อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๘๐

๖. อาเนญชสัปปายสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๘๐–๙๒พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 13 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 13 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 8 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อาเนญฺชสปฺปายสุตฺตํ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ ๖. อาเนญชสัปปายสูตร (๑๐๖)

ข้อ ๘๐

เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา กุรูสุ วิหรติ กมฺมาสธมฺมํ นาม กุรูนํ นิคโม ฯ ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ภิกฺขโวติ ฯ ภทนฺเตติ เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่นิคมชื่อกัมมาสธรรม ของชาวกุรุในแคว้นกุรุ สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว ฯ

ข้อ ๘๑

ภควา เอตทโวจ อนิจฺจา ภิกฺขเว กามา ตุจฺฉา มุสา โมสธมฺมา มายากตเมตํ ภิกฺขเว พาลลาปนํ เย จ ทิฏฺฐธมฺมิกา กามา เย จ สมฺปรายิกา กามา ยา จ ทิฏฺฐธมฺมิกา กามสญฺญา ยา จ สมฺปรายิกา กามสญฺญา อุภยเมตํ มารเธยฺยํ มารสฺเสส วิสโย มารสฺเสส นิวาโป มารสฺเสส โคจโร เอตฺเถเต ปาปกา อกุสลา มานสา อภิชฺฌาปิ พฺยาปาทาปิ สารมฺภาปิ สํวตฺตนฺติ เตว อริยสาวกสฺส อิธมนุสิกฺขโต อนฺตรายาย สมฺภวนฺติ ฯ

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย กามไม่เที่ยง เป็นของว่างเปล่า เลือนหายไปเป็นธรรมดา ลักษณะของกามดังนี้ ได้ทำความล่อลวงเป็นที่บ่นถึงของคนพาล กามทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และกามสัญญาทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า ทั้ง ๒ อย่างนี้ เป็นบ่วงแห่งมาร เป็นแดนแห่งมาร เป็นเหยื่อแห่งมาร เป็นที่หากินของมาร ในกามนี้ ย่อมมีอกุศลลามกเหล่านี้เกิดที่ใจคือ อภิชฌาบ้าง พยาบาทบ้าง สารัมภะบ้าง เป็นไป กามนั่นเอง ย่อมเกิดเพื่อเป็นอันตรายแก่อริยสาวกผู้ตามศึกษาอยู่ในธรรมวินัยนี้ ฯ

ข้อ ๘๒

ตตฺร ภิกฺขเว อริยสาวโก อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ เย จ ทิฏฺฐธมฺมิกา กามา เย จ สมฺปรายิกา กามา ยา จ ทิฏฺฐธมฺมิกา กามสญฺญา ยา จ สมฺปรายิกา กามสญฺญา อุภยเมตํ มารเธยฺยํ มารสฺเสส วิสโย มารสฺเสส นิวาโป มารสฺเสส โคจโร เอตฺเถเต ปาปกา อกุสลา มานสา อภิชฺฌาปิ พฺยาปาทาปิ สารมฺภาปิ สํวตฺตนฺติ เตว อริยสาวกสฺส อิธมนุสิกฺขโต อนฺตรายาย สมฺภวนฺติ ยนฺนูนาหํ วิปุเลน มหคฺคเตน เจตสา วิหเรยฺยํ อภิภุยฺย โลกํ อธิฏฺฐาย มนสา วิปุเลน หิ เม มหคฺคเตน เจตสา วิหรโต อภิภุยฺย โลกํ อธิฏฺฐาย มนสา เย ปาปกา อกุสลา มานสา อภิชฺฌาปิ พฺยาปาทาปิ สารมฺภาปิ เต น ภวิสฺสนฺติ เตสํ ปหานา อปริตฺตญฺจ เม จิตฺตํ ภวิสฺสติ อปฺปมาณํ สุภาวิตนฺติ ฯ ตสฺส เอวํ ปฏิปนฺนสฺส ตพฺพหุลวิหาริโน อายตเน จิตฺตํ ปสีทติ สมฺปสาเท สติ เอตรหิ วา อาเนญฺชํ สมาปชฺชติ ปญฺญาย วา อธิมุจฺจติ ฯ กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา ฐานเมตํ วิชฺชติ ยนฺตํ สํวตฺตนิกํ วิญฺญาณํ อสฺส อาเนญฺชูปคํ ฯ อยํ ภิกฺขเว ปฐมา อาเนญฺชสปฺปายา ปฏิปทา อกฺขายติ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นในเรื่องกามนั้นดังนี้ว่า กามทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และกามสัญญาทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า ทั้ง ๒ อย่างนี้ เป็นบ่วงแห่งมาร เป็นแดนแห่งมาร เป็นเหยื่อแห่งมาร เป็นที่หากินของมาร ในกามนี้ ย่อมมีอกุศลลามกเหล่านี้เกิดที่ใจคืออภิชฌาบ้าง พยาบาทบ้าง สารัมภะบ้าง เป็นไป กามนั่นเอง ย่อมเกิดเพื่อเป็นอันตรายแก่อริยสาวกผู้ตามศึกษาอยู่ในธรรมวินัยนี้ ไฉนหนอ เราพึงมีจิตเป็นมหัคคตะอย่างไพบูลย์ อธิษฐานใจครอบโลกอยู่ เพราะเมื่อเรามีจิตเป็นมหัคคตะอย่างไพบูลย์ อธิษฐานใจครอบโลกอยู่ อกุศลลามกเกิดที่ใจ ได้แก่อภิชฌาบ้าง พยาบาทบ้าง สารัมภะบ้าง นั้นจักไม่มี เพราะละอกุศลเหล่านั้นได้จิตของเราที่ไม่เล็กน้อยนั่นแหละ จักกลายเป็นจิตหาประมาณมิได้ อันเราอบรมดีแล้ว เมื่ออริยสาวกนั้นปฏิบัติแล้วอย่างนี้ เป็นผู้มากด้วยปฏิปทานั้นอยู่ จิตย่อมผ่องใสในอายตนะ เมื่อมีความผ่องใส ก็จะเข้าถึงอาเนญชสมาบัติ หรือจะน้อมใจไปในปัญญาได้ ในปัจจุบัน เมื่อตายไป ข้อที่วิญญาณอันจะเป็นไปในภพนั้นๆพึงเป็นวิญญาณเข้าถึงสภาพหาความหวั่นไหวมิได้ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า ปฏิปทามีอาเนญชสมาบัติเป็นที่สบายข้อที่ ๑ ฯ

ข้อ ๘๓

ปุน จปรํ ภิกฺขเว อริยสาวโก อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ เย จ ทิฏฺฐธมฺมิกา กามา เย จ สมฺปรายิกา กามา ยา จ ทิฏฺฐธมฺมิกา กามสญฺญา ยา จ สมฺปรายิกา กามสญฺญา ยงฺกิญฺจิ รูปํ สพฺพํ รูปํ จตฺตาริ มหาภูตานิ จตุนฺนญฺจ มหาภูตานํ อุปาทาย รูปนฺติ ฯ ตสฺส เอวํ ปฏิปนฺนสฺส ตพฺพหุลวิหาริโน อายตเน จิตฺตํ ปสีทติ สมฺปสาเท สติ เอตรหิ วา อาเนญฺชํ สมาปชฺชติ ปญฺญาย วา อธิมุจฺจติ ฯ กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา ฐานเมตํ วิชฺชติ ยนฺตํ สํวตฺตนิกํ วิญฺญาณํ อสฺส อาเนญฺชูปคํ ฯ อยํ ภิกฺขเว ทุติยา อาเนญฺชสปฺปายา ปฏิปทา อกฺขายติ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อริยสาวกพิจารณาเห็นดังนี้ซึ่งกามทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และกามสัญญาทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า ซึ่งรูปบางชนิดและรูปทั้งหมด คือ มหาภูต ๔ และรูปอาศัยมหาภูตทั้ง ๔ เมื่ออริยสาวกนั้นปฏิบัติแล้วอย่างนี้ ด้วยประการนี้ เป็นผู้มากด้วยปฏิปทานั้นอยู่ จิตย่อมผ่องใสในอายตนะ เมื่อมีความผ่องใส ก็จะเข้าถึงอาเนญชสมาบัติหรือจะน้อมใจไปในปัญญาได้ในปัจจุบัน เมื่อตายไป ข้อที่วิญญาณอันจะเป็นไปในภพนั้นๆ พึงเป็นวิญญาณเข้าถึงสภาพหาความหวั่นไหวมิได้ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า ปฏิปทามีอาเนญชสมาบัติเป็นที่สบายข้อที่ ๒ ฯ

ข้อ ๘๔

ปุน จปรํ ภิกฺขเว อริยสาวโก อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ เย จ ทิฏฺฐธมฺมิกา กามา เย จ สมฺปรายิกา กามา ยา จ ทิฏฺฐธมฺมิกา กามสญฺญา ยา จ สมฺปรายิกา กามสญฺญา เย จ ทิฏฺฐธมฺมิกา รูปา เย จ สมฺปรายิกา รูปา ยา จ ทิฏฺฐธมฺมิกา รูปสญฺญา ยา จ สมฺปรายิกา รูปสญฺญา อุภยเมตํ อนิจฺจํ ยทนิจฺจํ ตํ นาลํ อภินนฺทิตุํ นาลํ อภิวทิตุํ นาลํ อชฺโฌสิตุนฺติ ฯ ตสฺส เอวํ ปฏิปนฺนสฺส ตพฺพหุลวิหาริโน อายตเน จิตฺตํ ปสีทติ สมฺปสาเท สติ เอตรหิ วา อาเนญฺชํ สมาปชฺชติ ปญฺญาย วา อธิมุจฺจติ ฯ กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา ฐานเมตํ วิชฺชติ ยนฺตํ สํวตฺตนิกํ วิญฺญาณํ อสฺส อาเนญฺชูปคํ ฯ อยํ ภิกฺขเว ตติยา อาเนญฺชสปฺปายา ปฏิปทา อกฺขายติ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า กามทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้าและกามสัญญาทั้งที่มีในภพนี้ทั้งที่มีในภพหน้า รูปทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และรูปสัญญาทั้งที่มีในภพนี้ทั้งที่มีในภพหน้า ทั้ง ๒ อย่างนี้ เป็นของไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นไม่ควรยินดี ไม่ควรบ่นถึง ไม่ควรติดใจ เมื่ออริยสาวกนั้นปฏิบัติแล้วอย่างนี้ เป็นผู้มากด้วยปฏิปทานั้นอยู่ จิตย่อมผ่องใสในอายตนะ เมื่อมีความผ่องใส ก็จะเข้าถึงอาเนญชสมาบัติ หรือจะน้อมใจไปในปัญญาได้ในปัจจุบัน เมื่อตายไป ข้อที่วิญญาณอันจะเป็นไปในภพนั้นๆ พึงเป็นวิญญาณเข้าถึงสภาพหาความหวั่นไหวมิได้ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า ปฏิปทามีอาเนญชสมาบัติเป็นที่สบายข้อที่ ๓ ฯ

ข้อ ๘๕

ปุน จปรํ ภิกฺขเว อริยสาวโก อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ เย จ ทิฏฺฐธมฺมิกา กามา เย จ สมฺปรายิกา กามา ยา จ ทิฏฺฐธมฺมิกา กามสญฺญา ยา จ สมฺปรายิกา กามสญฺญา เย จ ทิฏฺฐธมฺมิกา รูปา เย จ สมฺปรายิกา รูปา ยา จ ทิฏฺฐธมฺมิกา รูปสญฺญา ยา จ สมฺปรายิกา รูปสญฺญา ยา จ อาเนญฺชสญฺญา สพฺพา สญฺญา ยตฺเถตา อปริเสสา นิรุชฺฌนฺติ เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํ ยทิทํ อากิญฺจญฺญายตนนฺติ ฯ ตสฺส เอวํ ปฏิปนฺนสฺส ตพฺพหุลวิหาริโน อายตเน จิตฺตํ ปสีทติ สมฺปสาเท สติ เอตรหิ วา อากิญฺจญฺญายตนํ สมาปชฺชติ ปญฺญาย วา อธิมุจฺจติ ฯ กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา ฐานเมตํ วิชฺชติ ยนฺตํ สํวตฺตนิกํ วิญฺญาณํ อสฺส อากิญฺจญฺญายตนูปคํ ฯ อยํ ภิกฺขเว ปฐมา อากิญฺจญฺญายตนสปฺปายา ปฏิปทา อกฺขายติ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า กามทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และกามสัญญาทั้งที่มีในภพนี้ทั้งที่มีในภพหน้า รูปทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และรูปสัญญาทั้งที่มีในภพนี้ทั้งที่มีในภพหน้า และอาเนญชสัญญา สัญญาทั้งหมดนี้ ย่อมดับไม่มีเหลือในที่ใดที่นั้นคืออากิญจัญญายตนะ อันดี ประณีต เมื่ออริยสาวกปฏิบัติแล้วอย่างนี้ เป็นผู้มากด้วยปฏิปทานั้นอยู่ จิตย่อมผ่องใสในอายตนะ เมื่อมีความผ่องใส ก็จะเข้าถึงอากิญจัญญายตนะ หรือจะน้อมใจไปในปัญญาได้ในปัจจุบัน เมื่อตายไป ข้อที่วิญญาณอันจะเป็นไปในภพนั้นๆ พึงเป็นวิญญาณเข้าถึงภพอากิญจัญญายตนะ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า ปฏิปทามีอากิญจัญญายตน-*สมาบัติเป็นที่สบายข้อที่ ๑ ฯ

ข้อ ๘๖

ปุน จปรํ ภิกฺขเว อริยสาวโก อรญฺญคโต วา รุกฺขมูลคโต วา สุญฺญาคารคโต วา อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ สุญฺญมิทํ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วาติ ฯ ตสฺส เอวํ ปฏิปนฺนสฺส ตพฺพหุลวิหาริโน อายตเน จิตฺตํ ปสีทติ สมฺปสาเท สติ เอตรหิ วา อากิญฺจญฺญายตนํ สมาปชฺชติ ปญฺญาย วา อธิมุจฺจติ ฯ กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา ฐานเมตํ วิชฺชติ ยนฺตํ สํวตฺตนิกํ วิญฺญาณํ อสฺส อากิญฺจญฺญายตนูปคํ ฯ อยํ ภิกฺขเว ทุติยา อากิญฺจญฺญายตนสปฺปายา ปฏิปทา อกฺขายติ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อริยสาวกอยู่ในป่าก็ดีอยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า สิ่งนี้ว่างเปล่าจากตนหรือจากความเป็นของตน เมื่ออริยสาวกนั้นปฏิบัติแล้วอย่างนี้ เป็นผู้มากด้วยปฏิปทานั้นอยู่ จิตย่อมผ่องใสในอายตนะ เมื่อมีความผ่องใส ก็จะเข้าถึงอากิญ-*จัญญายตนะ หรือจะน้อมใจไปในปัญญาได้ในปัจจุบัน เมื่อตายไป ข้อที่วิญญาณอันจะเป็นไปในภพนั้นๆ พึงเป็นวิญญาณเข้าถึงภพอากิญจัญญายตนะ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า ปฏิปทามีอากิญจัญญายตนสมาบัติเป็นที่สบายข้อที่ ๒ ฯ

ข้อ ๘๗

ปุน จปรํ ภิกฺขเว อริยสาวโก อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ นาหํ กฺวจินิ น กสฺสจิ กิญฺจนตสฺมึ น จ มม กฺวจินิ กิสฺมิญฺจิ กิญฺจนํ นตฺถีติ ฯ ตสฺส เอวํ ปฏิปนฺนสฺส ตพฺพหุลวิหาริโน อายตเน จิตฺตํ ปสีทติ สมฺปสาเท สติ เอตรหิ วา อากิญฺจญฺญายตนํ สมาปชฺชติ ปญฺญาย วา อธิมุจฺจติ ฯ กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา ฐานเมตํ วิชฺชติ ยนฺตํ สํวตฺตนิกํ วิญฺญาณํ อสฺส อากิญฺจญฺญายตนูปคํ ฯ อยํ ภิกฺขเว ตติยา อากิญฺจญฺญายตนสปฺปายา ปฏิปทา อกฺขายติ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า เราไม่มีในที่ไหนๆ สิ่งน้อยหนึ่งของใครๆ หามีในเรานั้นไม่ และสิ่งน้อยหนึ่งของเราก็หามีในที่ไหนๆ ไม่ ในใครๆ ย่อมไม่มีสิ่งน้อยหนึ่งเลยเมื่ออริยสาวกนั้นปฏิบัติแล้วอย่างนี้ เป็นผู้มากด้วยปฏิปทานั้นอยู่ จิตย่อมผ่องใสในอายตนะ เมื่อมีความผ่องใส ก็จะเข้าถึงอากิญจัญญายตนะ หรือจะน้อมใจไปในปัญญาได้ในปัจจุบัน เมื่อตายไป ข้อที่วิญญาณอันจะเป็นไปในภพนั้นๆพึงเป็นวิญญาณเข้าถึงภพอากิญจัญญายตนะ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลายนี้เราเรียกว่า ปฏิปทามีอากิญจัญญายตนสมาบัติเป็นที่สบายข้อที่ ๓ ฯ

ข้อ ๘๘

ปุน จปรํ ภิกฺขเว อริยสาวโก อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ เย จ ทิฏฺฐธมฺมิกา กามา เย จ สมฺปรายิกา กามา ยา จ ทิฏฺฐธมฺมิกา กามสญฺญา ยา จ สมฺปรายิกา กามสญฺญา เย จ ทิฏฺฐธมฺมิกา รูปา เย จ สมฺปรายิกา รูปา ยา จ ทิฏฺฐธมฺมิกา รูปสญฺญา ยา จ สมฺปรายิกา รูปสญฺญา ยา จ อาเนญฺชสญฺญา ยา จ อากิญฺจญฺญายตนสญฺญา สพฺพา สญฺญา ยตฺเถตา อปริเสสา นิรุชฺฌนฺติ เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํ ยทิทํ เนวสญฺญานาสญฺญายตนนฺติ ฯ ตสฺส เอวํ ปฏิปนฺนสฺส ตพฺพหุลวิหาริโน อายตเน จิตฺตํ ปสีทติ สมฺปสาเท สติ เอตรหิ วา เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ สมาปชฺชติ ปญฺญาย วา อธิมุจฺจติ ฯ กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา ฐานเมตํ วิชฺชติ ยนฺตํ สํวตฺตนิกํ วิญฺญาณํ อสฺส เนวสญฺญานาสญฺญายตนูปคํ ฯ อยํ ภิกฺขเว เนวสญฺญานาสญฺญายตนสปฺปายา ปฏิปทา อกฺขายตีติ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า กามทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และกามสัญญา ทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า รูปทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และรูปสัญญาทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และอาเนญชสัญญา อากิญจัญญายตนสัญญาสัญญาทั้งหมดนี้ ย่อมดับไม่มีเหลือในที่ใด ที่นั่นคือเนวสัญญานาสัญญายตนะอันดีประณีต เมื่ออริยสาวกปฏิบัติแล้วอย่างนี้ เป็นผู้มากด้วยปฏิปทานั้นอยู่ จิตย่อมผ่องใสในอายตนะ เมื่อมีความผ่องใส ก็จะเข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ หรือจะน้อมใจไปในปัญญาได้ในปัจจุบัน เมื่อตายไป ข้อที่วิญญาณอันจะเป็นไปในภพนั้นๆ พึงเป็นวิญญาณเข้าถึงภพเนวสัญญานาสัญญายตนะ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า ปฏิปทามีเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติเป็นที่สบาย ฯ

ข้อ ๘๙

เอวํ วุตฺเต อายสฺมา อานนฺโท ภควนฺตํ เอตทโวจ อิธ ภนฺเต ภิกฺขุ เอวํ ปฏิปนฺโน โหติ โน จสฺส โน จ เม สิยา น เม ภวิสฺสติ ยทตฺถิ ยมฺภูตํ ตํ ปชหามีติ อุเปกฺขํ ปฏิลภติ ปรินิพฺพาเยยฺย นุ โข โส ภนฺเต ภิกฺขุ น วา ปรินิพฺพาเยยฺยาติ ฯ อเปตฺเถกจฺโจ อานนฺท ภิกฺขุ ปรินิพฺพาเยยฺย อเปตฺเถกจฺโจ ภิกฺขุ น ปรินิพฺพาเยยฺยาติ ฯ โก นุ โข ภนฺเต เหตุ โก ปจฺจโย เยนาเปตฺเถกจฺโจ ภิกฺขุ ปรินิพฺพาเยยฺย อเปตฺเถกจฺโจ ภิกฺขุ น ปรินิพฺพาเยยฺยาติ ฯ

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วอย่างนี้ ท่านพระอานนท์ได้ทูล พระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปฏิบัติแล้วอย่างนี้ ย่อมได้อุเบกขาโดยเฉพาะด้วยคิดว่า สิ่งที่ไม่มีก็ไม่พึงมีแก่เรา และจักไม่มีแก่เรา เราจะละสิ่งที่กำลังมีอยู่ และมีมาแล้วนั้นๆ เสีย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุนั้นพึงปรินิพพานหรือหนอ หรือว่าไม่พึงปรินิพพาน ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ ภิกษุบางรูปพึงปรินิพพานในอัตภาพนี้ก็มี บางรูปไม่พึงปรินิพพานในอัตภาพนี้ก็มี ฯ อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอแล เป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้ภิกษุบางรูปปรินิพพานในอัตภาพนี้ก็มี บางรูปไม่ปรินิพพานในอัตภาพนี้ก็มี ฯ

ข้อ ๙๐

อิธานนฺท ภิกฺขุ เอวํ ปฏิปนฺโน โหติ โน จสฺส โน จ เม สิยา น เม ภวิสฺสติ ยทตฺถิ ยมฺภูตํ ตํ ปชหามีติ อุเปกฺขํ ปฏิลภติ โส ตํ อุเปกฺขํ อภินนฺทติ อภิวทติ อชฺโฌสาย ติฏฺฐติ ตสฺส ตํ อุเปกฺขํ อภินนฺทโต อภิวทโต อชฺโฌสาย ติฏฺฐโต ตนฺนิสฺสิตํ โหติ วิญฺญาณํ ตทุปาทานํ สอุปาทาโน อานนฺท ภิกฺขุ น ปรินิพฺพายตีติ ฯ กหํ ปน โส ภนฺเต ภิกฺขุ อุปาทิยมาโน อุปาทิยตีติ ฯ เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ อานนฺทาติ ฯ อุปาทานเสฏฺฐํ กิร โส ภนฺเต ภิกฺขุ อุปาทิยมาโน อุปาทิยตีติ ฯ อุปาทานเสฏฺฐํ โส อานนฺท ภิกฺขุ อุปาทิยมาโน อุปาทิยติ อุปาทานเสฏฺฐํ เหตํ อานนฺท ยทิทํ เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ ฯ

พ. ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปฏิบัติแล้วอย่างนี้ ย่อมได้อุเบกขาโดยเฉพาะด้วยคิดว่า สิ่งที่ไม่มีก็ไม่พึงมีแก่เรา และจักไม่มีแก่เราเราจะละสิ่งที่กำลังมีอยู่ และมีมาแล้วนั้นๆ เสีย เธอยินดี บ่นถึง ติดใจอุเบกขานั้นอยู่ เมื่อเธอยินดี บ่นถึง ติดใจอุเบกขานั้นอยู่ วิญญาณย่อมเป็นอันอาศัยอุเบกขานั้น ยึดมั่นอุเบกขานั้น ดูกรอานนท์ ภิกษุผู้มีความยึดมั่นอยู่ ย่อมปรินิพพานไม่ได้ ฯ อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ภิกษุนั้นเมื่อเข้าถือเอา จะเข้าถือเอาที่ไหน ฯ พ. ดูกรอานนท์ ย่อมเข้าถือเอาเนวสัญญานาสัญญายตนภพ ฯ อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอทราบว่า ภิกษุนั้นเมื่อเข้าถือเอาชื่อว่าย่อมเข้าถือเอาแดนอันประเสริฐสุดที่ควรเข้าถือเอาหรือ ฯ พ. ดูกรอานนท์ ภิกษุนั้นเมื่อเข้าถือเอา ย่อมเข้าถือเอาแดนอันประเสริฐสุดที่ควรเข้าถือเอาได้ ก็แดนอันประเสริฐสุดที่ควรเข้าถือเอาได้นี้ คือ เนวสัญญา-*นาสัญญายตนะ ฯ

ข้อ ๙๑

อิธานนฺท ภิกฺขุ เอวํ ปฏิปนฺโน โหติ โน จสฺส โน จ เม สิยา น เม ภวิสฺสติ ยทตฺถิ ยมฺภูตํ ตํ ปชหามีติ อุเปกฺขํ ปฏิลภติ โส ตํ อุเปกฺขํ นาภินนฺทติ นาภิวทติ น อชฺโฌสาย ติฏฺฐติ ตสฺส ตํ อุเปกฺขํ อนภินนฺทโต อนภิวทโต อนชฺโฌสาย ติฏฺฐโต น ตนฺนิสฺสิตํ โหติ วิญฺญาณํ ตทนุปาทานํ อนุปาทาโน อานนฺท ภิกฺขุ ปรินิพฺพายตีติ ฯ อจฺฉริยํ ภนฺเต อพฺภูตํ ภนฺเต นิสฺสาย นิสฺสาย กิร โน ภนฺเต ภควตา โอฆนิตฺถรณา อกฺขาตา กตโม ปน ภนฺเต อริโย วิโมกฺโขติ ฯ

ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปฏิบัติแล้วอย่างนี้ ย่อม ได้อุเบกขาโดยเฉพาะด้วยคิดว่า สิ่งที่ไม่มีก็ไม่พึงมีแก่เรา และจักไม่มีแก่เราเราจะละสิ่งที่กำลังมีอยู่ และมีมาแล้วนั้นๆ เสีย เธอไม่ยินดี ไม่บ่นถึง ไม่ติดใจอุเบกขานั้นอยู่ เมื่อเธอไม่ยินดี ไม่บ่นถึง ไม่ติดใจอุเบกขานั้นอยู่ วิญญาณก็ไม่เป็นอันอาศัยอุเบกขานั้น และไม่ยึดมั่นอุเบกขานั้น ดูกรอานนท์ ภิกษุผู้ไม่มีความยึดมั่น ย่อมปรินิพพานได้ ฯ อา. น่าอัศจรรย์จริง พระพุทธเจ้าข้า ไม่น่าเป็นไปได้ พระพุทธเจ้าข้าอาศัยเหตุนี้ เป็นอันว่า พระผู้มีพระภาคตรัสบอกปฏิปทาเครื่องข้ามพ้นโอฆะแก่พวกข้าพระองค์แล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วิโมกข์ของพระอริยะเป็นไฉน ฯ

ข้อ ๙๒

อิธานนฺท อริยสาวโก อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ เย จ ทิฏฺฐธมฺมิกา กามา เย จ สมฺปรายิกา กามา ยา จ ทิฏฺฐธมฺมิกา กามสญฺญา ยา จ สมฺปรายิกา กามสญฺญา เย จ ทิฏฺฐธมฺมิกา รูปา เย จ สมฺปรายิกา รูปา ยา จ ทิฏฺฐธมฺมิกา รูปสญฺญา ยา จ สมฺปรายิกา รูปสญฺญา ยา จ อาเนญฺชสญฺญา ยา จ อากิญฺจญฺญายตนสญฺญา ยา จ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสญฺญา เอส สกฺกาโย ยาวตา สกฺกาโย เอตํ อมตํ ยทิทํ อนุปาทา จิตฺตสฺส วิโมกฺโข ฯ อิติ โข อานนฺท เทสิตา มยา อาเนญฺชสปฺปายา ปฏิปทา เทสิตา อากิญฺจญฺญายตนสปฺปายา ปฏิปทา เทสิตา เนวสญฺญานาสญฺญายตนสปฺปายา ปฏิปทา เทสิตา นิสฺสาย นิสฺสาย โอฆนิตฺถรณา อริโย วิโมกฺโข ฯ ยํ โข อานนฺท สตฺถารา กรณียํ สาวกานํ หิเตสินา อนุกมฺปเกน อนุกมฺปํ อุปาทาย กตํ โว ตํ มยา เอตานิ อานนฺท รุกฺขมูลานิ เอตานิ สุญฺญาคารานิ ฯ ฌายถานนฺท มา ปมาทตฺถ มา ปจฺฉา วิปฺปฏิสาริโน อหุวตฺถ อยํ โว อมฺหากํ อนุสาสนีติ ฯ อิทมโวจ ภควา อตฺตมโน อายสฺมา อานนฺโท ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทีติ ฯ อาเนญฺชสปฺปายสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ ฉฏฺฐํ ฯ ---------

พ. ดูกรอานนท์ อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ซึ่งกามทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และกามสัญญาทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า ซึ่งรูปทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และรูปสัญญาทั้งที่มีในภพนี้ทั้งที่มีในภพหน้า ซึ่งอาเนญชสัญญา ซึ่งอากิญจัญญายตนสัญญา ซึ่งเนวสัญญา-*นาสัญญายตนสัญญา ซึ่งสักกายะเท่าที่มีอยู่นี้ ซึ่งอมตะ คือความหลุดพ้นแห่งจิตเพราะไม่ถือมั่น ดูกรอานนท์ ด้วยประการนี้แล เราแสดงปฏิปทามีอาเนญชสมาบัติเป็นที่สบายแล้ว เราแสดงปฏิปทามีอากิญจัญญายตนสมาบัติเป็นที่สบายแล้ว เราแสดงปฏิปทามีเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติเป็นที่สบายแล้ว อาศัยเหตุนี้ เป็นอันเราแสดงปฏิปทาเครื่องข้ามพ้นโอฆะ คือวิโมกข์ของพระอริยะแล้ว ดูกรอานนท์กิจใดอันศาสดาผู้แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล ผู้อนุเคราะห์ อาศัยความอนุเคราะห์พึงทำแก่สาวกทั้งหลาย กิจนั้นเราทำแล้วแก่พวกเธอ ดูกรอานนท์ นั่นโคนไม้นั่นเรือนว่าง เธอทั้งหลายจงเพ่งฌาน อย่าประมาท อย่าได้เป็นผู้เดือดร้อนในภายหลัง นี้เป็นคำพร่ำสอนของเราแก่พวกเธอ ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ท่านพระอานนท์ ชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล ฯ จบ อาเนญชสัปปายสูตร ที่ ๖ -----------------------------------------------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๖. อาเนญชสัปปายสูตร ว่าด้วยปฏิปทาอันเป็นสัปปายะแก่อาเนญชสมาบัติ

ข้อ ๖๖

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิคมของชาวกุรุชื่อกัมมาสธัมมะ แคว้นกุรุ สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคได้รับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสเรื่องนี้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย กาม ไม่เที่ยง เป็นของว่างเปล่า เท็จ มีความเลือนหายไปเป็นธรรมดา ลักษณะของกามนี้ เป็นความล่อลวง เป็นที่บ่นถึงของคนพาล กามที่มีในภพนี้ และกามที่มีในภพหน้า กามสัญญา(ความกำหนดหมายในกาม) ที่มี @เชิงอรรถ : @ กาม ในที่นี้หมายถึงวัตถุกาม (ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และกิเลสกาม คือ ความพอใจ@ความกำหนัด เป็นต้น) (ม.อุ.อ. ๓/๖๖/๓๘, และดูเทียบ ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑/๑-๒)@ เป็นของว่างเปล่า ในที่นี้หมายถึงเป็นของว่างเปล่าเพราะเว้นจากแก่นสาร คือ ความเที่ยง ความยั่งยืน@และความเป็นอัตตา (ม.อุ.อ. ๓/๖๖/๓๘)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๗๒}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๑. เทวทหวรรค] ๖. อาเนญชสัปปายสูตร ในภพนี้ และกามสัญญาที่มีในภพหน้า ทั้ง ๒ ประการนั้น เป็นบ่วงแห่งมาร เป็นวิสัยแห่งมาร เป็นเหยื่อแห่งมาร เป็นโคจรแห่งมาร ในกามนี้มีบาปอกุศลทางใจเหล่านี้ คือ อภิชฌาบ้าง พยาบาทบ้าง สารัมภะ(ความแข่งดี)บ้าง กามเหล่านั้นนั่นเอง ย่อมก่ออันตรายให้แก่อริยสาวกผู้ตามศึกษาอยู่ในธรรมวินัยนี้ อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นในเรื่องกามนั้นดังนี้ว่า ‘กามที่มีในภพนี้ และ กามที่มีในภพหน้า กามสัญญาที่มีในภพนี้ และกามสัญญาที่มีในภพหน้า ทั้ง ๒ ประการนั้น เป็นบ่วงแห่งมาร เป็นวิสัยแห่งมาร เป็นเหยื่อแห่งมาร เป็นโคจรแห่งมาร ในกามนี้มีบาปอกุศลทางใจเหล่านี้ คือ อภิชฌาบ้าง พยาบาทบ้าง สารัมภะบ้าง กามเหล่านั้นนั่นเอง ย่อมก่ออันตรายให้แก่อริยสาวกผู้ตามศึกษาอยู่ในธรรมวินัยนี้ ทางที่ดี เราพึงอยู่ด้วยจิตอันไพบูลย์เป็นมหัคคตะ อธิษฐานใจครอบงำโลกเพราะเมื่อเราอยู่ด้วยมหัคคตจิตอันไพบูลย์เป็นมหัคคตะ อธิษฐานใจครอบงำโลกอยู่บาปอกุศลที่เกิดทางใจ คือ อภิชฌาบ้าง พยาบาทบ้าง สารัมภะบ้าง เหล่านั้นจักไม่มี เพราะละอกุศลเหล่านั้นได้แล้ว จิตของเราก็จักเป็นจิตไม่เล็กน้อย หาประมาณมิได้ และเป็นจิตที่อบรมดีแล้ว’ เมื่ออริยสาวกนั้นปฏิบัติอย่างนี้แล้ว เป็นผู้มากด้วยปฏิปทานั้นอยู่ จิตย่อม ผ่องใสในอายตนะ เมื่อมีความผ่องใส อริยสาวกนั้นย่อมเข้าถึงอาเนญชสมาบัติหรือน้อมใจไปในปัญญาในปัจจุบันได้ เป็นไปได้ที่หลังจากตายแล้ว วิญญาณที่เป็นไปในภพนั้นๆ พึงเป็นวิญญาณเข้าถึงสภาพหาความหวั่นไหวมิได้ ภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า ปฏิปทาที่เป็นสัปปายะแก่อาเนญชสมาบัติ ประการที่ ๑ @เชิงอรรถ : @ มหัคคตะ หมายถึงอารมณ์ที่ถึงความเป็นใหญ่ ชั้นรูปาวจรและชั้นอรูปาวจร เพราะมีผลที่สามารถข่ม@กิเลสได้ และหมายถึง ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และปัญญาอันยิ่งใหญ่ (อภิ.สงฺ.อ. ๑/๑๒/๙๒)@ เป็นจิตไม่เล็กน้อย ในที่นี้หมายถึงจิตฝ่ายกามาวจร (ม.อุ.อ. ๓/๖๖/๓๙)@ หาประมาณมิได้ ในที่นี้หมายถึงจิตฝ่ายรูปาวจรและฝ่ายอรูปาวจร (ม.อุ.อ. ๓/๖๖/๓๙)@ อายตนะ ในที่นี้หมายถึงเหตุ คือ อรหัตตผล การเห็นแจ้งอรหัตตผล จตุตถฌาน หรืออุปจารแห่ง@จตุตถฌาน (ม.อุ.อ. ๓/๖๖/๓๙) @ ความผ่องใส ในที่นี้หมายถึงความผ่องใส ๒ ประการ คือ (๑) ความผ่องใสด้วยการน้อมใจเชื่อ คือ@การน้อมใจเชื่อว่าจะยึดเอาพระอรหันต์ให้ได้ในวันนี้ (๒) ความผ่องใสด้วยการได้ คือการได้อรหัตตผล@หรือจตุตถฌาน (ม.อุ.อ. ๓/๖๖/๔๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๗๓}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๑. เทวทหวรรค] ๖. อาเนญชสัปปายสูตร

ข้อ ๖๗

อีกประการหนึ่ง อริยสาวกพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘กามที่มีในภพนี้และกามที่มีในภพหน้า กามสัญญาที่มีในภพนี้ และกามสัญญาที่มีในภพหน้า รูปบางชนิด และรูปทั้งหมด คือ มหาภูตรูป ๔ และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ ก็มีอยู่เมื่ออริยสาวกนั้นปฏิบัติอย่างนี้แล้ว เป็นผู้มากด้วยปฏิปทานั้นอยู่ จิตย่อมผ่องใสในอายตนะ เมื่อมีความผ่องใส อริยสาวกนั้นย่อมเข้าถึงอาเนญชสมาบัติ หรือน้อมใจไปในปัญญาในปัจจุบันได้ เป็นไปได้ที่หลังจากตายแล้ว วิญญาณที่เป็นไปในภพนั้นๆ พึงเป็นวิญญาณเข้าถึงสภาพหาความหวั่นไหวมิได้ ภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า ปฏิปทาที่เป็นสัปปายะแก่อาเนญชสมาบัติประการที่ ๒ อีกประการหนึ่ง อริยสาวกพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘กามที่มีในภพนี้ และกามที่มีในภพหน้า กามสัญญาที่มีในภพนี้ และกามสัญญาที่มีในภพหน้า รูปที่มีในภพนี้และรูปที่มีในภพหน้า รูปสัญญาที่มีในภพนี้ และรูปสัญญาที่มีในภพหน้า ทั้ง ๒ประการ เป็นของไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นไม่ควรยินดี ไม่ควรพูดชม ไม่ควรติดใจ’ เมื่ออริยสาวกนั้นปฏิบัติอย่างนี้แล้ว เป็นผู้มากด้วยปฏิปทานั้นอยู่ จิตย่อมผ่องใสในอายตนะ เมื่อมีความผ่องใส อริยสาวกนั้นย่อมเข้าถึงอาเนญชสมาบัติหรือน้อมใจไปในปัญญาในปัจจุบันได้ เป็นไปได้ที่หลังจากตายแล้ว วิญญาณที่เป็นไปในภพนั้นๆ พึงเป็นวิญญาณเข้าถึงสภาพหาความหวั่นไหวมิได้ ภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า ปฏิปทาที่เป็นสัปปายะแก่อาเนญชสมาบัติประการที่ ๓

ข้อ ๖๘

อีกประการหนึ่ง อริยสาวกพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘กามที่มีในภพนี้ และกามที่มีในภพหน้า กามสัญญาที่มีในภพนี้ และกามสัญญาที่มีในภพหน้า รูปที่มีในภพนี้ และรูปที่มีในภพหน้า รูปสัญญาที่มีในภพนี้ และรูปสัญญาที่มีในภพหน้า และอาเนญชสัญญา สัญญาทั้งหมดนี้ย่อมดับไม่เหลือในฌานใด ฌานนั้นคืออากิญจัญญายตนฌาน เป็นฌานอันสงบ ประณีต’ เมื่ออริยสาวกนั้นปฏิบัติอย่างนี้แล้ว เป็นผู้มากด้วยปฏิปทานั้นอยู่ จิตย่อมผ่องใสในอายตนะ เมื่อมีความผ่องใส อริยสาวกนั้นย่อมเข้าถึงอากิญจัญญายตนสมาบัติ หรือน้อมใจไปในปัญญาในปัจจุบันได้ เป็นไปได้ที่หลังจากตายไปแล้ว วิญญาณที่เป็นไปในภพนั้นๆ พึงเป็นวิญญาณเข้าถึงอากิญจัญญายตนภูมิ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๗๔}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๑. เทวทหวรรค] ๖. อาเนญชสัปปายสูตร ภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า ปฏิปทาที่เป็นสัปปายะแก่อากิญจัญญายตน สมาบัติ ประการที่ ๑

ข้อ ๖๙

อีกประการหนึ่ง อริยสาวกไปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคนไม้ก็ดี ไปสู่เรือนว่างก็ดี ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘สิ่งนี้ว่างจากอัตตา หรือสิ่งที่เนื่องด้วยอัตตา’ เมื่ออริยสาวกนั้นปฏิบัติอย่างนี้แล้ว เป็นผู้มากด้วยปฏิปทานั้นอยู่ จิตย่อมผ่องใสในอายตนะ เมื่อมีความผ่องใส อริยสาวกนั้นย่อมเข้าถึงอากิญจัญญายตนสมาบัติหรือน้อมใจไปในปัญญาในปัจจุบันได้ เป็นไปได้ที่หลังจากตายแล้ว วิญญาณที่เป็นไปในภพนั้นๆ พึงเป็นวิญญาณเข้าถึงอากิญจัญญายตนภูมิ ภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า ปฏิปทาที่เป็นสัปปายะแก่อากิญจัญญายตนสมาบัติ ประการที่ ๒

ข้อ ๗๐

อีกประการหนึ่ง อริยสาวกพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราไม่มีในที่ไหนๆ สิ่งน้อยหนึ่งของใครๆ ก็ไม่มีในเรานั้น และสิ่งน้อยหนึ่งของเราก็ไม่มีในที่ไหนๆในใครๆ ก็ไม่มีสิ่งน้อยหนึ่งเลย’ เมื่ออริยสาวกนั้นปฏิบัติอย่างนี้แล้ว เป็นผู้มากด้วยปฏิปทานั้นอยู่ จิตย่อมผ่องใสในอายตนะ เมื่อมีความผ่องใส อริยสาวกนั้นย่อมเข้าถึงอากิญจัญญายตนสมาบัติ หรือน้อมใจไปในปัญญาในปัจจุบันได้ เป็นไปได้ที่หลังจากตายแล้ว วิญญาณที่เป็นไปในภพนั้นๆ พึงเป็นวิญญาณเข้าถึง อากิญจัญญายตนภูมิ ภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า ปฏิปทาที่เป็นสัปปายะแก่อากิญจัญญายตน สมาบัติ ประการที่ ๓ อีกประการหนึ่ง อริยสาวกพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘กามที่มีในภพนี้ และ กามที่มีในภพหน้า กามสัญญาที่มีในภพนี้ และกามสัญญาที่มีในภพหน้า รูปที่มีในภพนี้ และรูปที่มีในภพหน้า รูปสัญญาที่มีในภพนี้ และรูปสัญญาที่มีในภพหน้าอาเนญชสัญญา และอากิญจัญญายตนสัญญา สัญญาทั้งหมดนี้ย่อมดับไม่เหลือในฌานใด ฌานนั้นคือเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ เป็นสมาบัติอันสงบ ประณีต’เมื่ออริยสาวกนั้นปฏิบัติอย่างนี้แล้ว เป็นผู้มากด้วยปฏิปทานั้นอยู่ จิตย่อมผ่องใส

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๗๕}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๑. เทวทหวรรค] ๖. อาเนญชสัปปายสูตร ในอายตนะ เมื่อมีความผ่องใส อริยสาวกนั้นย่อมเข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ หรือน้อมใจไปในปัญญาในปัจจุบันได้ เป็นไปได้ที่หลังจากตายแล้ววิญญาณที่เป็นไปในภพนั้นๆ พึงเป็นวิญญาณเข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ ภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า ปฏิปทาที่เป็นสัปปายะแก่เนวสัญนาสัญญายตนสมาบัติ”

ข้อ ๗๑

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระอานนท์ได้กราบทูล พระผู้มีพระภาคว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ปฏิบัติอย่างนี้แล้ว ย่อมได้อุเบกขาอย่างนี้ว่า ‘สิ่งที่ไม่มีก็ไม่พึงมีแก่เรา หากจักไม่มีก็จักไม่มีแก่เรา เพราะเราจะละสิ่งที่กำลังมีอยู่และมีมาแล้วนั้นไป’ ภิกษุนั้นพึงปรินิพพานหรือไม่พึงปรินิพพาน พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อานนท์ ภิกษุบางรูปพึงปรินิพพานในอัตภาพนี้ บางรูปไม่พึงปรินิพพานในอัตภาพนี้” “อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ภิกษุบางรูปปรินิพพานในอัตภาพนี้ บางรูปไม่ปรินิพพานในอัตภาพนี้ พระพุทธเจ้าข้า” “ภิกษุในธรรมวินัยนี้ปฏิบัติอย่างนี้แล้ว ย่อมได้อุเบกขาอย่างนี้ว่า ‘สิ่งที่ไม่มีก็ไม่พึงมีแก่เรา หากจักไม่มีก็จักไม่มีแก่เรา เพราะเราจะละสิ่งที่กำลังมีอยู่และมีมาแล้วนั้นไป’ ภิกษุนั้นย่อมเพลิดเพลิน ชื่นชม ยึดติดอุเบกขานั้น เมื่อเธอเพลิดเพลินชื่นชม ยึดติดอุเบกขานั้นอยู่ วิญญาณย่อมเป็นอันอาศัยอุเบกขานั้น ยึดมั่น อุเบกขานั้น อานนท์ ภิกษุผู้มีความยึดมั่นย่อมปรินิพพานไม่ได้” “ก็ภิกษุนั้นเมื่อยึดมั่น จะยึดมั่นในธรรมข้อไหน พระพุทธเจ้าข้า” “ย่อมยึดมั่นเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ได้ยินว่า ภิกษุนั้นเมื่อยึดมั่น ย่อมยึดมั่นอุปาทาน ส่วนที่สำคัญที่สุดหรือ พระพุทธเจ้าข้า” “อานนท์ ภิกษุนั้นเมื่อยึดมั่น ย่อมยึดมั่นอุปาทานส่วนที่สำคัญที่สุด ก็ อุปาทานส่วนที่สำคัญที่สุดนี้ คือเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๗๖}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๑. เทวทหวรรค] ๖. อาเนญชสัปปายสูตร

ข้อ ๗๒

อานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ปฏิบัติอย่างนี้แล้ว ย่อมได้อุเบกขาอย่างนี้ว่า ‘สิ่งที่ไม่มีก็ไม่พึงมีแก่เรา หากจักไม่มีก็จักไม่มีแก่เรา เพราะเราจะละสิ่งที่กำลังมีอยู่และมีมาแล้วนั้นไป’ ภิกษุนั้นไม่เพลิดเพลิน ไม่ชื่นชม ไม่ยึดติดอุเบกขานั้นอยู่ เมื่อเธอไม่เพลิดเพลิน ไม่ชื่นชม ไม่ยึดติดอุเบกขานั้นอยู่วิญญาณก็อาศัยอุเบกขานั้น และยึดมั่นอุเบกขานั้นไม่ได้ อานนท์ ภิกษุผู้ไม่มีความยึดมั่นย่อมปรินิพพานได้”

ข้อ ๗๓

ท่านพระอานนท์ได้กราบทูลว่า “น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏ พระพุทธเจ้าข้า ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยเหตุนี้จึงตรัสบอกปฏิปทาเครื่องข้ามพ้นโอฆะแก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย วิโมกข์อันเป็นของพระอริยะ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุผู้เป็นอริยสาวกในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘กามที่มีในภพนี้และกามที่มีในภพหน้า กามสัญญาที่มีในภพนี้ และกามสัญญาที่มีในภพหน้า รูปที่มีในภพนี้ และรูปที่มีในภพหน้า รูปสัญญาที่มีในภพนี้ และรูปสัญญาที่มีในภพหน้าอาเนญชสัญญา อากิญจัญญายตนสัญญา และเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา สักกายะ มีอยู่เท่าใด นี้เป็นสักกายะ วิโมกข์(ความหลุดพ้น) แห่งจิตเพราะไม่ยึดมั่นนั่น คืออมตะ’ อานนท์ เราแสดงปฏิปทาที่เป็นสัปปายะแก่อาเนญชสมาบัติไว้แล้วแสดงปฏิปทาที่เป็นสัปปายะแก่อากิญจัญญายตนสมาบัติไว้แล้ว แสดงปฏิปทาที่เป็นสัปปายะแก่เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติไว้แล้ว เราอาศัยเหตุนี้แสดงปฏิปทาเครื่องข้ามโอฆะไว้แล้ว แสดงวิโมกข์อันเป็นของพระอริยะไว้แล้ว ด้วยประการอย่างนี้ กิจที่ศาสดาผู้แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล ผู้อนุเคราะห์ อาศัยความอนุเคราะห์แล้วพึงทำแก่สาวกทั้งหลาย เราก็ได้ทำแล้วแก่เธอทั้งหลาย อานนท์ นั่นโคนไม้ นั่นเรือนว่าง เธอทั้งหลายจงเพ่งฌาน อย่าประมาทอย่าได้เป็นผู้เดือดร้อนในภายหลัง นี้เป็นคำสอนของเราสำหรับเธอทั้งหลาย” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสภาษิตนี้แล้ว ท่านพระอานนท์มีใจยินดีชื่นชมพระ ภาษิตของพระผู้มีพระภาค ดังนี้แล อาเนญชสัปปายสูตรที่ ๖ จบ @เชิงอรรถ : @ ดูเชิงอรรถที่ ๑ ข้อ ๒๕ (ปัญจัตตยสูตร) หน้า ๓๕ ในเล่มนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๗๗}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๖. อรรถกถาอาเนญชสัปปายสูตร

อาเนญชสัปปายสูตร มีคำเริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้.

พึงทราบวินิจฉัยในพระสูตรนั้น ดังต่อไปนี้.

บทว่า อนิจฺจา คือ ชื่อว่าไม่เที่ยง เพราะอรรถว่ามีแล้วกลับไม่มี. บทว่า กามา หมายถึงวัตถุกามบ้าง กิเลสกามบ้าง. บทว่า ตุจฺฉา คือ ชื่อว่าว่างเปล่า เพราะเว้นจากแก่นสาร คือความเที่ยง ความยั่งยืนและความเป็นตัวตน แต่ไม่ควรถือว่า “ไม่มี” ท่านอธิบายว่า เพราะเมื่อพูดว่า กำมือเปล่า ชื่อว่ากำมือไม่มี หามิได้. ก็สภาวะอันใด ไม่มีอะไรๆ ในภายใน สภาวะอันนั้นเรียกว่า ว่างเปล่า.

บทว่า มุสา แปลว่า หายไป.

บทว่า โมสธมฺมา ความว่า มีการหายไปเป็นสภาวะ คือไม่ปรากฏ เหมือนนา เหมือนสวน และเหมือนเงินทองที่หายไป ไม่ปรากฏเหมือนเห็นในฝัน ๒-๓ วันก็หายไป ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า มีการหายไปเป็นธรรมดา.

บทว่า มายากตเมตํ ความว่า ย่อมปรากฏ เหมือนทำน้ำให้เห็นเป็นแก้วมณี ทำใบพุทราให้เห็นเป็นกหาปณะ ก็หรือสิ่งอื่นๆ เมื่อคนยืนใกล้ๆ มองดูสิ่งเห็นปานนั้น ของก็จะปรากฏเหมือนอย่างนั้น แต่เมื่อเลยที่ใกล้ไป สิ่งนั้นๆ ก็ปรากฏเป็นปกติอย่างเดิม. แม้กามทั้งหลายก็อย่างนั้นเหมือนกัน ท่านกล่าวว่าทำความลวง เพราะอรรถว่าปรากฏเป็นอีกอย่างหนึ่ง.

อีกอย่างหนึ่ง นักเล่นกล เอาน้ำเป็นต้น มาแสดงลวงโดยทำให้เห็นเป็นแก้วมณีเป็นต้นฉันใด แม้กามทั้งหลายก็ฉันนั้น แสดงลวงสภาวะที่ไม่เที่ยงเป็นต้น โดยให้เห็นว่าเที่ยงเป็นต้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่าทำการลวง เพราะอรรถว่าเป็นตัวลวง.

บทว่า พาลลาปนํ ความว่า ชื่อว่าเป็นที่บ่นถึงของคนพาลเพราะทำให้คนพาลบ่นถึงอย่างนี้ว่า บุตรของเรา ธิดาของเรา เงินของเรา ทองของเรา ดังนี้. บทว่า ทิฏฺฐฺธมฺมิกา กามา ได้แก่ กามคุณ ๕ อันเป็นของมนุษย์. บทว่า สมฺปรายิกา ได้แก่ กามที่เหลือเว้นกามคุณ ๕. บทว่า ทิฏฺฐฺธมฺมิกา กามสญฺญา ได้แก่ สัญญาอันปรารภกามของมนุษย์เกิดขึ้น.

บทว่า อุภยเมตํ มารเธยฺยํ ความว่า กามด้วย กามสัญญาด้วย เหล่านั้นแม้ทั้งสองนั้นก็เป็นบ่วงแห่งมาร. เพราะว่ามารย่อมใช้อำนาจอยู่เหนือชนทั้งหลายผู้ยึดถือกามและสัญญาทั้งสองนั้น.

คำว่า อุภยเมตํ มารเธยฺยํ ดังนี้ ตรัสหมายเอาอำนาจของมารนั้น.

ชนเหล่าใด ยึดถือกามเหล่านั้น มารย่อมใช้อำนาจเหนือชนเหล่านั้น ทรงหมายเอาอำนาจของมารนั้นจึงตรัสว่า นั่นเป็นวิสัยของมาร. แม้ในบาลีว่า มารสฺเสส วิสโย เป็นต้น เหมือนอย่างวิสัยของโจฬะก็เรียกว่าโจฬวิสัย วิสัยของปัณฑะก็เรียกว่าปัณฑวิสัย วิสัยของสังวรทั้งหลายก็เรียกว่าสังวรวิสัยฉะนั้น มารก็ย่อมโปรยกามคุณ ๕ ประดุจพืชผักไว้ ก็ชนเหล่าใดยึดถือเอากามคุณ ๕ นั้น มารย่อมใช้อำนาจเหนือชนเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น จึงตรัสว่านั่นเป็นเหยื่อของมาร ดังนี้.

เหมือนอย่างว่า สัตว์ทั้งหลายมีช้างเป็นต้นย่อมใช้อำนาจเหนือภูมิประเทศใด ภูมิประเทศนั้นเรียกว่าถิ่นช้าง ถิ่นม้า ถิ่นแพะฉันใด ชนเหล่าใดยึดถือกามคุณ ๕ เหล่านั้น มารย่อมใช้อำนาจเหนือชนเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น จึงตรัสว่านั่นเป็นโคจร (ถิ่น) ของมารดังนี้ฉันนั้น.

บทว่า เอตฺถ ได้แก่ในกามเหล่านั้น.

บทว่า มานสา คือ เกิดในจิต.

ในข้อนั้น พึงมีคำถามว่า อภิชฌามีลักษณะเพ่ง ปรารภกามทั้งสองอย่าง และสารัมภะมีลักษณะแข่งดีเกินกว่าเหตุ จะเกิดขึ้นก็ช่างเถิด ส่วนพยาบาทเกิดขึ้นอย่างไร?

พึงตอบว่า ย่อมเกิดขึ้นได้อย่างนี้ คือ เมื่อของเราแม้ถูกชิงไปก็เศร้าโศก แม้ขาดไปก็เศร้าโศก. แม้มีความสำคัญว่าถูกชิงไปก็เศร้าโศก ความขุ่นเคือง ความขัดแค้นของจิตเห็นปานนี้.

บทว่า เตว อริยสาวกสฺส ได้แก่ เตว อริยสาวกสฺส.

ว อักษร เป็นเพียงอาคมสนธิ (การต่อโดยลงตัวอักษร).

บทว่า อิธ มนุสิกฺขโต ความว่า กิเลสทั้ง ๓ เหล่านั้น ย่อมทำอันตรายแก่พระอริยสาวกผู้ศึกษาอยู่ในพระศาสนานี้.

บทว่า อภิภุยฺย โลกํ ได้แก่ ครอบงำโลกคือกามคุณ.

บทว่า อธิฏฺฐาย มนสา ได้แก่ อธิษฐานอารมณ์ของฌานด้วยจิต.

บทว่า อปริตฺตํ ได้แก่ กามาวจรจิตชื่อปริตตะ. มหัคคตจิตชื่อว่าอปริตตะ เพราะปฏิเสธกามาวจรจิตนั้น.

แม้คำว่า ปมาณํ ได้แก่ กามาวจรจิตนั่นเอง. รูปาวจรจิต อรูปาวจรจิต ชื่อว่าอัปปมาณ.

ก็คำว่า สุภาวิตํ นี้ ไม่ใช่ชื่อของกามาวจรจิตเป็นต้น แต่เป็นชื่อของโลกุตตรจิตเท่านั้น. เพราะฉะนั้น ด้วยอำนาจของคำว่า สุภาวิตํ นั้น

คำว่า อปริตฺตํ อปฺปมาณํ สุภาวิตํ ดังนี้ ทั้งหมด ควรเป็นชื่อของโลกุตระเท่านั้น.

บทว่า ตพฺพหุลวิหาริโน ความว่า กระทำปฏิปทานั้นนั่นแหละให้มากอยู่ด้วยการห้ามกามเสียได้.

บทว่า อายตเน จิตฺตํ ปสีทติ ได้แก่ จิตย่อมผ่องใสในเหตุ.

ก็เหตุในคำว่า อายตเน จิตฺตํ ปสีทติ นี้ คืออะไร? คือพระอรหัตหรือวิปัสสนาของพระอรหัต จตุตถฌาน หรืออุปจารของจตุตถฌาน.

ในคำว่า สมฺปสาเท สติ นี้ ความผ่องใสมี ๒ อย่าง คือความผ่องใสด้วยการน้อมใจเชื่อ และความผ่องใสด้วยการได้มา. ก็เมื่อมหาภูตรูปเป็นต้นปรากฏแก่พระโยคาวจรผู้เริ่มตั้งวิปัสสนา เพื่อพระอรหัตอยู่ มหาภูตรูปเหล่านี้ย่อมปรากฏ อุปาทายรูปย่อมปรากฏ นามรูปย่อมปรากฏโดยทำนองใด. ปัจจัยทั้งหลายย่อมปรากฏโดยประการทั้งปวง วิปัสสนาอันมีลักษณะของตนเป็นอารมณ์ย่อมปรากฏโดยทำนองนั้น. ความหวังในพระอรหัตที่ยังไม่ได้นั่นแลว่า เราจักยึดเอาพระอรหัตให้ได้ในวันนี้ ดังนั้น ย่อมตั้งอยู่ ชื่อว่าย่อมได้ความน้อมใจเชื่อ.

อีกอย่างหนึ่ง พระโยคาวจรทำตติยฌานให้เป็นบาท ทำกสิณบริกรรมเพื่อต้องการจตุตถฌาน พิจารณาเห็นการข่มนิวรณ์เป็นต้น ย่อมข่มนิวรณ์เหล่านี้ได้ โดยทำนองใดกิเลสทั้งหลายย่อมสงบ สติย่อมตั้งมั่น สังขารปรากฏชัดแจ่มแจ้ง เหมือนโลกอื่นปรากฏแก่ท่านผู้ได้ทิพยจักษุ. จิตตุปบาทย่อมตั้งมั่นด้วยอุปจารสมาธิ เหมือนติดอยู่ที่ก้อนปูนฉาบ ความหวังในฌานที่ยังไม่ได้ว่าเราจักทำจตุตถฌานให้เกิดในวันนี้แหละดังนี้ ย่อมตั้งอยู่ ชื่อว่าได้เฉพาะการน้อมใจเชื่อโดยทำนองนั้น นี้ชื่อว่าความผ่องใสด้วยการน้อมใจเชื่อ. เมื่อความผ่องใสนี้มีอยู่. ก็ท่านผู้ใดได้พระอรหัตหรือจตุตถฌาน จิตของท่านผู้นั้น ย่อมผ่องใสแท้. ก็ในที่นี้ เพราะพระบาลีว่า “จิตย่อมผ่องใสในอายตนะ” การได้วิปัสสนาเพื่อพระอรหัต และอุปจารแห่งจตุตถฌาน พึงทราบว่า ความผ่องใสด้วยการได้.

จริงอยู่ วิปัสสนาเป็นเหตุแห่งการน้อมใจเชื่อด้วยปัญญา อุปจารเป็นเหตุแห่งการถึงอาเนญชสมาบัติ. ในคำนี้ที่ว่า เข้าถึงอาเนญชสมาบัติ หรือน้อมใจเชื่อด้วยปัญญาในปัจจุบัน ดังนี้ พึงเปลี่ยนบทนี้ เสีย (บ้าง) ว่า น้อมใจเชื่อด้วยปัญญา หรือเข้าถึงอาเนญชสมาบัติในปัจจุบัน ดังนี้ แล้วพึงทราบเนื้อความ (ตามนั้น) ท่านอธิบายว่า เมื่อความผ่องใสนั้นมีอยู่ ย่อมน้อมใจเชื่อด้วยปัญญาในปัจจุบัน. อธิบายว่า ทำให้แจ้งพระอรหัต หรือว่า เมื่อยังไม่รู้แจ้งพระอรหัตนั้น ย่อมเข้าถึงอาเนญชสมาบัติ.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ปญฺญาย อธิมุจฺจติ ได้แก่ ทำอรหัตมรรคให้เกิดขึ้น. หรือว่าเมื่อยังไม่รู้แจ้งอรหัตมรรคนั้น ย่อมเข้าถึงอาเนญชสมาบัติ. เมื่อไม่อาจทำแม้อรหัตมรรคให้เกิด ย่อมทำให้แจ้งสัจจะ ๔ ในปัจจุบัน หรือว่าเมื่อยังไม่รู้แจ้งสัจจะ ๔ นั้น ย่อมเข้าถึงอาเนญชสมาบัติ.

ในข้อนั้น มีนัยดังต่อไปนี้.

ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ทำตติยฌานให้เป็นบาท ทำกสิณบริกรรมเพื่อ (จะได้) จตุตถฌาน นิวรณ์ทั้งหลายของภิกษุนั้นย่อมสงบ สติย่อมตั้งมั่น จิตย่อมตั้งมั่น โดยอุปจารสมาธิ. ภิกษุนั้นกำหนดรูปและอรูปเป็นอารมณ์ กำหนดปัจจัยเป็นอารมณ์ กำหนดวิปัสสนาอันมีลักษณะของตนเป็นอารมณ์. ภิกษุนั้นย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า ฌานของเราพึงเป็นส่วนแห่งคุณวิเศษด้วยอุปจารสมาธิ ความที่ฌานเป็นส่วนแห่งคุณวิเศษก็ช่างเถอะเราจักทำความที่ฌานอันเป็นส่วนแห่งการแทงตลอด (ตรัสรู้) ดังนี้ เจริญวิปัสสนา ย่อมทำให้แจ้งพระอรหัต. กิจของภิกษุนั้นย่อมชื่อว่าเป็นอันทำแล้ว ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้. แต่เมื่อไม่สามารถทำให้แจ้งพระอรหัต แต่นั้นก็จะมีใจท้อถอย ตั้งอยู่ในระหว่างไม่ได้ ก็เข้าจตุตถฌาน.

ถามว่า เหมือนอะไร?

ตอบว่า เหมือนบุรุษคิดว่าจักฆ่าควายป่า จึงถือหอกออกตามไป ถ้าฆ่ามันได้ก็จะป่าวร้องแก่ชาวบ้านทั้งสิ้น แต่เมื่อไม่อาจฆ่ามันได้ ก็ฆ่าเนื้อตัวเล็กๆ มีกระต่ายและเหี้ยเป็นต้นในกลางทางเต็มหาบแล้วก็กลับมาเท่านั้นฉันใดพึงทราบการที่ภิกษุนี้ทำตติยฌานให้เป็นบาท ทำบริกรรมเพื่อจตุตถฌาน เหมือนบุรุษถือหอกออกติดตามควายป่า พึงทราบการที่ภิกษุคิดว่า ฌานอันเป็นส่วนแห่งคุณวิเศษจะพึงมีแก่ผู้พิจารณาเห็นการข่มนิวรณ์เป็นต้น ความที่ฌานอันเป็นส่วนแห่งคุณวิเศษก็ช่างเถอะเราจักกระทำฌานอันเป็นส่วนแห่งการแทงตลอด (ให้ได้) ดังนี้ แล้วเจริญวิปัสสนาทำให้แจ้งพระอรหัต เหมือนการจะฆ่าควายป่า พึงทราบการที่ภิกษุเมื่อไม่สามารถทำให้แจ้งพระอรหัต แต่นั้นก็ถอยมาเข้าจตุตถฌานเหมือนบุรุษไม่สามารถฆ่าควาย ก็ฆ่าเนื้อเล็กๆ มีกระต่ายและเหี้ยเป็นต้นในกลางทางเต็มหาบแล้วจึงไปฉันนั้น. แม้ในการประกอบความแห่งการเจริญมรรคและการทำให้แจ้งสัจจะ ๔ ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงสถานที่เกิดของภิกษุผู้ไม่อาจทำให้แจ้งพระอรหัต จึงตรัสคำว่า กายสฺส เภทา ดังนี้ เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ แปลว่า เหตุใด. อธิบายว่า วิญญาณอันจะเป็นไปในภพนั้นๆ พึงมีคือเหตุเครื่องเข้าถึงความไม่หวั่นไหว มีอยู่.

ก็บทว่า ตํสํวตฺตนิกํ ในคำนี้ได้แก่ เป็นไปพร้อมเพื่อภิกษุนั้น. ภิกษุนั้นย่อมเป็นไป คือบังเกิดด้วยวิญญาณอันเป็นวิบากใด วิญญาณนั้นพึงเป็น (วิญญาณอันเข้าถึงความไม่หวั่นไหว).

บทว่า อาเนญฺชูปคตํ ความว่า พึงเป็นวิญญาณเข้าถึงสภาวะอันไม่หวั่นไหวอันเป็นกุศล. อธิบายว่า พึงเป็นเช่นนั้นทีเดียว. อาจารย์บางพวกกล่าวถึงวิญญาณที่เป็นกุศล.

บทว่า ยํ ความว่า กุศลวิญญาณใดอันเป็นไปพร้อม คือเป็นเหตุแห่งอุปบัติเพื่อภิกษุนั้น พึงเป็นวิญญาณเข้าถึงความไม่หวั่นไหววิญญาณนั้นแม้ในเวลาเป็นวิบากก็พึงมีชื่อนั้นนั่นแหละ. ก็เนื้อความนี้นั้นพึงทราบโดยนัยนี้ว่า “หากว่าบุญปรุงแต่งสังขารนั้น วิญญาณย่อมเข้าถึงบุญหากอกุศลปรุงแต่งสังขารนั้นวิญญาณย่อมเข้าถึงอกุศล หากอาเนญชะปรุงแต่งสังขารนั้นวิญญาณย่อมเข้าถึงอาเนญชะ” ดังนี้.

บทว่า อาเนญฺชสปฺปายา ความว่า เป็นสัปปายะแก่อาเนญชะคือจตุตถฌาน ก็ปฏิปทานั้นเป็นสัปปายะแก่อาเนญชะอย่างเดียวก็หาไม่ พึงทราบว่าเป็นสัปปายะและเป็นอุปการะแม้แก่พระอรหัตอันมีในเบื้องบน.

ในอาเนญชะที่หนึ่งนี้ตรัสโอสักกนา การถดถอย ด้วยอำนาจสมาบัติ.

บทว่า อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ ความว่า ถึงจตุตถฌานแล้ว ย่อมพิจารณาอย่างนี้.

จริงอยู่ ภิกษุนี้มีปัญญามากกว่าภิกษุรูปก่อน จึงพิจารณากรรมฐานรวมกัน สำหรับภิกษุแม้ ๒ รูป คือสำหรับภิกษุนั้นด้วย สำหรับตนด้วย.

บทว่า ตพฺพหุลวิหารโน ความว่า กระทำปฏิปทานั้นนั่นแหละให้มากขึ้นด้วยการห้ามรูปอยู่.

บทว่า อาเนญฺชํ สมาปชฺชติ ได้แก่ ย่อมเข้าอาเนญชสมาบัติ คืออากาสานัญจายตนะ.

คำที่เหลือเป็นเหมือนคำก่อนๆ นั่นแหละ. ก็ในที่นี้ฉันใด ในที่ทุกแห่งก็ฉันนั้น ข้าพเจ้าจักกล่าวแต่ที่แปลกกันเท่านั้น ดังนี้ ในอาเนญชะที่ ๒ นี้ ท่านกล่าวโอสักกนา การถดถอยด้วยอำนาจวิปัสสนา.

บทว่า ยงฺกิญฺจิ รูปํ ความว่า เมื่อจะทรงแสดงวิปัสสนาและมรรคจึงตรัสอย่างนี้.

บทว่า อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ ความว่า ถึงอากาสานัญจายตนะแล้ว ย่อมพิจารณาอย่างนี้.

จริงอยู่ ภิกษุรูปนี้ มีปัญญามากกว่าภิกษุ ๒ รูปข้างต้น ย่อมพิจารณากรรมฐานรวมกันสำหรับภิกษุแม้ทั้ง ๓ รูป คือสำหรับภิกษุเหล่านั้นด้วย สำหรับตนด้วย.

ก็ในคำว่า อุภยเมตํ อนิจฺจํ นี้ ตรัสว่า “ทั้งสองอย่าง” เพราะย่นส่วนหนึ่งๆ ที่ดีเข้าด้วยอำนาจภพนี้และภพกายหน้า.

บทว่า นาลํ อภินนฺทิตํ ความว่า ไม่ควรเพลิดเพลินด้วยอำนาจตัณหาและทิฏฐิ. แม้ใน ๒ บทที่เหลือก็นัยนี้แหละ.

บทว่า ตพฺพหุลวิหาริโน ความว่า ทำปฏิปทานั้นนั่นแหละให้มากด้วยการห้ามกามและห้ามรูปอยู่.

บทว่า อาเนญฺชํ สมาปชฺชติ ได้แก่ เข้าอาเนญชสมาบัติ คือวิญญาณัญจายตนะ. ในอาเนญชะที่ ๓ นี้ ตรัสโอสักกนาการถดถอยด้วยอำนาจวิปัสสนาเท่านั้น.

บทว่า อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ ความว่า ถึงวิญญาณัญจายตนฌานแล้วพิจารณาอยู่อย่างนี้. จริงอยู่ ภิกษุนี้มีปัญญามากกว่าภิกษุ ๓ รูปข้างต้น ย่อมพิจารณากรรมฐานรวมกันสำหรับภิกษุแม้ทั้ง ๔ รูป คือสำหรับภิกษุเหล่านั้นด้วย สำหรับตนด้วย.

บทว่า ยตฺเถตา อปริเสสา นิรุชฺฌนฺติ ความว่า สัญญาที่กล่าวไว้ข้างต้นเหล่านี้ ถึงอากิญจัญจายตนฌานอันใดแล้ว ย่อมดับไป.

บทว่า เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํ ความว่า อากิญจัญญายตนฌานนั้น ชื่อว่าสงบ เพราะสงบโดยองค์และสงบโดยอารมณ์ ชื่อว่าประณีต เพราะอรรถว่าไม่เดือดร้อน.

บทว่า ตพฺพหุลวิหาริโน ความว่า ผู้กระทำปฏิปทานั้นนั่นแหละให้มาก ด้วยการห้ามสัญญาเหล่านั้นอยู่. ในอากิญจัญญายตนฌานที่ ๑ นี้ ตรัสโอสักกนา ด้วยอำนาจสมาธิ.

บทว่า อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ ความว่า ถึงวิญญาณัญจายตนฌานนั่นแล พิจารณาอยู่อย่างนั้น. ภิกษุนี้มีปัญญามากกว่าภิกษุ ๔ รูปข้างต้น จึงพิจารณากรรมฐานรวมกันสำหรับภิกษุทั้ง ๕ รูป คือสำหรับภิกษุเหล่านั้นด้วย สำหรับตนด้วย.

บทว่า อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา ความว่า สูญ คือว่างเปล่าจากสิ่งที่จะพึงถือเอาว่า เรา ของเรา. ในที่นี้ทรงแสดงสุญญตาไว้ ๒ เงื่อนอย่างนี้.

บทว่า ตพฺพหุลวิหาริโน ความว่า ผู้กระทำปฏิปทาที่กล่าวไว้ข้างต้น และปฏิปทาคือสุญญตานี้ให้มากอยู่. ในอากิญจัญญายตนฌานที่ ๒ นี้ ตรัสโอสักกนาด้วยอำนาจวิปัสสนา.

บทว่า อิติ ปฏิสญฺจิกขติ ความว่า ถึงวิญญาณัญจายตนะแล้วพิจารณาอย่างนี้. ก็ภิกษุนี้มีปัญญามากกว่าภิกษุ ๕ รูปข้างต้น จึงพิจารณากรรมฐานรวมกันสำหรับภิกษุทั้ง ๖ รูป คือสำหรับภิกษุเหล่านั้นด้วย สำหรับตนด้วย. ก็ในคำนี้ที่ว่า เราไม่มีในที่ไหนๆ สิ่งน้อยหนึ่งของใครๆ หามีใน (เรานั้น) ไม่ และสิ่งน้อยหนึ่งของเราก็หามีในที่ไหนๆ ไม่ ในใครๆ ย่อมไม่มีสิ่งน้อยหนึ่งเลย ดังนี้ ตรัสสุญญตาอันมี ๔ เงื่อน.

ตรัสไว้อย่างไร?

(ตรัสไว้ว่า) อันภิกษุนี้ย่อมไม่เห็นตน ในที่ไหนๆ ว่า เราไม่มีในที่ไหนๆ. ย่อมไม่เห็นตนของตนที่จะพึงน้อมเข้าไป ในภาวะน้อยหนึ่งของคนอื่นไรๆ ว่า สิ่งน้อยหนึ่งของใครๆ หามีในอะไรๆ (เรานั้น) ไม่.

อธิบายว่า ย่อมไม่เห็นพี่น้องชายว่า ควรสำคัญน้อมเข้ามาในฐานะพี่น้องชายของตน สหายในฐานะสหาย หรือบริขารในฐานะบริขารของตน.

ในคำว่า และสิ่งน้อยหนึ่งของเราก็หามีในที่ไหนๆ ไม่ นี้งด มม ศัพท์ไว้ก่อนจะมีใจความว่า ย่อมไม่เห็นตนของคนอื่นในที่ไหนๆ ในที่นี้นำเอา มม ศัพท์มาใส่เป็นรูป มม กิสฺมิญฺจิ กิญฺจนํ นตฺถิ ความว่า ภิกษุนั้นย่อมไม่เห็นว่า ตนของคนอื่นมีอยู่ในภาวะน้อยหนึ่งไรๆ ของเรา.

อธิบายว่า ย่อมไม่เห็นตนของคนอื่นที่จะพึงน้อมเข้ามาด้วยภาวะน้อยหนึ่งนี้ในฐานะไรๆ ว่า พี่น้องชายในฐานะพี่น้องชายของตน สหายในฐานะสหายหรือบริขารในฐานะบริขาร. ด้วยประการอย่างนี้ ภิกษุนี้ เหตุที่ไม่เห็นตนในอะไรๆ ไม่เห็นตนนั้นว่า จะพึงนำเข้าไปในภาวะน้อยหนึ่งของคนอื่น ไม่เห็นตนของคนอื่น และไม่เห็นตนของคนอื่นที่จะพึงนำเข้ามาโดยภาวะน้อยหนึ่งของตน เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า สุญญตานี้มี ๔ เงื่อน.

บทว่า ตพฺพหุลวิหาริโน ความว่า กระทำปฏิปทาที่กล่าวแล้วในหนหลัง และสุญญตา ๔ เงื่อนนี้ให้มากอยู่. แม้ในอากิญจัญญายตนฌานที่ ๓ นี้ ก็ตรัสโอสักกนาด้วยอำนาจวิปัสสนานั้นเอง

บทว่า อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ ความว่า ถึงอากิญจัญญายตนฌานแล้วพิจารณาอยู่อย่างนี้. ก็ภิกษุนี้มีปัญญามากกว่าภิกษุ ๖ รูปข้างต้น จึงพิจารณากรรมฐานรวมกันสำหรับภิกษุแม้ทั้ง ๗ รูป คือสำหรับภิกษุเหล่านั้นด้วย สำหรับตนด้วย.

บทว่า ยตฺเถตา อปริเสสา นิรุชฺฌนฺติ ความว่า สัญญาทั้งปวงซึ่งกล่าวแล้วในหนหลังเหล่านี้ ถึงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานใดแล้ว ย่อมดับไปในที่นี้.

บทว่า ตพฺพหุลวิหาริโน ความว่า ผู้กระทำปฏิปทานั้นนั่นแหละให้มากด้วยการห้ามสัญญาเหล่านั้นอยู่ ในเนวสัญญานาสัญญายตนฌานนี้ ตรัสโอสักกนาด้วยอำนาจสมาธิ.

บทว่า โน จสฺส โน จ เม สิยา ความว่า ถ้ากรรมวัฏ ๕ อย่างในกาลก่อนจะไม่พึงประมวลเข้ามาแก่เราไซร้ วิปากวัฏ ๕ อย่างในปัจจุบันนี้ของเรานั้น ก็จะไม่พึงมี คือไม่พึงเป็นไปแก่เรา.

บทว่า น เม ภวิสฺสติ ความว่า ถ้ากรรมฐาน ๕ อย่างในปัจจุบัน จักไม่ประมวลกันมาไซร้ เมื่อกรรมฐานนั้นไม่มี วิปากวัฏ ๕ อย่างจักไม่มีแก่เราในอนาคต.

บทว่า ยทตฺถิ ยํ ภูตํ ตํ ปชหามิ ความว่า ขันธปัญจกอันใดที่กำลังมีอยู่ มีมาแล้ว เราละขันธปัญจกนั้นที่มีในบัดนี้เสีย.

บทว่า เอวํ อุเปกขํ ปฏิลภติ ความว่า ภิกษุนั้นย่อมได้อุเบกขาในวิปัสสนาอย่างนี้.

บทว่า ปรินิพฺพาเยยฺย นุ โข โส ภนฺเต ภิกฺขุ น วา ปรินิพฺพาเยยฺย ความว่า ย่อมถามว่า ข้าพระองค์ย่อมถามอย่างไร คือย่อมถามว่า ตรัสพระอรหัตบ้าง โอสักกนาบ้าง ปฏิปทาบ้าง ปฏิสนธิบ้าง สำหรับผู้กระทำตติยฌานให้เป็นบาทแล้วดำรงอยู่ ก็เหมือนกัน (แต่) ไม่ตรัสอะไรๆ สำหรับผู้กระทำเนวสัญญานาสัญญายตนฌานให้เป็นบาทแล้วดำรงอยู่ ข้าพระองค์ขอถามข้อนั้น.

บทว่า อเปตฺถ ตัดบทเป็น อปิ เอตฺถ.

บทว่า โส ตํ อุเปกฺขํ อภินนฺทติ ความว่า ภิกษุนั้นย่อมเพลิดเพลินซึ่งอุเบกขา คือวิปัสสนานั้นด้วยความเพลิดเพลินด้วยตัณหาและทิฏฐิ. แม้ใน ๒ บทที่เหลือก็มีนัยนี้แหละ.

บทว่า ตนฺนิสฺสิตํ โหติ วิญฺญาณํ ความว่า ย่อมอาศัยวิปัสสนานั้น. บทว่า ตทุปาทานํ ความว่า วิญญาณนั้น ชื่อว่าถือเอาด้วยการยึดมั่นวิปัสสนานั้น. บทว่า สอุปาทาโน ได้แก่ มีการยึดถือ. บทว่า น ปรินิพฺพายติ ความว่า ภิกษุผู้มีอาลัยในวิปัสสนา ย่อมไม่ปรินิพพานในศาสนาของเรา. ท่านแสดงว่า ก็ภิกษุใดมีอาลัยในวิหาร บริเวณและอุปัฏฐาก เป็นต้น ข้อที่จะพึงกล่าวในภิกษุนั้นย่อมไม่มี. บทว่า กหํ ปน คือ ในที่ไหนเล่า. บทว่า อุปาทิยมาโน อุปาทิยติ ได้แก่ ย่อมถือเอาปฏิสนธิ. บทว่า อุปาทานเสฏฺฐํ กิร โส ภนฺเต ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ได้ยินว่าภิกษุนั้นย่อมยึดถือเอาที่ที่จะพึงถือเอา อันประเสริฐสุด คือเป็นภพอันสูงสุด. อธิบายว่า ย่อมยึดถือปฏิสนธิในภพอันประเสริฐที่สุด. ตรัสปฏิสนธิของภิกษุนั้นด้วยคำนี้.

บัดนี้ เพื่อจะตรัสพระอรหัตของภิกษุนี้ จึงตรัสว่า อิธานนฺท ดังนี้เป็นต้น. บทว่า นิสฺสาย ได้แก่ อาศัยสมาบัตินั้น.

บทว่า โอฆสฺส นิตฺถรณา อกฺขาตา ท่านกล่าวว่า ตรัสการข้ามโอฆะคือตรัสการข้ามโอฆะสำหรับภิกษุผู้ทำตติยฌานให้เป็นบาทแล้วดำรงอยู่ ตรัสการข้ามโอฆะสำหรับภิกษุผู้ทำเนวสัญญานาสัญญายตนฌานให้เป็นบาทแล้วดำรงอยู่.

บทว่า กตโม ปน ภนฺเต อริโย วิโมกฺโข ความว่า พระอานนท์ทูลถามอะไรในอธิการนี้. พระอานนท์ทูลถามว่า ภิกษุทำสมาบัติให้เป็นปทัฏฐานก่อน แล้วเจริญวิปัสสนาได้บรรลุพระอรหัตย่อมไม่ลำบาก เหมือนบุคคลอาศัยเรือหรือแพเป็นต้น ข้ามห้วงน้ำใหญ่ก็ไปถึงฝั่งได้ฉะนั้น ส่วนพระสุกขวิปัสสกผู้เจริญวิปัสสนาล้วนๆ พิจารณาปกิณณกสังขาร แล้วได้บรรลุพระอรหัต ย่อมลำบาก เหมือนบุคคลฟันฝ่ากระแสน้ำด้วยกำลังแขนไปถึงฝั่งฉะนั้น ข้าพระองค์ขอทูล พระอรหัตของพระสุกขวิปัสสกนี้ด้วยประการดังกล่าว.

บทว่า อริยสาวโก ได้แก่ พระอริยสาวกผู้เป็นสุกขวิปัสสก.

จริงอยู่ พระสุกขวิปัสสกนี้ มีปัญญามากกว่าภิกษุทั้ง ๘ รูปข้างต้น ย่อมพิจารณากรรมฐานรวมกัน สำหรับภิกษุแม้ทั้ง ๙ รูป คือสำหรับภิกษุเหล่านั้นด้วย สำหรับตนด้วย.

บทว่า เอส สกฺกาโย ยาวตา สกฺกาโย ความว่า ย่อมพิจารณาเห็นว่า ชื่อว่าสักกายะ กล่าวคือวัฏฏะอันเป็นไปในภูมิ ๓ มีอยู่ประมาณเท่าใด สักกายะแม้ทั้งหมดก็มีเท่านี้เท่านั้น สักกายะที่ยิ่งไปกว่านั้นย่อมไม่มี.

บทว่า เอตํ อมตํ ยทิทํ อนุปาทา จิตฺตสฺส วิโมกฺโข ความว่า ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ชื่อว่าความหลุดพ้นแห่งจิตเพราะความไม่ถือมั่น เป็นอมตะ ไม่ตาย เป็นสันตะ สงบ เป็นปณีตะ ประณีต. ก็ในที่อื่น ท่านเรียกพระนิพพานว่า ความหลุดพ้นแห่งจิต เพราะไม่ถือมั่น. แต่ในพระสูตรนี้ ตรัสพระอรหัตของพระสุกขวิปัสสก.

คำที่เหลือในที่ทุกแห่งง่ายทั้งนั้น.

ก็ในพระสูตรนี้ ทั้งหมดพึงทราบว่า ตรัสโอสักกนาในฐานะ ๗ อย่าง ตรัสปฏิสนธิในฐานะ ๘ อย่าง ตรัสพระอรหัตในฐานะ ๙ อย่าง.

ตรัสอย่างไร?

ตรัสโอสักกนา สำหรับภิกษุผู้ทำตติยฌานให้เป็นบาทตั้งอยู่ก่อน (ต่อไป) ตรัสปฏิสนธิ ตรัสพระอรหัต สำหรับภิกษุผู้ทำจตุตถฌาน (และ) อากาสานัญจายตนฌานให้เป็นบาทตั้งอยู่ก็เหมือนกัน (คือตรัสโอสักกนา ตรัสปฏิสนธิและตรัสพระอรหัต). ส่วนสำหรับพระภิกษุ ๓ รูป ผู้ทำวิญญาณัญจายตนฌานให้เป็นบาทตั้งอยู่ ตรัสโอสักกนา ตรัสปฏิสนธิ ตรัสพระอรหัต. สำหรับภิกษุผู้ทำอากิญจัญญายตนฌานให้เป็นบาทตั้งอยู่ก็เหมือนกัน. ส่วนสำหรับภิกษุผู้ทำเนวสัญญานาสัญญายตนฌานให้เป็นบาทตั้งอยู่ ไม่มีโอสักกนา แต่ตรัสปฏิสนธิและพระอรหัต. สำหรับพระสุกขวิปัสสก ตรัสเฉพาะพระอรหัตเท่านั้นด้วยประการดังกล่าวมานี้ พึงทราบว่า ตรัสโอสักกนาในฐานะ ๗ อย่าง ตรัสปฏิสนธิในฐานะ ๘ อย่าง ตรัสพระอรหัตในฐานะ ๙ อย่าง. ก็อาเนญชสัปปายสูตรนี้ ตรัสรวมเอาโอสักกนาในฐานะ ๗ อย่าง ปฏิสนธิในฐานะ ๘ อย่าง พระอรหัตในฐานะ ๙ อย่าง ย่อมชื่อว่าเป็นอันตรัสดีแล้วแล.

จบอรรถกถาอาเนญชสัปปายสูตรที่ ๖ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา