อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๔๖

๕. ปรมัฏฐกสุตตนิทเทส

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๔๖–๑๘๐พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 35 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 35 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 8 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

ปญฺจโม ปรมฏฺฐกสุตฺตนิทฺเทโส

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส ปรมัฏฐกสุตตนิทเทสที่ ๕

ข้อ ๑๔๖

ปรมนฺติ ทิฏฺฐีสุ ปริพฺพสาโน ยทุตฺตรึ กุรุเต ชนฺตุ โลเก หีนาติ อญฺเญ ตโต สพฺพมาห ตสฺมา วิวาทานิ อวีติวตฺโต ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ชันตุชนยึดถืออยู่ในทิฏฐิทั้งหลายว่า สิ่งนี้ยอดเยี่ยม ย่อมทำสิ่งใดให้ยิ่ง ในโลก ชันตุชนนั้น กล่าวสิ่งทั้งปวงอื่นจากสิ่งนั้นว่า เลว เพราะฉะนั้น ชันตุชนนั้นย่อมเป็นผู้ไม่ล่วงเลยวิวาททั้งหลาย. ว่าด้วยผู้ยึดถืออยู่ในทิฏฐิ

ข้อ ๑๔๗

ปรมนฺติ ทิฏฺฐีสุ ปริพฺพสาโนติ สนฺเตเก สมณพฺราหฺมณา ทิฏฺฐิคติกา เต ทฺวาสฏฺฐิยา ทิฏฺฐิคตานํ อญฺญตรญฺญตรํ ทิฏฺฐิคตํ อิทํ ปรมํ อคฺคํ เสฏฺฐํ วิเสฏฺฐํ ปาโมกฺขํ อุตฺตมํ ปวรนฺติ คเหตฺวา อุคฺคเหตฺวา คณฺหิตฺวา ปรามสิตฺวา อภินิวิสิตฺวา สกาย สกาย ทิฏฺฐิยา วสนฺติ สํวสนฺติ อาวสนฺติ ปริวสนฺติ ฯ ยถา อาคาริกา วา ฆเรสุ วสนฺติ สาปตฺติกา วา อาปตฺตีสุ วสนฺติ สกิเลสา วา กิเลเสสุ วสนฺติ เอวเมว สนฺเตเก สมณพฺราหฺมณา ทิฏฺฐิคติกา เต ทฺวาสฏฺฐิยา ทิฏฺฐิคตานํ อญฺญตรญฺญตรํ ทิฏฺฐิคตํ อิทํ ปรมํ อคฺคํ เสฏฺฐํ วิเสฏฺฐํ ปาโมกฺขํ อุตฺตมํ ปวรนฺติ คเหตฺวา อุคฺคเหตฺวา คณฺหิตฺวา ปรามสิตฺวา อภินิวิสิตฺวา สกาย สกาย ทิฏฺฐิยา วสนฺติ สํวสนฺติ อาวสนฺติ ปริวสนฺตีติ ปรมนฺติ ทิฏฺฐีสุ ปริพฺพสาโน ฯ

คำว่า ยึดถืออยู่ในทิฏฐิทั้งหลายว่า สิ่งนี้ยอดเยี่ยม มีความว่า มีสมณพราหมณ์บางพวกเป็นเจ้าทิฏฐิ สมณพราหมณ์เหล่านั้น รับเอา ถือเอา ยึดมั่น ถือมั่นทิฏฐิ ๖๒ อย่างใดอย่างหนึ่งว่า สิ่งนี้ยอดเยี่ยม เลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็นใหญ่ สูงสุด บวร ย่อมอยู่ อยู่ร่วมอยู่อาศัย อยู่รอบด้วยทิฏฐิของตนๆ เหมือนพวกผู้อยู่ครองเรือนทั้งหลาย อยู่ในเรือน หรือพวกบรรพชิตผู้มีอาบัติอยู่ในกองอาบัติ หรือพวกผู้มีกิเลสอยู่ในกองกิเลส ฉะนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ยึดถืออยู่ในทิฏฐิทั้งหลายว่า สิ่งนี้ยอดเยี่ยม.

ข้อ ๑๔๘

ยทุตฺตรึ กุรุเต ชนฺตุ โลเกติ ยทนฺติ ยํ ฯ อุตฺตรึ กุรุเตติ อุตฺตรึ กโรติ อคฺคํ เสฏฺฐํ วิเสฏฺฐํ ปาโมกฺขํ อุตฺตมํ ปวรํ กโรติ ฯ อยํ สตฺถา สพฺพญฺญูติ อุตฺตรึ กโรติ อคฺคํ เสฏฺฐํ วิเสฏฺฐํ ปาโมกฺขํ อุตฺตมํ ปวรํ กโรติ อยํ ธมฺโม สฺวากฺขาโต อยํ คโณ สุปฏิปนฺโน อยํ ทิฏฺฐิ ภทฺทิกา อยํ ปฏิปทา สุปญฺญตฺตา อยํ มคฺโค นิยฺยานิโกติ อุตฺตรึ กโรติ อคฺคํ เสฏฺฐํ วิเสฏฺฐํ ปาโมกฺขํ อุตฺตมํ ปวรํ กโรติ นิพฺพตฺเตติ อภินิพฺพตฺเตติ ฯ ชนฺตูติ สตฺโต นโร ฯเปฯ มนุโช ฯ โลเกติ อปายโลเก ฯเปฯ อายตนโลเกติ ยทุตฺตรึ กุรุเต ชนฺตุ โลเก ฯ

คำว่า ชันตุชนย่อมทำสิ่งใดให้ยิ่งในโลก มีความว่า ศัพท์ว่า ยทํ แปลว่าใด. คำว่า ย่อมทำให้ยิ่ง มีความว่า ชันตุชนย่อมทำสิ่งใดให้ยิ่ง ให้เลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็นใหญ่ สูงสุด บวร คือ ย่อมให้บังเกิด บังเกิดเฉพาะว่า พระศาสดานี้ เป็นพระสัพพัญญูพระธรรมนี้อันพระศาสดาตรัสดีแล้ว คณะสงฆ์นี้ปฏิบัติดีแล้ว ทิฏฐินี้เจริญ ปฏิปทานี้พระศาสดาบัญญัติดีแล้ว มรรคนี้ให้พ้นทุกข์ได้. คำว่า ชันตุชน ได้แก่สัตว์ นรชน ฯลฯ มนุษย์ คำว่าในโลก คือ อบายโลก ฯลฯ อายตนโลก. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ชันตุชนย่อมทำสิ่งใดให้ยิ่งในโลก.

ข้อ ๑๔๙

หีนาติ อญฺเญ ตโต สพฺพมาหาติ อตฺตโน สตฺถารํ ธมฺมกฺขานํ คณํ ทิฏฺฐึ ปฏิปทํ มคฺคํ ฐเปตฺวา สพฺเพ ปรปฺปวาเท ขิปติ อุกฺขิปติ ปริกฺขิปติ โส สตฺถา น สพฺพญฺญู ธมฺโม น สฺวากฺขาโต คโณ น สุปฏิปนฺโน ทิฏฺฐิ น ภทฺทิกา ปฏิปทา น สุปญฺญตฺตา มคฺโค น นิยฺยานิโก นตฺเถตฺถ สุทฺธิ วา วิสุทฺธิ วา ปริสุทฺธิ วา มุตฺติ วา วิมุตฺติ วา ปริมุตฺติ วา น ตตฺถ สุชฺฌนฺติ วา วิสุชฺฌนฺติ วา ปริสุชฺฌนฺติ วา มุจฺจนฺติ วา วิมุจฺจนฺติ วา ปริมุจฺจนฺติ วา หีนา นิหีนา โอมกา ลามกา ชตุกฺกา ปริตฺตาติ เอวมาห เอวํ กเถติ เอวํ ภณติ เอวํ ทีปยติ เอวํ โวหรตีติ หีนาติ อญฺเญ ตโต สพฺพมาห ฯ

คำว่า ชันตุชนนั้น กล่าวสิ่งทั้งปวงอื่นจากสิ่งนั้นว่า เลว มีความว่า ชันตุชนย่อมคัดค้าน โต้แย้ง ปฏิเสธ ซึ่งลัทธิอื่นทั้งปวงเว้นศาสดา ธรรมที่ศาสดาบอก คณะสงฆ์ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรค ของตน คือกล่าว บอก พูด แสดง แถลง อย่างนี้ว่า ศาสดานั้นไม่ใช่สัพพัญญู ธรรมไม่เป็นธรรมอันศาสดากล่าวดีแล้ว หมู่คณะไม่เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว ทิฏฐิไม่เป็นทิฏฐิอันเจริญ ปฏิปทาไม่เป็นปฏิปทาอันศาสดาบัญญัติดีแล้ว มรรคไม่เป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ได้ ความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ หรือความพ้นรอบ มิได้มีในลัทธินั้น พวกถือลัทธินั้น ย่อมไม่หมดจด ไม่หมดจดวิเศษ ไม่หมดจดรอบ ไม่พ้น ไม่พ้นวิเศษ หรือไม่พ้นรอบในลัทธินั้น พวกลัทธินั้นย่อมเป็นผู้เลว เลวทรามต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ชันตุชนนั้น กล่าวสิ่งทั้งปวงอื่นจากสิ่งนั้นว่า นี้เลว.

ข้อ ๑๕๐

ตสฺมา วิวาทานิ อวีติวตฺโตติ ตสฺมา ตํการณา ตํเหตุ ตปฺปจฺจยา ตํนิทานา ทิฏฺฐิกลหานิ ทิฏฺฐิภณฺฑนานิ ทิฏฺฐิวิคฺคหานิ ทิฏฺฐิวิวาทานิ ทิฏฺฐิเมธคานิ อวีติวตฺโต อนติกฺกนฺโต อสมติกฺกนฺโตติ ตสฺมา วิวาทานิ อวีติวตฺโต ฯ เตนาห ภควา ปรมนฺติ ทิฏฺฐีสุ ปริพฺพสาโน ยทุตฺตรึ กุรุเต ชนฺตุ โลเก หีนาติ อญฺเญ ตโต สพฺพมาห ตสฺมา วิวาทานิ อวีติวตฺโตติ ฯ

คำว่า เพราะฉะนั้น ชันตุชนนั้นย่อมเป็นผู้ไม่ล่วงเลยวิวาททั้งหลาย มีความว่าเพราะฉะนั้น เพราะการณะนั้น เพราะเหตุนั้น เพราะปัจจัยนั้น เพราะนิทานนั้น ชันตุชนนั้นย่อมเป็นผู้ไม่ล่วงเลย ไม่ก้าวล่วง ไม่ก้าวล่วงพร้อม ซึ่งความทะเลาะ บาดหมาง แก่งแย่ง วิวาทมุ่งร้ายกันเพราะทิฏฐิ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะฉะนั้น ชันตุชนนั้นย่อมเป็นผู้ไม่ล่วงเลยซึ่งวิวาททั้งหลาย. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า. ชันตุชนยึดถืออยู่ในทิฏฐิทั้งหลายว่า สิ่งนี้ยอดเยี่ยม ย่อมทำสิ่งใดให้ ยิ่งในโลก ชันตุชนนั้นกล่าวสิ่งทั้งปวงอื่นจากสิ่งนั้นว่า เลว เพราะฉะนั้น ชันตุชนนั้น ย่อมเป็นผู้ไม่ล่วงเลยวิวาททั้งหลาย.

ข้อ ๑๕๑

ยทตฺตนี ปสฺสติ อานิสํสํ ทิฏฺเฐ สุเต สีลวเต มุเต วา ตเทว โส ตตฺถ สมุคฺคหาย นิหีนโต ปสฺสติ สพฺพมญฺญํ ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า นรชน ย่อมเห็นอานิสงส์ใดในทิฏฐิของตนก็ดี ในอารมณ์ที่เห็นก็ดี ใน อารมณ์ที่ได้ยินก็ดี ในศีลและวัตรก็ดี ในอารมณ์ที่ทราบก็ดี นรชนนั้น ถือมั่นซึ่งทิฏฐินั้นนั่นแหละ ในลัทธิของตนนั้น ย่อมเห็นสิ่งอื่นทั้งปวง โดยความเป็นของเลว. ว่าด้วยอานิสงส์ในทิฏฐิ

ข้อ ๑๕๒

ยทตฺตนี ปสฺสติ อานิสํสํ ทิฏฺเฐ สุเต สีลวเต มุเต วาติ ยทตฺตนีติ ยํ อตฺตนิ ฯ อตฺตา วุจฺจติ ทิฏฺฐิคตํ ฯ อตฺตโน ทิฏฺฐิยา เทฺว อานิสํเส ปสฺสติ ทิฏฺฐธมฺมิกญฺจ อานิสํสํ สมฺปรายิกญฺจ อานิสํสํ ฯ {๑๕๒.๑} กตโม ทิฏฺฐิยา ทิฏฺฐธมฺมิโก อานิสํโส ฯ ยํทิฏฺฐิโก สตฺถา โหติ ตํทิฏฺฐิกา สาวกา โหนฺติ ตํทิฏฺฐิกํ สตฺถารํ สาวกา สกฺกโรนฺติ ครุกโรนฺติ มาเนนฺติ ปูเชนฺติ อปจิตึ กโรนฺติ ลภนฺติ จ ตโตนิทานํ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารํ อยํ ทิฏฺฐิยา ทิฏฺฐธมฺมิโก อานิสํโส ฯ {๑๕๒.๒} กตโม ทิฏฺฐิยา สมฺปรายิโก อานิสํโส ฯ อยํ ทิฏฺฐิ อลํ นาคตฺตาย วา สุปณฺณตฺตาย วา ยกฺขตฺตาย วา อสุรตฺตาย วา คนฺธพฺพตฺตาย วา มหาราชตฺตาย วา อินฺทตฺตาย วา พฺรหฺมตฺตาย วา เทวตฺตาย วา อยํ ทิฏฺฐิ อลํ สุทฺธิยา วิสุทฺธิยา ปริสุทฺธิยา มุตฺติยา วิมุตฺติยา ปริมุตฺติยา อิมาย ทิฏฺฐิยา สุชฺฌนฺติ วิสุชฺฌนฺติ ปริสุชฺฌนฺติ มุจฺจนฺติ วิมุจฺจนฺติ ปริมุจฺจนฺติ อิมาย ทิฏฺฐิยา สุชฺฌิสฺสามิ วิสุชฺฌิสฺสามิ ปริสุชฺฌิสฺสามิ มุจฺจิสฺสามิ วิมุจฺจิสฺสามิ ปริมุจฺจิสฺสามีติ อายตึ ผลปาฏิกงฺขี โหติ ฯ อยํ ทิฏฺฐิยา สมฺปรายิโก อานิสํโส ฯ อตฺตโน ทิฏฺฐิยา อิเม เทฺว อานิสํเส ปสฺสติ ฯ {๑๕๒.๓} ทิฏฺฐสุทฺธิยาปิ เทฺว อานิสํเส ปสฺสติ สุตสุทฺธิยาปิ เทฺว อานิสํเส ปสฺสติ สีลสุทฺธิยาปิ เทฺว อานิสํเส ปสฺสติ วตฺตสุทฺธิยาปิ เทฺว อานิสํเส ปสฺสติ มุตสุทฺธิยาปิ เทฺว อานิสํเส ปสฺสติ ทิฏฺฐธมฺมิกญฺจ อานิสํสํ สมฺปรายิกญฺจ อานิสํสํ ฯ {๑๕๒.๔} กตโม มุตสุทฺธิยา ทิฏฺฐธมฺมิโก อานิสํโส ฯ ยํทิฏฺฐิโก สตฺถา โหติ ตํทิฏฺฐิกา สาวกา โหนฺติ ฯเปฯ อยํ มุตสุทฺธิยา ทิฏฺฐธมฺมิโก อานิสํโส ฯ {๑๕๒.๕} กตโม มุตสุทฺธิยา สมฺปรายิโก อานิสํโส ฯ อยํ ทิฏฺฐิ อลํ นาคตฺตาย วา ฯเปฯ อยํ มุตสุทฺธิยา สมฺปรายิโก อานิสํโส ฯ มุตสุทฺธิยาปิ อิเม เทฺว อานิสํเส ปสฺสติ ทกฺขติ โอโลเกติ นิชฺฌายติ อุปปริกฺขตีติ ยทตฺตนี ปสฺสติ อานิสํสํ ทิฏฺเฐ สุเต สีลวเต มุเต วา ฯ

คำว่า นรชนย่อมเห็นอานิสงส์ใดในทิฏฐิของตนก็ดี ในอารมณ์ที่เห็นก็ดี ในอารมณ์ที่ได้ยินก็ดี ในศีลและวัตรก็ดี ในอารมณ์ที่ทราบก็ดี มีความว่า ศัพท์ว่า ยทตฺตนิตัดบทเป็น ยํ อตฺตนิ. ทิฏฐิ ชื่อว่าทิฏฐิของตน นรชนย่อมเห็นอานิสงส์ ๒ ประการในทิฏฐิของตน คือ อานิสงส์มีในชาตินี้ ๑ อานิสงส์มีในชาติหน้า ๑. อานิสงส์ในทิฏฐิมีในชาตินี้เป็นไฉน? ศาสดาเป็นผู้มีทิฏฐิอย่างใด พวกสาวกก็เป็นผู้มีทิฏฐิอย่างนั้น พวกสาวกย่อมสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ยำเกรง ซึ่งศาสดาผู้มีทิฏฐิอย่างนั้นและย่อมได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ที่มีการสักการะเป็นต้นนั้นเป็นเหตุ นี้ชื่อว่าอานิสงส์ในทิฏฐิมีในชาตินี้. อานิสงส์ในทิฏฐิมีในชาติหน้าเป็นไฉน? นรชนนั้นย่อมหวังผลในอนาคตว่า ทิฏฐินี้ควรเพื่อความเป็นนาค เป็นครุฑ เป็นยักษ์ เป็นอสูร เป็นคนธรรพ์ เป็นมหาราช เป็นพระอินทร์เป็นพรหม หรือเป็นเทวดา ทิฏฐินี้เหมาะสมเพื่อความหมดจด หมดจดวิเศษ หมดจดรอบคอบพ้น พ้นวิเศษ พ้นรอบ สัตว์ทั้งหลาย ย่อมหมดจด หมดจดวิเศษ หมดจดรอบ พ้น พ้นวิเศษพ้นรอบ ด้วยทิฏฐินี้ เราจักหมดจด หมดจดวิเศษ หมดจดรอบ พ้น พ้นวิเศษ พ้นรอบด้วยทิฏฐินี้ ดังนี้ นี้ชื่อว่าอานิสงส์ในทิฏฐิมีในชาติหน้า. นรชนย่อมเห็นอานิสงส์ในทิฏฐิของตน ๒ประการนี้. นรชนย่อมเห็นอานิสงส์ ๒ ประการ แม้ในความหมดจดด้วยอารมณ์ที่เห็นคือ อานิสงส์มีในชาตินี้ ๑ มีในชาติหน้า ๑ ย่อมเห็นอานิสงส์ ๒ ประการ แม้ในความหมดจดด้วยอารมณ์ที่ได้ยิน ย่อมเห็นอานิสงส์ ๒ ประการ แม้ในความหมดจดด้วยศีล ย่อมเห็นอานิสงส์ ๒ ประการแม้ในความหมดจดด้วยวัตร ย่อมเห็นอานิสงส์ ๒ ประการ แม้ในความหมดจดด้วยอารมณ์ที่ทราบคืออานิสงส์มีในชาตินี้ ๑ อานิสงส์มีในชาติหน้า ๑. อานิสงส์ในความหมดจดด้วยอารมณ์ที่ทราบ มีในชาตินี้เป็นไฉน? ศาสดาเป็นผู้มีทิฏฐิอย่างใด พวกสาวกก็เป็นผู้มีทิฏฐิอย่างนั้น ฯลฯ นี้ชื่อว่าอานิสงส์ในความหมดจดด้วยอารมณ์ที่ทราบมีในชาตินี้. อานิสงส์ในความหมดจดด้วยอารมณ์ที่ทราบมีในชาติหน้าเป็นไฉน? นรชนนั้นย่อมหวังผลในอนาคตว่า ทิฏฐินี้ควรเพื่อความเป็นนาค ฯลฯ นี้ชื่อว่าอานิสงส์ในความหมดจดด้วยอารมณ์ที่ทราบ มีในชาติหน้านรชนย่อมเห็น คือ แลเห็น เหลียวเห็น เล็งเห็น พิจารณาเห็นอานิสงส์ ๒ ประการเหล่านี้ แม้ในความหมดจดด้วยอารมณ์ที่ทราบ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่านรชนย่อมเห็นอานิสงส์ใด ในทิฏฐิของตนก็ดี ในอารมณ์ที่เห็นก็ดี ในอารมณ์ที่ได้ยินก็ดี ในศีลและวัตรก็ดี ในอารมณ์ที่ทราบก็ดี.

ข้อ ๑๕๓

ตเทว โส ตตฺถ สมุคฺคหายาติ ตเทวาติ ตํ ทิฏฺฐิคตํ ฯ ตตฺถาติ สกาย ทิฏฺฐิยา สกาย ขนฺติยา สกาย รุจิยา สกาย ลทฺธิยา ฯ สมุคฺคหายาติ อิทํ ปรมํ อคฺคํ เสฏฺฐํ วิเสฏฺฐํ ปาโมกฺขํ อุตฺตมํ ปวรนฺติ คเหตฺวา อุคฺคเหตฺวา คณฺหิตฺวา ปรามสิตฺวา อภินิวิสิตฺวาติ ตเทว โส ตตฺถ สมุคฺคหาย ฯ

คำว่า นรชนนั้นถือมั่นทิฏฐินั้นนั่นแหละ ในลัทธิของตนนั้น มีความว่า คำว่าตเทว แปลว่า ซึ่งทิฏฐินั้น. คำว่า ตตฺถ แปลว่า ในทิฏฐิของตน คือ ในความควร ในความชอบใจในลัทธิของตน. คำว่า ถือมั่น คือถือ ถือเอา รับเอา ยึดมั่น ถือมั่นว่า สิ่งนี้ยอดเยี่ยม เลิศประเสริฐ วิเศษ เป็นใหญ่ สูงสุด บวร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นรชนนั้นถือมั่นทิฏฐินั้นนั่นแหละในลัทธิของตนนั้น.

ข้อ ๑๕๔

นิหีนโต ปสฺสติ สพฺพมญฺญนฺติ อญฺญํ สตฺถารํ ธมฺมกฺขานํ คณํ ทิฏฺฐึ ปฏิปทํ มคฺคํ หีนโต นิหีนโต โอมกโต ลามกโต ชตุกฺกโต ปริตฺตโต ปสฺสติ ทกฺขติ โอโลเกติ นิชฺฌายติ อุปปริกฺขตีติ นิหีนโต ปสฺสติ สพฺพมญฺญํ ฯ เตนาห ภควา ยทตฺตนี ปสฺสติ อานิสํสํ ทิฏฺเฐ สุเต สีลวเต มุเต วา ตเทว โส ตตฺถ สมุคฺคหาย นิหีนโต ปสฺสติ สพฺพมญฺญนฺติ ฯ

คำว่า ย่อมเห็นสิ่งอื่นทั้งปวงโดยความเป็นของเลว มีความว่า นรชนนั้นย่อมเห็น คือแลเห็น เหลียวเห็น เล็งเห็น พิจารณาเห็น ซึ่งศาสดา ธรรมที่ศาสดาบอก หมู่คณะทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคอื่น โดยความเป็นของเลว เลวทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อยเพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมเห็นสิ่งอื่นทั้งปวงโดยความเป็นของเลว เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า นรชน ย่อมเห็นอานิสงส์ใดในทิฏฐิของตนก็ดี ในอารมณ์ที่เห็นก็ดี ในอารมณ์ที่ได้ยินก็ดี ในศีลและวัตรก็ดี ในอารมณ์ที่ทราบก็ดี นรชนถือ มั่นทิฏฐินั้นนั่นแหละ ในลัทธิของตนนั้น ย่อมเห็นสิ่งอื่นทั้งปวงโดย ความเป็นของเลว.

ข้อ ๑๕๕

ตํ วาปิ คนฺถํ กุสลา วทนฺติ ยํ นิสฺสิโต ปสฺสติ หีนมญฺญํ ตสฺมา หิ ทิฏฺฐํว สุตํ มุตํ วา สีลพฺพตํ ภิกฺขุ น นิสฺสเยยฺย ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ผู้ฉลาดทั้งหลาย ย่อมกล่าวทัสนะที่ตนอาศัยแม้นั้นว่าเป็นเครื่องร้อยรัด เห็นทัสนะอื่นว่าเลว เพราะฉะนั้นแหละ ภิกษุไม่พึงอาศัยรูปที่เห็น เสียง ที่ได้ยิน อารมณ์ที่ทราบ ศีลและวัตร. ว่าด้วยทัศนะของผู้ฉลาด

ข้อ ๑๕๖

ตํ วาปิ คนฺถํ กุสลา วทนฺตีติ กุสลาติ เย เต ขนฺธกุสลา ธาตุกุสลา อายตนกุสลา ปฏิจฺจสมุปฺปาทกุสลา สติปฏฺฐานกุสลา สมฺมปฺปธานกุสลา อิทฺธิปฺปาทกุสลา อินฺทฺริยกุสลา พลกุสลา โพชฺฌงฺคกุสลา มคฺคกุสลา ผลกุสลา นิพฺพานกุสลา เต กุสลา เอวํ วทนฺติ คนฺโถ เอโส ลมฺพนํ เอตํ พนฺธนํ เอตํ ปลิโพโธ เอโสติ เอวํ วทนฺติ เอวํ กเถนฺติ เอวํ ภณนฺติ เอวํ ทีปยนฺติ เอวํ โวหรนฺตีติ ตํ วาปิ คนฺถํ กุสลา วทนฺติ ฯ

คำว่า ผู้ฉลาดทั้งหลาย ย่อมกล่าวทัสนะแม้นั้น ว่าเป็นเครื่องร้อยรัด มีความว่าผู้ฉลาด ได้แก่ผู้ฉลาดเหล่าใด คือ ผู้ฉลาดในขันธ์ ฉลาดในธาตุ ฉลาดในอายตนะ ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท ฉลาดในสติปัฏฐาน ฉลาดในสัมมัปปธาน ฉลาดในอิทธิบาท ฉลาดในอินทรีย์ฉลาดในพละ ฉลาดในโพชฌงค์ ฉลาดในมรรค ฉลาดในผล ฉลาดในนิพพาน ผู้ฉลาดเหล่านั้นย่อมกล่าวอย่างนี้ คือ ย่อมกล่าว บอก พูด แสดง แถลงอย่างนี้ว่า ทัสนะนั้นเป็นกิเลสเครื่องร้อยรัด เป็นกิเลสเครื่องยึดเหนี่ยว เป็นกิเลสเครื่องผูกพัน เป็นกิเลสเครื่องพัวพัน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ฉลาดทั้งหลายย่อมกล่าวทัสนะแม้นั้นว่าเป็นเครื่องร้อยรัด.

ข้อ ๑๕๗

ยํ นิสฺสิโต ปสฺสติ หีนมญฺญนฺติ ยํ นิสฺสิโตติ ยํ สตฺถารํ ธมฺมกฺขานํ คณํ ทิฏฺฐึ ปฏิปทํ มคฺคํ นิสฺสิโต สนฺนิสฺสิโต อลฺลีโน อุปคโต อชฺโฌสิโต อธิมุตฺโต ฯ ปสฺสติ หีนมญฺญนฺติ อญฺญํ สตฺถารํ ธมฺมกฺขานํ คณํ ทิฏฺฐึ ปฏิปทํ มคฺคํ หีนโต นิหีนโต โอมกโต ลามกโต ชตุกฺกโต ปริตฺตโต ปสฺสติ ทกฺขติ โอโลเกติ นิชฺฌายติ อุปปริกฺขตีติ ยํ นิสฺสิโต ปสฺสติ หีนมญฺญํ ฯ

คำว่า ทัสนะที่ตนอาศัยแล้ว ย่อมเห็นทัสนะอื่นว่าเลว มีความว่า ทัสนะที่ตนอาศัยแล้ว คือ ภิกษุอาศัย อิงอาศัย ติดพัน เข้าถึง ติดใจ น้อมใจถึงทัสนะใด คือ ศาสดาธรรมที่ศาสดาบอก หมู่คณะ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคใด. คำว่า ย่อมเห็นทัสนะอื่นว่าเลว คือ ย่อมเห็นแลเห็น เหลียวเห็น เล็งเห็น พิจารณาเห็น ซึ่งทัสนะอื่น คือ ศาสดา ธรรมที่ศาสดาบอกหมู่คณะ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคอื่น โดยความเป็นของเลว เลวทราม ต่ำช้า ลามก สกปรกต่ำต้อย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทัสนะที่ตนอาศัยแล้วย่อมเห็นทัสนะอื่นว่าเลว.

ข้อ ๑๕๘

ตสฺมา หี ทิฏฺฐํว สุตํ มุตํ วา สีลพฺพตํ ภิกฺขุ น นิสฺสเยยฺยาติ ตสฺมา ตํการณา ตํเหตุ ตปฺปจฺจยา ตํนิทานา ทิฏฺฐํ วา ทิฏฺฐสุทฺธึ วา สุตํ วา สุตสุทฺธึ วา มุตํ วา มุตสุทฺธึ วา สีลํ วา สีลสุทฺธึ วา วตฺตํ วา วตฺตสุทฺธึ วา น นิสฺสเยยฺย น คเณฺหยฺย น ปรามเสยฺย นาภินิวิเสยฺยาติ ตสฺมา หิ ทิฏฺฐํว สุตํ มุตํ วา สีลพฺพตํ ภิกฺขุ น นิสฺสเยยฺย ฯ เตนาห ภควา ตํ วาปิ คนฺถํ กุสลา วทนฺติ ยํ นิสฺสิโต ปสฺสติ หีนมญฺญํ ตสฺมา หิ ทิฏฺฐํว สุตํ มุตํ วา สีลพฺพตํ ภิกฺขุ น นิสฺสเยยฺยาติ ฯ

คำว่า เพราะฉะนั้นแหละ ภิกษุไม่พึงอาศัยรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ ที่ทราบ ศีลและวัตร มีความว่า เพราะฉะนั้น คือ เพราะการณะนั้น เพราะเหตุนั้น เพราะปัจจัยนั้นเพราะนิทานนั้น ภิกษุไม่พึงอาศัย ไม่พึงถือ ไม่พึงยึดมั่น ไม่พึงถือมั่น ซึ่งรูปที่เห็นบ้างความหมดจดเพราะรูปที่เห็นบ้าง เสียงที่ได้ยินบ้าง ความหมดจดเพราะเสียงที่ได้ยินบ้าง อารมณ์ที่ทราบบ้าง ความหมดจดเพราะอารมณ์ที่ทราบบ้าง ศีลบ้าง ความหมดจดเพราะศีลบ้าง วัตรบ้างความหมดจดเพราะวัตรบ้าง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะฉะนั้นแหละ ภิกษุไม่พึงอาศัยรูปที่เห็นเสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ทราบ ศีลและวัตร. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ผู้ฉลาดทั้งหลาย ย่อมกล่าวทัสนะที่ตนอาศัยแม้นั้น ว่าเป็นเครื่องร้อยรัด ย่อมเห็นทัสนะอื่นว่าเลว เพราะฉะนั้นแหละ ภิกษุไม่พึงอาศัยรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ทราบ ศีลและวัตร.

ข้อ ๑๕๙

ทิฏฺฐึปิ โลกสฺมิ น กปฺปเยยฺย ญาเณน วา สีลวเตน วาปิ สโมติ อตฺตานมนูปเนยฺย หีโน น มญฺเญถ วิเสสิ วาปิ ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุไม่พึงกำหนดแม้ทิฏฐิในโลก ด้วยญาณหรือแม้ด้วยศีลและวัตร ไม่พึงนำเข้าไปซึ่งตนว่า เสมอเขา ไม่พึงสำคัญตนว่า เลวกว่าเขา หรือแม้ว่าวิเศษกว่าเขา. ว่าด้วยภิกษุไม่พึงมีทิฏฐิมานะ

ข้อ ๑๖๐

ทิฏฺฐึปิ โลกสฺมิ น กปฺปเยยฺย ญาเณน วา สีลวเตน วาปีติ อฏฺฐสมาปตฺติญาเณน วา ปญฺจาภิญฺญาญาเณน วา มิจฺฉาญาเณน วา สีเลน วา วตฺเตน วา สีลวตฺเตน วา ทิฏฺฐึ น กปฺปเยยฺย น ชเนยฺย น สญฺชเนยฺย น นิพฺพตฺเตยฺย นาภินิพฺพตฺเตยฺย ฯ โลกสฺมินฺติ อปายโลเก มนุสฺสโลเก เทวโลเก ขนฺธโลเก ธาตุโลเก อายตนโลเกติ ทิฏฺฐึปิ โลกสฺมิ น กปฺปเยยฺย ญาเณน วา สีลวเตน วาปิ ฯ

คำว่า ภิกษุไม่พึงกำหนดแม้ทิฏฐิในโลกด้วยญาณ หรือแม้ด้วยศีลและวัตรมีความว่า ภิกษุไม่พึงกำหนดซึ่งทิฏฐิ คือ ไม่พึงให้เกิด ไม่พึงให้เกิดพร้อม ไม่พึงให้บังเกิดไม่พึงให้บังเกิดเฉพาะ ด้วยญาณในสมาบัติ ๘ ด้วยญาณในอภิญญา ๕ ด้วยมิจฉาญาณ ด้วยศีลด้วยวัตร หรือด้วยศีลและวัตร. คำว่า ในโลก คือ ในอบายโลก มนุษยโลก เทวโลก ขันธโลกธาตุโลก อายตนโลก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุไม่พึงกำหนดแม้ในทิฏฐิในโลก ด้วยญาณหรือแม้ด้วยศีลและวัตร.

ข้อ ๑๖๑

สโมติ อตฺตานมนูปเนยฺยาติ สทิโสหมสฺมีติ อตฺตานํ น อุปเนยฺย ชาติยา วา โคตฺเตน วา โกลปุตฺติเกน วา วณฺณโปกฺขรตาย วา ธเนน วา อชฺเฌเนน วา กมฺมายตเนน วา สิปฺปายตเนน วา วิชฺชฏฺฐาเนน วา สุเตน วา ปฏิภาเณน วา อญฺญตรญฺญตเรน วา วตฺถุนาติ สโมติ อตฺตานมนูปเนยฺย ฯ

คำว่า ไม่พึงนำเข้าไปซึ่งตนว่า เสมอเขา มีความว่า ไม่พึงนำไปซึ่งตนว่าเราย่อมเป็นผู้เสมอเขาด้วยชาติ ด้วยโคตร ด้วยความเป็นบุตรแห่งสกุล ด้วยความเป็นผู้มีรูปงามด้วยทรัพย์ ด้วยการปกครอง ด้วยหน้าที่การงาน ด้วยหลักแหล่งแห่งศิลปศาสตร์ ด้วยวิทยฐานะด้วยการศึกษา ด้วยปฏิภาณหรือด้วยวัตถุอื่นๆ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่พึงนำเข้าไปซึ่งตนว่าเสมอเขา.

ข้อ ๑๖๒

หีโน น มญฺเญถ วิเสสิ วาปีติ หีโนหมสฺมีติ อตฺตานํ น อุปเนยฺย ชาติยา วา โคตฺเตน วา ฯเปฯ อญฺญตรญฺญตเรน วา วตฺถุนา เสยฺโยหมสฺมีติ อตฺตานํ น อุปเนยฺย ชาติยา วา โคตฺเตน วา ฯเปฯ อญฺญตรญฺญตเรน วา วตฺถุนาติ หีโน น มญฺเญถ วิเสสิ วาปิ ฯ เตนาห ภควา ทิฏฺฐึปิ โลกสฺมิ น กปฺปเยยฺย ญาเณน วา สีลวเตน วาปิ สโมติ อตฺตานมนูปเนยฺย หีโน น มญฺเญถ วิเสสิ วาปีติ ฯ

คำว่า ไม่พึงสำคัญตนว่า เลวกว่าเขา หรือแม้ว่าวิเศษกว่าเขา มีความว่าไม่พึงนำเข้าไปซึ่งตนว่า เราย่อมเป็นผู้เลวกว่าเขา ด้วยชาติ ด้วยโคตร ด้วยความเป็นบุตรแห่งสกุลหรือด้วยวัตถุอื่นๆ และไม่พึงนำเข้าไปซึ่งตนว่า เราย่อมเป็นผู้ประเสริฐกว่าเขา ด้วยชาติด้วยโคตร ฯลฯ หรือด้วยวัตถุอื่นๆ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่พึงสำคัญตนว่า เราเลวกว่าเขาหรือแม้ว่าวิเศษกว่าเขา. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ภิกษุไม่พึงกำหนดแม้ทิฏฐิในโลกด้วยญาณ หรือแม้ด้วยศีลและวัตร ไม่พึงนำเข้าไปซึ่งตนว่า เสมอเขา ไม่พึงสำคัญ ตนว่าเลวกว่าเขา หรือแม้ว่าวิเศษกว่าเขา.

ข้อ ๑๖๓

อตฺตํ ปหาย อนุปาทิยาโน ญาเณปิ โส นิสฺสย โน กโรติ ส เว วิยตฺเตสุ น วคฺคสารี ทิฏฺฐึปิ โส น ปจฺเจติ กิญฺจิ ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า นรชนนั้น ละตนแล้ว ไม่ถือมั่น ไม่ทำนิสัยแม้ในเพราะญาณ เมื่อชน ทั้งหลายแตกกัน นรชนนั้นก็ไม่แล่นไปกับพวก ไม่ถึงเฉพาะแม้ซึ่งทิฏฐิ อะไร.

ข้อ ๑๖๔

อตฺตํ ปหาย อนุปาทิยาโนติ อตฺตํ ปหายาติ อตฺตทิฏฺฐึ ปหาย ฯ อตฺตํ ปหายาติ คาหํ ปหาย ฯ อตฺตํ ปหายาติ ตณฺหาวเสน ทิฏฺฐิวเสน คหิตํ ปรามฏฺฐํ อภินิวิฏฺฐํ อชฺโฌสิตํ อธิมุตฺตํ ปหาย ปชหิตฺวา วิโนเทตฺวา พฺยนฺตีกตฺวา อนภาวงฺคมิตฺวา ฯ อตฺตํ ปหาย อนุปาทิยาโนติ จตูหิ อุปาทาเนหิ อนุปาทิยมาโน อคฺคณฺหมาโน อปรามสมาโน อนภินิวิสมาโนติ อตฺตํ ปหาย อนุปาทิยาโน ฯ

คำว่า ละตนไม่ถือมั่น มีความว่า ละความเห็นว่าเป็นตน ละความถือ. อีกอย่างหนึ่ง คำว่า ละตน คือ ละเว้น บรรเทา ทำให้สิ้น ทำให้ถึงความไม่มี ซึ่งความถือ ถือมั่นยึดมั่น ความติดใจ ความน้อมใจไป ด้วยสามารถแห่งตัณหา ด้วยสามารถแห่งทิฏฐิ. ละตนไม่ถือมั่นคือไม่ยึด ไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น ด้วยอุปาทาน ๔ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ละตนไม่ถือมั่น.

ข้อ ๑๖๕

ญาเณปิ โส นิสฺสย โน กโรตีติ อฏฺฐสมาปตฺติญาเณ วา ปญฺจาภิญฺญาญาเณ วา มิจฺฉาญาเณ วา ตณฺหานิสฺสยํ วา ทิฏฺฐินิสฺสยํ วา น กโรติ น ชเนติ น สญฺชเนติ น นิพฺพตฺเตติ นาภินิพฺพตฺเตตีติ ญาเณปิ โส นิสฺสย โน กโรติ ฯ

คำว่า นรชนนั้นไม่ทำซึ่งนิสัยแม้ในเพราะญาณ มีความว่า นรชนนั้นไม่ทำ ตัณหานิสัยหรือทิฏฐินิสัย คือ ไม่ให้เกิด ไม่ให้เกิดพร้อม ไม่ให้บังเกิด ไม่ให้บังเกิดเฉพาะในเพราะญาณในสมบัติ ๘ หรือในเพราะญาณในอภิญญา ๕ หรือในเพราะมิจฉาญาณ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า นรชนนั้นไม่ทำซึ่งนิสัยแม้ในเพราะญาณ.

ข้อ ๑๖๖

ส เว วิยตฺเตสุ น วคฺคสารีติ ส เว ววตฺถิเตสุ ภินฺเนสุ เทฺวชฺฌาปนฺเนสุ เทฺวฬฺหกชาเตสุ นานาทิฏฺฐิเกสุ นานาขนฺติเกสุ นานารุจิเกสุ นานาลทฺธิเกสุ นานาทิฏฺฐินิสฺสยนิสฺสิเตสุ ฉนฺทาคตึ คจฺฉนฺเตสุ โทสาคตึ คจฺฉนฺเตสุ โมหาคตึ คจฺฉนฺเตสุ ภยาคตึ คจฺฉนฺเตสุ น ฉนฺทาคตึ คจฺฉติ น โทสาคตึ คจฺฉติ น โมหาคตึ คจฺฉติ น ภยาคตึ คจฺฉติ น ราควเสน คจฺฉติ น โทสวเสน คจฺฉติ น โมหวเสน คจฺฉติ น มานวเสน คจฺฉติ น ทิฏฺฐิวเสน คจฺฉติ น อุทฺธจฺจวเสน คจฺฉติ น วิจิกิจฺฉาวเสน คจฺฉติ น อนุสยวเสน คจฺฉติ น วคฺเคหิ ธมฺเมหิ ยายติ นิยฺยายติ วุยฺหติ สํหริยตีติ ส เว วิยตฺเตสุ น วคฺคสารี ฯ

คำว่า เมื่อชนทั้งหลายแตกกันแล้ว นรชนนั้นก็ไม่แล่นไปกับพวก มีความว่าเมื่อชนทั้งหลายแยกกัน แตกกัน ถึงความเป็นสองฝ่าย เกิดเป็นสองก๊ก มีทิฏฐิต่างกัน มีความควรต่างกัน มีความชอบใจต่างกัน มีลัทธิต่างกัน อาศัยทิฏฐินิสัยต่างกัน ถึงฉันทาคติ ถึงโทสาคติถึงโมหาคติ ถึงภยาคติ นรชนนั้น ย่อมไม่ถึงฉันทาคติ ไม่ถึงโทสาคติ ไม่ถึงโมหาคติ ไม่ถึงภยาคติไม่ถึงด้วยอำนาจแห่งราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ อุทธัจจะ วิจิกิจฉา อนุสัย และไม่ไปดำเนินไป เลื่อนลอยไป แล่นไปเพราะธรรมทั้งหลาย อันทำความเป็นพวก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าเมื่อชนทั้งหลายแตกกันแล้ว นรชนนั้นไม่แล่นไปกับพวก.

ข้อ ๑๖๗

ทิฏฺฐึปิ โส น ปจฺเจติ กิญฺจีติ ตสฺส ทฺวาสฏฺฐีทิฏฺฐิคตานิ ปหีนานิ สมุจฺฉินฺนานิ วูปสนฺตานิ ปฏิปฺปสฺสทฺธานิ อภพฺพุปฺปตฺติกานิ ญาณคฺคินา ทฑฺฒานิ โส กิญฺจิ ทิฏฺฐิคตํ น ปจฺเจติ น ปจฺจาคจฺฉตีติ ทิฏฺฐึปิ โส น ปจฺเจติ กิญฺจิ ฯ เตนาห ภควา อตฺตํ ปหาย อนุปาทิยาโน ญาเณปิ โส นิสฺสย โน กโรติ ส เว วิยตฺเตสุ น วคฺคสารี ทิฏฺฐึปิ โส น ปจฺเจติ กิญฺจีติ ฯ

คำว่า ไม่ถึงเฉพาะแม้ทิฏฐิอะไรๆ มีความว่า ทิฏฐิ ๖๒ อันนรชนนั้นละ ตัดขาดสงบ ระงับ ทำไม่ให้ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ นรชนนั้นไม่ถึงเฉพาะ ไม่มาถึงเฉพาะซึ่งทิฏฐิอะไรๆ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่ถึงเฉพาะแม้ซึ่งทิฏฐิอะไรๆ. เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า นรชนนั้นละตนแล้วไม่ถือมั่น ไม่ทำนิสัยแม้ในเพราะญาณ เมื่อชน ทั้งหลายแตกกันแล้ว นรชนนั้นก็ไม่แล่นไปกับพวก ไม่ถึงเฉพาะแม้ซึ่ง ทิฏฐิอะไรๆ.

