๓. ทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทส
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ตติโย ทุฏฺฐฏฺฐกสุตฺตนิทฺเทโส
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส ทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทสที่ ๓ ว่าด้วยเดียรถีย์กับมุนี
วทนฺติ เว ทุฏฺฐมนาปิ เอเก อญฺเญปิ เว สจฺจมนา วทนฺติ วาทญฺจ ชาตํ มุนิ โน อุเปติ ตสฺมา มุนี นตฺถิ ขิโล กุหิญฺจิ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เดียรถีย์บางพวกมีใจชั่ว ย่อมติเตียนโดยแท้ แม้ชนเหล่าอื่นเข้าใจว่า จริง ก็ติเตียนตาม แต่มุนีย่อมไม่เข้าถึงวาทะติเตียนที่เกิดแล้ว เพราะ เหตุนั้น กิเลสเครื่องตรึงจิต จึงมิได้มีแก่มุนีในที่ไหนๆ.
วทนฺติ เว ทุฏฺฐมนาปิ เอเกติ เต ติตฺถิยา ทุฏฺฐมนา ปทุฏฺฐมนา วิรุทฺธมนา ปฏิวิรุทฺธมนา อาหตมนา ปจฺจาหตมนา อาฆาฏิตมนา ปจฺจาฆาฏิตมนา วทนฺติ อุปวทนฺติ ภควนฺตญฺจ ภิกฺขุสงฺฆญฺจ อภูเตนาติ วทนฺติ เว ทุฏฺฐมนาปิ เอเก ฯ
คำว่า เดียรถีย์บางพวกมีใจชั่ว ย่อมติเตียนโดยแท้ มีความว่า เดียรถีย์เหล่านั้นมีหัวใจชั่ว คือ มีใจอันโทษประทุษร้าย มีใจผิด มีใจผิดเฉพาะ มีใจอันโทสะมากระทบ มีใจอันโทสะมากระทบเฉพาะ มีใจอาฆาต มีใจอาฆาตเฉพาะแล้ว ย่อมติเตียน คือ เข้าไปติเตียนพระผู้มีพระภาค และภิกษุสงฆ์ ด้วยคำไม่จริง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เดียรถีย์บางพวกมีใจชั่วย่อมติเตียนโดยแท้.
อญฺเญปิ เว สจฺจมนา วทนฺตีติ เย เตสํ ติตฺถิยานํ สทฺทหนฺตา โอกปฺเปนฺตา อธิมุจฺจนฺตา สจฺจมนา สจฺจสญฺญิโน ภูตมนา ภูตสญฺญิโน ตถมนา ตถสญฺญิโน ยาถาวมนา ยาถาวสญฺญิโน อวิปรีตมนา อวิปรีตสญฺญิโน วทนฺติ อุปวทนฺติ ภควนฺตญฺจ ภิกฺขุสงฺฆญฺจ อภูเตนาติ อญฺเญปิ เว สจฺจมนา วทนฺติ ฯ
คำว่า แม้ชนเหล่าอื่นเข้าใจว่าจริง ก็ติเตียนตาม มีความว่า ชนเหล่าใดเชื่อถือ กำหนดอยู่ น้อมใจเชื่อต่อเดียรถีย์เหล่านั้น เข้าใจว่าจริง มีความสำคัญว่าจริง เข้าใจว่าแท้ มีความสำคัญว่าแท้ เข้าใจว่าแน่ มีความสำคัญว่าแน่ เข้าใจว่าเป็นจริง มีความสำคัญว่าเป็นจริง เข้าใจว่าไม่วิปริต มีความสำคัญว่าไม่วิปริต ชนเหล่านั้นก็ติเตียน คือเข้าไปติเตียนพระผู้มีพระภาค และภิกษุสงฆ์ด้วยคำไม่จริง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า แม้ชนเหล่าอื่นเข้าใจว่าจริง ก็ติเตียนตาม.
วาทญฺจ ชาตํ มุนิ โน อุเปตีติ โส วาโท ชาโต โหติ สญฺชาโต นิพฺพตฺโต อภินิพฺพตฺโต ปาตุภูโต ปรโต โฆโส อกฺโกโส อุปวาโท ภควโต จ ภิกฺขุสงฺฆสฺส จ อภูเตนาติ วาทญฺจ ชาตํ ฯ มุนิ โน อุเปตีติ มุนีติ โมนํ วุจฺจติ ญาณํ ยา ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ เตน ญาเณน สมนฺนาคโต มุนิ โมนปฺปตฺโต ฯเปฯ สงฺคชาลมติจฺจ โส มุนีติ ฯ โย วาทํ อุเปติ โส ทฺวีหิ การเณหิ วาทํ อุเปติ ฯ การโก การกตาย วาทํ อุเปติ ฯ อถวา วุจฺจมาโน อุปวทิยมาโน กุปฺปติ พฺยาปชฺชติ ปติฏฺฐิยติ โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกโรติ อการโกมฺหีติ ฯ โย วาทํ อุเปติ โส อิเมหิ ทฺวีหิ การเณหิ วาทํ อุเปติ ฯ มุนิ ทฺวีหิ การเณหิ วาทํ น อุเปติ ฯ อการโก อการกตาย วาทํ น อุเปติ ฯ อถวา วุจฺจมาโน อุปวทิยมาโน น กุปฺปติ น พฺยาปชฺชติ น ปติฏฺฐิยติ น โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกโรติ อการโกมฺหีติ ฯ มุนิ อิเมหิ ทฺวีหิ การเณหิ วาทํ น อุเปติ น อุปคจฺฉติ น คณฺหาติ น ปรามสติ น อภินิวิสตีติ วาทญฺจ ชาตํ มุนิ โน อุเปติ ฯ
คำว่า แต่มุนีย่อมไม่เข้าถึงวาทะติเตียนที่เกิดแล้ว มีความว่า วาทะนั้นเป็นวาทะเกิดแล้ว เป็นวาทะเกิดพร้อม เกิดแล้ว เกิดเฉพาะแล้ว ปรากฏแล้ว คือเสียงประกาศแต่บุคคลอื่น คำด่า คำเข้าไปติเตียนพระผู้มีพระภาค และภิกษุสงฆ์ ด้วยคำอันไม่จริง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า วาทะติเตียนที่เกิดแล้ว. คำว่า มุนี ในคำว่า มุนีย่อมไม่เข้าถึงมีความว่า ญาณเรียกว่าโมนะ ได้แก่ ปัญญา ความรู้ทั่ว ฯลฯ ความไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม ความเห็นชอบ บุคคลประกอบด้วยญาณนั้น ชื่อว่ามุนี คือผู้ถึงญาณที่ชื่อว่าโมนะ ฯลฯ บุคคลใดรู้ธรรมของอสัตบุรุษและธรรมของสัตบุรุษในโลกทั้งปวง ทั้งภายในภายนอก ก้าวล่วงธรรมเป็นเครื่องข้องและตัณหาเพียงดังว่าข่าย ดำรงอยู่ เป็นผู้อันเทวดา และมนุษย์บูชาแล้วบุคคลนั้นชื่อว่ามุนี. บุคคลใดจะเข้าถึงวาทะติเตียน บุคคลนั้น ย่อมเข้าถึงวาทะติเตียนด้วยเหตุ๒ ประการ คือ เป็นผู้กระทำ ย่อมเข้าถึงวาทะ ติเตียนด้วยความเป็นผู้กระทำ (ผู้กล่าวหา) ๑เป็นผู้ถูกเขาว่า เขาติเตียน ย่อมโกรธ ขัดเคือง โต้ตอบ ทำความโกรธ ความเคือง ความชังให้ปรากฏว่า เราไม่เป็นผู้กระทำ ๑. บุคคลใดจะเข้าถึงวาทะติเตียน บุคคลนั้นย่อมเข้าถึงวาทะติเตียนด้วยเหตุ ๒ ประการนี้. มุนีไม่เข้าถึงวาทะติเตียนด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ เป็นผู้ไม่กระทำ ย่อมไม่เข้าถึงวาทะติเตียนด้วยความเป็นผู้ไม่กระทำ ๑ เป็นผู้ถูกเขาว่า เขาติเตียน ย่อมไม่โกรธ ไม่เคือง ไม่ได้ตอบ ไม่ทำความโกรธ ความเคือง ความชังให้ปรากฏว่า เราไม่เป็นผู้กระทำ ๑. มุนีย่อมไม่เข้าถึง ไม่เข้าไปถึง ไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่นวาทะติเตียนด้วยเหตุ ๒ประการนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า แต่มุนีย่อมไม่เข้าถึงวาทะติเตียนที่เกิดแล้ว. ว่าด้วยกิเลสเครื่องตรึงจิต ๓
ตสฺมา มุนี นตฺถิ ขิโล กุหิญฺจีติ ตสฺมาติ ตสฺมา ตํการณา ตํเหตุ ตปฺปจฺจยา ตํนิทานา มุนิโน อาหตจิตฺตตา ขีลชาตตาปิ นตฺถิ ฯ ปญฺจปิ เจโตขีลา นตฺถิ ตโยปิ ขีลา นตฺถิ ราคขีโล โทสขีโล โมหขีโล นตฺถิ น สนฺติ น สํวิชฺชติ นุปลพฺภติ ปหีโน สมุจฺฉินฺโน วูปสนฺโต ปฏิปฺปสฺสทฺโธ อภพฺพุปฺปตฺติโก ญาณคฺคินา ทฑฺโฒ ฯ กุหิญฺจีติ กุหิญฺจิ กิมฺหิจิ กตฺถจิ อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา อชฺฌตฺตพหิทฺธา วาติ ตสฺมา มุนี นตฺถิ ขีโล กุหิญฺจิ ฯ เตนาห ภควา วทนฺติ เว ทุฏฺฐมนาปิ เอเก อญฺเญปิ เว สจฺจมนา วทนฺติ วาทญฺจ ชาตํ มุนิ โน อุเปติ ตสฺมา มุนี นตฺถิ ขิโล กุหิญฺจีติ ฯ
คำว่า เพราะเหตุนั้น กิเลสเครื่องตรึงจิตจึงมิได้มีแก่มุนีในที่ไหนๆ มีความว่าคำว่า เพราะเหตุนั้น คือ เพราะเหตุนั้น เพราะการณ์นั้น เพราะเหตุนั้น เพราะปัจจัยนั้นเพราะนิทานนั้น ความเป็นผู้มีจิตอันโทสะมากระทบก็ดี ความเป็นผู้มีกิเลสเครื่องตรึงจิตเกิดขึ้นก็ดี ย่อมไม่มีแก่มุนี. กิเลสเครื่องตรึงจิต ๕ อย่างก็ดี กิเลสเครื่องตรึงจิต ๓ อย่างคือ ราคะ โทสะ โมหะ ก็ดี ย่อมไม่มี คือย่อมไม่มี ไม่ปรากฏ ไม่เข้าไปได้คือ กิเลสนั้นๆ เป็นกิเลสอันมุนีละเสียแล้ว ตัดขาดแล้ว สงบแล้ว ระงับแล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้นได้ เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ. คำว่า ในที่ไหนๆ คือในที่ไหนๆ ในที่ใดที่หนึ่งทุกๆ แห่งในภายใน ในภายนอก หรือทั้งภายในทั้งภายนอก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะฉะนั้น กิเลสเครื่องตรึงจิต จึงมิได้มีแก่มุนีในที่ไหนๆ. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า เดียรถีย์บางพวกมีใจชั่ว ย่อมติเตียนโดยแท้ แม้ชนเหล่าอื่นเข้าใจว่า จริง ก็ติเตียนตาม แต่มุนีย่อมไม่เข้าถึงวาทะติเตียนที่เกิดแล้ว เพราะ เหตุนั้น กิเลสเครื่องตรึงจิต จึงมิได้มีแก่มุนีในที่ไหนๆ.
สกญฺหิ ทิฏฺฐึ กถมจฺจเยยฺย ฉนฺทานุนีโต รุจิยา นิวิฏฺโฐ สยํ สมตฺตานิ ปกุพฺพมาโน ยถา หิ ชาเนยฺย ตถา วเทยฺย ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า บุคคลผู้ไปตามความพอใจ ตั้งมั่นแล้วในความชอบใจ พึงล่วงทิฏฐิของ ตนได้อย่างไรเล่า แต่บุคคลเมื่อกระทำให้เต็มด้วยตนเอง รู้อย่างใด ก็ พึงกล่าวอย่างนั้น. ว่าด้วยทิฏฐิ
สกญฺหิ ทิฏฺฐึ กถมจฺจเยยฺยาติ เย เต ติตฺถิยา สุนฺทรึ ปริพฺพาชิกํ หนฺตฺวา สมณานํ สกฺยปุตฺติยานํ อวณฺณํ ปกาสยิตฺวา เอวํ เอตํ ลาภํ ยสํ สกฺการสมฺมานํ ปจฺจาหริสฺสามาติ เอวํทิฏฺฐิกา เอวํขนฺติกา เอวํรุจิกา เอวํลทฺธิกา เอวํอชฺฌาสยา เอวํอธิปฺปายา เต นาสกฺขึสุ สกํ ทิฏฺฐึ สกํ ขนฺตึ สกํ รุจึ สกํ ลทฺธึ สกํ อชฺฌาสยํ สกํ อธิปฺปายํ อติกฺกมิตุํ ฯ อถโข เสฺวว อยโส เต ปจฺจาคโตติ เอวมฺปิ สกญฺหิ ทิฏฺฐึ กถมจฺจเยยฺย ฯ อถวา สสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ โย โส เอวํวาโท โส สกํ ทิฏฺฐึ สกํ ขนฺตึ สกํ รุจึ สกํ ลทฺธึ สกํ อชฺฌาสยํ สกํ อธิปฺปายํ กถํ อจฺจเยยฺย อติกฺกเมยฺย สมติกฺกเมยฺย วีติวตฺเตยฺย ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ ตสฺส สา ทิฏฺฐิ ตถา สมตฺตา สมาทินฺนา คหิตา ปรามฏฺฐา อภินิวิฏฺฐา อชฺโฌสิตา อธิมุตฺตาติ เอวมฺปิ สกญฺหิ ทิฏฺฐึ กถมจฺจเยยฺย ฯ อสสฺสโต โลโก อนฺตวา โลโก อนนฺตวา โลโก ตํ ชีวํ ตํ สรีรํ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรํ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ โย โส เอวํวาโท โส สกํ ทิฏฺฐึ สกํ ขนฺตึ สกํ รุจึ สกํ ลทฺธึ สกํ อชฺฌาสยํ สกํ อธิปฺปายํ กถํ อจฺจเยยฺย อติกฺกเมยฺย สมติกฺกเมยฺย วีติวตฺเตยฺย ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ ตสฺส สา ทิฏฺฐิ ตถา สมตฺตา สมาทินฺนา คหิตา ปรามฏฺฐา อภินิวิฏฺฐา อชฺโฌสิตา อธิมุตฺตาติ เอวมฺปิ สกญฺหิ ทิฏฺฐึ กถมจฺจเยยฺย ฯ
คำว่า พึงล่วงทิฏฐิของตนได้อย่างไรเล่า มีความว่า เดียรถีย์เหล่าใด มีทิฏฐิอย่างนี้ มีความพอใจ ความชอบใจ ลัทธิ อัธยาศัย ความประสงค์อย่างนี้ว่า พวกเราฆ่านางปริพาชิกาชื่อสุนทรีเสียแล้ว ประกาศโทษของพวกสมณศากยบุตรแล้ว จักนำคืนมาซึ่งลาภยศสักการะสัมมานะนั้นโดยอุบายอย่างนี้ เดียรถีย์เหล่านั้น ไม่อาจล่วงทิฏฐิ ความพอใจ ความชอบใจ ลัทธิ อัธยาศัย ความประสงค์ของตนได้. โดยที่แท้ ความเสื่อมยศนั่นแหละ ก็กลับย้อนมาถึงพวกเดียรถีย์นั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลพึงล่วงทิฏฐิของตนได้อย่างไรเล่า แม้ด้วยประการอย่างนี้. อีกอย่างหนึ่ง ผู้ใดมีวาทะอย่างนี้ว่า โลกเที่ยง สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่าบุคคลนั้นพึงล่วง ก้าวล่วง ก้าวล่วงด้วยดี ล่วงเลยทิฏฐิ ความพอใจ ความชอบใจ ลัทธิอัธยาศัย ความประสงค์ของตนได้อย่างไร. ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุอะไร. เพราะเหตุว่า ทิฏฐินั้นอันบุคคลนั้นสมาทาน ถือเอา ยึดถือ ถือมั่น ติดใจ น้อมใจ ให้บริบูรณ์อย่างนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าบุคคลพึงล่วงทิฏฐิของตนได้อย่างไรเล่า แม้ด้วยประการอย่างนี้. บุคคลใดมีวาทะอย่างนี้ว่าโลกไม่เที่ยง ... โลกมีที่สุด ... โลกไม่มีที่สุด ... ชีพก็อันนั้นสรีระก็อันนั้น ... ชีพเป็นอื่นสรีระก็เป็นอื่น ... สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีก ... สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เป็นอีกสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มี ... สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า บุคคลนั้นพึงล่วง ก้าวล่วงก้าวล่วงด้วยดี ล่วงเลยทิฏฐิ ความพอใจ ความชอบใจ ลัทธิ อัธยาศัย ความประสงค์ของตนได้อย่างไร. ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุอะไร. เพราะเหตุว่า ทิฏฐินั้นอันบุคคลนั้นสมาทาน ถือเอายึดถือ ถือมั่น ติดใจ น้อมใจ ให้บริบูรณ์อย่างนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลพึงล่วงทิฏฐิของตนได้อย่างไรเล่า แม้ด้วยประการอย่างนี้.
ฉนฺทานุนีโต รุจิยา นิวิฏฺโฐติ ฉนฺทานุนีโตติ สกาย ทิฏฺฐิยา สกาย ขนฺติยา สกาย รุจิยา สกาย ลทฺธิยา ยายติ นิยฺยติ วุยฺหติ สํหริยติ ฯ ยถา หตฺถิยาเนน วา รถยาเนน วา อสฺสยาเนน วา โคยาเนน วา อชยาเนน วา เมณฺฑกยาเนน วา โอฏฺฐยาเนน วา ขรยาเนน วา ยายติ นิยฺยติ วุยฺหติ สํหริยติ เอวเมว สกาย ทิฏฺฐิยา สกาย ขนฺติยา สกาย รุจิยา สกาย ลทฺธิยา ยายติ นิยฺยติ วุยฺหติ สํหริยตีติ ฉนฺทานุนีโต ฯ รุจิยา นิวิฏฺโฐติ สกาย ทิฏฺฐิยา สกาย ขนฺติยา สกาย รุจิยา สกาย ลทฺธิยา นิวิฏฺโฐ ปติฏฺฐิโต อลฺลีโน อุปาคโต อชฺโฌสิโต อธิมุตฺโตติ ฉนฺทานุนีโต รุจิยา นิวิฏฺโฐ ฯ
คำว่า บุคคลผู้ไปตามความพอใจ ตั้งมั่นแล้วในความชอบใจ มีความว่า ผู้ไปตามความพอใจ คือบุคคลนั้น ย่อมไป ออกไป ลอยไป เคลื่อนไป ตามทิฏฐิ ความพอใจความชอบใจ ลัทธิของตน เหมือนบุคคล ย่อมไป ออกไป เลื่อนไป เคลื่อนไป ด้วยยานช้างยานรถ ยานม้า ยานโค ยานแพะ ยานแกะ ยานอูฐ ยานลา ฉะนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าผู้ไปตามความพอใจ. คำว่า น้อมใจไป ในทิฏฐิ ความพอใจ ความชอบใจ ลัทธิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลผู้ไปตามความพอใจ ตั้งมั่นแล้วในความชอบใจ.
สยํ สมตฺตานิ ปกุพฺพมาโนติ สยํ สมตฺตํ กโรติ ปริปุณฺณํ กโรติ อโนมํ กโรติ อคฺคํ เสฏฺฐํ วิเสฏฺฐํ ปาโมกฺขํ อุตฺตมํ ปวรํ กโรติ อยํ สตฺถา สพฺพญฺญูติ สยํ สมตฺตํ กโรติ ปริปุณฺณํ กโรติ อโนมํ กโรติ อคฺคํ เสฏฺฐํ วิเสฏฺฐํ ปาโมกฺขํ อุตฺตมํ ปวรํ กโรติ อยํ ธมฺโม สฺวากฺขาโต อยํ คโณ สุปฏิปนฺโน อยํ ทิฏฺฐิ ภทฺทิกา อยํ ปฏิปทา สุปญฺญตฺตา อยํ มคฺโค นิยฺยานิโกติ สยํ สมตฺตํ กโรติ ปริปุณฺณํ กโรติ อโนมํ กโรติ อคฺคํ เสฏฺฐํ วิเสฏฺฐํ ปาโมกฺขํ อุตฺตมํ ปวรํ กโรติ ชเนติ สญฺชเนติ นิพฺพตฺเตติ อภินิพฺพตฺเตตีติ สยํ สมตฺตานิ ปกุพฺพมาโน ฯ
คำว่า บุคคลเมื่อกระทำให้เต็มด้วยตนเอง มีความว่า บุคคลกระทำให้เต็ม ให้บริบูรณ์ ไม่บกพร่อง ให้เลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็นประธาน อุดม บวร คือยังทิฏฐินั้นให้เกิด ให้เกิดพร้อม ให้บังเกิด ให้บังเกิดเฉพาะด้วยตนเองว่า พระศาสดานี้เป็นพระสัพพัญญูพระธรรมนี้อันพระศาสดาตรัสดีแล้ว คณะสงฆ์นี้ปฏิบัติดีแล้ว ทิฏฐินี้เจริญ ปฏิปทานี้อันพระศาสดาทรงบัญญัติดีแล้ว มรรคนี้เป็นเครื่องนำออก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลเมื่อกระทำให้เต็มด้วยตนเอง.
ยถา หิ ชาเนยฺย ตถา วเทยฺยาติ ยถา ชาเนยฺย ตถา วเทยฺย กเถยฺย ภเณยฺย ทีเปยฺย โวหเรยฺย ฯ สสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ยถา ชาเนยฺย ตถา วเทยฺย กเถยฺย ภเณยฺย ทีเปยฺย โวหเรยฺย ฯ อสสฺสโต โลโก ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ยถา ชาเนยฺย ตถา วเทยฺย กเถยฺย ภเณยฺย ทีเปยฺย โวหเรยฺยาติ ยถา หิ ชาเนยฺย ตถา วเทยฺย ฯ เตนาห ภควา สกญฺหิ ทิฏฺฐึ กถมจฺจเยยฺย ฉนฺทานุนีโต รุจิยา นิวิฏฺโฐ สยํ สมตฺตานิ ปกุพฺพมาโน ยถา หิ ชาเนยฺย ตถา วเทยฺยาติ ฯ
คำว่า รู้อย่างใดก็พึงกล่าวอย่างนั้น มีความว่า บุคคลรู้อย่างใดก็พึงกล่าว บอกพูด แสดง แถลงอย่างนั้น. คือรู้อย่างใดว่า โลกเที่ยง สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า ก็พึงกล่าวบอก พูด แสดง แถลงอย่างนั้น. รู้อย่างใดว่า โลกไม่เที่ยง ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า ก็พึงกล่าว บอก พูดแสดง แถลง อย่างนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า รู้อย่างใดก็พึงกล่าวอย่างนั้น. เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า บุคคลผู้ไปตามความพอใจ ตั้งมั่นแล้วในความชอบใจ พึงล่วงทิฏฐิ ของตนได้อย่างไรเล่า แต่บุคคลเมื่อกระทำให้เต็มด้วยตนเอง รู้อย่างใด ก็พึงกล่าวอย่างนั้น.
โย อตฺตโน สีลวตานิ ชนฺตุ อนานุปุฏฺโฐ จ ปเรส ปาวา อนริยธมฺมํ กุสลา ตมาหุ โย อาตุมานํ สยเมว ปาวา ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ชนใดไม่มีใครถาม ย่อมบอกศีลและวัตรของตนแก่ชนเหล่าอื่น ผู้ฉลาด ทั้งหลายกล่าวชนนั้นว่าไม่มีอริยธรรม อนึ่ง ชนใดย่อมบอกตนเอง ผู้ฉลาดทั้งหลายก็กล่าวชนนั้นว่า ไม่มีอริยธรรม.
โย อตฺตโน สีลวตานิ ชนฺตูติ โยติ โย ยาทิโส ยถายุตฺโต ยถาวิหิโต ยถาปกาโร ยณฺฐานปฺปตฺโต ยํธมฺมสมนฺนาคโต ขตฺติโย วา พฺราหฺมโณ วา เวสฺโส วา สุทฺโท วา คหฏฺโฐ วา ปพฺพชิโต วา เทโว วา มนุสฺโส วา ฯ สีลวตานีติ อตฺถิ สีลญฺเจว วตฺตญฺจ อตฺถิ วตฺตํ น สีลํ ฯ {๘๑.๑} กตมํ สีลญฺเจว วตฺตญฺจ ฯ อิธ ภิกฺขุ สีลวา โหติ ปาฏิโมกฺขสํวรสํวุโต วิหรติ อาจารโคจรสมฺปนฺโน อณุมตฺเตสุ วชฺเชสุ ภยทสฺสาวี สมาทาย สิกฺขติ สิกฺขาปเทสุ โย ตตฺถ สํยโม สํวโร อวีติกฺกโม อิทํ สีลํ ฯ ยํ สมาทานํ ตํ วตฺตํ ฯ สํวรฏฺเฐน สีลํ สมาทานฏฺเฐน วตฺตํ อิทํ วุจฺจติ สีลญฺเจว วตฺตญฺจ ฯ {๘๑.๒} กตมํ วตฺตํ น สีลํ ฯ อฏฺฐ ธุตงฺคานิ อารญฺญิกงฺคํ ปิณฺฑปาติกงฺคํ ปํสุกูลิกงฺคํ เตจีวริกงฺคํ สปทานจาริกงฺคํ ขลุปจฺฉาภตฺติกงฺคํ เนสชฺชิกงฺคํ ยถาสนฺถติกงฺคํ อิทํ วุจฺจติ วตฺตํ น สีลํ ฯ วิริยสมาทานมฺปิ วุจฺจติ วตฺตํ น สีลํ ฯ กามํ ตโจ จ นหารุ จ อฏฺฐิ จ อวสุสฺสตุ สรีเร อุปสุสฺสตุ มํสโลหิตํ ยนฺตํ ปุริสถาเมน ปุริสพเลน ปุริสวิริเยน ปุริสปรกฺกเมน ปตฺตพฺพํ น ตํ อปาปุณิตฺวา วิริยสฺส สณฺฐานํ ภวิสฺสตีติ จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ เอวรูปมฺปิ วิริยสมาทานํ วุจฺจติ วตฺตํ น สีลํ ฯ {๘๑.๓} น ตาวาหํ อิมํ ปลฺลงฺกํ ภินฺทิสฺสามิ ยาว เม น อนุปาทาย อาสเวหิ จิตฺตํ วิมุจฺจิสฺสตีติ จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ เอวรูปมฺปิ วิริยสมาทานํ วุจฺจติ วตฺตํ น สีลํ ฯ นาสิสฺสํ น ปิวิสฺสามิ วิหารโต น นิกฺขมึ นปิ ปสฺสํ นิปาเตสฺสํ ตณฺหาสลฺเล อนูหเตติ {๘๑.๔} จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ เอวรูปมฺปิ วิริยสมาทานํ วุจฺจติ วตฺตํ น สีลํ ฯ น ตาวาหํ อิมมฺหา อาสนา วุฏฺฐหิสฺสามิ จงฺกมา โอโรหิสฺสามิ วิหารา นิกฺขมิสฺสามิ อฑฺฒโยคา นิกฺขมิสฺสามิ ปาสาทา นิกฺขมิสฺสามิ หมฺมิยา นิกฺขมิสฺสามิ คุหาย นิกฺขมิสฺสามิ เลณา นิกฺขมิสฺสามิ กุฏิยา นิกฺขมิสฺสามิ กูฏาคารา นิกฺขมิสฺสามิ อฏฺฏา นิกฺขมิสฺสามิ มาฬา นิกฺขมิสฺสามิ อุทฺทณฺฑา นิกฺขมิสฺสามิ อุปฏฺฐานสาลาย นิกฺขมิสฺสามิ มณฺฑปา นิกฺขมิสฺสามิ รุกฺขมูลา นิกฺขมิสฺสามิ ยาว เม น อนุปาทาย อาสเวหิ จิตฺตํ วิมุจฺจิสฺสตีติ จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ เอวรูปมฺปิ วิริยสมาทานํ วุจฺจติ วตฺตํ น สีลํ ฯ อิมสฺมิญฺเญว ปุพฺพณฺหสมยํ อริยธมฺมํ อาหริสฺสามิ สมาหริสฺสามิ อธิคจฺฉิสฺสามิ ผุสยิสฺสามิ สจฺฉิกริสฺสามีติ จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ เอวรูปมฺปิ วิริยสมาทานํ วุจฺจติ วตฺตํ น สีลํ ฯ อิมสฺมิญฺเญว มชฺฌนฺติกสมยํ สายณฺหสมยํ ปุเรภตฺตํ ปจฺฉาภตฺตํ ปุริมยามํ มชฺฌิมยามํ ปจฺฉิมยามํ กาเฬ ชุเณฺห วสฺเส เหมนฺเต คิเมฺห ปุริเม วโยขนฺเธ มชฺฌิเม วโยขนฺเธ ปจฺฉิเม วโยขนฺเธ อริยธมฺมํ อาหริสฺสามิ สมาหริสฺสามิ อธิคจฺฉิสฺสามิ ผุสยิสฺสามิ สจฺฉิกริสฺสามีติ จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ เอวรูปมฺปิ วิริยสมาทานํ วุจฺจติ วตฺตํ น สีลํ ฯ {๘๑.๕} ชนฺตูติ สตฺโต นโร มานโว โปโส ปุคฺคโล ชีโว ชาตุ ชนฺตุ อินฺทคู มนุโชติ โย อตฺตโน สีลวตานิ ชนฺตุ ฯ
คำว่า ชนใด ... ย่อมบอกศีลและวัตรของตน มีความว่า คำว่า ใด คือเช่นใดประกอบอย่างใด ชนิดอย่างใด มีประการอย่างใดถึงฐานะใด ประกอบด้วยธรรมใด เป็นกษัตริย์เป็นพราหมณ์ เป็นแพศย์ เป็นศูทร เป็นคฤหัสถ์ เป็นบรรพชิต เป็นเทวดา หรือเป็นมนุษย์. คำว่า ศีลและวัตร มีความว่า บางแห่งเป็นศีลและเป็นวัตร บางแห่งเป็นวัตรแต่ไม่เป็นศีล. ว่าด้วยศีลและวัตร เป็นศีลและเป็นวัตรเป็นไฉน? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล สำรวมด้วยความสำรวมในปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจรอยู่ เป็นผู้เห็นภัยในโทษทั้งหลายมีประมาณน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ความสำรวม ความระวัง ความไม่ก้าวล่วง ในสิกขาบททั้งหลายนั้น นี้เป็นศีล. ความสมาทานชื่อว่าเป็นวัตร. เพราะอรรถว่าสำรวม จึงชื่อว่าศีลเพราะอรรถว่า สมาทานจึงชื่อว่าวัตร นี้เรียกว่าเป็นศีลและเป็นวัตร. เป็นวัตรแต่ไม่เป็นศีลเป็นไฉน? ธุดงค์ (องค์ของภิกษุผู้กำจัดกิเลส) ๘ คือ อารัญญิ-*กังคธุดงค์ ปิณฑปาติกังคธุดงค์ ปังสุกูลิกังคธุดงค์ เตจีวริกังคธุดงค์ สปทานจาริกังคธุดงค์ขลุปัจฉาภัตติกังคธุดงค์ เนสัชชิกังคธุดงค์ ยถาสันถติกังคธุดงค์ นี้เรียกว่าเป็นวัตรแต่ไม่เป็นศีล. แม้การสมาทานความเพียร ก็เรียกว่าเป็นวัตรแต่ไม่เป็นศีล กล่าวคือพระมหาสัตว์ทรงประคองตั้งพระทัยว่า จงเหลืออยู่แต่หนังเอ็นและกระดูกก็ตามที เนื้อและเลือดในสรีระจงเหือดแห้งไปเถิดอิฐผลใดอันจะพึงบรรลุด้วยเรี่ยวแรงของบุรุษ ด้วยกำลังของบุรุษ ด้วยความเพียรของบุรุษ ด้วยความบากบั่นของบุรุษ การไม่บรรลุผลนั้นแล้ว หยุดความเพียรจักไม่มี ดังนี้ แม้การสมาทานความเพียรเห็นปานนี้ ก็เรียกว่าเป็นวัตรแต่ไม่เป็นศีล. พระมหาสัตว์ทรงประคองตั้งพระทัยว่าจิตของเราจักยังไม่หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่ถือมั่นเพียงใด เราจักไม่ทำลายบัลลังก์(ความนั่งเนื่องด้วยขาที่คู้เข้าโดยรอบ) นี้เพียงนั้น แม้การสมาทานความเพียร เห็นปานนี้ ก็เรียกว่าเป็นวัตรแต่ไม่เป็นศีล. ภิกษุประคองตั้งจิตว่า เมื่อลูกศรคือตัณหาอันเรายังถอนไม่ได้แล้ว เราจักไม่กิน ไม่ดื่ม ไม่ออก จากวิหาร ทั้งจักไม่เอนข้าง ดังนี้ แม้การสมาทานความเพียรเห็นปานนี้ ก็เรียกว่าเป็นวัตรแต่ไม่เป็นศีล. ภิกษุประคองตั้งจิตว่า จิตของเราจักยังไม่หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น เพียงใด เราจักไม่ลุกขึ้นจากอาสนะนี้เพียงนั้น ... จักไม่ลงจากที่จงกรม ... จักไม่ออกจากวิหาร ... จักไม่ออกจากเรือนมีหลังคาแถบเดียว ... จักไม่ออกจากปราสาท ... จักไม่ออกจากเรือนโล้น ... จักไม่ออกจากถ้ำ ... จักไม่ออกจากถ้ำภูเขา ... จักไม่ออกจากกุฏิ ... จักไม่ออกจากเรือนยอด ... จักไม่ออกจากป้อม ... จักไม่ออกจากโรงกลม ... จักไม่ออกจากเรือนที่มีเครื่องกั้น ... จักไม่ออกจากศาลาที่บำรุง ...จักไม่ออกจากมณฑป ... จักไม่ออกจากโคนต้นไม้ เพียงนั้น ดังนี้ แม้การสมาทานความเพียรเห็นปานนี้ ก็เรียกว่า เป็นวัตรแต่ไม่เป็นศีล. ภิกษุประคองตั้งจิตว่า ในเช้าวันนี้แหละ เราจักนำมานำมาด้วยดี บรรลุ ถูกต้อง ทำให้แจ้ง ซึ่งอริยธรรม ดังนี้ แม้การสมาทานความเพียรเห็นปานนี้ ก็เรียกว่าเป็นวัตรแต่ไม่เป็นศีล. ภิกษุประคองตั้งจิตว่า ในเที่ยงวันนี้แหละ ... ในเย็นนี้แหละ ... ในกาลก่อนภัตนี้แหละ ... ในกาลภายหลังภัตนี้แหละ ... ในยามต้นนี้แหละ ... ในยามกลางนี้แหละ ... ในยามหลังนี้แหละ ... ในข้างแรมนี้แหละ ... ในข้างขึ้นนี้แหละ ... ในฤดูฝนนี้แหละ ... ในฤดูหนาวนี้แหละ ... ในฤดูร้อนนี้แหละ ... ในตอนวัยต้นนี้แหละ ... ในตอนวัยกลางนี้แหละ ... ในตอนวัยหลังนี้แหละ เราจักนำมา นำมาด้วยดี บรรลุ ถูกต้อง ทำให้แจ้ง ซึ่งอริยธรรม ดังนี้ แม้การสมาทานความเพียรเห็นปานนี้ ก็เรียกว่าเป็นวัตรแต่ไม่เป็นศีล. คำว่า ชน คือ สัตว์ นระ มาณพ บุรุษ บุคคล ผู้มีชีวิต ผู้เกิด สัตว์เกิด ผู้มีกรรม มนุษย์เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ชนใด ... ย่อมบอกศีลและวัตรของตน.
อนานุปุฏฺโฐ จ ปเรส ปาวาติ ปเรสนฺติ ปเรสํ ขตฺติยานํ พฺราหฺมณานํ เวสฺสานํ สุทฺทานํ คหฏฺฐานํ ปพฺพชิตานํ เทวานํ มนุสฺสานํ ฯ อนานุปุฏฺโฐติ อปุฏฺโฐ อปุจฺฉิโต อนายาจิโต อนชฺเฌสิโต อปฺปสาทิโต ฯ ปาวาติ อตฺตโน สีลํ วา วตฺตํ วา สีลวตฺตํ วา ปาวทติ ฯ อหมสฺมิ สีลสมฺปนฺโนติ วา วตฺตสมฺปนฺโนติ วา สีลวตฺตสมฺปนฺโนติ วา ชาติยา วา โคตฺเตน วา โกลปุตฺติเกน วา วณฺณโปกฺขรตาย วา ธเนน วา อชฺเฌเนน วา กมฺมายตเนน วา สิปฺปายตเนน วา วิชฺชฏฺฐาเนน วา สุเตน วา ปฏิภาเณน วา อญฺญตรญฺญตเรน วา วตฺถุนา อุจฺจากุลา ปพฺพชิโตติ วา มหากุลา ปพฺพชิโตติ วา มหาโภคกุลา ปพฺพชิโตติ วา อุฬารโภคกุลา ปพฺพชิโตติ วา ญาโต ยสสฺสี คหฏฺฐานํ ปพฺพชิตานนฺติ วา ลาภิมฺหิ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสน- คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารานนฺติ วา สุตฺตนฺติโกติ วา วินยธโรติ วา ธมฺมกถิโกติ วา อารญฺญิโกติ วา ปิณฺฑปาติโกติ วา ปํสุกูลิโกติ วา เตจีวริโกติ วา สปทานจาริโกติ วา ขลุปจฺฉาภตฺติโกติ วา เนสชฺชิโกติ วา ยถาสนฺถติโกติ วา ปฐมสฺส ฌานสฺส ลาภีติ วา ทุติยสฺส ฌานสฺส ลาภีติ วา ตติยสฺส ฌานสฺส ลาภีติ วา จตุตฺถสฺส ฌานสฺส ลาภีติ วา อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติยา ลาภีติ วา วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติยา ลาภีติ วา อากิญฺจญฺญายตน- สมาปตฺติยา ลาภีติ วา เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติยา ลาภีติ วา ปาวทติ กเถติ ภณติ ทีปยติ โวหรตีติ อนานุปุฏฺโฐ จ ปเรส ปาวา ฯ
คำว่า ไม่มีใครถาม ย่อมบอก ... แก่ชนเหล่าอื่น มีความว่า ชนเหล่าอื่น คือกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คฤหัสถ์ บรรพชิต เทวดา มนุษย์. คำว่าไม่มีใครถาม คืออันใครๆ ไม่ถาม ไม่ไต่ถาม ไม่ขอร้อง ไม่เชิญ ไม่เชื้อเชิญ. คำว่า ย่อมบอก คือ ย่อมอวดอ้างศีลบ้าง วัตรบ้าง ศีลและวัตรบ้างของตน. (อธิบายว่า) ย่อมอวดอ้าง บอก พูดแสดง แถลงว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลบ้าง ถึงพร้อมด้วยวัตรบ้าง ถึงพร้อมด้วยศีลและวัตรบ้าง ถึงพร้อมด้วยชาติบ้าง ถึงพร้อมด้วยโคตรบ้าง ถึงพร้อมด้วยความเป็นบุตรแห่งสกุลบ้างถึงพร้อมด้วยความเป็นผู้มีรูปร่างงามบ้าง ถึงพร้อมด้วยทรัพย์บ้าง ถึงพร้อมด้วยการเชื้อเชิญบ้างถึงพร้อมด้วยหน้าที่การงานบ้าง ถึงพร้อมด้วยหลักแหล่งศิลปศาสตร์บ้าง ถึงพร้อมด้วยวิทยฐานะบ้าง ถึงพร้อมด้วยการศึกษาบ้าง ถึงพร้อมด้วยปฏิภาณบ้าง ถึงพร้อมด้วยวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่งบ้าง ออกบวชจากสกุลสูงบ้าง ออกบวชจากสกุลใหญ่บ้าง ออกบวชจากสกุลมีโภคสมบัติมากบ้าง ออกบวชจากสกุลมีโภคสมบัติใหญ่บ้าง เป็นผู้มีชื่อเสียงมียศกว่าพวกคฤหัสถ์และบรรพชิตบ้าง เป็นผู้ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขารบ้าง เป็นผู้ทรงจำพระสูตรบ้าง เป็นผู้ทรงพระวินัยบ้าง เป็นธรรมกถึกบ้าง เป็นผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตรบ้าง เป็นผู้ถือบิณฑบาตเป็นวัตรบ้าง เป็นผู้ถือทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตรบ้าง เป็นผู้ถือทรงไตรจีวรเป็นวัตรบ้างเป็นผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตไปตามลำดับตรอกเป็นวัตรบ้าง เป็นผู้ถือไม่ฉันภัตหนหลังเป็นวัตรบ้างเป็นผู้ถือการนั่งเป็นวัตรบ้าง เป็นผู้ถืออยู่ในเสนาสนะที่เขาจัดให้อย่างไรเป็นวัตรบ้าง เป็นผู้ได้ปฐมฌานบ้าง เป็นผู้ได้ทุติยฌานบ้าง เป็นผู้ได้ตติยฌานบ้าง เป็นผู้ได้จตุตถฌานบ้าง เป็นผู้ได้อากาสานัญจายตนสมาบัติบ้าง เป็นผู้ได้วิญญาณัญจายตนสมาบัติบ้าง เป็นผู้ได้อากิญ-*จัญญายตนสมาบัติบ้าง เป็นผู้ได้เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติบ้าง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าไม่มีใครถาม ย่อมบอก ... แก่ชนเหล่าอื่น.
