๗. สฬายตนวิภังคสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สฬายตนวิภงฺคสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ ๗. สฬายตนวิภังคสูตร (๑๓๗)
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ภิกฺขโวติ ฯ ภทนฺเตติ เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ ภควา เอตทโวจ สฬายตนวิภงฺคํ โว ภิกฺขเว เทสิสฺสามิ ตํ สุณาถ สาธุกํ มนสิกโรถ ภาสิสฺสามีติ ฯ เอวมฺภนฺเตติ โข เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว พระผู้มี-*พระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงสฬายตนวิภังค์แก่เธอทั้งหลาย พวกเธอจงฟังสฬายตนวิภังค์นั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวต่อไป ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า ชอบแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ฯ
ภควา เอตทโวจ ฉ อชฺฌตฺติกานิ อายตนานิ เวทิตพฺพานิ ฉ พาหิรานิ อายตนานิ เวทิตพฺพานิ ฉ วิญฺญาณกายา เวทิตพฺพา ฉ ผสฺสกายา เวทิตพฺพา อฏฺฐารส มโนปวิจารา เวทิตพฺพา ฉตฺตึส สตฺตปทา เวทิตพฺพา ตตฺรีทํ นิสฺสาย อิทํ ปชหถ ตโย สติปฏฺฐานา ยทริโย เสวติ ยทริโย เสวมาโน สตฺถา คณมนุสาสิตุมรหติ โส วุจฺจติ โยคฺคาจริยานํ อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถีติ อยมุทฺเทโส สฬายตนวิภงฺคสฺส ฯ
พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า พวกเธอพึงทราบอายตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖ หมวดวิญญาณ ๖ หมวดผัสสะ ๖ ความนึกหน่วงของใจ ๑๘ ทางดำเนินของสัตว์ ๓๖ ใน ๓๖ นั้น พวกเธอจงอาศัยทางดำเนินของสัตว์นี้ ละทางดำเนินของสัตว์นี้ และพึงทราบการตั้งสติ ๓ ประการที่พระอริยะเสพ ซึ่งเมื่อเสพชื่อว่า เป็นศาสดาควรเพื่อสั่งสอนหมู่ อันเราเรียกว่าสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ยอดเยี่ยมกว่าอาจารย์ผู้ฝึกทั้งหลาย นี้เป็นอุเทศแห่งสฬายตนวิภังค์ ฯ
ฉ อชฺฌตฺติกานิ อายตนานิ เวทิตพฺพานีติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ ฯ กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ จกฺขฺวายตนํ โสตายตนํ ฆานายตนํ ชิวฺหายตนํ กายายตนํ มนายตนํ ฯ ฉ อชฺฌตฺติกานิ อายตนานิ เวทิตพฺพานีติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ
ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า พึงทราบอายตนะภายใน ๖ นั่น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ได้แก่อายตนะคือจักษุ อายตนะคือโสต อายตนะคือฆานะอายตนะคือชิวหา อายตนะคือกาย อายตนะคือมโน ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า พึงทราบอายตนะภายใน ๖ นั่น เราอาศัยอายตนะดังนี้ กล่าวแล้ว ฯ
ฉ พาหิรานิ อายตนานิ เวทิตพฺพานีติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ ฯ กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ รูปายตนํ สทฺทายตนํ คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ ธมฺมายตนํ ฯ ฉ พาหิรานิ อายตนานิ เวทิตพฺพานีติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ
ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า พึงทราบอายตนะภายนอก ๖ นั่น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ได้แก่อายตนะคือรูป อายตนะคือเสียง อายตนะคือกลิ่นอายตนะคือรส อายตนะคือโผฏฐัพพะ อายตนะคือธรรมารมณ์ ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่าพึงทราบอายตนะภายนอก ๖ นั่น เราอาศัยอายตนะดังนี้ กล่าวแล้ว ฯ
ฉ วิญฺญาณกายา เวทิตพฺพาติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ ฯ กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ จกฺขุวิญฺญาณํ โสตวิญฺญาณํ ฆานวิญฺญาณํ ชิวฺหาวิญฺญาณํ กายวิญฺญาณํ มโนวิญฺญาณํ ฯ ฉ วิญฺญาณกายา เวทิตพฺพาติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ
ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า พึงทราบหมวดวิญญาณ ๖ นั่น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ได้แก่จักษุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณกายวิญญาณ มโนวิญญาณ ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า พึงทราบหมวดวิญญาณ ๖ นั่นเราอาศัยวิญญาณดังนี้ กล่าวแล้ว ฯ
ฉ ผสฺสกายา เวทิตพฺพาติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ ฯ กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ จกฺขุสมฺผสฺโส โสตสมฺผสฺโส ฆานสมฺผสฺโส ชิวฺหาสมฺผสฺโส กายสมฺผสฺโส มโนสมฺผสฺโส ฯ ฉ ผสฺสกายา เวทิตพฺพาติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ
ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า พึงทราบหมวดผัสสะ ๖ นั่น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ได้แก่จักษุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัสมโนสัมผัส ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า พึงทราบหมวดผัสสะ ๖ นั่น เราอาศัยสัมผัสดังนี้กล่าวแล้ว ฯ
อฏฺฐารส มโนปวิจารา เวทิตพฺพาติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ ฯ กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา โสมนสฺสฏฺฐานียํ รูปํ อุปวิจรติ โทมนสฺสฏฺฐานียํ รูปํ อุปวิจรติ อุเปกฺขฏฺฐานียํ รูปํ อุปวิจรติ ฯ โสเตน สทฺทํ สุตฺวา ... ฆาเนน คนฺธํ ฆายิตฺวา ... ชิวฺหาย รสํ สายิตฺวา ... กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ผุสิตฺวา ... มนสา ธมฺมํ วิญฺญาย โสมนสฺสฏฺฐานียํ ธมฺมํ อุปวิจรติ โทมนสฺสฏฺฐานียํ ธมฺมํ อุปวิจรติ อุเปกฺขฏฺฐานียํ ธมฺมํ อุปวิจรติ ฯ อิติ ฉ โสมนสฺสูปวิจารา ฉ โทมนสฺสูปวิจารา ฉ อุเปกฺขูปวิจารา ฯ อฏฺฐารส มโนปวิจารา เวทิตพฺพาติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ
ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า พึงทราบความนึกหน่วงของใจ ๑๘ นั่นเราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว คือ เพราะเห็นรูปด้วยจักษุ ใจย่อมนึกหน่วงรูปเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส นึกหน่วงรูปเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส นึกหน่วงรูปเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา เพราะฟังเสียงด้วยโสต ... เพราะดมกลิ่นด้วยฆานะ ... เพราะลิ้มรสด้วยชิวหา ... เพราะถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ... เพราะรู้ธรรมารมณ์ด้วยมโน ใจย่อมนึกหน่วงธรรมารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส นึกหน่วงธรรมารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส นึกหน่วงธรรมารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา ฉะนี้ เป็นความนึกหน่วงฝ่ายโสมนัส ๖ ฝ่ายโทมนัส ๖ ฝ่ายอุเบกขา ๖ ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า พึงทราบความนึกหน่วงของใจ ๑๘ นั่น เราอาศัยความนึกหน่วงดังนี้ กล่าวแล้ว ฯ
ฉตฺตึส สตฺตปทา เวทิตพฺพาติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ ฯ กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ ฉ เคหสิตานิ โสมนสฺสานิ ฉ เนกฺขมฺมสิตานิ โสมนสฺสานิ ฉ เคหสิตานิ โทมนสฺสานิ ฉ เนกฺขมฺมสิตานิ โทมนสฺสานิ ฉ เคหสิตา อุเปกฺขา ฉ เนกฺขมฺมสิตา อุเปกฺขา ฯ
ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า พึงทราบทางดำเนินของสัตว์ ๓๖ นั่นเราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว คือ โสมนัสอาศัยเรือน ๖ โสมนัสอาศัยเนกขัมมะ ๖โทมนัสอาศัยเรือน ๖ โทมนัสอาศัยเนกขัมมะ ๖ อุเบกขาอาศัยเรือน ๖ อุเบกขาอาศัยเนกขัมมะ ๖ ฯ
ตตฺถ กตมานิ ฉ เคหสิตานิ โสมนสฺสานิ ฯ จกฺขุวิญฺเญยฺยานํ รูปานํ อิฏฺฐานํ กนฺตานํ มนาปานํ มโนรมานํ โลกามิสปฏิสํยุตฺตานํ ปฏิลาภํ วา ปฏิลาภโต สมนุปสฺสโต ปุพฺเพ วา ปฏิลทฺธปุพฺพํ อตีตํ นิรุทฺธํ วิปริณตํ สมนุสฺสรโต อุปฺปชฺชติ โสมนสฺสํ ยํ เอวรูปํ โสมนสฺสํ อิทํ วุจฺจติ เคหสิตํ โสมนสฺสํ ฯ โสตวิญฺเญยฺยานํ สทฺทานํ ... ฆานวิญฺเญยฺยานํ คนฺธานํ ... ชิวฺหา- วิญฺเญยฺยานํ รสานํ ... กายวิญฺเญยฺยานํ โผฏฺฐพฺพานํ ... มโน- วิญฺเญยฺยานํ ธมฺมานํ อิฏฺฐานํ กนฺตานํ มนาปานํ มโนรมานํ โลกามิสปฏิสํยุตฺตานํ ปฏิลาภํ วา ปฏิลาภโต สมนุปสฺสโต ปุพฺเพ วา ปฏิลทฺธปุพฺพํ อตีตํ นิรุทฺธํ วิปริณตํ สมนุสฺสรโต อุปฺปชฺชติ โสมนสฺสํ ยํ เอวรูปํ โสมนสฺสํ อิทํ วุจฺจติ เคหสิตํ โสมนสฺสํ ฯ อิมานิ ฉ เคหสิตานิ โสมนสฺสานิ ฯ
ใน ๓๖ ประการนั้น โสมนัสอาศัยเรือน ๖ เป็นไฉน คือ บุคคลเมื่อเล็งเห็นการได้เฉพาะซึ่งรูปที่รู้ได้ด้วยจักษุ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจเป็นที่รื่นรมย์แห่งใจ ประกอบด้วยโลกามิส โดยเป็นของอันตนได้เฉพาะ หรือหวนระลึกถึงรูปที่เคยได้เฉพาะในก่อน อันล่วงไปแล้ว ดับไปแล้ว แปรปรวนไปแล้ว ย่อมเกิดโสมนัสขึ้น โสมนัสเช่นนี้นี่เราเรียกว่า โสมนัสอาศัยเรือน บุคคลเมื่อเล็งเห็นการได้เฉพาะซึ่งเสียงที่รู้ได้ด้วยโสต ... บุคคลเมื่อเล็งเห็นการได้เฉพาะซึ่งกลิ่นที่รู้ได้ด้วยฆานะ ... บุคคลเมื่อเล็งเห็นการได้เฉพาะซึ่งรสที่รู้ได้ด้วยชิวหา ... บุคคลเมื่อเล็งเห็นการได้เฉพาะซึ่งโผฏฐัพพะที่รู้ได้ด้วยกาย ... บุคคลเมื่อเล็งเห็นการได้เฉพาะซึ่งธรรมารมณ์ที่รู้ได้ด้วยมโน อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ เป็นที่รื่นรมย์แห่งใจ ประกอบด้วยโลกามิสโดยเป็นของอันตนได้เฉพาะ หรือหวนระลึกถึงธรรมารมณ์ที่เคยได้เฉพาะในก่อนอันล่วงไปแล้ว ดับไปแล้ว แปรปรวนไปแล้ว ย่อมเกิดโสมนัสขึ้น โสมนัสเช่นนี้นี่เราเรียกว่า โสมนัสอาศัยเรือน เหล่านี้โสมนัสอาศัยเรือน ๖ ฯ
