อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดง
ฉบับมหาจุฬาฯ · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๗๐

๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๗๐–๘๒พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 53 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 53 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 13 ข้อ3 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส อธิบายมาคันทิยสูตร ว่าด้วยเมถุนธรรม พระสารีบุตรเถระจะกล่าวอธิบายมาคันทิยสูตร ดังต่อไปนี้

ข้อ ๗๐

(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) เพราะเห็นนางตัณหา นางอรดี และนางราคา ก็ไม่ได้มีความพอใจในเมถุนธรรม จักมีความพอใจ เพราะเห็นเรือนร่าง ที่เต็มไปด้วยปัสสาวะและอุจจาระนี้อย่างไรได้เล่า เราไม่ปรารถนาจะถูกต้องเรือนร่างนางแม้ด้วยเท้า คำว่า เพราะเห็นนางตัณหา นางอรดี และนางราคา ก็ไม่ได้มีความ พอใจในเมถุนธรรม อธิบายว่า เพราะเห็น คือ แลเห็นเหล่าธิดามาร ได้แก่นางตัณหา นางอรดีและนางราคา ก็ไม่ได้มีความพอใจ ความกำหนัด หรือความรักในเมถุนธรรม รวมความว่า เพราะเห็นนางตัณหา นางอรดีและนางราคา ก็ไม่ได้มีความพอใจในเมถุนธรรม คำว่า จักมีความพอใจ เพราะเห็นเรือนร่างที่เต็มไปด้วยปัสสาวะและ อุจจาระนี้อย่างไรได้เล่า เราไม่ปรารถนาจะถูกต้องเรือนร่างนางแม้ด้วยเท้าอธิบายว่า จักมีความพอใจ เพราะเห็นเรือนร่างที่เต็มไปด้วยปัสสาวะ อุจจาระเสมหะ เลือด มีกระดูกเป็นโครง มีเอ็นเป็นเครื่องผูกพัน มีเลือดและเนื้อเป็นเครื่องฉาบทา ห่อหุ้มด้วยหนัง ปิดบังด้วยผิวหนัง มีช่องเล็กช่องใหญ่ ไหลเข้าออกอยู่เสมอมีหมู่หนอนแฝงตัวอยู่ เต็มไปด้วยมลทินโทษต่างๆ นี้ อย่างไรได้เล่า เราไม่ปรารถนาจะเหยียบด้วยเท้า การสังวาส หรือการสมาคม จักมีมาจากไหนได้ รวมความว่าจักมีความพอใจ เพราะเห็นเรือนร่างที่เต็มไปด้วยปัสสาวะและอุจจาระนี้อย่างไรได้เล่าเราไม่ปรารถนาจะถูกต้องเรือนร่างนางแม้ด้วยเท้า ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า @เชิงอรรถ : @ ขุ.สุ. ๒๕/๘๔๒-๘๕๔/๔๙๘-๕๐๑

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๑๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส เพราะเห็นนางตัณหา นางอรดี และนางราคา ก็ไม่ได้มีความพอใจในเมถุนธรรม จักมีความพอใจ เพราะเห็นเรือนร่าง ที่เต็มไปด้วยปัสสาวะและอุจจาระนี้อย่างไรได้เล่า เราไม่ปรารถนาจะถูกต้องเรือนร่างนางแม้ด้วยเท้า

ข้อ ๗๑

(มาคันทิยพราหมณ์ทูลถามว่า) หากท่านไม่ปรารถนานารีผู้เป็นอิตถีรัตนะเช่นนี้ ที่พระราชาผู้เป็นจอมคนจำนวนมากพากันปรารถนา ท่านจะกล่าวทิฏฐิ ศีล วัตร ชีวิต และการอุบัติขึ้นในภพ ว่าเป็นเช่นไร

ข้อ ๗๒

(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า มาคันทิยะ) การตกลงใจในธรรมทั้งหลายแล้วถือมั่นว่า เรากล่าวสิ่งนี้ ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เรานั้น เราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลาย จึงไม่ยึดมั่น เมื่อเลือกเฟ้น จึงได้เห็นความสงบภายใน คำว่า เรากล่าวสิ่งนี้ ในคำว่า ... เรากล่าวสิ่งนี้ ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เรานั้น อธิบายว่า เรากล่าวสิ่งนี้ คือ เรากล่าวสิ่งนั้น กล่าวเท่านี้ กล่าวเพียงเท่านี้ กล่าวทิฏฐินี้ว่า “โลกเที่ยง ... หรือว่าหลังจากตายแล้ว ตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่” คำว่า ... ย่อมไม่มีแก่เรานั้น ได้แก่ ย่อมไม่มีแก่เรา คือ คำกล่าวว่า เรากล่าวเพียงเท่านี้ ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เรานั้น รวมความว่า ... ว่าเรากล่าวสิ่งนี้ ดังนี้ย่อมไม่มีแก่เรานั้น คำว่า มาคันทิยะ เป็นคำที่พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อ คำว่า พระผู้มีพระภาค เป็นคำกล่าวโดยความเคารพ ... คำว่า พระผู้มี- พระภาค นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ รวมความว่า พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า มาคันทิยะ @เชิงอรรถ : @ ดูรายละเอียดข้อ ๕๐/๑๗๓-๑๗๕

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๑๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส ว่าด้วยทิฏฐิ ๖๒ คำว่า ในธรรมทั้งหลาย ในคำว่า การตกลงใจในธรรมทั้งหลายแล้วถือมั่น ได้แก่ ในทิฏฐิ ๖๒ คำว่า ตกลงใจ ... แล้ว อธิบายว่า ตกลงใจแล้ว คือ วินิจฉัยแล้ว ตัดสินแล้วชี้ขาดแล้ว เทียบเคียงแล้ว พิจารณาแล้ว ทำให้กระจ่างแล้ว ทำให้แจ่มแจ้งแล้วจับมั่น ยึดมั่น ถือมั่น รวบถือ รวมถือ รวบรวมถือ คือ ความถือ ความยึดมั่น ความถือมั่น ความติดใจ ความน้อมใจเชื่อว่า “ข้อนี้จริง แท้ แน่ แท้จริง ตามเป็นจริงไม่วิปริต” ไม่มี ไม่มีอยู่ ไม่ปรากฏ หาไม่ได้แก่พระตถาคตพระองค์นั้น คือการตกลงใจแล้วถือมั่น อันพระตถาคต ละได้แล้ว ตัดขาดได้แล้ว ทำให้สงบได้แล้ว ระงับได้แล้ว ทำให้เกิดขึ้นไม่ได้อีก เผาด้วยไฟคือญาณแล้ว รวมความว่า การตกลงใจในธรรมทั้งหลายแล้วยึดมั่น คำว่า เราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลาย จึงไม่ยึดมั่น อธิบายว่า เราเห็นโทษใน ทิฏฐิทั้งหลาย จึงไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่นทิฏฐิทั้งหลาย อีกนัยหนึ่ง ทิฏฐิทั้งหลาย บุคคลไม่ควรถือ ไม่ควรยึดมั่น ไม่ควรถือมั่น รวมความว่า เราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลาย จึงไม่ยึดมั่น อย่างนี้บ้าง อีกนัยหนึ่ง เราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลายว่า ทิฏฐินี้ว่า “โลกเที่ยง นี้เท่านั้นจริงอย่างอื่นเป็นโมฆะ” เป็นทิฏฐิรกชัฏ เป็นทิฏฐิกันดาร เป็นทิฏฐิที่เป็นข้าศึก เป็นการดิ้นรนด้วยทิฏฐิ เป็นเครื่องประกอบคือทิฏฐิ(ทิฏฐิสังโยชน์) มีทุกข์ มีความลำบากมีความคับแค้น มีความเร่าร้อน ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย ไม่เป็นไปเพื่อคลายกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อดับ ไม่เป็นไปเพื่อสงบระงับ ไม่เป็นไปเพื่อรู้ยิ่ง ไม่เป็นไปเพื่อตรัสรู้ ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน ไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่นทิฏฐิทั้งหลาย อนึ่ง ทิฏฐิทั้งหลาย บุคคลไม่ควรถือ ไม่ควรยึดมั่น ไม่ควรถือมั่น รวมความว่า เราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลาย จึงไม่ยึดมั่น อย่างนี้บ้าง อีกนัยหนึ่ง เราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลายว่า ทิฏฐินี้ว่า “โลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุดโลกไม่มีที่สุด ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกัน ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกันหลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีก หรือหลังจากตายแล้วตถาคตไม่เกิดอีก หลังจาก

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๑๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส ตายแล้วตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีก หรือหลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่ นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเป็นโมฆะ” เป็นทิฏฐิรกชัฏเป็นทิฏฐิกันดาร เป็นทิฏฐิที่เป็นข้าศึก เป็นการดิ้นรนด้วยทิฏฐิ เป็นเครื่องประกอบคือทิฏฐิ มีทุกข์ มีความลำบาก มีความคับแค้น มีความเร่าร้อน ไม่เป็นไปเพื่อ ความเบื่อหน่าย ไม่เป็นไปเพื่อคลายกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อดับ ไม่เป็นไปเพื่อสงบระงับ ไม่เป็นไปเพื่อรู้ยิ่ง ไม่เป็นไปเพื่อตรัสรู้ ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน ไม่ถือ ไม่ยึดมั่นไม่ถือมั่นทิฏฐิทั้งหลาย อนึ่ง ทิฏฐิทั้งหลาย บุคคลไม่ควรถือ ไม่ควรยึดมั่น ไม่ควรถือมั่น รวมความว่า เราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลาย จึงไม่ยึดมั่น อย่างนี้บ้าง อีกนัยหนึ่ง เราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลายว่า ทิฏฐิเหล่านี้ ที่บุคคลยึดถืออย่างนี้แล้ว ย่อมมีคติและมีภพหน้าอย่างนั้นๆ จึงไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่นทิฏฐิทั้งหลายอนึ่ง ทิฏฐิทั้งหลาย บุคคลไม่ควรถือ ไม่ควรยึดมั่น ไม่ควรถือมั่น รวมความว่าเราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลาย จึงไม่ยึดมั่น อย่างนี้บ้าง อีกนัยหนึ่ง เราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลายว่า ทิฏฐิเหล่านี้ ย่อมเป็นไปเพื่อเกิดในนรก เป็นไปเพื่อเกิดในกำเนิดเดรัจฉาน เป็นไปเพื่อเกิดในเปตวิสัย จึงไม่ถือไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่นทิฏฐิทั้งหลาย อนึ่ง ทิฏฐิทั้งหลาย บุคคลไม่ควรถือ ไม่ควรยึดมั่นไม่ควรถือมั่น รวมความว่า เราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลาย จึงไม่ยึดมั่น อย่างนี้บ้าง อีกนัยหนึ่ง เราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลายว่า ทิฏฐิเหล่านี้ ไม่เที่ยง ปัจจัยปรุงแต่งขึ้น อาศัยกันเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา จึงไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่นทิฏฐิทั้งหลาย อนึ่ง ทิฏฐิทั้งหลาย บุคคลไม่ควรถือ ไม่ควรยึดมั่น ไม่ควรถือมั่น รวมความว่า เราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลาย จึงไม่ยึดมั่น อย่างนี้บ้าง คำว่า เมื่อเลือกเฟ้น จึงได้เห็นความสงบภายใน อธิบายว่า ความสงบภายในคือ ความสงบ ความเข้าไปสงบ ความสงบเย็น ความดับ ความสงบระงับราคะ ... โทสะ ...โมหะ ...โกธะ ...อุปนาหะ ... มักขะ ... ปฬาสะ ... อิสสา ... มัจฉริยะ ... มายา ... สาเถยยะ ... ถัมภะ ... สารัมภะ ... มานะ ... อติมานะ ... มทะ ... ปมาทะ ... กิเลสทุกชนิด ... ทุจริตทุกทาง ... ความกระวนกระวายทุกอย่าง ... ความเร่าร้อนทุกสถาน ... ความเดือดร้อนทุกประการ ... อกุสลาภิสังขารทุกประเภทภายใน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๒๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส คำว่า เมื่อเลือกเฟ้น ได้แก่ เมื่อเลือกเฟ้น คือ เลือกสรร ชี้ขาด เทียบเคียงพิจารณา ทำให้กระจ่าง ทำให้แจ่มแจ้งว่า “สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง” เมื่อเลือกเฟ้นคือ เลือกสรร ชี้ขาด เทียบเคียง พิจารณา ทำให้กระจ่าง ทำให้แจ่มแจ้งว่า “สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ... ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ... สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมด ล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา” คำว่า จึงได้เห็น ได้แก่ จึงได้เห็น คือ ได้ดู ได้มองเห็น ได้แทงตลอด รวมความว่า เมื่อเลือกเฟ้น จึงได้เห็นความสงบภายใน ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า มาคันทิยะ การตกลงใจในธรรมทั้งหลายแล้วถือมั่นว่า เรากล่าวสิ่งนี้ ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เรานั้น เราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลาย จึงไม่ยึดมั่น เมื่อเลือกเฟ้น จึงได้เห็นความสงบภายใน

ข้อ ๗๓

(มาคันทิยพราหมณ์ทูลถามดังนี้) ทิฏฐิเหล่าใดที่ตกลงใจกำหนดไว้แล้ว มุนีไม่ยึดมั่นทิฏฐิเหล่านั้นแล กล่าวเนื้อความใดว่า ความสงบภายใน เนื้อความนั้น นักปราชญ์ทั้งหลายประกาศไว้อย่างไรหนอ คำว่า ทิฏฐิเหล่าใดที่ตกลงใจกำหนดไว้แล้ว ได้แก่ ทิฏฐิ ๖๒ พราหมณ์ เรียกว่า ความตกลงใจ คำว่า กำหนดไว้แล้ว ได้แก่ กำหนดแล้ว กำหนดไว้แล้ว คือ ปรุงแต่งไว้แล้วตั้งไว้ดีแล้ว รวมความว่า กำหนดไว้แล้ว อีกนัยหนึ่ง ทิฏฐิทั้งหลายที่กำหนด ไม่เที่ยง ปัจจัยปรุงแต่งขึ้น อาศัยกัน เกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มีความแปรผันไปเป็นธรรมดา รวมความว่าทิฏฐิเหล่าใดที่ตกลงใจกำหนดไว้แล้ว

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๒๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส คำว่า ดังนี้ ในคำว่า มาคันทิยพราหมณ์ทูลถามดังนี้ เป็นบทสนธิ ... คำว่าดังนี้ นี้ เป็นคำเชื่อมบทหน้ากับบทหลังเข้าด้วยกัน คำว่า มาคันทิยะ เป็นชื่อของพราหมณ์นั้น คือเป็นการกล่าวถึง การ ขนานนาม การบัญญัติ เป็นชื่อที่เรียกกัน รวมความว่า มาคันทิยพราหมณ์ทูลถามดังนี้ คำว่า เหล่านั้นแล ในคำว่า มุนีไม่ยึดมั่นทิฏฐิเหล่านั้นแล กล่าวเนื้อความใดว่า ความสงบภายใน ได้แก่ ทิฏฐิ ๖๒ คำว่า มุนี อธิบายว่า ญาณ ท่านเรียกว่า โมนะ ... ผู้ก้าวล่วงกิเลสเครื่องข้องและตัณหาดุจตาข่ายได้แล้ว ชื่อว่ามุนี คำว่า ไม่ยึดมั่น อธิบายว่า ท่านกล่าวว่า เราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลาย จึงไม่ถือ คือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่นทิฏฐิทั้งหลาย และกล่าวว่า มีความสงบภายใน คำว่า เนื้อความใด ได้แก่ เนื้อความที่ดีเยี่ยมใด รวมความว่า มุนีไม่ยึดมั่นทิฏฐิเหล่านั้นแล กล่าวเนื้อความใดว่า ความสงบภายใน คำว่า อย่างไรหนอ ในคำว่า เนื้อความนั้น นักปราชญ์ทั้งหลายประกาศไว้อย่างไรหนอ เป็นคำถามด้วยความสงสัย เป็นคำถามด้วยความข้องใจ เป็นคำถาม ๒ แง่ เป็นคำถามมีแง่มุมหลายหลากว่า อย่างนี้หรือหนอ มิใช่หรือหนอเป็นอะไรเล่าหนอ เป็นอย่างไรเล่าหนอ รวมความว่า อย่างไรหนอ คำว่า นักปราชญ์ทั้งหลาย ได้แก่ นักปราชญ์ทั้งหลาย คือ บัณฑิต ผู้มีปัญญามีปัญญาเครื่องตรัสรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาเครื่องทำลายกิเลส คำว่า ประกาศไว้ ได้แก่ ประกาศไว้ คือ ประกาศให้ทราบ บอก แสดงบัญญัติ กำหนด เปิดเผย จำแนก ทำให้ง่าย ประกาศไว้แล้ว รวมความว่า เนื้อความนั้น นักปราชญ์ทั้งหลายประกาศไว้อย่างไรหนอ ด้วยเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า ทิฏฐิเหล่าใดที่ตกลงใจกำหนดไว้แล้ว มุนีไม่ยึดมั่นทิฏฐิเหล่านั้นแล กล่าวเนื้อความใดว่า ความสงบภายใน เนื้อความนั้น นักปราชญ์ทั้งหลายประกาศไว้อย่างไรหนอ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๒๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส

ข้อ ๗๔

(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า มาคันทิยะ) นักปราชญ์ไม่กล่าวความหมดจดเพราะทิฏฐิ ไม่กล่าวความหมดจดเพราะสุตะ ไม่กล่าวความหมดจดเพราะญาณ ไม่กล่าวความหมดจดเพราะศีลและวัตร บุคคลย่อมถึงความสงบภายใน เพราะความไม่มีทิฏฐิ เพราะความไม่มีสุตะ เพราะความไม่มีญาณ เพราะความไม่มีศีล เพราะความไม่มีวัตรนั้นก็หามิได้ นักปราชญ์สลัดทิ้งธรรมเหล่านี้ได้แล้ว ไม่ยึดมั่น เป็นผู้สงบ ไม่อาศัยแล้ว ไม่พึงหวังภพ คำว่า นักปราชญ์ไม่กล่าวความหมดจดเพราะทิฏฐิ ไม่กล่าวความหมดจด เพราะสุตะ ไม่กล่าวความหมดจดเพราะญาณ อธิบายว่า นักปราชญ์ไม่กล่าว คือไม่พูด ไม่บอก ไม่แสดง ไม่ชี้แจงความหมดจด คือ ความสะอาด ความบริสุทธิ์ความหลุดไป ความพ้นไป ความหลุดพ้นไป เพราะทิฏฐิ ... เพราะสุตะ ... เพราะทิฏฐิและสุตะ นักปราชญ์ไม่กล่าว คือ ไม่พูด ไม่บอก ไม่แสดง ไม่ชี้แจงความหมดจดคือ ความสะอาด ความบริสุทธิ์ ความหลุดไป ความพ้นไป ความหลุดพ้นไป เพราะญาณ รวมความว่า นักปราชญ์ไม่กล่าวความหมดจดเพราะทิฏฐิ ไม่กล่าวความหมดจดเพราะสุตะ ไม่กล่าวความหมดจดเพราะญาณ คำว่า มาคันทิยะ เป็นคำที่พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อ คำว่า พระผู้มีพระภาค เป็นคำกล่าวโดยความเคารพ ... คำว่า พระผู้มี พระภาค นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ รวมความว่า พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า มาคันทิยะ คำว่า นักปราชญ์ไม่กล่าวความหมดจดเพราะศีลและวัตร อธิบายว่า นักปราชญ์ไม่กล่าว คือ ไม่พูด ไม่บอก ไม่แสดง ไม่ชี้แจงความหมดจด คือ ความสะอาด ความบริสุทธิ์ ความหลุดไป ความพ้นไป ความหลุดพ้นไปเพราะศีล ... เพราะวัตร นักปราชญ์ไม่กล่าว คือ ไม่พูด ไม่บอก ไม่แสดง ไม่ชี้แจงความหมดจด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๒๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส คือ ความสะอาด ความบริสุทธิ์ ความหลุดไป ความพ้นไป ความหลุดพ้นไปเพราะศีลวัตร รวมความว่า นักปราชญ์ไม่กล่าวความหมดจดเพราะศีลและวัตร คำว่า บุคคลย่อมถึงความสงบภายใน เพราะความไม่มีทิฏฐิ เพราะความ ไม่มีสุตะ เพราะความไม่มีญาณ เพราะความไม่มีศีล เพราะความไม่มีวัตรนั้นก็หามิได้ อธิบายว่า ทิฏฐิ ประสงค์เอาสัมมาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ คือ ๑. ทานที่ให้แล้วมีผล ๒. ยัญที่บูชาแล้วมีผล ๓. การเซ่นสรวงมีผล ๔. ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วมีอยู่ ๕. โลกนี้มี ๖. โลกหน้ามี ๗. มารดามีคุณ ๘. บิดามีคุณ ๙. สัตว์ที่เป็นโอปปาติกะ มีอยู่ ๑๐. สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ รู้แจ้งโลกนี้และโลกหน้าด้วยตน เองแล้วสอนให้ผู้อื่นรู้แจ้งมีอยู่ในโลก สุตะ ประสงค์เอาเสียงจากผู้อื่น คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูตธรรม เวทัลละ ญาณ ประสงค์เอากัมมัสสกตาญาณ สัจจานุโลมิกญาณ อภิญญาญาณ สมาปัตติญาณ ศีล ประสงค์เอาปาติโมกขสังวร วัตร ประสงค์เอาธุดงค์ ๘ ข้อ คือ ๑. อารัญญิกังคธุดงค์ ๒. ปิณฑปาติกังคธุดงค์ ๓. ปังสุกูลิกังคธุดงค์ ๔. เตจีวริกังคธุดงค์ @เชิงอรรถ : @ โอปปาติกะ หมายถึง สัตว์เกิดผุดขึ้น คือสัตว์ที่เกิดและเติบโตเต็มที่ทันที และเมื่อจุติ(ตาย)ก็หายวับไป@ไม่ทิ้งซากศพไว้ เช่น เทวดาและสัตว์นรก เป็นต้น (ที.สี.อ. ๑๗๑/๑๔๙) @ กัมมัสสกตาญาณ ญาณที่เชื่อความที่สัตว์มีกรรมเป็นของตน, เชื่อว่าแต่ละคนเป็นเจ้าของ จะต้องรับผิด@เสวยวิบากเป็นไปตามกรรมของตน หมายถึงสัมมาทิฏฐิ ๑๐ (อภิ.วิ.(แปล) ๓๕/๗๙๓/๕๐๙)@ สัจจานุโลมิกญาณ ญาณอันเป็นไปโดยอนุโลมแก่การหยั่งรู้อริยสัจ ญาณอันคล้อยต่อการตรัสรู้อริยสัจ@ย่อมเกิดขึ้นในลำดับถัดไป เป็นขั้นสุดท้ายของวิปัสสนาญาณ (อภิ.วิ.(แปล) ๓๕/๗๙๓/๕๐๙)@ อภิญญาญาณ ญาณคือความรู้อย่างยิ่งยวดมี ๖ (๑) อิทธิวิธิ (๒) ทิพพโสต (๓) เจโตปริยญาณ@(๔) ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (๕) ทิพพจักขุ (๖) อาสวักขยญาณ (ที.สี.(แปล) ๙/๒๓๔-๒๔๘/๗๗-๘๔)@ สมาปัตติญาณ ญาณในสมาบัติ ๘ (ดูเชิงอรรถข้อ ๖/๒๕) @ ดูคำแปลจากข้อ ๑๗/๗๙

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๒๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส ๕. สปทานจาริกังคธุดงค์ ๖. ขลุปัจฉาภัตติกังคธุดงค์ ๗. เนสัชชิกังคธุดงค์ ๘. ยถาสันถติกังคธุดงค์ คำว่า บุคคลย่อมถึงความสงบภายใน เพราะความไม่มีทิฏฐิ เพราะความ ไม่มีสุตะ เพราะความไม่มีญาณ เพราะความไม่มีศีล เพราะความไม่มีวัตรนั้นก็หามิได้ อธิบายว่า บุคคลเป็นผู้บรรลุถึงความสงบภายใน เพียงเพราะสัมมาทิฏฐิก็หามิได้ เพียงเพราะการได้ฟังก็หามิได้ เพียงเพราะญาณก็หามิได้ เพียงเพราะศีลก็หามิได้ เพียงเพราะวัตรก็หามิได้ คือ บรรลุถึงความสงบภายใน โดยเว้นจากธรรมเหล่านี้ก็หามิได้ เพราะธรรมเหล่านี้ เป็นเครื่องประกอบเพื่อบรรลุ เพื่อถึง เพื่อถูกต้อง เพื่อทำให้แจ้งความสงบภายใน รวมความว่า บุคคลย่อมถึงความสงบภายในเพราะความไม่มีทิฏฐิ เพราะความไม่มีสุตะ เพราะความไม่มีญาณ เพราะความไม่มีศีล เพราะความไม่มีวัตรนั้นก็หามิได้ คำว่า เหล่านี้ ในคำว่า สลัดทิ้งธรรมเหล่านี้ได้แล้ว ไม่ยึดมั่น อธิบายว่า บุคคลหวังการละธรรมฝ่ายดำโดยกำจัดได้เด็ดขาด หวังการไม่ก่อตัณหาในกุศลธรรมทั้งหลายในไตรธาตุ บุคคลละธรรมฝ่ายดำ โดยการละได้อย่างเด็ดขาดแล้ว ตัดรากถอนโคน เหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ และไม่ก่อตัณหาในกุศลธรรมทั้งหลายในไตรธาตุเพราะเหตุใดนักปราชญ์ย่อมไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น เพราะเหตุเท่านี้ อีกนัยหนึ่ง ธรรมฝ่ายดำ นักปราชญ์ไม่ควรถือ ไม่ควรยึดมั่น ไม่ควรถือมั่น รวมความว่า สลัดทิ้งธรรมเหล่านี้ได้แล้ว ไม่ยึดมั่น อย่างนี้บ้าง บุคคลละตัณหา ทิฏฐิ และมานะได้เด็ดขาดแล้ว ตัดรากถอนโคนเหมือน ต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ เพราะเหตุใด นักปราชญ์ย่อมไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น เพราะเหตุเท่านี้ รวมความว่าสลัดทิ้งธรรมเหล่านี้ได้แล้ว ไม่ยึดมั่น อย่างนี้บ้าง บุคคลละปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร และอาเนญชาภิสังขารได้เด็ดขาด แล้ว ตัดรากถอนโคนเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ เพราะเหตุใด นักปราชญ์ย่อมไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น เพราะเหตุเท่านี้ รวมความว่า สลัดทิ้งธรรมเหล่านี้ได้แล้ว ไม่ยึดมั่นอย่างนี้บ้าง

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๒๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส คำว่า เป็นผู้สงบ ในคำว่า นักปราชญ์ ... เป็นผู้สงบ ไม่อาศัยแล้ว ไม่พึง หวังภพ อธิบายว่า ชื่อว่าเป็นผู้สงบ คือ เข้าไปสงบแล้ว สงบเย็นแล้ว ดับได้แล้วสงบระงับได้แล้ว เพราะสงบ ระงับ สงบเย็น เผา ดับ ปราศจาก สงบระงับราคะ ... โทสะ ... โมหะ ... โกธะ ... อุปนาหะ ... มักขะ ... ปฬาสะ ... อิสสา ... มัจฉริยะ ... มายา ... สาเถยยะ ... ถัมภะ ... สารัมภะ ... มานะ ... อติมานะ ... มทะ ... ปมาทะ ... กิเลสทุกชนิด ... ทุจริตทุกทาง ... ความกระวนกระวายทุกอย่าง ... ความเร่าร้อนทุกสถาน ... ความเดือดร้อนทุกประการ อกุสลาภิสังขารทุกประเภท รวมความว่าเป็นผู้สงบ คำว่า ไม่อาศัยแล้ว ได้แก่ ความอาศัย ๒ อย่าง คือ (๑) ความอาศัยด้วย อำนาจตัณหา (๒) ความอาศัยด้วยอำนาจทิฏฐิ ... นี้ชื่อว่าความอาศัยด้วยอำนาจตัณหา ... นี้ชื่อว่าความอาศัยด้วยอำนาจทิฏฐิ นักปราชญ์ละการอาศัยด้วยอำนาจตัณหาได้แล้ว สลัดทิ้งการอาศัยด้วย อำนาจทิฏฐิได้แล้ว ไม่อาศัย คือ ไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น ตา ... หู ... จมูก ... ลิ้น ... กาย ... รูป ... เสียง ... กลิ่น ... รส ... โผฏฐัพพะ ... ตระกูล ... หมู่คณะ ... อาวาส ... ลาภ ... ยศ ... สรรเสริญ ... สุข ... จีวร ... บิณฑบาต ... เสนาสนะ ... คิลานปัจจัย-เภสัชบริขาร ... กามธาตุ ... รูปธาตุ ... อรูปธาตุ ... กามภพ ... รูปภพ ... อรูปภพ ... สัญญาภพ ... อสัญญาภพ ... เนวสัญญานาสัญญาภพ ... เอกโวการภพ ... จตุโวการภพ ... ปัญจโวการภพ ... อดีต ... อนาคต ... ปัจจุบัน ไม่อาศัย คือ ไม่ถือไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น รูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน กลิ่น รส โผฏฐัพพะที่รับรู้ และ ธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้ง รวมความว่า เป็นผู้สงบ ไม่อาศัยแล้ว คำว่า ไม่พึงหวังภพ ได้แก่ ไม่พึงหวัง คือ ไม่พึงมุ่งหวัง ไม่พึงคาดหวัง กามภพ รูปภพ อรูปภพ รวมความว่า นักปราชญ์ ... เป็นผู้สงบ ไม่อาศัยแล้วไม่พึงหวังภพ ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า มาคันทิยะ นักปราชญ์ไม่กล่าวความหมดจดเพราะทิฏฐิ ไม่กล่าวความหมดจดเพราะสุตะ @เชิงอรรถ : @ ดูรายละเอียดข้อ ๑๒/๕๘-๕๙