ข้อ ๑๖๘

ยสฺสูภยนฺเต ปณิธีธ นตฺถิ ภวาภวาย อิธ วา หุรํ วา นิเวสนา ตสฺส น สนฺติ เกจิ ธมฺเมสุ นิจฺเฉยฺย สมุคฺคหีตํ ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ความตั้งไว้ซึ่งส่วนสุดทั้งสอง ย่อมไม่มีแก่พระอรหันตขีณาสพใด เพื่อภพน้อยภพใหญ่ ในโลกนี้หรือโลกหน้า พระอรหันต์นั้นย่อมไม่มี เครื่องอยู่อะไรๆ ย่อมไม่มีการถึงความตกลงในธรรมทั้งหลายแล้ว ถือมั่น. ว่าด้วยภูมิธรรมของพระอรหันต์

ข้อ ๑๖๙

ยสฺสูภยนฺเต ปณิธีธ นตฺถิ ภวาภวาย อิธ วา หุรํ วาติ ยสฺสาติ อรหโต ขีณาสวสฺส ฯ อนฺตาติ ผสฺโส เอโก อนฺโต ผสฺสสมุทโย ทุติโย อนฺโต ฯ อตีตํ เอโก อนฺโต อนาคตํ ทุติโย อนฺโต ฯ สุขา เวทนา เอโก อนฺโต ทุกฺขา เวทนา ทุติโย อนฺโต ฯ นามํ เอโก อนฺโต รูปํ ทุติโย อนฺโต ฯ ฉ อชฺฌตฺติกานิ อายตนานิ เอโก อนฺโต ฉ พาหิรานิ อายตนานิ ทุติโย อนฺโต ฯ สกฺกาโย เอโก อนฺโต สกฺกายสมุทโย ทุติโย อนฺโต ฯ ปณิธิ วุจฺจติ ตณฺหา โย ราโค สาราโค ฯเปฯ อภิชฺฌา โลโภ อกุสลมูลํ ฯ ภวาภวายาติ ภวาภวาย กมฺมภวาย ปุนพฺภวาย กามภวาย กมฺมภวาย กามภวาย ปุนพฺภวาย รูปภวาย กมฺมภวาย รูปภวาย ปุนพฺภวาย อรูปภวาย กมฺมภวาย อรูปภวาย ปุนพฺภวาย ปุนปฺปุนํ ภวาย ปุนปฺปุนํ คติยา ปุนปฺปุนํ อุปปตฺติยา ปุนปฺปุนํ ปฏิสนฺธิยา ปุนปฺปุนํ อตฺตภาวาภินิพฺพตฺติยา ฯ อิธาติ สกตฺตภาโว ฯ หุราติ ปรตฺตภาโว ฯ อิธาติ สกรูปเวทนาสญฺญาสงฺขารวิญฺญาณํ ฯ หุราติ ปรรูปเวทนาสญฺญา สงฺขาร วิญฺญาณํ ฯ อิธาติ ฉ อชฺฌตฺติกานิ อายตนานิ ฯ หุราติ ฉ พาหิรานิ อายตนานิ ฯ อิธาติ มนุสฺสโลโก ฯ หุราติ เทวโลโก ฯ อิธาติ กามธาตุ ฯ หุราติ รูปธาตุ อรูปธาตุ ฯ อิธาติ กามธาตุ รูปธาตุ ฯ หุราติ อรูปธาตุ ฯ {๑๖๙.๑} ยสฺสูภยนฺเต ปณิธีธ นตฺถิ ภวาภวาย อิธ วา หุรํ วาติ ยสฺส อุโภ อนฺเต ภวาภวาย อิธ วา หุรํ วา ปณิธิ นตฺถิ น สํวิชฺชติ นุปลพฺภติ ปหีนา สมุจฺฉินฺนา วูปสนฺตา ปฏิปฺปสฺสทฺธา อภพฺพุปฺปตฺติกา ญาณคฺคินา ทฑฺฒาติ ยสฺสูภยนฺเต ปณิธีธ นตฺถิ ภวาภวาย อิธ วา หุรํ วา ฯ

คำว่า ความตั้งไว้ซึ่งส่วนสุดทั้งสอง ย่อมไม่มีแก่พระอรหันต์ เพื่อภพน้อยภพใหญ่ ในโลกนี้หรือโลกหน้า มีความว่า ใด ได้แก่พระอรหันตขีณาสพใด. คำว่า ส่วนสุด คือผัสสะเป็นส่วนสุดที่ ๑ ผัสสสมุทัยเป็นส่วนที่ ๒. อดีตเป็นส่วนสุดที่ ๑ อนาคตเป็นส่วนสุดที่๒. สุขเวทนาเป็นส่วนสุดที่ ๑ ทุกขเวทนาเป็นส่วนสุดที่ ๒. นามเป็นส่วนสุดที่ ๑ รูปเป็นส่วนสุดที่ ๒. อายตนะภายใน ๖ เป็นส่วนสุดที่ ๑ อายตนะภายนอก ๖ เป็นส่วนสุดที่ ๒. กายของตนเป็นส่วนสุดที่ ๑ สมุทัยแห่งกายของตนเป็นส่วนสุดที่ ๒. ตัณหาเรียกว่าความตั้งไว้ได้แก่ความกำหนัด ความกำหนัดกล้า ฯลฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล. คำว่า เพื่อภพน้อยภพใหญ่ ได้แก่เพื่อภพน้อยภพใหญ่ คือ เพื่อกรรมวัฏและวิปากวัฏเพื่อกรรมวัฏเป็นเครื่องเกิดในกามภพ เพื่อวิปากวัฏเป็นเครื่องเกิดในกามภพ เพื่อกรรมวัฏเป็นเครื่องเกิดในรูปภพ เพื่อวิปากวัฏเป็นเครื่องเกิดในรูปภพ เพื่อกรรมวัฏเป็นเครื่องเกิดในอรูปภพเพื่อวิปากวัฏเป็นเครื่องเกิดในอรูปภพ เพื่อความเกิดบ่อยๆ เพื่อความไปบ่อยๆ เพื่อความเข้าถึงบ่อยๆ เพื่อปฏิสนธิบ่อยๆ เพื่อบังเกิดขึ้นแห่งอัตภาพบ่อยๆ. คำว่า โลกนี้ คือ อัตภาพของตน. คำว่า โลกหน้า คืออัตภาพของผู้อื่น. คำว่า โลกนี้ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณของตน. คำว่า โลกหน้า คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณของผู้อื่น. คำว่า โลกนี้ คืออายตนะภายใน ๖. คำว่า โลกหน้า คือ อายตนะภายนอก ๖. คำว่า โลกนี้ คือ มนุษยโลก. คำว่าโลกหน้า คือ เทวโลก. คำว่า โลกนี้ คือ กามธาตุ. คำว่า โลกหน้า คือ รูปธาตุ อรูปธาตุ. คำว่าโลกนี้ คือ กามธาตุ. รูปธาตุ. คำว่า โลกหน้า คือ อรูปธาตุ. คำว่า ความตั้งไว้ซึ่งส่วนสุดทั้ง ๒ ย่อมไม่มีแก่พระอรหันต์ใด เพื่อภพน้อยภพใหญ่ในโลกนี้หรือโลกหน้า คือ ความตั้งไว้ซึ่งส่วนสุดทั้ง ๒ ย่อมไม่มี ไม่ปรากฏ ไม่เข้าไปได้แก่พระอรหันต์ใด เพื่อภพน้อยภพใหญ่ ในโลกนี้หรือโลกหน้า คือความตั้งไว้นั้น ย่อมเป็นกิริยาอันพระอรหันต์ใดละ ตัดขาด สงบ ระงับเสียแล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ความตั้งไว้ซึ่งส่วนสุดทั้ง ๒ ย่อมไม่มีแก่พระอรหันต์ใดเพื่อภพน้อยภพใหญ่ ในโลกนี้หรือโลกหน้า.

ข้อ ๑๗๐

นิเวสนา ตสฺส น สนฺติ เกจีติ นิเวสนาติ เทฺว นิเวสนา ตณฺหานิเวสนา จ ทิฏฺฐินิเวสนา จ ฯเปฯ อยํ ตณฺหานิเวสนา ฯเปฯ อยํ ทิฏฺฐินิเวสนา ฯ ตสฺสาติ อรหโต ขีณาสวสฺส ฯ นิเวสนา ตสฺส น สนฺตีติ น สนฺติ น สํวิชฺชนฺติ นุปลพฺภนฺติ ปหีนา สมุจฺฉินฺนา วูปสนฺตา ปฏิปฺปสฺสทฺธา อภพฺพุปฺปตฺติกา ญาณคฺคินา ทฑฺฒาติ นิเวสนา ตสฺส น สนฺติ เกจิ ฯ

คำว่า พระอรหันต์นั้นย่อมไม่มีเครื่องอยู่อะไรๆ มีความว่า เครื่องอยู่ ได้แก่เครื่องอยู่ ๒ อย่าง คือ เครื่องอยู่คือตัณหา ๑ เครื่องอยู่คือทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่าเครื่องอยู่คือตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่าเครื่องอยู่คือทิฏฐิ. คำว่า นั้น ได้แก่พระอรหันตขีณาสพนั้น. คำว่าพระอรหันต์นั้น ย่อมไม่มีเครื่องอยู่ คือ เครื่องอยู่นั้นไม่มี ไม่ปรากฏ ย่อมไม่เข้าไปได้ คือเป็นธรรมอันพระอรหันตขีณาสพนั้นละ ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระอรหันต์นั้นย่อมไม่มีเครื่องอยู่อะไรๆ.

ข้อ ๑๗๑

ธมฺเมสุ นิจฺเฉยฺย สมุคฺคหีตนฺติ ธมฺเมสูติ ทฺวาสฏฺฐิยา ทิฏฺฐิคเตสุ ฯ นิจฺเฉยฺยาติ นิจฺฉินิตฺวา วินิจฺฉินิตฺวา วิจินิตฺวา ปวิจินิตฺวา ตุลยิตฺวา ตีรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวา โอธิคฺคาโห วิลคฺคาโห วรคฺคาโห โกฏฺฐาสคฺคาโห อุจฺจยคฺคาโห สมุจฺจยคฺคาโห อิทํ สจฺจํ ตจฺฉํ ตถํ ภูตํ ยาถาวํ อวิปรีตนฺติ คหิตํ ปรามฏฺฐํ อภินิวิฏฺฐํ อชฺโฌสิตํ อธิมุตฺตํ นตฺถิ น สํวิชฺชติ นุปลพฺภติ ปหีนํ สมุจฺฉินฺนํ วูปสนฺตํ ปฏิปฺปสฺสทฺธํ อภพฺพุปฺปตฺติกํ ญาณคฺคินา ทฑฺฒนฺติ ธมฺเมสุ นิจฺเฉยฺย สมุคฺคหีตํ ฯ เตนาห ภควา ยสฺสูภยนฺเต ปณิธีธ นตฺถิ ภวาภวาย อิธ วา หุรํ วา นิเวสนา ตสฺส น สนฺติ เกจิ ธมฺเมสุ นิจฺเฉยฺย สมุคฺคหีตนฺติ ฯ

คำว่า ย่อมไม่มีการถึงความตกลงในธรรมทั้งหลายแล้วถือมั่น มีความว่า ในธรรมทั้งหลาย คือในทิฏฐิ ๖๒. คำว่า ถึงความตกลง มีความว่า ตัดสินแล้ว ชี้ขาด ค้นคว้าแสวงหา เทียบเคียง ตรวจตรา สอบสวน ทำให้แจ่มแจ้งแล้ว ทำให้เป็นแจ้งแล้ว จึงจับมั่นยึดมั่น ถือมั่น รวบถือ รวมถือ รวบรวมถือ คือความถือ ความยึดถือ ความยึดมั่น ความถือมั่นความน้อมใจเชื่อว่า สิ่งนี้จริง แท้ แน่ เป็นตามสภาพ เป็นตามจริง มิได้วิปริตดังนี้ ย่อมไม่มีไม่ปรากฏ ไม่เข้าไปได้ คือ เป็นธรรมอันพระอรหันตขีณาสพนั้น ละ ตัดขาด สงบ ระงับแล้วทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมไม่มีการถึงความตกลงในธรรมทั้งหลายทั้งหลายแล้วถือมั่น. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ความตั้งไว้ซึ่งส่วนสุดทั้งสอง ย่อมไม่มีแก่พระอรหันตขีณาสพใด เพื่อ ภพน้อยใหญ่ ในโลกนี้หรือโลกหน้า พระอรหันต์นั้นย่อมไม่มีเครื่อง อยู่อะไรๆ ย่อมไม่มีการถึงความตกลงในธรรมทั้งหลายแล้วถือมั่น.

ข้อ ๑๗๒

ตสฺสีธ ทิฏฺเฐว สุเต มุเต วา ปกปฺปิตา นตฺถิ อณูปิ สญฺญา ตํ พฺราหฺมณํ ทิฏฺฐิมนาทิยานํ เกนีธ โลกสฺมิ วิกปฺปเยยฺย ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ทิฏฐิสัญญาให้เกิดขึ้นแม้เล็กน้อย ที่สัญญากำหนดแล้ว ในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน หรืออารมณ์ที่ทราบในโลกนี้ ย่อมไม่มีแก่อรหันต์นั้น ใครๆ ในโลกนี้ พึงกำหนด ซึ่งพระอรหันต์นั้น เป็นผู้พราหมณ์ ไม่ยึดถือทิฏฐิ ด้วยกิเลสอะไรเล่า. ว่าด้วยพระอรหันต์ได้ชื่อว่าพราหมณ์

ข้อ ๑๗๓

ตสฺสีธ ทิฏฺเฐว สุเต มุเต วา ปกปฺปิตา นตฺถิ อณูปิ สญฺญาติ ตสฺส อรหโต ขีณาสวสฺส ทิฏฺเฐ วา ทิฏฺฐสุทฺธิยา วา สุเต วา สุตสุทฺธิยา วา มุเต วา มุตสุทฺธิยา วา สญฺญา- ปุพฺพงฺคมตาธิปเตยฺยตา สญฺญาวิคฺคเหน สญฺญาย อุทฺธปิตา กปฺปิตา อภิสงฺขตา สณฺฐปิตา ทิฏฺฐิ นตฺถิ น สํวิชฺชติ นุปลพฺภติ ปหีนา สมุจฺฉินฺนา วูปสนฺตา ปฏิปฺปสฺสทฺธา อภพฺพุปฺปตฺติกา ญาณคฺคินา ทฑฺฒาติ ตสฺสีธ ทิฏฺเฐว สุเต มุเต วา ปกปฺปิตา นตฺถิ อณูปิ สญฺญา ฯ

คำว่า ทิฏฐิที่สัญญาให้เกิดขึ้นแม้เล็กน้อย ที่สัญญากำหนดแล้วในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน หรืออารมณ์ที่ทราบในโลกนี้ ย่อมไม่มีแก่พระอรหันต์นั้น มีความว่า ทิฏฐิอันสัญญาให้เกิดขึ้น อันสัญญากำหนด ปรุงแต่งตั้งไว้ เพราะเป็นทิฏฐิมีสัญญาเป็นประธาน มีสัญญาเป็นใหญ่ และความถือต่างด้วยสัญญา ในรูปที่เห็นบ้าง ในความหมดจดเพราะรูปที่เห็นบ้าง ในเสียงที่ได้ยินบ้าง ในความหมดจดเพราะเสียงที่ได้ยินบ้าง ในอารมณ์ที่ทราบบ้าง ในความหมดจดเพราะอารมณ์ที่ทราบบ้าง ย่อมไม่มี ไม่ปรากฏ ไม่เข้าไปได้ แก่พระอรหันตขีณาสพนั้น คือทิฏฐินั้น อันพระขีณาสพ ละ ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทิฏฐิที่สัญญาให้เกิดขึ้นแม้เล็กน้อย ที่สัญญากำหนดแล้ว ในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน หรืออารมณ์ที่ทราบ ในโลกนี้ ย่อมไม่มีแก่พระอรหันต์นั้น.

ข้อ ๑๗๔

ตํ พฺราหฺมณํ ทิฏฺฐิมนาทิยานนฺติ พฺราหฺมโณติ สตฺตนฺนํ ธมฺมานํ พาหิตตฺตา พฺราหฺมโณ ฯเปฯ อนิสฺสิโต ตาทิ ปวุจฺจเต ส พฺรหฺมา ฯ ตํ พฺราหฺมณํ ทิฏฺฐิมนาทิยานนฺติ ตํ พฺราหฺมณํ ทิฏฺฐึ อนาทิยนฺตํ อคฺคณฺหนฺตํ อปรามสนฺตํ อนภินิวิสนฺตนฺติ ตํ พฺราหฺมณํ ทิฏฺฐิมนาทิยานํ ฯ

คำว่า ซึ่งพระอรหันต์นั้น ผู้เป็นพราหมณ์ ไม่ยึดถือทิฏฐิ มีความว่า พราหมณ์ได้แก่พระอรหันต์ผู้ชื่อว่าเป็นพราหมณ์ เพราะลอยเสียแล้ว ซึ่งธรรม ๗ ประการ ฯลฯ ผู้อันตัณหา ทิฏฐิไม่อาศัย เป็นผู้คงที่ เรียกว่าเป็นพราหมณ์. คำว่า ซึ่งพระอรหันต์นั้น ผู้เป็นพราหมณ์ไม่ยึดถือทิฏฐิ มีความว่า ซึ่งพระอรหันต์นั้น ผู้เป็นพราหมณ์ ไม่ยึด ไม่ถือเอา ไม่ถือมั่น ไม่ยึดมั่น ซึ่งทิฏฐิ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ซึ่งพระอรหันต์นั้น ผู้เป็นพราหมณ์ ไม่ยึดถือทิฏฐิ

ข้อ ๑๗๕

เกนีธ โลกสฺมิ วิกปฺปเยยฺยาติ กปฺปาติ เทฺว กปฺปา ตณฺหากปฺโป จ ทิฏฺฐิกปฺโป จ ฯเปฯ อยํ ตณฺหากปฺโป ฯเปฯ อยํ ทิฏฺฐิกปฺโป ฯ ตสฺส ตณฺหากปฺโป ปหีโน ทิฏฺฐิกปฺโป ปฏินิสฺสฏฺโฐ ตณฺหากปฺปสฺส ปหีนตฺตา ทิฏฺฐิกปฺปสฺส ปฏินิสฺสฏฺฐตฺตา เกน ราเคน กปฺเปยฺย เกน โทเสน กปฺเปยฺย เกน โมเหน กปฺเปยฺย เกน มาเนน กปฺเปยฺย กาย ทิฏฺฐิยา กปฺเปยฺย เกน อุทฺธจฺเจน กปฺเปยฺย กาย วิจิกิจฺฉาย กปฺเปยฺย เกหิ อนุสเยหิ กปฺเปยฺย รตฺโตติ วา ทุฏฺโฐติ วา มูโฬฺหติ วา วินิพนฺโธติ วา ปรามฏฺโฐติ วา วิกฺเขปคโตติ วา อนิฏฺฐงฺคโตติ วา ถามคโตติ วา ฯ เต อภิสงฺขารา ปหีนา อภิสงฺขารานํ ปหีนตฺตา คติโย เกน กปฺเปยฺย เนรยิโกติ วา ติรจฺฉานโยนิโกติ วา ปิตฺติวิสยิโกติ วา มนุสฺโสติ วา เทโวติ วา รูปีติ วา อรูปีติ วา สญฺญีติ วา อสญฺญีติ วา เนวสญฺญีนาสญฺญีติ วา ฯ โส เหตุ นตฺถิ ปจฺจโย นตฺถิ การณํ นตฺถิ เยน กปฺเปยฺย วิกปฺเปยฺย วิกปฺปํ อาปชฺเชยฺย ฯ โลกสฺมินฺติ อปายโลเก มนุสฺสโลเก เทวโลเก ขนฺธโลเก ธาตุโลเก อายตนโลเกติ เกนีธ โลกสฺมิ วิกปฺปเยยฺย ฯ เตนาห ภควา ตสฺสีธ ทิฏฺเฐว สุเต มุเต วา ปกปฺปิตา นตฺถิ อณูปิ สญฺญา ตํ พฺราหฺมณํ ทิฏฺฐิมนาทิยานํ เกนีธ โลกสฺมิ วิกปฺปเยยฺยาติ ฯ

คำว่า ใครๆ ในโลกนี้พึงกำหนด ... ด้วยกิเลสอะไรเล่า มีความว่า กำหนดได้แก่ความกำหนด ๒ อย่าง คือความกำหนดด้วยตัณหา ๑ ความกำหนดด้วยทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่าความกำหนดด้วยตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่าความกำหนดด้วยทิฏฐิ. บุคคลนั้นละความกำหนดด้วยตัณหา สละคืนความกำหนดด้วยทิฏฐิแล้ว เพราะเป็นผู้ละความกำหนดด้วยตัณหา สละคืนความด้วยกำหนดด้วยทิฏฐิแล้ว ใครๆ จะพึงกำหนดบุคคลนั้นด้วยราคะ โทสะ โมหะ มานะทิฏฐิ อุทธัจจะ วิจิกิจฉา อนุสัยอะไรเล่าว่า เป็นผู้กำหนัด ขัดเคือง หลง ผูกพัน ถือมั่น ถึงความฟุ้งซ่าน ถึงความไม่ตกลง หรือถึงโดยเรี่ยวแรง. กิเลสเครื่องปรุงแต่งเหล่านั้น อันบุคคลนั้นละแล้ว เพราะเป็นผู้ละกิเลสเครื่องปรุงแต่งเหล่านั้นแล้ว ใครๆ จะพึงกำหนดคติแห่งบุคคลนั้นกิเลสอะไรเล่าว่า เป็นผู้เกิดในนรก เกิดในกำเนิดดิรัจฉาน เกิดในเปรตวิสัย เป็นมนุษย์ เป็นเทวดา เป็นสัตว์มีรูป เป็นสัตว์ไม่มีรูป เป็นสัตว์มีสัญญา เป็นสัตว์ไม่มีสัญญา หรือเป็นสัตว์มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่. บุคคลนั้นไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย ไม่มีการณะอันเป็นเครื่องกำหนด กำหนดวิเศษ ถึงความกำหนด. คำว่า ในโลก คือในอบายโลก มนุษยโลก เทวโลกขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ใครๆ ในโลกนี้พึงกำหนด ... ด้วยกิเลสอะไรเล่า. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ทิฏฐิที่สัญญาให้เกิดขึ้นแม้เล็กน้อย ที่สัญญากำหนดแล้ว ในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน หรืออารมณ์ที่ทราบ ในโลกนี้ ย่อมไม่มีแก่พระอรหันต์นั้น ใครๆ ในโลกนี้ พึงกำหนดซึ่งพระอรหันต์นั้น ผู้เป็นพราหมณ์ ไม่ยึด ถือทิฏฐิด้วยกิเลสอะไรเล่า.

ข้อ ๑๗๖

น กปฺปยนฺติ น ปุเรกฺขโรนฺติ ธมฺมาปิ เตสํ น ปฏิจฺฉิตาเส น พฺราหฺมโณ สีลวเตน เนยฺโย ปารงฺคโต น ปจฺเจติ ตาทิ ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า พระอรหันตขีณาสพทั้งหลาย ย่อมไม่กำหนด ย่อมไม่ทำตัณหาและทิฏฐิ ไว้ในเบื้องหน้า แม้ธรรมคือทิฏฐิทั้งหลาย อันพระอรหันต์เหล่านั้น ไม่ปรารถนาเฉพาะแล้ว พระอรหันต์ผู้เป็นพราหมณ์ อันใครๆ ไม่พึงนำ ไปได้ด้วยศีลและพรต ย่อมเป็นผู้ถึงฝั่ง ไม่กลับมา เป็นผู้คงที่. พระอรหันต์ได้ชื่อต่างๆ

ข้อ ๑๗๗

น กปฺปยนฺติ น ปุเรกฺขโรนฺตีติ กปฺปาติ เทฺว กปฺปา ตณฺหากปฺโป จ ทิฏฺฐิกปฺโป จ ฯเปฯ อยํ ตณฺหากปฺโป ฯเปฯ อยํ ทิฏฺฐิกปฺโป ฯ {๑๗๗.๑} กตโม ตณฺหากปฺโป ฯ ยาวตา ตณฺหาสงฺขาเตน สีมกตํ มริยาทิกตํ โอธิกตํ ปริยนฺตีกตํ ปริคฺคหิตํ มมายิตํ อิทํ มมํ เอตํ มมํ เอตฺตกํ มมํ เอตฺตาวตา มมํ มม รูปา สทฺทา คนฺธา รสา โผฏฺฐพฺพา อตฺถรณา ปาปุรณา ทาสีทาสา อเชฬกา กุกฺกุฏสูกรา หตฺถิควาสฺสวฬวา เขตฺตํ วตฺถุ หิรญฺญํ สุวณฺณํ คามนิคมราชธานิโย รฏฺฐญฺจ ชนปโท จ โกโส จ โกฏฺฐาคารญฺจ เกวลมฺปิ มหาปฐวึ ตณฺหาวเสน มมายติ ยาวตา อฏฺฐสตตณฺหาวิปรีตํ อยํ ตณฺหากปฺโป ฯ {๑๗๗.๒} กตโม ทิฏฺฐิกปฺโป ฯ วีสติวตฺถุกา สกฺกายทิฏฺฐิ ทสวตฺถุกา มิจฺฉาทิฏฺฐิ ทสวตฺถุกา อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ยา เอวรูปา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิคตํ ทิฏฺฐิคหนํ ทิฏฺฐิกนฺตาโร ทิฏฺฐิวิสูกายิกํ ทิฏฺฐิวิปฺผนฺทิตํ ทิฏฺฐิสญฺโญชนํ คาโห ปฏิคฺคาโห อภินิเวโส ปรามาโส กุมฺมคฺโค มิจฺฉาปโถ มิจฺฉตฺตํ ติตฺถายตนํ วิปริเยสคฺคาโห วิปรีตคฺคาโห วิปลฺลาสคฺคาโห มิจฺฉาคาโห อยาถาวกสฺมึ ยาถาวกนฺติ คาโห ยาวตา ทฺวาสฏฺฐี ทิฏฺฐิคตานิ อยํ ทิฏฺฐิกปฺโป ฯ {๑๗๗.๓} เตสํ ตณฺหากปฺโป ปหีโน ทิฏฺฐิกปฺโป ปฏินิสฺสฏฺโฐ ตณฺหากปฺปสฺส ปหีนตฺตา ทิฏฺฐิกปฺปสฺส ปฏินิสฺสฏฺฐตฺตา ตณฺหากปฺปํ วา ทิฏฺฐิกปฺปํ วา น กปฺเปนฺติ น ชเนนฺติ น สญฺชเนนฺติ น นิพฺพตฺเตนฺติ นาภินิพฺพตฺเตนฺตีติ น กปฺปยนฺติ ฯ {๑๗๗.๔} น ปุเรกฺขโรนฺตีติ ปุเรกฺขาราติ เทฺว ปุเรกฺขารา ตณฺหาปุเรกฺขาโร จ ทิฏฺฐิปุเรกฺขาโร จ ฯเปฯ อยํ ตณฺหาปุเรกฺขาโร ฯเปฯ อยํ ทิฏฺฐิปุเรกฺขาโร ฯ เตสํ ตณฺหาปุเรกฺขาโร ปหีโน ทิฏฺฐิปุเรกฺขาโร ปฏินิสฺสฏฺโฐ ตณฺหาปุเรกฺขารสฺส ปหีนตฺตา ทิฏฺฐิปุเรกฺขารสฺส ปฏินิสฺสฏฺฐตฺตา น ตณฺหํ วา น ทิฏฺฐึ วา ปุรโต กตฺวา จรนฺติ น ตณฺหาธชา น ตณฺหาเกตู น ตณฺหาธิปเตยฺยา น ทิฏฺฐิทฺธชา น ทิฏฺฐิเกตู น ทิฏฺฐาธิปเตยฺยา น ตณฺหาย วา น ทิฏฺฐิยา วา ปริวาริตา จรนฺตีติ น กปฺปยนฺติ น ปุเรกฺขโรนฺติ ฯ

คำว่า พระอรหันตขีณาสพทั้งหลาย ย่อมไม่กำหนด ย่อมไม่ทำตัณหาและ ทิฏฐิไว้ในเบื้องหน้า มีความว่า กำหนด ได้แก่ ความกำหนด ๒ อย่าง คือ ความกำหนดด้วยตัณหา ๑ ความกำหนดด้วยทิฏฐิ ๑. ความกำหนดด้วยตัณหาเป็นไฉน? วัตถุที่ทำให้เป็นเขต เป็นแดน เป็นส่วน เป็นแผนก กำหนดถือเอา ยึดถือเอาว่าของเรา ด้วยส่วนแห่งตัณหามีประมาณเท่าใด ย่อมยึดถือเอาว่าของเราซึ่งวัตถุมีประมาณเท่านั้นว่า สิ่งนี้ของเรา สิ่งนั้นของเรา สิ่งมีประมาณเท่านี้ของเราสิ่งของๆ เรามีประมาณเท่านี้ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เครื่องลาด เครื่องนุ่งห่ม ทาสีและทาส แพะ แกะ ไก่ สุกร ช้าง โค ม้า ลา นา ที่ดิน เงิน ทอง บ้าน นิคม ราชธานี แว่นแคว้นชนบท ฉาง คลัง เป็นของเรา ย่อมยึดถือว่าเป็นของของเรา แม้ซึ่งแผ่นดินใหญ่ทั้งสิ้นด้วยสามารถแห่งตัณหา ตลอดถึงตัณหาวิปริต ๑๐๘ นี้ชื่อว่า ความกำหนดด้วยตัณหา. ความกำหนดด้วยทิฏฐิเป็นไฉน? สักกายทิฏฐิมีวัตถุ ๒๐ มิจฉาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ อันต-*คาหิกทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ ทิฏฐิ ความไปคือทิฏฐิ รกเรี้ยวคือทิฏฐิ กันดารคือทิฏฐิ เสี้ยนหนามคือทิฏฐิ ความดิ้นรนคือทิฏฐิ เครื่องประกอบคือทิฏฐิ ความถือ ความถือมั่น ความยึดมั่น ความยึดถือ ทางผิด คลองผิด ความเห็นผิด ลัทธิเดียรถีย์ ความถือโดยแสวงหาผิด ความถือวิปริตความถือวิปลาส ความถือผิด ความถือแน่นอนว่าจริงในสิ่งไม่จริง อันใดเห็นปานนี้ และทิฏฐิ ๖๒มีประมาณเท่าใด นี้ชื่อว่าความกำหนดด้วยทิฏฐิ. พระอรหันตขีณาสพทั้งหลาย ละความกำหนดด้วยตัณหา สละคือความกำหนดด้วยทิฏฐิแล้ว เพราะเป็นผู้ละความกำหนดด้วยตัณหา สละคืนความกำหนดด้วยทิฏฐิแล้ว พระ-อรหันต์เหล่านั้น จึงไม่กำหนดความกำหนดด้วยตัณหา หรือความกำหนดด้วยทิฏฐิ คือไม่ให้เกิดไม่ให้เกิดพร้อม ไม่ให้บังเกิด ไม่ให้บังเกิดแล้วเฉพาะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าไม่กำหนด. คำว่า ย่อมไม่ทำตัณหาและทิฏฐิไว้ในเบื้องหน้า มีความว่า ทำไว้ในเบื้องหน้า ได้แก่ความทำไว้ในเบื้องหน้า ๒ อย่าง คือ ความทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยตัณหา ๑ ความทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่าความทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่าความทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยทิฏฐิ พระอรหันตขีณาสพทั้งหลายนั้น ละความทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยตัณหา สละคืนความทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยทิฏฐิเสียแล้ว เพราะเป็นผู้ละความทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยตัณหา สละคืนความทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยทิฏฐิแล้ว จึงไม่กระทำตัณหาหรือทิฏฐิ ไว้ในเบื้องหน้าเที่ยวไปคือเป็นผู้ไม่มีตัณหาเป็นธงชัย ไม่มีตัณหาเป็นธงยอด ไม่มีตัณหาเป็นใหญ่ ไม่มีทิฏฐิเป็นธงชัยไม่มีทิฏฐิเป็นธงยอด ไม่มีทิฏฐิเป็นใหญ่ จึงชื่อว่าเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่แวดล้อมเที่ยวไปเพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระอรหันตขีณาสพทั้งหลาย ย่อมไม่กำหนด ย่อมไม่ทำตัณหาและทิฏฐิไว้ในเบื้องหน้า.

ข้อ ๑๗๘

ธมฺมาปิ เตสํ น ปฏิจฺฉิตาเสติ ธมฺมา วุจฺจนฺติ ทฺวาสฏฺฐี ทิฏฺฐิคตานิ ฯ เตสนฺติ เตสํ อรหนฺตานํ ขีณาสวานํ ฯ ปฏิจฺฉิตาเสติ สสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ น ปฏิจฺฉิตาเส อสสฺสโต โลโก ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ น ปฏิจฺฉิตาเสติ ธมฺมาปิ เตสํ น ปฏิจฺฉิตาเส ฯ

คำว่า แม้ธรรมคือทิฏฐิทั้งหลาย อันพระอรหันต์เหล่านั้นไม่ปรารถนาเฉพาะแล้ว มีความว่า ทิฏฐิ ๖๒ เรียกว่า ธรรม. คำว่า เหล่านั้น คือพระอรหันตขีณาสพเหล่านั้น. คำว่า ไม่ปรารถนาเฉพาะแล้ว คือไม่ปรารถนาเฉพาะว่า โลกเที่ยง สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่าไม่ปรารถนาเฉพาะว่า โลกไม่เที่ยง ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า แม้ธรรมคือทิฏฐิทั้งหลายอันพระอรหันต์เหล่านั้น ไม่ปรารถนาเฉพาะแล้ว.

ข้อ ๑๗๙

น พฺราหฺมโณ สีลวเตน เนยฺโยติ นาติ ปฏิกฺเขโป ฯ พฺราหฺมโณติ สตฺตนฺนํ ธมฺมานํ พาหิตตฺตา พฺราหฺมโณ ฯเปฯ อนิสฺสิโต ตาทิ ปวุจฺจเต ส พฺรหฺมา ฯ น พฺราหฺมโณ สีลวเตน เนยฺโยติ พฺราหฺมโณ สีเลน วา วตฺเตน วา สีลวตฺเตน วา น ยายติ น นิยฺยายติ น วุยฺหติ น สํหริยตีติ น พฺราหฺมโณ สีลวเตน เนยฺโย ฯ

คำว่า พระอรหันต์ผู้เป็นพราหมณ์ อันใครๆ ไม่พึงนำไปได้ด้วยศีลและพรตมีความว่า ศัพท์ว่า น เป็นปฏิเสธ. คำว่า พราหมณ์ คือ พระอรหันต์ชื่อว่าเป็นพราหมณ์เพราะลอยเสียแล้วซึ่งธรรม ๗ ประการ ฯลฯ ผู้อันตัณหาทิฏฐิไม่อาศัยแล้ว เป็นผู้คงที่ เรียกว่าเป็นพราหมณ์. คำว่า พระอรหันต์ผู้เป็นพราหมณ์ อันใครๆ ไม่พึงนำไปได้ด้วยศีลและพรตคือ พระอรหันต์ผู้เป็นพราหมณ์ ย่อมไม่ไป ไม่ออกไป ไม่เลื่อนลอยไป ไม่แล่นไป ด้วยศีลหรือด้วยพรต หรือด้วยศีลและพรต เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระอรหันต์ผู้เป็นพราหมณ์ อันใครๆ ไม่พึงนำไปได้ด้วยศีลและพรต.

ข้อ ๑๘๐

ปารงฺคโต น ปจฺเจติ ตาทีติ ปารํ วุจฺจติ อมตํ นิพฺพานํ โย โส สพฺพสงฺขารสมโถ สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺโค ตณฺหกฺขโย วิราโค นิโรโธ นิพฺพานํ ฯ โย ปารคโต ปารปฺปตฺโต อนฺตคโต อนฺตปฺปตฺโต โกฏิคโต โกฏิปฺปตฺโต ฯเปฯ นตฺถิ ตสฺส ปุนพฺภโวติ ปารงฺคโต ฯ น ปจฺเจตีติ โสตาปตฺติมคฺเคน เย กิเลสา ปหีนา เต กิเลเส น ปุเนติ น ปจฺเจติ น ปจฺจาคจฺฉติ สกทาคามิมคฺเคน เย กิเลสา ปหีนา เต กิเลเส น ปุเนติ น ปจฺเจติ น ปจฺจาคจฺฉติ อนาคามิมคฺเคน เย กิเลสา ปหีนา เต กิเลเส น ปุเนติ น ปจฺเจติ น ปจฺจาคจฺฉติ อรหตฺตมคฺเคน เย กิเลสา ปหีนา เต กิเลเส น ปุเนติ น ปจฺเจติ น ปจฺจาคจฺฉตีติ ปารงฺคโต น ปจฺเจติ ฯ ตาทีติ อรหา ปญฺจหากาเรหิ ตาทิ อิฏฺฐานิฏฺเฐ ตาทิ จตฺตาวีติ ตาทิ ติณฺณาวีติ ตาทิ มุตฺตาวีติ ตาทิ ตํนิทฺเทสา ตาทิ ฯ {๑๘๐.๑} กถํ อรหา อิฏฺฐานิฏฺเฐ ตาทิ ฯ อรหา ลาเภปิ ตาทิ อลาเภปิ ตาทิ ยเสปิ ตาทิ อยเสปิ ตาทิ ปสํสายปิ ตาทิ นินฺทายปิ ตาทิ สุเขปิ ตาทิ ทุกฺเขปิ ตาทิ ฯ เอกญฺเจ พาหํ คนฺเธน ลิมฺเปยฺยุํ เอกญฺเจ พาหํ วาสิยา ตจฺเฉยฺยุํ อมุสฺมึ นตฺถิ ราโค อมุสฺมึ นตฺถิ ปฏิฆํ อนุนยปฏิฆวิปฺปหีโน อุคฺฆาตินิคฺฆาติวีติวตฺโต อนุโรธวิโรธ- สมติกฺกนฺโต เอวํ อรหา อิฏฺฐานิฏฺเฐ ตาทิ ฯ {๑๘๐.๒} กถํ อรหา จตฺตาวีติ ตาทิ ฯ อรหโต ราโค จตฺโต วนฺโต มุตฺโต ปหีโน ปฏินิสฺสฏฺโฐ ฯ โทโส โมโห โกโธ อุปนาโห มกฺโข ปฬาโส อิสฺสา มจฺฉริยํ มายา สาเฐยฺยํ ถมฺโภ สารมฺโภ มาโน อติมาโน มโท ปมาโท สพฺเพ กิเลสา สพฺเพ ทุจฺจริตา สพฺเพ ทรถา สพฺเพ ปริฬาหา สพฺเพ สนฺตาปา สพฺพากุสลาภิสงฺขารา จตฺตา วนฺตา มุตฺตา ปหีนา ปฏินิสฺสฏฺฐา เอวํ อรหา จตฺตาวีติ ตาทิ ฯ {๑๘๐.๓} กถํ อรหา ติณฺณาวีติ ตาทิ ฯ อรหา กาโมฆํ ติณฺโณ ภโวฆํ ติณฺโณ ทิฏฺโฐฆํ ติณฺโณ อวิชฺโชฆํ ติณฺโณ สพฺพสํสารปถํ ติณฺโณ อุตฺติณฺโณ นิตฺติณฺโณ อติกฺกนฺโต สมติกฺกนฺโต วีติวตฺโต โส วุฏฺฐวาโส จิณฺณจรโณ ฯเปฯ นตฺถิ ตสฺส ปุนพฺภโวติ เอวํ อรหา ติณฺณาวีติ ตาทิ ฯ {๑๘๐.๔} กถํ อรหา มุตฺตาวีติ ตาทิ ฯ อรหโต ราคา จิตฺตํ มุตฺตํ วิมุตฺตํ สุวิมุตฺตํ ฯ โทสา จิตฺตํ มุตฺตํ วิมุตฺตํ สุวิมุตฺตํ ฯ โมหา จิตฺตํ มุตฺตํ วิมุตฺตํ สุวิมุตฺตํ ฯ โกธา อุปนาหา มกฺขา ปฬาสา อิสฺสา มจฺฉริยา มายา สาเฐยฺยา ถมฺภา สารมฺภา มานา อติมานา มทา ปมาทา สพฺพกิเลเสหิ สพฺพทุจฺจริเตหิ สพฺพทรเถหิ สพฺพปริฬาเหหิ สพฺพสนฺตาเปหิ สพฺพากุสลาภิสงฺขาเรหิ จิตฺตํ มุตฺตํ วิมุตฺตํ สุวิมุตฺตํ เอวํ อรหา มุตฺตาวีติ ตาทิ ฯ {๑๘๐.๕} กถํ อรหา ตํนิทฺเทสา ตาทิ ฯ อรหา สีเล สติ สีลวาติ ตํนิทฺเทสา ตาทิ ฯ สทฺธาย สติ สทฺโธติ ตํนิทฺเทสา ตาทิ ฯ วิริเย สติ วิริยวาติ ตํนิทฺเทสา ตาทิ ฯ สติยา สติ สติมาติ ตํนิทฺเทสา ตาทิ ฯ สมาธิสฺมึ สติ สมาหิโตติ ตํนิทฺเทสา ตาทิ ฯ ปญฺญาย สติ ปญฺญวาติ ตํนิทฺเทสา ตาทิ ฯ วิชฺชาย สติ เตวิชฺโชติ ตํนิทฺเทสา ตาทิ ฯ อภิญฺญาย สติ ฉฬภิญฺโญติ ตํนิทฺเทสา ตาทิ เอวํ อรหา ตํนิทฺเทสา ตาทีติ ปารงฺคโต น ปจฺเจติ ตาทิ ฯ เตนาห ภควา น กปฺปยนฺติ น ปุเรกฺขโรนฺติ ธมฺมาปิ เตสํ น ปฏิจฺฉิตาเส น พฺราหฺมโณ สีลวเตน เนยฺโย ปารงฺคโต น ปจฺเจติ ตาทีติ ฯ ปญฺจโม ปรมฏฺฐกสุตฺตนิทฺเทโส นิฏฺฐิโต ฯ ---------------