ตตฺถ กตมานิ ฉ เนกฺขมฺมสิตานิ โสมนสฺสานิ ฯ รูปานํ เตฺวว อนิจฺจตํ วิทิตฺวา วิปริณามวิราคนิโรธํ ปุพฺเพ เจว รูปา เอตรหิ จ สพฺเพ เต รูปา อนิจฺจา ทุกฺขา วิปริณามธมฺมาติ เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสโต อุปฺปชฺชติ โสมนสฺสํ ยํ เอวรูปํ โสมนสฺสํ อิทํ วุจฺจติ เนกฺขมฺมสิตํ โสมนสฺสํ ฯ สทฺทานํ เตฺวว ฯเปฯ คนฺธานํ เตฺวว ... รสานํ เตฺวว ... โผฏฺฐพฺพานํ เตฺวว ... ธมฺมานํ เตฺวว อนิจฺจตํ วิทิตฺวา วิปริณามวิราคนิโรธํ ปุพฺเพ เจว ธมฺมา เอตรหิ จ สพฺเพ เต ธมฺมา อนิจฺจา ทุกฺขา วิปริณามธมฺมาติ เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสโต อุปฺปชฺชติ โสมนสฺสํ ยํ เอวรูปํ โสมนสฺสํ อิทํ วุจฺจติ เนกฺขมฺมสิตํ โสมนสฺสํ ฯ อิมานิ ฉ เนกฺขมฺมสิตานิ โสมนสฺสานิ ฯ
ใน ๓๖ ประการนั้น โสมนัสอาศัยเนกขัมมะ ๖ เป็นไฉน คือ บุคคลเมื่อทราบความไม่เที่ยง ความแปรปรวน ความคลาย และความดับของรูปทั้งหลายนั่นแล แล้วเห็นด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า รูปในก่อนและในบัดนี้ทั้งหมดนั้น ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ย่อมเกิดโสมนัสขึ้น โสมนัสเช่นนี้นี่เราเรียกว่า โสมนัสอาศัยเนกขัมมะ ฯ บุคคลเมื่อทราบความไม่เที่ยง ความแปรปรวน ความคลาย และความดับของเสียงทั้งหลายนั่นแล ... บุคคลเมื่อทราบความไม่เที่ยง ความแปรปรวน ความคลาย และความดับของกลิ่นทั้งหลายนั่นแล ... บุคคลเมื่อทราบความไม่เที่ยง ความแปรปรวน ความคลาย และความดับของรสทั้งหลายนั่นแล ... บุคคลเมื่อทราบความไม่เที่ยง ความแปรปรวน ความคลาย และความดับของโผฏฐัพพะทั้งหลายนั่นแล ... บุคคลเมื่อทราบความไม่เที่ยง ความแปรปรวน ความคลาย และความดับของธรรมารมณ์ทั้งหลายนั่นแล แล้วเห็นด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่าธรรมารมณ์ในก่อนและในบัดนี้ทั้งหมดนั้น ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ย่อมเกิดโสมนัสขึ้น โสมนัสเช่นนี้นี่เราเรียกว่า โสมนัสอาศัยเนกขัมมะ เหล่านี้โสมนัสอาศัยเนกขัมมะ ๖ ฯ
ตตฺถ กตมานิ ฉ เคหสิตานิ โทมนสฺสานิ ฯ จกฺขุวิญฺเญยฺยานํ รูปานํ อิฏฺฐานํ กนฺตานํ มนาปานํ มโนรมานํ โลกามิสปฏิสํยุตฺตานํ อปฺปฏิลาภํ วา อปฺปฏิลาภโต สมนุปสฺสโต ปุพฺเพ วา อปฺปฏิลทฺธปุพฺพํ อตีตํ นิรุทฺธํ วิปริณตํ สมนุสฺสรโต อุปฺปชฺชติ โทมนสฺสํ ยํ เอวรูปํ โทมนสฺสํ อิทํ วุจฺจติ เคหสิตํ โทมนสฺสํ ฯ โสตวิญฺเญยฺยานํ สทฺทานํ ... ฆานวิญฺเญยฺยานํ คนฺธานํ ... ชิวฺหา- วิญฺเญยฺยานํ รสานํ ... กายวิญฺเญยฺยานํ โผฏฺฐพฺพานํ ... มโน- วิญฺเญยฺยานํ ธมฺมานํ อิฏฺฐานํ กนฺตานํ มนาปานํ มโนรมานํ โลกามิสปฏิสํยุตฺตานํ อปฺปฏิลาภํ วา อปฺปฏิลาภโต สมนุปสฺสโต ปุพฺเพ วา อปฺปฏิลทฺธปุพฺพํ อตีตํ นิรุทฺธํ วิปริณตํ สมนุสฺสรโต อุปฺปชฺชติ โทมนสฺสํ ยํ เอวรูปํ โทมนสฺสํ อิทํ วุจฺจติ เคหสิตํ โทมนสฺสํ ฯ อิมานิ ฉ เคหสิตานิ โทมนสฺสานิ ฯ
ใน ๓๖ ประการนั้น โทมนัสอาศัยเรือน ๖ เป็นไฉน คือ บุคคลเมื่อเล็งเห็นความไม่ได้เฉพาะซึ่งรูปที่รู้ได้ด้วยจักษุ อันน่าปรารถนา น่าใคร่น่าชอบใจ เป็นที่รื่นรมย์แห่งใจ ประกอบด้วยโลกามิส โดยเป็นของอันตนไม่ได้เฉพาะ หรือหวนระลึกถึงรูปที่ไม่เคยได้เฉพาะในก่อน อันล่วงไปแล้ว ดับไปแล้วแปรปรวนไปแล้ว ย่อมเกิดโทมนัส โทมนัสเช่นนี้นี่เราเรียกว่า โทมนัสอาศัยเรือน บุคคลเมื่อเล็งเห็นความไม่ได้เฉพาะซึ่งเสียง ... บุคคลเมื่อเล็งเห็นความไม่ได้เฉพาะซึ่งกลิ่น ... บุคคลเมื่อเล็งเห็นความไม่ได้เฉพาะซึ่งรส ... บุคคลเมื่อเล็งเห็นความไม่ได้เฉพาะซึ่งโผฏฐัพพะ ... บุคคลเมื่อเล็งเห็นความไม่ได้เฉพาะซึ่งธรรมารมณ์ที่รู้ได้ด้วยมโน อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ เป็นที่รื่นรมย์แห่งใจ ประกอบด้วยโลกามิส โดยเป็นของอันตนไม่ได้เฉพาะ หรือหวนระลึกถึงธรรมารมณ์ที่ไม่เคยได้เฉพาะในก่อนอันล่วงไปแล้ว ดับไปแล้ว แปรปรวนไปแล้ว ย่อมเกิดโทมนัส โทมนัสเช่นนี้นี่เราเรียกว่า โทมนัสอาศัยเรือน เหล่านี้โทมนัสอาศัยเรือน ๖ ฯ
ตตฺถ กตมานิ ฉ เนกฺขมฺมสิตานิ โทมนสฺสานิ ฯ รูปานํ เตฺวว อนิจฺจตํ วิทิตฺวา วิปริณามวิราคนิโรธํ ปุพฺเพ เจว รูปา เอตรหิ จ สพฺเพ เต รูปา อนิจฺจา ทุกฺขา วิปริณามธมฺมาติ เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทิสฺวา อนุตฺตเรสุ วิโมกฺเขสุ ปิหํ อุปฏฺฐาเปติ กทาสฺสุ นามหํ ตทายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหริสฺสามิ ยทริยา เอตรหิ อายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรนฺตีติ อิติ อนุตฺตเรสุ วิโมกฺเขสุ ปิหํ อุปฏฺฐาปยโต อุปฺปชฺชติ ปิหปจฺจยา โทมนสฺสํ ยํ เอวรูปํ โทมนสฺสํ อิทํ วุจฺจติ เนกฺขมฺมสิตํ โทมนสฺสํ ฯ สทฺทานํ เตฺวว ... รสานํ เตฺวว ... โผฏฺฐพฺพานํ เตฺวว ... ธมฺมานํ เตฺวว อนิจฺจตํ วิทิตฺวา วิปริณาม วิราค นิโรธํ ปุพฺเพ เจว ธมฺมา เอตรหิ จ สพฺเพ เต ธมฺมา อนิจฺจา ทุกฺขา วิปริณามธมฺมาติ เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทิสฺวา อนุตฺตเรสุ วิโมกฺเขสุ ปิหํ อุปฏฺฐาเปติ กทาสฺสุ นามหํ ตทายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหริสฺสามิ ยทริยา เอตรหิ อายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรนฺตีติ อิติ อนุตฺตเรสุ วิโมกฺเขสุ ปิหํ อุปฏฺฐาปยโต อุปฺปชฺชติ ปิหปจฺจยา โทมนสฺสํ ยํ เอวรูปํ โทมนสฺสํ อิทํ วุจฺจติ เนกฺขมฺมสิตํ โทมนสฺสํ ฯ อิมานิ ฉ เนกฺขมฺมสิตานิ โทมนสฺสานิ ฯ
ใน ๓๖ ประการนั้น โทมนัสอาศัยเนกขัมมะ ๖ เป็นไฉน คือ บุคคลทราบความไม่เที่ยง ความแปรปรวน ความคลาย และความดับของรูปทั้งหลายนั่นแล แล้วเห็นด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า รูปในก่อนและในบัดนี้ ทั้งหมดนั้น ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดาแล้วย่อมเข้าไปตั้งความปรารถนาในอนุตตรวิโมกข์ เมื่อเข้าไปตั้งความปรารถนาในอนุตตรวิโมกข์ดังนี้ว่า เมื่อไร ตัวเราจึงจักบรรลุอายตนะที่พระอริยะทั้งหลายได้บรรลุอยู่ในบัดนี้เล่า ย่อมเกิดโทมนัสเพราะความปรารถนาเป็นปัจจัยขึ้น โทมนัสเช่นนี้นี่เราเรียกว่า โทมนัสอาศัยเนกขัมมะ บุคคลทราบความไม่เที่ยง ความแปรปรวน ความคลาย และความดับของเสียงทั้งหลายนั่นแล ... บุคคลทราบความไม่เที่ยง ความแปรปรวน ความคลาย และความดับของกลิ่นทั้งหลายนั่นแล ... บุคคลทราบความไม่เที่ยง ความแปรปรวน ความคลาย และความดับของรสทั้งหลายนั่นแล ... บุคคลทราบความไม่เที่ยง ความแปรปรวน ความคลาย และความดับของโผฏฐัพพะทั้งหลายนั่นแล ... บุคคลทราบความไม่เที่ยง ความแปรปรวน ความคลาย และความดับของธรรมารมณ์ทั้งหลายนั่นแล แล้วเห็นด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่าธรรมารมณ์ในก่อนและในบัดนี้ ทั้งหมดนั้น ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดาแล้ว ย่อมเข้าไปตั้งความปรารถนาในอนุตตรวิโมกข์ เมื่อเข้าไปตั้งความปรารถนาในอนุตตรวิโมกข์ดังนี้ว่า เมื่อไร ตัวเราจึงจักบรรลุอายตนะที่พระอริยะทั้งหลายได้บรรลุอยู่ในบัดนี้เล่า ย่อมเกิดโทมนัสเพราะความปรารถนาเป็นปัจจัยขึ้นโทมนัสเช่นนี้นี่เราเรียกว่า โทมนัสอาศัยเนกขัมมะ เหล่านี้โทมนัสอาศัยเนกขัมมะ ๖ ฯ
ตตฺถ กตมา ฉ เคหสิตา อุเปกฺขา ฯ จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา อุปฺปชฺชติ อุเปกฺขา พาลสฺส มูฬฺหสฺส ปุถุชฺชนสฺส อโนธิชินสฺส อวิปากชินสฺส อนาทีนวทสฺสาวิโน อสฺสุตวโต ปุถุชฺชนสฺส ยา เอวรูปา อุเปกฺขา รูปํ สา นาติวตฺตติ ตสฺมา สา อุเปกฺขา เคหสิตาติ วุจฺจติ ฯ โสเตน สทฺทํ สุตฺวา ... ฆาเนน คนฺธํ ฆายิตฺวา ... ชิวฺหาย รสํ สายิตฺวา ... กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ผุสิตฺวา ... มนสา ธมฺมํ วิญฺญาย อุปฺปชฺชติ อุเปกฺขา พาลสฺส มูฬฺหสฺส ปุถุชฺชนสฺส อโนธิชินสฺส อวิปากชินสฺส อนาทีนวทสฺสาวิโน อสฺสุตวโต ปุถุชฺชนสฺส ยา เอวรูปา อุเปกฺขา ธมฺมํ สา นาติวตฺตติ ตสฺมา สา อุเปกฺขา เคหสิตาติ วุจฺจติ ฯ อิมา ฉ เคหสิตา อุเปกฺขา ฯ
ใน ๓๖ ประการนั้น อุเบกขาอาศัยเรือน ๖ เป็นไฉน คือ เพราะเห็นรูปด้วยจักษุ ย่อมเกิดอุเบกขาขึ้นแก่ปุถุชนคนโง่เขลา ยังไม่ชนะกิเลส ยังไม่ชนะวิบาก ไม่เห็นโทษ ไม่ได้สดับ เป็นคนหนาแน่น อุเบกขาเช่นนี้นั้น ไม่ล่วงเลยรูปไปได้ เพราะฉะนั้น เราจึงเรียกว่า อุเบกขาอาศัยเรือน เพราะฟังเสียงด้วยโสต ... เพราะดมกลิ่นด้วยฆานะ ... เพราะลิ้มรสด้วยชิวหา ... เพราะถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ... เพราะรู้ธรรมารมณ์ด้วยมโน ย่อมเกิดอุเบกขาขึ้นแก่ปุถุชนคนโง่เขลายังไม่ชนะกิเลส ยังไม่ชนะวิบาก ไม่เห็นโทษ ไม่ได้สดับ เป็นคนหนาแน่นอุเบกขาเช่นนี้นั้น ไม่ล่วงเลยธรรมารมณ์ไปได้ เพราะฉะนั้น เราจึงเรียกว่าอุเบกขาอาศัยเรือน เหล่านี้ อุเบกขาอาศัยเรือน ฯ
ตตฺถ กตมา ฉ เนกฺขมฺมสิตา อุเปกฺขา ฯ รูปานํ เตฺวว อนิจฺจตํ วิทิตฺวา วิปริณามวิราคนิโรธํ ปุพฺเพ เจว รูปา เอตรหิ จ สพฺเพ เต รูปา อนิจฺจา ทุกฺขา วิปริณามธมฺมาติ เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสโต อุปฺปชฺชติ อุเปกฺขา ยา เอวรูปา อุเปกฺขา รูปํ สา นาติวตฺตติ ตสฺมา สา อุเปกฺขา เนกฺขมฺมสิตาติ วุจฺจติ ฯ สทฺทานํ เตฺวว ... คนฺธานํ เตฺวว ... รสานํ เตฺวว ... โผฏฺฐพฺพานํ เตฺวว ... ธมฺมานํ เตฺวว อนิจฺจตํ วิทิตฺวา วิปริณามวิราคนิโรธํ ปุพฺเพ เจว ธมฺมา เอตรหิ จ สพฺเพ เต ธมฺมา อนิจฺจา ทุกฺขา วิปริณามธมฺมาติ เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสโต อุปฺปชฺชติ อุเปกฺขา ยา เอวรูปา อุเปกฺขา ธมฺมํ สา นาติวตฺตติ ตสฺมา สา อุเปกฺขา เนกฺขมฺมสิตาติ วุจฺจติ ฯ อิมา ฉ เนกฺขมฺมสิตา อุเปกฺขา ฯ ฉตฺตึส สตฺตปทา เวทิตพฺพาติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ
ใน ๓๖ ประการนั้น อุเบกขาอาศัยเนกขัมมะ ๖ เป็นไฉน คือ บุคคลเมื่อทราบความไม่เที่ยง ความแปรปรวน ความคลาย และความดับของรูปทั้งหลายนั่นแล แล้วเห็นด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า รูปในก่อนและในบัดนี้ ทั้งหมดนั้น ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดาย่อมเกิดอุเบกขาขึ้น อุเบกขาเช่นนี้นั้น ล่วงเลยรูปไปได้ เพราะฉะนั้น เราจึงเรียกว่าอุเบกขาอาศัยเนกขัมมะ บุคคลเมื่อทราบความไม่เที่ยง ความแปรปรวน ความคลาย และความดับของเสียงทั้งหลายนั่นแล ... บุคคลเมื่อทราบความไม่เที่ยง ความแปรปรวน ความคลาย และความดับของกลิ่นทั้งหลายนั่นแล ... บุคคลเมื่อทราบความไม่เที่ยง ความแปรปรวน ความคลาย และความดับของรสทั้งหลายนั่นแล ... บุคคลเมื่อทราบความไม่เที่ยง ความแปรปรวน ความคลาย และความดับของโผฏฐัพพะทั้งหลายนั่นแล ... บุคคลเมื่อทราบความไม่เที่ยง ความแปรปรวน ความคลาย และความดับของธรรมารมณ์ทั้งหลายนั่นแล แล้วเห็นด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่าธรรมารมณ์ในก่อนและในบัดนี้ทั้งหมดนั้น ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ย่อมเกิดอุเบกขาขึ้น อุเบกขาเช่นนี้นั้น ล่วงเลยธรรมารมณ์ไปได้เพราะฉะนั้น เราจึงเรียกว่า อุเบกขาอาศัยเนกขัมมะ เหล่านี้อุเบกขาอาศัยเนกขัมมะ๖ ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า พึงทราบทางดำเนินของสัตว์ ๓๖ นั่น เราอาศัยทางดำเนินดังนี้ กล่าวแล้ว ฯ
ตตฺรีทํ นิสฺสาย อิทํ ปชหถาติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ ฯ กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ ตตฺร ภิกฺขเว ยานิ ฉ เนกฺขมฺมสิตานิ โสมนสฺสานิ ตานิ นิสฺสาย ตานิ อาคมฺม ยานิ ฉ เคหสิตานิ โสมนสฺสานิ ตานิ ปชหถ ตานิ สมติกฺกมถ เอวเมเตสํ ปหานํ โหติ เอวเมเตสํ สมติกฺกโม โหติ ฯ ตตฺร ภิกฺขเว ยานิ ฉ เนกฺขมฺมสิตานิ โทมนสฺสานิ ตานิ นิสฺสาย ตานิ อาคมฺม ยานิ ฉ เคหสิตานิ โทมนสฺสานิ ตานิ ปชหถ ตานิ สมติกฺกมถ เอวเมเตสํ ปหานํ โหติ เอวเมเตสํ สมติกฺกโม โหติ ฯ ตตฺร ภิกฺขเว ยา ฉ เนกฺขมฺมสิตา อุเปกฺขา ตา นิสฺสาย ตา อาคมฺม ยา ฉ เคหสิตา อุเปกฺขา ตา ปชหถ ตา สมติกฺกมถ เอวเมตาสํ ปหานํ โหติ เอวเมตาสํ สมติกฺกโม โหติ ฯ ตตฺร ภิกฺขเว ยานิ ฉ เนกฺขมฺมสิตานิ โสมนสฺสานิ ตานิ นิสฺสาย ตานิ อาคมฺม ยานิ ฉ เนกฺขมฺมสิตานิ โทมนสฺสานิ ตานิ ปชหถ ตานิ สมติกฺกมถ เอวเมเตสํ ปหานํ โหติ เอวเมเตสํ สมติกฺกโม โหติ ฯ ตตฺร ภิกฺขเว ยา ฉ เนกฺขมฺมสิตา อุเปกฺขา ตา นิสฺสาย ตา อาคมฺม ยานิ ฉ เนกฺขมฺมสิตานิ โสมนสฺสานิ ตานิ ปชหถ ตานิ สมติกฺกมถ เอวเมเตสํ ปหานํ โหติ เอวเมเตสํ สมติกฺกโม โหติ ฯ
ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ในทางดำเนินของสัตว์ ๓๖ นั้น พวกเธอจงอาศัยทางดำเนินของสัตว์นี้ ละทางดำเนินของสัตว์นี้ นั่นเราอาศัยอะไรกล่าวแล้วดูกรภิกษุทั้งหลาย ใน ๓๖ ประการนั้น พวกเธอจงอาศัย คืออิงโสมนัสอาศัยเนกขัมมะ ๖ นั้นๆ แล้วละ คือล่วงเสียซึ่งโสมนัสอาศัยเรือน ๖ นั้นๆ อย่างนี้ย่อมเป็นอันละโสมนัสนั้นๆ ได้ เป็นอันล่วงโสมนัสนั้นๆ ได้ ดูกรภิกษุทั้งหลายใน ๓๖ ประการนั้น พวกเธอจงอาศัย คืออิงโทมนัสอาศัยเนกขัมมะ ๖ นั้นๆแล้วละ คือล่วงเสียซึ่งโทมนัสอาศัยเรือน ๖ นั้นๆ อย่างนี้ ย่อมเป็นอันละโทมนัสนั้นๆ ได้ เป็นอันล่วงโทมนัสนั้นๆ ได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ใน ๓๖ประการนั้น พวกเธอจงอาศัย คืออิงอุเบกขาอาศัยเนกขัมมะ ๖ นั้นๆ แล้วละคือล่วงเสียซึ่งอุเบกขาอาศัยเรือน ๖ นั้นๆ อย่างนี้ ย่อมเป็นอันละอุเบกขานั้นๆได้ เป็นอันล่วงอุเบกขานั้นๆ ได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ใน ๓๖ ประการนั้น พวกเธอจงอาศัย คืออิงโสมนัสอาศัยเนกขัมมะ ๖ นั้นๆ แล้วละ คือล่วงเสียซึ่งโทมนัสอาศัยเนกขัมมะ ๖ นั้นๆ อย่างนี้ ย่อมเป็นอันละโทมนัสนั้นๆ ได้ เป็นอันล่วงโทมนัสนั้นๆ ได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ใน ๓๖ ประการนั้น พวกเธอจงอาศัยคืออิงอุเบกขาอาศัยเนกขัมมะ ๖ นั้นๆ แล้วละ คือล่วงเสียซึ่งโสมนัสอาศัยเนกขัมมะ ๖ นั้นๆ อย่างนี้ ย่อมเป็นอันละโสมนัสนั้นๆ ได้ เป็นอันล่วงโสมนัสนั้นๆ ได้ ฯ
อตฺถิ ภิกฺขเว อุเปกฺขา นานตฺตา นานตฺตสิตา อตฺถิ อุเปกฺขา เอกตฺตา เอกตฺตสิตา ฯ กตมา จ ภิกฺขเว อุเปกฺขา นานตฺตา นานตฺตสิตา ฯ อตฺถิ ภิกฺขเว อุเปกฺขา รูเปสุ อตฺถิ สทฺเทสุ อตฺถิ คนฺเธสุ อตฺถิ รเสสุ อตฺถิ โผฏฺฐพฺเพสุ ฯ อยํ ภิกฺขเว อุเปกฺขา นานตฺตา นานตฺตสิตา ฯ กตมา จ ภิกฺขเว อุเปกฺขา เอกตฺตา เอกตฺตสิตา ฯ อตฺถิ ภิกฺขเว อุเปกฺขา อากาสานญฺจายตนนิสฺสิตา อตฺถิ วิญฺญาณญฺจายตนนิสฺสิตา อตฺถิ อากิญฺจญฺญายตนนิสฺสิตา อตฺถิ เนวสญฺญานาสญฺญายตนนิสฺสิตา ฯ อยํ ภิกฺขเว อุเปกฺขา เอกตฺตา เอกตฺตสิตา ฯ ตตฺร ภิกฺขเว ยายํ อุเปกฺขา เอกตฺตา เอกตฺตสิตา ตํ นิสฺสาย ตํ อาคมฺม ยายํ อุเปกฺขา นานตฺตา นานตฺตสิตา ตํ ปชหถ ตํ สมติกฺกมถ เอวเมติสฺสา ปหานํ โหติ เอวเมติสฺสา สมติกฺกโม โหติ ฯ อตมฺมยตํ ภิกฺขเว นิสฺสาย อตมฺมยตํ อาคมฺม ยายํ อุเปกฺขา เอกตฺตา เอกตฺตสิตา ตํ ปชหถ ตํ สมติกฺกมถ เอวเมติสฺสา ปหานํ โหติ เอวเมติสฺสา สมติกฺกโม โหติ ฯ ตตฺรีทํ นิสฺสาย อิทํ ปชหถาติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุเบกขาที่มีความเป็นต่างๆ อาศัยอารมณ์ต่างๆก็มี อุเบกขาที่มีความเป็นหนึ่ง อาศัยอารมณ์เป็นหนึ่งก็มี ก็อุเบกขาที่มีความเป็นต่างๆ อาศัยอารมณ์ต่างๆ เป็นไฉน คือ อุเบกขาที่มีในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ นี้อุเบกขาที่มีความเป็นต่างๆ อาศัยอารมณ์ต่างๆ ก็อุเบกขาที่มีความเป็นหนึ่ง อาศัยอารมณ์เป็นหนึ่ง เป็นไฉน คือ อุเบกขาที่อาศัยอากาสานัญจายตนะ อาศัยวิญญาณัญจายตนะ อาศัยอากิญจัญญายตนะอาศัยเนวสัญญานาสัญญายตนะ นี้อุเบกขาที่มีความเป็นหนึ่ง อาศัยอารมณ์เป็นหนึ่ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในอุเบกขา ๒ อย่าง พวกเธอจงอาศัย คืออิงอุเบกขาที่มีความเป็นหนึ่ง อาศัยอารมณ์เป็นหนึ่งนั้น แล้วละ คือล่วงเสียซึ่งอุเบกขาที่มีความเป็นต่างๆ อาศัยอารมณ์ต่างๆ นั้น อย่างนี้ ย่อมเป็นอันละอุเบกขานี้ได้เป็นอันล่วงอุเบกขานี้ได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงอาศัย คืออิงความเป็นผู้ไม่มีตัณหา แล้วละ คือล่วงเสียซึ่งอุเบกขาที่มีความเป็นหนึ่ง อาศัยอารมณ์เป็นหนึ่งนั้น อย่างนี้ ย่อมเป็นอันละอุเบกขานี้ได้ เป็นอันล่วงอุเบกขานี้ได้ ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ในทางดำเนินของสัตว์ ๓๖ นั้น พวกเธอจงอาศัยทางดำเนินของสัตว์นี้ ละทางดำเนินของสัตว์นี้ นั่นเราอาศัยการละ การล่วง ดังนี้ กล่าวแล้ว ฯ
ตโย สติปฏฺฐานา ยทริโย เสวติ ยทริโย เสวมาโน สตฺถา คณมนุสาสิตุมรหตีติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ ฯ กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ
ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า และพึงทราบการตั้งสติ ๓ ประการที่พระอริยะเสพ ซึ่งเมื่อเสพชื่อว่า เป็นศาสดาควรเพื่อสั่งสอนหมู่ นั่น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ฯ
อิติ ภิกฺขเว สตฺถา สาวกานํ ธมฺมํ เทเสติ อนุกมฺปโก หิเตสี อนุกมฺปํ อุปาทาย อิทํ โว หิตาย อิทํ โว สุขายาติ ฯ ตสฺส สาวกา น สุสฺสุยนฺติ น โสตํ โอทหนฺติ น อญฺญา จิตฺตํ อุปฏฺฐเปนฺติ โวกฺกมฺม จ สตฺถุ สาสนา วตฺตนฺติ ฯ ตตฺร ภิกฺขเว ตถาคโต น เจว อตฺตมโน โหติ น จ อตฺตมนตํ ปฏิสํเวเทติ อนวสฺสุโต จ วิหรติ สโต สมฺปชาโน อิทํ ภิกฺขเว ปฐมํ สติปฏฺฐานํ ยทริโย เสวติ ยทริโย เสวมาโน สตฺถา คณมนุสาสิตุมรหติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ศาสดาเป็นผู้อนุเคราะห์ แสวงประโยชน์เกื้อกูล อาศัยความเอ็นดูแสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลายว่า นี่เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่พวกเธอ นี่เพื่อความสุขแก่พวกเธอ เหล่าสาวกของศาสดานั้น ย่อมไม่ฟังด้วยดี ไม่เงี่ยโสตสดับ ไม่ตั้งจิตรับรู้ และประพฤติหลีกเลี่ยงคำสอนของศาสดาดูกรภิกษุทั้งหลาย ในข้อนั้น ตถาคตไม่เป็นผู้ชื่นชม ไม่เสวยความชื่นชม และไม่ระคายเคือง ย่อมมีสติสัมปชัญญะอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้ เราเรียกว่าการตั้งสติประการที่ ๑ ที่พระอริยะเสพ ซึ่งเมื่อเสพชื่อว่า เป็นศาสดาควรเพื่อสั่งสอนหมู่ ฯ
ปุน จปรํ ภิกฺขเว สตฺถา สาวกานํ ธมฺมํ เทเสติ อนุกมฺปโก หิเตสี อนุกมฺปํ อุปาทาย อิทํ โว หิตาย อิทํ โว สุขายาติ ฯ ตสฺส เอกจฺเจ สาวกา น สุสฺสุยนฺติ น โสตํ โอทหนฺติ น อญฺญา จิตฺตํ อุปฏฺฐเปนฺติ โวกฺกมฺม จ สตฺถุ สาสนา วตฺตนฺติ ฯ เอกจฺเจ สาวกา สุสฺสุยนฺติ โสตํ โอทหนฺติ อญฺญา จิตฺตํ อุปฏฺฐเปนฺติ น จ โวกฺกมฺม สตฺถุ สาสนา วตฺตนฺติ ฯ ตตฺร ภิกฺขเว ตถาคโต น เจว อตฺตมโน โหติ น จ อตฺตมนตํ ปฏิสํเวเทติ น จ อนตฺตมโน โหติ น จ อนตฺตมนตํ ปฏิสํเวเทติ อตฺตมนตญฺจ อนตฺตมนตญฺจ ตทุภยํ อภินิวชฺเชตฺวา อุเปกฺขโก วิหรติ สโต สมฺปชาโน อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ทุติยํ สติปฏฺฐานํ ยทริโย เสวติ ยทริโย เสวมาโน สตฺถา คณมนุสาสิตุมรหติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก ศาสดาเป็นผู้อนุเคราะห์แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล อาศัยความเอ็นดูแสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลายว่า นี่เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่พวกเธอ นี่เพื่อความสุขแก่พวกเธอ เหล่าสาวกของศาสดานั้นบางพวกย่อมไม่ฟังด้วยดี ไม่เงี่ยโสตสดับ ไม่ตั้งจิตรับรู้ และประพฤติหลีกเลี่ยงคำสอนของศาสดา บางพวกย่อมฟังด้วยดี เงี่ยโสตสดับ ตั้งจิตรับรู้ ไม่ประพฤติหลีกเลี่ยงคำสอนของศาสดา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในข้อนั้น ตถาคตไม่เป็นผู้ชื่นชมไม่เสวยความชื่นชม ทั้งไม่เป็นผู้ไม่ชื่นชม ไม่เสวยความไม่ชื่นชม เว้นทั้งความชื่นชมและความไม่ชื่นชมทั้งสองอย่างนั้นแล้ว เป็นผู้วางเฉย ย่อมมีสติสัมปชัญญะอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้ เราเรียกว่าการตั้งสติประการที่ ๒ ที่พระอริยะเสพซึ่งเมื่อเสพชื่อว่า เป็นศาสดาควรเพื่อสั่งสอนหมู่ ฯ
