๔. สุทธัฏฐกสุตตนิทเทส
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
จตุตฺโถ สุทฺธฏฺฐกสุตฺตนิทฺเทโส
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส สุทธัฏฐกสุตตนิทเทสที่ ๔
ปสฺสามิ สุทฺธํ ปรมํ อโรคํ ทิฏฺเฐน สํสุทฺธิ นรสฺส โหติ เอวาภิชานํ ปรมนฺติ ญตฺวา สุทฺธานุปสฺสีติ ปจฺเจติ ญาณํ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เราย่อมเห็นนรชนผู้หมดจด ว่าเป็นผู้ไม่มีโรคเป็นอย่างยิ่ง ความหมดจดดี ย่อมมีแก่นรชนเพราะความเห็น บุคคลเมื่อรู้เฉพาะอย่างนี้ รู้แล้วว่า ความเห็นนี้เป็นเยี่ยม ดังนี้ ย่อมเชื่อว่า ความเห็นนั้นเป็นญาณ บุคคลนั้นชื่อว่าเป็นผู้พิจารณาเห็นความหมดจด. ว่าด้วยผู้พิจารณาเห็นความหมดจด
ปสฺสามิ สุทฺธํ ปรมํ อโรคนฺติ ปสฺสามิ สุทฺธนฺติ ปสฺสามิ สุทฺธํ ทกฺขามิ สุทฺธํ โอโลเกมิ สุทฺธํ นิชฺฌายามิ สุทฺธํ อุปปริกฺขามิ สุทฺธํ ฯ ปรมํ อโรคนฺติ ปรมํ อาโรคฺยปฺปตฺตํ เขมปฺปตฺตํ ตาณปฺปตฺตํ เลณปฺปตฺตํ สรณปฺปตฺตํ ปรายนปฺปตฺตํ อภยปฺปตฺตํ อจฺจุตปฺปตฺตํ อมตปฺปตฺตํ นิพฺพานปฺปตฺตนฺติ ปสฺสามิ สุทฺธํ ปรมํ อโรคํ ฯ
คำว่า เราย่อมเห็นนรชนผู้หมดจดว่า เป็นผู้ไม่มีโรคเป็นอย่างยิ่ง มีความว่าเราย่อมเห็นนรชนผู้หมดจด คือเราย่อมเห็น ย่อมแลดู เพ่งดู ตรวจดู พิจารณาเห็นนรชนผู้หมดจด. คำว่า ไม่มีโรคเป็นอย่างยิ่ง คือ ถึงความเป็นผู้ไม่มีโรคเป็นอย่างยิ่ง ถึงธรรมอันเกษมถึงธรรมเป็นที่ต้านทาน ถึงธรรมเป็นที่เว้น ถึงธรรมเป็นสรณะ ถึงธรรมเป็นที่ไปข้างหน้าถึงธรรมไม่มีภัย ถึงธรรมไม่เคลื่อน ถึงธรรมไม่ตาย ถึงนิพพาน เป็นอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า เราย่อมเห็นนรชนผู้หมดจด ว่าเป็นผู้ไม่มีโรค เป็นอย่างยิ่ง.
ทิฏฺเฐน สํสุทฺธิ นรสฺส โหตีติ จกฺขุวิญฺญาเณน รูปทสฺสเนน นรสฺส สุทฺธิ วิสุทฺธิ ปริสุทฺธิ มุตฺติ วิมุตฺติ ปริมุตฺติ โหติ นโร สุชฺฌติ วิสุชฺฌติ ปริสุชฺฌติ มุจฺจติ วิมุจฺจติ ปริมุจฺจตีติ ทิฏฺเฐน สํสุทฺธิ นรสฺส โหติ ฯ
คำว่า ความหมดจดดี ย่อมมีแก่นรชน เพราะความเห็น มีความว่า ความหมดจด หมดจดวิเศษ หมดจดรอบ ความพ้น พ้นวิเศษ พ้นรอบ ย่อมมีแก่นรชน คือนรชนย่อมหมดจด หมดจดวิเศษ หมดจดรอบ ย่อมพ้น พ้นวิเศษ พ้นรอบ เพราะความเห็นรูปด้วยจักษุวิญญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ความหมดจดดีย่อมมีแก่นรชนเพราะความเห็น.
เอวาภิชานํ ปรมนฺติ ญตฺวาติ เอวํ อภิชานนฺโต อาชานนฺโต วิชานนฺโต ปฏิวิชานนฺโต ปฏิวิชฺฌนฺโต อิทํ ปรมํ อคฺคํ เสฏฺฐํ วิเสฏฺฐํ ปาโมกฺขํ อุตฺตมํ ปรมนฺติ ญตฺวา ชานิตฺวา ตุลยิตฺวา ตีรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวาติ เอวาภิชานํ ปรมนฺติ ญตฺวา ฯ
คำว่า บุคคลเมื่อรู้เฉพาะอย่างนี้ รู้แล้วว่า ความเห็นนี้เป็นเยี่ยม ดังนี้มีความว่า บุคคลเมื่อรู้เฉพาะ คือ รู้ทั่ว รู้วิเศษ รู้วิเศษเฉพาะ แทงตลอดอยู่อย่างนี้ รู้แล้วคือทราบแล้ว สอบสวนแล้ว พิจารณาแล้ว ตรวจตราแล้ว ทำให้แจ่มแจ้งแล้วว่า ความเห็นนี้เป็นเยี่ยม คือ เลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็นประธาน เป็นสูงสุด เป็นอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า บุคคลเมื่อรู้เฉพาะอย่างนี้ รู้แล้วว่า ความเห็นนี้เป็นเยี่ยม ดังนี้.
สุทฺธานุปสฺสีติ ปจฺเจติ ญาณนฺติ โย สุทฺธํ ปสฺสติ โส สุทฺธานุปสฺสี ฯ ปจฺเจติ ญาณนฺติ จกฺขุวิญฺญาเณน รูปทสฺสนํ ญาณนฺติ ปจฺเจติ มคฺโคติ ปจฺเจติ ปโถติ ปจฺเจติ นิยฺยานนฺติ ปจฺเจตีติ สุทฺธานุปสฺสีติ ปจฺเจติ ญาณํ ฯ เตนาห ภควา ปสฺสามิ สุทฺธํ ปรมํ อโรคํ ทิฏฺเฐน สํสุทฺธิ นรสฺส โหติ เอวาภิชานํ ปรมนฺติ ญตฺวา สุทฺธานุปสฺสีติ ปจฺเจติ ญาณนฺติ ฯ
คำว่า ย่อมเชื่อว่า ความเห็นนั้นเป็นญาณ บุคคลนั้นชื่อว่า เป็นผู้พิจารณา เห็นความหมดจด มีความว่า บุคคลใดย่อมเห็นนรชนผู้หมดจด บุคคลนั้นชื่อว่าเป็นผู้พิจารณาเห็นความหมดจด. คำว่า ย่อมเชื่อว่า ความเห็นนั้น เป็นญาณ มีความว่า บุคคลนั้นย่อมเชื่อความเห็นรูปด้วยจักษุวิญญาณ ว่าเป็นญาณ เป็นทาง เป็นคลอง เป็นเครื่องนำออก เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ย่อมเชื่อว่า ความเห็นนั้นเป็นญาณ บุคคลนั้นชื่อว่า เป็นผู้พิจารณาเห็นความหมดจด. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า เราย่อมเห็นนรชนผู้หมดจด ว่าเป็นผู้ไม่มีโรคเป็นอย่างยิ่ง ความหมดจดดี ย่อมมีแก่นรชนเพราะความเห็น บุคคลเมื่อรู้เฉพาะอย่างนี้ รู้แล้วว่า ความเห็นนี้เป็นเยี่ยม ดังนี้ ย่อมเชื่อว่า ความเห็นนั้นเป็นญาณ บุคคลนั้นชื่อว่าเป็นผู้พิจารณาเห็นความหมดจด.
ทิฏฺเฐน เจ สุทฺธิ นรสฺส โหติ ญาเณน วา โส ปชหาติ ทุกฺขํ อญฺเญน โส สุชฺฌติ โสปธีโก ทิฏฺฐี หิ นํ ปาว ตถา วทานํ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า หากว่า ความหมดจดย่อมมีแก่นรชนด้วยความเห็น หรือว่านรชนนั้น ย่อมละทุกข์ได้ด้วยญาณไซร้ นรชนนั้นผู้ยังมีอุปธิ ย่อมหมดจดได้ด้วย มรรคอื่น เพราะทิฏฐิย่อมบอกนรชนนั้นว่า เป็นผู้พูดอย่างนั้น. ว่าด้วยความหมดจดเป็นต้น
ทิฏฺเฐน เจ สุทฺธิ นรสฺส โหตีติ จกฺขุวิญฺญาเณน รูปทสฺสเนน เจ นรสฺส สุทฺธิ วิสุทฺธิ ปริสุทฺธิ มุตฺติ วิมุตฺติ ปริมุตฺติ โหติ นโร สุชฺฌติ วิสุชฺฌติ ปริสุชฺฌติ มุจฺจติ วิมุจฺจติ ปริมุจฺจตีติ ทิฏฺเฐน เจ สุทฺธิ นรสฺส โหติ ฯ
คำว่า หากว่า ความหมดจดย่อมมีแก่นรชนด้วยความเห็น มีความว่า หากว่าความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบย่อมมีแก่นรชน คือ นรชนย่อมหมดจด หมดจดวิเศษ หมดจดรอบ ย่อมพ้น พ้นวิเศษ พ้นรอบด้วยความเห็นรูปด้วยจักษุวิญญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า หากว่า ความหมดจดย่อมมีแก่นรชนด้วยความเห็น.
ญาเณน วา โส ปชหาติ ทุกฺขนฺติ จกฺขุวิญฺญาเณน รูปทสฺสเนน เจ นโร ชาติทุกฺขํ ปชหติ ชราทุกฺขํ ปชหติ พฺยาธิทุกฺขํ ทุกฺขํ ปชหติ มรณทุกฺขํ ปชหติ โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสทุกฺขํ ปชหตีติ ญาเณน วา โส ปชหาติ ทุกฺขํ ฯ
คำว่า หรือว่านรชนนั้นย่อมละทุกข์ได้ด้วยญาณไซร้ มีความว่า หากว่านรชนย่อมละชาติทุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณทุกข์ ทุกข์คือความโศก ความร่ำไร ทุกข์กายทุกข์ใจ และความคับแค้นใจ ได้ด้วยความเห็นรูป ด้วยจักษุวิญญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าหรือว่านรชนนั้นย่อมละทุกข์ได้ด้วยญาณไซร้.
อญฺเญน โส สุชฺฌติ โสปธีโกติ อญฺเญน อสุทฺธิมคฺเคน มิจฺฉาปฏิปทาย อนิยฺยานปเถน อญฺญตฺร สติปฏฺฐาเนหิ อญฺญตฺร สมฺมปฺปธาเนหิ อญฺญตฺร อิทฺธิปฺปาเทหิ อญฺญตฺร อินฺทฺริเยหิ อญฺญตฺร พเลหิ อญฺญตฺร โพชฺฌงฺเคหิ อญฺญตฺร อริยา อฏฺฐงฺคิกา มคฺคา นโร สุชฺฌติ วิสุชฺฌติ ปริสุชฺฌติ มุจฺจติ วิมุจฺจติ ปริมุจฺจติ ฯ โสปธีโกติ สราโค สโทโส สโมโห สมาโน สตโณฺห สทิฏฺฐิ สกิเลโส สอุปาทาโนติ อญฺเญน โส สุชฺฌติ โสปธีโก ฯ
คำว่า นรชนนั้นผู้ยังมีอุปธิ ย่อมหมดจดได้ด้วยมรรคอื่น มีความว่า นรชนย่อมหมดจด หมดจดวิเศษ หมดจดรอบ ย่อมพ้น พ้นวิเศษ พ้นรอบด้วยมรรคอื่น คือ มรรคอันไม่หมดจด ปฏิปทาผิด ทางอันไม่นำออก นอกจากสติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์พละ โพชฌงค์ อริยมรรคมีองค์ ๘. คำว่า ผู้ยังมีอุปธิ คือ ยังมีราคะ โทสะ โมหะ มานะตัณหา ทิฏฐิ กิเลส อุปาทาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นรชนนั้นผู้ยังมีอุปธิ ย่อมหมดจดได้ด้วยมรรคอื่น.
ทิฏฺฐี หิ นํ ปาว ตถา วทานนฺติ สาว ทิฏฺฐิ ตํ ปุคฺคลํ ปาวทติ อิติปายํ ปุคฺคโล มิจฺฉาทิฏฺฐิโก วิปรีตทสฺสโนติ ฯ ตถา วทานนฺติ ตถา วทนฺตํ กเถนฺตํ ภณนฺตํ ทีปยนฺตํ โวหรนฺตํ สสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ตถา วทนฺตํ กเถนฺตํ ภณนฺตํ ทีปยนฺตํ โวหรนฺตํ อสสฺสโต โลโก อนฺตวา โลโก อนนฺตวา โลโก ตํ ชีวํ ตํ สรีรํ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรํ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ตถา วทนฺตํ กเถนฺตํ ภณนฺตํ ทีปยนฺตํ โวหรนฺตนฺติ ทิฏฺฐี หิ นํ ปาว ตถา วทานํ ฯ เตนาห ภควา ทิฏฺเฐน เจ สุทฺธิ นรสฺส โหติ ญาเณน วา โส ปชหาติ ทุกฺขํ อญฺเญน โส สุชฺฌติ โสปธีโก ทิฏฺฐี หิ นํ ปาว ตถา วทานนฺติ ฯ
คำว่า เพราะทิฏฐิย่อมบอกนรชนนั้นว่า เป็นผู้พูดอย่างนั้น มีความว่า ทิฏฐิ นั้นแหละย่อมบอกบุคคลนั้นว่า บุคคลนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ มีความเห็นวิปริต. แม้เพราะเหตุนี้ คำว่าเป็นผู้พูดอย่างนั้น คือ เป็นผู้พูด บอก กล่าว แสดง แถลงอยู่อย่างนั้น คือ เป็นผู้พูด บอกกล่าว แสดง แถลงว่า โลกเที่ยง สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า โลกมีที่สุด ... โลกไม่มีที่สุด ... ชีพอันนั้น สรีระ ก็อันนั้น ... ชีพเป็นอย่างอื่น สรีระก็เป็นอย่างอื่น ... สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายย่อมเป็นอีก ... สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายย่อมไม่เป็นอีก ... สัตว์เบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมเป็นอีกก็มีย่อมไม่เป็นอีกก็มี ... สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะทิฏฐิย่อมบอกนรชนนั้นว่า เป็นผู้พูดอย่างนั้น. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า หากว่า ความหมดจดย่อมมีแก่นรชน ด้วยความเห็น หรือว่า นรชนนั้น ย่อมละทุกข์ได้ด้วยญาณไซร้ นรชนนั้นผู้ยังมีอุปธิ ย่อมหมดจดได้ด้วย มรรคอื่น เพราะทิฏฐิย่อมบอกนรชนนั้นว่า เป็นผู้พูดอย่างนั้น.
น พฺราหฺมโณ อญฺญโต สุทฺธิมาห ทิฏฺเฐ สุเต สีลวเต มุเต วา ปุญฺเญ จ ปาเป จ อนูปลิตฺโต อตฺตญฺชโห นยิธ ปกุพฺพมาโน ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า พราหมณ์ไม่กล่าวความหมดจดในอารมณ์ที่เห็น ในอารมณ์ที่ได้ยิน ศีลและ วัตร หรืออารมณ์ที่ทราบ โดยมรรคอื่น พราหมณ์นั้นผู้ไม่เข้าไปติดใน บุญและบาป ละเสียซึ่งตน เรียกว่าเป็นผู้ไม่ทำเพิ่มเติมอยู่ในโลกนี้.
น พฺราหฺมโณ อญฺญโต สุทฺธิมาห ทิฏฺเฐ สุเต สีลวเต มุเต วาติ นาติ ปฏิกฺเขโป ฯ พฺราหฺมโณติ สตฺตนฺนํ ธมฺมานํ พาหิตตฺตา พฺราหฺมโณ ฯ สกฺกายทิฏฺฐิ พาหิตา โหติ วิจิกิจฺฉา พาหิตา โหติ สีลพฺพตปรามาโส พาหิโต โหติ ราโค พาหิโต โหติ โทโส พาหิโต โหติ โมโห พาหิโต โหติ มาโน พาหิโต โหติ ฯ พาหิตสฺส โหนฺติ ปาปกา อกุสลา ธมฺมา สงฺกิเลสิกา โปโนพฺภวิกา สทรา ทุกฺขวิปากา อายตึ ชาติชรามรณียา ฯ พาเหตฺวา สพฺพปาปกานิ (สภิยาติ ภควา) วิมโล สาธุสมาหิโต ฐิตตฺโต สํสารมติจฺจ เกวลี โส อนิสฺสิโต ตาทิ ปวุจฺจเต ส พฺรหฺมา ฯ {๑๒๐.๑} น พฺราหฺมโณ อญฺญโต สุทฺธิมาหาติ พฺราหฺมโณ อญฺเญน อสุทฺธิมคฺเคน มิจฺฉาปฏิปทาย อนิยฺยานปเถน อญฺญตฺร สติปฏฺฐาเนหิ อญฺญตฺร สมฺมปฺปธาเนหิ อญฺญตฺร อิทฺธิปฺปาเทหิ อญฺญตฺร อินฺทฺริเยหิ อญฺญตฺร พเลหิ อญฺญตฺร โพชฺฌงฺเคหิ อญฺญตฺร อริยา อฏฺฐงฺคิกา มคฺคา สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ นาห น กเถติ น ภณติ น ทีปยติ น โวหรตีติ น พฺราหฺมโณ อญฺญโต สุทฺธิมาห ฯ ทิฏฺเฐ สุเต สีลวเต มุเต วาติ สนฺเตเก สมณพฺราหฺมณา ทิฏฺฐสุทฺธิกา เต เอกจฺจานํ รูปานํ ทสฺสนํ มงฺคลํ ปจฺเจนฺติ เอกจฺจานํ รูปานํ ทสฺสนํ อมงฺคลํ ปจฺเจนฺติ ฯ {๑๒๐.๒} กตเมสํ รูปานํ ทสฺสนํ มงฺคลํ ปจฺเจนฺติ ฯ เต กาลโต วุฏฺฐหิตฺวา อภิมงฺคลคตานิ รูปานิ ปสฺสนฺติ วาตสกุณํ ปสฺสนฺติ ปุสฺสเวฬุวลฏฺฐึ ปสฺสนฺติ คพฺภินิตฺถึ ปสฺสนฺติ กุมาริกํ ขนฺเธ อาโรเปตฺวา คจฺฉนฺตํ ปสฺสนฺติ ปุณฺณฆฏํ ปสฺสนฺติ โรหิตมจฺฉํ ปสฺสนฺติ อาชญฺญํ ปสฺสนฺติ อาชญฺญรถํ ปสฺสนฺติ อุสภํ ปสฺสนฺติ โคกปิลํ ปสฺสนฺติ เอวรูปานํ รูปานํ ทสฺสนํ มงฺคลํ ปจฺเจนฺติ ฯ {๑๒๐.๓} กตเมสํ รูปานํ ทสฺสนํ อมงฺคลํ ปจฺเจนฺติ ฯ ปลาลปุญฺชํ ปสฺสนฺติ ตกฺกฆฏํ ปสฺสนฺติ ริตฺตฆฏํ ปสฺสนฺติ นฏํ ปสฺสนฺติ นคฺคสมณํ ปสฺสนฺติ ขรํ ปสฺสนฺติ ขรยานํ ปสฺสนฺติ เอกยุตฺตยานํ ปสฺสนฺติ กาณํ ปสฺสนฺติ กุณึ ปสฺสนฺติ ขญฺชํ ปสฺสนฺติ ปกฺขหตํ ปสฺสนฺติ ชิณฺณกํ ปสฺสนฺติ พฺยาธิกํ ปสฺสนฺติ มตํ ปสฺสนฺติ เอวรูปานํ รูปานํ ทสฺสนํ อมงฺคลํ ปจฺเจนฺติ ฯ อิเม เต สมณพฺราหฺมณา ทิฏฺฐสุทฺธิกา เต ทิฏฺเฐน สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ ปจฺเจนฺติ ฯ {๑๒๐.๔} สนฺเตเก สมณพฺราหฺมณา สุตสุทฺธิกา เต เอกจฺจานํ สทฺทานํ สวนํ มงฺคลํ ปจฺเจนฺติ เอกจฺจานํ สทฺทานํ สวนํ อมงฺคลํ ปจฺเจนฺติ ฯ {๑๒๐.๕} กตเมสํ สทฺทานํ สวนํ มงฺคลํ ปจฺเจนฺติ ฯ เต กาลโต วุฏฺฐหิตฺวา อภิมงฺคลคตานิ สทฺทานิ สุณนฺติ วฑฺฒาติ วา วฑฺฒมานาติ วา ปุณฺณาติ วา ปุสฺสาติ วา อสฺโสกาติ วา สุมนาติ วา สุนกฺขตฺตาติ วา สุมงฺคลาติ วา สิรีติ วา สิรีวฑฺฒาติ วา เอวรูปานํ สทฺทานํ สวนํ มงฺคลํ ปจฺเจนฺติ ฯ {๑๒๐.๖} กตเมสํ สทฺทานํ สวนํ อมงฺคลํ ปจฺเจนฺติ ฯ กาโณติ วา กุณีติ วา ขญฺโชติ วา ปกฺขหโตติ วา ชิณฺณโกติ วา พฺยาธิโกติ วา มโตติ วา ฉินฺนนฺติ วา ภินฺนนฺติ วา ทฑฺฒนฺติ วา นฏฺฐนฺติ วา นตฺถีติ วา เอวรูปานํ สทฺทานํ สวนํ อมงฺคลํ ปจฺเจนฺติ ฯ อิเม เต สมณพฺราหฺมณา สุตสุทฺธิกา เต สุเตน สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ ปจฺเจนฺติ ฯ {๑๒๐.๗} สนฺเตเก สมณพฺราหฺมณา สีลสุทฺธิกา เต สีลมตฺเตน สญฺญมมตฺเตน สํวรมตฺเตน อวีติกฺกมมตฺเตน สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ ปจฺเจนฺติ ฯ สมณมุณฺฑิกาปุตฺโต เอวมาห จตูหิ โข อหํ ถปติ ธมฺเมหิ สมนฺนาคตํ ปุริสปุคฺคลํ ปญฺญาเปมิ สมฺปนฺนกุสลํ ปรมกุสลํ อุตฺตมปฺปตฺติปฺปตฺตํ สมณํ อโยชฺฌํ กตเมหิ จตูหิ อิธ ถปติ น กาเยน ปาปกมฺมํ กโรติ น ปาปิกํ วาจํ ภาสติ น ปาปกํ สงฺกปฺปํ สงฺกปฺเปติ น ปาปกํ อาชีวํ อาชีวติ อิเมหิ โข อหํ ถปติ จตูหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคตํ ปุริสปุคฺคลํ ปญฺญาเปมิ สมฺปนฺนกุสลํ ปรมกุสลํ อุตฺตมปฺปตฺติปฺปตฺตํ สมณํ อโยชฺฌํ ฯ เอวเมว สนฺเตเก สมณพฺราหฺมณา สีลสุทฺธิกา เต สีลมตฺเตน สญฺญมมตฺเตน สํวรมตฺเตน อวีติกฺกมมตฺเตน สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ ปจฺเจนฺติ ฯ {๑๒๐.๘} สนฺเตเก สมณพฺราหฺมณา วตฺตสุทฺธิกา เต หตฺถิวตฺติกา วา โหนฺติ อสฺสวตฺติกา วา โหนฺติ โควตฺติกา วา โหนฺติ กุกฺกุรวตฺติกา วา โหนฺติ กากวตฺติกา วา โหนฺติ วาสุเทววตฺติกา วา โหนฺติ พลเทววตฺติกา วา โหนฺติ ปุณฺณภทฺทวตฺติกา วา โหนฺติ มณิภทฺทวตฺติกา วา โหนฺติ อคฺคิวตฺติกา วา โหนฺติ นาควตฺติกา วา โหนฺติ สุปณฺณวตฺติกา วา โหนฺติ ยกฺขวตฺติกา วา โหนฺติ อสุรวตฺติกา วา โหนฺติ คนฺธพฺพวตฺติกา วา โหนฺติ มหาราชวตฺติกา วา โหนฺติ จนฺทวตฺติกา วา โหนฺติ สุริยวตฺติกา วา โหนฺติ อินฺทวตฺติกา วา โหนฺติ พฺรหฺมวตฺติกา วา โหนฺติ เทววตฺติกา วา โหนฺติ ทิสวตฺติกา วา โหนฺติ ฯ อิเม เต สมณพฺราหฺมณา วตฺตสุทฺธิกา เต วตฺเตน สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ ปจฺเจนฺติ ฯ {๑๒๐.๙} สนฺเตเก สมณพฺราหฺมณา มุตสุทฺธิกา ฯ เต กาลโต วุฏฺฐหิตฺวา ปฐวึ อามสนฺติ หริตํ อามสนฺติ โคมยํ อามสนฺติ กจฺฉปํ อามสนฺติ ชาลํ อกฺกมนฺติ ติลวาหํ อามสนฺติ ปุสฺสติลํ ขาทนฺติ ปุสฺสเตลํ มกฺเขนฺติ ปุสฺสทนฺตกฏฺฐํ ขาทนฺติ ปุสฺสมตฺติกาย นหายนฺติ ปุสฺสสาฏกํ นิวาเสนฺติ ปุสฺสเวฏฺฐนํ เวฏฺฐนฺติ ฯ อิเม เต สมณพฺราหฺมณา มุตสุทฺธิกา เต มุเตน สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ ปจฺเจนฺติ ฯ {๑๒๐.๑๐} น พฺราหฺมโณ อญฺญโต สุทฺธิมาห ทิฏฺเฐ สุเต สีลวเต มุเต วาติ พฺราหฺมโณ ทิฏฺฐสุทฺธิยาปิ สุทฺธึ นาห สุตสุทฺธิยาปิ สุทฺธึ นาห สีลสุทฺธิยาปิ สุทฺธึ นาห วตฺตสุทฺธิยาปิ สุทฺธึ นาห มุตสุทฺธิยาปิ สุทฺธึ นาห น กเถติ น ภณติ น ทีปยติ น โวหรตีติ น พฺราหฺมโณ อญฺญโต สุทฺธิมาห ทิฏฺเฐ สุเต สีลวเต มุเต วา ฯ
คำว่า พราหมณ์ไม่กล่าวความหมดจดในอารมณ์ที่เห็น อารมณ์ที่ได้ยิน ศีล และวัตร หรืออารมณ์ที่ทราบ โดยมรรคอื่น มีความว่า ศัพท์ว่า น เป็นปฏิเสธ คำว่า พราหมณ์มีความว่า บุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์ เพราะลอยเสียแล้วซึ่งธรรม ๗ ประการ คือ เป็นผู้ลอยสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ราคะ โทสะ โมหะ มานะ. และบุคคลผู้เป็นพราหมณ์นั้นลอยเสียแล้วซึ่งอกุศลธรรมอันลามกทั้งหลาย อันเป็นปัจจัยแห่งความเศร้าหมอง ให้เกิดในภพใหม่ มีความกระวนกระวาย มีวิบากเป็นทุกข์ เป็นปัจจัยแห่งชาติ ชรา และมรณะต่อไป. สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรสภิยะ บุคคลใดลอยบาปทั้งปวงเสียแล้ว ปราศจากมลทิน มีจิตตั้งมั่น ด้วยดี มีตนตั้งอยู่แล้ว บุคคลนั้นเรียกว่า เป็นผู้สำเร็จกิจเพราะล่วง สงสารได้แล้ว อันตัณหาทิฏฐิไม่อาศัย เป็นผู้คงที่ เรียกว่าเป็นพราหมณ์. ว่าด้วยการเชื่อถือว่าเป็นมงคล ไม่เป็นมงคล คำว่า พราหมณ์ไม่กล่าวความหมดจด ... โดยมรรคอื่น มีความว่า พราหมณ์ไม่กล่าวไม่บอก ไม่พูด ไม่แสดง ไม่แถลง ซึ่งความหมดจด ความหมดจดพิเศษ ความหมดจดรอบความพ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบ โดยมรรคอื่น คือ โดยมรรคอันไม่หมดจด ปฏิปทาผิดทางอันไม่นำออกนอกจากสติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ อริยมรรคมีองค์ ๘ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พราหมณ์ไม่กล่าวความหมดจด ... โดยมรรคอื่น. คำว่าในอารมณ์ที่เห็น อารมณ์ที่ได้ยิน ศีลและวัตร หรืออารมณ์ที่ทราบ มีความว่า สมณพราหมณ์บางพวก ปรารถนาความหมดจดด้วยการเห็นรูป สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมเชื่อถือการเห็นรูปบางอย่างว่า เป็นมงคล ย่อมเชื่อถือการเห็นรูปบางอย่างว่า ไม่เป็นมงคล. สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมเชื่อถือการเห็นรูปเหล่าไหนว่าเป็นมงคล? สมณพราหมณ์เหล่านั้น ลุกขึ้นแต่เช้า ย่อมเห็นรูปทั้งหลายที่ถึงเหตุเป็นมงคลยิ่งคือ เห็นนกแอ่นลม เห็นผลมะตูมอ่อนที่เกิดขึ้นโดยปุสสฤกษ์ เห็นหญิงมีครรภ์ เห็นคนที่ให้เด็กหญิงขึ้นคอเดินไป เห็นหม้อน้ำเต็ม เห็นปลาตะเพียน เห็นม้าอาชาไนย เห็นรถที่เทียมด้วยม้าอาชาไนย เห็นโคตัวผู้เห็นนางโคด่าง ย่อมเชื่อถือการเห็นรูปเห็นปานนี้ว่าเป็นมงคล. สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมเชื่อถือว่าความเห็นรูปเหล่าไหนว่าไม่เป็นมงคล? สมณ-*พราหมณ์เหล่านั้น เห็นกองฟาง เห็นหม้อเปรียง เห็นหม้อเปล่า เห็นนักฟ้อน เห็นสมณะเปลือย เห็นลา เห็นยานที่เทียมด้วยลา เห็นยานที่เทียมด้วยพาหนะตัวเดียว เห็นคนตาบอดเห็นคนง่อย เป็นคนกระจอก เป็นคนเปลี้ย เห็นคนแก่ เห็นคนเจ็บ เห็นคนตาย ย่อมเชื่อถือการเห็นรูปเห็นปานนี้ว่าไม่เป็นมงคล. สมณพราหมณ์เหล่านั้น ปรารถนาความหมดจดด้วยการเห็นรูป ย่อมเชื่อถือความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบ ด้วยการเห็นรูป. มีสมณพราหมณ์บางพวก ปรารถนาความหมดจดด้วยการได้ยินเสียง สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมเชื่อถือการได้ยินเสียงบางอย่างว่าเป็นมงคล ย่อมเชื่อถือการได้ยินเสียงบางอย่างว่าไม่เป็นมงคล. สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมเชื่อถือการได้ยินเสียงเหล่าไหนว่าเป็นมงคล? สมณ-*พราหมณ์เหล่านั้นลุกขึ้นแต่เช้า ย่อมได้ยินเสียงทั้งหลายที่ถึงเหตุเป็นมงคลยิ่ง คือ ย่อมได้ยินเสียงว่าเจริญ เสียงว่าเจริญอยู่ เสียงว่าเต็มแล้ว เสียงว่าขาว เสียงไม่เศร้าโศก เสียงว่ามีใจดีเสียงว่าฤกษ์ดี เสียงว่ามงคลดี เสียงว่ามีศิริ หรือเสียงว่าเจริญด้วยศิริ ย่อมเชื่อถือการได้ยินเสียงเห็นปานนี้ว่าเป็นมงคล. สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมเชื่อถือการได้ยินเสียงเหล่าไหนว่าไม่เป็นมงคล? สมณ-*พราหมณ์เหล่านั้น ย่อมได้ยินเสียงว่าคนบอด เสียงว่าคนง่อย เสียงว่าคนกระจอก เสียงว่าคนเปลี้ย เสียงว่าคนแก่ เสียงว่าคนเจ็บ เสียงว่าคนตาย เสียงว่าถูกตัด เสียงว่าถูกทำลายเสียงว่าไฟไหม้ เสียงว่าของหาย หรือเสียงว่าของไม่มี ย่อมเชื่อถือการได้ยินเสียงเห็นปานนี้ว่าไม่เป็นมงคล. สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมปรารถนาความหมดจดด้วยการได้ยินเสียงย่อมเชื่อถือความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษความพ้นรอบ ด้วยการได้ยินเสียง. ว่าด้วยความหมดจดด้วยศีลและวัตร มีสมณพราหมณ์บางพวก ปรารถนาความหมดจดด้วยศีล สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมเชื่อถือความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบ ด้วยเหตุสักว่าศีล เหตุสักว่าความสำรวม เหตุสักว่าความระวัง เหตุสักว่าความไม่ละเมิดศีล. ปริพาชกผู้เป็นบุตรนางปริพาชิกา ชื่อสมณมุณฑิกา กล่าวอย่างนี้ว่า ดูกรช่างไม้ เราย่อมบัญญัติปุริสบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แลว่า เป็นผู้มีกุศลถึงพร้อมแล้ว มีกุศลเป็นอย่างยิ่ง เป็นผู้ถึงอรหัตอันอุดมที่ควรถึง เป็นสมณะ เป็นผู้อันใครๆ ต่อสู้ไม่ได้ ธรรม ๔ประการเป็นไฉน? ดูกรช่างไม้ ปุริสบุคคลในโลกนี้ ย่อมไม่ทำบาปกรรมด้วยกาย ๑ ย่อมไม่กล่าววาจาอันลามก ๑ ย่อมไม่ดำริถึงเหตุที่พึงดำริอันลามก ๑ ย่อมไม่อาศัยอาชีพอันลามกเป็นอยู่๑ ดูกรช่างไม้ เราย่อมบัญญัติ ปุริสบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล ว่าเป็นผู้มีกุศลถึงพร้อมแล้ว มีกุศลเป็นอย่างยิ่ง เป็นผู้ถึงอรหัตอันอุดมที่ควรถึง เป็นสมณะ เป็นผู้อันใครๆ ต่อสู้ไม่ได้. สมณพราหมณ์บางพวกปรารถนาความหมดจดด้วยศีล สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมเชื่อถือความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบ ด้วยเหตุสักว่าศีล เหตุสักว่าความสำรวม เหตุสักว่าความระวัง เหตุสักว่าความไม่ละเมิดศีล อย่างนี้เทียว. มีสมณพราหมณ์บางพวก ปรารถนาความหมดจดด้วยวัตร สมณพราหมณ์เหล่านั้นเป็นผู้ประพฤติหัตถีวัตร (ประพฤติอย่างกิริยาช้าง) บ้าง ประพฤติอัสสวัตรบ้าง ประพฤติโควัตรบ้างประพฤติกุกกุรวัตรบ้าง ประพฤติกากวัตรบ้าง ประพฤติวาสุเทววัตรบ้าง ประพฤติพลเทววัตรบ้างประพฤติปุณณภัททวัตรบ้าง ประพฤติมณีภัททวัตรบ้าง ประพฤติอัคคิวัตรบ้าง ประพฤตินาควัตรบ้างประพฤติสุปัณณวัตรบ้าง ประพฤติยักขวัตรบ้าง ประพฤติอสุรวัตรบ้าง ประพฤติคันธัพพวัตรบ้างประพฤติมหาราชวัตรบ้าง ประพฤติจันทวัตรบ้าง ประพฤติสุริยวัตรบ้าง ประพฤติอินทวัตรบ้างประพฤติพรหมวัตรบ้าง ประพฤติเทววัตรบ้าง ประพฤติทิสวัตรบ้าง. สมณพราหมณ์เหล่านั้นปรารถนาความหมดจดด้วยวัตร ย่อมเชื่อถือความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบความพ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบด้วยวัตร. มีสมณพราหมณ์บางพวกปรารถนาความหมดจดด้วยอารมณ์ที่ทราบ. สมณพราหมณ์เหล่านั้น ลุกขึ้นแต่เช้าแล้ว ย่อมจับต้องแผ่นดิน จับต้องของสดเขียว จับต้องโคมัย จับต้องเต่าเหยียบข่าย จับต้องเกวียนบรรทุกงา เคี้ยวกินงาสีขาว ทาน้ำมันงาสีขาว เคี้ยวไม้สีฟันขาวอาบน้ำด้วยดินสอพอง นุ่งขาว โพกผ้าโพกสีขาว. สมณพราหมณ์เหล่านั้น ปรารถนาความหมดจดด้วยอารมณ์ที่ทราบ ย่อมเชื่อถือความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้นความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบ ด้วยอารมณ์ที่ทราบ. คำว่า พราหมณ์ไม่กล่าวความหมดจดในอารมณ์ที่เห็น อารมณ์ที่ได้ยิน ศีลและวัตรหรืออารมณ์ที่ทราบ โดยมรรคอื่น คือ พราหมณ์ไม่กล่าว ไม่บอก ไม่พูด ไม่แสดง ไม่แถลงความหมดจดโดยความหมดจดด้วยการเห็นรูปบ้าง โดยความหมดจดด้วยการได้ยินเสียงบ้าง โดยความหมดจดด้วยศีลบ้าง โดยความหมดจดด้วยวัตรบ้าง โดยความหมดจดด้วยอารมณ์ที่ทราบบ้างเพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าพราหมณ์ไม่กล่าวความหมดจดในอารมณ์ที่เห็น อารมณ์ที่ได้ยิน ศีลและวัตร หรืออารมณ์ที่ทราบโดยมรรคอื่น. ว่าด้วยการละบุญบาป
ปุญฺเญ จ ปาเป จ อนูปลิตฺโตติ ปุญฺญํ วุจฺจติ ยงฺกิญฺจิ เตธาตุกํ กุสลาภิสงฺขารํ ฯ อปุญฺญํ วุจฺจติ สพฺพํ อกุสลํ ฯ ยโต ปุญฺญาภิสงฺขาโร จ อปุญฺญาภิสงฺขาโร จ อาเนญฺชาภิสงฺขาโร จ ปหีนา โหนฺติ อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวงฺคตา อายตึ อนุปฺปาทธมฺมา เอตฺตาวตา จ ปุญฺเญ จ ปาเป จ น ลิมฺปติ น สํลิมฺปติ น อุปลิมฺปติ อลิตฺโต อสํลิตฺโต อนูปลิตฺโต นิกฺขนฺโต นิสฺสฏฺโฐ วิปฺปมุตฺโต วิสญฺญุตฺโต วิมริยาทิกเตน เจตสา วิหรตีติ ปุญฺเญ จ ปาเป จ อนูปลิตฺโต ฯ
คำว่า พราหมณ์นั้นผู้ไม่เข้าไปติดในบุญและบาป มีความว่า กุศลาภิสังขารอันให้ปฏิสนธิในไตรธาตุ (กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ) อย่างใดอย่างหนึ่ง เรียกว่าบุญ. อกุศลทั้งหมดเรียกว่าบาปไม่ใช่บุญ. ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร เป็นสภาพอันพราหมณ์ละเสียแล้ว มีมูลรากอันตัดขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดุจตาลยอดด้วน ทำให้ถึงความไม่มีในภายหลัง มีความไม่เกิดขึ้นในอนาคตเป็นธรรมดา ในกาลใด ในกาลนั้น พราหมณ์นั้นชื่อว่าย่อมไม่ติด ไม่ติดพัน ไม่เข้าไปติด เป็นผู้ไม่ติด ไม่ติดพัน ไม่เข้าไปติดแล้วเป็นผู้ออกไป สละเสีย พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้องแล้ว ในบุญและบาป เป็นผู้มีจิตกระทำให้ปราศจากแดนกิเลสอยู่ ด้วยเหตุเท่านี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พราหมณ์นั้นผู้ไม่เข้าไปติดในบุญและบาป. ว่าด้วยการละตน
อตฺตญฺชโห นยิธ ปกุพฺพมาโนติ อตฺตญฺชโหติ อตฺตทิฏฺฐิชโห ฯ อตฺตญฺชโหติ คาหชโห ฯ อตฺตญฺชโหติ ตณฺหาวเสน ทิฏฺฐิวเสน คหิตํ ปรามฏฺฐํ อภินิวิฏฺฐํ อชฺโฌสิตํ อธิมุตฺตํ สพฺพํ ตํ จตฺตํ โหติ วนฺตํ มุตฺตํ ปหีนํ ปฏินิสฺสฏฺฐํ ฯ นยิธ ปกุพฺพมาโนติ ปุญฺญาภิสงฺขารํ วา อปุญฺญาภิสงฺขารํ วา อาเนญฺชาภิสงฺขารํ วา อกุพฺพมาโน อชนยมาโน อสญฺชนยมาโน อนิพฺพตฺตยมาโน อนภินิพฺพตฺตยมาโนติ อตฺตญฺชโห นยิธ ปกุพฺพมาโน ฯ เตนาห ภควา น พฺราหฺมโณ อญฺญโต สุทฺธิมาห ทิฏฺเฐ สุเต สีลวเต มุเต วา ปุญฺเญ จ ปาเป จ อนูปลิตฺโต อตฺตญฺชโห นยิธ ปกุพฺพมาโนติ ฯ
คำว่า ละเสียซึ่งตน เรียกว่า เป็นผู้ไม่ทำเพิ่มเติมอยู่ในโลกนี้ มีความว่า ละเสียซึ่งตน คือ ละทิฏฐิที่ถือว่าเป็นตน หรือละความถือมั่น. อีกอย่างหนึ่ง คำว่า ละเสียซึ่งตนได้แก่ ความถือ ยึดถือ ถือมั่น ติดใจ น้อมใจไป ด้วยสามารถแห่งตัณหา ด้วยสามารถแห่งทิฏฐิ ความถือเป็นต้นนั้นทั้งปวง เป็นธรรมชาติอันพราหมณ์นั้นสละแล้ว สำรอก ปล่อย ละสละคืนเสียแล้ว. คำว่า ไม่ทำเพิ่มเติมอยู่ในโลกนี้ คือ ไม่ทำเพิ่มเติม ปุญญาภิสังขาร อปุญญา-*ภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร คือ ไม่ให้เกิด ไม่ให้เกิดพร้อม ไม่ให้บังเกิด ไม่ให้บังเกิดเฉพาะเพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ละเสียซึ่งตน เรียกว่าเป็นผู้ไม่ทำเพิ่มเติมอยู่ในโลกนี้. เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า พราหมณ์ไม่กล่าวความหมดจดในอารมณ์ที่เห็น อารมณ์ที่ได้ยิน ศีลและ วัตร หรืออารมณ์ที่ทราบ โดยมรรคอื่น พราหมณ์นั้นผู้ไม่เข้าไปติดในบุญ และบาป ละเสียซึ่งตน เรียกว่าเป็นผู้ไม่ทำเพิ่มเติมอยู่ในโลกนี้.
ปุริมํ ปหาย อปรํ สิตาเส เอชานุคา เต น ตรนฺติ สงฺคํ เต อุคฺคหายนฺติ นิรสฺสชนฺติ กปีว สาขํ ปมุขํ คหาย ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น ละต้น อาศัยหลัง ไปตามความแสวงหา ย่อมไม่ข้ามกิเลสเครื่องเกี่ยวข้องได้ สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมจับถือ ย่อมละ เหมือนลิงจับและละกิ่งไม้เบื้องหน้า ฉะนั้น. ว่าด้วยการจับๆ วางๆ พ้นกิเลสไม่ได้
ปุริมํ ปหาย อปรํ สิตาเสติ ปุริมํ สตฺถารํ ปหาย อปรํ สตฺถารํ นิสฺสิตา ปุริมํ ธมฺมกฺขานํ ปหาย อปรํ ธมฺมกฺขานํ นิสฺสิตา ปุริมํ คณํ ปหาย อปรํ คณํ นิสฺสิตา ปุริมํ ทิฏฺฐึ ปหาย อปรํ ทิฏฺฐึ นิสฺสิตา ปุริมํ ปฏิปทํ ปหาย อปรํ ปฏิปทํ นิสฺสิตา ปุริมํ มคฺคํ ปหาย อปรํ มคฺคํ นิสฺสิตา สนฺนิสฺสิตา อลฺลีนา อุปคตา อชฺโฌสิตา อธิมุตฺตาติ ปุริมํ ปหาย อปรํ สิตาเส ฯ
คำว่า ละต้น อาศัยหลัง มีความว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น ละศาสดาต้นอาศัยศาสดาหลัง ละธรรมที่ศาสดาต้นบอก อาศัยธรรมที่ศาสดาหลัง ละหมู่คณะต้น อาศัยหมู่คณะหลัง ละทิฏฐิต้น อาศัยทิฏฐิหลัง ละปฏิปทาต้น อาศัยปฏิปทาหลัง ละมรรคต้น อาศัยอิงอาศัย พัวพัน เข้าถึง ติดใจ น้อมใจถึงมรรคหลัง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ละต้น อาศัยหลัง.
เอชานุคา เต น ตรนฺติ สงฺคนฺติ เอชา วุจฺจติ ตณฺหา โย ราโค สาราโค ฯเปฯ อภิชฺฌา โลโภ อกุสลมูลํ ฯ เอชานุคาติ เอชานุคา เอชานุคตา เอชานุสฏา เอชายาปนฺนา ปติตา อภิภูตา ปริยาทินฺนจิตฺตา ฯ เต น ตรนฺติ สงฺคนฺติ ราคสงฺคํ โทสสงฺคํ โมหสงฺคํ มานสงฺคํ ทิฏฺฐิสงฺคํ กิเลสสงฺคํ ทุจฺจริตสงฺคํ น ตรนฺติ น อุตฺตรนฺติ น ปตรนฺติ น สมติกฺกมนฺติ น วีติวตฺตนฺตีติ เอชานุคา เต น ตรนฺติ สงฺคํ ฯ
คำว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น ไปตามความแสวงหา ย่อมไม่ข้ามกิเลสเครื่องเกี่ยวข้องได้ มีความว่า ตัณหา เรียกว่าความแสวงหา ได้แก่ ความกำหนัด ความกำหนัดกล้าฯลฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล. คำว่า ไปตามความแสวงหา คือ ไปตาม ไปตามแล้วแล่นไปตาม ถึงแล้ว ตกไปตามความแสวงหา อันความแสวงหาครอบงำแล้ว มีจิตอันความแสวงหาครอบงำแล้ว. คำว่า ย่อมไม่ข้ามกิเลสเครื่องเกี่ยวข้องได้ คือ ย่อมไม่ข้าม ไม่ข้ามขึ้นไม่ข้ามพ้น ไม่ก้าวพ้น ไม่ก้าวล่วง ไม่ล่วงเลยซึ่งกิเลสเครื่องเกี่ยวข้อง คือ ราคะ โทสะ โมหะมานะ ทิฏฐิ กิเลส ทุจริต เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นไปตามความแสวงหาย่อมไม่ข้ามกิเลสเครื่องเกี่ยวข้องได้.
เต อุคฺคหายนฺติ นิรสฺสชนฺตีติ สตฺถารํ คณฺหนฺติ ตํ มุญฺจิตฺวา อญฺญํ สตฺถารํ คณฺหนฺติ ธมฺมกฺขานํ คณฺหนฺติ ตํ มุญฺจิตฺวา อญฺญํ ธมฺมกฺขานํ คณฺหนฺติ คณํ คณฺหนฺติ ตํ มุญฺจิตฺวา อญฺญํ คณํ คณฺหนฺติ ทิฏฺฐึ คณฺหนฺติ ตํ มุญฺจิตฺวา อญฺญํ ทิฏฺฐึ คณฺหนฺติ ปฏิปทํ คณฺหนฺติ ตํ มุญฺจิตฺวา อญฺญํ ปฏิปทํ คณฺหนฺติ มคฺคํ คณฺหนฺติ ตํ มุญฺจิตฺวา อญฺญํ มคฺคํ คณฺหนฺติ คณฺหนฺติ จ มุญฺจนฺติ จ อาทิยนฺติ จ นิรสฺสชนฺติ จาติ เต อุคฺคหายนฺติ นิรสฺสชนฺติ ฯ
คำว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมจับถือ ย่อมละ มีความว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมถือศาสดา ละศาสดานั้นแล้ว ย่อมถือศาสดาอื่น ย่อมถือธรรมที่ศาสดาบอก ละธรรมที่ศาสดาบอกนั้นแล้ว ย่อมถือธรรมที่ศาสดาอื่นบอก ย่อมถือหมู่คณะ ละหมู่คณะนั้นแล้วถือหมู่คณะอื่น ย่อมถือทิฏฐิ ละทิฏฐินั้นแล้วถือทิฏฐิอื่น ย่อมถือปฏิปทา ละปฏิปทานั้นแล้วถือปฏิปทาอื่น ย่อมถือมรรค ละมรรคนั้นแล้วถือมรรคอื่น ย่อมถือและปล่อย คือ ย่อมยึดถือและย่อมละ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมจับถือ ย่อมละ.
กปีว สาขํ ปมุขํ คหายาติ ยถา มกฺกโฏ อรญฺเญ ปวเน จรมาโน สาขํ คณฺหาติ ตํ มุญฺจิตฺวา อญฺญํ สาขํ คณฺหาติ ตํ มุญฺจิตฺวา อญฺญํ สาขํ คณฺหาติ เอวเมว ปุถู สมณพฺราหฺมณา ปุถู ทิฏฺฐิคตานิ คณฺหนฺติ จ มุญฺจนฺติ จ อาทิยนฺติ จ นิรสฺสชนฺติ จาติ กปีว สาขํ ปมุขํ คหาย ฯ เตนาห ภควา ปุริมํ ปหาย อปรํ สิตาเส เอชานุคา เต น ตรนฺติ สงฺคํ เต อุคฺคหายนฺติ นิรสฺสชนฺติ กปีว สาขํ ปมุขํ คหายาติ ฯ
คำว่า เหมือนลิงจับและละกิ่งไม้เบื้องหน้า ฉะนั้น มีความว่า สมณพราหมณ์ เป็นอันมาก ย่อมจับถือและปล่อย คือ ย่อมยึดถือ และสละทิฏฐิเป็นอันมาก เหมือนลิงเที่ยวไปในป่าใหญ่ย่อมจับกิ่งไม้ ละกิ่งไม้นั้นแล้วจับกิ่งอื่น ละกิ่งอื่นนั้นแล้วจับกิ่งอื่น ฉะนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เหมือนลิงจับและละกิ่งไม้เบื้องหน้า ฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น ละต้น อาศัยหลัง ไปตามความแสวงหา ย่อมไม่ข้ามกิเลสเครื่องเกี่ยวข้องได้ สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมจับถือ ย่อมละ เหมือนลิงจับและละกิ่งไม้เบื้องหน้า ฉะนั้น.
สยํ สมาทาย วตานิ ชนฺตุ อุจฺจาวจํ คจฺฉติ สญฺญสตฺโต วิทฺวา จ เวเทหิ สเมจฺจ ธมฺมํ น อุจฺจาวจํ คจฺฉติ ภูริปญฺโญ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ชันตุชนสมาทานวัตรทั้งหลายเอง เป็นผู้ข้องในสัญญา ย่อมดำเนินผิดๆ ถูกๆ ส่วนบุคคลผู้มีความรู้ รู้ธรรมด้วยความรู้ทั้งหลาย เป็นผู้มีปัญญา กว้างขวางดุจแผ่นดิน ย่อมไม่ดำเนินผิดๆ ถูกๆ. ว่าด้วยการดำเนินผิดๆ ถูกๆ
สยํ สมาทาย วตานิ ชนฺตูติ สยํ สมาทายาติ สามํ สมาทาย ฯ วตานีติ หตฺถิวตฺตํ วา อสฺสวตฺตํ วา โควตฺตํ วา กุกฺกุรวตฺตํ วา กากวตฺตํ วา วาสุเทววตฺตํ วา พลเทววตฺตํ วา ปุณฺณภทฺทวตฺตํ วา มณิภทฺทวตฺตํ วา อคฺคิวตฺตํ วา นาควตฺตํ วา สุปณฺณวตฺตํ วา ยกฺขวตฺตํ วา อสุรวตฺตํ วา ฯเปฯ ทิสวตฺตํ วา อาทาย สมาทาย อาทิยิตฺวา สมาทิยิตฺวา คณฺหิตฺวา ปรามสิตฺวา อภินิวิสิตฺวา ฯ ชนฺตูติ สตฺโต นโร ฯเปฯ มนุโชติ สยํ สมาทาย วตานิ ชนฺตุ ฯ
คำว่า ชันตุชนสมาทานวัตรทั้งหลายเอง มีความว่า สมาทานเอง คือ สมาทานเอาเอง. คำว่า วัตรทั้งหลาย คือ ชันตุชนถือเอา สมาทานถือเอาแล้ว ถือเอาโดยเอื้อเฟื้อสมาทานแล้ว รับเอาแล้ว ยึดมั่น ถือมั่น ซึ่งหัตถิวัตร อัสสวัตร โควัตร กุกกุรวัตร กากวัตรวาสุเทววัตร พลเทววัตร ปุณณภัททวัตร มณีภัททวัตร อัคคิวัตร นาควัตร สุปัณณวัตร ยักขวัตรอสุรวัตร ฯลฯ ทิสวัตร. คำว่า ชันตุชน คือ สัตว์ นรชน ฯลฯ มนุษย์ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ชันตุชน สมาทานวัตรทั้งหลายเอง.
อุจฺจาวจํ คจฺฉติ สญฺญสตฺโตติ สตฺถารโต สตฺถารํ คจฺฉติ ธมฺมกฺขานโต ธมฺมกฺขานํ คจฺฉติ คณโต คณํ คจฺฉติ ทิฏฺฐิยา ทิฏฺฐึ คจฺฉติ ปฏิปทาโต ปฏิปทํ คจฺฉติ มคฺคโต มคฺคํ คจฺฉติ ฯ สญฺญสตฺโตติ กามสญฺญาย พฺยาปาทสญฺญาย วิหึสาสญฺญาย ทิฏฺฐิสญฺญาย สตฺโต วิสตฺโต อาสตฺโต ลคฺโค ลคฺคิโต ปลิพุทฺโธ ฯ ยถา ภิตฺติขีเล วา นาคทนฺเต วา ภณฺฑํ สตฺตํ วิสตฺตํ อาสตฺตํ ลคฺคํ ลคฺคิตํ ปลิพุทฺธํ เอวเมว กามสญฺญาย พฺยาปาทสญฺญาย วิหึสาสญฺญาย ทิฏฺฐิสญฺญาย สตฺโต วิสตฺโต อาสตฺโต ลคฺโค ลคฺคิโต ปลิพุทฺโธติ อุจฺจาวจํ คจฺฉติ สญฺญสตฺโต ฯ
คำว่า เป็นผู้ข้องในสัญญา ย่อมดำเนินผิดๆ ถูกๆ มีความว่า จากศาสดาต้นถึงศาสดาหลัง จากธรรมที่ศาสดาต้นบอกถึงธรรมที่ศาสดาหลังบอก จากหมู่คณะต้นถึงหมู่คณะหลัง จากทิฏฐิต้นถึงทิฏฐิหลัง จากปฏิปทาต้นถึงปฏิปทาหลัง จากมรรคต้นถึงมรรคหลัง. คำว่าเป็นผู้ข้องในสัญญา คือ เป็นผู้ข้อง เกี่ยวข้อง ข้องทั่วไป ติดอยู่ พันอยู่ เกี่ยวพันอยู่ในกามสัญญา พยาบาทสัญญา วิหิงสาสัญญา ทิฏฐิสัญญา เหมือนสิ่งของที่ข้อง เกี่ยวข้อง ข้องทั่วไปติดอยู่ พันอยู่ เกี่ยวพันอยู่ ที่ตะปูอันตอกติดฝาหรือที่ไม้ขอ ฉะนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าเป็นผู้ข้องในสัญญา ย่อมดำเนินผิดๆ ถูกๆ. ผู้รู้ธรรม ๗ ประการ
วิทฺวา จ เวเทหิ สเมจฺจ ธมฺมนฺติ วิทฺวาติ วิทฺวา วิชฺชาคโต ญาณี พุทฺธิมา วิภาวี เมธาวี ฯ เวเทหีติ เวทา วุจฺจนฺติ จตูสุ มคฺเคสุ ญาณํ ปญฺญา ปญฺญินฺทฺริยํ ปญฺญาพลํ ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค วีมํสา วิปสฺสนา สมฺมาทิฏฺฐิ ฯ เตหิ เวเทหิ ชาติชรามรณสฺส อนฺตคโต อนฺตปฺปตฺโต โกฏิคโต โกฏิปฺปตฺโต ปริยนฺตคโต ปริยนฺตปฺปตฺโต โวสานคโต โวสานปฺปตฺโต ตาณคโต ตาณปฺปตฺโต เลณคโต เลณปฺปตฺโต สรณคโต สรณปฺปตฺโต อภยคโต อภยปฺปตฺโต อจฺจุตคโต อจฺจุตปฺปตฺโต อมตคโต อมตปฺปตฺโต นิพฺพานคโต นิพฺพานปฺปตฺโต ฯ เวทานํ วา อนฺตคโตติ เวทคู ฯ เวเทหิ วา อนฺตคโตติ เวทคู ฯ สตฺตนฺนํ ธมฺมานํ วิทิตตฺตา เวทคู สกฺกายทิฏฺฐิ วิทิตา โหติ วิจิกิจฺฉา วิทิตา โหติ สีลพฺพตปรามาโส วิทิโต โหติ ราโค วิทิโต โหติ โทโส วิทิโต โหติ โมโห วิทิโต โหติ มาโน วิทิโต โหติ ฯ วิทิตสฺส โหนฺติ ปาปกา อกุสลา ธมฺมา สงฺกิเลสิกา โปโนพฺภวิกา สทรา ทุกฺขวิปากา อายตึ ชาติชรามรณียา ฯ เวทานิ วิเจยฺย เกวลานิ (สภิยาติ ภควา) สมณานํ ยานิปตฺถิ พฺราหฺมณานํ สพฺพเวทนาสุ วีตราโค สพฺพํ เวทมติจฺจ เวทคู โส ฯ {๑๓๑.๑} วิทฺวา จ เวเทหิ สเมจฺจ ธมฺมนฺติ สเมจฺจ อภิสเมจฺจ ธมฺมํ ฯ สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ สเมจฺจ อภิสเมจฺจ ธมฺมํ ฯ สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขาติ สเมจฺจ อภิสเมจฺจ ธมฺมํ ฯ สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ สเมจฺจ อภิสเมจฺจ ธมฺมํ ฯ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาราติ สเมจฺจ อภิสเมจฺจ ธมฺมํ ฯ สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณนฺติ สเมจฺจ อภิสเมจฺจ ธมฺมํ ฯ วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปนฺติ ฯ นามรูปปจฺจยา สฬายตนนฺติ ฯ สฬายตนปจฺจยา ผสฺโสติ ฯ ผสฺสปจฺจยา เวทนาติ ฯ เวทนาปจฺจยา ตณฺหาติ ฯ ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานนฺติ ฯ อุปาทานปจฺจยา ภโวติ ฯ ภวปจฺจยา ชาตีติ ฯ ชาติปจฺจยา ชรามรณนฺติ สเมจฺจ อภิสเมจฺจ ธมฺมํ ฯ {๑๓๑.๒} อวิชฺชานิโรธา สงฺขารนิโรโธติ สเมจฺจ อภิสเมจฺจ ธมฺมํ ฯ สงฺขารนิโรธา วิญฺญาณนิโรโธติ สเมจฺจ อภิสเมจฺจ ธมฺมํ ฯ วิญฺญาณนิโรธา นามรูปนิโรโธติ ฯ นามรูปนิโรธา สฬายตนนิโรโธติ ฯ สฬายตนนิโรธา ผสฺสนิโรโธติ ฯ ผสฺสนิโรธา เวทนานิโรโธติ ฯ เวทนานิโรธา ตณฺหานิโรโธติ ฯ ตณฺหานิโรธา อุปาทานนิโรโธติ ฯ อุปาทานนิโรธา ภวนิโรโธติ ฯ ภวนิโรธา ชาตินิโรโธติ ฯ ชาตินิโรธา ชรามรณนิโรโธติ สเมจฺจ อภิสเมจฺจ ธมฺมํ ฯ {๑๓๑.๓} อิทํ ทุกฺขนฺติ สเมจฺจ อภิสเมจฺจ ธมฺมํ ฯ อยํ ทุกฺขสมุทโยติ ฯ อยํ ทุกฺขนิโรโธติ ฯ อยํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทาติ สเมจฺจ อภิสเมจฺจ ธมฺมํ ฯ อิเม อาสวาติ สเมจฺจ อภิสเมจฺจ ธมฺมํ ฯ อยํ อาสวสมุทโยติ ฯ อยํ อาสวนิโรโธติ ฯ อยํ อาสวนิโรธคามินี ปฏิปทาติ สเมจฺจ อภิสเมจฺจ ธมฺมํ ฯ อิเม ธมฺมา อภิญฺเญยฺยาติ ฯ อิเม ธมฺมา ปริญฺเญยฺยาติ ฯ อิเม ธมฺมา ปหาตพฺพาติ ฯ อิเม ธมฺมา ภาเวตพฺพาติ ฯ อิเม ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพาติ สเมจฺจ อภิสเมจฺจ ธมฺมํ ฯ ฉนฺนํ ผสฺสายตนานํ สมุทยญฺจ อตฺถงฺคมญฺจ อสฺสาทญฺจ อาทีนวญฺจ นิสฺสรณญฺจ สเมจฺจ อภิสเมจฺจ ธมฺมํ ฯ ปญฺจนฺนํ อุปาทานกฺขนฺธานํ สมุทยญฺจ อตฺถงฺคมญฺจ อสฺสาทญฺจ อาทีนวญฺจ นิสฺสรณญฺจ สเมจฺจ อภิสเมจฺจ ธมฺมํ ฯ จตุนฺนํ มหาภูตานํ สมุทยญฺจ อตฺถงฺคมญฺจ อสฺสาทญฺจ อาทีนวญฺจ นิสฺสรณญฺจ สเมจฺจ อภิสเมจฺจ ธมฺมํ ฯ ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ สเมจฺจ อภิสเมจฺจ ธมฺมนฺติ วิทฺธา จ เวเทหิ สเมจฺจ ธมฺมํ ฯ
คำว่า ส่วนบุคคลผู้มีความรู้ รู้ธรรมด้วยความรู้ทั้งหลาย มีความว่า มีความรู้ ได้แก่มีความรู้ คือ ถึงวิชชา มีญาณ มีปัญญาเครื่องตรัสรู้ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาเป็นเครื่องทำลายกิเลส. คำว่า ด้วยความรู้ทั้งหลาย มีความว่า ญาณในมรรคทั้ง ๔ ปัญญา ปัญญินทรีย์ปัญญาพละ ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ ปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาวิปัสสนา สัมมาทิฏฐิ เรียกว่าความรู้. บุคคลผู้มีความรู้นั้น ถึงที่สุด บรรลุที่สุด ถึงส่วนสุด บรรลุส่วนสุด ถึงที่สุดรอบ บรรลุที่สุดรอบถึงที่สิ้นสุด บรรลุที่สิ้นสุด ถึงที่ป้องกัน บรรลุที่ป้องกัน ถึงที่ลับ บรรลุที่ลับ ถึงที่พึ่ง บรรลุที่พึ่งถึงที่ไม่มีภัย บรรลุที่ไม่มีภัย ถึงที่ไม่จุติ บรรลุที่ไม่จุติ ถึงที่ไม่ตาย บรรลุที่ไม่ตาย ถึงนิพพานบรรลุนิพพาน แห่งชาติชราและมรณะ ด้วยความรู้ทั้งหลายเหล่านั้น. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลชื่อว่าเวทคู เพราะอรรถว่า ถึงที่สุดแห่งความรู้ทั้งหลายบ้าง. เพราะอรรถว่า ถึงที่สุดด้วยความรู้ทั้งหลายบ้าง และชื่อว่าเวทคู. เพราะเป็นผู้รู้แจ้งธรรม ๗ ประการ คือ เป็นผู้รู้แจ้งซึ่งสักกายทิฏฐิวิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ราคะ โทสะ โมหะ มานะ. และเป็นผู้รู้แจ้งซึ่งอกุศลธรรมอันลามกทั้งหลาย อันทำความเศร้าหมอง ให้เกิดในภพใหม่ มีความกระวนกระวาย มีวิบากเป็นทุกข์เป็นปัจจัยแห่งชาติ ชรา และมรณะต่อไป. สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรสภิยะ บุคคลเลือกเฟ้นเวททั้งสิ้นของพวกพราหมณ์ที่มีอยู่ เป็นผู้ ปราศจากราคะในเวทนาทั้งปวง ล่วงเวททั้งปวงแล้ว ชื่อว่าเป็นเวทคู. คำว่า ส่วนบุคคลผู้มีความรู้ รู้ธรรมด้วยความรู้ทั้งหลาย มีความว่า คือรู้ รู้เฉพาะซึ่งธรรมคือรู้ รู้เฉพาะซึ่งธรรมว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตาเพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัยจึงมีผัสสะเพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมีชราและมรณะ เพราะอวิชชาดับสังขารจึงดับ เพราะสังขารดับวิญญาณจึงดับ เพราะวิญญาณดับนามรูปจึงดับ เพราะนามรูปดับสฬายตนะจึงดับ เพราะสฬายตนะดับผัสสะจึงดับ เพราะผัสสะดับเวทนาจึงดับ เพราะเวทนาดับตัณหาจึงดับ เพราะตัณหาดับอุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับภพจึงดับ เพราะภพดับชาติจึงดับ เพราะชาติดับชราและมรณะจึงดับ. และรู้ รู้เฉพาะซึ่งธรรมว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์. เหล่านี้อาสวะ นี้เหตุให้เกิดอาสวะ นี้ความดับอาสวะ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับอาสวะ. ธรรมเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง ธรรมเหล่านี้ควรกำหนดรู้ ธรรมเหล่านี้ควรละ ธรรมเหล่านี้ควรเจริญ ธรรมเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง. และรู้ รู้เฉพาะซึ่งธรรม คือ เหตุเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งผัสสายตนะ ๖. และรู้ รู้เฉพาะซึ่งธรรม คือ เหตุเกิด ความดับ คุณ โทษและอุบายเครื่องสลัดออกแห่งอุปาทานขันธ์ ๕. และรู้ รู้เฉพาะซึ่งธรรม คือเหตุเกิด ความดับคุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งมหาภูตรูป ๔. และรู้ รู้เฉพาะซึ่งธรรมว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น. จึงชื่อว่าส่วนบุคคลผู้มีความรู้ รู้ธรรมด้วยความรู้ทั้งหลาย.
น อุจฺจาวจํ คจฺฉติ ภูริปญฺโญติ น สตฺถารโต สตฺถารํ คจฺฉติ น ธมฺมกฺขานโต ธมฺมกฺขานํ คจฺฉติ น คณโต คณํ คจฺฉติ น ทิฏฺฐิยา ทิฏฺฐึ คจฺฉติ น ปฏิปทาย ปฏิปทํ คจฺฉติ น มคฺคโต มคฺคํ คจฺฉติ ฯ ภูริปญฺโญติ มหาปญฺโญ ปุถุปญฺโญ หาสปญฺโญ ชวนปญฺโญ ติกฺขปญฺโญ นิพฺเพธิกปญฺโญ ฯ ภูรี วุจฺจติ ปฐวี ฯ ตาย ปฐวีสมาย ปญฺญาย วิปุลาย วิตฺถตาย สมนฺนาคโตติ น อุจฺจาวจํ คจฺฉติ ภูริปญฺโญ ฯ เตนาห ภควา สยํ สมาทาย วตานิ ชนฺตุ อุจฺจาวจํ คจฺฉติ สญฺญสตฺโต วิทฺธา จ เวเทหิ สเมจฺจ ธมฺมํ น อุจฺจาวจํ คจฺฉติ ภูริปญฺโญติ ฯ
คำว่า เป็นผู้มีปัญญากว้างขวางดังแผ่นดิน ย่อมไม่ดำเนินผิดๆ ถูกๆ มีความว่า บุคคลผู้มีปัญญากว้างขวางดังแผ่นดิน ย่อมไม่จากศาสดาต้น ถึงศาสดาหลังไม่จากธรรมที่ศาสดาต้นบอก ถึงธรรมที่ศาสดาหลังบอก ไม่จากหมู่คณะต้น ถึงหมู่คณะหลังไม่จากทิฏฐิต้น ถึงทิฏฐิหลัง ไม่จากปฏิปทาต้น ถึงปฏิปทาหลัง ไม่จากมรรคต้น ถึงมรรคหลัง. คำว่าบุคคลผู้มีปัญญากว้างขวางดังแผ่นดิน คือมีปัญญาใหญ่ มีปัญญามาก มีปัญญาเป็นเครื่องรื่นเริงมีปัญญาไว มีปัญญาคมกล้า มีปัญญาเป็นเครื่องทำลายกิเลส. แผ่นดินตรัสว่า ภูริ. บุคคลประกอบด้วยปัญญากว้างขวางแผ่ไปเสมอด้วยแผ่นดินนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลผู้มีปัญญากว้างดังแผ่นดิน ย่อมไม่ดำเนินผิดๆ ถูกๆ. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ชันตุชนสมาทานวัตรทั้งหลายเอง เป็นผู้ข้องในสัญญา ย่อมดำเนิน ผิดๆ ถูกๆ ส่วนบุคคลผู้มีความรู้ รู้ธรรมด้วยความรู้ทั้งหลาย เป็นผู้มี ปัญญากว้างขวางดังแผ่นดิน ย่อมไม่ดำเนินผิดๆ ถูกๆ.