คำว่า ย่อมเป็นผู้ถึงฝั่ง ไม่กลับมา เป็นผู้คงที่ มีความว่า อมตนิพพาน เรียก ว่าฝั่ง ได้แก่ธรรมเป็นที่สงบแห่งสังขารทั้งปวง เป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นตัณหา ความสำรอก ความดับ ความออกจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด. ผู้ใดไปถึงฝั่ง บรรลุฝั่งแล้ว ไปถึงส่วนสุด บรรลุส่วนสุดแล้ว ไปถึงที่สุด บรรลุที่สุดแล้ว ฯลฯ ภพใหม่มิได้มีแก่ผู้นั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้ถึงฝั่ง. คำว่า ย่อมไม่กลับ คือ กิเลสเหล่าใด อันอริยบุคคลละแล้วด้วยโสดาปัตติมรรค อริยบุคคลนั้นย่อมไม่ถึงอีก ไม่กลับถึง ไม่กลับมาสู่กิเลสเหล่านั้น กิเลสเหล่าใดอันอริยบุคคลละแล้วด้วยสกทาคามิมรรค อริยบุคคลนั้น ย่อมไม่ถึงอีก ไม่กลับถึง ไม่กลับมาสู่กิเลสเหล่านั้น กิเลสเหล่าใดอันอริยบุคคลละแล้วด้วยอนาคามิมรรค อริยบุคคลนั้น ย่อมไม่ถึงอีก ไม่กลับถึง ไม่กลับมาสู่กิเลสเหล่านั้น กิเลสเหล่าใดอันอริยบุคคลละแล้วด้วยอรหัต-*มรรค อริยบุคคลนั้นย่อมไม่ถึงอีก ไม่กลับถึง ไม่กลับมาสู่กิเลสเหล่านั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าย่อมเป็นผู้ถึงฝั่ง ไม่กลับมา. คำว่า ผู้คงที่ คือพระอรหันต์ชื่อว่าเป็นผู้คงที่ โดยอาการ ๕ คือเป็นผู้คงที่ในอิฏฐารมณ์ และอนิฏฐารมณ์ เป็นผู้คงที่เพราะอรรถว่าสละแล้ว เป็นผู้คงที่เพราะอรรถว่าข้ามแล้ว เป็นผู้คงที่เพราะอรรถว่าพ้นแล้ว เป็นผู้คงที่เพราะแสดงออกซึ่งธรรมนั้นๆ. พระอรหันต์ชื่อว่าเป็นผู้คงที่ ในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์อย่างไร? พระอรหันต์เป็นผู้คงที่แม้ในลาภ แม้ในความเสื่อมลาภ แม้ในยศ แม้ในความเสื่อมยศ แม้ในสรรเสริญ แม้ในนินทา แม้ในสุข แม้ในทุกข์. หากว่าชนทั้งหลายพึงลูบไล้แขนข้างหนึ่งแห่งพระอรหันต์ด้วยเครื่องหอม พึงถากแขนข้างหนึ่งด้วยมีด พระอรหันต์ย่อมไม่มีความยินดีในการลูบไล้ด้วยเครื่องหอมโน้น และไม่มีความยินร้ายในการถากด้วยมีดโน้น เป็นผู้ละการยินดียินร้ายเสียแล้ว เป็นผู้ล่วงเลยการดีใจและการเสียใจแล้ว เป็นผู้ก้าวล่วงความยินดีความยินร้ายเสียแล้ว พระอรหันต์ชื่อว่าเป็นผู้คงที่ในอิฏฐารมณ์ และอนิฏฐารมณ์อย่างนี้. พระอรหันต์ชื่อว่าเป็นผู้คงที่ เพราะอรรถว่าสละแล้วอย่างไร? พระอรหันต์สละ คายปล่อย ละ สละคืนเสียแล้ว ซึ่งความกำหนัด ความขัดเคือง ความหลง ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความกระด้าง ความแข่งดี ความถือตัว ความดูหมิ่น ความเมา ความประมาท กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวงพระอรหันต์ชื่อว่าเป็นผู้คงที่ เพราะอรรถว่าสละแล้วอย่างนี้. พระอรหันต์ชื่อว่าผู้คงที่ เพราะอรรถว่าข้ามแล้วอย่างไร? พระอรหันต์ข้ามแล้ว ข้ามขึ้นข้ามพ้น ก้าวล่วง ก้าวล่วงด้วยดี เป็นไปล่วงซึ่งกาโมฆะ ภโวฆะ ทิฏโฐฆะ อวิชโชฆะ และคลองแห่งสงสารทั้งปวง พระอรหันต์นั้นอยู่จบแล้ว ประพฤติจรณะแล้ว ฯลฯ ภพใหม่มิได้มีแก่พระอรหันต์นั้น เพราะฉะนั้น พระอรหันต์ชื่อว่าเป็นผู้คงที่ เพราะอรรถว่าข้ามแล้วอย่างนี้. พระอรหันต์ชื่อว่าเป็นผู้คงที่ เพราะอรรถว่าพ้นแล้วอย่างไร? พระอรหันต์มีจิตพ้นแล้วพ้นวิเศษ พ้นดีแล้ว จากความกำหนัด ความขัดเคือง ความหลง ความโกรธ ความผูกโกรธความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความกระด้างความแข่งดี ความถือตัว ความดูหมิ่น ความเมา ความประมาท กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวงความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง ความเดือดร้อนทั้งปวง อกุสลาภิสังขารทั้งปวงพระอรหันต์ชื่อว่าเป็นผู้คงที่ เพราะอรรถว่าพ้นแล้วอย่างนี้. พระอรหันต์ชื่อว่าเป็นผู้คงที่ เพราะแสดงออกซึ่งธรรมนั้นๆ อย่างไร? พระอรหันต์ชื่อว่าเป็นผู้คงที่ เพราะแสดงออกว่า เป็นผู้มีศีล ในเมื่อศีลมีอยู่. ชื่อว่าเป็นผู้คงที่ เพราะแสดงออกว่า เป็นผู้มีศรัทธา ในเมื่อศรัทธามีอยู่. ชื่อว่าเป็นผู้คงที่ เพราะแสดงออกว่า เป็นผู้มีความเพียร ในเมื่อความเพียรมีอยู่. ชื่อว่าเป็นผู้คงที่ เพราะแสดงออกว่า เป็นผู้มีสติ ในเมื่อสติมีอยู่. ชื่อว่าเป็นผู้คงที่ เพราะแสดงออกว่า เป็นผู้ตั้งมั่น ในเมื่อสมาธิมีอยู่. ชื่อว่าเป็นผู้คงที่ เพราะแสดงออกว่า เป็นผู้มีปัญญา ในเมื่อปัญญามีอยู่. ชื่อว่าเป็นผู้คงที่ เพราะแสดงออกว่า เป็นผู้มีวิชชา ๓ในเมื่อวิชชามีอยู่. ชื่อว่าเป็นผู้คงที่ เพราะแสดงออกว่า เป็นผู้มีอภิญญา ๖ ในเมื่ออภิญญามีอยู่. พระอรหันต์ชื่อว่าเป็นผู้คงที่ เพราะแสดงออกซึ่งธรรมนั้นๆ อย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าย่อมเป็นผู้ถึงฝั่ง ไม่กลับมา เป็นผู้คงที่ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า พระอรหันตขีณาสพทั้งหลาย ย่อมไม่กำหนด ย่อมไม่ทำตัณหาและทิฏฐิ ไว้ในเบื้องหน้า แม้ธรรมคือทิฏฐิทั้งหลายอันพระอรหันตขีณาสพเหล่า นั้นไม่ปรารถนาเฉพาะแล้ว พระอรหันต์ผู้เป็นพราหมณ์ อันใครๆ ไม่พึงนำไปได้ด้วยศีลและพรต ย่อมเป็นผู้ถึงฝั่ง ไม่กลับมา เป็นผู้คงที่ ดังนี้. จบปรมัฏฐกสุตตนิทเทสที่ ๕. -----------------------------------------------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๕. ปรมัฏฐกสุตตนิทเทส อธิบายปรมัฏฐกสูตร ว่าด้วยผู้ยึดถืออยู่ในทิฏฐิ พระสารีบุตรเถระจะกล่าวอธิบายปรมัฏฐกสูตร ดังต่อไปนี้

ข้อ ๓๑

(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) สัตว์เกิดผู้ยึดถือในทิฏฐิทั้งหลายว่า ยอดเยี่ยม ย่อมทำทิฏฐิใดให้ยิ่งใหญ่ในโลก กล่าวทิฏฐิอื่นทุกอย่าง นอกจากทิฏฐินั้นว่า เลว เพราะฉะนั้น สัตว์เกิดนั้นจึงไม่ล่วงพ้นการวิวาทไปได้ คำว่า ยึดถือในทิฏฐิทั้งหลายว่า ยอดเยี่ยม อธิบายว่า มีสมณพราหมณ์ พวกหนึ่ง เป็นเจ้าลัทธิ สมณพราหมณ์เหล่านั้น จับ ยึด ถือ ยึดมั่น ถือมั่นทิฏฐิอย่างใดอย่างหนึ่งในทิฏฐิ ๖๒ ว่า “ทิฏฐินี้ เยี่ยม ยอด ประเสริฐ วิเศษ นำหน้าสูงสุด ประเสริฐสุด” ย่อมอยู่ อยู่ร่วม อยู่อาศัย อยู่ครองด้วยทิฏฐิของตนๆ อธิบายว่าพวกคนครองเรือนก็อยู่ในเรือน บรรพชิตที่มีอาบัติก็อยู่ในอาบัติ ผู้มีกิเลสก็อยู่ในกิเลสทั้งหลาย ฉันใด มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งเป็นเจ้าลัทธิ สมณพราหมณ์เหล่านั้น@เชิงอรรถ : @ ขุ.สุ. ๒๕/๘๐๓-๘๑๐/๔๙๒-๔๙๓

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๒๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๕. ปรมัฏฐกสุตตนิทเทส จับ ยึด ถือ ยึดมั่น ถือมั่นทิฏฐิอย่างใดอย่างหนึ่งในทิฏฐิ ๖๒ ว่า “ทิฏฐินี้เยี่ยมยอด ประเสริฐ วิเศษ นำหน้า สูงสุด ประเสริฐสุด” ย่อมอยู่ อยู่ร่วม อยู่อาศัยอยู่ครองด้วยทิฏฐิของตนๆ ฉันนั้นเหมือนกัน รวมความว่า ผู้ยึดถือในทิฏฐิทั้งหลายว่ายอดเยี่ยม คำว่า ทิฏฐิใด ในคำว่า สัตว์เกิด ...ย่อมทำทิฏฐิใดให้ยิ่งใหญ่ในโลก ได้แก่ลัทธิใด คำว่า ย่อมทำให้ยิ่งใหญ่ ได้แก่ ย่อมทำให้ยิ่งใหญ่ คือ ย่อมทำให้ยอดเยี่ยม ประเสริฐ วิเศษ นำหน้า สูงสุด ประเสริฐสุด อธิบายว่า ย่อมทำให้ยิ่งใหญ่ คือ ทำให้ยอดเยี่ยม ประเสริฐ วิเศษ นำหน้า สูงสุด ประเสริฐสุด คือให้บังเกิด ให้บังเกิดขึ้นว่า“ศาสดานี้เป็นสัพพัญญู ธรรมนี้ศาสดากล่าวสอนไว้ดีแล้ว หมู่คณะนี้ปฏิบัติดีแล้วทิฏฐินี้เป็นสิ่งที่เจริญ ปฏิปทานี้ศาสดาบัญญัติไว้ดีแล้ว มรรคนี้เป็นทางนำออกจากทุกข์” คำว่า สัตว์เกิด ได้แก่ สัตว์ นรชน ... มนุษย์ คำว่า ในโลก ได้แก่ ในอบายโลก ... อายตนโลก รวมความว่า สัตว์เกิด ... ย่อมทำทิฏฐิใดให้ยิ่งใหญ่ในโลก คำว่า กล่าวทิฏฐิอื่นทุกอย่างนอกจากทิฏฐินั้นว่า เลว อธิบายว่า สัตว์เกิดนั้นย่อมทิ้ง ละทิ้ง ทอดทิ้งลัทธิอื่นทุกอย่าง นอกจากศาสดา ธรรมที่ศาสดากล่าวสอนหมู่คณะ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรค ของตน กล่าวคือ พูด บอก แสดง ชี้แจงอย่างนี้ว่า“ศาสดานั้น มิใช่สัพพัญญู ธรรมมิใช่ศาสดากล่าวสอนไว้ดีแล้ว หมู่คณะมิใช่ผู้ปฏิบัติดีแล้ว ทิฏฐิมิใช่สิ่งที่เจริญ ปฏิปทามิใช่ศาสดาบัญญัติไว้ดีแล้ว มรรคมิใช่ทางนำออกจากทุกข์ ในลัทธินั้นไม่มีความหมดจด ความสะอาด ความบริสุทธิ์ ความหลุดไปความพ้นไป หรือความหลุดพ้นไป คือ ในลัทธินั้น สัตว์ทั้งหลายย่อมหมดจดสะอาด บริสุทธิ์ หลุดไป พ้นไป หรือหลุดพ้นไปไม่ได้ สัตว์ทั้งหลาย เป็นผู้เลว คือ@เชิงอรรถ : @ ดูรายละเอียดข้อ ๑/๔ @ ดูรายละเอียดข้อ ๓/๑๒

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๒๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๕. ปรมัฏฐกสุตตนิทเทส ทราม ต่ำทราม น่ารังเกียจ หยาบช้า ต่ำต้อย” รวมความว่า กล่าวทิฏฐิอื่นทุกอย่างนอกจาก ทิฏฐินั้นว่าเลว คำว่า เพราะฉะนั้น ในคำว่า เพราะฉะนั้น สัตว์เกิดนั้นจึงไม่ล่วงพ้นการ วิวาทไปได้ ได้แก่ เพราะการณ์นั้น เพราะเหตุนั้น เพราะปัจจัยนั้น เพราะต้นเหตุนั้น คำว่า การวิวาท ได้แก่ การทะเลาะเพราะทิฏฐิ การบาดหมางเพราะทิฏฐิ การแก่งแย่งเพราะทิฏฐิ การวิวาทเพราะทิฏฐิ การมุ่งร้ายกันเพราะทิฏฐิ คำว่า ไม่ล่วงพ้นไปได้ ได้แก่ ไม่ก้าวล่วง ไม่ก้าวพ้น ไม่ล่วงพ้น รวมความว่าเพราะฉะนั้น จึงไม่ล่วงพ้นการวิวาทไปได้ ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า สัตว์เกิดผู้ยึดถือในทิฏฐิทั้งหลายว่า ยอดเยี่ยม ย่อมทำทิฏฐิใดให้ยิ่งใหญ่ในโลก กล่าวทิฏฐิอื่นทุกอย่าง นอกจากทิฏฐินั้นว่า เลว เพราะฉะนั้น สัตว์เกิดนั้น จึงไม่ล่วงพ้นการวิวาทไปได้

ข้อ ๓๒

(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) เจ้าลัทธิเห็นอานิสงส์ใดในตน ในรูปที่เห็น ในเสียงที่ได้ยิน ในศีลวัตร หรือในอารมณ์ที่รับรู้ เจ้าลัทธินั้นยึดมั่นทิฏฐินั้นในลัทธิของตนนั้น เห็นทิฏฐิอื่นทั้งปวงโดยความเป็นของเลว ว่าด้วยอานิสงส์ในทิฏฐิ คำว่า (อานิสงส์)ใดในตน ในคำว่า เห็นอานิสงส์ใดในตน ในรูปที่เห็น ในเสียงที่ได้ยิน ในศีลวัตร หรือในอารมณ์ที่รับรู้ ได้แก่ อานิสงส์ใดในตนทิฏฐิ ตรัสเรียกว่า ตน เจ้าลัทธินั้นเห็นอานิสงส์ ๒ อย่าง แห่งทิฏฐิของตน คือ(๑) อานิสงส์ที่มีในชาตินี้ (๒) อานิสงส์ที่มีในชาติหน้า อานิสงส์แห่งทิฏฐิที่มีในชาตินี้ เป็นอย่างไร

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๒๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๕. ปรมัฏฐกสุตตนิทเทส คือ ศาสดามีทิฏฐิอย่างใด สาวกก็มีทิฏฐิอย่างนั้น คือ สาวกย่อมสักการะเคารพ นับถือ บูชา ทำความยำเกรงศาสดาผู้มีทิฏฐิอย่างนั้น และได้จีวร บิณฑบาตเสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขารซึ่งมีศาสดานั้นเป็นต้นเหตุ นี้ชื่อว่าอานิสงส์แห่งทิฏฐิที่มีในชาตินี้ อานิสงส์แห่งทิฏฐิที่มีในชาติหน้า เป็นอย่างไร คือ บุคคลย่อมหวังผลต่อไปว่า ทิฏฐินี้ ควรเพื่อความเป็นนาค เป็นครุฑ เป็นยักษ์ เป็นอสูร เป็นคนธรรพ์ เป็นท้าวมหาราช เป็นพระอินทร์ เป็นพระพรหมหรือเป็นเทวดา ทิฏฐินี้ ควรเพื่อความหมดจด ความสะอาด ความบริสุทธิ์ ความหลุดไป ความพ้นไป ความหลุดพ้นไป สัตวทั้งหลายย่อมหมดจด สะอาด บริสุทธิ์หลุดไป พ้นไป หลุดพ้นไปด้วยทิฏฐินี้ เราจักหมดจด สะอาด บริสุทธิ์ หลุดไป พ้นไปหลุดพ้นไปด้วยทิฏฐินี้ นี้ชื่อว่าอานิสงส์แห่งทิฏฐิที่มีในชาติหน้า เจ้าลัทธิเห็นอานิสงส์ ๒ อย่างแห่งทิฏฐิของตน คือ เห็นอานิสงส์ ๒ อย่างเพราะความหมดจดแห่งรูปที่เห็น เห็นอานิสงส์ ๒ อย่าง เพราะความหมดจดแห่งเสียงที่ได้ยิน เห็นอานิสงส์ ๒ อย่าง เพราะความหมดจดแห่งศีล เห็นอานิสงส์๒ อย่าง เพราะความหมดจดแห่งวัตร เห็นอานิสงส์ ๒ อย่าง เพราะความหมดจดแห่งอารมณ์ที่รับรู้ คือ (๑) อานิสงส์ที่มีในชาตินี้ (๒) อานิสงส์ที่มีในชาติหน้า อานิสงส์เพราะความหมดจดแห่งอารมณ์ที่รับรู้ในชาตินี้ เป็นอย่างไร คือ ศาสดามีทิฏฐิอย่างใด สาวกก็มีทิฏฐิอย่างนั้น ... นี้ชื่อว่าอานิสงส์เพราะความหมดจดแห่งอารมณ์ที่รับรู้ ในชาตินี้ อานิสงส์เพราะความหมดจดแห่งอารมณ์ที่รับรู้ในชาติหน้า เป็นอย่างไร คือ ทิฏฐินี้ควรเพื่อความเป็นนาค ... นี้ชื่อว่าอานิสงส์เพราะความหมดจดแห่งอารมณ์ที่รับรู้ ในชาติหน้า เจ้าลัทธิเห็น คือ แลเห็น ตรวจดู เพ่งพินิจ พิจารณาดูอานิสงส์เพราะความหมดจดด้วยอารมณ์ที่รู้แล้ว ๒ อย่าง เหล่านี้ รวมความว่า มองเห็นอานิสงส์ใดในตนในรูปที่เห็น ในเสียงที่ได้ยิน ในศีลวัตร หรือในอารมณ์ที่รับรู้ คำว่า นั้น ในคำว่า เจ้าลัทธินั้นยึดมั่นทิฏฐิของตนนั้น ได้แก่ ทิฏฐินั้น

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๒๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๕. ปรมัฏฐกสุตตนิทเทส คำว่า ในลัทธิของตนนั้น ได้แก่ ในทิฏฐิของตน คือ ในความถูกใจของตนความพอใจของตน ลัทธิของตน คำว่า ยึดมั่น ได้แก่ จับ ยึด ถือ ยึดมั่น ถือมั่นว่า ทิฏฐินี้ เยี่ยม ยอด ประเสริฐวิเศษ นำหน้า สูงสุด ประเสริฐสุด รวมความว่า เจ้าลัทธินั้นยึดมั่นทิฏฐินั้นในลัทธิของตนนั้น คำว่า เห็นทิฏฐิอื่นทั้งปวง โดยความเป็นของเลว อธิบายว่า เห็น คือ แลเห็นตรวจดู เพ่งพินิจ พิจารณาดู ศาสดา ธรรมที่ศาสดากล่าวสอน หมู่คณะ ทิฏฐิปฏิปทา มรรคอื่น โดยความเป็นของเลว คือ ทราม ต่ำทราม น่ารังเกียจ หยาบช้าต่ำต้อย รวมความว่า เห็นทิฏฐิอื่นทั้งปวงโดยความเป็นของเลว ด้วยเหตุนั้น พระผู้มี-พระภาคจึงตรัสว่า เจ้าลัทธิเห็นอานิสงส์ใดในตน ในรูปที่เห็น ในเสียงที่ได้ยิน ในศีลวัตร หรือในอารมณ์ที่รับรู้ เจ้าลัทธินั้นยึดมั่นทิฏฐินั้นในลัทธิของตนนั้น เห็นทิฏฐิอื่นทั้งปวงโดยความเป็นของเลว

ข้อ ๓๓

(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) บุคคลอาศัยศาสดาใด เห็นศาสดาอื่นว่าเลว ผู้ฉลาดทั้งหลายเรียกศาสดานั้นว่า เป็นเครื่องร้อยรัด เพราะฉะนั้นแล ภิกษุจึงไม่ควรอาศัยรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่รับรู้ หรือศีลวัตร ว่าด้วยความเห็นของผู้ฉลาด คำว่า ผู้ฉลาดทั้งหลาย ในคำว่า ผู้ฉลาดทั้งหลายเรียกศาสดานั้นว่า เป็น เครื่องร้อยรัด อธิบายว่า ผู้ฉลาดในขันธ์ ผู้ฉลาดในธาตุ ผู้ฉลาดในอายตนะ ผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท ผู้ฉลาดในสติปัฏฐาน ผู้ฉลาดในสัมมัปปธาน ผู้ฉลาดในอิทธิบาทผู้ฉลาดในอินทรีย์ ผู้ฉลาดในพละ ผู้ฉลาดในโพชฌงค์ ผู้ฉลาดในมรรค ผู้ฉลาดในผลผู้ฉลาดในนิพพาน ผู้ฉลาดเหล่านั้นเรียกอย่างนี้ คือ พูด บอก แสดง ชี้แจง

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๒๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๕. ปรมัฏฐกสุตตนิทเทส อย่างนี้ว่า “นี้เป็นเครื่องร้อยรัด นี้เป็นเครื่องข้อง นี้เป็นเครื่องผูกพัน นี้เป็นเครื่องกังวล” รวมความว่า ผู้ฉลาดทั้งหลายเรียกศาสดานั้นว่า เป็นเครื่องร้อยรัด คำว่า บุคคลอาศัยศาสดาใด ในคำว่า บุคคลอาศัยศาสดาใด เห็นศาสดา อื่นว่าเลว อธิบายว่า อาศัย คือ อิงอาศัย ติด ติดแน่น ติดใจ น้อมใจเชื่อศาสดาธรรมที่ศาสดากล่าวสอน หมู่คณะ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคใด คำว่า เห็นศาสดาอื่นว่าเลว อธิบายว่า เห็น คือ แลเห็น ตรวจดู เพ่งพินิจ พิจารณาดูศาสดา ธรรมที่ศาสดากล่าวสอน หมู่คณะ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคอื่น โดยความเป็นของเลว คือ ทราม ต่ำทราม น่ารังเกียจ หยาบช้า ต่ำต้อย รวมความว่าบุคคลอาศัยศาสดาใดเห็นศาสดาอื่นว่าเลว คำว่า เพราะฉะนั้น ในคำว่า เพราะฉะนั้นแล ภิกษุจึงไม่ควรอาศัยรูปที่ เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่รับรู้ หรือศีลวัตร อธิบายว่า เพราะฉะนั้น คือ เพราะการณ์นั้น เพราะเหตุนั้น เพราะปัจจัยนั้น เพราะต้นเหตุนั้น ภิกษุจึงไม่พึงอาศัย คือไม่พึงถือ ไม่พึงยึดมั่น ไม่พึงถือมั่นรูปที่เห็น หรือความหมดจดแห่งรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน หรือความหมดจดแห่งเสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่รับรู้ หรือความหมดจดแห่งอารมณ์ที่รับรู้ ศีล หรือความหมดจดแห่งศีล วัตร หรือความหมดจดแห่งวัตรรวมความว่า เพราะฉะนั้นแล ภิกษุจึงไม่ควรอาศัยรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่รับรู้ หรือศีลวัตร ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า บุคคลอาศัยศาสดาใด เห็นศาสดาอื่นว่าเลว ผู้ฉลาดทั้งหลายเรียกศาสดานั้นว่า เป็นเครื่องร้อยรัด เพราะฉะนั้นแล ภิกษุจึงไม่ควรอาศัยรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่รับรู้ หรือศีลวัตร @เชิงอรรถ : @ เครื่องร้อยรัด คือทรรศนะที่อาศัยศาสดาของตนผู้เห็นอยู่เป็นต้น และทรรศนะอื่นมีศาสดาอื่นเป็นต้น โดย@ความเป็นของเลว นี้เป็นกิเลสเครื่องร้อยรัด คือผูกพัน (ขุ.ม.อ. ๓๓/๒๓๘) และดูประกอบในข้อ ๙๒/๒๘๖

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๒๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๕. ปรมัฏฐกสุตตนิทเทส