ปุน จปรํ ภิกฺขเว สตฺถา สาวกานํ ธมฺมํ เทเสติ อนุกมฺปโก หิเตสี อนุกมฺปํ อุปาทาย อิทํ โว หิตาย อิทํ โว สุขายาติ ฯ ตสฺส สาวกา สุสฺสุยนฺติ โสตํ โอทหนฺติ อญฺญา จิตฺตํ อุปฏฺฐเปนฺติ น จ โวกฺกมฺม สตฺถุ สาสนา วตฺตนฺติ ฯ ตตฺร ภิกฺขเว ตถาคโต อตฺตมโน เจว โหติ อตฺตมนตญฺจ ปฏิสํเวเทติ อนวสฺสุโต จ วิหรติ สโต สมฺปชาโน อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ตติยํ สติปฏฺฐานํ ยทริโย เสวติ ยทริโย เสวมาโน สตฺถา คณมนุสาสิตุมรหติ ฯ ตโย สติปฏฺฐานา ยทริโย เสวติ ยทริโย เสวมาโน สตฺถา คณมนุสาสิตุมรหตีติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก ศาสดาเป็นผู้อนุเคราะห์แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล อาศัยความเอ็นดูแสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลายว่า นี่เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่พวกเธอ นี่เพื่อความสุขแก่พวกเธอ เหล่าสาวกของศาสดานั้นย่อมฟังด้วยดี เงี่ยโสตสดับ ตั้งจิตรับรู้ ไม่ประพฤติหลีกเลี่ยงคำสอนของศาสดาดูกรภิกษุทั้งหลาย ในข้อนั้น ตถาคตเป็นผู้ชื่นชม เสวยความชื่นชม และไม่ระคายเคือง ย่อมมีสติสัมปชัญญะอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้ เราเรียกว่าการตั้งสติประการที่ ๓ ที่พระอริยะเสพ ซึ่งเมื่อเสพชื่อว่า เป็นศาสดาควรเพื่อสั่งสอนหมู่ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า และพึงทราบการตั้งสติ ๓ ประการที่พระอริยะเสพ ซึ่งเมื่อเสพชื่อว่าเป็นศาสดาควรเพื่อสั่งสอนหมู่ นั่น เราอาศัยเหตุนี้ กล่าวแล้ว ฯ
โส วุจฺจติ โยคฺคาจริยานํ อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถีติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ ฯ กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ หตฺถิทมเกน ภิกฺขเว หตฺถิทมฺโม สาริโต เอกํเยว ทิสํ ธาวติ ปุรตฺถิมํ วา ปจฺฉิมํ วา อุตฺตรํ วา ทกฺขิณํ วา ฯ อสฺสทมเกน ภิกฺขเว อสฺสทมฺโม สาริโต เอกํเยว ทิสํ ธาวติ ปุรตฺถิมํ วา ปจฺฉิมํ วา อุตฺตรํ วา ทกฺขิณํ วา ฯ โคทมเกน ภิกฺขเว โคทมฺโม สาริโต เอกํเยว ทิสํ ธาวติ ปุรตฺถิมํ วา ปจฺฉิมํ วา อุตฺตรํ วา ทกฺขิณํ วา ฯ ตถาคเตน ภิกฺขเว อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน ปุริสทมฺโม สาริโต อฏฺฐ ทิสา วิธาวติ รูปี รูปานิ ปสฺสติ อยํ ปฐมา ทิสา ฯ อชฺฌตฺตํ อรูปสญฺญี พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ อยํ ทุติยา ทิสา ฯ สุภนฺเตว อธิมุตฺโต โหติ อยํ ตติยา ทิสา ฯ สพฺพโส รูปสญฺญานํ สมติกฺกมา ปฏิฆสญฺญานํ อฏฺฐงฺคมา นานตฺตสญฺญานํ อมนสิการา อนนฺโต อากาโสติ อากาสานญฺจายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ จตุตฺถา ทิสา ฯ สพฺพโส อากาสานญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม อนนฺตํ วิญฺญาณนฺติ วิญฺญาณญฺจายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ ปญฺจมี ทิสา ฯ สพฺพโส วิญฺญาณญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม นตฺถิ กิญฺจีติ อากิญฺจญฺญายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ ฉฏฺฐา ทิสา ฯ สพฺพโส อากิญฺจญฺญายตนํ สมติกฺกมฺม เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ สตฺตมี ทิสา ฯ สพฺพโส เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ สมติกฺกมฺม สญฺญาเวทยิตนิโรธํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ อฏฺฐมี ทิสา ฯ ตถาคเตน ภิกฺขเว อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน ปุริสทมฺโม สาริโต อิมา อฏฺฐ ทิสา วิธาวติ ฯ โส วุจฺจติ โยคฺคาจริยานํ อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถีติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตนฺติ ฯ อิทมโวจ ภควา อตฺตมนา เต ภิกฺขู ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทุนฺติ ฯ สฬายตนวิภงฺคสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ สตฺตมํ ฯ ----------
ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ศาสดานั้นเราเรียกว่า สารถี ฝึกบุรุษที่ควรฝึก ยอดเยี่ยมกว่าอาจารย์ผู้ฝึกทั้งหลาย นั่น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ช้างที่ควรฝึก อันอาจารย์ฝึกช้างไสให้วิ่ง ย่อมวิ่งไปได้ทิศเดียวเท่านั้น คือ ทิศตะวันออก หรือทิศตะวันตก หรือทิศเหนือ หรือทิศใต้ ม้าที่ควรฝึก อันอาจารย์ฝึกม้าขับให้วิ่ง ย่อมวิ่งไปได้ทิศเดียวเหมือนกัน คือ ทิศตะวันออก หรือทิศตะวันตก หรือทิศเหนือ หรือทิศใต้ โคที่ควรฝึก อันอาจารย์ฝึกโคขับให้วิ่ง ย่อมวิ่งไปได้ทิศเดียวเหมือนกัน คือ ทิศตะวันออก หรือทิศตะวันตก หรือทิศเหนือ หรือทิศใต้ แต่บุรุษที่ควรฝึก อันตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธสอนให้วิ่ง ย่อมวิ่งไปได้ทั่วทั้ง ๘ ทิศ คือ ผู้ที่มีรูป ย่อมเห็นรูปทั้งหลายได้นี้ทิศที่ ๑ ผู้ที่มีสัญญาในอรูปภายใน ย่อมเห็นรูปทั้งหลายภายนอกได้ นี้ทิศที่ ๒ย่อมเป็นผู้น้อมใจว่างามทั้งนั้น นี้ทิศที่ ๓ ย่อมเข้าอากาสานัญจายตนะอยู่ด้วยใส่ใจว่า อากาศหาที่สุดมิได้ เพราะล่วงรูปสัญญา ดับปฏิฆสัญญา ไม่ใส่ใจนานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง นี้ทิศที่ ๔ ย่อมเข้าวิญญาณัญจายตนะอยู่ด้วยใส่ใจว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้ เพราะล่วงอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวงนี้ทิศที่ ๕ ย่อมเข้าอากิญจัญญายตนะอยู่ด้วยใส่ใจว่า ไม่มีสักน้อยหนึ่ง เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้งปวง นี้ทิศที่ ๖ ย่อมเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนะอยู่ เพราะล่วงอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวง นี้ทิศที่ ๗ ย่อมเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนะโดยประการทั้งปวง นี้ทิศที่ ๘ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุรุษที่ควรฝึก อันตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธสอนให้วิ่งย่อมวิ่งไปได้ทั่วทั้ง ๘ ทิศดังนี้ ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ศาสดานั้นเราเรียกว่าสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ยอดเยี่ยมกว่าอาจารย์ผู้ฝึกทั้งหลาย นั่นเราอาศัยเหตุดังนี้ กล่าวแล้ว ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นต่างชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล ฯ จบ สฬายตนวิภังคสูตร ที่ ๗ -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๔. วิภังควรรค] ๗. สฬายตนวิภังคสูตร ๗. สฬายตนวิภังคสูตร ว่าด้วยการจำแนกอายตนะ ๖ ประการ
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคได้รับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้วพระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงสฬายตนวิภังค์แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังสฬายตนวิภังค์นั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสเรื่องนี้ว่า “เธอทั้งหลายพึงทราบอายตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖ หมวดวิญญาณ ๖ หมวดผัสสะ ๖ มโนปวิจาร ๑๘ สัตตบท ๓๖ ในธรรมเหล่านั้นเธอทั้งหลายอาศัยธรรมนี้แล้ว จงละธรรมนี้เสีย และพึงทราบสติปัฏฐาน ๓ ที่พระอริยะเสพซึ่งเมื่อเสพอยู่ชื่อว่าเป็นศาสดาควรเพื่อสั่งสอนคณะ พระอริยศาสดานั้นอันเราเรียกว่าเป็นสารถีผู้สามารถฝึกบุรุษที่ควรฝึกได้อย่างยอดเยี่ยมกว่าอาจารย์ผู้ฝึกทั้งหลาย นี้เป็นอุทเทสแห่งสฬายตนวิภังค์
เรากล่าวคำนี้ไว้ว่า ‘พึงทราบอายตนะภายใน ๖’ เพราะอาศัยเหตุ อะไรเราจึงกล่าวไว้เช่นนั้น คือ ๑. จักขวายตนะ (อายตนะคือตา) ๒. โสตายตนะ (อายตนะคือหู) ๓. ฆานายตนะ (อายตนะคือจมูก) @เชิงอรรถ : @ มโนปวิจาร แปลว่า ความนึกหน่วงทางใจ หมายถึงวิตกและวิจาร (ม.อุ.อ. ๓/๓๐๔/๑๘๙)@ สัตตบท แปลว่า ทางดำเนินไปของสัตว์ทั้งหลายที่อาศัยวัฏฏะและวิวัฏฏะ ในที่นี้แบ่งออกเป็น ๒ คือ@(๑) วัฏฏบท ทางดำเนินไปสู่วัฏฏะ ๑๘ ทาง (๒) วิวัฏฏบท ทางดำเนินไปสู่วิวัฏฏะ ๑๘ ทาง รวม@วัฏฏบทกับวิวัฏฏบทเข้าด้วยกัน เรียกว่า สัตตบท ๓๖ ประการ (ม.อุ.อ. ๓/๓๐๔/๑๘๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๓๖๘}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๔. วิภังควรรค] ๗. สฬายตนวิภังคสูตร ๔. ชิวหายตนะ (อายตนะคือลิ้น) ๕. กายายตนะ (อายตนะคือกาย) ๖. มนายตนะ (อายตนะคือใจ) คำที่เรากล่าวไว้ว่า ‘พึงทราบอายตนะภายใน ๖’ นั่น เพราะอาศัยเหตุนี้เราจึงกล่าวไว้ (๑) เรากล่าวคำนี้ไว้ว่า ‘พึงทราบอายตนะภายนอก ๖’ เพราะอาศัยเหตุอะไรเราจึงกล่าวไว้เช่นนั้น คือ ๑. รูปายตนะ (อายตนะคือรูป) ๒. สัททายตนะ (อายตนะคือเสียง) ๓. คันธายตนะ (อายตนะคือกลิ่น) ๔. รสายตนะ (อายตนะคือรส) ๕. โผฏฐัพพายตนะ (อายตนะคือสัมผัส) ๖. ธัมมายตนะ (อายตนะคือธรรมารมณ์) คำที่เรากล่าวไว้ว่า ‘พึงทราบอายตนะภายนอก ๖’ นั่น เพราะอาศัยเหตุนี้เราจึงกล่าวไว้ (๒) เรากล่าวคำนี้ไว้ว่า ‘พึงทราบหมวดวิญญาณ ๖’ เพราะอาศัยเหตุอะไร เราจึงกล่าวไว้เช่นนั้น คือ ๑. จักขุวิญญาณ (ความรู้แจ้งอารมณ์ทางตา) ๒. โสตวิญญาณ (ความรู้แจ้งอารมณ์ทางหู) ๓. ฆานวิญญาณ (ความรู้แจ้งอารมณ์ทางจมูก) ๔. ชิวหาวิญญาณ (ความรู้แจ้งอารมณ์ทางลิ้น) ๕. กายวิญญาณ (ความรู้แจ้งอารมณ์ทางกาย) ๖. มโนวิญญาณ (ความรู้แจ้งอารมณ์ทางใจ) คำที่เรากล่าวไว้ว่า ‘พึงทราบหมวดวิญญาณ ๖’ นั่น เพราะอาศัยเหตุนี้ เราจึงกล่าวไว้ (๓) @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ม.มู. (แปล) ๑๒/๙๙/๙๔