ส สพฺพธมฺเมสุ วิเสนิภูโต ยงฺกิญฺจิ ทิฏฺฐํว สุตํ มุตํ วา ตเมว ทสฺสึ วิวฏํ จรนฺตํ เกนีธ โลกสฺมิ วิกปฺปเยยฺย ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า บุคคลผู้มีปัญญากว้างขวางดังแผ่นดินนั้น เป็นผู้กำจัดเสนาในธรรม ทั้งปวง คือ ในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน หรืออารมณ์ที่ทราบอย่างใด อย่างหนึ่ง ใครๆ ในโลกนี้พึงกำหนดซึ่งบุคคลนั้นนั่นแหละ ผู้เห็น ผู้ประพฤติเปิดเผยด้วยกิเลสอะไรเล่า. ว่าด้วยมารเสนา
ส สพฺพธมฺเมสุ วิเสนิภูโต ยงฺกิญฺจิ ทิฏฺฐํว สุตํ มุตํ วาติ เสนา วุจฺจติ มารเสนา ฯ กายทุจฺจริตํ มารเสนา วจีทุจฺจริตํ มารเสนา มโนทุจฺจริตํ มารเสนา ราโค มารเสนา โทโส มารเสนา โมโห มารเสนา โกโธ อุปนาโห ฯเปฯ สพฺพากุสลาภิสงฺขารา มารเสนา ฯ วุตฺตํ เหตํ ภควตา กามา เต ปฐมา เสนา ทุติยารติ วุจฺจติ ตติยา ขุปฺปิปาสา เต จตุตฺถี ตณฺหา ปวุจฺจติ ปญฺจมํ ถีนมิทฺธนฺเต ฉฏฺฐา ภิรู ปวุจฺจติ สตฺตมี วิจิกิจฺฉา เต มกฺโข ถมฺโภ เต อฏฺฐโม ลาโภ สิโลโก สกฺกาโร มิจฺฉาลทฺโธ จ โย ยโส โย จตฺตานํ สมุกฺกํเส ปเร จ อวชานติ เอสา นมุจิ เต เสนา กณฺหสฺสาภิปฺปหาริณี น นํ อสูโร ชินาติ เชตฺวา จ ลภเต สุขนฺติ ฯ ยโต จตูหิ อริยมคฺเคหิ สพฺพา จ มารเสนา สพฺเพ จ ปฏิเสนิกรา กิเลสา ชิตา จ ปราชิตา จ ภคฺคา วิปฺปลุตฺตา ปรมฺมุขา โส วุจฺจติ วิเสนิภูโต ฯ โส ทิฏฺเฐ วิเสนิภูโต สุเต วิเสนิภูโต มุเต วิเสนิภูโต วิญฺญาเต วิเสนิภูโตติ ส สพฺพธมฺเมสุ วิเสนิภูโต ยงฺกิญฺจิ ทิฏฺฐํว สุตํ มุตํ วา ฯ
คำว่า บุคคลผู้มีปัญญากว้างขวางดังแผ่นดินนั้น เป็นผู้กำจัดเสนาในธรรมทั้งปวง คือ ในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน หรืออารมณ์ที่ทราบอย่างใดอย่างหนึ่ง มีความว่า มารเสนาเรียกว่าเสนา กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ราคะ โทสะ โมหะ โกธะ อุปนาหะ ฯลฯ อภิสังขารคืออกุศลกรรมทั้งปวง ชื่อว่ามารเสนา. สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า กิเลสกาม เรากล่าวว่าเป็นมารเสนาที่ ๑ ของท่าน ความไม่ยินดี เรากล่าวว่าเป็นเสนาที่ ๒ ของท่าน ความหิวกระหาย เรากล่าวว่า เป็นเสนาที่ ๓ ของท่าน ตัณหา เรากล่าวเป็นเสนาที่ ๔ ของท่าน ความง่วงเพราะหาวนอน เรากล่าวว่าเป็นเสนาที่ ๕ ของท่าน ความขลาด เรากล่าวว่าเป็นเสนาที่ ๖ ของท่าน ความลังเลใจ เรากล่าวว่าเป็นเสนาที่ ๗ ของท่าน ความลบหลู่และความกระด้าง เรากล่าวว่าเป็นเสนาที่ ๘ ของท่าน ลาภ ความสรรเสริญ สักการะ และยศที่ได้โดยทางผิด เรากล่าวว่าเป็นเสนาที่ ๙ ของท่าน ความยกตนและข่มผู้อื่น เรากล่าวว่า เป็นเสนาที่ ๑๐ ของท่าน ดูกรพระยามาร เสนาของท่านเหล่านี้ เป็นผู้มี ปกติกำจัดผู้มีธรรมดำ คนไม่กล้าย่อมไม่ชนะเสนานั้นได้ ส่วนคนกล้า ย่อมชนะได้ ครั้นชนะแล้วย่อมได้สุข ดังนี้. เมื่อใด มารเสนาทั้งหมดและกิเลสอันทำความเป็นปฏิปักษ์ทั้งหมด อันบุคคลผู้มีปัญญากว้างขวางดังแผ่นดินนั้นชนะแล้ว ให้แพ้แล้ว ทำลายเสีย กำจัดเสีย ทำให้ไม่สู้หน้าแล้วด้วยอริยมรรค ๔ เมื่อนั้นบุคคลผู้มีปัญญากว้างขวางดังแผ่นดินนั้น เรียกว่า เป็นผู้กำจัดเสนา. บุคคลนั้นเป็นผู้กำจัดเสนาในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ทราบ อารมณ์ที่รู้แจ้ง เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า บุคคลผู้มีปัญญากว้างขวางดังแผ่นดินนั้น เป็นผู้กำจัดเสนาในธรรมทั้งปวง คือในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน หรืออารมณ์ที่ทราบอย่างใดอย่างหนึ่ง.
ตเมว ทสฺสึ วิวฏํ จรนฺตนฺติ ตเมว สุทฺธทสฺสึ วิสุทฺธทสฺสึ ปริสุทฺธทสฺสึ โวทานทสฺสึ ปริโยทานทสฺสึ ฯ อถวา สุทฺธทสฺสนํ วิสุทฺธทสฺสนํ ปริสุทฺธทสฺสนํ โวทานทสฺสนํ ปริโยทานทสฺสนํ ฯ วิวฏนฺติ ตณฺหาฉทนํ กิเลสฉทนํ อวิชฺชาฉทนํ ฯ ตานิ ฉทนานิ วิวฏานิ โหนฺติ วิทฺธํสิตานิ อุปฆาติตานิ สมุคฺฆาติตานิ ปหีนานิ สมุจฺฉินฺนานิ วูปสนฺตานิ ปฏิปฺปสฺสทฺธานิ อภพฺพุปฺปตฺติกานิ ญาณคฺคินา ทฑฺฒานิ ฯ จรนฺตนฺติ จรนฺตํ วิจรนฺตํ อิริยนฺตํ วตฺตนฺตํ ปาเลนฺตํ ยเปนฺตํ ยาเปนฺตนฺติ ตเมว ทสฺสึ วิวฏํ จรนฺตํ ฯ
คำว่า ซึ่งบุคคลนั้นนั่นแหละ ผู้เห็น ผู้ประพฤติเปิดเผย มีความว่า ซึ่งบุคคลนั้นนั่นแหละ ผู้เห็นธรรมอันหมดจด เห็นธรรมอันหมดจดวิเศษ เห็นธรรมอันหมดจดรอบเห็นธรรมอันขาว เห็นธรรมอันขาวรอบ. อีกอย่างหนึ่ง ผู้มีความเห็นอันหมดจด มีความเห็นอันหมดจดวิเศษ มีความเห็นอันหมดจดรอบ มีความเห็นอันขาว มีความเห็นอันขาวรอบ. คำว่าเปิดเผย มีความว่าเครื่องปิดบัง คือ ตัณหา กิเลส อวิชชา. เครื่องปิดบังเหล่านั้น อันบุคคลนั้นเปิดเผยแล้ว กำจัดเลิกขึ้น เปิดขึ้น ละ ตัดขาด สงบ ระงับ ทำไม่ให้ควรเกิดขึ้นเผาเสียแล้วด้วยไฟ คือญาณ. คำว่าผู้ประพฤติ คือ ผู้ประพฤติ ผู้เที่ยวไป เป็นไป หมุนไป รักษา ดำเนินไปให้อัตภาพดำเนินไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ซึ่งบุคคลนั้นนั่นแหละ ผู้เห็น ผู้ประพฤติเปิดเผย.
เกนีธ โลกสฺมิ วิกปฺปเยยฺยาติ กปฺปาติ เทฺว กปฺปา ตณฺหากปฺโป จ ทิฏฺฐิกปฺโป จ ฯเปฯ อยํ ตณฺหากปฺโป ฯเปฯ อยํ ทิฏฺฐิกปฺโป ฯ ตสฺส ตณฺหากปฺโป ปหีโน ทิฏฺฐิกปฺโป ปฏินิสฺสฏฺโฐ ตณฺหากปฺปสฺส ปหีนตฺตา ทิฏฺฐิกปฺปสฺส ปฏินิสฺสฏฺฐตฺตา เกน ราเคน กปฺเปยฺย เกน โทเสน กปฺเปยฺย เกน โมเหน กปฺเปยฺย เกน มาเนน กปฺเปยฺย กาย ทิฏฺฐิยา กปฺเปยฺย เกน อุทฺธจฺเจน กปฺเปยฺย กาย วิจิกิจฺฉาย กปฺเปยฺย เกหิ อนุสเยหิ กปฺเปยฺย รตฺโตติ วา ทุฏฺโฐติ วา มูโฬฺหติ วา วินิพนฺโธติ วา ปรามฏฺโฐติ วา วิกฺเขปคโตติ วา อนิฏฺฐงฺคโตติ วา ถามคโตติ วา ฯ เต อภิสงฺขารา ปหีนา อภิสงฺขารานํ ปหีนตฺตา คติโย เกน กปฺเปยฺย เนรยิโกติ วา ติรจฺฉานโยนิโกติ วา ปิตฺติวิสยิโกติ วา มนุสฺโสติ วา เทโวติ วา รูปีติ วา อรูปีติ วา สญฺญีติ วา อสญฺญีติ วา เนวสญฺญีนาสญฺญีติ วา ฯ โส เหตุ นตฺถิ ปจฺจโย นตฺถิ การณํ นตฺถิ เยน กปฺเปยฺย วิกปฺเปยฺย วิกปฺปํ อาปชฺเชยฺย ฯ โลกสฺมินฺติ อปายโลเก มนุสฺสโลเก เทวโลเก ขนฺธโลเก ธาตุโลเก อายตนโลเกติ เกนีธ โลกสฺมิ วิกปฺปเยยฺย ฯ เตนาห ภควา ส สพฺพธมฺเมสุ วิเสนิภูโต ยงฺกิญฺจิ ทิฏฺฐํว สุตํ มุตํ วา ตเมว ทสฺสึ วิวฏํ จรนฺตํ เกนีธ โลกสฺมิ วิกปฺปเยยฺยาติ ฯ
คำว่า ใครๆ ในโลกนี้ พึงกำหนด ... ด้วยกิเลสอะไรเล่า มีความว่า คำว่า กำหนด ได้แก่ความกำหนด ๒ อย่าง คือ ความกำหนดด้วยตัณหา ๑ ความกำหนดด้วยทิฏฐิ ๑ฯลฯ นี้ชื่อว่าความกำหนดด้วยตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่าความกำหนดด้วยทิฏฐิ. บุคคลนั้นละความกำหนดด้วยตัณหา สละคืนความกำหนดด้วยทิฏฐิแล้ว เพราะเป็นผู้ละความกำหนดด้วยตัณหาสละคืนความกำหนดด้วยทิฏฐิแล้ว ใครๆ จะพึงกำหนดบุคคลนั้นด้วยราคะ โทสะ โมหะ มานะทิฏฐิ อุทธัจจะ วิจิกิจฉา อนุสัย อะไรเล่าว่า เป็นผู้กำนัด ขัดเคือง หลง ผูกพัน ถือมั่น ถึงความฟุ้งซ่าน ถึงความไม่ตกลง หรือถึงโดยเรี่ยวแรง. กิเลสเครื่องปรุงแต่งเหล่านั้นอันบุคคลนั้นละแล้ว เพราะเป็นผู้ละกิเลสเครื่องปรุงแต่งเหล่านั้นแล้ว ใครๆ จะพึงกำหนดคติแห่งบุคคลนั้นด้วยกิเลสอะไรเล่าว่า เป็นผู้เกิดในนรก เกิดในกำเนิดดิรัจฉาน เกิดในเปรตวิสัย เป็นมนุษย์เป็นเทวดา เป็นสัตว์มีรูป เป็นสัตว์ไม่มีรูป เป็นสัตว์มีสัญญา เป็นสัตว์ไม่มีสัญญา หรือเป็นสัตว์มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่. บุคคลนั้นไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย ไม่มีการณะ อันเป็นเครื่องกำหนด กำหนดวิเศษ ถึงความกำหนดแห่งใครๆ. คำว่า ในโลก คือ ในอบายโลกมนุษยโลก เทวโลก ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ใครๆ ในโลกนี้ พึงกำหนด ... ด้วยกิเลสอะไรเล่า. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า บุคคลมีปัญญากว้างขวางดังแผ่นดินนั้น เป็นผู้กำจัดเสนาในธรรมทั้งปวง ในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน หรืออารมณ์ที่ทราบอย่างใดอย่างหนึ่ง ใครๆ ในโลกนี้ พึงกำหนดซึ่งบุคคลนั้นนั่นแหละ ผู้เห็น ผู้ประพฤติเปิดเผย ด้วยกิเลสอะไรเล่า.
น กปฺปยนฺติ น ปุเรกฺขโรนฺติ อจฺจนฺตสุทฺธีติ น เต วทนฺติ อาทานคนฺถํ คถิตํ วิสชฺช อาสํ น กุพฺพนฺติ กุหิญฺจิ โลเก ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สัตบุรุษทั้งหลาย ย่อมไม่กำหนด ย่อมไม่ทำตัณหาและทิฏฐิไว้ในเบื้อง หน้า สัตบุรุษเหล่านั้น ย่อมไม่กล่าวว่า เป็นความหมดจดส่วนเดียว สัตบุรุษเหล่านั้นละกิเลสเป็นเครื่องถือมั่น ผูกพัน ร้อยรัดแล้ว ไม่ทำ ความหวังในที่ไหนๆ ในโลก. ว่าด้วยคุณลักษณะของสัตบุรุษ
น กปฺปยนฺติ น ปุเรกฺขโรนฺตีติ กปฺปาติ เทฺว กปฺปา ตณฺหากปฺโป จ ทิฏฺฐิกปฺโป จ ฯเปฯ อยํ ตณฺหากปฺโป ฯเปฯ อยํ ทิฏฺฐิกปฺโป ฯ เตสํ ตณฺหากปฺโป ปหีโน ทิฏฺฐิกปฺโป ปฏินิสฺสฏฺโฐ ตณฺหากปฺปสฺส ปหีนตฺตา ทิฏฺฐิกปฺปสฺส ปฏินิสฺสฏฺฐตฺตา ตณฺหากปฺปํ วา ทิฏฺฐิกปฺปํ วา น กปฺเปนฺติ น ชเนนฺติ น สญฺชเนนฺติ น นิพฺพตฺเตนฺติ นาภินิพฺพตฺเตนฺตีติ น กปฺปยนฺติ ฯ น ปุเรกฺขโรนฺตีติ เทฺว ปุเรกฺขารา ตณฺหาปุเรกฺขาโร จ ทิฏฺฐิปุเรกฺขาโร จ ฯเปฯ อยํ ตณฺหาปุเรกฺขาโร ฯเปฯ อยํ ทิฏฺฐิปุเรกฺขาโร ฯ เตสํ ตณฺหาปุเรกฺขาโร ปหีโน ทิฏฺฐิปุเรกฺขาโร ปฏินิสฺสฏฺโฐ ตณฺหาปุเรกฺขารสฺส ปหีนตฺตา ทิฏฺฐิปุเรกฺขารสฺส ปฏินิสฺสฏฺฐตฺตา น ตณฺหํ วา ทิฏฺฐึ วา ปุรโต กตฺวา จรนฺติ น ตณฺหาธชา น ตณฺหาเกตู น ตณฺหาธิปเตยฺยา น ทิฏฺฐิทฺธชา น ทิฏฺฐิเกตู น ทิฏฺฐาธิปเตยฺยา น ตณฺหาย วา ทิฏฺฐิยา วา ปริวาริตา จรนฺตีติ น กปฺปยนฺติ น ปุเรกฺขโรนฺติ ฯ
คำว่า สัตบุรุษทั้งหลายย่อมไม่กำหนด ย่อมไม่ทำตัณหาและทิฏฐิไว้ในเบื้องหน้า มีความว่า คำว่า กำหนด ได้แก่ ความกำหนด ๒ อย่าง คือ ความกำหนดด้วยตัณหา ๑ความกำหนดด้วยทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่าความกำหนดด้วยตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่าความกำหนดด้วยทิฏฐิสัตบุรุษเหล่านั้นละความกำหนดด้วยตัณหา สละคืนความกำหนดด้วยทิฏฐิแล้ว เพราะเป็นผู้ละความกำหนดด้วยตัณหา สละคืนความกำหนดด้วยทิฏฐิแล้ว สัตบุรุษเหล่านั้น จึงไม่กำหนดซึ่งความกำหนดด้วยตัณหา หรือความกำหนดด้วยทิฏฐิ คือ ไม่ให้เกิด ไม่ให้เกิดพร้อม ไม่ให้บังเกิด ไม่ให้บังเกิดเฉพาะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่กำหนด คำว่า ย่อมไม่ทำตัณหาและทิฏฐิไว้ในเบื้องหน้า มีความว่า ความทำไว้ในเบื้องหน้า ๒ อย่าง คือ ความทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยตัณหา ๑ ความทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่าความทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยตัณหาฯลฯ นี้ชื่อว่าความทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยทิฏฐิ สัตบุรุษเหล่านั้น ละความทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยตัณหา สละคืนความทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยทิฏฐิแล้ว เพราะเป็นผู้ละความทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยตัณหา สละคืนความทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยทิฏฐิแล้ว จึงไม่กระทำตัณหาและทิฏฐิไว้ในเบื้องหน้าด้วยเที่ยวไป คือ เป็นผู้ไม่มีตัณหาเป็นธงชัย ไม่มีตัณหาเป็นธงยอด ไม่มีตัณหาเป็นใหญ่ ไม่มีทิฏฐิเป็นธงชัย ไม่มีทิฏฐิเป็นธงยอด ไม่มีทิฏฐิเป็นใหญ่ เป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่แวดล้อมเที่ยวไป เพราะฉะนั้น. จึงชื่อว่า สัตบุรุษทั้งหลายย่อมไม่กำหนด ย่อมไม่ทำตัณหาและทิฏฐิไว้ในเบื้องหน้า.
อจฺจนฺตสุทฺธีติ น เต วทนฺตีติ อจฺจนฺตสุทฺธีติ อนจฺจนฺตสุทฺธึ สํสารสุทฺธึ อกิริยสุทฺธึ สสฺสตวาทํ น วทนฺติ น กเถนฺติ น ภณนฺติ น ทีปยนฺติ น โวหรนฺตีติ อจฺจนฺตสุทฺธีติ น เต วทนฺติ ฯ
คำว่า สัตบุรุษเหล่านั้น ย่อมไม่กล่าวว่า เป็นความหมดจดส่วนเดียว มีความว่า สัตบุรุษเหล่านั้น ย่อมไม่กล่าว ไม่บอก ไม่พูด ไม่แสดง ไม่แถลง ซึ่งความไม่หมดจดส่วนเดียว ความหมดจดจากสงสาร ความหมดจดโดยอกิริยาทิฏฐิวาทะว่า สัตว์สังขารเที่ยง ว่าเป็นความหมดจดส่วนเดียว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สัตบุรุษเหล่านั้น ย่อมไม่กล่าวว่าเป็นความหมดจดส่วนเดียว.
อาทานคนฺถํ คถิตํ วิสชฺชาติ คนฺถาติ จตฺตาโร คนฺถา อภิชฺฌา กายคนฺโถ พฺยาปาโท กายคนฺโถ สีลพฺพตปรามาโส กายคนฺโถ อิทํสจฺจาภินิเวโส กายคนฺโถ ฯ อตฺตโน ทิฏฺฐิยา ราโค อภิชฺฌา กายคนฺโถ ฯ ปรวาเทสุ อาฆาโต อปฺปจฺจโย พฺยาปาโท กายคนฺโถ ฯ อตฺตโน สีลํ วา วตฺตํ วา สีลพฺพตฺตํ วา ปรามสติ สีลพฺพตปรามาโส กายคนฺโถ ฯ อตฺตโน ทิฏฺฐิ อิทํสจฺจาภินิเวโส กายคนฺโถ ฯ กึการณา วุจฺจนฺติ อาทานคนฺโถ ฯ เตหิ คนฺเถหิ รูปํ อาทิยนฺติ อุปาทิยนฺติ คณฺหนฺติ ปรามสนฺติ อภินิวิสนฺติ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ คตึ อุปปตฺตึ ปฏิสนฺธึ ภวํ สํสารํ วฏฺฏํ อาทิยนฺติ อุปาทิยนฺติ คณฺหนฺติ ปรามสนฺติ อภินิวิสนฺติ ตํการณา วุจฺจนฺติ อาทานคนฺโถ ฯ วิสชฺชาติ คนฺเถ โวสฺสชฺชิตฺวา วา วิสชฺช ฯ อถวา คนฺเถ คถิเต คนฺถิเต พนฺเธ วิพนฺเธ อาพนฺเธ ลคฺเค ลคฺคิเต ปลิพุทฺเธ พนฺธเน โผฏยิตฺวา วา วิสชฺช ฯ ยถา วยฺหํ วา รถํ วา สกฏํ วา สนฺทมานิกํ วา สชฺชํ วิสชฺชํ กโรนฺติ วิโกเปนฺติ เอวเมว คนฺเถ โวสฺสชฺชิตฺวา วา วิสชฺช ฯ อถวา คนฺเถ คถิเต คนฺถิเต พนฺเธ วิพนฺเธ อาพนฺเธ ลคฺเค ลคฺคิเต ปลิพุทฺเธ พนฺธเน โผฏยิตฺวา วา วิสชฺชาติ อาทานคนฺถํ คถิตํ วิสชฺช ฯ
คำว่า สัตบุรุษเหล่านั้น ละกิเลสเป็นเครื่องถือมั่น ผูกพันร้อยรัดแล้ว มีความว่า กิเลสเป็นเครื่องผูกพัน ได้แก่กิเลสเป็นเครื่องผูกพัน ๔ อย่าง คือ กิเลสเป็นเครื่องผูกพันทางกาย คือ อภิชฌา พยาบาท ลีลัพพตปรามาส ความยึดมั่นว่าสิ่งนี้จริง. ความกำหนัด ความเพ่งเล็งด้วยทิฏฐิของตน เป็นกิเลสเครื่องผูกพันทางกาย. ความอาฆาต ความไม่ยินดี ความพยาบาท ในถ้อยคำของชนอื่น. สีลัพพตปรามาส คือ ความยึดถือศีล หรือวัตรหรือทั้งศีลและวัตรของตน. ความเห็น ความยึดถือว่าสิ่งนี้จริงของตน เป็นกิเลสเครื่องผูกพันทางกาย. เพราะเหตุไรจึงเรียกว่าเป็นกิเลสเครื่องถือมั่น ผูกพัน เพราะสัตว์ทั้งหลาย ย่อมถือเข้าไป ถือ จับ ถือมั่น ยึดมั่น ซึ่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ คติ อุปบัติ ปฏิสนธิ ภพสงสาร วัฏฏะ ด้วยกิเลสเป็นเครื่องผูกพันเหล่านั้น เพราะเหตุนั้นจึงเรียกว่า เป็นกิเลสเครื่องถือมั่น ผูกพัน. คำว่า ละคือสลัด ละกิเลสเป็นเครื่องผูกพันทั้งหลาย. อีกอย่างหนึ่ง สัตบุรุษเหล่านั้นแก้ละ กิเลสทั้งหลายที่ผูกพัน ร้อยรัด รัดรึง พัน ตรึง เหนี่ยวรั้ง ติด ข้อง เกี่ยวพัน พันอยู่เหมือนชนทั้งหลายทำความปลดปล่อย ไม่กำหนด วอ รถ เกวียน รถมีเครื่องประดับ ฉะนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สัตบุรุษเหล่านั้น ละกิเลสเป็นเครื่องถือมั่น ผูกพัน ร้อยรัดแล้ว.
อาสํ น กุพฺพนฺติ กุหิญฺจิ โลเกติ อาสา วุจฺจติ ตณฺหา โย ราโค สาราโค ฯเปฯ อภิชฺฌา โลโภ อกุสลมูลํ ฯ อาสํ น กุพฺพนฺตีติ อาสํ น กุพฺพนฺติ น ชเนนฺติ น สญฺชเนนฺติ น นิพฺพตฺเตนฺติ นาภินิพฺพตฺเตนฺติ ฯ กุหิญฺจีติ กุหิญฺจิ กิมฺหิจิ กตฺถจิ อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา อชฺฌตฺตพหิทฺธา วา ฯ โลเกติ อปายโลเก ฯเปฯ อายตนโลเกติ อาสํ น กุพฺพนฺติ กุหิญฺจิ โลเก ฯ เตนาห ภควา น กปฺปยนฺติ น ปุเรกฺขโรนฺติ อจฺจนฺตสุทฺธีติ น เต วทนฺติ อาทานคนฺถํ คถิตํ วิสชฺช อาสํ น กุพฺพนฺติ กุหิญฺจิ โลเกติ ฯ
คำว่า ย่อมไม่ทำความหวังในที่ไหนๆ ในโลก มีความว่า ตัณหา เรียกว่า ความหวัง ได้แก่ความกำหนัด ความกำหนัดกล้า ฯลฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล. คำว่า ย่อมไม่ทำความหวัง คือ ย่อมไม่ทำความหวัง ไม่ให้ความหวังเกิด ไม่เกิดพร้อม ไม่ให้บังเกิด ไม่ให้บังเกิดเฉพาะ. คำว่า ในที่ไหนๆ คือในที่ไหนๆ ในที่ใดที่หนึ่งทุกๆ แห่ง ในภายใน ภายนอกหรือทั้งภายในภายนอก. คำว่า ในโลก คือ ในอบายโลก ฯลฯ อายตนโลก เพราะฉะนั้น. จึงชื่อว่า ย่อมไม่ทำความหวังในที่ไหนๆ ในโลก. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า. สัตบุรุษทั้งหลาย ย่อมไม่กำหนด ย่อมไม่ทำ ตัณหาและทิฏฐิไว้ใน เบื้องหน้า สัตบุรุษเหล่านั้นย่อมไม่กล่าวว่า เป็นความหมดจดส่วนเดียว สัตบุรุษเหล่านั้น ละกิเลสเป็นเครื่องถือมั่น ผูกพัน ร้อยรัดแล้ว ไม่ ทำความหวังในที่ไหนๆ ในโลก.
สีมาติโต พฺราหฺมโณ ตสฺส นตฺถิ ญตฺวา จ ทิสฺวา จ สมุคฺคหีตํ น ราคราคี น วิราครตฺโต ตสฺสีทํ นตฺถิ ปรมุคฺคหีตํ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า พระอรหันต์นั้นล่วงแดนแล้ว ลอยบาปแล้ว รู้และเห็นแล้ว มิได้มีความ ยึดถือ มิได้มีความกำหนัดในกามคุณเป็นที่กำหนัด มิได้กำหนัดใน สมาบัติเป็นที่คลายกำหนัด มิได้มีความยึดถือว่า สิ่งนี้ยอดเยี่ยม. ว่าด้วยพระอรหันต์
สีมาติโต พฺราหฺมโณ ตสฺส นตฺถิ ญตฺวา จ ทิสฺวา จ สมุคฺคหีตนฺติ สีมาติ จตสฺโส สีมาโย ฯ สกฺกายทิฏฺฐิ วิจิกิจฺฉา สีลพฺพตปรามาโส ทิฏฺฐานุสโย วิจิกิจฺฉานุสโย ตเทกฏฺฐา จ กิเลสา อยํ ปฐมา สีมา ฯ โอฬาริกํ กามราคสญฺโญชนํ ปฏิฆสญฺโญชนํ โอฬาริโก กามราคานุสโย ปฏิฆานุสโย ตเทกฏฺฐา จ กิเลสา อยํ ทุติยา สีมา ฯ อณุสหคตํ กามราคสญฺโญชนํ ปฏิฆสญฺโญชนํ อณุสหคโต กามราคานุสโย ปฏิฆานุสโย ตเทกฏฺฐา จ กิเลสา อยํ ตติยา สีมา ฯ รูปราโค อรูปราโค มาโน อุทฺธจฺจํ อวิชฺชา มานานุสโย ภวราคานุสโย อวิชฺชานุสโย ตเทกฏฺฐา จ กิเลสา อยํ จตุตฺถา สีมา ฯ {๑๔๓.๑} ยโต จตูหิ อริยมคฺเคหิ อิมา จตสฺโส สีมาโย อติกฺกนฺโต โหติ สมติกฺกนฺโต วีติวตฺโต โส วุจฺจติ สีมาติโต ฯ พฺราหฺมโณติ สตฺตนฺนํ ธมฺมานํ พาหิตตฺตา พฺราหฺมโณ ฯเปฯ อนิสฺสิโต ตาทิ ปวุจฺจเต ส พฺรหฺมา ฯ ตสฺสาติ อรหโต ขีณาสวสฺส ฯ ญตฺวาติ ปรจิตฺตญาเณน วา ญตฺวา ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาเณน วา ญตฺวา ฯ ทิสฺวาติ มํสจกฺขุนา วา ทิพฺพจกฺขุนา วา ทิสฺวาติ สีมาติโต พฺราหฺมโณ ตสฺส นตฺถิ ญตฺวา จ ทิสฺวา จ ฯ สมุคฺคหีตนฺติ ตสฺส อิทํ ปรมํ อคฺคํ เสฏฺฐํ วิเสฏฺฐํ ปาโมกฺขํ อุตฺตมํ ปวรนฺติ คหิตํ ปรามฏฺฐํ อภินิวิฏฺฐํ อชฺโฌสิตํ อธิมุตฺตํ ฯ นตฺถีติ นตฺถิ น สนฺติ น สํวิชฺชติ นุปลพฺภติ ฯ ปหีนํ สมุจฺฉินฺนํ วูปสนฺตํ ปฏิปฺปสฺสทฺธํ อภพฺพุปฺปตฺติกํ ญาณคฺคินา ทฑฺฒนฺติ สีมาติโต พฺราหฺมโณ ตสฺส นตฺถิ ญตฺวา จ ทิสฺวา จ สมุคฺคหีตํ ฯ
คำว่า พระอรหันต์นั้นผู้ล่วงแดนแล้ว ลอยบาปแล้ว รู้และเห็นแล้ว มิได้มีความยึดถือ มีความว่า แดน ได้แก่ แดน ๔ อย่าง คือสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรา-*มาส อนุสัย คือทิฏฐิ อนุสัยคือวิจิกิจฉา และเหล่ากิเลสที่ตั้งอยู่ฝ่ายเดียวกัน นี้เป็นแดนที่ ๑. สังโยชน์คือกามราคะ สังโยชน์คือปฏิฆะ อนุสัยคือกามราคะ อนุสัยคือปฏิฆะ ส่วนหยาบๆและเหล่ากิเลสที่ตั้งอยู่ฝ่ายเดียวกัน นี้เป็นแดนที่ ๒. สังโยชน์คือกามราคะ สังโยชน์คือปฏิฆะอนุสัยคือกามราคะ อนุสัยคือปฏิฆะ ส่วนละเอียด และเหล่ากิเลสที่ตั้งอยู่ฝ่ายเดียวกัน นี้เป็นแดนที่ ๓ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา อนุสัยคือมานะ อนุสัยคือภวราคะอนุสัยคืออวิชชา และเหล่ากิเลสที่ตั้งอยู่ฝ่ายเดียวกัน นี้เป็นแดนที่ ๔. เมื่อใด พระอรหันต์นั้นเป็นผู้ก้าวล่วง ก้าวล่วงด้วยดี ล่วงเลยแดน ๔ อย่างเหล่านี้ด้วยอริยมรรค ๔ เมื่อนั้น พระอรหันต์นั้น จึงเรียกว่าเป็นผู้ล่วงแดนแล้ว. คำว่า ผู้ลอยบาปแล้ว คือ ชื่อว่าผู้ลอยบาป เพราะเป็นผู้ลอยแล้วซึ่งธรรม ๗ ประการ ฯลฯ เป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยแล้ว เป็นผู้คงที่ ชื่อว่าเป็นพราหมณ์. คำว่านั้น ได้แก่พระอรหันต์ผู้ขีณาสพ. คำว่า รู้แล้ว คือรู้แล้วด้วยปรจิตญาณหรือด้วยปุพเพนิวาสานุสสติญาณ คำว่า เห็นแล้ว คือเห็นแล้วด้วยมังสจักษุ หรือด้วยทิพยจักษุเพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระอรหันต์นั้นผู้ล่วงแดนแล้ว ลอยบาปแล้ว รู้แล้ว และเห็นแล้วมิได้มี (ความยึดถือ). คำว่า ความยึดถือ คือ พระอรหันต์นั้น (มิได้มี) ความถือ ถือมั่นยึดมั่น ติดใจ น้อมใจไปว่า สิ่งนี้ยอดเยี่ยม เลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็นใหญ่ สูงสุด บวร. คำว่า ไม่มี คือ ย่อมไม่มี ไม่ปรากฏ ไม่เข้าไปได้. ความยึดถือนั้น อันพระอรหันต์นั้นละตัดขาด สงบ ระงับ ทำไม่ให้ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าพระอรหันต์นั้นผู้ล่วงแดนแล้ว ลอยบาปแล้ว รู้และเห็นแล้ว มิได้มีความยึดถือ.