อนริยธมฺมํ กุสลา ตมาหูติ กุสลาติ เย เต ขนฺธกุสลา ธาตุกุสลา อายตนกุสลา ปฏิจฺจสมุปฺปาทกุสลา สติปฏฺฐานกุสลา สมฺมปฺปธานกุสลา อิทฺธิปฺปาทกุสลา อินฺทฺริยกุสลา พลกุสลา โพชฺฌงฺคกุสลา มคฺคกุสลา ผลกุสลา นิพฺพานกุสลา เต กุสลา เอวมาหํสุ อนริยานํ เอโส ธมฺโม เนโส ธมฺโม อริยานํ พาลานํ เอโส ธมฺโม เนโส ธมฺโม ปณฺฑิตานํ อสปฺปุริสานํ เอโส ธมฺโม เนโส ธมฺโม สปฺปุริสานนฺติ เอวมาหํสุ เอวํ กเถนฺติ เอวํ ภณนฺติ เอวํ ทีปยนฺติ เอวํ โวหรนฺตีติ อนริยธมฺมํ กุสลา ตมาหุ ฯ
คำว่า ผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าวชนนั้นว่าไม่มีอริยธรรม มีความว่าฉลาดในอายตนะฉลาดในปฏิจจสมุปบาท ฉลาดในสติปัฏฐาน ฉลาดในสัมมัปปธาน ฉลาดในอิทธิบาท ฉลาดในอินทรีย์ ฉลาดในพละ ฉลาดในโพชฌงค์ ฉลาดในมรรค ฉลาดในผล ฉลาดในนิพพาน ผู้ฉลาดเหล่านั้นกล่าว บอก พูด แสดง แถลงอย่างนี้ว่า ธรรมนั้นของพวกอนารยชน ธรรมนั้นไม่ใช่ของพวกอริยชน ธรรมนั้นของพวกคนพาล ธรรมนั้นไม่ใช่ของพวกบัณฑิต ธรรมนั้นของพวกอสัตบุรุษ ธรรมนั้นไม่ใช่ของพวกสัตบุรุษ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าวชนนั้นว่าไม่มีอริยธรรม.
โย อาตุมานํ สยเมว ปาวาติ อาตุมา วุจฺจติ อตฺตา ฯ สยเมว ปาวาติ สยเมว อตฺตานํ ปาวทติ อหมสฺมิ สีลสมฺปนฺโนติ วา วตฺตสมฺปนฺโนติ วา สีลวตฺตสมฺปนฺโนติ วา ชาติยา วา โคตฺเตน วา โกลปุตฺติเกน วา วณฺณโปกฺขรตาย วา ธเนน วา อชฺเฌเนน วา กมฺมายตเนน วา สิปฺปายตเนน วา วิชฺชฏฺฐาเนน วา สุเตน วา ปฏิภาเณน วา อญฺญตรญฺญตเรน วา วตฺถุนา อุจฺจากุลา ปพฺพชิโตติ วา มหากุลา ปพฺพชิโตติ วา มหาโภคกุลา ปพฺพชิโตติ วา อุฬารโภคกุลา ปพฺพชิโตติ วา ญาโต ยสสฺสี คหฏฺฐานํ ปพฺพชิตานนฺติ วา ลาภิมฺหิ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสน- คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารานนฺติ วา สุตฺตนฺติโกติ วา วินยธโรติ วา ธมฺมกถิโกติ วา อารญฺญิโกติ วา ปิณฺฑปาติโกติ วา ปํสุกูลิโกติ วา เตจีวริโกติ วา สปทานจาริโกติ ขลุปจฺฉา- ภตฺติโกติ วา เนสชฺชิโกติ วา ยถาสนฺถติโกติ วา ปฐมสฺส ฌานสฺส ลาภีติ วา ทุติยสฺส ฌานสฺส ลาภีติ วา ตติยสฺส ฌานสฺส ลาภีติ วา จตุตฺถสฺส ฌานสฺส ลาภีติ วา อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติยา ลาภีติ วา วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติยา ลาภีติ วา อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติยา ลาภีติ วา เนวสญฺญานาสญฺญายตน- สมาปตฺติยา ลาภีติ วา ปาวทติ กเถติ ภณติ ทีปยติ โวหรตีติ โย อาตุมานํ สยเมว ปาวา ฯ เตนาห ภควา โย อตฺตโน สีลวตานิ ชนฺตุ อนานุปุฏฺโฐ จ ปเรส ปาวา อนริยธมฺมํ กุสลา ตมาหุ โย อาตุมานํ สยเมว ปาวาติ ฯ
คำว่า ชนใดย่อมบอกตนเอง มีความว่า อัตตาเรียกว่าตน. คำว่า ย่อมบอกเองคือ ย่อมอวดอ้างซึ่งตนเอง คือ ย่อมอวดอ้าง บอก พูด แสดง แถลงว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลบ้าง ถึงพร้อมด้วยวัตรบ้าง ถึงพร้อมด้วยศีลและวัตรบ้าง ถึงพร้อมด้วยชาติบ้างถึงพร้อมด้วยโคตรบ้าง ถึงพร้อมด้วยความเป็นบุตรแห่งสกุลบ้าง ถึงพร้อมด้วยความเป็นผู้มีรูปงามบ้าง ถึงพร้อมด้วยทรัพย์บ้าง ถึงพร้อมด้วยการเชื้อเชิญบ้าง ถึงพร้อมด้วยหน้าที่การงานบ้างถึงพร้อมด้วยหลักแหล่งแห่งศิลปศาสตร์บ้าง ถึงพร้อมด้วยวิทยฐานะบ้าง ถึงพร้อมด้วยการศึกษาบ้าง ถึงพร้อมด้วยปฏิภาณบ้าง ถึงพร้อมด้วยวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่งบ้าง ออกบวชจากสกุลสูงบ้างออกบวชจากสกุลใหญ่บ้าง ออกบวชจากสกุลมีโภคสมบัติมากบ้าง ออกบวชจากสกุลมีโภคสมบัติใหญ่บ้าง เป็นผู้มีชื่อเสียงมียศกว่าพวกคฤหัสถ์และบรรพชิตบ้าง เป็นผู้ได้จีวร บิณฑบาตเสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารบ้าง เป็นผู้ทรงจำพระสูตรบ้าง เป็นผู้ทรงพระวินัยบ้างเป็นธรรมกถึกบ้าง เป็นผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตรบ้าง เป็นผู้ถือบิณฑบาตเป็นวัตรบ้าง เป็นผู้ถือทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตรบ้าง เป็นผู้ถือทรงไตรจีวรเป็นวัตรบ้าง เป็นผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตไปตามลำดับตรอกเป็นวัตรบ้าง เป็นผู้ถือไม่ฉันภัตหนหลังเป็นวัตรบ้าง เป็นผู้ถือการนั่งเป็นวัตรบ้าง เป็นผู้ถืออยู่ในเสนาสนะที่เขาจัดให้อย่างไรเป็นวัตรบ้าง เป็นผู้ได้ปฐมฌานบ้าง เป็นผู้ได้ทุติยฌานบ้างเป็นผู้ได้ตติยฌานบ้าง เป็นผู้ได้จตุตถฌานบ้าง เป็นผู้ได้อากาสานัญจายตนสมาบัติบ้าง เป็นผู้ได้วิญญาณัญจายตนสมาบัติบ้าง เป็นผู้ได้อากิญจัญญายตนสมาบัติบ้าง เป็นผู้ได้เนวสัญญานา-*สัญญายตนสมาบัติบ้าง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ชนใดย่อมบอกตนเอง. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ชนใดไม่มีใครถาม ย่อมบอกศีลและวัตรของตนแก่ชนเหล่าอื่น ผู้ฉลาด ทั้งหลายกล่าวชนนั้นว่าไม่มีอริยธรรม อนึ่ง ชนใดย่อมบอกตนเอง ผู้ ฉลาดทั้งหลายก็กล่าวชนนั้นว่าไม่มีอริยธรรม.
สนฺโต จ ภิกฺขุ อภินิพฺพุตตฺโต อิติหนฺติ สีเลสุ อกตฺถมาโน ตมริยธมฺมํ กุสลา วทนฺติ ยสฺสุสฺสทา นตฺถิ กุหิญฺจิ โลเก ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า แต่ว่าภิกษุผู้สงบ ดับกิเลสในตนแล้วไม่อวดในศีลทั้งหลายว่าเราเป็น ดังนี้ ผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าวภิกษุนั้นว่ามีอริยธรรม อนึ่ง กิเลสเป็นเหตุ ฟูขึ้นมิได้มีแก่ภิกษุใด ในที่ไหนๆ ในโลก ผู้ฉลาดทั้งหลายก็กล่าว ภิกษุนั้นว่ามีอริยธรรม. ผู้ได้ชื่อว่าภิกษุ
สนฺโต จ ภิกฺขุ อภินิพฺพุตตฺโตติ สนฺโตติ ราคสฺส สนฺตตฺตา สนฺโต โทสสฺส สนฺตตฺตา สนฺโต โมหสฺส สนฺตตฺตา สนฺโต โกธสฺส อุปนาหสฺส มกฺขสฺส ปฬาสสฺส อิสฺสาย มจฺฉริยสฺส มายาย สาเฐยฺยสฺส ถมฺภสฺส สารมฺภสฺส มานสฺส อติมานสฺส มทสฺส ปมาทสฺส สพฺพกิเลสานํ สพฺพทุจฺจริตานํ สพฺพทรถานํ สพฺพปริฬาหานํ สพฺพสนฺตาปานํ สพฺพากุสลาภิสงฺขารานํ สนฺตตฺตา สมิตตฺตา วูปสมิตตฺตา วิชฺฌาตตฺตา นิพฺพุตตฺตา วิคตตฺตา ปฏิปฺปสฺสทฺธตฺตา สนฺโต วูปสนฺโต นิพฺพุโต ปฏิปฺปสฺสทฺโธติ สนฺโต ฯ ภิกฺขูติ สตฺตนฺนํ ธมฺมานํ ภินฺนตฺตา ภิกฺขุ ฯ สกฺกายทิฏฺฐิ ภินฺนา โหติ วิจิกิจฺฉา ภินฺนา โหติ สีลพฺพตปรามาโส ภินฺโน โหติ ราโค ภินฺโน โหติ โทโส ภินฺโน โหติ โมโห ภินฺโน โหติ มาโน ภินฺโน โหติ ฯ ภินฺนสฺส โหนฺติ ปาปกา อกุสลา ธมฺมา สงฺกิเลสิกา โปโนพฺภวิกา สทรา ทุกฺขวิปากา อายตึ ชาติชรามรณียา ฯ ปชฺเชน กเตน อตฺตนา (สภิยาติ ภควา) ปรินิพฺพานคโต วิติณฺณกงฺโข วิภวญฺจ ภวญฺจ วิปฺปหาย วุสิตวา ขีณปุนพฺภโวติ ฯ สนฺโต จ ภิกฺขุ ฯ อภินิพฺพุตตฺโตติ ราคสฺส นิพฺพาปิตตฺตา โทสสฺส นิพฺพาปิตตฺตา โมหสฺส นิพฺพาปิตตฺตา อภินิพฺพุตตฺโต โกธสฺส อุปนาหสฺส มกฺขสฺส ปฬาสสฺส อิสฺสาย มจฺฉริยสฺส มายาย สาเฐยฺยสฺส ถมฺภสฺส สารมฺภสฺส มานสฺส อติมานสฺส มทสฺส ปมาทสฺส สพฺพกิเลสานํ สพฺพทุจฺจริตานํ สพฺพทรถานํ สพฺพปริฬาหานํ สพฺพสนฺตาปานํ สพฺพากุสลาภิสงฺขารานํ นิพฺพาปิตตฺตา อภินิพฺพุตตฺโตติ สนฺโต จ ภิกฺขุ อภินิพฺพุตตฺโต ฯ
คำว่า แต่ว่าภิกษุผู้สงบ ดับกิเลสในตนแล้ว มีความว่า ชื่อว่าผู้สงบ เพราะเป็นผู้สงบ คือระงับ เข้าไประงับ เผา ดับ ปราศจาก ความสงบระงับ ความกำหนัดความขัดเคือง ความหลง ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยาความตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความกระด้าง ความแข่งดี ความถือตัว ความดูหมิ่นความเมา ความประมาท กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง ความเดือดร้อนทั้งปวง อภิสังขารคือ อกุศลธรรมทั้งปวง จึงชื่อว่าเป็นผู้สงบ เข้าไปสงบ ดับ สงบระงับแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าผู้สงบ. คำว่า ภิกษุ มีความว่า เพราะเป็นผู้ทำลายธรรม ๗ ประการ จึงชื่อว่าภิกษุ คือ ทำลายสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสราคะ โทสะ โมหะและมานะ. ภิกษุนั้นทำลายแล้วซึ่งอกุศลธรรมอันลามก อันเป็นปัจจัยแห่งความมัวหมอง ให้เกิดในภพใหม่ มีความกระวนกระวาย มีวิบากเป็นทุกข์ เป็นที่ตั้งแห่งชาติชรา และมรณะต่อไป. สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรสภิยะ ผู้ใดควรแก่การชมเชยเหล่านี้ว่าถึงปรินิพพานแล้ว ด้วย ธรรมเป็นหนทางอันตนให้เจริญ ข้ามความสงสัยเสียแล้ว ละแล้วซึ่ง ความเสื่อมและความเจริญ อยู่จบแล้วและเป็นผู้มีภพใหม่สิ้นแล้ว ผู้ นั้นชื่อว่าภิกษุ. อนึ่ง ผู้สงบ ชื่อว่าภิกษุ. คำว่า ผู้ดับกิเลสในตนแล้ว มีความว่า เพราะเป็นผู้ดับความกำหนัด ความขัดเคืองความหลง ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ความลวง ความโอ้อวด ความกระด้าง ความแข่งดี ความถือตัว ความดูหมิ่น ความเมาความประมาท กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวงความเดือดร้อนทั้งปวง อภิสังขารคืออกุศลธรรมทั้งปวง จึงชื่อว่า ผู้ดับกิเลสในตนแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า แต่ว่าภิกษุผู้สงบแล้ว ดับกิเลสในตนแล้ว.
อิติหนฺติ สีเลสุ อกตฺถมาโนติ อิติหนฺติ ปทสนฺธิ ปทสํสคฺโค ปทปาริปูริ อกฺขรสมวาโย พฺยญฺชนสิลิฏฺฐตา ปทานุปุพฺพตาเมตํ อิติหนฺติ ฯ สีเลสุ อกตฺถมาโนติ อิเธกจฺโจ กตฺถี โหติ วิกตฺถี ฯ โส กตฺถติ วิกตฺถติ อหมสฺมิ สีลสมฺปนฺโนติ วา วตฺตสมฺปนฺโนติ วา สีลวตฺตสมฺปนฺโนติ วา ชาติยา วา โคตฺเตน วา โกลปุตฺติเกน วา วณฺณโปกฺขรตาย วา ฯเปฯ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติยา ลาภีติ วา กตฺถติ วิกตฺถติ ฯ เอวํ น กตฺถติ น วิกตฺถติ กตฺถนา อารโต วิรโต ปฏิวิรโต นิกฺขนฺโต นิสฺสฏฺโฐ วิปฺปมุตฺโต วิสญฺญุตฺโต วิมริยาทิกเตน เจตสา วิหรตีติ อิติหนฺติ สีเลสุ อกตฺถมาโน ฯ
คำว่า ไม่อวดในศีลทั้งหลายว่าเราเป็นดังนี้ มีความว่า ศัพท์ว่า อิติหํ (เราเป็นดังนี้) นั้น เป็นศัพท์ต่อบท เกี่ยวข้องแห่งบท บริบูรณ์แห่งบท เป็นที่ประชุมอักษร เป็นความสละสลวยแห่งพยัญชนะ ศัพท์ว่า อิติหํ นั้น เป็นไปตามลำดับบท. คำว่าไม่อวดในศีลทั้งหลาย มีความว่า ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้เป็นผู้อวด เป็นผู้โอ้อวด คือย่อมอวด ย่อมโอ้อวดว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลบ้าง ถึงพร้อมด้วยวัตรบ้าง ถึงพร้อมด้วยศีลและวัตรบ้าง ถึงพร้อมด้วยชาติบ้าง ถึงพร้อมด้วยโคตรบ้าง ถึงพร้อมด้วยความเป็นบุตรแห่งสกุลบ้างถึงพร้อมด้วยความเป็นผู้มีรูปงามบ้าง ฯลฯ เป็นผู้ได้เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติบ้าง. ภิกษุนี้ย่อมไม่อวด ไม่โอ้อวดอย่างนั้น คือ เป็นผู้งด เว้น เว้นขาด ออก สลัดออก พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้องด้วยความอวด เป็นผู้มีจิตกระทำให้ปราศจากแดนกิเลสอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าไม่อวดในศีลทั้งหลายว่าเราเป็นดังนี้. ว่าด้วยผู้มีอริยธรรม
ตมริยธมฺมํ กุสลา วทนฺตีติ กุสลาติ เย เต ขนฺธกุสลา ธาตุกุสลา อายตนกุสลา ปฏิจฺจสมุปฺปาทกุสลา สติปฏฺฐานกุสลา สมฺมปฺปธานกุสลา อิทฺธิปฺปาทกุสลา อินฺทฺริยกุสลา พลกุสลา โพชฺฌงฺคกุสลา มคฺคกุสลา ผลกุสลา นิพฺพานกุสลา เต กุสลา เอวํ วทนฺติ อริยานํ เอโส ธมฺโม เนโส ธมฺโม อนริยานํ ปณฺฑิตานํ เอโส ธมฺโม เนโส ธมฺโม พาลานํ สปฺปุริสานํ เอโส ธมฺโม เนโส ธมฺโม อสปฺปุริสานนฺติ เอวํ วทนฺติ เอวํ กเถนฺติ เอวํ ภณนฺติ เอวํ ทีปยนฺติ เอวํ โวหรนฺตีติ ตมริยธมฺมํ กุสลา วทนฺติ ฯ
คำว่า ผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าวภิกษุนั้นว่ามีอริยธรรม มีความว่า ผู้ฉลาด ได้แก่ผู้ฉลาดเหล่าใดเหล่าหนึ่ง คือ ผู้ฉลาดในขันธ์ ฉลาดในธาตุ ฉลาดในอายตนะ ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท ฉลาดในสติปัฏฐาน ฉลาดในสัมมัปปธาน ฉลาดในอิทธิบาท ฉลาดในอินทรีย์ฉลาดในพละ ฉลาดในโพชฌงค์ ฉลาดในมรรค ฉลาดในผล ฉลาดในนิพพาน ผู้ฉลาดเหล่านั้นย่อมกล่าว คือกล่าวบอก พูด แสดง แถลงอย่างนี้ว่า ธรรมนั้นของพวกอารยชน ธรรมนั้นมิใช่ของพวกอนารยชน ธรรมนั้นของบัณฑิต ธรรมนั้นมิใช่ของคนพาล ธรรมนั้นของพวกสัตบุรุษ ธรรมนั้นมิใช่ของพวกอสัตบุรุษ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าวภิกษุนั้นว่ามีอริยธรรม.
ยสฺสุสฺสทา นตฺถิ กุหิญฺจิ โลเกติ ยสฺสาติ อรหโต ขีณาสวสฺส ฯ อุสฺสทาติ สตฺตุสฺสทา ราคุสฺสโท โทสุสฺสโท โมหุสฺสโท มานุสฺสโท ทิฏฺฐุสฺสโท กิเลสุสฺสโท กมฺมุสฺสโท ฯ ยสฺสิเม อุสฺสทา นตฺถิ น สนฺติ น สํวิชฺชนฺติ นุปลพฺภนฺติ ปหีนา สมุจฺฉินฺนา วูปสนฺตา ปฏิปฺปสฺสทฺธา อภพฺพุปฺปตฺติกา ญาณคฺคินา ทฑฺฒา ฯ กุหิญฺจีติ กุหิญฺจิ กิมฺหิจิ กตฺถจิ อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา อชฺฌตฺตพหิทฺธา วา ฯ โลเกติ อปายโลเก มนุสฺสโลเก เทวโลเก ขนฺธโลเก ธาตุโลเก อายตนโลเกติ ยสฺสุสฺสทา นตฺถิ กุหิญฺจิ โลเก ฯ เตนาห ภควา สนฺโต จ ภิกฺขุ อภินิพฺพุตตฺโต อิติหนฺติ สีเลสุ อกตฺถมาโน ตมริยธมฺมํ กุสลา วทนฺติ ยสฺสุสฺสทา นตฺถิ กุหิญฺจิ โลเกติ ฯ
คำว่า กิเลสเป็นเหตุฟูขึ้นมิได้มีแก่ภิกษุใด ในที่ไหนๆ ในโลก มีความว่า ภิกษุใด คือ พระอรหันต์ผู้มีอาสวะสิ้นไปแล้ว. คำว่า กิเลสเป็นเหตุฟูขึ้น คือ กิเลสเป็นเหตุฟูขึ้น ๗ ประการ คือ ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลส และกรรม. กิเลสเป็นเหตุฟูขึ้นเหล่านี้ มิได้มี คือไม่มี ไม่ปรากฏ ไม่เข้าไปได้ คือ เป็นธรรมชาติอันภิกษุนั้นละเสียแล้ว ตัดขาด สงบ ระงับ ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้นได้ เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ. คำว่าไปที่ไหนๆ คือ ในที่ไหนๆ ในที่ใดที่หนึ่ง ทุกๆ แห่ง ในภายใน ในภายนอก หรือทั้งภายในทั้งภายนอก. คำว่า ในโลก คือในอบายโลก มนุษยโลก เทวโลก ขันธโลก ธาตุโลกอายตนโลก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กิเลสเป็นเหตุฟูขึ้นมิได้มีแก่ภิกษุใด ในที่ไหนๆ ในโลก. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า แต่ว่าภิกษุผู้สงบ ดับกิเลสในตนแล้ว ไม่อวดในศีลทั้งหลายว่า เราเป็น ดังนี้ ผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าวภิกษุนั้นว่า มีอริยธรรม อนึ่ง กิเลสเป็น เหตุฟูขึ้นมิได้มีแก่ภิกษุใด ในที่ไหนๆ ในโลก ผู้ฉลาดทั้งหลายก็กล่าว ภิกษุนั้นว่ามีอริยธรรม. ว่าด้วยทิฏฐิธรรม
ปกปฺปิตา สงฺขตา ยสฺส ธมฺมา ปุรกฺขตา สนฺติ อวีวทาตา ยทตฺตนิ ปสฺสติ อานิสํสํ ตนฺนิสฺสิโต กุปฺปปฏิจฺจสนฺตึ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ทิฏฐิธรรมทั้งหลาย ของเจ้าทิฏฐิใด เป็นธรรมที่บุคคลนั้น กำหนด แล้ว ที่ปัจจัยปรุงแต่งกระทำไว้ในเบื้องหน้า ไม่ขาวสะอาด มีอยู่และ บุคคลนั้นเป็นผู้อาศัยอานิสงส์ที่เห็นอยู่ ในตนและอาศัยสันติที่กำเริบที่ อาศัยกันเกิดขึ้น เขาพึงยกตนหรือข่มผู้อื่น.
ปกปฺปิตา สงฺขตา ยสฺส ธมฺมาติ ปกปฺปนาติ เทฺว ปกปฺปนา ตณฺหาปกปฺปนา จ ทิฏฺฐิปกปฺปนา จ ฯเปฯ อยํ ตณฺหาปกปฺปนา ฯเปฯ อยํ ทิฏฺฐิปกปฺปนา ฯ สงฺขตาติ สงฺขตา วิสงฺขตา อภิสงฺขตา สณฺฐปิตาติปิ สงฺขตา ฯ อถวา อนิจฺจา สงฺขตา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา ขยธมฺมา วยธมฺมา วิราคธมฺมา นิโรธธมฺมาติปิ สงฺขตา ฯ ยสฺสาติ ทิฏฺฐิคติกสฺส ฯ ธมฺมา วุจฺจนฺติ ทฺวาสฏฺฐี ทิฏฺฐิคตานีติ ปกปฺปิตา สงฺขตา ยสฺส ธมฺมา ฯ
คำว่า ทิฏฐิธรรมทั้งหลาย ของเจ้าทิฏฐิใด เป็นธรรมที่บุคคลนั้น กำหนดแล้วที่ปัจจัยปรุงแต่ง มีความว่า คำว่า กำหนด ได้แก่ความกำหนด ๒ อย่าง คือความกำหนดด้วยตัณหา ๑ ความกำหนดด้วยทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่าความกำหนดด้วยตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่าความกำหนดด้วยทิฏฐิ. คำว่า ที่ปัจจัยปรุงแต่ง คือ อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว ปรุงแต่งวิเศษแล้ว ปรุงแต่งเฉพาะแล้ว ให้ตั้งลงพร้อมแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ที่ปัจจัยปรุงแต่ง อีกอย่างหนึ่ง คำว่าที่ปัจจัยปรุงแต่ง ได้แก่ที่ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว เป็นธรรมอาศัยกันเกิดขึ้น มีความสิ้นไป มีความเสื่อมไป มีความสำรอก มีความดับเป็นธรรม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ที่ปัจจัยปรุงแต่ง. คำว่า ใด คือ แห่งเจ้าทิฏฐิ ทิฏฐิ ๖๒ ประการ เรียกว่า ทิฏฐิธรรม เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ทิฏฐิธรรมทั้งหลาย ของเจ้าทิฏฐิใด เป็นธรรมที่บุคคลนั้นกำหนดแล้ว ที่ปัจจัยปรุงแต่ง.
ปุรกฺขตา สนฺติ อวีวทาตาติ ปุเรกฺขาราติ เทฺว ปุเรกฺขารา ตณฺหาปุเรกฺขาโร จ ทิฏฺฐิปุเรกฺขาโร จ ฯเปฯ อยํ ตณฺหาปุเรกฺขาโร ฯเปฯ อยํ ทิฏฺฐิปุเรกฺขาโร ฯ ตสฺส ตณฺหา- ปุเรกฺขาโร อปฺปหีโน ทิฏฺฐิปุเรกฺขาโร อปฺปฏินิสฺสฏฺโฐ ตสฺส ตณฺหาปุเรกฺขารสฺส อปฺปหีนตฺตา ตสฺส ทิฏฺฐิปุเรกฺขารสฺส อปฺปฏินิสฺสฏฺฐตฺตา โส ตณฺหํ วา ทิฏฺฐึ วา ปุรโต กตฺวา จรติ ตณฺหาธโช ตณฺหาเกตุ ตณฺหาธิปเตยฺโย ทิฏฺฐิทฺธโช ทิฏฺฐิเกตุ ทิฏฺฐาธิปเตยฺโย ตณฺหาย วา ทิฏฺฐิยา วา ปริวาริโต จรตีติ ปุรกฺขตา ฯ สนฺตีติ สนฺติ สํวิชฺชนฺติ อุปลพฺภนฺติ ฯ อวีวทาตาติ อวีวทาตา อโวทาตา อปริสุทฺธา สงฺกิลิฏฺฐา สงฺกิเลสิกาติ ปุรกฺขตา สนฺติ อวีวทาตา ฯ
คำว่า กระทำไว้ในเบื้องหน้า ไม่ขาวสะอาด มีอยู่ มีความว่า คำว่า กระทำไว้ในเบื้องหน้า ได้แก่การกระทำไว้ในเบื้องหน้าสองอย่างคือ การกระทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยตัณหา ๑ การกระทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่าการกระทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่า การกระทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยทิฏฐิ. บุคคลนั้น ไม่ละการกระทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยตัณหา ไม่สละคืนการกระทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยทิฏฐิ เพราะเป็นผู้ไม่ละการกระทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยตัณหา เพราะเป็นผู้ไม่สละคืนการกระทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยทิฏฐิ บุคคลนั้นชื่อว่า เที่ยวทำตัณหาบ้าง ทิฏฐิบ้าง ไว้ในเบื้องหน้า คือ ชื่อว่าเป็นผู้มีตัณหาเป็นธงชัยมีตัณหาเป็นธงยอด มีตัณหาเป็นใหญ่ มีทิฏฐิเป็นธงชัย มีทิฏฐิเป็นธงยอด มีทิฏฐิเป็นใหญ่เป็นผู้อันตัณหาบ้าง ทิฏฐิบ้างแวดล้อมเที่ยวไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กระทำไว้ในเบื้องหน้า. คำว่า มีอยู่ คือย่อมมี ย่อมปรากฏ ย่อมเข้าไปได้. คำว่า ไม่ขาวสะอาด คือไม่ขาวสะอาดไม่ผ่องแผ้ว ไม่บริสุทธิ์ คือเศร้าหมอง มัวหมอง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กระทำไว้ในเบื้องหน้าไม่ขาวสะอาด มีอยู่.
ยทตฺตนิ ปสฺสติ อานิสํสนฺติ ยทตฺตนีติ ยํ อตฺตนิ ฯ อตฺตา วุจฺจติ ทิฏฺฐิคตํ ฯ อตฺตโน ทิฏฺฐิยา เทฺว อานิสํเส ปสฺสติ ทิฏฺฐธมฺมิกญฺจ อานิสํสํ สมฺปรายิกญฺจ อานิสํสํ ฯ {๙๓.๑} กตโม ทิฏฺฐิยา ทิฏฺฐธมฺมิโก อานิสํโส ฯ ยํทิฏฺฐิโก สตฺถา โหติ ตํทิฏฺฐิกา สาวกา โหนฺติ ฯ ตํทิฏฺฐิกํ สตฺถารํ สาวกา สกฺกโรนฺติ ครุกโรนฺติ มาเนนฺติ ปูเชนฺติ อปจิตึ กโรนฺติ ลภนฺติ จ ตโตนิทานํ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารํ อยํ ทิฏฺฐิยา ทิฏฺฐธมฺมิโก อานิสํโส ฯ {๙๓.๒} กตโม ทิฏฺฐิยา สมฺปรายิโก อานิสํโส ฯ อยํ ทิฏฺฐิ อลํ นาคตฺตาย วา สุปณฺณตฺตาย วา ยกฺขตฺตาย วา อสุรตฺตาย วา คนฺธพฺพตฺตาย วา มหาราชตฺตาย วา อินฺทตฺตาย วา พฺรหฺมตฺตาย วา เทวตฺตาย วา อยํ ทิฏฺฐิ อลํ สุทฺธิยา วิสุทฺธิยา ปริสุทฺธิยา มุตฺติยา วิมุตฺติยา ปริมุตฺติยา อิมาย ทิฏฺฐิยา สุชฺฌนฺติ วิสุชฺฌนฺติ ปริสุชฺฌนฺติ มุจฺจนฺติ วิมุจฺจนฺติ ปริมุจฺจนฺติ อิมาย ทิฏฺฐิยา สุชฺฌิสฺสามิ วิสุชฺฌิสฺสามิ ปริสุชฺฌิสฺสามิ มุจฺจิสฺสามิ วิมุจฺจิสฺสามิ ปริมุจฺจิสฺสามีติ อายตึ ผลปาฏิกงฺขี โหติ อยํ ทิฏฺฐิยา สมฺปรายิโก อานิสํโส ฯ {๙๓.๓} อตฺตโน ทิฏฺฐิยา อิเม เทฺว อานิสํเส ปสฺสติ ทกฺขติ โอโลเกติ นิชฺฌายติ อุปปริกฺขตีติ ยทตฺตนิ ปสฺสติ อานิสํสํ ฯ
คำว่า อานิสงส์ที่เห็นอยู่ในตน มีความว่า ศัพท์ว่า ยทตฺตนิ ตัดบทเป็น ยํ อตฺตนิ. ทิฏฐิเรียกว่า ตน. บุคคลนั้น ย่อมเห็นอานิสงส์ ๒ อย่าง แห่งทิฏฐิของตน คืออานิสงส์มีในชาตินี้ ๑ อานิสงส์มีในชาติหน้า ๑. อานิสงส์แห่งทิฏฐิมีในชาตินี้เป็นไฉน? ศาสดาเป็นผู้มีทิฏฐิอย่างใด พวกสาวกเป็นผู้มีทิฏฐิอย่างนั้น พวกสาวกย่อมสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ยำเกรง ศาสดา ผู้มีทิฏฐิอย่างนั้น และย่อมได้ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ที่มีศาสดานั้นเป็นเหตุ นี้ชื่อว่า อานิสงส์แห่งทิฏฐิมีในชาตินี้. อานิสงส์แห่งทิฏฐิมีในชาติหน้าเป็นไฉน? บุคคลนั้นย่อมหวังผลในอนาคตว่า ทิฏฐินี้ควรเพื่อความเป็นนาค เป็นครุฑ เป็นยักษ์ เป็นอสูร เป็นคนธรรพ์ เป็นมหาราช เป็นพระอินทร์ เป็นพรหม หรือเป็นเทวดา ทิฏฐินี้ ควรเพื่อความหมดจด หมดจดวิเศษ บริสุทธิ์หลุดไป พ้นไป หลุดพ้นไป ด้วยทิฏฐินี้ สัตว์ทั้งหลาย ย่อมหมดจด หมดจดวิเศษ บริสุทธิ์หลุดไป พ้นไป หลุดพ้นไป ด้วยทิฏฐินี้ เราจักหมดจด หมดจดวิเศษ บริสุทธิ์ หลุดไปพ้นไป หลุดพ้นไป ด้วยทิฏฐินี้ดังนี้ นี้ชื่อว่า อานิสงส์แห่งทิฏฐิมีในชาติหน้า. บุคคลนั้นย่อมเห็น แลเห็น เหลียวเห็น เล็งเห็น พิจารณาเห็น ซึ่งอานิสงส์แห่งทิฏฐิของตน ๒ ประการนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อานิสงส์ ที่เห็นอยู่ในตน. ว่าด้วยสันติ ๓
ตนฺนิสฺสิโต กุปฺปปฏิจฺจสนฺตินฺติ ติสฺโส สนฺติโย อจฺจนฺตสนฺติ ตทงฺคสนฺติ สมฺมติสนฺติ ฯ {๙๔.๑} กตมา อจฺจนฺตสนฺติ ฯ อจฺจนฺตสนฺติ วุจฺจติ อมตํ นิพฺพานํ โย โส สพฺพสงฺขารสมโถ สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺโค ตณฺหกฺขโย วิราโค นิโรโธ นิพฺพานํ อยํ อจฺจนฺตสนฺติ ฯ {๙๔.๒} กตมา ตทงฺคสนฺติ ฯ ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส นีวรณา สนฺตา โหนฺติ ฯ ทุติยํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส วิตกฺกวิจารา สนฺตา โหนฺติ ฯ ตติยํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส ปีติ สนฺตา โหติ ฯ จตุตฺถํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส สุขทุกฺขา สนฺตา โหนฺติ ฯ อากาสานญฺจายตนํ สมาปนฺนสฺส รูปสญฺญา ปฏิฆสญฺญา นานตฺตสญฺญา สนฺตา โหนฺติ ฯ วิญฺญาณญฺจายตนํ สมาปนฺนสฺส อากาสานญฺจายตนสญฺญา สนฺตา โหติ ฯ อากิญฺจญฺญายตนํ สมาปนฺนสฺส วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญา สนฺตา โหติ ฯ เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ สมาปนฺนสฺส อากิญฺจญฺญายตนสญฺญา สนฺตา โหติ ฯ อยํ ตทงฺคสนฺติ ฯ {๙๔.๓} กตมา สมฺมติสนฺติ ฯ สมฺมติสนฺติ วุจฺจนฺติ ทฺวาสฏฺฐี ทิฏฺฐิคตานิ ทิฏฺฐิสนฺติโย ฯ อปิจ สมฺมติสนฺติ อิมสฺมึ อธิปฺเปตา สนฺตีติ ฯ {๙๔.๔} ตนฺนิสฺสิโต กุปฺปปฏิจฺจสนฺตินฺติ กุปฺปสนฺตึ ปกุปฺปสนฺตึ เอริตสนฺตึ สเมริตสนฺตึ จลิตสนฺตึ ฆฏฺฏิตสนฺตึ กปฺปิตสนฺตึ ปกปฺปิตสนฺตึ อนิจฺจํ สงฺขตํ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ ขยธมฺมํ วยธมฺมํ วิราคธมฺมํ นิโรธธมฺมํ สนฺตึ นิสฺสิโต อลฺลีโน อุปาคโต อชฺโฌสิโต อธิมุตฺโตติ ตนฺนิสฺสิโต กุปฺปปฏิจฺจสนฺตึ ฯ เตนาห ภควา ปกปฺปิตา สงฺขตา ยสฺส ธมฺมา ปุรกฺขตา สนฺติ อวีวทาตา ยทตฺตนิ ปสฺสติ อานิสํสํ ตนฺนิสฺสิโต กุปฺปปฏิจฺจสนฺตินฺติ ฯ
คำว่า บุคคลนั้นเป็นผู้อาศัยอานิสงส์และอาศัยสันติ ที่กำเริบ ที่อาศัยกันเกิดขึ้น มีความว่า สันติมี ๓ ประการ คือ สันติโดยส่วนเดียว ๑ สันติโดยองค์นั้นๆ ๑ สันติโดยสมมติ ๑. สันติโดยส่วนเดียวเป็นไฉน? อมตนิพพาน คือ ความระงับสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความสำรอก ความดับ ความออกจากตัณหา เรียกว่าสันติโดยส่วนเดียว นี้ชื่อว่า สันติโดยส่วนเดียว. สันติโดยองค์นั้นๆ เป็นไฉน? บุคคลผู้บรรลุปฐมฌาน มีนิวรณ์สงบไป. ผู้บรรลุทุติยฌานมีวิตกและวิจารณ์สงบไป. ผู้บรรลุตติยฌานมีปีติสงบไป. ผู้บรรลุจตุตถฌานมีสุขและทุกข์สงบไป. ผู้บรรลุอากาสานัญจายตนฌาน มีรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา สงบไป. ผู้บรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน มีอากาสานัญจายตนสัญญาสงบไป. ผู้บรรลุอากิญจัญญายตนฌานมีวิญญาณัญจายตนสัญญาสงบไป. ผู้บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน มีอากิญจัญญายตนสัญญาสงบไป. นี้ชื่อว่า สันติโดยองค์นั้นๆ . สันติโดยสมมติเป็นไฉน? ทิฏฐิ ๖๒ เป็นทิฏฐิสงบไป เรียกว่า สันติโดยสมมติ. อนึ่ง สันติโดยสมมติ พระผู้มีพระภาคประสงค์เอาว่า สันติ ในคาถานี้. คำว่า บุคคลนั้นเป็นผู้อาศัยอานิสงส์และอาศัยสันติที่กำเริบ ที่อาศัยกันเกิดขึ้นมีความว่า คำว่า อาศัย คือพัวพัน ติดพัน ติดใจ น้อมใจถึง (อานิสงส์นั้น) และถึงสันติอันกำเริบได้ คือกำเริบทั่ว เอนไป เอียงไป หวั่นไหว กระทบกระทั่ง อันตนกำหนดแล้วอันตนกำหนดทั่วแล้ว ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยกันเกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไปสำรอกไป ดับไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลนั้นเป็นผู้อาศัยอานิสงส์ และอาศัยสันติอันกำเริบที่อาศัยกันเกิดขึ้น. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ทิฏฐิธรรมทั้งหลาย ของเจ้าทิฏฐิใด เป็นธรรมที่บุคคลนั้นกำหนดแล้ว ที่ปัจจัยปรุงแต่ง กระทำไว้ในเบื้องหน้า ไม่ขาวสะอาด มีอยู่ และบุคคล นั้นเป็นผู้อาศัยอานิสงส์ที่เห็นอยู่ในตน และอาศัยสันติที่กำเริบ อันอาศัย กันเกิดขึ้น เขาพึงยกตนหรือข่มผู้อื่น. ว่าด้วยการถือมั่น
ทิฏฺฐีนิเวสา น หิ สฺวาติวตฺตา ธมฺเมสุ นิจฺเฉยฺย สมุคฺคหีตํ ตสฺมา นโร เตสุ นิเวสเนสุ นิรสฺสตี อาทิยติจฺจ ธมฺมํ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ความถือมั่นด้วยทิฏฐิ ย่อมไม่เป็นอาการที่ก้าวล่วงโดยง่ายเลย การถึง ความตกลงในธรรมทั้งหลายแล้วถือมั่น ก็ไม่เป็นอาการที่ก้าวล่วงโดยง่าย เพราะฉะนั้น ในความถือมั่นเหล่านั้น นรชนย่อมสละธรรมบ้าง ยึดถือ ธรรมบ้าง.