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๓๖๙}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๔. วิภังควรรค] ๗. สฬายตนวิภังคสูตร เรากล่าวคำนี้ไว้ว่า ‘พึงทราบหมวดผัสสะ ๖’ เพราะอาศัยเหตุอะไร เราจึงกล่าวไว้เช่นนั้น คือ ๑. จักขุสัมผัส (สัมผัสทางตา) ๒. โสตสัมผัส (สัมผัสทางหู) ๓. ฆานสัมผัส (สัมผัสทางจมูก) ๔. ชิวหาสัมผัส (สัมผัสทางลิ้น) ๕. กายสัมผัส (สัมผัสทางกาย) ๖. มโนสัมผัส (สัมผัสทางใจ) คำที่เรากล่าวไว้ว่า ‘พึงทราบหมวดผัสสะ ๖’ นั่น เพราะอาศัยเหตุนี้ เราจึงกล่าวไว้ (๔) เรากล่าวคำนี้ไว้ว่า ‘พึงทราบมโนปวิจาร ๑๘’ เพราะอาศัยเหตุอะไร เราจึงกล่าวไว้เช่นนั้น คือ บุคคลเห็นรูปทางตาแล้ว ย่อมนึกหน่วงรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส ย่อมนึกหน่วงรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส ย่อมนึกหน่วงรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขาไว้ ฟังเสียงทางหูแล้ว ... ดมกลิ่นทางจมูกแล้ว ... ลิ้มรสทางลิ้นแล้ว ... ถูกต้องโผฏฐัพพะทางกายแล้ว ... รู้แจ้งธรรมารมณ์ทางใจแล้ว ย่อมนึกหน่วงธรรมารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัสย่อมนึกหน่วงธรรมารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส ย่อมนึกหน่วงธรรมารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขาไว้ ความนึกหน่วงฝ่ายโสมนัส ๖ ฝ่ายโทมนัส ๖ ฝ่ายอุเบกขา ๖ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้ คำที่เรากล่าวไว้ว่า ‘พึงทราบมโนปวิจาร ๑๘’ นั่น เพราะอาศัยเหตุนี้ เราจึงกล่าวไว้ (๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๓๗๐}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๔. วิภังควรรค] ๗. สฬายตนวิภังคสูตร
เรากล่าวคำนี้ไว้ว่า ‘พึงทราบสัตตบท ๓๖’ เพราะอาศัยเหตุอะไร เราจึงกล่าวไว้เช่นนั้น คือ โสมนัสอาศัยเรือน ๖ โสมนัสอาศัยเนกขัมมะ ๖โทมนัสอาศัยเรือน ๖ โทมนัสอาศัยเนกขัมมะ ๖ อุเบกขาอาศัยเรือน ๖ อุเบกขาอาศัยเนกขัมมะ ๖ ในสัตตบท ๓๖ นั้น โสมนัสอาศัยเรือน ๖ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. โสมนัสย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้พิจารณาเห็นการได้เฉพาะซึ่งรูป ที่พึงรู้แจ้งทางตา ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ชวนให้รัก ประกอบด้วยโลกามิส โดยเป็นของอันตนได้เฉพาะ หรือหวน ระลึกถึงรูปที่ตนเคยได้มาก่อน อันล่วงลับ ดับ แปรผันไปแล้ว โสมนัสเช่นนี้เราเรียกว่า โสมนัสอาศัยเรือน ๒. โสมนัสย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้พิจารณาเห็นการได้เฉพาะซึ่งเสียงที่ พึงรู้แจ้งทางหู ... ๓. โสมนัสย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้พิจารณาเห็นการได้เฉพาะซึ่งกลิ่นที่ พึงรู้แจ้งทางจมูก ... ๔. โสมนัสย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้พิจารณาเห็นการได้เฉพาะซึ่งรสที่พึง รู้แจ้งทางลิ้น ... ๕. โสมนัสย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้พิจารณาเห็นการได้เฉพาะซึ่ง โผฏฐัพพะที่พึงรู้แจ้งทางกาย ... ๖. โสมนัสย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้พิจารณาเห็นการได้เฉพาะซึ่ง ธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งทางใจ ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ชวนให้รัก ประกอบด้วยโลกามิส โดยเป็นของอันตนได้เฉพาะ หรือหวนระลึกถึงธรรมารมณ์ที่ตนเคยได้มาก่อน อันล่วงลับ ดับ แปรผันไปแล้ว โสมนัสเช่นนี้เราเรียกว่า โสมนัสอาศัยเรือน โสมนัสอาศัยเรือน ๖ ประการนี้ @เชิงอรรถ : @ โสมนัสอาศัยเรือน หมายถึงโสมนัสอาศัยกามคุณ (ม.อุ.อ. ๓/๓๐๖/๑๙๐)@ โสมนัสอาศัยเนกขัมมะ หมายถึงโสมนัสอาศัยวิปัสสนา (ม.อุ.อ. ๓/๓๐๖/๑๙๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๓๗๑}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๔. วิภังควรรค] ๗. สฬายตนวิภังคสูตร ในสัตตบท ๓๖ นั้น โสมนัสอาศัยเนกขัมมะ ๖ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. โสมนัสย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทราบความที่รูปทั้งหลายนั่นแลไม่เที่ยง เห็นความแปรผัน ความคลายกำหนัด และความดับนั่นตามความ เป็นจริง ด้วยปัญญาอันชอบ อย่างนี้ว่า ‘รูปในกาลก่อนและใน บัดนี้ทั้งหมดนั้น ล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดา’ โสมนัสเช่นนี้เราเรียกว่า โสมนัสอาศัยเนกขัมมะ ๒. โสมนัสย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทราบความที่เสียงทั้งหลายนั่นแล ... ๓. โสมนัสย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทราบความที่กลิ่นทั้งหลายนั่นแล ... ๔. โสมนัสย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทราบความที่รสทั้งหลายนั่นแล ... ๕. โสมนัสย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทราบความที่โผฏฐัพพะทั้งหลาย นั่นแล ... ๖. โสมนัสย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทราบความที่ธรรมารมณ์ทั้งหลายนั่น แลไม่เที่ยง เห็นความแปรผัน ความคลายกำหนัด และความดับ นั่นตามความเป็นจริง ด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้ว่า ‘ธรรมารมณ์ ในกาลก่อนและในบัดนี้ทั้งหมดนั้น ล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มี ความแปรผันเป็นธรรมดา’ โสมนัสเช่นนี้เราเรียกว่า โสมนัสอาศัย เนกขัมมะ โสมนัสอาศัยเนกขัมมะ ๖ ประการนี้
ในสัตตบท ๓๖ นั้น โทมนัสอาศัยเรือน ๖ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. โทมนัสย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้เห็นความไม่ได้เฉพาะซึ่งรูปที่พึงรู้แจ้ง ทางตา ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ชวนให้รัก ประกอบ ด้วยโลกามิส โดยความเป็นของอันตนไม่ได้เฉพาะ หรือหวนระลึก ถึงรูปที่ตนไม่เคยได้มาก่อน อันล่วงลับ ดับ แปรผันไปแล้ว โทมนัสเช่นนี้เราเรียกว่า โทมนัสอาศัยเรือน @เชิงอรรถ : @ ปัญญาอันชอบ ในที่นี้หมายถึงวิปัสสนาปัญญา (ม.อุ.อ. ๓/๓๐๖/๑๙๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๓๗๒}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๔. วิภังควรรค] ๗. สฬายตนวิภังคสูตร ๒. โทมนัสย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้เห็นความไม่ได้เฉพาะซึ่งเสียงที่พึงรู้ แจ้งทางหู ... ๓. โทมนัสย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้เห็นความไม่ได้เฉพาะซึ่งกลิ่นที่พึงรู้ แจ้งทางจมูก ... ๔. โทมนัสย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้เห็นความไม่ได้เฉพาะซึ่งรสที่พึงรู้แจ้ง ทางลิ้น ... ๕. โทมนัสย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้เห็นความไม่ได้เฉพาะซึ่งโผฏฐัพพะที่ พึงรู้แจ้งทางกาย ... ๖. โทมนัสย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้เห็นความไม่ได้เฉพาะซึ่งธรรมารมณ์ ที่พึงรู้แจ้งทางใจ ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ชวนให้รัก ประกอบด้วยโลกามิส โดยความเป็นของอันตนไม่ได้เฉพาะ หรือ หวนระลึกถึงธรรมารมณ์ที่ตนไม่เคยได้มาก่อน อันล่วงลับ ดับ แปรผันไปแล้ว โทมนัสเช่นนี้เราเรียกว่า โทมนัสอาศัยเรือน โทมนัสอาศัยเรือน ๖ ประการนี้ ในสัตตบท ๓๖ นั้น โทมนัสอาศัยเนกขัมมะ ๖ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. โทมนัสย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทราบความที่รูปทั้งหลายนั่นแลไม่เที่ยง เห็นความแปรผัน ความคลายกำหนัด และความดับนั่นตามความ เป็นจริง ด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้ว่า ‘รูปในกาลก่อนและใน บัดนี้ทั้งหมดนั้น ล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็น ธรรมดา’ แล้วตั้งความปรารถนาในอนุตตรวิโมกข์ ว่า ‘ในกาลไร เราจักบรรลุอายตนะ ที่พระอริยะทั้งหลายได้บรรลุอยู่ในบัดนี้’ เพราะความปรารถนาเป็นปัจจัย โทมนัสจึงเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ตั้ง ความปรารถนาในอนุตตรวิโมกข์ด้วยประการฉะนี้ โทมนัสเช่นนี้ เราเรียกว่า โทมนัสอาศัยเนกขัมมะ @เชิงอรรถ : @ อนุตตรวิโมกข์ ในที่นี้หมายถึงอรหัตตผล คือ การตั้งความปรารถนาในอรหัตตผล (ม.อุ.อ. ๓/๓๐๗/๑๙๑)@ ดูเชิงอรรถที่ ๔ ข้อ ๖๖ (อาเนญชสัปปายสูตร) หน้า ๗๓ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๓๗๓}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๔. วิภังควรรค] ๗. สฬายตนวิภังคสูตร ๒. โทมนัสย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทราบความที่เสียงทั้งหลายนั่นแล ... ๓. โทมนัสย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทราบความที่กลิ่นทั้งหลายนั่นแล ... ๔. โทมนัสย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทราบความที่รสทั้งหลายนั่นแล ... ๕. โทมนัสย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทราบความที่โผฏฐัพพะทั้งหลาย นั่นแล ... ๖. โทมนัสย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทราบความที่ธรรมารมณ์ทั้งหลายนั่น แลไม่เที่ยง เห็นความแปรผัน ความคลายกำหนัด และความดับ นั่นตามความเป็นจริง ด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้ว่า ‘ธรรมารมณ์ ในกาลก่อนและในบัดนี้ทั้งหมดนั้น ล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มี ความแปรผันเป็นธรรมดา’ แล้วตั้งความปรารถนาในอนุตตรวิโมกข์ ว่า ‘ในกาลไร เราจักบรรลุอายตนะที่พระอริยะทั้งหลายได้บรรลุ อยู่ในบัดนี้’ เพราะความปรารถนาเป็นปัจจัย โทมนัสจึงเกิดขึ้นแก่ เขาผู้ตั้งความปรารถนาในอนุตตรวิโมกข์ด้วยประการฉะนี้ โทมนัส เช่นนี้เราเรียกว่า โทมนัสอาศัยเนกขัมมะ โทมนัสอาศัยเนกขัมมะ ๖ ประการนี้