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๒๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส ไม่กล่าวความหมดจดเพราะญาณ ไม่กล่าวความหมดจดเพราะศีลและวัตร บุคคลย่อมถึงความสงบภายใน เพราะความไม่มีทิฏฐิ เพราะความไม่มีสุตะ เพราะความไม่มีญาณ เพราะความไม่มีศีล เพราะความไม่มีวัตรนั้นก็หามิได้ นักปราชญ์สลัดทิ้งธรรมเหล่านี้ได้แล้ว ไม่ยึดมั่น เป็นผู้สงบ ไม่อาศัยแล้ว ไม่พึงหวังภพ

ข้อ ๗๕

(มาคันทิยพราหมณ์กราบทูล ดังนี้) หากนักปราชญ์ไม่กล่าวความหมดจดเพราะทิฏฐิ ไม่กล่าวความหมดจดเพราะสุตะ ไม่กล่าวความหมดจดเพราะญาณ ไม่กล่าวความหมดจดเพราะศีลและวัตร บุคคลย่อมถึงความสงบภายใน เพราะความไม่มีทิฏฐิ เพราะความไม่มีสุตะ เพราะความไม่มีญาณ เพราะความไม่มีศีล เพราะความไม่มีวัตรนั้นก็หามิได้ ข้าพเจ้าจึงเข้าใจธรรมของท่านว่า เป็นเรื่องงมงายแน่นอน เพราะสมณพราหมณ์บางพวกถึงความหมดจดได้เพราะทิฏฐิ คำว่า หากนักปราชญ์ไม่กล่าวความหมดจดเพราะทิฏฐิ ไม่กล่าวความ หมดจดเพราะสุตะ ไม่กล่าวความหมดจดเพราะญาณ อธิบายว่า นักปราชญ์ไม่กล่าว คือ ไม่พูด ไม่บอก ไม่แสดง ไม่ชี้แจงความหมดจด คือ ความสะอาดความบริสุทธิ์ ความหลุดไป ความพ้นไป ความหลุดพ้นไป เพราะทิฏฐิ ... เพราะสุตะ... เพราะทิฏฐิและสุตะ ... นักปราชญ์ไม่กล่าว คือ ไม่พูด ไม่บอก ไม่แสดง ไม่ชี้แจงความหมดจด คือ ความสะอาด ความบริสุทธิ์ ความหลุดไป ความพ้นไป ความหลุดพ้นไป เพราะญาณ รวมความว่า หากนักปราชญ์ไม่กล่าวความหมดจดเพราะทิฏฐิ ไม่กล่าวความหมดจดเพราะสุตะ ไม่กล่าวความหมดจดเพราะญาณ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๒๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส คำว่า ดังนี้ ในคำว่า มาคันทิยพราหมณ์กราบทูล ดังนี้ เป็นบทสนธิ ... คำว่าดังนี้ นี้ เป็นคำเชื่อมบทหน้ากับบทหลังเข้าด้วยกัน คำว่า มาคันทิยะ เป็นชื่อของพราหมณ์นั้น ... รวมความว่า มาคันทิยพราหมณ์กราบทูล ดังนี้ คำว่า ไม่กล่าวความหมดจดเพราะศีลและวัตร อธิบายว่า ไม่กล่าว คือ ไม่พูด ไม่บอก ไม่แสดง ไม่ชี้แจงความหมดจด คือ ความสะอาด ความบริสุทธิ์ความหลุดไป ความพ้นไป ความหลุดพ้นไปเพราะศีล ... เพราะวัตร ... ไม่กล่าว คือไม่พูด ไม่บอก ไม่แสดง ไม่ชี้แจงความหมดจด คือ ความสะอาด ความบริสุทธิ์ความหลุดไป ความพ้นไป ความหลุดพ้นไปเพราะศีลและวัตร รวมความว่า ไม่กล่าวความหมดจดเพราะศีลและวัตร คำว่า บุคคลย่อมถึงความสงบภายใน เพราะความไม่มีทิฏฐิ เพราะ ความไม่มีสุตะ เพราะความไม่มีญาณ เพราะความไม่มีศีล เพราะความไม่มีวัตรนั้นก็หามิได้ อธิบายว่า ท่านกล่าวอย่างนี้ว่า ทิฏฐิก็พึงปรารถนา ... การฟังก็พึงปรารถนา ... ญาณก็พึงปรารถนา ... ศีลก็พึงปรารถนา ... ท่านกล่าวอย่างนี้ว่าวัตรก็พึงปรารถนา ท่านไม่สามารถยอมรับโดยส่วนเดียวได้ ทั้งไม่สามารถปฏิเสธโดยส่วนเดียวได้ รวมความว่า บุคคลย่อมถึงความสงบภายใน เพราะความไม่มีทิฏฐิเพราะความไม่มีสุตะ เพราะความไม่มีญาณ เพราะความไม่มีศีล เพราะความไม่มีวัตรนั้น ก็หามิได้ คำว่า ข้าพเจ้าจึงเข้าใจธรรมของท่านว่า เป็นเรื่องงมงายแน่นอน อธิบายว่าข้าพเจ้าจึงเข้าใจอย่างนี้ คือ รู้ รู้ทั่ว รู้แจ่มแจ้ง รู้เฉพาะ แทงตลอดอย่างนี้ว่า ธรรมของท่านนี้ เป็นธรรมงมงาย คือ เป็นธรรมของคนเขลา ธรรมของคนหลง ธรรมของคนไม่รู้ ธรรมของคนมีลัทธิที่หลบเลี่ยงไม่แน่นอน รวมความว่า ข้าพเจ้าจึงเข้าใจธรรมของท่านว่า เป็นเรื่องงมงายแน่นอน คำว่า เพราะสมณพราหมณ์บางพวกถึงความหมดจดได้เพราะทิฏฐิ อธิบายว่า สมณพราหมณ์บางพวก ถึงความหมดจด คือ ความสะอาด ความบริสุทธิ์ความหลุดไป ความพ้นไป ความหลุดพ้นไปเพราะทิฏฐิว่า “โลกเที่ยง นี้เท่านั้นจริงอย่างอื่นเป็นโมฆะ” สมณพราหมณ์บางพวก ถึงความหมดจด คือ ความสะอาด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๒๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส ความบริสุทธิ์ ความหลุดไป ความพ้นไป ความหลุดพ้นไป เพราะทิฏฐิว่า “โลกไม่เที่ยง ... หลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่ นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเป็นโมฆะ” รวมความว่า เพราะสมณพราหมณ์บางพวกถึงความหมดจดได้เพราะทิฏฐิ ด้วยเหตุนั้น มาคันทิยพราหมณ์จึงกราบทูลดังนี้ หากนักปราชญ์ไม่กล่าวความหมดจดเพราะทิฏฐิ ไม่กล่าวความหมดจดเพราะสุตะ ไม่กล่าวความหมดจดเพราะญาณ ไม่กล่าวความหมดจดเพราะศีลและวัตร บุคคลย่อมถึงความสงบภายใน เพราะความไม่มีทิฏฐิ เพราะความไม่มีสุตะ เพราะความไม่มีญาณ เพราะความไม่มีศีล เพราะความไม่มีวัตรนั้นก็หามิได้ ข้าพเจ้าจึงเข้าใจธรรมของท่านว่า เป็นเรื่องงมงายแน่นอน เพราะสมณพราหมณ์บางพวกถึงความหมดจดได้เพราะทิฏฐิ

ข้อ ๗๖

(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า มาคันทิยะ) เพราะอาศัยทิฏฐิทั้งหลาย ท่านจึงถามเนืองๆ ได้มาถึงความลุ่มหลงในทิฏฐิทั้งหลาย ที่ท่านถือมั่นไว้แล้ว และท่านก็มิได้เห็นสัญญาแม้น้อยหนึ่งจากธรรมนี้ เพราะฉะนั้น ท่านจึงประสบแต่ความงมงาย คำว่า เพราะอาศัยทิฏฐิทั้งหลาย ท่านจึงถามเนืองๆ อธิบายว่า มาคันทิย-พราหมณ์อาศัยทิฏฐิถามถึงทิฏฐิ อาศัยความเกี่ยวข้องถามถึงความเกี่ยวข้อง อาศัยความผูกพันถามถึงความผูกพัน อาศัยความกังวลถามถึงความกังวล คำว่า จึงถามเนืองๆ ได้แก่ จึงถามอยู่บ่อยๆ รวมความว่า เพราะอาศัยทิฏฐิทั้งหลายท่านจึงถามเนืองๆ คำว่า มาคันทิยะ เป็นคำที่พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อ คำว่า พระผู้มีพระภาค เป็นคำกล่าวโดยความเคารพ ... คำว่า พระผู้มี พระภาค นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ รวมความว่า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า มาคันทิยะ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๒๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส คำว่า ได้มาถึงความลุ่มหลงในทิฏฐิทั้งหลาย ที่ท่านถือมั่นไว้แล้ว อธิบายว่าทิฏฐิใด ท่านถือ คือ ยึดมั่น ถือมั่น ติดใจ น้อมใจเชื่อแล้ว ท่านหลง คือ ลุ่มหลงหลงงมงาย ถึงความหลง ถึงความลุ่มหลง ถึงความหลงงมงาย แล่นไปสู่ความมืดมนแล้ว ในทิฏฐินั้น รวมความว่า ได้มาถึงความลุ่มหลงในทิฏฐิทั้งหลาย ที่ท่านถือมั่นไว้แล้ว คำว่า และท่านก็มิได้เห็นสัญญาแม้น้อยหนึ่งจากธรรมนี้ อธิบายว่า ท่าน ไม่ได้พบสัญญาอันสมควร สัญญาที่ถึงแล้ว สัญญาในลักษณะ สัญญาในเหตุ หรือสัญญาในฐานะ จากธรรมนี้ คือ จากความสงบภายใน จากข้อปฏิบัติ หรือจากธรรมเทศนาเลย ท่านจักได้ญาณจากที่ไหนเล่า รวมความว่า และท่านก็มิได้เห็นสัญญาแม้น้อยหนึ่งจากธรรมนี้ อย่างนี้บ้าง อีกนัยหนึ่ง ท่านไม่ได้พบเบญจขันธ์ซึ่งไม่เที่ยง หรือญาณซึ่งอนุโลม อนิจจสัญญา เบญจขันธ์ซึ่งเป็นทุกข์ หรือญาณซึ่งอนุโลมทุกขสัญญา ธรรมซึ่งเป็นอนัตตา หรือ ญาณซึ่งอนุโลมอนัตตสัญญา ธรรมเพียงแต่ความเกิดขึ้นแห่งสัญญาหรือธรรมเป็นนิมิตแห่งสัญญาเลย ท่านจักได้ญาณจากที่ไหน รวมความว่า และท่านมิได้เห็นสัญญาแม้น้อยหนึ่งจากธรรมนี้ อย่างนี้บ้าง คำว่า เพราะฉะนั้น ในคำว่า เพราะฉะนั้น ท่านจึงประสบแต่ความงมงายอธิบายว่า เพราะฉะนั้น คือ เพราะการณ์นั้น เพราะเหตุนั้น เพราะปัจจัยนั้นเพราะต้นเหตุนั้น ท่านจึงประสบ คือ เห็น แลเห็น มองดู เพ่งพินิจ พิจารณาดูแต่ธรรมคือความงมงาย ธรรมของคนเขลา ธรรมของคนหลง ธรรมของคนไม่รู้ธรรมของคนที่มีลัทธิหลบเลี่ยงไม่แน่นอน รวมความว่า เพราะฉะนั้น ท่านจึงประสบแต่ความงมงาย ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า มาคันทิยะ เพราะอาศัยทิฏฐิทั้งหลาย ท่านจึงถามเนืองๆ ได้มาถึงความลุ่มหลงในทิฏฐิทั้งหลาย ที่ท่านถือมั่นไว้แล้ว และท่านก็มิได้เห็นสัญญาแม้น้อยหนึ่งจากธรรมนี้ เพราะฉะนั้น ท่านจึงประสบแต่ความงมงาย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๓๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส

ข้อ ๗๗

(พระผู้มีพระภาคตรัสต่อไปว่า) ผู้ใดสำคัญว่า เราเสมอเขา เลิศกว่าเขา หรือด้อยกว่าเขา ผู้นั้นพึงต้องวิวาทกันด้วยความถือตัวนั้น บุคคลไม่หวั่นไหวในเพราะความถือตัว ๓ อย่าง ความสำคัญว่า เราเสมอเขา เลิศกว่าเขา (หรือด้อยกว่าเขา) จึงไม่มีแก่บุคคลนั้น คำว่า ผู้ใดสำคัญว่า เราเสมอเขา เลิศกว่าเขา หรือด้อยกว่าเขา ผู้นั้น พึงต้องวิวาทกันด้วยความถือตัวนั้น อธิบายว่า ผู้ใดสำคัญว่า “เราเสมอเขาเราเลิศกว่าเขา หรือ เราด้อยกว่าเขา” ผู้นั้น พึงต้องก่อการทะเลาะ ก่อการบาดหมางก่อการแก่งแย่ง ก่อการวิวาท ก่อการมุ่งร้าย ด้วยความถือตัวนั้น คือ ด้วยทิฏฐินั้นหรือกับบุคคลนั้นว่า “ท่านไม่รู้ธรรมวินัยนี้ เรารู้ธรรมวินัยนี้ ท่านจักรู้ธรรมวินัยนี้ได้อย่างไร ท่านปฏิบัติผิด เราปฏิบัติถูกต้อง คำของเรามีประโยชน์ คำของท่านไม่มีประโยชน์ คำที่ควรพูดก่อนท่านกลับพูดทีหลัง คำที่ควรพูดทีหลังท่าน กลับพูดก่อน คำที่ท่านใช้เสมอกลับติดขัด วาทะของท่านเราหักล้างได้แล้ว เราปราบปรามท่านได้แล้ว ท่านจงเที่ยวไปเพื่อเปลื้องวาทะ หรือหากท่านสามารถก็จงแก้ไขเถิด” รวมความว่า ผู้ใดสำคัญว่า เราเสมอเขา เลิศกว่าเขา หรือด้อยกว่าเขาผู้นั้นพึงต้องวิวาทกันด้วยความถือตัวนั้น คำว่า บุคคลไม่หวั่นไหวในเพราะความถือตัว ๓ อย่าง ความสำคัญว่า เราเสมอเขา เลิศกว่าเขา(หรือด้อยกว่าเขา) จึงไม่มีแก่บุคคลนั้น อธิบายว่าความถือตัว ๓ อย่างเหล่านี้ ผู้ใด ละได้แล้ว ตัดขาดได้แล้ว ทำให้สงบได้แล้วระงับได้แล้ว ทำให้เกิดขึ้นไม่ได้อีก เผาด้วยไฟคือญาณแล้ว ผู้นั้นย่อมไม่หวั่นไหว คือไม่เอนเอียง ในความถือตัว ๓ อย่างเหล่านั้น ความสำคัญว่า เราเสมอเขา เราเลิศกว่าเขา หรือเราด้อยกว่าเขา ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้ไม่หวั่นไหว คำว่า ไม่มีแก่บุคคลนั้น ได้แก่ ไม่มีแก่เรา รวมความว่า บุคคลไม่หวั่นไหวในเพราะความถือตัว ๓ อย่าง ความสำคัญว่า “เราเสมอเขา เลิศกว่าเขา หรือด้อยกว่าเขา จึงไม่มีแก่บุคคลนั้น” ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๓๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส ผู้ใดสำคัญว่า เราเสมอเขา เลิศกว่าเขา หรือด้อยกว่าเขา ผู้นั้นพึงต้องวิวาทกันด้วยความถือตัวนั้น บุคคลไม่หวั่นไหวในเพราะความถือตัว ๓ อย่าง ความสำคัญว่า เราเสมอเขา เลิศกว่าเขา (หรือด้อยกว่าเขา) จึงไม่มีแก่บุคคลนั้น

ข้อ ๗๘

(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) บุคคลผู้เป็นพราหมณ์นั้นพึงกล่าวอะไรว่า จริง หรือบุคคลผู้เป็นพราหมณ์นั้นพึงโต้เถียงว่า เท็จ ด้วยเหตุอะไร ความสำคัญว่าเราเสมอเขา เราเลิศกว่าเขา (หรือเราด้อยกว่าเขา) ย่อมไม่มีในพระอรหันต์ใด พระอรหันต์นั้น พึงตอบโต้วาทะ ด้วยเหตุอะไรเล่า คำว่า พราหมณ์ ในคำว่า บุคคลผู้เป็นพราหมณ์นั้นพึงกล่าวอะไรว่า จริง อธิบายว่า บุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์ เพราะลอยธรรม ๗ ประการได้แล้ว ... บุคคลนั้นไม่มีตัณหาและทิฏฐิอาศัย เป็นผู้มั่นคง บัณฑิตเรียกผู้นั้นว่า เป็นพราหมณ์ คำว่า บุคคลผู้เป็นพราหมณ์นั้นพึงกล่าวอะไรว่า จริง อธิบายว่า บุคคล ผู้เป็นพราหมณ์ พึงกล่าว คือ พูด บอก แสดง ชี้แจงอะไรว่า “โลกเที่ยง นี้เท่านั้นจริงอย่างอื่นเป็นโมฆะ” พึงกล่าว คือ พูด บอก แสดง ชี้แจงอะไรว่า “โลกไม่เที่ยง ... หลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่ นี้เท่านั้นจริงอย่างอื่นเป็นโมฆะ” รวมความว่า บุคคลผู้เป็นพราหมณ์นั้นพึงกล่าวอะไรว่า จริง คำว่า หรือบุคคลผู้เป็นพราหมณ์นั้นพึงโต้เถียงว่า เท็จ ด้วยเหตุอะไร อธิบายว่า บุคคลผู้เป็นพราหมณ์พึงก่อการทะเลาะ ก่อการบาดหมาง ก่อการแก่งแย่ง ก่อการวิวาท ก่อการมุ่งร้าย ด้วยมานะอะไร ด้วยทิฏฐิอะไร หรือกับบุคคลใดว่า “คำของเราจริง คำของท่านเท็จ ... ท่านไม่รู้ธรรมวินัยนี้ ... หรือหากท่านสามารถ ก็จงแก้ไขเถิด” รวมความว่า หรือบุคคลผู้เป็นพราหมณ์นั้นพึงโต้เถียงว่า เท็จ ด้วยเหตุอะไร @เชิงอรรถ : @ ดูรายละเอียดข้อ ๒๕/๑๐๔-๑๐๕

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๓๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส คำว่า ในพระอรหันต์ใด ในคำว่า ความสำคัญว่า เราเสมอเขา เราเลิศ กว่าเขา (หรือเราด้อยกว่าเขา) ย่อมไม่มีในพระอรหันต์ใด อธิบายว่า ในพระอรหันต์คือ พระขีณาสพใด ไม่มีความถือตัวว่า “เราเสมอเขา” ไม่มีความถือดีว่า“เราเลิศกว่าเขา” ไม่มีความดูหมิ่นว่า “เราด้อยกว่าเขา” คือ ไม่ปรากฏ หาไม่ได้ได้แก่ ความถือตัวนั้นพระอรหันต์ละได้แล้ว ตัดขาดได้แล้ว ทำให้สงบได้แล้ว ระงับได้แล้ว ทำให้เกิดขึ้นไม่ได้อีก เผาด้วยไฟคือญาณแล้ว รวมความว่า ความสำคัญว่าเราเสมอเขา เราเลิศกว่าเขา(หรือเราด้อยกว่าเขา) ย่อมไม่มีในพระอรหันต์ใด คำว่า พระอรหันต์นั้น พึงตอบโต้วาทะ ด้วยเหตุอะไรเล่า อธิบายว่า พระอรหันต์นั้น พึงตอบโต้วาทะ คือ พึงโต้เถียง พึงก่อการทะเลาะ ก่อการบาดหมาง ก่อการแก่งแย่ง ก่อการวิวาท ก่อการมุ่งร้าย ด้วยเหตุอะไร ด้วยทิฏฐิอะไร หรือกับบุคคลใดว่า “ท่านไม่รู้ธรรมวินัยนี้ ... หรือหากท่านสามารถ ก็จงแก้ไขเถิด” รวมความว่า พระอรหันต์นั้น พึงตอบโต้วาทะ ด้วยเหตุอะไรเล่าด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า บุคคลผู้เป็นพราหมณ์นั้นพึงกล่าวอะไรว่า จริง หรือบุคคลผู้เป็นพราหมณ์นั้นพึงโต้เถียงว่า เท็จ ด้วยเหตุอะไร ความสำคัญว่าเราเสมอเขา เราเลิศกว่าเขา (หรือเราด้อยกว่าเขา) ย่อมไม่มีในพระอรหันต์ใด พระอรหันต์นั้น พึงตอบโต้วาทะ ด้วยเหตุอะไรเล่า

ข้อ ๗๙

(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) บุคคลละที่อาศัยแล้ว ไม่เที่ยวซ่านไปหาที่อาศัย มุนีไม่ทำความเยื่อใยในกาม ว่างจากกามทั้งหลาย ไม่มุ่งหมายอัตภาพต่อไป ไม่พึงกล่าวถ้อยคำขัดแย้งกัน ครั้งนั้นแล หาลินทกานิคหบดี เข้าไปหาท่านพระมหากัจจายนะถึงที่อยู่ กราบท่านพระมหากัจจายนะแล้ว นั่ง ณ ที่สมควร ครั้นแล้วได้ถามท่านพระมหา-กัจจายนะว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสภาษิตนี้ ในมาคันทิยปัญหา อันมาใน อัฏฐกวรรคว่า

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๓๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส บุคคลละที่อาศัยแล้ว ไม่เที่ยวซ่านไปหาที่อาศัย มุนีไม่ทำความเยื่อใยในกาม ว่างจากกามทั้งหลาย ไม่มุ่งหมายอัตภาพต่อไป ไม่พึงกล่าวถ้อยคำขัดแย้งกัน ข้าแต่ท่านมหากัจจายนะผู้เจริญ เนื้อความแห่งภาษิตที่พระผู้มีพระภาค ตรัสแล้วโดยย่อนี้ พึงทราบโดยพิสดารอย่างไร ท่านพระมหากัจจายนะตอบว่า ท่านคหบดี รูปธาตุเป็นที่อาศัยแห่งวิญญาณวิญญาณที่ผูกพันไว้ด้วยราคะในรูปธาตุ ตรัสเรียกว่า การเที่ยวซ่านไปหาที่อาศัยเวทนาธาตุ ... สัญญาธาตุ ... สังขารธาตุ เป็นที่อาศัยแห่งวิญญาณ วิญญาณที่ผูกพันไว้ด้วยราคะในสังขารธาตุ ตรัสเรียกว่า การเที่ยวซ่านไปหาที่อาศัย ท่านคหบดีบุคคลผู้เที่ยวซ่านไปหาที่อาศัย เป็นอย่างนี้แล ท่านคหบดี บุคคลผู้ไม่เที่ยวซ่านไปหาที่อาศัย เป็นอย่างไร คือ ความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยาก อุบายและความยึดมั่น อันเป็นเหตุที่ใจเข้าไปตั้งมั่นถือมั่นและนอนเนื่องแห่งรูปธาตุ พระตถาคต ทรงละได้เด็ดขาดแล้ว ตัดรากถอนโคนเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ ฉะนั้น บัณฑิตจึงเรียกพระตถาคตว่า “ผู้ไม่ทรงเที่ยวซ่านไปหาที่อาศัย” ความพอใจ ความกำหนัดความเพลิดเพลิน ความทะยานอยาก อุบายและความยึดมั่น อันเป็นเหตุที่ใจเข้าไปตั้งมั่นถือมั่นและนอนเนื่องแห่งเวทนาธาตุ ... สัญญาธาตุ ... สังขารธาตุ ... วิญญาณธาตุพระตถาคต ทรงละได้เด็ดขาดแล้ว ตัดรากถอนโคนเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ ฉะนั้น บัณฑิตจึงเรียกพระตถาคตว่า “ผู้ไม่ทรงเที่ยวซ่านไปหาที่อาศัย” ท่านคหบดี บุคคลผู้ไม่เที่ยวซ่านไปหาที่อาศัย เป็นอย่างนี้แล ท่านคหบดี บุคคลผู้เที่ยวซ่านไปหาที่อาศัย เป็นอย่างไร คือ ความเที่ยวซ่านไปหาและความผูกพันกับที่อาศัย คือ รูปนิมิต ... สัททนิมิต... คันธนิมิต ... รสนิมิต ... โผฏฐัพพนิมิต ... ธัมมนิมิต ตรัสเรียกว่า “ผู้เที่ยวซ่านไปหาที่อาศัย” ท่านคหบดี บุคคลผู้เที่ยวซ่านไปหาที่อาศัย เป็นอย่างนี้แล

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๓๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส ท่านคหบดี บุคคลผู้ไม่เที่ยวซ่านไปหาที่อาศัย เป็นอย่างไร คือ ความซ่านไปหา และความผูกพันกับที่อาศัย คือ รูปนิมิต ... สัททนิมิต ... คันธนิมิต ... รสนิมิต ... โผฏฐัพพนิมิต ... ธัมมนิมิต พระตถาคตทรงละได้เด็ดขาดแล้วตัดรากถอนโคนเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ ฉะนั้น บัณฑิตจึงเรียกพระตถาคตว่า “ผู้ไม่ทรงเที่ยวซ่านไปหาที่อาศัย” ท่านคหบดี บุคคลผู้ไม่เที่ยวซ่านไปหาที่อาศัย เป็นอย่างนี้แล ท่านคหบดี บุคคลเกิดความเยื่อใยในกาม เป็นอย่างไร คือ ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ เกี่ยวข้องอยู่กับคฤหัสถ์ เพลิดเพลินร่วมกันเศร้าโศกร่วมกัน เมื่อพวกเขาสุขก็สุขด้วย เมื่อพวกเขาทุกข์ก็ทุกข์ด้วย เมื่อพวกเขามีกิจที่ควรทำเกิดขึ้น ก็ลงมือช่วยเหลือด้วยตนเอง ท่านคหบดี บุคคลเกิดความเยื่อใยในกาม เป็นอย่างนี้แล ท่านคหบดี บุคคลไม่เกิดความเยื่อใยในกาม เป็นอย่างไร คือ ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ไม่เกี่ยวข้องอยู่กับคฤหัสถ์ ไม่เพลิดเพลินร่วมกัน ไม่เศร้าโศกร่วมกัน เมื่อพวกเขาสุขก็มิได้สุขด้วย เมื่อพวกเขาทุกข์ก็มิได้ทุกข์ด้วย เมื่อพวกเขามีกิจที่ควรทำเกิดขึ้น ก็ไม่ลงมือช่วยเหลือด้วยตนเอง ท่านคหบดี บุคคลไม่เกิดความเยื่อใยในกาม เป็นอย่างนี้แล ท่านคหบดี บุคคลไม่ว่างจากกามทั้งหลาย เป็นอย่างไร คือ ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ไม่ปราศจากความกำหนัด ไม่ปราศจาก ความพอใจ ไม่ปราศจากความรัก ไม่ปราศจากความกระหาย ไม่ปราศจากความเร่าร้อน ไม่ปราศจากตัณหาในกามทั้งหลาย ท่านคหบดี บุคคลไม่ว่างจากกามทั้งหลาย เป็นอย่างนี้แล ท่านคหบดี บุคคลว่างจากกามทั้งหลาย เป็นอย่างไร คือ ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ปราศจากความกำหนัด ปราศจากความพอใจปราศจากความรัก ปราศจากความกระหาย ปราศจากความเร่าร้อน ปราศจากตัณหาในกามทั้งหลาย ท่านคหบดี บุคคลว่างจากกามทั้งหลาย เป็นอย่างนี้แล ท่านคหบดี บุคคลมุ่งหวังอัตภาพต่อไป เป็นอย่างไร

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๓๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส คือ ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ มีความมุ่งหวังอย่างนี้ว่า “ในอนาคตกาลเราพึงมีรูปอย่างนี้” เธอก็ประสบความเพลิดเพลินในความปรารถนานั้น มีความมุ่งหวังอย่างนี้ว่า ในอนาคตกาล “เราพึงมีเวทนาอย่างนี้ ... พึงมีสัญญาอย่างนี้ ... พึงมีสังขารอย่างนี้ ... พึงมีวิญญาณอย่างนี้” เธอก็ประสบความเพลิดเพลินในความปรารถนานั้น ท่านคหบดี บุคคลมุ่งหวังอัตภาพต่อไป เป็นอย่างนี้แล ท่านคหบดี บุคคลไม่มุ่งหวังอัตภาพต่อไป เป็นอย่างไร คือ ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ไม่มีความมุ่งหวังอย่างนี้ว่า “ในอนาคตกาลเราพึงมีรูปอย่างนี้” ไม่มีความมุ่งหวังอย่างนี้ว่า “ในอนาคตกาล เราพึงมีเวทนาอย่างนี้ ... พึงมีสัญญาอย่างนี้ ... พึงมีสังขารอย่างนี้ ... พึงมีวิญญาณอย่างนี้” เธอก็ไม่ประสบความเพลิดเพลินในความปรารถนานั้น ท่านคหบดี บุคคลไม่มุ่งหวังอัตภาพต่อไป เป็นอย่างนี้แล ท่านคหบดี บุคคลกล่าวถ้อยคำขัดแย้งกัน เป็นอย่างไร คือ ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้กล่าวถ้อยคำเห็นปานนี้ว่า “ท่านไม่รู้ธรรมวินัยนี้ ... หรือหากท่านสามารถ ก็จงแก้ไขเถิด” ท่านคหบดี บุคคลกล่าวถ้อยคำขัดแย้งกัน เป็นอย่างนี้แล ท่านคหบดี บุคคลไม่กล่าวถ้อยคำขัดแย้งกัน เป็นอย่างไร คือ ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่กล่าวถ้อยคำเห็นปานนี้ว่า “ท่านไม่รู้ธรรมวินัยนี้ ... หรือหากท่านสามารถ ก็จงแก้ไขเถิด” ท่านคหบดี บุคคลไม่กล่าวถ้อยคำขัดแย้งกัน เป็นอย่างนี้แล ท่านคหบดี ภาษิตที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ในมาคันทิยปัญหา อันมาใน อัฏฐกวรรคว่า บุคคลละที่อาศัยแล้ว ไม่เที่ยวซ่านไปหาที่อาศัย มุนีไม่ทำความเยื่อใยในกาม ว่างจากกามทั้งหลาย ไม่มุ่งหมายอัตภาพต่อไป ไม่พึงกล่าวถ้อยคำขัดแย้งกัน ดังนี้แล ท่านคหบดี เนื้อความแห่งภาษิตที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้โดยย่อ พึงทราบโดยพิสดารอย่างนี้แล ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๓๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส บุคคลละที่อาศัยแล้ว ไม่เที่ยวซ่านไปหาที่อาศัย มุนีไม่ทำความเยื่อใยในกาม ว่างจากกามทั้งหลาย ไม่มุ่งหมายอัตภาพต่อไป ไม่พึงกล่าวถ้อยคำขัดแย้งกัน