ทิฏฺฐีนิเวสา น หิ สฺวาติวตฺตาติ ทิฏฺฐีนิเวสาติ สสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ อภินิเวสปฺปรามาโส ทิฏฺฐินิเวสนํ อสสฺสโต โลโก อนฺตวา โลโก อนนฺตวา โลโก ตํ ชีวํ ตํ สรีรํ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรํ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ อภินิเวสปฺปรามาโส ทิฏฺฐินิเวสนนฺติ ทิฏฺฐีนิเวสา ฯ น หิ สฺวาติวตฺตาติ ทุรติวตฺตา ทุตฺตรา ทุปฺปตรา ทุสฺสมติกฺกมา ทุพฺพีติวตฺตาติ ทิฏฺฐีนิเวสา น หิ สฺวาติวตฺตา ฯ
คำว่า ความถือมั่นด้วยทิฏฐิ ย่อมไม่เป็นอาการที่ก้าวล่วงโดยง่ายเลย มีความว่าคำว่า ความถือมั่นด้วยทิฏฐิ คือ ความถือมั่น ยึดถือมั่นว่าโลกเที่ยง สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่าหรือความยึดมั่น ถือมั่นว่า โลกไม่เที่ยงสิ่งนี้เท่านั้นจริงสิ่งอื่นเปล่า โลกมีที่สุด ... โลกไม่มีที่สุด ... ชีพอันนั้นสรีระก็อันนั้น ... ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น ... สัตว์เบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมเป็นอีก ... สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายย่อมไม่เป็นอีก ... สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มี ... สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายย่อมเป็นอีก ก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า ดังนี้ ชื่อว่าความถือมั่นด้วยทิฏฐิ. คำว่า ย่อมไม่เป็นอาการที่ก้าวล่วงโดยง่าย คือ ย่อมเป็นอาการที่ก้าวล่วงโดยยาก ข้ามโดยยาก ก้าวล่วงโดยยาก ประพฤติล่วงโดยยาก เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ความถือมั่นด้วยทิฏฐิ ย่อมไม่เป็นอาการที่ก้าวล่วงโดยง่าย.
ธมฺเมสุ นิจฺเฉยฺย สมุคฺคหีตนฺติ ธมฺเมสูติ ทฺวาสฏฺฐิทิฏฺฐิคเตสุ ฯ นิจฺเฉยฺยาติ นิจฺฉินิตฺวา วินิจฺฉินิตฺวา วิจินิตฺวา ปวิจินิตฺวา ตุลยิตฺวา ตีรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวา โอธิคฺคาโห วิลคฺคาโห วรคฺคาโห โกฏฺฐาสคฺคาโห อุจฺจยคฺคาโห สมุจฺจยคฺคาโห อิทํ สจฺจํ ตจฺฉํ ตถํ ภูตํ ยาถาวํ อวิปรีตนฺติ คหิตํ ปรามฏฺฐํ อภินิวิฏฺฐํ อชฺโฌสิตํ อธิมุตฺตนฺติ ธมฺเมสุ นิจฺเฉยฺย สมุคฺคหีตํ ฯ
คำว่า การถึงความตกลงในธรรมทั้งหลายแล้วถือมั่น มีความว่า คำว่า ในธรรมทั้งหลาย คือในทิฏฐิ ๖๒. คำว่า ถึงความตกลง มีความว่า ตัดสินแล้ว ชี้ขาด ค้นหา แสวงหาเทียบเคียง ตรวจตรา สอบสวน ทำให้แจ่มแจ้งแล้ว ทำให้เห็นแจ้งแล้ว จึงจับมั่น ยึดมั่นถือมั่น รวบถือ รวมถือ รวบรวมถือ คือ ความถือ ความยึดถือ ความยึดมั่น ความถือมั่นความน้อมใจเชื่อ ว่าสิ่งนี้จริง แท้ แน่ เป็นสภาพจริง เป็นตามจริง มิได้วิปริต เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า การถึงความตกลงในธรรมทั้งหลายแล้วถือมั่น.
ตสฺมา นโร เตสุ นิเวสเนสูติ ตสฺมาติ ตสฺมา ตํการณา ตํเหตุ ตํปจฺจยา ตํนิทานา ฯ นโรติ สตฺโต นโร มานโว โปโส ปุคฺคโล ชีโว ชาตุ ชนฺตุ อินฺทคู มนุโช ฯ เตสุ นิเวสเนสูติ เตสุ ทิฏฺฐินิเวสเนสูติ ตสฺมา นโร เตสุ นิเวสเนสุ ฯ
คำว่า เพราะฉะนั้น ในความถือมั่นเหล่านั้น นรชน ... มีความว่า คำว่า เพราะฉะนั้น คือ เพราะฉะนั้น เพราะการณ์นั้น เพราะเหตุนั้น เพราะปัจจัยนั้น เพราะนิทานนั้น. คำว่า นรชน คือสัตว์ นระ มาณพ บุรุษ บุคคล ผู้มีชีวิต ผู้เกิด สัตว์เกิด ผู้มีกรรม มนุษย์. คำว่า ในความถือมั่นเหล่านั้น คือ ในความถือมั่นด้วยทิฏฐิทั้งหลายนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าเพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ในความถือมั่นเหล่านั้น นรชน. ว่าด้วยการสละ ๒ อย่าง
นิรสฺสตี อาทิยติจฺจ ธมฺมนฺติ นิรสฺสตีติ ทฺวีหิ การเณหิ นิรสฺสติ ปรวิจฺฉินฺทนาย วา นิรสฺสติ อนภิสมฺภุณนฺโต วา นิรสฺสติ ฯ {๙๙.๑} กถํ ปรวิจฺฉินฺทนาย นิรสฺสติ ฯ ปโร วิจฺฉินฺทติ โส สตฺถา น สพฺพญฺญู ธมฺโม น สฺวากฺขาโต คโณ น สุปฏิปนฺโน ทิฏฺฐิ น ภทฺทิกา ปฏิปทา น สุปญฺญตฺตา มคฺโค น นิยฺยานิโก นตฺเถตฺถ สุทฺธิ วา วิสุทฺธิ วา ปริสุทฺธิ วา มุตฺติ วา วิมุตฺติ วา ปริมุตฺติ วา น ตตฺถ สุชฺฌนฺติ วา วิสุชฺฌนฺติ วา ปริสุชฺฌนฺติ วา มุจฺจนฺติ วา วิมุจฺจนฺติ วา ปริมุจฺจนฺติ วา หีนา นิหีนา โอมกา ลามกา ชตุกฺกา ปริตฺตาติ ฯ เอวํ ปโร วิจฺฉินฺทติ ฯ เอวํ วิจฺฉินฺทิยมาโน สตฺถารํ นิรสฺสติ ธมฺมกฺขานํ นิรสฺสติ คณํ นิรสฺสติ ทิฏฺฐึ นิรสฺสติ ปฏิปทํ นิรสฺสติ มคฺคํ นิรสฺสติ ฯ เอวํ ปรวิจฺฉินฺทนาย นิรสฺสติ ฯ {๙๙.๒} กถํ อนภิสมฺภุณนฺโต นิรสฺสติ ฯ สีลํ อนภิสมฺภุณนฺโต สีลํ นิรสฺสติ วตฺตํ อนภิสมฺภุณนฺโต วตฺตํ นิรสฺสติ สีลวตฺตํ อนภิสมฺภุณนฺโต สีลวตฺตํ นิรสฺสติ ฯ เอวํ อนภิสมฺภุณนฺโต นิรสฺสติ ฯ {๙๙.๓} อาทิยติจฺจ ธมฺมนฺติ สตฺถารํ คณฺหาติ ธมฺมกฺขานํ คณฺหาติ คณํ คณฺหาติ ทิฏฺฐึ คณฺหาติ ปฏิปทํ คณฺหาติ มคฺคํ คณฺหาติ ปรามสติ อภินิวิสตีติ นิรสฺสตี อาทิยติจฺจ ธมฺมํ ฯ เตนาห ภควา ทิฏฺฐีนิเวสา น หิ สฺวาติวตฺตา ธมฺเมสุ นิจฺเฉยฺย สมุคฺคหีตํ ตสฺมา นโร เตสุ นิเวสเนสุ นิรสฺสตี อาทิยติจฺจ ธมฺมนฺติ ฯ
คำว่า ย่อมสละธรรมบ้าง ยึดถือธรรมบ้าง มีความว่า คำว่า ย่อมสละ คือ ย่อมสละด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ สละด้วยความตัดสินของผู้อื่น ๑ ไม่สำเร็จประโยชน์เองจึงสละ ๑. นรชนย่อมสละด้วยความตัดสินของผู้อื่นอย่างไร? ผู้อื่นย่อมตัดสินว่า ศาสดานั้นไม่ใช่สัพพัญญู ธรรมแห่งศาสดานั้นไม่เป็นธรรมอันศาสดากล่าวดีแล้ว หมู่คณะไม่เป็นผู้ปฏิบัติดีทิฏฐิไม่เป็นทิฏฐิอันเจริญ ปฏิปทาไม่เป็นปฏิปทาอันศาสดาบัญญัติดีแล้ว มรรคไม่เป็นทางนำออกจากทุกข์ ความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความบริสุทธิ์ ความพ้น ความพ้นวิเศษหรือความพ้นรอบ มิได้มีในลัทธินี้ ประชาชน ไม่หมดจดไม่หมดจดวิเศษ ไม่หมดจดรอบ ไม่พ้นไม่พ้นวิเศษ หรือไม่พ้นรอบเพราะลัทธินั้น ลัทธินั้นเลวทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย. ผู้อื่นย่อมตัดสินอย่างนี้ เมื่อถูกผู้อื่นตัดสินให้อย่างนี้ ย่อมสละศาสดา สละธรรมที่ศาสดานั้นบอกสละหมู่คณะ สละทิฏฐิ สละปฏิปทา สละมรรค. นรชน ย่อมสละด้วยความตัดสินของผู้อื่นอย่างนี้. นรชนไม่สำเร็จประโยชน์เองจึงสละอย่างไร? นรชนไม่ยังศีลให้สำเร็จประโยชน์ ย่อมสละศีล ไม่ยังวัตรให้สำเร็จประโยชน์ ย่อมสละวัตรไม่ยังศีลและวัตรให้สำเร็จประโยชน์ ย่อมสละศีล และวัตร. นรชนไม่สำเร็จประโยชน์เองจึงสละอย่างนี้. คำว่า ย่อมยึดถือธรรมบ้าง คือ นรชนย่อมถือ ย่อมยึดมั่น ย่อมถือมั่นซึ่งศาสดาธรรมที่ศาสดานั้นบอก หมู่คณะ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรค เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมสละธรรมบ้าง. ยึดถือธรรมบ้าง เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ความถือมั่นด้วยทิฏฐิ ย่อมไม่เป็นอาการที่ก้าวล่วงโดยง่าย การถึงความ ตกลงในธรรม ทั้งหลายแล้วถือมั่น ก็ไม่เป็นอาการที่ก้าวล่วงโดยง่าย เพราะฉะนั้น ในการถือมั่นเหล่านั้น นรชนย่อมสละธรรมบ้าง ยึดถือ ธรรมบ้าง.
โธนสฺส หิ นตฺถิ กุหิญฺจิ โลเก ปกปฺปิตา ทิฏฺฐิ ภวาภเวสุ มายญฺจ มานญฺจ ปหาย โธโน ส เกน คจฺเฉยฺย อนูปโย โส ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ทิฏฐิ ที่กำหนดเพื่อเกิดในภพน้อยและภพใหญ่ ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้มี ปัญญาในที่ไหนๆ ในโลก เพราะบุคคลผู้มีปัญญาละมารยาและมานะ ได้แล้ว เป็นผู้ไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึง จะพึงไปด้วยกิเลสอะไรเล่า. ว่าด้วยผู้มีปัญญา
โธนสฺส หิ นตฺถิ กุหิญฺจิ โลเก ปกปฺปิตา ทิฏฺฐิ ภวาภเวสูติ โธโนติ โธนา วุจฺจติ ปญฺญา ยา ปญฺญา ปชานนา วิจโย ปวิจโย ธมฺมวิจโย สลฺลกฺขณา อุปลกฺขณา ปจฺจุปลกฺขณา ปณฺฑิจฺจํ โกสลฺลํ เนปุญฺญํ เวภพฺยา จินฺตา อุปปริกฺขา ภูรี เมธา ปริณายิกา วิปสฺสนา สมฺปชญฺญํ ปโตโท ปญฺญา ปญฺญินฺทฺริยํ ปญฺญาพลํ ปญฺญาสตฺถํ ปญฺญาปาสาโท ปญฺญาอาโลโก ปญฺญาโอภาโส ปญฺญาปชฺโชโต ปญฺญารตนํ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ ฯ กึการณา โธนา วุจฺจติ ปญฺญา ฯ {๑๐๑.๑} ตาย ปญฺญาย กายทุจฺจริตํ ธุตญฺจ โธตญฺจ สนฺโธตญฺจ นิทฺโธตญฺจ ฯ วจีทุจฺจริตํ ธุตญฺจ โธตญฺจ สนฺโธตญฺจ นิทฺโธตญฺจ ฯ มโนทุจฺจริตํ ธุตญฺจ โธตญฺจ สนฺโธตญฺจ นิทฺโธตญฺจ ฯ ราโค ธุโต จ โธโต จ สนฺโธโต จ นิทฺโธโต จ ฯ โทโส โมโห โกโธ อุปนาโห มกฺโข ปฬาโส อิสฺสา มจฺฉริยํ มายา สาเฐยฺยํ ถมฺโภ สารมฺโภ มาโน อติมาโน มโท ปมาโท สพฺเพ กิเลสา สพฺเพ ทุจฺจริตา สพฺเพ ทรถา สพฺเพ ปริฬาหา สพฺเพ สนฺตาปา สพฺพากุสลาภิสงฺขารา ธุตา จ โธตา จ สนฺโธตา จ นิทฺโธตา จ ฯ ตํการณา โธนา วุจฺจติ ปญฺญา ฯ {๑๐๑.๒} อถวา สมฺมาทิฏฺฐิยา มิจฺฉาทิฏฺฐิ ธุตา จ โธตา จ สนฺโธตา จ นิทฺโธตา จ ฯ สมฺมาสงฺกปฺเปน มิจฺฉา สงฺกปฺโป ธุโต จ โธโต จ สนฺโธโต จ นิทฺโธโต จ ฯ สมฺมาวาจาย มิจฺฉาวาจา ธุตา จ ฯ สมฺมากมฺมนฺเตน มิจฺฉากมฺมนฺโต ธุโต จ ฯ สมฺมาอาชีเวน มิจฺฉาอาชีโว ธุโต จ ฯ สมฺมาวายาเมน มิจฺฉาวายาโม ธุโต จ ฯ สมฺมาสติยา มิจฺฉาสติ ธุตา จ ฯ สมฺมาสมาธินา มิจฺฉาสมาธิ ธุโต จ ฯ สมฺมาญาเณน มิจฺฉาญาณํ ธุตญฺจ ฯ สมฺมาวิมุตฺติยา มิจฺฉาวิมุตฺติ ธุตา จ โธตา จ สนฺโธตา จ นิทฺโธตา จ ฯ {๑๐๑.๓} อถวา อริเยน อฏฺฐงฺคิเกน มคฺเคน สพฺเพ กิเลสา สพฺเพ ทุจฺจริตา สพฺเพ ทรถา สพฺเพ ปริฬาหา สพฺเพ สนฺตาปา สพฺพากุสลาภิสงฺขารา ธุตา จ โธตา จ สนฺโธตา จ นิทฺโธตา จ ฯ อรหา อิเมหิ โธเนยฺเยหิ ธมฺเมหิ อุเปโต สมุเปโต อุปคโต สมุปคโต อุปปนฺโน สมุปปนฺโน สมนฺนาคโต ตสฺมา อรหา โธโน ฯ โส ธุตราโค ธุตปาโป ธุตกิเลโส ธุตปริฬาโหติ โธโน ฯ กุหิญฺจีติ กุหิญฺจิ กิมฺหิจิ กตฺถจิ อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา อชฺฌตฺตพหิทฺธา วา ฯ {๑๐๑.๔} โลเกติ อปายโลเก ฯเปฯ อายตนโลเก ฯ ปกปฺปนาติ เทฺว ปกปฺปนา ตณฺหาปกปฺปนา จ ทิฏฺฐิปกปฺปนา จ ฯเปฯ อยํ ตณฺหาปกปฺปนา ฯเปฯ อยํ ทิฏฺฐิปกปฺปนา ฯ ภวาภเวสูติ ภวาภเว กมฺมภเว ปุนพฺภเว กามภเว กมฺมภเว กามภเว ปุนพฺภเว รูปภเว กมฺมภเว รูปภเว ปุนพฺภเว อรูปภเว กมฺมภเว อรูปภเว ปุนพฺภเว ปุนปฺปุนํ ภเว ปุนปฺปุนํ คติยา ปุนปฺปุนํ อุปปตฺติยา ปุนปฺปุนํ ปฏิสนฺธิยา ปุนปฺปุนํ อตฺตภาวาภินิพฺพตฺติยา ฯ โธนสฺส หิ นตฺถิ กุหิญฺจิ โลเก ปกปฺปิตา ทิฏฺฐิ ภวาภเวสูติ โธนสฺส กุหิญฺจิ โลเก ภวาภเวสุ จ กปฺปิตา ปกปฺปิตา อภิสงฺขตา สณฺฐปิตา ทิฏฺฐิ นตฺถิ น สนฺติ น สํวิชฺชนฺติ นุปลพฺภนฺติ ปหีนา สมุจฺฉินฺนา วูปสนฺตา ปฏิปฺปสฺสทฺธา อภพฺพุปฺปตฺติกา ญาณคฺคินา ทฑฺฒาติ โธนสฺส หิ นตฺถิ กุหิญฺจิ โลเก ปกปฺปิตา ทิฏฺฐิ ภวาภเวสุ ฯ
คำว่า ทิฏฐิที่กำหนดเพื่อเกิดในภพน้อยและภพใหญ่ ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้มีปัญญา ในที่ไหนๆ ในโลก มีความว่า ปัญญา เรียกว่าโธนา ได้แก่ความรู้ ความรู้ทั่ว ความเลือกเฟ้นความเลือกเฟ้นทั่ว ความเลือกเฟ้นธรรม ความกำหนดความดี ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ความเป็นบัณฑิต ความเป็นผู้ฉลาด ความเป็นผู้มีปัญญารักษาตน ปัญญาเครื่องจำแนก ปัญญาเครื่องคิด ปัญญาเครื่องเข้าไปเห็น ปัญญาอันกว้างขวางดุจแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาอันนำไปรอบ ปัญญาเครื่องเห็นแจ้ง ความรู้สึกตัว ปัญญาเครื่องเจาะแทงปัญญาเครื่องเห็นชัด ปัญญาเป็นใหญ่ ปัญญาเป็นกำลัง ปัญญาเป็นศาตรา ปัญญาเพียงดังปราสาทปัญญาอันสว่าง ปัญญาอันแจ่มแจ้ง ปัญญาอันรุ่งเรือง ปัญญาเป็นดังแก้ว ความไม่หลงความเลือกเฟ้นธรรม ความเห็นชอบ. เพราะเหตุไร ปัญญาจึงเรียกว่าโธนา. เพราะปัญญานั้นเป็นเครื่องกำจัดล้าง ชำระ ซักฟอก ซึ่งกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ราคะ โทสะ โมหะความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ ความลวงความโอ้อวด ความกระด้าง ความแข่งดี ความถือตัว ความดูหมิ่น ความเมา ความประมาทกิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง ความเดือดร้อนทั้งปวง อภิสังขารคืออกุศลธรรมทั้งปวง. เพราะเหตุนั้น ปัญญาจึงเรียกว่า โธนา. อีกอย่างหนึ่งสัมมาทิฏฐิเป็นเครื่องกำจัด ล้างชำระ ซักฟอกมิจฉาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ ... ซึ่งมิจฉาสังกัปปะสัมมาวาจา ... ซึ่งมิจฉาวาจา สัมมากัมมันตะ ... ซึ่งมิจฉากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ ... ซึ่งมิจฉาอาชีวะสัมมาวายามะ ... ซึ่งมิจฉาวายามะ สัมมาสติ ... ซึ่งมิจฉาสติ สัมมาสมาธิ ... ซึ่งมิจฉาสมาธิสัมมาญาณะ ... ซึ่งมิจฉาญาณะ สัมมาวิมุตติเป็นเครื่องกำจัด ล้างชำระ ซักฟอก ซึ่งมิจฉาวิมุตติ. อีกอย่างหนึ่ง อริยมรรคมีองค์ ๘ กำจัด ล้าง ชำระ ซักฟอก กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวงความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง ความเดือดร้อนทั้งปวง อภิสังขารคืออกุศลธรรมทั้งปวง พระอรหันต์เข้าถึง เข้าถึงพร้อม เข้าไป เข้าไปพร้อม เข้าชิด เข้าชิดพร้อม ประกอบแล้วด้วยธรรมทั้งหลายอันเป็นเครื่องกำจัดเหล่านี้ เพราะฉะนั้น พระอรหันต์จึงชื่อว่า ผู้มีปัญญา. พระอรหันต์นั้น กำจัดราคะ บาป กิเลส ความเร่าร้อนเสียแล้ว ฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้มีปัญญา. คำว่า ในที่ไหนๆ คือในที่ไหนๆ ในที่ใดที่หนึ่ง ทุกๆ แห่ง ในภายใน ในภายนอก หรือทั้งภายในทั้งภายนอก. คำว่าในโลก คือ ในอบายโลก ฯลฯ ในอายตนโลก. คำว่า กำหนด ได้แก่ความกำหนด ๒ อย่าง คือ ความกำหนดด้วยตัณหา ๑ ความกำหนดด้วยทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่าความกำหนดด้วยตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่าความกำหนดด้วยทิฏฐิ. คำว่า ในภพน้อยและในภพใหญ่ได้แก่ในภาพน้อยและภาพใหญ่ คือ ในกรรมวัฏ และวิปากวัฏ ในกรรมวัฏเป็นเครื่องเกิดในกามภพในวิปากวัฏเป็นเครื่องเกิดในกามภพ ในกรรมวัฏเป็นเครื่องเกิดในรูปภพ ในวิปากวัฏเป็นเครื่องเกิดในรูปภพ ในกรรมวัฏเป็นเครื่องเกิดในอรูปภพ ในวิปากวัฏเป็นเครื่องเกิดในอรูปภพ ในความเกิดบ่อยๆ ในความไปบ่อยๆ ในความเข้าถึงบ่อยๆ ในปฏิสนธิบ่อยๆ ในอันบังเกิดขึ้นแห่งอัตภาพบ่อยๆ. คำว่าทิฏฐิที่กำหนดเพื่อเกิดในภพน้อยและภพใหญ่ ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้มีปัญญาในที่ไหนๆ ในโลก คือ ทิฏฐิที่กำหนด กำหนดทั่ว ปรุงแต่ง ตั้งมั่น ในภพน้อยและภพใหญ่ทั้งหลายย่อมไม่มี มิได้มีไม่ปรากฏไม่เข้าไปได้ แก่บุคคลผู้มีปัญญาในที่ไหนๆ ในโลก คือ ย่อมเป็นทิฏฐิอันบุคคลผู้มีปัญญานั้นละเสียแล้ว ตัดขาด สงบ ระงับ ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้นได้ เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทิฏฐิที่กำหนดเพื่อเกิดในภพน้อยและภพใหญ่ ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้มีปัญญาในที่ไหนๆ ในโลก. ว่าด้วยมารยาและมานะ
มายญฺจ มานญฺจ ปหาย โธโนติ มายา วุจฺจติ วญฺจนิกา จริยา ฯ อิเธกจฺโจ กาเยน ทุจฺจริตํ จริตฺวา วาจาย ทุจฺจริตํ จริตฺวา มนสา ทุจฺจริตํ จริตฺวา ตสฺส ปฏิจฺฉาทนเหตุ ปาปิกํ อิจฺฉํ ปณิทหติ มา มํ ชญฺญาติ อิจฺฉติ มา มํ ชญฺญาติ สงฺกปฺเปติ มา มํ ชญฺญาติ วาจํ ภาสติ มา มํ ชญฺญาติ กาเยน ปรกฺกมติ ฯ ยา เอวรูปา มายา มายาวิตา อจฺจสรา วญฺจนา นิกติ นิกิรณา ปริหรณา คุหณา ปริคุหณา ฉาทนา ปริจฺฉาทนา อนุตฺตานิกมฺมํ อนาวิกมฺมํ โวจฺฉาทนา ปาปกิริยา อยํ วุจฺจติ มายา ฯ {๑๐๒.๑} มาโนติ เอกวิเธน มาโน ยา จิตฺตสฺส อุณฺณติ ฯ ทุวิเธน มาโน อตฺตุกฺกํสนมาโน ปรวมฺภนมาโน ฯ ติวิเธน มาโน เสยฺโยหมสฺมีติ มาโน สทิโสหมสฺมีติ มาโน หีโนหมสฺมีติ มาโน ฯ จตุพฺพิเธน มาโน ลาเภน มานํ ชเนติ ยเสน มานํ ชเนติ ปสํสาย มานํ ชเนติ สุเขน มานํ ชเนติ ฯ ปญฺจวิเธน มาโน ลาภิมฺหิ มนาปิกานํ รูปานนฺติ มานํ ชเนติ ลาภิมฺหิ มนาปิกานํ สทฺทานํ คนฺธานํ รสานํ โผฏฺฐพฺพานนฺติ มานํ ชเนติ ฯ ฉพฺพิเธน มาโน จกฺขุสมฺปทาย มานํ ชเนติ โสตสมฺปทาย มานํ ชเนติ ฆานสมฺปทาย ชิวฺหาสมฺปทาย กายสมฺปทาย มโนสมฺปทาย มานํ ชเนติ ฯ สตฺตวิเธน มาโน มาโน อติมาโน มานาติมาโน โอมาโน อธิมาโน อสฺมิมาโน มิจฺฉามาโน ฯ {๑๐๒.๒} อฏฺฐวิเธน มาโน ลาเภน มานํ ชเนติ อลาเภน โอมานํ ชเนติ ยเสน มานํ ชเนติ อยเสน โอมานํ ชเนติ ปสํสาย มานํ ชเนติ นินฺทาย โอมานํ ชเนติ สุเขน มานํ ชเนติ ทุกฺเขน โอมานํ ชเนติ ฯ นววิเธน มาโน เสยฺยสฺส เสยฺโยหมสฺมีติ มาโน เสยฺยสฺส สทิโสหมสฺมีติ มาโน เสยฺยสฺส หีโนหมสฺมีติ มาโน สทิสสฺส เสยฺโยหมสฺมีติ มาโน สทิสสฺส สทิโสหมสฺมีติ มาโน สทิสสฺส หีโนหมสฺมีติ มาโน หีนสฺส เสยฺโยหมสฺมีติ มาโน หีนสฺส สทิโสหมสฺมีติ มาโน หีนสฺส หีโนหมสฺมีติ มาโน ฯ ทสวิเธน มาโน อิเธกจฺโจ มานํ ชเนติ ชาติยา วา โคตฺเตน วา โกลปุตฺติเกน วา วณฺณโปกฺขรตาย วา ธเนน วา อชฺเฌเนน วา กมฺมายตเนน วา สิปฺปายตเนน วา วิชฺชฏฺฐาเนน วา สุเตน วา ปฏิภาเณน วา อญฺญตรญฺญตเรน วา วตฺถุนา ฯ โย เอวรูโป มาโน มญฺญนา มญฺญิตตฺตํ อุณฺณติ อุณฺณโม ธโช สมฺปคฺคาโห เกตุกมฺยตา จิตฺตสฺส อยํ วุจฺจติ มาโน ฯ {๑๐๒.๓} มายญฺจ มานญฺจ ปหาย โธโนติ มายญฺจ มานญฺจ ปหาย ปชหิตฺวา วิโนทิตฺวา พฺยนฺตีกริตฺวา อนภาวงฺคเมตฺวาติ มายญฺจ มานญฺจ ปหาย โธโน ฯ
คำว่า บุคคลผู้มีปัญญาละมารยาและมานะได้แล้ว มีความว่าความประพฤติลวง เรียกว่ามารยา. บุคคลบางคนในโลกนี้ ประพฤติทุจริตด้วยกาย ประพฤติทุจริตด้วยวาจาประพฤติทุจริตด้วยใจแล้ว ย่อมตั้งความปรารถนาอันลามก เพราะเหตุจะปกปิดทุจริตนั้น คือย่อมปรารถนาว่า ใครๆ อย่ารู้เรา (ว่าเราประพฤติทุจริต) ดำริว่า ใครๆ อย่ารู้จักเรา ย่อมกล่าววาจาว่า ใครๆ อย่ารู้เรา ย่อมพยายามด้วยกายว่า ใครๆ อย่ารู้เรา. ความลวง ความเป็นผู้มีความลวง ความไม่นึกถึง ความอำพราง ความปิด ความปิดบัง ความหลีกเลี่ยง ความซ่อนความซ่อนเร้น ความปิด ความปกปิด ความไม่ทำให้ตื้น ความไม่เปิดเผย ความปิดด้วยดีความกระทำชั่วเห็นปานนี้ นี้เรียกว่า ความลวง. คำว่า มานะ ได้แก่ความถือตัวอย่าง ๑ คือความที่จิตใฝ่สูง. ความถือตัว ๒ อย่างคือความยกตน ๑ ความข่มผู้อื่น ๑. ความถือตัว ๓ อย่าง คือความถือตัวว่า เราดีกว่าเขา ๑ เราเสมอเขา ๑เราเลวกว่าเขา ๑. ความถือตัว ๔ อย่าง คือบุคคลยังความถือตัวให้เกิดเพราะลาภ ๑ ยังความถือตัวให้เกิดเพราะยศ ๑ ยังความถือตัวให้เกิดเพราะความสรรเสริญ ๑ ยังความถือตัวให้เกิดเพราะความสุข ๑. ความถือตัว ๕ อย่างคือ บุคคลยังความถือตัวให้เกิดว่า เราได้รูปที่ชอบใจ ๑ ยังความถือตัวให้เกิด ว่าเราได้เสียงที่ชอบใจ ๑ ยังความถือตัวให้เกิดว่า เราได้กลิ่นที่ชอบใจ ๑ ยังความถือตัวให้เกิดว่า เราได้รสที่ชอบใจ ๑ ยังความถือตัวให้เกิดว่า เราได้โผฏฐัพพะที่ชอบใจ ๑. ความถือตัว ๖ อย่าง คือบุคคลยังความถือตัวให้เกิดด้วยความถึงพร้อมแห่งจักษุ ... ความถึงพร้อมแห่งหู ... ความถึงพร้อมแห่งจมูก ... ความถึงพร้อมแห่งลิ้น ... ความถึงพร้อมแห่งกาย ความถึงพร้อมแห่งใจ. ความถือตัว ๗ อย่างคือ ความถือตัว ๑ ความถือตัวจัด ๑ ความถือตัวและความถือตัวจัด ๑ความถือตัวเลว ๑ ความถือตัวยิ่ง ๑ ความถือตัวว่าเรามั่งมี ๑ ความถือตัวผิด ๑ ความถือตัว ๘ อย่างคือบุคคลยังความถือตัวให้เกิด เพราะลาภ ๑ ยังความถือตัวเลวให้เกิดเพราะความเสื่อมลาภ ๑ ยังความถือตัวให้เกิดเพราะยศ ๑ ยังความถือตัวเลวให้เกิดเพราะความเสื่อมยศ ๑ ยังความถือตัวให้เกิดเพราะสรรเสริญ ๑ ยังความถือตัวเลวให้เกิดเพราะนินทา ๑ ยังความถือตัวให้เกิดเพราะสุข ๑ยังความถือตัวเลวให้เกิดเพราะทุกข์ ๑ ความถือตัว ๙ อย่าง คือ ความถือตัวว่าเราเป็นผู้ดีกว่าคนดี ๑ความถือตัวว่า เราเป็นผู้เสมอกับคนดี ๑ ความถือตัวว่า เราเป็นผู้เลวกว่าคนดี ๑ ความถือตัวว่าเราเป็นผู้ดีกว่าคนชั้นเดียวกัน ๑ ความถือตัวว่า เราเป็นผู้เสมอกับคนชั้นเดียวกัน ๑ ความถือตัวว่าเราเป็นผู้เลวกว่าคนชั้นเดียวกัน ๑ ความถือตัวว่า เราเป็นผู้ดีกว่าคนเลว ๑ ความถือตัวว่า เราเป็นผู้เสมอกับคนเลว ๑ ความถือตัวว่า เราเป็นผู้เลวกว่าคนเลว ๑. ความถือตัว ๑๐ อย่าง คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ยังความถือตัวให้เกิดเพราะชาติ ๑ เพราะโคตร ๑ เพราะความเป็นบุตรแห่งสกุล ๑เพราะความเป็นผู้มีรูปงาม ๑ เพราะทรัพย์ ๑ เพราะการเชื้อเชิญ ๑ เพราะหน้าที่การงาน ๑ เพราะหลักแหล่งศิลปศาสตร์ ๑ เพราะวิทยฐานะ ๑ เพราะการศึกษา ๑ เพราะปฏิภาณ ๑ เพราะวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่ง ๑ (เกิดเป็น ๑๒) ความถือตัว กิริยาที่ถือตัว ความที่จิตถือตัว ความใฝ่สูงความฟูขึ้น ความทนงตัว ความยกตัว ความที่จิตใคร่สูงดุจธง นี้เรียกว่า ความถือตัว. คำว่า บุคคลผู้มีปัญญาละมารยาและมานะได้แล้ว คือบุคคลผู้มีปัญญา ละ เว้น บรรเทาทำให้หมด ทำให้ไม่มีซึ่งมารยาและมานะ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า บุคคลผู้มีปัญญาละมารยาและมานะได้แล้ว. ว่าด้วยกิเลสเครื่องเข้าถึง ๒ อย่าง
ส เกน คจฺเฉยฺย อนูปโย โสติ อุปโยติ เทฺว อุปยา ตณฺหูปโย จ ทิฏฺฐูปโย จ ฯเปฯ อยํ ตณฺหูปโย ฯเปฯ อยํ ทิฏฺฐูปโย ฯ ตสฺส ตณฺหูปโย ปหีโน ทิฏฺฐูปโย ปฏินิสฺสฏฺโฐ ตณฺหูปยสฺส ปหีนตฺตา ทิฏฺฐูปยสฺส ปฏินิสฺสฏฺฐตฺตา อนูปโย ฯ โส เกน ราเคน คจฺเฉยฺย เกน โทเสน คจฺเฉยฺย เกน โมเหน คจฺเฉยฺย เกน มาเนน คจฺเฉยฺย กาย ทิฏฺฐิยา คจฺเฉยฺย เกน อุทฺธจฺเจน คจฺเฉยฺย กาย วิจิกิจฺฉาย คจฺเฉยฺย เกหิ อนุสเยหิ คจฺเฉยฺย รตฺโตติ วา ทุฏฺโฐติ วา มูโฬฺหติ วา วินิพนฺโธติ วา ปรามฏฺโฐติ วา วิกฺเขปคโตติ วา อนิฏฺฐงฺคโตติ วา ถามคโตติ วา ฯ {๑๐๓.๑} เต อภิสงฺขารา ปหีนา อภิสงฺขารานํ ปหีนตฺตา คติโย เกน คจฺเฉยฺย เนรยิโกติ วา ติรจฺฉานโยนิโกติ วา ปิตฺติวิสยิโกติ วา มนุสฺโสติ วา เทโวติ วา รูปีติ วา อรูปีติ วา สญฺญีติ วา อสญฺญีติ วา เนวสญฺญีนาสญฺญีติ วา ฯ โส เหตุ นตฺถิ ปจฺจโย นตฺถิ การณํ นตฺถิ เยน คจฺเฉยฺยาติ ส เกน คจฺเฉยฺย อนูปโย โส ฯ เตนาห ภควา โธนสฺส หิ นตฺถิ กุหิญฺจิ โลเก ปกปฺปิตา ทิฏฺฐิ ภวาภเวสุ มายญฺจ มานญฺจ ปหาย โธโน ส เกน คจฺเฉยฺย อนูปโย โสติ ฯ
คำว่า (บุคคลผู้มีปัญญานั้น) เป็นผู้ไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึง จะพึงไปด้วยกิเลสอะไรเล่า มีความว่า กิเลสเครื่องเข้าถึง ได้แก่กิเลสเครื่องเข้าถึง ๒ อย่าง คือ กิเลสเครื่องเข้าถึงคือตัณหา ๑ กิเลสเครื่องเข้าถึงคือทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่ากิเลสเครื่องเข้าถึงตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่ากิเลสเครื่องเข้าถึงคือทิฏฐิ บุคคลผู้มีปัญญานั้นละกิเลสเครื่องเข้าถึงคือตัณหา สละคืนกิเลสเครื่องเข้าถึงคือทิฏฐิ เพราะเป็นผู้ละกิเลสเครื่องเข้าถึงคือตัณหา สละคืนกิเลสเครื่องเข้าถึงคือทิฏฐิ จึงชื่อว่า ไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึง. บุคคลผู้มีปัญญานั้นจะพึงไปด้วยราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิอุทธัจจะ วิจิกิจฉา อนุสัยอะไรเล่าว่า เป็นผู้กำหนัด ขัดเคือง หลง ผูกพัน ถือมั่น ถึงความฟุ้งซ่าน ถึงความไม่ตกลง ถึงโดยเรี่ยวแรง. กิเลสเครื่องปรุงแต่งเหล่านั้น อันผู้มีปัญญานั้นละแล้ว เพราะเป็นผู้ละกิเลสเครื่องปรุงแต่งแล้ว จะพึงไปสู่คติทั้งหลายด้วยกิเลสอะไรเล่าว่า เป็นสัตว์เกิดในนรก เกิดในกำเนิดดิรัจฉาน เกิดในเปรตวิสัย เป็นมนุษย์ เป็นเทวดา เป็นสัตว์มีรูป เป็นสัตว์ไม่มีรูป เป็นสัตว์มีสัญญา เป็นสัตว์ไม่มีสัญญาหรือเป็นสัตว์มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่. บุคคลผู้มีปัญญานั้น ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย ไม่มีการณะอันเป็นเครื่องไป เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า เป็นผู้ไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึง จะพึงไปด้วยกิเลสอะไรเล่า เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ทิฏฐิ ที่กำหนด เพื่อเกิดในภพน้อยและภพใหญ่ ย่อม ไม่มีแก่บุคคลผู้มีปัญญาในที่ไหนๆ ในโลก เพราะบุคคลผู้มีปัญญา ละมารยาและมานะได้แล้ว เป็นผู้ไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึงจะพึงไปด้วย กิเลสอะไรเล่า.