ในสัตตบท ๓๖ นั้น อุเบกขาอาศัยเรือน ๖ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. เพราะเห็นรูปทางตา อุเบกขา จึงเกิดขึ้นแก่ปุถุชน ผู้โง่เขลา งมงาย ผู้ยังไม่ชนะกิเลส ยังไม่ชนะวิบาก ผู้ไม่เห็นโทษ ไม่ได้สดับ เป็นคนกิเลสหนา อุเบกขาเช่นนี้ยังล่วงพ้นรูปไม่ได้ เพราะฉะนั้น เราจึงเรียกอุเบกขานั้นว่า อุเบกขาอาศัยเรือน ๒. เพราะฟังเสียงทางหู ... ๓. เพราะดมกลิ่นทางจมูก ... ๔. เพราะลิ้มรสทางลิ้น ... @เชิงอรรถ : @ อุเบกขาอาศัยเรือน ในที่นี้หมายถึงอุเบกขาที่ไม่ล่วงพ้นรูปารมณ์เป็นต้น ในเมื่ออารมณ์ที่น่าปรารถนา@ไปสู่คลองในทวารทั้ง ๖ ก็ยังคงติดอยู่ในรูปารมณ์เป็นต้นนั้นดุจแมลงจับที่งบน้ำอ้อยติดอยู่@(ม.อุ.อ. ๓/๓๐๘/๑๙๑-๑๙๒) @ อุเบกขา ในที่นี้หมายถึงอุเบกขาในอัญญาณ (ความไม่รู้) (ม.อุ.อ. ๓/๓๐๘/๑๙๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๓๗๔}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๔. วิภังควรรค] ๗. สฬายตนวิภังคสูตร ๕. เพราะถูกต้องโผฏฐัพพะทางกาย ... ๖. เพราะรู้แจ้งธรรมารมณ์ทางใจ อุเบกขาจึงเกิดขึ้นแก่ปุถุชน ผู้โง่เขลา งมงาย ผู้ยังไม่ชนะกิเลส ยังไม่ชนะวิบาก ผู้ไม่เห็นโทษ ไม่ได้สดับ เป็นคนกิเลสหนา อุเบกขาเช่นนั้นยังล่วงพ้นธรรมารมณ์ไม่ได้ เพราะฉะนั้น เราจึงเรียกอุเบกขานั้นว่า อุเบกขาอาศัยเรือน อุเบกขาอาศัยเรือน ๖ ประการนี้ ในสัตตบท ๓๖ นั้น อุเบกขาอาศัยเนกขัมมะ ๖ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. อุเบกขาย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทราบความที่รูปทั้งหลายนั่นแลไม่เที่ยง เห็นความแปรผัน ความคลายกำหนัด และความดับนั่นตามความ เป็นจริง ด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้ว่า ‘รูปในกาลก่อนและใน บัดนี้ทั้งหมดนั้น ล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็น ธรรมดา’ อุเบกขาเช่นนี้นั้นย่อมล่วงพ้นรูปได้ เพราะฉะนั้น เราจึง เรียกอุเบกขานั้นว่า อุเบกขาอาศัยเนกขัมมะ ๒. อุเบกขาย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทราบความที่เสียงทั้งหลายนั่นแล ... ๓. อุเบกขาย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทราบความที่กลิ่นทั้งหลายนั่นแล ... ๔. อุเบกขาย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทราบความที่รสทั้งหลายนั่นแล ... ๕. อุเบกขาย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทราบความที่โผฏฐัพพะทั้งหลาย นั่นแล ... ๖. อุเบกขาย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทราบความที่ธรรมารมณ์ทั้งหลาย นั่นแลไม่เที่ยง เห็นความแปรผัน ความคลายกำหนัด และ ความดับนั่นตามความเป็นจริง ด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้ว่า ‘ธรรมารมณ์ในกาลก่อนและในบัดนี้ทั้งหมดนั้น ล้วนไม่เที่ยง เป็น @เชิงอรรถ : @ อุเบกขาอาศัยเนกขัมมะ ในที่นี้หมายถึงอุเบกขาประกอบด้วยวิปัสสนาญาณเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ไม่ยินดี@ยินร้ายในอารมณ์ที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนา ผู้ไม่ลุ่มหลงในเพราะการไม่พิจารณา ในเมื่ออารมณ์@ที่น่าปรารถนาเป็นต้นไปสู่คลองในทวารทั้ง ๖ (ม.อุ.อ. ๓/๓๐๘/๑๙๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๓๗๕}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๔. วิภังควรรค] ๗. สฬายตนวิภังคสูตร ทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดา’ อุเบกขาเช่นนี้นั้นย่อมล่วงพ้น ธรรมารมณ์ได้ เพราะฉะนั้น เราจึงเรียกอุเบกขานั้นว่า อุเบกขา อาศัยเนกขัมมะ อุเบกขาอาศัยเนกขัมมะ ๖ ประการนี้ คำที่เรากล่าวไว้ว่า ‘พึงทราบสัตตบท ๓๖’ นั่น เพราะอาศัยเหตุนี้ เราจึงกล่าวไว้
เรากล่าวคำนี้ไว้ว่า ‘ในสัตตบท ๓๖ นั้น เธอทั้งหลายอาศัยธรรมนี้แล้วจงละธรรมนี้เสีย’ เพราะอาศัยเหตุอะไร เราจึงกล่าวไว้เช่นนั้น ภิกษุทั้งหลาย ในสัตตบท ๓๖ นั้น เธอทั้งหลายจงอาศัยพึ่งพิงโสมนัสอันอาศัยเนกขัมมะ ๖ นั้นแล้ว จงละ จงก้าวล่วงโสมนัสอาศัยเรือน ๖ นั้นเสีย การละก้าวล่วงโสมนัสเหล่านั้นมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ ในสัตตบท ๓๖ นั้น เธอทั้งหลายอาศัยพึ่งพิงโทมนัสอันอาศัยเนกขัมมะ ๖นั้นแล้ว จงละ จงก้าวล่วงโทมนัสอาศัยเรือน ๖ นั้นเสีย การละ การก้าวล่วงโทมนัสเหล่านั้นมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ ในสัตตบท ๓๖ นั้น เธอทั้งหลายอาศัยพึ่งพิงอุเบกขาอันอาศัยเนกขัมมะ ๖นั้นแล้ว จงละ จงก้าวล่วงอุเบกขาอาศัยเรือน ๖ นั้นเสีย การละ การก้าวล่วงอุเบกขาเหล่านั้นมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ ในสัตตบท ๓๖ นั้น เธอทั้งหลายอาศัยพึ่งพิงโสมนัสอันอาศัยเนกขัมมะ ๖นั้นแล้ว จงละ จงก้าวล่วงโทมนัสอาศัยเนกขัมมะ ๖ นั้นเสีย การละ การก้าวล่วงโทมนัสเหล่านั้นมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ ภิกษุทั้งหลาย ในสัตตบท ๓๖ นั้น เธอทั้งหลายอาศัยพึ่งพิงอุเบกขาอันอาศัยเนกขัมมะ ๖ นั้นแล้ว จงละ จงก้าวล่วงโสมนัสอาศัยเนกขัมมะ ๖ นั้นเสียการละ การก้าวล่วงโสมนัสเหล่านั้นมีได้ด้วยอาการอย่างนี้
ภิกษุทั้งหลาย อุเบกขาที่มีประเภทต่างกัน อาศัยอารมณ์ต่างกันก็มี อุเบกขาที่เป็นประเภทเดียวกัน อาศัยอารมณ์เดียวกันก็มี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๓๗๖}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๔. วิภังควรรค] ๗. สฬายตนวิภังคสูตร อุเบกขาที่มีประเภทต่างกัน อาศัยอารมณ์ต่างกันก็มี เป็นอย่างไร คือ อุเบกขาในรูปก็มี อุเบกขาในเสียงก็มี อุเบกขาในกลิ่นก็มี อุเบกขาในรสก็มี อุเบกขาในโผฏฐัพพะก็มี นี้จัดเป็นอุเบกขาที่มีประเภทต่างกัน อาศัยอารมณ์ต่างกัน อุเบกขาที่เป็นประเภทเดียวกัน อาศัยอารมณ์เดียวกัน เป็นอย่างไร คือ อุเบกขาที่อาศัยอากาสานัญจายตนฌานก็มี อุเบกขาที่อาศัยวิญญาณัญ-จายตนฌานก็มี อุเบกขาที่อาศัยอากิญจัญญายตนฌานก็มี อุเบกขาที่อาศัย เนวสัญญานาสัญญายตนฌานก็มี นี้จัดเป็นอุเบกขาที่เป็นประเภทเดียวกัน อาศัยอารมณ์เดียวกัน ในอุเบกขา ๒ ประการนั้น เธอทั้งหลายอาศัยพึ่งพิงอุเบกขาที่เป็นประเภทเดียวกัน อาศัยอารมณ์เดียวกันแล้ว จงละ จงก้าวล่วงอุเบกขาที่มีประเภทต่างกันอาศัยอารมณ์ต่างกันนั้นเสีย การละ การก้าวล่วงอุเบกขานี้มีได้ด้วยอาการอย่างนี้ ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายอาศัยพึ่งพิงอตัมมยตา แล้ว จงละ จงก้าวล่วงอุเบกขาที่เป็นประเภทเดียวกัน อาศัยอารมณ์เดียวกันเสีย การละ การก้าวล่วงอุเบกขานี้มีได้ด้วยอาการอย่างนี้ คำที่เรากล่าวไว้ว่า ในสัตตบท ๓๖ นั้น ‘เธอทั้งหลายอาศัยธรรมนี้แล้ว จงละธรรมนี้เสีย’ นั่น เพราะอาศัยเหตุนี้ เราจึงกล่าวไว้
เรากล่าวคำนี้ไว้ว่า ‘พึงทราบสติปัฏฐาน ๓ ที่พระอริยเสพซึ่ง เมื่อเสพ ชื่อว่าเป็นศาสดาควรเพื่อสั่งสอนคณะ’ เพราะอาศัยเหตุอะไร เราจึงกล่าวไว้เช่นนั้น @เชิงอรรถ : @ อตัมมยตา แปลว่า ความไม่มีตัณหา ในที่นี้หมายถึงวิปัสสนาที่เป็นเครื่องนำสัตว์ออกจากความยึดมั่น@คือตัณหานั้น (ม.อุ.