ข้อ ๘๐

(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) บุคคลผู้นาคะสงัดจากทิฏฐิเหล่าใด พึงเที่ยวไปในโลก ไม่พึงพูดจายึดถือทิฏฐิเหล่านั้น ดอกบัวก้านมีหนามเกิดในน้ำ ไม่แปดเปื้อนด้วยน้ำและโคลนตม ฉันใด มุนีผู้กล่าวเรื่องความสงบ ก็ไม่ยินดี ไม่แปดเปื้อนในกามและโลก ฉันนั้น คำว่า เหล่าใด ในคำว่า บุคคลผู้นาคะสงัดจากทิฏฐิเหล่าใด พึงเที่ยวไปในโลกได้แก่ ทิฏฐิทั้งหลาย คำว่า สงัด ได้แก่ ว่าง สงัด เงียบ จากกายทุจริต ... จากวจีทุจริต ... จากมโนทุจริต ... จากราคะ ... ว่าง สงัด เงียบจากอกุสลาภิสังขารทุกประเภท คำว่า พึงเที่ยวไป ได้แก่ พึงเที่ยวไป คือ พึงอยู่ เคลื่อนไหว เป็นไป เลี้ยงชีวิต ดำเนินไป ยังชีวิตให้ดำเนินไป คำว่า ในโลก ได้แก่ ในมนุษยโลก รวมความว่า บุคคลผู้นาคะสงัดจากทิฏฐิ เหล่าใด พึงเที่ยวไปในโลก คำว่า ผู้นาคะ ในคำว่า ผู้นาคะ ... ไม่พึงพูดจายึดถือทิฏฐิเหล่านั้น อธิบายว่าชื่อว่าบุคคลผู้นาคะ เพราะไม่ทำความชั่ว ชื่อว่าบุคคลผู้นาคะ เพราะไม่ถึง ชื่อว่าบุคคลผู้นาคะ เพราะไม่กลับมาหา บุคคลชื่อว่าผู้นาคะ เพราะไม่ทำความชั่ว เป็นอย่างไร คือ บาปอกุศลธรรมทั้งหลาย เป็นเหตุแห่งความเศร้าหมอง ก่อภพใหม่ มีความกระวนกระวาย มีทุกข์เป็นวิบาก เป็นที่ตั้งแห่งชาติ ชรา และมรณะต่อไปตรัสเรียกว่า ความชั่ว (สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สภิยะ)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๓๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส บุคคลผู้ไม่ทำบาปแม้เล็กน้อยในโลก สลัดสังโยชน์เครื่องผูกพันได้ทั้งหมด ไม่ติดข้องอยู่ในธรรมเป็นเครื่องข้องทั้งปวง เป็นผู้หลุดพ้น ดำรงตนมั่นคงเช่นนั้น บัณฑิตทั้งหลายเรียกว่า ผู้นาคะ บุคคลชื่อว่าผู้นาคะ เพราะไม่ทำความชั่ว เป็นอย่างนี้ บุคคลชื่อว่าผู้นาคะ เพราะไม่ถึง เป็นอย่างไร คือ บุคคลไม่ถึงฉันทาคติ(ลำเอียงเพราะชอบ) ไม่ถึงโทสาคติ(ลำเอียงเพราะชัง)ไม่ถึงโมหาคติ(ลำเอียงเพราะหลง) ไม่ถึงภยาคติ(ลำเอียงเพราะกลัว) ไม่ดำเนินไปด้วยอำนาจราคะ ไม่ดำเนินไปด้วยอำนาจโทสะ ไม่ดำเนินไปด้วยอำนาจโมหะ ไม่ ดำเนินไปด้วยอำนาจมานะ ไม่ดำเนินไปด้วยอำนาจทิฏฐิ ไม่ดำเนินไปด้วยอำนาจ อุทธัจจะ ไม่ดำเนินไปด้วยอำนาจวิจิกิจฉา ไม่ดำเนินไปด้วยอำนาจอนุสัย ได้แก่ ไม่ไป ไม่ออกไป ไม่ถูกพาไป ไม่ถูกนำไป ด้วยธรรมที่ก่อความเป็นฝักเป็นฝ่ายบุคคลชื่อว่าผู้นาคะ เพราะไม่ถึง เป็นอย่างนี้ บุคคลชื่อว่าผู้นาคะ เพราะไม่กลับมาหา เป็นอย่างไร คือ กิเลสเหล่าใดอริยบุคคลละได้แล้ว ด้วยโสดาปัตติมรรค อริยบุคคลนั้นก็ ย่อมไม่มา ไม่กลับมา ไม่หวนกลับมาสู่กิเลสเหล่านั้นอีก กิเลสเหล่าใด อริยบุคคลละได้แล้วด้วยสกทาคามิมรรค ... ด้วยอนาคามิมรรค ... ด้วยอรหัตตมรรค อริยบุคคลนั้นก็ย่อมไม่มา ไม่กลับมา ไม่หวนกลับมาสู่กิเลสเหล่านั้นอีก บุคคลชื่อว่าผู้นาคะเพราะไม่กลับมาหา เป็นอย่างนี้ คำว่า บุคคลผู้นาคะ ... ไม่พึงพูดจายึดถือทิฏฐิเหล่านั้น อธิบายว่า บุคคลผู้ นาคะ ไม่พึงพูดจา คือ ไม่พึงพูด กล่าว แสดง ชี้แจง ยึด จับ ถือ ยึดมั่น ถือมั่นทิฏฐิเหล่านั้น ได้แก่ ไม่พึงพูดจา คือ ไม่พึงพูด กล่าว แสดง ชี้แจงว่า “โลกเที่ยง... โลกไม่เที่ยง ... หลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเป็นโมฆะ” รวมความว่า บุคคลผู้นาคะ ... ไม่พึงพูดจายึดถือทิฏฐิเหล่านั้น @เชิงอรรถ : @ ขุ.สุ. ๒๕/๕๒๘/๔๓๗

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๓๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส คำว่า ดอกบัวก้านมีหนามเกิดในน้ำ ไม่แปดเปื้อนด้วยน้ำและโคลนตม ฉันใด อธิบายว่า น้ำ ตรัสเรียกว่า เอละ น้ำ ตรัสเรียกว่า อัมพุ ดอกบัว ตรัสเรียกว่า อัมพุชะ ก้านขรุขระ ตรัสเรียกว่ามีหนาม น้ำ ตรัสเรียกว่า วารี ดอกบัวเกิดในน้ำ ตรัสเรียกว่า วาริชะ น้ำ ตรัสเรียกว่า ชละ เปือกตมตรัสเรียกว่า โคลนตมดอกบัวเกิดในน้ำ อยู่ในน้ำ (แต่) ไม่ติด ไม่ติดแน่น ไม่แปดเปื้อนด้วยน้ำและโคลนตมคือ ไม่ถูกน้ำและโคลนตมติดแล้ว ติดแน่นแล้ว แปดเปื้อนแล้ว ฉันใด รวมความว่าดอกบัวก้านมีหนามเกิดในน้ำ ไม่แปดเปื้อนด้วยน้ำและโคลนตม ฉันใด คำว่า ฉันนั้น ในคำว่า มุนีผู้กล่าวเรื่องความสงบ ก็ไม่ยินดี ไม่แปดเปื้อน ในกามและโลก ฉันนั้น เป็นคำอุปไมยที่ทำอุปมาให้สมบูรณ์ คำว่า มุนี อธิบายว่า ญาณ ท่านเรียกว่า โมนะ ... ผู้ก้าวล่วงกิเลสเครื่องข้องและตัณหาดุจตาข่ายได้แล้ว ชื่อว่ามุนี คำว่า ผู้กล่าวเรื่องความสงบ อธิบายว่า มุนีผู้กล่าวเรื่องความสงบ คือ กล่าวเรื่องที่ป้องกัน กล่าวเรื่องที่หลีกเร้น กล่าวเรื่องที่พึ่ง กล่าวเรื่องที่ไม่มีภัยกล่าวเรื่องที่ไม่คลาดเคลื่อน กล่าวเรื่องอมตธรรม กล่าวเรื่องนิพพาน รวมความว่ามุนีผู้กล่าวเรื่องความสงบ ... ฉันนั้น คำว่า ไม่ยินดี อธิบายว่า ตัณหา ตรัสเรียกว่า ความยินดี คือ ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ... อภิชฌา อกุศลมูลคือโลภะ ตัณหาที่ตรัสเรียกว่าความยินดีนั้น มุนีใดละได้แล้ว คือ ตัดขาดได้แล้ว ทำให้ สงบได้แล้ว ระงับได้แล้ว ทำให้เกิดขึ้นไม่ได้อีก เผาด้วยไฟคือญาณแล้ว มุนีนั้นตรัสเรียกว่า ผู้ไม่ยินดี คือ ผู้ไม่ยินดี ไม่ติดใจ ไม่สยบ ไม่หมกมุ่นในรูป ... เสียง ... กลิ่น ... รส... โผฏฐัพพะ ... ตระกูล ... หมู่คณะ ... อาวาส ... ลาภ ... ยศ ... สรรเสริญ... สุข ... จีวร ... บิณฑบาต ... เสนาสนะ ... คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ... กามธาตุ ... รูปธาตุ ... อรูปธาตุ ... กามภพ ... รูปภพ ... อรูปภพ ... สัญญาภพ ... อสัญญาภพ... เนวสัญญานาสัญญาภพ ... เอกโวการภพ ... จตุโวการภพ ... ปัญจโวการภพ ... อดีต ... อนาคต ... ปัจจุบัน คือผู้ไม่ยินดี ไม่ติดใจ ไม่สยบ ไม่หมกมุ่นในรูปที่เห็นเสียงที่ได้ยิน กลิ่น รส โผฏฐัพพะที่รับรู้ และธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้ง ได้แก่ เป็นผู้คลายความยินดีแล้ว ปราศจากความยินดีแล้ว สละความยินดีแล้ว คายความยินดีแล้ว@เชิงอรรถ : @ ดูรายละเอียดข้อ ๓/๑๐-๑๑

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๓๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส ปล่อยความยินดีแล้ว ละความยินดีแล้ว สลัดทิ้งความยินดีแล้ว คือ เป็นผู้คลายความกำหนัดแล้ว ปราศจากราคะแล้ว สละราคะแล้ว คายราคะแล้ว ปล่อยราคะแล้วละราคะแล้ว สลัดทิ้งราคะแล้ว เป็นผู้หมดความอยากแล้ว เป็นผู้ดับแล้ว เป็นผู้เย็นแล้ว มีตนอันประเสริฐเสวยสุขอยู่ รวมความว่า มุนีผู้กล่าวเรื่องความสงบ ก็ไม่ยินดีอย่างนี้ คำว่า ไม่แปดเปื้อนในกามและโลก อธิบายว่า คำว่า กาม ได้แก่ กาม ๒ อย่าง แบ่งตามหมวด คือ (๑) วัตถุกาม (๒) กิเลสกาม ... เหล่านี้เรียกว่า วัตถุกาม ... เหล่านี้เรียกว่า กิเลสกาม คำว่า ในโลก ได้แก่ ในอบายโลก มนุษยโลก เทวโลก ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก คำว่า แปดเปื้อน ได้แก่ ความแปดเปื้อน ๒ อย่าง คือ (๑) ความแปดเปื้อนด้วยอำนาจตัณหา (๒) ความแปดเปื้อนด้วยอำนาจทิฏฐิ ... นี้ชื่อว่าความแปดเปื้อนด้วยอำนาจตัณหา ... นี้ชื่อว่าความแปดเปื้อนด้วยอำนาจทิฏฐิ มุนีละความแปดเปื้อนด้วยอำนาจตัณหาได้แล้ว สลัดทิ้งความแปดเปื้อนด้วย อำนาจทิฏฐิได้แล้ว ย่อมไม่ติด ไม่ติดแน่น ไม่แปดเปื้อนในกามและในโลก คือ เป็นผู้ไม่ถูกตัณหาและทิฏฐิติด ติดแน่น แปดเปื้อน ออกแล้ว สลัดออกแล้ว หลุดพ้นแล้วไม่เกี่ยวข้อง(ในกามและในโลก)แล้ว มีใจเป็นอิสระ(จากกิเลส)อยู่ รวมความว่า มุนีผู้กล่าวเรื่องความสงบ ก็ไม่ยินดี ไม่แปดเปื้อนในกามและโลก ฉันนั้น ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า บุคคลผู้นาคะสงัดจากทิฏฐิเหล่าใด พึงเที่ยวไปในโลก ไม่พึงพูดจายึดถือทิฏฐิเหล่านั้น ดอกบัวก้านมีหนามเกิดในน้ำ ไม่แปดเปื้อนด้วยน้ำและโคลนตม ฉันใด มุนีผู้กล่าวเรื่องความสงบ ก็ไม่ยินดี ไม่แปดเปื้อนในกามและโลก ฉันนั้น @เชิงอรรถ : @ ดูรายละเอียดข้อ ๑/๑-๒ @ เทียบกับความในข้อ ๑๒/๕๘-๕๙

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๔๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส

ข้อ ๘๑

(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) มุนีผู้จบเวทนั้น ย่อมไม่ไปด้วยทิฏฐิ ไม่ถึงความถือตัวด้วยอารมณ์ที่รับรู้ มุนีนั้นผู้ไม่มีตัณหาและทิฏฐินั้น ไม่ถูกกรรมและสุตะนำไป มุนีนั้นไม่ถูกตัณหาและทิฏฐินำเข้าไปในที่อาศัยทั้งหลาย คำว่า ไม่ ในคำว่า มุนีผู้จบเวทนั้น ย่อมไม่ไปด้วยทิฏฐิ ไม่ถึงความถือตัว ด้วยอารมณ์ที่รับรู้ เป็นคำปฏิเสธ คำว่า ผู้จบเวท อธิบายว่า ญาณในมรรค ๔ ตรัสเรียกว่า เวท คือ ปัญญาปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ปัญญาเครื่องพิจารณา ปัญญาเครื่องเห็นแจ้ง สัมมาทิฏฐิ มุนีนั้น ถึงที่สุด บรรลุที่สุด ถึงส่วนสุด บรรลุส่วนสุด ถึงปลายสุด บรรลุปลายสุดถึงท้ายสุด บรรลุท้ายสุด ถึงที่ปกป้อง บรรลุที่ปกป้อง ถึงที่หลีกเร้น บรรลุที่หลีกเร้นถึงที่พึ่ง บรรลุที่พึง ถึงที่ไม่มีภัย บรรลุที่ไม่มีภัย ถึงที่ไม่จุติ บรรลุที่ไม่จุติ ถึงที่ไม่ตายบรรลุที่ไม่ตาย ถึงที่ดับ บรรลุที่ดับแห่งชาติ ชราและมรณะ ด้วยเวทเหล่านั้น อีกนัยหนึ่ง มุนีนั้น ชื่อว่าผู้จบเวท เพราะถึงที่สุดแห่งเวททั้งหลายแล้ว อีกนัยหนึ่ง ชื่อว่าผู้จบเวท เพราะถึงที่สุดด้วยเวททั้งหลายแล้ว อีกนัยหนึ่ง ชื่อว่าผู้จบเวท เพราะรู้แจ้งธรรม ๗ ประการแล้ว คือ ๑. รู้แจ้งสักกายทิฏฐิ ๒. รู้แจ้งวิจิกิจฉา ๓. รู้แจ้งสีลัพพตปรามาส ๔. รู้แจ้งราคะ ๕. รู้แจ้งโทสะ ๖. รู้แจ้งโมหะ ๗. รู้แจ้งมานะแล้ว มุนีนั้นเป็นผู้รู้แจ้งบาปอกุศลธรรม ซึ่งเป็นเหตุแห่งความเศร้าหมอง ก่อภพใหม่มีความกระวนกระวาย มีทุกข์เป็นวิบาก เป็นที่ตั้งแห่งชาติ ชรา และมรณะต่อไป

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๔๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส (สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สภิยะ) บุคคลวิจัยเวททั้งหมดของสมณพราหมณ์ที่มีอยู่ เป็นผู้ปราศจากราคะในเวทนาทั้งปวง ก้าวล่วงเวททั้งปวงแล้ว ชื่อว่าผู้จบเวท คำว่า ย่อมไม่ไปด้วยทิฏฐิ อธิบายว่า ทิฏฐิ ๖๒ มุนีนั้น ละได้แล้ว คือ ตัดขาดได้แล้ว ทำให้สงบได้แล้ว ระงับได้แล้ว ทำให้เกิดขึ้นไม่ได้อีก เผาด้วยไฟคือญาณแล้ว มุนีนั้น ไม่ไป ไม่ออกไป ไม่ถูกพาไป ไม่ถูกนำไป ด้วยทิฏฐิ ทั้งไม่กลับมาไม่หวนกลับมาหาทิฏฐินั้น โดยเห็นเป็นสาระอีก รวมความว่า มุนีผู้จบเวทนั้นย่อมไม่ไปด้วยทิฏฐิ คำว่า มุนีนั้นย่อมไม่ถึงความถือตัวด้วยอารมณ์ที่รับรู้ อธิบายว่า มุนีนั้น ย่อมไม่ถึง คือ ไม่เข้าถึง ไม่เข้าไปหา ไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น ความถือตัว ด้วยรูปที่รู้แล้ว ด้วยเสียงบอกเล่าของผู้อื่น หรือด้วยสมมติของมหาชน รวมความว่ามุนีผู้จบเวทนั้น ย่อมไม่ไปด้วยทิฏฐิ ไม่ถึงความถือตัวด้วยอารมณ์ที่รับรู้ คำว่า มุนีนั้นผู้ไม่มีตัณหาและทิฏฐินั้น อธิบายว่า มุนีนั้นผู้ไม่มีตัณหาและ ทิฏฐินั้น คือ ไม่มีตัณหาและทิฏฐินั้นเป็นอย่างยิ่ง ไม่มีตัณหาและทิฏฐินั้นเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ด้วยอำนาจตัณหา ด้วยอำนาจทิฏฐิ ตัณหา ทิฏฐิ และมานะ มุนีนั้นละได้เด็ดขาดแล้ว ตัดรากถอนโคนเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ ด้วยเหตุใด มุนีนั้น ก็ชื่อว่าไม่มีตัณหาและทิฏฐินั้น คือ ไม่มีตัณหาและทิฏฐินั้นเป็นอย่างยิ่ง ไม่มีตัณหาและทิฏฐินั้นเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ด้วยเหตุนั้น รวมความว่า มุนีนั้นผู้ไม่มีตัณหาและทิฏฐินั้น คำว่า ไม่ถูกกรรม ในคำว่า ไม่ถูกกรรมและสุตะนำไป อธิบายว่า มุนี ไม่ไปคือ ไม่ออกไป ไม่ถูกพาไป ไม่ถูกนำไป ด้วยปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร หรืออาเนญชาภิสังขาร รวมความว่า ไม่ถูกกรรม @เชิงอรรถ : @ ขุ.สุ. ๒๕/๕๓๕/๔๓๘

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๔๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส คำว่า ไม่ถูก ... และสุตะนำไป อธิบายว่า มุนี ไม่ไป คือ ไม่ออกไป ไม่ถูกพาไป ไม่ถูกนำไป ด้วยความหมดจดด้วยสุตะ ด้วยเสียงบอกเล่าของผู้อื่น หรือด้วยการสมมติของมหาชน รวมความว่า ไม่ถูกกรรมและสุตะนำไป คำว่า มุนีนั้นไม่ถูกตัณหาและทิฏฐินำเข้าไปในที่อาศัยทั้งหลาย อธิบายว่า คำว่า การนำเข้าไป ได้แก่ การนำเข้าไป ๒ อย่าง คือ (๑) การนำเข้าไปด้วยอำนาจตัณหา (๒) การนำเข้าไปด้วยอำนาจทิฏฐิ ... นี้ชื่อว่าการนำเข้าไปด้วยอำนาจตัณหา ... นี้ชื่อว่าการนำเข้าไปด้วยอำนาจทิฏฐิ มุนีนั้นละการนำเข้าไปด้วยอำนาจตัณหาได้แล้ว สลัดทิ้งการนำเข้าไปด้วย อำนาจทิฏฐิได้แล้ว เพราะเป็นผู้ละการนำเข้าไปด้วยอำนาจตัณหา สลัดทิ้งการนำเข้าไปด้วยอำนาจทิฏฐิได้แล้ว มุนีนั้น ชื่อว่าไม่ถูกตัณหาและทิฏฐินำเข้าไป คือ ไม่เข้าไปติด ไม่เข้าไปถึง ไม่ติดใจ ไม่น้อมใจเชื่อ ออกแล้ว สลัดออกแล้ว หลุดพ้นแล้วไม่เกี่ยวข้องในที่อาศัยทั้งหลายแล้ว มีใจเป็นอิสระ(จากกิเลส)อยู่ รวมความว่ามุนีนั้น ไม่ถูกตัณหาและทิฏฐินำเข้าไปในที่อาศัยทั้งหลาย ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า มุนีผู้จบเวทนั้น ย่อมไม่ไปด้วยทิฏฐิ ไม่ถึงความถือตัวด้วยอารมณ์ที่รับรู้ มุนีนั้นผู้ไม่มีตัณหาและทิฏฐินั้น ไม่ถูกกรรมและสุตะนำไป มุนีนั้นไม่ถูกตัณหาและทิฏฐินำเข้าไปในที่อาศัยทั้งหลาย

ข้อ ๘๒

(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) มุนีผู้เว้นจากสัญญาแล้ว ย่อมไม่มีกิเลสเครื่องร้อยรัด มุนีผู้หลุดพ้นด้วยปัญญาแล้ว ย่อมไม่มีความลุ่มหลง ชนเหล่าใดยังถือสัญญาและทิฏฐิ ชนเหล่านั้น ย่อมเที่ยวกระทบกระทั่งกันในโลก @เชิงอรรถ : @ เทียบกับความในข้อ ๑๒/๕๘-๕๙

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๔๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส คำว่า มุนีเว้นจากสัญญาแล้ว ย่อมไม่มีกิเลสเครื่องร้อยรัด อธิบายว่า ผู้ใดเจริญอริยมรรค ที่มีสมถะเป็นเบื้องต้น ผู้นั้น ย่อมข่มกิเลสเครื่องร้อยรัดแล้วตั้งแต่ต้น เมื่อบรรลุอรหัตตผลแล้ว พระอรหันต์ย่อมละได้เด็ดขาดทั้งกิเลสเครื่องร้อยรัด โมหะ นิวรณ์ กามสัญญา พยาบาทสัญญา วิหิงสาสัญญาและทิฏฐิสัญญาตัดรากถอนโคนเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มีเกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ รวมความว่า มุนีผู้เว้นจากสัญญาแล้ว ย่อมไม่มีกิเลสเครื่องร้อยรัด คำว่า มุนีผู้หลุดพ้นด้วยปัญญาแล้ว ย่อมไม่มีความลุ่มหลง อธิบายว่า ผู้ใด เจริญอริยมรรค ที่มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น ผู้นั้น ย่อมข่มความลุ่มหลงได้ตั้งแต่ต้นเมื่อบรรลุอรหัตตผลแล้ว พระอรหันต์ย่อมละได้เด็ดขาดทั้งโมหะ กิเลสเครื่องร้อยรัดนิวรณ์ กามสัญญา พยาบาทสัญญา วิหิงสาสัญญา และทิฏฐิสัญญา ตัดรากถอนโคนเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ รวมความว่า มุนีผู้หลุดพ้นด้วยปัญญาแล้ว ย่อมไม่มีความลุ่มหลง คำว่า ชนเหล่าใดยังถือสัญญาและทิฏฐิ ชนเหล่านั้นย่อมเที่ยวกระทบ กระทั่งกันในโลก อธิบายว่า ชนเหล่าใด ถือสัญญา คือ กามสัญญา พยาบาท-สัญญา วิหิงสาสัญญา ชนเหล่านั้น ย่อมกระทบกระทั่งกัน คือ ทำร้ายกัน ด้วยอำนาจสัญญา กล่าวคือ พระราชาทรงวิวาทกับพระราชาก็ได้ กษัตริย์วิวาทกับกษัตริย์ก็ได้ พราหมณ์วิวาทกับพราหมณ์ก็ได้ คหบดีวิวาทกับคหบดีก็ได้ มารดาวิวาทกับบุตรก็ได้ บุตรวิวาทกับมารดาก็ได้ บิดาวิวาทกับบุตรก็ได้ บุตรวิวาทกับบิดาก็ได้ พี่ชายน้องชายวิวาทกับพี่ชายน้องชายก็ได้ พี่สาวน้องสาววิวาทกับพี่สาวน้องสาวก็ได้ พี่ชายน้องชายวิวาทกับพี่สาวน้องสาวก็ได้ พี่สาวน้องสาววิวาทกับพี่ชายน้องชายก็ได้ สหายวิวาทกับสหายก็ได้ ชนเหล่านั้น ก่อการทะเลาะ ก่อการบาดหมาง ก่อการแก่งแย่ง และก่อการวิวาทกัน ก่อการมุ่งร้ายเพราะสัญญานั้นก็ทำร้ายกันด้วยฝ่ามือบ้าง ด้วยก้อนดินบ้าง ด้วยท่อนไม้บ้าง ด้วยศัสตราบ้างเพราะทำร้ายกันนั้น ชนเหล่านั้นก็เข้าถึงความตายบ้าง ทุกข์ปางตายบ้าง ชนเหล่าใด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๔๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสุตตนิทเทส ถือทิฏฐิว่า “โลกเที่ยง ... หรือ หลังจากตายแล้ว ตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่” ชนเหล่านั้น ย่อมกระทบกระทั่งกัน คือ ทำร้ายกัน ด้วยอำนาจทิฏฐิได้แก่กระทบกระทั่ง คือ ทำร้ายศาสดาโดยศาสดา ธรรมที่ศาสดากล่าวสอนโดยธรรมที่ศาสดากล่าวสอน หมู่คณะโดยหมู่คณะ ทิฏฐิโดยทิฏฐิ ปฏิปทาโดยปฏิปทามรรคโดยมรรค อีกนัยหนึ่ง ชนเหล่านั้น ย่อมวิวาทกัน คือ ก่อการทะเลาะ ก่อการบาดหมางก่อการแก่งแย่ง ก่อการวิวาท ก่อการมุ่งร้ายกันว่า “ท่านไม่รู้จักธรรมวินัยนี้ ... หรือหากท่านสามารถ ก็จงแก้ไขเถิด” ชนเหล่านั้น ยังละอภิสังขารไม่ได้ เพราะยังละอภิสังขารไม่ได้ จึงกระทบกระทั่งกันในคติ กระทบกระทั่งกันในนรก กระทบกระทั่งกันในกำเนิดเดรัจฉาน กระทบกระทั่งกันในเปตวิสัย กระทบกระทั่งกันในมนุษยโลกกระทบกระทั่งกันในเทวโลก กระทบกระทั่งกัน คือ ทำร้ายคติด้วยคติ ... การถือกำเนิดด้วยการถือกำเนิด ... ปฏิสนธิด้วยปฏิสนธิ ... ภพด้วยภพ ... สงสารด้วยสงสาร... วัฏฏะด้วยวัฏฏะ ได้แก่ เที่ยวไป อยู่ เคลื่อนไหว เป็นไป เลี้ยงชีวิต ดำเนินไปยังชีวิตให้ดำเนินไป กระทบกระทั่งกัน คำว่า ในโลก ได้แก่ ในอบายโลก มนุษยโลก เทวโลก ขันธโลก ธาตุโลกอายตนโลก รวมความว่า ชนเหล่าใดยังถือสัญญาและทิฏฐิ ชนเหล่านั้นย่อมเที่ยวกระทบกระทั่งกันในโลก ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า มุนีผู้เว้นจากสัญญาแล้ว ย่อมไม่มีกิเลสเครื่องร้อยรัด มุนีผู้หลุดพ้นด้วยปัญญาแล้ว ย่อมไม่มีความลุ่มหลง ชนเหล่าใดยังถือสัญญาและทิฏฐิ ชนเหล่านั้นย่อมเที่ยวกระทบกระทั่งกันในโลก มาคันทิยสุตตนิทเทสที่ ๙ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๒๔๕}

ฉบับหลวง

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

นวโม มาคนฺทิยสุตฺตนิทฺเทโส

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส มาคันทิยสุตตนิทเทสที่ ๙ ว่าด้วยเมถุนธรรม

ข้อ ๓๒๑

ทิสฺวาน ตณฺหํ อรติญฺจ ราคํ นาโหสิ ฉนฺโท อปิ เมถุนสฺมึ กิเมวิทํ มุตฺตกรีสปุณฺณํ ปาทาปิ นํ สมฺผุสิตุํ น อิจฺเฉ ฯ

[พระผู้มีพระภาคตรัสว่า] แม้ความพอใจในเมถุนธรรม มิได้มี เพราะ เห็นนางตัณหา นางอรดี และนางราคาเลย ความพอใจในเมถุนธรรม ไฉนจักมี เพราะเห็นสรีระอันเต็มด้วยมูตรและกรีสนี้เล่า เราไม่ปรารถนา จะถูกต้องสรีระนั้นแม้ด้วยเท้า.

ข้อ ๓๒๒

ทิสฺวาน ตณฺหํ อรติญฺจ ราคํ นาโหสิ ฉนฺโท อปิ เมถุนสฺมินฺติ ตณฺหญฺจ อรติญฺจ ราคญฺจ มารธีตโร ทิสฺวา ปสฺสิตฺวา เมถุนธมฺเม ฉนฺโท วา ราโค วา เปมํ วา นาโหสีติ ทิสฺวาน ตณฺหํ อรติญฺจ ราคํ นาโหสิ ฉนฺโท อปิ เมถุนสฺมึ ฯ

คำว่า แม้ความพอใจในเมถุนธรรม มิได้มี เพราะเห็นนางตัณหา นางอรดีและนางราคาเลย ความว่า ความพอใจก็ดี ความกำหนัดก็ดี ความรักก็ดี ในเมถุนธรรม มิได้มีเพราะเห็น คือ ประสบมารธิดา คือ นางตัณหา นางอรดี และนางราคาเลย เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า แม้ความพอใจในเมถุนธรรม มิได้มี เพราะเห็นนางตัณหา นางอรดี และนางราคาเลย.

ข้อ ๓๒๓

กิเมวิทํ มุตฺตกรีสปุณฺณํ ปาทาปิ นํ สมฺผุสิตุํ น อิจฺเฉติ กิเมวิทํ สรีรํ มุตฺตปุณฺณํ กรีสปุณฺณํ เสมฺหปุณฺณํ รุธิรปุณฺณํ อฏฺฐิสงฺฆาฏํ นฺหารุสมฺพนฺธํ รุธิรมํสาวเลปนํ จมฺมาวินทฺธํ ฉวิยา ปฏิจฺฉนฺนํ ฉิทฺทาวฉิทฺทํ อุคฺฆรึ ปคฺฆรึ กิมิสงฺฆนิเสวิตํ นานากลิมลปริปูรํ ปาเทน อกฺกมิตุํ น อิจฺเฉยฺยํ กุโต ปน สํวาโส วา สมาคโม วาติ กิเมวิทํ มุตฺตกรีสปุณฺณํ ปาทาปิ นํ สมฺผุสิตุํ น อิจฺเฉ ฯ เตนาห ภควา ทิสฺวาน ตณฺหํ อรติญฺจ ราคํ นาโหสิ ฉนฺโท อปิ เมถุนสฺมึ กิเมวิทํ มุตฺตกรีสปุณฺณํ ปาทาปิ นํ สมฺผุสิตุํ น อิจฺเฉติ ฯ

คำว่า ความพอใจในเมถุนธรรม ไฉนจักมี เพราะเห็นสรีระอันเต็มด้วยมูตร และกรีสนี้เล่า เราไม่ปรารถนาจะถูกต้องสรีระนั้นแม้ด้วยเท้า ความว่า ความพอใจในเมถุนธรรมไฉนจักมี เพราะเห็นสรีระนี้อันเต็มด้วยมูตร เต็มด้วยกรีส เต็มด้วยเสมหะ เต็มด้วยเลือดมีกระดูกเป็นโครง มีเส้นเอ็นเป็นเครื่องผูกพันไว้ มีเลือดและเนื้อเป็นเครื่องฉาบทา อันหนังหุ้มห่อไว้ อันผิวหนังปิดบังไว้ มีช่องน้อยและช่องใหญ่ ไหลเข้าไหลออกเป็นปกติ อันหมู่หนอนอาศัยอยู่บริบูรณ์ด้วยมลทินโทษต่างๆ เราไม่ปรารถนาจะเหยียบด้วยเท้า การสังวาสหรือสมาคมด้วยสรีระนั้นจะมีแต่ไหน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ความพอใจในเมถุนธรรม ไฉนจักมี เพราะเห็นสรีระอันเต็มด้วยมูตรและกรีสนี้เล่า เราไม่ปรารถนาจะถูกต้องสรีระนั้นแม้ด้วยเท้า. เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า แม้ความพอใจในเมถุนธรรม มิได้มี เพราะเห็นนางตัณหา นางอรดี และนางราคาเลย ความพอใจในเมถุนธรรม ไฉนจักมี เพราะเห็นสรีระ อันเต็มด้วยมูตรและกรีสนี้เล่า เราไม่ปรารถนาจะถูกต้องสรีระนั้น แม้ด้วยเท้า.

ข้อ ๓๒๔

เอตาทิสญฺเจ รตนํ น อิจฺฉสิ นารึ นรินฺเทหิ พหูหิ ปตฺถิตํ ทิฏฺฐิคตํ สีลวตานุชีวิตํ ภวูปปตฺติญฺจ วเทสิ กีทิสํ ฯ

(มาคันทิยพราหมณ์ทูลถามว่า) ถ้าท่านไม่ปรารถนานารีผู้เป็นอิตถีรัตนะ เช่นนี้ ที่พระราชาเป็นอันมาก ผู้เป็นใหญ่กว่านรชนปรารถนากันแล้วไซร้ ท่านย่อมกล่าวทิฏฐิ ศีล พรต ชีวิต และอุปัตติภพว่าเป็นเช่นไร.

ข้อ ๓๒๕

อิทํ วทามีติ น ตสฺส โหติ (มาคนฺทิยาติ ภควา) ธมฺเมสุ นิจฺเฉยฺย สมุคฺคหีตํ ปสฺสญฺจ ทิฏฺฐีสุ อนุคฺคหาย อชฺฌตฺตสนฺตึ ปจินํ อทสฺสํ ฯ

(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมาคันทิยะ) การถึงความตกลงในธรรม ทั้งหลายแล้วถือมั่นว่า เรากล่าวสิ่งนี้ ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เรานั้น ก็เราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลาย ไม่ยึดถือ เมื่อเลือกเฟ้นอยู่ ได้เห็นแล้ว ซึ่งความสงบภายใน.

ข้อ ๓๒๖

อิทํ วทามีติ น ตสฺส โหตีติ อิทํ วทามีติ อิทํ วทามิ เอตํ วทามิ เอตฺตกํ วทามิ เอตฺตาวตา วทามิ อิทํ ทิฏฺฐิคตํ วทามิ สสฺสโต โลโกติ วา ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วาติ ฯ น ตสฺส โหตีติ น มยฺหํ โหตีติ อิทํ วทามีติ น ตสฺส โหติ ฯ มาคนฺทิยาติ ภควา ตํ พฺราหฺมณํ นาเมน อาลปติ ฯ ภควาติ คารวาธิวจนํ ฯเปฯ สจฺฉิกา ปญฺญตฺติ ยทิทํ ภควาติ มาคนฺทิยาติ ภควา ฯ

คำว่า เรากล่าวสิ่งนี้ ในคำว่า เรากล่าวสิ่งนี้ ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เรานั้น ความว่าเราย่อมกล่าวสิ่งนี้ กล่าวสิ่งนั้น กล่าวเท่านั้น กล่าวโดยเหตุเท่านั้น กล่าวทิฏฐินี้ว่า โลกเที่ยง ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้. คำว่า ย่อมไม่มีแก่เรานั้น คือ มิได้มีแก่เรา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ... เรากล่าวสิ่งนี้ ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เรานั้น. พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า มาคันทิยะ. คำว่า ภควา เป็นคำเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯลฯ คำว่า ภควา นี้เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคตรัสว่าดูกรมาคันทิยะ. ว่าด้วยทิฏฐิ ๖๒

ข้อ ๓๒๗

ธมฺเมสุ นิจฺเฉยฺย สมุคฺคหีตนฺติ ธมฺเมสูติ ทฺวาสฏฺฐิยา ทิฏฺฐิคเตสุ ฯ นิจฺเฉยฺยาติ นิจฺฉินิตฺวา วินิจฺฉินิตฺวา วิจินิตฺวา ปวิจินิตฺวา ตุลยิตฺวา ตีรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวา โอธิคฺคาโห วิลคฺคาโห วรคฺคาโห โกฏฺฐาสคฺคาโห อุจฺจยคฺคาโห สมุจฺจยคฺคาโห อิทํ สจฺจํ ตจฺฉํ ตถํ ภูตํ ยาถาวํ อวิปรีตนฺติ คหิตํ ปรามฏฺฐํ อภินิวิฏฺฐํ อชฺโฌสิตํ อธิมุตฺตํ นตฺถิ น สํวิชฺชติ นุปลพฺภติ ปหีนํ สมุจฺฉินฺนํ วูปสนฺตํ ปฏิปฺปสฺสทฺธํ อภพฺพุปฺปตฺติกํ ญาณคฺคินา ทฑฺฒนฺติ ธมฺเมสุ นิจฺเฉยฺย สมุคฺคหีตํ ฯ

คำว่า ในธรรมทั้งหลาย ในคำว่า การถึงความตกลงในธรรมทั้งหลายแล้วถือมั่น ความว่า ในทิฏฐิ ๖๒. คำว่า ถึงความตกลง ความว่า ตัดสินแล้ว คือ ชี้ขาด ค้นหาแสวงหา เทียบเคียง ตรวจตรา สอบสวน ทำให้แจ่มแจ้งแล้ว จึงจับมั่น ยึดมั่น ถือมั่น รวบถือรวมมือรวบรวมถือ คือ ความถือ ความยึดถือ ความยึดมั่น ความถือมั่น ความน้อมใจเชื่อว่าสิ่งนี้จริง แท้ แน่นอน เป็นตามสภาพ เป็นตามจริง มิได้วิปริต ดังนี้ ย่อมไม่มี ไม่ปรากฏไม่เข้าไปได้ คือ เป็นธรรมอันตถาคต ละ ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้นเผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า การถึงความตกลงในธรรมทั้งหลายแล้วถือมั่น.

ข้อ ๓๒๘

ปสฺสญฺจ ทิฏฺฐีสุ อนุคฺคหายาติ ทิฏฺฐีสุ อาทีนวํ ปสฺสนฺโต ทิฏฺฐิโย น คณฺหามิ น ปรามสามิ น อภินิวิสามิ อถวา น คณฺหิตพฺพา น ปรามสิตพฺพา น อภินิวิสิตพฺพาติ เอวมฺปิ ปสฺสญฺจ ทิฏฺฐีสุ อนุคฺคหาย ฯ อถวา สสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ทิฏฺฐคตเมตํ ทิฏฺฐิคหนํ ทิฏฺฐิกนฺตาโร ทิฏฺฐิวิสูกายิกํ ทิฏฺฐิวิปฺผนฺทิตํ ทิฏฺฐิสญฺโญชนํ สทุกฺขํ สวิฆาตํ สอุปายาสํ สปริฬาหํ น นิพฺพิทาย น วิราคาย น นิโรธาย น อุปสมาย น อภิญฺญาย น สมฺโพธาย น นิพฺพานาย สํวตฺตตีติ ทิฏฺฐีสุ อาทีนวํ ปสฺสนฺโต ทิฏฺฐิโย น คณฺหามิ น ปรามสามิ น อภินิวิสามิ อถวา น คณฺหิตพฺพา น ปรามสิตพฺพา น อภินิวิสิตพฺพาติ เอวมฺปิ ปสฺสญฺจ ทิฏฺฐีสุ อนุคฺคหาย ฯ {๓๒๘.๑} อสสฺสโต โลโก อนฺตวา โลโก อนนฺตวา โลโก ตํ ชีวํ ตํ สรีรํ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรํ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ทิฏฺฐิคตเมตํ ทิฏฺฐิคหนํ ทิฏฺฐิกนฺตาโร ทิฏฺฐิวิสูกายิกํ ทิฏฺฐิวิปฺผนฺทิตํ ทิฏฺฐิสญฺโญชนํ สทุกฺขํ สวิฆาตํ สอุปายาสํ สปริฬาหํ น นิพฺพิทาย น วิราคาย น นิโรธาย น อุปสมาย น อภิญฺญาย น สมฺโพธาย น นิพฺพานาย สํวตฺตตีติ ทิฏฺฐีสุ อาทีนวํ ปสฺสนฺโต ทิฏฺฐิโย น คณฺหามิ น ปรามสามิ น อภินิวิสามิ อถวา น คณฺหิตพฺพา น ปรามสิตพฺพา น อภินิวิสิตพฺพาติ เอวมฺปิ ปสฺสญฺจ ทิฏฺฐีสุ อนุคฺคหาย ฯ อถวา อิมา ทิฏฺฐิโย เอวํคหิตา เอวํปรามฏฺฐา เอวํคติกา ภวนฺติ เอวํ อภิสมฺปรายาติ ทิฏฺฐีสุ อาทีนวํ ปสฺสนฺโต ทิฏฺฐิโย น คณฺหามิ น ปรามสามิ น อภินิวิสามิ อถวา น คณฺหิตพฺพา น ปรามสิตพฺพา น อภินิวิสิตพฺพาติ เอวมฺปิ ปสฺสญฺจ ทิฏฺฐีสุ อนุคฺคหาย ฯ {๓๒๘.๒} อถวา อิมา ทิฏฺฐิโย นิรยสํวตฺตนิกา ติรจฺฉานโยนิ- สํวตฺตนิกา ปิตฺติวิสยสํวตฺตนิกาติ ทิฏฺฐีสุ อาทีนวํ ปสฺสนฺโต ทิฏฺฐิโย น คณฺหามิ น ปรามสามิ นาภินิวิสามิ อถวา น คณฺหิตพฺพา น ปรามสิตพฺพา นาภินิวิสิตพฺพาติ เอวมฺปิ ปสฺสญฺจ ทิฏฺฐีสุ อนุคฺคหาย ฯ อถวา อิมา ทิฏฺฐิโย อนิจฺจา สงฺขตา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา ขยธมฺมา วยธมฺมา วิราคธมฺมา นิโรธธมฺมาติ ทิฏฺฐีสุ อาทีนวํ ปสฺสนฺโต ทิฏฺฐิโย น คณฺหามิ น ปรามสามิ นาภินิวิสามิ อถวา น คณฺหิตพฺพา น ปรามสิตพฺพา นาภินิวิสิตพฺพาติ เอวมฺปิ ปสฺสญฺจ ทิฏฺฐีสุ อนุคฺคหาย ฯ

คำว่า ก็เราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลาย ไม่ยึดถือ ความว่า เราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลาย ย่อมไม่ถือ คือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่นทิฏฐิทั้งหลาย. อีกอย่างหนึ่ง ทิฏฐิทั้งหลายเราไม่พึงถือ ไม่พึงยึดมั่น ไม่พึงถือมั่น แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า ก็เราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลาย จึงไม่ถือมั่น. อีกอย่างหนึ่ง เราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลายว่า ทิฏฐินี้ว่า โลกเที่ยง สิ่งนี้เท่านั้นจริงสิ่งอื่นเปล่า ดังนี้ เป็นทิฏฐิรกเรี้ยว เป็นทิฏฐิเสี้ยนหนาม เป็นทิฏฐิข้าศึก เป็นทิฏฐิดิ้นรนเป็นทิฏฐิเครื่องประกอบไว้ มีทุกข์ มีความลำบาก มีความคับแค้น มีความเร่าร้อน ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย ไม่เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อความดับ ไม่เป็นไปเพื่อความสงบ ไม่เป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง ไม่เป็นไปเพื่อความตรัสรู้ ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน จึงไม่ถือไม่ลูบคลำ ไม่ยึดมั่น ซึ่งทิฏฐิทั้งหลาย. อีกอย่างหนึ่ง ทิฏฐิทั้งหลายเราไม่พึงถือ ไม่พึงยึดมั่นไม่พึงถือมั่น แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า ก็เราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลายจึงไม่ยึดถือ. อีกอย่างหนึ่ง เราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลายว่า ทิฏฐินี้ว่า โลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุดโลกไม่มีที่สุด ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีก สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมไม่เป็นอีก สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีกก็มีย่อมไม่เป็นอีกก็มี สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า ดังนี้ เป็นทิฏฐิรกเรี้ยว เป็นทิฏฐิเสี้ยนหนาม ... ไม่เป็นไปเพื่อความตรัสรู้ ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน จึงไม่ถือ ไม่ลูบคลำ ไม่ยึดมั่น ซึ่งทิฏฐิทั้งหลาย. อีกอย่างหนึ่งทิฏฐิทั้งหลายเราไม่พึงถือ ไม่พึงยึดมั่น ไม่พึงถือมั่น แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า ก็เราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลายจึงไม่ยึดถือ. อีกอย่างหนึ่ง เราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลายว่า ทิฏฐิเหล่านี้ อันบุคคลถืออย่างนี้ ลูบคลำอย่างนี้ ย่อมเป็นผู้มีคติอย่างนี้ มีภพหน้าอย่างนี้ จึงไม่ถือ ไม่ลูบคลำ ไม่ยึดมั่น ซึ่งทิฏฐิทั้งหลาย อีกอย่างหนึ่ง ทิฏฐิทั้งหลายเราไม่พึงถือ ไม่พึงยึดมั่น ไม่พึงถือมั่น แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า ก็เราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลายจึงไม่ยึดถือ. อีกอย่างหนึ่ง เราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลายว่า ทิฏฐิเหล่านี้ เป็นไปเพื่อให้เกิดในนรก เป็นไปเพื่อให้เกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน เป็นไปเพื่อให้เกิดในเปรตวิสัย จึงไม่ถือ ไม่ลูบคลำ ไม่ยึดมั่น ซึ่งทิฏฐิทั้งหลาย. อีกอย่างหนึ่ง ทิฏฐิทั้งหลายเราไม่พึงถือ ไม่พึงยึดมั่นไม่พึงถือมั่น แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า ก็เราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลายจึงไม่ยึดถือ. อีกอย่างหนึ่ง เราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลายว่า ทิฏฐิเหล่านี้ ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา จึงไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น. อีกอย่างหนึ่ง ทิฏฐิทั้งหลายเราไม่พึงถือ ไม่พึงลูบคลำ ไม่พึงยึดมั่น แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า ก็เราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลายจึงไม่ยึดถือ.

ข้อ ๓๒๙

อชฺฌตฺตสนฺตึ ปจินํ อทสฺสนฺติ อชฺฌตฺตํ ราคสฺส สนฺตึ โทสสฺส สนฺตึ โมหสฺส สนฺตึ โกธสฺส อุปนาหสฺส มกฺขสฺส ปฬาสสฺส อิสฺสาย มจฺฉริยสฺส มายาย สาเฐยฺยสฺส ถมฺภสฺส สารมฺภสฺส มานสฺส อติมานสฺส มทสฺส ปมาทสฺส สพฺพกิเลสานํ สพฺพทุจฺจริตานํ สพฺพทรถานํ สพฺพปริฬาหานํ สพฺพสนฺตาปานํ สพฺพากุสลาภิสงฺขารานํ สนฺตึ วูปสนฺตึ นิพฺพุตึ ปฏิปฺปสฺสทฺธึ ฯ ปจินนฺติ ปจินนฺโต วิจินนฺโต ปวิจินนฺโต ตุลยนฺโต ตีรยนฺโต วิภาวยนฺโต วิภูตํ กโรนฺโต สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ ปจินนฺโต วิจินนฺโต ปวิจินนฺโต ตุลยนฺโต ตีรยนฺโต วิภาวยนฺโต วิภูตํ กโรนฺโต สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขาติ สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ ฯเปฯ ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ ปจินนฺโต วิจินนฺโต ปวิจินนฺโต ตุลยนฺโต ตีรยนฺโต วิภาวยนฺโต วิภูตํ กโรนฺโต ฯ อทสฺสนฺติ อทสฺสํ อทกฺขึ ปสฺสึ ปฏิวิชฺฌินฺติ อชฺฌตฺตสนฺตึ ปจินํ อทสฺสํ ฯ เตนาห ภควา อิทํ วทามีติ น ตสฺส โหติ (มาคนฺทิยาติ ภควา) ธมฺเมสุ นิจฺเฉยฺย สมุคฺคหีตํ ปสฺสญฺจ ทิฏฺฐีสุ อนุคฺคหาย อชฺฌตฺตสนฺตึ ปจินํ อทสฺสนฺติ ฯ

คำว่า เมื่อเลือกเฟ้นอยู่ ได้เห็นแล้วซึ่งความสงบภายใน ความว่า ซึ่งความ สงบ ความเข้าไปสงบ ความดับ ความระงับราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ ... ความเดือดร้อนทั้งปวง อกุสลาภิสังขารทั้งปวง คำว่า เมื่อเลือกเฟ้นอยู่ ความว่าเมื่อเลือกเฟ้นอยู่ คือ ค้นหา แสวงหา เทียบเคียง ตรวจตรา สอบสวน ทำให้แจ่มแจ้งว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ฯลฯ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา. คำว่า ได้เห็นแล้ว ความว่าได้เห็นแล้ว ได้ประสบพบเห็น แทงตลอดแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่อเลือกเฟ้นอยู่ ได้เห็นแล้วซึ่งความสงบภายใน. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า (พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมาคันทิยะ) การถึงความตกลงในธรรมทั้ง หลายแล้วถือมั่นว่า เรากล่าวสิ่งนี้ ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เรานั้น ก็เราเห็น โทษในทิฏฐิทั้งหลายจึงไม่ยึดถือ เมื่อเลือกเฟ้นอยู่ ได้เห็นแล้วซึ่งความ สงบภายใน.

ข้อ ๓๓๐

วินิจฺฉยา ยานิ ปกปฺปิตานิ (อิติ มาคนฺทิโย) เต เว มุนี พฺรูสิ อนุคฺคหาย อชฺฌตฺตสนฺตีติ ยเมตมตฺถํ กถํ นุ ธีเรหิ ปเวทิตนฺตํ ฯ

(มาคันทิยพราหมณ์ทูลว่า) ทิฏฐิเหล่าใด ที่ตกลงใจดำริแล้ว ท่านเป็น มุนีไม่ถือมั่นทิฏฐิเหล่านั้น กล่าวอรรถใดว่า ความสงบภายใน อรรถ นั้น ธีรชนทั้งหลายประกาศไว้อย่างไรหนอ.

ข้อ ๓๓๑

วินิจฺฉยา ยานิ ปกปฺปิตานีติ วินิจฺฉยานิ วุจฺจนฺติ ทฺวาสฏฺฐี ทิฏฺฐิคตานิ ฯ ปกปฺปิตานีติ กปฺปิตา อภิสงฺขตา สณฺฐปิตาติปิ ปกปฺปิตา ฯ อถวา อนิจฺจา สงฺขตา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา ขยธมฺมา วยธมฺมา วิราคธมฺมา นิโรธธมฺมา วิปริณามธมฺมาติปิ ปกปฺปิตาติ วินิจฺฉยา ยานิ ปกปฺปิตานิ ฯ อิติ มาคนฺทิโยติ อิตีติ ปทสนฺธิ ฯเปฯ ปทานุปุพฺพตาเมตํ อิตีติ ฯ มาคนฺทิโยติ ตสฺส พฺราหฺมณสฺส นามํ สงฺขา สมญฺญา โวหาโรติ อิติ มาคนฺทิโย ฯ

คำว่า ทิฏฐิเหล่าใด ที่ตกลงใจดำริแล้ว ความว่า ทิฏฐิ ๖๒ ประการ เรียกว่าทิฏฐิที่ตกลงใจ. คำว่า ดำริแล้ว คือ กำหนดแล้ว ปรุงแต่งแล้ว ตั้งไว้ด้วยดีแล้ว เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ดำริแล้ว. อีกอย่างหนึ่ง ทิฏฐิทั้งหลาย ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้นมีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับเป็นธรรมดา มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ดำริแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทิฏฐิเหล่าใด ที่ตกลงใจดำริแล้ว. บทว่า อิติ ในประชุมบทว่า อิติ มาคนฺทิโย ดังนี้เป็นบทสนธิ ฯลฯ บทว่า อิตินี้ เป็นลำดับบท. บทว่า มาคนฺทิโย เป็นนาม เป็นเครื่องนับเป็นที่หมายรู้ เป็นเครื่องเรียก ของพราหมณ์นั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อิติ มาคนฺทิโย.

ข้อ ๓๓๒

เต เว มุนี พฺรูสิ อนุคฺคหาย อชฺฌตฺตสนฺตีติ ยเมตมตฺถนฺติ เต เวติ ทฺวาสฏฺฐี ทิฏฺฐิคตานิ ฯ มุนีติ โมนํ วุจฺจติ ญาณํ ฯเปฯ สงฺคชาลมติจฺจ โส มุนีติ ฯ อนุคฺคหายาติ ทิฏฺฐีสุ อาทีนวํ ปสฺสนฺโต ทิฏฺฐิโย น คณฺหามิ น ปรามสามิ นาภินิวิสามีติ ปคฺคณฺหาสิ อชฺฌตฺตสนฺตีติ จ ภณสิ ฯ ยเมตมตฺถนฺติ ยํ ปรมตฺถนฺติ เต เว มุนี พฺรูสิ อนุคฺคหาย อชฺฌตฺตสนฺตีติ ยเมตมตฺถํ ฯ

คำว่า ทิฏฐิเหล่านั้น ในคำว่า ท่านเป็นมุนีไม่ถือมั่น ทิฏฐิเหล่านั้น กล่าวอรรถใดว่า ความสงบภายใน ดังนี้ คือ ทิฏฐิ ๖๒. คำว่า มุนี ความว่า ญาณเรียกว่าโมนะได้แก่ ปัญญา ความรู้ทั่ว ฯลฯ ก้าวล่วงธรรมเป็นเครื่องข้อง และตัณหาเพียงดังข่าย บุคคลนั้นชื่อว่า มุนี. คำว่า ไม่ถือมั่น ความว่า ท่านรับรองว่า เราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลาย จึงไม่ถือไม่ลูบคลำ ไม่ยึดมั่น ซึ่งทิฏฐิทั้งหลาย และกล่าวว่า ความสงบภายใน. คำว่า อรรถนั้นใด คืออรรถอย่างยิ่งใด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่านเป็นมุนีไม่ถือมั่นทิฏฐิเหล่านั้น กล่าวอรรถใดว่าความสงบภายใน.

ข้อ ๓๓๓

กถํ นุ ธีเรหิ ปเวทิตนฺตนฺติ กถนฺนูติ สํสยปุจฺฉา วิมติปุจฺฉา เทฺวฬฺหกปุจฺฉา อเนกํสปุจฺฉา เอวํ นุ โข น นุ โข กินฺนุ โข กถํ นุ โขติ กถํ นุ ฯ ธีเรหีติ ปณฺฑิเตหิ ปญฺญวนฺเตหิ พุทฺธิมนฺเตหิ ญาณีหิ วิภาวีหิ เมธาวีหิ ฯ ปเวทิตนฺติ เวทิตํ ปเวทิตํ อาจิกฺขิตํ เทสิตํ ปญฺญปิตํ ปฏฺฐปิตํ วิวริตํ วิภชิตํ อุตฺตานีกตํ ปกาสิตนฺติ กถํ นุ ธีเรหิ ปเวทิตนฺตํ ฯ เตนาห ภควา วินิจฺฉยา ยานิ ปกปฺปิตานิ (อิติ มาคนฺทิโย) เต เว มุนี พฺรูสิ อนุคฺคหาย อชฺฌตฺตสนฺตีติ ยเมตมตฺถํ กถํ นุ ธีเรหิ ปเวทิตนฺตนฺติ ฯ

คำว่า กถํ นุ ในคำว่า อรรถนั้น ธีรชนทั้งหลายประกาศไว้อย่างไรหนอ เป็นคำถามโดยสงสัย เป็นคำถามโดยแคลงใจ เป็นคำถามสองทาง เป็นคำถามโดยส่วนเป็นอเนกว่า อย่างนั้นหรือหนอ ว่ามิใช่หรือหนอ ว่าเป็นอย่างไรหรือหนอ ว่าอย่างไรเล่าหนอ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อย่างไรหนอ. คำว่า ธีรชนทั้งหลาย คือ บัณฑิต บุคคลผู้มีปัญญา ผู้มีความรู้ผู้มีญาณ ผู้มีปัญญาแจ่มแจ้ง ผู้มีปัญญาเป็นเครื่องทรงจำ. คำว่า ประกาศไว้ คือ กล่าว ประกาศบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ตื้น ประกาศแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อรรถนั้น ธีรชนทั้งหลายประกาศไว้อย่างไรหนอ. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า (มาคันทิยพราหมณ์ทูลว่า) ทิฏฐิเหล่าใด ที่ตกลงใจดำริแล้ว ท่านเป็นมุนี ไม่ถือมั่นทิฏฐิเหล่านั้น กล่าวอรรถใดว่า ความสงบภายใน อรรถนั้น ธีรชนทั้งหลายประกาศไว้อย่างไรหนอ.