น ราคราคี น วิราครตฺโตติ ราครตฺตา วุจฺจนฺติ เย ปญฺจสุ กามคุเณสุ รตฺตา คิทฺธา คธิตา มุจฺฉิตา อชฺโฌปนฺนา ลคฺคา ลคฺคิตา ปลิพุทฺธา ฯ วิราครตฺตา วุจฺจนฺติ เย รูปาวจรา- รูปาวจรสมาปตฺตีสุ รตฺตา คิทฺธา คธิตา มุจฺฉิตา อชฺโฌปนฺนา ลคฺคา ลคฺคิตา ปลิพุทฺธา ฯ น ราคราคี น วิราครตฺโตติ ยโต กามราโค จ รูปราโค จ อรูปราโค จ ปหีนา โหนฺติ อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวงฺคตา อายตึ อนุปฺปาทธมฺมา เอตฺตาวตา น ราคราคี น วิราครตฺโต ฯ
คำว่า มิได้มีความกำหนัดในกามคุณเป็นที่กำหนัด มิได้กำหนัดในสมาบัติเป็นที่คลายกำหนัด มีความว่า ชนเหล่าใด กำหนัด รักใคร่ หลงใหล ติดใจ ลุ่มหลง ข้อง เกี่ยวพัวพัน ในกามคุณ ๕ ชนเหล่านั้น เรียกว่ากำหนัดในกามคุณเป็นที่กำหนัด. ชนเหล่าใด กำหนัด รักใคร่ หลงใหล ติดใจ หลุ่มหลง ข้อง เกี่ยว พัวพัน ในรูปาวจรสมาบัติ และอรูปาวจรสมาบัติ ชนเหล่านั้น เรียกว่ากำหนัดแล้วในสมาบัติเป็นที่คลายกำหนัด. คำว่า มิได้มีความกำหนัดในกามคุณเป็นที่กำหนัด มิได้กำหนัดในสมาบัติเป็นที่คลายกำหนัด คือ เมื่อใดกามราคะ รูปราคะ และอรูปราคะ เป็นกิเลสอันพระอรหันต์นั้นละ ตัดมูลรากขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ทำให้ไม่มี ทำให้ไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เมื่อนั้น พระอรหันต์นั้นชื่อว่ามิได้มีความกำหนัดในกามคุณเป็นที่กำหนัด มิได้กำหนัดในสมาบัติเป็นที่คลายกำหนัด โดยเหตุเท่านั้น.
ตสฺสีทํ นตฺถิ ปรมุคฺคหีตนฺติ ตสฺสาติ อรหโต ขีณาสวสฺส ฯ ตสฺส อิทํ ปรมํ อคฺคํ เสฏฺฐํ วิเสฏฺฐํ ปาโมกฺขํ อุตฺตมํ ปวรนฺติ คหิตํ ปรามฏฺฐํ อภินิวิฏฺฐํ อชฺโฌสิตํ อธิมุตฺตํ ฯ นตฺถีติ นตฺถิ น สนฺติ น สํวิชฺชติ นุปลพฺภติ ฯ ปหีนํ สมุจฺฉินฺนํ วูปสนฺตํ ปฏิปฺปสฺสทฺธํ อภพฺพุปฺปตฺติกํ ญาณคฺคินา ทฑฺฒนฺติ ตสฺสีทํ นตฺถิ ปรมุคฺคหีตํ ฯ เตนาห ภควา สีมาติโต พฺราหฺมโณ ตสฺส นตฺถิ ญตฺวา จ ทิสฺวา จ สมุคฺคหีตํ น ราคราคี น วิราครตฺโต ตสฺสีทํ นตฺถิ ปรมุคฺคหีตนฺติ ฯ จตุตฺโถ สุทฺธฏฺฐกสุตฺตนิทฺเทโส นิฏฺฐิโต ฯ ------------
คำว่า มิได้มีความยึดถือว่าสิ่งนี้ยอดเยี่ยม มีความว่า คำว่านั้น คือ พระ อรหันต์ผู้ขีณาสพ. พระอรหันต์นั้นมิได้มี ความถือ ถือมั่น ยึดมั่น ติดใจ น้อมใจไปว่า สิ่งนี้ยอดเยี่ยม เลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็นใหญ่ สูงสุด บวร. คำว่า ไม่มี คือย่อมไม่มี ไม่ปรากฏ ไม่เข้าไปได้ ความยึดถือนั้น อันพระอรหันต์นั้นละ ตัดขาด สงบ ระงับ ทำไม่ให้ควรเกิดขึ้นเผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มิได้มีความยึดถือว่าสิ่งนี้ยอดเยี่ยม. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสว่า พระอรหันต์นั้น ผู้ล่วงแดนแล้ว ลอยบาปแล้ว รู้ และเห็นแล้ว มิได้มีความยึดถือ มิได้มีความกำหนัดในกามคุณเป็นที่กำหนัด มิได้กำ หนัดในสมาบัติเป็นที่คลายกำหนัด มิได้มีความยึดถือว่า สิ่งนี้ยอดเยี่ยม ดังนี้. จบ สุทธัฏฐกสุตตนิเทสที่ ๔. -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๔. สุทธัฏฐกสุตตนิทเทส ๔. สุทธัฏฐกสุตตนิทเทส อธิบายสุทธัฏฐกสูตร ว่าด้วยผู้พิจารณาเห็นความหมดจด พระสารีบุตรเถระจะกล่าวอธิบายสุทธัฏฐกสูตร ดังต่อไปนี้
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) เราเห็นนรชนผู้หมดจดว่า เป็นผู้ไม่มีโรคอย่างยิ่ง ความหมดจดย่อมมีแก่นรชนเพราะความเห็น บุคคลเมื่อรู้จริงอย่างนี้ ก็รู้แล้วว่าความเห็นนี้ยอดเยี่ยม จึงเป็นผู้ตามพิจารณาเห็นความหมดจด เพราะฉะนั้น ย่อมเชื่อว่าความเห็นนั้นเป็นญาณ คำว่า เราเห็นนรชนผู้หมดจด ในคำว่า เราเห็นนรชนผู้หมดจดว่า เป็นผู้ ไม่มีโรคอย่างยิ่ง อธิบายว่า เราเห็น คือ แลเห็น ตรวจดู เพ่งพินิจ พิจารณาดูนรชนผู้หมดจด คำว่า เป็นผู้ไม่มีโรคอย่างยิ่ง ได้แก่ ถึงความปลอดโรค ถึงธรรมอันเกษมถึงธรรมเครื่องป้องกัน ถึงธรรมเป็นที่ปกป้อง ถึงธรรมเป็นที่พึ่ง ถึงธรรมเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ถึงความปลอดภัย ถึงธรรมที่ไม่จุติ ถึงธรรมที่ไม่ตาย ถึงธรรมเป็นที่ดับเย็นอันยอดเยี่ยม รวมความว่า เราเห็นนรชนผู้หมดจดว่า เป็นผู้ไม่มีโรคอย่างยิ่ง คำว่า ความหมดจดย่อมมีแก่นรชนเพราะความเห็น อธิบายว่า ความ หมดจด คือ ความสะอาด ความบริสุทธิ์ ความหลุดไป ความพ้นไป ความหลุดพ้นไปย่อมมีแก่นรชนเพราะการเห็นรูปด้วยจักขุวิญญาณ นรชนย่อมหมดจด คือ สะอาดบริสุทธิ์ หลุดไป พ้นไป หลุดพ้นไป เพราะการเห็นรูปด้วยจักขุวิญญาณ รวมความว่าความหมดจดย่อมมีแก่นรชนเพราะความเห็น @เชิงอรรถ : @ ขุ.สุ. ๒๕/๗๙๕-๘๐๒/๔๙๐-๔๙๑
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๐๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๔. สุทธัฏฐกสุตตนิทเทส คำว่า เมื่อรู้จริงอย่างนี้ ก็รู้แล้วว่าความเห็นนี้ยอดเยี่ยม อธิบายว่า เมื่อรู้จริง คือ รู้ทั่ว รู้แจ่มแจ้ง รู้เฉพาะ แทงตลอดอย่างนี้ ก็รู้แล้ว คือ ทราบแล้ว เทียบเคียงแล้ว พิจารณาแล้ว ทำให้กระจ่างแล้ว ทำให้แจ่มแจ้งแล้วว่า “ความเห็นนี้ เยี่ยมคือ ยอด ประเสริฐ วิเศษ นำหน้า สูงสุด ประเสริฐสุด” รวมความว่า เมื่อรู้จริงอย่างนี้ก็รู้แล้วว่า ความเห็นนี้ยอดเยี่ยม คำว่า จึงเป็นผู้ตามพิจารณาเห็นความหมดจด เพราะฉะนั้น ย่อมเชื่อว่า ความเห็นนั้นเป็นญาณ อธิบายว่า ผู้ใดเห็นนรชนผู้หมดจด ผู้นั้น ชื่อว่าเป็นผู้ตามพิจารณาเห็นความหมดจด คำว่า ย่อมเชื่อว่า ความเห็นนั้นเป็นญาณ อธิบายว่า ย่อมเชื่อการเห็นรูปด้วยจักขุวิญญาณว่า เป็นญาณ เป็นมรรค เป็นทาง เป็นทางนำออกจากทุกข์ รวมความว่าจึงเป็นผู้ตามพิจารณาเห็นความหมดจด เพราะฉะนั้น ย่อมเชื่อว่า ความเห็นนั้นเป็นญาณ ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า เราเห็นนรชนผู้หมดจดว่า เป็นผู้ไม่มีโรคอย่างยิ่ง ความหมดจดย่อมมีแก่นรชนเพราะความเห็น บุคคลเมื่อรู้จริงอย่างนี้ ก็รู้แล้วว่าความเห็นนี้ยอดเยี่ยม จึงเป็นผู้ตามพิจารณาเห็นความหมดจด เพราะฉะนั้น ย่อมเชื่อว่าความเห็นนั้นเป็นญาณ
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) ถ้าความหมดจดย่อมมีแก่นรชนเพราะความเห็น หรือถ้านรชนนั้นละทุกข์ได้เพราะญาณ นรชนผู้ยังมีอุปธินั้น ย่อมหมดจดเพราะมรรคอื่น(ก็ได้) เพราะว่าทิฏฐิย่อมบ่งบอกถึงนรชนนั้นผู้พูดอย่างนั้น ว่าด้วยความหมดจดเป็นต้น คำว่า ถ้าความหมดจดย่อมมีแก่นรชนเพราะความเห็น อธิบายว่า ถ้า ความหมดจด คือ ความสะอาด ความบริสุทธิ์ ความหลุดไป ความพ้นไป ความหลุดพ้นไป ย่อมมีแก่นรชนเพราะการเห็นรูปด้วยจักขุวิญญาณ นรชนย่อมหมดจด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๐๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๔. สุทธัฏฐกสุตตนิทเทส คือ สะอาด บริสุทธิ์ หลุดไป พ้นไป หลุดพ้นไปเพราะการเห็นรูปด้วยจักขุวิญญาณรวมความว่า ถ้าความหมดจดย่อมมีแก่นรชนเพราะความเห็น คำว่า หรือถ้านรชนนั้นละทุกข์ได้เพราะญาณ อธิบายว่า ถ้านรชนนั้น ละชาติทุกข์(ทุกข์เพราะความเกิด) ชราทุกข์(ทุกข์เพราะความแก่) พยาธิทุกข์(ทุกข์เพราะความเจ็บป่วย) มรณทุกข์(ทุกข์เพราะความตาย) ทุกข์คือโสกะ(ความเศร้าโศก)ปริเทวะ(ความคร่ำครวญ) ทุกขะ(ความทุกข์กาย) โทมนัส(ความทุกข์ใจ) อุปายาส(ความคับแค้นใจ) เพราะการเห็นรูปด้วยจักขุวิญญาณ รวมความว่า หรือถ้านรชนนั้นละทุกข์ได้เพราะญาณ คำว่า นรชนผู้ยังมีอุปธินั้น ย่อมหมดจดเพราะมรรคอื่น(ก็ได้) อธิบายว่า นรชนย่อมหมดจด คือ สะอาด บริสุทธิ์ หลุดไป พ้นไป หลุดพ้นไปเพราะมรรคอื่นคือมรรคที่ไม่หมดจด ปฏิปทาที่ผิด ทางที่มิใช่นำออกจากทุกข์ นอกจากสติปัฏฐานสัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ อริยมรรคมีองค์ ๘ คำว่า ผู้ยังมีอุปธิ ได้แก่ ผู้ยังมีราคะ ยังมีโทสะ ยังมีโมหะ ยังมีมานะ ยังมีตัณหา ยังมีทิฏฐิ ยังมีกิเลส ยังมีอุปาทาน รวมความว่า นรชนผู้ยังมีอุปธินั้น ย่อมหมดจดเพราะมรรคอื่น(ก็ได้) คำว่า เพราะว่าทิฏฐิย่อมบ่งบอกถึงนรชนนั้นผู้พูดอย่างนั้น อธิบายว่า ทิฏฐินั้นแหละบ่งบอกถึงบุคคลนั้นว่า บุคคลนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ มีความเห็นวิปริตด้วยประการอย่างนี้ คำว่า ผู้พูดอย่างนั้น ได้แก่ ผู้พูด คือ กล่าว บอก แสดง ชี้แจงอย่างนั้นว่า“โลกเที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเป็นโมฆะ” ... ผู้พูด คือ กล่าว บอก แสดงชี้แจงอย่างนั้นว่า “โลกไม่เที่ยง ... โลกมีที่สุด ... โลกไม่มีที่สุด ... ชีวะ กับสรีระเป็นอย่างเดียวกัน ... ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกัน ... หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีก ... หลังจากตายแล้วตถาคตไม่เกิดอีก ... หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีก ... หลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเป็นโมฆะ” รวมความว่า เพราะว่าทิฏฐิย่อมบ่งบอกถึงนรชนนั้น@เชิงอรรถ : @ ชีวะ ดูเชิงอรรถข้อ ๑๖/๗๗ @ ตถาคต ดูเชิงอรรถข้อ ๑๖/๗๗
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๐๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๔. สุทธัฏฐกสุตตนิทเทส ผู้พูดอย่างนั้น ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ถ้าความหมดจดย่อมมีแก่นรชนเพราะความเห็น หรือถ้านรชนนั้นละทุกข์ได้เพราะญาณ นรชนผู้ยังมีอุปธินั้น ย่อมหมดจดเพราะมรรคอื่น(ก็ได้) เพราะว่าทิฏฐิย่อมบ่งบอกถึงนรชนนั้นผู้พูดอย่างนั้น
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) พราหมณ์ไม่กล่าวความหมดจดในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน ศีลวัตร หรืออารมณ์ที่รับรู้โดยมรรคอื่น พราหมณ์นั้นผู้ไม่เข้าไปติดในบุญและบาป ละตนได้ เรียกว่า ผู้ไม่ทำเพิ่มเติมในโลกนี้ คำว่า ไม่ ในคำว่า พราหมณ์ไม่กล่าวความหมดจดในรูปที่เห็น เสียงที่ ได้ยิน ศีล วัตร หรืออารมณ์ที่รับรู้โดยมรรคอื่น เป็นคำปฏิเสธ คำว่า พราหมณ์ อธิบายว่า ที่ชื่อว่าพราหมณ์ เพราะลอยธรรม ๗ ประการ ได้แล้ว คือ ๑. ลอยสักกายทิฏฐิได้แล้ว ๒. ลอยวิจิกิจฉาได้แล้ว ๓. ลอยสีลัพพตปรามาสได้แล้ว ๔. ลอยราคะได้แล้ว ๕. ลอยโทสะได้แล้ว ๖. ลอยโมหะได้แล้ว ๗. ลอยมานะได้แล้ว คือ พราหมณ์ลอยบาปอกุศลธรรมซึ่งเป็นเหตุแห่งความเศร้าหมอง ก่อภพใหม่มีความกระวนกระวาย มีทุกข์เป็นวิบาก เป็นที่ตั้งแห่งชาติ ชรา มรณะ ต่อไป
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๐๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๔. สุทธัฏฐกสุตตนิทเทส (สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า สภิยะ) บุคคลผู้ลอยบาปทั้งปวงได้แล้ว เป็นผู้ปราศจากมลทิน เป็นผู้ประเสริฐ มีจิตตั้งมั่นด้วยสมาธิ ดำรงตนมั่นคง ข้ามพ้นสังสารวัฏ เป็นผู้บริสุทธิ์บริบูรณ์ ไม่มีตัณหาและทิฏฐิอาศัย เป็นผู้มั่นคง บัณฑิตเรียกผู้นั้นว่าเป็นพราหมณ์ ว่าด้วยความเชื่อถือว่า เป็นมงคล ไม่เป็นมงคล คำว่า พราหมณ์ไม่กล่าวความหมดจด ... โดยมรรคอื่น อธิบายว่า พราหมณ์ไม่กล่าว คือ ไม่พูด ไม่บอก ไม่แสดง ไม่ชี้แจงความหมดจด คือ ความสะอาด ความบริสุทธิ์ ความหลุดไป ความพ้นไป ความหลุดพ้นไป โดยมรรคอื่นคือ มรรคที่ไม่หมดจด ปฏิปทาที่ผิด ทางที่มิใช่นำออกจากทุกข์ นอกจากสติปัฏฐานสัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ อริยมรรคมีองค์ ๘ รวมความว่าพราหมณ์ไม่กล่าวความหมดจด ... โดยมรรคอื่น คำว่า ในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน ศีล วัตร หรืออารมณ์ที่รับรู้ อธิบายว่า มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งถือความหมดจดด้วยการเห็น สมณพราหมณ์เหล่านั้นถือ การเห็นรูปบางอย่างว่า เป็นมงคล ถือการเห็นรูปบางอย่างว่า ไม่เป็นมงคล สมณพราหมณ์เหล่านั้นถือการเห็นรูปชนิดไหนว่า เป็นมงคล สมณพราหมณ์เหล่านั้นลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ เห็นรูปที่สมมติว่า เป็นมงคลยิ่ง คือ เห็นนกแอ่นลม ผลมะตูมอ่อนเกิดในบุษยฤกษ์ หญิงมีครรภ์ เด็กเล็กที่ขี่คอคนไปหม้อมีน้ำเต็ม ปลาตะเพียนแดง ม้าอาชาไนย รถเทียมม้าอาชาไนย โคผู้ โคแดงก็พากันถือการเห็นรูปเห็นปานนี้ว่า เป็นมงคล @เชิงอรรถ : @ ขุ.สุ. ๒๕/๕๒๕/๔๓๖ @ บุษยฤกษ์ คือชื่อของดาวฤกษ์บุษยะ มี ๕ ดวง (๑) ดาวปุยฝ้าย (๒) ดาวพวงดอกไม้ (๓) ดาวดอกบัว@(๔) ดาวโลง (๕) ดาวสมอสำเภา หรือดาวสิธยะ (พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ๒๕๒๕, หน้า ๔๘๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๐๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๔. สุทธัฏฐกสุตตนิทเทส สมณพราหมณ์เหล่านั้น ถือการเห็นรูปชนิดไหนว่า ไม่เป็นมงคล สมณพราหมณ์เหล่านั้น เห็นลอมฟาง หม้อเปรียง หม้อเปล่า นักฟ้อน สมณะเปลือย ลา ยานเทียมด้วยลา ยานเทียมด้วยสัตว์พาหนะตัวเดียว คนตาบอดคนง่อย คนแคระ คนเปลี้ย คนแก่ คนเจ็บ คนตาย ก็พากันถือการเห็นรูปเห็นปานนี้ว่าไม่เป็นมงคล สมณพราหมณ์เหล่านี้นั้น ชื่อว่าถือความหมดจดด้วยการเห็น สมณพราหมณ์ เหล่านั้นถือความหมดจด คือ ความสะอาด ความบริสุทธิ์ ความหลุดไป ความพ้นไปความหลุดพ้นไป ด้วยรูปที่เห็นแล้ว มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ถือความหมดจดด้วยเสียงที่ได้ยิน สมณพราหมณ์ เหล่านั้น ถือการได้ยินเสียงบางอย่างว่า เป็นมงคล ถือการได้ยินเสียงบางอย่างว่าไม่เป็นมงคล สมณพราหมณ์เหล่านั้น ถือการได้ยินเสียงอย่างไหนว่า เป็นมงคล สมณพราหมณ์เหล่านั้นลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ ได้ยินเสียงที่สมมติว่าเป็นมงคลยิ่งว่า เจริญแล้ว กำลังเจริญ เต็ม ขาว ไม่เศร้าโศก ใจดี ฤกษ์ดี มงคลดี มีสิริ หรือว่าเจริญศรีก็พากันถือการได้ยินเสียงเห็นปานนี้ว่า เป็นมงคล สมณพราหมณ์เหล่านั้น ถือการได้ยินเสียงอย่างไหนว่า ไม่เป็นมงคล สมณพราหมณ์เหล่านั้นลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ ได้ยินเสียงว่าคนตาบอด คนง่อย คนแคระ คนเปลี้ย คนแก่ คนเจ็บ คนตาย ถูกตัด ถูกทุบ ถูกไฟไหม้ ของหาย หรือว่าไม่มี ก็พากันถือการได้ยินเสียงเห็นปานนั้นว่า ไม่เป็นมงคล สมณพราหมณ์เหล่านี้นั้น ชื่อว่าถือความหมดจดด้วยการได้ยินเสียง สมณพราหมณ์เหล่านั้นถือความหมดจด คือ ความสะอาด ความบริสุทธิ์ ความหลุดไป ความพ้นไป ความหลุดพ้นไปด้วยการได้ยินเสียง ว่าด้วยความหมดจดด้วยศีลและวัตร มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ถือความหมดจดด้วยศีล สมณพราหมณ์เหล่านั้น ถือความหมดจด คือ ความสะอาด ความบริสุทธิ์ ความหลุดไป ความพ้นไป ความหลุดพ้นไป ด้วยเหตุเพียงศีล คือ ด้วยเหตุเพียงความสำรวม ด้วยเหตุเพียงความสังวร ด้วยเหตุเพียงความไม่ละเมิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๐๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๔. สุทธัฏฐกสุตตนิทเทส ปริพาชกผู้เป็นบุตรแห่งนางปริพาชิกาชื่อสมณมุณฑิกา กล่าวอย่างนี้ว่า “ช่างไม้เอ๋ย เราบัญญัติบุรุษบุคคล ผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการว่า เป็นผู้มีกุศลเพียบพร้อม มีกุศลยอดเยี่ยม บรรลุถึงอรหัตตผลอันอุดมที่ควรบรรลุ เป็นสมณะไม่มีใครสู้ได้ ธรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ช่างไม้เอ๋ย บุคคลเช่นนั้นในโลกนี้ ๑. ย่อมไม่ทำกรรมชั่วช้าทางกาย ๒. ไม่กล่าววาจาชั่วช้า ๓. ไม่ดำริความดำริชั่วช้า ๔. ไม่ประกอบอาชีพชั่วช้า ช่างไม้เอ๋ย เราบัญญัติบุรุษบุคคล ผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการเหล่านี้แลว่าเป็นผู้มีกุศลเพียบพร้อม มีกุศลยอดเยี่ยม ผู้บรรลุถึงอรหัตตผลอันอุดมที่ควรบรรลุเป็นสมณะ ไม่มีใครสู้ได้ มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ถือความหมดจดด้วยศีลอย่างนี้แหละ สมณพราหมณ์ เหล่านั้นถือความหมดจด คือ ความสะอาด ความบริสุทธิ์ ความหลุดไป ความพ้นไปความหลุดพ้นไปด้วยเหตุเพียงศีล ด้วยเหตุเพียงความสำรวม ด้วยเหตุเพียงความสังวร ด้วยเหตุเพียงความไม่ล่วงละเมิด มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ถือความหมดจดด้วยวัตร สมณพราหมณ์เหล่านั้น เป็นผู้ประพฤติวัตรเยี่ยงช้างบ้าง ประพฤติวัตรเยี่ยงม้าบ้าง ประพฤติวัตรเยี่ยงโคบ้างประพฤติวัตรเยี่ยงสุนัขบ้าง ประพฤติวัตรเยี่ยงกาบ้าง ประพฤติวัตรเยี่ยงท้าววาสุเทพบ้าง ประพฤติวัตรเยี่ยงพลเทพบ้าง ประพฤติวัตรเยี่ยงปุณณภัทรบ้าง ประพฤติวัตรเยี่ยงมณีภัทรบ้าง ประพฤติวัตรคือการบูชาไฟบ้าง ประพฤติวัตรเยี่ยงนาคบ้างประพฤติวัตรเยี่ยงครุฑบ้าง ประพฤติวัตรเยี่ยงยักษ์บ้าง ประพฤติวัตรเยี่ยงอสูรบ้างประพฤติวัตรเยี่ยงคนธรรพ์บ้าง ประพฤติวัตรเยี่ยงท้าวมหาราชบ้าง ประพฤติวัตรเยี่ยงพระจันทร์บ้าง ประพฤติวัตรเยี่ยงพระอาทิตย์บ้าง ประพฤติวัตรเยี่ยงพระอินทร์บ้าง ประพฤติวัตรเยี่ยงพระพรหมบ้าง ประพฤติวัตรเยี่ยงเทพบ้าง ประพฤติวัตรคือการไหว้ทิศบ้าง สมณพราหมณ์เหล่านี้นั้น ชื่อว่าผู้ถือความหมดจดด้วยวัตร สมณ-พราหมณ์เหล่านั้นถือความหมดจด คือ ความสะอาด ความบริสุทธิ์ ความหลุดไปความพ้นไป ความหลุดพ้นไปด้วยวัตร @เชิงอรรถ : @ ม.ม. ๑๓/๒๖๑/๒๓๕
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๐๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๔. สุทธัฏฐกสุตตนิทเทส มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ถือความหมดจดด้วยอารมณ์ที่รับรู้ สมณพราหมณ์ เหล่านั้นลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ จับต้องแผ่นดิน จับต้องพืชสีเขียว จับต้องมูลโค จับต้องเต่าเหยียบผาล จับต้องเกวียนบรรทุกงา เคี้ยวกินงาขาว ทาน้ำมันสีขาว เคี้ยวไม้สีฟันขาว อาบน้ำชะโลมด้วยดินสอพอง นุ่งผ้าขาว โพกผ้าขาว สมณพราหมณ์เหล่านี้นั้นชื่อว่าถือความหมดจดด้วยอารมณ์ที่รับรู้ สมณพราหมณ์เหล่านั้นถือความหมดจด คือ ความสะอาด ความบริสุทธิ์ ความหลุดไป ความพ้นไป ความหลุดพ้นไปด้วยอารมณ์ที่รับรู้แล้ว รวมความว่า พราหมณ์ไม่กล่าวความหมดจด ... โดยมรรคอื่น คำว่า ในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน ศีลวัตร หรืออารมณ์ที่รับรู้ อธิบายว่า พราหมณ์ไม่กล่าว คือ ไม่พูด ไม่บอก ไม่แสดง ไม่ชี้แจงความหมดจด โดยถือความหมดจดด้วยรูปที่เห็นบ้าง โดยถือความหมดจดด้วยเสียงที่ได้ยินบ้าง โดยถือความหมดจดด้วยศีลบ้าง โดยถือความหมดจดด้วยวัตรบ้าง โดยถือความหมดจดด้วยอารมณ์ที่รับรู้บ้าง รวมความว่า พราหมณ์ไม่กล่าวความหมดจดในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน ศีลวัตร หรืออารมณ์ที่รับรู้ โดยมรรคอื่น ว่าด้วยการละบุญและบาป คำว่า ผู้ไม่เข้าไปติดในบุญและบาป อธิบายว่า กุสลาภิสังขาร เป็นเหตุให้ เกิดในโลกธาตุ ๓ อย่างใดอย่างหนึ่ง ตรัสเรียกว่าบุญ อกุศลทุกชนิด ตรัสเรียกว่าสิ่งที่ไม่ใช่บุญ ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร และอาเนญชาภิสังขาร เป็นสิ่งที่พราหมณ์ นั้นละได้เด็ดขาดแล้ว ตัดรากถอนโคน เหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว@เชิงอรรถ : @ โลกธาตุ ๓ ได้แก่กามธาตุ รูปธาตุ และอรูปธาตุ @ ปุญญาภิสังขาร คืออภิสังขารที่เป็นบุญ สภาพที่ปรุงแต่งกรรมฝ่ายดี ได้แก่ กุศลเจตนาที่เป็นกามาวจร@และรูปาวจร (ขุ.ม.อ. ๒๕/๒๑๖) @ อปุญญาภิสังขาร คืออภิสังขารที่เป็นปฏิปักษ์ต่อบุญคือเป็นบาป สภาพที่ปรุงแต่งกรรมฝ่ายชั่ว ได้แก่@อกุศลเจตนาทั้งหลาย (ขุ.ม.อ. ๒๕/๒๑๖) @ อาเนญชาภิสังขาร คืออภิสังขารที่เป็นอาเนญชา สภาพที่ปรุงแต่งภพอันมั่นคง ไม่หวั่นไหว ได้แก่@กุศลเจตนาที่เป็นอรูปาวจร ๔ หมายเอาภาวะจิตที่มั่นคงแน่วแน่ด้วยสมาธิแห่งจตุตถฌาน@(ขุ.ม.อ. ๒๕/๒๑๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๐๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๔. สุทธัฏฐกสุตตนิทเทส เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ ในกาลใด ในกาลนั้น พราหมณ์นั้นย่อมไม่ติด ไม่ติดพัน ไม่เข้าไปติดในบุญและบาป ได้แก่ เป็นผู้ไม่ติดแล้ว ไม่ติดพันแล้ว ไม่เข้าไปติดแล้ว ออกแล้ว สลัดออกแล้ว หลุดพ้นแล้ว ไม่เกี่ยวข้องแล้วมีใจเป็นอิสระ(จากกิเลส)อยู่ รวมความว่า ผู้ไม่เข้าไปติดในบุญและบาป ว่าด้วยการละตน คำว่า ละตนได้ ในคำว่า ละตนได้ เรียกว่า ผู้ไม่ทำเพิ่มเติมในโลกนี้ ได้แก่ ละความเห็นว่า เป็นตน คำว่า ละตนได้ ได้แก่ ละความยึดมั่นถือมั่น อีกนัยหนึ่ง คำว่า ละตนได้ อธิบายว่า ความถือ ความยึดมั่น ความถือมั่น ความติดใจ ความน้อมใจเชื่อ ด้วยอำนาจตัณหา ด้วยอำนาจทิฏฐิทั้งปวง เป็นสิ่งที่พราหมณ์นั้นสละแล้ว คายแล้ว ปล่อยแล้ว ละแล้ว สลัดทิ้งแล้ว คำว่า เรียกว่า ผู้ไม่ทำเพิ่มเติมในโลกนี้ อธิบายว่า เรียกว่า ผู้ไม่ทำเพิ่มเติม คือ ไม่ให้เกิด ไม่ให้เกิดขึ้น ไม่ให้บังเกิด ไม่ให้บังเกิดขึ้น ซึ่งปุญญาภิสังขารอปุญญาภิสังขาร หรืออาเนญชาภิสังขาร รวมความว่า ละตนได้ เรียกว่าผู้ไม่ทำเพิ่มเติมในโลกนี้ ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า พราหมณ์ไม่กล่าวความหมดจดในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน ศีลวัตร หรืออารมณ์ที่รับรู้โดยมรรคอื่น พราหมณ์นั้นผู้ไม่เข้าไปติดในบุญและบาป ละตนได้ เรียกว่า ผู้ไม่ทำเพิ่มเติมในโลกนี้
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) สมณพราหมณ์เหล่านั้นละสิ่งแรก อาศัยสิ่งหลัง ไปตามความพลุ่งพล่าน ย่อมข้ามกิเลสเครื่องข้องไม่ได้ สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมยึดถือ ย่อมสลัดทิ้ง เหมือนลิงจับกิ่งไม้แล้วก็ปล่อยฉะนั้น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๐๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๔. สุทธัฏฐกสุตตนิทเทส ว่าด้วยการจับๆ ปล่อยๆ พ้นกิเลสไม่ได้ คำว่า ละสิ่งแรก อาศัยสิ่งหลัง อธิบายว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นละ ศาสดาองค์ก่อน อาศัย คือ อิงอาศัย ติด ติดแน่น ติดใจ น้อมใจเชื่อศาสดาองค์ต่อมา ละธรรมที่ศาสดากล่าวสอนครั้งแรก อาศัย... ธรรมที่ศาสดากล่าวสอนครั้งต่อมา ละหมู่คณะแรก อาศัย... หมู่คณะต่อมา ละทิฏฐิแรก อาศัย... ทิฏฐิต่อมาละปฏิปทาแรก อาศัย... ปฏิปทาต่อมา ละมรรคแรก อาศัย คือ อิงอาศัย ติดติดแน่น ติดใจ น้อมใจเชื่อมรรคต่อมา รวมความว่า ละสิ่งแรก อาศัยสิ่งหลัง คำว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น ... ไปตามความพลุ่งพล่าน ย่อมข้ามกิเลสเครื่องข้องไม่ได้ อธิบายว่า ตัณหา ตรัสเรียกว่า ความพลุ่งพล่าน คือ ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ... อภิชฌา อกุศลมูลคือโลภะ คำว่า ไปตามความพลุ่งพล่าน อธิบายว่า ไปตามความพลุ่งพล่าน คือ ตกไปตามความพลุ่งพล่าน ซ่านไปตามความพลุ่งพล่าน จมลงในความพลุ่งพล่านได้แก่ ถูกความพลุ่งพล่านผลักให้ตกไป ถูกความพลุ่งพล่านครอบงำ มีจิตถูกความพลุ่งพล่านยึดครอง คำว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น ... ย่อมข้ามกิเลสเครื่องข้องไม่ได้ ได้แก่ย่อมข้ามไม่ได้ คือ ข้ามไปไม่ได้ ข้ามพ้นไม่ได้ ก้าวล่วงไม่ได้ ล่วงเลยไม่ได้ ซึ่งกิเลสเครื่องข้องคือราคะ กิเลสเครื่องข้องคือโทสะ กิเลสเครื่องข้องคือโมหะ กิเลสเครื่องข้องคือมานะ กิเลสเครื่องข้องคือทิฏฐิ กิเลสอันเป็นเครื่องเกี่ยวข้อง กิเลสเครื่องข้องคือทุจริต รวมความว่า สมณพรหมณ์เหล่านั้น ... ไปตามความพลุ่งพล่าน ย่อมข้ามกิเลสเครื่องข้องไม่ได้ คำว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมยึดถือ ย่อมสลัดทิ้ง อธิบายว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น ถือศาสดา ปล่อยศาสดานั้นแล้วก็ถือศาสดาองค์อื่น ถือธรรมที่ศาสดากล่าวสอน ปล่อยธรรมนั้นแล้วก็ถือธรรมที่ศาสดากล่าวสอนอื่น ถือหมู่คณะ ปล่อยหมู่คณะนั้นแล้วก็ถือหมู่คณะอื่น ถือทิฏฐิ ปล่อยทิฏฐินั้น @เชิงอรรถ : @ ดูรายละเอียดข้อ ๓/๑๐-๑๑
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๑๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๔. สุทธัฏฐกสุตตนิทเทส แล้วก็ถือทิฏฐิอื่น ถือปฏิปทา ปล่อยปฏิปทานั้นแล้วก็ถือปฏิปทาอื่น ถือมรรค ปล่อยมรรคนั้นแล้วก็ถือมรรคอื่น คือ ย่อมถือและย่อมปล่อย ชื่อว่าย่อมยึดถือและย่อมสลัดทิ้ง รวมความว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมยึดถือ ย่อมสลัดทิ้ง คำว่า เหมือนลิงจับกิ่งไม้แล้วก็ปล่อยฉะนั้น อธิบายว่า ลิงเที่ยวไปใน ป่าดงใหญ่ จับกิ่งไม้แล้ว ปล่อยกิ่งนั้นก็จับกิ่งอื่น ปล่อยกิ่งนั้นแล้วก็จับกิ่งอื่น ฉันใดสมณพราหมณ์เป็นอันมากย่อมถือ และย่อมปล่อยทิฏฐิมากมาย ชื่อว่าย่อมยึดถือและย่อมสลัดทิ้งทิฏฐิมากมาย ฉันนั้นเหมือนกัน รวมความว่า เหมือนลิงจับกิ่งไม้แล้วก็ปล่อยฉะนั้น ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นละสิ่งแรก อาศัยสิ่งหลัง ไปตามความพลุ่งพล่าน ย่อมข้ามกิเลสเครื่องข้องไม่ได้ สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมยึดถือ ย่อมสลัดทิ้ง เหมือนลิงจับกิ่งไม้แล้วก็ปล่อยฉะนั้น
