนอื่นนั้น อีกอย่างหนึ่ง ถ้าบุคคลเป็นเวทคู เป็น ธีรชนเองไซร้ ใครๆ ในบรรดาสมณพราหมณ์ ย่อมไม่เป็นคนพาล.
ปรสฺส เจ หิ วจสา นิหีโนติ ปรสฺส เจ วาจาย วจเนน นินฺทิตการณา ครหิตการณา อุปวทิตการณา ปโร พาโล โหติ หีโน นิหีโน โอมโก ลามโก ชตุกฺโก ปริตฺโตติ ปรสฺส เจ หิ วจสา นิหีโน ฯ
คำว่า ก็ถ้าบุคคลเป็นผู้เลวเพราะคำของคนอื่นไซร้ ความว่า ถ้าคนอื่นเป็นคนพาล เลวทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย เพราะคำ เพราะถ้อยคำ คือ เพราะเหตุนินทาติเตียน ค่อนว่าของคนอื่น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ก็ถ้าบุคคลเป็นผู้เลวเพราะคำของคนอื่นไซร้.
ตุโม สหา โหติ นิหีนปญฺโญติ โสปิ เตเนว สห โหติ หีนปญฺโญ นิหีนปญฺโญ โอมกปญฺโญ ลามกปญฺโญ ชตุกฺกปญฺโญ ปริตฺตปญฺโญติ ตุโม สหา โหติ นิหีนปญฺโญ ฯ
คำว่า บุคคลนั้นย่อมเป็นคนมีปัญญาทรามพร้อมด้วยคนอื่นนั้น ความว่า แม้บุคคลนั้นก็เป็นผู้มีปัญญาเลว มีปัญญาทราม มีปัญญาต่ำช้า มีปัญญาลามก มีปัญญาสกปรก มีปัญญาต่ำต้อย พร้อมด้วยคนอื่นนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลนั้นย่อมเป็นคนมีปัญญาทรามพร้อมด้วยคนอื่นนั้น.
อถวา สยํ เวทคู โหติ ธีโรติ ธีโร ปณฺฑิโต ปญฺญวา พุทฺธิมา ญาณี วิภาวี เมธาวีติ อถวา สยํ เวทคู โหติ ธีโร ฯ
คำว่า อีกอย่างหนึ่ง ถ้าบุคคลเป็นเวทคู เป็นธีรชนเองไซร้ ความว่า บุคคลเป็นธีรชน เป็นบัณฑิต เป็นผู้มีปัญญา มีความรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทำลายกิเลสเพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อีกอย่างหนึ่ง ถ้าบุคคลเป็นเวทคู เป็นธีรชนเองไซร้.
น โกจิ พาโล สมเณสุ อตฺถีติ สมเณสุ น โกจิ พาโล หีโน นิหีโน โอมโก ลามโก ชตุกฺโก ปริตฺโต อตฺถิ สพฺเพว อคฺคปญฺญา เสฏฺฐปญฺญา วิเสฏฺฐปญฺญา ปาโมกฺขปญฺญา อุตฺตมปญฺญา ปวรปญฺญาติ น โกจิ พาโล สมเณสุ อตฺถิ ฯ เตนาห ภควา ปรสฺส เจ หิ วจสา นิหีโน ตุโม สหา โหติ นิหีนปญฺโญ อถวา สยํ เวทคู โหติ ธีโร น โกจิ พาโล สมเณสุ อตฺถีติ ฯ
คำว่า ใครๆ ในบรรดาสมณพราหมณ์ ย่อมไม่เป็นคนพาล ความว่า ใครๆ ในบรรดาสมณพราหมณ์ เป็นคนพาล เลวทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย ไม่มี คือคนทั้งหมดนั่นแหละ จะเป็นผู้มีปัญญาเลิศ มีปัญญาประเสริฐ มีปัญญาวิเศษ มีปัญญาใหญ่ มีปัญญาอุดม มีปัญญาบวร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ใครๆ ในบรรดาสมณพราหมณ์ ย่อมไม่เป็นคนพาล. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ก็ถ้าบุคคลเป็นผู้เลวเพราะคำของคนอื่นไซร้ บุคคลนั้นย่อมเป็นคนมี ปัญญาทรามพร้อมด้วยคนอื่นนั้น อีกอย่างหนึ่งถ้าบุคคลเป็นเวทคู เป็น ธีรชนเองไซร้ ใครๆ ในบรรดาสมณพราหมณ์ ย่อมไม่เป็นคนพาล.
อญฺญํ อิโต ยาภิวทนฺติ ธมฺมํ อปรทฺธา สุทฺธิมเกวลี เต เอวมฺปิ ติตฺถฺยา ปุถุโส วทนฺติ สนฺทิฏฺฐิราเคน หิ ตฺยาภิรตฺตา ฯ
ชนเหล่าใด ย่อมสรรเสริญธรรมอื่นจากธรรมนี้ ชนเหล่านั้น ย่อมเป็น ผู้พลาดทางแห่งความหมดจด เป็นผู้ไม่บริบูรณ์ พวกเดียรถีย์ย่อมกล่าว แม้อย่างนั้นโดยทิฏฐิมาก เพราะพวกเดียรถีย์นั้นเป็นผู้ยินดียิ่งด้วยความ กำหนัดเพราะทิฏฐิของตน.
อญฺญํ อิโต ยาภิวทนฺติ ธมฺมํ อปรทฺธา สุทฺธิมเกวลี เตติ อิโต อญฺญํ ธมฺมํ ทิฏฺฐึ ปฏิปทํ มคฺคํ เย อภิวทนฺติ เต สุทฺธิมคฺคํ วิสุทฺธิมคฺคํ ปริสุทฺธิมคฺคํ โวทาตมคฺคํ ปริโยทาตมคฺคํ วิรทฺธา อปรทฺธา ขลิตา คฬิตา อญฺญาย อปรทฺธา อเกวลี เต อสมตฺตา อปริปุณฺณา เต หีนา นิหีนา โอมกา ลามกา ชตุกฺกา ปริตฺตาติ อญฺญํ อิโต ยาภิวทนฺติ ธมฺมํ อปรทฺธา สุทฺธิมเกวลี เต ฯ
คำว่า ชนเหล่าใด ย่อมสรรเสริญธรรมอื่นจากธรรมนี้ ชนเหล่านั้น ย่อมเป็นผู้พลาดทางแห่งความหมดจด เป็นผู้ไม่บริบูรณ์ ความว่า ชนเหล่าใด ย่อมสรรเสริญธรรมคือ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรค อื่นจากธรรมนี้ ชนเหล่านั้น ย่อมเป็นผู้ พลั้ง พลาด คลาดเคลื่อนทางแห่งความหมดจด ทางแห่งความหมดจดวิเศษ ทางแห่งความหมดจดรอบ ทางแห่งความขาว ทางแห่งความขาวรอบ ชื่อว่าพลาดจากอรหัตผล เป็นผู้ไม่บริบูรณ์ ไม่เต็มเปี่ยม ไม่เต็มรอบ คือ เป็นพวกเลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าชนเหล่าใด ย่อมสรรเสริญธรรมอื่นจากธรรมนี้ ชนเหล่านั้น ย่อมเป็นผู้พลาดทางแห่งความหมดจด เป็นผู้ไม่บริบูรณ์. ทิฏฐิเรียกว่าติตถะ
เอวมฺปิ ติตฺถฺยา ปุถุโส วทนฺตีติ ติตฺถํ วุจฺจติ ทิฏฺฐิคตํ ฯ ติตฺถฺยา วุจฺจนฺติ ทิฏฺฐิคติกา ฯ ปุถุทิฏฺฐิยา ปุถุทิฏฺฐิคตานิ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺตีติ เอวมฺปิ ติตฺถฺยา ปุถุโส วทนฺติ ฯ
คำว่า พวกเดียรถีย์ย่อมกล่าวแม้อย่างนี้โดยทิฏฐิมาก ความว่า ทิฏฐิเรียกว่าติตถะ. เจ้าทิฏฐิเรียกว่า พวกเดียรถีย์. พวกเดียรถีย์ย่อมกล่าว บอก พูด แสดง แถลง ซึ่งทิฏฐิมาก โดยทิฏฐิมาก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พวกเดียรถีย์ย่อมกล่าวแม้อย่างนี้โดยทิฏฐิมาก.
สนฺทิฏฺฐิราเคน หิ ตฺยาภิรตฺตาติ สกาย ทิฏฺฐิยา ราเคน รตฺตา อภิรตฺตาติ สนฺทิฏฺฐิราเคน หิ ตฺยาภิรตฺตา ฯ เตนาห ภควา อญฺญํ อิโต ยาภิวทนฺติ ธมฺมํ อปรทฺธา สุทฺธิมเกวลี เต เอวมฺปิ ติตฺถฺยา ปุถุโส วทนฺติ สนฺทิฏฺฐิราเคน หิ ตฺยาภิรตฺตาติ ฯ
คำว่า เพราะพวกเดียรถีย์นั้น เป็นผู้ยินดียิ่งด้วยความกำหนัดเพราะทิฏฐิของ ตน ความว่า เดียรถีย์เหล่านั้น เป็นผู้ยินดี ยินดียิ่ง ด้วยความกำหนัดเพราะทิฏฐิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะพวกเดียรถีย์ยินดียิ่งด้วยความกำหนัดเพราะทิฏฐิของตน. เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า ชนเหล่าใด ย่อมสรรเสริญธรรมอื่นจากธรรมนี้ ชนเหล่านั้น ย่อมเป็นผู้ พลาดทางแห่งความหมดจด เป็นผู้ไม่บริบูรณ์ พวกเดียรถีย์ย่อมกล่าว แม้อย่างนี้โดยทิฏฐิมาก เพราะพวกเดียรถีย์นั้น เป็นผู้ยินดียิ่งด้วยความ กำหนัดเพราะทิฏฐิของตน.
อิเธว สุทฺธึ อิติ วาทยนฺติ นาญฺเญสุ ธมฺเมสุ วิสุทฺธิมาหุ เอวมฺปิ ติตฺถฺยา ปุถุโส นิวิฏฺฐา สกายเน ตตฺถ ทฬฺหํ วทานา ฯ
พวกเดียรถีย์ย่อมกล่าวความหมดจดว่า มีในธรรมนี้เท่านั้น ไม่กล่าวความ หมดจดวิเศษในธรรมทั้งหลายอื่น พวกเดียรถีย์ตั้งมั่นแม้อย่างนี้ โดย ทิฏฐิมาก เป็นผู้กล่าวยืนยันในธรรมอันเป็นทางดำเนินของตนนั้น. ว่าด้วยทิฏฐิของพวกเดียรถีย์
อิเธว สุทฺธึ อิติ วาทยนฺตีติ อิธ สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺติ สสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ อิธ สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺติ อสสฺสโต โลโก ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ อิธ สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺตีติ อิเธว สุทฺธึ อิติ วาทยนฺติ ฯ
คำว่า พวกเดียรถีย์ย่อมกล่าวความหมดจดว่า มีในธรรมนี้เท่านั้น ความว่าพวกเดียรถีย์ย่อมกล่าว บอก พูด แสดง แถลง ซึ่งความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบ ในธรรมนี้ว่า โลกเที่ยง สิ่งนี้แหละจริงสิ่งอื่นเปล่า ... โลกไม่เที่ยง ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไป ย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พวกเดียรถีย์ย่อมกล่าวความหมดจดว่า มีในธรรมนี้เท่านั้น.
นาญฺเญสุ ธมฺเมสุ วิสุทฺธิมาหูติ อตฺตโน สตฺถารํ ธมฺมกฺขานํ คณํ ทิฏฺฐึ ปฏิปทํ มคฺคํ ฐเปตฺวา สพฺเพ ปรวาเท ขิปนฺติ อุกฺขิปนฺติ ปริกฺขิปนฺติ โส สตฺถา น สพฺพญฺญู ธมฺโม น สฺวากฺขาโต คโณ น สุปฏิปนฺโน ทิฏฺฐิ น ภทฺทิกา ปฏิปทา น สุปญฺญตฺตา มคฺโค น นิยฺยานิโก นตฺเถตฺถ สุทฺธิ วา วิสุทฺธิ วา ปริสุทฺธิ วา มุตฺติ วา วิมุตฺติ วา ปริมุตฺติ วา น ตตฺถ สุชฺฌนฺติ วา วิสุชฺฌนฺติ วา ปริสุชฺฌนฺติ วา มุจฺจนฺติ วา วิมุจฺจนฺติ วา ปริมุจฺจนฺติ วา หีนา นิหีนา โอมกา ลามกา ชตุกฺกา ปริตฺตาติ เอวมาหํสุ เอวํ กเถนฺติ เอวํ ภณนฺติ เอวํ ทีปยนฺติ เอวํ โวหรนฺตีติ นาญฺเญสุ ธมฺเมสุ วิสุทฺธิมาหุ ฯ
คำว่า ไม่กล่าวความหมดจดวิเศษในธรรมทั้งหลายอื่น ความว่า พวกเดียรถีย์นั้น ย่อมคัดค้าน โต้เถียงวาทะของคนอื่นทั้งหมด เว้นแต่ศาสดา ธรรมที่ศาสดากล่าว หมู่คณะทิฏฐิ ปฏิปทา มรรค ของตน คือ กล่าว บอก พูด แสดง แถลง อย่างนี้ว่า ศาสดานั้นไม่ใช่สัพพัญญู ธรรมนั้นไม่ใช่สวากขาตธรรม หมู่คณะนั้นมิใช่ผู้ปฏิบัติดี ทิฏฐินั้นมิใช่ทิฏฐิอัน-*เจริญ ปฏิปทานั้น มิใช่บัญญัติดี มรรคนั้นไม่เป็นมรรคนำให้พ้นทุกข์ ความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ หรือความพ้นรอบ มิได้มีในธรรมนั้น สัตว์ทั้งหลายย่อมไม่หมดจด ไม่หมดจดวิเศษ ไม่หมดจดรอบ ไม่พ้น ไม่พ้นวิเศษ ไม่พ้นรอบในเพราะธรรมนั้น แต่เป็นผู้เลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าไม่กล่าวความหมดจดวิเศษ ในธรรมทั้งหลายอื่น.
เอวมฺปิ ติตฺถฺยา ปุถุโส นิวิฏฺฐาติ ติตฺถํ วุจฺจติ ทิฏฺฐิคตํ ฯ ติตฺถฺยา วุจฺจนฺติ ทิฏฺฐิคติกา ฯ ปุถุทิฏฺฐิยา ปุถุทิฏฺฐิคเตสุ นิวิฏฺฐา ปติฏฺฐิตา อลฺลีนา อุปคตา อชฺโฌสิตา อธิมุตฺตาติ เอวมฺปิ ติตฺถฺยา ปุถุโส นิวิฏฺฐา ฯ
คำว่า พวกเดียรถีย์ตั้งมั่นแม้อย่างนี้โดยทิฏฐิมาก ความว่า ทิฏฐิเรียกว่า ติตถะ. เจ้าทิฏฐิเรียกว่า พวกเดียรถีย์. พวกเดียรถีย์ตั้งมั่น ตั้งอยู่เฉพาะ พัวพัน เข้าถึง ติดใจ น้อมใจไปในทิฏฐิมาก โดยทิฏฐิมาก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พวกเดียรถีย์ตั้งมั่นแม้อย่างนี้โดยทิฏฐิมาก.