ข้อ ๓๓๔

น ทิฏฺฐิยา น สุติยา น ญาเณน (มาคนฺทิยาติ ภควา) สีลพฺพเตนาปิ น สุทฺธิมาห อทิฏฺฐิยา อสฺสุติยา อญาณา อสีลตา อพฺพตา โนปิ เตน เอเต จ นิสฺสชฺช อนุคฺคหาย สนฺโต อนิสฺสาย ภวํ น ชปฺเป ฯ

(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมาคันทิยพราหมณ์) บัณฑิตไม่กล่าวความ หมดจดแม้ด้วยทิฏฐิ ไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วยสุตะ ไม่กล่าวความ หมดจดแม้ด้วยญาณ ไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วยศีลและพรต บุคคล ย่อมถึงความสงบภายใน ด้วยความไม่มีทิฏฐิ ด้วยความไม่มีสุตะ ด้วย ความไม่มีญาณ ด้วยความไม่มีศีล ด้วยความไม่มีพรต ก็หามิได้ บุคคล สละธรรมเหล่านั้นแล้ว ไม่ถือมั่น เป็นผู้สงบ ไม่อาศัยแล้ว ไม่พึง หวังภพ.

ข้อ ๓๓๕

น ทิฏฺฐิยา น สุติยา น ญาเณนาติ ทิฏฺเฐนปิ สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ นาห น กเถสิ น ภณสิ น ทีปยสิ น โวหรสิ ฯ สุเตนปิ สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ นาห น กเถสิ น ภณสิ น ทีปยสิ น โวหรสิ ฯ ทิฏฺฐสุเตนปิ สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ นาห น กเถสิ น ภณสิ น ทีปยสิ น โวหรสิ ฯ ญาเณนปิ สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ นาห น กเถสิ น ภณสิ น ทีปยสิ น โวหรสีติ น ทิฏฺฐิยา น สุติยา น ญาเณน ฯ มาคนฺทิยาติ ภควา ตํ พฺราหฺมณํ นาเมน อาลปติ ฯ ภควาติ คารวาธิวจนํ ฯเปฯ สจฺฉิกา ปญฺญตฺติ ยทิทํ ภควาติ มาคนฺทิยาติ ภควา ฯ

คำว่า บัณฑิตไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วยทิฏฐิ ไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วยสุตะ ไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วยญาณ ความว่า บัณฑิตไม่กล่าว คือ ไม่บอก ไม่พูด ไม่แสดง ไม่แถลง ซึ่งความหมดจด คือ ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบ แม้ด้วยทิฏฐิ ... แม้ด้วยสุตะ ... แม้ด้วยทิฏฐิและสุตะ ... แม้ด้วยญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บัณฑิตไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วยทิฏฐิ ไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วยสุตะ ไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วยญาณ. พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า มาคันทิยะ. คำว่า ภควา เป็นคำกล่าวโดยเคารพ ฯลฯ. คำว่า ภควา นี้เป็นสัจฉิกาบัญญัติเพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมาคันทิยะ.

ข้อ ๓๓๖

สีลพฺพเตนาปิ น สุทฺธิมาหาติ สีเลนปิ สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ นาห น กเถสิ น ภณสิ น ทีปยสิ น โวหรสิ ฯ วตฺเตนปิ สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ นาห น กเถสิ น ภณสิ น ทีปยสิ น โวหรสิ ฯ สีลพฺพเตนปิ สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ นาห น กเถสิ น ภณสิ น ทีปยสิ น โวหรสีติ สีลพฺพเตนาปิ น สุทฺธิมาห ฯ

คำว่า บัณฑิตไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วยศีลและพรต ความว่า บัณฑิตไม่กล่าว ไม่บอก คือ ไม่พูด ไม่แสดง ไม่แถลง ซึ่งความหมดจด คือ ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบแม้ด้วยศีล ... แม้ด้วยพรต ... แม้ด้วยศีลและพรต เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บัณฑิตไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วยศีลและพรต.

ข้อ ๓๓๗

อทิฏฺฐิยา อสฺสุติยา อญาณา อสีลตา อพฺพตา โนปิ เตนาติ ทิฏฺฐิปิ อิจฺฉิตพฺพา ทสวตฺถุกา สมฺมาทิฏฺฐิ อตฺถิ ทินฺนํ อตฺถิ ยิฏฺฐํ อตฺถิ หุตํ อตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโก อตฺถิ อยํ โลโก อตฺถิ ปโร โลโก อตฺถิ มาตา อตฺถิ ปิตา อตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา อตฺถิ โลเก สมณพฺราหฺมณา สมฺมคฺคตา สมฺมาปฏิปนฺนา เย อิมญฺจ โลกํ ปรญฺจ โลกํ สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทนฺตีติ ฯ สวนมฺปิ อิจฺฉิตพฺพํ ปรโต โฆโส สุตฺตํ เคยฺยํ เวยฺยากรณํ คาถา อุทานํ อิติวุตฺตกํ ชาตกํ อพฺภูตธมฺมํ เวทลฺลํ ฯ ญาณมฺปิ อิจฺฉิตพฺพํ กมฺมสฺสกตญาณํ สจฺจานุโลมิกญาณํ อภิญฺญาญาณํ สมาปตฺติญาณํ ฯ สีลมฺปิ อิจฺฉิตพฺพํ ปาฏิโมกฺขสํวโร ฯ วตฺตมฺปิ อิจฺฉิตพฺพํ อฏฺฐ ธุตงฺคานิ อารญฺญิกงฺคํ ปิณฺฑปาติกงฺคํ ปํสุกูลิกงฺคํ เตจีวริกงฺคํ สปทานจาริกงฺคํ ขลุปจฺฉาภตฺติกงฺคํ เนสชฺชิกงฺคํ ยถาสนฺถติกงฺคํ ฯ อทิฏฺฐิยา อสฺสุติยา อญาณา อสีลตา อพฺพตา โนปิ เตนาติ นปิ สมฺมาทิฏฺฐิมตฺเตน นปิ สวนมตฺเตน นปิ ญาณมตฺเตน นปิ สีลมตฺเตน นปิ วตฺตมตฺเตน อชฺฌตฺตสนฺติปฺปตฺโต โหติ นปิ วินา เอเตหิ ธมฺเมหิ อชฺฌตฺตสนฺตึ ปาปุณาติ อปิจ สมฺภารา อิเม ธมฺมา โหนฺติ อชฺฌตฺตสนฺตึ ปาปุณิตุํ อธิคนฺตุํ ผุสิตุํ สจฺฉิกาตุนฺติ อทิฏฺฐิยา อสฺสุติยา อญาณา อสีลตา อพฺพตา โนปิ เตน ฯ

พึงทราบอธิบายในคำว่า บุคคลย่อมถึงความสงบภายใน ด้วยความไม่มีทิฏฐิด้วยความไม่มีสุตะ ด้วยความไม่มีญาณ ด้วยความไม่มีศีล ด้วยความไม่มีพรต ก็หามิได้ ดังต่อไปนี้ แม้ทิฏฐิพึงประสงค์เอาสัมมาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ คือ ทานที่ให้แล้วย่อมมีผล การบูชาย่อมมีผล การเซ่นสรวงย่อมมีผล ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและกรรมที่ทำชั่วมีอยู่ โลกนี้มีอยู่ โลกหน้ามีอยู่ มารดามีอยู่ บิดามีอยู่ สัตว์ทั้งหลายที่เป็นอุปปาติกะ [ผุดเกิด] มีอยู่ สมณพราหมณ์ที่ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ผู้ทำให้แจ้งซึ่งโลกนี้และโลกหน้าด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วประกาศมีอยู่ในโลก. แม้สุตะพึงประสงค์เอาเสียงแต่บุคคล คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถาอุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ. แม้ญาณพึงประสงค์เอากัมมัสสกตาญาณสัจจานุโลมิกญาณ อภิญญาญาณ สมาปัตติญาณ. แม้ศีลพึงประสงค์เอาปาติโมกขสังวรศีล. แม้วัตรพึงประสงค์เอาธุดงค์ ๘ คือ อารัญญิกังคธุดงค์ ปิณฑปาติกังคธุดงค์ ปังสุกูลิกังคธุดงค์เตจีวริกังคธุดงค์ สปทานจาริกังคธุดงค์ ขลุปัจฉาภัตติกังคธุดงค์ เนสัชชิกังคธุดงค์ ยถาสันถ-*ติกังคธุดงค์. คำว่า บุคคลย่อมถึงความสงบภายใน ด้วยความไม่มีทิฏฐิ ด้วยความไม่มีสุตะ ด้วยความไม่มีญาณ ด้วยความไม่มีศีล ด้วยความไม่มีพรต ก็หามิได้ ความว่า บุคคลเป็นผู้บรรลุถึงความสงบภายในด้วยธรรมสักว่าสัมมาทิฏฐิก็หามิได้ ด้วยธรรมสักว่าการฟังก็หามิได้ ด้วยธรรมสักว่าญาณก็หามิได้ ด้วยธรรมสักว่าศีลก็หามิได้ ด้วยธรรมสักว่าพรตก็หามิได้ ย่อมบรรลุถึงความสงบภายในเว้นจากธรรมเหล่านี้ก็หามิได้ ก็เพราะธรรมเหล่านี้เป็นองค์เครื่องอุดหนุนเพื่อถึงบรรลุ ถูกต้อง ทำให้แจ้ง ซึ่งความสงบภายใน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลย่อมถึงความสงบภายในด้วยความไม่มีทิฏฐิ ด้วยความไม่มีสุตะ ด้วยความไม่มีญาณ ด้วยความไม่มีศีล ด้วยความไม่มีพรต ก็หามิได้.

ข้อ ๓๓๘

เอเต จ นิสฺสชฺช อนุคฺคหายาติ เอเตหิ กณฺหปกฺขิกานํ ธมฺมานํ สมุคฺฆาตโต ปหานํ อิจฺฉิตพฺพํ ฯ เตธาตุเกสุ กุสเลสุ ธมฺเมสุ อตมฺมยตา อิจฺฉิตพฺพา ฯ ยโต กณฺหปกฺขิกา ธมฺมา สมุคฺฆาตปฺปหาเนน ปหีนา โหนฺติ อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวงฺคตา อายตึ อนุปฺปาทธมฺมา เตธาตุเกสุ จ กุสเลสุ ธมฺเมสุ อตมฺมยตา โหติ เอตฺตาวตาปิ น คณฺหาติ น ปรามสติ นาภินิวิสติ อถวา น คณฺหิตพฺพา น ปรามสิตพฺพา นาภินิวิสิตพฺพาติ เอวมฺปิ เอเต จ นิสฺสชฺช อนุคฺคหาย ฯ ยโต ตณฺหา จ ทิฏฺฐิ จ มาโน จ ปหีนา โหนฺติ อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวงฺคตา อายตึ อนุปฺปาทธมฺมา เอตฺตาวตาปิ น คณฺหาติ น ปรามสติ นาภินิวิสตีติ เอวมฺปิ เอเต จ นิสฺสชฺช อนุคฺคหาย ฯ ยโต ปุญฺญาภิสงฺขาโร จ อปุญฺญาภิสงฺขาโร จ อาเนญฺชาภิสงฺขาโร จ ปหีนา โหนฺติ อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวงฺคตา อายตึ อนุปฺปาทธมฺมา เอตฺตาวตาปิ น คณฺหาติ น ปรามสติ นาภินิวิสตีติ เอวมฺปิ เอเต จ นิสฺสชฺช อนุคฺคหาย ฯ

คำว่า บุคคลสละธรรมเหล่านั้นแล้ว ไม่ถือมั่น ความว่า การละโดยความกำจัดธรรมฝ่ายดำ ด้วยธรรมเหล่านั้น จำต้องปรารถนา. ความหมดตัณหาในธรรมทั้งหลายส่วนกุศลอันมีในไตรธาตุ จำต้องปรารถนา. ธรรมฝ่ายดำเป็นธรรมอันบุคคลละได้แล้ว ด้วยการละโดยความกำจัด มีรากอันตัดขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มีภายหลังมีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา และความหมดตัณหาในธรรมทั้งหลายส่วนกุศลอันมีในไตรธาตุ ย่อมมีได้โดยเหตุใด บุคคลย่อมไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น แม้โดยเหตุเท่านั้น. อีกอย่างหนึ่ง ธรรมฝ่ายดำเหล่านั้น บุคคลไม่พึงถือ ไม่พึงยึดมั่น ไม่พึงถือมั่น แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า บุคคลสละธรรมเหล่านั้นแล้วไม่ถือมั่น. ตัณหา ทิฏฐิ และมานะ เป็นกิเลสชาติอันบุคคลละได้แล้ว มีรากอันตัดขาดแล้วทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง โดยเหตุใด บุคคลย่อมไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น แม้โดยเหตุเท่านั้น แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า บุคคลสละธรรมเหล่านั้นแล้วไม่ถือมั่น. ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร เป็นสภาพอันบุคคลละได้แล้วมีรากอันตัดขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา โดยเหตุใด บุคคลย่อมไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น แม้โดยเหตุเท่านั้นแม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า บุคคลสละธรรมเหล่านั้นแล้วไม่ถือมั่น.

ข้อ ๓๓๙

สนฺโต อนิสฺสาย ภวํ น ชปฺเปติ สนฺโตติ ราคสฺส สนฺตตฺตา สนฺโต โทสสฺส สนฺตตฺตา สนฺโต โมหสฺส สนฺตตฺตา สนฺโต โกธสฺส อุปนาหสฺส มกฺขสฺส ปฬาสสฺส อิสฺสาย มจฺฉริยสฺส มายาย สาเฐยฺยสฺส ถมฺภสฺส สารมฺภสฺส มานสฺส อติมานสฺส มทสฺส ปมาทสฺส สพฺพกิเลสานํ สพฺพทุจฺจริตานํ สพฺพทรถานํ สพฺพปริฬาหานํ สพฺพสนฺตาปานํ สพฺพากุสลาภิสงฺขารานํ สนฺตตฺตา สมิตตฺตา วูปสมิตตฺตา วิชฺฌาตตฺตา นิพฺพุตตฺตา วิคตตฺตา ปฏิปฺปสฺสทฺธตฺตา สนฺโต วูปสนฺโต นิพฺพุโต ปฏิปฺปสฺสทฺโธติ สนฺโต ฯ อนิสฺสายาติ เทฺว นิสฺสยา ตณฺหานิสฺสโย จ ทิฏฺฐินิสฺสโย จ ฯเปฯ อยํ ตณฺหานิสฺสโย ฯเปฯ อยํ ทิฏฺฐินิสฺสโย ฯ {๓๓๙.๑} ตณฺหานิสฺสยํ ปหาย ทิฏฺฐินิสฺสยํ ปฏินิสฺสชฺชิตฺวา จกฺขุํ อนิสฺสาย โสตํ อนิสฺสาย ฆานํ อนิสฺสาย ชิวฺหํ อนิสฺสาย กายํ อนิสฺสาย มนํ อนิสฺสาย รูเป สทฺเท คนฺเธ รเส โผฏฺฐพฺเพ กุลํ คณํ อาวาสํ ลาภํ ยสํ ปสํสํ สุขํ จีวรํ ปิณฺฑปาตํ เสนาสนํ คิลานปจฺจย- เภสชฺชปริกฺขารํ กามธาตุํ รูปธาตุํ อรูปธาตุํ กามภวํ รูปภวํ อรูปภวํ สญฺญาภวํ อสญฺญาภวํ เนวสญฺญานาสญฺญาภวํ เอกโวการภวํ จตุโวการภวํ ปญฺจโวการภวํ อตีตํ อนาคตํ ปจฺจุปฺปนฺนํ ทิฏฺฐสุตมุต- วิญฺญาตพฺเพ ธมฺเม อนิสฺสาย อคฺคณฺหิตฺวา อปรามสิตฺวา อนภินิวิสิตฺวาติ สนฺโต อนิสฺสาย ฯ ภวํ น ชปฺเปติ กามภวํ น ชปฺเปยฺย รูปภวํ น ชปฺเปยฺย อรูปภวํ น ชปฺเปยฺย น ปชปฺเปยฺย น อภิชปฺเปยฺยาติ สนฺโต อนิสฺสาย ภวํ น ชปฺเป ฯ เตนาห ภควา น ทิฏฺฐิยา น สุติยา น ญาเณน (มาคนฺทิยาติ ภควา) สีลพฺพเตนาปิ น สุทฺธิมาห อทิฏฺฐิยา อสฺสุติยา อญาณา อสีลตา อพฺพตา โนปิ เตน เอเต จ นิสฺสาย อนุคฺคหาย สนฺโต อนิสฺสาย ภวํ น ชปฺเปติ ฯ

คำว่า ผู้สงบ ในคำว่า เป็นผู้สงบแล้ว ไม่อาศัยแล้ว ไม่พึงหวังภพ ความว่า ชื่อว่าสงบ เข้าไปสงบ ดับ ระงับแล้ว เพราะราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความกระด้างความแข่งดี ความถือตัว ความดูหมิ่น ความเมา ความมัวเมา กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวงความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง ความเดือดร้อนทั้งปวง อกุสลาภิสังขารทั้งปวงเป็นกิเลสสงบ ถึงความสงบ เข้าไปสงบ ไหม้แล้ว ดับหายไป ระงับแล้ว เพราะฉะนั้น จึงสงบแล้ว. นิสัย ในคำว่า ไม่อาศัยแล้ว มี ๒ อย่าง คือ ตัณหานิสัย ๑ ทิฏฐินิสัย ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่าตัณหานิสัย ฯลฯ นี้ชื่อว่าทิฏฐินิสัย. บุคคลละตัณหานิสัย สละคืนทิฏฐินิสัยเสียแล้ว ไม่อาศัยไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่นจักษุ หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ(ธรรมารมณ์) สกุล คณะ อาวาส ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข จีวร บิณฑบาต เสนาสนะคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ กามภพ รูปภพ อรูปภพ สัญญาภพอสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ อดีต อนาคตปัจจุบัน ธรรมที่ได้เห็น ที่ได้ยิน ที่ทราบ ที่รู้แจ้ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้สงบแล้วไม่อาศัยแล้ว. คำว่า ไม่พึงหวังภพ คือ ไม่พึงหวัง ไม่พึงประสงค์ ไม่พึงปรารถนา ซึ่งกามภพรูปภพ อรูปภพ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้สงบแล้ว ไม่อาศัยแล้ว ไม่หวังภพ. เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า (พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมาคันทิยพราหมณ์) บัณฑิตไม่กล่าวความ หมดจดแม้ด้วยทิฏฐิ ไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วยสุตะ ไม่กล่าวความ หมดจดแม้ด้วยญาณ ไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วยศีลและพรต บุคคล ย่อมถึงความสงบภายใน ด้วยความไม่มีทิฏฐิ ด้วยความไม่มีสุตะ ด้วย ความไม่มีญาณ ด้วยความไม่มีศีล ด้วยความไม่มีพรต ก็หามิได้ บุคคล สละธรรมเหล่านั้นแล้วไม่ถือมั่น เป็นผู้สงบแล้ว ไม่อาศัยแล้ว ไม่พึง หวังภพ.

ข้อ ๓๔๐

โน เจ กิร ทิฏฺฐิยา น สุติยา น ญาเณน (อิติ มาคนฺทิโย) สีลพฺพเตนาปิ น สุทฺธิมาห อทิฏฺฐิยา อสฺสุติยา อญาณา อสีลตา อพฺพตา โนปิ เตน มญฺญามหํ โมมุหเมว ธมฺมํ ทิฏฺฐิยา เอเก ปจฺเจนฺติ สุทฺธึ ฯ

(มาคันทิยพราหมณ์ทูลว่า) ได้ยินว่า ถ้าบัณฑิตไม่กล่าวความหมดจดแม้ ด้วยทิฏฐิ ไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วยสุตะ ไม่กล่าวความหมดจด แม้ด้วยญาณ ไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วยศีลและพรต บุคคลย่อม ถึงความสงบภายใน ด้วยความไม่มีทิฏฐิ ด้วยความไม่มีสุตะ ด้วย ความไม่มีญาณ ด้วยความไม่มีศีล ด้วยความไม่มีพรต ก็หามิได้ไซร้ ข้าพเจ้าย่อมสำคัญธรรมของท่านว่า เป็นธรรมของคนโง่เขลาโดยแท้ เพราะสมณพราหมณ์บางพวก ย่อมถึงความหมดจดด้วยทิฏฐิ.

ข้อ ๓๔๑

โน เจ กิร ทิฏฺฐิยา น สุติยา น ญาเณนาติ ทิฏฺฐิยาปิ สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ นาห น กเถสิ น ภณสิ น ทีปยสิ น โวหรสิ ฯ สุเตนปิ สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ นาห น กเถสิ น ภณสิ น ทีปยสิ น โวหรสิ ฯ ทิฏฺฐสุเตนปิ สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ นาห น กเถสิ น ภณสิ น ทีปยสิ น โวหรสิ ฯ ญาเณนปิ สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ นาห น กเถสิ น ภณสิ น ทีปยสิ น โวหรสีติ โน เจ กิร ทิฏฺฐิยา น สุติยา น ญาเณน ฯ อิติ มาคนฺทิโยติ อิตีติ ปทสนฺธิ ฯเปฯ ปทานุปุพฺพตาเมตํ อิตีติ ฯ มาคนฺทิโยติ ตสฺส พฺราหฺมณสฺส นามนฺติ อิติ มาคนฺทิโย ฯ

คำว่า ได้ยินว่า ถ้าบัณฑิตไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วยทิฏฐิ ไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วยสุตะ ไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วยญาณ ความว่า บัณฑิตไม่กล่าว คือ ไม่บอกไม่พูด ไม่แสดง ไม่แถลง ซึ่งความหมดจด คือ ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความความพ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบ แม้ด้วยทิฏฐิ ... แม้ด้วยสุตะ ... แม้ด้วยทิฏฐิและสุตะ ... แม้ด้วยญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ได้ยินว่า ถ้าบัณฑิตไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วยทิฏฐิ ไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วยสุตะ ไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วยญาณ. บทว่า อิติ ในที่ประชุมบทว่า อิติ มาคนฺทิโย เป็นบทสนธิ ฯลฯ บทว่า อิติ นี้เป็นลำดับบท. ศัพท์ว่า มาคนฺทิโย เป็นนาม เป็นเครื่องนับ เป็นที่หมายรู้ เป็นเครื่องเรียกของพราหมณ์นั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อิติ มาคนฺทิโย.

ข้อ ๓๔๒

สีลพฺพเตนาปิ น สุทฺธิมาหาติ สีเลนปิ สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ วตฺเตนปิ สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ สีลพฺพเตนปิ สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ นาห น กเถสิ น ภณสิ น ทีปยสิ น โวหรสีติ สีลพฺพเตนาปิ น สุทฺธิมาห ฯ

คำว่า บัณฑิตไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วยศีลและพรต ความว่า บัณฑิตไม่กล่าว คือ ไม่บอก ไม่พูด ไม่แสดง ไม่แถลง ซึ่งความหมดจด คือ ความหมดจดวิเศษความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบ แม้ด้วยศีล ... แม้ด้วยพรต ... แม้ด้วยศีลและพรต เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บัณฑิตไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วยศีลและพรต.

ข้อ ๓๔๓

อทิฏฺฐิยา อสฺสุติยา อญาณา อสีลตา อพฺพตา โนปิ เตนาติ ทิฏฺฐิปิ อิจฺฉิตพฺพาติ เอวํ ภณสิ สวนมฺปิ อิจฺฉิตพฺพนฺติ เอวํ ภณสิ ญาณมฺปิ อิจฺฉิตพฺพนฺติ เอวํ ภณสิ สีลมฺปิ อิจฺฉิตพฺพนฺติ เอวํ ภณสิ วตฺตมฺปิ อิจฺฉิตพฺพนฺติ เอวํ ภณสิ น สกฺโกสิ เอกํเสน อนุชานิตุํ น สกฺโกสิ เอกํเสน ปฏิกฺขิปิตุนฺติ อทิฏฺฐิยา อสฺสุติยา อญาณา อสีลตา อพฺพตา โนปิ เตน ฯ

คำว่า บุคคลย่อมถึงความสงบภายใน ด้วยความไม่มีทิฏฐิ ด้วยความไม่มีสุตะ ด้วยความไม่มีญาณ ด้วยความไม่มีศีล ด้วยความไม่มีพรต ก็หามิได้ไซร้ ความว่า ท่านกล่าวอย่างนี้ว่า แม้ทิฏฐิก็พึงประสงค์เอา แม้สุตะก็พึงประสงค์เอา แม้ญาณก็พึงประสงค์เอาแม้ศีลก็พึงประสงค์เอา แม้พรตก็พึงประสงค์เอา ท่านไม่อาจเพื่ออนุญาตโดยส่วนเดียว ท่านไม่อาจเพื่อห้ามโดยส่วนเดียว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลย่อมถึงความสงบภายใน ด้วยความไม่มีทิฏฐิ ด้วยความไม่มีสุตะ ด้วยความไม่มีญาณ ด้วยความไม่มีศีล ด้วยความไม่มีพรต ก็หามิได้ไซร้.

ข้อ ๓๔๔

มญฺญามหํ โมมุหเมว ธมฺมนฺติ โมมูหธมฺโม อยํ ตุยฺหํ พาลธมฺโม มูฬฺหธมฺโม อญาณธมฺโม อมราวิกฺเขปธมฺโมติ เอวํ มญฺญามิ เอวํ ชานามิ เอวํ อาชานามิ เอวํ ปฏิวิชฺฌามีติ มญฺญามหํ โมมุหเมว ธมฺมํ ฯ

คำว่า ข้าพเจ้าย่อมสำคัญธรรมของท่านว่า เป็นธรรมของคนโง่เขลาโดยแท้ความว่า ข้าพเจ้าย่อมสำคัญ คือ ย่อมรู้ ย่อมรู้ทั่ว ย่อมแทงตลอดอย่างนี้ว่า ธรรมของท่านนี้เป็นธรรมของคนโง่เขลา คือ เป็นธรรมของคนพาล เป็นธรรมของคนหลง เป็นธรรมของคนไม่มีความรู้ เป็นธรรมกวัดแกว่ง ไม่ตายตัว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพเจ้าย่อมสำคัญธรรมของท่านว่า เป็นธรรมของคนโง่เขลาโดยแท้.

ข้อ ๓๔๕

ทิฏฺฐิยา เอเก ปจฺเจนฺติ สุทฺธินฺติ ทิฏฺฐิยา เอเก สมณพฺราหฺมณา สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ ปจฺเจนฺติ ฯ สสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ทิฏฺฐิยา เอเก สมณพฺราหฺมณา สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ ปจฺเจนฺติ ฯ อสสฺสโต โลโก ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ทิฏฺฐิยา เอเก สมณพฺราหฺมณา สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ ปจฺเจนฺตีติ ทิฏฺฐิยา เอเก ปจฺเจนฺติ สุทฺธึ ฯ เตนาห โส พฺราหฺมโณ โน เจ กิร ทิฏฺฐิยา น สุติยา น ญาเณน (อิติ มาคนฺทิโย) สีลพฺพเตนาปิ น สุทฺธิมาห อทิฏฺฐิยา อสฺสุติยา อญาณา อสีลตา อพฺพตา โนปิ เตน มญฺญามหํ โมมุหเมว ธมฺมํ ทิฏฺฐิยา เอเก ปจฺเจนฺติ สุทฺธินฺติ ฯ

คำว่า เพราะสมณพราหมณ์บางพวก ย่อมถึงความหมดจดด้วยทิฏฐิ ความว่า สมณพราหมณ์บางพวก ย่อมถึงความหมดจด คือ ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้นความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบ ด้วยทิฏฐิ คือ สมณพราหมณ์บางพวก ย่อมถึงความหมดจด ... ความพ้นรอบด้วยทิฏฐิว่า โลกเที่ยง สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า สมณพราหมณ์บางพวก ย่อมถึงความหมดจด ความพ้นรอบ ด้วยทิฏฐิว่า โลกไม่เที่ยง ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าเพราะสมณพราหมณ์บางพวก ย่อมถึงความหมดจดด้วยทิฏฐิ. เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า (มาคันทิยพราหมณ์ทูลว่า) ได้ยินว่า ถ้าบัณฑิตไม่กล่าวความหมดจด แม้ด้วยทิฏฐิ ไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วยสุตะ ไม่กล่าวความหมดจด แม้ด้วยญาณ ไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วยศีลและพรต บุคคลย่อมถึง ความสงบภายใน ด้วยความไม่มีทิฏฐิ ด้วยความไม่มีสุตะ ด้วยความ ไม่มีญาณ ด้วยความไม่มีศีล ด้วยความไม่มีพรต ก็หามิได้ไซร้ ข้าพเจ้า ย่อมสำคัญธรรมของท่านว่า เป็นธรรมของคนโง่เขลาโดยแท้ เพราะ สมณพราหมณ์บางพวก ย่อมถึงความหมดจดด้วยทิฏฐิ.

ข้อ ๓๔๖

ทิฏฺฐีสุ นิสฺสาย อนุปุจฺฉมาโน (มาคนฺทิยาติ ภควา) สมุคฺคหีเตสุ ปโมหมาคา อิโต จ นาทฺทกฺขิ อณุมฺปิ สญฺญํ ตสฺมา ตุวํ โมมุหโต ทหาสิ ฯ

(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมาคันทิยพราหมณ์) ท่านอาศัยทิฏฐิ ทั้งหลายถามอยู่เนืองๆ ได้ถึงความหลงใหลในทิฏฐิทั้งหลายที่ท่านยึด ถือแล้ว และท่านไม่ได้เห็นสัญญาแม้น้อย จากธรรมนี้ เพราะฉะนั้น ท่านจึงประสบแต่ความหลง.

ข้อ ๓๔๗

ทิฏฺฐีสุ นิสฺสาย อนุปุจฺฉมาโนติ มาคนฺทิโย พฺราหฺมโณ ทิฏฺฐึ นิสฺสาย ทิฏฺฐึ ปุจฺฉติ ลคฺคนํ นิสฺสาย ลคฺคนํ ปุจฺฉติ พนฺธนํ นิสฺสาย พนฺธนํ ปุจฺฉติ ปลิโพธํ นิสฺสาย ปลิโพธํ ปุจฺฉติ ฯ อนุปุจฺฉมาโนติ ปุนปฺปุนํ ปุจฺฉตีติ ทิฏฺฐีสุ นิสฺสาย อนุปุจฺฉมาโน ฯ มาคนฺทิยาติ ภควา ตํ พฺราหฺมณํ นาเมน อาลปติ ฯ ภควาติ คารวาธิวจนํ ฯเปฯ สจฺฉิกา ปญฺญตฺติ ยทิทํ ภควาติ มาคนฺทิยาติ ภควา ฯ

คำว่า ท่านอาศัยทิฏฐิทั้งหลายถามอยู่เนืองๆ ความว่า มาคันทิยพราหมณ์อาศัยทิฏฐิ อาศัยความเกี่ยวข้องถามความเกี่ยวข้อง อาศัยความผูกพันถามความผูกพัน อาศัยความกังวลถามความกังวล. คำว่า ถามอยู่เนืองๆ คือ ย่อมถามบ่อยๆ. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าท่านอาศัยทิฏฐิทั้งหลายถามอยู่เนืองๆ. พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า มาคันทิยะคำว่า ภควา เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯลฯ คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมาคันทิยพราหมณ์.

ข้อ ๓๔๘

สมุคฺคหีเตสุ ปโมหมาคาติ ยา ทิฏฺฐิ ตยา คหิตา ปรามฏฺฐา อภินิวิฏฺฐา อชฺโฌสิตา อธิมุตฺตา ตาเยว ตฺวํ ทิฏฺฐิยา มูโฬฺหสิ ปมูโฬฺห สมฺมูโฬฺห โมหํ อาคโตสิ ปโมหํ อาคโตสิ สมฺโมหํ อาคโตสิ อนฺธการํ ปกฺขนฺโตสีติ สมุคฺคหีเตสุ ปโมหมาคา ฯ

คำว่า ได้ถึงความหลงใหลในทิฏฐิทั้งหลายที่ท่านยึดถือแล้ว ความว่า ทิฏฐิใดท่านถือ คือ ยึดมั่น ถือมั่น ติดใจ น้อมใจเชื่อแล้ว ท่านเป็นผู้หลง หลงใหล ลุ่มหลง ถึงความหลง ถึงความหลงใหล ถึงความลุ่มหลง เป็นผู้แล่นไปสู่ที่มืดด้วยทิฏฐินั่นแหละ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ได้ถึงความหลงใหลในทิฏฐิทั้งหลายที่ท่านยึดถือแล้ว.

ข้อ ๓๔๙

อิโต จ นาทฺทกฺขิ อณุมฺปิ สญฺญนฺติ อิโต อชฺฌตฺตสนฺติโต วา ปฏิปตฺติโต วา ธมฺมเทสนโต วา ยุตฺตสญฺญํ วา ปตฺตสญฺญํ วา ลกฺขณสญฺญํ วา การณสญฺญํ วา ฐานสญฺญํ วา น ปฏิลภสิ กุโต ญาณนฺติ เอวมฺปิ อิโต จ นาทฺทกฺขิ อณุมฺปิ สญฺญํ ฯ อถวา อนิจฺจํ วา อนิจฺจสญฺญานุโลมํ วา ทุกฺขํ วา ทุกฺขสญฺญานุโลมํ วา อนตฺตํ วา อนตฺตสญฺญานุโลมํ วา สญฺญุปฺปาทมตฺตํ วา สญฺญานิมิตฺตํ วา น ปฏิลภสิ กุโต ญาณนฺติ เอวมฺปิ อิโต จ นาทฺทกฺขิ อณุมฺปิ สญฺญํ ฯ

คำว่า และท่านไม่ได้เห็นสัญญาแม้น้อยจากธรรมนี้ ความว่า ท่านย่อมไม่ได้พบสัญญาอันควร สัญญาอันถึงแล้ว สัญญาในลักษณะ สัญญาในการณะ หรือสัญญาในฐานะจากธรรมนี้ คือ จากความสงบภายใน จากความปฏิบัติ หรือจากธรรมเทศนา ท่านจักได้ญาณแต่ที่ไหน แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า และท่านไม่ได้เห็นสัญญาแม้น้อยจากธรรมนี้. อีกอย่างหนึ่ง ท่านไม่ได้พบปัญจขันธ์อันไม่เที่ยงบ้าง ญาณอันอนุโลมแก่อนิจจสัญญาบ้าง ปัญจขันธ์เป็นทุกข์บ้าง ญาณอันอนุโลมแก่ทุกขสัญญาบ้าง ปัญจขันธ์เป็นอนัตตาบ้าง ญาณอันอนุโลมแก่อนัตตสัญญาบ้าง ธรรมสักว่าความเกิดขึ้นแห่งสัญญาบ้าง ธรรมเป็นนิมิตแห่งสัญญาบ้าง ท่านจักได้ญาณแต่ที่ไหน แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า และท่านไม่ได้เห็นสัญญาแม้น้อยจากธรรมนี้.

ข้อ ๓๕๐

ตสฺมา ตุวํ โมมุหโต ทหาสีติ ตสฺมาติ ตสฺมา ตํการณา ตํเหตุ ตปฺปจฺจยา ตํนิทานา โมมูหธมฺมโต พาลธมฺมโต มูฬฺหธมฺมโต อญาณธมฺมโต อมราวิกฺเขปธมฺมโต ทหาสิ ปสฺสสิ ทกฺขสิ โอโลเกสิ นิชฺฌายสิ อุปปริกฺขสีติ ตสฺมา ตุวํ โมมุหโต ทหาสิ ฯ เตนาห ภควา ทิฏฺฐีสุ นิสฺสาย อนุปุจฺฉมาโน (มาคนฺทิยาติ ภควา) สมุคฺคหีเตสุ ปโมหมาคา อิโต จ นาทฺทกฺขิ อณุมฺปิ สญฺญํ ตสฺมา ตุวํ โมมุหโต ทหาสีติ ฯ

คำว่า ตสฺมา ในคำว่า เพราะฉะนั้น ท่านจึงประสบแต่ความหลง ความว่า เพราะฉะนั้น เพราะการณ์นั้น เพราะเหตุนั้น เพราะปัจจัยนั้น เพราะนิทานนั้น ท่านจึงประสบคือ พบ เห็น แลเห็น เพ่งเห็น พิจารณาเห็น แต่ธรรมของคนหลง คือ แต่ธรรมของคนพาลธรรมของคนหลงใหล ธรรมของคนไม่มีความรู้ ธรรมอันกวัดแกว่งไม่ตายตัว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะฉะนั้น ท่านจึงประสบแต่ความหลง. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า (พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมาคันทิยพราหมณ์) ท่านอาศัยทิฏฐิ ทั้งหลายถามอยู่เนืองๆ ได้ถึงความหลงใหลในทิฏฐิทั้งหลายที่ท่านยึดถือ แล้ว และท่านไม่ได้เห็นสัญญาแม้น้อยจากธรรมนี้ เพราะฉะนั้น ท่าน จึงประสบแต่ความหลง.

ข้อ ๓๕๑

สโม วิเสสี อุท วา นิหีโน โย มญฺญตี โส วิวเทถ เตน ตีสุ วิธาสุ อวิกมฺปมาโน สโม วิเสสีติ น ตสฺส โหติ ฯ

ผู้ใดย่อมสำคัญว่า เราเสมอเขา เราดีกว่าเขา หรือว่าเราเลวกว่าเขา ผู้นั้นพึงวิวาทด้วยความถือตัวนั้น บุคคลไม่หวั่นไหวในเพราะความถือตัว ๓ อย่าง ความสำคัญว่า เราเสมอเขา เราดีกว่าเขา หรือว่าเราเลวกว่าเขา ก็ไม่มีแก่บุคคลนั้น.

ข้อ ๓๕๒

สโม วิเสสี อุท วา นิหีโน โย มญฺญตี โส วิวเทถ เตนาติ สทิโสหมสฺมีติ วา เสยฺโยหมสฺมีติ วา หีโนหมสฺมีติ วา โย มญฺญติ โส เตน มาเนน ตาย ทิฏฺฐิยา เตน วา ปุคฺคเลน กลหํ กเรยฺย ภณฺฑนํ กเรยฺย วิคฺคหํ กเรยฺย วิวาทํ กเรยฺย เมธคํ กเรยฺย น ตฺวํ อิมํ ธมฺมวินยํ อาชานาสิ อหํ อิมํ ธมฺมวินยํ อาชานามิ กึ ตฺวํ อิมํ ธมฺมวินยํ อาชานิสฺสสิ มิจฺฉาปฏิปนฺโน ตฺวมสิ อหมสฺมิ สมฺมาปฏิปนฺโน สหิตมฺเม อสหิตนฺเต ปุเร วจนียํ ปจฺฉา อวจ ปจฺฉา วจนียํ ปุเร อวจ อธิจิณฺณนฺเต วิปราวตฺตํ อาโรปิโต เต วาโท นิคฺคหิโตสิ จร วาทปฺปโมกฺขาย นิพฺเพเธหิ วา สเจ ปโหสีติ สโม วิเสสี อุท วา นิหีโน โย มญฺญตี โส วิวเทถ เตน ฯ

คำว่า ผู้ใดย่อมสำคัญว่า เราเสมอเขา เราดีกว่าเขา หรือว่าเราเลวกว่าเขาผู้นั้นพึงวิวาทด้วยความถือตัวนั้น ความว่า ผู้ใดย่อมสำคัญว่า เราเป็นผู้เสมอเขาก็ดี เราเป็นผู้ดีกว่าเขาก็ดี เราเป็นผู้เลวกว่าเขาก็ดี ผู้นั้นพึงทำความทะเลาะ ทำความหมายมั่น ทำความแก่งแย่งทำความวิวาท ทำความมุ่งร้ายกัน ด้วยความถือตัวนั้นบ้าง ด้วยทิฏฐินั้นบ้าง ด้วยบุคคลนั้นบ้างว่า ท่านไม่รู้ธรรมวินัยนี้ เรารู้ธรรมวินัยนี้ ท่านจักรู้ธรรมวินัยนี้ได้อย่างไร ท่านปฏิบัติผิด เราปฏิบัติชอบ คำของเรามีประโยชน์ คำของท่านไม่มีประโยชน์ คำที่ควรกล่าวก่อนท่านกลับกล่าวทีหลัง คำที่ควรกล่าวทีหลังท่านกลับกล่าวก่อน คำที่คล่องแคล่วของท่านกลับขัดข้องไป เราใส่โทษท่านแล้ว ท่านถูกเราปราบแล้ว ท่านจงเที่ยวไป หรือแก้ไขเพื่อเปลื้องวาทะ ถ้าท่านสามารถ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ใดย่อมสำคัญว่า เราเสมอเขา เราดีกว่าเขา หรือว่าเราเลวกว่าเขา ผู้นั้นพึงวิวาทด้วยความถือตัวนั้น.

ข้อ ๓๕๓

ตีสุ วิธาสุ อวิกมฺปมาโน สโม วิเสสีติ น ตสฺส โหตีติ ยสฺเสตา ติสฺโส วิธา ปหีนา สมุจฺฉินฺนา วูปสนฺตา ปฏิปฺปสฺสทฺธา อภพฺพุปฺปตฺติกา ญาณคฺคินา ทฑฺฒา โส ตีสุ วิธาสุ น กมฺปติ น วิกมฺปติ อวิกมฺปมานสฺส ปุคฺคลสฺส สทิโสหมสฺมีติ วา เสยฺโยหมสฺมีติ วา หีโนหมสฺมีติ วา ฯ น ตสฺส โหตีติ น มยฺหํ โหตีติ ตีสุ วิธาสุ อวิกมฺปมาโน สโม วิเสสีติ น ตสฺส โหติ ฯ เตนาห ภควา สโม วิเสสี อุท วา นิหีโน โย มญฺญตี โส วิวเทถ เตน ตีสุ วิธาสุ อวิกมฺปมาโน สโม วิเสสีติ น ตสฺส โหตีติ ฯ

คำว่า บุคคลไม่หวั่นไหวในเพราะความถือตัว ๓ อย่าง ความสำคัญว่า เรา เสมอเขา เราดีกว่าเขา หรือว่าเราเลวกว่าเขา ก็ไม่มีแก่บุคคลนั้น ความว่า ความถือตัว ๓อย่างนั้น บุคคลใดละได้แล้ว ตัดขาด สงบระงับแล้ว ทำไม่ให้ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ บุคคลนั้นย่อมไม่หวั่นไหว ไม่เอนเอียงไปในเพราะความถือตัว ๓ อย่าง ความสำคัญว่าเราเป็นผู้เสมอเขาก็ดี เราเป็นผู้ดีกว่าเขาก็ดี เราเป็นผู้เลวกว่าเขาก็ดี ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้ไม่หวั่นไหว. คำว่า ความสำคัญก็ไม่มีแก่บุคคลนั้น ความว่า ไม่มีแก่เรานั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าบุคคลไม่หวั่นไหวในเพราะความถือตัว ๓ อย่าง ความสำคัญว่า เราเสมอเขา เราดีกว่าเขา หรือว่าเราเลวกว่าเขา ก็ไม่มีแก่บุคคลนั้น. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ผู้ใดย่อมสำคัญว่า เราเสมอเขา เราดีกว่าเขา หรือว่าเราเลวกว่าเขา ผู้นั้น พึงวิวาทด้วยความถือตัวนั้น บุคคลไม่หวั่นไหวในเพราะความถือตัว ๓ อย่าง ความสำคัญว่า เราเสมอเขา เราดีกว่าเขา หรือว่าเราเลวกว่าเขา ก็ไม่มีแก่บุคคลนั้น.

ข้อ ๓๕๔

สจฺจนฺติ โส พฺราหฺมโณ กึ วเทยฺย มุสาติ วา โส วิวเทถ เกน ยสฺมึ สมํ วิสมํ วาปิ นตฺถิ ส เกน วาทํ ปฏิสญฺญุเชยฺย ฯ

บุคคลผู้เป็นพราหมณ์นั้น พึงกล่าวสิ่งอะไรว่าจริงเล่า หรือบุคคลอื่น ชื่อว่าเป็นพราหมณ์นั้น พึงโต้เถียงว่าสิ่งนั้นเท็จด้วยความถือตัวอะไรเล่า ความสำคัญว่าเสมอเขาก็ดี ความสำคัญว่าดีกว่าเขาก็ดี ความสำคัญว่าเลว กว่าเขาก็ดี ย่อมไม่มีในพระอรหันตขีณาสพใด พระอรหันตขีณาสพนั้น จะพึงโต้ตอบวาทะด้วยความถือตัวอะไรเล่า.

ข้อ ๓๕๕

สจฺจนฺติ โส พฺราหฺมโณ กึ วเทยฺยาติ พฺราหฺมโณติ สตฺตนฺนํ ธมฺมานํ พาหิตตฺตา พฺราหฺมโณ ฯเปฯ อนิสฺสิโต ตาทิ ปวุจฺจเต ส พฺรหฺมาติ สจฺจนฺติ โส พฺราหฺมโณ ฯ กึ วเทยฺยาติ สสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ พฺราหฺมโณ กึ วเทยฺย กึ กเถยฺย กึ ภเณยฺย กึ ทีปเยยฺย กึ โวหเรยฺย ฯ อสสฺสโต โลโก ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ พฺราหฺมโณ กึ วเทยฺย กึ กเถยฺย กึ ภเณยฺย กึ ทีปเยยฺย กึ โวหเรยฺยาติ สจฺจนฺติ โส พฺราหฺมโณ กึ วเทยฺย ฯ

ชื่อว่าพราหมณ์ ในคำว่า บุคคลผู้เป็นพราหมณ์นั้น พึงกล่าวสิ่งอะไรว่าจริงเล่าความว่า บุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์ เพราะลอยเสียแล้วซึ่งธรรม ๗ ประการ ฯลฯ บุคคลนั้นอันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยแล้ว เป็นผู้คงที่ เรียกว่าเป็นพราหมณ์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลผู้เป็นพราหมณ์นั้น พึงกล่าวสิ่งอะไรว่าจริงเล่า. คำว่า พึงกล่าวสิ่งอะไร ความว่า พึงกล่าว บอกพูด แสดง แถลง สิ่งอะไรเล่าว่า โลกไม่เที่ยง ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีกก็หามิได้ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลผู้เป็นพราหมณ์นั้น พึงกล่าวสิ่งอะไรว่าจริงเล่า.

ข้อ ๓๕๖

มุสาติ วา โส วิวเทถ เกนาติ พฺราหฺมโณ มยฺหํว สจฺจํ ตุยฺหํ มุสาติ เกน มาเนน กาย ทิฏฺฐิยา เกน วา ปุคฺคเลน กลหํ กเรยฺย ภณฺฑนํ กเรยฺย วิคฺคหํ กเรยฺย วิวาทํ กเรยฺย เมธคํ กเรยฺย น ตฺวํ อิมํ ธมฺมวินยํ อาชานาสิ ฯเปฯ นิพฺเพเธหิ วา สเจ ปโหสีติ มุสาติ วา โส วิวเทถ เกน ฯ

คำว่า หรือบุคคลผู้เป็นพราหมณ์นั้น พึงโต้เถียงว่าสิ่งนั้นเท็จด้วยความถือตัวอะไรเล่า ความว่า พราหมณ์พึงทำความทะเลาะ ทำความหมายมั่น ทำความแก่งแย่ง ทำความวิวาท ทำความมุ่งร้าย ด้วยความถือตัวอะไรเล่า ด้วยทิฏฐิอะไรเล่า หรือด้วยบุคคลไรเล่า คำของเราแหละจริง คำของท่านเท็จ ท่านไม่รู้ธรรมวินัย ฯลฯ หรือปลดเปลื้องวาทะ ถ้าท่านสามารถ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า หรือบุคคลผู้เป็นพราหมณ์นั้น พึงโต้เถียงว่าสิ่งนั้นเท็จด้วยความถือตัวอะไรเล่า.

ข้อ ๓๕๗

ยสฺมึ สมํ วิสมํ วาปิ นตฺถีติ ยสฺมึ อรหนฺเต ขีณาสเว สทิโสหมสฺมีติ มาโน นตฺถิ เสยฺโยหมสฺมีติ อติมาโน นตฺถิ หีโนหมสฺมีติ โอมาโน นตฺถิ น สํวิชฺชติ นุปลพฺภติ ปหีนํ สมุจฺฉินฺนํ วูปสนฺตํ ปฏิปฺปสฺสทฺธํ อภพฺพุปฺปตฺติกํ ญาณคฺคินา ทฑฺฒนฺติ ยสฺมึ สมํ วิสมํ วาปิ นตฺถิ ฯ

คำว่า ความสำคัญว่าเสมอเขาก็ดี ความสำคัญว่าดีกว่าเขาก็ดี ความสำคัญว่า เลวกว่าเขาก็ดี ย่อมไม่มีในพระอรหันตขีณาสพใด ความว่า ความถือตัวว่า เราเป็นผู้เสมอเขาความถือตัวจัดว่า เราเป็นผู้ดีกว่าเขา ความถือตัวต่ำว่า เราเป็นผู้เลวกว่าเขา ย่อมไม่มี คือ ย่อมไม่-*ปรากฏ ย่อมไม่เข้าไปได้ในพระอรหันตขีณาสพใด คือ ย่อมเป็นกิเลสอันพระอรหันตขีณาสพละแล้ว ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำไม่ให้ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ความสำคัญว่าเสมอเขาก็ดี ความสำคัญว่าดีกว่าเขาก็ดี ความสำคัญว่าเลวกว่าเขาก็ดีย่อมไม่มีในพระอรหันตขีณาสพใด.

ข้อ ๓๕๘

ส เกน วาทํ ปฏิสญฺญุเชยฺยาติ โส เกน มาเนน กาย ทิฏฺฐิยา เกน วา ปุคฺคเลน วาทํ ปฏิสญฺญุชฺเชยฺย ปฏิปฺผเรยฺย กลหํ กเรยฺย ภณฺฑนํ กเรยฺย วิคฺคหํ กเรยฺย วิวาทํ กเรยฺย เมธคํ กเรยฺย น ตฺวํ อิมํ ธมฺมวินยํ อาชานาสิ ฯเปฯ นิพฺเพเธหิ วา สเจ ปโหสีติ ส เกน วาทํ ปฏิสญฺญุเชยฺย ฯ เตนาห ภควา สจฺจนฺติ โส พฺราหฺมโณ กึ วเทยฺย มุสาติ วา โส วิวเทถ เกน ยสฺมึ สมํ วิสมํ วาปิ นตฺถิ ส เกน วาทํ ปฏิสญฺญุเชยฺยาติ ฯ

คำว่า พระอรหันตขีณาสพนั้น จะพึงโต้ตอบวาทะด้วยความถือตัวอะไรเล่า ความว่า พระอรหันตขีณาสพนั้น พึงโต้ตอบ คือ โต้เถียงวาทะ ทำความทะเลาะ ทำความหมายมั่นทำความแก่งแย่ง ทำความวิวาท ทำความมุ่งร้ายกัน ด้วยความถือตัวอะไรเล่า ด้วยทิฏฐิอะไรเล่าหรือด้วยบุคคลไรเล่าว่า ท่านไม่รู้ธรรมวินัยนี้ ฯลฯ เพื่อปลดเปลื้องวาทะ ถ้าท่านสามารถเพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระอรหันตขีณาสพนั้น จะพึงโต้ตอบวาทะด้วยความถือตัวอะไรเล่า. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า บุคคลผู้เป็นพราหมณ์นั้น พึงกล่าวสิ่งอะไรว่าจริงเล่า หรือบุคคลผู้เป็น พราหมณ์นั้น พึงโต้เถียงว่าสิ่งนั้นเท็จด้วยความถือตัวอะไรเล่าความ สำคัญว่าเสมอเขาก็ดี ความสำคัญว่าดีกว่าเขาก็ดี ความสำคัญว่าเลว กว่าเขาก็ดี ย่อมไม่มีในพระอรหันตขีณาสพใด พระอรหันตขีณาสพนั้น จะพึงโต้ตอบวาทะด้วยความถือตัวอะไรเล่า.

ข้อ ๓๕๙

โอกมฺปหาย อนิเกตสารี กาเม อกุพฺพํ มุนิ สนฺถวานี กาเมหิ ริตฺโต อปุเรกฺขราโน กถํ น วิคฺคยฺห ชเนน กยิรา ฯ

บุคคลละที่อาลัยแล้ว ไม่ท่องเที่ยวไปสู่ที่อยู่ มุนีไม่ทำความเยื่อใยในกาม เปล่าจากกามทั้งหลาย ไม่มุ่งหมายอัตภาพต่อไป ไม่พึงทำถ้อยคำ แก่งแย่งกับด้วยชน.

ข้อ ๓๖๐

อถ โข หาลินฺทกานิ คหปติ เยนายสฺมา มหากจฺจาโน เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ มหากจฺจานํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข หาลินฺทกานิ คหปติ อายสฺมนฺตํ มหากจฺจานํ เอตทโวจ วุตฺตมิทํ ภนฺเต กจฺจาน ภควตา อฏฺฐกวคฺคิเก มาคนฺทิยปเญฺห โอกมฺปหาย อนิเกตสารี กาเม อกุพฺพํ มุนิ สนฺถวานี กาเมหิ ริตฺโต อปุเรกฺขราโน กถํ น วิคฺคยฺห ชเนน กยิราติ ฯ อิมสฺส นุ โข ภนฺเต กจฺจาน ภควตา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส กถํ อตฺโถ วิตฺถาเรน ทฏฺฐพฺโพติ ฯ รูปธาตุ โข คหปติ วิญฺญาณสฺส โอโก รูปธาตุราควินิพนฺธญฺจ ปน วิญฺญาณํ โอกสารีติ วุจฺจติ เวทนาธาตุ โข คหปติ สญฺญาธาตุ โข คหปติ สงฺขารธาตุ โข คหปติ วิญฺญาณสฺส โอโก สงฺขารธาตุราควินิพนฺธญฺจ ปน วิญฺญาณํ โอกสารีติ วุจฺจติ เอวํ โข คหปติ โอกสารี โหติ ฯ {๓๖๐.๑} กถญฺจ คหปติ อโนกสารี โหติ ฯ รูปธาตุยา โข คหปติ โย ฉนฺโท โย ราโค ยา นนฺทิ ยา ตณฺหา เย อุปายุปาทานา เจตโส อธิฏฺฐานาภินิเวสานุสยา เต ตถาคตสฺส ปหีนา อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวงฺคตา อายตึ อนุปฺปาทธมฺมา ตสฺมา ตถาคโต อโนกสารีติ วุจฺจติ ฯ เวทนาธาตุยา โข คหปติ สญฺญาธาตุยา โข คหปติ สงฺขารธาตุยา โข คหปติ วิญฺญาณธาตุยา โข คหปติ โย ฉนฺโท โย ราโค ยา นนฺทิ ยา ตณฺหา เย อุปายุปาทานา เจตโส อธิฏฺฐานาภินิเวสานุสยา เต ตถาคตสฺส ปหีนา อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวงฺคตา อายตึ อนุปฺปาทธมฺมา ตสฺมา ตถาคโต อโนกสารีติ วุจฺจติ เอวํ โข คหปติ อโนกสารี โหติ ฯ {๓๖๐.๒} กถญฺจ คหปติ นิเกตสารี โหติ ฯ รูปนิมิตฺต- นิเกตสารวินิพนฺธํ โข คหปติ นิเกตสารีติ วุจฺจติ ฯ สทฺทนิมิตฺต คนฺธนิมิตฺต รสนิมิตฺต โผฏฺฐพฺพนิมิตฺต ธมฺมนิมิตฺตนิเกตสารวินิพนฺธํ โข คหปติ นิเกตสารีติ วุจฺจติ เอวํ โข คหปติ นิเกตสารี โหติ ฯ {๓๖๐.๓} กถญฺจ คหปติ อนิเกตสารี โหติ ฯ รูปนิมิตฺต- นิเกตสารวินิพนฺธา โข คหปติ ตถาคตสฺส ปหีนา อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวงฺคตา อายตึ อนุปฺปาทธมฺมา ตสฺมา ตถาคโต อนิเกตสารีติ วุจฺจติ ฯ สทฺทนิมิตฺตคนฺธนิมิตฺตรสนิมิตฺต- โผฏฺฐพฺพนิมิตฺตธมฺมนิมิตฺตนิเกตสารวินิพนฺธา โข คหปติ ตถาคตสฺส ปหีนา อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวงฺคตา อายตึ อนุปฺปาทธมฺมา ตสฺมา ตถาคโต อนิเกตสารีติ วุจฺจติ เอวํ โข คหปติ อนิเกตสารี โหติ ฯ {๓๖๐.๔} กถญฺจ คหปติ กาเม สนฺถวชาโต โหติ ฯ อิธ คหปติ เอกจฺโจ คิหีหิ สํสฏฺโฐ วิหรติ สหนนฺที สหโสกี สุขิเตสุ สุขิโต ทุกฺขิเตสุ ทุกฺขิโต อุปฺปนฺเนสุ กิจฺจกรณีเยสุ อตฺตนา โวโยคํ อาปชฺชติ เอวํ โข คหปติ กาเม สนฺถวชาโต โหติ ฯ {๓๖๐.๕} กถญฺจ คหปติ กาเม น สนฺถวชาโต โหติ ฯ อิธ คหปติ ภิกฺขุ คิหีหิ อสํสฏฺโฐ วิหรติ น สหนนฺที น สหโสกี น สุขิเตสุ สุขิโต น ทุกฺขิเตสุ ทุกฺขิโต อุปฺปนฺเนสุ กิจฺจกรณีเยสุ น อตฺตนา โวโยคํ อาปชฺชติ เอวํ โข คหปติ กาเม น สนฺถวชาโต โหติ ฯ {๓๖๐.๖} กถญฺจ คหปติ กาเมหิ อริตฺโต โหติ ฯ อิธ คหปติ เอกจฺโจ กาเมสุ อวีตราโค โหติ อวีตจฺฉนฺโท อวีตเปโม อวีตปิปาโส อวีตปริฬาโห อวีตตโณฺห เอวํ โข คหปติ กาเมหิ อริตฺโต โหติ ฯ {๓๖๐.๗} กถญฺจ คหปติ กาเมหิ ริตฺโต โหติ ฯ อิธ คหปติ ภิกฺขุ กาเมสุ วีตราโค โหติ วีตจฺฉนฺโท วีตเปโม วีตปิปาโส วีตปริฬาโห วีตตโณฺห เอวํ โข คหปติ กาเมหิ ริตฺโต โหติ ฯ กถญฺจ คหปติ ปุเรกฺขราโน โหติ ฯ อิธ คหปติ เอกจฺจสฺส เอวํ โหติ เอวํรูโป สิยํ อนาคตมทฺธานนฺติ ตตฺถ นนฺทึ สมนฺวาคเมติ เอวํเวทโน สิยํ เอวํสญฺโญ สิยํ เอวํสงฺขาโร สิยํ เอวํวิญฺญาโณ สิยํ อนาคตมทฺธานนฺติ ตตฺถ นนฺทึ สมนฺวาคเมติ เอวํ โข คหปติ ปุเรกฺขราโน โหติ ฯ {๓๖๐.๘} กถญฺจ คหปติ อปุเรกฺขราโน โหติ ฯ อิธ คหปติ เอกจฺจสฺส ภิกฺขุโน น เอวํ โหติ เอวํรูโป สิยํ อนาคตมทฺธานนฺติ ตตฺถ นนฺทึ น สมนฺวาคเมติ เอวํเวทโน สิยํ เอวํสญฺโญ สิยํ เอวํสงฺขาโร สิยํ เอวํวิญฺญาโณ สิยํ อนาคตมทฺธานนฺติ ตตฺถ นนฺทึ น สมนฺวาคเมติ เอวํ โข คหปติ อปุเรกฺขราโน โหติ ฯ {๓๖๐.๙} กถญฺจ คหปติ กถํ วิคฺคยฺห ชเนน กตฺตา โหติ ฯ อิธ คหปติ เอกจฺโจ เอวรูปึ กถํ กตฺตา โหติ น ตฺวํ อิมํ ธมฺมวินยํ อาชานาสิ ฯเปฯ นิพฺเพเธหิ วา สเจ ปโหสีติ เอวํ โข คหปติ กถํ วิคฺคยฺห ชเนน กตฺตา โหติ ฯ {๓๖๐.๑๐} กถญฺจ คหปติ กถํ น วิคฺคยฺห ชเนน กตฺตา โหติ ฯ อิธ คหปติ ภิกฺขุ น เอวรูปึ กถํ กตฺตา โหติ น ตฺวํ อิมํ ธมฺมวินยํ อาชานาสิ ฯเปฯ นิพฺเพเธหิ วา สเจ ปโหสีติ เอวํ โข คหปติ กถํ น วิคฺคยฺห ชเนน กตฺตา โหติ ฯ อิติ โข คหปติ ยนฺตํ วุตฺตํ ภควตา อฏฺฐกวคฺคิเก มาคนฺทิยปเญฺห โอกมฺปหาย อนิเกตสารี กาเม อกุพฺพํ มุนิ สนฺถวานี กาเมหิ ริตฺโต อปุเรกฺขราโน กถํ น วิคฺคยฺห ชเนน กยิราติ อิมสฺส โข คหปติ ภควตา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺโถ ทฏฺฐพฺโพ ฯ เตนาห ภควา โอกมฺปหาย อนิเกตสารี กาเม อกุพฺพํ มุนิ สนฺถวานี กาเมหิ ริตฺโต อปุเรกฺขราโน กถํ น วิคฺคยฺห ชเนน กยิราติ ฯ