อุปโย หิ ธมฺเมสุ อุเปติ วาทํ อนูปยํ เกน กถํ วเทยฺย อตฺตํ นิรตฺตํ น หิ ตสฺส อตฺถิ อโธสิ โส ทิฏฺฐิมิเธว สพฺพํ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า บุคคลผู้มีกิเลสเครื่องเข้าถึง ย่อมเข้าถึงวาทะติเตียนในธรรมทั้งหลาย ใครๆ จะพึงกล่าวติเตียนบุคคลผู้ไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึงด้วยกิเลสอะไร อย่างไรเล่า เพราะทิฏฐิถือว่ามีตน ทิฏฐิถือว่าไม่มีตน ย่อมไม่มีแก่บุคคล ผู้ไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึงนั้น บุคคลผู้ไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึง สลัดเสียแล้ว ซึ่งทิฏฐิทั้งปวงในโลกนี้นี่แหละ.
อุปโย หิ ธมฺเมสุ อุเปติ วาทนฺติ อุปโยติ เทฺว อุปยา ตณฺหูปโย จ ทิฏฺฐูปโย จ ฯเปฯ อยํ ตณฺหูปโย ฯเปฯ อยํ ทิฏฺฐูปโย ฯ ตสฺส ตณฺหูปโย อปฺปหีโน ทิฏฺฐูปโย อปฺปฏินิสฺสฏฺโฐ ตณฺหูปยสฺส อปฺปหีนตฺตา ทิฏฺฐูปยสฺส อปฺปฏินิสฺสฏฺฐตฺตา ธมฺเมสุ วาทํ อุเปติ รตฺโตติ วา ทุฏฺโฐติ วา มูโฬฺหติ วา วินิพนฺโธติ วา ปรามฏฺโฐติ วา วิกฺเขปคโตติ วา อนิฏฺฐงฺคโตติ วา ถามคโตติ วา ฯ เต อภิสงฺขารา อปฺปหีนา อภิสงฺขารานํ อปฺปหีนตฺตา คติยา วาทํ อุเปติ เนรยิโกติ วา ติรจฺฉานโยนิโกติ วา ปิตฺติวิสยิโกติ วา มนุสฺโสติ วา เทโวติ วา รูปีติ วา อรูปีติ วา สญฺญีติ วา อสญฺญีติ วา เนวสญฺญีนาสญฺญีติ วา วาทํ อุเปติ อุปคจฺฉติ คณฺหาติ ปรามสติ อภินิวิสตีติ อุปโย หิ ธมฺเมสุ อุเปติ วาทํ ฯ
คำว่า บุคคลผู้มีกิเลสเครื่องเข้าถึง ย่อมเข้าถึงวาทะติเตียนในธรรมทั้งหลายมีความว่า กิเลสเครื่องเข้าถึง ได้แก่ กิเลสเครื่องเข้าถึง ๒ อย่าง คือ กิเลสเครื่องเข้าถึงคือตัณหา ๑ กิเลสเครื่องเข้าถึงคือทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่ากิเลสเครื่องเข้าถึงคือตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่ากิเลสเครื่องเข้าถึงคือทิฏฐิ บุคคลนั้นไม่ละกิเลสเครื่องเข้าถึงคือตัณหา ไม่สละคืนกิเลสเครื่องเข้าถึงคือทิฏฐิ เพราะเป็นผู้ไม่ละกิเลสเครื่องเข้าถึงคือตัณหา ไม่สละคืนกิเลสเครื่องเข้าถึงคือทิฏฐิจึงเข้าถึงวาทะติเตียนในธรรมทั้งหลายว่า เป็นผู้กำหนัด ขัดเคือง หลง ผูกพัน ถือมั่น ถึงความฟุ้งซ่าน ถึงความไม่ตกลง หรือถึงโดยเรี่ยวแรง. กิเลสเครื่องปรุงแต่งเหล่านั้น อันบุคคลนั้นไม่ละแล้ว เพราะเป็นผู้ไม่ละกิเลสเครื่องปรุงแต่ง จึงย่อมเข้าถึง คือเข้าไปถึง รับ ถือมั่น ยึดมั่นวาทะติเตียนโดยคติว่า เป็นสัตว์เกิดในนรก เกิดในกำเนิดดิรัจฉาน เกิดในเปรตวิสัย เป็นมนุษย์ เป็นเทวดา เป็นสัตว์มีรูป เป็นสัตว์ไม่มีรูป เป็นสัตว์มีสัญญา เป็นสัตว์ไม่มีสัญญาหรือเป็นสัตว์มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลผู้มีกิเลสเครื่องเข้าถึง ย่อมเข้าถึงวาทะติเตียนในธรรมทั้งหลาย.
อนูปยํ เกน กถํ วเทยฺยาติ อุปโยติ เทฺว อุปยา ตณฺหูปโย จ ทิฏฺฐูปโย จ ฯเปฯ อยํ ตณฺหูปโย ฯเปฯ อยํ ทิฏฺฐูปโย ฯ ตสฺส ตณฺหูปโย ปหีโน ทิฏฺฐูปโย ปฏินิสฺสฏฺโฐ ตณฺหูปยสฺส ปหีนตฺตา ทิฏฺฐูปยสฺส ปฏินิสฺสฏฺฐตฺตา อนูปยํ เกน ราเคน วเทยฺย เกน โทเสน วเทยฺย เกน โมเหน วเทยฺย เกน มาเนน วเทยฺย กาย ทิฏฺฐิยา วเทยฺย เกน อุทฺธจฺเจน วเทยฺย กาย วิจิกิจฺฉาย วเทยฺย เกหิ อนุสเยหิ วเทยฺย รตฺโตติ วา ทุฏฺโฐติ วา มูฬฺโหติ วา วินิพนฺโธติ วา ปรามฏฺโฐติ วา วิกฺเขปคโตติ วา อนิฏฺฐงฺคโตติ วา ถามคโตติ วา ฯ เต อภิสงฺขารา ปหีนา อภิสงฺขารานํ ปหีนตฺตา คติโย เกน วเทยฺย เนรยิโกติ วา ฯเปฯ เนวสญฺญีนาสญฺญีติ วา ฯ โส เหตุ นตฺถิ ปจฺจโย นตฺถิ การณํ นตฺถิ เยน วเทยฺย กเถยฺย ภเณยฺย ทีปเยยฺย โวหเรยฺยาติ อนูปยํ เกน กถํ วเทยฺย ฯ
คำว่า ใครๆ จะพึงกล่าวติเตียนบุคคลผู้ไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึงด้วยกิเลสอะไรอย่างไรเล่า มีความว่า กิเลสเครื่องเข้าถึงได้แก่ กิเลสเครื่องเข้าถึง ๒ อย่าง คือ กิเลสเครื่องเข้าถึงคือตัณหา ๑ กิเลสเครื่องเข้าถึงคือทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่ากิเลสเครื่องเข้าถึงคือตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่ากิเลสเครื่องเข้าถึงคือทิฏฐิ. บุคคลนั้นละกิเลสเครื่องเข้าถึงคือตัณหา สละคืนซึ่งกิเลสเครื่องเข้าถึงคือทิฏฐิ เพราะเป็นผู้ละกิเลสเครื่องเข้าถึงคือตัณหา สละคืนกิเลสเครื่องเข้าถึงคือทิฏฐิ ใครๆจะพึงกล่าวติเตียนบุคคลผู้ไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึงด้วยราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ อุทธัจจะวิจิกิจฉา อนุสัย อะไรเล่าว่า เป็นผู้กำหนัด ขัดเคือง หลง ผูกพัน ถือมั่น ถึงความฟุ้งซ่านถึงความไม่ตกลง หรือถึงโดยเรี่ยวแรง. กิเลสเครื่องปรุงแต่งอันบุคคลเหล่านั้นละแล้ว เพราะเป็นผู้ละกิเลสเครื่องปรุงแต่งแล้ว ใครๆ จะพึงกล่าวคติของบุคคลนั้นด้วยกิเลสอะไรเล่าว่า เป็นผู้เกิดในนรก ฯลฯ หรือเป็นผู้มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่. บุคคลผู้ไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึงนั้นไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย ไม่มีการณะเครื่องกล่าว บอก พูด แสดง แถลงได้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าใครๆ จะพึงกล่าวติเตียนบุคคลผู้ไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึงด้วยกิเลสอะไรอย่างไรเล่า. ว่าด้วยทิฏฐิ
อตฺตํ นิรตฺตํ น หิ ตสฺส อตฺถีติ อตฺตาติ สสฺสตทิฏฺฐิ นตฺถิ นิรตฺตาติ อุจฺเฉททิฏฺฐิ นตฺถิ อตฺตาติ คหิตํ นตฺถิ นิรตฺตาติ มุญฺจิตพฺพํ นตฺถิ ฯ ยสฺสตฺถิ คหิตํ ตสฺสตฺถิ มุญฺจิตพฺพํ ยสฺสตฺถิ มุญฺจิตพฺพํ ตสฺสตฺถิ คหิตํ ฯ คหณมุญฺจนํ สมติกฺกนฺโต อรหา วุฑฺฒิปริหานึ วีติวตฺโต ฯ โส วุฏฺฐวาโส จิณฺณจรโณ ฯเปฯ นตฺถิ ตสฺส ปุนพฺภโวติ อตฺตํ นิรตฺตํ น หิ ตสฺส อตฺถิ ฯ
คำว่า เพราะทิฏฐิถือว่ามีตน ทิฏฐิถือว่าไม่มีตน ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้ไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึงนั้น มีความว่า ทิฏฐิถือว่ามีตน ได้แก่สัสสตทิฏฐิย่อมไม่มี ทิฏฐิถือว่าไม่มีตน ได้แก่อุจเฉททิฏฐิย่อมไม่มี ทิฏฐิถือว่ามีตน คือสิ่งที่ถือย่อมไม่มี ทิฏฐิถือว่าไม่มีตน คือสิ่งที่พึงปล่อยย่อมไม่มี. ผู้ใดมีสิ่งที่ถือ ผู้นั้นชื่อว่าย่อมมีสิ่งที่พึงปล่อย ผู้ใดมีสิ่งที่พึงปล่อย ผู้นั้นชื่อว่ามีสิ่งที่ถือพระอรหันต์ก้าวล่วงความถือและความปล่อย ล่วงเลยความเจริญและความเสื่อมเสียแล้ว. พระอรหันต์นั้นอยู่จบพรหมจรรย์เป็นเครื่องอยู่ ประพฤติธรรมเป็นเครื่องประพฤติแล้ว ฯลฯ ไม่มีภพใหม่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทิฏฐิถือว่ามีตน ทิฏฐิถือว่าไม่มีตน ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้ไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึง.
อโธสิ โส ทิฏฺฐิมิเธว สพฺพนฺติ ตสฺส ทฺวาสฏฺฐี ทิฏฺฐิคตานิ ปหีนานิ สมุจฺฉินฺนานิ วูปสนฺตานิ ปฏิปฺปสฺสทฺธานิ อภพฺพุปฺปตฺติกานิ ญาณคฺคินา ทฑฺฒานิ ฯ โส สพฺพํ ทิฏฺฐิคตํ อิเธว อโธสิ ธุนิ สนฺธุนิ นิทฺธุนิ ปชหิ วิโนเทสิ พฺยนฺตีอกาสิ อนภาวงฺคเมสีติ อโธสิ โส ทิฏฺฐิมิเธว สพฺพํ ฯ เตนาห ภควา อุปโย หิ ธมฺเมสุ อุเปติ วาทํ อนูปยํ เกน กถํ วเทยฺย อตฺตํ นิรตฺตํ น หิ ตสฺส อตฺถิ อโธสิ โส ทิฏฺฐิมิเธว สพฺพนฺติ ฯ ตติโย ทุฏฺฐฏฺฐกสุตฺตนิทฺเทโส นิฏฺฐิโต ฯ ---------------
คำว่า เพราะบุคคลผู้ไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึงนั้น สลัดเสียแล้ว ซึ่งทิฏฐิทั้งปวงในโลกนี้นี่แหละ มีความว่า ทิฏฐิ ๖๒ อันบุคคลผู้ไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึงนั้น ละ ตัดขาด สงบระงับ แล้วทำไม่ให้ควรเกิดขึ้นได้ เผาแล้วด้วยไฟคือญาณ. บุคคลผู้ไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึงนั้นสลัดแล้ว คือกำจัด กำจัดดี กำจัดออก ละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีซึ่งทิฏฐิทั้งปวงในโลกนี้นี่แหละ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลผู้ไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึงนั้น สลัดเสียแล้วซึ่งทิฏฐิทั้งปวงในโลกนี้นี่แหละ. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า บุคคลผู้มีกิเลสเครื่องเข้าถึง ย่อมเข้าถึงวาทะติเตียนในธรรมทั้งหลาย ใครๆ พึงกล่าวติเตียนบุคคลผู้ไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึง ด้วยกิเลสอะไร อย่างไรเล่า เพราะทิฏฐิถือว่ามีตน ทิฏฐิถือว่าไม่มีตน ย่อมไม่มีแก่บุคคล ผู้ไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึงนั้น บุคคลผู้ไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึงนั้น สลัด เสียแล้วซึ่งทิฏฐิทั้งปวงในโลกนี้นี่แหละ ดังนี้. จบทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทสที่ ๓. -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๓. ทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทส ๓. ทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทส อธิบายทุฏฐัฏฐกสูตร ว่าด้วยเดียรถีย์ประทุษร้ายมุนี พระสารีบุตรเถระจะกล่าวอธิบายทุฏฐัฏฐกสูตร ดังต่อไปนี้
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) เดียรถีย์บางพวกมีใจชั่วกล่าวร้าย บุคคลเหล่าอื่นเข้าใจว่าจริง ก็กล่าวร้ายด้วย แต่มุนีไม่ใส่ใจคำกล่าวร้ายที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น มุนีจึงไม่มีกิเลสเครื่องตรึงจิตในที่ไหนๆ คำว่า เดียรถีย์บางพวกมีใจชั่วกล่าวร้าย อธิบายว่า เดียรถีย์เหล่านั้น มีใจชั่ว คือมีใจร้าย มีใจเห็นผิด มีใจหลงผิด มีใจขุ่น มีใจขุ่นเคือง มีใจอาฆาตมีใจอาฆาตแค้น กล่าวร้าย คือ กล่าวติเตียนพระผู้มีพระภาค และภิกษุสงฆ์ด้วยเรื่องไม่จริง รวมความว่า เดียรถีย์บางพวกมีใจชั่วกล่าวร้าย คำว่า บุคคลเหล่าอื่นเข้าใจว่าจริง ก็กล่าวร้ายด้วย อธิบายว่า พวกคนที่เชื่อถือเดียรถีย์เหล่านั้น กำหนด น้อมใจเชื่อ เข้าใจว่าจริง สำคัญว่าจริง เข้าใจว่าเป็นจริง สำคัญว่าเป็นจริง เข้าใจว่าเป็นเช่นนั้น สำคัญว่าเป็นเช่นนั้น เข้าใจว่าจริงแท้ สำคัญว่าจริงแท้ เข้าใจว่าไม่ผิด สำคัญว่าไม่ผิด จึงกล่าวร้าย คือ กล่าวติเตียนพระผู้มีพระภาคและภิกษุสงฆ์ด้วยเรื่องไม่จริง รวมความว่า บุคคลเหล่าอื่นเข้าใจว่าจริง ก็กล่าวร้ายด้วย คำว่า แต่มุนีไม่ใส่ใจคำกล่าวร้ายที่เกิดขึ้น อธิบายว่า คำกล่าวร้ายนั้น เกิดแล้ว คือ เกิดขึ้นแล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดขึ้นแล้ว ปรากฏแล้ว ได้แก่ เสียงประกาศจากบุคคลอื่น คำด่า คำติเตียนพระผู้มีพระภาคและภิกษุสงฆ์ด้วยเรื่องไม่จริง รวมความว่า คำกล่าวร้ายที่เกิดขึ้น @เชิงอรรถ : @ ขุ.สุ. ๒๕/๗๘๗-๗๙๔/๔๘๘-๔๙๐
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๗๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๓. ทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทส คำว่า มุนี ในคำว่า มุนีไม่ใส่ใจ อธิบายว่า ญาณท่านเรียกว่า โมนะ คือ ความรู้ทั่ว กิริยาที่รู้ชัด ... ความไม่หลงงมงาย ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิผู้ที่ประกอบด้วยญาณนั้น ชื่อว่ามุนี คือ ผู้บรรลุโมนญาณ ... ก้าวล่วงกิเลสเครื่องข้องและตัณหาดุจตาข่ายแล้ว ผู้นั้นชื่อว่ามุนี ผู้ใดใส่ใจคำกล่าวร้าย ผู้นั้นก็ใส่ใจคำกล่าวร้าย ด้วยเหตุ ๒ อย่าง คือ ๑. ผู้กล่าวร้าย ย่อมใส่ใจคำกล่าวร้าย เพราะตนเองเป็นผู้กล่าวร้าย ๒. ผู้ถูกเขากล่าวร้าย ถูกเขากล่าวติเตียน ย่อมโกรธ พยาบาท ตอบโต้ทำความโกรธ ความเคือง ความชิงชังให้ปรากฏว่า เราไม่ใช่ผู้พูด ผู้ใด ใส่ใจคำกล่าวร้าย ผู้นั้นก็ย่อมใส่ใจคำกล่าวร้าย ด้วยเหตุ ๒ อย่างเหล่านี้ มุนีไม่ใส่ใจคำกล่าวร้าย ด้วยเหตุ ๒ อย่าง คือ ๑. มุนีผู้ไม่กล่าวร้าย ย่อมไม่ใส่ใจคำกล่าวร้าย เพราะตนเองมิใช่เป็นผู้กล่าวร้าย ๒. มุนีผู้ถูกเขากล่าวร้าย ถูกเขาติเตียน ก็ย่อมไม่โกรธ ไม่พยาบาท ไม่ตอบโต้ ไม่ทำความโกรธ ความเคือง ความชิงชังให้ปรากฏว่า เราไม่ใช่ผู้พูด มุนีไม่ใส่ใจ คือ ไม่สนใจ ไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่นคำกล่าวร้าย ด้วยเหตุ ๒ อย่างเหล่านี้ รวมความว่า แต่มุนีไม่ใส่ใจคำกล่าวร้ายที่เกิดขึ้น ว่าด้วยกิเลสเครื่องตรึงจิต ๓ ประการ คำว่า เพราะฉะนั้น ในคำว่า เพราะฉะนั้น มุนีจึงไม่มีกิเลสเครื่องตรึงจิตในที่ไหนๆ ได้แก่ เพราะฉะนั้น คือ เพราะการณ์นั้น เพราะเหตุนั้น เพราะปัจจัยนั้นเพราะต้นเหตุนั้น ภาวะที่มีจิตถูกโทสะกระทบก็ดี มีกิเลสเครื่องตรึงจิตเกิดขึ้นก็ดีไม่มีแก่มุนี กิเลสเครื่องตรึงจิต ๕ อย่างก็ดี กิเลสเครื่องตรึงจิต ๓ อย่าง คือ (๑) ราคะ(๒) โทสะ (๓) โมหะ ก็ดี จึงไม่มี ไม่มีอยู่ ไม่ปรากฏ หาไม่ได้ คือ กิเลสเครื่องตรึงจิตนั้น มุนีละได้แล้ว ตัดขาดได้แล้ว ทำให้สงบได้แล้ว ระงับได้แล้ว ทำให้เกิดขึ้นไม่ได้อีก เผาด้วยไฟคือญาณแล้ว @เชิงอรรถ : @ มุนี ดูรายละเอียดข้อ ๑๔/๖๘-๗๐
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๗๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๓. ทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทส คำว่า ในที่ไหนๆ ได้แก่ ในที่ไหน คือ ที่ไหนๆ ที่ไรๆ ภายใน ภายนอก หรือทั้งภายในและภายนอก รวมความว่า เพราะฉะนั้น มุนีจึงไม่มีกิเลสเครื่องตรึงจิตในที่ไหนๆ ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า เดียรถีย์บางจำพวกมีใจชั่วกล่าวร้าย บุคคลเหล่าอื่นเข้าใจว่าจริง ก็กล่าวร้ายด้วย แต่มุนีไม่ใส่ใจคำกล่าวร้ายที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น มุนีจึงไม่มีกิเลสเครื่องตรึงจิตในที่ไหนๆ
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) ผู้ไปตามความพอใจ ตั้งอยู่ในความชอบใจ พึงก้าวล่วงทิฏฐิของตนได้อย่างไรเล่า แต่เมื่อทำตนให้เพียบพร้อม รู้อย่างไรก็พึงพูดอย่างนั้น ว่าด้วยทิฏฐิ คำว่า พึงก้าวล่วงทิฏฐิของตนได้อย่างไรเล่า อธิบายว่า เดียรถีย์ มีทิฏฐิอย่างนี้ มีความพอใจ มีความชอบใจ มีลัทธิ มีอัธยาศัย มีความประสงค์อย่างนี้ว่า“พวกเราฆ่านางสุนทรีปริพาชิกาแล้ว ประกาศโทษพวกสมณศากยบุตร ก็จักเอาลาภ ยศ สักการะและสัมมานะกลับคืนมาได้ด้วยวิธีการอย่างนี้” พวกเดียรถีย์เหล่านั้นไม่สามารถก้าวล่วงทิฏฐิ ความถูกใจ ความพอใจ ลัทธิ อัธยาศัย ความประสงค์ของตนได้ โดยที่แท้ความเสื่อมยศนั้นนั่นแหละก็กลับย้อนมาถึงเดียรถีย์เหล่านั้น รวมความว่า พึงก้าวล่วงทิฏฐิของตนได้อย่างไรเล่า อย่างนี้บ้าง อีกนัยหนึ่ง ผู้ที่มีวาทะอย่างนี้ว่า “โลกเที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเป็นโมฆะ”พึงล่วง ก้าวล่วง ก้าวพ้น ล่วงพ้นทิฏฐิ ความถูกใจ ความพอใจ ลัทธิ อัธยาศัยความประสงค์ของตนได้อย่างไร ข้อนั้น เพราะเหตุไร เพราะเขาสมาทาน ถือ ยึดมั่นถือมั่น ติดใจ น้อมใจเชื่อทิฏฐินั้น ให้เพียบพร้อมอย่างนั้น รวมความว่า พึงก้าวล่วงทิฏฐิของตนได้อย่างไรเล่า อย่างนี้บ้าง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๗๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๓. ทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทส อีกนัยหนึ่ง ผู้มีวาทะอย่างนี้ว่า “โลกไม่เที่ยง ... โลกมีที่สุด ... โลกไม่มีที่สุด ... ชีวะ กับสรีระเป็นอย่างเดียวกัน ... ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกัน ... หลังจากตายแล้วตถาคต เกิดอีก ... หลังจากตายแล้วตถาคตไม่เกิดอีก ... หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีก ... หลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่ นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเป็นโมฆะ” พึงล่วง ก้าวล่วง ก้าวพ้น ล่วงพ้นทิฏฐิ ความถูกใจ ความพอใจ ลัทธิ อัธยาศัย ความประสงค์ของตนได้อย่างไรเล่าข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเขาสมาทาน ถือ ยึดมั่น ถือมั่น ติดใจ น้อมใจเชื่อทิฏฐินั้นให้เพียบพร้อมอย่างนั้น รวมความว่า พึงก้าวล่วงทิฏฐิของตนได้อย่างไรเล่าอย่างนี้บ้าง คำว่า ผู้ไปตามความพอใจ ในคำว่า ผู้ไปตามความพอใจ ตั้งอยู่ในความ ชอบใจ อธิบายว่า ผู้นั้นย่อมไป ออกไป ถูกพาไป ถูกนำไป ด้วยทิฏฐิของตน ความถูกใจของตน ความพอใจของตน ลัทธิของตน ได้แก่ ผู้นั้นย่อมไป ออกไป ถูกพาไปถูกนำไปด้วยทิฏฐิของตน ความถูกใจของตน ความพอใจของตน ลัทธิของตนเหมือนมนุษย์ย่อมไป ออกไป ถูกพาไป ถูกนำไป ด้วยยานพาหนะ คือ ช้าง รถ ม้าโค แพะ แกะ อูฐ หรือลา ฉะนั้น รวมความว่า ผู้ไปตามความพอใจ คำว่า ตั้งอยู่ในความชอบใจ ได้แก่ ตั้งอยู่ คือ ตั้งมั่น ติด ติดแน่น ติดใจน้อมใจเชื่อในทิฏฐิของตน ความถูกใจของตน ความพอใจของตน ลัทธิของตนรวมความว่า ผู้ไปตามความพอใจ ตั้งอยู่ในความชอบใจ คำว่า เมื่อทำตนให้เพียบพร้อม ได้แก่ ทำตนให้เพียบพร้อม คือ ทำให้บริบูรณ์ไม่ให้พร่อง ให้เลิศ ประเสริฐ วิเศษ นำหน้า สูงสุด ประเสริฐสุด อธิบายว่าทำตนให้เพียบพร้อม บริบูรณ์ ไม่ให้พร่อง ให้เลิศ ประเสริฐ วิเศษ นำหน้า สูงสุดประเสริฐสุด คือ ทำทัศนะนั้นให้เกิด ให้เกิดขึ้น ให้บังเกิด ให้บังเกิดขึ้นว่าพระศาสดาพระองค์นี้เป็นสัพพัญญู พระธรรมนี้พระผู้มีพระภาคตรัสสอนไว้ดีแล้ว@เชิงอรรถ : @ ชีวะ ในที่นี้หมายถึงวิญญาณอมตะหรืออาตมัน (The Soul) (ตามนัย อภิ.ปญฺจ.อ. ๑/๑/๑๒๙)@ ตถาคต ในที่นี้ เป็นคำที่ลัทธิอื่นๆ ใช้กันมาก่อนพุทธกาล หมายถึง อัตตา ไม่ได้หมายถึงพระพุทธเจ้า@อนึ่ง อรรถกถาหมายถึง สัตตะ (Being) (ที.สี.อ. ๖๕/๑๐๘, ขุ.ม.อ. ๑๖/๑๙๐)@ ดูรายละเอียดจาก ที.สี. (แปล) ๙/๔๒๐/๑๘๓
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๗๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๓. ทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทส หมู่คณะ(สงฆ์)นี้ปฏิบัติดีแล้ว ทิฏฐินี้เป็นสิ่งที่เจริญ ปฏิปทานี้ทรงบัญญัติไว้ดีแล้ว มรรคนี้เป็นทางนำออกจากทุกข์ รวมความว่า เมื่อทำตนให้เพียบพร้อม คำว่า รู้อย่างไรก็พึงพูดอย่างนั้น อธิบายว่า รู้อย่างไรก็พึงพูด คือ กล่าวบอก แสดง ชี้แจงอย่างนั้นว่า “โลกเที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเป็นโมฆะ ... โลกไม่เที่ยง” ... รู้อย่างไรก็พึงพูด คือ กล่าว บอก แสดง ชี้แจงอย่างนั้นว่า “หลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่ นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเป็นโมฆะ” รวมความว่า รู้อย่างไรก็พึงพูดอย่างนั้น ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ผู้ไปตามความพอใจ ตั้งอยู่ในความชอบใจ พึงก้าวล่วงทิฏฐิของตนได้อย่างไรเล่า แต่เมื่อทำตนให้เพียบพร้อม รู้อย่างไรก็พึงพูดอย่างนั้น
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) สัตว์เกิดใดไม่มีใครถาม ก็บอกศีลวัตรของตนแก่บุคคลเหล่าอื่น สัตว์เกิดใดกล่าวถึงตัวเองเท่านั้น ผู้ฉลาดทั้งหลายเรียกสัตว์เกิดนั้นว่า ผู้ไม่มีอริยธรรม คำว่า ใด ในคำว่า สัตว์เกิดใด ... ศีลวัตรของตน ได้แก่ ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ผู้ขวนขวายอย่างใด ผู้ตั้งใจอย่างใด ผู้มีประการอย่างใด ผู้ถึงฐานะใด ผู้ประกอบด้วยธรรมใด จะเป็นกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คฤหัสถ์ บรรพชิต เทวดา หรือ มนุษย์ก็ตาม ว่าด้วยศีลและวัตร คำว่า ศีลวัตร ได้แก่ ศีลและวัตรก็มี วัตรไม่ใช่ศีลก็มี ศีลและวัตร เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล สำรวมด้วยการสังวรในปาติโมกข์ เพียบพร้อมด้วยอาจาระและโคจร เห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ความสำรวม ความสังวร การไม่ล่วงละเมิดในสิกขาบทเหล่านั้น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๗๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๓. ทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทส ชื่อว่าศีล การสมาทาน ชื่อว่าวัตร ชื่อว่าศีลเพราะมีความหมายว่า สังวร ชื่อว่าวัตรเพราะมีความหมายว่าสมาทาน นี้ตรัสเรียกว่าศีลและวัตร วัตร ไม่ใช่ศีล เป็นอย่างไร คือ ธุดงค์ ๘ ข้อ ได้แก่ ๑. อารัญญิกังคธุดงค์(สมาทานการอยู่ป่าเป็นวัตร) ๒. ปิณฑปาติกังคธุดงค์(สมาทานการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร) ๓. ปังสุกูลิกังคธุดงค์(สมาทานการนุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร) ๔. เตจีวริกังคธุดงค์(สมาทานการทรงไตรจีวรเป็นวัตร) ๕. สปทานจาริกังคธุดงค์(สมาทานการเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอกเป็นวัตร) ๖. ขลุปัจฉาภัตติกังคธุดงค์(สมาทานการงดฉันอาหารมื้อหลังเป็นวัตร) ๗. เนสัชชิกังคธุดงค์(สมาทานการนั่งเป็นวัตร) ๘. ยถาสันถติกังคธุดงค์(สมาทานการอยู่ในเสนาสนะตามที่เขาจัดให้เป็นวัตร) นี้เรียกว่าวัตร ไม่ใช่ศีล แม้การสมาทานความเพียรก็เรียกว่า วัตร ไม่ใช่ศีล ภิกษุประคองจิตมุ่งมั่นว่า เนื้อและเลือดในร่างกายจงเหือดแห้งไป จะเหลือ อยู่แต่หนัง เอ็น และกระดูกก็ตามทีเถิด ผลใดพึงบรรลุได้ด้วยเรี่ยวแรงของบุรุษ ด้วยกำลังของบุรุษ ด้วยความเพียรของบุรุษ ด้วยความบากบั่นของบุรุษ (ถ้า)ไม่ บรรลุผลนั้นแล้วก็จักไม่หยุดความเพียร แม้การสมาทานความเพียรอย่างนี้ก็เรียกว่าวัตร ไม่ใช่ศีล ภิกษุประคองจิตมุ่งมั่นว่า เมื่อเรายังถอนลูกศรคือตัณหาขึ้นไม่ได้ เราจะไม่กิน ไม่ดื่ม ไม่ออกไปจากวิหาร ทั้งจะไม่เอนกายนอน การสมาทานความเพียรอย่างนี้ก็เรียกว่า วัตร ไม่ใช่ศีล @เชิงอรรถ : @ ขุ.เถร.(แปล) ๒๖/๒๒๓/๓๗๔
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๗๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๓. ทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทส ภิกษุประคองจิตมุ่งมั่นว่า ตราบใดที่จิตของเรายังไม่หลุดพ้นจากอาสวะ ทั้งหลายเพราะไม่ยึดมั่น ตราบนั้นเราก็จักไม่ทำลายบัลลังก์นี้เลย แม้การสมาทานความเพียรอย่างนี้ก็เรียกว่า วัตร ไม่ใช่ศีล ภิกษุประคองจิตมุ่งมั่นว่า ตราบใดที่จิตของเรายังไม่หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ยึดมั่น ตราบนั้นเราก็จักไม่ลุกจากที่นั่งนี้ ไม่ลงจากลานจงกรม ไม่ออกจากวิหาร ไม่ออกจากเรือนหลังคาด้านเดียว ไม่ออกจากปราสาท ไม่ออกจากเรือนโล้นไม่ออกจากถ้ำ ไม่ออกจากที่หลีกเร้น ไม่ออกจากกุฎี ไม่ออกจากเรือนยอด ไม่ออกจากป้อม ไม่ออกจากโรงกลม ไม่ออกจากเรือนที่มีเครื่องกั้น ไม่ออกจากศาลาที่บำรุงไม่ออกจากมณฑป ไม่ออกจากโคนไม้เลย แม้การสมาทานความเพียรอย่างนี้ก็ เรียกว่า วัตร ไม่ใช่ศีล ภิกษุประคองจิตมุ่งมั่นว่า เราจักนำมา นำมาด้วยดี บรรลุ สัมผัส ทำให้แจ้ง ซึ่งอริยธรรมเช้าวันนี้เอง แม้การสมาทานความเพียรอย่างนี้ก็เรียกว่า วัตร ไม่ใช่ศีลภิกษุประคองจิตมุ่งมั่นว่า เราจักนำมา นำมาด้วยดี บรรลุ สัมผัส ทำให้แจ้งซึ่ง อริยธรรม ในเที่ยงนี้ ... เย็นนี้ ... ก่อนภัต ... หลังภัต ... ปฐมยาม... มัชฌิมยาม ... ปัจฉิมยาม ... ข้างแรม ... ข้างขึ้น ... ฤดูฝน ... ฤดูหนาว ... ฤดูร้อน ... ปฐมวัย ... มัชฌิมวัย ... ปัจฉิมวัย แม้การสมาทานความเพียรอย่างนี้ก็เรียกว่า วัตร ไม่ใช่ศีล คำว่า สัตว์เกิด ได้แก่ สัตว์ นรชน มานพ บุรุษ บุคคล ผู้มีชีวิต ผู้เกิด สัตว์เกิด ผู้เป็นไปตามกรรม มนุษย์ รวมความว่า สัตว์เกิดใด ... ศีลวัตรของตน คำว่า แก่บุคคลเหล่าอื่น ในคำว่า ไม่มีใครถาม ก็บอก ... แก่บุคคลเหล่าอื่น ได้แก่ บุคคลเหล่าอื่น คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คฤหัสถ์ บรรพชิต เทวดา มนุษย์ คำว่า ไม่มีใครถาม ได้แก่ ไม่มีใครถาม คือ ไม่มีใครไต่ถาม ไม่มีใครขอร้อง ไม่มีใครเชื้อเชิญ ไม่มีใครเลื่อมใส คำว่า บอก ได้แก่ บอก ศีล วัตร หรือศีลวัตรของตน อธิบายว่า ย่อมบอก คือ พูด กล่าว แสดง ชี้แจง ศีล วัตร หรือศีลวัตรของตนว่า เราเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีลบ้างสมบูรณ์ด้วยวัตรบ้าง สมบูรณ์ด้วยศีลวัตรบ้าง สมบูรณ์ด้วยชาติบ้าง สมบูรณ์ด้วย โคตรบ้าง สมบูรณ์ด้วยความเป็นบุตรของผู้มีตระกูลบ้าง สมบูรณ์ด้วยความเป็นผู้มี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๘๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๓. ทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทส รูปงามบ้าง สมบูรณ์ด้วยทรัพย์บ้าง สมบูรณ์ด้วยการศึกษาบ้าง สมบูรณ์ด้วยหน้าที่ การงานบ้าง สมบูรณ์ด้วยหลักแห่งศิลปวิทยาบ้าง สมบูรณ์ด้วยวิทยฐานะบ้าง สมบูรณ์ด้วยความคงแก่เรียนบ้าง สมบูรณ์ด้วยปฏิภาณบ้าง สมบูรณ์ด้วยสิ่งอื่น นอกจากที่กล่าวแล้วบ้าง ออกบวชจากตระกูลสูงบ้าง ออกบวชจากตระกูลใหญ่บ้างออกบวชจากตระกูลมีทรัพย์มากบ้าง ออกบวชจากตระกูลมีโภคะมากบ้าง เป็น ผู้มีชื่อเสียงมียศกว่าคฤหัสถ์และบรรพชิตทั้งหลายบ้าง เป็นผู้ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารบ้าง เป็นผู้ทรงจำพระสูตรบ้าง เป็นผู้ทรงจำพระวินัยบ้าง เป็นพระธรรมกถึกบ้าง เป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตรบ้าง เป็นผู้ถือบิณฑบาต เป็นวัตรบ้าง เป็นผู้นุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตรบ้าง เป็นผู้ทรงไตรจีวรเป็นวัตรบ้าง เป็นผู้เที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอกเป็นวัตรบ้าง เป็นผู้งดอาหารมื้อหลังเป็นวัตรบ้าง เป็นผู้ถือการนั่งเป็นวัตรบ้าง เป็นผู้ถือการอยู่ในเสนาสนะตามที่เขาจัดให้เป็นวัตรบ้างเป็นผู้ได้ปฐมฌานบ้าง เป็นผู้ได้ทุติยฌานบ้าง เป็นผู้ได้ตติยฌานบ้าง เป็นผู้ได้ จตุตถฌานบ้าง เป็นผู้ได้อากาสานัญจายตนสมาบัติบ้าง เป็นผู้ได้วิญญาณัญจายตน- สมาบัติบ้าง เป็นผู้ได้อากิญจัญญายตนสมาบัติบ้าง เป็นผู้ได้เนวสัญญานา- สัญญายตนสมาบัติบ้าง รวมความว่า ไม่มีใครถาม ก็บอก ... แก่บุคคลเหล่าอื่น คำว่า ผู้ฉลาดทั้งหลาย ในคำว่า ผู้ฉลาดทั้งหลายเรียกสัตว์เกิดนั้นว่า ผู้ไม่มี อริยธรรม อธิบายว่า ผู้ฉลาดในขันธ์ ผู้ฉลาดในธาตุ ผู้ฉลาดในอายตนะ ผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท ผู้ฉลาดในสติปัฏฐาน ผู้ฉลาดในสัมมัปปธาน ผู้ฉลาด @เชิงอรรถ : @ ขันธ์ หมายถึงขันธ์ ๕ คือ (๑) รูปขันธ์ (๒) เวทนาขันธ์ (๓) สัญญาขันธ์ (๔) สังขารขันธ์ (๕) วิญญาณขันธ์@(ขุ.ม.อ. ๑๗/๑๙๖) @ ธาตุ หมายถึงธาตุ ๔ คือ (๑) ปฐวีธาตุ (ธาตุดิน) (๒) อาโปธาตุ (ธาตุน้ำ) (๓) เตโชธาตุ (ธาตุไฟ)@(๔) วาโยธาตุ (ธาตุลม) (ขุ.ม.อ. ๑๗/๑๙๖) @ อายตนะ หมายถึงอายตนะ ๑๒ ดูเชิงอรรถข้อ ๗/๓๖ @ ปฏิจจสมุปบาท ดูรายละเอียดข้อ ๒๗/๑๑๓ @ สติปัฏฐาน หมายถึงสติปัฏฐาน ๔ ดูรายละเอียดข้อ ๓/๑๒ และ ที.ม. ๑๐/๒๘๙/๑๘๕-๑๘๖@ สัมมัปปธาน หมายถึงสัมมัปปธาน ๔ คือ (๑) สังวรปธาน เพียรระวังบาปอกุศลธรรมไม่ให้เกิดขึ้น@(๒) ปหานปธาน เพียรกำจัดบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว (๓) ภาวนาปธาน เพียรทำกุศลธรรมที่ยังไม่@เกิดให้เกิดขึ้น (๔) อนุรักขนาปธาน เพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วให้ตั้งมั่น และเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป@(ที.ปา. ๑๑/๓๐๖/๑๙๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๘๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๓. ทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทส ในอิทธิบาท ผู้ฉลาดในอินทรีย์ ผู้ฉลาดในพละ ผู้ฉลาดในโพชฌงค์ ผู้ฉลาด ในมรรค ผู้ฉลาดในผล ผู้ฉลาดในนิพพาน ผู้ฉลาดเหล่านั้นเรียกอย่างนี้ คือ พูด บอก แสดง ชี้แจงอย่างนี้ว่า นี้เป็นธรรมของผู้มิใช่อริยะ นี้มิใช่ธรรมของผู้เป็นอริยะนี้เป็นธรรมของพวกคนพาล นี้มิใช่ธรรมของบัณฑิต นี้เป็นธรรมของอสัตบุรุษ นี้มิใช่ธรรมของสัตบุรุษ รวมความว่า ผู้ฉลาดทั้งหลายเรียกสัตว์เกิดนั้นว่า ผู้ไม่มีอริยธรรม คำว่า สัตว์เกิดใดกล่าวถึงตัวเองเท่านั้น อธิบายว่า ตนเอง ตรัสเรียกว่า ตัวเอง คำว่า กล่าวถึงตัวเองเท่านั้น อธิบายว่า ย่อมกล่าวถึง คือ พูด บอก แสดง ชี้แจงถึงตนเองเท่านั้นว่า เราเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีลบ้าง สมบูรณ์ด้วยวัตรบ้าง สมบูรณ์ด้วยศีลวัตรบ้าง สมบูรณ์ด้วยชาติบ้าง สมบูรณ์ด้วยโคตรบ้าง สมบูรณ์ด้วย ความเป็นบุตรของผู้มีตระกูลบ้าง สมบูรณ์ด้วยความเป็นผู้มีรูปงามบ้าง สมบูรณ์ด้วยทรัพย์บ้าง สมบูรณ์ด้วยการศึกษาบ้าง สมบูรณ์ด้วยหน้าที่การงานบ้าง สมบูรณ์ด้วย หลักแห่งศิลปวิทยาบ้าง สมบูรณ์ด้วยวิทยฐานะบ้าง สมบูรณ์ด้วยความคงแก่เรียนบ้าง@เชิงอรรถ : @ อิทธิบาท หมายถึงอิทธิบาท ๔ คือ (๑) ฉันทะ (๒) วิริยะ (๓) จิตตะ (๔) วิมังสา (ที.ปา. ๑๑/๓๐๖/๑๙๘)@ อินทรีย์ หมายถึงอินทรีย์ ๕ คือ (๑) สัทธินทรีย์ อินทรีย์คือความเชื่อ (๒) วิริยินทรีย์ อินทรีย์คือความเพียร@(๓) สตินทรีย์ อินทรีย์คือความระลึกได้ (๔) สมาธินทรีย์ อินทรีย์คือความตั้งจิตมั่น (๕) ปัญญินทรีย์@อินทรีย์คือความรู้ทั่วชัด (ที.ปา. ๑๑/๓๒๐/๒๑๒) @ พละ หมายถึงพละ ๕ (ธรรมอันเป็นกำลัง) คือ (๑) สัทธา (๒) วิริยะ (๓) สติ (๔) สมาธิ (๕) ปัญญา@(องฺ.ปญฺจก. ๒๒/๑๓/๙) @ โพชฌงค์ หมายถึงโพชฌงค์ ๗ (ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้) คือ (๑) สติ ความระลึกได้ (๒) ธัมมวิจยะ@ความเลือกเฟ้น (๓) วิริยะ ความเพียร (๔) ปีติ ความอิ่มใจ (๕) ปัสสัทธิ ความสงบกายสงบใจ (๖) สมาธิ@ความตั้งจิตมั่น (๗) อุเบกขา ความมีใจเป็นกลางเพราะเห็นตามเป็นจริง (ที.ปา. ๑๑/๓๓๐/๒๒๑)@ มรรค หมายถึงมรรค ๔ (ทางเข้าถึงความเป็นอริยบุคคล) คือ (๑) โสตาปัตติมรรค (๒) สกทาคามิมรรค@(๓) อนาคามิมรรค (๔) อรหัตตมรรค (อภิ.วิ.(แปล) ๓๕/๘๐๗/๕๑๙) @ ผล หมายถึงผล ๔ (ผลที่เกิดสืบเนื่องจากการละกิเลสได้ด้วยมรรค) คือ (๑) โสตาปัตติผล (๒) สกทาคามิผล@(๓) อนาคามิผล (๔) อรหัตตผล (อภิ.วิ.(แปล) ๓๕/๘๐๗/๕๑๙) @ นิพพาน หมายถึงสภาวะที่ดับกิเลสและกองทุกข์แล้ว ดูเทียบนิพพานในข้อ ๑๙/๘๘
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๘๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๓. ทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทส สมบูรณ์ด้วยปฏิภาณบ้าง สมบูรณ์ด้วยสิ่งอื่นนอกจากที่กล่าวแล้วบ้าง ออกบวชจาก ตระกูลสูงบ้าง ออกบวชจากตระกูลใหญ่บ้าง ออกบวชจากตระกูลมีทรัพย์มากบ้าง ออกบวชจากตระกูลมีโภคะมากบ้าง เป็นผู้มีชื่อเสียงมียศกว่าคฤหัสถ์และบรรพชิต ทั้งหลายบ้าง เป็นผู้ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารบ้างเป็นผู้ทรงจำพระสูตรบ้าง เป็นผู้ทรงจำพระวินัยบ้าง เป็นพระธรรมกถึกบ้าง เป็นผู้ อยู่ป่าเป็นวัตรบ้าง เป็นผู้ถือบิณฑบาตเป็นวัตรบ้าง เป็นผู้นุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร บ้าง เป็นผู้ทรงไตรจีวรเป็นวัตรบ้าง เป็นผู้เที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอกเป็นวัตร บ้าง เป็นผู้งดอาหารมื้อหลังเป็นวัตรบ้าง เป็นผู้ถือการนั่งเป็นวัตรบ้าง เป็นผู้ถือการอยู่ในเสนาสนะตามที่เขาจัดให้เป็นวัตรบ้าง เป็นผู้ได้ปฐมฌานบ้าง เป็นผู้ได้ทุติยฌานบ้าง เป็นผู้ได้ตติยฌานบ้าง เป็นผู้ได้จตุตถฌานบ้าง เป็นผู้ได้อากาสานัญจายตน- สมาบัติบ้าง เป็นผู้ได้วิญญาณัญจายตนสมาบัติบ้าง เป็นผู้ได้อากิญจัญญายตน- สมาบัติบ้าง เป็นผู้ได้เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติบ้าง รวมความว่า สัตว์เกิดใดกล่าวถึงตัวเองเท่านั้น ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า สัตว์เกิดใดไม่มีใครถาม ก็บอกศีลวัตรของตนแก่บุคคลเหล่าอื่น สัตว์เกิดใดกล่าวถึงตัวเองเท่านั้น ผู้ฉลาดทั้งหลายเรียกผู้นั้นว่า ผู้ไม่มีอริยธรรม
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) ส่วนภิกษุผู้สงบ ดับกิเลสแล้ว ไม่โอ้อวดในศีลทั้งหลายว่า เราเป็นดังนี้ อนึ่ง ภิกษุใดไม่มีกิเลสเครื่องฟูในที่ไหนๆ ในโลก ผู้ฉลาดทั้งหลายเรียกภิกษุนั้นว่า ผู้มีอริยธรรม ว่าด้วยผู้ได้ชื่อว่าภิกษุ คำว่า ผู้สงบ ในคำว่า ส่วนภิกษุผู้สงบ ดับกิเลสแล้ว อธิบายว่า ชื่อว่าผู้สงบ เพราะสงบราคะ ชื่อว่าผู้สงบ เพราะสงบโทสะ ชื่อว่าผู้สงบ เพราะสงบโมหะ คือ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๘๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๓. ทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทส ชื่อว่าผู้สงบ สงบเย็น ดับ ระงับได้แล้ว เพราะสงบ ระงับ สงบเย็น เผา ดับปราศจาก สงบระงับโกธะ ... อุปนาหะ ... มักขะ ... ปฬาสะ ... อิสสา ... มัจฉริยะ ... มายา ... สาเถยยะ ... ถัมภะ ... สารัมภะ ... มานะ ... อติมานะ ... มทะ ... ปมาทะ ... กิเลสทุกชนิด ... ทุจริตทุกทาง ... ความกระวนกระวายทุกอย่าง ... ความเร่าร้อนทุกสถาน ... ความเดือดร้อนทุกประการ ... อกุสลาภิสังขารทุกประเภท รวมความว่าผู้สงบ คำว่า ภิกษุ อธิบายว่า ชื่อว่าภิกษุ เพราะทำลายธรรม ๗ ประการได้แล้ว คือ ๑. ทำลายสักกายทิฏฐิ(ความเห็นว่าเป็นตัวของตน)ได้แล้ว ๒. ทำลายวิจิกิจฉา(ความลังเลสงสัย)ได้แล้ว ๓. ทำลายสีลัพพตปรามาส(ความยึดมั่นในศีลพรต)ได้แล้ว ๔. ทำลายราคะ(ความกำหนัด)ได้แล้ว ๕. ทำลายโทสะ(ความคิดประทุษร้าย)ได้แล้ว ๖. ทำลายโมหะ(ความลุ่มหลง)ได้แล้ว ๗. ทำลายมานะ(ความถือตัว)ได้แล้ว ภิกษุนั้นทำลายบาปอกุศลธรรม ซึ่งเป็นเหตุแห่งความเศร้าหมอง ก่อภพใหม่ มีความกระวนกระวาย มีทุกข์เป็นวิบาก เป็นที่ตั้งแห่งชาติ ชรา มรณะ ต่อไปได้แล้ว (สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า สภิยะ) ผู้ใดควรแก่คำชมเชยว่า เป็นผู้ถึงนิพพานด้วยทางที่ตนทำแล้ว ข้ามพ้นความสงสัยได้แล้ว ละความเสื่อมและความเจริญแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์ สิ้นภพใหม่แล้ว ผู้นั้นชื่อว่า ภิกษุ คำว่า ส่วนภิกษุผู้สงบ ดับกิเลสแล้ว อธิบายว่า ชื่อว่าดับกิเลสแล้ว เพราะทำให้ราคะดับแล้ว ชื่อว่าดับกิเลสแล้ว เพราะทำให้โทสะดับแล้ว @เชิงอรรถ : @ ขุ.สุ. ๒๕/๕๒๐/๔๓๕
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๘๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๓. ทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทส ชื่อว่าดับกิเลสแล้ว เพราะทำให้โมหะดับแล้ว ชื่อว่าดับกิเลสแล้ว เพราะทำให้โกธะ ... อุปนาหะ ... มักขะ ... ปฬาสะ... อิสสา... มัจฉริยะ ... มายา ... สาเถยยะ ... ถัมภะ ... สารัมภะ ... มานะ ... อติมานะ ... มทะ... ปมาทะ ... กิเลสทุกชนิด ... ทุจริตทุกทาง ... ความกระวนกระวายทุกอย่าง ... ความเร่าร้อนทุกสถาน ... ความเดือดร้อนทุกประการ ... อกุสลาภิสังขารทุกประเภทดับแล้ว รวมความว่า ส่วนภิกษุผู้สงบ ดับกิเลสแล้ว คำว่า เราเป็นดังนี้ ในคำว่า ไม่โอ้อวดในศีลทั้งหลายว่า เราเป็นดังนี้ เป็นบทสนธิ เป็นคำเชื่อมบท เป็นคำที่ทำบทให้บริบูรณ์ เป็นความสัมพันธ์แห่งอักษร เป็นความสละสลวยแห่งพยัญชนะ คำว่า เราเป็นดังนี้ นี้ เป็นคำเชื่อมบทหน้ากับ บทหลังเข้าด้วยกัน คำว่า ไม่โอ้อวดในศีลทั้งหลาย อธิบายว่า ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้เป็น ผู้อวด เป็นผู้โอ้อวด คือ ย่อมอวด ย่อมโอ้อวดว่า เราเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีลบ้างสมบูรณ์ด้วยวัตรบ้าง สมบูรณ์ด้วยศีลวัตรบ้าง สมบูรณ์ด้วยชาติบ้าง สมบูรณ์ด้วย โคตรบ้าง สมบูรณ์ด้วยความเป็นบุตรของผู้มีตระกูลบ้าง สมบูรณ์ด้วยความเป็นผู้มีรูปงามบ้าง ... เป็นผู้ได้เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติบ้าง ภิกษุนี้ย่อมไม่อวด ไม่โอ้อวด คือ เป็นผู้งด งดเว้น เว้นขาด ออก สลัดออก หลุดพ้นแล้ว ไม่เกี่ยวข้องแล้วกับความโอ้อวด มีใจเป็นอิสระ(จากกิเลส)อยู่ รวมความว่า ไม่โอ้อวดในศีลทั้งหลายว่าเราเป็นดังนี้ ว่าด้วยผู้มีอริยธรรม คำว่า ผู้ฉลาดทั้งหลาย ในคำว่า ผู้ฉลาดทั้งหลายเรียกภิกษุนั้นว่า ผู้มี อริยธรรม อธิบายว่า ผู้ฉลาดในขันธ์ ฉลาดในธาตุ ฉลาดในอายตนะ ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท ฉลาดในสติปัฏฐาน ฉลาดในสัมมัปปธาน ฉลาดในอิทธิบาท ฉลาดในอินทรีย์ ฉลาดในพละ ฉลาดในโพชฌงค์ ฉลาดในมรรค ฉลาดในผล ฉลาดในนิพพาน ผู้ฉลาดเหล่านั้น ย่อมเรียก คือ กล่าว บอก แสดง ชี้แจง อย่างนี้ว่า “นี้เป็นธรรมของอริยชน นี้มิใช่ธรรมของอนริยชน นี้เป็นธรรมของบัณฑิต นี้มิใช่ธรรมของคนพาล นี้เป็นธรรมของสัตบุรุษ นี้มิใช่ธรรมของอสัตบุรุษ” รวมความว่าผู้ฉลาดทั้งหลายเรียกภิกษุนั้นว่า ผู้มีอริยธรรม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๘๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๓. ทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทส คำว่า ภิกษุใด ในคำว่า อนึ่งภิกษุใดไม่มีกิเลสเครื่องฟูในที่ไหนๆ ในโลก ได้แก่ พระอรหันตขีณาสพ คำว่า กิเลสเครื่องฟู อธิบายว่า กิเลสเครื่องฟู ๗ อย่าง คือ ๑. กิเลสเครื่องฟูคือราคะ ๒. กิเลสเครื่องฟูคือโทสะ ๓. กิเลสเครื่องฟูคือโมหะ ๔. กิเลสเครื่องฟูคือมานะ ๕. กิเลสเครื่องฟูคือทิฏฐิ ๖. กิเลสเครื่องฟูคือกิเลส ๗. กิเลสเครื่องฟูคือกรรม ภิกษุใดไม่มีกิเลสเครื่องฟู คือ ไม่มีอยู่ ไม่ปรากฏ หาไม่ได้ คือ กิเลสเครื่องฟูภิกษุนั้นละได้แล้ว ตัดขาดได้แล้ว ทำให้สงบได้แล้ว ระงับได้แล้ว ทำให้เกิดขึ้นไม่ได้อีกเผาด้วยไฟคือญาณแล้ว คำว่า ในที่ไหนๆ ได้แก่ ในที่ไหน คือ ที่ไหนๆ ที่ไรๆ ภายใน ภายนอก หรือ ทั้งภายในและภายนอก คำว่า ในโลก ได้แก่ ในอบายโลก มนุษยโลก เทวโลก ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก รวมความว่า อนึ่งภิกษุใดไม่มีกิเลสเครื่องฟูในที่ไหนๆ ในโลก ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ส่วนภิกษุผู้สงบ ดับกิเลสแล้ว ไม่โอ้อวดในศีลทั้งหลายว่า เราเป็นดังนี้ อนึ่ง ภิกษุใดไม่มีกิเลสเครื่องฟูในที่ไหนๆ ในโลก ผู้ฉลาดทั้งหลายเรียกภิกษุนั้นว่า ผู้มีอริยธรรม
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) เจ้าลัทธิใด มีธรรมที่กำหนดไว้ อันปัจจัยปรุงแต่ง เชิดชูไว้ (แต่)ไม่ขาวสะอาด เจ้าลัทธินั้นเห็นอานิสงส์ใดในตน อาศัยอานิสงส์นั้น และสันติที่กำเริบซึ่งอาศัยกันเกิดขึ้น คำว่า เจ้าลัทธิใด มีธรรมที่กำหนดไว้ อันปัจจัยปรุงแต่ง อธิบายว่า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๘๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๓. ทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทส คำว่า กำหนด ได้แก่ การกำหนด ๒ อย่าง คือ (๑) การกำหนดด้วยอำนาจ ตัณหา (๒) การกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิ ... นี้ชื่อว่าการกำหนดด้วยอำนาจตัณหา ... นี้ชื่อว่าการกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิ คำว่า อันปัจจัยปรุงแต่ง ได้แก่ อันปัจจัยปรุงแต่ง คือ ปรุงแต่งขึ้น ปรุงแต่งเฉพาะ ตั้งไว้ดีแล้ว รวมความว่า อันปัจจัยปรุงแต่ง อีกนัยหนึ่ง ธรรมทั้งหลาย ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดามีความดับไปเป็นธรรมดา รวมความว่า อันปัจจัยปรุงแต่ง คำว่า เจ้าลัทธิใด ได้แก่ เจ้าลัทธิผู้เป็นเจ้าของทิฏฐิ ทิฏฐิ ๖๒ ตรัสเรียกว่าธรรม รวมความว่า เจ้าลัทธิใด มีธรรมที่กำหนดไว้ อันปัจจัยปรุงแต่ง ว่าด้วยการเชิดชู ๒ อย่าง คำว่า เชิดชูไว้ ในคำว่า มี ... เชิดชูไว้ (แต่) ไม่ขาวสะอาด ได้แก่ การเชิดชู๒ อย่าง คือ (๑) การเชิดชูด้วยอำนาจตัณหา (๒) การเชิดชูด้วยอำนาจทิฏฐิ ... นี้ชื่อว่าการเชิดชูด้วยอำนาจตัณหา ... นี้ชื่อว่าการเชิดชูด้วยอำนาจทิฏฐิ เจ้าลัทธินั้นยังไม่ละการเชิดชูด้วยอำนาจตัณหา ยังไม่สลัดทิ้งการเชิดชูด้วยอำนาจทิฏฐิ เพราะเป็นผู้ยังไม่สลัดทิ้งการเชิดชูด้วยอำนาจตัณหา ยังไม่สลัดทิ้งการเชิดชูด้วยอำนาจทิฏฐิ เจ้าลัทธินั้นเที่ยวเชิดชูตัณหาหรือทิฏฐิไว้ คือ มีตัณหาเป็นธงชัย มีตัณหาเป็นยอดธง มีตัณหาเป็นใหญ่ มีทิฏฐิเป็นธงชัย มีทิฏฐิเป็นยอดธงมีทิฏฐิเป็นใหญ่ คือ ถูกตัณหาหรือทิฏฐิครอบงำเที่ยวไป รวมความว่า เชิดชูไว้ คำว่า มี ได้แก่ มี คือ ปรากฏ หาได้ คำว่า ไม่ขาวสะอาด ได้แก่ ไม่ขาวสะอาด คือ ไม่ขาว ไม่บริสุทธิ์ เศร้าหมองแปดเปื้อน รวมความว่า มี ... เชิดชูไว้(แต่)ไม่ขาวสะอาด @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบความในข้อ ๑๒/๕๘-๕๙
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๘๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๓. ทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทส คำว่า (อานิสงส์) ใดในตน ในคำว่า เห็นอานิสงส์ใดในตน ได้แก่ อานิสงส์ใดในตน ทิฏฐิ ตรัสเรียกว่า ตน เจ้าลัทธินั้นเห็นอานิสงส์ ๒ อย่างแห่งทิฏฐิของตนคือ (๑) อานิสงส์ที่มีในชาตินี้ (๒) อานิสงส์ที่มีในชาติหน้า อานิสงส์แห่งทิฏฐิที่มีในชาตินี้ เป็นอย่างไร คือ ศาสดามีทิฏฐิอย่างใด สาวกก็มีทิฏฐิอย่างนั้น คือ สาวก ย่อมสักการะเคารพ นับถือ บูชา ทำความยำเกรงศาสดาผู้มีทิฏฐิอย่างนั้น และได้จีวร บิณฑบาตเสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขารซึ่งมีศาสดานั้นเป็นต้นเหตุ นี้ชื่อว่าอานิสงส์แห่งทิฏฐิที่มีในชาตินี้ อานิสงส์แห่งทิฏฐิที่มีในชาติหน้า เป็นอย่างไร คือ บุคคลย่อมหวังผลต่อไปว่า ทิฏฐินี้ ควรเพื่อความเป็นนาค เป็นครุฑ เป็นยักษ์ เป็นอสูร เป็นคนธรรพ์ เป็นท้าวมหาราช เป็นพระอินทร์ เป็นพระพรหมหรือเป็นเทวดา ทิฏฐินี้ ควรเพื่อความหมดจด ความสะอาด ความบริสุทธิ์ ความหลุดไป ความพ้นไป ความหลุดพ้นไป สัตว์ทั้งหลายย่อมหมดจด สะอาด บริสุทธิ์หลุดไป พ้นไป หลุดพ้นไปด้วยทิฏฐินี้ เราจักหมดจด สะอาด บริสุทธิ์ หลุดไปพ้นไป หลุดพ้นไปด้วยทิฏฐินี้ นี้ชื่อว่าอานิสงส์แห่งทิฏฐิที่มีในชาติหน้า เจ้าลัทธินั้นเห็น คือ แลเห็น ตรวจดู เพ่งพินิจ พิจารณาดูอานิสงส์ ๒ อย่างนี้แห่งทิฏฐิของตน รวมความว่า เห็นอานิสงส์ใดในตน ว่าด้วยสันติ ๓ อย่าง คำว่า อาศัยอานิสงส์นั้น และสันติที่กำเริบซึ่งอาศัยกันเกิดขึ้น อธิบายว่า สันติ ๓ อย่าง คือ (๑) อัจจันตสันติ(ความสงบโดยส่วนเดียว) (๒) ตทังคสันติ(ความสงบด้วยองค์นั้นๆ) (๓) สมมติสันติ(ความสงบโดยสมมติ) อัจจันตสันติ เป็นอย่างไร คือ อมตนิพพาน เรียกว่า อัจจันตสันติ คือ ธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวงเป็นที่สลัดทิ้งอุปธิทั้งหมด เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่คลายกำหนัด เป็นที่ดับกิเลส เป็นที่เย็นสนิท นี้ชื่อว่าอัจจันตสันติ ตทังคสันติ เป็นอย่างไร
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๘๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๓. ทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทส คือ ผู้บรรลุปฐมฌานก็มีนิวรณ์สงบไป ผู้บรรลุทุติยฌานก็มีวิตกวิจารสงบไปผู้บรรลุตติยฌานก็มีปีติสงบไป ผู้บรรลุจตุตถฌานก็มีสุขและทุกข์สงบไป ผู้บรรลุอากาสานัญจายตนสมาบัติก็มีรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา สงบไป ผู้บรรลุวิญญาณัญจายตนสมาบัติ ก็มีอากาสานัญจายตนสัญญาสงบไป ผู้บรรลุอากิญจัญญายตนสมาบัติ ก็มีวิญญาณัญจายตนสัญญาสงบไป ผู้บรรลุเนวสัญญานา-สัญญายตนสมาบัติ ก็มีอากิญจัญญายตนสัญญาสงบไป นี้ชื่อว่าตทังคสันติ สมมติสันติ เป็นอย่างไร คือ ความสงบแห่งทิฏฐิ ๖๒ เรียกว่า สมมติสันติ อนึ่ง สมมติสันติพระผู้มี-พระภาคทรงประสงค์ว่า สันติ ในคาถานี้ คำว่า อาศัยอานิสงส์นั้น และสันติที่กำเริบซึ่งอาศัยกันเกิดขึ้น อธิบายว่า อาศัย คือ อิงอาศัย ติด ติดแน่น ติดใจ น้อมใจเชื่อสันติที่กำเริบ คือ สันติที่กำเริบทั่ว สะเทือน สั่นไหว หวั่นไหว กระทบกระทั่ง กำหนดแล้ว กำหนดทั่วแล้วไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา รวมความว่าอาศัยอานิสงส์นั้น และสันติที่กำเริบซึ่งอาศัยกันเกิดขึ้น ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า เจ้าลัทธิใด มีธรรมที่กำหนดไว้ อันปัจจัยปรุงแต่ง เชิดชูไว้ (แต่)ไม่ขาวสะอาด เจ้าลัทธินั้นเห็นอานิสงส์ใดในตน อาศัยอานิสงส์นั้น และสันติที่กำเริบซึ่งอาศัยกันเกิดขึ้น
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) ความถือมั่นด้วยอำนาจทิฏฐิ มิใช่ก้าวล่วงได้ง่ายๆ การปลงใจในธรรมทั้งหลายแล้วถือมั่น ก็มิใช่ก้าวล่วงได้ง่าย เพราะฉะนั้น ในความถือมั่นเหล่านั้น นรชนย่อมสลัดทิ้งธรรมบ้าง ยึดถือธรรมไว้บ้าง @เชิงอรรถ : @ รูปสัญญา ดูเชิงอรรถข้อ ๗/๓๒ @ ปฏิฆสัญญา ดูเชิงอรรถข้อ ๗/๓๒ @ นานัตตสัญญา ดูเชิงอรรถข้อ ๗/๓๒
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๘๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๓. ทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทส ว่าด้วยความถือมั่น คำว่า ความถือมั่นด้วยอำนาจทิฏฐิ ในคำว่า ความถือมั่นด้วยอำนาจทิฏฐิ มิใช่ก้าวล่วงได้ง่ายๆ อธิบายว่า ความยึดมั่นถือมั่นว่า “โลกเที่ยง นี้เท่านั้นจริงอย่างอื่นเป็นโมฆะ” ชื่อว่าความถือมั่นด้วยอำนาจทิฏฐิ ความยึดมั่นถือมั่นว่า“โลกไม่เที่ยง ... โลกมีที่สุด ... โลกไม่มีที่สุด ... ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกัน ... ชีวะกับสรีระ เป็นคนละอย่างกัน ... หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีก ... หลังจากตายแล้วตถาคตไม่เกิดอีก ... หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีก และไม่เกิดอีก ... หลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่ นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเป็นโมฆะ” ชื่อว่าความถือมั่นด้วยอำนาจทิฏฐิ คำว่า ความถือมั่นด้วยอำนาจทิฏฐิ มิใช่ก้าวล่วงได้ง่ายๆ อธิบายว่า ความถือมั่นด้วยอำนาจทิฏฐิ ไม่ใช่ก้าวล่วงได้โดยง่าย คือ ก้าวล่วงได้โดยยากข้ามได้ยาก ข้ามพ้นได้ยาก ก้าวล่วงพ้นได้ยาก กลับตัวหลีกได้ยาก รวมความว่าความถือมั่นด้วยอำนาจทิฏฐิ มิใช่ก้าวล่วงได้ง่ายๆ คำว่า ในธรรมทั้งหลาย ในคำว่า การปลงใจในธรรมทั้งหลายแล้วถือมั่น ได้แก่ ในทิฏฐิ ๖๒ คำว่า ปลงใจแล้ว ได้แก่ ตกลงใจแล้ว วินิจฉัยแล้ว ตัดสินแล้ว ชี้ขาดแล้วเทียบเคียงแล้ว พิจารณาแล้ว ทำให้กระจ่างแล้ว ทำให้แจ่มแจ้งแล้ว คำว่า ถือมั่น ได้แก่ จับมั่น ยึดมั่น ถือมั่น รวบถือ รวมถือ รวบรวมถือ ในความยึดมั่นทั้งหลาย คือความถือ ความยึดมั่น ความถือมั่น ความติดใจ ความน้อมใจเชื่อว่า ข้อนี้จริง แท้ แน่ แท้จริง ตามเป็นจริง ไม่วิปริต รวมความว่าการปลงใจในธรรมทั้งหลายแล้วถือมั่น คำว่า เพราะฉะนั้น ในคำว่า เพราะฉะนั้น ในความถือมั่นเหล่านั้น นรชน ได้แก่ เพราะฉะนั้น คือ เพราะการณ์นั้น เพราะเหตุนั้น เพราะปัจจัยนั้นเพราะต้นเหตุนั้น @เชิงอรรถ : @ ดูเชิงอรรถข้อ ๑๖/๗๗
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๙๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๓. ทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทส คำว่า นรชน ได้แก่ สัตว์ นรชน มานพ บุรุษ บุคคล ผู้มีชีวิต ผู้เกิด สัตว์เกิด ผู้เป็นไปตามกรรม มนุษย์ คำว่า ในความถือมั่นเหล่านั้น ได้แก่ ในความถือมั่นด้วยอำนาจทิฏฐิเหล่านั้นรวมความว่า เพราะฉะนั้น ในความถือมั่นเหล่านั้น นรชน ว่าด้วยการสลัดทิ้ง ๒ อย่าง คำว่า ย่อมสลัดทิ้ง ในคำว่า ย่อมสลัดทิ้งธรรมบ้าง ยึดถือธรรมไว้บ้าง ได้แก่ ย่อมสลัดทิ้ง เพราะเหตุ ๒ อย่าง คือ (๑) สลัดทิ้งด้วยการตัดสินของผู้อื่น(๒) เมื่อไม่สำเร็จประโยชน์เองก็สลัดทิ้งเสีย นรชนสลัดทิ้งด้วยการตัดสินของผู้อื่น เป็นอย่างไร คือ ผู้อื่นตัดสินว่า ศาสดานั้น ไม่ใช่สัพพัญญู ธรรมมิใช่ธรรมที่ศาสดากล่าวสอนไว้ดีแล้ว หมู่คณะมิใช่ผู้ปฏิบัติดีแล้ว ทิฏฐิมิใช่สิ่งที่เจริญ ปฏิปทามิใช่ศาสดาบัญญัติไว้ดีแล้ว มรรคมิใช่ทางนำออกไปจากทุกข์ ความหมดจด ความสะอาดความบริสุทธิ์ ความหลุดไป ความพ้นไป ความหลุดพ้นไป ในทิฏฐินี้ไม่มี ในทิฏฐินี้สัตว์ทั้งหลายย่อมหมดจด สะอาด บริสุทธิ์ หลุดไป พ้นไป หรือหลุดพ้นไป ไม่มีทิฏฐินี้ เลว ทราม ต่ำทราม น่ารังเกียจ หยาบช้า เล็กน้อย ผู้อื่นย่อมตัดสินอย่างนี้นรชนที่ถูกตัดสินอย่างนี้ ก็สลัดทิ้งศาสดา สลัดทิ้งธรรมที่ศาสดากล่าวสอน สลัดทิ้งหมู่คณะ สลัดทิ้งทิฏฐิ สลัดทิ้งปฏิปทา สลัดทิ้งมรรค นรชนชื่อว่าสลัดทิ้งด้วยการตัดสินของผู้อื่นเป็นอย่างนี้ นรชนเมื่อไม่สำเร็จประโยชน์เองก็สลัดทิ้ง เป็นอย่างไร คือ นรชนเมื่อไม่ทำศีลให้สำเร็จประโยชน์ก็สลัดทิ้งศีล เมื่อไม่ทำวัตรให้สำเร็จประโยชน์ก็สลัดทิ้งวัตร เมื่อไม่ทำศีลวัตรให้สำเร็จประโยชน์ก็สลัดทิ้งศีลวัตร นรชนชื่อว่า เมื่อไม่สำเร็จประโยชน์เองก็สลัดทิ้ง เป็นอย่างนี้ คำว่า ยึดถือธรรมไว้บ้าง อธิบายว่า นรชนถือ ยึดมั่น ถือมั่น ศาสดา ธรรมที่ศาสดากล่าวสอน หมู่คณะ ทิฏฐิ ปฏิปทา และมรรคไว้บ้าง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๙๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๓. ทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทส รวมความว่า นรชนย่อมสลัดทิ้งธรรมบ้าง ยึดถือธรรมไว้บ้าง ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ความถือมั่นด้วยอำนาจทิฏฐิ มิใช่ก้าวล่วงได้ง่ายๆ การปลงใจในธรรมทั้งหลายแล้วถือมั่น ก็มิใช่ก้าวล่วงได้ง่าย เพราะฉะนั้น ในความถือมั่นเหล่านั้น นรชนย่อมสลัดทิ้งธรรมบ้าง ยึดถือธรรมไว้บ้าง
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) ทิฏฐิที่กำหนด(เพื่อเกิด)ในภพน้อยภพใหญ่ ของผู้มีปัญญาเครื่องกำจัด ไม่มีในที่ไหนๆ ในโลก เพราะผู้มีปัญญาเครื่องกำจัดนั้น ละความหลอกลวง และความถือตัวได้แล้ว ไม่มีความถือมั่น จะพึงไปด้วยเหตุอะไรเล่า ว่าด้วยปัญญาเครื่องกำจัด คำว่า ผู้มีปัญญาเครื่องกำจัด ในคำว่า ทิฏฐิที่กำหนด(เพื่อเกิด)ในภพน้อย ภพใหญ่ ของผู้มีปัญญาเครื่องกำจัด ไม่มีในที่ไหนๆ ในโลก อธิบายว่า ปัญญา ตรัสเรียกว่า เครื่องกำจัด คือ ความรู้ทั่ว กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกเฟ้นความสอดส่องธรรม ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้อย่างแจ่มแจ้ง ความค้นคิดความใคร่ครวญ ปัญญาดุจแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องนำทางปัญญาเครื่องเห็นแจ้ง ความรู้ดี ปัญญาดุจปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาดุจศัสตรา ปัญญาดุจปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญาดุจดวงประทีป ปัญญาดุจดวงแก้ว ความไม่หลงงมงาย ความเลือกเฟ้นธรรมสัมมาทิฏฐิ เพราะเหตุไร ปัญญาจึงตรัสเรียกว่า เครื่องกำจัด เพราะปัญญานั้นเป็นเครื่องกำจัด ชำระ ล้าง และซักฟอกกายทุจริต ... วจีทุจริต ... มโนทุจริต ... เพราะปัญญานั้นเป็นเครื่องกำจัด ชำระ ล้างและซักฟอกราคะ ... โทสะ ... โมหะ ... โกธะ ...
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๙๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๓. ทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทส อุปนาหะ ... มักขะ ... ปฬาสะ ... อิสสา ... มัจฉริยะ ... มายา ... สาเถยยะ ... ถัมภะ... สารัมภะ ... มานะ ... อติมานะ ... มทะ ... ปมาทะ ... กิเลสทุกชนิด ... ทุจริตทุกทาง... ความกระวนกระวายทุกอย่าง ... ความเร่าร้อนทุกสถาน ... ความเดือดร้อนทุกประการ ... อกุสลาภิสังขารทุกประเภท เพราะเหตุนั้น ปัญญาจึงตรัสเรียกว่าเครื่องกำจัด อีกนัยหนึ่ง สัมมาทิฏฐิเป็นเครื่องกำจัด ชำระ ล้าง และซักฟอกมิจฉาทิฏฐิได้ สัมมาสังกัปปะเป็นเครื่องกำจัด ชำระ ล้าง และซักฟอกมิจฉาสังกัปปะได้ สัมมาวาจาเป็นเครื่องกำจัด... มิจฉาวาจาได้ สัมมากัมมันตะเป็นเครื่องกำจัด... มิจฉากัมมันตะได้ สัมมาอาชีวะ เป็นเครื่องกำจัด... มิจฉาอาชีวะได้ สัมมาวายามะ เป็นเครื่องกำจัด... มิจฉาวายามะได้ สัมมาสติเป็นเครื่องกำจัด... มิจฉาสติได้ สัมมาสมาธิ เป็นเครื่องกำจัด... มิจฉาสมาธิได้ สัมมาญาณเป็นเครื่องกำจัด... มิจฉาญาณได้ สัมมาวิมุตติเป็นเครื่องกำจัด ชำระ ล้าง และซักฟอกมิจฉาวิมุตติได้ อีกนัยหนึ่ง อริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นเครื่องกำจัด ชำระ ล้าง และซักฟอกกิเลสทุกชนิด ... ทุจริตทุกทาง ... ความกระวนกระวายทุกอย่าง ... ความเร่าร้อนทุกสถาน... ความเดือดร้อนทุกประการ อริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นเครื่องกำจัด ชำระ ล้าง และซักฟอกอกุสลาภิสังขารทุกประเภท พระอรหันต์ ประกอบ ประกอบพร้อม ดำเนินไป ดำเนินไปพร้อม เป็นไป เป็นไปพร้อม เพียบพร้อมด้วยธรรมเป็นเครื่องชำระล้างเหล่านี้ เพราะฉะนั้น พระอรหันต์จึงชื่อว่า ผู้มีปัญญาเครื่องกำจัด พระอรหันต์นั้น เป็นผู้กำจัดความกำหนัดได้แล้ว กำจัดบาปได้แล้ว กำจัดกิเลสได้แล้ว กำจัดความเร่าร้อนได้แล้ว รวมความว่า ผู้มีปัญญาเครื่องกำจัด คำว่า ในที่ไหนๆ ได้แก่ ในที่ไหน คือ ที่ไหนๆ ที่ไรๆ ภายใน ภายนอก หรือทั้งภายในและภายนอก คำว่า ในโลก ได้แก่ ในอบายโลก ... อายตนโลก @เชิงอรรถ : @ ดูรายละเอียดข้อ ๓/๑๒
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๙๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๓. ทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทส คำว่า ที่กำหนด ได้แก่ การกำหนด ๒ อย่าง คือ (๑) การกำหนดด้วย อำนาจตัณหา (๒) การกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิ ... นี้ชื่อว่าการกำหนดด้วยอำนาจตัณหา... นี้ชื่อว่าการกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิ คำว่า ในภพน้อยภพใหญ่ อธิบายว่า ในภพน้อยภพใหญ่ คือในกรรมวัฏและ วิปากวัฏ ในกรรมวัฏเป็นเครื่องเกิดในกามภพ ในวิปากวัฏเป็นเครื่องเกิดในกามภพในกรรมวัฏเป็นเครื่องเกิดในรูปภพ ในวิปากวัฏเป็นเครื่องเกิดในรูปภพ ในกรรมวัฏเป็นเครื่องเกิดในอรูปภพ ในวิปากวัฏเป็นเครื่องเกิดในอรูปภพ ในภพต่อไป ในคติต่อไป ในการถือกำเนิดต่อไป ในปฏิสนธิต่อไป ในการบังเกิดของอัตภาพต่อไป คำว่า ทิฏฐิที่กำหนด(เพื่อเกิด)ในภพน้อยภพใหญ่ ของผู้มีปัญญาเครื่อง กำจัด ไม่มีในที่ไหนๆ ในโลก อธิบายว่า ทิฏฐิที่กำหนด คือ กำหนดทั่ว ปรุงแต่งเฉพาะ ตั้งมั่นไว้ดีแล้ว(เพื่อเกิด)ในภพน้อยภพใหญ่ของผู้มีปัญญาเครื่องกำจัด ไม่มีคือ ไม่มีอยู่ ไม่ปรากฏ หาไม่ได้ในที่ไหนๆ ในโลก ได้แก่ ทิฏฐิที่กำหนดนั้นผู้มีปัญญาเครื่องกำจัดละได้แล้ว ตัดขาดได้แล้ว ทำให้สงบได้แล้ว ระงับได้แล้ว ทำให้เกิดขึ้นไม่ได้อีก เผาด้วยไฟคือญาณแล้ว รวมความว่า ทิฏฐิที่กำหนด(เพื่อเกิด)ในภพน้อยภพใหญ่ ของผู้มีปัญญาเครื่องกำจัด ไม่มีในที่ไหนๆ ในโลก ว่าด้วยความหลอกลวงและความถือตัว คำว่า ผู้มีปัญญาเครื่องกำจัด ละความหลอกลวงและความถือตัวได้แล้ว อธิบายว่า ความประพฤติหลอกลวง ตรัสเรียกว่า ความหลอกลวง คนบางคนในโลกนี้ ประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา ใจ แล้วตั้งความปรารถนาชั่วทราม เพราะการปกปิดทุจริตนั้นเป็นเหตุ คือปรารถนาว่า “ใครอย่ารู้ทันเราเลย” ดำริว่า “ใครอย่ารู้ทันเราเลย” กล่าววาจาด้วยคิดว่า “ใครอย่ารู้ทันเราเลย” พยายามทางกายด้วยคิดว่า “ใครอย่ารู้ทันเราเลย” @เชิงอรรถ : @ เทียบกับความในข้อ ๑๒/๕๘-๕๙
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๙๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๓. ทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทส ความหลอกลวง ความเป็นผู้มีความหลอกลวง ความเสแสร้ง ความล่อลวงการปิดบัง การหลบเลี่ยง การหลีกเลี่ยง การซ่อน การซ่อนเร้น การปิด การปกปิดการไม่เปิดเผย การไม่ทำให้แจ่มแจ้ง การปิดสนิท การทำความชั่วเห็นปานนี้ นี้ตรัสเรียกว่า ความหลอกลวง คำว่า ความถือตัว อธิบายว่า ความถือตัวนัยเดียว คือ ความที่จิตใฝ่สูง ความถือตัว ๒ นัย คือ ๑. การยกตน ๒. การข่มผู้อื่น ความถือตัว ๓ นัย คือ ๑. ความถือตัวว่าเราเลิศกว่าเขา ๒. ความถือตัวว่าเราเสมอเขา ๓. ความถือตัวว่าเราด้อยกว่าเขา ความถือตัว ๔ นัย คือ ๑. เกิดความถือตัวเพราะลาภ ๒. เกิดความถือตัวเพราะยศ ๓. เกิดความถือตัวเพราะความสรรเสริญ ๔. เกิดความถือตัวเพราะความสุข ความถือตัว ๕ นัย คือ ๑. เกิดความถือตัวว่าเราได้รูปที่ถูกใจ ๒. เกิดความถือตัวว่าเราได้เสียงที่ถูกใจ ๓. เกิดความถือตัวว่าเราได้กลิ่นที่ถูกใจ ๔. เกิดความถือตัวว่าเราได้รสที่ถูกใจ ๕. เกิดความถือตัวว่าเราได้โผฏฐัพพะที่ถูกใจ ความถือตัว ๖ นัย คือ ๑. เกิดความถือตัวเพราะมีตาสมบูรณ์ ๒. เกิดความถือตัวเพราะมีหูสมบูรณ์ ๓. เกิดความถือตัวเพราะมีจมูกสมบูรณ์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๙๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๓. ทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทส ๔. เกิดความถือตัวเพราะมีลิ้นสมบูรณ์ ๕. เกิดความถือตัวเพราะมีกายสมบูรณ์ ๖. เกิดความถือตัวเพราะมีใจสมบูรณ์ ความถือตัว ๗ นัย คือ ๑. ความถือตัว ๒. ความดูหมิ่น ๓. ความดูหมิ่นด้วยอำนาจความถือตัว ๔. ความถือตัวว่าด้อยกว่าเขา ๕. ความถือตัวว่าเลิศกว่าเขา ๖. ความถือเราถือเขา ๗. ความถือตัวผิดๆ ความถือตัว ๘ นัย คือ ๑. เกิดความถือตัวเพราะได้ลาภ ๒. เกิดความถือตัวว่าตกต่ำเพราะเสื่อมลาภ ๓. เกิดความถือตัวเพราะมียศ ๔. เกิดความถือตัวว่าตกต่ำเพราะเสื่อมยศ ๕. เกิดความถือตัวเพราะความสรรเสริญ ๖. เกิดความถือตัวว่าตกต่ำเพราะถูกนินทา ๗. เกิดความถือตัวเพราะความสุข ๘. เกิดความถือตัวว่าตกต่ำเพราะความทุกข์ ความถือตัว ๙ นัย คือ ๑. เป็นผู้เลิศกว่าเขาถือตัวว่าเลิศกว่าเขา ๒. เป็นผู้เลิศกว่าเขาถือตัวว่าเสมอเขา ๓. เป็นผู้เลิศกว่าเขาถือตัวว่าด้อยกว่าเขา ๔. เป็นผู้เสมอเขาถือตัวว่าเลิศกว่าเขา ๕. เป็นผู้เสมอเขาถือตัวว่าเสมอเขา ๖. เป็นผู้เสมอเขาถือตัวว่าด้อยกว่าเขา ๗. เป็นผู้ด้อยกว่าเขาถือตัวว่าเลิศกว่าเขา
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๙๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๓. ทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทส ๘. เป็นผู้ด้อยกว่าเขาถือตัวว่าเสมอเขา ๙. เป็นผู้ด้อยกว่าเขาถือตัวว่าด้อยกว่าเขา ความถือตัว ๑๐ นัย คือ คนบางคนในโลกนี้ ๑. เกิดความถือตัวเพราะชาติ ๒. เกิดความถือตัวเพราะโคตร ๓. เกิดความถือตัวเพราะเป็นบุตรของผู้มีตระกูล ๔. เกิดความถือตัวเพราะเป็นผู้มีรูปงาม ๕. เกิดความถือตัวเพราะมีทรัพย์ ๖. เกิดความถือตัวเพราะการศึกษา ๗. เกิดความถือตัวเพราะหน้าที่การงาน ๘. เกิดความถือตัวเพราะมีหลักแห่งศิลปวิทยา ๙. เกิดความถือตัวเพราะวิทยฐานะ ๑๐. เกิดความถือตัวเพราะความคงแก่เรียน เกิดความถือตัวเพราะปฏิภาณหรือเกิดความถือตัว เพราะสิ่งอื่นนอกจากที่กล่าวแล้ว ความถือตัว กิริยาที่ถือตัว ภาวะที่ถือตัว ความลำพองตน ความทะนงตน ความเชิดชูตนเป็นดุจธง ความเห่อเหิม ความที่จิตต้องการเชิดชูตนเป็นดุจธงเห็นปานนี้ นี้ตรัสเรียกว่า ความถือตัว คำว่า ผู้มีปัญญาเครื่องกำจัด ละความหลอกลวงและความถือตัวได้แล้ว อธิบายว่า ผู้มีปัญญาเครื่องกำจัด ละ คือ ละทิ้ง บรรเทา ทำให้หมดสิ้นไป ให้ถึงความไม่มีอีกซึ่งความหลอกลวงและความถือตัว รวมความว่า ผู้มีปัญญาเครื่องกำจัดละความหลอกลวงและความถือตัวได้แล้ว ว่าด้วยความถือมั่น ๒ อย่าง คำว่า ความถือมั่น ในคำว่า ผู้มีปัญญาเครื่องกำจัดนั้น ... ไม่มีความถือมั่น จะพึงไปด้วยเหตุอะไรเล่า ได้แก่ ความถือมั่น ๒ อย่าง คือ (๑) ความถือมั่นด้วยอำนาจตัณหา (๒) ความถือมั่นด้วยอำนาจทิฏฐิ ... นี้ชื่อว่าความถือมั่นด้วยอำนาจตัณหา ... นี้ชื่อว่าความถือมั่นด้วยอำนาจทิฏฐิ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๙๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๓. ทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทส ผู้มีปัญญาเครื่องกำจัดนั้นละความถือมั่นด้วยอำนาจตัณหาได้แล้ว สลัดทิ้ง ความถือมั่นด้วยอำนาจทิฏฐิได้แล้ว ผู้มีปัญญาเครื่องกำจัดนั้น ชื่อว่าผู้ไม่มีความ ถือมั่น เพราะเป็นผู้ละความถือมั่นด้วยอำนาจตัณหา สลัดทิ้งความถือมั่นด้วย อำนาจทิฏฐิได้แล้ว จะพึงไปด้วยอำนาจราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ อุทธัจจะวิจิกิจฉา อนุสัย อะไรเล่าว่า “เป็นผู้กำหนัด ขัดเคือง หลง ยึดติด ยึดถือ ฟุ้งซ่านลังเล หรือตกอยู่ในพลังกิเลส” ผู้มีปัญญาเครื่องกำจัดนั้นละอภิสังขารได้แล้ว เพราะเป็นผู้ละอภิสังขารได้แล้วจะพึงไปสู่คติด้วยเหตุอะไรเล่าว่า “เป็นผู้เกิดในนรก เกิดในกำเนิดเดรัจฉาน เกิดในเปตวิสัย เป็นมนุษย์ เป็นเทพ เป็นผู้มีรูป เป็นผู้ไม่มีรูป เป็นผู้มีสัญญา เป็นผู้ไม่มีสัญญา หรือเป็นผู้มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่” ผู้มีปัญญาเครื่องกำจัดนั้นจะพึงไปด้วยเหตุ ปัจจัยและการณ์ใด เหตุ ปัจจัยและการณ์นั้นไม่มี รวมความว่า ผู้มีปัญญาเครื่องกำจัดนั้น ... ไม่มีความถือมั่น จะพึงไปด้วยเหตุอะไรเล่า ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ทิฏฐิที่กำหนด(เพื่อเกิด)ในภพน้อยภพใหญ่ ของผู้มีปัญญาเครื่องกำจัด ไม่มีในที่ไหนๆ ในโลก เพราะผู้มีปัญญาเครื่องกำจัดนั้น ละความหลอกลวง และความถือตัวได้แล้ว ไม่มีความถือมั่น จะพึงไปด้วยเหตุอะไรเล่า
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) เพราะว่าผู้มีความถือมั่นย่อมเข้าถึงวาทะในธรรมทั้งหลาย จะพึงกล่าวคำติเตียนผู้ไม่มีความถือมั่นด้วยเหตุอะไรเล่า เพราะความเห็นว่ามีตน ความเห็นว่าไม่มีตน ไม่มีแก่ผู้ไม่มีความถือมั่นนั้น ผู้ไม่มีความถือมั่นนั้น สลัดแล้วซึ่งทิฏฐิทั้งปวงในอัตภาพนี้แหละ คำว่า ผู้มีความถือมั่น ในคำว่า เพราะว่าผู้มีความถือมั่นย่อมเข้าถึงวาทะ ในธรรมทั้งหลาย ได้แก่ ความถือมั่น ๒ อย่าง คือ (๑) ความถือมั่นด้วยอำนาจตัณหา (๒) ความถือมั่นด้วยอำนาจทิฏฐิ ... นี้ชื่อว่าความถือมั่นด้วยอำนาจตัณหา ... นี้ชื่อว่าความถือมั่นด้วยอำนาจทิฏฐิ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๙๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๓. ทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทส ผู้มีความถือมั่นนั้น ยังละความถือมั่นด้วยอำนาจตัณหาไม่ได้ ยังสลัดทิ้งความถือมั่นด้วยอำนาจทิฏฐิไม่ได้ เพราะเป็นผู้ละความถือมั่นด้วยอำนาจตัณหา สลัดทิ้งความถือมั่นด้วยอำนาจทิฏฐิไม่ได้ ผู้มีความถือมั่นจึงเข้าถึงวาทะในธรรมทั้งหลายว่า“เป็นผู้กำหนัด ขัดเคือง หลง ยึดติด ยึดถือ ฟุ้งซ่าน ลังเล หรือตกอยู่ในพลังกิเลส” ผู้มีความถือมั่นยังละอภิสังขารเหล่านั้นไม่ได้ เพราะยังเป็นผู้ละอภิสังขารทั้งหลายไม่ได้ ย่อมเข้าถึง คือ เข้าไปถึง ถือ ยึดมั่น ถือมั่นวาทะด้วยคติว่า “เป็นผู้เกิดในนรก เกิดในกำเนิดเดรัจฉาน เกิดในเปตวิสัย เป็นมนุษย์ เป็นเทพ เป็นผู้มีรูป เป็นผู้ไม่มีรูป เป็นผู้มีสัญญา เป็นผู้ไม่มีสัญญา หรือเป็นผู้มีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่” รวมความว่า เพราะว่าผู้มีความถือมั่นย่อมเข้าถึงวาทะในธรรมทั้งหลาย คำว่า จะพึงกล่าวคำติเตียนผู้ไม่มีความถือมั่นด้วยเหตุอะไรเล่า อธิบายว่า คำว่า ความถือมั่น ได้แก่ ความถือมั่น ๒ อย่าง คือ (๑) ความถือมั่น ด้วยอำนาจตัณหา (๒) ความถือมั่นด้วยอำนาจทิฏฐิ ... นี้ชื่อว่าความถือมั่นด้วยอำนาจตัณหา ... นี้ชื่อว่าความถือมั่นด้วยอำนาจทิฏฐิ ผู้ไม่มีความถือมั่นนั้น ละความถือมั่นด้วยอำนาจตัณหาได้แล้ว สลัดทิ้งความถือมั่นด้วยอำนาจทิฏฐิได้แล้ว เพราะเป็นผู้ละความถือมั่นด้วยอำนาจตัณหา สลัดทิ้งความถือมั่นด้วยอำนาจทิฏฐิได้แล้ว จะพึงกล่าวคำติเตียนผู้ไม่มีความถือมั่น ด้วยอำนาจราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ อุทธัจจะ วิจิกิจฉา อนุสัย อะไรเล่าว่า “เป็นผู้กำหนัด ขัดเคือง หลง ยึดติด ยึดมั่น ฟุ้งซ่าน ลังเล หรือตกอยู่ในพลังกิเลส” ผู้ไม่มีความถือมั่นละอภิสังขารเหล่านั้นได้แล้ว เพราะเป็นผู้ละอภิสังขารทั้งหลายได้แล้ว จะพึงกล่าวถึงคติด้วยเหตุอะไรเล่าว่า “เป็นผู้เกิดในนรก ... เป็นผู้มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่” ผู้มีความถือมั่นนั้นจะพึงกล่าว คือ พูด บอกแสดง ชี้แจงด้วยเหตุ ปัจจัยและการณ์ใด เหตุ ปัจจัย และการณ์นั้นไม่มี รวมความว่าจะพึงกล่าวคำติเตียนผู้ไม่มีความถือมั่นด้วยเหตุอะไรเล่า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๙๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๓. ทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทส ว่าด้วยความเห็นว่ามีตนและไม่มีตน คำว่า ความเห็นว่ามีตน ในคำว่า เพราะความเห็นว่ามีตน ความเห็นว่า ไม่มีตน ไม่มีแก่ผู้ไม่มีความถือมั่นนั้น ได้แก่ ความตามเห็นว่ามีตัวตน ไม่มี คำว่า ความเห็นว่าไม่มีตน ได้แก่ ความเห็นว่าขาดสูญ ไม่มี คำว่า ความเห็นว่ามีตน ได้แก่ สิ่งที่ถือไม่มี คำว่า ความเห็นว่าไม่มีตน อธิบายว่า สิ่งที่ควรปล่อย ไม่มี ผู้ใดมีสิ่งที่ถือไว้ผู้นั้นก็มีสิ่งที่ควรปล่อย ผู้ใดมีสิ่งที่ควรปล่อย ผู้นั้นก็มีสิ่งที่ถือไว้ พระอรหันต์ก้าวพ้นการถือ และการปล่อย ล่วงพ้นความเจริญและความเสื่อมได้แล้ว พระอรหันต์นั้นอยู่ใน(อริยวาสธรรม)แล้ว ประพฤติจรณธรรมแล้ว ผ่านทางไกลได้แล้ว ถึงทิศ(นิพพาน)แล้วไม่มีการเวียนเกิด เวียนตาย และภพใหม่ก็ไม่มีอีก รวมความว่า เพราะความเห็นว่ามีตนความเห็นว่าไม่มีตน ไม่มีแก่ผู้ไม่มีความถือมั่นนั้น คำว่า ผู้ไม่มีความถือมั่นนั้น สลัดแล้วซึ่งทิฏฐิทั้งปวงในอัตภาพนี้แหละ อธิบายว่า ทิฏฐิ ๖๒ ผู้ไม่มีความถือมั่นนั้นละได้แล้ว ตัดขาดได้แล้ว ทำให้สงบได้แล้ว ระงับได้แล้ว ทำให้เกิดขึ้นไม่ได้อีก เผาด้วยไฟคือญาณแล้ว ผู้ไม่มีความถือมั่นนั้นชื่อว่า สลัด คือ กำจัด ขจัด ขจัดออก ละ บรรเทา ทำให้หมดสิ้นไป ให้ถึงความไม่มีอีกซึ่งทิฏฐิทั้งปวงในอัตภาพนี้ รวมความว่า ผู้ไม่มีความถือมั่นนั้น สลัดแล้วซึ่งทิฏฐิทั้งปวงในอัตภาพนี้แหละ ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า เพราะว่าผู้มีความถือมั่นย่อมเข้าถึงวาทะในธรรมทั้งหลาย จะพึงกล่าวคำติเตียนผู้ไม่มีความถือมั่น ด้วยเหตุอะไรเล่า เพราะความเห็นว่ามีตน ความเห็นว่าไม่มีตน ไม่มีแก่ผู้ไม่มีความถือมั่นนั้น ผู้ไม่มีความถือมั่นนั้น สลัดแล้วซึ่งทิฏฐิทั้งปวงในอัตภาพนี้แหละ ทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทสที่ ๓ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๐๐}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาทุฏฐัฎฐกสุตตนิทเทสที่ ๓
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาแรก ในทุฏฐัฏฐกสูตรก่อน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วทนฺติ ความว่า ย่อมติเตียนพระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์.
บทว่า ทุฏฺฐมนาปิ เอเก อญฺเญปิ เว สจฺจมนา ความว่า บทว่า บางพวก ได้แก่ เดียรถีย์บางพวกมีใจอันโทษประทุษร้าย บางพวกแม้มีความสำคัญเช่นนั้นก็มีใจอันโทษประทุษร้าย.
อธิบายว่า ชนเหล่าใดฟังเดียรถีย์เหล่านั้นแล้วเชื่อ ชนเหล่านั้นเข้าใจว่าจริง.
บทว่า วาทญฺจ ชาตํ ความว่า คำด่าอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้น.
บทว่า มุนิ โน อุเปติ ความว่า มุนีคือพระพุทธเจ้า ย่อมไม่เข้าถึงเพราะมิใช่ผู้กระทำ และเพราะความไม่กำเริบ.
บทว่า ตสฺมา มุนี นตฺถิ ขิโล กุหิญฺจิ ความว่า เพราะเหตุนั้น มุนีนี้ พึงทราบว่า ไม่มีกิเลสเครื่องตรึงจิต ด้วยกิเลสเครื่องตรึง จิตมีราคะเป็นต้นในที่ไหนๆ.
บทว่า ทุฏฺฐมนา ความว่า มีใจอันโทษทั้งหลายที่เกิดขึ้นประทุษร้ายแล้ว.
บทว่า วิรุทฺธมนา ความว่า มีใจอันกิเลสเหล่านั้นกั้นไว้ไม่ให้ช่องแก่กุศล.
บทว่า ปฏิวิรุทฺธมนา ท่านขยายด้วยสามารถอุปสรรค.
บทว่า อาหตมนา ความว่า ชื่อว่ามีใจอันโทสะมากระทบ เพราะอรรถว่าเดียรถีย์เหล่านั้นมีใจอันปฏิฆะมากระทบแล้ว.
บทว่า ปจฺจาหตมนา ท่านขยายด้วยสามารถแห่งอุปสรรคเหมือนกัน.
บทว่า อาฆาติตมนา ความว่า ชื่อว่ามีใจอาฆาต เพราะอรรถว่า เดียรถีย์เหล่านั้นมีใจอาฆาตด้วยสามารถวิหิงสา.
บทว่า ปจฺจาฆาติตมมา ท่านขยายด้วยสามารถอุปสรรคเหมือนกัน
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่ามีใจชั่วด้วยสามารถความโกรธ ชื่อว่ามีใจอันโทษประทุษร้าย ด้วยสามารถความผูกโกรธไว้. ชื่อว่ามีใจผิด ด้วยสามารถลบหลู่คุณท่าน. ชื่อว่ามีใจผิดเฉพาะ ด้วยสามารถตีเสมอ. ชื่อว่ามีใจอันโทสะมากระทบเฉพาะ ด้วยสามารถโทสะ. ชื่อว่ามีใจอาฆาต อาฆาตเฉพาะ ด้วยสามารถพยาบาท. ชื่อว่ามีใจชั่ว มีใจอันโทษประทุษร้ายแล้ว เพราะไม่ได้ปัจจัยทั้งหลาย. ชื่อว่ามีใจผิด มีใจผิดเฉพาะ เพราะเสื่อมยศ. ชื่อว่ามีใจอันโทสะมากระทบ มากระทบเฉพาะ เพราะติเตียน. ชื่อว่ามีใจอาฆาต อาฆาตเฉพาะ เพราะเป็นผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยทุกขเวทนา. อาจารย์บางพวกพรรณนาโดยนัยมีอาทิอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า อุปวทนฺติ ความว่า ยังครหาให้เกิดขึ้น.
บทว่า อภูเตน ความว่า ไม่มีอยู่.
บทว่า สทฺทหนฺตา ความว่า ยังศรัทธาให้เกิดขึ้นด้วยสามารถความเลื่อมใส.
บทว่า โอกปฺเปนฺตา ความว่า หยั่งลงกำหนดด้วยสามารถแห่งคุณ.
บทว่า อธิมุจฺจนฺตา ความว่า อดกลั้นถ้อยคำของเดียรถีย์เหล่านั้น ลงความเห็นด้วยสามารถความเลื่อมใส.
บทว่า สจฺจมนา ความว่า เข้าใจว่าจริง.
บทว่า สจฺจสญฺญิโน ความว่า มีความสำคัญว่าจริง
บทว่า ตถมนา ความว่า เข้าใจว่าไม่วิปริต.
บทว่า ภูตมนา ความว่า เข้าใจว่ามีความเป็นจริง.
บทว่า ยาถาวมนา ความว่า เข้าใจว่าไม่หวั่นไหว.
บทว่า อวิปรีตมนา ความว่า เข้าใจว่าตั้งใจแน่วแน่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สจฺจตมนา สจฺจสญฺญิโน พึงทราบว่า ท่านกล่าวคุณของผู้ที่พูดจริง.
บทว่า ตถมนา ตถสญฺญิโน ท่านกล่าวคุณที่เชื่อมต่อความจริง.
บทว่า ภูตมนา ภูตสญฺญิโน ท่านกล่าวคุณที่เป็นความตั้งมั่น.
บทว่า ยาถาวมนา ยาถาวสญฺญิโน ท่านกล่าวคุณที่ควรเชื่อถือได้.
บทว่า อวิปรีตมนา อวิปรีตสญฺญิโน ท่านกล่าวคุณคือพูดไม่ผิด.
บทว่า ปรโต โฆโส ความว่า มีศรัทธาเกิดขึ้นแต่สำนักผู้อื่น.
บทว่า อกฺโกโส ความว่า คำด่า ๑๐ อย่างมีชาติเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง.
บทว่า โย วาทํ อุเปติ ความว่า บุคคลใดเข้าถึงคำติเตียน.
บทว่า การโก วา ความว่า ผู้มีโทสะอันกระทำแล้วก็ดี.
บทว่า การกตาย ความว่า ด้วยความที่มีโทสะอันกระทำแล้ว.
บทว่า วุจฺจมาโน ความว่า ถูกเขากล่าวอยู่.
บทว่า อุปวทิยมาโน ความว่า ถูกเขาติเตียนอยู่ คือว่า ถูกตำหนิโทษ.
บทว่า กุปฺปติ ความว่า ย่อมโกรธ.
บทว่า ขีลชาตตาปี นตฺถิ ความว่า ชื่อว่า ผู้มีกิเลสเครื่องตรึงจิตเกิดแล้ว เพราะอรรถว่ามีกิเลสเครื่องตรึงจิตคือปฏิฆะ กล่าวคือความเป็นหยากเยื่อแห่งจิตโดยความผูกพัน เกิดแล้ว ภาวะแห่งผู้มีกิเลสเครื่องตรึงจิตเกิดแล้วนั้น ชื่อว่าความเป็นผู้มีกิเลสเครื่องตรึงจิตเกิดแล้ว ความเป็นผู้มีกิเลสเครื่องตรึงจิตเกิดแล้วแม้นั้น ย่อมไม่มีคือมีอยู่หามิได้.
บทว่า ปญฺจปิ เจโตขีลา ความว่า ผู้มีความกำหนัดในกาย มีความกำหนัดในรูป บริโภคอาหารเต็มท้องพอแก่ความต้องการ ประกอบความสุขในการนอน ความสุขในการดูแล ประพฤติพรหมจรรย์ ปรารถนาเทพนิกายหมู่ใดหมู่หนึ่งว่า เราจักเป็นเทวดาหรือเทพอื่นๆ ด้วยศีล พรต ตบะหรือพรหมจรรย์นี้ กิเลสเครื่องตรึงใจ กล่าวคือความเป็นหยากเยื่อโดยความผูกพันจิต แม้ ๕ อย่างเห็นปานนี้ ย่อมไม่มี.
ครั้นตรัสพระคาถานี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามพระอานนทเถระว่า อานนท์ ภิกษุทั้งหลายถูกกล่าวบริภาษสบประมาทอยู่อย่างนี้ กล่าวอะไรกันบ้าง. พระอานนทเถระกราบทูลว่า มิได้กล่าวอะไรๆ เลย พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อานนท์ ภิกษุทั้งหลายไม่พึงเป็นผู้นิ่งในที่ทั้งปวงด้วยคิดว่า เราเป็นผู้มีศีล ด้วยว่าคนทั้งหลายในโลกย่อมไม่รู้ว่าบัณฑิตปนกับเหล่าพาลเมื่อไม่กล่าว ดังนี้แล้วได้ตรัสพระคาถานี้ว่า คนพูดไม่จริงย่อมเข้าถึงนรก เพื่อจะแสดงธรรมว่า อานนท์ ภิกษุทั้งหลายจงท้วงตอบอย่างนี้กะมนุษย์เหล่านั้น.
พระเถระเรียนพระพุทธพจน์นั้นแล้วกล่าวกะภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายพึงท้วงตอบพวกมนุษย์ด้วยคาถานี้.
ภิกษุทั้งหลายได้กระทำอย่างนั้น มนุษย์ที่เป็นบัณฑิตได้พากันนิ่งอยู่ ฝ่ายพระราชาทรงส่งพวกราชบุรุษไปในที่ทั้งปวง จับพวกนักเลงที่พวกเดียรถีย์จ้างให้ฆ่านางสุนทรี ทรงข่มขู่ จึงทรงทราบความเป็นไปนั้นได้ตรัสบริภาษเดียรถีย์ทั้งหลาย. ฝ่ายมนุษย์ทั้งหลายเห็นเดียรถีย์แล้ว ก็เอาก้อนดินขว้างเอาฝุ่นสาด พร้อมกับกล่าวว่า พวกนี้ทำความเสื่อมยศให้เกิดขึ้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
พระอานนทเถระเห็นดังนั้นจึงกราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระคาถาแก่พระเถระว่า สกญฺหิ หิฏฺฐึ ฯลฯ วเทยฺย ดังนี้.
คาถานี้มีเนื้อความว่า ชนผู้เป็นเดียรถีย์มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า พวกเราฆ่านางสุนทรีแล้วประกาศโทษของพวกสมณศากยบุตรทั้งหลาย จักยินดีสักการะที่ได้มาด้วยอุบายนี้ ชนผู้เป็นเดียรถีย์นั้นพึงก้าวล่วงทิฏฐินั้นได้อย่างไร โดยที่แท้ความเสื่อมยศนั้นก็ย่อมมาถึงชนผู้เป็นเดียรถีย์นั้นเอง ผู้ไม่อาจล่วงทิฏฐินั้นได้ หรือผู้เป็นสัสสตวาทีแม้นั้น ไปตามความพอใจในทิฏฐินั้น และตั้งมั่นในความชอบใจในทิฏฐินั้น พึงล่วงทิฏฐิของตนได้อย่างไร
อีกอย่างหนึ่ง เมื่อกระทำให้เต็มด้วยตนเอง คือเมื่อกระทำทิฏฐิเหล่านั้นให้บริบูรณ์ด้วยตนนั่นแล พึงกล่าวที่ตนรู้ทีเดียว.
บทว่า อวณฺณํ ปกาสยิตฺวา ความว่า กระทำโทษมิใช่คุณให้ปรากฏ.
บทว่า สกฺการํ ได้แก่ การกระทำความเคารพด้วยปัจจัย ๔.
บทว่า สมฺมานํ ได้แก่ การนับถือมากด้วยใจ.
บทว่า ปจฺจาหริสฺสาม ความว่า จักยังลาภเป็นต้นให้บังเกิด.
บทว่า เอวํทิฏฺฐิกา ได้แก่ มีลัทธิอย่างนี้ เพราะชนผู้เป็นเดียรถีย์เหล่านั้นมีลัทธินี้ อย่างนี้ว่า พวกเราจักยังลาภเป็นต้นนั้นให้บังเกิด.
อนึ่ง ชนผู้เป็นเดียรถีย์เหล่านั้นพอใจและชอบใจว่า เรามีธรรม มีประการดังกล่าวแล้ว.
อีกอย่างหนึ่ง ชนผู้เป็นเดียรถีย์เหล่านั้นมีจิตมีสภาพอย่างนี้ทีเดียวว่า ความคิดของเรามีอยู่ ฉะนั้น พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงว่า ชนผู้เป็นเดียรถีย์เหล่านั้นมีความพอใจพร้อมกับทิฏฐิก็ดี มีความชอบใจพร้อมกับทิฏฐิและความพอใจก็ดี มีลัทธิพร้อมกับทิฏฐิความพอใจและความชอบใจก็ดี มีอัธยาศัยพร้อมกับทิฏฐิความพอใจความชอบใจและลัทธิก็ดี มีความประสงค์พร้อมกับทิฏฐิความพอใจ ความชอบใจ ลัทธิและอัธยาศัยก็ดี ดังนี้ จึงกล่าวว่า เอวํทิฏฺฐิกา ฯลฯ เอวํอธิปฺปายา ดังนี้.
บทว่า สกํ ทิฏฺฐิ ได้แก่ ทัศนะของตน.
บทว่า สกํ ขนฺตึ ได้แก่ ความอดกลั้นของตน.
บทว่า สกํ รุจึ ได้แก่ ความชอบใจของตน.
บทว่า สกํ ลทฺธึ ได้แก่ ลัทธิของตน.
บทว่า สกํ อชฺฌาสยํ ได้แก่ อัธยาศัยของตน.
บทว่า สกํ อธิปฺปายํ ได้แก่ ภาวะของตน.
บทว่า อติกฺกมิตุํ ได้แก่ เพื่อก้าวล่วงพร้อม.
บทว่า อถโข เสฺวว อยโส ความว่า ความเสื่อมยศนั้นนั่นแหละ ย้อนมาถึงโดยส่วนเดียว.
บทว่า เต ปจฺจาคโต ความว่า ย้อนมาเป็นของเดียรถีย์เหล่านั้น
บทว่า เต เป็นทุติยาวิภัตติ ลงในอรรถแห่งฉัฏฐีวิภัตติ.
บทว่า อถวา เป็นบทแสดงระหว่างเนื้อความ.
บทว่า สสฺสโต ได้แก่ เที่ยง คือยั่งยืน.
บทว่า โลโก ได้แก่ อัตภาพ.
บทว่า อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญํ ความว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริงแท้ สิ่งอื่นเปล่า.
บทว่า สมตฺตา ได้แก่ สมบูรณ์.
บทว่า สมาทินฺนา ได้แก่ ถือเอาโดยชอบ.
บทว่า คหิตา ได้แก่ เข้าไปถือเอา.
บทว่า ปรามฏฺฐา ได้แก่ ถูกต้องถือเอาโดยอาการทั้งปวง.
บทว่า อภินิวิฏฺฐา ได้แก่ ได้ที่พึ่งเป็นพิเศษ.
บทว่า อสสฺสโต พึงทราบโดยปริยายตรงกันข้ามกับที่กล่าวแล้ว.
บทว่า อนฺตวา ได้แก่ มีที่สุด.
บทว่า อนนฺตวา ได้แก่ ไม่มีที่สุดคือความเจริญ.
บทว่า ตํ ชีวํ ได้แก่ ชีพก็อันนั้น ท่านทำเป็นลิงควิปลาส.
บทว่า ชีโว ก็ได้แก่ อัตตานั่นเอง.
บทว่า ตถาคโต ได้แก่ สัตว์. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า พระอรหันต์.
บทว่า ปรมฺมรณา ได้แก่ ต่อจากตายไป. ความว่า ปรโลก
บทว่า น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา ความว่า ต่อจากตายไป ย่อมไม่เป็นอีก.
บทว่า โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา ความว่า ต่อจากตายไป ย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มี.
บทว่า เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา ความว่า ย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ด้วยสามารถขาดสูญ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ ด้วยสามารถเที่ยง.
บทว่า สกาย ทิฏฺฐิยา เป็นต้นเป็นตติยาวิภัตติ.
บทว่า อลฺลีโน ได้แก่ เป็นอันเดียวกัน.
บทว่า สยํ สมตฺตํ กโรติ ความว่า เปลื้องความบกพร่องกระทำตนให้เต็มโดยชอบด้วยตน.
บทว่า ปริปุณฺณํ ความว่า เปลื้องโทษที่เกินเลย กระทำให้สมบูรณ์.
บทว่า อโนมํ ความว่า เปลื้องโทษที่เลว กระทำให้ไม่ลามก.
บทว่า อคฺคํ ได้แก่ เป็นต้น.
บทว่า เสฏฺฐํ ได้แก่ เป็นประธาน คือปราศจากโทษ.
บทว่า วิเสฏฺฐํ ได้แก่ เจริญที่สุด.
บทว่า ปาโมกฺขํ ได้แก่ ยิ่ง.
บทว่า อุตฺตมํ ได้แก่ วิเศษ คือไม่มีในเบื้องต่ำ.
บทว่า ปวรํ กโรติ ความว่ากระทำให้สูงสุดเป็นพิเศษ.
อีกอย่างหนึ่ง อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาอย่างนี้ว่า กระทำให้เลิศด้วยเปลื้องโทษที่นอนเนื่องให้ประเสริฐ ด้วยเปลื้องโทษที่เป็นสังกิเลสให้วิเศษ ด้วยเปลื้องโทษที่เป็นอุปกิเลสให้เป็นวิสิษฏิ์ ด้วยเปลื้องโทษที่เต็มให้เป็นประธาน ด้วยเปลื้องโทษปานกลางให้อุดม ด้วยเปลื้องโทษอุดมและปานกลางให้บวร.
บทว่า อยํ สตฺถา สพฺพญฺญู ความว่า พระศาสดาของพวกเรานี้เป็นพระสัพพัญญู ด้วยสามารถทรงรู้ทุกอย่าง.
บทว่า อยํ ธมฺโม สฺวากฺขาโต ความว่า พระธรรมของพวกเรานี้ พระศาสดาตรัสแล้วด้วยดี.
บทว่า อยํ คโณ สุปฏิปนฺโน ความว่า พระสงฆ์ของพวกเรานี้ ปฏิบัติแล้วด้วยดี.
บทว่า อยํ ทิฏฺฐิ ภทฺทิกา ความว่า ลัทธิของพวกเรานี้ดี.
บทว่า อยํ ปฏิปทา สุปญฺญตฺตา ความว่า ปฏิปทาอันเป็นส่วนเบื้องต้นของพวกเรานี้ อันพระศาสดาทรงบัญญัติแล้วด้วยดี.
บทว่า อยํ มคฺโค นิยฺยานิโก ความว่า มรรคเครื่องนำออกเป็นพักๆ ของพวกเรานี้ เป็นเครื่องนำออก บุคคลย่อมกระทำให้เต็มที่ด้วยตนเอง ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า กเถยฺย ได้แก่ พึงพูดว่า โลกเที่ยง พึงแสดงว่า สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า พึงแถลงว่า โลกมีที่สุด คือให้ถือเอาโดยวิธีมีอย่างต่างๆ ว่า ย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มี.
ลำดับนั้น พอล่วง ๗ วันพระราชาก็รับสั่งให้ทิ้งซากศพนั้น เวลาเย็นเสด็จไปวิหาร ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อความเสื่อมยศเกิดขึ้นเช่นนี้ ควรจะแจ้งแม้แก่ข้าพระองค์ มิใช่หรือ.
เมื่อพระราชากราบทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า มหาบพิตร การแจ้งแก่คนอื่นว่า เราเป็นผู้มีศีล สมบูรณ์ด้วยคุณความดี ดังนี้ ไม่สมควรแก่พระอริยะทั้งหลาย ดังนี้แล้วได้ทรงภาษิตคาถาที่เหลือว่า โย อตฺตโน สีลวตานิ ดังนี้ เพื่อเป็นเหตุให้เกิดเรื่องนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สีลวตานิ ได้แก่ ศีลทั้งหลายมีพระปาติโมกข์เป็นต้น และธุดงควัตรทั้งหลายมีอารัญญิกธุดงค์เป็นต้น.
บทว่า อนานุปฏฺโฐ ได้แก่ อันใครๆ ไม่ถาม.
บทว่า ปาวา ได้แก่ ย่อมกล่าว.
บทว่า อนริยธมฺมํ กุสลา ตมาหุ โย อาตุมานํ สยเมวปาวา ความว่า ชนใดย่อมบอกตนว่าเที่ยงนั่นแลอย่างนี้ ผู้ฉลาดทั้งหลายย่อมกล่าววาทะของชนนั้นอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ธรรมของอริยชน.
บทว่า อตฺถิ สีลญฺเจว วตฺตญฺจ ความว่า เป็นศีลด้วยนั่นเทียว เพราะอรรถว่าสังวร เป็นวัตรด้วย เพราะอรรถว่าสมาทาน.
บทว่า อตฺถิ วตฺตํ น สีลํ ความว่า ข้อนั้นเป็นวัตรแต่ไม่เป็นศีล ด้วยอรรถดังกล่าวแล้ว.
บทว่า กตมํ เป็นกเถตุกัมยตาปุจฉา.
บทว่า อิธ ภิกฺขุ สีลวา เป็นต้น มีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
บทว่า สํวรฏฺเฐน ความว่า ด้วยอรรถว่ากระทำความสำรวม คือด้วยอรรถว่าปิดทวารที่ก้าวล่วง.
บทว่า สมาทานฏฺเฐน ความว่า ด้วยอรรถว่าถือเอาโดยชอบซึ่งสิกขาบทนั้นๆ.
บทว่า อารญฺญิกงฺคํ ความว่า ชื่อว่าอารัญญิกะ เพราะอรรถว่ามีที่อยู่อาศัยในป่า องค์แห่งผู้มีที่อยู่อาศัยในป่า ชื่ออารัญญิกังคะ.
บทว่า ปิณฺฑปาติกงฺคํ ความว่า ก็การตกลงแห่งก้อนอามิสกล่าวคือภิกษา ชื่อว่าบิณฑบาต.
ท่านอธิบายว่า การตกลงในบาตรแห่งก้อนภิกษาที่คนเหล่าอื่นถวาย. ชื่อว่าบิณฑปาติกะ เพราะอรรถว่า บิณฑบาตนั้น คือเข้าหาสกุลนั้นๆ แสวงหา.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า บิณฑปาตี เพราะอรรถว่ามีการเที่ยวไปเพื่อก้อนข้าวเป็นวัตร.
บทว่า ปติตุํ แปลว่า การเที่ยวไป บิณฑปาตีนั่นแหละเป็นบิณฑปาติกะ, องค์แห่งบิณฑปาติกะผู้เที่ยวไปเพื่อก้อนข้าวเป็นวัตร ชื่อบิณฑปาติกังคะ. เหตุ ท่านเรียกว่าองค์. เพราะเหตุนั้น ภิกษุนั้นเป็นผู้เที่ยวไปเพื่อก้อนข้าวเป็นวัตรด้วยการสมาทานใด การสมาทานนั้น พึงทราบว่าเป็นชื่อขององค์นั้นโดยนัยนี้แหละ.
ผ้าชื่อว่าบังสุกุล เพราะอรรถว่าเป็นเหมือนเกลือกกลั้วด้วยฝุ่นในที่นั้นๆ ด้วยอรรถว่าฟุ้งไป เพราะตั้งอยู่บนฝุ่นทั้งหลายในที่แห่งใดแห่งหนึ่งมีถนน ป่าช้าและกองหยากเยื่อเป็นต้น.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าบังสุกุล เพราะอรรถว่าถึงภาวะน่าเกลียดเหมือนฝุ่น. ท่านอธิบายว่า ถึงความเป็นของน่ารังเกียจ การทรงไว้ซึ่งผ้าบังสุกุลที่มีคำไขอันได้แล้วอย่างนี้
ชื่อว่าบังสุกุล การทรงไว้ซึ่งผ้าบังสุกุลเป็นปกติของภิกษุนั้น เหตุนั้น ภิกษุนั้นถึงชื่อว่าบังสุกูลิก ผู้ทรงไว้ซึ่งผ้าบังสุกุล. องค์แห่งภิกษุผู้ทรงไว้ซึ่งผ้าบังสุกุลนั้น ชื่อบังสุกูลิกังคะ.
ชื่อว่า เตจีวริก เพราะอรรถว่ามีไตรจีวร กล่าวคือสังฆาฏิ อุตตราสงค์และอันตรวาสกเป็นปกติ. องค์แห่งเตจีวริกผู้มีไตรจีวรเป็นปกติ ชื่อเตจีวริกังคะ.
บทว่า สปทานจาริกงฺคํ ความว่า ความขาด ท่านเรียกว่า ทานะ. ปราศจากความขาด ชื่อว่าอปทานะ. อธิบายว่า ไม่ขาด. กับด้วยการปราศจากความขาด ชื่อว่าสปทานะ. ท่านอธิบายว่า เว้นจากความขาด คือตามลำดับเรือน.
ชื่อว่า สปทานจารี เพราะอรรถว่ามีการเที่ยวไปตามลำดับเรือนเป็นปกติ. สปทานจารีนั่นแหละเป็นสปทานจาริกะ. องค์แห่งสปทานจาริกะผู้เที่ยวไปตามลำดับเรือนเป็นปกติ ชื่อสปทานจาริกังคะ.
บทว่า ขลุ ในบทว่า ขลุปจฺฉาภตฺติกงฺคํ เป็นนิบาตลงในอรรถปฏิเสธ มีผู้ปวารณา ภัตที่ได้มาภายหลัง ชื่อว่าปัจฉาภัต. การบริโภคภัตที่ได้มาภายหลัง ชื่อว่าปัจฉาภัตโภชน์. ชื่อว่าปัจฉาภัตติกะ เพราะอรรถว่ามีปัจฉาภัตเป็นปกติ. เพราะทำสัญญาในปัจฉาภัตโภชน์นั้นว่าปัจฉาภัต มิใช่ปัจฉาภัตติกะ ชื่อว่าขลุปัจฉาภัตติกะ คำนี้เป็นชื่อของการบริโภคมากเกินซึ่งห้ามไว้ด้วยสามารถสมาทาน. องค์แห่งขลุปัจฉาภัตติกะ ผู้ไม่บริโภคภัตที่ได้มาภายหลัง ชื่อขลุปัจฉาภัตติกังคะ.
บทว่า เนสชฺชิกงฺคํ ความว่า ชื่อว่าเนสัชชิกะ เพราะอรรถว่ามีการห้ามการนอน อยู่ด้วยการนั่งเป็นปกติ องค์แห่งเนสัชชิกะ ผู้ห้ามการนอนอยู่ด้วยการนั่ง ชื่อว่าเนสัชชิกกังคะ.
บทว่า ยถาสนฺถติกงฺคํ ความว่า เสนาสนะที่เขาจัดไว้ใดๆ นั่นแล ชื่อว่าเสนาสนะตามที่จัดไว้. คำนี้เป็นชื่อเสนาสนะที่เขาแสดงก่อนอย่างนี้ว่า เสนาสนะนี้ย่อมถึงแก่ท่าน. ชื่อว่ายถาสันถติกะ เพราะอรรถว่ามีการอยู่ในเสนาสนะตามที่จัดไว้นั้นเป็นปกติ. องค์แห่งยถาสันถติกะผู้อยู่ในเสนาสนะตามที่จัดไว้เป็นปกติ ชื่อว่ายถาสันถติกังคะ.
องค์เหล่านี้ทั้งหมดนั่นแล ชื่อว่าธุดงค์ เพราะอรรถว่าเป็นองค์แห่งภิกษุผู้กำจัด เพราะกำจัดกิเลสด้วยสมาทานนั้นๆ. หรืออรรถว่ามีญาณที่ได้โวหารว่า ธุตะ เพราะกำจัดกิเลส เป็นองค์.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าธุดงค์ เพราะอรรถว่าธุตะเหล่านั้นด้วย. ชื่อว่าเป็นองค์ เพราะกำจัดธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ด้วยการปฏิบัติด้วย ดังนี้ก็มี. ในข้อนี้พึงทราบวินิจฉัยโดยอรรถว่าอย่างนี้ก่อน.
ก็ธุดงค์เหล่านี้ทั้งหมดนั่นแลมีเจตนาเครื่องสมาทานเป็นลักษณะ. สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ตั้งใจแน่วแน่นั้น ย่อมตั้งใจแน่วแน่ด้วยธรรมใด ธรรมเหล่านั้นคือจิตและเจตสิก. เจตนาเครื่องสมาทานนั้น คือธุดงค์ ข้อที่ห้ามนั้น คือวัตถุ. ก็ธุดงค์ทั้งหมดนั่นแลมีความกำจัดความอยากได้เป็นรส. มีความไม่อยากได้เป็นปัจจุปปัฏฐาน. มีอริยธรรมมีความปรารถนาน้อยเป็นต้นเป็นปทัฏฐาน. ในข้อนี้พึงทราบวินิจฉัยโดยลักษณะเป็นต้นด้วยประการฉะนี้.
บทว่า วิริยสมาทานมฺปิ ได้แก่ แม้การถือเอาความเพียร.
บทว่า กามํ เป็นนิบาตลงในอรรถว่า ส่วนเดียว.
บทว่า ตโจ จ นหารู จ ได้แก่ ผิวหนังและเส้นเอ็นทั้งหลาย.
บทว่า อฏฺฐิ จ ได้แก่ กระดูกทั้งหมด.
บทว่า อวสุสฺสตุ ได้แก่ จงเหือดแห้งไป.
บทว่า อุปสุสฺสตุ มํสโลหิตํ ความว่า เนื้อและเลือดทั้งหมดจงเหือดแห้งไป.
บทว่า ตโจ ได้แก่ อวัยวะส่วนหนึ่ง.
บทว่า นหารู ได้แก่ อวัยวะส่วนหนึ่ง.
บทว่า อฏฺฐิ ได้แก่ อวัยวะส่วนหนึ่ง.
บทว่า อุปสุสฺสตุ มํสโลหิตํ ได้แก่ อวัยวะส่วนหนึ่ง.
บทว่า ยนฺตํ เป็นบทเชื่อมกับบทที่จะพึงกล่าวข้างหน้า.
บทว่า ปุริสถาเมน ได้แก่ ด้วยกำลังทางกายของบุรุษ.
บทว่า พเลน ได้แก่ ด้วยกำลังญาณ.
บทว่า วิริเยน ได้แก่ ด้วยวิริยานุภาพแห่งญาณทางใจ.
บทว่า ปรกฺกเมน ได้แก่ ด้วยการก้าวไปสู่ฐานะข้างหน้าๆ คือด้วยความเพียรที่ถึงขั้นอุตสาหะ.
บทว่า ปตฺตพฺพํ ได้แก่ อิฐผลนั้นใดที่พึงบรรลุ.
บทว่า น ตํ อปาปุณิตฺวา ได้แก่ ยังไม่บรรลุอิฐผลที่พึงบรรลุนั้น.
บทว่า วิริยสฺส สณฺฑานํ ภวิสฺสติ ความว่า ความย่อหย่อน คือความจมลงแห่งความเพียร ซึ่งมีประการดังกล่าวแล้ว จักไม่มี. ปาฐะว่า สณฺฐานํ ก็มี ความก็อย่างนี้แหละ.
บทว่า จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ความว่า ประคองจิต คืออุตสาหะ.
บทว่า ปทหติ ความว่า ได้ตั้งอยู่เฉพาะ.
บทว่า นาสิสฺสํ ความว่า เราจักไม่เคี้ยวกิน คือจักไม่บริโภค.
บทว่า น ปิวิสฺสามิ ความว่า จักไม่ดื่มข้าวยาคูและน้ำดื่มเป็นต้น
บทว่า วิหารโต น นิกฺขเม ความว่า ไม่พึงออกภายนอกเสนาสนะ.
บทว่า นปิ ปสฺสํ นิปาเตสฺสํ ความว่า จักไม่ทำให้ศีรษะตกคือตั้งอยู่บนเตียง ตั่ง พื้นหรือบนที่ปูลาดคือเสื่อลำแพน.
บทว่า ตณฺหาสลฺเล อนูหเต ความว่า เมื่อลูกศรกล่าวคือตัณหา เรายังถอนไม่ได้. อธิบายว่า ยังไม่ปราศจากไป.
บทว่า อิมํ ปลฺลงฺกํ ได้แก่ การนั่งเนื่องด้วยขาที่คู้เข้าโดยรอบ.
บทว่า น ภินฺทิสฺสามิ ได้แก่ จักไม่ละ.
บทว่า ยาว เม น อนุปาทาย ได้แก่ ไม่ยึดถือด้วยอุปาทาน ๔.
บทว่า อาสเวหิ ได้แก่ จากอาสวะ ๔ มีกามาสวะเป็นต้น.
บทว่า วิมุจฺจิสฺสติ ได้แก่ จักยังไม่หลุดพ้นด้วยสมุจเฉทวิมุตติ.
บทเริ่มต้นว่า น ตาวาหํ อิมมฺหา อาสนา วุฏฺฐหริสฺสามิ จนถึงบทว่า รุกฺขมูลา นิกฺขมิสฺสามิ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งโอกาส.
บทว่า อิมสฺมึเยว ปุพฺพณฺหสมยํ อริยธมฺมมาหริสฺสามิ จนถึงบทว่า คิมฺเห ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งกาล.
บทว่า ปุริเม วโยขนฺเธ เป็นต้น ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งวัยเป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาสนา น วุฏฺฐิหิสฺสามิ ความว่า จักไม่ลุกจากอาสนะที่นั่งแล้ว.
บทว่า อฑฺฒโยคา ได้แก่ เรือนเพิง.
บทว่า ปาสาทา ได้แก่ ปราสาทยาว.
บทว่า หมฺมิยา ได้แก่ เรือนโล้น.
บทว่า คุหาย ได้แก่ ถ้ำฝุ่น.
บทว่า เลณา ได้แก่ ถ้ำภูเขาทั้งที่มีขอบเขตและไม่มี.
บทว่า กุฏิยา ได้แก่ กุฎีที่ฉาบทาเป็นต้น.
บทว่า กูฏาคารา ได้แก่ เรือนที่ยกยอดขึ้นทำ.
บทว่า อฏฺฏา ได้แก่ หอคอยบนหลังคาประตู.
บทว่า มาฬา ได้แก่ โรงกลม. ที่อยู่อาศัยพิเศษอย่างหนึ่ง ชื่อว่าเรือนที่มีเครื่องกั้น บางท่านกล่าวว่า เรือนที่มีหลังคาก็มี.
บทว่า อุปฏฺฐานสาลา ได้แก่ หอประชุม หรือหอฉัน มณฑปเป็นต้นก็ปรากฏเหมือนกัน.
บทว่า อริยธมฺมํ ได้แก่ ธรรมที่ปราศจากโทษ หรือธรรมของพระอริยะทั้งหลายคือของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหลาย.
บทว่า อาหริสฺสามิ ได้แก่ จักนำมาใกล้จิตของเราด้วยศีล.
บทว่า สมาหริสฺสามิ ได้แก่ จักนำมาเป็นพิเศษด้วยสมาธิ.
บทว่า อธิคจฺฉิสฺสามิ ได้แก่ จักถึงด้วยสามารถแห่งการได้เฉพาะด้วยธุดงค์.
บทว่า ผสฺสยิสฺสามิ ได้แก่ จักถูกต้องด้วยมรรค.
บทว่า สจฺฉิกริสฺสามิ ได้แก่ จักกระทำให้ประจักษ์ด้วยผล.
อีกนัยหนึ่ง จักนำมาด้วยโสดาปัตติมรรค, จักนำมาด้วยดีด้วยสกทาคามิมรรค จักบรรลุด้วยอนาคามิมรรค. จักถูกต้องด้วยอรหัตตมรรค, จักกระทำให้แจ้งด้วยปัจจเวกขณะ.
บทว่า ผสฺสยิสฺสามิ ในนัยทั้งสอง มีความว่า จักถูกต้องนิพพานด้วยนามกาย.
บทว่า อปุฏฺโฐ เป็นบทเดิม บทนั้นมีความว่า อันใครๆ ไม่ถาม.
บทว่า อปุจฺฉิโต ความว่า ไม่ให้รู้แล้ว.
บทว่า อยาจิโต ความว่า ไม่ขอร้อง.
บทว่า อนชฺเฌสิโต ความว่า ไม่บังคับ. บางท่านกล่าวว่า ไม่ปรารถนา.
บทว่า อปฺปสาทิโต ความว่า ไม่เชื้อเชิญ.
บทว่า ปาวทติ ความว่า ย่อมกล่าว.
บทว่า อหมสฺมิ แปลว่า เป็นเรา.
บทว่า ชาติยา วา ความว่า ด้วยชาติกษัตริย์และชาติพราหมณ์บ้าง.
บทว่า โคตฺเตน วา ความว่า ด้วยโคตมโคตรเป็นต้นบ้าง.
บทว่า โกลปุตฺติเยน วา ความว่า ด้วยความเป็นบุตรของตระกูลบ้าง.
บทว่า วณฺณโปกฺขรตาย วา ความว่า ด้วยความเป็นผู้มีรูปร่างงามบ้าง.
บทว่า ธเนน วา ความว่า ด้วยทรัพย์สมบัติบ้าง.
บทว่า อชฺเฌเนน วา ความว่า ด้วยกระทำการเชื้อเชิญบ้าง.
บทว่า กมฺมายตเนน วา การงานนั่นแหละ ชื่อว่ากัมมายตนะ ด้วยการงานนั้นมีกสิกรรมและโครักขกรรมเป็นต้นบ้าง.
บทว่า สิปฺปายตเนน วา ความว่า ด้วยธนูศิลป์เป็นต้นบ้าง.
บทว่า วิชฺชฏฺฐาเนน วา ความว่า ด้วยวิทยฐานะ ๑๘ อย่างบ้าง.
บทว่า สุเตน วา ความว่า ด้วยคุณคือความเป็นพหูสูตบ้าง.
บทว่า ปฏิภาเณน วา ความว่า ด้วยญาณกล่าวคือปฏิภาณในเหตุและมิใช่เหตุ.
บทว่า อุจฺจากุลา ความว่า จากตระกูลกษัตริย์และตระกูลพราหมณ์.
ด้วยบทนี้ ย่อมแสดงความเป็นใหญ่โดยชาติและโคตร.
บทว่า มหาโภคกุลา ความว่า จากตระกูลคฤหบดีมหาศาล.
ด้วยบทนี้ ย่อมแสดงความเป็นใหญ่โดยความมั่งคั่ง.
บทว่า อุฬารโภคกุลา ความว่า จากตระกูลแพศย์ที่เหลือลงเป็นต้น.
ด้วยบทนี้ ย่อมแสดงถึงทองและเงินเป็นต้นมากมาย ด้วยว่าแม้พวกจัณฑาลก็มีโภคะโอฬาร.
บทว่า ญาโต แปลว่า ปรากฏ.
บทว่า ยสสี ความว่า ถึงพร้อมด้วยบริวาร.
บทว่า สุตฺตนฺติโก แปลว่า เป็นผู้ขวนขวายในพระสูตร.
บทว่า วินยธโร แปลว่า เป็นผู้ทรงพระวินัยปิฎก.
บทว่า ธมฺมกถิโก แปลว่า ผู้ชำนาญพระอภิธรรม.
บทว่า อารญฺญิโก เป็นต้น ท่านกล่าวเพื่อแสดงข้อปฏิบัติอันเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งธุดงค์.
บทว่า ปฐมสฺส ฌานสฺส ลาภี เป็นต้น ท่านกล่าวด้วยสามารถแสดงรูปสมาบัติและอรูปสมาบัติ ๘ แล้วแสดงปฏิเวธ.
บทว่า ปาวทติ เป็นบทเดิม.
บทว่า กเถติ ความว่า ย่อมกล่าวว่า ข้าพเจ้าเป็นอาจารย์ผู้ทรงปิฎก.
บทว่า ภณติ ความว่า กระทำให้ปรากฏว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้ถือธุดงค์.
บทว่า ทีปยติ ความว่า ชี้แจงว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้รูปฌาน.
บทว่า โวหรติ ความว่า เปล่งวาจาว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้อรูปฌาน.
บทว่า ขนฺธกุสลา ความว่า ผู้ฉลาดในสามัญลักษณะซึ่งเป็นไปกับด้วยลักษณะในขันธ์ ๕. อธิบายว่า ผู้ฉลาดด้วยสามารถแห่งญาตปริญญา ตีรณปริญญาและปหานปริญญา. แม้ในธาตุ อายตนะและปฏิจจสมุปบาทเป็นต้นก็นัยนี้แหละ.
บทว่า นิพฺพานกุสลา ความว่า ผู้ฉลาดในนิพพาน.
บทว่า อนริยานํ ได้แก่ มิใช่อริยะ.
บทว่า เอโส ธมฺโม ได้แก่ สภาวะนี้.
บทว่า พาลานํ ได้แก่ พวกมิใช่บัณฑิต.
บทว่า อสปฺปุริสานํ ได้แก่ พวกมิใช่คนดี.
บทว่า อตฺตา ได้แก่ ซึ่งตน.
บทว่า สนฺโต ความว่า ชื่อว่าผู้สงบเพราะความเข้าไปสงบกิเลสมีราคะเป็นต้น, ชื่อว่าผู้ดับกิเลสในตนแล้วก็เหมือนกัน.
บทว่า อิติหนฺติ สีเลสุ อกตฺถมาโน ความว่า ไม่อวดในศีลทั้งหลาย โดยนัยเป็นต้นว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลด้วยประการฉะนี้. ท่านอธิบายไว้ว่า ไม่กล่าววาจาโอ้อวดตนซึ่งเป็นนิสิตแห่งศีล.
บทว่า ตมริยธมฺมํ กุสลา วทนฺติ ความว่า ผู้ฉลาดในขันธ์เป็นต้นมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ย่อมกล่าวความไม่อวดในศีลของภิกษุนั้นว่า นี้เป็นอริยธรรม.
บทว่า ยสฺสุสฺสทา นตฺถิ กุหิญฺจิ โลเก ความว่า กิเลส ๗ ประการมีราคะเป็นต้นเป็นเหตุฟูขึ้น มิได้มีแก่ภิกษุใด คือแก่พระขีณาสพในที่ไหนๆ ในโลก. เชื่อมความว่าผู้ฉลาดทั้งหลายย่อมกล่าวความไม่อวดนั้นของภิกษุนั้น อย่างนี้ว่า นี้เป็นอริยธรรม.
บทว่า สนฺโต เป็นบทเดิม.
บทว่า ราคสฺส สมิตตฺตา ความว่า เพราะระงับราคะซึ่งมีความกำหนัดเป็นลักษณะได้ แม้ในโทสะเป็นต้นก็นัยนี้แหละ.
บทว่า วิชฺฌาตตฺตา ความว่า เพราะเผากิเลสเครื่องเร่าร้อนทั้งปวงได้.
บทว่า นิพฺพุตตฺตา ความว่า เพราะดับกิเลสเครื่องเผาทั้งปวงได้.
บทว่า วิคตตฺตา ความว่า เพราะปราศจากคือไกลอภิสังขารฝ่ายอกุศลทั้งปวง.
บทว่า ปฏิปสฺสทฺธตฺตา ความว่า เพราะความเกิดขึ้นแห่งความสงบระงับโดยอาการทั้งปวง.
บทว่า สตฺตนฺนํ ธมฺมานํ ภินฺนตฺตา ภิกฺขุ ความว่า ชื่อว่าภิกษุ เพราะทำลายธรรม ๗ ประการที่จะกล่าวข้างหน้าดำรงอยู่. กิเลส ๓ อย่างเหล่านี้ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ทำลายด้วยโสดาปัตติมรรค. กิเลสอย่างหยาบ ๒ อย่างเหล่านี้ คือ กามราคะ โทสะ ทำลายได้ด้วยสกทาคามิมรรค, กิเลส ๒ อย่างเหล่านั้นนั่นแหละที่เป็นอย่างละเอียด ทำลายได้ด้วยอนาคามิมรรค. กิเลส ๒ อย่างเหล่านี้ คือ โมหะ มานะ ทำลายด้วยอรหัตตมรรค.
อนึ่ง เพื่อจะแสดงกิเลสทั้งหลายที่เหลือพระสารีบุตรเถระจึงกล่าวว่า ภิกษุนั้นทำลายแล้วซึ่งอกุศลธรรมอันลามก ดังนี้.
บทว่า สงฺกิเลสิกา ได้แก่ อันเป็นปัจจัยแห่งความมัวหมอง.
บทว่า โปโนพฺภวิกา ได้แก่ ให้เกิดในภพใหม่.
บทว่า สทฺทรา ได้แก่ ชื่อว่ามีความกระวนกระวาย เพราะอรรถว่าเป็นที่มีความกระวนกระวายคือกิเลส. ปาฐะว่า สทรา ก็มี ความว่า เป็นไปกับด้วยความกระวนกระวาย.
บทว่า ทุกฺขวิปากา ความว่า ให้ทุกข์ในเวลาให้ผล.
บทว่า อายตึ ชาติชรามรณียา ความว่า เป็นปัจจัยแก่ชาติ ชราและมรณะ ในอนาคตกาล.
คาถาว่า ปชฺเชน กเตน อตฺตนา เป็นต้นมีประมวลเนื้อความดังนี้ว่า
ผู้ใดควรแก่คำชมเชยเหล่านี้อย่างนี้ว่า ถึงปรินิพพานแล้วด้วยธรรมอันเป็นทางอันตนให้เจริญแล้ว ข้ามความสงสัยได้แล้ว เพราะถึงความดับรอบกิเลส และละแล้วซึ่งความเสื่อมและความเจริญ มีประเภทคือวิบัติและสมบัติ ความเสื่อมและความเจริญ ความขาดสูญและความเที่ยง บาปและบุญ อยู่จบมรรค เป็นผู้มีภพใหม่สิ้นแล้ว ผู้นั้นชื่อว่าภิกษุ.
ปาฐะ ๒ ว่า อิติหํ ว่า อิทหํ ท่านยกปาฐะว่า อิทหํ หมายเอาการต่อบทเป็นต้นว่า อิติ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิติ ได้แก่ บทที่กล่าวแล้ว.
บทว่า ปทสนฺธิ ได้แก่ การต่อบททั้งหลายชื่อปทสนธิความว่า การเชื่อมบท.
บทว่า ปทสํสคฺโค ได้แก่ ความเป็นอันเดียวกันของบททั้งหลาย.
บทว่า ปทปาริปูริ ได้แก่ ความบริบูรณ์แห่งบททั้งหลาย ความเป็นอันเดียวกันของบททั้งสอง.
บทว่า อกฺขรสมวาโย ความว่า เพื่อแสดงว่าแม้บททั้งหลายเป็นอันเดียวกันก็ดี ไม่บริบูรณ์ก็ดี นี้ย่อมไม่เป็นที่ประชุมคือรวมแห่งอักษรทั้งหลายอย่างนี้ พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวว่า อกฺขรสมวาโย ดังนี้.
บทว่า พฺยญฺชนสิลิฏฺฐตา ความว่า ความประจักษ์แจ้งอรรถแห่งพยัญชนะทั้งหลาย คือแห่งอรรถและพยัญชนะที่กล่าวแล้วเพื่อความบริบูรณ์แห่งการรวบรวมพยัญชนะ ความอ่อน มิใช่ความไม่เรียบร้อยแห่งปาฐะ เพราะเป็นความไพเราะแห่งเหตุทั้งหลาย.
บทว่า ปทานุปุพฺพตาเมตํ ความว่า ความเป็นลำดับแห่งบททั้งหลาย ชื่อว่าความเป็นไปตามลำดับบท. อธิบายว่า ความเป็นลำดับแห่งบท.
บทว่า เมตํ ได้แก่ บทนั้น.
หากจะถามว่า บทไหน พึงตอบว่า บทว่า อิติ นี้ ม อักษรในบทว่า เมตํ นี้ ท่านกล่าวต่อบท.
บทว่า กตฺถี โหติ ความว่า เป็นผู้มีปกติกล่าวยกตนว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล.
บทว่า กตฺถติ ความว่า ย่อมกล่าวโดยนัยที่กล่าวแล้ว.
บทว่า วิกตฺถติ ความว่า ย่อมกล่าวมีอย่างต่างๆ.
บทว่า กตฺถนา แปลว่า กล่าว.
บทว่า อารโต ความว่า แต่ที่ไกล.
บทว่า วิรโต ความว่า ยินดีด้วยความปราศจากด้วยสามารถก้าวข้ามฐานะ.
บทว่า ปฏิวิรโต ความว่า เป็นผู้ออกจากฐานะนั้นแล้วไม่ประกอบโดยอาการทั้งปวงยินดีบรรดาบทเหล่านั้น อารตะคือเหมือนเห็นปีศาจแล้วหนีไป วิรตะคือวิ่งไปรอบๆ เหมือนเมื่อช้างย่ำเหยียบ ปฏิวิรตะคือย่ำยีเหมือนทหารต่อสู้กันสำเร็จแล้วไป.
บทว่า ขีณาสวสฺส ได้แก่ ผู้มีอาสวะคือกิเลส สิ้นแล้ว.
บทว่า กมฺมุสฺสโท ได้แก่ กิเลสเป็นเหตุฟูขึ้นแห่งกรรม กล่าวคือ ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขารและอาเนญชาภิสังขาร เพราะฟูขึ้น.
บทว่า ตสฺสิเม ความว่า กิเลสเป็นเหตุฟูขึ้นเหล่านี้มิได้มีแก่ผู้นั้น คือผู้มีอาสวะ สิ้นแล้ว.
พระสารีบุตรเถระแสดงข้อปฏิบัติของพระขีณาสพอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะแสดงข้อปฏิบัติของเดียรถีย์ทั้งหลายผู้มีทิฏฐิ จึงกล่าวว่า ปกปฺปิตา สงฺขตา
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปกปฺปิตา ความว่า อันบุคคลกำหนดแล้ว.
บทว่า สงฺขตา ความว่า อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว.
บทว่า ยสฺส ความว่า ของผู้มีทิฏฐิคนใดคนหนึ่ง.
บทว่า ธมฺมา ได้แก่ ทิฏฐิทั้งหลาย.
บทว่า ปุรกฺขตา ได้แก่ กระทำไว้เบื้องหน้า.
บทว่า สนฺติ ได้แก่ มีอยู่.
บทว่า อโวทาตา ได้แก่ ไม่ขาวสะอาด.
บทว่า ยทตฺตนิ ปสฺสติ อานิสํสํ ตนฺนิสฺสิโต กุปฺปปฏิจฺจสนฺตินฺติ ความว่า ทิฏฐิธรรมเหล่านี้ของเจ้าทิฏฐิใด เป็นธรรมอันบุคคลกระทำไว้ในเบื้องหน้า ไม่ขาวสะอาด มีอยู่ เจ้าทิฏฐินั้นเป็นผู้เป็นอย่างนี้ คือเพราะเห็นสักการะเป็นต้นที่เป็นไปในทิฏฐธรรม และอานิสงส์มีคติวิเสสเป็นต้นที่เป็นไปในสัมปรายภพ ของทิฏฐินั้นในตน ฉะนั้นจึงเป็นผู้อาศัยทิฏฐิ กล่าวคือสันติที่กำเริบที่อาศัยกันเกิดขึ้น เพราะอาศัยอานิสงส์นั้น
และความกำเริบนั้นเกิดขึ้น และเพราะเป็นสันติสมมติ เขาพึงยกตนหรือพึงข่มผู้อื่นด้วยคุณและโทษแม้ไม่เป็นจริง เพราะอาศัยทิฏฐินั้น.
บทว่า สงฺขตา เป็นบทเดิม.
บทว่า สงฺขตา ความว่า อันปัจจัยทั้งหลายมาประชุมกันกระทำ ท่านขยายบทด้วยอุปสรรค.
บทว่า อภิสงฺขตา ความว่า อันปัจจัยทั้งหลายปรุงแต่งแล้ว.
บทว่า สณฺฐาปิตา ความว่า ตั้งไว้โดยชอบด้วยสามารถแห่งปัจจัยนั่นแล.
บทว่า อนิจฺจา ความว่า เพราะมีแล้วไม่มี.
บทว่า ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา ความว่า อาศัยวัตถุและอารมณ์เกิดขึ้น.
บทว่า ขยธมฺมา ความว่า มีความสิ้นไปตามลำดับเป็นสภาวะ.
บทว่า วยธมฺมา ความว่า มีความเสื่อมรอบด้วยสามารถแห่งความเป็นไปเป็นสภาวะ.
บทว่า วิราคธมฺมา ความว่า มีความไปปราศอย่างไม่กลับเป็นสภาวะ.
บทว่า นิโรธธมฺมา ความว่า มีความดับเป็นสภาวะ. อธิบายว่า มีความไม่เกิดขึ้นเป็นธรรมดา คือมีความเป็นแล้วดับไปเป็นสภาวะ.
บทว่า ทิฏฺฐิคติกสฺส ความว่า แห่งบุคคลผู้ยึดทิฏฐิ ๖๒ ตั้งอยู่.
บทว่า ปุเรกฺขา ความว่า กระทำไว้ในเบื้องหน้า.
บทว่า ตณฺหาธโช ความว่า มีตัณหาเป็นธงชัย ด้วยอรรถว่ายกขึ้น ชื่อว่ามีตัณหาเป็นธงชัย เพราะอรรถว่ามีธงคือตัณหา ชื่อว่ามีตัณหาเป็นธงยอด เพราะอรรถว่ามีตัณหานั่นแหละเป็นธงยอด ด้วยอรรถว่าเที่ยวไปข้างหน้า.
บทว่า ตณฺหาธิปเตยฺโย ความว่า ชื่อว่ามีตัณหาเป็นใหญ่ เพราะอรรถว่าตัณหามาโดยความเป็นใหญ่ ด้วยสามารถความเป็นใหญ่ด้วยความพอใจ.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่ามีตัณหาเป็นใหญ่ เพราะอรรถว่ามีตัณหาเป็นใหญ่.
แม้ในบทว่า มีทิฏฐิเป็นธงชัยเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า อโวทาตา ความว่าไม่บริสุทธิ์.
บทว่า สงฺกิลิฏฺฐา ความว่า เศร้าหมองเอง.
บทว่า สงฺกิเลสิกา ความว่า เป็นอารมณ์ที่ตั้งแห่งความเดือดร้อน.
บทว่า เทฺว อานิสํเส ปสฺสติ แปลว่าย่อมเห็นคุณ ๒ อย่าง.
บทว่า ทิฏฺฐธมฺมิกญฺจ อานิสํสํ ความว่า อานิสงส์ซึ่งเป็นธรรมประจักษ์ในอัตภาพนี้แหละด้วย.
บทว่า สมฺปรายิกํ ความว่า อานิสงส์ซึ่งจะพึงถึงในปรโลกด้วย.
บทว่า ยํทิฏฺฐิโก สตฺถา โหติ แปลว่า ศาสดาเป็นผู้มีลัทธิอย่างใด.
บทว่า ตํทิฏฺฐิกา สาวกา โหนฺติ ความว่า แม้สาวกทั้งหลายผู้ฟังคำของศาสดานั้น ก็เป็นผู้มีลัทธิอย่างนั้น.
บทว่า สกฺกโรนฺติ ความว่า ย่อมกระทำให้ถึงสักการะ.
บทว่า ครุกโรนฺติ ความว่า ย่อมกระทำให้ถึงความเคารพ.
บทว่า มาเนนฺติ ความว่า ย่อมประพฤติรักด้วยใจ.
บทว่า ปูเชนฺติ ความว่า ย่อมบูชาด้วยนำปัจจัย ๔ มาบูชา.
บทว่า อปจิตึ กโรนฺติ ความว่า ย่อมกระทำให้ถึงความยำเกรง.
บรรดาบทเหล่านั้นสาวกทั้งหลายสักการะ คือปรุงแต่งปัจจัย ๔ ทำให้ประณีตๆ ถวายแก่ศาสดาใด ศาสดานั้นชื่อว่าอันสาวกทั้งหลายสักการะแล้ว สาวกทั้งหลายย่อมเริ่มตั้งถวายความเคารพในศาสดาใด ศาสดานั้นชื่อว่าอันสาวกทั้งหลายย่อมเคารพแล้ว สาวกทั้งหลายย่อมมีใจประพฤติรักซึ่งศาสดาใด ศาสดานั้นชื่อว่าอันสาวกทั้งหลายนับถือแล้ว สาวกทั้งหลายย่อมกระทำอย่างนั้นแม้ทั้งหมดแก่ศาสดาใด ศาสดานั้นชื่อว่าอันสาวกทั้งหลายบูชาแล้ว สาวกทั้งหลายย่อมกระทำความเคารพอย่างยิ่งมีกราบไหว้ ลุกรับและประนมมือเป็นต้นแก่ศาสดาใด ศาสดานั้นชื่อว่าอันสาวกทั้งหลายยำเกรงแล้ว.
อาจารย์บางพวกอธิบายว่า สักการะด้วยกาย เคารพด้วยวาจา นับถือด้วยใจ บูชาด้วยลาภ.
บทว่า อลํ นาคตฺตาย วา ความว่า พอ คือควรเพื่อเป็นพญานาค.
บทว่า สุปณฺณตฺตาย วา ความว่า เพื่อเป็นพญาครุฑ.
บทว่า ยกฺขตฺตาย วา ความว่า เพื่อความเป็นเสนาบดียักษ์.
บทว่า อสุรตฺตาย วา ความว่า เพื่อเป็นอสูร.
บทว่า คนฺธพฺพตฺตาย วา ความว่า เพื่อบังเกิดในหมู่เทพคนธรรพ์.
บทว่า มหาราชตาย วา ความว่า เพื่อความเป็นท้าวมหาราช ๔ องค์ใดองค์หนึ่ง.
บทว่า อินฺทตฺตาย วา ความว่า เพื่อความเป็นท้าวสักกะ.
บทว่า พฺรหฺมตฺตาย วา ความว่า เพื่อความเป็นพรหมองค์ใดองค์หนึ่งในหมู่พรหมเป็นต้น.
บทว่า เทวตฺตาย วา ความว่า เพื่อความเป็นสมมติเทพเป็นต้นองค์ใดองค์หนึ่ง.
บทว่า สุทฺธิยา ความว่า พอคือควรเพื่อความเป็นผู้บริสุทธิ์.
บทว่า วิสุทฺธิยา ความว่า เพื่อความเป็นผู้บริสุทธิ์ล่วงส่วนเว้นจากมลทินทั้งปวง.
บทว่า ปริสุทฺธิยา ความว่า เพื่อความเป็นผู้บริสุทธิ์โดยอาการทั้งปวง.
บรรดาบทเหล่านั้น เพื่อความเป็นใหญ่ในกำเนิดเดียรฉาน ชื่อว่าเพื่อความหมดจด เพื่อความเป็นใหญ่ในเทวโลก ชื่อว่าเพื่อความหมดจดวิเศษ. เพื่อความเป็นใหญ่ในพรหมโลก ชื่อว่าเพื่อความบริสุทธิ์. เพื่อก้าวล่วงแปดหมื่นสี่พันกัปพ้นไป ชื่อว่าเพื่อหลุดไป เพื่อพ้นไปโดยไม่มีอันตราย ชื่อว่าเพื่อพ้นไป. เพื่อพ้นไปโดยอาการทั้งปวง ชื่อว่าเพื่อหลุดพ้นไป.
บทว่า สุชฺฌนฺติ ความว่า ย่อมถึงความหมดจดด้วยความเป็นบรรพชิตในลัทธิอื่นๆ นั้น.
บทว่า วิสุชฺฌนฺติ ความว่า ย่อมหมดจดด้วยวิธีหลายอย่าง ด้วยความเป็นผู้ถือบรรพชาประกอบด้วยการปฏิบัติ.
บทว่า ปริสุชฺฌนฺติ ความว่า ถึงความสำเร็จแล้วหมดจดด้วยอาการทั้งปวง ย่อมหลุดไปด้วยธรรมอันเป็นลัทธิอื่นๆ ของศาสดาเหล่านั้น ย่อมพ้นไปด้วยโอวาทของศาสดานั้น ย่อมหลุดพ้นไปด้วยอนุศาสน์ของศาสดานั้น.
บทว่า สุชฺฌิสฺสามิ เป็นต้น ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งอนาคต.
บทว่า อายตึ ผลปาฏิกงฺขี ความว่า หวังผลคือวิบากในอนาคต ด้วยว่า ทิฏฐิที่พวกเจ้าทิฏฐิประพฤติล่วงนี้ เมื่อสำเร็จผลย่อมให้สำเร็จเป็นสัตว์นรกบ้าง เป็นสัตว์ในกำเนิดเดียรฉานบ้าง.
บทว่า อจฺจนฺตสนฺติ ความว่า สันติคือการออกไปล่วงส่วน.
บทว่า ตทงฺคสนฺติ ความว่า ฌานชื่อว่าสันติโดยองค์นั้นๆ เพราะอรรถว่ายังองค์ที่มิใช่คุณมีนิวรณ์เป็นต้นให้สงบ ด้วยองค์ที่เป็นคุณมีปฐมฌานเป็นต้น.
บทว่า สมฺมติสนฺติ ความว่า สันติโดยทิฏฐิ ด้วยสามารถกล่าวรวม.
เพื่อแสดงสันติเหล่านั้นเป็นส่วนๆ พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวว่า กตมา อจฺจนฺตสนฺติ เป็นต้น.
บททั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ว่า อมตํ นิพฺพานํ มีเนื้อความดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
บททั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ ปฐมชฺฌานํ สมาปนฺนสฺส นีวรณา สนฺตา โหนฺติ ท่านกล่าวด้วยสามารถความสมบูรณ์ภายในอัปปนา.
อีกอย่างหนึ่ง สันติโดยสมมติ ประสงค์เอาว่าสันติในอรรถนี้ ดังนั้นจึงห้ามสันติ ๒ อย่างนอกนี้ แสดงสันติโดยสมมติเท่านั้น.
บทว่า กุปฺปสนฺติ ได้แก่ สันติอันกำเริบ ด้วยสามารถให้เกิดวิบากและเปลี่ยนแปลง.
บทว่า ปกุปฺปสนฺติ ได้แก่ สันติอันกำเริบโดยพิเศษ.
บทว่า เอริตสนฺติ ได้แก่ สันติอันหวั่นไหว.
บทว่า สเมริตสนฺติ ได้แก่ สันติที่ให้กำเริบโดยพิเศษ.
บทว่า จลิตสนฺติ เป็นไวพจน์ของบทว่า สเมริตสนฺติ นั่นเอง.
บทว่า ฆฏิตสนฺติ ได้แก่ สันติที่บีบคั้น.
บทว่า สนฺตึ นิสฺสิโต ได้แก่ อาศัยสันติกล่าวคือทิฏฐิ.
บทว่า อสฺสิโต ได้แก่ ปรารถนา คืออาศัยโดยพิเศษ.
บทว่า อลฺลีโน ได้แก่ เป็นอันเดียวกัน.
พึงทราบวินิจฉัยในการอาศัยอย่างนี้ก่อน.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
ความถือมั่นด้วยทิฏฐิ ย่อมไม่เป็นอาการที่เป็นไป
ล่วงโดยง่ายเลย การถึงความตกลงในธรรมทั้งหลายแล้ว
ถือมั่น ก็ไม่เป็นอาการที่เป็นไปล่วงโดยง่าย เพราะฉะนั้น
ในความถือมั่นเหล่านั้น นรชนย่อมสละธรรมบ้าง ย่อม
ยึดถือธรรมบ้าง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิฏฺฐินิเวสา ความว่า ความถือมั่นด้วยทิฏฐิ กล่าวคือความยึดมั่นว่าสิ่งนี้จริง.
บทว่า น หิ สฺวาติวตฺตา ความว่า ย่อมไม่เป็นอาการที่จะพึงเป็นไปล่วงได้โดยสะดวก.
บทว่า ธมฺเมสุ นิจฺเฉยฺย สมุคฺคหีตํ มีอธิบายว่า ความถือมั่นด้วยทิฏฐิที่ชี้ขาดธรรมที่ถือมั่นนั้นๆ ในธรรมคือทิฏฐิ ๖๒ ว่าเป็นธรรมที่ยึดมั่นเป็นไปก็ไม่เป็นอาการที่เป็นไปล่วงโดยง่าย.
บทว่า ตสฺมา นโร เตสุ นิเวสเนสุ นิรสฺสตี อาทิยติจฺจ ธมฺมํ มีอธิบายว่า เพราะไม่เป็นอาการที่เป็นไปล่วงโดยง่าย ฉะนั้น ในความถือมั่นด้วยทิฏฐิเหล่านั้นแล นรชนย่อมสละบ้าง ย่อมยึดถือบ้าง ซึ่งศาสดาผู้กล่าวธรรมชนิดถือศีลแพะ ถือศีลโค ถือศีลสุนัข อยู่หลุมทรายซึ่งร้อน ๕ ประการ ทำความเพียรเป็นผู้กระโหย่งและนอนบนหนามเป็นต้น และซึ่งธรรมนั้นๆ ชนิดเป็นหมู่เป็นต้น เหมือนลิงป่า ละบ้าง ถือบ้างซึ่งกิ่งไม้นั้นๆ เมื่อสละบ้าง ยึดถือบ้างอย่างนี้ พึงยังยศและความเสื่อมยศให้เกิดขึ้นแก่ตนเองแก่ผู้อื่นบ้าง ด้วยคุณและโทษทั้งหลายแม้ไม่มีอยู่ เพราะความเป็นผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น.
บทว่า ทุรติวตฺตา ความว่า ยากที่จะก้าวล่วง.
บทว่า ทุตฺตรา ความว่า ข้ามขึ้นได้ยาก.
บทว่า ทุปฺปตรา, ทุสฺสมติกฺกมา, ทุพฺพีติวตฺตา ท่านขยายด้วยอุปสรรค.
บทว่า นิจฺฉินิตฺวา ความว่า ตกลงว่าเที่ยง.
บทว่า วินิจฺฉินิตฺวา ความว่า ชี้ขาดด้วยวิธีต่างๆ ว่าเป็นอัตตา.
บทว่า วิจินิตฺวา ความว่า แสวงหา.
บทว่า ปวิจินิตฺวา ความว่า แสวงหาโดยอาการทั้งปวง ด้วยความถือมั่นว่าอัตตา.
ปาฐะว่า นิจินิตฺวา วิจฺฉินิตฺวา ก็มี.
บทว่า โอทิสฺสคฺคาโห ความว่า ถือเอาไม่พิเศษ.
บทว่า วิลคฺคาโห ความว่า ถือเอาด้วยสามารถส่วนแบ่ง ดุจในประโยคว่า แบ่งเป็นส่วนๆ เป็นต้น.
บทว่า วรคฺคาโห ความว่า ถือเอาสูงสุด.
บทว่า โกฏฺฐาสคฺคาโห ความว่า ถือเอาด้วยสามารถอวัยวะ.
บทว่า อุจฺจยคฺคาโห ความว่า ถือเอาด้วยสามารถเป็นกอง.
บทว่า สมุจฺจยคฺคาโห ความว่า ถือเอาด้วยสามารถส่วนแบ่งและด้วยสามารถเป็นกอง.
บทว่า อิทํ สจฺจํ ความว่า นี้แหละเป็นสภาวะ.
บทว่า ตจฺฉํ ความว่า แท้คือมิใช่สภาวะผันแปร.
บทว่า ตถํ ได้แก่ เว้นจากความแปรปรวน.
บทว่า ภูตํ แปลว่า จริง.
บทว่า ยาถาวํ แปลว่า ตามความเป็นจริง.
บทว่า อวิปรีตํ แปลว่า ไม่ผันแปร.
บทว่า นิรสฺสติ ความว่า ย่อมสละ คือย่อมทอดทิ้ง.
บทว่า ปรวิจฺฉินฺทนาย วา ความว่า ด้วยการชี้แจงโดยคนเหล่าอื่น.
บทว่า อนภิสมฺภุณนฺโต วา ความว่า ไม่ถึงพร้อมหรือไม่อาจ จึงสละ.
บทว่า ปโร วิจฺฉินฺทติ ความว่า ผู้อื่นกระทำการแยก.
บทว่า นตฺเถตฺถ ความว่า ไม่มีลัทธินี้.
บทว่า สีลํ อนภิสมฺภุณนฺโต ความว่า ไม่ยังศีลให้ถึงพร้อม.
บทว่า สีลํ นิรสฺสติ ความว่า ย่อมสละศีล. แม้ในบทอื่นๆ จากนี้ก็นัยนี้แล.
ก็ทิฏฐิที่กำหนดเพื่อเกิดในภพน้อยและภพใหญ่ ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้ชื่อว่ามีปัญญา เพราะประกอบด้วยปัญญาเครื่องกำจัดโทษมีมิจฉาทิฏฐิทั้งปวงเป็นต้นนั้น ในที่ไหนๆ ในโลก เพราะบุคคลผู้มีปัญญาละมายาและมานะได้แล้ว เป็นผู้ไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึง จะพึงไปด้วยกิเลสอะไรเล่า.
ท่านอธิบายไว้อย่างไร
ท่านอธิบายว่า ทิฏฐิเครื่องกำหนดในภพนั้นๆ ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้ชื่อว่ามีปัญญา เพราะประกอบด้วยธรรมเครื่องกำจัด คือแก่พระอรหันต์ผู้มีบาปทั้งปวงอันกำจัดเสียแล้ว ในที่ไหนๆ ในโลก บุคคลนั้นชื่อว่าเป็นผู้มีปัญญา เพราะไม่มีทิฏฐิที่พวกเดียรถีย์ทั้งหลายใช้ปกปิดกรรมชั่วที่ตนกระทำ ถึงอคติอย่างนี้ด้วยมายาบ้าง ด้วยมานะบ้างและเพราะละมายามานะแม้นั้น จะพึงไปด้วยโทษทั้งหลายมีราคะเป็นต้นอะไรเล่า บุคคลนั้นเป็นผู้ไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึงจะพึงไปสู่บัญญัติในทิฏฐิธรรม หรือในคติวิเสสมีนรกเป็นต้นในสัมปรายภพด้วยกิเลสอะไรเล่า ด้วยว่าบุคคลนั้นชื่อว่าเป็นผู้ไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึง เพราะไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึงคือตัณหาและทิฏฐิทั้งสอง.
บทว่า กึการณา ได้แก่ เพราะเหตุอะไร.
บทว่า โธนา วุจฺตติ ปญฺญา ความว่า ปัญญา ท่านเรียกว่า โธนา เพราะเหตุไร?
บทว่า ตาย ปญฺญาย กายทุจฺจริตํ ความว่า ชื่อว่าทุจริต เพราะอรรถว่าประพฤติชั่วหรือเพราะเสียด้วยอำนาจกิเลสซึ่งเป็นไปทางกาย กำจัดได้ด้วยปัญญานั้นคือที่มีประการดังกล่าวแล้ว.
บทว่า ธุตญฺจ โธตญฺจ ได้แก่ ให้หวั่นไหวแล้วและชำระแล้ว.
บทว่า สนฺโธตญฺจ ได้แก่ ชำระแล้วโดยชอบ.
บทว่า นิทฺโธตญฺจ ความว่า ซักฟอกด้วยดีโดยพิเศษ.
บทว่า ราโค ธุโต จ เป็นต้นพึงประกอบด้วยสามารถแห่งมรรค ๔.
บทว่า สมฺมาทิฏฺฐิยา มิจฺฉาทิฏฺฐิ ธุตา จ ความว่า มิจฉาทิฏฐิให้หวั่นไหวชำระได้ด้วยสัมมาทิฏฐิที่สัมปยุตด้วยมรรค แม้ในสัมมาสังกัปปะเป็นต้นก็นัยนี้แหละ.
สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาทิฏฐิของบุคคลผู้เป็นสัมมาทิฏฐิ ย่อมหมดกำลัง พึงให้พระสูตรพิสดาร.
บทว่า สมฺมาญาเณน ได้แก่ ญาณที่สัมปยุตด้วยมรรค หรือปัจจเวกขณญาณ.
บทว่า มิจฺฉาญาณํ ได้แก่ ญาณที่วิปริต คือญาณที่ไม่แท้ และโมหะที่เกิดขึ้นด้วยอาการพิจารณาว่า ในการกระทำบาปทั้งหลาย เราทำบาปด้วยสามารถความคิดที่สุขุม เป็นอันทำดีแล้ว.
บทว่า สมฺมาวิมุตฺติยา มิจฺฉาวิมุตฺติ ความว่า วิมุตติที่วิปริต คือวิมุตติที่ไม่แท้นั่นแหละ ซึ่งเรียกกันว่าเจโตวิมุตติ กำจัดได้ด้วยสมุจเฉทวิมุตติ.
บทว่า อรหา อิเมหิ โธนิเยหิ ธมฺเมหิ ความว่า พระอรหันต์ดำรงอยู่ไกลจากกิเลสมีราคะเป็นต้น ย่อมเป็นผู้เข้าถึงด้วยธรรมเป็นเครื่องกำจัดกิเลสเหล่านี้ คือที่มีประการดังกล่าวแล้ว.
บทว่า โธโน ได้แก่ บุคคลผู้มีปัญญา เพราะเหตุนั้น พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวว่า โส ธุตราโค เป็นต้น.
บทว่า มายา วุจฺตติ วญฺจนิกา จริยา ความว่า ความประพฤติชื่อว่าลวง เพราะอรรถว่ามีกิริยาลวง คือกระทำล่อลวง.
บทว่า ตปฺปฏิจฺฉาทนเหตุ ความว่า เพราะเหตุที่ไม่ประกาศทุจริตเหล่านั้น.
บทว่า ปาปิกํ อิจฺฉํ ปณิทหติ ความว่า ย่อมตั้งความปรารถนาลามก.
บทว่า มา มํ ชญฺญูติ อิจฺฉติ ความว่า คนอื่นๆ อย่าได้รู้ว่า เราทำบาป.
บทว่า สงฺกปฺเปติ ความว่า ยังวิตกให้เกิดขึ้น.
บทว่า วาจํ ภาสติ ความว่า ภิกษุทั้งที่รู้อยู่ ก้าวล่วงบัญญัติ กระทำกรรมหนัก ทำเป็นผู้สงบ กล่าวว่า ชื่อว่าการทำผิดพระวินัยไม่มีแก่พวกเรา.
บทว่า กาเยน ปรกฺกมติ ความว่า ประพฤติวัตรด้วยกาย เพราะจะปกปิดโทษที่มีอยู่ว่า เราทำกรรมลามกนี้แล้วใครๆ อย่าได้รู้.
ชื่อว่ามีมายา. เพราะอรรถว่ามีมายาที่ลวงตา. ภาวะแห่งผู้มีมายา ชื่อว่าความเป็นผู้มีมายา.
ชื่อว่าความไม่นึกถึง เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องไม่นึกถึงอย่างยิ่ง เพราะกระทำแล้วจะปกปิดความชั่วอีกของสัตว์.
ชื่อว่าความอำพราง เพราะอรรถว่าอำพรางโดยแสดงเป็นอย่างอื่น ด้วยกิริยาทางกายและทางวาจา.
ชื่อว่าความปลอม เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องปลอมของสัตว์ทั้งหลาย. อธิบายว่า กระทำให้ผิด.
ชื่อว่าความปิดบัง เพราะโยนบาปทั้งหลายออกไปเสียว่า เรามิได้กระทำอย่างนี้.
ชื่อว่าความหลีกเลี่ยง เพราะเลี่ยงไปว่า เรามิได้กระทำอย่างนี้.
ชื่อว่าความซ่อน เพราะสำรวมด้วยกายเป็นต้น.
ชื่อว่าความซ่อนเร้น เพราะซ่อนโดยภาวะรอบข้าง.
ชื่อว่าความปิด เพราะอรรถว่าปิดบาปไว้ด้วยกายกรรมและวจีกรรม เหมือนปิดคูถไว้ด้วยหญ้าและใบไม้.
ความปิดตามส่วนโดยประการทั้งปวง ชื่อว่าความปกปิด
ชื่อว่าความไม่ทำให้ตื้น เพราะอรรถว่าไม่กระทำให้ตื้นแสดง.
ชื่อว่าความไม่เปิดเผย เพราะอรรถว่าไม่กระทำให้ปรากฏแสดง.
ความปิดด้วยดี ชื่อว่าความปิดด้วยดี.
ชื่อว่าความกระทำชั่ว เพราะกระทำความชั่วแม้อีก ด้วยสามารถแห่งการปกปิดความชั่วที่ทำแล้ว.
บทว่า อยํ วุจฺจติ ความว่า นี้เรียกว่า ชื่อว่ามายา มีลักษณะปกปิดความชั่วที่ทำแล้วที่บุคคลประกอบแล้ว ย่อมเหมือนถ่านเพลิงที่เถ้าปิดไว้ เหมือนตอที่น้ำปิดไว้ และเหมือนศัสตราที่ผ้าเก่าพันไว้.
บทว่า เอกวิเธน มาโน ความว่า ความถือตัวโดยกำหนดอย่างเดียว คือโดยส่วนเดียว.
บทว่า ยา จิตฺตสฺส อุณฺณติ ความว่า ความยกจิตขึ้นสูง นี้ชื่อว่าความถือตัว. ในบทนี้ ท่านกล่าวถึงความถือตัวที่ให้บังเกิดขึ้นไม่ถูกต้องบุคคล.
บทว่า อตฺตุกฺกํสนมาโน ความว่า ความถือตัวด้วยการตั้งตนไว้ในเบื้องบน.
บทว่า ปรวมฺภนมาโน ความว่า ความถือตัวด้วยการกระทำความลามกแก่คนอื่น. ความถือตัว ๒ อย่างนี้ ท่านกล่าวด้วยสามารถอาการที่เป็นไปอย่างนั้นโดยมาก.
บทว่า เสยฺโยหมสฺมีติ มาโน ความว่า ความถือตัวที่เกิดขึ้นว่า เราดีกว่าเขา เพราะอาศัยชาติเป็นต้น คือความถือตัวว่าไม่มีใครเสมอ. แม้ในความถือตัวว่า เสมอเขาเป็นต้น ก็นัยนี้แล.
ความถือตัว ๓ อย่างแม้นี้ ท่านก็กล่าวด้วยสามารถอาการที่เป็นไปอย่างนั้น ไม่อาศัยคุณวิเสสของบุคคลด้วยประการฉะนี้. บรรดาความถือตัวเหล่านั้น ความถือตัวอย่างหนึ่งๆ ย่อมเกิดขึ้นแก่คนดีกว่า คนเสมอกันและคนเลวแม้ทั้ง ๓.
บรรดาคน ๓ ประเภทเหล่านั้น ความถือตัวว่าเราดีกว่าเขามีความถือตัวตามความจริงของคนที่ดีกว่าเขานั่นแล มิใช่ความถือตัวตามความจริงของคนที่เหลือ ความถือตัวว่าเราเสมอเขา เป็นความถือตัวตามความจริงของคนที่เสมอกันนั่นและ มิใช่ความถือตัวตามความจริงของคนที่เหลือ. ความถือตัวว่าเราเลวกว่าเขา เป็นความถือตัวตามความจริงของคนที่เลวกว่าเขานั่นแล มิใช่ความถือตัวตามความจริงของคนที่เหลือ. ความถือตัว ๔ อย่าง ท่านกล่าวด้วยสามารถโลกธรรม. ความถือตัว ๕ อย่าง ท่านกล่าวด้วยสามารถกามคุณ ๕. ความถือตัว ๖ อย่าง. ท่านกล่าวด้วยสามารถความถึงพร้อมแห่งจักษุเป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มานํ ชเนติ ความว่า ยังความถือตัวให้เกิดขึ้น.
ในนิทเทสความถือตัว ๗ อย่าง มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า มาโน ได้แก่ ความพอง.
บทว่า อติมาโน ได้แก่ ความถือตัวที่เกิดขึ้นด้วยสามารถพูดดูหมิ่นว่า คนที่เสมอเราโดยชาติเป็นต้น ไม่มี.
บทว่า มานาติมาโน ได้แก่ ความถือตัวที่เกิดขึ้นว่า เมื่อก่อนผู้นี้เสมอเรา บัดนี้เราเป็นผู้ประเสริฐ ผู้นี้เป็นผู้เลวกว่า ความถือตัวนี้เหมือนภาระซ้อนภาระ. พระสารีบุตรเถระกล่าวว่า มานาติมาโน เพื่อแสดงว่า ชื่อว่าความถือตัวและความถือตัวจัด อาศัยความถือตัวว่าเสมอเขาที่มีในก่อน.
บทว่า โอมาโน ได้แก่ ความถือตัวว่าเลว. ชื่อว่าความถือตัวที่ท่านกล่าวว่าเราเป็นคนเลว ดังนี้ชื่อว่าความถือตัวว่าเลว.
อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบความถือตัวนี้ว่า ความถือตัวว่าเลวในบทนี้ด้วยสามารถทำตนไว้ภายใต้เป็นไปอย่างนี้ว่า เจ้าเป็นผู้มีชาติ ชาติของเจ้า เหมือนชาติกา เจ้าเป็นผู้มีโคตร โคตรของเจ้าเหมือนโคตรจัณฑาล เจ้ามีเสียง เสียงของเจ้าเหมือนเสียงกา.
บทว่า อธิมาโน ความว่า ความถือตัวว่าบรรลุแล้วที่เกิดขึ้นแก่ผู้ยังไม่บรรลุสัจจะ ๔ แต่มีความสำคัญว่าบรรลุแล้ว ผู้มีความสำคัญในกิจที่พึงทำด้วยมรรค ๔ ที่ตนยังมิได้ทำเลยว่าทำแล้ว ผู้มีความสำคัญในธรรมคือสัจจะ ๔ ที่ตนยังไม่บรรลุว่าบรรลุแล้ว ผู้มีความสำคัญในพระอรหัตที่ตนยังทำไม่แจ้งว่าทำให้แจ้งแล้ว ชื่อว่าความถือตัวยิ่ง.
ก็ความถือตัวนี้ย่อมเกิดขึ้นแก่ใคร? ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่ใคร?
ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่พระอริยสาวกเลย เพราะพระอริยสาวกนั้น เกิดโสมนัสด้วยการพิจารณามรรคผล นิพพานและกิเลสที่ได้ละแล้ว และกิเลสที่ยังเหลืออยู่ ไม่มีความสงสัยในการแทงตลอดอริยคุณ ฉะนั้น ความถือตัวว่า เราเป็นพระสกทาคามีเป็นต้นจึงไม่เกิดขึ้นแก่พระโสดาบันเป็นต้น.
ความถือตัวนี้ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่คนทุศีล เพราะคนทุศีลนั้นเป็นผู้หมดหวังในการบรรลุอริยคุณทีเดียว.
ย่อมไม่เกิดขึ้นแม้แก่ผู้มีศีลที่ละเลยกรรมฐาน เอาแต่หลับนอนอยู่เรื่อย.
แต่ย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้มีศีลบริสุทธิ์ ผู้ไม่ประมาทในกรรมฐาน กำหนดนามรูป ข้ามความสงสัยได้ด้วยปัจจยปริคคหญาณ แล้วยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์พิจารณาสังขารธรรมเริ่มวิปัสสนา.
และเมื่อเกิดขึ้น ย่อมเป็นผู้ได้สมถะล้วนๆ บ้าง เป็นผู้ได้วิปัสสนาล้วนๆ บ้าง ดำรงอยู่ในระหว่าง. ก็ท่านนั้นเมื่อไม่เห็นกิเลสกำเริบ ๑๐ ปีบ้าง ๒๐ ปีบ้าง ๓๐ ปีบ้าง ย่อมสำคัญว่าเราเป็นโสดาบันก็มี เป็นสกทาคามีก็มี เป็นอนาคามีก็มี. แต่ผู้ได้สมถะและวิปัสสนา ย่อมดำรงอยู่ในพระอรหัตทีเดียว. เพราะท่านข่มกิเลสทั้งหลายได้ด้วยกำลังสมาธิ กำหนดสังขารทั้งหลายได้ด้วยกำลังวิปัสสนา ฉะนั้น กิเลสทั้งหลายจึงไม่กำเริบตลอด ๖๐ ปีบ้าง ๘๐ ปีบ้าง ๑๐๐ ปีบ้าง.
พระขีณาสพเท่านั้นย่อมมีการเที่ยวไปแห่งจิต พระขีณาสพนั้นเมื่อไม่เห็นกิเลสกำเริบตลอดกาลนานอย่างนี้ ถึงไม่ดำรงอยู่ในระหว่าง ก็สำคัญว่าเราเป็นพระอรหันต์.
บทว่า อสฺมิมาโน ความว่า ความถือตัวที่เกิดขึ้นในเบญจขันธ์ว่า รูปเป็นต้นคือเรา โดยนัยเป็นต้นว่า เราเป็นในรูป.
บทว่า มิจฺฉามาโน ความว่า ความถือตัวที่เกิดขึ้นด้วยขอบเขต การงาน ขอบเขตศิลปะ วิทยฐานะ สุตะ ปฏิภาณและศีลพรตที่ลามกและด้วยทิฏฐิที่ลามก.
บรรดาบทเหล่านั้น การงานของชาวประมง คนขังปลาและพวกพราน ชื่อว่าขอบเขตการงานที่ลามก.
ความเป็นผู้ฉลาดในการทอดข่ายจับปลา และทำไซดักปลา และในการวางบ่วงดักสัตว์และการปักขวาก เป็นต้น ชื่อว่าขอบเขตศิลปะที่ลามก.
วิชาที่ทำร้ายผู้อื่นอย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่าวิทยฐานะที่ลามก.
สุตะที่ประกอบด้วยเรื่องภารตยุทธ์และเรื่องชิงนางสีดาเป็นต้น ชื่อว่าสุตะที่ลามก.
ปฏิภาณในการแต่งกาพย์ การฟ้อนรำ และร้องเพลงเป็นต้นที่ประกอบด้วยคำเป็นทุพภาษิต ชื่อว่าปฏิภาณที่ลามก.
ศีลแพะ ศีลโค ชื่อว่าศีลที่ลามก. แม้วัตรที่เป็นวัตรแพะวัตรโคก็เหมือนกัน.
ทิฏฐิอย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดาทิฏฐิ ๖๒ ชื่อว่า ทิฏฐิที่ลามก. ความถือตัว ๘ อย่างมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.
ในนิทเทสความถือตัว ๙ อย่าง มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
ความถือตัว ๙ อย่าง มีถือตัวว่าเราเป็นผู้ดีกว่าคนดีเป็นต้น ท่านกล่าวอาศัยบุคคล.
ก็ในบทนี้ ความถือตัวว่าเราเป็นผู้ดีกว่าคนดี ย่อมเกิดขึ้นแก่พวกพระราชาและพวกบรรพชิต. ด้วยว่าพระราชาย่อมกระทำความถือตัวนี้ว่า มีใครที่เสมอเราด้วยแว่นแคว้น หรือด้วยทรัพย์และพาหนะทั้งหลาย.
แม้บรรพชิตก็กระทำความถือตัวนี้ว่า มีใครที่เสมอเรา ด้วยคุณมีศีลและธุดงค์เป็นต้น.
แม้ความถือตัวว่า เราเป็นผู้เสมอกับคนดี ก็เกิดขึ้นแก่พวกพระราชาและพวกบรรพชิตเหล่านั้นเหมือนกัน. ด้วยว่า พระราชาย่อมกระทำความถือตัวนี้ว่า เรามีการกระทำต่างอะไรกับพระราชาเหล่าอื่นด้วยแว่นแคว้น หรือด้วยทรัพย์และพาหนะทั้งหลาย.
แม้บรรพชิตก็กระทำความถือตัวนี้ว่า เรามีการกระทำต่างอะไรกับภิกษุอื่น ด้วยคุณมีศีลและธุดงค์เป็นต้น.
แม้ความถือตัวว่า เราเป็นผู้เลวกว่าคนดี ก็เกิดขึ้นแก่พวกพระราชาและพวกบรรพชิตเหล่านั้นเหมือนกัน. ด้วยว่า แว่นแคว้นหรือทรัพย์และพาหนะเป็นต้นของพระราชาองค์ใดไม่อุดมสมบูรณ์ พระราชาองค์นั้นย่อมกระทำความถือตัวนี้ว่า เราชื่อว่าพระราชาอะไร เป็นเพียงเรียกเราอย่างสะดวกว่าพระราชาเท่านั้น.
แม้บรรพชิตที่มีลาภสักการะน้อย ก็กระทำการถือตัวนี้ว่า เราผู้ไม่มีลาภสักการะ ชื่อว่าธรรมกถึกอะไร ชื่อว่าพหูสูตอะไร ชื่อว่ามหาเถระอะไร เป็นเพียงกล่าวว่า เราเป็นธรรมกถึก เป็นพหูสูต เป็นมหาเถระเท่านั้น.
ความถือตัวว่า เราเป็นผู้ดีกว่าคนชั้นเดียวกัน ย่อมเกิดขึ้นแก่อิสรชนมีอมาตย์เป็นต้น. ด้วยว่าอมาตย์ย่อมกระทำความถือตัวทั้งหลายเหล่านี้ว่า ราชบุรุษอื่นมีใครที่เสมอเราด้วยสมบัติในแว่นแคว้น หรือโภคะยานพาหนะเป็นต้นดังนี้บ้าง, ว่าเรามีการกระทำต่างอะไรกับราชบุรุษอื่นๆ ดังนี้บ้าง, ว่าเรามีชื่อว่าอมาตย์เท่านั้น แต่ไม่มีแม้สักว่าอาหารและเครื่องนุ่งห่ม เราชื่อว่าอมาตย์อะไรดังนี้บ้าง.
ความถือตัวว่า เราเป็นผู้ดีกว่าคนเลวเป็นต้น ย่อมเกิดขึ้นแก่พวกทาสเป็นต้น. ด้วยว่าทาสย่อมกระทำความถือตัวทั้งหลายเหล่านี้ว่า ชื่อว่าทาสอื่นมีใครที่เสมอเราฝ่ายมารดาก็ตาม ฝ่ายบิดาก็ตาม ทาสอื่นๆ ไม่อาจจะเป็นอยู่ เกิดเป็นทาสเพราะปากท้อง แต่เราดีกว่า เพราะมาตามเชื้อสายดังนี้บ้าง, ว่าเรามีการกระทำต่างอะไรกับทาสชื่อโน้น ด้วยความเป็นทาสแม้ทั้งสองฝ่าย เพราะมาตามเชื้อสาย ดังนี้บ้าง, ว่าเราเข้าถึงความเป็นทาส เพราะปากท้อง แต่ไม่มีฐานะทาสโดยที่สุดแห่งมารดาบิดา เราชื่อว่าทาสอะไรดังนี้บ้าง
แม้พวกปุกกุสะและพวกจัณฑาลเป็นต้น ก็กระทำความถือตัวเหล่านี้เหมือนทาสนั่นแล.
ก็ในบทนี้ ความถือตัวที่เกิดขึ้นว่า เราเป็นผู้ดีกว่าคนดี เป็นความถือตัวที่แท้. ความถือตัว ๒ อย่างนอกนี้ มิใช่ความถือตัวที่แท้.
บรรดาความถือตัวที่แท้และไม่แท้ ๒ อย่างนั้น ความถือตัวที่แท้ฆ่าด้วยอรหัตตมรรค, ความถือตัวที่ไม่แท้ ฆ่าด้วยโสดาปัตติมรรค.
ความถือตัวว่า เราเป็นผู้ดีกว่าคนดี ในที่นี้เป็นความถือตัวที่เกิดขึ้นอย่างนี้ว่า เราเป็นผู้ประเสริฐ ด้วยอรรถว่าสูงสุดกว่าคนผู้สูงสุด.
ความถือตัวว่า เราเป็นผู้เสมอกับคนดี เป็นความถือตัวที่เกิดขึ้นอย่างนี้ว่า เราเป็นผู้เสมอ ด้วยอรรถว่าเสมอกับคนสูงสุด.
ความถือตัวว่า เราเป็นผู้เลวกว่าคนดี เป็นความถือตัวที่เกิดขึ้นอย่างนี้ว่า เราเป็นผู้เลว ด้วยอรรถว่าลามกกว่าคนสูงสุด.
ความถือตัว ๓ อย่างเหล่านี้คือ ความถือตัวว่าดีกว่าเขา ความถือตัวว่าเสมอเขา ความถือตัวว่าเลวกว่าเขา ย่อมเกิดขึ้นแก่คนดี ด้วยประการฉะนี้.
ความถือตัว ๓ อย่างว่า เราเป็นคนดี เป็นคนเสมอกัน เป็นคนเลว ย่อมเกิดขึ้นแม้แก่คนที่เสมอกัน.
แม้คนเลวก็เกิดความถือตัว ๓ อย่างว่า เราเป็นคนเลว เป็นคนเสมอกัน เป็นคนดี.
ในนิทเทสความถือตัว ๑๐ อย่าง มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อิเธกจฺโจ มานํ ชเนติ ความว่า บุคคลบางคนย่อมยังความถือตัวให้เกิด.
บทว่า ชาติยา วา ได้แก่เพราะความถึงพร้อมด้วยชาติมีความเป็นกษัตริย์เป็นต้น.
บทว่า โคตฺเตน วา ได้แก่ เพราะโคตรเลิศลอย มีโคดมโคตรเป็นต้น.
บทว่า โกลปุตฺติเยน วา ได้แก่ เพราะความเป็นบุตรตระกูลใหญ่.
บทว่า วณฺณโปกฺขรตาย วา ได้แก่ เพราะความเป็นผู้มีสรีระ สมบูรณ์ด้วยวรรณะ ก็สรีระท่านเรียกว่า โปกขระ ความว่า เพราะความที่บุคคลนั้นเป็นผู้มีรูปงาม เพราะความถึงพร้อมด้วยวรรณะ.
บทว่า ธเนน วา ได้แก่ เพราะความเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยทรัพย์. ความว่า ทรัพย์ของเราที่ฝังไว้ประมาณไม่ได้.
บทว่า อชฺเฌเนน วา ได้แก่ เพราะการเรียน.
บทว่า กมฺมายตเนน วา ได้แก่ เพราะหน้าที่การงานที่เป็นไปโดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า เหล่าสัตว์ที่เหลือเป็นเช่นกาปีกหัก แต่เราเป็นผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก หรือว่าเราทำกรรมใดๆ กรรมนั้นๆ ย่อมสำเร็จ.
บทว่า สิปฺปายตเนน วา ได้แก่ เพราะขอบเขตศิลปะที่เป็นไปโดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า เหล่าสัตว์ที่เหลือเป็นผู้ไร้ศิลปะ เราเป็นผู้มีศิลปะ.
บทว่า วิชฺชฏฺฐาเนน วา นี้มีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
บทว่า สุเตน วา ได้แก่ เพราะสุตะมีอาทิอย่างนี้ว่า เหล่าสัตว์ที่เหลือเป็นผู้มีสุตะน้อย แต่เราเป็นพหูสูต.
บทว่า ปฏิภาเณน วา ได้แก่ เพราะปฏิภาณมีอาทิอย่างนี้ว่า เหล่าสัตว์ที่เหลือเป็นผู้หาปฏิภาณมิได้ แต่เรามีปฏิภาณหาประมาณมิได้.
บทว่า อญฺญตรญฺญตเรน วตฺถุนา ได้แก่ เพราะวัตถุเคลื่อนที่มิได้กล่าวถึง.
บทว่า โย เอวรูโป มาโน ได้แก่ ชื่อว่ามานะด้วยสามารถกระทำความถือตัว.
บทว่า มญฺญนา มญฺญิตตฺตํ แสดงความเป็นอาการ ชื่อว่าความใฝ่สูง ด้วยอรรถว่ายกขึ้น. ชื่อว่าความฟูขึ้น เพราะอรรถว่าฟูขึ้นคือยกขึ้นตั้งไว้ ซึ่งบุคคลผู้มีความถือตัวเกิดขึ้น. ชื่อว่าความทนงตัว ด้วยอรรถว่ายกขึ้นพร้อม. ชื่อว่าความยกตัว เพราะอรรถว่าประคองจิตด้วยอรรถว่ายกขึ้น ธงที่ขึ้นไปสูงในบรรดาธงเป็นอันมาก ท่านเรียกว่าเกตุ แม้ความถือตัวเมื่อเกิดขึ้นบ่อยๆ ก็ชื่อว่าเกตุ เพราะอรรถว่าเหมือนธง ด้วยอรรถว่าขึ้นไปสูง โดยเทียบเคียงธงอื่นๆ. ชื่อว่าความใคร่สูงดุจธง เพราะอรรถว่าปรารถนาสูงดุจธงนั้น ภาวะแห่งความใคร่สูง ดุจธงนั้น ชื่อว่าความใคร่สูงดุจธง.
ก็ความใคร่สูงดุจธงนั้น เป็นของจิตมิใช่ของตน เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ความที่จิตใคร่สูงดุจธง.
ก็จิตที่สัมปยุตด้วยความถือตัว ย่อมปรารถนาธง ภาวะแห่งจิตนั้น ชื่อว่าความถือตัว กล่าวคือธง แล.
บุคคลผู้มีปัญญาละคือเว้นมายาและมานะ คือบุคคลผู้มีปัญญานั้นใด คือพระอรหันต์ เว้นกิเลสทั้งหลายได้ด้วยสามารถบรรเทา และทำให้ไม่มีเป็นต้น โดยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลังตั้งอยู่ บุคคลผู้มีปัญญานั้นจะพึงไปด้วยกิเลสมีราคะเป็นต้นอะไรเล่า.
บทว่า เนรยิโกติ วา ได้แก่ ว่าเป็นสัตว์ผู้บังเกิดในนรก.
แม้ในสัตว์ผู้เกิดในกำเนิดดิรัจฉานเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า โส เหตุ นตฺถิ ความว่า บุคคลผู้มีปัญญาพึงบังเกิดในคติเป็นต้น ด้วยเหตุให้เกิดใด เหตุนั้นไม่มี.
บทว่า ปจฺจโย เป็นไวพจน์ของบทว่า เหตุ นั้น.
บทว่า การณํ ได้แก่ ฐาน.
ก็การณะ ท่านกล่าวว่า เป็นฐานแห่งผลของตน เพราะมีความเป็นไปเนื่องด้วยผลนั้น. เพราะฉะนั้น บุคคลผู้มีปัญญาพึงบังเกิดในคติเป็นต้น ด้วยเหตุใด ด้วยปัจจัยใด เหตุนั้นปัจจัยนั้นซึ่งเป็นการณะ ไม่มี.
ก็ผู้ใดเป็นผู้มีกิเลสเครื่องเข้าถึง เพราะมีกิเลสเครื่องเข้าถึง ๒ อย่างนั้น ผู้นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
บุคคลผู้มีกิเลสเครื่องเข้าถึง ย่อมเข้าถึงวาทะติเตียน
ในธรรมทั้งหลาย ใครๆ จะพึงกล่าวติเตียนบุคคลผู้ไม่มี
กิเลสเครื่องเข้าถึง ด้วยกิเลสอะไร อย่างไรเล่า เพราะ
ทิฏฐิถือว่ามีตน ทิฏฐิถือว่าไม่มีตน ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้
ไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึงนั้น บุคคลผู้ไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึง
สลัดเสียแล้วซึ่งทิฏฐิทั้งปวง ในโลกนี้นี่แหละ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปโย ได้แก่ ผู้อาศัยตัณหาและทิฏฐิ.
บทว่า ธมฺเมสุ อุเปติ วาทํ ความว่า ย่อมเข้าถึงวาทะติเตียนในธรรมทั้งหลายนั้นๆ อย่างนี้ว่า เป็นผู้กำหนัดบ้าง เป็นผู้ประทุษร้ายบ้าง.
บทว่า อนูปยํ เกน กถํ วเทยฺย ความว่า ใครๆ จะพึงติเตียนพระขีณาสพผู้ชื่อว่าไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึง เพราะละตัณหาและทิฏฐิได้ว่าเป็นผู้กำหนัดบ้าง เป็นผู้ประทุษร้ายบ้าง ด้วยราคะหรือโทสะอะไรเล่า. พระขีณาสพเป็นผู้อันใครๆ ไม่ควรกล่าวติเตียนอย่างนี้เลย.
อธิบายว่า พระขีณาสพนั้นจักเป็นผู้ปกปิดสิ่งที่กระทำแล้ว เหมือนพวกเดียรถีย์หรือ.
บทว่า อตฺตํ นิรตฺตํ น หิ ตสฺส อตฺถิ ความว่า เพราะทิฏฐิว่ามีตน หรือทิฏฐิว่าขาดสูญ ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้ไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึงนั้น.
อีกอย่างหนึ่ง แม้ความถือและความปล่อยที่ร้องเรียกกันว่ามีตนและไม่มีตน ก็ไม่มี.
หากจะถามว่า เพราะเหตุไรจึงไม่มี.
บทว่า อโธสิ โส ทิฏฺฐิมิเธว สพฺพํ ความว่า เพราะบุคคลผู้ไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึงนั้น สลัดเสียแล้ว ละแล้ว บรรเทาแล้ว ซึ่งทิฏฐิทั้งปวง ด้วยน้ำคือญาณในอัตภาพนี้แหละ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบพระธรรมเทศนาด้วยยอดคือพระอรหัต ด้วยประการฉะนี้.
พระราชาทรงสดับพระธรรมเทศนานั้นแล้วทรงดีพระทัย ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วเสด็จหลีกไปแล.
บทว่า รตฺโตติ วา ได้แก่ เป็นผู้กำหนัดด้วยราคะ.
แม้ในบทว่า ทุฏฺโฐติ วา เป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า เต อภิสงฺขาราอปฺปหีนา ความว่า ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขารและอาเนญชาภิสังขารเหล่านั้นอันบุคคลนั้นไม่ละแล้ว.
บทว่า อภิสงฺขารานํ อปฺปหีนตฺตา ความว่า เพราะความที่สภาพเครื่องปรุงแต่งกรรม ซึ่งมีประการดังกล่าวแล้วเหล่านั้น อันบุคคลนั้นไม่ละแล้ว.
บทว่า คติยา วาทํ อุเปติ ความว่า ย่อมเข้าถึงการกล่าวโดยคติ ๕ อย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะเหตุนั้น พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวว่า ย่อมเข้าถึง เข้าไปถึงวาทะติเตียนโดยคติว่าเป็นสัตว์เกิดในนรก ดังนี้.
บทว่า วเทยฺย ได้แก่ พึงกล่าว.
บทว่า คหิตํ นตฺถิ ความว่า สิ่งที่พึงถือเอาย่อมไม่มี.
บทว่า มุญฺจิตพฺพํ นตฺถิ ความว่า สิ่งที่พึงปล่อยย่อมไม่มี เพราะความเป็นผู้ปล่อยแล้วตั้งอยู่.
บทว่า ยสฺสตฺถิ คหิตํ ความว่า บุคคลใดมีสิ่งที่ถือว่า เรา ของเรา.
บทว่า ตสฺสตฺถิ มุญฺจิตพฺพํ ความว่า บุคคลนั้นย่อมมีสิ่งที่พึงปล่อย, บททั้งหลายข้างหน้า พึงกลับกันประกอบ.
บทว่า คหณมุญฺจนา สมติกฺกนฺโต ความว่า พระอรหันต์ก้าวล่วงจากความถือและความปล่อย.
บทว่า วุฑฺฒิปริหานิวีติวตฺโต ความว่า ก้าวล่วงความเจริญและความเสื่อมเป็นไป.
บทตั้งต้นว่า โส วุฏฺฐวาโส จนถึงบทสุดท้าย ญาณคฺคินา ทฑฺฒานิ มีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
บทว่า อโธสิ ความว่า ตัดแล้ว.
บทว่า ธุนิ สนฺธุนิ นิทฺธุนิ ท่านขยายด้วยอุปสรรค แล. สัทธัมมปัชโชติกา อรรถกถามหานิทเทส อรรถกถาทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทส จบสูตรที่ ๓ -----------------------------------------------------