อ. ๓/๓๑๐/๑๙๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๓๗๗}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๔. วิภังควรรค] ๗. สฬายตนวิภังคสูตร ภิกษุทั้งหลาย ศาสดาในโลกนี้เป็นผู้อนุเคราะห์ แสวงหาประโยชน์เกื้อกูลอาศัยความเอ็นดู จึงแสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลายว่า ‘นี้เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่เธอทั้งหลาย นี้เป็นไปเพื่อสุขแก่เธอทั้งหลาย’ สาวกทั้งหลายของศาสดานั้นย่อมไม่ฟัง ไม่เงี่ยโสตสดับ ไม่ตั้งจิตรับรู้ และประพฤติหลีกเลี่ยงคำสอนของศาสดา ในข้อนั้น ตถาคตไม่มีใจยินดี ไม่ชื่นชม และไม่ถูก(โทสะ) รั่วรด มีสติสัมปชัญญะอยู่ ภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า สติปัฏฐานประการที่ ๑ ที่พระอริยเสพ ซึ่งเมื่อเสพ ชื่อว่าเป็นศาสดาควรเพื่อสั่งสอนคณะ อีกประการหนึ่ง ศาสดาเป็นผู้อนุเคราะห์ แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล อาศัยความเอ็นดูจึงแสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลายว่า ‘นี้เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่เธอทั้งหลาย นี้เป็นไปเพื่อสุขแก่เธอทั้งหลาย’ สาวกทั้งหลายของศาสดานั้น บางพวกไม่ฟัง ไม่เงี่ยโสตสดับ ไม่ตั้งจิตรับรู้ และประพฤติหลีกเลี่ยงคำสอนของศาสดาบางพวกฟังด้วยดี เงี่ยโสตสดับ ตั้งจิตรับรู้ ไม่ประพฤติหลีกเลี่ยงคำสอนของศาสดา ในข้อนั้น ตถาคตก็ไม่มีใจยินดี ไม่ชื่นชม ไม่มีใจยินดีก็มิใช่ ไม่ชื่นชมก็มิใช่ เว้นความมีใจยินดีและความไม่มีใจยินดีทั้ง ๒ อย่างนั้นแล้ว จึงเป็นผู้วางเฉย มีสติสัมปชัญญะอยู่ ภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า สติปัฏฐานประการที่ ๒ ที่พระอริยเสพ ซึ่งเมื่อเสพ ชื่อว่าเป็นศาสดาควรเพื่อสั่งสอนคณะ อีกประการหนึ่ง ศาสดาเป็นผู้อนุเคราะห์ แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล อาศัยความเอ็นดูจึงแสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลายว่า ‘นี้เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่เธอทั้งหลาย นี้เป็นไปเพื่อสุขแก่เธอทั้งหลาย’ สาวกทั้งหลายของศาสดานั้น ย่อมฟังด้วยดี เงี่ยโสตสดับ ตั้งจิตรับรู้ ไม่ประพฤติหลีกเลี่ยงคำสอนของศาสดา ในข้อนั้นตถาคตมีใจยินดี ชื่นชม และไม่ถูก(ราคะ) รั่วรด มีสติสัมปชัญญะอยู่ ภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า สติปัฏฐานประการที่ ๓ ที่พระอริยเสพ ซึ่งเมื่อเสพชื่อว่าเป็นศาสดาควรเพื่อสั่งสอนคณะ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๓๗๘}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๔. วิภังควรรค] ๗. สฬายตนวิภังคสูตร คำที่เรากล่าวไว้ว่า ‘พระอริยะเสพธรรม คือ สติปัฏฐาน ๓ ซึ่งเมื่อเสพชื่อว่าเป็นศาสดาควรเพื่อสั่งสอนคณะ’ นั่น เพราะอาศัยเหตุนี้ เราจึงกล่าวไว้
เรากล่าวคำนี้ไว้ว่า ‘พระอริยศาสดานั้นอันเราเรียกว่า เป็นสารถีผู้ สามารถฝึกบุรุษที่ควรฝึกได้อย่างยอดเยี่ยมกว่าอาจารย์ผู้ฝึกทั้งหลาย’ เพราะอาศัยเหตุอะไร เราจึงกล่าวไว้เช่นนั้น ภิกษุทั้งหลาย ช้างที่ควรฝึก อันควาญช้างบังคับให้วิ่ง ย่อมวิ่งไปสู่ทิศเดียวเท่านั้น คือ ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศเหนือ หรือทิศใต้ ม้าที่ควรฝึก อันคนฝึกม้าบังคับให้วิ่ง ย่อมวิ่งไปสู่ทิศเดียวเท่านั้น คือ ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศเหนือ หรือทิศใต้ โคที่ควรฝึก อันคนฝึกโคบังคับให้วิ่ง ย่อมวิ่งไปสู่ทิศเดียวเท่านั้น คือทิศ ตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศเหนือ หรือทิศใต้ แต่บุรุษที่ควรฝึก อันตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนให้วิ่ง ย่อมวิ่งไปได้ตลอดทิศทั้ง ๘ คือ ผู้มีรูป ย่อมเห็นรูปทั้งหลายได้ นี้เป็นทิศที่ ๑ ผู้มีสัญญาในอรูปในภายใน ย่อมเห็นรูปทั้งหลายในภายนอกได้ นี้เป็นทิศที่ ๒ เป็นผู้น้อมใจว่างามทั้งนั้น นี้เป็นทิศที่ ๓ เพราะก้าวล่วงรูปสัญญา เพราะดับปฏิฆสัญญา เพราะไม่ใส่ใจนานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง จึงบรรลุอากาสานัญจายตนฌานอยู่ด้วยใส่ใจว่า ‘อากาศหาที่สุดมิได้’ นี้เป็นทิศที่ ๔ เพราะก้าวล่วงอากาสานัญจายตนฌานได้โดยประการทั้งปวง จึงบรรลุ วิญญาณัญจายตนฌานอยู่ด้วยใส่ใจว่า ‘วิญญาณหาที่สุดมิได้’ นี้เป็นทิศที่ ๕ เพราะก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนฌานได้โดยประการทั้งปวง จึงบรรลุ อากิญจัญญายตนฌานอยู่ด้วยใส่ใจว่า ‘ไม่มีอะไรสักหน่อยหนึ่ง’ นี้เป็นทิศที่ ๖
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๓๗๙}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๔. วิภังควรรค] ๘. อุทเทสวิภังคสูตร เพราะก้าวล่วงอากิญจัญญายตนฌานได้โดยประการทั้งปวง จึงบรรลุ เนวสัญญานาสัญญายตนฌานอยู่ นี้เป็นทิศที่ ๗ เพราะก้าวล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานได้โดยประการทั้งปวง จึงบรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ นี้เป็นทิศที่ ๘ ภิกษุทั้งหลาย บุรุษที่ควรฝึกอันตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนให้วิ่ง ย่อมวิ่งไปได้ตลอดทิศทั้ง ๘ นี้ คำที่เรากล่าวไว้ว่า ‘พระอริยศาสดานั้นอันเราเรียกว่า เป็นสารถีผู้สามารถฝึกบุรุษที่ควรฝึกได้อย่างยอดเยี่ยมกว่าอาจารย์ผู้ฝึกทั้งหลาย’ นั่น เพราะอาศัยเหตุนี้เราจึงกล่าวไว้” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสภาษิตนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นมีใจยินดีต่างชื่นชมพระ ภาษิตของพระผู้มีพระภาค ดังนี้แล สฬายตนวิภังคสูตรที่ ๗ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๗. อรรถกถาสฬายตนวิภังคสูตร
สฬายตนวิภังคสูตร มีคำเริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ :-
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวทิตพฺพานิ ความว่า พึงรู้ด้วยมรรคอันมีวิปัสสนา.
บทว่า มโนปวิจารา ได้แก่ วิตกและวิจาร. จริงมนะที่ยังวิตกให้เกิดขึ้น ท่านประสงค์ว่า มนะ ในที่นี้. ชื่อว่า มโนปวิจารา เพราะอรรถว่าเป็นความนึกหน่วงของใจ.
บทว่า สตฺตปทา ได้แก่ ทางดำเนินของสัตว์ทั้งหลาย ที่อาศัยวัฏฎะและวิวัฏฏะ. ก็ในที่นี้ ทางดำเนินสู่วัฏฏะมี ๑๘ ประการ ทางดำเนินสู่วิวัฏฏะมี ๑๘ ประการ. ทางดำเนินแม้เหล่านั้น พึงทราบด้วยมรรคอันมีวิปัสสนานั้นแล.
บทว่า โยคาจริยานํ ความว่า ผู้ให้ศึกษาอาจาระมีหัตถิโยคะเป็นต้น ได้แก่ผู้ฝึกบุคคลที่ควรฝึก.
บทที่เหลือจักแจ่มแจ้งในวิภังค์นั้นเทียว.
บทว่า อยมุทฺเทโส นี้ เป็นบทตั้งมาติกา.
อายตนะทั้งหลายมีจักขุอายตนะเป็นต้น ให้พิสดารแล้วในวิสุทธิมรรค.
บทว่า จกฺขุวิญฺญาณํ ได้แก่ จักขุวิญญาณทั้งสอง โดยวิบากของกรรมที่เป็นกุศลและอกุศล. แม้ในปสาทวิญญาณที่เหลือทั้งหลายก็มีนัยนี้เหมือนกัน. ก็วิญญาณที่เหลือเว้นวิญญาณ ๕ ประการนี้ ชื่อว่ามโนวิญญาณในที่นี้.
บทว่า จกฺขุสมฺผสฺโส ได้แก่ สัมผัสในจักษุ. นั่นเป็นชื่อของสัมผัสที่ประกอบด้วยจักขุวิญญาณ. ในสัมผัสทั้งหลายแม้ที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา ความว่า เพราะเห็นรูปด้วยจักขุวิญญาณ.
ในบททั้งปวงก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า โสมนสฺสฏฺฐานียํ ได้แก่ เป็นเหตุด้วยอำนาจแห่งอารมณ์ของโสมนัส.
บทว่า อุปวิจรติ ความว่า ใจย่อมนึกหน่วง ด้วยความเป็นไปของวิตก ในความนึกหน่วงของใจนั้น. พึงทราบความนึกหน่วงของใจ กล่าวคือวิตกวิจาร ๑๘ ประการ โดยนัยนี้ว่า วิตกฺโก ตํ สมฺปยุตฺโต จ. ก็ชื่อว่าโสมนัสสูปวิจาร เพราะอรรถว่านึกหน่วงพร้อมกับโสมนัสในบทว่า ฉ โสมนสฺสูปวิจารา นี้.
แม้ในบททั้งสองที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า เคหสิตานิ ได้แก่ อาศัยกามคุณ.
บทว่า เนกฺขมฺมสิตานิ ได้แก่ อาศัยวิปัสสนา.
บทว่า อิฏฺฐานํ ได้แก่ อันแสวงหาแล้ว.
บทว่า กนฺตานํ ได้แก่ ให้ความใคร่.
บทว่า มโนรมานํ ความว่า ใจย่อมยินดีในธรรมารมณ์เหล่านั้น เพราะฉะนั้น ธรรมารมณ์เหล่านั้น จึงชื่อว่าเป็นที่มายินดีของใจ ธรรมารมณ์เหล่านั้นเป็นที่รื่นรมย์แห่งใจ.
บทว่า โลกามิสปฏิสํยุตฺตานํ คือ ประกอบด้วยตัณหา.
บทว่า อตีตํ คือ อันได้เฉพาะแล้ว.
ถามว่า โสมนัสปรารภปัจจุบันเกิดขึ้นก่อน จะเกิดขึ้นในอดีตอย่างไร.
ตอบว่า โสมนัสอันมีกำลัง ย่อมเกิดแก่บุคคลผู้หวนระลึก แม้ในอดีตว่า เราเสวยอิฏฐารมณ์ในบัดนี้ฉันใด เราเสวยแล้วแม้ในกาลก่อนฉันนั้น.
บทว่า อนิจฺจตํ ได้แก่ อาการอันไม่เที่ยง.
บทว่า วิปริณามวิราคนิโรธํ ความว่า ชื่อว่าความแปรปรวน เพราะละปกติ ชื่อว่าความคลายไป เพราะไปปราศจาก ชื่อว่าความดับ เพราะดับไป.
บทว่า สมฺมปฺปญฺญาย ได้แก่ วิปัสสนาปัญญา.
บทว่า อิทํ วุจฺจติ เนกฺขมฺมสิตโสมนสฺสํ ความว่า โสมนัสนี้เกิดขึ้นแล้วแก่บุคคลผู้นั่งเจริญวิปัสสนา เห็นความแตกดับของสังขารทั้งหลาย เหมือนพระราชาทรงเห็นศิริสมบัติของพระองค์ฉะนั้น ในเมื่อวิปัสสนาญาณอันแข็งกล้า ถึงสังขารนำไปอยู่ เราเรียกว่าโสมนัสอาศัยเนกขัมมะ.
สมดังคาถาประพันธ์ที่ตรัสไว้ดังนี้ว่า
ความยินดีอันไม่ใช่มนุษย์ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้เข้าสู่เรือนว่างเปล่า
มีจิตสงบแล้ว เห็นแจ้งธรรมโดยชอบอยู่ ภิกษุเห็นความเกิด
และความดับของขันธ์ทั้งหลาย ในกาลใดๆ ย่อมได้ความปิติ
และปราโมทย์ในกาลนั้นๆ อมตะนั้นอันภิกษุรู้แล้ว.
บทว่า อิมานิ ความว่า เหล่านี้ โสมนัสอาศัยเนกขัมมะ ๖ อย่างเกิดแล้วแก่บุคคลผู้นั่งเจริญวิปัสสนา ด้วยอำนาจแห่งความไม่เที่ยงเป็นต้น ในเมื่ออิฏฐารมณ์ไปสู่คลองในทวาร ๖.
บทว่า อตีตํ ความว่า โทมนัสจงเกิดแก่บุคคลผู้ปรารถนาไม่ได้อิฏฐารมณ์ปัจจุบันก่อน จะเกิดในอดีตอย่างไร. โทมนัสอันมีกำลัง ย่อมเกิดแก่บุคคลผู้หวนระลึก แม้ในอดีตว่า เราปรารถนาแล้วไม่ได้อิฏฐารมณ์ในบัดนี้ฉันใด เราปรารถนาแล้ว ไม่ได้แม้ในกาลก่อนก็ฉันนั้น.
บทว่า อนุตฺตเรสุ วิโมกฺเขสุ คือ อรหัต ชื่อว่าอนุตตรวิโมกข์. อธิบายว่า ตั้งความปรารถนาในอรหัต.
บทว่า อายตนํ ได้แก่ อายตนะคือ อรหัต.
บทว่า ปิหํ อุปฏฺฐาปยโต ความว่า ตั้งความปรารถนา. ก็อายตนะนั้นย่อมเกิดแก่บุคคลผู้ตั้งความปรารถนานั้น. อธิบายว่า ผู้เข้าไปตั้งความปรารถนา เพราะความที่อายตนะเป็นมูลรากของความปรารถนา ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า อิมานิ ฉ เนกฺขมฺมสิตานิ โทมนสฺสานิ ความว่า โทมนัสอันเกิดแก่บุคคลผู้ตั้งความปรารถนาในอรหัตในเมื่ออิฏฐารมณ์ไปสู่คลองในทวาร ๖ อย่างนี้ ไม่อาจเพื่อจะตั้งวิปัสสนาให้เจริญขึ้นด้วยอำนาจแห่งความไม่เที่ยงเป็นต้นเพื่อบรรลุอรหัตนั้น ดุจพระมหาสิวเถระผู้อยู่ในเงื้อมใกล้บ้าน เศร้าโศกว่า เราไม่อาจแล้วเพื่อบรรลุอรหัต ตลอดปักษ์นี้บ้าง ตลอดเดือนนี้บ้างตลอดปีนี้บ้าง ด้วยอำนาจความเป็นไปแห่งสายน้ำตาเหล่านี้ พึงทราบว่า โทมนัสอาศัยเนกขัมมะ ๖.
ก็เรื่องราวได้ให้พิสดารแล้วในสักกปัญหวัณณนา ในอรรถกถาทีฆนิกาย ชื่อสุมังคลวิลาสินี. ผู้ประสงค์พึงถือเอาจากอรรถกถานั้นเถิด.
อุเบกขาในอัญญาณ ชื่อว่า อุเบกขา ในบทนี้ว่า อุเปกฺขา.
บทว่า อโนธิชินสฺส ความว่า ขีณาสพ ชื่อว่าโอธิชินะ เพราะความที่พระขีณาสพชนะข้าศึกคือกิเลสแล้วดำรงอยู่ เพราะฉะนั้น บทนี้ได้แก่ปุถุชนผู้ไม่สิ้นอาสวะ. ขีณาสพแล ชื่อว่าวิปากชินะ เพราะความที่พระขีณาสพชนะวิบากต่อไปดำรงอยู่ แม้ในบทนี้ว่า อวิปากชินสฺส เพราะฉะนั้น ผู้ไม่สิ้นอาสวะนั้นเทียว.
บทว่า อนาทีนวทสฺสาวิโน ได้แก่ ผู้ไม่เห็นโดยความเป็นโทษ.
บทว่า อิมา ฉ เคหสิตา อุเปกฺขา ความว่า อุเบกขาที่ไม่กลับสู่รูปเป็นต้น ดุจแมลงวันที่จับงบน้ำอ้อย เมื่ออิฏฐารมณ์ไปสู่คลองในทวาร ๖ อย่างนี้ ติดอยู่ในรูปเป็นต้นนั้น เกิดขึ้นนี้ พึงทราบว่า อุเบกขาอาศัยเรือน ๖.
บทว่า รูปํ สา นาติวตฺตติ ความว่า อุเบกขานั้นไม่ล่วงเลยรูป. ไม่ตั้งอยู่ด้วยอำนาจความเบื่อหน่ายในรูปนั้น.
บทว่า อิมา ฉ เนกฺขมฺมสิตา อุเปกฺขา ความว่า อุเบกขาเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ไม่ยินดีในอิฏฐารมณ์ ไม่ยินร้ายในอนิฏฐารมณ์ เมื่ออารมณ์ที่น่าปรารถนาเป็นต้น ไปสู่คลองในทวาร ๖ อย่างนี้ ไม่ลุ่มหลง ด้วยการพิจารณาไม่รอบคอบ ประกอบด้วยอุเบกขาญาณเหล่านี้ พึงทราบว่า อุเบกขาอาศัยเนกขัมมะ ๖.
บทว่า ตตฺถ อิทํ นิสฺสาย อิทํ ปชหถ ความว่า ในทางดำเนินของสัตว์ ๓๖ ประการนั้น พวกเธอจงอาศัยทางดำเนิน ๑๘ ประการ ละทางดำเนิน ๑๘ ประการ. ด้วยเหตุนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ตตฺร ภิกฺขเว ยานิ ฉ เนกฺขมฺมสิตานิ ดังนี้เป็นต้น.
บทว่า นิสฺสาย อาคมฺม ได้แก่ อาศัยและอิงด้วยอำนาจความเป็นไป.
บทว่า เอวเมเตสํ สมติกฺกโม โหติ ความว่า ชื่อว่าล่วงเลยอุเบกขาอาศัยเรือน เพราะความเป็นไปแห่งอุเบกขาอาศัยเนกขัมมะอย่างนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้ละธรรมที่คล้ายกัน ด้วยธรรมที่คล้ายกันอย่างนี้แล้ว บัดนี้ ทรงให้ละธรรมที่ไม่มีกำลัง ด้วยธรรมที่มีกำลัง จึงตรัสอีกว่า ตฺตร ภิกฺขเว ยานิ ฉ เนกฺขมฺมสิตานิ โสมนสฺสานิ ดังนี้เป็นต้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้ละโทมนัสอาศัยเนกขัมมะ ด้วยโสมนัสอาศัยเนกขัมมะ และโสมนัสอาศัยเนกขัมมะ ด้วยอุเบกขาอาศัยเนกขัมมะอย่างนี้. จึงตรัสการละธรรมที่ไม่มีกำลัง ด้วยธรรมที่มีกำลัง. ก็บัณฑิตตั้งอยู่ในการละนั้น พึงกล่าวอุเบกขา.
ก็บุพภาควิปัสสนาของภิกษุ ๔ รูป ผู้ปรารภวิปัสสนา ทำฌาน ๓ มีปฐมฌานเป็นต้นในสมาบัติ ๘ และสังขารบริสุทธิ์ทั้งหลายให้เป็นบาท ย่อมสหรคตด้วยโสมนัสหรือสหรคตด้วยอุเบกขา. ส่วนวุฏฐานคามินี สหรคตด้วยโสมนัสเทียว.
บุพภาควิปัสสนาของภิกษุ ๕ รูป ผู้ปรารภวิปัสสนาทำฌานทั้งหลายมีจตุตถฌานเป็นต้นให้เป็นบาท ก็เป็นอันเดียวกับนัยก่อน. ก็วุฏฐานคามินีเป็นอันสหรคตด้วยอุเบกขา. ทรงหมายถึงบทนี้ จึงตรัสว่า อุเบกขาอาศัยเนกขัมมะ ๖ ใด พวกเธออาศัยอุเบกขาเหล่านั้น อิงอุเบกขาเหล่านั้น จงละโสมนัสอาศัยเนกขัมมะ ๖ ดังนี้.
ก็ภิกษุผู้ปฏิบัติอย่างนี้ย่อมมีคุณวิเศษด้วยอำนาจแห่งเวทนา ด้วยวิปัสสนานี้อย่างเดียวก็หามิได้. คุณวิเศษแม้แห่งองค์ของฌาน โพชฌงค์ และองค์ของมรรคย่อมมีแม้ในอริยมรรค.
ก็อะไรกำหนดคุณวิเศษนั้น.
เถระบางพวกกล่าวก่อนว่า ฌานซึ่งมีวิปัสสนาเป็นบาท ย่อมกำหนด. บางพวกกล่าวว่า ขันธ์ทั้งหลายอันเป็นอารมณ์ของวิปัสสนา ย่อมกำหนด. บางพวกว่า อัธยาศัยของบุคคลย่อมกำหนด. ในวาทะของเถระแม้เหล่านั้น วิปัสสนาอันเป็นวุฏฐานคามินี ในบุพภาคนี้เทียว พึงทราบว่าย่อมกำหนด.
ส่วนวินิจฉัยกถาในข้อนี้ ได้กล่าวแล้วในสังขารูเปกขานิเทศในวิสุทธิมรรคเทียว.
บทว่า นานตฺตา ได้แก่ ต่างๆ มาก มีประมาณมิใช่หนึ่ง.
บทว่า นานตฺตสิตา ได้แก่ อาศัยอารมณ์ต่างๆ.
บทว่า เอกตฺตา ได้แก่ หนึ่ง.
บทว่า เอกตฺตสิตา ได้แก่ อาศัยอารมณ์หนึ่ง.
ถามว่า ก็อุเบกขานี้เป็นไฉน.
ตอบว่า ได้ตรัสอัญญาณูเบกขาไว้ในหนก่อน. จะตรัสฉฬังคุเบกขาในข้างหน้า. ทรงถือเอาอุเบกขา ๒ อย่างคือ สมถอุเบกขา วิปัสสนูเบกขา แม้ในที่นี้.
ในอุเบกขา ๒ อย่างนั้นเพราะอุเบกขาในรูปเป็นอย่างหนึ่ง อุเบกขาในเสียงเป็นต้นอย่างหนึ่ง. ก็อุเบกขาในรูปย่อมไม่มีในเสียงเป็นต้น. อุเบกขาในรูปเท่านั้น ทำรูปเท่านั้นให้เป็นอารมณ์. เสียงเป็นต้นย่อมไม่ทำรูปและความเป็นอุเบกขาให้เป็นอารมณ์. สมถอุเบกขาอื่นๆ ก็คือ อุเบกขาที่ทำปฐวีกสิณให้เป็นอารมณ์เกิดขึ้น. อุเบกขาอื่นๆ คือ อุเบกขาที่เกิดขึ้นเพราะทำอาโปกสิณเป็นต้นให้เป็นอารมณ์. เพราะฉะนั้น เมื่อจะทรงจำแนกความเป็นต่างๆ และอาศัยอารมณ์ต่างๆจึงตรัสว่า อตฺถิ ภิกฺขเว อุเปกฺขา รูเป เป็นต้น ก็เพราะอากาสานัญจายตนะ หรือวิญญาณัญจายตนะ เป็นต้น ไม่มีสอง หรือสาม. เพราะฉะนั้น เมื่อทรงจำแนกอาศัยอารมณ์หนึ่ง จึงตรัสว่า อตฺถิ ภิกฺขเว อุเปกขา อากาสานญฺจายตนนิสฺสิตา ดังนี้เป็นต้น.
บรรดาอุเบกขาเหล่านั้น อากาสานัญจายตนูเบกขาอาศัยอากาสานัญจายตนะด้วยอำนาจที่เป็นสัมปยุต. วิปัสสนูเบกขาของภิกษุผู้เห็นแจ้งอากาสานัญจายตนขันธ์อาศัยอากาสานัญจายตนะ ด้วยอำนาจแห่งอารมณ์. ในอุเบกขาแม้ที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน. ทรงให้ละรูปาวจรกุศลสมาบัติอุเบกขาด้วยอรูปาวจรสมาบัติอุเบกขา ทรงให้ละรูปาวจรวิปัสสนูเบกขาด้วยอรูปาวจรวิปัสสนูเบกขา ในบทนี้ว่า ตํ ปชหถ ดังนี้.
ตัณหาชื่อว่า ตมฺมยตา ในบทนี้ว่า อตมฺมยตํ. วิปัสสนาอันให้ถึงการออกจากการกลุ้มรุมของตัณหานั้น เรียกว่า อตมฺมยตา. ย่อมละอรูปาวจรสมาบัติ อุเบกขาและวิปัสสนูเบกขา ด้วยวุฏฐานคามินีวิปัสสนา ในบทนี้ว่า ตํ ปชหถ.
บทว่า ยทริโย ความว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นอริยเจ้าย่อมทรงเสพสติปัฏฐานเหล่าใด. ทรงตั้งพระสติในฐานะ ๓ อย่างนั้น พึงทราบว่า ทรงเสพสติปัฏฐาน.
บทว่า น สุสฺสุสนฺติ ความว่า ไม่ปรารถนาเพื่อเชื่อฟัง.
บทว่า น อญฺญา ความว่า ไม่ตั้งจิตเพื่อประโยชน์แก่การรู้.
บทว่า โวกมฺม ได้แก่ ก้าวล่วง.
บทว่า สตฺถุ สาสนํ ความว่า ไม่สำคัญซึ่งโอวาทของพระศาสดาที่ควรถือเอา ควรให้เต็ม.
บทว่า เนว อตฺตมโน คือ ไม่มีใจเป็นของตน.
แต่ในที่นี้ ไม่ควรเห็นเนื้อความอย่างนี้ว่า ไม่ระคายเคือง ด้วยอำนาจโทมนัสอาศัยเรือน. แต่ตรัสบทนั้นเพราะไม่มีเหตุแห่งความชื่นชม ในเหล่าสาวกผู้ไม่ปฏิบัติ.
บทว่า อนวสฺสุโต คือ ไม่ขวนขวายด้วยอำนาจขวนขวายความแค้นเคือง.
บทว่า สโต สมฺปชาโน ความว่า ถึงพร้อมด้วยสติและญาณ.
บทว่า อุเปกฺโข ความว่า วางเฉยด้วยฉฬังคูเบกขา.
ไม่พึงทราบเนื้อความอย่างนี้ว่า มีความดีใจด้วยอำนาจโสมนัสอาศัยเรือน ในบทแม้นี้ว่า อตฺตมโน. บทนั้น ตรัสแล้วด้วยความมีเหตุแห่งความชื่นชมในเหล่าสาวกผู้ปฏิบัติ.
บทว่า อนวสฺสุโต ได้แก่ ไม่ขวนขวาย ด้วยอำนาจขวนขวายด้วยราคะ.
บทว่า สาริโต ได้แก่ ฝึกแล้ว.
บทว่า เอกํเยว ทิสํ ธาวติ ความว่า เมื่อไม่ให้กลับวิ่งไป ชื่อว่าวิ่งไปสู่ทิศเดียวเท่านั้น. แต่ย่อมอาจเพื่อให้กลับวิ่งไปสู่ทิศอื่น.
บทว่า อฏฺฐทิสา วิธาวติ ความว่า นั่งโดยบัลลังก์หนึ่ง ไม่กลับด้วยกาย วิ่งทั่วทั้ง ๘ ทิศด้วยครั้งเดียวเท่านั้น ด้วยอำนาจแห่งวิโมกข์. อธิบายว่า ทรงมุ่งพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก หรือทิศใต้เป็นต้น ทิศใดทิศหนึ่ง ประทับนั่งเข้าสมาบัติทั้ง ๘ นั้นเทียว.
บทที่เหลือในที่ทั้งปวง ง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาสฬายตนวิภังคสูตรที่ ๗ -----------------------------------------------------