ครั้งนั้นแล คฤหบดีชื่อหาลินทกานิ เข้าไปหาท่านพระมหากัจจานะถึงที่อยู่ อภิวาทแล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ถามท่านพระมหากัจจานะดังนี้ว่า ข้าแต่-*พระมหากัจจานะผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคตรัสพระภาษิตนี้ไว้ในมาคันทิยปัญหาอันมีมาในอัฏฐกวรรคว่า บุคคลละที่อาลัยแล้ว ไม่ท่องเที่ยวไปสู่ที่อยู่ มุนีไม่ทำความเยื่อใยในกาม เปล่าจากกามทั้งหลาย ไม่มุ่งหมายอัตภาพต่อไป ไม่พึงทำถ้อยคำแก่งแย่ง กับด้วยชน ดังนี้. ข้าแต่พระมหากัจจานะผู้เจริญ เนื้อความแห่งพระภาษิตที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วโดยย่อนี้จะพึงเห็นโดยพิสดารได้อย่างไร? ท่านพระมหากัจจานะตอบว่า ดูกรคฤหบดี รูปธาตุเป็นที่อาศัยแห่งวิญญาณ ก็แหละวิญญาณที่ผูกพันไว้ด้วยราคะในรูปธาตุเรียกว่า ท่องเที่ยวไปสู่ที่อาลัย. ดูกรคฤหบดี เวทนาธาตุ ... สัญญาธาตุ ... สังขารธาตุ เป็นที่อาศัยแห่งวิญญาณ ก็แหละวิญญาณที่ผูกพันไว้ด้วยราคะในสังขารธาตุ เรียกว่าท่องเที่ยวไปสู่ที่อาลัย ดูกรคฤหบดี บุคคลเป็นผู้ท่องเที่ยวไปสู่ที่อาลัยอย่างนี้แล. ดูกรคฤหบดี บุคคลเป็นผู้ไม่ท่องเที่ยวไปสู่ที่อาลัยอย่างไร? ความพอใจ ความกำหนัด ความเพลินความปรารถนา อุบายและอุปาทานอันเป็นเหตุยึดมั่นถือมั่นและนอนเนื่องแห่งจิตใดในรูปธาตุความพอใจเป็นต้นนั้น อันพระตถาคตทรงละเสียแล้ว มีรากอันตัดขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วย ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้นพระตถาคตบัณฑิตจึงเรียกว่า ไม่ท่องเที่ยวไปสู่ที่อาลัย. ดูกรคฤหบดี ความพอใจ ความกำหนัดความเพลิน ความปรารถนา อุบายและอุปาทานอันเป็นเหตุยึดมั่นถือมั่นและนอนเนื่องแห่งจิตในเวทนาธาตุ ... ในสัญญาธาตุ ... ในสังขารธาตุ ... ในวิญญาณธาตุ ความพอใจเป็นต้นนั้นอันพระตถาคตทรงละเสียแล้ว มีรากอันตัดขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น พระตถาคตบัณฑิตจึงเรียกว่าไม่ท่องเที่ยวไปสู่ที่อาลัย ดูกรคฤหบดี บุคคลเป็นผู้ไม่ท่องเที่ยวไปสู่ที่อาลัยอย่างนี้แล. ดูกรคฤหบดี ก็บุคคลเป็นผู้ท่องเที่ยวไปสู่ที่อยู่อย่างไร? ดูกรคฤหบดี ความผูกพันด้วยสามารถแห่งความท่องเที่ยวไปในที่อยู่คือรูปนิมิต สัททนิมิต คันธนิมิต รสนิมิต โผฏฐัพพ-*นิมิต ธรรมนิมิต เรียกว่าความท่องเที่ยวไปในที่อยู่ ดูกรคฤหบดี บุคคลเป็นผู้ท่องเที่ยวไปในที่อยู่อย่างนี้แล. ดูกรคฤหบดี ก็บุคคลเป็นผู้ไม่ท่องเที่ยวไปในที่อยู่อย่างไร? ดูกรคฤหบดีความผูกพันด้วยสามารถแห่งความท่องเที่ยวไปในที่อยู่คือรูปนิมิต อันพระตถาคตทรงละเสียแล้วมีรากอันตัดขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น พระตถาคตบัณฑิตจึงเรียกว่า ไม่ท่องเที่ยวไปสู่ที่อยู่. ดูกรคฤหบดีความผูกพันด้วยสามารถแห่งความท่องเที่ยวไปในที่อยู่คือสัททนิมิต ... คันธนิมิต ... รสนิมิต ... โผฏฐัพพนิมิต ... และธรรมนิมิต อันพระตถาคตทรงละเสียแล้ว มีรากอันตัดขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้นพระตถาคตบัณฑิตจึงเรียกว่า ไม่ท่องเที่ยวไปสู่ที่อยู่ ดูกรคฤหบดี บุคคลเป็นผู้ไม่ท่องเที่ยวไปสู่-*ที่อยู่อย่างนี้แล. ดูกรคฤหบดี ก็บุคคลเป็นผู้เกิดความเยื่อใยในกามอย่างไร? ดูกรคฤหบดี ก็ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้เกี่ยวข้องกับคฤหัสถ์ทั้งหลาย เพลินร่วมกัน โศกร่วมกัน เมื่อพวกคฤหัสถ์ถึงความสุขก็สุขด้วย ถึงความทุกข์ก็ทุกข์ด้วย เมื่อพวกคฤหัสถ์มีกิจที่ควรทำเกิดขึ้นก็ช่วยเหลือด้วยตนเอง ดูกรคฤหบดี ภิกษุเป็นผู้เกิดความเยื่อใยในกามอย่างนี้แล. ดูกรคฤหบดีก็บุคคลเป็นผู้ไม่เกิดความเยื่อใยในกามอย่างไร? ดูกรคฤหบดี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่-*เกี่ยวข้องกับพวกคฤหัสถ์ ไม่เพลินร่วมกัน ไม่โศกร่วมกัน เมื่อพวกคฤหัสถ์ถึงความสุขก็ไม่สุขด้วย ถึงความทุกข์ก็ไม่ทุกข์ด้วย เมื่อพวกคฤหัสถ์มีกิจที่ควรทำเกิดขึ้น ก็ไม่ช่วยเหลือด้วยตนเอง ดูกรคฤหบดี ภิกษุเป็นผู้ไม่เกิดความเยื่อใยในกามอย่างนี้แล. ดูกรคฤหบดี ก็ภิกษุเป็นผู้ไม่เปล่าจากกามทั้งหลายอย่างไร? ดูกรคฤหบดี ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่ปราศจากความกำหนัด ความพอใจ ความรักใคร่ ความหวัง ความเร่าร้อนความปรารถนาในกามทั้งหลาย ดูกรคฤหบดี ภิกษุเป็นผู้ไม่เปล่าจากกามทั้งหลายอย่างนี้แล. ดูกรคฤหบดี ก็ภิกษุเป็นผู้เปล่าจากกามอย่างไร? ดูกรคฤหบดี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้-*ปราศจากความกำหนัด ความพอใจ ความรักใคร่ ความหวัง ความเร่าร้อน ความปรารถนาในกามทั้งหลาย ดูกรคฤหบดี ภิกษุเป็นผู้เปล่าจากกามทั้งหลายอย่างนี้แล. ดูกรคฤหบดี ก็ภิกษุเป็นผู้มุ่งหมายอัตภาพต่อไปอย่างไร? ดูกรคฤหบดี ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ มีความปรารถนาอย่างนี้ว่า ในอนาคตกาล ขอเราพึงมีรูปอย่างนี้ ก็ถึงความเพลินในรูปนั้น มีความปรารถนาอย่างนี้ว่า ในอนาคตกาล ขอเราพึงมีเวทนาอย่างนี้ ... ขอเราพึงมีสัญญาอย่างนี้ ... ขอเราพึงมีสังขารอย่างนี้ ... ขอเราพึงมีวิญญาณอย่างนี้ ก็ถึงความเพลินในวิญญาณนั้นดูกรคฤหบดี ภิกษุเป็นผู้มุ่งหมายอัตภาพต่อไปอย่างนี้แล. ดูกรคฤหบดี ก็ภิกษุเป็นผู้ไม่มุ่งหมายอัตภาพต่อไปอย่างไร? ดูกรคฤหบดี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไม่มีความปรารถนาอย่างนี้ว่าในอนาคตกาล ขอเราพึงมีรูปอย่างนี้ ก็ไม่ถึงความเพลินในรูปนั้น ไม่มีความปรารถนาอย่างนี้ว่าในอนาคตกาล ขอเราพึงมีเวทนาอย่างนี้ ... ขอเราพึงมีสัญญาอย่างนี้ ... ขอเราพึงมีสังขารอย่างนี้ ... ขอเราพึงมีวิญญาณอย่างนี้ ก็ไม่ถึงความเพลินในวิญญาณนั้น ดูกรคฤหบดี ภิกษุเป็นผู้ไม่มุ่งหมายอัตภาพต่อไปอย่างนี้แล. ดูกรคฤหบดี ก็ภิกษุเป็นผู้ทำถ้อยคำแก่งแย่งกับด้วยชนอย่างไร? ดูกรคฤหบดี ภิกษุ-*บางรูปในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ทำถ้อยคำเห็นปานนี้ว่า ท่านไม่รู้ธรรมวินัยนี้ ฯลฯ หรือจงแก้ไขเพื่อปลดเปลื้องวาทะ ถ้าท่านสามารถ ดูกรคฤหบดี ภิกษุเป็นผู้ทำถ้อยคำแก่งแย่งกับด้วยชน-*อย่างนี้แล. ดูกรคฤหบดี ก็ภิกษุไม่เป็นผู้ทำถ้อยคำแก่งแย่งกับด้วยชนอย่างไร? ดูกรคฤหบดีภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไม่เป็นผู้ทำถ้อยคำเห็นปานนี้ว่า ท่านไม่รู้ธรรมวินัยนี้ ฯลฯ ท่านจงแก้ไขเพื่อปลดเปลื้องวาทะ ถ้าท่านสามารถ ดูกรคฤหบดี ภิกษุเป็นผู้ไม่ทำถ้อยคำแก่งแย่งกับด้วยชนอย่างนี้แล. ดูกรคฤหบดี พระผู้มีพระภาคตรัสพระภาษิตใด ในมาคันทิยปัญหาอันมีมาในอัฏฐกวรรคว่า บุคคลละที่อาลัยแล้ว ไม่ท่องเที่ยวไปสู่ที่อยู่ มุนีไม่ทำความเยื่อใยใน กาม เปล่าจากกามทั้งหลาย ไม่มุ่งหมายอัตภาพต่อไป ไม่พึงทำถ้อยคำ แก่งแย่งกับด้วยชน ดังนี้. ดูกรคฤหบดี เนื้อความแห่งพระภาษิตที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วโดยย่อนี้ จะพึงเห็นได้โดยพิสดารอย่างนี้. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า บุคคลละที่อาลัยแล้ว ไม่ท่องเที่ยวไปสู่ที่อยู่ มุนีไม่ทำความเยื่อใยใน กาม เปล่าจากกามทั้งหลาย ไม่มุ่งหมายอัตภาพต่อไป ไม่พึงทำถ้อยคำ แก่งแย่งกับด้วยชน.

ข้อ ๓๖๑

เยหิ วิวิตฺโต วิจเรยฺย โลเก น ตานิ อุคฺคยฺห วเทยฺย นาโค เอลมฺพุชํ กณฺฏกวาริชํ ยถา ชเลน ปงฺเกน จ นูปลิตฺตํ เอวํ มุนี สนฺติวโท อคิทฺโธ กาเม จ โลเก จ อนูปลิตฺโต ฯ

บุคคลชื่อว่านาค (ท่านผู้ประเสริฐ) สงัดแล้วจากทิฏฐิเหล่าใด พึงเที่ยว ไปในโลก บุคคลชื่อว่านาค ไม่พึงยึดถือทิฏฐิเหล่านั้นกล่าว ดอกบัวมี ก้านขรุขระเกิดแต่อัมพุคือน้ำ อันน้ำและเปือกตมไม่เข้าไปติด ฉันใด มุนีผู้กล่าวความสงบ ไม่ติดพัน ไม่เข้าไปติดในกามและในโลก ฉันนั้น.

ข้อ ๓๖๒

เยหิ วิวิตฺโต วิจเรยฺย โลเกติ เยหีติ ทิฏฺฐิคเตหิ ฯ วิวิตฺโตติ กายทุจฺจริเตน วิตฺโต วิวิตฺโต ปวิวิตฺโต วจีทุจฺจริเตน มโนทุจฺจริเตน ราเคน ฯเปฯ สพฺพากุสลาภิสงฺขาเรหิ วิตฺโต วิวิตฺโต ปวิวิตฺโต ฯ วิจเรยฺยาติ จเรยฺย วิหเรยฺย อิริเยยฺย วตฺเตยฺย ปาเลยฺย ยเปยฺย ยาเปยฺย ฯ โลเกติ มนุสฺสโลเกติ เยหิ วิวิตฺโต วิจเรยฺย โลเก ฯ

คำว่า เหล่าใด ในคำว่า สงัดแล้วจากทิฏฐิเหล่าใด พึงเที่ยวไปในโลก ได้แก่ทิฏฐิทั้งหลาย. คำว่า สงัดแล้ว คือ สงัด ว่าง เปล่า จากกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริตราคะ ฯลฯ อกุสลาภิสังขารทั้งปวง. คำว่า พึงเที่ยวไป คือ พึงเที่ยวไป อยู่ เปลี่ยนอิริยาบถประพฤติ รักษา บำรุง เยียวยา. คำว่า ในโลก คือ ในมนุษยโลก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าสงัดแล้วจากทิฏฐิเหล่าใด พึงเที่ยวไปในโลก.

ข้อ ๓๖๓

น ตานิ อุคฺคยฺห วเทยฺย นาโคติ นาโคติ อาคุํ น กโรตีติ นาโค ฯ น คจฺฉตีติ นาโค ฯ นาคจฺฉตีติ นาโค ฯ {๓๖๓.๑} กถํ อาคุํ น กโรตีติ นาโค ฯ อาคุ วุจฺจนฺติ ปาปกา อกุสลา ธมฺมา สงฺกิเลสิกา โปโนพฺภวิกา สทรา ทุกฺขวิปากา อายตึ ชาติชรามรณียา ฯ อาคุํ น กโรตีติ กิญฺจิ โลเก (สภิยาติ ภควา) สพฺพสํโยเค วิสชฺช พนฺธนานิ สพฺพตฺถ น สชฺชติ วิมุตฺโต นาโค ตาทิ วุจฺจเต ตถตฺตาติ เอวํ อาคุํ น กโรตีติ นาโค ฯ {๓๖๓.๒} กถํ น คจฺฉตีติ นาโค ฯ น ฉนฺทาคตึ คจฺฉติ น โทสาคตึ คจฺฉติ น โมหาคตึ คจฺฉติ น ภยาคตึ คจฺฉติ น ราควเสน คจฺฉติ น โทสวเสน คจฺฉติ น โมหวเสน คจฺฉติ น มานวเสน คจฺฉติ น ทิฏฺฐิวเสน คจฺฉติ น อุทฺธจฺจวเสน คจฺฉติ น วิจิกิจฺฉาวเสน คจฺฉติ น อนุสยวเสน คจฺฉติ น วคฺเคหิ ธมฺเมหิ ยายติ นิยฺยติ วุยฺหติ สํหริยติ เอวํ น คจฺฉตีติ นาโค ฯ {๓๖๓.๓} กถํ นาคจฺฉตีติ นาโค ฯ โสตาปตฺติมคฺเคน เย กิเลสา ปหีนา เต กิเลเส น ปุเนติ น ปจฺเจติ น ปจฺจาคจฺฉติ สกทาคามิมคฺเคน อนาคามิมคฺเคน อรหตฺตมคฺเคน เย กิเลสา ปหีนา เต กิเลเส น ปุเนติ น ปจฺเจติ น ปจฺจาคจฺฉติ เอวํ นาคจฺฉตีติ นาโค ฯ {๓๖๓.๔} น ตานิ อุคฺคยฺห วเทยฺย นาโคติ นาโค น ตานิ ทิฏฺฐิคตานิ คเหตฺวา อุคฺคเหตฺวา คณฺหิตฺวา ปรามสิตฺวา อภินิวิสิตฺวา วเทยฺย กเถยฺย ภเณยฺย ทีปเยยฺย โวหเรยฺย สสฺสโต โลโก อสสฺสโต โลโก ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ วเทยฺย กเถยฺย ภเณยฺย ทีปเยยฺย โวหเรยฺยาติ น ตานิ อุคฺคยฺห วเทยฺย นาโค ฯ

คำว่า นาค ในคำว่า บุคคลผู้ชื่อว่านาค ไม่พึงยึดถือทิฏฐิเหล่านั้นกล่าว พึง ทราบอธิบายดังต่อไปนี้ บุคคลชื่อว่าเป็นนาค เพราะไม่ทำความชั่ว เพราะไม่ถึงความชั่ว เพราะไม่มาสู่ความชั่ว. บุคคลชื่อว่าเป็นนาค เพราะไม่ทำความชั่วอย่างไร? ธรรมทั้งหลายที่เป็นบาป เป็นอกุศลอันทำความเศร้าหมอง อันให้เกิดในภพใหม่ มีความกระวนกระวาย มีวิบากเป็นทุกข์ มีชาติชราและมรณะต่อไป เรียกว่าความชั่ว. (สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรสภิยะ) บุคคลไม่ทำความชั่ว น้อยหนึ่งในโลก สลัดกิเลสเป็นเครื่องผูก ในความประกอบทั้งปวง ไม่เกี่ยวข้องในธรรมทั้งปวง เป็นผู้หลุดพ้นแล้ว บัณฑิตกล่าวบุคคลนั้น ผู้คงที่ว่าเป็นนาค เพราะเป็นผู้เที่ยงตรง. บุคคลชื่อว่าเป็นนาค เพราะไม่ทำความชั่วอย่างนี้. บุคคลชื่อว่าเป็นนาค เพราะไม่ถึงอย่างไร? บุคคลชื่อว่าเป็นนาค ย่อมไม่ถึงฉันทาคติไม่ถึงโทสาคติ ไม่ถึงโมหาคติ ไม่ถึงภยาคติ ไม่ถึงด้วยสามารถแห่งราคะ ไม่ถึงด้วยสามารถแห่งโทสะ ไม่ถึงด้วยสามารถแห่งโมหะ ไม่ถึงด้วยสามารถแห่งมานะ ไม่ถึงด้วยสามารถแห่งทิฏฐิไม่ถึงด้วยสามารถแห่งอุทธัจจะ ไม่ถึงด้วยสามารถแห่งวิจิกิจฉา ไม่ถึงด้วยสามารถแห่งอนุสัยย่อมไม่ไป ดำเนินไป เลื่อนลอยไป แล่นไป เพราะธรรมทั้งหลายอันทำความเป็นพวก บุคคลชื่อว่าเป็นนาค เพราะไม่ถึงอย่างนี้. บุคคลชื่อว่าเป็นนาค เพราะไม่มาอย่างไร? กิเลสเหล่าใด อันบุคคลนั้นละได้แล้ว ด้วยโสดาปัตติมรรค บุคคลนั้นย่อมไม่มา ไม่ย้อนมา ไม่กลับมาสู่กิเลสเหล่านั้นอีก กิเลสเหล่าใดอันบุคคลนั้นละได้แล้ว ด้วยสกทาคามิมรรค ... ด้วยอนาคามิมรรค ... ด้วยอรหัตมรรค บุคคลนั้นย่อมไม่มา ไม่ย้อนมา ไม่กลับมาสู่กิเลสเหล่านั้นอีก บุคคลชื่อว่าเป็นนาค เพราะไม่มาอย่างนี้. คำว่า บุคคลชื่อว่านาค ไม่พึงยึดถือทิฏฐิเหล่านั้นกล่าว ความว่า บุคคล ชื่อว่านาคไม่ถือ คือ ไม่พึงจับถือเอา ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่นทิฏฐิเหล่านั้นกล่าว คือ บอก พูด แสดงแถลงว่า โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลชื่อว่านาค ไม่พึงยึดถือทิฏฐิเหล่านั้นกล่าว.

ข้อ ๓๖๔

เอลมฺพุชํ กณฺฏกวาริชํ ยถา ชเลน ปงฺเกน จ นูปลิตฺตนฺติ เอลํ วุจฺจติ อุทกํ ฯ อมฺพุ วุจฺจติ อุทกํ ฯ อมฺพุชํ วุจฺจติ ปทุมํ ฯ กณฺฏโก วุจฺจติ ขรทณฺโฑ ฯ วาริ วุจฺจติ อุทกํ ฯ วาริชํ วุจฺจติ ปทุมํ วาริชํ วาริสมฺภวํ ฯ ชลํ วุจฺจติ อุทกํ ฯ ปงฺโก วุจฺจติ กทฺทโม ฯ ยถา ปทุมํ วาริชํ วาริสมฺภวํ ชเลน จ ปงฺเกน จ น ลิมฺปติ น สํลิมฺปติ นุปลิมฺปติ อลิตฺตํ อสํลิตฺตํ อนุปลิตฺตนฺติ เอลมฺพุชํ กณฺฏกวาริชํ ยถา ชเลน ปงฺเกน จ นูปลิตฺตํ ฯ

คำว่า ดอกบัวมีก้านขรุขระเกิดแต่อัมพุคือน้ำ อันน้ำและเปือกตมไม่เข้าไปติด ฉันใด ความว่า น้ำเรียกว่าเอละ น้ำเรียกว่าอัมพุ ดอกบัวเรียกว่าอัมพุชะ ก้านขรุขระเรียกว่าก้านมีหนาม น้ำเรียกว่าวารี ดอกบัวที่เกิดแต่น้ำ มีในน้ำ เรียกว่าวาริชะ น้ำเรียกว่าชละเปือกตมเรียกว่าปังกะ ดอกบัวที่เกิดแต่น้ำ มีในน้ำ อันน้ำและเปือกตมไม่ติด ไม่ติดพร้อมไม่เข้าไปติด คือ เป็นของอันน้ำและเปือกตมไม่ติด ไม่ติดพร้อม ไม่เข้าไปติด ฉันใด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ดอกบัวมีก้านขรุขระเกิดแต่อัมพุคือน้ำ อันน้ำและเปือกตมไม่เข้าไปติดฉันใด.

ข้อ ๓๖๕

เอวํ มุนี สนฺติวโท อคิทฺโธ กาเม จ โลเก จ อนูปลิตฺโตติ เอวนฺติ โอปมฺมสมฺปฏิปาทนา ฯ มุนีติ โมนํ วุจฺจติ ญาณํ ฯเปฯ สงฺคชาลมติจฺจ โส มุนิ ฯ สนฺติวโทติ สนฺติวาโท มุนิ ตาณวาโท เลณวาโท สรณวาโท อภยวาโท อจฺจุตวาโท อมตวาโท นิพฺพานวาโทติ เอวํ มุนี สนฺติวโท ฯ อคิทฺโธติ เคโธ วุจฺจติ ตณฺหา โย ราโค สาราโค ฯเปฯ อภิชฺฌา โลโภ อกุสลมูลํ ฯ ยสฺเสโส เคโธ ปหีโน สมุจฺฉินฺโน วูปสนฺโต ปฏิปฺปสฺสทฺโธ อภพฺพุปฺปตฺติโก ญาณคฺคินา ทฑฺโฒ โส วุจฺจติ อคิทฺโธ ฯ โส รูเป อคิทฺโธ สทฺเท คนฺเธ รเส โผฏฺฐพฺเพ กุเล คเณ อาวาเส ลาเภ ยเส ปสํสาย สุเข จีวเร ปิณฺฑปาเต เสนาสเน คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขาเร กามธาตุยา รูปธาตุยา อรูปธาตุยา กามภเว รูปภเว อรูปภเว สญฺญาภเว อสญฺญาภเว เนวสญฺญานาสญฺญาภเว เอกโวการภเว จตุโวการภเว ปญฺจโวการภเว อตีเต อนาคเต ปจฺจุปฺปนฺเน ทิฏฺฐสุตมุต- วิญฺญาตพฺเพสุ ธมฺเมสุ อคิทฺโธ อคธิโต อมุจฺฉิโต อนชฺโฌปนฺโน วีตเคโธ จตฺตเคโธ วนฺตเคโธ มุตฺตเคโธ ปหีนเคโธ ปฏินิสฺสฏฺฐเคโธ วีตราโค จตฺตราโค วนฺตราโค มุตฺตราโค ปหีนราโค ปฏินิสฺสฏฺฐราโค นิจฺฉาโต นิพฺพุโต สีติภูโต สุขปฏิสํเวที พฺรหฺมภูเตน อตฺตนา วิหรตีติ เอวํ มุนี สนฺติวโท อคิทฺโธ ฯ {๓๖๕.๑} กาเม จ โลเก จ อนูปลิตฺโตติ กามาติ อุทฺทานโต เทฺว กามา วตฺถุกามา จ กิเลสกามา จ ฯเปฯ อิเม วุจฺจนฺติ วตฺถุกามา ฯเปฯ อิเม วุจฺจนฺติ กิเลสกามา ฯ โลเกติ อปายโลเก มนุสฺสโลเก เทวโลเก ขนฺธโลเก ธาตุโลเก อายตนโลเก ฯ เลโปติ เทฺว เลปา ตณฺหาเลโป จ ทิฏฺฐิเลโป จ ฯเปฯ อยํ ตณฺหาเลโป ฯเปฯ อยํ ทิฏฺฐิเลโป ฯ มุนิ ตณฺหาเลปํ ปหาย ทิฏฺฐิเลปํ ปฏินิสฺสชฺชิตฺวา กาเม จ โลเก จ น ลิมฺปติ น สํลิมฺปติ นุปลิมฺปติ อลิตฺโต อสํลิตฺโต อนุปลิตฺโต นิกฺขนฺโต นิสฺสฏฺโฐ วิปฺปมุตฺโต วิสญฺญุตฺโต วิมริยาทิกเตน เจตสา วิหรตีติ เอวํ มุนี สนฺติวโท อคิทฺโธ กาเม จ โลเก จ อนูปลิตฺโต ฯ เตนาห ภควา เยหิ วิวิตฺโต วิจเรยฺย โลเก น ตานิ อุคฺคยฺห วเทยฺย นาโค เอลมฺพุชํ กณฺฏกวาริชํ ยถา ชเลน ปงฺเกน จ นูปลิตฺตํ เอวํ มุนี สนฺติวโท อคิทฺโธ กาเม จ โลเก จ อนูปลิตฺโตติ ฯ

ศัพท์ว่า เอวํ ในคำว่า มุนีผู้กล่าวสันติธรรม ผู้ไม่ติดพัน ไม่เข้าไปติดแล้ว ในกามและในโลก ฉันนั้น ดังนี้ เป็นอุปไมยยังอุปมาให้ถึงพร้อม คำว่า มุนี ความว่า ญาณเรียกว่าโมนะ ฯลฯ ก้าวล่วงธรรมเป็นเครื่องข้องและตัณหาเพียงดังข่าย บุคคลนั้นชื่อว่า มุนี. คำว่า ผู้กล่าวความสงบ คือ มุนี ผู้กล่าวธรรมสงบ กล่าวธรรมต้านทาน กล่าวธรรมที่หลีกเร้นกล่าวธรรมเป็นที่พึ่ง กล่าวธรรมที่ไม่มีภัย กล่าวธรรมที่ไม่เคลื่อน กล่าวธรรมที่ไม่ตาย กล่าวนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มุนีผู้กล่าวความสงบ ... ฉันนั้น. คำว่า ไม่ติดพัน คือ ตัณหาเรียกว่า ความติดพัน ได้แก่ ความกำหนัด ความกำหนัดกล้า ฯลฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล. ความติดพันนั้นอันมุนีใดละ ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ มุนีนั้นเรียกว่า ผู้ไม่ติดพัน ไม่พัวพัน. มุนีนั้นไม่ติดพัน ไม่หมกมุ่น ไม่หลุ่มหลง ในรูปเสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ สกุล คณะ อาวาส ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข จีวร บิณฑบาตเสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ กามภพ รูปภพ อรูปภพสัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพ ปัญจโวการภพอดีต อนาคต ปัจจุบัน ในธรรมที่เห็น ที่ได้ยิน ที่ทราบ ที่รู้แจ้ง คือ เป็นผู้มีความติดพันอันปราศจาก สละ คาย พ้น ละ สละคืนแล้ว เป็นผู้มีความกำหนัดอันปราศจาก สละ คายพ้น ละ สละคืนแล้ว เป็นผู้ไม่หิว เป็นผู้ดับ เป็นผู้เย็น เป็นผู้มีตนอันประเสริฐเสวยสุขอยู่เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มุนีผู้กล่าวความสงบ ไม่ติดพัน ... ฉันนั้น. โดยอุทานว่า กาม ในคำว่า ไม่เข้าไปติดในกามและในโลก กามมี ๒ อย่าง คือวัตถุกาม ๑ กิเลสกาม ๑ ฯลฯ นี้เรียกว่าวัตถุกาม ฯลฯ นี้เรียกว่ากิเลสกาม. คำว่า ในโลกคือ ในอบายโลก มนุษยโลก เทวโลก ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก. ชื่อว่าความติด ได้แก่ ความติด ๒ อย่าง คือความติดด้วยตัณหา ๑ ความติดด้วยทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่าความติดด้วยตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่าความติดด้วยทิฏฐิ. มุนีละความติดด้วยตัณหา สละคืนความติดด้วยทิฏฐิแล้ว ย่อมไม่ติด ไม่ติดพร้อม ไม่เข้าไปติด คือ เป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่ติด ไม่ติดพร้อม ไม่เข้าไปติด ในกามและในโลก ฯลฯ เป็นผู้ออก สลัดออก พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้องเป็นผู้มีจิตปราศจากแดนกิเลสอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มุนีผู้กล่าวความสงบ เป็นผู้ไม่ติดพันไม่เข้าไปติดในกามและในโลก ฉันนั้น. เพราะเหตุนั้น พระภาคผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า บุคคลชื่อว่านาค สงัดแล้วจากทิฏฐิเหล่าใด พึงเที่ยวไปในโลก บุคคล ชื่อว่านาค ไม่พึงยึดถือทิฏฐิเหล่านั้นกล่าว ดอกบัวมีก้านขรุขระเกิดแต่ อัมพุคือน้ำ อันน้ำและเปือกตมไม่เข้าไปติด ฉันใด มุนีผู้กล่าวความ สงบ ผู้ไม่ติดพัน ไม่เข้าไปติดในกามและในโลก ฉันนั้น.

ข้อ ๓๖๖

น เวทคู ทิฏฺฐิยา น มุติยา ส มานเมติ น หิ ตมฺมโย โส น กมฺมุนา โนปิ สุเตน เนยฺโย อนูปนีโต ส นิเวสเนสุ ฯ

มุนีผู้ถึงเวทนั้น ย่อมไม่ไปด้วยทิฏฐิ ไม่ถึงความถือตัวด้วยอารมณ์ ที่ทราบ มุนีนั้นเป็นผู้ไม่มีตัณหา อันกรรมและเสียงที่ได้ยินไม่พึงนำ ไปได้ เป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่นำเข้าไปในที่อาศัยทั้งหลาย.

ข้อ ๓๖๗

น เวทคู ทิฏฺฐิยา น มุติยา ส มานเมตีติ นาติ ปฏิกฺเขโป ฯ เวทคูติ เวโท วุจฺจติ จตูสุ มคฺเคสุ ญาณํ ปญฺญา ปญฺญินฺทฺริยํ ปญฺญาพลํ ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค วีมํสา วิปสฺสนา สมฺมาทิฏฺฐิ ฯ เตหิ เวเทหิ ชาติชรามรณสฺส อนฺตคโต อนฺตปฺปตฺโต โกฏิคโต โกฏิปฺปตฺโต ปริยนฺตคโต ปริยนฺตปฺปตฺโต โวสานคโต โวสานปฺปตฺโต ตาณคโต ตาณปฺปตฺโต เลณคโต เลณปฺปตฺโต สรณคโต สรณปฺปตฺโต อภยคโต อภยปฺปตฺโต อจฺจุตคโต อจฺจุตปฺปตฺโต อมตคโต อมตปฺปตฺโต นิพฺพานคโต นิพฺพานปฺปตฺโต ฯ เวทานํ วา อนฺตํ คโตติ เวทคู ฯ เวเทหิ วา อนฺตคโตติ เวทคู ฯ สตฺตนฺนํ วา ธมฺมานํ วิทิตตฺตา เวทคู สกฺกายทิฏฺฐิ วิทิตา โหติ วิจิกิจฺฉา วิทิตา โหติ สีลพฺพตปรามาโส วิทิโต โหติ ราโค วิทิโต โหติ โทโส วิทิโต โหติ โมโห วิทิโต โหติ มาโน วิทิโต โหติ ฯ วิทิตสฺส โหนฺติ ปาปกา อกุสลา ธมฺมา สงฺกิเลสิกา โปโนพฺภวิกา สทรา ทุกฺขวิปากา อายตึ ชาติชรามรณียา ฯ เวทานิ วิเจยฺย เกวลานิ (สภิยาติ ภควา) สมณานํ ยานิ ปตฺถิ พฺราหฺมณานํ สพฺพเวทนาสุ วีตราโค สพฺพํ เวทมติจฺจ เวทคู โสติ ฯ {๓๖๗.๑} น ทิฏฺฐิยาติ ตสฺส ทฺวาสฏฺฐี ทิฏฺฐิคตานิ ปหีนานิ สมุจฺฉินฺนานิ วูปสนฺตานิ ปฏิปฺปสฺสทฺธานิ อภพฺพุปฺปตฺติกานิ ญาณคฺคินา ทฑฺฒานิ โส ทิฏฺฐิยา น ยายติ น นิยฺยติ น วุยฺหติ น สํหริยติ นปิ ตํ ทิฏฺฐิคตํ สารโต ปจฺเจติ น ปจฺจาคจฺฉตีติ น เวทคู ทิฏฺฐิยา ฯ น มุติยา ส มานเมตีติ มุตรูเปน วา ปรโฆเสน วา มหาชนสมฺมุติยา วา น มานํ เอติ น อุเปติ น อุปคจฺฉติ น คณฺหาติ น ปรามสติ นาภินิวิสตีติ น เวทคู ทิฏฺฐิยา น มุติยา ส มานเมติ ฯ น หิ ตมฺมโย โสติ น ตณฺหาวเสน ทิฏฺฐิวเสน ตมฺมโย โหติ ตปฺปรโม ตปฺปรายโน ฯ ยโต ตณฺหา จ ทิฏฺฐิ จ มาโน จ ปหีนา โหนฺติ อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวงฺคตา อายตึ อนุปฺปาทธมฺมา เอตฺตาวตา น ตมฺมโย โหติ น ตปฺปรโม น ตปฺปรายโนติ น หิ ตมฺมโย โส ฯ

ศัพท์ว่า น ในคำว่า มุนีผู้ถึงเวทนั้น ย่อมไม่ไปด้วยทิฏฐิ ไม่ถึงความถือตัว ด้วยอารมณ์ที่ทราบ ดังนี้ เป็นปฏิเสธ. คำว่า ผู้ถึงเวท ความว่า ญาณในมรรค ๔ ปัญญาปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ ปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา วิปัสสนาสัมมาทิฏฐิ เรียกว่า เวท. มุนีนั้นเป็นผู้ถึงที่สุด บรรลุที่สุด ถึงส่วนสุด บรรลุส่วนสุด ถึงที่สุดรอบ บรรลุที่สุดรอบ ถึงที่สิ้นสุด บรรลุที่สิ้นสุด ถึงที่ป้องกัน บรรลุที่ป้องกัน ถึงที่หลีกเร้นบรรลุที่หลีกเร้น ถึงที่พึ่ง บรรลุที่พึ่ง ถึงที่ไม่มีภัย บรรลุที่ไม่มีภัย ถึงที่ไม่เคลื่อน บรรลุที่ไม่เคลื่อน ถึงที่ไม่ตาย บรรลุที่ไม่ตาย ถึงนิพพาน บรรลุนิพพาน แห่งชาติ ชราและมรณะด้วยเวทเหล่านั้น. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลชื่อว่าผู้ถึงเวท เพราะอรรถว่า ถึงที่สุดแห่งเวททั้งหลายบ้าง เพราะอรรถว่า ถึงที่สุดด้วยเวททั้งหลายบ้าง เพราะเป็นผู้รู้แจ้งธรรม ๗ ประการ คือ สักกายทิฏฐิวิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ราคะ โทสะ โมหะ มานะ เป็นธรรมอันบุคคลนั้นรู้แจ้งแล้ว เป็นผู้รู้แจ้งซึ่งอกุศลธรรมอันลามก อันทำความเศร้าหมอง ให้เกิดในภพใหม่ มีความกระวนกระวายมีวิบากเป็นทุกข์ เป็นปัจจัยแห่งชาติ ชราและมรณะต่อไป. สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า (ดูกรสภิยะ) บุคคลเลือกเฟ้นเวททั้งสิ้น ของสมณพราหมณ์ที่มีอยู่ เป็นผู้ปราศจากราคะในเวทนาทั้งปวง ล่วงเวททั้งปวงแล้ว ชื่อว่าเป็น เวทคู. คำว่า ย่อมไม่ไปด้วยทิฏฐิ ความว่า ทิฏฐิ ๖๒ อันมุนีนั้นละ ตัดขาด สงบ ระงับแล้วทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ มุนีนั้นย่อมไม่ไป ไม่ดำเนินไป ไม่เลื่อนลอยไป ไม่แล่นไปด้วยทิฏฐิ ทั้งไม่ย้อน ไม่กลับมาสู่ทิฏฐินั้นโดยความเป็นสาระ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า มุนีผู้ถึงเวทนั้น ย่อมไม่ไปด้วยทิฏฐิ. คำว่า ไม่ถึงความถือตัวด้วยอารมณ์ที่ทราบ ความว่า มุนีนั้นไม่ถึง ไม่เข้าถึง ไม่เข้าไปถึงไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น ซึ่งความถือตัว ด้วยรูปที่ทราบ ด้วยเสียงแห่งผู้อื่น หรือด้วยความสมมติแห่งมหาชน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มุนีผู้ถึงเวทนั้น ย่อมไม่ไปด้วยทิฏฐิ ไม่ถึงความถือตัวด้วยอารมณ์ที่ทราบ. คำว่า มุนีนั้นเป็นผู้ไม่มีตัณหา ความว่า มุนีนั้น ย่อมเป็นผู้ไม่มีตัณหา คือ ไม่เป็นผู้มีตัณหาอย่างยิ่ง ไม่เป็นผู้มีตัณหาเป็นเบื้องหน้า ด้วยสามารถแห่งตัณหา ด้วยสามารถแห่งทิฏฐิตัณหา ทิฏฐิ และมานะเป็นสภาพอันมุนีละ ตัดรากขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วนให้ถึงความไม่มีในภายหลัง มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา ด้วยเหตุเท่าใด มุนีนั้นชื่อว่า เป็นผู้ไม่มีตัณหา ไม่มีตัณหาเป็นอย่างยิ่ง ไม่มีตัณหาเป็นเบื้องหน้า ด้วยเหตุนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มุนีนั้นเป็นผู้ไม่มีตัณหา.

ข้อ ๓๖๘

น กมฺมุนา โนปิ สุเตน เนยฺโยติ น กมฺมุนาติ ปุญฺญาภิสงฺขาเรน วา อปุญฺญาภิสงฺขาเรน วา อาเนญฺชาภิสงฺขาเรน วา น ยายติ น นิยฺยติ น วุยฺหติ น สํหริยตีติ น กมฺมุนา ฯ โนปิ สุเตน เนยฺโยติ สุตสุทฺธิยา วา ปรโฆเสน วา มหาชนสมฺมุติยา วา น ยายติ น นิยฺยติ น วุยฺหติ น สํหริยตีติ น กมฺมุนา โนปิ สุเตน เนยฺโย ฯ

คำว่า อันกรรม ... ไม่ ในคำว่า เป็นผู้อันกรรมและเสียงที่ได้ยินไม่พึงนำไปได้ความว่า มุนีนั้นย่อมไม่ไป ไม่ดำเนินไป ไม่เลื่อนลอยไป ไม่แล่นไป ด้วยปุญญาภิสังขารบ้างอปุญญาภิสังขารบ้าง อเนญชาภิสังขารบ้าง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้อันกรรมไม่นำไปได้. คำว่า เป็นผู้อันเสียงที่ได้ยินไม่พึงนำไปได้ คือ มุนีย่อมไม่ไป ไม่ดำเนินไป ไม่เลื่อนลอยไป ไม่แล่นไป ด้วยความหมดจดโดยเสียงที่ได้ยิน ด้วยเสียงกึกก้องแห่งผู้อื่น หรือด้วยความสมมติแห่งมหาชน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้อันกรรมและเสียงที่ได้ยินไม่พึงนำไปได้.

ข้อ ๓๖๙

อนูปนีโต ส นิเวสเนสูติ อุปโยติ เทฺว อุปยา ตณฺหูปโย จ ทิฏฺฐูปโย จ ฯเปฯ อยํ ตณฺหูปโย ฯเปฯ อยํ ทิฏฺฐูปโย ฯ ตสฺส ตณฺหูปโย ปหีโน ทิฏฺฐูปโย ปฏินิสฺสฏฺโฐ ตณฺหูปยสฺส ปหีนตฺตา ทิฏฺฐูปยสฺส ปฏินิสฺสฏฺฐตฺตา โส นิเวสเนสุ อนูปนีโต อนุปลิตฺโต อนุปคโต อนชฺโฌสิโต อนธิมุตฺโต นิกฺขนฺโต นิสฺสฏฺโฐ วิปฺปมุตฺโต วิสญฺญุตฺโต วิมริยาทิกเตน เจตสา วิหรตีติ อนูปนีโต ส นิเวสเนสุ ฯ เตนาห ภควา น เวทคู ทิฏฺฐิยา น มุติยา ส มานเมติ น หิ ตมฺมโย โส น กมฺมุนา โนปิ สุเตน เนยฺโย อนูปนีโต ส นิเวสเนสูติ ฯ

ชื่อว่า ความนำเข้าไป ในคำว่า เป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่นำเข้าไปในที่อาศัยทั้งหลาย ได้แก่ ความนำเข้าไป ๒ อย่าง คือ ความนำเข้าไปด้วยตัณหา ๑ ความนำเข้าไปด้วยทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่าความนำเข้าไปด้วยตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่าความนำเข้าไปด้วยทิฏฐิ. มุนีนั้นละความนำเข้าไปด้วยตัณหา สละคืนความนำเข้าไปด้วยทิฏฐิแล้ว เพราะเป็นผู้ละความนำเข้าไปด้วยตัณหา สละคืนความนำเข้าไปด้วยทิฏฐิ มุนีนั้นจึงชื่อว่า เป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่นำเข้าไป ไม่เข้าไปติด ไม่เข้าถึง ไม่ติดใจ ไม่น้อมใจ ออกไป สละแล้ว พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้องแล้ว ในที่อาศัยทั้งหลาย เป็นผู้มีจิตปราศจากแดนกิเลสอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่นำเข้าไปในที่อาศัยทั้งหลาย. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า มุนีผู้ถึงเวทนั้น ย่อมไม่ไปด้วยทิฏฐิ ไม่ถึงความถือตัวด้วยอารมณ์ที่ ทราบ มุนีนั้นเป็นผู้ไม่มีตัณหา อันกรรมและเสียงที่ได้ยินไม่พึงนำไปได้ อันตัณหาและทิฏฐิไม่นำเข้าไปในที่อาศัยทั้งหลาย.

ข้อ ๓๗๐

สญฺญาวิรตฺตสฺส น สนฺติ คนฺถา ปญฺญาวิมุตฺตสฺส น สนฺติ โมหา สญฺญญฺจ ทิฏฺฐิญฺจ เย อคฺคเหสุํ เต ฆฏฺฏยนฺตา วิจรนฺติ โลเก ฯ

กิเลสเป็นเครื่องร้อยกรอง ย่อมไม่มีแก่มุนีผู้เว้นแล้วจากสัญญา โมหะ ย่อมไม่มีแก่มุนีผู้หลุดพ้นแล้วด้วยปัญญา ชนเหล่าใด ยังถือสัญญาและ ทิฏฐิ ชนเหล่านั้น กระทบกระทั่งกันอยู่ ย่อมเที่ยวไปในโลก.

ข้อ ๓๗๑

สญฺญาวิรตฺตสฺส น สนฺติ คนฺถาติ โย สมถปุพฺพงฺคมํ อริยมคฺคํ ภาเวติ ตสฺส อาทิโต อุปาทาย คนฺถา วิกฺขมฺภิตา โหนฺติ ฯ อรหตฺตปฺปตฺเต อรหโต คนฺถา จ โมหา จ นีวรณา จ กามสญฺญา พฺยาปาทสญฺญา วิหึสาสญฺญา ทิฏฺฐิสญฺญา ปหีนา โหนฺติ อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวงฺคตา อายตึ อนุปฺปาทธมฺมาติ สญฺญาวิรตฺตสฺส น สนฺติ คนฺถา ฯ

คำว่า กิเลสเป็นเครื่องร้อยกรอง ย่อมไม่มีแก่มุนี ผู้เว้นแล้วจากสัญญาความว่า มุนีใด เจริญอริยมรรคมีสมถะเป็นเบื้องต้น กิเลสเป็นเครื่องร้อยกรอง เป็นสภาพอันมุนีนั้นข่มเสียแล้วตั้งแต่กาลเบื้องต้น. เมื่อมุนีนั้นถึงความเป็นพระอรหันต์แล้ว กิเลสเป็นเครื่องร้อยกรอง โมหะ นิวรณ์ กามสัญญา พยาบาทสัญญา วิหิงสาสัญญา และทิฏฐิสัญญาเป็นสภาพอันพระอรหันต์สละเสียแล้ว มีรากอันตัดขาดแล้ว ไม่ทำให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วนให้ถึงความไม่มีในภายหลัง มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กิเลสเป็นเครื่องร้อยกรอง ย่อมไม่มีแก่มุนี ผู้เว้นจากสัญญา.

ข้อ ๓๗๒

ปญฺญาวิมุตฺตสฺส น สนฺติ โมหาติ โย วิปสฺสนาปุพฺพงฺคมํ อริยมคฺคํ ภาเวติ ตสฺส อาทิโต อุปาทาย โมหา วิกฺขมฺภิตา โหนฺติ ฯ อรหตฺตปฺปตฺเต อรหโต โมหา จ คนฺถา จ นีวรณา จ กามสญฺญา พฺยาปาทสญฺญา วิหึสาสญฺญา ทิฏฺฐิสญฺญา ปหีนา โหนฺติ อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวงฺคตา อายตึ อนุปฺปาทธมฺมาติ ปญฺญาวิมุตฺตสฺส น สนฺติ โมหา ฯ

คำว่า โมหะย่อมไม่มีแก่มุนีผู้หลุดพ้นแล้วด้วยปัญญา ความว่า มุนีใด เจริญอริยมรรคมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น โมหะ เป็นสภาพอันมุนีนั้นข่มเสียแล้วตั้งแต่กาลเบื้องต้นเมื่อมุนีนั้นถึงความเป็นพระอรหันต์แล้ว โมหะ กิเลสเป็นเครื่องร้อยกรอง นิวรณ์ กามสัญญาพยาบาทสัญญา วิหิงสาสัญญา ทิฏฐิสัญญา เป็นสภาพอันพระอรหันต์ละเสียแล้ว มีรากอันตัดขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า โมหะย่อมไม่มีแก่มุนีผู้หลุดพ้นแล้วด้วยปัญญา.

ข้อ ๓๗๓

สญฺญญฺจ ทิฏฺฐิญฺจ เย อคฺคเหสุํ เต ฆฏฺฏยนฺตา วิจรนฺติ โลเกติ เย สญฺญํ คณฺหนฺติ กามสญฺญํ พฺยาปาทสญฺญํ วิหึสาสญฺญํ เต สญฺญาวเสน ฆฏฺเฏนฺติ สงฺฆฏฺเฏนฺติ ฯ ราชาโนปิ ราชูหิ วิวทนฺติ ขตฺติยาปิ ขตฺติเยหิ วิวทนฺติ พฺราหฺมณาปิ พฺราหฺมเณหิ วิวทนฺติ คหปตีปิ คหปตีหิ วิวทนฺติ มาตาปิ ปุตฺเตน วิวทติ ปุตฺโตปิ มาตรา วิวทติ ปิตาปิ ปุตฺเตน วิวทติ ปุตฺโตปิ ปิตรา วิวทติ ภาตาปิ ภาตรา วิวทติ ภคินีปิ ภคินิยา วิวทติ ภาตาปิ ภคินิยา วิวทติ ภคินีปิ ภาตรา วิวทติ สหาโยปิ สหาเยน วิวทติ ฯ {๓๗๓.๑} เต ตตฺถ กลหวิคฺคหวิวาทาปนฺนา อญฺญมญฺญํ ปาณีหิปิ อุปกฺกมนฺติ เลฑฺฑูหิปิ อุปกฺกมนฺติ ทณฺเฑหิปิ อุปกฺกมนฺติ สตฺเถหิปิ อุปกฺกมนฺติ ฯ เต ตตฺถ มรณมฺปิ นิคจฺฉนฺติ มรณมตฺตมฺปิ ทุกฺขํ ฯ เย ทิฏฺฐึ คณฺหนฺติ สสฺสโต โลโกติ วา ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา เต ทิฏฺฐิวเสน ฆฏฺเฏนฺติ สงฺฆฏฺเฏนฺติ สตฺถารโต สตฺถารํ ฆฏฺเฏนฺติ ธมฺมกฺขานโต ธมฺมกฺขานํ ฆฏฺเฏนฺติ คณโต คณํ ฆฏฺเฏนฺติ ทิฏฺฐิยา ทิฏฺฐึ ฆฏฺเฏนฺติ ปฏิปทาย ปฏิปทํ ฆฏฺเฏนฺติ มคฺคโต มคฺคํ ฆฏฺเฏนฺติ ฯ {๓๗๓.๒} อถวา เต วิวทนฺติ กลหํ กโรนฺติ ภณฺฑนํ กโรนฺติ วิคฺคหํ กโรนฺติ วิวาทํ กโรนฺติ เมธคํ กโรนฺติ น ตฺวํ อิมํ ธมฺมวินยํ อาชานาสิ ฯเปฯ นิพฺเพเธหิ วา สเจ ปโหสีติ ฯ เตสํ อภิสงฺขารา อปฺปหีนา อภิสงฺขารานํ อปฺปหีนตฺตา คติยา ฆฏฺเฏนฺติ นิรเย ฆฏฺเฏนฺติ ติรจฺฉานโยนิยา ฆฏฺเฏนฺติ ปิตฺติวิสเย ฆฏฺเฏนฺติ มนุสฺสโลเก ฆฏฺเฏนฺติ เทวโลเก ฆฏฺเฏนฺติ คติยา คตึ อุปปตฺติยา อุปปตฺตึ ปฏิสนฺธิยา ปฏิสนฺธึ ภเวน ภวํ สํสาเรน สํสารํ วฏฺเฏน วฏฺฏํ ฆฏฺเฏนฺติ สงฺฆฏฺเฏนฺติ ฆฏฺเฏนฺตา จรนฺติ วิหรนฺติ อิริยนฺติ วตฺเตนฺติ ปาเลนฺติ ยเปนฺติ ยาเปนฺติ ฯ โลเกติ อปายโลเก มนุสฺสโลเก เทวโลเก ขนฺธโลเก ธาตุโลเก อายตนโลเกติ สญฺญญฺจ ทิฏฺฐิญฺจ เย อคฺคเหสุํ เต ฆฏฺฏยนฺตา วิจรนฺติ โลเก ฯ เตนาห ภควา สญฺญาวิรตฺตสฺส น สนฺติ คนฺถา ปญฺญาวิมุตฺตสฺส น สนฺติ โมหา สญฺญญฺจ ทิฏฺฐิญฺจ เย อคฺคเหสุํ เต ฆฏฺฏยนฺตา วิจรนฺติ โลเกติ ฯ นวโม มาคนฺทิยสุตฺตนิทฺเทโส นิฏฺฐิโต ฯ ---------------

คำว่า ชนเหล่าใดยังถือสัญญาทิฏฐิ ชนเหล่านั้น กระทบกระทั่งกันอยู่ ย่อม เที่ยวไปในโลก ความว่า ชนเหล่าใดยังถือสัญญา คือ กามสัญญา พยาบาทสัญญา วิหิงสาสัญญาชนเหล่านั้นย่อมกระทบกระทั่งกัน คือ เบียดเบียนกันด้วยสามารถแห่งสัญญา กล่าวคือ พวกชนที่ยังถือสัญญา แม้เป็นพระราชา ก็ย่อมวิวาทกับพวกพระราชา แม้เป็นกษัตริย์ย่อมวิวาทกับพวกกษัตริย์ แม้เป็นพราหมณ์ก็ย่อมวิวาทกับพวกพราหมณ์ แม้เป็นคฤหบดีก็ย่อมวิวาทกับพวกคฤหบดีแม้มารดาก็ย่อมวิวาทกับบุตร แม้บุตรก็ย่อมวิวาทกับมารดา แม้บิดาก็ย่อมวิวาทกับบุตร แม้บุตรก็ย่อมวิวาทกับบิดา แม้พี่ชายน้องชายก็ย่อมวิวาทกับพี่ชายน้องชาย แม้พี่สาวน้องสาวก็ย่อมวิวาทกับพี่สาวน้องสาว แม้พี่ชายน้องชายก็ย่อมวิวาทกับพี่สาวน้องสาว แม้พี่สาวน้องสาวก็ย่อมวิวาทกับพี่ชายน้องชาย แม้สหายก็ย่อมวิวาทกับสหาย. ชนเหล่านั้นถึงความทะเลาะแก่งแย่งวิวาทกันย่อมทำร้ายกันและกันด้วยฝ่ามือบ้าง ด้วยก้อนดินบ้าง ด้วยท่อนไม้บ้าง ด้วยศัสตรา ในเพราะวิวาทกันนั้น. ชนเหล่านั้น ย่อมถึงความตายบ้าง ถึงทุกข์ปางตายบ้าง ในเพราะการทำร้ายกันนั้น. ชนเหล่าใดยังถือทิฏฐิว่า โลกเที่ยง ฯลฯ หรือว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ ชนเหล่านั้นย่อมกระทบกระทั่งกัน คือ เบียดเบียนกันด้วยสามารถแห่งทิฏฐิ กล่าวคือ ย่อมกระทบกระทั่งศาสดาแต่ศาสดา ย่อมกระทบกระทั่งการบอกธรรมแต่การบอกธรรม ย่อมกระทบกระทั่งคณะแต่คณะ ย่อมกระทบกระทั่งทิฏฐิแต่ทิฏฐิ ย่อมกระทบกระทั่งปฏิปทาแต่ปฏิปทา ย่อมกระทบกระทั่งมรรคแต่มรรค. อีกอย่างหนึ่ง ชนเหล่านั้นย่อมวิวาทกัน คือ ทำความทะเลาะกัน ทำความหมายมั่นกันทำความแก่งแย่งกัน ทำความวิวาทกัน ทำความมุ่งร้ายกันว่า ท่านไม่รู้ธรรมวินัยนี้ ฯลฯ หรือจงแก้ไขเพื่อปลดเปลื้องวาทะ ถ้าท่านสามารถ. ชนเหล่านั้นยังละอภิสังขารไม่ได้แล้ว ย่อมกระทบกระทั่งในคติ คือ ย่อมกระทบกระทั่งเบียดเบียนกันในนรก ย่อมกระทบกระทั่งเบียดเบียนกันในกำเนิดดิรัจฉาน ย่อมกระทบกระทั่งเบียดเบียนกันในเปรตวิสัย ย่อมกระทบกระทั่งเบียดเบียนกันในมนุษยโลก ย่อมกระทบกระทั่งเบียดเบียนกันในเทวโลก ย่อมกระทบกระทั่งเบียดเบียนคติแต่คติ ย่อมกระทบกระทั่งเบียดเบียนอุปบัติแต่อุปบัติ ย่อมกระทบกระทั่งเบียดเบียนปฏิสนธิแต่ปฏิสนธิ ย่อมกระทบกระทั่งเบียดเบียนภพแต่ภพ ย่อมกระทบกระทั่งเบียดเบียนสงสารแต่สงสาร ย่อมกระทบกระทั่งเบียดเบียนวัฏฏะแต่วัฏฏะ กระทบกระทั่งกันอยู่ย่อมเที่ยวไป อยู่ เปลี่ยนอิริยาบถ ประพฤติ รักษา บำรุง เยียวยา. คำว่า ในโลก คือ ในอบายโลก มนุษยโลก เทวโลก ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ชนเหล่าใด ยังถือสัญญาและทิฏฐิ ชนเหล่านั้น กระทบกระทั่งกันอยู่ ย่อมเที่ยวไปในโลก. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า กิเลสเป็นเครื่องร้อยกรอง ย่อมไม่มีแก่มุนีผู้เว้นแล้วจากสัญญา โมหะ ย่อมไม่มีแก่มุนีผู้หลุดพ้นด้วยปัญญา ชนเหล่าใด ยังถือสัญญาและทิฏฐิ ชนเหล่านั้น กระทบกระทั่งกันอยู่ ย่อมเที่ยวไปในโลก ดังนี้. จบ มาคันทิยสุตตนิทเทสที่ ๙. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/