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) สัตว์เกิดสมาทานวัตรทั้งหลายเอง ข้องอยู่ในสัญญา ย่อมดำเนินไปลุ่มๆ ดอนๆ ส่วนผู้มีความรู้ รู้ธรรมด้วยเวททั้งหลายแล้ว เป็นผู้มีปัญญากว้างขวางดุจภูริ (แผ่นดิน) ย่อมไม่ดำเนินไปลุ่มๆ ดอนๆ ว่าด้วยการดำเนินไปลุ่มๆ ดอนๆ คำว่า สมาทาน...เอง ในคำว่า สัตว์เกิดสมาทานวัตรทั้งหลายเอง ได้แก่สมาทานด้วยตนเอง คำว่า วัตรทั้งหลาย อธิบายว่า ถือเอา สมาทาน คือ ยึดถือ รับเอา ถือยึดมั่น ถือมั่นวัตรเยี่ยงช้างบ้าง วัตรเยี่ยงม้าบ้าง วัตรเยี่ยงโคบ้างวัตรเยี่ยงสุนัขบ้างวัตรเยี่ยงกาบ้าง วัตรเยี่ยงท้าววาสุเทพบ้าง วัตรเยี่ยงพลเทพบ้าง วัตรเยี่ยงปุณณภัทรบ้าง วัตรเยี่ยงมณีภัทรบ้างวัตรคือการบูชาไฟบ้าง วัตรเยี่ยงนาคบ้างวัตรเยี่ยงครุฑบ้าง วัตรเยี่ยงยักษ์บ้าง วัตรเยี่ยงอสูรบ้าง ... วัตรคือการไหว้ทิศบ้าง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๑๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๔. สุทธัฏฐกสุตตนิทเทส คำว่า สัตว์เกิด ได้แก่ สัตว์ นรชน ... มนุษย์ รวมความว่า สัตว์เกิดสมาทานวัตรทั้งหลายเอง คำว่า ข้องอยู่ในสัญญา ย่อมดำเนินไปลุ่มๆ ดอนๆ ได้แก่ จากศาสดา(แรก)ไปหาศาสดา(ต่อมา) จากธรรมที่ศาสดากล่าวสอน(ครั้งแรก) ไปหาธรรมที่ศาสดากล่าวสอน(ครั้งต่อมา) จากหมู่คณะ(แรก) ไปหาหมู่คณะ(ต่อมา) จากทิฏฐิ(แรก) ไปหาทิฏฐิ(ต่อมา) จากปฏิปทา(แรก) ไปหาปฏิปทา(ต่อมา) จากมรรค(แรก) ไปหามรรค(ต่อมา) คำว่า ผู้ข้องอยู่ในสัญญา อธิบายว่า ผู้ข้อง คือ ติด เกี่ยว เกาะติด เกี่ยวพันพัวพันในกามสัญญา พยาบาทสัญญา วิหิงสาสัญญา ทิฏฐิสัญญา เปรียบเหมือนสิ่งของ ข้อง คือ ติด เกี่ยว แขวน เกี่ยวพัน ติดตรึงอยู่ที่ตะปูข้างฝา หรือ ที่ไม้แขวนฉันใด สัตว์เกิดนั้นก็ข้อง คือ ติด เกี่ยว เกาะติด เกี่ยวพัน พัวพันในกามสัญญาพยาบาทสัญญา วิหิงสาสัญญา ทิฏฐิสัญญา ฉันนั้นเหมือนกัน รวมความว่า ผู้ข้องอยู่ในสัญญา ย่อมดำเนินไปลุ่มๆ ดอนๆ ว่าด้วยผู้รู้ธรรม ๗ ประการ คำว่า ผู้มีความรู้ ในคำว่า ส่วนผู้มีความรู้ รู้ธรรมด้วยเวททั้งหลายแล้ว ได้แก่ ผู้มีความรู้ คือ มีวิชชา มีญาณ มีปัญญาเครื่องตรัสรู้ มีปัญญาแจ่มแจ้งมีปัญญาเครื่องทำลายกิเลส คำว่า ด้วยเวททั้งหลาย ได้แก่ ญาณในมรรค ๔ ตรัสเรียกว่า เวท คือ ปัญญาปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ปัญญาเครื่องพิจารณา ปัญญา เครื่องเห็นแจ้ง สัมมาทิฏฐิ ผู้มีความรู้นั้น ถึงที่สุด บรรลุที่สุด ถึงส่วนสุด บรรลุส่วนสุด ถึงปลายสุด บรรลุปลายสุด ถึงความสำเร็จ บรรลุความสำเร็จ ถึงที่ปกป้อง บรรลุที่ปกป้อง ถึงที่หลีกเร้น บรรลุที่หลีกเร้น ถึงที่พึ่ง บรรลุที่พึ่ง ถึงที่ไม่มีภัย บรรลุที่ไม่มีภัย ถึงที่@เชิงอรรถ : @ ดูรายละเอียดข้อ ๑/๓
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๑๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๔. สุทธัฏฐกสุตตนิทเทส ไม่จุติ บรรลุที่ไม่จุติ ถึงที่ไม่ตาย บรรลุที่ไม่ตาย ถึงที่ดับ บรรลุที่ดับแห่งชาติ ชรามรณะ ด้วยเวทเหล่านั้น อีกนัยหนึ่ง ชื่อว่าเวทคู เพราะถึงที่สุดแห่งความรู้ทั้งหลาย ชื่อว่าเวทคู เพราะถึงที่สุดด้วยความรู้ทั้งหลาย ชื่อว่าเวทคู เพราะรู้แจ้งธรรม ๗ ประการ คือ ๑. เป็นผู้รู้แจ้งสักกายทิฏฐิ ๒. เป็นผู้รู้แจ้งวิจิกิจฉา ๓. เป็นผู้รู้แจ้งสีลัพพตปรามาส ๔. เป็นผู้รู้แจ้งราคะ ๕. เป็นผู้รู้แจ้งโทสะ ๖. เป็นผู้รู้แจ้งโมหะ ๗. เป็นผู้รู้แจ้งมานะ ผู้มีความรู้นั้นเป็นผู้รู้แจ้งบาปอกุศลธรรม ซึ่งเป็นเหตุแห่งความเศร้าหมองก่อภพใหม่ มีความกระวนกระวาย มีทุกข์เป็นวิบาก เป็นที่ตั้งแห่งชาติ ชรา มรณะต่อไป (สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สภิยะ) บุคคลเลือกเฟ้นเวททั้งสิ้น ของพวกสมณพราหมณ์ที่มีอยู่ เป็นผู้ปราศจากราคะในเวทนาทั้งปวง ก้าวล่วงเวททั้งปวงแล้ว ชื่อว่าเวทคู คำว่า ส่วนผู้มีความรู้ รู้ธรรมด้วยความรู้ทั้งหลายแล้ว อธิบายว่า รู้ คือ รู้ยิ่งธรรมว่า “สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ... สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ... ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ... เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี ... เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี... เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี ... เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี ... เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี ... เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี ... เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี ... เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี ... เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี ... เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี ... เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรา มรณะจึงมี” รู้ คือ รู้ยิ่งธรรมว่า “เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ ... เพราะสังขารดับวิญญาณจึงดับ ... เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ ... เพราะนามรูปดับ สฬายตนะ@เชิงอรรถ : @ ขุ.สุ. ๒๕/๕๓๕/๔๓๘
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๑๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๔. สุทธัฏฐกสุตตนิทเทส จึงดับ ... เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ ... เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ ... เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ ... เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ ... เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ ... เพราะภพดับ ชาติจึงดับ ... เพราะชาติดับ ชรา มรณะ จึงดับ” รู้ คือ รู้ยิ่งธรรมว่า “นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินี-ปฏิปทา” รู้ คือ รู้ยิ่งธรรมว่า “เหล่านี้อาสวะ ... นี้อาสวสมุทัย ... นี้อาสวนิโรธ ... นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา” รู้ คือ รู้ยิ่งธรรมว่า “เหล่านี้ธรรมที่ควรรู้ยิ่ง ... เหล่านี้ธรรมที่ควรกำหนดรู้... เหล่านี้ธรรมที่ควรละ ... เหล่านี้ธรรมที่ควรเจริญ ... เหล่านี้ธรรมที่ควรทำให้แจ้ง” รู้ คือ รู้ยิ่งธรรมคือเหตุเกิด เหตุดับ คุณ โทษ และการสลัดออกแห่ง ผัสสายตนะ ๖ รู้ คือ รู้ยิ่งธรรมคือเหตุเกิด เหตุดับ คุณ โทษ และการสลัดออกแห่ง อุปาทานขันธ์ ๕ รู้ คือ รู้ยิ่งธรรมคือเหตุเกิด เหตุดับ คุณ โทษ และการสลัดออกแห่ง มหาภูตรูป ๔ รู้ คือ รู้ยิ่งธรรมว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา” รวมความว่า ส่วนผู้มีความรู้ รู้ธรรมด้วยเวททั้งหลายแล้ว คำว่า เป็นผู้มีปัญญากว้างขวางดุจภูริ(แผ่นดิน) ย่อมไม่ดำเนินไปลุ่มๆ ดอนๆ ได้แก่ ไม่จากศาสดา(แรก)ไปหาศาสดา(ต่อมา) ไม่จากธรรมที่ศาสดากล่าวสอน(แรก)ไปหาธรรมที่ศาสดากล่าวสอน(ต่อมา) ไม่จากหมู่คณะ(แรก)ไปหาหมู่คณะ(ต่อมา) ไม่จากทิฏฐิ(แรก)ไปหาทิฏฐิ(ต่อมา) ไม่จากปฏิปทา(แรก)ไปหาปฏิปทา(ต่อมา) ไม่จากมรรค(แรก)ไปหามรรค(ต่อมา) คำว่า เป็นผู้มีปัญญากว้างขวางดุจภูริ(แผ่นดิน) ได้แก่ เป็นผู้มีปัญญาดุจ ภูริ คือมีปัญญายิ่งใหญ่ มีปัญญามาก มีปัญญาอาจหาญ มีปัญญาฉับไว มีปัญญาเฉียบคม มีปัญญาเครื่องทำลายกิเลส แผ่นดิน ตรัสเรียกว่า ภูริ บุคคลนั้นประกอบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๑๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๔. สุทธัฏฐกสุตตนิทเทส ด้วยปัญญา อันกว้างขวาง แผ่ไป เสมอด้วยแผ่นดินนั้น รวมความว่า เป็นผู้มีปัญญากว้างขวางดุจภูริ(แผ่นดิน) ย่อมไม่ดำเนินไปลุ่มๆ ดอนๆ ด้วยเหตุนั้น พระผู้มี-พระภาคจึงตรัสว่า สัตว์เกิดสมาทานวัตรทั้งหลายเอง ข้องอยู่ในสัญญา ย่อมดำเนินไปลุ่มๆ ดอนๆ ส่วนผู้มีความรู้ รู้ธรรมด้วยเวททั้งหลายแล้ว เป็นผู้มีปัญญากว้างขวางดุจภูริ(แผ่นดิน) ย่อมไม่ดำเนินไปลุ่มๆ ดอนๆ
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) ผู้มีปัญญานั้น เป็นผู้กำจัดเสนาในธรรมทั้งปวง คือ รูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน หรืออารมณ์ที่รับรู้อย่างใดอย่างหนึ่ง ใครๆ ในโลกนี้จะพึงกำหนดผู้มีปัญญานั้น ผู้เห็น ผู้ประพฤติเปิดเผย ด้วยเหตุอะไรเล่า ว่าด้วยเสนามาร คำว่า ผู้มีปัญญานั้น เป็นผู้กำจัดเสนาในธรรมทั้งปวง คือรูปที่เห็น เสียง ที่ได้ยิน หรืออารมณ์ที่รับรู้อย่างใดอย่างหนึ่ง อธิบายว่า เสนามาร ตรัสเรียกว่าเสนา กายทุจริต ชื่อว่าเสนามาร วจีทุจริต ชื่อว่าเสนามาร มโนทุจริต ชื่อว่าเสนามาร ราคะ ชื่อว่าเสนามาร โทสะ ชื่อว่าเสนามาร โมหะ ชื่อว่าเสนามารโกธะ ... อุปนาหะ ... อกุสลาภิสังขารทุกประเภท ชื่อว่าเสนามาร สมจริงดังที่พระผู้มี-พระภาคตรัสไว้ว่า กิเลสกามเราเรียกว่าเสนากองที่ ๑ ของท่าน ความไม่ยินดีเราเรียกว่าเสนากองที่ ๒ ของท่าน ความหิวกระหายเราเรียกว่าเสนากองที่ ๓ ของท่าน ตัณหาเราเรียกว่าเสนากองที่ ๔ ของท่าน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๑๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๔. สุทธัฏฐกสุตตนิทเทส ถีนมิทธะเราเรียกว่าเสนากองที่ ๕ ของท่าน ความกลัวเราเรียกว่าเสนากองที่ ๖ ของท่าน วิจิกิจฉาเราเรียกว่าเสนากองที่ ๗ ของท่าน มักขะและถัมภะเราเรียกว่าเสนากองที่ ๘ ของท่าน ลาภ ความสรรเสริญ สักการะและยศที่ได้มาผิดๆ เราเรียกว่าเสนากองที่ ๙ ของท่าน การยกตนและข่มผู้อื่นเราเรียกว่าเสนากองที่ ๑๐ ของท่าน มารเอ๋ย เสนาของท่านนี้ มีปกติประหารผู้มีธรรมดำ คนขลาดเอาชนะเสนานั้นไม่ได้ แต่คนกล้า ครั้นชนะได้แล้วย่อมได้ความสุข เมื่อใด เสนามารทั้งหมดและกิเลสที่สร้างเสนาฝ่ายตรงข้ามทั้งปวง ถูกผู้มีปัญญาพิชิต และทำให้ปราชัย ถูกทำลาย กำจัด ทำให้ไม่สู้หน้าแล้วด้วยอริยมรรค ๔เมื่อนั้น ผู้มีปัญญานั้นตรัสเรียกว่า เป็นผู้กำจัดเสนา คือ เป็นผู้กำจัดเสนาในรูปที่เห็น กำจัดเสนาในเสียงที่ได้ยิน กำจัดเสนาในอารมณ์ที่รับรู้ และกำจัดเสนาในธรรมารมณ์ที่รู้แจ้งแล้ว รวมความว่า ผู้มีปัญญานั้น เป็นผู้กำจัดเสนาในธรรมทั้งปวงคือรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน หรืออารมณ์ที่รับรู้อย่างใดอย่างหนึ่ง คำว่า ผู้มีปัญญานั้น ผู้เห็น ผู้ประพฤติเปิดเผย อธิบายว่า ผู้มีปัญญานั้น ผู้เห็นธรรมหมดจด เห็นธรรมสะอาด เห็นธรรมบริสุทธิ์ เห็นธรรมผ่องแผ้ว เห็นธรรมผ่องใส อีกนัยหนึ่ง ความเห็นหมดจด ความเห็นสะอาด ความเห็นบริสุทธิ์ความเห็นผ่องแผ้ว ความเห็นผ่องใส คำว่า เปิดเผย อธิบายว่า เครื่องปิดบังคือตัณหา เครื่องปิดบังคือทิฏฐิ เครื่องปิดบังคือกิเลส เครื่องปิดบังคือทุจริต เครื่องปิดบังคืออวิชชา เครื่องปิดบังเหล่านั้นถูกเปิดเผยแล้ว คือ รื้อออกแล้ว เพิกขึ้นแล้ว เพิกถอนแล้ว ละได้แล้ว ตัดขาดได้แล้วทำให้สงบได้แล้ว ระงับได้แล้ว ทำให้เกิดขึ้นไม่ได้อีก เผาด้วยไฟคือญาณแล้ว@เชิงอรรถ : @ ขุ.สุ. ๒๕/๔๓๙-๔๔๒/๔๑๖
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๑๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๔. สุทธัฏฐกสุตตนิทเทส คำว่า ผู้ประพฤติ ได้แก่ ผู้ประพฤติ คือ เที่ยวไป อยู่ เคลื่อนไหว เป็นไปเลี้ยงชีวิต ดำเนินไป ยังชีวิตให้ดำเนินไป รวมความว่า ผู้มีปัญญานั้น ผู้เห็นผู้ประพฤติเปิดเผย คำว่า ใครๆ ในโลกนี้จะพึงกำหนด ... ด้วยเหตุอะไรเล่า อธิบายว่า คำว่า กำหนด ได้แก่ การกำหนด ๒ อย่าง คือ (๑) การกำหนดด้วยอำนาจ ตัณหา (๒) การกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิ ... นี้ชื่อว่าการกำหนดด้วยอำนาจตัณหา ... นี้ชื่อว่าการกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิ ผู้มีปัญญานั้นละการกำหนดด้วยอำนาจตัณหาได้แล้ว สลัดทิ้งการกำหนดด้วย อำนาจทิฏฐิได้แล้ว เพราะเป็นผู้ละการกำหนดด้วยอำนาจตัณหา สลัดทิ้งการกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิได้แล้ว ใครๆ จะพึงกำหนดผู้มีปัญญานั้นด้วยราคะ โทสะ โมหะมานะ ทิฏฐิ อุทธัจจะ วิจิกิจฉา อนุสัย อะไรเล่าว่า “เป็นผู้กำหนัด เป็นผู้ขัดเคืองเป็นผู้หลง เป็นผู้ยึดติด เป็นผู้ยึดมั่น เป็นผู้ฟุ้งซ่าน เป็นผู้ลังเล หรือเป็นผู้ตกอยู่ในพลังกิเลส” ผู้มีปัญญานั้นละอภิสังขารเหล่านั้นได้แล้ว เพราะเป็นผู้ละอภิสังขารได้แล้วใครๆ จะพึงกำหนดคติด้วยเหตุอะไรเล่าว่า “เป็นผู้เกิดในนรก เป็นผู้เกิดในกำเนิดเดรัจฉาน เป็นผู้เกิดในเปตวิสัย เป็นมนุษย์ เป็นเทพ เป็นผู้มีรูป เป็นผู้ไม่มีรูปเป็นผู้มีสัญญา เป็นผู้ไม่มีสัญญา หรือว่าเป็นผู้มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่”ใครๆ จะพึงกำหนด คือ กำหนดรู้ ถึงการกำหนดรู้ด้วยเหตุ ปัจจัย และการณ์ใดเหตุ ปัจจัย และการณ์นั้นไม่มี คำว่า ในโลก ได้แก่ ในอบายโลก มนุษยโลก เทวโลก ขันธโลก ธาตุโลกอายตนโลก รวมความว่า ใครๆ ในโลกนี้จะพึงกำหนด ... ด้วยเหตุอะไรได้เล่าด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ผู้มีปัญญานั้น เป็นผู้กำจัดเสนาในธรรมทั้งปวง คือ รูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน หรืออารมณ์ที่รับรู้อย่างใดอย่างหนึ่ง ใครๆ ในโลกนี้จะพึงกำหนดผู้มีปัญญานั้น ผู้เห็น ผู้ประพฤติเปิดเผย ด้วยเหตุอะไรเล่า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๑๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๔. สุทธัฏฐกสุตตนิทเทส
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) สัตบุรุษทั้งหลายย่อมไม่กำหนด ไม่เชิดชู สัตบุรุษเหล่านั้น ไม่กล่าวว่า เป็นความหมดจดสุดโต่ง สลัดกิเลสเครื่องร้อยรัดอันเป็นเหตุยึดมั่น ที่ร้อยรัดไว้แล้ว ไม่ก่อความหวังในที่ไหนๆ ในโลก ว่าด้วยคุณลักษณะของสัตบุรุษ คำว่า ย่อมไม่กำหนด ไม่เชิดชู อธิบายว่า คำว่า กำหนด ได้แก่ การกำหนด ๒ อย่าง คือ (๑) การกำหนดด้วยอำนาจ ตัณหา (๒) การกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิ ... นี้ชื่อว่าการกำหนดด้วยอำนาจตัณหา ... นี้ชื่อว่าการกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิ สัตบุรุษเหล่านั้นละการกำหนดด้วยอำนาจตัณหาได้แล้ว สลัดทิ้งการกำหนด ด้วยอำนาจทิฏฐิได้แล้ว เพราะเป็นผู้ละการกำหนดด้วยอำนาจตัณหา สลัดทิ้งการกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิได้แล้ว สัตบุรุษ จึงไม่กำหนด คือ ไม่ให้เกิด ไม่ให้เกิดขึ้นไม่ให้บังเกิด ไม่ให้บังเกิดขึ้น ซึ่งการกำหนดด้วยอำนาจตัณหา หรือการกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิ รวมความว่า ย่อมไม่กำหนด คำว่า ไม่เชิดชู อธิบายว่า คำว่า เชิดชู ได้แก่ การเชิดชู ๒ อย่าง คือ (๑) การเชิดชูด้วยอำนาจตัณหา(๒) การเชิดชูด้วยอำนาจทิฏฐิ ... นี้ชื่อว่าการเชิดชูด้วยอำนาจตัณหา ... นี้ชื่อว่าการเชิดชูด้วยอำนาจทิฏฐิ สัตบุรุษเหล่านั้นละการเชิดชูด้วยอำนาจตัณหาได้แล้ว สลัดทิ้งการเชิดชูด้วยอำนาจทิฏฐิได้แล้ว เพราะเป็นผู้ละการเชิดชูด้วยอำนาจตัณหา สลัดทิ้งการเชิดชูด้วยอำนาจทิฏฐิได้แล้ว สัตบุรุษก็ไม่เที่ยวเชิดชูตัณหาหรือทิฏฐิไว้ คือ ไม่มีตัณหาเป็นธงชัย ไม่มีตัณหาเป็นยอดธง ไม่มีตัณหาเป็นใหญ่ ไม่มีทิฏฐิเป็นธงชัย ไม่มีทิฏฐิเป็นยอดธง ไม่มีทิฏฐิเป็นใหญ่ คือไม่ได้ถูกตัณหาหรือทิฏฐิครอบงำเที่ยวไปอยู่ รวมความว่า ย่อมไม่กำหนด ไม่เชิดชู
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๑๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๔. สุทธัฏฐกสุตตนิทเทส คำว่า สัตบุรุษเหล่านั้นไม่กล่าวว่า เป็นความหมดจดสุดโต่ง อธิบายว่า สัตบุรุษ ไม่กล่าว คือ ไม่พูด ไม่บอก ไม่แสดง ไม่ชี้แจง ความหมดจดสุดโต่ง คือความหมดจดโดยการเวียนว่าย ความเห็นว่าการกระทำไม่มีผล มีวาทะว่าเที่ยงรวมความว่า สัตบุรุษเหล่านั้นไม่กล่าวว่า เป็นความหมดจดสุดโต่ง คำว่า สลัดกิเลสเครื่องร้อยรัดอันเป็นเหตุยึดมั่น ที่ร้อยรัดไว้แล้ว อธิบายว่า คำว่า กิเลสเครื่องร้อยรัด ได้แก่ กิเลสเครื่องร้อยรัด ๔ อย่าง คือ ๑. กิเลสเครื่องร้อยรัดกายคืออภิชฌา ๒. กิเลสเครื่องร้อยรัดกายคือพยาบาท ๓. กิเลสเครื่องร้อยรัดกายคือสีลัพพตปรามาส ๔. กิเลสเครื่องร้อยรัดกายคือความถือมั่นว่านี้เท่านั้นจริง ความกำหนัดในทิฏฐิของตน ชื่อว่ากิเลสเครื่องร้อยรัดกายคืออภิชฌา ความอาฆาต ความไม่พอใจในวาทะของผู้อื่น ชื่อว่ากิเลสเครื่องร้อยรัดกายคือพยาบาท ความยึดมั่นศีล วัตรหรือศีลวัตรของตน ชื่อว่ากิเลสเครื่องร้อยรัดกายคือสีลัพพตปรามาส ทิฏฐิของตน ชื่อว่ากิเลสเครื่องร้อยรัดกายคืออิทังสัจจาภินิเวส เพราะเหตุไร จึงเรียกว่า กิเลสเครื่องร้อยรัดอันเป็นเหตุยึดมั่น เพราะสัตว์ทั้งหลาย ย่อมยึดถือ เข้าไปยึดถือ ถือ ยึดมั่น ถือมั่นรูป ... เวทนา ... สัญญา ... สังขาร... วิญญาณ ... คติ ... การถือกำเนิด ... ปฏิสนธิ ... ภพ เพราะสัตว์ทั้งหลาย ย่อมยึดถือเข้าไปยึดถือ ถือ ยึดมั่น ถือมั่น สังสารวัฏ ด้วยกิเลสเครื่องร้อยรัดเหล่านั้น เพราะเหตุนั้นจึงเรียกว่า กิเลสเครื่องร้อยรัดอันเป็นเหตุยึดมั่น คำว่า สลัด ได้แก่ สละ หรือสลัดกิเลสเครื่องร้อยรัด อีกนัยหนึ่ง สัตบุรุษแก้หรือ สลัดกิเลสเครื่องร้อยรัด คือกิเลสเครื่องผูกพัน ที่ร้อยรัด รัดรึง ข้อง ติดเกี่ยว เกี่ยวพัน เกาะติด ติดแน่นแล้ว อธิบายว่า สัตบุรุษ สละ หรือสลัดกิเลสเครื่องร้อยรัด เหมือนคนทำการปลดปล่อยวอ รถ เกวียน หรือ รถมีเครื่องประดับให้เคลื่อนที่ไปได้ ฉะนั้น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๑๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๔. สุทธัฏฐกสุตตนิทเทส อีกนัยหนึ่ง สัตบุรุษ แก้ หรือสลัดกิเลสเครื่องรัอยรัด คือกิเลสเครื่องผูกพันที่ร้อยรัด รัดรึง ข้อง ติด เกี่ยว เกี่ยวพัน เกาะติด ติดแน่นแล้ว รวมความว่า สลัดกิเลสเครื่องร้อยรัดอันเป็นเหตุยึดมั่น ที่ร้อยรัดไว้แล้ว คำว่า ไม่ก่อความหวังในที่ไหนๆ ในโลก อธิบายว่า ตัณหาตรัสเรียกว่า ความหวัง คือ ความกำหนัด กำหนัดนัก ... อภิชฌา อกุศลมูลคือโลภะ คำว่า ไม่ก่อความหวัง ได้แก่ ไม่ก่อ คือ ไม่ให้เกิด ไม่ให้เกิดขึ้น ไม่ให้บังเกิดไม่ให้บังเกิดขึ้นซึ่งความหวัง คำว่า ในที่ไหนๆ ได้แก่ ในที่ไหน คือ ที่ไหนๆ ที่ไรๆ ภายใน ภายนอก หรือทั้งภายในและภายนอก คำว่า ในโลก ได้แก่ ในอบายโลก ... อายตนโลก รวมความว่า ไม่ก่อความหวังในที่ไหนๆ ในโลก ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า สัตบุรุษทั้งหลายย่อมไม่กำหนด ไม่เชิดชู สัตบุรุษเหล่านั้น ไม่กล่าวว่า เป็นความหมดจดสุดโต่ง สลัดกิเลสเครื่องร้อยรัดอันเป็นเหตุยึดมั่น ที่ร้อยรัดไว้แล้ว ไม่ก่อความหวังในที่ไหนๆ ในโลก
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) พระอรหันต์เป็นผู้ไปพ้นเขตแดนแล้ว เป็นพราหมณ์ เพราะรู้และเห็น พระอรหันต์นั้น จึงไม่มีความถือมั่น พระอรหันต์ไม่มีความกำหนัดในกามคุณเป็นที่กำหนัด ไม่กำหนัดในสมาบัติเป็นที่คลายกำหนัด พระอรหันต์นั้น จึงไม่มีความถือมั่นว่า ยอดเยี่ยมในโลกนี้ @เชิงอรรถ : @ ดูรายละเอียดข้อ ๓/๑๐-๑๑
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๒๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๔. สุทธัฏฐกสุตตนิทเทส ว่าด้วยพระอรหันต์ คำว่า พระอรหันต์เป็นผู้ไปพ้นเขตแดนแล้ว เป็นพราหมณ์ เพราะรู้และ เห็น พระอรหันต์นั้น จึงไม่มีความถือมั่น อธิบายว่า คำว่า เขตแดน ได้แก่ เขตแดน ๔ อย่าง คือ ๑. สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และเหล่ากิเลสที่อยู่ในพวกเดียวกันนั้น นี้เป็นเขตแดนที่ ๑ ๒. กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์อย่างหยาบ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยอย่างหยาบ และเหล่ากิเลสที่อยู่ในพวกเดียวกันนั้น นี้เป็นเขตแดนที่ ๒ ๓. กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์อย่างละเอียด กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยอย่างละเอียด และเหล่ากิเลสที่อยู่ในพวกเดียวกันนั้น นี้เป็นเขตแดนที่ ๓ ๔. รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา มานานุสัย ภวราคานุสัยอวิชชานุสัย และเหล่ากิเลสที่อยู่ในพวกเดียวกันนั้น นี้เป็นเขตแดนที่ ๔ เพราะพระอรหันต์ เป็นผู้ก้าวล่วง คือ ก้าวพ้น ล่วงพ้น เขตแดนทั้ง ๔ เหล่านี้ด้วยอริยมรรค ๔ พระอรหันต์นั้น จึงตรัสเรียกว่า ผู้ไปพ้นเขตแดนแล้ว คำว่า เป็นพราหมณ์ อธิบายว่า ที่ชื่อว่าพราหมณ์ เพราะลอยธรรม ๗ ประการได้แล้ว คือ ๑. ลอยสักกายทิฏฐิได้แล้ว ๒. ลอยวิจิกิจฉาได้แล้ว ๓. ลอยสีลัพพตปรามาสได้แล้ว ... ไม่มีตัณหาและทิฏฐิอาศัย เป็นผู้มั่นคงบัณฑิตเรียกผู้นั้นว่าเป็นพราหมณ์ คำว่า นั้น ได้แก่ พระอรหันตขีณาสพ คำว่า เพราะรู้ ได้แก่ เพราะรู้ด้วยปรจิตตญาณ(ญาณเป็นเครื่องรู้จิตของผู้อื่น)หรือ รู้ด้วยปุพเพนิวาสานุสสติญาณ(ญาณเป็นเครื่องระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ก่อน) คำว่า เพราะเห็น ได้แก่ เพราะเห็นด้วยมังสจักขุ หรือ เห็นด้วยทิพพจักขุ คำว่า พระอรหันต์เป็นผู้ไปพ้นเขตแดนแล้ว เป็นพราหมณ์ เพราะรู้และ เห็น พระอรหันต์นั้น จึงไม่มีความถือมั่น อธิบายว่า พระอรหันต์นั้น ไม่มี คือ@เชิงอรรถ : @ ดูรายละเอียดข้อ ๒๕/๑๐๔-๑๐๕
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๒๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๔. สุทธัฏฐกสุตตนิทเทส ไม่มีอยู่ ไม่ปรากฏ หาไม่ได้ ซึ่งความถือ ความยึดมั่น ความถือมั่น ความติดใจความน้อมใจเชื่อว่า สิ่งนี้ เยี่ยม ยอด ประเสริฐ วิเศษ นำหน้า สูงสุด ประเสริฐสุด คือ ความถือมั่นนั้นพระอรหันต์ละได้แล้ว ตัดขาดได้แล้ว ทำให้สงบได้แล้ว ระงับได้แล้ว ทำให้เกิดขึ้นไม่ได้อีก เผาด้วยไฟคือญาณแล้ว รวมความว่า พระอรหันต์เป็นผู้ไปพ้นเขตแดนแล้ว เป็นพราหมณ์ เพราะรู้และเห็น พระอรหันต์นั้น จึงไม่มีความถือมั่น คำว่า ไม่เป็นผู้กำหนัดในกามคุณเป็นที่กำหนัด ไม่กำหนัดในสมาบัติเป็น ที่คลายกำหนัด อธิบายว่า ชนเหล่าใดกำหนัด คือ ยินดี ติดใจ สยบ หมกมุ่นเกาะติด เกี่ยวพัน พัวพันในกามคุณ ๕ ชนเหล่านั้น ตรัสเรียกว่า ผู้กำหนัดในกามคุณเป็นที่กำหนัด ชนเหล่าใดกำหนัด คือ ยินดี ติดใจ สยบ หมกมุ่น เกาะติดเกี่ยวพัน พัวพันในรูปาวจรสมาบัติ และอรูปาวจรสมาบัติ ชนเหล่านั้นตรัสเรียกว่าผู้กำหนัดในสมาบัติเป็นที่คลายกำหนัด คำว่า ไม่เป็นผู้กำหนัดในกามคุณเป็นที่กำหนัด ไม่กำหนัดในสมาบัติเป็นที่ คลายกำหนัด อธิบายว่า เมื่อใด พระอรหันต์ละกามราคะ รูปราคะ และอรูปราคะได้เด็ดขาดแล้ว ตัดรากถอนโคนเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ เมื่อนั้น พระอรหันต์ จึงชื่อว่าเป็นผู้ไม่กำหนัดในกามคุณเป็นที่กำหนัด ไม่กำหนัดในสมาบัติเป็นที่คลายกำหนัด คำว่า นั้น ในคำว่า พระอรหันต์นั้น ไม่มีความถือมั่นว่ายอดเยี่ยมในโลกนี้ ได้แก่ พระอรหันตขีณาสพ พระอรหันต์นั้นไม่มีความถือ ความยึดมั่น ความถือมั่น ความติดใจ ความน้อมใจเชื่อว่า สิ่งนี้ เยี่ยม ยอด ประเสริฐ วิเศษนำหน้า สูงสุด ประเสริฐสุด คำว่า ไม่มี ได้แก่ ไม่มี คือ ไม่มีอยู่ ไม่ปรากฏ หาไม่ได้ ได้แก่ ความถือมั่นนั้นพระอรหันต์ละได้แล้ว ตัดขาดได้แล้ว ทำให้สงบได้แล้ว ระงับได้แล้ว ทำให้เกิดขึ้นไม่ได้อีก เผาด้วยไฟคือญาณแล้ว รวมความว่า พระอรหันต์นั้น จึงไม่มีความถือมั่นว่ายอดเยี่ยมในโลกนี้ ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๑๒๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๕. ปรมัฏฐกสุตตนิทเทส พระอรหันต์เป็นผู้ไปพ้นเขตแดนแล้ว เป็นพราหมณ์ เพราะรู้และเห็น พระอรหันต์นั้น จึงไม่มีความถือมั่น พระอรหันต์ไม่มีความกำหนัดในกามคุณเป็นที่กำหนัด ไม่กำหนัดในสมาบัติเป็นที่คลายกำหนัด พระอรหันต์นั้น จึงไม่มีความถือมั่นว่า ยอดเยี่ยมในโลกนี้ สุทธัฏฐกสุตตนิทเทสที่ ๔ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาสุทธัฏฐกสุตตนิทเทสที่ ๔
ในสุทธัฏฐกสูตรที่ ๔ พึงทราบเนื้อความในคาถาแรกก่อน :-
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความหมดจดย่อมมีเพราะความเห็น เห็นปานนี้หามิได้ อีกอย่างหนึ่งแล คนพาลผู้มีทิฏฐิเห็นพราหมณ์จันทาภะ หรือคนเห็นปานนี้อื่น ผู้ไม่หมดจดเพราะขุ่นมัวด้วยกิเลส ผู้มีโรคเพราะถูกโรคคือกิเลสถึงทับ ย่อมรู้เฉพาะ ย่อมเห็นผู้หมดจดว่าเป็นผู้ไม่มีโรคเป็นอย่างยิ่ง ก็ความหมดจดดีย่อมมีแก่นรชน เพราะความเห็นกล่าวคือทิฏฐินั้นดังนี้.