ข้อ ๓๔

(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) ภิกษุไม่พึงกำหนดทิฏฐิในโลกด้วยญาณ หรือแม้ด้วยศีลวัตร ไม่พึงเอาตนเข้าไปเทียบว่าเสมอเขา ไม่พึงสำคัญตนว่า ด้อยกว่าเขา หรือแม้เลิศกว่าเขา ว่าด้วยภิกษุไม่พึงมีทิฏฐิมานะ คำว่า ไม่พึงกำหนดทิฏฐิในโลกด้วยญาณ หรือแม้ด้วยศีลวัตร อธิบายว่า ไม่พึงกำหนด คือ ไม่พึงให้เกิด ไม่พึงให้เกิดขึ้น ไม่พึงให้บังเกิด ไม่พึงให้บังเกิดขึ้นซึ่งทิฏฐิด้วยญาณในสมาบัติ ๘ ญาณในอภิญญา ๕ มิจฉาญาณ ศีล วัตร หรือทั้งศีลและวัตร คำว่า ในโลก ได้แก่ ในอบายโลก มนุษยโลก เทวโลก ขันธโลก ธาตุโลกอายตนโลก รวมความว่า ไม่พึงกำหนดทิฏฐิในโลกด้วยญาณ หรือแม้ด้วยศีลวัตร คำว่า ไม่พึงเอาตนเข้าไปเทียบว่า เสมอเขา อธิบายว่า ไม่พึงเอาตนเข้าไปเทียบว่า “เราเป็นเช่นเดียวกับเขา” ด้วยชาติ โคตร ความเป็นบุตรของตระกูล ความเป็นผู้มีรูปงาม ทรัพย์ การศึกษา หน้าที่การงาน หลักแห่งศิลปวิทยา วิทยฐานะความคงแก่เรียน ปฏิภาณ หรือสิ่งอื่นนอกจากที่กล่าวแล้ว รวมความว่า ไม่พึงเอาตนเข้าไปเทียบว่า เสมอเขา คำว่า ไม่พึงสำคัญตนว่าด้อยกว่าเขา หรือแม้เลิศกว่าเขา อธิบายว่า ไม่พึงเอาตนเข้าไปเทียบว่า “เราด้อยกว่าเขา” ด้วยชาติ โคตร ... หรือสิ่งอื่นนอกจากที่กล่าวแล้ว ไม่พึงเอาตนเข้าไปเทียบว่า “เราเลิศกว่าเขา” ด้วยชาติ โคตร ... หรือสิ่งอื่นนอกจากที่กล่าวแล้ว รวมความว่า ไม่พึงสำคัญตนว่าด้อยกว่าเขา หรือแม้เลิศกว่าเขา ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า @เชิงอรรถ : @ ดูเชิงอรรถข้อ ๖/๒๕ @ ดูเชิงอรรถข้อ ๓๘/๑๔๑

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๒๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๕. ปรมัฏฐกสุตตนิทเทส ภิกษุไม่พึงกำหนดทิฏฐิในโลกด้วยญาณ หรือแม้ด้วยศีลวัตร ไม่พึงเอาตนเข้าไปเทียบว่าเสมอเขา ไม่พึงสำคัญตนว่า ด้อยกว่าเขา หรือแม้เลิศกว่าเขา

ข้อ ๓๕

(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) ภิกษุนั้นละตนแล้วไม่ยึดถือ ไม่สร้างนิสัยแม้ด้วยญาณ เมื่อชนทั้งหลายแตกกัน ภิกษุนั้นก็ไม่เข้าเป็นฝักเป็นฝ่าย ภิกษุนั้นไม่ถือแม้ทิฏฐิอะไรๆ คำว่า ละตนแล้ว ในคำว่า ละตนแล้วไม่ยึดถือ ได้แก่ ละความเห็นว่าเป็นตน อีกนัยหนึ่ง คำว่า ละตนแล้ว ได้แก่ ละความถือ อีกนัยหนึ่ง คำว่า ละตนแล้ว ได้แก่ ละ คือ ละเว้น บรรเทา ทำให้หมดสิ้นไปให้ถึงความไม่มีอีกซึ่งความถือ ความยึดมั่น ความถือมั่น ความติดใจ ความน้อมใจเชื่อ ด้วยอำนาจตัณหา ด้วยอำนาจทิฏฐิ ชื่อว่าละตนแล้ว คำว่า ไม่ยึดถือ ได้แก่ ไม่ยึดถือ คือ ไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น ด้วย อุปาทาน ๔ รวมความว่า ละตนแล้วไม่ยึดถือ คำว่า ภิกษุนั้น ... ไม่สร้างนิสัยด้วยญาณ อธิบายว่า ไม่สร้าง คือ ไม่ให้เกิดไม่ให้เกิดขึ้น ไม่ให้บังเกิด ไม่ให้บังเกิดขึ้น ซึ่งนิสัยด้วยอำนาจตัณหา หรือนิสัยด้วยอำนาจทิฏฐิ ด้วยญาณในสมาบัติ ๘ ด้วยญาณในอภิญญา ๕ หรือด้วยมิจฉาญาณรวมความว่า ภิกษุนั้น ... ไม่สร้างนิสัยแม้ด้วยญาณ คำว่า เมื่อชนทั้งหลายแตกกัน ภิกษุนั้นก็ไม่เข้าเป็นฝักเป็นฝ่าย อธิบายว่าเมื่อชนทั้งหลายแตกกัน คือแยกกัน ถึงความเป็น ๒ ฝ่าย กลายเป็นคน ๒ พวก มีความเห็นต่างกัน มีความพอใจต่างกัน มีความชอบใจต่างกัน มีลัทธิต่างกัน อาศัยนิสัยด้วยอำนาจทิฏฐิต่างกัน ถึงฉันทาคติ(ลำเอียงเพราะชอบ) ถึงโทสาคติ(ลำเอียงเพราะชัง) ถึงโมหาคติ(ลำเอียงเพราะหลง) ถึงภยาคติ(ลำเอียงเพราะกลัว) ภิกษุนั้นก็ไม่ถึงฉันทาคติ ไม่ถึงโทสาคติ ไม่ถึงโมหาคติ ไม่ถึงภยาคติ คือ ไม่ดำเนินไปด้วยอำนาจราคะ ไม่ดำเนินไปด้วยอำนาจโทสะ ไม่ดำเนินไปด้วยอำนาจโมหะ ไม่ดำเนิน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๓๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๕. ปรมัฏฐกสุตตนิทเทส ไปด้วยอำนาจมานะ ไม่ดำเนินไปด้วยอำนาจทิฏฐิ ไม่ดำเนินไปด้วยอำนาจอุทธัจจะไม่ดำเนินไปด้วยอำนาจวิจิกิจฉา ไม่ดำเนินไปด้วยอำนาจอนุสัย ได้แก่ ไม่ไป คือไม่ออกไป ไม่ถูกพาไป ไม่ถูกนำไปด้วยธรรมที่ก่อความเป็นฝักเป็นฝ่าย รวมความว่าเมื่อชนทั้งหลายแตกกัน ภิกษุนั้นก็ไม่เข้าเป็นฝักเป็นฝ่าย คำว่า ภิกษุนั้นไม่ถือแม้ทิฏฐิอะไรๆ อธิบายว่า ทิฏฐิทั้ง ๖๒ ภิกษุนั้นละ ได้แล้ว คือ ตัดขาดได้แล้ว ทำให้สงบได้แล้ว ระงับได้แล้ว ทำให้เกิดขึ้นไม่ได้อีก เผาด้วยไฟคือญาณแล้ว ภิกษุนั้นจึงไม่ถือ คือไม่หวนกลับมาหาทิฏฐิอะไรๆ อีก รวมความว่า ภิกษุนั้นไม่ถือแม้ทิฏฐิอะไรๆ ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ภิกษุนั้นละตนแล้วไม่ยึดถือ ไม่สร้างนิสัยแม้ด้วยญาณ เมื่อชนทั้งหลายแตกกัน ภิกษุนั้นก็ไม่เข้าเป็นฝักเป็นฝ่าย ภิกษุนั้นไม่ถือแม้ทิฏฐิอะไรๆ

ข้อ ๓๖

(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) พระอรหันต์ใด ผู้ไม่มีความคนึงหาในส่วนสุดทั้ง ๒ ด้าน ในโลกนี้ ในภพน้อยภพใหญ่ ในโลกนี้หรือในโลกหน้า พระอรหันต์นั้นจึงไม่มีเครื่องอยู่อะไรๆ ความตกลงใจในธรรมทั้งหลายแล้วถือมั่นก็ไม่มี ว่าด้วยภูมิธรรมของพระอรหันต์ คำว่า ใด ในคำว่า พระอรหันต์ใด ผู้ไม่มีความคนึงหาในส่วนสุดทั้ง ๒ ด้านในโลกนี้ ในภพน้อยภพใหญ่ ในโลกนี้หรือในโลกหน้า ได้แก่ พระอรหันตขีณาสพ คำว่า ส่วนสุด อธิบายว่า ผัสสะเป็นส่วนสุดด้านหนึ่ง เหตุเกิดแห่งผัสสะเป็นส่วนสุดอีกด้านหนึ่ง อดีตเป็นส่วนสุดด้านหนึ่ง อนาคตเป็นส่วนสุดอีกด้านหนึ่ง สุขเวทนาเป็นส่วนสุดด้านหนึ่ง ทุกขเวทนาเป็นส่วนสุดอีกด้านหนึ่ง

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๓๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๕. ปรมัฏฐกสุตตนิทเทส นามเป็นส่วนสุดด้านหนึ่ง รูปเป็นส่วนสุดอีกด้านหนึ่ง อายตนะภายใน ๖ เป็นส่วนสุดด้านหนึ่ง อายตนะภายนอก ๖ เป็นส่วนสุดอีกด้านหนึ่ง ความถือตัวเป็นส่วนสุดด้านหนึ่ง เหตุเกิดแห่งความถือตัวเป็นส่วนสุดอีกด้านหนึ่ง ตัณหาตรัสเรียกว่า ความคนึงหา ได้แก่ ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ... อภิชฌา อกุศลมูลคือโลภะ คำว่า ในภพน้อยภพใหญ่ อธิบายว่า ในภพน้อยภพใหญ่ คือ ในกรรมวัฏและวิปากวัฏ ในกรรมวัฏเป็นเครื่องเกิดในกามภพ ในวิปากวัฏเป็นเครื่องเกิดในกามภพในกรรมวัฏเป็นเครื่องเกิดในรูปภพ ในวิปากวัฏเป็นเครื่องเกิดในรูปภพ ในกรรมวัฏเป็นเครื่องเกิดในอรูปภพ ในวิปากวัฏเป็นเครื่องเกิดในอรูปภพ ในภพต่อไป ในคติต่อไป ในการถือกำเนิดต่อไป ในปฏิสนธิต่อไป ในความบังเกิดแห่งอัตภาพต่อไป คำว่า โลกนี้ ได้แก่ อัตภาพของตน คำว่า โลกหน้า ได้แก่ อัตภาพของผู้อื่น อีกนัยหนึ่ง คำว่า โลกนี้ ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ของตน คำว่า โลกหน้า ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ของผู้อื่น อีกนัยหนึ่ง คำว่า โลกนี้ ได้แก่ อายตนะภายใน ๖ คำว่า โลกหน้า ได้แก่ อายตนะภายนอก ๖ คำว่า โลกนี้ ได้แก่ มนุษยโลก คำว่า โลกหน้า ได้แก่ เทวโลก คำว่า โลกนี้ ได้แก่ กามธาตุ คำว่า โลกหน้า ได้แก่ รูปธาตุ อรูปธาตุ คำว่า โลกนี้ ได้แก่ กามธาตุ รูปธาตุ คำว่า โลกหน้า ได้แก่ อรูปธาตุ คำว่า พระอรหันต์ใด ผู้ไม่มีความคนึงหาในส่วนสุดทั้ง ๒ ด้าน ในโลกนี้ ในภพน้อยภพใหญ่ ในโลกนี้หรือในโลกหน้า อธิบายว่า พระอรหันต์ใด ย่อมไม่มีคือ ไม่ปรากฏ หาไม่ได้ซึ่งตัณหา เป็นที่คนึงหาในส่วนสุดทั้ง ๒ ด้านในภพน้อยภพใหญ่@เชิงอรรถ : @ ดูรายละเอียดข้อ ๓/๑๐-๑๑

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๓๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๕. ปรมัฏฐกสุตตนิทเทส ในโลกนี้ หรือในโลกหน้า คือ ตัณหา พระอรหันต์ใดละได้แล้ว ตัดขาดได้แล้ว ทำให้สงบได้แล้ว ระงับได้แล้ว ทำให้เกิดขึ้นไม่ได้อีก เผาด้วยไฟคือญาณแล้ว รวมความว่าพระอรหันต์ใด ผู้ไม่มีความคนึงหาในส่วนสุดทั้ง ๒ ด้าน ในโลกนี้ ในภพน้อยภพใหญ่ในโลกนี้หรือในโลกหน้า คำว่า เครื่องอยู่ ในคำว่า พระอรหันต์นั้น จึงไม่มีเครื่องอยู่อะไรๆ ได้แก่เครื่องอยู่ ๒ อย่าง คือ (๑) เครื่องอยู่ด้วยอำนาจตัณหา (๒) เครื่องอยู่ด้วยอำนาจทิฏฐิ... นี้ชื่อว่าเครื่องอยู่ด้วยอำนาจตัณหา ... นี้ชื่อว่าเครื่องอยู่ด้วยอำนาจทิฏฐิ คำว่า นั้น ได้แก่ พระอรหันตขีณาสพ คำว่า พระอรหันต์นั้นจึงไม่มีเครื่องอยู่อะไรๆ อธิบายว่า พระอรหันต์นั้นไม่มี คือ ย่อมไม่มี ไม่มีอยู่ ไม่ปรากฏ หาไม่ได้ซึ่งเครื่องอยู่อะไรๆ ได้แก่ เครื่องอยู่อะไรๆ พระอรหันต์นั้นละได้แล้ว ตัดขาดได้แล้ว ทำให้สงบได้แล้ว ระงับได้แล้วทำให้เกิดขึ้นไม่ได้อีก เผาด้วยไฟคือญาณแล้ว รวมความว่า พระอรหันต์นั้น จึงไม่มีเครื่องอยู่อะไรๆ คำว่า ในธรรมทั้งหลาย ในคำว่า ความตกลงใจในธรรมทั้งหลายแล้วถือมั่นได้แก่ ในทิฏฐิ ๖๒ คำว่า ตกลงใจแล้ว ได้แก่ ตกลงใจแล้ว คือ วินิจฉัยแล้ว ตัดสินแล้ว ชี้ขาดแล้ว เทียบเคียงแล้ว พิจารณาแล้ว ทำให้กระจ่างแล้ว ทำให้แจ่มแจ้งแล้ว คำว่า ถือมั่น ได้แก่ จับมั่น ยึดมั่น ถือมั่น รวบถือ รวมถือ รวบรวมถือ คือความถือ ความยึดมั่น ความถือมั่น ความติดใจ ความน้อมใจเชื่อว่า สิ่งนี้จริง แท้แน่ แท้จริง ตามเป็นจริง ไม่วิปริต ไม่มีอยู่ ไม่ปรากฏ หาไม่ได้แก่พระอรหันต์นั้นได้แก่ ความตกลงใจแล้วถือมั่นนั้น พระอรหันต์นั้นละได้แล้ว ตัดขาดได้แล้ว ทำให้สงบได้แล้ว ระงับได้แล้ว ทำให้เกิดขึ้นไม่ได้อีก เผาด้วยไฟคือญาณแล้ว รวมความว่าความตกลงใจในธรรมทั้งหลายแล้วถือมั่น ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า@เชิงอรรถ : @ เทียบกับความในข้อ ๑๒/๕๘-๕๙

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๓๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๕. ปรมัฏฐกสุตตนิทเทส พระอรหันต์ใด ผู้ไม่มีความคนึงหาในส่วนสุดทั้ง ๒ ด้าน ในโลกนี้ ในภพน้อยภพใหญ่ ในโลกนี้หรือในโลกหน้า พระอรหันต์นั้นจึงไม่มีเครื่องอยู่อะไรๆ ความตกลงใจในธรรมทั้งหลายแล้วถือมั่นก็ไม่มี

ข้อ ๓๗

(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) พระอรหันต์นั้น ไม่มีทิฏฐิอันสัญญากำหนดไว้แม้นิดเดียว ในรูปที่เห็น ในเสียงที่ได้ยิน หรือในอารมณ์ที่รับรู้ในโลกนี้ ใครๆ ในโลกนี้จะพึงกำหนดพระอรหันต์นั้น ผู้เป็นพราหมณ์ ไม่ยึดถือทิฏฐิอยู่ ด้วยเหตุอะไรเล่า ว่าด้วยพระอรหันต์ได้ชื่อว่าพราหมณ์ คำว่า นั้น ในคำว่า พระอรหันต์นั้น ไม่มีทิฏฐิอันสัญญากำหนดไว้แม้ นิดเดียว ในรูปที่เห็น ในเสียงที่ได้ยิน หรือในอารมณ์ที่รับรู้ในโลกนี้ อธิบายว่าพระอรหันตขีณาสพนั้นไม่มี คือ ไม่มีอยู่ ไม่ปรากฏ หาไม่ได้ซึ่งทิฏฐิ อันสัญญาให้เกิดให้เกิดขึ้น กำหนด กำหนดไว้ ปรุงแต่ง ปรุงแต่งขึ้น ตั้งไว้ดีแล้ว เพราะมีสัญญาเป็นหัวหน้า มีสัญญากำหนดไว้ และเพราะการแยกสัญญาในรูปที่เห็น หรือในความหมดจดเพราะรูปที่เห็น ในเสียงที่ได้ยิน หรือในความหมดจดเพราะเสียงที่ได้ยิน ในอารมณ์ที่รับรู้ หรือในความหมดจดเพราะอารมณ์ที่รับรู้ คือ ทิฏฐินั้นพระอรหันต์ละได้แล้ว ตัดขาดได้แล้ว ทำให้สงบได้แล้ว ระงับได้แล้ว ทำให้เกิดขึ้นไม่ได้อีก เผาด้วยไฟคือญาณแล้ว รวมความว่า พระอรหันต์นั้น ไม่มีทิฏฐิอันสัญญากำหนดไว้แม้นิดเดียวในรูปที่เห็น ในเสียงที่ได้ยิน หรือในอารมณ์ที่รับรู้ในโลกนี้ คำว่า พราหมณ์ ในคำว่า พระอรหันต์นั้น ผู้เป็นพราหมณ์ ไม่ยึดถือทิฏฐิอยู่ อธิบายว่า ที่ชื่อว่าพราหมณ์ เพราะลอยธรรม ๗ ประการได้แล้ว คือ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๓๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๕. ปรมัฏฐกสุตตนิทเทส ๑. ลอยสักกายทิฏฐิได้แล้ว ... ไม่มีตัณหาและทิฏฐิอาศัย เป็นผู้มั่นคง บัณฑิตเรียกผู้นั้นว่าเป็นพราหมณ์ คำว่า พระอรหันต์นั้น ผู้เป็นพราหมณ์ ไม่ยึดถือทิฏฐิอยู่ อธิบายว่า พระ อรหันต์นั้นผู้เป็นพราหมณ์ ไม่ยึดถือ คือ ไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่นทิฏฐิอยู่ รวมความว่า พระอรหันต์นั้น ผู้เป็นพราหมณ์ ไม่ยึดถือทิฏฐิอยู่ คำว่า ใครๆ ในโลกนี้จะพึงกำหนด ... ด้วยเหตุอะไรเล่า อธิบายว่า คำว่า การกำหนด ได้แก่ การกำหนด ๒ อย่าง คือ ๑. การกำหนดด้วยอำนาจตัณหา ๒. การกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิ ... นี้ชื่อว่าการกำหนดด้วยอำนาจตัณหา ... นี้ชื่อว่าการกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิ พระอรหันต์นั้นละการกำหนดด้วยอำนาจตัณหาได้แล้ว สลัดทิ้งการกำหนด ด้วยอำนาจทิฏฐิได้แล้ว เพราะเป็นผู้ละการกำหนดด้วยอำนาจตัณหา สลัดทิ้งการกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิได้แล้ว ใครๆ จะพึงกำหนดพระอรหันต์นั้นด้วยราคะ โทสะโมหะ มานะ ทิฏฐิ อุทธัจจะ วิจิกิจฉา อนุสัย อะไรเล่าว่า “เป็นผู้กำหนัด เป็นผู้ขัดเคือง เป็นผู้หลง เป็นผู้ยึดติด เป็นผู้ยึดมั่น เป็นผู้ฟุ้งซ่าน เป็นผู้ลังเล หรือเป็นผู้ตกอยู่ในพลังกิเลส” พระอรหันต์ละอภิสังขารเหล่านั้นได้แล้ว เพราะเป็นผู้ละอภิสังขารได้แล้ว ใครๆจะพึงกำหนดคติด้วยเหตุอะไรเล่าว่า “เป็นผู้เกิดในนรก เป็นผู้เกิดในกำเนิดเดรัจฉานเป็นผู้เกิดในเปตวิสัย เป็นมนุษย์ เป็นเทพ เป็นผู้มีรูป เป็นผู้ไม่มีรูป เป็นผู้มีสัญญาเป็นผู้ไม่มีสัญญา หรือว่าเป็นผู้มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่” ใครๆ จะพึงกำหนดคือ กำหนดรู้ ถึงการกำหนดรู้ด้วยเหตุ ปัจจัย และการณ์ใด เหตุ ปัจจัย และการณ์นั้นไม่มี @เชิงอรรถ : @ ดูรายละเอียดข้อ ๒๕/๑๐๔-๑๐๕ @ เทียบกับความในข้อ ๒๘/๑๑๗

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๓๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๕. ปรมัฏฐกสุตตนิทเทส คำว่า ในโลก ได้แก่ ในอบายโลก มนุษยโลก เทวโลก ขันธโลก ธาตุโลกอายตนโลก รวมความว่า ใครๆ ในโลกนี้จะพึงกำหนด... ด้วยเหตุอะไรเล่า ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า พระอรหันต์นั้น ไม่มีทิฏฐิอันสัญญากำหนดไว้แม้นิดเดียว ในรูปที่เห็น ในเสียงที่ได้ยิน หรือในอารมณ์ที่รับรู้ในโลกนี้ ใครๆ ในโลกนี้จะพึงกำหนดพระอรหันต์นั้น ผู้เป็นพราหมณ์ ไม่ยึดถือทิฏฐิอยู่ ด้วยเหตุอะไรเล่า

ข้อ ๓๘

(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) พระอรหันตขีณาสพทั้งหลาย ย่อมไม่กำหนด ไม่เชิดชู แม้ธรรมทั้งหลาย พระอรหันต์เหล่านั้นก็ไม่ปรารถนาแล้ว พระอรหันต์ผู้เป็นพราหมณ์นั้น ใครๆ จึงนำไปด้วยศีลวัตรไม่ได้ เป็นผู้ถึงฝั่งแล้ว ไม่กลับมา เป็นผู้มั่นคง ว่าด้วยการกำหนด ๒ คำว่า ย่อมไม่กำหนด ไม่เชิดชู อธิบายว่า คำว่า กำหนด ได้แก่ การกำหนด ๒ อย่าง คือ (๑) การกำหนดด้วยอำนาจ ตัณหา (๒) การกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิ ...นี้ชื่อว่าการกำหนดด้วยอำนาจตัณหา ... นี้ชื่อว่าการกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิ การกำหนดด้วยอำนาจตัณหา เป็นอย่างไร คือ วัตถุที่ทำให้เป็นเขต เป็นแดน เป็นส่วน เป็นแผนก กำหนดถือเอา ยึดถือ ว่าเป็นของเรา ด้วยส่วนแห่งตัณหามีประมาณเท่าใด ย่อมยึดถือว่าเป็นของเรา ซึ่งวัตถุมีประมาณเท่านั้นว่า นี้ของเรา นั่นของเรา เท่านี้ของเรา ของเรามีประมาณเท่านี้@เชิงอรรถ : @ เทียบกับความในข้อ ๑๒/๕๘-๕๙