สกายเน ตตฺถ ทฬฺหํ วทานาติ ธมฺโม สกายนํ ทิฏฺฐิ สกายนํ ปฏิปทา สกายนํ มคฺโค สกายนํ ฯ สกายเน ทฬฺหวาทา ถิรวาทา พลิกวาทา อวฏฺฐิตวาทาติ สกายเน ตตฺถ ทฬฺหํ วทานา ฯ เตนาห ภควา อิเธว สุทฺธึ อิติ วาทยนฺติ นาญฺเญสุ ธมฺเมสุ วิสุทฺธิมาหุ เอวมฺปิ ติตฺถฺยา ปุถุโส นิวิฏฺฐา สกายเน ตตฺถ ทฬฺหํ วทานาติ ฯ
คำว่า เป็นผู้กล่าวยืนยันในธรรมอันเป็นทางดำเนินของตนนั้น ความว่า ธรรมะทิฏฐิ ปฏิปทา มรรค ชื่อว่าธรรมเป็นทางดำเนินของตน เป็นผู้กล่าวยืนยัน กล่าวมั่นคง กล่าวแข็งแรง กล่าวเที่ยงแท้ ในธรรมอันเป็นทางดำเนินของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้กล่าวยืนยันในธรรมอันเป็นทางดำเนินของตนนั้น. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า พวกเดียรถีย์ ย่อมกล่าวความหมดจดว่า มีในธรรมนี้เท่านั้น ไม่กล่าว ความหมดจดวิเศษในธรรมทั้งหลายอื่น พวกเดียรถีย์ตั้งมั่นอย่างนี้โดย ทิฏฐิมาก เป็นผู้กล่าวยืนยันในธรรมอันเป็นทางดำเนินของตนนั้น.
สกายเน วาปิ ทฬฺหํ วทาโน กเมตฺถ พาโลติ ปรํ ทเหยฺย สยเมว โส เมธคํ อาวเหยฺย ปรํ วทํ พาลมสุทฺธิธมฺมํ ฯ
อนึ่ง เจ้าทิฏฐิเป็นผู้พูดยืนยันในธรรมอันเป็นทางดำเนินของตน พึงเห็น ใครอื่นว่า เป็นพาล ในเพราะทิฏฐินั้น เจ้าทิฏฐินั้น กล่าวบุคคลอื่นว่า เป็นพาล มีความไม่หมดจดเป็นธรรมดา พึงนำมาซึ่งความมุ่งร้ายเอง.
สกายเน วาปิ ทฬฺหํ วทาโนติ ธมฺโม สกายนํ ทิฏฺฐิ สกายนํ ปฏิปทา สกายนํ มคฺโค สกายนํ ฯ สกายเน ทฬฺหวาโท ถิรวาโท พลิกวาโท อวฏฺฐิตวาโทติ สกายเน วาปิ ทฬฺหํ วทาโน ฯ
คำว่า อนึ่ง เจ้าทิฏฐิเป็นผู้พูดยืนยันในธรรมอันเป็นทางดำเนินของตน ความว่าธรรมะ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรค ชื่อว่าธรรมเป็นทางดำเนินของตน เป็นผู้กล่าวยืนยัน กล่าวมั่นคงกล่าวแข็งแรง กล่าวเที่ยงแท้ ในธรรมอันเป็นทางดำเนินของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อนึ่งเจ้าทิฏฐิเป็นผู้ยืนยันในธรรมเป็นทางดำเนินของตน.
กเมตฺถ พาโลติ ปรํ ทเหยฺยาติ เอตฺถาติ สกาย ทิฏฺฐิยา สกาย ขนฺติยา สกาย รุจิยา สกาย ลทฺธิยา ปรํ พาลโต หีนโต นิหีนโต โอมกโต ลามกโต ชตุกฺกโต ปริตฺตโต กํ ทเหยฺย กํ ปสฺเสยฺย กํ ทกฺเขยฺย กํ โอโลเกยฺย กํ นิชฺฌาเยยฺย กํ อุปปริกฺเขยฺยาติ กเมตฺถ พาโลติ ปรํ ทเหยฺย ฯ
คำว่า ในเพราะทิฏฐินั้น ในคำว่า พึงเห็นใครอื่นว่า เป็นพาล ในเพราะทิฏฐินั้น ความว่า พึงเห็น ดู แลดู ตรวจดู พินิจ พิจารณา ซึ่งใครอื่น โดยความเป็นคนพาล เลวทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย ในเพราะทิฏฐิ คือ ความควร ความชอบใจ ลัทธิของตนเพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงเห็น ใครอื่นว่าเป็นพาล ในเพราะทิฏฐินั้น.
สยเมว โส เมธคํ อาวเหยฺย ปรํ วทํ พาลมสุทฺธิธมฺมนฺติ ปโร พาโล หีโน นิหีโน โอมโก ลามโก ชตุกฺโก ปริตฺโต อสุทฺธิธมฺโม อวิสุทฺธิธมฺโม อปริสุทฺธิธมฺโม อโวทาตธมฺโมติ เอวํ วทนฺโต เอวํ กเถนฺโต เอวํ ภณนฺโต เอวํ ทีปยนฺโต เอวํ โวหรนฺโต สยเมว กลหํ ภณฺฑนํ วิคฺคหํ วิวาทํ เมธคํ อาวเหยฺย สมาวเหยฺย อาหเรยฺย สมาหเรยฺย อากฑฺเฒยฺย สมากฑฺเฒยฺย คณฺเหยฺย ปรามเสยฺย อภินิวิเสยฺยาติ สยเมว โส เมธคํ อาวเหยฺย ปรํ วทํ พาลมสุทฺธิธมฺมํ ฯ เตนาห ภควา สกายเน วาปิ ทฬฺหํ วทาโน กเมตฺถ พาโลติ ปรํ ทเหยฺย สยเมว โส เมธคํ อาวเหยฺย ปรํ วทํ พาลมสุทฺธิธมฺมนฺติ ฯ
คำว่า เจ้าทิฏฐินั้นกล่าวบุคคลอื่นว่าเป็นพาล มีความไม่หมดจดเป็นธรรมดา พึงนำมาซึ่งความมุ่งร้ายเอง ความว่า เจ้าทิฏฐินั้นว่า กล่าว บอก พูด แสดง แถลง อย่างนี้ว่าบุคคลอื่นเป็นพาล เลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย มีความไม่หมดจด ไม่หมดจดวิเศษไม่หมดจดรอบ ไม่ขาว เป็นธรรมดา พึงนำมา นำมาพร้อม ถือมา ถือมาพร้อม ชักมา ชักมาพร้อม ถือ ยึดมั่น ถือมั่น ซึ่งความทะเลาะ ความหมายมั่น ความแก่งแย่ง ความวิวาท ความทุ่มเถียง ด้วยตนเองแท้ๆ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เจ้าทิฏฐินั้นกล่าวบุคคลอื่นว่าเป็นพาล มีความไม่หมดจดเป็นธรรมดา พึงนำมาซึ่งความมุ่งร้ายเอง เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า อนึ่ง เจ้าทิฏฐิเป็นผู้พูดยืนยันในธรรมอันเป็นทางดำเนินของตน พึงเห็น ใครอื่นว่า เป็นพาล ในเพราะทิฏฐินั้น เจ้าทิฏฐินั้นกล่าวบุคคลอื่นว่า เป็นพาล มีความไม่หมดจดเป็นธรรมดา พึงนำมาซึ่งความมุ่งร้ายเอง.
วินิจฺฉเย ฐตฺวา สยํ ปมาย อุทฺธํ โส โลกสฺมึ วิวาทเมติ หิตฺวาน สพฺพานิ วินิจฺฉยานิ น เมธคํ กูรุเต ชนฺตุ โลเก ฯ
เจ้าทิฏฐินั้น ตั้งอยู่ในทิฏฐิที่ตกลงใจ นับถือเองแล้ว ย่อมถึงความวิวาท ในข้างหน้าในโลก ชันตุชน ละทิฏฐิที่ตกลงใจทั้งปวง ย่อมไม่ทำความ ทุ่มเถียงในโลก.
วินิจฺฉเย ฐตฺวา สยํ ปมายาติ วินิจฺฉยา วุจฺจนฺติ ทฺวาสฏฺฐี ทิฏฺฐิคตานิ วินิจฺฉิตทิฏฺฐิยา ฐตฺวา ปติฏฺฐหิตฺวา คณฺหิตฺวา ปรามสิตฺวา อภินิวิสิตฺวาติ วินิจฺฉเย ฐตฺวา ฯ สยํ ปมายาติ สยํ ปมาย ปมินิตฺวา อยํ สตฺถา สพฺพญฺญูติ สยํ ปมาย ปมินิตฺวา อยํ ธมฺโม สฺวากฺขาโต อยํ คโณ สุปฏิปนฺโน อยํ ทิฏฺฐิ ภทฺทิกา อยํ ปฏิปทา สุปญฺญตฺตา อยํ มคฺโค นิยฺยานิโกติ สยํ ปมาย ปมินิตฺวาติ วินิจฺฉเย ฐตฺวา สยํ ปมาย ฯ
คำว่า ตั้งอยู่ในทิฏฐิที่ตกลงใจ นับถือเองแล้ว ความว่า ทิฏฐิ ๖๒ ประการเรียกว่าทิฏฐิที่ตกลงใจ เจ้าทิฏฐิ ตั้งอยู่ ตั้งอยู่เฉพาะ ถือยึดมั่น ถือมั่น ในทิฏฐิที่ตนตัดสินแล้วเพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ตั้งอยู่ในทิฏฐิที่ตกลงใจ. คำว่า นับถือเองแล้ว ความว่า นับถือ ตรวจเองแล้วว่า ศาสดานี้เป็นพระสัพพัญญู ธรรมนี้อันศาสดาตรัสดีแล้ว หมู่คณะนี้ปฏิบัติดีแล้ว ทิฏฐินี้เป็นทิฏฐิเจริญ ปฏิปทานี้อันศาสดาบัญญัติดีแล้ว มรรคนี้เป็นมรรคนำให้พ้นทุกข์ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า นับถือเองแล้ว เหตุนั้น จึงชื่อว่า ตั้งอยู่ในทิฏฐิที่ตกลงใจนับถือเองแล้ว.
อุทฺธํ โส โลกสฺมึ วิวาทเมตีติ อุทฺธํ วุจฺจติ อนาคตํ ฯ อตฺตโน วาทํ อุทฺธํ ฐเปตฺวา สยเมว กลหํ ภณฺฑนํ วิคฺคหํ วิวาทํ เมธคํ เอติ อุเปติ อุปคจฺฉติ คณฺหาติ ปรามสติ อภินิวิสตีติ เอวมฺปิ อุทฺธํ โส โลกสฺมึ วิวาทเมติ ฯ อถวา อญฺเญน อุทฺธํ วาเทน สทฺธึ กลหํ กโรติ ภณฺฑนํ กโรติ วิคฺคหํ กโรติ วิวาทํ กโรติ เมธคํ กโรติ น ตฺวํ อิมํ ธมฺมวินยํ อาชานาสิ ฯเปฯ นิพฺเพเธหิ วา สเจ ปโหสีติ เอวมฺปิ อุทฺธํ โส โลกสฺมึ วิวาทเมติ ฯ
คำว่า เจ้าทิฏฐินั้นย่อมถึงความวิวาทในข้างหน้าในโลก ความว่า อนาคตเรียกว่า ข้างหน้า. เจ้าทิฏฐินั้น ตั้งวาทะของตนในข้างหน้า ย่อมถึง เข้าถึง เข้าไปถึง ถือ ยึดมั่นถือมั่น ซึ่งความทะเลาะ ความหมายมั่น ความแก่งแย่ง ความวิวาท ความทุ่มเถียง ด้วยตนเองแม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า เจ้าทิฏฐินั้นย่อมถึงความวิวาทในข้างหน้าในโลก. อีกอย่างหนึ่งเจ้าทิฏฐินั้น ย่อมทำความทะเลาะ ความหมายมั่น ความแก่งแย่ง ทำความวิวาท ทำความทุ่มเถียงกับบุคคลอื่นผู้กล่าวในข้างหน้า ว่าท่านไม่รู้ธรรมวินัยนี้ ฯลฯ หรือจงแก้ไขเพื่อปลดเปลื้องวาทะถ้าท่านสามารถ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า ย่อมถึงความวิวาทในข้างหน้าในโลก.
หิตฺวาน สพฺพานิ วินิจฺฉยานีติ วินิจฺฉยา วุจฺจนฺติ ทฺวาสฏฺฐี ทิฏฺฐิคตานิ ฯ สพฺพา วินิจฺฉิตทิฏฺฐิโย หิตฺวา จชิตฺวา ปริจฺจชิตฺวา ชหิตฺวา ปชหิตฺวา วิโนทิตฺวา พฺยนฺตีกริตฺวา อนภาวงฺคเมตฺวาติ หิตฺวาน สพฺพานิ วินิจฺฉยานิ ฯ
คำว่า ละทิฏฐิที่ตกลงใจทั้งปวงแล้ว ความว่า ทิฏฐิ ๖๒ ประการ เรียกว่าทิฏฐิที่ตกลงใจ ชันตุชน ละ สละ ทิ้ง ปลดปล่อย บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีซึ่งทิฏฐิที่ตนตัดสินแล้วทั้งปวง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ละทิฏฐิที่ตกลงใจทั้งปวงแล้ว.
น เมธคํ กูรุเต ชนฺตุ โลเกติ น กลหํ กโรติ น ภณฺฑนํ กโรติ น วิคฺคหํ กโรติ น วิวาทํ กโรติ น เมธคํ กโรติ ฯ วุตฺตํ เหตํ ภควตา เอวํ วิมุตฺตจิตฺโต โข อคฺคิเวสฺสน ภิกฺขุ น เกนจิ สํวทติ น เกนจิ วิวทติ ยญฺจ โลเก วุตฺตํ เตน จ โวหรติ อปรามสนฺติ ฯ ชนฺตูติ สตฺโต นโร มานโว โปโส ปุคฺคโล ชีโว ชาตุ ชนฺตุ อินฺทคู มนุโช ฯ โลเกติ อปายโลเก มนุสฺสโลเก เทวโลเก ขนฺธโลเก ธาตุโลเก อายตนโลเกติ น เมธคํ กูรุเต ชนฺตุ โลเก ฯ เตนาห ภควา วินิจฺฉเย ฐตฺวา สยํ ปมาย อุทฺธํ โส โลกสฺมึ วิวาทเมติ หิตฺวาน สพฺพานิ วินิจฺฉยานิ น เมธคํ กูรุเต ชนฺตุ โลเกติ ฯ ทฺวาทสโม จูฬวิยูหสุตฺตนิทฺเทโส นิฏฺฐิโต ฯ -------------------
คำว่า ชันตุชน ... ย่อมไม่ทำความทุ่มเถียงในโลก ความว่า ชันตุชนย่อมไม่ทำความทะเลาะ ไม่ทำความหมายมั่น ไม่ทำความแก่งแย่ง ไม่ทำความวิวาท ไม่ทำความทุ่มเถียงสมจริงตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอัคคิเวสสนะ ภิกษุมีจิตพ้นวิเศษแล้วอย่างนี้ ย่อมไม่โต้เถียง ไม่วิวาทกับใครๆ สิ่งใดที่เขากล่าวกันในโลก ก็กล่าวตามสิ่งนั้น มิได้ถือมั่น. ชื่อว่าชันตุชน คือ สัตว์ นระ มาณพ บุรุษ บุคคล ผู้มีชีวิต ผู้เกิด สัตว์เกิด ผู้มีกรรม มนุษย์. คำว่า ในโลก คือ ในอบายโลก มนุษยโลก เทวโลก ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ชันตุชน ... ย่อมไม่ทำความทุ่มเถียงในโลก. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า เจ้าทิฏฐินั้น ตั้งอยู่ในทิฏฐิที่ตกลงใจ นับถือเองแล้ว ย่อมถึงความวิวาท ในข้างหน้าในโลก ชันตุชนละทิฏฐิที่ตกลงใจทั้งปวงแล้ว ย่อมไม่ทำ ความทุ่มเถียงในโลก ดังนี้. จบจูฬวิยูหสุตตนิทเทสที่ ๑๒. -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๒. จูฬวิยูหสุตตนิทเทส ๑๒. จูฬวิยูหสุตตนิทเทส อธิบายจูฬวิยูหสูตร ว่าด้วยการวิวาทกันเพราะทิฏฐิสูตรเล็ก พระสารีบุตรเถระจะกล่าวอธิบายจูฬวิยูหสูตร ดังต่อไปนี้
(พระพุทธเนรมิตทูลถามว่า) สมณพราหมณ์เจ้าลัทธิบางพวก ยึดถืออยู่เฉพาะทิฏฐิของตนๆ ถือแล้วก็อ้างตัวว่าเป็นคนฉลาด พูดกันไปต่างๆ ว่า บุคคลใดรู้อย่างนี้ บุคคลนั้นชื่อว่ารู้ธรรมแล้ว บุคคลใดคัดค้านธรรมนี้ บุคคลนั้นชื่อว่ายังไม่สำเร็จกิจ คำว่า ยึดถืออยู่เฉพาะทิฏฐิของตนๆ อธิบายว่า สมณพราหมณ์เจ้าลัทธิ บางพวก สมณพราหมณ์เหล่านั้น ยึด ยึดถือ ถือ ยึดมั่น ถือมั่น ทิฏฐิอย่างใดอย่างหนึ่ง บรรดาทิฏฐิ ๖๒ แล้ว อยู่ อยู่ร่วม อยู่อาศัย อยู่ครองในทิฏฐิของตนๆเหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้ครองเรือนก็อยู่ในเรือน หมู่ภิกษุผู้มีอาบัติก็อยู่ในอาบัติ หรือพวกปุถุชนผู้มีกิเลสก็อยู่ในกิเลส ฉันใด มีสมณพราหมณ์เจ้าลัทธิบางพวก สมณพราหมณ์เหล่านั้น ยึด ยึดถือ ถือ ยึดมั่น ถือมั่นทิฏฐิอย่างใดอย่างหนึ่งบรรดาทิฏฐิ ๖๒ แล้ว อยู่ อยู่ร่วม อยู่อาศัย อยู่ครองในทิฏฐิของตนๆ ฉันนั้นเหมือนกันรวมความว่า ยึดถืออยู่เฉพาะทิฏฐิของตนๆ คำว่า ถือแล้ว ในคำว่า ถือแล้วก็อ้างตัวว่าเป็นคนฉลาด พูดกันไปต่างๆ ได้แก่ ยึด ยึดถือ ถือ ยึดมั่น ถือมั่น @เชิงอรรถ : @ ขุ.สุ. ๒๕/๘๘๕-๙๐๑/๕๐๖-๕๑๐ @ ดูเชิงอรรถข้อ ๗/๒๙
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๓๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๒. จูฬวิยูหสุตตนิทเทส คำว่า พูดกันไปต่างๆ ได้แก่ พูดกันไปต่างๆ คือ พูดมากอย่าง พูดอย่างโน้นอย่างนี้ พูดไปมากมาย คือ ไม่กล่าว ไม่พูด ไม่บอก ไม่แสดง ไม่ชี้แจงเป็นอย่างเดียวกัน คำว่า อ้างตัวว่าเป็นคนฉลาด ได้แก่ อ้างตัวว่าเป็นคนฉลาด คือ อ้างว่าเป็นบัณฑิต อ้างว่าเป็นนักปราชญ์ อ้างว่ามีความรู้ อ้างว่ามีเหตุผล อ้างว่ามีคุณลักษณะอ้างว่าเหมาะแก่เหตุ อ้างว่าสมฐานะ ตามลัทธิของตน รวมความว่า ถือแล้วก็อ้างตัวว่าเป็นคนฉลาด พูดกันไปต่างๆ คำว่า บุคคลใดรู้อย่างนี้ บุคคลนั้นก็ชื่อว่า รู้ธรรมแล้ว อธิบายว่า บุคคลใดรู้ธรรม คือ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรค นี้ บุคคลนั้นชื่อว่ารู้ คือ ได้รู้ ได้เห็น ได้แทงตลอดธรรมแล้ว รวมความว่า บุคคลใดรู้อย่างนี้ บุคคลนั้นชื่อว่ารู้ธรรมแล้ว คำว่า บุคคลใดคัดค้านธรรมนี้ บุคคลนั้นชื่อว่ายังไม่สำเร็จกิจ อธิบายว่า บุคคลใดคัดค้านธรรม คือ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรค นี้ บุคคลนั้น ชื่อว่ายังไม่สำเร็จกิจ คือ ไม่สมบูรณ์ ไม่บริบูรณ์ ได้แก่ บุคคลนั้นเป็นคนเลว ทราม ต่ำทราม น่ารังเกียจหยาบช้า ต่ำต้อย รวมความว่า บุคคลใดคัดค้านธรรมนี้ บุคคลนั้นชื่อว่ายังไม่สำเร็จกิจ ด้วยเหตุนั้น พระพุทธเนรมิตจึงทูลถามว่า สมณพราหมณ์เจ้าลัทธิบางพวก ยึดถืออยู่เฉพาะทิฏฐิของตนๆ ถือแล้วก็อ้างตัวว่าเป็นคนฉลาด พูดกันไปต่างๆ ว่า บุคคลใดรู้อย่างนี้ บุคคลนั้นชื่อว่ารู้ธรรมแล้ว บุคคลใดคัดค้านธรรมนี้ บุคคลนั้นชื่อว่ายังไม่สำเร็จกิจ @เชิงอรรถ : @ ทิฏฐิ ดูเชิงอรรถข้อ ๗/๒๙ @ ปฏิปทา แนวปฏิบัติที่เป็นทางดำเนินให้ถึงจุดมุ่งหมาย คือความหลุดพ้นหรือสิ้นอาสวะ@(องฺ.จตุกฺก. ๒๑/๑๖๗-๑๖๘/๑๗๖-๑๗๗) @ มรรค ดูรายละเอียดข้อ ๑๑๙/๓๔๗
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๓๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๒. จูฬวิยูหสุตตนิทเทส
(พระพุทธเนรมิตทูลถามอีกว่า) สมณพราหมณ์เหล่านั้น ถืออย่างนี้แล้วก็พากันวิวาท และกล่าวว่า คนอื่นเป็นคนพาล ไม่ฉลาด วาทะของสมณพราหมณ์เหล่านี้ วาทะไหนเป็นเรื่องจริงกันหนอ เพราะสมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมด ต่างก็อ้างตัวว่าเป็นคนฉลาด ว่าด้วยวิวาทกันเพราะถือทิฏฐิ คำว่า ถืออย่างนี้แล้วก็พากันวิวาท อธิบายว่า ยึด ยึดถือ ถือ ยึดมั่น ถือมั่นอย่างนี้แล้วก็พากันวิวาท คือ ก่อการทะเลาะ ก่อการบาดหมาง ก่อการแก่งแย่งก่อการวิวาท ก่อการมุ่งร้ายว่า “ท่านไม่รู้ธรรมวินัยนี้... หรือ หากท่านสามารถก็จงแก้ไขเถิด” รวมความว่า ถืออย่างนี้แล้วก็พากันวิวาท คำว่า และกล่าวว่า คนอื่นเป็นคนพาล ไม่ฉลาด อธิบายว่า กล่าวอย่างนี้คือ พูด บอก แสดง ชี้แจงอย่างนี้ว่า คนอื่น เป็นคนพาล คือ เป็นคนเลว ทรามต่ำทราม น่ารังเกียจ หยาบช้า ต่ำต้อย ไม่ฉลาด คือ ไม่มีความรู้ ไปตามอวิชชาไม่มีญาณ ไม่มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทึบ รวมความว่า และกล่าวว่า คนอื่นเป็นคนพาล ไม่ฉลาด คำว่า วาทะของสมณพราหมณ์เหล่านี้ วาทะไหนเป็นเรื่องจริงกันหนอ อธิบายว่า วาทะของสมณพราหมณ์เหล่านี้ วาทะไหนเป็นเรื่องจริง คือ แท้ แน่เป็นจริง แน่นอน ไม่วิปริต รวมความว่า วาทะของสมณพราหมณ์เหล่านี้ วาทะไหนเป็นเรื่องจริงกันหนอ คำว่า เพราะสมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมดต่างก็อ้างตัวว่าเป็นคนฉลาด อธิบายว่า สมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมดต่างก็อ้างตัวว่าเป็นคนฉลาด คือ อ้างว่าเป็นบัณฑิต อ้างว่าเป็นนักปราชญ์ อ้างว่ามีความรู้ อ้างว่ามีเหตุผล อ้างว่ามีคุณลักษณะ อ้างว่าเหมาะแก่เหตุ อ้างว่าสมฐานะ ตามลัทธิของตน รวมความว่าเพราะสมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมดต่างก็อ้างตัวว่าเป็นคนฉลาด ด้วยเหตุนั้น พระ-พุทธเนรมิตจึงทูลถามว่า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๔๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๒. จูฬวิยูหสุตตนิทเทส สมณพราหมณ์เหล่านั้น ถืออย่างนี้แล้วก็พากันวิวาท และกล่าวว่า คนอื่นเป็นคนพาล ไม่ฉลาด วาทะของสมณพราหมณ์เหล่านี้ วาทะไหนเป็นเรื่องจริงกันหนอ เพราะสมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมด ต่างก็อ้างตัวว่าเป็นคนฉลาด
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า) คนพาลไม่ยอมรับธรรมของผู้อื่นเลย เป็นคนต่ำทราม มีปัญญาทราม สมณพราหมณ์ทั้งหมดนั่นแหละเป็นคนพาล มีปัญญาทราม สมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมดนั่นแหละ ยึดถือทิฏฐิอยู่ คำว่า ไม่ยอมรับธรรมของผู้อื่นเลย อธิบายว่า ไม่ยอมรับ คือ ไม่เห็นตามไม่คล้อยตาม ไม่ยินดีตามธรรม คือ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรค ของผู้อื่น รวมความว่าไม่ยอมรับธรรมของผู้อื่นเลย คำว่า คนพาล... เป็นคนต่ำทราม มีปัญญาทราม อธิบายว่า คนอื่นเป็นพาลเป็นคนเลว ทราม ต่ำทราม น่ารังเกียจ หยาบช้า ต่ำต้อย มีปัญญาเลว มีปัญญาทราม มีปัญญาต่ำทราม มีปัญญาน่ารังเกียจ มีปัญญาหยาบช้า มีปัญญาต่ำต้อย รวมความว่า คนพาล... เป็นคนต่ำทราม มีปัญญาทราม คำว่า สมณพราหมณ์ทั้งหมดนั่นแหละ เป็นคนพาล มีปัญญาทราม อธิบาย ว่า สมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมดนั่นแหละ เป็นคนพาล คือ เป็นคนเลว ทรามต่ำทราม น่ารังเกียจ หยาบช้า ต่ำต้อย สมณพราหมณ์ทั้งหมดนั่นแหละ มีปัญญาเลว คือ มีปัญญาทราม มีปัญญาต่ำทราม มีปัญญาน่ารังเกียจ มีปัญญาหยาบช้ามีปัญญาต่ำต้อย รวมความว่า สมณพราหมณ์ทั้งหมดนั่นแหละ เป็นคนพาล มีปัญญาทราม คำว่า สมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมดนั่นแหละ ยึดถือทิฏฐิอยู่ อธิบายว่า สมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมดนั่นแหละ เป็นเจ้าลัทธิ สมณพราหมณ์เหล่านั้น ยึดยึดถือ ถือ ยึดมั่น ถือมั่นทิฏฐิอย่างใดอย่างหนึ่งบรรดาทิฏฐิ ๖๒ แล้ว อยู่ คือ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๔๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๒. จูฬวิยูหสุตตนิทเทส อยู่ร่วม อยู่อาศัย อยู่ครองตามทิฏฐิของตนๆ เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้ครองเรือนก็อยู่ในเรือน หมู่ภิกษุผู้มีอาบัติก็อยู่ในอาบัติ หรือพวกปุถุชนผู้มีกิเลสก็อยู่ในกิเลส ฉันใดสมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมดนั่นแหละ เป็นเจ้าลัทธิ สมณพราหมณ์เหล่านั้น ยึดยึดถือ ถือ ยึดมั่น ถือมั่น ทิฏฐิอย่างใดอย่างหนึ่ง บรรดาทิฏฐิ ๖๒ แล้ว อยู่ คืออยู่ร่วม อยู่อาศัย อยู่ครองตามทิฏฐิของตนๆ ฉันนั้นเหมือนกัน รวมความว่าสมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมดนั่นแหละ ยึดถือทิฏฐิอยู่ ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า คนพาลไม่ยอมรับธรรมของผู้อื่นเลย เป็นคนต่ำทราม มีปัญญาทราม สมณพราหมณ์ทั้งหมดนั่นแหละเป็นคนพาล มีปัญญาทราม สมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมดนั่นแหละ ยึดถือทิฏฐิอยู่
(พระผู้มีพระภาคตรัสต่อไปว่า) ถ้าพวกสมณพราหมณ์ ไม่ผ่องแผ้วเพราะทิฏฐิของตน เป็นผู้มีปัญญาหมดจดดี ฉลาด มีความรู้แล้วไซร้ บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น ก็ไม่มีใครเสื่อมปัญญา เพราะทิฏฐิของสมณพราหมณ์แม้เหล่านั้น ถือกันมาอย่างนั้น คำว่า ถ้าพวกสมณพราหมณ์ ไม่ผ่องแผ้วเพราะทิฏฐิของตน อธิบายว่า พวกสมณพราหมณ์ไม่ผ่องแผ้ว คือ ไม่ผ่องใส ไม่แจ่มใส เศร้าหมอง หม่นหมองเพราะทิฏฐิของตน คือ เพราะความถูกใจของตน ความพอใจของตน ลัทธิของตนรวมความว่า ถ้าพวกสมณพราหมณ์ ไม่ผ่องแผ้วเพราะทิฏฐิของตน คำว่า เป็นผู้มีปัญญาหมดจดดี ฉลาด มีความรู้แล้วไซร้ อธิบายว่า เป็นผู้มีปัญญาหมดจด คือ มีปัญญาสะอาด มีปัญญาบริสุทธิ์ มีปัญญาผ่องใส มีปัญญา แจ่มใส
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๔๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๒. จูฬวิยูหสุตตนิทเทส อีกนัยหนึ่ง เป็นผู้มีความเห็นหมดจด มีความเห็นสะอาด มีความเห็นบริสุทธิ์มีความเห็นผ่องใส มีความเห็นแจ่มใส รวมความว่า เป็นผู้มีปัญญาหมดจดดี คำว่า ฉลาด ได้แก่ ฉลาด คือ เป็นบัณฑิต มีปัญญา มีปัญญาเครื่องตรัสรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาเครื่องทำลายกิเลส รวมความว่า เป็นผู้มีปัญญาหมดจดดี ฉลาด คำว่า มีความรู้ ได้แก่ มีความรู้ คือ เป็นบัณฑิต มีปัญญา มีปัญญาเครื่อง ตรัสรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาเครื่องทำลายกิเลส รวมความว่า เป็นผู้มีปัญญาหมดจดดี ฉลาด มีความรู้แล้วไซร้ คำว่า บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น ก็ไม่มีใครเสื่อมปัญญา อธิบายว่า บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น ก็ไม่มีใครมีปัญญาเลว มีปัญญาทราม มีปัญญาต่ำทราม มีปัญญาน่ารังเกียจ มีปัญญาหยาบช้า มีปัญญาต่ำต้อย อีกนัยหนึ่ง สมณพราหมณ์ทั้งหมดนั่นแหละ เป็นผู้มีปัญญาเลิศ มีปัญญา ประเสริฐ มีปัญญาวิเศษ มีปัญญานำหน้า มีปัญญาสูงสุด มีปัญญาประเสริฐสุดรวมความว่า บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น ก็ไม่มีใครเสื่อมปัญญา คำว่า เพราะทิฏฐิของสมณพราหมณ์แม้เหล่านั้น ถือกันมาอย่างนั้น อธิบายว่าทิฏฐิของสมณพราหมณ์เหล่านั้น ถือกันมา คือ สมาทาน ถือ ยึดมั่น ถือมั่น ติดใจ น้อมใจเชื่อกันมาอย่างนั้น รวมความว่า เพราะทิฏฐิของสมณพราหมณ์แม้เหล่านั้น ถือกันมาอย่างนั้น ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ถ้าพวกสมณพราหมณ์ ไม่ผ่องแผ้วเพราะทิฏฐิของตน เป็นผู้มีปัญญาหมดจดดี ฉลาด มีความรู้แล้วไซร้ บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น ก็ไม่มีใครเสื่อมปัญญา เพราะทิฏฐิของสมณพราหมณ์แม้เหล่านั้น ถือกันมาอย่างนั้น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๔๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๒. จูฬวิยูหสุตตนิทเทส
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) คน ๒ พวกกล่าวทิฏฐิใดกะกันและกันว่า เป็นคนพาล เราไม่กล่าวทิฏฐินั้นว่าจริง พวกสมณพราหมณ์พากันประกาศทิฏฐิของตนๆ ว่าจริง เพราะฉะนั้น จึงพากันใส่ไฟผู้อื่นว่า เป็นคนพาล คำว่า ไม่ ในคำว่า เราไม่กล่าวทิฏฐินั้นว่าจริง เป็นคำปฏิเสธ คำว่า นั้น ได้แก่ ทิฏฐิ ๖๒ อธิบายว่า เราไม่กล่าว คือ ไม่บอก ไม่แสดงไม่บัญญัติ ไม่กำหนด ไม่เปิดเผย ไม่จำแนก ไม่ทำให้ง่าย ไม่ประกาศทิฏฐินั้นว่าจริง คือ แท้ เป็นจริง แน่นอน ไม่วิปริต รวมความว่า เราไม่กล่าวทิฏฐินั้นว่าจริง คำว่า คน ๒ พวก ในคำว่า คน ๒ พวกกล่าวทิฏฐิใดกะกันและกันว่า เป็นคนพาล อธิบายว่า คน ๒ พวก คือ คนก่อการทะเลาะกัน ๒ พวก คนก่อการบาดหมางกัน ๒ พวก คนก่อการอื้อฉาวกัน ๒ พวก คนก่อการวิวาทกัน๒ พวก คนก่ออธิกรณ์กัน ๒ พวก คนว่าร้ายกัน ๒ พวก คนโต้เถียงกัน ๒ พวกคนเหล่านั้นกล่าวหากันและกันอย่างนี้ คือ พูด บอก แสดง ชี้แจงอย่างนี้ว่า“เป็นคนพาล คือ เป็นคนเลว ทราม ต่ำทราม น่ารังเกียจ หยาบช้า ต่ำต้อย”รวมความว่า คน ๒ พวกกล่าวทิฏฐิใดกะกันและกันว่า เป็นคนพาล คำว่า พวกสมณพราหมณ์พากันประกาศทิฏฐิของตนๆ ว่าจริง อธิบายว่า พากันประกาศทิฏฐิของตนๆ ว่า จริงว่า “โลกเที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเป็นโมฆะ ... โลกไม่เที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเป็นโมฆะ” พากันประกาศทิฏฐิของตนๆ ว่าจริง ว่า “หลังจากตายแล้ว ตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่ นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเป็นโมฆะ” รวมความว่า พวกสมณพราหมณ์พากันประกาศทิฏฐิของตนๆ ว่าจริง คำว่า เพราะฉะนั้น ในคำว่า เพราะฉะนั้น จึงพากันใส่ไฟผู้อื่นว่า เป็น คนพาล ได้แก่ เพราะฉะนั้น คือ เพราะการณ์นั้น เพราะเหตุนั้น เพราะปัจจัยนั้นเพราะต้นเหตุนั้น จึงพากันใส่ไฟผู้อื่น คือ เห็น มองเห็น ตรวจดู เพ่งพินิจ พิจารณา
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๔๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๒. จูฬวิยูหสุตตนิทเทส ดูว่า “เป็นคนพาล คือ เป็นคนเลว ทราม ต่ำทราม น่ารังเกียจ หยาบช้า ต่ำต้อย”รวมความว่า เพราะฉะนั้น จึงพากันใส่ไฟผู้อื่นว่า เป็นคนพาล ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า คน ๒ พวกกล่าวทิฏฐิใดกะกันและกันว่า เป็นคนพาล เราไม่กล่าวทิฏฐินั้นว่าจริง พวกสมณพราหมณ์พากันประกาศทิฏฐิของตนๆ ว่าจริง เพราะฉะนั้น จึงพากันใส่ไฟผู้อื่นว่า เป็นคนพาล
(พระพุทธเนรมิตทูลถามว่า) สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวธรรมใดว่าจริง ว่าแท้ สมณพราหมณ์พวกอื่นก็พากันกล่าวธรรมนั้นว่าเปล่า ว่าเท็จ สมณพราหมณ์เหล่านั้นต่างพากันถือมั่นแม้อย่างนี้แล้ววิวาทกัน เพราะเหตุไร พวกสมณพราหมณ์จึงไม่พูดอย่างเดียวกัน คำว่า สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวธรรมใดว่าจริง ว่าแท้ อธิบายว่า สมณพราหมณ์บางพวก กล่าวอย่างนี้ คือ พูด บอก แสดง ชี้แจง ซึ่งธรรม คือทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคใดอย่างนี้ว่า “ธรรมนี้ จริง แท้ เป็นจริง แน่นอน ไม่วิปริต”รวมความว่า สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวธรรมใดว่าจริง ว่าแท้ คำว่า สมณพราหมณ์พวกอื่นก็พากันกล่าวธรรมนั้นว่าเปล่า ว่าเท็จ อธิบายว่า สมณพราหมณ์อีกพวกหนึ่ง ก็พากันกล่าวอย่างนี้ คือ พูด บอก แสดง ชี้แจงซึ่งธรรม คือ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคนั้นนั่นแหละอย่างนี้ว่า “ธรรมนั่นเปล่า ธรรมนั่นเท็จธรรมนั่นไม่เป็นจริง ธรรมนั่นเหลาะแหละ ธรรมนั่นไม่แน่นอน” รวมความว่าสมณพราหมณ์พวกอื่นก็พากันกล่าวธรรมนั้นว่าเปล่า ว่าเท็จ คำว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นต่างพากันถือมั่นแม้อย่างนี้แล้ววิวาทกัน อธิบายว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นต่างพากันยึด ยึดถือ ถือ ยึดมั่น ถือมั่นอย่างนี้แล้ววิวาทกัน คือ ก่อการทะเลาะ ก่อการบาดหมาง ก่อการแก่งแย่ง ก่อการวิวาทก่อการมุ่งร้ายกันว่า “ท่านไม่รู้ธรรมวินัยนี้... หรือหากท่านสามารถ ก็จงแก้ไขเถิด”รวมความว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นต่างพากันถือมั่นแม้อย่างนี้แล้ววิวาทกัน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๔๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๒. จูฬวิยูหสุตตนิทเทส คำว่า เพราะเหตุไร ในคำว่า เพราะเหตุไร พวกสมณพราหมณ์ จึงไม่พูดอย่างเดียวกัน อธิบายว่า เพราะเหตุไร คือ เพราะการณ์ไร เพราะอะไรเป็นเหตุเพราะอะไรเป็นปัจจัย เพราะอะไรเป็นต้นเหตุ เพราะอะไรเป็นเหตุเกิด เพราะอะไรเป็นกำเนิด เพราะอะไรเป็นแดนเกิด สมณพราหมณ์จึงไม่พูดอย่างเดียวกัน คือพูดไปต่างๆ หลายอย่าง พูดอย่างโน้นอย่างนี้ คือ กล่าว พูด บอก แสดง ชี้แจงหลายอย่าง รวมความว่า เพราะเหตุไร พวกสมณพราหมณ์ จึงไม่พูดอย่างเดียวกันด้วยเหตุนั้น พระพุทธเนรมิตจึงทูลถามว่า สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวธรรมใดว่าจริง ว่าแท้ สมณพราหมณ์พวกอื่นก็พากันกล่าวธรรมนั้นว่าเปล่า ว่าเท็จ สมณพราหมณ์เหล่านั้นต่างพากันถือมั่นแม้อย่างนี้แล้ววิวาทกัน เพราะเหตุไร พวกสมณพราหมณ์จึงไม่พูดอย่างเดียวกัน
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า) หมู่ชนรู้ชัดสัจจะใดไม่พึงวิวาทกัน สัจจะนั้นมีอย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีอย่างที่ ๒ สมณพราหมณ์เหล่านั้นพากันอวดสัจจะต่างๆ กันไปเอง เพราะฉะนั้น พวกสมณพราหมณ์จึงไม่พูดอย่างเดียวกัน ว่าด้วยสัจจะมีอย่างเดียว คำว่า สัจจะนั้นมีอย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีอย่างที่ ๒ อธิบายว่า นิพพาน คือ ความดับทุกข์ ได้แก่ ความระงับสังขารทั้งปวง ความสลัดทิ้งอุปธิทั้งหมดความสิ้นตัณหา ความคลายกำหนัด ความดับกิเลส ความเย็นสนิท ตรัสเรียกว่าสัจจะอย่างเดียว อีกนัยหนึ่ง มรรคสัจจะ เป็นสัจจะที่เป็นเหตุนำสัตว์ออกจากทุกข์ คือ ทุกข-นิโรธคามินีปฏิปทา ได้แก่ อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๔๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๒. จูฬวิยูหสุตตนิทเทส ๑. สัมมาทิฏฐิ(เห็นชอบ) ๒. สัมมาสังกัปปะ(ดำริชอบ) ๓. สัมมาวาจา(เจรจาชอบ) ๔. สัมมากัมมันตะ(กระทำชอบ) ๕. สัมมาอาชีวะ(เลี้ยงชีพชอบ) ๖. สัมมาวายามะ(พยายามชอบ) ๗. สัมมาสติ(ระลึกชอบ) ๘. สัมมาสมาธิ (ตั้งจิตมั่นชอบ) ตรัสเรียกว่า สัจจะอย่างเดียว รวมความว่า เพราะสัจจะนั้นมีอย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีอย่างที่ ๒ คำว่า ใด ในคำว่า หมู่ชนรู้ชัดสัจจะใดไม่พึงวิวาทกัน ได้แก่ ในสัจจะใด คำว่า หมู่สัตว์ เป็นชื่อเรียกสัตว์ คำว่า รู้ชัด อธิบายว่า รู้ชัด คือ รู้ทั่ว รู้แจ่มแจ้ง รู้เฉพาะ แทงตลอดสัจจะใดไม่พึงก่อการทะเลาะ ไม่พึงก่อการบาดหมาง ไม่พึงก่อการแก่งแย่ง ไม่พึงก่อการวิวาท ไม่พึงก่อการมุ่งร้าย ได้แก่ พึงละ บรรเทา ทำให้หมดสิ้นไป ให้ถึงความไม่มีอีกซึ่งการทะเลาะ การบาดหมาง การแก่งแย่ง การวิวาท การมุ่งร้าย รวมความว่า หมู่ชนรู้ชัดสัจจะใดไม่พึงวิวาทกัน คำว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นพากันอวดสัจจะต่างๆ กันไปเอง อธิบายว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น พากันอวด คือ กล่าว พูด บอก แสดง ชี้แจงสัจจะต่างๆกันไปเองว่า “โลกเที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเป็นโมฆะ” สมณพราหมณ์เหล่านั้น พากันอวด คือ กล่าว พูด บอก แสดง ชี้แจงสัจจะต่างๆ กันไปเองว่า “โลกไม่เที่ยง ... หลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่ นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเป็นโมฆะ” รวมความว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นพากันอวดสัจจะต่างๆ กันไปเอง คำว่า เพราะฉะนั้น ในคำว่า เพราะฉะนั้น พวกสมณพราหมณ์จึงไม่พูด อย่างเดียวกัน อธิบายว่า เพราะฉะนั้น คือ เพราะการณ์นั้น เพราะเหตุนั้น เพราะปัจจัยนั้น เพราะต้นเหตุนั้น พวกสมณพราหมณ์จึงไม่พูดอย่างเดียวกัน คือ พูดไปต่างๆ พูดหลายอย่าง พูดอย่างโน้นอย่างนี้ พูด คือ กล่าว บอก แสดง ชี้แจงมากมาย รวมความว่า เพราะฉะนั้น พวกสมณพราหมณ์จึงไม่พูดอย่างเดียวกันด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๔๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๒. จูฬวิยูหสุตตนิทเทส หมู่ชนรู้ชัดสัจจะใดไม่พึงวิวาทกัน สัจจะนั้นมีอย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีอย่างที่ ๒ สมณพราหมณ์เหล่านั้นพากันอวดสัจจะต่างๆ กันไปเอง เพราะฉะนั้น พวกสมณพราหมณ์จึงไม่พูดอย่างเดียวกัน
(พระพุทธเนรมิตทูลถามว่า) เพราะเหตุไรหนอ พวกสมณพราหมณ์จึงพูดสัจจะไปต่างๆ อ้างตนว่าเป็นคนฉลาด พูดพร่ำกันไป สัจจะที่สมณพราหมณ์เหล่านั้นเล่าเรียนมา มีหลายอย่างต่างๆ กันหรือ หรือว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้นพากันนึกตรึกเอาเอง คำว่า เพราะเหตุไร ในคำว่า เพราะเหตุไรหนอ พวกสมณพราหมณ์ จึงพูดสัจจะไปต่างๆ อธิบายว่า เพราะเหตุไร คือ เพราะการณ์ไร เพราะอะไรเป็นเหตุ เพราะอะไรเป็นปัจจัย เพราะอะไรเป็นต้นเหตุ พวกสมณพราหมณ์จึงพูดสัจจะไปต่างๆ คือ พูดหลายอย่าง พูดอย่างโน้นอย่างนี้ พูด คือ กล่าว บอก แสดงชี้แจงมากมาย รวมความว่า เพราะเหตุไรหนอ พวกสมณพราหมณ์จึงพูดสัจจะไปต่างๆ คำว่า พูดพร่ำกันไป ในคำว่า อ้างตนว่าเป็นคนฉลาด พูดพร่ำกันไป อธิบาย ว่า เพราะพูดพร่ำเพ้อไป จึงชื่อว่าพูดพร่ำกันไป อีกนัยหนึ่ง พวกสมณพราหมณ์พูดพร่ำ คือ กล่าว บอก แสดง ชี้แจงทิฏฐิ ของตนๆ ว่า “โลกเที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเป็นโมฆะ” พวกสมณพราหมณ์พูดพร่ำ คือ กล่าว บอก แสดง ชี้แจงทิฏฐิของตนๆ ว่า “โลกไม่เที่ยง ... หลังจากตายแล้ว ตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่ นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเป็นโมฆะ” คำว่า อ้างตนว่าเป็นคนฉลาด ได้แก่ อ้างตนว่าเป็นคนฉลาด คือ กล่าวอ้างว่าเป็นบัณฑิต อ้างว่าเป็นนักปราชญ์ อ้างว่ามีความรู้ อ้างว่ามีเหตุผล อ้างว่ามีคุณลักษณะอ้างว่าเหมาะแก่เหตุ อ้างว่าสมฐานะ ตามลัทธิของตน รวมความว่า อ้างตนว่าเป็นคนฉลาด พูดพร่ำกันไป
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๔๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๒. จูฬวิยูหสุตตนิทเทส คำว่า สัจจะที่สมณพราหมณ์เหล่านั้นเล่าเรียนมา มีหลายอย่างต่างๆ กัน หรือ อธิบายว่า สัจจะที่สมณพราหมณ์เหล่านั้นเล่าเรียนมา มีหลายอย่างต่างๆ กันคือ มีหลายอย่าง เป็นอย่างโน้นอย่างนี้ มากมาย รวมความว่า สัจจะที่ สมณพราหมณ์เหล่านั้นเล่าเรียนมา มีหลายอย่างต่างๆ กันหรือ คำว่า หรือว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นพากันนึกตรึกเอาเอง อธิบายว่า หรือว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น ดำเนินไป ออกไป ถูกพาไป ถูกนำไป ด้วยความตรึกคือ ด้วยความวิตก ความดำริ รวมความว่า หรือว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นพากันนึกตรึกเอาเอง อย่างนี้บ้าง อีกนัยหนึ่ง สมณพราหมณ์เหล่านั้นพากันกล่าว พูด บอก แสดง ชี้แจงสัจจะที่ตนประมวลมาด้วยความตรึก ที่ตนประพฤติตามด้วยการพิจารณาใคร่ครวญ ที่รู้เองรวมความว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นพากันนึกตรึกเอาเอง อย่างนี้บ้าง ด้วยเหตุนั้นพระพุทธเนรมิตจึงทูลถามว่า เพราะเหตุไรหนอ พวกสมณพราหมณ์จึงพูดสัจจะไปต่างๆ อ้างตนว่าเป็นคนฉลาด พูดพร่ำกันไป สัจจะที่สมณพราหมณ์เหล่านั้นเล่าเรียนมา มีหลายอย่างต่างๆ กันหรือ หรือว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้นพากันนึกตรึกเอาเอง
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า) มิได้มีสัจจะหลายอย่างต่างๆ กันเลย เว้นแต่สัจจะที่แน่นอนด้วยสัญญาในโลก แต่สมณพราหมณ์ทั้งหลาย พากันกำหนดความตรึกในทิฏฐิทั้งหลายไปเอง แล้วกล่าวธรรมเป็น ๒ อย่างว่า คำของเราจริง คำของท่านเท็จ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๔๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๒. จูฬวิยูหสุตตนิทเทส ว่าด้วยความจริงไม่ต่างกัน คำว่า มิได้มีสัจจะหลายอย่างต่างๆ กันเลย อธิบายว่า มิได้มีสัจจะ หลายอย่างต่างๆ กัน คือ มิได้มีหลายอย่าง เป็นอย่างโน้นอย่างนี้มากมายเลยรวมความว่า มิได้มีสัจจะหลายอย่างต่างๆ กันเลย คำว่า เว้นแต่สัจจะที่แน่นอนด้วยสัญญาในโลก อธิบายว่า เว้นแต่สัจจะที่ถือว่าแน่นอนด้วยสัญญา สัจจะอย่างเดียวเท่านั้นที่บัณฑิตกล่าว บอก แสดง ชี้แจงไว้ในโลก ได้แก่ นิพพาน คือ ความดับทุกข์ ความระงับสังขารทั้งปวง ความสลัดทิ้งอุปธิทั้งหมด ความสิ้นตัณหา ความคลายกำหนัด ความดับกิเลส ความเย็นสนิท อีกนัยหนึ่ง มรรคสัจจะ คือ สัจจะที่เป็นเหตุนำสัตว์ออกจากทุกข์ ทุกขนิโรธ-คามินีปฏิปทา อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ ๑. สัมมาทิฏฐิ ... ๘. สัมมาสมาธิ ตรัสเรียกว่า สัจจะอย่างเดียว รวมความว่า เว้นแต่สัจจะที่แน่นอนด้วยสัญญาในโลก คำว่า แต่สมณพราหมณ์ทั้งหลายพากันกำหนดความตรึกในทิฏฐิทั้งหลาย ไปเองแล้วกล่าวธรรมเป็น ๒ อย่างว่า คำของเราจริง คำของท่านเท็จ อธิบายว่าพวกสมณพราหมณ์พากันตรึก ตรอง ดำริ แล้วทำทิฏฐิให้เกิด ให้เกิดขึ้น ให้บังเกิดให้บังเกิดขึ้น ครั้นทำทิฏฐิให้เกิด ให้เกิดขึ้น ให้บังเกิด ให้บังเกิดขึ้นแล้วก็กล่าวอย่างนี้คือ พูด บอก แสดง ชี้แจงอย่างนี้ว่า “คำของเราจริง คำของท่านเท็จ” รวมความว่าแต่สมณพราหมณ์ทั้งหลายพากันกำหนดความตรึกในทิฏฐิทั้งหลายไปเอง แล้วกล่าวธรรมเป็น ๒ อย่างว่า คำของเราจริง คำของท่านเท็จ ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า มิได้มีสัจจะหลายอย่างต่างๆ กันเลย เว้นแต่สัจจะที่แน่นอนด้วยสัญญาในโลก แต่สมณพราหมณ์ทั้งหลาย พากันกำหนดความตรึกในทิฏฐิทั้งหลายไปเอง แล้วกล่าวธรรมเป็น ๒ อย่างว่า คำของเราจริง คำของท่านเท็จ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๕๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๒. จูฬวิยูหสุตตนิทเทส
(พระผู้มีพระภาคตรัสต่อไปว่า) เจ้าลัทธิอาศัยธรรมเหล่านี้ คือ รูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน ศีล วัตร หรืออารมณ์ที่รับรู้แล้ว แสดงอาการดูหมิ่น และดำรงอยู่ในทิฏฐิที่ตกลงใจแล้วก็ร่าเริง กล่าวว่า คนอื่นเป็นคนพาล ไม่ฉลาด เจ้าลัทธิแสดงความดูหมิ่นผู้อื่น คำว่า เจ้าลัทธิอาศัยธรรมเหล่านี้ คือ รูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน ศีล วัตร หรืออารมณ์ที่รับรู้แล้ว แสดงอาการดูหมิ่น อธิบายว่า เจ้าลัทธิอาศัย คือ เข้าไปอาศัย ถือ ยึดมั่น ถือมั่นรูปที่เห็น หรือความหมดจดเพราะรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยินหรือความหมดจดเพราะเสียงที่ได้ยิน ศีล หรือความหมดจดเพราะศีล วัตร หรือความหมดจดเพราะวัตร อารมณ์ที่รับรู้ หรือความหมดจดเพราะอารมณ์ที่รับรู้รวมความว่า เจ้าลัทธิอาศัยธรรมเหล่านี้ คือ รูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน ศีล วัตร หรืออารมณ์ที่รับรู้แล้ว คำว่า เจ้าลัทธิอาศัยธรรมเหล่านี้... แล้ว แสดงอาการดูหมิ่น อธิบายว่าเจ้าลัทธิไม่นับถือ จึงชื่อว่าแสดงอาการดูหมิ่นบ้าง อีกนัยหนึ่ง เจ้าลัทธิทำโทมนัสให้เกิด ก็ชื่อว่าแสดงอาการดูหมิ่นบ้าง รวมความว่า เจ้าลัทธิอาศัยธรรมเหล่านี้คือ รูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน ศีล วัตร หรืออารมณ์ที่รับรู้แล้ว แสดงอาการดูหมิ่น คำว่า และดำรงอยู่ในทิฏฐิที่ตกลงใจแล้วก็ร่าเริง อธิบายว่า ทิฏฐิ ๖๒ ตรัสเรียกว่า ทิฏฐิที่ตกลงใจแล้ว เจ้าลัทธิ ดำรงอยู่ คือ ยืนยันอยู่ ถือ ยึดมั่น ถือมั่นอยู่ในทิฏฐิที่ตกลงใจแล้วรวมความว่า ดำรงอยู่ในทิฏฐิที่ตกลงใจแล้ว คำว่า ก็ร่าเริง ได้แก่ ยินดี หัวเราะ ร่าเริง ชอบใจ มีความดำริบริบูรณ์แล้ว อีกนัยหนึ่ง หัวเราะจนมองเห็นฟัน รวมความว่า และดำรงอยู่ในทิฏฐิที่ตกลงใจแล้วก็ร่าเริง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๕๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๒. จูฬวิยูหสุตตนิทเทส คำว่า กล่าวว่า คนอื่นเป็นคนพาล ไม่ฉลาด อธิบายว่า กล่าว คือ พูด บอกแสดง ชี้แจงอย่างนี้ว่า “คนอื่นเป็นคนพาล คือ เลว ทราม ต่ำทราม น่ารังเกียจหยาบช้า ต่ำต้อย ไม่ฉลาด ไม่มีความรู้ ตกอยู่ในอวิชชา ไม่มีญาณ ไม่มีปัญญาแจ่มแจ้ง ไม่มีปัญญาเครื่องทำลายกิเลส มีปัญญาทึบ” รวมความว่า กล่าวว่าคนอื่นเป็นคนพาล ไม่ฉลาด ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า เจ้าลัทธิอาศัยธรรมเหล่านี้ คือ รูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน ศีล วัตร หรืออารมณ์ที่รับรู้แล้ว แสดงอาการดูหมิ่น และดำรงอยู่ในทิฏฐิที่ตกลงใจแล้วก็ร่าเริง กล่าวว่า คนอื่นเป็นคนพาล ไม่ฉลาด
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) เจ้าลัทธิใส่ไฟบุคคลอื่นว่า เป็นคนพาล เพราะเหตุใด ก็กล่าวถึงตนเองว่า เป็นคนฉลาด เพราะเหตุนั้น เจ้าลัทธินั้นอวดอ้างตนเองว่าเป็นคนฉลาด ย่อมดูหมิ่นบุคคลอื่นและกล่าวเช่นนั้นเหมือนกัน เจ้าลัทธิเห็นคนอื่นเป็นพาล คำว่า เจ้าลัทธิใส่ไฟบุคคลอื่นว่า เป็นคนพาล เพราะเหตุใด อธิบายว่า เจ้าลัทธิใส่ไฟ คือ เห็น มองเห็น แลเห็น ตรวจดู เพ่งพินิจ พิจารณาดูบุคคลอื่นโดยความเป็นคนพาล คือ เป็นคนเลว ทราม ต่ำทราม น่ารังเกียจ หยาบช้า ต่ำต้อยเพราะเหตุใด คือ เพราะปัจจัยใด เพราะการณ์ใด เพราะแดนเกิดใด รวมความว่าเจ้าลัทธิใส่ไฟบุคคลอื่นว่า เป็นคนพาล เพราะเหตุใด คำว่า ก็กล่าวถึงตนเองว่า เป็นคนฉลาด เพราะเหตุนั้น อธิบายว่า ตน ตรัสเรียกว่า ตนเอง เจ้าลัทธิแม้นั้นกล่าวถึงตนเองว่า “เราเป็นคนฉลาด คือ เป็นบัณฑิต มีปัญญามีปัญญาเครื่องตรัสรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาเครื่องทำลายกิเลส”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๕๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๒. จูฬวิยูหสุตตนิทเทส เพราะเหตุนั้น คือ เพราะปัจจัยนั้น เพราะการณ์นั้น เพราะแดนเกิดนั้น รวมความว่าก็กล่าวถึงตนเองว่า เป็นคนฉลาด เพราะเหตุนั้น คำว่า เจ้าลัทธินั้นอวดอ้างตนเองว่าเป็นคนฉลาด อธิบายว่า เจ้าลัทธินั้นอวดอ้างตนเองว่า เป็นคนฉลาด คือ กล่าวอ้างว่าเป็นบัณฑิต อ้างว่าเป็นนักปราชญ์อ้างว่ามีความรู้ อ้างว่ามีเหตุผล อ้างว่ามีคุณลักษณะ อ้างว่าเหมาะแก่เหตุ อ้างว่าสมฐานะ ตามลัทธิของตน รวมความว่า เจ้าลัทธินั้นอวดอ้างตนเองว่าเป็นคนฉลาด คำว่า ย่อมดูหมิ่นบุคคลอื่นและกล่าวเช่นนั้นเหมือนกัน อธิบายว่า เจ้าลัทธิไม่นับถือจึงชื่อว่า ดูหมิ่นผู้อื่นบ้าง อีกนัยหนึ่ง เจ้าลัทธิทำโทมนัสให้เกิดจึงชื่อว่า ดูหมิ่นผู้อื่นบ้าง คำว่า และกล่าวเช่นนั้นเหมือนกัน ได้แก่ กล่าวเช่นนั้นเหมือนกัน คือ ทิฏฐินั้นว่า “บุคคลนี้ มีความเห็นผิด มีความเห็นวิปริต แม้ด้วยประการอย่างนี้”รวมความว่า ย่อมดูหมิ่นบุคคลอื่นและกล่าวเช่นนั้นเหมือนกัน ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า เจ้าลัทธิใส่ไฟบุคคลอื่นว่า เป็นคนพาล เพราะเหตุใด ก็กล่าวถึงตนเองว่า เป็นคนฉลาด เพราะเหตุนั้น เจ้าลัทธินั้นอวดอ้างตนเองว่าเป็นคนฉลาด ย่อมดูหมิ่นบุคคลอื่นและกล่าวเช่นนั้นเหมือนกัน
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) เจ้าลัทธินั้นเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยอติสารทิฏฐิ เมาด้วยความถือตัว มีความถือตัวจัด อภิเษกตนเองด้วยใจ เพราะทิฏฐินั้นเจ้าลัทธิถือกันมาอย่างนั้น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๕๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๒. จูฬวิยูหสุตตนิทเทส ทิฏฐิ ๖๒ ตรัสเรียกว่าอติสารทิฏฐิ คำว่า เจ้าลัทธินั้นเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยอติสารทิฏฐิ อธิบายว่า ทิฏฐิ ๖๒ ตรัสเรียกว่า อติสารทิฏฐิ เพราะเหตุไร ทิฏฐิ ๖๒ จึงตรัสเรียกว่า อติสารทิฏฐิ เพราะทิฏฐิเหล่านั้นทั้งหมดก้าวล่วงเหตุ ก้าวล่วงลักษณะ ก้าวล่วงฐานะ เพราะเหตุนั้น ทิฏฐิ ๖๒ จึงตรัสเรียกว่าอติสารทิฏฐิ เดียรถีย์ทุกจำพวก เป็นผู้มีอติสารทิฏฐิ เพราะเหตุไร เดียรถีย์ทุกจำพวก จึงชื่อว่าเป็นผู้มีอติสารทิฏฐิ เพราะเดียรถีย์เหล่านั้น ก้าวล่วง คือ ก้าวพ้น ล่วงพ้นกันและกัน ทำทิฏฐิทั้งหลายให้เกิด ให้เกิดขึ้นให้บังเกิด ให้บังเกิดขึ้น เพราะเหตุนั้น เดียรถีย์ทุกจำพวก จึงชื่อว่าเป็นผู้มีอติสารทิฏฐิ คำว่า เจ้าลัทธินั้นเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยอติสารทิฏฐิ อธิบายว่า เจ้าลัทธิ เป็นผู้เพียบพร้อม คือ บริบูรณ์ ไม่บกพร่องด้วยอติสารทิฏฐิ รวมความว่า เจ้าลัทธินั้นเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยอติสารทิฏฐิ คำว่า เมาด้วยความถือตัว มีความถือตัวจัด อธิบายว่า เมา คือ ประมาทคลั่ง คลั่งไคล้ด้วยทิฏฐิของตน คือ ด้วยความถือตัวเพราะทิฏฐิ รวมความว่าเมาด้วยความถือตัว คำว่า มีความถือตัวจัด ได้แก่ มีความถือตัวจัด คือ มีความถือตัวมาก มีความถือตัวไม่บกพร่อง รวมความว่า เมาด้วยความถือตัว มีความถือตัวจัด คำว่า อภิเษกตนเองด้วยใจ อธิบายว่า อภิเษกตนเองนั่นแหละด้วยความคิดว่า “เราเป็นผู้ฉลาด เป็นบัณฑิต มีปัญญา มีปัญญาเครื่องตรัสรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาเครื่องทำลายกิเลส” รวมความว่า อภิเษกตนเองด้วยใจ คำว่า เพราะทิฏฐินั้นเจ้าลัทธิถือกันมาอย่างนั้น อธิบายว่า ทิฏฐินั้นเจ้าลัทธิถือกันมาแล้ว คือ สมาทานแล้ว ถือแล้ว ยึดมั่นแล้ว ถือมั่นแล้ว ติดใจแล้วน้อมใจเชื่อแล้วอย่างนั้น รวมความว่า เพราะทิฏฐินั้นเจ้าลัทธิถือกันมาอย่างนั้นด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๕๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๒. จูฬวิยูหสุตตนิทเทส เจ้าลัทธินั้นเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยอติสารทิฏฐิ เมาด้วยความถือตัว มีความถือตัวจัด อภิเษกตนเองด้วยใจ เพราะทิฏฐินั้นเจ้าลัทธิถือกันมาอย่างนั้น
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) อนึ่ง หากบุคคลเป็นผู้เลวทรามเพราะวาจาของผู้อื่นไซร้ เขาก็เป็นผู้มีปัญญาทรามพร้อมกับผู้นั้น และถ้าผู้เรียนจบพระเวท เองเป็นนักปราชญ์ได้ไซร้ บรรดาสมณะก็ไม่มีใครเป็นคนพาล คำว่า อนึ่ง หากบุคคลเป็นผู้เลวทรามเพราะวาจาของผู้อื่นไซร้ อธิบายว่า หากบุคคลอื่นเป็นคนพาล เลว เลวทราม คือ ต่ำทราม น่ารังเกียจ หยาบช้า ต่ำต้อยเพราะวาจา คือ เพราะถ้อยคำของผู้อื่น เพราะเหตุที่ถูกนินทา เพราะเหตุที่ถูกติเตียนเพราะเหตุที่ถูกว่าร้ายไซร้ รวมความว่า อนึ่งหากบุคคลเป็นผู้เลวทรามเพราะวาจาของผู้อื่นไซร้ คำว่า เขาก็เป็นผู้มีปัญญาทรามพร้อมกับผู้นั้น อธิบายว่า แม้เขาก็เป็นผู้มี ปัญญาเลว คือ เป็นผู้มีปัญญาทราม มีปัญญาต่ำทราม มีปัญญาน่ารังเกียจ มีปัญญาหยาบช้า มีปัญญาต่ำต้อย พร้อมกับผู้นั้นนั่นเอง รวมความว่า เขาก็เป็น ผู้มีปัญญาทรามพร้อมกับผู้นั้น คำว่า และถ้าผู้เรียนจบพระเวทเองเป็นนักปราชญ์ได้ไซร้ อธิบายว่า และ ถ้าผู้เรียนจบพระเวทเอง เป็นนักปราชญ์ คือ เป็นบัณฑิต มีปัญญา มีปัญญาเครื่องตรัสรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาเครื่องทำลายกิเลสไซร้ รวมความว่า และถ้าผู้เรียนจบพระเวทเองเป็นนักปราชญ์ได้ไซร้ @เชิงอรรถ : @ จบพระเวท หมายถึงจบไตรเพท อันเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของศาสนาพราหมณ์ มี ๓ คือ (๑) ฤคเวท@(อิรุเวท) ประมวลบทสวดสรรเสริญเทพเจ้า (๒) ยชุรเวท บทสวดอ้อนวอนในพิธีบูชายัญต่างๆ (๓) สามเวท@ประมวลบทเพลงขับสำหรับสวดหรือร้องเป็นทำนองในพิธีบูชายัญ ต่อมาเพิ่ม (๔) อถรรพเวทหรืออาถรรพณเวท@ว่าด้วยคาถาอาคมทางไสยศาสตร์ (องฺ.ติก.อ. ๒/๕๙/๑๖๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๕๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๒. จูฬวิยูหสุตตนิทเทส คำว่า บรรดาสมณะก็ไม่มีใครเป็นคนพาล อธิบายว่า บรรดาสมณะก็ไม่มีใคร เป็นคนพาล คือ เป็นคนเลว เลวทราม ต่ำทราม น่ารังเกียจ หยาบช้า ต่ำต้อยเลยทุกคนก็มีปัญญาเลิศ มีปัญญาประเสริฐ มีปัญญาวิเศษ มีปัญญานำหน้า มีปัญญา สูงสุด มีปัญญาประเสริฐสุดไปหมด รวมความว่า บรรดาสมณะก็ไม่มีใครเป็นคนพาลด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า อนึ่ง หากบุคคลเป็นผู้เลวทรามเพราะวาจาของผู้อื่นไซร้ เขาก็เป็นผู้มีปัญญาทรามพร้อมกับผู้นั้น และถ้าผู้เรียนจบพระเวทเองเป็นนักปราชญ์ได้ไซร้ บรรดาสมณะก็ไม่มีใครเป็นคนพาล
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) ชนเหล่าใดกล่าวสรรเสริญธรรมอื่นนอกจากธรรมนี้ ชนเหล่านั้นก็พลาดทางแห่งความหมดจด เป็นผู้ไม่บริบูรณ์ เดียรถีย์พากันกล่าวทิฏฐิมากแม้อย่างนี้ เพราะพวกเขาเป็นผู้ยินดียิ่ง ด้วยความยินดีในทิฏฐิของตน คำว่า ชนเหล่าใดกล่าวสรรเสริญธรรมอื่นนอกจากธรรมนี้ ชนเหล่านั้นก็ พลาดทางแห่งความหมดจด เป็นผู้ไม่บริบูรณ์ อธิบายว่า ชนเหล่าใด กล่าวสรรเสริญธรรม คือ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรค อื่นนอกจากธรรมนี้ ชนเหล่านั้นก็พลาดคือ ผิด พลั้ง คลาดทางแห่งความหมดจด คือ ทางแห่งความสะอาด ทางแห่งความบริสุทธิ์ ทางแห่งความผุดผ่อง ทางแห่งความผ่องแผ้ว คือ พลาดจากอรหัตตผลเป็นผู้ไม่บริบูรณ์ คือ ชนเหล่านั้นไม่เพียบพร้อม ไม่บริบูรณ์ ได้แก่ เป็นคนเลวทราม ต่ำทราม น่ารังเกียจ หยาบช้า ต่ำต้อย รวมความว่า ชนเหล่าใดกล่าวสรรเสริญธรรมอื่นนอกจากธรรมนี้ ชนเหล่านั้นก็พลาดทางแห่งความหมดจดเป็นผู้ไม่บริบูรณ์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๕๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๒. จูฬวิยูหสุตตนิทเทส ทิฏฐิเรียกว่าติตถะ คำว่า เดียรถีย์พากันกล่าวทิฏฐิมากแม้อย่างนี้ อธิบายว่า ทิฏฐิ ตรัสเรียกว่าติตถะ(ท่า) เจ้าทิฏฐิ ตรัสเรียกว่า เดียรถีย์ พวกเดียรถีย์พากันกล่าว คือ พูด บอกแสดง ชี้แจง ทิฏฐิมากมาย รวมความว่า เดียรถีย์พากันกล่าวทิฏฐิมากแม้อย่างนี้ คำว่า เพราะพวกเขาเป็นผู้ยินดียิ่ง ด้วยความยินดีในทิฏฐิของตน อธิบายว่าเพราะพวกเขายินดี ยินดียิ่ง ด้วยความยินดีในทิฏฐิของตน รวมความว่า เพราะพวกเขาเป็นผู้ยินดียิ่ง ด้วยความยินดีในทิฏฐิของตน ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ชนเหล่าใดกล่าวสรรเสริญธรรมอื่นนอกจากธรรมนี้ ชนเหล่านั้นก็พลาดทางแห่งความหมดจด เป็นผู้ไม่บริบูรณ์ เดียรถีย์พากันกล่าวทิฏฐิมากแม้อย่างนี้ เพราะพวกเขาเป็นผู้ยินดียิ่ง ด้วยความยินดีในทิฏฐิของตน
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) พวกเดียรถีย์พากันกล่าวความหมดจดว่า มีอยู่ในธรรมนี้เท่านั้น ไม่กล่าวความหมดจดในธรรมเหล่าอื่น พวกเดียรถีย์ตั้งอยู่ในทิฏฐิมากแม้อย่างนี้ ต่างกล่าวยืนยันในธรรมอันเป็นแนวทางของตนนั้น ว่าด้วยทิฏฐิของพวกเดียรถีย์ คำว่า พวกเดียรถีย์พากันกล่าวความหมดจดว่ามีอยู่ในธรรมนี้เท่านั้น อธิบายว่า พวกเดียรถีย์พากันกล่าว คือ พูด บอก แสดง ชี้แจงความหมดจด คือความสะอาด ความบริสุทธิ์ ความหลุดไป ความพ้นไป ความหลุดพ้นไปในธรรมนี้ว่า“โลกเที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเป็นโมฆะ” พวกเดียรถีย์พากันกล่าว คือ พูด บอก แสดง ชี้แจงความหมดจด คือ ความสะอาด ความบริสุทธิ์ ความหลุดไป ความพ้นไป ความหลุดพ้นไปในธรรมนี้ว่า “โลกไม่เที่ยง... หลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๕๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๒. จูฬวิยูหสุตตนิทเทส นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเป็นโมฆะ” รวมความว่า พวกเดียรถีย์พากันกล่าวความหมดจดว่ามีอยู่ในธรรมนี้เท่านั้น คำว่า ไม่กล่าวความหมดจดในธรรมเหล่าอื่น อธิบายว่า พวกเดียรถีย์ เหล่านั้น ย่อมทิ้ง ละทิ้ง ทอดทิ้งวาทะอื่นทุกอย่าง นอกจากศาสดา ธรรมที่ศาสดากล่าวสอน หมู่คณะ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคของตน กล่าว คือ พูด บอก แสดง ชี้แจงอย่างนี้ว่า ศาสดานั้นมิใช่สัพพัญญู ธรรมมิใช่ศาสดากล่าวสอนไว้ดีแล้ว หมู่คณะมิใช่ผู้ปฏิบัติดีแล้ว ทิฏฐิมิใช่สิ่งที่เจริญ ปฏิปทามิใช่ศาสดาบัญญัติไว้ดีแล้ว มรรคมิใช่ทางนำสัตว์ออกจากทุกข์ ในธรรมนั้นไม่มีความหมดจด ความสะอาด ความบริสุทธิ์ความหลุดไป ความพ้นไป หรือความหลุดพ้นไป คือ ในธรรมนั้น สัตว์ทั้งหลายย่อมหมดจด สะอาด บริสุทธิ์ หลุดไป พ้นไป หรือหลุดพ้นไปไม่ได้ สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้เลว คือ ทราม ต่ำทราม น่ารังเกียจ หยาบช้า ต่ำต้อย รวมความว่า ไม่กล่าวความหมดจดในธรรมเหล่าอื่น คำว่า พวกเดียรถีย์ตั้งอยู่ในทิฏฐิมากแม้อย่างนี้ อธิบายว่า ทิฏฐิตรัส เรียกว่า ติตถะ เจ้าทิฏฐิตรัสเรียกว่า เดียรถีย์ พวกเดียรถีย์ตั้งอยู่ คือ ตั้งมั่น ติดติดแน่น ติดใจ น้อมใจเชื่อในทิฏฐิมาก ด้วยทิฏฐิมาก รวมความว่า พวกเดียรถีย์ตั้งอยู่ในทิฏฐิมากแม้อย่างนี้ คำว่า ต่างกล่าวยืนยันในธรรมอันเป็นแนวทางของตนนั้น อธิบายว่า ธรรมชื่อว่าแนวทางของตน ทิฏฐิ ชื่อว่าแนวทางของตน ปฏิปทา ชื่อว่าแนวทางของตนมรรคก็ชื่อว่าแนวทางของตน พวกเดียรถีย์กล่าวยืนยัน คือ กล่าวมั่นคง กล่าวแข็งขันกล่าวหนักแน่นในแนวทางของตน รวมความว่า ต่างกล่าวยืนยันในธรรมอันเป็นแนวทางของตนนั้น ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า พวกเดียรถีย์พากันกล่าวความหมดจดว่า มีอยู่ในธรรมนี้เท่านั้น ไม่กล่าวความหมดจดในธรรมเหล่าอื่น พวกเดียรถีย์ตั้งอยู่ในทิฏฐิมากแม้อย่างนี้ ต่างกล่าวยืนยันในธรรมอันเป็นแนวทางของตนนั้น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๕๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๒. จูฬวิยูหสุตตนิทเทส
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) อนึ่ง เจ้าลัทธิกล่าวยืนยันในแนวทางของตน ใส่ไฟใครอื่นว่า เป็นคนพาล ในเพราะทิฏฐินี้ เจ้าลัทธินั้นกล่าวถึงผู้อื่นว่า เป็นคนพาล มีความไม่หมดจดเป็นธรรมดา พึงนำความมุ่งร้ายมาเองทีเดียว คำว่า อนึ่ง เจ้าลัทธิกล่าวยืนยันในแนวทางของตน อธิบายว่า ธรรม ชื่อว่าแนวทางของตน ทิฏฐิ ชื่อว่าแนวทางของตน ปฏิปทา ชื่อว่าแนวทางของตน มรรคก็ชื่อว่าแนวทางของตน เจ้าลัทธิ กล่าวยืนยัน คือ กล่าวมั่นคง กล่าวแข็งขันกล่าวหนักแน่นในแนวทางของตน รวมความว่า อนึ่ง เจ้าลัทธิกล่าวยืนยันในแนวทางของตน คำว่า ในเพราะทิฏฐินี้ ในคำว่า ใส่ไฟใครอื่นว่า เป็นคนพาล ในเพราะทิฏฐินี้ อธิบายว่า พึงใส่ไฟ คือ เห็น แลเห็น ตรวจดู เพ่งพินิจ พิจารณาดูบุคคลอื่นโดยความเป็นคนพาล คือ เป็นคนเลว ทราม ต่ำทราม น่ารังเกียจ หยาบช้า ต่ำต้อยในเพราะทิฏฐิของตน คือ ความถูกใจของตน ความพอใจของตน ลัทธิของตนรวมความว่า ใส่ไฟใครอื่นว่า เป็นคนพาล ในเพราะทิฏฐินี้ คำว่า เจ้าลัทธินั้นกล่าวถึงผู้อื่นว่า เป็นคนพาล มีความไม่หมดจดเป็นธรรมดาพึงนำความมุ่งร้ายมาเองทีเดียว อธิบายว่า เจ้าลัทธินั้น กล่าว คือ พูด บอก แสดงชี้แจง อย่างนี้ว่า ผู้อื่น เป็นคนพาล คือ เป็นคนเลว ทราม ต่ำทราม น่ารังเกียจ หยาบช้าต่ำต้อย มีความไม่หมดจดเป็นธรรมดา คือ มีความไม่สะอาดเป็นธรรมดา มีความไม่บริสุทธิ์เป็นธรรมดา มีความไม่ผ่องแผ้วเป็นธรรมดา พึงนำ คือ นำมาพร้อม ถือมาถือมาพร้อม ชักมา ชักมาพร้อม ถือ ยึดมั่น ถือมั่นการทะเลาะ การบาดหมางการแก่งแย่ง การวิวาท การมุ่งร้ายมาเองทีเดียว รวมความว่า เจ้าลัทธินั้นกล่าวถึงผู้อื่นว่า เป็นคนพาล มีความไม่หมดจดเป็นธรรมดา พึงนำความมุ่งร้ายมาเองทีเดียว ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๕๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๒. จูฬวิยูหสุตตนิทเทส อนึ่ง เจ้าลัทธิกล่าวยืนยันในแนวทางของตน ใส่ไฟใครอื่นว่า เป็นคนพาล ในเพราะทิฏฐินี้ เจ้าลัทธินั้นกล่าวถึงผู้อื่นว่า เป็นคนพาล มีความไม่หมดจดเป็นธรรมดา พึงนำความมุ่งร้ายมาเองทีเดียว
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) เจ้าลัทธินั้นตั้งอยู่ในทิฏฐิที่ตกลงใจและนับถือเองแล้ว ก็ถึงการวิวาทในกาลข้างหน้าในโลก คนที่เกิดมาละทิฏฐิที่ตกลงใจทั้งมวลได้ ย่อมไม่ก่อการมุ่งร้ายในโลก คำว่า เจ้าลัทธินั้นตั้งอยู่ในทิฏฐิที่ตกลงใจและนับถือเองแล้ว อธิบายว่า ทิฏฐิ ๖๒ ตรัสเรียกว่า ทิฏฐิที่ตกลงใจ เจ้าลัทธิตั้งอยู่ คือ ตั้งมั่น ถือ ยึดมั่นถือมั่นในทิฏฐิที่ตกลงใจ รวมความว่า เจ้าลัทธินั้นตั้งอยู่ในทิฏฐิที่ตกลงใจ คำว่า นับถือเอง อธิบายว่า นับถือ คือ นอบน้อมเองว่า “ศาสดานี้ เป็นสัพพัญญู” ได้แก่ นับถือ คือ นอบน้อมเองว่า “ธรรมนี้ศาสดากล่าวสอนไว้ดีแล้ว... หมู่คณะนี้เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว... ทิฏฐินี้เป็นสิ่งที่เจริญ... ปฏิปทานี้ศาสดาบัญญัติไว้ดีแล้ว... มรรคนี้เป็นทางนำสัตว์ออกจากทุกข์” รวมความว่า เจ้าลัทธินั้นดำรงอยู่ในทิฏฐิที่ตกลงใจและนับถือเองแล้ว คำว่า ก็ถึงการวิวาทในกาลข้างหน้าในโลก อธิบายว่า อนาคต ตรัสเรียกว่ากาลข้างหน้า เจ้าลัทธินั้นวางวาทะของตนไว้ข้างหน้า ก็ถึง คือ เข้าถึง เข้าไปถึงถือยึดมั่น ถือมั่นการทะเลาะ การบาดหมาง การแก่งแย่ง การวิวาท การมุ่งร้ายเองทีเดียว รวมความว่า ก็ถึงการวิวาทในกาลข้างหน้าในโลก อย่างนี้บ้าง อีกนัยหนึ่ง เจ้าลัทธินั้นย่อมก่อการทะเลาะ ก่อการบาดหมาง ก่อการแก่งแย่งก่อการวิวาท ก่อการมุ่งร้ายกับวาทะอื่นข้างหน้าว่า “ท่านไม่รู้ธรรมวินัยนี้... หรือหากท่านสามารถ ก็จงแก้ไขเถิด” รวมความว่า ก็ถึงการวิวาทในกาลข้างหน้าในโลกอย่างนี้บ้าง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๖๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๒. จูฬวิยูหสุตตนิทเทส คำว่า ละทิฏฐิที่ตกลงใจทั้งมวลได้ อธิบายว่า ทิฏฐิ ๖๒ ตรัสเรียกว่า ทิฏฐิที่ตกลงใจ เจ้าลัทธิ ละ คือ สละ สละขาด เว้น ละเว้น บรรเทา ทำให้หมดสิ้นไปให้ถึงความไม่มีอีกซึ่งทิฏฐิที่ตกลงใจทุกอย่าง จากความตกลงใจด้วยอำนาจทิฏฐิรวมความว่า ละทิฏฐิที่ตกลงใจทั้งมวลได้ คำว่า คนที่เกิดมา... ย่อมไม่ก่อการมุ่งร้ายในโลก อธิบายว่า ไม่ก่อการทะเลาะ ไม่ก่อการบาดหมาง ไม่ก่อการแก่งแย่ง ไม่ก่อการวิวาท ไม่ก่อการมุ่งร้ายสมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า อัคคิเวสสนะ ภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วอย่างนี้แล ย่อมไม่โต้เถียงกับใคร ไม่วิวาทกับใคร ย่อมชี้แจง ไม่ถือมั่นสิ่งที่กล่าวกันในโลก เรื่องใด ที่พูดกันในโลก เธอก็ไม่ยึดมั่นชี้แจงด้วยเรื่องนั้น คำว่า คนที่เกิดมา ได้แก่สัตว์ นรชน มานพ บุรุษ บุคคล ผู้มีชีวิต ผู้เกิด สัตว์เกิด ผู้เป็นไปตามกรรม มนุษย์ คำว่า ในโลก ได้แก่ ในอบายโลก มนุษยโลก เทวโลก ขันธโลก ธาตุโลกอายตนโลก รวมความว่า คนที่เกิดมา... ย่อมไม่ก่อการมุ่งร้ายในโลก ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า เจ้าลัทธินั้นตั้งอยู่ในทิฏฐิที่ตกลงใจและนับถือเองแล้ว ก็ถึงการวิวาทในกาลข้างหน้าในโลก คนที่เกิดมาละทิฏฐิที่ตกลงใจทั้งมวลได้ ย่อมไม่ก่อการมุ่งร้ายในโลก จูฬวิยูหสุตตนิทเทสที่ ๑๒ จบ @เชิงอรรถ : @ ม.ม. ๑๓/๒๐๕/๑๘๒
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๖๑}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาจูฬวิยูหสุตตนิเทสที่ ๑๒
พึงทราบวินิจฉัยในจูฬวิยูหสุตตนิทเทสที่ ๑๒ ดังต่อไปนี้.
บทว่า สกํ สกํ ทิฏฺฐิปรินิพฺพาสนา สมณพราหมณ์บางพวกมีความอยู่รอบในทิฏฐิของตนๆ.
ในมหาสมัยนั้นเอง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระสูตรแม้นี้ เพื่อจะทรงประกาศความนั้นแก่เทวดาทั้งหลายบางพวกผู้มีจิตเกิดขึ้นว่า สมณพราหมณ์ผู้ถือทิฏฐิเหล่านี้ทั้งหมดถือว่า เราเป็นผู้ดี สมณพราหมณ์เหล่านี้ตั้งอยู่ในทิฏฐิของตนเท่านั้น จึงเป็นผู้ดีหรือ หรือว่าถือเอาทิฏฐิอย่างอื่นด้วย จึงทรงให้พระพุทธนิมิตตรัสถามพระองค์.
ในพระสูตรนั้น สองคาถาข้างต้นเป็นคาถาถาม.
ในคาถาเหล่านั้น บทว่า สกํ สกํ ทิฏฺฐิปริพฺพาสนา คือ สมณพราหมณ์ทั้งหลายอยู่ด้วยทิฏฐิของตนๆ.
บทว่า วิคฺคยฺห นานา กุสลา วทนฺติ อ้างตนเป็นผู้ฉลาด พูดต่างๆ คือถือทิฏฐิอย่างแรง ปฏิญาณว่าเราเป็นผู้ฉลาดในทิฏฐินั้น พูดมาก ไม่พูดครั้งเดียว.
บทว่า โย เอวํ ชานาติ ส เวทิ ธมฺมํ อิทํ ปฏิกฺโกสมเกวลี โส บุคคลใดรู้อย่างนี้ บุคคลนั้นชื่อว่ารู้ธรรมแล้ว บุคคลใดคัดค้านธรรมนี้ บุคคลนั้นชื่อว่ายังเป็นผู้ไม่ใช่บริบูรณ์.
ความว่า สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวว่า บุคคลใดรู้อย่างนี้หมายถึงทิฏฐินั้น ผู้นั้นชื่อว่ารู้ธรรม แต่ถ้าบุคคลใดคัดค้านธรรมนี้ บุคคลนั้นชื่อว่าเป็นคนเลว ดังนี้.
บทว่า นานา วทนฺติ คือ พูดเหตุต่างๆ กัน.
บทว่า วิวิธํ วทนฺติ คือ พูดหลายๆ อย่าง.
บทว่า อญฺโญญฺญํ วทนฺติ พูดอย่างอื่นๆ คือไม่พูดอย่างเดียวพูดจับโน่นจับนี่.
บทว่า อเกวลี โส บุคคลนั้นชื่อว่ายังเป็นผู้ไม่บริบูรณ์ คือไม่ฉลาด.
บทว่า อสมตฺโต คือ ไม่บริบูรณ์.
บทว่า อปริปุณฺโณ คือ ไม่ครบถ้วน.
บทว่า พาโล คือ คนเลว.
บทว่า อกุสโล คือ ไม่ฉลาด.
ต่อไปนี้เป็นคาถาแก้สามคาถา.
คาถาเหล่านั้นรวบรวมความที่กล่าวไว้โดยคาถาก่อน ด้วยคาถาหลังตั้งไว้ พระสูตรนี้จึงได้ชื่อว่า จูฬวิยูหสูตร เพราะมีความน้อยกว่าสูตรก่อนด้วยการรวบรวมนั้น.
ในคาถาเหล่านั้นพึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่หนึ่งก่อน.
บทว่า ปรสฺส เจ ธมฺมํ ธรรมของคนอื่น คือทิฏฐิของคนอื่น.
บทว่า สพฺเพปิเม พาลา สมณพราหมณ์ทั้งหมดเหล่านี้เป็นคนพาล.
อธิบายว่า เมื่อเป็นอย่างนี้ สมณพราหมณ์ทั้งหมดเหล่านี้จึงเป็นพาล. เพราะอะไร เพราะสมณพราหมณ์ทั้งหมดเหล่านี้มีความอยู่รอบในทิฏฐิ.
บทว่า สนฺทิฏฺฐิยา เจ ปน เววทาตา สํสุทฺธปญฺญา กุสลา มตีมา ความว่า ก็ถ้าพวกสมณพราหมณ์เป็นผู้ผ่องแผ้ว หมดจด ไม่เศร้าหมอง เพราะทิฏฐิของตน เป็นผู้มีปัญญาหมดจด เป็นผู้ฉลาด มีความรู้.
บทว่า น เตสํ โกจิ ความว่า เมื่อเป็นอย่างนั้น บรรดาสมณพราหมณ์พวกนั้นจะไม่เป็นผู้มีปัญญาเสื่อมแม้แต่คนเดียว. เพราะอะไร เพราะทิฏฐิเป็นธรรมชาติอันสมณพราหมณ์แม้เหล่านั้น ถือเอาบริบูรณ์เหมือนอย่างสมณพราหมณ์พวกอื่น.
พึงทราบเนื้อความสังเขปแห่งคาถาว่า น วาหเมตํ ดังนี้
คนคู่คือชนสองคนเหล่านั้น กล่าวปรารภทิฏฐิใดกะกันและกันว่าเป็นพาล ข้าพระองค์ไม่กล่าวทิฏฐินั้นว่าเป็นจริง เป็นของแท้.
เพราะอะไร เพราะสมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดได้ทำทิฏฐิของตนๆ ว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเป็นโมฆะ. เพราะเหตุนั้นแหละ พวกสมณพราหมณ์จึงเห็นคนอื่นว่าเป็นพาล.
ก็ในบทนี้มีปาฐะสองอย่าง คือ ตจฺฉํ ตถวํ.
บทว่า ตจฺฉํ คือ ไม่เปล่า.
บทว่า ตถวํ จริง คือไม่วิปริต.
บทว่า ภูตํ เป็นจริง คือมีอยู่.
บทว่า ยถาวํ เป็นตามจริง คือมีอยู่พร้อม.
บทว่า อวิปรีตํ ไม่วิตก คือไม่ผิดสังเกต.
ในคาถาที่เป็นคำถามว่า ยมาหุ คือ สมณพราหมณ์บางคนกล่าวทิฏฐิสัจจะใดว่าจริงแท้ พึงทราบความในคาถาที่เป็นคำตอบว่า เอกํ หิ สจฺจํ สัจจะมีอย่างเดียวเท่านั้น คือนิโรธหรือมรรค.
บทว่า ยสฺมึ ปชา โน วิวเท ปชานํ คือ หมู่สัตว์รู้ชัดสัจจะใดไม่พึงวิวาทกัน.
บทว่า สยํ กุนนฺติ อวดไปเอง คือ กล่าวด้วยตนเอง.
พึงทราบความในคาถาที่เป็นคำถามว่า กสฺมานุ เพราะเหตุไรหนอ.
บทว่า ปวาทิยาเส คือ พูดอวดอ้าง.
บทว่า เต ตกฺกมนุสฺสรนฺติ สมณพราหมณ์เหล่านั้นระลึกตรึกเอาเอง คือสมณพราหมณ์เหล่านั้นพูดเอาเอง หรือไปตามเพียงความตรึกของตนเอง.
บทว่า ตกฺกปริยาหฏํ รวบรวมไว้ด้วยความตรึก คือตรึกเอาเอง.
บทว่า วิมํสานุจริตํ ที่ตนคิดกันด้วยความพิจารณา คือคิดด้วยปัญญาอันเข้าไปปรากฏแก่ตน.
บทว่า สยํ ปฏิภาณํ คือ รู้ด้วยตนเอง.
พึงทราบความในคาถาที่เป็นคำตอบว่า น เหว มิได้มีเลย ดังนี้.
บทว่า อญฺญตฺร สญฺญาย นิจฺจานิ เว้นสัจจะที่แน่นอนด้วยสัญญา คือเว้นจากการยึดถือว่าเที่ยงเพียงสัญญา.
บทว่า ตกฺกญฺจ ทิฏฺฐีสุ ปกปฺปยิตฺวา ดำริตรึกเอาในทิฏฐิทั้งหลาย คือเพียงความดำริเป็นนิจของตนให้เกิดในทิฏฐิทั้งหลาย.
ก็เพราะสมณพราหมณ์ทั้งหลายยังความตรึกในทิฏฐิทั้งหลายให้เกิด แม้ยังทิฏฐิให้เกิดอีก ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำมีอาทิว่า สมณพราหมณ์ทั้งหลายยังทิฏฐิทั้งหลายให้เกิด ให้เกิดพร้อม.
บทว่า ชเนนฺติ ให้เกิด คือยังทิฏฐิให้เกิดสูงขึ้นๆ ชื่อว่าให้เกิด.
บทมีอาทิว่า สญฺชเนนฺติ ให้เกิดพร้อม ท่านเพิ่มบทอุปสัคขึ้นกล่าว.
บทว่า มยฺหํ สจฺจํ คือ คำพูดของเราจริง.
บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อสัจจะต่างไม่มีอยู่ เพื่อจะทรงแสดงถึงการปฏิบัติผิดของพวกสมณพราหมณ์ผู้มีทิฏฐิ ระลึกถึงเพียงความตรึก จึงได้ตรัสคาถามีอาทิว่า ทิฏฺเฐ สุเต รูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ทิฏฺเฐ อธิบายว่า รูปที่ได้เห็นเป็นความเห็นอันบริสุทธิ์. ในเสียงที่ได้ฟังเป็นต้นก็มีดังนี้.
บทว่า เอเต จ นิสฺสาย วิมานทสฺสี เป็นผู้แสดงอารมณ์ดูหมิ่นผู้อื่นเพราะอาศัยธรรมเหล่านี้ คือแสดงความดูหมิ่นเหยียดหยามอันได้แก่ไม่มีความบริสุทธิ์ใจ เพราะอาศัยธรรมคือทิฏฐิเหล่านี้.
บทว่า วินิจฺฉเย ฐตฺวา ปหสฺสมาโน พาโล ปโร อกุสโลติ จาห ตั้งอยู่ในทิฏฐิที่วินิจฉัยแล้ว ร่าเริงอยู่ กล่าวว่าคนอื่นว่าเป็นคนพาลไม่ฉลาด. ความว่า แม้แสดงความดูหมิ่นอย่างนี้ ก็ยังตั้งอยู่ในทิฏฐิที่วินิจฉัยนั้น (คือวินิจฉัยด้วยทิฏฐิ) เป็นผู้ยินดี ร่าเริง กล่าวอย่างนี้ว่าคนอื่นเลวและโง่ ดังนี้.
บทว่า นสมฺมาเนตีติปิ วิมานทสฺสี เจ้าทิฏฐินั้นไม่นับถือแม้เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าเป็นผู้แสดงความดูหมิ่น คือไม่ทำการนับถือมาก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าเป็นผู้แสดงความดูหมิ่น คือไม่แสดงความนับถืออย่างมาก.
บทว่า โทมนสฺสํ ชเนตีติปิ ยังความโทมนัสให้เกิด ความว่า ยังความโทมนัสให้เกิดในเวลาที่ติดแน่นซึ่งทิฏฐิวินิจฉัยก่อน แล้วได้ความโสมนัสภายหลังจึงตั้งอยู่ในทิฏฐิวินิจฉัย.
บทว่า วินิจฺฉิตทิฏฺฐิยา ฐตฺวา ตั้งอยู่ในทิฏฐิที่วินิจฉัยแล้ว คือตั้งอยู่ในทิฏฐิที่ลงความเห็นถือเอาแล้ว.
พึงทราบคาถาว่า เยเนว เป็นต้นดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สยมตฺตนา คือ ด้วยตนเอง.
บทว่า วิมาเนติ ดูหมิ่น คือติเตียน.
บทว่า ตเทว ปาวา คือ พูดคำนั้น ทิฏฐินั้นหรือบุคคลนั้น.
พึงทราบความแห่งคาถาว่า อติสารทิฏฺฐิยา ทิฏฐิล่วงแก่นสารเป็นต้นดังนี้. เจ้าทิฏฐินั้นมีความถือตัวเต็มที่อย่างนี้ว่า เราสมบูรณ์ บริบูรณ์ พองด้วยความพองอันเป็นทิฏฐิล่วงสาระ ล่วงสาระอันเป็นลักษณะอย่างนี้ และสมบูรณ์บริบูรณ์ด้วยทิฏฐิมานะนั้นสิ้นเชิง. อภิเษกตนเองด้วยใจว่าเราเป็นบัณฑิต. เพราะอะไร. เพราะทิฏฐิของเจ้าทิฏฐินั้นบริบูรณ์อย่างนั้นด้วยประการฉะนี้.
บทว่า สพฺพา ทิฏฺฐิโย ลกฺขณาติกฺกนฺตา ทิฏฐิทั้งปวงล่วงลักษณะคือทิฏฐิ ๖๒ ทั้งหมดเหล่านั้นล่วงลักษณะ.
บทว่า อติยนฺติ ก้าวล่วงแล้ว.
บทว่า อโนโม คือ ไม่บกพร่อง.
พึงเชื่อมความคาถาว่า ปรสฺส เจ แห่งบุคคลอื่นดังนี้.
อนึ่ง มีความอะไรที่ยิ่งไปอีก มีดังนี้ เจ้าทิฏฐินั้นตั้งอยู่ในวินิจฉัยแล้ว ร่าเริงอยู่ กล่าวว่าคนอื่นเป็นพาลไม่ฉลาด.
ก็หากว่า บุคคลนั้นกล่าวว่าเลวเพราะคำของคนอื่นนั้น.
บทว่า ตุโม สหา โหติ นิหีนปญฺโญ บุคคลนั้นย่อมเป็นคนมีปัญญาทราม พร้อมด้วยบุคคลอื่นนั้น คือบุคคลแม้นั้นย่อมเป็นผู้มีปัญญาทรามพร้อมด้วยบุคคลนั้น แม้เขาจะพูดว่าบุคคลนั้นเป็นพาล. เมื่อเป็นเช่นนั้น ถ้อยคำของเขาเอาประมาณไม่ได้. แต่บุคคลนั้นเป็นผู้ถึงเวท เป็นธีรชนด้วยตนเอง. เมื่อเป็นอย่างนั้น ใครๆ ในบรรดาสมณพราหมณ์ย่อมไม่เป็นคนพาล เพราะทั้งหมดเหล่านั้นเป็นบัณฑิตตามความปรารถนาของตน.
บทว่า วาจาย คือ เพราะคำ.
บทว่า วจเนน คือ เพราะถ้อยคำ.
บทว่า นินฺทิตการณา คือ เพราะเหตุนินทา.
บทว่า ครหิตการณา คือ เพราะเหตุติเตียน.
บทว่า อุปวทิตการณา คือ เพราะเหตุค่อนว่า.
พึงทราบการเชื่อมและความของคาถาว่า อญฺญํ อิโต ธรรมอื่นจากธรรมนี้ต่อไป เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้ว่า บุคคลผู้ถึงเวทเป็นธีรชนเอง ใครๆ ในบรรดาสมณพราหมณ์ย่อมไม่มีคนพาลดังนี้ พึงมีคำถามว่า เพราะเหตุ เพื่อใครๆ.
ในข้อนั้นขอตอบว่า เพราะชนเหล่าใดย่อมสรรเสริญธรรมอื่นจากธรรมนี้ ชนเหล่านั้นย่อมเป็นผู้พลาดทางแห่งความหมดจด เป็นผู้ไม่บริบูรณ์ พวกเดียรถีย์ย่อมกล่าวแม้อย่างนั้นโดยทิฏฐิมาก คือชนเหล่าใดย่อมสรรเสริญทิฏฐิอื่นจากทิฏฐินี้ ชนเหล่านั้นย่อมเป็นผู้ฉลาด คือล้มเหลวทางแห่งความหมดจด เป็นผู้ไม่บริบูรณ์ฉะนั้น.
ท่านอธิบายว่า เดียรถีย์ทั้งหลายย่อมกล่าวอย่างนี้.
หากถามว่า เพราะเหตุไร จึงกล่าวอย่างนี้.
ตอบว่า เพราะพวกเดียรถีย์เหล่านั้นเป็นผู้ยินดียิ่ง ด้วยความกำหนัดเพราะทิฏฐิของตน.
บทว่า เต สุทฺธิมคฺคํ ทางแห่งความหมดจด คืออัญญเดียรถีย์เหล่านั้น ย่อมพลั้งพลาด คลาด ทางอันไม่เศร้าหมอง.
บทว่า วิสุทฺธิมคฺคํ ทางแห่งความหมดจดวิเศษ คือทางที่ไม่มีโทษ.
บทว่า ปริสุทฺธิมคฺคํ ทางแห่งความหมดจดรอบ คือทางแห่งธรรมขาว.
บทว่า โอทาตมคฺคํ ทางแห่งความผ่องแผ้ว คือทางผ่องใส.
บทว่า ปริโยทาตมคฺคํ ทางผ่องแผ้วรอบ คือทางมีแสงสว่าง.
บทว่า วิรทฺธา พลั้ง คือพลั้งจากทางที่กล่าวแล้วดำรงอยู่.
บทว่า อปรทฺธา พลาด คือพลาดไปแล้วดำรงอยู่.
บทว่า ขลิตา คลาด คือเสื่อม.
บทว่า คลิตา เคลื่อน คือตกจากที่นั้น.
บทว่า อญฺญาย คือ ด้วยไม่รู้.
บทว่า อปรทฺธา พลาด คือถึงความปราชัย.
อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะว่า ญายาปรทฺธา บ้าง ความว่า พลาดจากทางที่ควรรู้ พวกเดียรถีย์ยินดียิ่งอย่างนี้.
พึงทราบคาถาว่า อิเธว สุทฺธึ พวกเดียรถีย์ย่อมกล่าวความหมดจดว่ามีในธรรมนี้เท่านั้น ดังต่อไปนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สกายเน คือ ในทางของตน.
บทว่า ทฬฺหํ วทานา กล่าวยืนยัน คือกล่าวหนักแน่น.
บทว่า ถิรวาทา กล่าวมั่นคง คือกล่าวลงความเห็น.
บทว่า พลิกวาทา คือ กล่าวแข็งแรง.
บทว่า อวฏฺฐิตวาทา กล่าวเที่ยงแท้ คือกล่าวด้วยความมั่นใจ.
บรรดาเดียรถีย์ผู้มีวาทะมั่นคงอย่างนี้ เดียรถีย์คนใดคนหนึ่ง เป็นผู้พูดยืนยันในธรรมอันเป็นทางดำเนินของตน พึงเห็นใครอื่นว่าเป็นพาล ในเพราะทิฏฐินั้น เพราะเหตุนั้น เดียรถีย์ผู้พูดยืนยันว่านี้เท่านั้นจริง ในทางดำเนินของตน อันมีอาทิว่าโดยสังเขป ได้แก่ สัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ โดยพิสดาร ได้แก่ นัตถิกทิฏฐิ (ความเห็นว่าไม่มี) อเหตุกทิฏฐิ (ความเห็นว่าหาเหตุมิได้) อกิริยทิฏฐิ (ความเห็นว่าไม่เป็นอันทำ) พึง เห็นใครอื่นโดยธรรมร่วมกัน ว่าเป็นคนพาลในทิฏฐินี้ แม้เดียรถีย์ทั้งหมดก็เป็นบัณฑิต เป็นผู้ปฏิบัติชอบตามความเห็นของเขามิใช่หรือ เมื่อเป็นอย่างนี้ เจ้าทิฏฐินั้นกล่าวบุคคลอื่นว่าเป็นพาล มีความไม่หมดจดเป็นธรรมดา พึงนำมาซึ่งความบาดหมางกันเอง เพราะเจ้าทิฏฐินั้นกล่าวคนอื่นว่าผู้นี้เป็นพาล และมีธรรมไม่บริสุทธิ์ พึงนำความทะเลาะมาด้วยตนเอง.
เพราะเหตุไร. เพราะเจ้าทิฏฐิทั้งหมดก็เป็นบัณฑิตเหมือนกัน และเป็นผู้ปฏิบัติชอบเหมือนกันตามความเห็นของเขา.
แม้ในบททั้งหมดพึงทราบอย่างนี้ว่า
เจ้าทิฏฐินั้นตั้งอยู่ในทิฏฐิที่ตกลงใจ นับถือเองแล้ว ย่อมถึงความวิวาทในโลกยิ่งๆ ขึ้นไป. ก็สัตว์ครั้นรู้โทษในทิฏฐิที่ตกลงใจอย่างนี้แล้ว ละทิฏฐิที่ตกลงใจทั้งปวงด้วยอริยมรรค ไม่ทำความบาดหมางกันในโลก.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบเทศนาด้วยธรรมอันเป็นยอด คือพระอรหัต.
บทว่า สยํ ปมาย คือ นับถือตนเอง.
บทว่า ปมินิตฺวา คือ ทำการคาดคะเน. ปาฐะว่า ปจินิตฺวา บ้าง บทนั้นไม่ดี.
บทว่า อุทฺธํ วาเทน สทฺธึ คือ ทำความทุ่มเถียงกับบุคคลอื่นผู้กล่าวในข้างหน้าของตน.
เมื่อจบเทศนาได้มีผู้ตรัสรู้ธรรมเช่นกับที่กล่าวแล้วในปุราเภทสูตรนั่นแล.
จบอรรถกถาจูฬวิยูหสุตตนิเทสที่ ๑๒ -----------------------------------------------------