คนพาลนั้นรู้เฉพาะอยู่อย่างนี้ รู้แล้วว่า ความเห็นเป็นเยี่ยม เป็นผู้พิจารณาเห็นความหมดจดในความเห็นนั้น ย่อมเชื่อว่าความเห็นนั้นเป็นมรรคญาณ แต่ความเห็นนั้นมิได้เป็นมรรคญาณ.
บทว่า ปรมํ อาโรคฺยํ ปตฺตํ ความว่า ถึงความไร้พยาธิอันอุดมตั้งอยู่.
บทว่า ตาณปฺปตฺตํ ความว่า ถึงธรรมเป็นเครื่องคุ้มครองอย่างนั้น.
บทว่า เลณปฺปตฺตํ ความว่า ถึงธรรมเป็นที่แอบแฝง.
บทว่า สรณปฺปตฺตํ ความว่า ถึงธรรมเป็นที่พึ่ง หรือถึงธรรมเครื่องยังทุกข์ให้พินาศ.
บทว่า อภยปฺปตฺตํ ความว่า ถึงความปลอดภัย.
บทว่า อจฺจุตปฺปตฺตํ ความว่า ถึงภาวะเที่ยง.
บทว่า อมตปฺปตฺตํ ความว่า ถึงธรรมไม่ตาย คือมหานิพพาน.
บทว่า นิพฺพานปฺปตฺตํ ความว่า ถึงธรรมที่เว้นจากตัณหาเครื่องร้อยรัด.
บทว่า อภิชานนฺโต ความว่า รู้โดยวิเศษ.
บทว่า อาชานนฺโต ความว่า รู้ทั่ว.
บทว่า วิชานนฺโต ความว่า รู้หลายอย่าง.
บทว่า ปฏิวิชานนฺโต ความว่า รู้แจ้งเพราะอาศัยความเห็นนั้นๆ .
บทว่า ปฏิวิชฺฌนฺโต ความว่า กระทำไว้ในหทัย.
บทว่า จกฺขุวิญฺญาเณน รูปทสฺสนํ ความว่า ความเห็นรูปด้วยจักขุวิญญาณ.
บทว่า ญาณนฺติ ปจฺเจติ ความว่า ย่อมเชื่อว่าเป็นปัญญา.
บทว่า มคฺโคติ ปจฺเจติ ความว่า ย่อมเชื่อว่าเป็นอุบาย.
บทว่า ปโถ ความว่า เป็นที่สัญจร.
บทว่า นียานํ ความว่า เครื่องถือไป. ปาฐะว่า นิยฺยานํ ก็มี.
คาถาที่ ๒ ว่า ทิฏฺเฐน เจ สุทฺธิ เป็นต้น เนื้อความของคาถานั้นว่า
ถ้าความหมดจดจากกิเลสย่อมมีแก่นรชน ด้วยความเห็น กล่าวคือความเห็นรูปนั้น. หรือว่า ถ้านรชนนั้นย่อมละทุกข์มีชาติเป็นต้น ด้วยญาณนั้นไซร้ เมื่อเป็นอย่างนั้น นรชนนั้นย่อมหมดจดด้วยมรรคอันไม่หมดจดอื่นจากอริยมรรคนั่นแล. คือย่อมถึงความเป็นผู้ที่จะพึงกล่าวว่า เป็นผู้ยังมีอุปธิด้วยอุปธิมีราคะเป็นต้นอยู่นั่นแลหมดจด และไม่เป็นอย่างนั้นหมดจด เพราะทิฏฐิย่อมบอกนรชนนั้นว่าเป็นผู้พูดอย่างนั้น คือทิฏฐินั้นแหละย่อมบอกว่า ผู้นี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ ได้แก่บอกอย่างนั้นๆ โดยนัยว่า โลกเที่ยงเป็นต้น สมควรแก่ทิฏฐิ.
ชื่อว่ายังมีราคะ เพราะอรรถว่าเป็นไปกับด้วยราคะ ความว่า มีราคะ.
แม้ในบทว่า สโทโส เป็นต้นก็นัยนี้แล.
คาถาที่ ๓ ว่า น พฺราหฺมโณ เป็นต้น เนื้อความของคาถานั้นว่า
ก็ผู้ใดชื่อว่าเป็นพราหมณ์ เพราะลอยคือย่างบาปเสียแล้ว ผู้นั้นถึงความสิ้นอาสวะ เป็นพราหมณ์ขีณาสพด้วยมรรค ไม่กล่าวความหมดจดด้วยมิจฉาญาณที่เกิดขึ้นในอารมณ์ที่เห็น กล่าวคือรูปที่สมมติว่าเป็นมงคลยิ่ง ในอารมณ์ที่ได้ยินกล่าวคือเสียงอย่างนั้น ในศีลกล่าวคือความไม่ก้าวล่วงในวัตรต่างโดยหัตถีวัตรเป็นต้น และในอารมณ์ที่ทราบต่างโดยปถพีเป็นต้นซึ่งอื่นจากอริยมรรคญาณ. คำนี้ท่านกล่าวด้วยการกล่าวสรรเสริญพราหมณ์ขีณาสพ.
ก็พราหมณ์นั้นเป็นผู้ไม่เข้าไปติดในบุญที่เป็นไปในธาตุสามและในบาปทั้งปวง เป็นผู้ละเสียซึ่งตน เพราะเหตุไร? เพราะละตนนั้นได้ คือเพราะละความเห็นว่าตนหรือความยึดถืออย่างใดอย่างหนึ่ง. ท่านกล่าวว่าเป็นผู้ไม่ทำเพิ่มเติมอยู่ในโลกนี้ เพราะไม่กระทำปุญญาภิสังขารเป็นต้น.
อนึ่ง พึงทราบการเชื่อมบทนั้นทั้งหมดนั้นแล ด้วยบทแรกว่า พราหมณ์ผู้ไม่เข้าไปติดในบุญและบาป ผู้ละเสียซึ่งตน ผู้ไม่ทำเพิ่มเติมอยู่ในโลกนี้ ไม่กล่าวความหมดจดโดยมรรคอื่น.
บทว่า นาติ ปฏิกฺเขโป ความว่า น ศัพท์เป็นศัพท์ปฏิเสธ.
คาถาว่า พาเหตฺวา สพฺพปาปกานิ เป็นต้น มีความว่า บุคคลใดลอยบาปทั้งปวงเสียแล้วด้วยมรรคที่ ๔ (อรหัตตมรรค) ชื่อว่ามีตนตั้งอยู่แล้ว เพราะทิฏฐิตั้งอยู่ไม่ได้ และเพราะลอยบาปเสียแล้วนั่นแล. ชื่อว่าปราศจากมลทิน คือถึงความเป็นผู้ปราศจากมลทินคือความเป็นพรหม ความเป็นผู้ประเสริฐ. ชื่อว่ามีจิตตั้งมั่นด้วยดี ด้วยมรรคสมาธิและผลสมาธิ ซึ่งสละมลทินคือกิเลสที่กระทำความฟุ้งซ่านแก่สมาธิ. ท่านเรียกว่าเป็นผู้สำเร็จกิจ เพราะความเป็นผู้มีกิจอันสำเร็จแล้ว เพราะล่วงสงสารได้แล้ว เพราะก้าวล่วงเหตุแห่งสงสาร ว่าเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัย เพราะความเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยแล้ว. และว่าเป็นผู้คงที่ เพราะไม่มีพิการด้วยโลกธรรม บุคคลนั้นควรชมเชยอย่างนี้ จึงเรียกว่าเป็นผู้ประเสริฐคือเป็นพราหมณ์.
บทว่า อญฺญตฺร สติปฏฺฐาเนหิ ความว่า พ้นสติปัฏฐาน ๔.
แม้ในสัมมัปปธานเป็นต้นก็นัยนี้แล.
บทว่า สนฺเตเก สมณพฺราหฺมณา ความว่า สมณพราหมณ์บางพวกได้โวหารว่าสมณพราหมณ์ ด้วยการกำหนดของโลก มีอยู่.
บทว่า ทิฏฺฐสุทฺธิกา ความว่า ปรารถนาความหมดจด ด้วยการเห็นรูป.
บทว่า เต เอกจฺจานํ รูปานํ ทสฺสนํ ความว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นปรารถนาความหมดจดด้วยการเห็นรูป ย่อมเชื่อการแลดูรูปารมณ์เหล่านั้น.
บทว่า มงฺคลํ ปจฺเจนฺติ ความว่า ย่อมให้ตั้งไว้ซึ่งเหตุแห่งความสำเร็จ เหตุแห่งความเจริญ เหตุแห่งสมบัติทั้งปวง.
บทว่า อมงฺคลํ ปจฺเจนฺติ ความว่า ย่อมให้ตั้งไว้ซึ่งเหตุแห่งความสำเร็จ หามิได้, ซึ่งเหตุแห่งความเจริญ หามิได้. ซึ่งเหตุแห่งสมบัติทั้งปวง หามิได้.
บทว่า เต กาลโต วุฏฺฐหิตฺวา ความว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นคือพวกเชื่อถือสิ่งที่เห็นเป็นต้นว่าเป็นมงคล ลุกขึ้นก่อนกว่าทีเดียว.
บทว่า อภิมงฺคลคตานิ ความว่า ที่ถึงเหตุแห่งความเจริญโดยพิเศษ.
บทว่า รูปานิ ปสฺสนฺติ ความว่า ย่อมเห็นรูปารมณ์มีอย่างต่างๆ.
บทว่า วาตสกุณํ ความว่า นกมีชื่ออย่างนั้น.
บทว่า ปุสฺสเวฬุวลฏฺฐํ ความว่า ผลมะตูมอ่อนที่เกิดขึ้นโดยบุษยฤกษ์.
บทว่า คพฺภินิตฺถึ ความว่า หญิงมีครรภ์.
บทว่า กุมารกํ ขนฺเธ อาโรเปตฺวา คจฺฉนฺตํ ความว่า คนที่ยกเด็กรุ่นๆ ขึ้นบ่าเดินไป.
บทว่า ปุณฺณฆฏํ ความว่า หม้อเต็มด้วยน้ำ.
บทว่า โรหิตมจฺฉํ ความว่า ปลาตะเพียนแดง.
บทว่า อาชญฺญรถํ ความว่า รถเทียมม้าสินธพ.
บทว่า อุสภํ ความว่า โคตัวผู้เป็นมงคล.
บทว่า โคกปิลํ ความว่า แม่โคดำแดง.
บทว่า ปลาลปุญฺชํ ความว่า กองข้าวเปลือก.
บทว่า ตกฺกฆฏํ ความว่า ถาดที่เต็มไปด้วยเปรียงโคเป็นต้น.
บทว่า ริตฺตฆฏํ ความว่า หม้อเปล่า
บทว่า นฏํ ความว่า การฟ้อนรำของนักฟ้อนเป็นต้น.
อาจารย์บางพวกกล่าวว่า กิริยาของนักเลง.
บทว่า นคฺคสมณกํ ความว่า สมณะไม่นุ่งผ้า.
บทว่า ขรํ ความว่า ลา.
บทว่า ขรยานํ ความว่า ยวดยานเป็นต้นที่เทียมลา.
บทว่า เอกยุตฺตยานํ ความว่า ยานที่เทียมด้วยสัตว์พาหนะตัวเดียว.
บทว่า กาณํ ความว่า คนตาบอดข้างเดียวและสองข้าง.
บทว่า กุณึ ความว่า คนมือง่อย.
บทว่า ขญฺชํ ความว่า คนเท้ากระจอก คือมีเท้าไปขวาง.
บทว่า ปกฺขหตํ ความว่า คนพิการ.
บทว่า ชิณฺณกํ ความว่า คนแก่เพราะชรา.
บทว่า พฺยาธิกํ ความว่า คนถูกพยาธิเบียดเบียน.
บทว่า มตํ ความว่า คนตาย.
บทว่า สุตสทฺธิกา ความว่า ปรารถนาความหมดจดด้วยการได้ยินเสียงด้วยโสตวิญญาณ.
บทว่า สทฺทานํ สวนํ ความว่า การได้ยินสัททารมณ์.
บทว่า วฑฺฒาติ วา เป็นต้น ท่านกล่าวถือเอาสักว่าเป็นเสียงที่เป็นไปในโลก แต่เสียงที่กล่าวโดยชื่อนั้นๆ ว่า กาโณ เป็นต้นนั่นแลไม่เป็นมงคล.
บทว่า ฉินฺนนฺติ วา ความว่า เสียงว่าถูกตัดมือและเท้าเป็นต้น.
บทว่า ภินฺนนฺติ วา ความว่า เสียงว่าถูกตีศีรษะเป็นต้น.
บทว่า ทฑฺฒนฺติ วา ความว่า เสียงว่าถูกไฟไหม้.
บทว่า นฏฺฐนฺติ วา ความว่า เสียงว่าพินาศเพราะพวกโจรเป็นต้น.
บทว่า นตฺถีติ วา ความว่า หรือเสียงว่าของไม่มี.
บทว่า สีลสุทฺธิกา ความว่า ผู้ปรารถนาความหมดจดด้วยศีล.
บทว่า สีลมตฺเตน ความว่า ด้วยเหตุสังวร.
บทว่า สญฺญมมตฺเตน ความว่า ด้วยเหตุสักว่าเข้าไปยินดี.
บทว่า สํวรมตฺเตน ความว่า ด้วยเหตุสักว่ากั้นทวาร.
บทว่า อวีติกฺกมมตฺเตน ความว่า ด้วยเหตุสักว่าไม่ก้าวล่วงศีล.
บทว่า สมณมุณฺฑิกาปุตฺโต เป็นชื่อที่ได้มาทางฝ่ายมารดา.
บทว่า สมฺปนฺนกุสลํ ความว่า มีกุศลบริบูรณ์.
บทว่า ปรมกุสลํ ความว่า มีกุศลสูงสุด.
บทว่า อุตฺตมปตฺติปฺปตฺตํ ความว่า ผู้ถึงพระอรหันต์อันอุดมที่พึงตั้งอยู่.
บทว่า อโยชฺฌํ ความว่า สมณะผู้อันใครๆ ไม่อาจให้แพ้.
บทว่า วตฺตสุทฺธิกา ความว่า ผู้ปรารถนาความหมดจดด้วยวัตรคือการสมาทาน.
บทว่า หตฺถิวตฺติกา วา ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติหัตถีวัตร เพราะอรรถว่ามีหัตถีวัตรที่สมาทานไว้.
อธิบายว่า กระทำกิริยาอย่างช้างทั้งปวง ทำอย่างไร? สมณพราหมณ์เหล่านั้นเกิดความคิดขึ้นอย่างนี้ว่า จำเดิมแต่วันนี้ไป เราจักกระทำสิ่งที่ช้างทั้งหลายทำ จึงกระทำอาการเดิน ยืน นั่ง นอน ถ่ายอุจจาระปัสสาวะอย่างช้างทั้งหลายและอาการที่เห็นช้างอื่นๆ แล้วชูงวงเดินไปทุกอย่าง ดังนั้นจึงชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติหัตถีวัตร.
แม้ในบทว่า เป็นผู้ประพฤติอัสสวัตรเป็นต้น ก็พึงประกอบบทตามที่ควรประกอบ ด้วยสามารถบทที่ได้มา.
บรรดาบทเหล่านั้น ในบทว่า ทิสาวตฺติกา วา ซึ่งเป็นบทสุดท้ายมีความว่า
เป็นผู้ประพฤติทิสวัตรที่สมาทาน ด้วยสามารถนมัสการทิศมีทิศบูรพาเป็นต้น. การสมาทานวัตรของสมณพราหมณ์มีประการดังกล่าวแล้วเหล่านั้น เมื่อสำเร็จย่อมนำเข้าไปถึงความเป็นเพื่อนกับช้างเป็นต้น. แต่ถ้ามิจฉาทิฏฐิมีแก่เขาผู้คิดอยู่ว่า เราย่อมเป็นเทวดาหรือเทวดาองค์ใดองค์หนึ่งด้วยการสมาทานศีลและวัตร และความประพฤติอันประเสริฐนี้ พึงทราบว่า นรกและกำเนิดดิรัจฉานอย่างใดอย่างหนึ่งย่อมมี.
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ดูก่อนปุณณะ บุคคลบางคนในโลกนี้บำเพ็ญวัตรสุนัขบริบูรณ์ไม่วุ่นวาย, บำเพ็ญศีลสุนัขบริบูรณ์ไม่วุ่นวาย. บำเพ็ญสมาธิสุนัขบริบูรณ์ไม่วุ่นวาย บำเพ็ญอากัปปะสุนัขบริบูรณ์ไม่วุ่นวาย. บุคคลนั้นบำเพ็ญวัตรสุนัขบริบูรณ์ไม่วุ่นวาย, บำเพ็ญศีลสุนัขบริบูรณ์ไม่วุ่นวาย. บำเพ็ญสมาธิสุนัขบริบูรณ์ไม่วุ่นวาย. บำเพ็ญอากัปปะสุนัขบริบูรณ์ไม่วุ่นวาย.
ครั้นแตกกายตายไปแล้วย่อมเข้าถึงความเป็นเพื่อนกับสุนัขทั้งหลาย,
ก็ถ้าเขามีทิฏฐิอย่างนี้ว่า เราจักเป็นเทวดาหรือเทวดาองค์ใดองค์หนึ่งด้วยศีล วัตรหรือพรหมจรรย์นี้ ทิฏฐิของเขานั้นย่อมเป็นมิจฉาทิฏฐิ ดูก่อนปุณณะเรากล่าวว่าคนมิจฉาทิฏฐิมีคติ ๒ อย่างคือนรก หรือกำเนิดดิรัจฉานอย่างใดอย่างหนึ่ง.
ดูก่อนปุณณะ วัตรสุนัขเมื่อสำเร็จ ย่อมนำเข้าถึงความเป็นเพื่อนกับสุนัขทั้งหลาย. เมื่อไม่สำเร็จย่อมนำเข้าสู่นรก.
ไม่พึงถือเอาเนื้อความว่า ผู้ประพฤติคันธัพพวัตรเป็นต้นย่อมเข้าถึงความเป็นเพื่อนกับคนธรรพ์เป็นต้น. แต่พึงถือเอาว่าย่อมเข้าถึงนรกและกำเนิดดิรัจฉานนั่นแล เพราะถือเอาด้วยมิจฉาทิฏฐิ.
บทว่า มุตสุทฺธิกา ความว่า ผู้ปรารถนาความหมดจด ด้วยอารมณ์ที่ถูกต้อง.
บทว่า ปฐวึ อามสนฺติ ความว่า ย่อมถูกต้องแผ่นดินใหญ่ที่มีสัมภาระด้วยกาย.
บทว่า หริตํ ความว่า หญ้าแพรกเขียวสด.
บทว่า โคมยํ ความว่า โคมัยของโคเป็นต้น.
บทว่า กจฺฉปํ ความว่า เต่าหลายชนิดมีเต่ากระดูกเป็นต้น.
บทว่า ชาลํ อกฺกมนฺติ ความว่า ย่ำเหยียบข่ายเหล็ก.
บทว่า ติลวาหํ ความว่า เกวียนบรรทุกงา หรือกองงา.
บทว่า ปุสฺสติลํ ขาทนฺติ ความว่า เคี้ยวกินงาที่ประกอบด้วยมงคล.
บทว่า ปสฺสเตลํ มกฺเขนฺติ ความว่า ทำน้ำมันงาอย่างนั้นเป็นเครื่องพรมสรีระ.
บทว่า ทนฺตวฏฐํ ความว่า ไม้สีฟัน.
บทว่า มตฺติกาย นหายนฺติ ความว่า ถูสรีระด้วยดินอ่อน มีดินสอพองเป็นต้นแล้วอาบน้ำ.
บทว่า สาฏกํ นิวาเสนฺติ ความว่า นุ่งห่มผ้าที่ประกอบด้วยมงคล.
บทว่า เวฏฺฐนํ เวฏฺฐนฺติ ความว่า วาง คือสวมผ้าโพกศีรษะซึ่งเป็นผ้าไหมเป็นต้นบนศีรษะ.
บทว่า เตธาตุกํ กุสลาภิสงฺขารํ ความว่า ปัจจยาภิสังขารซึ่งเกิดแต่ความฉลาด ให้ปฏิสนธิในกามธาตุ รูปธาตุและอรูปธาตุ.
บทว่า สพฺพํ อกุสลํ ความว่า อกุศลซึ่งเกิดแต่ความไม่ฉลาด ๑๒.
บทว่า ยโต ได้แก่ ในกาลใด.
ปุญญาภิสังขาร ๑๓ อปุญญาภิสังขาร ๑๒ และอาเนญชาภิสังขาร ๔ เป็นอันละได้แล้ว ด้วยสมุจเฉทปหานตามสมควร.
บทว่า อตฺตทิฏฺฐิญฺชโห ความว่า ละทิฏฐิที่ถือว่า นั่นเป็นตัวตนของเรา.
บทว่า คาหญฺชโห ความว่า ละความยึดถือที่สัมปยุตด้วยมานะว่า เราเป็นนั่น.
บทว่า อตฺตญฺชโห มีความอีกว่า บทเป็นต้นว่า ความถือลูบคลำ ความจับต้องแต่ข้างหน้า ความถือมั่นในอัตตานั้น ความติดใจกลืนด้วยสามารถตัณหามีกำลัง และความปรารถนามีกำลัง ด้วยสามารถความยึดถือด้วยตัณหาและด้วยสามารถความยึดถือด้วยทิฏฐิ ว่านั่นของเรา ความถือเป็นต้นทั้งปวงนั้นย่อมเป็นอันพราหมณ์นั้นสละแล้ว ดังนี้ มีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
ครั้นกล่าวว่า พราหมณ์ไม่กล่าวความหมดจดโดยมรรคอื่น อย่างนี้แล้ว บัดนี้ พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงความที่ทิฏฐินั้นของพวกมีทิฏฐิที่กล่าวความหมดจดโดยมรรคอื่นเหล่านั้น เป็นทิฏฐินำทุกข์ออกไม่ได้ จึงกล่าวคาถา ปุริมํ ปหาย ดังนี้ เป็นต้น.
คาถานั้นมีความว่า
สมณพราหมณ์เหล่านั้นแม้เป็นผู้กล่าวความหมดจดโดยมรรคอื่น ละศาสดาต้นเป็นต้น อาศัยศาสดาหลัง เพราะถูกความถือและความปล่อยครอบงำ เพราะละทิฏฐินั้นไม่ได้ ไปตามตัณหากล่าวคือความแสวงหา คือถูกตัณหาครอบงำ ย่อมไม่ข้ามกิเลสเครื่องเกี่ยวข้องต่างโดยราคะเป็นต้น และเมื่อไม่ข้ามกิเลสเครื่องเกี่ยวข้อง ย่อมเรียนด้วย ย่อมละด้วยซึ่งธรรมนั้นๆ เหมือนลิงเกาะกิ่งไม้.
บทว่า ปุริมํ สตฺถารํ ปหาย ความว่า เว้นปฏิญญาของศาสดาที่ถือไว้ในก่อน.
บทว่า อปรํ สตฺถารํ นิสฺสิตา ความว่า อาศัย คือติดแน่น ปฏิญญาของศาสดาอื่น.
แม้ในบทว่า ปุริมํ ธมฺมกฺขานํ ปหาย เป็นต้นก็นัยนี้แล.
บทว่า เอชานุคา ความว่า ไปตามตัณหา.
บทว่า เอชานุคตา ความว่า ไปตามตัณหาแล้ว.
บทว่า เอชานุสุฏา ความว่า ซ่านไปตาม หรือแล่นไปตามตัณหา.
บทว่า เอชาย ปนฺนา ปติตา ความว่า จมลงในตัณหา และอันตัณหาเก็บเสียแล้ว.
บทว่า มกฺกโฏ ได้แก่ ลิง.
บทว่า อรญฺเญ ความว่า ในทุ่ง.
บทว่า ปวเน ความว่า ในป่าใหญ่.
บทว่า จรมาโน ความว่า ไปอยู่.
บทว่า เอวเมว เป็นบทอุปไมย เครื่องยังบทอุปมาให้ถึงพร้อม.
บทว่า ปุถุ ความว่า ต่างๆ.
บทว่า ปุถุทิฏฺฐิคตานิ ความว่า ทิฏฐิมีอย่างต่างๆ.
บทว่า คณฺหนฺติ จ มุญฺจนฺติ จ ความว่า ย่อมจับด้วยสามารถแห่งการถือ และย่อมปล่อยด้วยสามารถแห่งการสละ.
บทว่า อาทิยนฺติ จ นิรสฺสชนฺติ จ ความว่า ย่อมกระทำความกังวล ย่อมสละ และย่อมซัดไป.
เนื้อความที่ตรัสไว้ว่า เพราะทิฏฐิย่อมบอกนรชนนั้นว่าเป็นผู้พูดอย่างนั้น นั้นเชื่อมความในคาถาที่ ๕ ว่า สยํ สมาทาย สมาทานวัตรทั้งหลายเองเป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สยํ แปลว่า เอง.
บทว่า สมาทาย ความว่า ถือเอา.
บทว่า วตฺตานิ ความว่า วัตรทั้งหลายมีหัตถีวัตรเป็นต้น.
บทว่า อุจฺจาวจํ ความว่า กลับไปกลับมา หรือเลวและประณีต คือจากศาสดาสู่ศาสดาเป็นต้น.
บทว่า สญฺญสตฺโต ความว่า เป็นผู้ข้องอยู่ในกามสัญญาเป็นต้น.
บทว่า วิทฺธา จ เวเทหิ สเมจฺจ ธมฺมํ ความว่า ส่วนผู้มีความรู้ คือพระอรหันต์ตรัสรู้สัจจธรรม ๔ อันเป็นปรมัตถ์ ด้วยความรู้คือมรรคญาณ ๔.
บทที่เหลือปรากฏแล้วทั้งนั้น.
บทว่า สยํ สมาทาย ความว่า ถือเองทีเดียว.
บทว่า อาทาย ความว่า ถือเอาแล้ว คือรับเอาแล้ว.
บทว่า สมาทาย ความว่า ถือเอาแล้วโดยชอบ.
บทว่า อาทิยิตฺวา ความว่า กระทำความกังวล.
บทว่า สมาทิยิตฺวา ความว่า กระทำความกังวลโดยชอบ.
บทว่า คณฺหิตฺวา ความว่า ไม่สละ.
บทว่า ปรามสิตฺวา ความว่า แสดงแล้ว.
บทว่า อภินิวิสิตฺวา ความว่า ตั้งมั่นแล้ว.
บทว่า กามสัญญา เป็นต้น มีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
บทว่า วิทฺธา แปลว่า ผู้มีปัญญา.
บทว่า วิชฺชาคโต ความว่า ผู้ถึงความรู้แจ้ง.
บทว่า ญาณี ความว่า ผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา.
บทว่า วิภาวี ความว่า ผู้พิจารณาด้วยญาณ.
บทว่า เมธาวี ความว่า ผู้มีญาณตรึกตรองโดยอนิจจลักขณะเป็นต้น.
บทว่า ปญฺญา เป็นต้น มีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
บทว่า จตุสจฺจธมฺมํ วิจินาติ ความว่า ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์.
เนื้อความของโพชฌงค์ กล่าวไว้แล้วในหนหลังเทียว.
บทว่า วีมํสา ความว่า ปัญญาเครื่องค้นคว้าสัจจธรรม ๔ นั่นแล. ท่านอธิบายว่า วิมังสา คือการคิดธรรม.
บทว่า วิปสฺสนา ความว่า ปัญญาเครื่องเห็นโดยอาการต่างๆ ที่สัมปยุตด้วยมรรคนั่นแล.
บทว่า สมฺมาทิฏฺฐิ ความว่า สัมมาทิฏฐิที่งาม บัณฑิตสรรเสริญ ดี สัมปยุตด้วยมรรค.
บทว่า เตหิ เวเทหิ ความว่า ด้วยมรรคญาณ ๔ เหล่านั้นนั่นแล.
บทว่า อนฺตคโต ความว่า ถึงที่สุดชาติ ชรา และมรณะ.
บทว่า โกฏิคโต เป็นต้น มีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
บทว่า เวทานํ วา อนฺตคโต ความว่า ถึงที่สุดแห่งทุกข์ที่พึงรู้.
บทว่า เวเทหิ วา อนฺตคโต ความว่า ถึงพระนิพพานกล่าวคือที่สุด โดยเป็นที่สุดรอบแห่งทุกข์ในวัฏฏะ ด้วยปัญญาคือมรรคญาณ ๔.
บทว่า วิทิตตฺตา ความว่า เพราะความเป็นผู้รู้แจ้ง คือเพราะความเป็นผู้รู้.
คาถาว่า เวทานิ วิเจยฺย เกวลานิ เป็นต้นมีความว่า ผู้ใดกระทำความสิ้นกิเลสด้วยเวทคือมรรคญาณ ๔ ถึงแล้ว ผู้นั้นชื่อว่าถึงเวทโดยปรมัตถ์.
อนึ่ง ผู้ใดเลือกเฟ้นเวททั้งหลายที่เรียกกันว่าศาสตร์ของสมณพราหมณ์ทั้งปวง ด้วยสามารถอนิจจลักษณะเป็นต้นโดยกิจ ด้วยมรรคภาวนานั้นแล. ก้าวล่วงเวททั้งปวงนั้นนั่นแล ด้วยการละฉันทราคะในเวทนั้น เป็นผู้ปราศจากราคะในเวทนาทั้งปวงที่เกิดขึ้นเพราะเวทเป็นปัจจัยหรือโดยประการอื่น. เพราะเหตุนั้น เมื่อทรงแสดงเนื้อความนั้น ถูกทูลถามว่า ผู้ถึงเวทกล่าวถึงการบรรลุอะไร? มิได้ตรัสตอบว่า การบรรลุนี้ ตรัสว่า บุคคลเลือกเฟ้นเวททั้งหลาย ฯลฯ ชื่อว่าเป็นเวทคู ดังนี้.
อีกอย่างหนึ่ง เพราะผู้ใดเลือกเฟ้นเวททั้งหลายด้วยปัญญาเครื่องเลือกเฟ้น ย่อมเป็นไปก้าวล่วงเวททั้งปวงด้วยการละฉันทราคะในเวทนั้น. ผู้นั้นถึงคือรู้ คือก้าวล่วงเวททั้งหลายที่เรียกกันว่าศาสตร์. ผู้ใดปราศจากราคะในเวทนาทั้งหลาย แม้ผู้นั้นก็ถึง คือก้าวล่วงเวททั้งหลายที่เรียกกันว่าเวทนา คือถึงเวทนายิ่ง. แม้ดังนั้นก็ชื่อว่าเวทคู ฉะนั้น เมื่อจะทรงแสดงเนื้อความว่า จึงมิได้ตรัสว่า การบรรลุนี้ แต่ตรัสว่า บุคคลเลือกเฟ้นเวททั้งหลาย ฯลฯ ชื่อว่าเป็นเวทคู ดังนี้.
บทว่า สเมจฺจ ความว่า มาพร้อมด้วยญาณ.
บทว่า อภิสเมจฺจ ความว่า แทงตลอดด้วยญาณ.
บทว่า ธมฺมํ ความว่า สัจจธรรม ๔.
บทว่า สพฺเพ สงฺขารา ความว่า ธรรมพร้อมด้วยปัจจัยทั้งปวง. ด้วยว่าธรรมเหล่านั้นชื่อว่าสังขารอันปัจจัยปรุงแต่ง ย่อมร่วมกระทำด้วยปัจจัยทั้งหลาย เหตุนั้นจึงชื่อว่าสังขาร. สังขารเหล่านั้นท่านกล่าวโดยวิเศษว่า สังขตะ เพราะร่วมกระทำด้วยปัจจัยทั้งหลายด้วยประการฉะนี้.
ในอรรถกถาทั้งหลายกล่าวว่า ธรรมมีรูปที่เป็นไปในภูมิ ๓ เป็นต้นที่บังเกิดเพราะกรรม ชื่อว่าอภิสังขตสังขาร. อภิสังขตสังขารแม้เหล่านั้นย่อมสงเคราะห์เข้าในสังขตสังขารทั้งหลาย. ในประโยคว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ เป็นต้น สังขารที่มีอวิชชาเป็นปัจจัยนั่นแลมาในประโยคว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุรุษบุคคลผู้ไปด้วยอวิชชานี้ ย่อมปรุงแต่งปุญญาภิสังขาร เป็นต้น.
กุศลเจตนาและอกุศลเจตนาที่เป็นไปในภูมิ ๓ ชื่อว่าสังขารเครื่องปรุงแต่งความเพียรทางกายและความเพียรทางใจ ที่มาในประโยคว่า คติแห่งอภิสังขารมีประมาณเท่าใด ไปประมาณเท่านั้น เข้าใจว่าได้ตั้งอยู่กำจัดอินทรีย์ เป็นต้น ชื่อว่าปโยคาภิสังขาร.
วิตกวิจารที่มาในประโยคว่า แน่ะท่านวิสาขะ วจีสังขารของภิกษุผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธแลย่อมดับก่อน ต่อแต่นั้นกายสังขารดับ ต่อแต่นั้น จิตตสังขารดับเป็นต้น ชื่อวจีสังขาร เพราะอรรถว่าปรุงแต่งวาจา. ลมอัสสาสะลมปัสสาสะชื่อกายสังขาร เพราะอรรถว่าปรุงแต่งกาย. สัญญาและเวทนาชื่อจิตตสังขาร เพราะอรรถว่าปรุงแต่งจิต.
แต่ในที่นี้ ท่านประสงค์เอาสังขตสังขาร.
บทว่า อนิจฺจา ความว่า เพราะอรรถว่ามีแล้วไม่มี.
บทว่า ทุกฺขา ความว่า เพราะอรรถว่า เบียดเบียน.
บทว่า สพฺเพ ธมฺมา ความว่า ท่านกล่าวทำแม้พระนิพพานไว้ภายใน.
บทว่า อนตฺตา ความว่า เพราะอรรถว่าไม่เป็นไปในอำนาจ.
ในบทว่า อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา ผลมาอาศัยธรรมใดเกิดฉะนั้น ธรรมนั้นชื่อว่าเป็นปัจจัย.
บทว่า ปฏิจฺจ ความว่า เว้นไม่ได้. อธิบายว่า ไม่ห้าม.
บทว่า เอติ ความว่า เกิดขึ้นและเป็นไป.
อีกอย่างหนึ่ง มีความว่า อุปการะ มีความว่า เป็นปัจจัย
อวิชชานั่นด้วย เป็นปัจจัยด้วย ชื่อว่าอวิชชาเป็นปัจจัย เพราะเหตุนั้น สังขารทั้งหลายจึงมีอวิชชาเป็นปัจจัย.
บทว่า สมฺภวนฺติ ความว่า ย่อมบังเกิดเฉพาะ.
พึงประกอบศัพท์ สมฺภวนฺติ แม้ด้วยบทที่เหลือทั้งหลายด้วยประการฉะนี้.
ในอวิชชาและสังขารเหล่านั้น อวิชชาเป็นไฉน? ความไม่รู้ในทุกข์, ความไม่รู้ในทุกขสมุทัย, ความไม่รู้ในทุกขนิโรธ, ความไม่รู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา, ความไม่รู้ในส่วนเบื้องต้น, ความไม่รู้ในส่วนเบื้องปลาย, ความไม่รู้ในส่วนเบื้องต้นและส่วนเบื้องปลาย. ความไม่รู้ในธรรมที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้น คืออิทัปปัจจยตา.
สังขารเป็นไฉน? ปุญญาภิสังขาร, อปุญญาภิสังขาร, อาเนญชาภิสังขาร, กายสังขาร, วจีสังขาร, จิตตสังขาร.
กามาวจรกุศลจิต ๘ รูปาวจรกุศลจิต ๕ เป็นปุญญาภิสังขาร.
อกุศลจิต ๑๒ เป็นอปุญญาภิสังขาร.
อรูปาวจรกุศลจิต ๔ เป็นอาเนญชาภิสังขาร.
กายสัญเจตนาเป็นกายสังขาร.
วจีสัญเจตนาเป็นวจีสังขาร
มโนสัญเจตนาเป็นจิตตสังขาร.
พึงมีคำถามในบทนั้นว่า ข้อว่า สังขารเหล่านี้มีอวิชชาเป็นปัจจัยนั้น พึงรู้ได้อย่างไร? รู้ได้โดยภาวะในความเป็นอวิชชา.
ก็ความไม่รู้ กล่าวคืออวิชชาในธรรม ๘ ประการมีทุกข์เป็นต้นอันบุคคลใดยังละไม่ได้ บุคคลนั้นถือเอาทุกข์ในสังสารวัฏด้วยความสำคัญว่าเป็นสุข ปรารภสังขารแม้ทั้ง ๓ อย่างที่เป็นเหตุแห่งทุกข์นั้นแล เพราะความไม่รู้ในทุกข์และส่วนเบื้องต้นเป็นต้นก่อน.
บุคคลปรารภสังขารทั้งหลายที่เป็นบริขารแห่งตัณหาแม้เป็นเหตุแห่งทุกข์ สำคัญว่าเป็นเหตุแห่งสุข เพราะความไม่รู้ในสมุทัย.
บุคคลเป็นผู้มีความสำคัญในคติวิเศษแม้ไม่ใช่ความดับทุกข์ ว่าเป็นความดับทุกข์ เป็นผู้มีความสำคัญในการเซ่นสรวง และการบำเพ็ญพรตเพื่อเป็นเทวดาเป็นต้น แม้มิใช่ทางแห่งความดับทุกข์เลย ว่าเป็นทางแห่งความดับทุกข์ เมื่อปรารถนาความดับทุกข์ ย่อมปรารภสังขารทั้ง ๓ อย่างด้วยการเซ่นสรวงและการบำเพ็ญพรตเพื่อเป็นเทวดาเป็นต้นเป็นข้อสำคัญ เพราะความไม่รู้ในนิโรธและในมรรค.
อีกอย่างหนึ่ง บุคคลนั้นไม่รู้ทุกข์ กล่าวคือผลบุญแม้เต็มไปด้วยโทษมีชาติ ชราและมรณะเป็นต้นว่าเป็นทุกข์โดยวิเศษ เพราะความที่ยังละอวิชชาในสัจจะ ๔ ไม่ได้นั้น. ย่อมปรารภปุญญาภิสังขาร ชนิดกายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร เพื่อบรรลุผลนั้น เหมือนผู้ใคร่เป็นเทวดาและเทพอัปสร ปรารภเงื้อมผาเทวดาฉะนั้น.
อีกอย่างหนึ่ง บุคคลแม้ไม่เห็นความเป็นวิปริณามทุกข์ที่ให้เกิดความเร่าร้อนใหญ่ในที่สุดแห่งผลบุญนั้น ซึ่งสมมติว่าเป็นสุข และความไม่ชอบใจ ย่อมปรารภปุญญาภิสังขารซึ่งมีประการดังกล่าวแล้วนั่นแล อันเป็นปัจจัยแห่งทุกข์นั้น เหมือนแมงเม่าบินเข้าหาเปลวไฟ และเหมือนคนอยากหยาดน้ำหวาน เลียคมศัสตราที่ทาน้ำหวานฉะนั้น.
อนึ่ง บุคคลไม่เห็นโทษในการเข้าไปเสพกามเป็นต้นซึ่งมีวิบาก ย่อมปรารภอปุญญาภิสังขารที่เป็นไปในไตรทวาร เพราะสำคัญว่าเป็นสุข และเพราะความที่ถูกกิเลสครอบงำ เหมือนเด็กอ่อนเล่นคูถ และเหมือนคนอยากตายเคี้ยวกินยาพิษฉะนั้น.
อีกอย่างหนึ่ง บุคคลไม่รู้ความเป็นวิปริณามทุกข์แห่งสังขารในอรูปวิบาก ย่อมปรารภอาเนญชาภิสังขารที่เป็นจิตตสังขาร ด้วยวิปลาสว่าเที่ยงเป็นต้น เหมือนคนหลงทิศเดินทางตรงไปเมืองปีศาจฉะนั้น.
เพราะมีอวิชชานั่นแล จึงมีสังขาร. เพราะไม่มีอวิชชา จึงไม่มีสังขาร. ด้วยประการฉะนี้ ฉะนั้นพึงทราบข้อนี้วา สังขารเหล่านี้ย่อมมี อวิชชาเป็นปัจจัย.
ในข้อนี้ท่านกล่าวว่า พวกเราถือเอาเนื้อความนี้ก่อนว่า อวิชชาเป็นปัจจัยแก่สังขารทั้งหลาย. ก็อวิชชานี้อย่างเดียวเท่านั้น เป็นปัจจัยแก่สังขารทั้งหลายหรือ หรือว่ามีปัจจัยอื่นๆ อีก, ก็ถ้าการกล่าวถึงเหตุหนึ่งจากเหตุหนึ่งเท่านั้น ย่อมถึงก่อนไซร้. เมื่อเป็นเช่นนั้น ปัจจัยแม้อื่นๆ ก็ย่อมมีการชี้แจงเหตุหนึ่งว่า :- สังขารทั้งหลายมีอวิชชาเป็นปัจจัย จะไม่เกิดขึ้นในข้อนี้หรือ? ไม่เกิดขึ้นหามิได้.
เพราะเหตุไร? เพราะ :-
ผลอย่างหนึ่งย่อมมีแต่เหตุอย่างเดียวในโลกนี้ หา
มิได้ ผลหลายอย่างแต่เหตุแม้หลายอย่าง ก็หามิได้ ผล
อย่างหนึ่งมีอยู่ หามิได้ แต่ประโยชน์ในการแสดงเหตุผล
อย่างหนึ่งมีอยู่.
ด้วยว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงเหตุก็ตาม ผลก็ตามอย่างเดียวเท่านั้น โดยสมควรแก่ความงามของเทศนา และแก่เหล่าเวไนยสัตว์. เพราะเป็นประธานในที่บางแห่ง ปรากฏในที่บางแห่ง เป็นอสาธารณะในที่บางแห่ง. ฉะนั้น อวิชชาในข้อนี้เมื่อเหตุแห่งสังขารทั้งหลายมีวัตถุอารมณ์และสหชาตธรรมเป็นต้นอื่นๆ แม้มีอยู่ ก็พึงทราบว่า ทรงแสดงโดยความเป็นเหตุแห่งสังขารทั้งหลาย. เพราะเป็นประธานว่าเป็นเหตุของเหตุแห่งสังขารทั้งหลายมีตัณหาเป็นต้นแม้อื่นๆ เพราะปรากฏและเพราะเป็นอสาธารณะว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ไม่มีปัญญา ได้ด้วยอวิชชา ย่อมปรุงแต่งแม้ปุญญาภิสังขาร โดยพระบาลีว่า ตัณหาย่อมเจริญแก่ผู้เห็นตามความพอใจ และว่าเพราะอวิชชาเกิด อาสวะจึงเกิด. และพึงทราบการประกอบในการแสดงเหตุผลเป็นอย่างๆ ในที่ทั้งปวง ด้วยการแสดงบริหารและกล่าวถึงเหตุผลเป็นอย่างๆ นี้นั่นเทียวแล. ในข้อนี้ ท่านกล่าวว่า แม้เมื่อเป็นอย่างนั้น ความที่อวิชชาซึ่งมีโทษมีผลไม่น่าปรารถนาโดยส่วนเดียวเป็นปัจจัยแห่งปุญญาภิสังขารและอาเนญชาภิสังขาร จะถูกได้อย่างไร เพราะอ้อยจะเกิดแต่พืชสะเดาหาได้ไม่ จักไม่ถูกได้อย่างไร. เพราะในโลก :-
บุคคลที่เป็นศัตรูก็ตาม เป็นมิตรก็ตาม ที่คล้ายกัน
ก็ตาม ไม่คล้ายกันก็ตาม สำเร็จเป็นปัจจัยแห่งธรรมทั้ง
หลาย บุคคลเหล่านั้นจะเป็นวิบากทั้งนั้นก็หามิได้.
อวิชชานี้แม้มีผลไม่น่าปรารถนาโดยส่วนเดียว ด้วยสามารถแห่งวิบาก, และมีโทษ ด้วยสามารถแห่งสภาวะ, ก็พึงทราบว่าเป็นปัจจัยแห่งปุญญาภิสังขารเป็นต้นเหล่านั้นแม้ทั้งหมด. ด้วยสามารถเป็นปัจจัยแห่งฐานะกิจสภาวะศัตรูและมิตร และด้วยสามารถเป็นปัจจัยแห่งผู้ที่คล้ายกันและไม่คล้ายกันตามสมควร.
อนึ่ง ยังมีปริยายอื่นอีกว่า :-
ผู้ใดลุ่มหลงในจุติและอุบัติในสังสารวัฏในลักษณะ
แห่งสังขาร และในธรรมที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้น ผู้นั้น
ย่อมปรุงแต่งสังขาร ๓ อย่างเหล่านั้นเพราะอวิชชาเป็น
ปัจจัยแห่งสังขาร ๓ อย่างเหล่านั้นทั้งหมด.
นระผู้บอดแต่กำเนิด เป็นผู้นำไม่ได้ บางคราวไป
ถูกทาง บางคราวก็ไปผิดทาง แม้ฉันใด คนพาลท่องเที่ยว
อยู่ในสังสารวัฏเป็นผู้นำไม่ได้ บางคราวทำบุญ บางคราว
ก็ทำบาป. ก็ผู้นั้นรู้ธรรมแล้วบรรลุสัจจะทั้งหลายในกาลใด
จักเป็นผู้เข้าไปสงบจากอวิชชาเที่ยวไปในกาลนั้น.
บทว่า สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ ได้แก่ หมวดแห่งวิญญาณ ๖ คือจักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ.
บรรดาวิญญาณเหล่านั้น จักขุวิญญาณมี ๒ อย่าง คือที่เป็นกุศลวิบาก ๑ ที่เป็นอกุศลวิบาก ๑. โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณและกายวิญญาณก็เหมือนกัน. ส่วนมโนวิญญาณมี ๒๒ อย่าง คือวิปากมโนธาตุ ๒. อเหตุกวิปากมโนวิญญาณธาตุ ๓, สเหตุกวิปากจิต ๘, รูปาวจรวิปากจิต ๕, อรูปาวจรวิปากจิต ๔, วิปากวิญญาณฝ่ายโลกิยะทั้งหมดมี ๓๒ ด้วยประการฉะนี้.
ในข้อนั้นพึงมีคำถามว่า ก็ข้อว่า วิญญาณซึ่งมีประการดังกล่าวแล้วนี้มีสังขารเป็นปัจจัยนี้ จะพึงรู้ได้อย่างไร? พึงรู้ได้เพราะไม่มีวิบาก ในเพราะไม่มีกรรมที่สั่งสมไว้.
เรื่องวิบากนี้พึงทราบว่า วิบากจะไม่เกิดขึ้นในเพราะไม่มีกรรมที่สั่งสมไว้, ถ้าจะพึงเกิดขึ้น วิบากทั้งปวงของกรรมทุกอย่างพึงเกิดขึ้น แต่จะไม่เกิดขึ้น. ดังนั้นพึงทราบข้อนี้ว่า วิญญาณนี้ย่อมมีเพราะสังขารเป็นปัจจัย.
ก็วิญญาณนี้ทั้งหมดนั่นแลย่อมเป็นไปโดยประการ ๒ คือ ปวัตติและปฏิสนธิ. ใน ๒ ประการนั้น วิญญาณ ๕ ทั้ง ๒ ฝ่าย (เป็น ๑๐), มโนธาตุ ๒, อเหตุกมโนวิญญาณธาตุที่สหรคตด้วยโสมนัส ๑, รวมเป็นวิญญาณ ๑๓ เหล่านี้ย่อมเป็นไปในปวัตติเท่านั้น ในปัญจโวการภพ, วิญญาณ ๑๙ ที่เหลือย่อมเป็นไปทั้งในปวัตติ ทั้งในปฏิสนธิ ในภพ ๓ ตามสมควร.
____________________________
เรียกทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ (วิญญาณ ๕ x ๒).
วิญญาณที่ได้ปัจจัยเป็นเพียงธรรมนี้ย่อมเข้าถึงระหว่างภพ ด้วยประการฉะนี้ วิญญาณนั้นไม่ข้ามภพนั้นไปได้ เว้นเหตุจากภพนั้นเสียแล้ว ย่อมไม่ปรากฏ.
ก็วิญญาณที่ได้ปัจจัยนี้ เมื่อเกิดขึ้นเป็นเพียงรูปธรรมและอรูปธรรม เรียกว่าย่อมเข้าถึงระหว่างภพด้วยประการฉะนี้. ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่ชีวะ และวิญญาณนั้นย่อมไม่ข้ามอดีตภพไปได้ในโลกนี้. ทั้งเว้นเหตุจากอดีตภพนั้นเสียแล้ว ย่อมไม่ปรากฏในโลกนี้.
ก็ในข้อนี้ท่านเรียกวิญญาณดวงแรกว่า จุติ เพราะเคลื่อนไป เรียกวิญญาณดวงหลังว่า ปฏิสนธิ เพราะสืบต่อในระหว่างภพเป็นต้น.
ในข้อนี้ท่านกล่าวว่า เมื่อไม่มีการข้ามและความปรากฏอย่างนี้ เพราะขันธ์ทั้งหลายในอัตภาพมนุษย์นี้ดับ, เพราะกรรมซึ่งมีปัจจัยแห่งผลไม่ดำเนินไปในภพนั้น และเพราะประการอื่นแห่งกรรมอื่น ผลนั้นพึงมีมิใช่หรือ? ก็เมื่อไม่มีผู้ใช้สอย ผลนั้นจะพึงมีแก่ใคร ฉะนั้นวิธีนี้ไม่ถูก.
ในข้อนั้นท่านอธิบายไว้ดังนี้ว่า :-
ผลในสันดานมิใช่ของกรรมอื่นและโดยประการอื่น
การปรุงแต่งพืชทั้งหลายให้สำเร็จประโยชน์นั้น การสมมติ
ผู้ใช้สอย สำเร็จได้ด้วยการเกิดขึ้นแห่งผลนั่นแล เหมือน
ต้นไม้ที่สมมติกันว่าผลิตผล ด้วยความเกิดขึ้นแห่งผลฉะนั้น.
แม้ผู้ใดพึงกล่าวว่า แม้เมื่อเป็นอย่างนั้น สังขารเหล่านั้นมีอยู่ก็ตาม ไม่มีอยู่ก็ตาม พึงเป็นปัจจัยแห่งผล. ก็ถ้ามีอยู่ วิบากแห่งสังขารเหล่านั้นพึงมีในปวัตติขณะทีเดียว. ถ้าไม่มี สังขารเหล่านั้นพึงนำผลมาเป็นนิจ ทั้งก่อนและหลังปวัตติขณะบุคคลเหล่านั้น. พึงกล่าวอย่างนี้ว่า :-
สังขารเหล่านั้นเป็นปัจจัยเพราะกระทำ นำผลมา
เป็นนิจก็หามิได้ พึงทราบการชี้แจงในข้อนั้น ซึ่งมีผู้รับ
รองเป็นต้น.
ในบทว่า วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ นี้ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์และสังขารขันธ์ เป็นนาม. มหาภูตรูป ๔ และอุปาทายรูปของมหาภูตรูป ๔ เป็นรูป.
ในปฏิสนธิขณะของคัพภเสยยกสัตว์ที่ไม่มีภาวะ และของเหล่าสัตว์ผู้เกิดในไข่. วัตถุทสกะและกายทสกะ รวมเป็นรูปขันธ์ ๒๐ รูป, และนามขันธ์อีก ๓ รวมขันธ์เหล่านี้เป็นธรรม ๒๓. พึงทราบว่าเพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงมีนามรูป. เพิ่มภาวทสกะของเหล่าสัตว์ผู้มีภาวะ รวมเป็น ๓๓.
ในปฏิสนธิขณะของเหล่าสัตว์ชั้นพรหมกายิกาทั้งหลายในบรรดาเหล่าโอปปาติกสัตว์ทั้งหลาย จักขุทสกะ โสตทสกะ วัตถุทสกะและชีวิตนวกะ รวมเป็นรูปขันธ์ ๓๙ รูป, และนามขันธ์อีก ๓ รวมธรรมเหล่านี้เป็น ๔๒. พึงทราบว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงมีนามรูป.
ส่วนในปฏิสนธิขณะของเหล่าโอปปาติกสัตว์ที่เหลือผู้เกิดในที่ชื้นแฉะโสโครกก็ตาม ผู้มีภาวะมีอายตนะบริบูรณ์ก็ตาม จักขุทสกะ, โสตทสกะ, ฆานทสกะ, ชิวหาทสกะ, กายทสกะ, วัตถุทสกะ, ภาวทสกะ, (อย่างละ ๑๐ รวม ๗๐) และนามขันธ์ ๓ รวมธรรมเหล่านี้เป็น ๗๓.
พึงทราบว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงมีนามรูป พึงทราบอย่างอุกฤษฏ์ด้วยประการฉะนี้. แต่อย่างต่ำ พึงทราบการปรุงแต่งนามรูปเพราะวิญญาณเป็นปัจจัยในปฏิสนธิที่ค่อยๆ เสื่อมลงด้วยสามารถแห่งขันธ์นั้นๆ แห่งทสกะที่บกพร่องนั้นๆ.
ก็นามขันธ์ ๓ ของเหล่าอรูปสัตว์นั่นแล พึงทราบว่า ชีวิตนวกะนั่นเอง โดยรูปแห่งอสัญญีสัตว์แล. พึงทราบนัยในปฏิสนธิเท่านี้ก่อน.
ก็ในการแสดงความเป็นไปแห่งรูปในที่ทั้งปวงที่เป็นไป ย่อมปรากฏสุทธัฏฐกะที่มีอุตุเป็นสมุฏฐาน โดยที่เป็นไปกับปฏิสนธิจิต ในฐีติขณะแห่งปฏิสนธิจิต. จำเดิมแต่ภวังคจิตดวงแรก ย่อมปรากฏสุทธัฏฐกะที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน. รูปขันธ์ ๒๖ ด้วยสามารถแห่งสุทธัฏฐกะที่มีอาหารเป็นสมุฏฐานอย่างนี้ คือสุทธัฏฐกะที่มีอาหารเป็นสมุฏฐานของเหล่าสัตว์ผู้อาศัยกวฬิงการาหารเป็นอยู่ ซึ่งเป็นสัททนวกะโดยอุตุและจิต ในกาลที่เสียงปรากฏ และแห่งนวกะทั้งสองที่มีอุตุและจิตเป็นสมุฏฐาน และรูปขันธ์ ๗๐ ที่มีกรรมดังกล่าวแล้วเป็นสมุฏฐาน ซึ่งเกิดขึ้น ๓ ครั้ง ในจิตดวงหนึ่งๆ รวมเป็นรูปขันธ์ ๙๖ และอรูปขันธ์ ๓ รวมเป็นธรรม ๙๙ พึงทราบว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงมีนามรูป ตามสมควรที่จะเกิดได้.
พึงมีคำถามในข้อนั้นว่า ก็ข้อว่า ปฏิสนธินามรูปย่อมมีเพราะวิญญาณเป็นปัจจัยนั้น จะรู้ได้อย่างไร?
รู้ได้โดยสูตรและโดยยุติ.
ก็โดยสูตร คือ :-
ความที่เวทนาเป็นต้นมีวิญญาณเป็นปัจจัยโดยส่วนมาก สำเร็จโดยนัยเป็นต้นว่า ธรรมทั้งหลายเปลี่ยนแปลงไปตามจิต.
แต่โดยยุติคือ :-
ก็นามรูปย่อมสำเร็จด้วยรูปที่เกิดแต่จิต ที่เห็นได้ในภพนี้
วิญญาณเป็นปัจจัยแก่รูปแม้ที่เห็นไม่ได้ ด้วยประการฉะนี้แล.
นาม ในบทว่า นามรูปปจฺจยา สฬายตนํ ได้กล่าวไว้แล้วนั่นแล.
ก็ในที่นี้ รูปมี ๑๑ อย่าง คือ มหาภูตรูป ๔ วัตถุรูป ๖ และชีวิตินทรีย์รูป ๑ โดยแน่นอน. ส่วนอายตนะมี ๖ คือ จักขายตนะ โสตายตนะ ฆานายตนะ ชิวหายตนะ กายายตนะและมนายตนะ.
พึงมีคำถามในข้อนั้นว่า ก็ข้อว่า นามรูปเป็นปัจจัยแก่สฬายตนะนั้น จะรู้ได้อย่างไร? รู้ได้โดยภาวะในความเป็นนามรูป. ด้วยว่าอายตนะนั้นๆ ย่อมมีในภาวะแห่งนามและรูปนั้นๆ มิใช่มีโดยประการอื่นแล.
บทว่า สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส ความว่า :-
ผัสสะอย่างย่อมี ๖ เท่านั้นมีจักขุสัมผัสเป็นต้น ผัสสะเหล่านั้นอย่างพิสดารมี ๓๒ เหมือนวิญญาณ.
บทว่า ผสฺสปจฺจยา เวทนา ความว่า :-
เวทนากล่าวโดยทวารมี ๖ เท่านั้นมีจักขุสัมผัสสชาเวทนาเป็นต้น เวทนาเหล่านั้นกล่าวโดยประเภทในที่นี้มี ๓๒.
บทว่า เวทนาปจฺจยา ตณฺหา ความว่า:-
ตัณหาท่านแสดงในที่นั้นมี ๖ โดยประเภทมีรูปตัณหาเป็นต้น ตัณหาแต่ละอย่างรู้กันว่ามี ๓ อย่าง โดยอาการที่เป็นไปในตัณหานั้น คือผู้มีทุกข์ย่อมปรารถนาสุข ผู้มีสุขย่อมปรารถนาสุขยิ่งๆ ขึ้น. ส่วนอุเบกขาท่านกล่าวว่าเป็นสุขแท้เพราะสงบ ฉะนั้นเวทนาทั้ง ๓ จึงเป็นปัจจัยแก่ตัณหา พระผู้แสวงคุณอันยิ่งใหญ่จึงตรัสว่า เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหาแล.
บทว่า ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ ความว่า อุปาทาน ๔ คือกามุปาทาน, ทิฏฐุปาทาน, สีลัพพตุปาทาน, อัตตวาทุปาทาน.
ในบทว่า อุปาทานปจฺจยา ภโว นี้ ประสงค์เอากรรมภพ แต่อุปปัตติภพ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งการยกบทขึ้นแสดง.
บทว่า ภวปจฺจยา ชาติ ความว่า เพราะกรรมภพเป็นปัจจัยจึงปรากฏปฏิสนธิขันธ์ทั้งหลาย.
หากจะมีคำถามในข้อนั้นว่า ก็ข้อว่า ภพเป็นปัจจัยแก่ชาตินั้น จะรู้ได้อย่างไร? รู้ได้โดยความปรากฏต่างกันมีเลวและประณีตเป็นต้นแม้ในความบริบูรณ์ด้วยปัจจัยภายนอก.
ด้วยว่า ความต่างกันมีเลวและประณีตเป็นต้นของเหล่าสัตว์ตั้งร้อยคู่ ย่อมปรากฏแม้ในความบริบูรณ์ด้วยปัจจัยภายนอกมีบิดามารดา ความบริสุทธิ์เลือดและอาหารเป็นต้น. และความต่างกันนั้นไม่มีเหตุก็หามิได้ เพราะไม่มีในกาลทั้งปวงและแก่สัตว์ทั้งปวงเลย. มีเหตุอื่นจากกรรมภพก็หามิได้ เพราะไม่มีเหตุอย่างอื่นในสันดานภายในของเหล่าสัตว์ผู้บังเกิดในภพนั้น. ดังนั้นจึงชื่อว่า มีกรรมภพเป็นเหตุแท้ เพราะกรรมเป็นเหตุแห่งความต่างกันมีเลวและประณีตเป็นต้นของสัตว์ทั้งหลาย. ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เลวและประณีต. เพราะฉะนั้นพึงทราบข้อนี้ว่า ภพเป็นปัจจัยแก่ชาติ ดังนี้.
ในบทว่า ชาติปจฺจยา ชรามรณํ เป็นต้น มีวินิจฉัยว่า
เพราะเมื่อชาติไม่มี ชรามรณะและธรรมมีโสกะเป็นต้น ย่อมไม่มี. แต่เมื่อชาติมี ชรามรณะและธรรมมีโสกะเป็นต้นที่เนื่องด้วยชรามรณะเป็นต้น ของชนพาลผู้อันทุกขธรรมกล่าวคือชรามรณะถูกต้องแล้วก็ตาม ที่ไม่เกี่ยวเนื่องของชนพาลผู้อันทุกขธรรมนั้นๆ ถูกต้องแล้วก็ตาม ย่อมมี. ฉะนั้น เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมีชรามรณะ.
บทว่า สเมจฺจ อภิสเมจฺจ ธมฺมํ ความว่า ประกอบด้วยญาณแทงตลอดสัจจธรรม ๔.
ครั้นแสดงความเป็นไปแห่งปัจจยาการ ๑๒ บทอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะแสดงความดับอวิชชาเป็นต้นด้วยสามารถแห่งวิวัฏฏะ พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า อวิชฺชานิโรธา สงฺขารนิโรโธติ สเมจฺจ อภิสเมจฺจ ธมฺมํ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อวิชฺชานิโรธา ความว่า เพราะดับอย่างไม่เกิดขึ้น คือเพราะดับอย่างเป็นไปไม่ได้อีกแห่งอวิชชา.
บทว่า สงฺขารนิโรโธ ความว่า ย่อมมีความดับอย่างไม่เกิดขึ้นแห่งสังขารทั้งหลาย.
แม้ในบทที่เหลือทั้งหลายก็อย่างนี้.
บทว่า อิทํ ทุกฺขํ เป็นต้นมีนัยดังกล่าวแล้วในก่อนนั่นแล.
บทว่า อิเม ธมฺมา อภิญฺเญยฺยา ความว่า ธรรมอันเป็นไปในภูมิ ๓ เหล่านั้น พึงทราบโดยสภาวะด้วยสามารถหยั่งรู้สภาวะและลักษณะ หรือด้วยญาณอันยิ่งโดยอาการอันงาม.
บทว่า ปริญฺเญยฺยา ความว่า พึงกำหนดรู้ด้วยสามารถหยั่งรู้สามัญลักษณะและด้วยสามารถสำเร็จกิจ.
บทว่า อิเม ธมฺมา ปหาตพฺพา ความว่า ธรรมที่เป็นไปในฝ่ายสมุทัยเหล่านั้น พึงละด้วยองค์คุณนั้นๆ.
บทว่า ภาเวตพฺพา ความว่า พึงเจริญ.
บทว่า สจฺฉิกาตพฺพา ความว่า พึงทำให้ประจักษ์. การทำให้แจ้งมี ๒ อย่าง คือการทำให้แจ้งการได้เฉพาะและการทำให้แจ้งโดยความเป็นอารมณ์.
บทว่า ฉนฺนํ ผสฺสายตนานํ ความว่า อายตนะ ๖ มีจักขุเป็นต้น.
บทว่า สมุทยญฺจ อตฺถงฺคมญฺจ ความว่า ความเกิดและความดับ.
บทว่า ภูริปญฺโญ ความว่า ปัญญาชื่อว่าภูริ เพราะอรรถว่าเหมือนแผ่นดิน ผู้ประกอบด้วยปัญญาเหมือนแผ่นดินนั้น ชื่อว่าผู้มีปัญญากว้างขวางดังแผ่นดิน.
ในบทว่า มหาปญฺโญ เป็นต้น ความว่า ประกอบด้วยปัญญาใหญ่เป็นต้น.
ความต่างกันแห่งผู้มีปัญญาใหญ่เป็นต้น ในบทเหล่านั้นมีดังต่อไปนี้.
ปัญญาใหญ่เป็นไฉน? ชื่อว่าปัญญาใหญ่ เพราะอรรถว่ากำหนดอรรถใหญ่, ชื่อว่าปัญญาใหญ่ เพราะอรรถว่ากำหนดธรรมใหญ่. นิรุตติใหญ่, ปฏิภาณใหญ่. ชื่อว่าปัญญาใหญ่ เพราะอรรถว่ากำหนดสีลขันธ์ใหญ่.
ชื่อว่าปัญญาใหญ่ เพราะอรรถว่ากำหนดสมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์ วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ใหญ่.
ชื่อว่าปัญญาใหญ่ เพราะอรรถว่ากำหนดฐานาฐานญาณใหญ่ วิหารสมาบัติใหญ่ อริยสัจใหญ่ สติปัฏฐานใหญ่ สัมมัปปธานใหญ่ อิทธิบาทใหญ่ อินทรีย์ใหญ่ พละใหญ่ โพชฌงค์ใหญ่ อริยมรรคใหญ่ สามัญญผลใหญ่ อภิญญาใหญ่ และนิพพานซึ่งเป็นปรมัตถ์ใหญ่.
ปัญญามากเป็นไฉน? ชื่อว่าปัญญามาก เพราะอรรถว่าญาณเป็นไปในขันธ์ต่างๆ มาก. ชื่อว่าปัญญามาก เพราะอรรถว่าญาณเป็นไปในธาตุต่างๆ มาก, ในอายตนะต่างๆ มาก, ในปฏิจจสมุปบาทต่างๆ มาก, ในการไม่รับความว่างเปล่าต่างๆ มาก, ในอรรถต่างๆ มาก, ในธรรม ในนิรุตติ ในปฏิภาณ ในสีลขันธ์ต่างๆ มาก, ในสมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ต่างๆ มาก. ในฐานาฐานญาณต่างๆ มาก, ในวิหารสมาบัติต่างๆ มาก, ในอริยสัจจ์ต่างๆ มาก, ในสติปัฏฐานต่างๆ มาก, ในสัมมัปปธาน ในอิทธิบาท ในอินทรีย์ ในพละ ในโพชฌงค์ ในอริยมรรคต่างๆ มาก, ในสามัญญผล ในอภิญญา ในนิพพานซึ่งเป็นปรมัตถ์ ล่วงเลยธรรมที่สาธารณะแก่ชนต่างๆ มาก.
ปัญญาเป็นเครื่องรื่นเริงเป็นไฉน? ชื่อว่าปัญญาเป็นเครื่องรื่นเริง เพราะอรรถว่าบุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้มากด้วยความรื่นเริง มากด้วยเวท มากด้วยความยินดี มากด้วยความปราโมทย์ ยังศีลให้บริบูรณ์ ยังอินทรีย์สังวรให้บริบูรณ์, ยังโภชเนมัตตัญญุตาให้บริบูรณ์, ยังชาคริยานุโยค, ยังสีลขันธ์, ยังสมาธิขันธ์, ยังปัญญาขันธ์, ยังวิมุตติขันธ์, ยังวิมุตติญาณทัสสนขันธ์ให้บริบูรณ์. ชื่อว่าปัญญาเป็นเครื่องรื่นเริง เพราะอรรถว่าผู้มากด้วยความรื่นเริง มากด้วยความปราโมทย์ แทงตลอดฐานาฐานญาณ.
ชื่อว่าปัญญาเป็นเครื่องรื่นเริง เพราะอรรถว่าผู้มากด้วยความรื่นเริงย่อมยังวิหารสมาบัติให้บริบูรณ์. ชื่อว่าปัญญาเป็นเครื่องรื่นเริง เพราะอรรถว่าผู้มากด้วยความรื่นเริง แทงตลอดอริยสัจ, เพราะอรรถว่าเจริญสติปัฏฐาน เพราะอรรถว่าเจริญสัมมัปปธาน, อิทธิบาท, อินทรีย์, พละ, โพชฌงค์, อริยมรรค.
ชื่อว่าปัญญาเป็นเครื่องรื่นเริง เพราะอรรถว่าผู้มากด้วยความรื่นเริงย่อมทำให้แจ้งซึ่งสามัญผล.
ชื่อว่าปัญญาเป็นเครื่องรื่นเริง เพราะอรรถว่าแทงตลอดอภิญญา.
ชื่อว่าปัญญาเป็นเครื่องรื่นเริง เพราะอรรถว่าผู้มากด้วยความรื่นเริง มากด้วยเวท ความยินดี ความปราโมทย์ กระทำให้แจ้งนิพพานซึ่งเป็นปรมัตถ์.
ปัญญาไวเป็นไฉน? ชื่อว่าปัญญาไว เพราะอรรถว่าแล่นไปสู่รูปอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งเป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ภายในก็ตาม ภายนอกก็ตาม โอฬารก็ตาม สุขุมก็ตาม เลวก็ตาม ประณีตก็ตาม ไกลก็ตาม ใกล้ก็ตาม ทั้งหมดโดยเป็นอนิจจังได้ไว.
ชื่อว่าปัญญาไว เพราะอรรถว่าแล่นไป โดยเป็นทุกขังเป็นอนัตตาได้ไว.
ชื่อว่าปัญญาไว เพราะว่าแล่นไปสู่เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งเป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ฯลฯ ไกลก็ตาม ใกล้ก็ตาม ทั้งหมดโดยเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาได้ไว.
ชื่อว่าปัญญาไว เพราะอรรถว่าแล่นไปสู่จักษุ ฯลฯ ชราและมรณะซึ่งเป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน โดยเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้ไว.
ชื่อว่าปัญญาไว เพราะอรรถว่าตรึกตรอง พิจารณา ไตร่ตรอง คือทำให้แจ้งซึ่งรูปที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบันว่าเป็นอนิจจัง, เพราะอรรถว่าสิ้นไป ว่าเป็นทุกขัง เพราะอรรถว่าน่ากลัว ว่าเป็นอนัตตา เพราะอรรถว่าหาสาระมิได้ แล่นไปในนิพพานซึ่งเป็นที่ดับรูปได้ไว.
ชื่อว่าปัญญาไว เพราะอรรถว่าตรึกตรอง พิจารณา ไตร่ตรอง คือทำให้แจ้งซึ่งรูปที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบันว่าเป็นอนิจจัง เพราะอรรถว่าสิ้นไป, ว่าเป็นทุกขัง เพราะอรรถว่าน่ากลัว, ว่าเป็นอนัตตา เพราะอรรถว่าหาสาระมิได้, แล่นไปในนิพพานซึ่งเป็นที่ดับรูปได้ไว.
ชื่อว่าปัญญาไว เพราะอรรถว่าตรึกตรอง พิจารณา ไตร่ตรอง คือทำให้แจ้งซึ่งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชราและมรณะที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบันว่าเป็นอนิจจัง เพราะอรรถว่าสิ้นไป, ว่าเป็นทุกขัง เพราะอรรถว่าน่ากลัว, ว่าเป็นอนัตตา เพราะอรรถว่าหาสาระมิได้, แล่นไปในนิพพานซึ่งเป็นที่ดับชราและมรณะได้ไว.
ชื่อว่าปัญญาไว เพราะอรรถว่าตรึกตรอง พิจารณา ไตร่ตรอง คือทำให้แจ้งซึ่งรูปที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน ว่าเป็นอนิจจัง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันและกันเกิดขึ้นมีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมเป็นธรรมดา มีความคลายกำหนัดเป็นธรรมดา มีความดับเป็นธรรมดา แล่นไปในนิพพานซึ่งเป็นที่ดับรูปได้ไว.
ชื่อว่าปัญญาไว เพราะอรรถว่าตรึกตรอง พิจารณา ไตร่ตรอง คือทำให้แจ้งซึ่งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชราและมรณะที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน ว่าเป็นอนิจจัง ฯลฯ มีความดับเป็นธรรมดา แล่นไปในนิพพานซึ่งเป็นที่ดับรูปได้ไว.
ปัญญาคมกล้าเป็นไฉน? ชื่อว่าปัญญาคมกล้า เพราะอรรถว่าตัดกิเลสทั้งหลายได้ไว.
ชื่อว่าปัญญาคมกล้า เพราะอรรถว่ายังกามวิตกที่เกิดขึ้นให้อยู่ทับไม่ได้ ยังพยาปาทวิตกที่เกิดขึ้น วิหิงสาวิตกที่เกิดขึ้นบาปอกุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นๆ ราคะที่เกิดขึ้น โทสะ โมหะ ความโกรธ ผูกโกรธไว้ ลบหลู่คุณท่าน ตีเสมอ ริษยา ตระหนี่ มารยา โอ้อวด หัวดื้อ แข่งดี ถือตัว ดูหมิ่นท่าน มัวเมา เลินเล่อที่เกิดขึ้น กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง อภิสังขารทั้งปวง กรรมเครื่องไปสู่ภพทั้งปวงให้อยู่ทับไม่ได้ คือละบรรเทาทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มี.
ชื่อว่าปัญญาคมกล้า เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องบรรลุคือทำให้แจ้ง ถูกต้องอริยมรรค ๔ สามัญผล ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ และอภิญญา ๖ ได้ในอาสนะเดียว.
ปัญญาเป็นเครื่องทำลายกิเลสเป็นไฉน? ชื่อว่าปัญญาเป็นเครื่องทำลายกิเลส เพราะอรรถว่าบุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มากด้วยความตื่นเต้น มากด้วยความสะดุ้ง, มากด้วยความกระสัน, มากด้วยความไม่ยินดี, มากด้วยความไม่ยินดียิ่ง, เบือนหน้าไม่ยินดีในสังขารทั้งปวง, ย่อมแทงตลอด ย่อมทำลายกองโลภะที่ไม่เคยแทงตลอด ไม่เคยทำลายในสังขารทั้งปวง.
ชื่อว่าปัญญาเป็นเครื่องทำลายกิเลส เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องแทงตลอด, เป็นเครื่องทำลาย กองโทสะ, กองโมหะ, ความโกรธ, ผูกโกรธไว้ ฯลฯ กรรมเครื่องไปสู่ภพทั้งปวงที่ไม่เคยแทงตลอด ไม่เคยทำลาย.
บทว่า ส สพฺพธมฺเมสุ วิเสนิภูโต ยํกิญฺจิ ทิฏฺฐํว สุตํ มุตํ วา ความว่า ผู้มีปัญญากว้างขวางดังแผ่นดินนั้น คือพระขีณาสพชื่อว่าเป็นผู้กำจัดเสนา เพราะความเป็นผู้ยังเสนามารในธรรมทั้งปวงเหล่านั้น รูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน หรืออารมณ์ที่ทราบอย่างใดอย่างหนึ่งให้พินาศตั้งอยู่.
บทว่า ตเมว ทสฺสึ ความว่า ซึ่งบุคคลนั้นนั่นแหละ ผู้เห็นความหมดจด.
บทว่า วิวฏํ จรนฺตํ ความว่า ผู้ประพฤติเปิดเผย เพราะปราศจากเครื่องปกปิดคือตัณหาเป็นต้น.
บทว่า เกนีธ โลกสฺมึ วิกปฺปเยยฺย ความว่า ใครๆ ในโลกนี้พึงกำหนด ด้วยกิเลสอะไรเล่า? คือด้วยความกำหนดด้วยตัณหา หรือด้วยความกำหนดด้วยทิฏฐิ หรือด้วยกิเลสที่กล่าวแล้วในก่อนมีราคะเป็นต้น เพราะละกิเลสเหล่านั้นได้แล้ว.
ในคาถา ๔ คาถาว่า กามา เต ปฐมา เสนา เป็นต้นมีเนื้อความดังต่อไปนี้
เพราะกิเลสกามทั้งหลายทำเหล่าสัตว์ผู้ครองเรือนให้หลงอยู่ในวัตถุกามทั้งหลายแต่ต้นเทียว ความไม่ยินดีในเสนาสนะที่สงัด หรือในธรรมที่เป็นกุศลอันยิ่งอื่นๆ ย่อมเกิดขึ้นแก่เหล่าสัตว์ผู้ครอบงำกิเลสเหล่านั้นเข้าถึงความเป็นบรรพชิต,
สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนอาวุโส บรรพชิตแลทำความยินดียิ่งได้ยาก. ฉะนั้น ความหิวและความกระหายย่อมเบียดเบียนบรรพชิตเหล่านั้น เพราะมีชีวิตเนื่องด้วยผู้อื่น เมื่อถูกความหิวและความกระหายเบียดเบียน ตัณหาในการแสวงหาย่อมทำจิตให้ลำบาก.
ลำดับนั้น ความหดหู่และความง่วงเหงาย่อมเยี่ยมกรายผู้มีใจลำบากเหล่านั้น. ต่อนั้น ความกลัวที่รู้กันว่าความหวาดสะดุ้ง ย่อมเกิดแก่ผู้ที่ยังไม่บรรลุคุณวิเศษ. ผู้อยู่ในเสนาสนะในป่าและหมู่ไม้ที่เกิดกลิ่นเหม็น เมื่อเขาเหล่านั้นไม่ไว้ใจหวาดระแวง ทำใจให้ยินดีรสวิเวกอยู่ ย่อมเกิดความสงสัยในปริยัติว่า ทางนี้จะพึงมีหรือหนอ. เมื่อบรรเทาความสงสัยนั้นได้ ความถือตัว ลบหลู่คุณท่านและหัวดื้อ ย่อมเกิด. เพราะบรรลุคุณวิเศษมีประมาณน้อย. เมื่อบรรเทาความถือตัว ลบหลู่คุณท่านและหัวดื้อแม้เหล่านั้นได้. ลาภสักการะและความสรรเสริญย่อมเกิดขึ้น เพราะอาศัยการบรรลุคุณวิเศษที่ยิ่งกว่านั้น. ผู้ที่หมกมุ่นอยู่ในลาภเป็นต้น ประกาศธรรมปฏิรูปได้รับยศที่ผิดแล้วดำรงอยู่ในยศนั้น ย่อมยกตนข่มท่านด้วยชาติเป็นต้น.
เอวเมตํ ทสวิธํ เสนํ อุทฺทิสิตฺวา ยถา (๔) สา กณฺหธมฺม-
สมนฺนาคตตฺตา กณฺหสฺส นมุจิโน อุปการาย สํวตฺตติ ตสฺมา [๕]
นํ ตว เสนาติ นิทฺทิสนฺโต อาห เอสา นมุจิ เต เสนา กณฺหสฺสาภิปฺ-
ปหารินีติ ฯ
# ๔. ม. ยสฺมา ฯ ๕. ม. เอตฺถนฺตเร นนฺติ ทิสฺสติ ฯ
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงกองทัพ ๑๐ อย่างนี้ อย่างนี้แล้ว เมื่อจะทรงชี้แจงว่า เหมือนความเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมดำนั้น ย่อมเป็นไปเพื่ออุปการะแก่ผู้กำจัดผู้มีธรรมดำ ฉะนั้นจึงเป็นกองทัพของท่าน ดังนี้จึงตรัสว่า เอสา นมุจิ เต เสนา กณฺหสฺสาภิปฺปหาริณี ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภิปฺปหาริณี ความว่า เป็นผู้ฆ่าคือบดขยี้ กระทำอันตรายสมณพราหมณ์ทั้งหลาย.
บทว่า น นํ อสูโร ชินาติ เชตฺวา จ ลภเต สุขํ ความว่า คนไม่กล้าคือคนผู้เพ่งเล็งกายและชีวิต ย่อมชนะกองทัพมารอย่างนี้ไม่ได้ แต่คนกล้าย่อมชนะได้ และครั้นชนะแล้วย่อมได้สุขเกิดแต่มรรคและสุขเกิดแต่ผล.
บทว่า ยโต จตูหิ อริยมคฺเคหิ ความว่า ด้วยมรรค ๔ กล่าวคือเครื่องถึงพระนิพพาน ซึ่งไม่มีโทษในกาลใด.
บทว่า มารเสนา ความว่า กองทัพของมารผู้ทำตามคำสั่ง ได้แก่กิเลส.
บทว่า ปฏิเสนิกรา ความว่า กระทำความเป็นปฏิปักษ์.
บทว่า ชิตา จ ความว่า ให้ถึงซึ่งความปราชัย.
บทว่า ปราชิตา จ ความว่า ข่มขี่.
บทว่า ภคฺคา ความว่า ทำลาย.
บทว่า วิปฺปลุตฺตา ความว่า ทำให้แหลกละเอียด.
บทว่า ปรมฺมุขา ความว่า ให้ถึงความหลบหน้า.
บทว่า วิเสนิภูโต ความว่า เป็นผู้ปราศจากกิเลสตั้งอยู่.
บทว่า โวทานทสฺสี ความว่า ผู้เห็นพระนิพพานอันเป็นอารมณ์ของโวทาน.
บทว่า ตานิ ฉทนานิ ความว่า เครื่องปิดบังคือกิเลสมีตัณหาเป็นต้นเหล่านั้น.
บทว่า วิวฏานิ ความว่า ทำให้ปรากฏ.
บทว่า วิทฺธํสิตานิ ความว่า นำออกไปจากฐานที่ตั้งอยู่.
บทว่า อุคฺฆาติตานิ ความว่า เพิกขึ้น.
บทว่า สมุคฺฆาติตานิ ความว่า เพิกขึ้นเป็นพิเศษ.
คาถาว่า น กปฺปยนฺติ เป็นต้น มีการเชื่อมความและเนื้อความดังต่อไปนี้.
จะกล่าวบางอย่างโดยยิ่ง ก็สัตบุรุษเหล่านั้นคือเช่นนั้น ย่อมไม่กำหนดด้วยความกำหนด ๒ อย่างอย่างใดอย่างหนึ่ง และย่อมไม่ทำตัณหาและทิฏฐิไว้ในเบื้องหน้า ด้วยการทำไว้ในเบื้องหน้าอย่างใดอย่างหนึ่ง สัตบุรุษเหล่านั้นย่อมไม่กล่าวอกิริยทิฏฐิและสัสสตทิฏฐิ ซึ่งมิใช่ ความหมดจดส่วนเดียวกัน ว่าเป็นความหมดจดส่วนเดียว เพราะเป็นผู้บรรลุความหมดจดส่วนเดียวซึ่งเป็นปรมัตถ์.
บทว่า อาทานคนฺถํ คถิตํ วิสชฺช ความว่า ละคือตัดคันถะ เป็นเครื่องยึดมั่น ๔ อย่าง คือเกี่ยวเนื่องในจิตตสันดานของตน เพราะเป็นผู้ยึดมั่นธรรมมีรูปเป็นต้น ด้วยศัสตราคืออริยมรรค.
บทที่เหลือปรากฏแล้วนั้นเทียว.
บทว่า อจฺจนฺตสุทฺธึ ความว่า ความหมดจดส่วนเดียวคืออย่างยิ่ง.
บทว่า สํสารสุทฺธึ ความว่า ความหมดจดจากสงสาร.
บทว่า อกิริทิฏฺฐิ ความว่า อกิริยทิฏฐิว่า ผู้กระทำบาป ชื่อว่าไม่เป็นอันกระทำ.
บทว่า สสฺสตวาทํ ความว่า ไม่กล่าว คือไม่พูดว่า เที่ยง ยั่งยืน แน่นอน.
บทว่า คนฺถา ความว่า ชื่อว่าผูกพัน เพราะอรรถว่าผูกพันนามกาย คือสืบต่อในวัฏฏะด้วยสามารถจุติและปฏิสนธิ. อภิชฌานั้นด้วย เป็นเครื่องผูกพันด้วยสามารถการสืบต่อนามกายด้วย เหตุนั้น จึงชื่อว่าเครื่องผูกพันทางกายคืออภิชฌา. ชื่อว่าพยาบาท เพราะอรรถว่ายังประโยชน์เกื้อกูลและความสุขให้ถึงความพินาศ. พยาบาทนั้นด้วย เป็นเครื่องผูกพันโดยนัยที่กล่าวแล้วด้วย เหตุนั้น จึงชื่อว่า เครื่องผูกพันทางกายคือพยาบาท.
บทว่า สีลพฺพตปรามาโส ความว่า ความลูบคลำโดยประการอื่นว่า หมดจดด้วยศีล หมดจดด้วยวัตร ของเหล่าสมณพราหมณ์นอกศาสนานี้.
บทว่า อิทํสจฺจาภินิเวโส ความว่า การห้ามแม้ภาษิตของพระสัพพัญญูเสียแล้ว ยึดมั่นโดยอาการนี้ว่า โลกเที่ยง สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเป็นโมฆะ ชื่อว่าความยึดมั่นว่าสิ่งนี้จริง.
บทว่า อตฺตโน ทิฏฺฐิยา ราโค ความว่า ฉันทราคะด้วยทิฏฐิที่ตนยึดมั่นถือเอา.
บทว่า ปรวาเทสุ อาฆาโต ความว่า ความโกรธในเพราะคำของคนอื่น.
บทว่า อปฺปจฺจโย ความว่า อาการที่ไม่ยินดี.
บทว่า อตฺตโน สีลํ วา ความว่า ศีลมีโคศีลเป็นต้นที่ตนสมาทานแล้วก็ดี.
บทว่า อตฺตโน ทิฏฺฐิ ความว่า ทิฏฐิที่ตนถือคือลูบคลำ.
บทว่า เตหิ คนฺเถหิ ความว่า ด้วยกิเลสเครื่องสืบต่อนามกายที่กล่าวแล้วเหล่านี้.
บทว่า รูปํ อาทิยนฺติ ความว่า ย่อมถือ คือจับรูปารมณ์ซึ่งมีสมุฏฐาน ๔.
บทว่า อุปาทิยนฺติ ความว่า เข้าไปถือ จับด้วยตัณหา ถือมั่นด้วยทิฏฐิ ยึดมั่นด้วยมานะ.
บทว่า วฏฺฏํ ความว่า วัฏฏะที่เป็นไปในภูมิ ๓.
บทว่า คนฺเถ ความว่า กิเลสเครื่องผูกพัน.
บทว่า โวสฺสชฺชิตฺวา ความว่า สละโดยชอบ.
บทว่า คถิเต ความว่า กิเลสเครื่องผูกพัน.
บทว่า คนฺถิเต ความว่า ที่ผูกพันด้วยกิเลสเครื่องผูกพัน.
บทว่า วิพนฺเธ ความว่า ที่ผูกพันเป็นพิเศษ.
บทว่า อาพนฺเธ ความว่า ที่ผูกพันหลายอย่าง.
บทว่า ปลิพุทฺเธ ความว่า กิเลสเครื่องผูกพันที่พ้นไม่ได้.
บทว่า โผฏยิตฺวา ความว่า ทำลายเครื่องผูกพัน คือตัณหามานะทิฏฐิ.
บทว่า วิสชฺช ความว่า สละ.
ก็การนำกิเลสเครื่องผูกพัน ๔ อย่างเหล่านี้มาตามลำดับกิเลสก็ดี ตามลำดับมรรคก็ดี ย่อมควรตามลำดับกิเลส. กิเลสเครื่องผูกพันทางกายคืออภิชฌา ละได้ด้วยอรหัตตมรรค. กิเลสเครื่องผูกพันทางกายคือพยาบาท ละได้ด้วยอนาคามิมรรค. กิเลสเครื่องผูกพันทางกาย คือสีลัพพตปรามาส กิเลสเครื่องผูกพันทางกายคือความยึดมั่นว่าสิ่งนี้จริง ละได้ด้วยโสดาปัตติมรรค ตามลำดับมรรค.
กิเลสเครื่องผูกพันทางกายคือสีลัพพตปรามาส กิเลสเครื่องผูกพันทางกายคือความยึดมั่นว่าสิ่งนี้จริง ละได้ด้วยโสดาปัตติมรรค. กิเลสเครื่องผูกพันทางกายคือพยาบาท ละได้ด้วยอนาคามิมรรค. กิเลสเครื่องผูกพันทางกายคืออภิชฌา ละได้ด้วยอรหัตตมรรค ดังนี้แล.
กิเลสเครื่องผูกพัน ๔ อย่างเหล่านี้มีอยู่แก่ผู้ใด ย่อมผูกพันคือสืบต่อผู้นั้นไว้ในวัฏฏะ ด้วยสามารถจุติและปฏิสนธิ ดังนั้นจึงชื่อว่ากิเลสเครื่องผูกพัน. กิเลสเครื่องผูกพันเหล่านั้นมี ๔ ประเภท สัตว์ทั้งหลายย่อมเพ่งเล็งด้วยอภิชฌานี้คือตัวอภิชฌาเองเพ่งเล็งก็ตาม อภิชฌานี้เป็นเพียงความเพ่งเล็งเท่านั้นก็ตาม ดังนั้นจึงชื่อว่าอภิชฌา คือความโลภนั่นเอง. ชื่อว่ากิเลสเครื่องผูกพันทางกาย เพราะอรรถว่าผูกพันนามกาย คือสืบต่อไว้ในวัฏฏะด้วยสามารถจุติและปฏิสนธิ.
ชื่อว่าพยาบาท เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องที่จิตถึงความพินาศ คือถึงความเป็นจิตเสีย หรือทำอาจาระคือวินัย รูปสมบัติ ประโยชน์เกื้อกูลและความสุขเป็นต้น ให้ถึงความพินาศ.
ความลูบคลำว่าหมดจดด้วยศีล หมดจดด้วยวัตรของเหล่าสมณพราหมณ์นอกศาสนานี้ ชื่อว่าสีลัพพตปรามาส. ชื่อว่าความยึดมั่นว่าสิ่งนี้จริง เพราะอรรถว่าห้ามแม้ภาษิตของพระสัพพัญญูเสียแล้วยึดมั่นโดยอาการเป็นต้นว่า โลกเที่ยง สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเป็นโมฆะ.
พระสารีบุตรเถระ เมื่อจะแสดงสิ่งที่ปรุงแต่งมีวอเป็นต้น เป็นเครื่องเปรียบเทียบในการแยกแยะกิเลสเครื่องผูกพันทั้งหลาย จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ยถา วยฺหํ วา ดังนี้.
บทว่า น ชเนนฺติ ความว่า ไม่ให้เกิดขึ้น.
บทว่า น สญฺชเนนฺติ ความว่า ไม่ให้บังเกิด. ท่านขยายบทว่า นาภินิพฺพตฺเตนฺติ ด้วยอุปสรรค.
บทว่า น สญฺชเนนฺติ ความว่า ไม่ยังลักษณะที่เกิดขึ้นให้บังเกิด.
บทว่า นาภินิพฺพตฺเตนฺติ ท่านกล่าวหมายเอาลักษณะที่เป็นไป.
พระอรหันต์ชื่อว่าล่วงแดนแล้ว เพราะล่วงแดนคือกิเลส ๔, และชื่อว่าพราหมณ์ เพราะลอยบาปเสียแล้ว และพระอรหันต์นั้นผู้เป็นอย่างนี้ รู้ด้วยปรจิตตญาณและปุพเพนิวาสญาณ หรือเห็นด้วยมังสจักษุและทิพยจักษุ จึงไม่มีความยึดถืออะไรๆ. ท่านอธิบายว่า ตั้งมั่น.
อนึ่ง พระอรหันต์นั้น ชื่อว่ามิได้มีความกำหนัดในกามคุณเป็นที่กำหนัด เพราะไม่มีกามราคะ. ชื่อว่ามิได้กำหนัดในสมาบัติเป็นที่คลายกำหนัด เพราะไม่มีรูปราคะและอรูปราคะ. เพราะพระอรหันต์นั้นเป็นอย่างนี้ จึงไม่มีความนับถืออะไรๆ ในที่นี้ว่า สิ่งนี้ยอดเยี่ยม.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบเทศนาด้วยเอกคือพระอรหัต ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า จตสฺโส สีมาโย ความว่า เขตที่กำหนด ๔ อย่าง.
บทว่า ทิฏฺฐานุสโย ความว่า ทิฏฐินั้นด้วย เป็นอนุสัยเพราะอรรถว่ายังละไม่ได้ด้วย ดังนี้จึงชื่อว่าทิฏฐานุสัย แม้ในอนุสัยคือวิจิกิจฉาเป็นต้นก็นัยนี้แหละ.
ชื่อว่าอนุสัย ด้วยอรรถว่าอะไร? ด้วยอรรถว่านอนเนื่อง.
ชื่อว่ามีอรรถว่านอนเนื่องนี้ เป็นอย่างไร? มีอรรถว่าละไม่ได้. เพราะกิเลสเหล่านี้ ชื่อว่าย่อมนอนเนื่องในสันดานของสัตว์นั้นๆ เพราะอรรถว่ายังละไม่ได้ จึงเรียกว่าอนุสัย.
บทว่า อนุเสนฺติ ความว่า ได้เหตุที่สมควรย่อมเกิดขึ้น.
หากจะมีคำถามว่า อาการที่ละไม่ได้ ชื่อว่ามีอรรถว่านอนเนื่อง ก็ไม่ควรจะกล่าวว่า อาการที่ละไม่ได้ เกิดขึ้น ฉะนั้น อนุสัยทั้งหลายจึงไม่เกิดขึ้น.
ในข้อนั้นมีคำตอบดังนี้ อาการที่ยังละไม่ได้ ไม่ใช่อนุสัย แต่กิเลสที่มีกำลัง ท่านเรียกว่า อนุสัย เพราะอรรถว่ายังละไม่ได้ อนุสัยที่เป็นจิตตสัมปยุต เป็นไปกับด้วยอารมณ์ เป็นไปกับด้วยเหตุเพราะอรรถว่าเป็นไปกับด้วยปัจจัย เป็นอกุศลโดยส่วนเดียว เป็นอดีตบ้าง เป็นอนาคตบ้าง เป็นปัจจุบันบ้าง ฉะนั้นจึงควรกล่าวว่าเกิดขึ้น นี้เป็นประมาณในข้อนั้น.
ในอภิสมยกถา คัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค ท่านถามก่อนว่า ละกิเลสที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าได้อย่างไร ดังนี้แล้วกล่าวว่า ผู้มีกำลังย่อมละอนุสัยได้ เพราะอนุสัยทั้งหลายมีความเป็นปัจจุบัน.
ในบทภาชนะแห่งโมหะคัมภีร์ธัมมสังคณี ท่านกล่าวความที่โมหะเกิดขึ้นกับอกุศลจิตว่า อนุสัยคืออวิชชา การครอบงำคืออวิชชา ลิ่มคือวิชชา โมหะเป็นอกุศลมูล โมหะนี้มีในสมัยนั้น.
ในคัมภีร์กถาวัตถุ ท่านปฏิเสธวาทะทั้งหมดว่า อนุสัยเป็นอัพยากฤต อนุสัยเป็นอเหตุกะ อนุสัยเป็นจิตตวิปปยุต. ในอุปปัชชนวาระบางแห่งแห่งมหาวาร ๗ ในอนุสยยมก ท่านกล่าวคำเป็นต้นว่า อนุสัยคือกามราคะเกิดขึ้นแก่ผู้ใด อนุสัยคือปฏิฆะก็เกิดขึ้นแก่ผู้นั้นใช่ไหม? เพราะฉะนั้น คำที่ท่านกล่าวว่า บทว่า อนุเสนฺติ ความว่าได้เหตุที่สมควรย่อมเกิดขึ้นนั้น พึงทราบว่า ท่านกล่าวดีแล้ว โดยประมาณที่เป็นแบบแผนนี้.
คำที่ท่านกล่าวแล้วว่า อนุสัยที่เป็นจิตตสัมปยุตเป็นไปกับด้วยอารมณ์เป็นต้น แม้นั้นก็เป็นอันท่านกล่าวดีแล้วทีเดียว. ในข้อนี้พึงตกลงว่า ก็ชื่อว่าอนุสัยนี้สำเร็จแล้ว เป็นอกุศลธรรมที่สัมปยุตด้วยจิต.
บรรดาอนุสัยเหล่านั้นทิฏฐานุสัย ท่านกล่าวไว้ในอนุสัยที่สัมปยุตด้วยทิฏฐิ ๔.
วิจิกิจฉานุสัย กล่าวไว้ในอนุสัยที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา.
อวิชชานุสัย กล่าวไว้ในอกุศลจิต ๑๒ ดวง ด้วยสามารถแห่งสหชาตธรรมและด้วยสามารถแห่งอารมณ์. ทิฏฐิวิจิกิจฉาและโมหะแม้ทั้ง ๓ กล่าวไว้ในธรรมที่เป็นไปในภูมิ ๓ ที่เหลือ ด้วยสามารถแห่งอารมณ์.
ก็ในที่นี้ กามราคานุสัย กล่าวไว้ในจิตที่สหรคตด้วยโลภะทั้งหลาย ด้วยสามารถแห่งสหชาตธรรมและด้วยสามารถแห่งอารมณ์.
โลภะที่เกิดขึ้น กล่าวไว้ในธรรมเป็นกามาวจรที่เหลือ ซึ่งเป็นที่ชอบใจด้วยสามารถแห่งอารมณ์นั่นแล.
ปฏิฆานุสัย กล่าวไว้ในจิตที่สหรคตด้วยโทมนัส ด้วยสามารถแห่งสหชาตธรรมและด้วยสามารถแห่งอารมณ์.
โทสะที่เกิดขึ้น กล่าวไว้ในธรรมเป็นกามาวจรที่เหลือ ซึ่งไม่เป็นที่ชอบใจ ด้วยสามารถแห่งอารมณ์นั่นแล.
มานานุสัย กล่าวไว้ในจิตที่วิปปยุตด้วยทิฏฐิและสหรคตด้วยโลภะ ด้วยสามารถแห่งสหชาตธรรมและด้วยสามารถแห่งอารมณ์.
มานะที่เกิดขึ้น กล่าวไว้ในธรรมเป็นกามาวจรที่เหลือ และในธรรมเป็นรูปาวจรและอรูปาวจรซึ่งเว้นจากทุกขเวทนา ด้วยสามารถแห่งอารมณ์นั่นแล.
ภวราคานุสัย แม้เมื่อเกิดขึ้น ก็กล่าวไว้ในจิตที่วิปปยุตด้วยทิฏฐิ ๔ ด้วยสามารถแห่งสหชาตธรรม.
แต่โลภะที่เกิดขึ้น กล่าวไว้ในธรรมเป็นรูปารูปาวจระด้วยสามารถแห่งอารมณ์นั่นแล.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิฏฺฐานุสโย ได้แก่ ทิฏฐิ ๖๒ อย่าง.
บทว่า วิจิกิจฺฉานุสโย ได้แก่ วิจิกิจฉามีวัตถุ ๘.
บทว่า ตเทกฏฺฐา จ กิเลสา ความว่า ตั้งอยู่โดยความเป็นอันเดียวกัน ด้วยสามารถเกิดร่วมกันและตั้งอยู่แห่งเดียวกัน คือ ด้วยสามารถทิฏฐิและวิจิกิจฉาเกิดร่วมกันและตั้งอยู่แห่งเดียวกัน.
บทว่า มานานุสโย ได้แก่ มานะ ๙ อย่าง.
บทว่า ปรจิตฺตญาเณน วา ญตฺวา ความว่า รู้ด้วยปัญญาเครื่องรู้วาระจิตของผู้อื่น. ท่านอธิบายว่า รู้ด้วยเจโตปริยญาณ.
บทว่า ปุพฺเพ นิวาสานุสฺสติญาเณน วา ความว่า รู้ด้วยญาณเครื่องระลึกถึงขันธ์ที่อยู่อาศัยในอดีต.
บทว่า มํสจกฺขุนา วา ได้แก่ ด้วยจักษุปกติ (ตาธรรมดา).
บทว่า ทิพฺพจกฺขุนา วา ความว่า เห็นด้วยทิพยจักษุ ซึ่งคล้ายทิพย์หรืออาศัยทิพยวิหาร.
บทว่า ราครตฺตา ความว่า ยินดีด้วยราคะ.
บทว่า เย ปญฺจสุ กามคุเณสุ ความว่า ชนเหล่าใดกำหนัดในส่วนคือวัตถุกามมีรูปเป็นต้น ๕ อย่าง.
บทว่า วิราครตฺตา ความว่า กำหนัดยิ่ง คือติดแน่นในรูปสมาบัติและอรูปสมาบัติ กล่าวคือวิราคะ.
บทว่า ยโต กามราโค จ ความว่า ในกาลใด กามราคะ. แม้ในรูปภพและอรูปภพก็นัยนี้แหละ.
สัทธัมมปัชโชติกา อรรถกถาขุททกนิกาย มหานิทเทส อรรถกถาสุทธัฏฐกสุตตนิทเทส จบสูตรที่ ๔ -----------------------------------------------------