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๓๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๕. ปรมัฏฐกสุตตนิทเทส รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เครื่องปูลาด เครื่องนุ่งห่ม ทาสชายหญิง แพะ แกะไก่ สุกร ช้าง โค ม้า ลา ที่นา ที่สวน เงินทอง หมู่บ้าน นิคม ราชธานี แคว้น ชนบทกองพลรบ คลังหลวง แม้มหาปฐพีทั้งสิ้นย่อมยึดถือว่าเป็นของเราด้วยอำนาจตัณหาซึ่งจำแนกได้ ๑๐๘ นี้ชื่อว่าการกำหนดด้วยอำนาจตัณหา การกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิ เป็นอย่างไร คือ สักกายทิฏฐิมีวัตถุ ๒๐ มิจฉาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ อันตคาหิกทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ ทิฏฐิ การตกอยู่ในทิฏฐิ ความรกชัฏคือทิฏฐิ ความกันดารคือทิฏฐิ เสี้ยนหนาม คือทิฏฐิ ความดิ้นรนคือทิฏฐิ เครื่องผูกพันคือทิฏฐิ ความถือ ความถือมั่น ความ ยึดมั่น ความยึดมั่นถือมั่น ทางชั่ว ทางผิด ภาวะที่ผิด ลัทธิเดียรถีย์ ความถือ ขัดแย้ง ความถือวิปริต ความถือวิปลาส ความถือผิด ความถือในสิ่งที่ไม่เป็น ความจริงว่าเป็นจริงเห็นปานนี้ จนถึงทิฏฐิ ๖๒ นี้ชื่อว่าการกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิ พระอรหันต์เหล่านั้น ละการกำหนดด้วยตัณหาได้แล้ว สลัดทิ้งการกำหนด ด้วยอำนาจทิฏฐิได้แล้ว เพราะเป็นผู้ละการกำหนดด้วยอำนาจตัณหา สลัดทิ้งการ กำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิได้แล้ว พระอรหันต์จึงไม่กำหนด คือ ไม่ให้เกิด ไม่ให้เกิดขึ้นไม่ให้บังเกิด ไม่ให้บังเกิดขึ้น ซึ่งการกำหนดด้วยอำนาจตัณหา หรือการกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิ รวมความว่า ย่อมไม่กำหนด คำว่า ไม่เชิดชู อธิบายว่า คำว่า เชิดชู ได้แก่ การเชิดชู ๒ อย่าง คือ (๑) การเชิดชูด้วยอำนาจตัณหา (๒) การเชิดชูด้วยอำนาจทิฏฐิ ... นี้ชื่อว่าการเชิดชูด้วยอำนาจตัณหา ... นี้ชื่อว่าการเชิดชูด้วยอำนาจทิฏฐิ พระอรหันต์เหล่านั้นละการเชิดชูด้วยอำนาจตัณหาได้แล้ว สลัดทิ้งการเชิดชู ด้วยอำนาจทิฏฐิได้แล้ว เพราะเป็นผู้ละการเชิดชูด้วยอำนาจตัณหา สลัดทิ้งการเชิดชูด้วยอำนาจทิฏฐิได้แล้ว พระอรหันต์ก็ไม่เที่ยวเชิดชูตัณหาหรือทิฏฐิไว้ คือ ไม่มี ตัณหาเป็นธงชัย ไม่มีตัณหาเป็นยอดธง ไม่มีตัณหาเป็นใหญ่ ไม่มีทิฏฐิเป็นธงชัย ไม่มีทิฏฐิเป็นยอดธง ไม่มีทิฏฐิเป็นใหญ่ คือไม่ได้ถูกตัณหาหรือทิฏฐิครอบงำเที่ยวไปอยู่ รวมความว่า ย่อมไม่กำหนด ไม่เชิดชู

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๓๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๕. ปรมัฏฐกสุตตนิทเทส คำว่า แม้ธรรมทั้งหลายพระอรหันต์เหล่านั้น ก็ไม่ปรารถนาแล้ว อธิบายว่า ทิฏฐิ ๖๒ ตรัสเรียกว่า ธรรม คำว่า เหล่านั้น ได้แก่ พระอรหันตขีณาสพเหล่านั้น คำว่า ไม่ปรารถนาแล้ว อธิบายว่า ไม่ปรารถนาแล้วว่า “โลกเที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเป็นโมฆะ” ไม่ปรารถนาแล้วว่า “โลกไม่เที่ยง ... หลังจากตายแล้วตถาคต จะว่าเกิดอีกก็มิใช่ ไม่เกิดอีกก็มิใช่ นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเป็นโมฆะ”รวมความว่า แม้ธรรมทั้งหลายพระอรหันตขีณาสพเหล่านั้น ก็ไม่ปรารถนาแล้ว คำว่า ไม่ ในคำว่า พระอรหันต์ผู้เป็นพราหมณ์ ใครๆ จึงนำไปด้วยศีลวัตร ไม่ได้ เป็นคำปฏิเสธ คำว่า ผู้เป็นพราหมณ์ อธิบายว่า ที่ชื่อว่าพราหมณ์เพราะลอยธรรม ๗ ประการได้แล้ว คือ ๑. ลอยสักกายทิฏฐิได้แล้ว ... ไม่มีตัณหาและทิฏฐิอาศัย เป็นผู้มั่นคง บัณฑิตเรียกผู้นั้นว่า เป็นพราหมณ์ คำว่า ผู้เป็นพราหมณ์ ใครๆ ก็นำไปด้วยศีลวัตรไม่ได้ อธิบายว่า ผู้เป็น พราหมณ์ ย่อมไม่ดำเนินไป ไม่ออกไป ไม่ถูกพาไป ไม่ถูกนำไปด้วยศีล วัตรหรือศีลวัตรรวมความว่า ผู้เป็นพราหมณ์ ใครๆ จึงนำไปด้วยศีลวัตรไม่ได้ คำว่า เป็นผู้ถึงฝั่งแล้ว ไม่กลับมา เป็นผู้มั่นคง อธิบายว่า อมตนิพพาน ตรัสเรียกว่า ฝั่ง คือ ธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง เป็นที่สลัดทิ้งอุปธิทั้งหมด เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่คลายกำหนัด เป็นที่ดับกิเลส เป็นที่เย็นสนิท พระอรหันต์นั้น ถึงฝั่งบรรลุฝั่ง ถึงส่วนสุด บรรลุส่วนสุด ถึงปลายสุด บรรลุปลายสุด พระอรหันต์นั้นไม่มีการเวียนเกิด เวียนตาย และภพใหม่ก็ไม่มีอีก รวมความว่า เป็นผู้ถึงฝั่งแล้ว คำว่า ไม่กลับมา อธิบายว่า กิเลสเหล่าใดอริยบุคคลละได้แล้วด้วย โสดาปัตติมรรค อริยบุคคลก็ไม่มา ไม่กลับมา คือ ไม่หวนกลับมาสู่กิเลสเหล่านั้นอีกกิเลสเหล่าใด อริยบุคคลละได้แล้วด้วยสกทาคามิมรรค อริยบุคคลก็ไม่มา ไม่กลับมา@เชิงอรรถ : @ ตถาคต ดูเชิงอรรถข้อ ๑๖/๗๗ @ ดูรายละเอียดข้อ ๒๕/๑๐๔-๑๐๕

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๓๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๕. ปรมัฏฐกสุตตนิทเทส คือ ไม่หวนกลับมาสู่กิเลสเหล่านั้นอีก กิเลสเหล่าใด อริยบุคคลละได้แล้วด้วย อนาคามิมรรค อริยบุคคลก็ไม่มา ไม่กลับมา คือ ไม่หวนกลับมาสู่กิเลสเหล่านั้นอีกกิเลสเหล่าใด อริยบุคคลละได้แล้วด้วยอรหัตตมรรค อริยบุคคลก็ไม่มา ไม่กลับมาคือ ไม่หวนกลับมาสู่กิเลสเหล่านั้นอีก รวมความว่า เป็นผู้ถึงฝั่ง ไม่กลับมา ว่าด้วยพระอรหันต์ชื่อว่าเป็นผู้มั่นคง คำว่า เป็นผู้มั่นคง อธิบายว่า พระอรหันต์ เป็นผู้มั่นคงด้วยอาการ ๕ อย่าง คือ ๑. เป็นผู้มั่นคงในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ ๒. เป็นผู้มั่นคง เพราะเป็นผู้สละแล้ว ๓. เป็นผู้มั่นคง เพราะเป็นผู้ข้ามได้แล้ว ๔. เป็นผู้มั่งคง เพราะเป็นผู้พ้นแล้ว ๕. เป็นผู้มั่นคง เพราะแสดงออกซึ่งธรรมนั้นๆ พระอรหันต์เป็นผู้มั่นคงในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ เป็นอย่างไร คือ พระอรหันต์เป็นผู้มั่นคงทั้งในลาภและในความเสื่อมลาภ เป็นผู้มั่นคงทั้ง ในยศและในความเสื่อมยศ เป็นผู้มั่งคงทั้งในสรรเสริญและนินทา เป็นผู้มั่นคงทั้งในสุขและทุกข์ คนบางพวกเอาของหอมชะโลมแขนข้างหนึ่ง อีกพวกหนึ่งใช้มีดถากแขนอีกข้างหนึ่ง พระอรหันต์ก็ไม่มีความยินดีในการชะโลมด้วยของหอมโน้น ไม่มีความยินร้ายในการถากแขนโน้น พระอรหันต์ละความยินดีและความยินร้ายได้แล้ว ล่วงพ้นความดีใจและความเสียใจได้แล้ว ก้าวล่วงความยินดีและความยินร้ายได้แล้วพระอรหันต์ชื่อว่าเป็นผู้มั่นคงในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ เป็นอย่างนี้ พระอรหันต์เป็นผู้มั่นคง เพราะเป็นผู้สละแล้ว เป็นอย่างไร คือ พระอรหันต์สละ คลาย ปล่อย ละ สลัดทิ้ง ราคะ ... โทสะ ... โมหะ ... โกธะ ... อุปนาหะ ... มักขะ ... ปฬาสะ ... อิสสา ... มัจฉริยะ ... มายา ... สาเถยยะ... ถัมภะ ... สารัมภะ ... มานะ ... อติมานะ ... มทะ ... ปมาทะ ... กิเลสทุกชนิด ... ทุจริตทุกทาง ... ความกระวนกระวายทุกอย่าง ... ความเร่าร้อนทุกสถาน ... ความเดือดร้อนทุกประการ พระอรหันต์สละ คลาย ปล่อย ละ สลัดทิ้งอกุสลาภิสังขารทุกประเภทได้แล้ว พระอรหันต์ชื่อว่าเป็นผู้มั่นคง เพราะเป็นผู้สละแล้ว เป็นอย่างนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๓๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๕. ปรมัฏฐกสุตตนิทเทส พระอรหันต์เป็นผู้มั่นคง เพราะเป็นผู้ข้ามได้แล้ว เป็นอย่างไร คือ พระอรหันต์ข้าม ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง ก้าวพ้น ล่วงพ้นกาโมฆะ ภโวฆะ ทิฏโฐฆะ อวิชโชฆะ ทางแห่งสงสารทั้งปวงได้แล้ว พระอรหันต์นั้นอยู่(ในอริยวาสธรรม)แล้ว ประพฤติจรณธรรมแล้ว พระอรหันต์นั้นไม่มีการเวียนเกิด เวียนตาย และภพใหม่ก็ไม่มีอีก พระอรหันต์ชื่อว่าเป็นผู้มั่นคง เพราะเป็นผู้ข้ามได้แล้วเป็นอย่างนี้ พระอรหันต์เป็นผู้มั่นคง เพราะเป็นผู้พ้นแล้ว เป็นอย่างไร คือ พระอรหันต์มีจิตพ้น หลุดพ้น หลุดพ้นดีแล้วจากราคะ ... โทสะ ... โมหะ ... โกธะ ...อุปนาหะ ... มักขะ ... ปฬาสะ ... อิสสา ... มัจฉริยะ ... มายา ... สาเถยยะ ... ถัมภะ ... สารัมภะ ... มานะ ... อติมานะ ... มทะ ... ปมาทะ ... กิเลสทุกชนิด ... ทุจริตทุกทาง ... ความกระวนกระวายทุกอย่าง ... ความเร่าร้อนทุกสถาน... ความเดือดร้อนทุกประการ ... พระอรหันต์มีจิตพ้น หลุดพ้น หลุดพ้นดีแล้วจากอกุสลาภิสังขารทุกประเภท พระอรหันต์ชื่อว่าเป็นผู้มั่นคง เพราะเป็นผู้พ้นแล้วเป็นอย่างนี้ พระอรหันต์เป็นผู้มั่นคง เพราะแสดงออกซึ่งธรรมนั้นๆ เป็นอย่างไร คือ เมื่อศีลมีอยู่ พระอรหันต์ชื่อว่าเป็นผู้มั่นคง เพราะแสดงออกว่า เป็นผู้มีศีล เมื่อศรัทธามีอยู่ พระอรหันต์ชื่อว่าเป็นผู้มั่นคง เพราะแสดงออกว่า เป็นผู้มีศรัทธา เมื่อความเพียรมีอยู่ พระอรหันต์ชื่อว่าเป็นผู้มั่นคงเพราะแสดงออกว่า เป็นผู้มีความเพียร เมื่อสติมีอยู่ พระอรหันต์ชื่อว่าเป็นผู้มั่นคง เพราะแสดงออกว่า เป็นผู้มีสติ เมื่อสมาธิมีอยู่ พระอรหันต์ชื่อว่าเป็นผู้มั่นคง เพราะแสดงออกว่า เป็นผู้ตั้งมั่น

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๔๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๕. ปรมัฏฐกสุตตนิทเทส เมื่อปัญญามีอยู่ พระอรหันต์ชื่อว่าเป็นผู้มั่นคง เพราะแสดงออกว่า เป็นผู้มีปัญญา เมื่อวิชชามีอยู่ พระอรหันต์ชื่อว่าเป็นผู้มั่นคง เพราะแสดงออกว่า เป็นผู้มี วิชชา ๓ เมื่ออภิญญามีอยู่ พระอรหันต์ชื่อว่าเป็นผู้มั่นคง เพราะแสดงออกว่า เป็นผู้มี อภิญญา ๖ พระอรหันต์ชื่อว่าเป็นผู้มั่นคง เพราะแสดงออกซึ่งธรรมนั้นๆ เป็นอย่างนี้ รวมความว่า เป็นผู้ถึงฝั่ง ไม่กลับมา เป็นผู้มั่นคง ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า พระอรหันตขีณาสพทั้งหลาย ย่อมไม่กำหนด ไม่เชิดชู แม้ธรรมทั้งหลายพระอรหันต์เหล่านั้นก็ไม่ปรารถนาแล้ว พระอรหันต์ผู้เป็นพราหมณ์นั้น ใครๆ จึงนำไปด้วยศีลวัตรไม่ได้ เป็นผู้ถึงฝั่งแล้ว ไม่กลับมา เป็นผู้มั่นคง ปรมัฏฐกสุตตนิทเทสที่ ๕ จบ @เชิงอรรถ : @ วิชชา ๓ คือ ความรู้แจ้ง ความรู้แจ้งวิเศษ (๑) ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (ญาณเป็นเหตุระลึกขันธ์ที่อาศัย@อยู่ในก่อน ระลึกชาติได้) (๒) จุตูปปาตญาณ (ญาณกำหนดรู้จุติและอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลายอันเป็นไปตาม@กรรม เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลาย) (๓) อาสวักขยญาณ (ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่ง@อาสวะทั้งหลาย ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ ความตรัสรู้) (ที.ปา. ๑๑/๓๐๕/๑๙๗)@ อภิญญา ๖ คือความรู้ยิ่งยวด (๑) อิทธิวิธี ความรู้ทำให้แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้ (๒) ทิพพโสต ญาณที่@ทำให้มีหูทิพย์ (๓) เจโตปริยญาณ ญาณที่ทำให้กำหนดใจคนอื่นได้ (๔) ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ญาณ@ที่ทำให้ระลึกชาติได้ (๕) ทิพพจักขุ ญาณที่ทำให้มีตาทิพย์ (๖) อาสวักขยญาณ ญาณที่ทำให้อาสวะสิ้นไป ๕@ข้อแรกเป็นโลกียะ (โลกียอภิญญา) ข้อท้ายเป็นโลกุตตระ (ที.สี.(แปล) ๙/๒๓๔-๒๔๘/๗๗-๘๔)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๔๑}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาปรมัฏฐกสูตรที่ ๕

ในปรมัฏฐกสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

บทว่า ปรมนฺติ ทิฏฺฐีสุ ปริพฺพสาโน ความว่า ยึดถืออยู่ในทิฏฐิของตนๆ ว่าสิ่งนี้ยอดเยี่ยม.

บทว่า ยทุตฺตรึ กุรุเต ความว่า ย่อมทำสิ่งใด มีศาสดาของตนเป็นต้นให้ประเสริฐที่สุด.

บทว่า หีนาติ อญฺเญ ตโต สพฺพมาห ความว่า ชันตุชนนั้นกล่าวสิ่งทั้งปวง เว้นศาสดาของตนเป็นต้นนั้น ชื่อว่าอื่นจากสิ่งนั้น ชื่อว่าเหล่านี้เลวทั้งหมด.

บทว่า ตสฺมา วิวาทานิ อวีติวตฺโต ความว่า เพราะเหตุนั้น ชันตุชนนั้นย่อมเป็นผู้ไม่ล่วงเลยการทะเลาะเพราะทิฏฐิได้เลย.

บทว่า วสนฺติ ความว่า อยู่ด้วยสามารถทิฏฐิที่เกิดขึ้นครั้งแรก.

บทว่า สํวสนฺติ ความว่า เข้าไปอยู่.

บทว่า อาวสนฺติ ความว่า อยู่โดยวิเศษ.

บทว่า ปริวสนฺติ ความว่า อยู่โดยภาวะทุกอย่าง.

พระสารีบุตรเถระเมื่อจะยังบทนั้นให้สำเร็จด้วยอุปมา จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ยถา อาคาริกา วา ดังนี้.

บทว่า อาคาริกา วา ได้แก่ พวกเจ้าของเรือน.

บทว่า ฆเรสุ วสนฺติ ความว่า เป็นผู้ปราศจากความหวาดหวั่นอยู่อาศัยในเรือนของตน.

บทว่า สาปตฺติกา วา ได้แก่ ผู้มากด้วยอาบัติ.

บทว่า สกิเลสา ได้แก่ ผู้มากด้วยกิเลสมีราคะเป็นต้น.

บทว่า อุตฺตรึ กโรติ ความว่า กระทำให้ยิ่งเกิน.

บทว่า อยํ สตฺถา สพฺพญฺญู ความว่า พระศาสดาของพวกเรานี้รู้ธรรมทั้งปวง.

บทว่า สพฺเพ ปรปฺปวาเท ขิปติ ความว่า ทิ้งลัทธิอื่นทั้งหมด.

บทว่า อุกฺขิปติ ความว่า นำออก.

บทว่า ปริกฺขิปติ ความว่า ทำลับหลัง.

บทว่า ทิฏฺฐิเมธคานิ ได้แก่ ความมุ่งร้ายเพราะทิฏฐิ.

คาถาที่ ๒ มีเนื้อความดังต่อไปนี้ :-

ผู้ไม่ล่วงเลยไปได้อย่างนี้ เห็นอานิสงส์ใดคือมีประการดังกล่าวแล้วในก่อน ในตนกล่าวคือทิฏฐิที่เกิดขึ้นในวัตถุ ๔ เหล่านี้ คือ ในรูปที่เห็น ในเสียงที่ได้ยิน ในศีลและพรต ในอารมณ์ที่ทราบ ผู้ไม่ล่วงเลยไปได้นั้นยึดมั่นอานิสงส์ในทิฏฐิของตนนั้นว่าสิ่งนี้ประเสริฐที่สุด เห็นสิ่งอื่นทั้งปวงมีศาสดาอื่นเป็นต้นโดยความเป็นของเลว.

บทว่า เทฺว อานิสงฺเส ปสฺสติ ความว่า แลดูคุณ ๒ ประการ.

บทว่า ทิฏฺฐธมฺมิกญฺจ ได้แก่ คุณที่ให้ผลในปัจจุบัน คือในอัตภาพที่ประจักษ์.

บทว่า สมฺปรายิกญฺจ ได้แก่ คุณที่พึงได้เฉพาะในโลกหน้า.

บทว่า ยํทิฏฺฐิโก สตฺถา ความว่า เป็นผู้มีลัทธิอย่างใด คือเป็นเจ้าลัทธิเดียรถีย์.

บทว่า อลํ นาคตฺตาย วา ความว่า ต้องการเพื่อความเป็นนาค. แม้ในความเป็นครุฑก็นัยนี้แหละ.

บทว่า เทวตฺตาย วา ได้แก่ เพื่อความเป็นสมมติเทพเป็นต้น

บทว่า อายตึ ผลปฏิกงฺขี โหติ ความว่า ย่อมปรารถนาผลอันเป็นวิบากในอนาคต.

บทว่า ทิฏฺฐวิสุทฺธิยาปิ เทฺว อานิสงฺเส ปสฺสติ ความว่า แลดูคุณ ๒ ประการ ด้วยการยึดถือสิ่งที่ตนยึดถือ แม้เพราะความเป็นเหตุแห่งความหมดจด ด้วยสามารถแห่งรูปายตนะที่เห็นด้วยจักขุวิญญาณ.

แม้ในความหมดจดด้วยเสียงที่ได้ยินเป็นต้น ก็นัยนี้แหละ.

คาถาที่ ๓ มีเนื้อความดังต่อไปนี้ :-

ผู้ฉลาดทั้งหลายย่อมกล่าวทัศนะที่ตนแม้เห็นอยู่อย่างนี้ อาศัยศาสดาของตนเป็นต้น เห็นผู้อื่นมีศาสดาอื่นเป็นต้นว่าเลว นั้นว่าเป็นเครื่องร้อยรัดนั่นเทียว. มีอธิบายว่า เครื่องผูกพัน เพราะข้อนั้นแหละ ฉะนั้นภิกษุจึงไม่อาศัยรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ทราบ หรือศีลและพรต. มีอธิบายว่า ไม่ยึดมั่น.

บทว่า กุสลา ได้แก่ ผู้ฉลาดในเพราะรู้ธรรมมีขันธ์เป็นต้น.

บทว่า ขนฺธกุสลา ได้แก่ ผู้ฉลาดในขันธ์ ๕ มีรูปขันธ์เป็นต้น.

แม้ในธาตุอายตนะ ปฏิจจสมุปบาท สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ มรรค ผลและนิพพาน ก็นัยนี้แหละ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มคฺคกุสลา ได้แก่ ฉลาด ในมรรค ๔.

บทว่า ผลกุสลา ได้แก่ ฉลาดในผล ๔.

บทว่า นิพฺพานกุสลา ได้แก่ ฉลาดในนิพพาน ๒ อย่าง.

บทว่า เต กุสลา ได้แก่ ผู้ฉลาดเหล่านั้นเป็นผู้ฉลาดในประการที่กล่าวแล้วเหล่านี้.

บทว่า เอวํ วทนฺติ ความว่า กล่าวอย่างนี้.

บทว่า คณฺโฐ เอโส ความว่า ผู้ฉลาดย่อมกล่าวทัศนะที่อาศัยศาสดาของตนผู้เห็นอยู่เป็นต้น และทัศนะอื่นมีศาสดาอื่นเป็นต้น โดยความเป็นของเลวว่า นี้เป็นกิเลสเครื่องร้อยรัดคือผูกพัน.

บทว่า ลมฺพนํ เอตํ ความว่า ทัศนะนั้นคือมีประการดังกล่าวแล้ว เป็นกิเลสเครื่องยึดเหนี่ยวลงต่ำ ดุจคล้องไว้ที่หลักที่แขวนหมวก.

บทว่า พนฺธนํ เอตํ ความว่า ชื่อว่าเป็นกิเลสเครื่องผูกพัน ดุจเครื่องผูกพันมีโซ่เป็นต้น เพราะอรรถว่ายากที่จะตัดออก.

บทว่า ปลิโพโธ เอโส ความว่า นี้ชื่อว่าเป็นกิเลสเครื่องผูกพัน เพราะอรรถว่าไม่ยอมให้ออกจากสงสาร.

คาถาที่ ๔ มีเนื้อความดังต่อไปนี้ :-

ภิกษุไม่พึงอาศัยรูปที่เห็นและเสียงที่ได้ยินเป็นต้นอย่างเดียวก็หามิได้. ก็อีกอย่างหนึ่ง ไม่พึงกำหนดแม้ทิฏฐิสูงๆ ขึ้นไป ซึ่งมิได้เกิดในโลก. มีอธิบายว่า ไม่พึงให้เกิดเช่นไร? ไม่พึงกำหนดทิฏฐิที่ตนจักกำหนดด้วยญาณหรือแม้ด้วยศีลและวัตร คือด้วยญาณมีญาณในสมาบัติเป็นต้น หรือด้วยศีลและวัตรนั้น ภิกษุไม่พึงกำหนดทิฏฐิอย่างเดียวก็หามิได้ ก็อีกอย่างหนึ่ง ไม่พึงนำเข้าไปซึ่งตนว่าเป็นผู้เสมอเขา ด้วยเหตุมีชาติเป็นต้น หรือไม่พึงสำคัญว่าเลวกว่าเขา หรือแม้ว่าวิเศษกว่าเขา แม้เพราะมานะ.

บทว่า อฏฺฐสมาปตฺติญาเณน วา ความว่า ด้วยปัญญาอันสัมปยุตด้วยสมาบัติ ๘.

บทว่า ปญฺจาภิญฺญาญาเณน วา ความว่า ด้วยปัญญาอันสัมปยุตด้วยอภิญญา ๕ อันเป็นโลกิยะ.

บทว่า มิจฺฉาญาเณน วา ความว่า ด้วยปัญญาที่เป็นไปโดยสภาพวิปริต หรือด้วยมิจฉาญาณที่เกิดขึ้นอย่างนี้ ในสิ่งที่ยังไม่พ้นว่า พวกเราพ้นแล้ว.

คาถาที่ ๕ มีเนื้อความดังต่อไปนี้ :-

ก็นรชนนั้นไม่กำหนดและไม่สำคัญทิฏฐิอย่างนี้ ละตนแล้วไม่ถือมั่น คือละตนที่เคยยึดถือแล้วไม่ยึดถือตนอื่นอีก ย่อมไม่กระทำนิสัย ๒ อย่างในเพราะญาณแม้นั้นคือแม้ในญาณที่มีประการดังกล่าวแล้ว และเมื่อไม่กระทำ นรชนนั้นแล เมื่อเหล่าสัตว์แยกกันคือแตกกันด้วยสามารถแห่งทิฏฐิต่างๆ เป็นผู้แล่นไปกับพวก คือเป็นผู้มีอันไม่ไปด้วยสามารถความพอใจเป็นต้นเป็นธรรมดา ย่อมไม่ถึงเฉพาะซึ่งทิฏฐิอะไรๆ ในบรรดาทิฏฐิ ๖๒ มีอธิบายว่า ย่อมไม่กลับมา.

บทว่า จตูหิ อุปาทาเนหิ ได้แก่ ด้วยความยึดมั่น ๔ อย่าง มีกามุปาทานเป็นต้น.

บทว่า ส เว ววฏฺฐิเตสุ ความว่า บุคคลนั้น เมื่อคนทั้งหลายไม่ปรารถนากันและกัน.

บทว่า ภินฺเนสุ ความว่า แตกกันเป็น ๒ พวก.

บัดนี้ พระสารีบุตรเถระ เพื่อจะกล่าวสรรเสริญพระขีณาสพที่กล่าวไว้ในคาถานี้นั้น จึงกล่าวคาถา ๓ คาถาว่า ยสฺสูภยนฺเต เป็นต้น.

บรรดาคาถา ๓ คาถานั้น คาถาแรกมีเนื้อความดังต่อไปนี้ :-

บทว่า ยสฺสูภยนฺเต ความว่า ต่างโดยผัสสะที่กล่าวแล้วในก่อนเป็นต้น.

บทว่า ปณิธิ ได้แก่ ตัณหา.

บทว่า ภวาภวาย ได้แก่ เพื่อเกิดบ่อยๆ.

บทว่า อิธ วา หุรํ วา ได้แก่ ในโลกนี้ต่างโดยอัตภาพของตนเป็นต้น หรือในโลกหน้าต่างโดยอัตภาพของผู้อื่นเป็นต้น.

บทว่า ผสฺโส เอโก อนฺโต ความว่า จักขุสัมผัสเป็นต้นเป็นส่วนที่ ๑.

บทว่า ผสฺสสมุทโย ความว่า มีวัตถุเป็นอารมณ์ เพราะตั้งขึ้นคือเกิดขึ้น ผัสสะนั้นจึงชื่อสมุทัย.

บทว่า ทุติโย อนฺโต ความว่า เป็นส่วนที่ ๒.

บทว่า อตีตํ ความว่า เป็นไปล่วงแล้ว ชื่อว่าอดีต. มีอธิบายว่าก้าวล่วง.

บทว่า อนาคตํ ความว่า ยังไม่มาถึง ชื่อว่าอนาคต. มีอธิบายว่า ยังไม่เกิดขึ้น.

สุขเวทนาเป็นต้น ท่านกล่าวด้วยสามารถเป็นวิสภาคกัน หมวด ๒ แห่งนามรูป ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งการนอบน้อมและการเปลี่ยนแปลง อายตนะภายในเป็นต้น ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งอายตนะภายในและอายตนะภายนอก กายของตนเป็นต้น พึงทราบว่าท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งความเป็นไป และความเกิดขึ้นแห่งขันธปัญจกทั้งหลาย.

บทว่า สกตฺตภาโว ได้แก่ อัตภาพของตน.

บทว่า ปรตฺตภาโว ได้แก่ อัตภาพของผู้อื่น.

คาถาที่ ๒ มีเนื้อความดังต่อไปนี้ :-

บทว่า ทิฏฺเฐ วา ได้แก่ ในความหมดจดเพราะรูปที่เห็นบ้าง.

ในเสียงที่ได้ยินเป็นต้นก็นัยนี้.

บทว่า สญฺญา ได้แก่ ทิฏฐิที่สัญญาให้เกิดขึ้น.

บทว่า อปรามสนฺตํ ความว่า ไม่ถือมั่นด้วยตัณหามานะและทิฏฐิ.

บทว่า อภินิวิสนฺตํ ความว่า ไม่ยึดมั่นด้วยตัณหามานะและทิฏฐิเหล่านั้น.

บทว่า วินิพนฺโธติ วา ความว่า หรือว่า ผูกพันด้วยมานะ.

บทว่า ปรามฏฺโฐติ วา ความว่า หรือว่า ถือมั่นด้วยความเที่ยงความสุขและความงามเป็นต้นแต่ผู้อื่น.

บทว่า วิกฺเขปคโต ท่านกล่าวด้วยสามารถอุทธัจจะ.

บทว่า อนิฏฺฐงฺคโต ท่านกล่าวด้วยสามารถวิจิกิจฉา.

บทว่า ถามคโต ท่านกล่าวด้วยสามารถอนุสัย.

บทว่า คติยา ท่านกล่าวด้วยสามารถ ภพที่จะพึงไป.

คาถาที่ ๓ มีเนื้อความดังต่อไปนี้ :-

บทว่า ธมฺมาปิ เตสํ น ปฏิจฺฉิตา เส ความว่า แม้ธรรมคือทิฏฐิ ๖๒ อันพระอรหันต์เหล่านั้นไม่ปรารถนาเฉพาะอย่างนี้ว่า สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเป็นโมฆะ.

บทว่า ปารงฺคโต น ปจฺเจติ ตาทิ ความว่า พระอรหันต์ผู้ถึงฝั่งคือนิพพาน ย่อมไม่มาสู่กิเลสทั้งหลายที่ละได้แล้วด้วยมรรคนั้นๆ อีกและเป็นผู้คงที่ด้วยอาการ ๕ บทที่เหลือปรากฏแล้วทั้งนั้น.

บทว่า วีสติวตฺถุกา สกฺกายทิฏฺฐิ ได้แก่ ทิฏฐิในวิชชมานกายซึ่งกระทำขันธ์ ๕ เป็นที่ตั้ง เป็นไปโดยอาการสี่ๆ ในขันธ์หนึ่งๆ โดยนัยเป็นต้นว่า พิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นตน.

บทว่า ทสวตฺถุกา มิจฺฉาทิฏฺฐิ ได้แก่ ทิฏฐิที่เป็นไปโดยนัยเป็นต้นว่า ทานที่ให้แล้ว ไม่มีผล.

บทว่า อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ทิฏฐิที่ถือเอาว่า ส่วนสุดหนึ่งๆ มีอยู่ ซึ่งเป็นไปโดยนัยเป็นต้นว่า โลกเที่ยง สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเป็นโมฆะ.

บทว่า ยา เอวรูปา ทิฏฺฐิ เป็นบทตั้ง ซึ่งทั่วไปแก่บท ๑๙ บทที่กล่าวอยู่ในบัดนี้ พึงเชื่อมความแม้ทั้งหมดว่า ทิฏฐิอันใด ความไปคือทิฏฐิก็อันนั้นแหละ ทิฏฐิอันใดรกเรี้ยวคือทิฏฐิก็อันนั้นแหละ.

อันใดชื่อว่าทิฏฐิ เพราะอรรถว่าเห็นไม่แน่นอน อันนั้นแหละชื่อว่าทิฏฐิคตะ เพราะอรรถว่าไป คือเห็นในทิฏฐิทั้งหลาย เพราะหยั่งลงภายในทิฏฐิ ๖๒. เนื้อความของบทนั้นกล่าวไว้แล้วทีเดียวแม้ในหนหลัง ชื่อว่าทิฏฐิคตะ เพราะไปแล้วโดยส่วนเดียวของส่วนสุดทั้ง ๒.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สสฺสโต ได้แก่ เที่ยง.

บทว่า โลโก ได้แก่ ตน.

สรีระในโลกนี้เท่านั้นพินาศไป แต่ตนคงเป็นตนนั่นแหละทั้งในโลกนี้และโลกหน้า เข้าใจกันดังนี้. ก็ตนนั้น เข้าใจกันว่าโลก เพราะวิเคราะห์ว่าแลดูเป็นสามัญทั้งนั้น.

บทว่า อสสฺสโต ได้แก่ ไม่เที่ยง ตนย่อมพินาศไปพร้อมกับสรีระเข้าใจกันดังนี้.

บทว่า อนฺตวา ความว่า ทำฌานให้เกิดขึ้นในกสิณเล็กน้อยแล้ว เข้าใจเจตนาที่มีกสิณเล็กน้อยเป็นอารมณ์นั้นว่าเป็นตนที่มีในที่สุดรอบ.

บทว่า อนนฺตวา ความว่า มีที่สุดหามิได้ คือทำฌานให้เกิดขึ้นในกสิณหาประมาณมิได้แล้วเข้าใจเจตนาที่มีกสิณหาประมาณมิได้เป็นอารมณ์นั้น ว่าเป็นตนที่มีที่สุดรอบหามิได้.

บทว่า ตํ ชีวํ ตํ สรีรํ ความว่า ทั้งชีพทั้งสรีระก็อันนั้นแหละ.

บทว่า ชีโว ได้แก่ ตน ท่านกล่าวเป็นนปุงสกลิงค์ด้วยลิงควิปลาส.

บทว่า สรีรํ ความว่า ชื่อว่าขันธปัญจกะ ด้วยอรรถว่ายินดี.

บทว่า อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรํ ความว่า ชีพเป็นอย่างหนึ่ง ขันธปัญจกะเป็นอีกอย่างหนึ่ง.

บทว่า โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา ความว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่มรณะ ย่อมมีคือมีอยู่ ไม่พินาศไป.

ก็บทว่า ตถาคโต นี้ เป็นชื่อของสัตว์ แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า บทว่า ตถาคโต ได้แก่ พระอรหันต์.

บทว่า อิเม น โหติ ความว่า เห็นโทษในฝ่ายหนึ่ง แล้วถือเอาอย่างนี้.

บทว่า น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา ความว่า แม้ขันธ์ทั้งหลายย่อมพินาศในโลกนี้เท่านั้น และสัตว์เบื้องหน้าแต่มรณะย่อมไม่มี คือขาดสูญ.

บทว่า อิเม โหติ ความว่าเห็นโทษในฝ่ายหนึ่งแล้วถือเอาอย่างนี้

บทว่า โหติ จ น จ โหติ ความว่า พระอรหันต์เหล่านี้เห็นโทษในการยึดถือฝ่ายหนึ่งๆ แล้วถือเอาทั้งสองฝ่าย.

บทว่า เนว โหติ น น โหติ ความว่า พระอรหันต์เหล่านี้เห็นการต้องโทษ ๒ อย่างในการยึดถือทั้ง ๒ ฝ่าย จึงถือฝ่ายที่ดิ้นได้ไม่ตายตัวว่า มีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี.

ก็ในข้อนี้มีนัยแห่งอรรถกถาดังต่อไปนี้ :

ท่านกล่าวประเภทแห่งทิฏฐิโดยอาการ ๑๐ อย่างว่า สสฺสโต โลโก วา เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สสฺสโต โลโก ความว่า ทิฏฐิที่เป็นไปโดยอาการยึดถือว่าเที่ยง ของผู้ที่ยึดถือว่าขันธปัญจกะชื่อว่าโลก แล้วยึดถือว่า โลกนี้เที่ยง ยั่งยืน เป็นไปทุกกาล.

บทว่า อสสฺสโต ความว่า ทิฏฐิที่เป็นไปโดยอาการยึดถือว่าขาดสูญของผู้ที่ยึดถือโลกนั้นนั่นแหละว่า ขาดสูญ คือพินาศ.

บทว่า อนฺตวา ความว่า ทิฏฐิที่เป็นไปโดยอาการยึดถือว่าโลกมีที่สุด ของผู้ได้กสิณเล็กน้อย ผู้เข้ากสิณเพียงกระด้งหรือเพียงถ้วย ยึดถือรูปธรรมและอรูปธรรมที่เป็นไปภายในสมาบัติ ว่าโลกด้วย ว่ามีที่สุด โดยที่กำหนดด้วยกสิณด้วย ทิฏฐินั้นย่อมเป็นทั้งสัสสตทิฏฐิทั้งอุจเฉททิฏฐิ แต่ผู้ได้กสิณไพบูลย์ เข้ากสิณนั้น ยึดถือรูปธรรมและอรูปธรรมที่เป็นไปภายในสมาบัติ ว่าโลกด้วย ว่าไม่มีที่สุดโดยที่สุดที่กำหนดด้วยกสิณด้วย ย่อมมีทิฏฐิที่เป็นไปโดยอาการยึดถือว่าโลกไม่มีที่สุด ทิฏฐินั้นก็เป็นทั้งสัสสตทิฏฐิทั้งอุจเฉททิฏฐิ.

บทว่า ตํ ชีวํ ตํ สรีรํ ความว่า ทิฏฐิที่เป็นไปโดยอาการยึดถือว่าขาดสูญ ว่าเมื่อสรีระขาดสูญ แม้ชีพก็ขาดสูญ เพราะยึดถือว่า เป็นชีพของสรีระซึ่งมีการแตกไปเป็นธรรมดานั่นเองด้วยบทที่ ๒ ท่านกล่าวทิฏฐิที่เป็นไปโดยอาการยึดถือว่าเที่ยง ว่าแม้เมื่อสรีระขาดสูญ ชีพก็ไม่ขาดสูญ เพราะถือว่าชีพเป็นอื่นจากสรีระ.

ในบทว่า โหติ ตถาคโต เป็นต้นมีความว่า ทิฏฐิ ๑ ชื่อว่าสัสสตทิฏฐิ เพราะยึดถือว่า สัตว์ชื่อว่าตถาคต สัตว์นั้นเบื้องหน้าแต่มรณะ มีอยู่. ทิฏฐิที่ ๒ ชื่อว่าอุจเฉททิฏฐิ เพราะยึดถือว่าไม่มีอยู่. ทิฏฐิที่ ๓ ชื่อว่าเอกัจจสัสสต เพราะยึดถือว่ามีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี. ทิฏฐิที่ ๔ ชื่อว่าอมราวิกเขปทิฏฐิ เพราะยึดถือว่า มีอยู่ก็หามิได้ ไม่มีอยู่ก็หามิได้.

ทิฏฐิ ๑๐ อย่างมีประการดังกล่าวแล้วด้วยประการฉะนี้.

ทิฏฐิมี ๒ อย่างตามกิเลส คือภวทิฏฐิ ๑ วิภวทิฏฐิ ๑ ในทิฏฐิ ๒ อย่างนั้น แม้สักอย่างหนึ่ง พระขีณาสพเหล่านั้นก็ไม่ปรารถนา.

บทว่า เย กิเลสา ความว่า กิเลสเหล่าใดอันอริยบุคคลละแล้วด้วยโสดาปัตติมรรค อริยบุคคลนั้นย่อมไม่กลับถึงกิเลสเหล่านั้นอีก คือไม่ยังกิเลสเหล่านั้นให้กลับบังเกิดอีก.

บทว่า น ปจฺจาคจฺฉติ ความว่า ไม่มาภายหลัง.

บทว่า ปญฺจหากาเรหิ ตาทิ ความว่า เป็นผู้เช่นกับด้วยเหตุหรือส่วน ๕ อย่าง.

บทว่า อิฏฺฐานิฏฺเฐ ตาทิ ความว่า เป็นผู้เช่นกับในเหตุ ๒ อย่าง คืออิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ เพราะเปลื้องความยินดีและยินร้ายได้ ตั้งอยู่.

บทว่า จตฺตาวี ได้แก่ สละกิเลสทั้งหลาย.

บทว่า ติณฺณาวี ได้แก่ ก้าวล่วงสงสาร.

บทว่า มุตฺตาวี ได้แก่ พ้นจากราคะเป็นต้น.

บทว่า ตํ นิทฺเทสา ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้เช่นกัน เพราะแสดงออกคือกล่าวชี้แจงด้วยคุณมีศีลและศรัทธาเป็นต้นนั้นๆ.

พระสารีบุตรเถระประสงค์จะกล่าวอาการ ๕ อย่างนั้นให้พิสดาร จึงกล่าวว่า กถํ อรหา อิฏฐานิฏฺเฐ ตาทิ เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ลาเภปิ ความว่า แม้ในการได้ปัจจัย ๔.

บทว่า อลาเภปิ ความว่า แม้ในการเสื่อมปัจจัย ๔ เหล่านั้น.

บทว่า ยเสปิ ได้แก่ แม้ในบริวาร.

บทว่า อยเสปิ ได้แก่ แม้ในคราวเสื่อมบริวาร.

บทว่า ปสํสายปิ ได้แก่ แม้ในการกล่าวสรรเสริญ.

บทว่า นินฺทายปิ ได้แก่ แม้ในการติเตียน.

บทว่า สุเขปิ ได้แก่ แม้ในความสุขทางกาย.

บทว่า ทุกฺเขปิ ได้แก่ แม้ในความทุกข์ทางกาย.

บทว่า เอกํ เจ พาหํ คนฺเธน ลิมฺเปยฺยุํ ความว่า หากชนทั้งหลายพึงให้การลูบไล้เบื้องบนๆ แขนข้างหนึ่ง ด้วยของหอมที่ปรุงด้วยจตุรชาติ.

บทว่า วาสิยา ตจฺเฉยฺยํ ความว่า หากนายช่างเอามีดถากแขนข้างหนึ่งทำให้บาง.

บทว่า อมุสฺมึ นตฺถิ ราโค ความว่า ความเสน่หาในการลูบไล้ด้วยของหอมโน้นไม่มี คือมีอยู่หามิได้.

บทว่า อมุสฺมึ นตฺถิ ปฏิฆํ ความว่า ความยินร้ายกล่าวคือการกระทบ ได้แก่ความโกรธ ในการถากด้วยมีดโน้นไม่มี คือมีอยู่หามิได้.

บทว่า อนุนยปฏิฆวิปฺปหีโน ความว่า ละความเสน่หาและความโกรธตั้งอยู่.

บทว่า อุคฺฆาตินิคฺฆาติ วีติวตฺโต ความว่า ก้าวล่วงการช่วยเหลือด้วยสามารถแห่งความยินดี และการข่มขี่ด้วยสามารถแห่งความยินร้ายตั้งอยู่.

บทว่า อนุโรธวิโรธสมติกฺกนฺโต ความว่า ก้าวล่วงโดยชอบซึ่งความยินดีและความยินร้าย.

บทว่า สีเล สติ ความว่า เมื่อศีลมีอยู่.

บทว่า สีลวา ความว่า ถึงพร้อมด้วยศีล.

พระอรหันต์ย่อมได้การแสดงออกคือการกล่าวด้วยศีลนั้น เหตุนั้นจึงชื่อว่าเป็นผู้คงที่.

แม้ในบทอย่างนี้ว่า สทฺธาย สติ สทฺโธ เป็นต้นก็นัยนี้แหละ.

สัทธัมมปัชโชติกา อรรถกถาขุททกนิกาย มหานิทเทส อรรถกถาปรมัฏฐกสุตตนิทเทส จบสูตรที่ ๕ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา