๓. สัปปุริสสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สปฺปุริสสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ ๓. สัปปุริสสูตร (๑๑๓)
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ภิกฺขโวติ ฯ ภทนฺเตติ เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ ภควา เอตทโวจ สปฺปุริสธมฺมญฺจ โว ภิกฺขเว เทเสสฺสามิ อสปฺปุริสธมฺมญฺจ ตํ สุณาถ สาธุกํ มนสิกโรถ ภาสิสฺสามีติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงสัปปุริสธรรม และอสัปปุริสธรรมแก่พวกเธอ เธอทั้งหลายจงฟังธรรมนั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวต่อไป ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า ชอบแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ฯ
ภควา เอตทโวจ กตโม จ ภิกฺขเว อสปฺปุริสธมฺโม ฯ อิธ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อุจฺจากุลา ปพฺพชิโต โหติ ฯ โส อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ อหํ โขมฺหิ อุจฺจากุลา ปพฺพชิโต อิเม ปนญฺเญ ภิกฺขู น อุจฺจากุลา ปพฺพชิตาติ ฯ โส ตาย อุจฺจากุลีนตาย อตฺตานุกฺกํเสติ ปรํ วมฺเภติ อยํ ภิกฺขเว อสปฺปุริสธมฺโม ฯ สปฺปุริโส จ โข ภิกฺขเว อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ น โข อุจฺจากุลีนตาย โลภธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โทสธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โมหธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โน เจปิ อุจฺจากุลา ปพฺพชิโต โหติ โส จ โหติ ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน สามีจิปฏิปนฺโน อนุธมฺมจารี โส ตตฺถ ปุชฺโช โส ตตฺถ ปาสํโสติ ฯ โส ปฏิปทํเยว อนฺตรํ กริตฺวา ตาย อุจฺจากุลีนตาย เนวตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ อยํ ภิกฺขเว สปฺปุริสธมฺโม ฯ
พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อสัปปุริสธรรมเป็นอย่างไร คืออสัตบุรุษในโลกนี้ เป็นผู้ออกจากสกุลสูงบวชแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า เราเป็นผู้ออกจากสกุลสูงบวชแล้ว ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้มิใช่เป็นผู้ออกจากสกุลสูงบวชแล้ว อสัตบุรุษนั้นจึงยกตน ข่มผู้อื่น เพราะความเป็นผู้มีสกุลสูงนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้คือ อสัปปุริสธรรม ฯ ส่วนสัตบุรุษแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ธรรมคือความโลภ ความโกรธ ความหลง ย่อมไม่ถึงความหมดสิ้นไป เพราะความเป็นผู้มีสกุลสูงเลยถึงแม้ภิกษุไม่ใช่เป็นผู้ออกจากสกุลสูงบวชแล้ว แต่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติธรรมอันสมควร คนทั้งหลายก็ต้องบูชาสรรเสริญเธอในที่นั้นๆ สัตบุรุษนั้นทำการปฏิบัติแต่ภายในเท่านั้น ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่นเพราะความเป็นผู้มีสกุลสูงนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้คือ สัปปุริสธรรม ฯ
ปุน จปรํ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส มหากุลา ปพฺพชิโต โหติ มหาโภคกุลา ปพฺพชิโต โหติ อุฬารโภคกุลา ปพฺพชิโต โหติ ฯ โส อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ อหํ โขมฺหิ อุฬารโภคกุลา ปพฺพชิโต อิเม ปนญฺเญ น อุฬารโภคกุลา ปพฺพชิตาติ ฯ โส ตาย อุฬารโภคตาย อตฺตานุกฺกํเสติ ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว อสปฺปุริสธมฺโม ฯ สปฺปุริโส จ โข ภิกฺขเว อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ น โข อุฬารโภคตาย โลภธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โทสธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โมหธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โน เจปิ อุฬารโภคกุลา ปพฺพชิโต โหติ โส จ โหติ ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน สามีจิปฏิปนฺโน อนุธมฺมจารี โส ตตฺถ ปุชฺโช โส ตตฺถ ปาสํโสติ ฯ โส ปฏิปทํเยว อนฺตรํ กริตฺวา ตาย อุฬารโภคตาย เนวตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว สปฺปุริสธมฺโม ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อสัตบุรุษเป็นผู้ออกจากสกุลใหญ่ ออกจากสกุลมีโภคะมาก ออกจากสกุลมีโภคะยิ่ง บวชแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า เราเป็นผู้ออกจากสกุลใหญ่...ออกจากสกุลมีโภคะมาก... ออกจากสกุลมีโภคะยิ่ง บวชแล้ว ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้ ไม่ใช่เป็นผู้ออกจากสกุลใหญ่ ออกจากสกุลมีโภคะมาก ออกจากสกุลมีโภคะยิ่ง บวชแล้ว อสัต-*บุรุษนั้นจึงยกตน ข่มผู้อื่น เพราะความเป็นผู้มีสกุลใหญ่ มีโภคะมาก มีโภคะยิ่งนั้นๆ ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ อสัปปุริสธรรม ฯ ส่วนสัตบุรุษแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ธรรมคือความโลภ ความโกรธ ความหลง ย่อมไม่ถึงความหมดสิ้นไป เพราะความเป็นผู้มีสกุลใหญ่ มีโภคะมาก มีโภคะยิ่งเลย ถึงแม้ภิกษุไม่ใช่เป็นผู้ออกจากสกุลใหญ่ ออกจากสกุลมีโภคะมาก ออกจากสกุลมีโภคะยิ่ง บวชแล้ว แต่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติธรรมอันสมควร คนทั้งหลายก็ต้องบูชาสรรเสริญเธอในที่นั้นๆ สัตบุรุษนั้นทำการปฏิบัติแต่ภายในเท่านั้น ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่นเพราะความเป็นผู้มีสกุลใหญ่ มีโภคะมาก มีโภคะยิ่งนั้นๆ ดูกรภิกษุทั้งหลายแม้นี้ก็คือ สัปปุริสธรรม ฯ
ปุน จปรํ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส ญาโต โหติ ยสสฺสี ฯ โส อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ อหํ โขมฺหิ ญาโต ยสสฺสี อิเม ปนญฺเญ ภิกฺขู อปฺปญาตา อปฺเปสกฺขาติ ฯ โส เตน ญาตตฺเตน อตฺตานุกฺกํเสติ ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว อสปฺปุริสธมฺโม ฯ สปฺปุริโส จ โข ภิกฺขเว อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ น โข ญาตตฺเตน โลภธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โทสธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โมหธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โน เจปิ ญาโต โหติ ยสสฺสี โส จ โหติ ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน สามีจิปฏิปนฺโน อนุธมฺมจารี โส ตตฺถ ปุชฺโช โส ตตฺถ ปาสํโสติ ฯ โส เตน ญาตตฺเตน เนวตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว สปฺปุริสธมฺโม ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อสัตบุรุษเป็นผู้ปรากฏ มียศ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า เราเป็นผู้ปรากฏ มียศ ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้เป็นผู้ไม่ปรากฏ มีศักดิ์น้อย อสัตบุรุษนั้นจึงยกตน ข่มผู้อื่น เพราะความเป็นผู้ปรากฏนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ อสัปปุริสธรรม ฯ ส่วนสัตบุรุษแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ธรรมคือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ย่อมไม่ถึงความหมดสิ้นไป เพราะความเป็นผู้ปรากฏ ถึงแม้ภิกษุไม่ใช่เป็นผู้ปรากฏ มียศ แต่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบประพฤติธรรมอันสมควร คนทั้งหลายก็ต้องบูชาสรรเสริญเธอในที่นั้นๆ สัตบุรุษนั้น (ทำการปฏิบัติแต่ภายในเท่านั้น) ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะความเป็นผู้ปรากฏนั้นๆ ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ สัปปุริสธรรม ฯ
ปุน จปรํ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส ลาภี โหติ จีวรปิณฺฑปาต- เสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารานํ ฯ โส อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ อหํ โขมฺหิ ลาภี จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารานํ อิเม ปนญฺเญ ภิกฺขู น ลาภิโน จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจย- เภสชฺชปริกฺขารานนฺติ ฯ โส เตน ลาเภน อตฺตานุกฺกํเสติ ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว อสปฺปุริสธมฺโม ฯ สปฺปุริโส จ โข ภิกฺขเว อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ น โข ลาเภน โลภธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โทสธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โมหธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โน เจปิ ลาภี โหติ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺช- ปริกฺขารานํ โส จ โหติ ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน สามีจิปฏิปนฺโน อนุธมฺมจารี โส ตตฺถ ปุชฺโช โส ตตฺถ ปาสํโสติ ฯ โส ปฏิปทํเยว อนฺตรํ กริตฺวา เตน ลาเภน เนวตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว สปฺปุริสธมฺโม ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อสัตบุรุษเป็นผู้ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจยเภสัชบริขาร ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่าเราเป็นผู้ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจยเภสัชบริขาร ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้ ไม่ใช่เป็นผู้ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจยเภสัช-*บริขาร อสัตบุรุษนั้นจึงยกตน ข่มผู้อื่น เพราะการได้นั้น ดูกรภิกษุทั้งหลายแม้นี้ก็คือ อสัปปุริสธรรม ฯ ส่วนสัตบุรุษแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ธรรมคือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ย่อมไม่ถึงความหมดสิ้นไป เพราะการได้ ถึงแม้ภิกษุไม่ใช่เป็นผู้ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจยเภสัชบริขาร แต่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติธรรมอันสมควร คนทั้งหลายก็ต้องบูชาสรรเสริญเธอในที่นั้นๆ สัตบุรุษนั้นทำการปฏิบัติแต่ภายในเท่านั้น ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะการได้นั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ สัปปุริสธรรม ฯ
ปุน จปรํ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส พหุสฺสุโต โหติ ฯ โส อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ อหํ โขมฺหิ พหุสฺสุโต อิเม ปนญฺเญ ภิกฺขู น พหุสฺสุตาติ ฯ โส เตน พาหุสจฺเจน อตฺตานุกฺกํเสติ ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว อสปฺปุริสธมฺโม ฯ สปฺปุริโส จ โข ภิกฺขเว อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ น โข พาหุสจฺเจน โลภธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โทสธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โมหธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โน เจปิ พหุสฺสุโต โหติ โส จ โหติ ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน สามีจิปฏิปนฺโน อนุธมฺมจารี โส ตตฺถ ปุชฺโช โส ตตฺถ ปาสํโสติ ฯ โส ปฏิปทํเยว อนฺตรํ กริตฺวา เตน พาหุสจฺเจน เนวตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว สปฺปุริสธมฺโม ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อสัตบุรุษเป็นพหูสูต ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า เราเป็นพหูสูต ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้ ไม่ใช่เป็นพหูสูตอสัตบุรุษนั้นจึงยกตน ข่มผู้อื่น เพราะความเป็นพหูสูตนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลายแม้นี้ก็คือ อสัปปุริสธรรม ฯ ส่วนสัตบุรุษแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ธรรมคือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ย่อมไม่ถึงความหมดสิ้นไป เพราะความเป็นพหูสูต ถึงแม้ภิกษุไม่ใช่เป็นพหูสูต แต่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประ-*พฤติธรรมอันสมควร คนทั้งหลายก็ต้องบูชาสรรเสริญเธอในที่นั้นๆ สัตบุรุษนั้นทำการปฏิบัติ แต่ภายในเท่านั้น ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะความเป็นพหูสูตนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ สัปปุริสธรรม ฯ
ปุน จปรํ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส วินยธโร โหติ ฯ โส อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ อหํ โขมฺหิ วินยธโร อิเม ปนญฺเญ ภิกฺขู น วินยธราติ ฯ โส เตน วินยธรตฺเตน อตฺตานุกฺกํเสติ ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว อสปฺปุริสธมฺโม ฯ สปฺปุริโส จ โข ภิกฺขเว อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ น โข วินยธรตฺเตน โลภธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โทสธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โมหธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โน เจปิ วินยธโร โหติ โส จ โหติ ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน สามีจิปฏิปนฺโน อนุธมฺมจารี โส ตตฺถ ปุชฺโช โส ตตฺถ ปาสํโสติ ฯ โส ปฏิปทํเยว อนฺตรํ กริตฺวา เตน วินยธรตฺเตน เนวตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว สปฺปุริสธมฺโม ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อสัตบุรุษเป็นพระวินัย-*ธร ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า เราเป็นพระวินัยธร ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้ ไม่ใช่เป็นพระวินัยธร อสัตบุรุษนั้นจึงยกตน ข่มผู้อื่น เพราะความเป็นพระวินัยธรนั้นดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ อสัปปุริสธรรม ฯ ส่วนสัตบุรุษแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ธรรมคือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ย่อมไม่ถึงความหมดสิ้นไป เพราะความเป็นพระวินัยธร ถึงแม้ภิกษุไม่ใช่เป็นพระวินัยธร แต่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบประพฤติธรรมอันสมควร คนทั้งหลายก็ต้องบูชาสรรเสริญเธอในที่นั้นๆ สัตบุรุษนั้นทำการปฏิบัติแต่ภายในเท่านั้น ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะความเป็นพระวินัยธรนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ สัปปุริสธรรม ฯ
ปุน จปรํ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส ธมฺมกถิโก โหติ ฯ โส อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ อหํ โขมฺหิ ธมฺมกถิโก อิเม ปนญฺเญ ภิกฺขู น ธมฺมกถิกาติ ฯ โส เตน ธมฺมกถิกตฺเตน อตฺตานุกฺกํเสติ ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว อสปฺปุริสธมฺโม ฯ สปฺปุริโส จ โข ภิกฺขเว อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ น โข ธมฺมกถิกตฺเตน โลภธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โทสธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โมหธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โน เจปิ ธมฺมกถิโก โหติ โส จ โหติ ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน สามีจิปฏิปนฺโน อนุธมฺมจารี โส ตตฺถ ปุชฺโช โส ตตฺถ ปาสํโสติ ฯ โส ปฏิปทํเยว อนฺตรํ กริตฺวา เตน ธมฺมกถิกตฺเตน เนวตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว สปฺปุริสธมฺโม ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อสัตบุรุษเป็นพระธรรมกถึก ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้ ไม่ใช่เป็นพระธรรมกถึก อสัตบุรุษนั้นจึงยกตน ข่มผู้อื่น เพราะความเป็นพระธรรมกถึกนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ อสัปปุริส-*ธรรม ฯ ส่วนสัตบุรุษแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ธรรมคือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ย่อมไม่ถึงความหมดสิ้นไป เพราะความเป็นพระธรรมกถึกถึงแม้ภิกษุไม่ใช่เป็นพระธรรมกถึก แต่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติธรรมอันสมควร คนทั้งหลายก็ต้องบูชาสรรเสริญเธอในที่นั้นๆสัตบุรุษนั้นทำการปฏิบัติแต่ภายในเท่านั้น ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะความเป็นพระธรรมกถึกนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ สัปปุริสธรรม ฯ
ปุน จปรํ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อารญฺญโก โหติ ฯ โส อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ อหํ โขมฺหิ อารญฺญโก อิเม ปนญฺเญ ภิกฺขู น อารญฺญกาติ ฯ โส เตน อารญฺญกตฺเตน อตฺตานุกฺกํเสติ ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว อสปฺปุริสธมฺโม ฯ สปฺปุริโส จ โข ภิกฺขเว อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ น โข อารญฺญกตฺเตน โลภธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โทสธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โมหธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โน เจปิ อารญฺญโก โหติ โส จ โหติ ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน สามีจิปฏิปนฺโน อนุธมฺมจารี โส ตตฺถ ปุชฺโช โส ตตฺถ ปาสํโสติ ฯ โส ปฏิปทํเยว อนฺตรํ กริตฺวา เตน อารญฺญกตฺเตน เนวตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว สปฺปุริสธมฺโม ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อสัตบุรุษเป็นผู้อยู่ป่า เป็นวัตร ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า เราเป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตร ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้ไม่ใช่เป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตร อสัตบุรุษนั้นจึงยกตน ข่มผู้อื่น เพราะความเป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตรนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ อสัปปุริสธรรม ฯ ส่วนสัตบุรุษแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ธรรมคือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ย่อมไม่ถึงความหมดสิ้นไป เพราะความเป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตรถึงแม้ภิกษุไม่ใช่เป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตร แต่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติธรรมอันสมควร คนทั้งหลายก็ต้องบูชาสรรเสริญเธอในที่นั้นๆสัตบุรุษนั้นทำการปฏิบัติแต่ภายในเท่านั้น ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะความเป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตรนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ สัปปุริสธรรม ฯ
ปุน จปรํ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส ปํสุกูลิโก โหติ ฯ โส อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ อหํ โขมฺหิ ปํสุกูลิโก อิเม ปนญฺเญ ภิกฺขู น ปํสุกูลิกาติ ฯ โส เตน ปํสุกูลิกตฺเตน อตฺตานุกฺกํเสติ ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว อสปฺปุริสธมฺโม ฯ สปฺปุริโส จ โข ภิกฺขเว อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ น โข ปํสุกูลิกตฺเตน โลภธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โทสธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โมหธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โน เจปิ ปํสุกูลิโก โหติ โส จ โหติ ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน สามีจิปฏิปนฺโน อนุธมฺมจารี โส ตตฺถ ปุชฺโช โส ตตฺถ ปาสํโสติ ฯ โส ปฏิปทํเยว อนฺตรํ กริตฺวา เตน ปํสุกูลิกตฺเตน เนวตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว สปฺปุริสธมฺโม ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อสัตบุรุษเป็นผู้ทรงผ้า บังสุกุลเป็นวัตร ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า เราเป็นผู้ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้ ไม่ใช่เป็นผู้ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร อสัตบุรุษนั้นจึงยกตน ข่มผู้อื่น เพราะความเป็นผู้ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตรนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คืออสัปปุริสธรรม ฯ ส่วนสัตบุรุษแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ธรรมคือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ย่อมไม่ถึงความหมดสิ้นไป เพราะความเป็นผู้ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ถึงแม้ภิกษุไม่ใช่เป็นผู้ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร แต่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติธรรมอันสมควร คนทั้งหลายก็ต้องบูชาสรรเสริญเธอในที่นั้นๆ สัตบุรุษนั้นทำการปฏิบัติแต่ภายในเท่านั้น ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะความเป็นผู้ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตรนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ สัปปุริสธรรม ฯ
ปุน จปรํ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส ปิณฺฑปาติโก โหติ ฯ โส อติ ปฏิสญฺจิกฺขติ อหํ โขมฺหิ ปิณฺฑปาติโก อิเม ปนญฺเญ ภิกฺขู น ปิณฺฑปาติกาติ ฯ โส เตน ปิณฺฑปาติกตฺเตน อตฺตานุกฺกํเสติ ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว อสปฺปุริสธมฺโม ฯ สปฺปุริโส จ โข ภิกฺขเว อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ น โข ปิณฺฑปาติกตฺเตน โลภธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โทสธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โมหธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โน เจปิ ปิณฺฑปาติโก โหติ โส จ โหติ ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน สามีจิปฏิปนฺโน อนุธมฺมจารี โส ตตฺถ ปุชฺโช โส ตตฺถ ปาสํโสติ ฯ โส ปฏิปทํเยว อนฺตรํ กริตฺวา เตน ปิณฺฑปาติกตฺเตน เนวตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว สปฺปุริสธมฺโม ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อสัตบุรุษเป็นผู้เที่ยว บิณฑบาตเป็นวัตร ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า เราเป็นผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้ ไม่ใช่เป็นผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร อสัตบุรุษนั้นจึงยกตนข่มผู้อื่น เพราะความเป็นผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ อสัปปุริสธรรม ฯ ส่วนสัตบุรุษแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ธรรมคือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ย่อมไม่ถึงความหมดสิ้นไป เพราะความเป็นผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ถึงแม้ภิกษุไม่ใช่เป็นผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร แต่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติธรรมอันสมควร คนทั้งหลายก็ต้องบูชาสรรเสริญเธอในที่นั้นๆ สัตบุรุษนั้นทำการปฏิบัติแต่ภายในเท่านั้น ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะความเป็นผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ สัปปุริสธรรม ฯ
ปุน จปรํ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส รุกฺขมูลิโก โหติ ฯ โส อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ อหํ โขมฺหิ รุกฺขมูลิโก อิเม ปนญฺเญ ภิกฺขู น รุกฺขมูลิกาติ ฯ โส เตน รุกฺขมูลิกตฺเตน อตฺตานุกฺกํเสติ ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว อสปฺปุริสธมฺโม ฯ สปฺปุริโส จ โข ภิกฺขเว อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ น โข รุกฺขมูลิกตฺเตน โลภธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โทสธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โมหธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โน เจปิ รุกฺขมูลิโก โหติ โส จ โหติ ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน สามีจิปฏิปนฺโน อนุธมฺมจารี โส ตตฺถ ปุชฺโช โส ตตฺถ ปาสํโสติ ฯ โส ปฏิปทํเยว อนฺตรํ กริตฺวา เตน รุกฺขมูลิกตฺเตน เนวตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว สปฺปุริสธมฺโม ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อสัตบุรุษเป็นผู้อยู่โคน ไม้เป็นวัตร ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า เราเป็นผู้อยู่โคนไม้เป็นวัตร ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้ ไม่ใช่เป็นผู้อยู่โคนไม้เป็นวัตร อสัตบุรุษนั้นจึงยกตน ข่มผู้อื่น เพราะความเป็นผู้อยู่โคนไม้เป็นวัตรนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ อสัปปุริสธรรม ฯ ส่วนสัตบุรุษแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ธรรมคือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ย่อมไม่ถึงความหมดสิ้นไป เพราะความเป็นผู้อยู่โคนไม้เป็นวัตร ถึงแม้ภิกษุไม่ใช่เป็นผู้อยู่โคนไม้เป็นวัตร แต่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติธรรมอันสมควร คนทั้งหลายก็ต้องบูชาสรรเสริญเธอในที่นั้นๆ สัตบุรุษนั้นทำการปฏิบัติแต่ภายในเท่านั้น ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่นเพราะความเป็นผู้อยู่โคนไม้เป็นวัตรนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ สัปปุริส-*ธรรม ฯ
ปุน จปรํ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส โสสานิโก โหติ ... อพฺโภกาสิโก โหติ ... เนสชฺชิโก โหติ ... ยถาสนฺถติโก โหติ ... เอกาสนิโก โหติ ฯ โส อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ อหํ โขมฺหิ เอกาสนิโก อิเม ปนญฺเญ ภิกฺขู น เอกาสนิกาติ ฯ โส เตน เอกาสนิกตฺเตน อตฺตานุกฺกํเสติ ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว อสปฺปุริสธมฺโม ฯ สปฺปุริโส จ โข ภิกฺขเว อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ น โข เอกาสนิกตฺเตน โลภธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โทสธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โมหธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โน เจปิ เอกาสนิโก โหติ โส จ โหติ ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน สามีจิปฏิปนฺโน อนุธมฺมจารี โส ตตฺถ ปุชฺโช โส ตตฺถ ปาสํโสติ ฯ โส ปฏิปทํเยว อนฺตรํ กริตฺวา เตน เอกาสนิกตฺเตน เนวตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว สปฺปุริสธมฺโม ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อสัตบุรุษเป็นผู้อยู่ป่าช้า เป็นวัตร ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า เราเป็นผู้อยู่ป่าช้าเป็นวัตร ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้ไม่ใช่เป็นผู้อยู่ป่าช้าเป็นวัตร อสัตบุรุษนั้นจึงยกตน ข่มผู้อื่น เพราะความเป็นผู้อยู่ป่าช้าเป็นวัตรนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ อสัปปุริสธรรม ฯ ส่วนสัตบุรุษแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ธรรมคือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ย่อมไม่ถึงความหมดสิ้นไป เพราะความเป็นผู้อยู่ป่าช้าเป็นวัตรถึงแม้ภิกษุไม่ใช่เป็นผู้อยู่ป่าช้าเป็นวัตร แต่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมปฏิบัติชอบ ประพฤติธรรมอันสมควร คนทั้งหลายก็ต้องบูชาสรรเสริญเธอในที่นั้นๆ สัตบุรุษนั้นทำการปฏิบัติแต่ภายในเท่านั้น ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะความเป็นผู้อยู่ป่าช้าเป็นวัตรนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ สัปปุริสธรรม ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อสัตบุรุษเป็นผู้อยู่กลางแจ้งเป็นวัตร...เป็นผู้ถือการนั่งเป็นวัตร...เป็นผู้ถือการนั่งตามลำดับอาสนะเป็นวัตร ... เป็นผู้ถือการฉันในอาสนะเดียวเป็นวัตร ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า เราเป็นผู้ถือการฉันในอาสนะเดียวเป็นวัตร ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้ ไม่ใช่เป็นผู้ถือการฉันในอาสนะเดียวเป็นวัตร อสัตบุรุษนั้นจึงยกตน ข่มผู้อื่น เพราะความเป็นผู้ถือการฉันในอาสนะเดียวเป็นวัตรนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ อสัปปุริสธรรม ฯ ส่วนสัตบุรุษแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ธรรมคือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ย่อมไม่ถึงความหมดสิ้นไป เพราะความเป็นผู้ถือการฉันในอาสนะเดียวเป็นวัตร ถึงแม้ภิกษุไม่ใช่เป็นผู้ถือการฉันในอาสนะเดียวเป็นวัตรแต่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติธรรมอันสมควร คนทั้งหลายก็ต้องบูชาสรรเสริญเธอในที่นั้นๆ สัตบุรุษนั้นทำการปฏิบัติแต่ภายในเท่านั้น ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะความเป็นผู้ถือการฉันในอาสนะเดียวเป็นวัตรนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ สัปปุริสธรรม ฯ
ปุน จปรํ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส วิวิจฺเจว กาเมหิ วิวิจฺจ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ สวิตกฺกํ สวิจารํ วิเวกชํ ปีติสุขํ ปฐมํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ โส อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ อหํ โขมฺหิ ปฐมชฺฌานสมาปตฺติยา ลาภี อิเม ปนญฺเญ ภิกฺขู ปฐมชฺฌานสมาปตฺติยา น ลาภิโนติ ฯ โส ตาย ปฐมชฺฌานสมาปตฺติยา อตฺตานุกฺกํเสติ ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว อสปฺปุริสธมฺโม ฯ สปฺปุริโส จ โข ภิกฺขเว อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ ปฐมชฺฌานสมาปตฺติยาปิ โข อคมฺมยตา วุตฺตา ภควตา เยน เยน หิ มญฺญนฺติ ตโต ตํ โหติ อญฺญถาติ ฯ โส อคมฺมยตญฺเญว อนฺตรํ กริตฺวา ตาย ปฐมชฺฌานสมาปตฺติยา เนวตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว สปฺปุริสธมฺโม ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อสัตบุรุษสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม เข้าปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า เราเป็นผู้ได้ปฐมฌานสมาบัติ ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้ ไม่ใช่เป็นผู้ได้ปฐมฌานสมาบัติ อสัตบุรุษนั้นจึงยกตน ข่มผู้อื่น ด้วยปฐมฌานสมาบัตินั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ อสัปปุริสธรรม ฯ ส่วนสัตบุรุษแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า แม้ปฐมฌานสมาบัติ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสว่า ไม่มีตัณหาแล้ว เพราะคนทั้งหลายสำคัญกันด้วยเหตุใดๆ เหตุนั้นๆ ย่อมเป็นอย่างอื่นจากที่สำคัญนั้น สัตบุรุษนั้นทำความไม่มีตัณหาแต่ภายในเท่านั้น ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น ด้วยปฐมฌานสมาบัตินั้น ดูกรภิกษุทั้งหลายแม้นี้ก็คือ สัปปุริสธรรม ฯ
ปุน จปรํ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส วิตกฺกวิจารานํ วูปสมา อชฺฌตฺตํ สมฺปสาทนํ เจตโส เอโกทิภาวํ อวิตกฺกํ อวิจารํ สมาธิชํ ปีติสุขํ ทุติยํ ฌานํ ... ตติยํ ฌานํ ... จตุตฺถํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ โส อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ อหํ โขมฺหิ จตุตฺถชฺฌานสมาปตฺติยา ลาภี อิเม ปนญฺเญ ภิกฺขู จตุตฺถชฺฌานสมาปตฺติยา น ลาภิโนติ ฯ โส ตาย จตุตฺถชฺฌานสมาปตฺติยา อตฺตานุกฺกํเสติ ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว อสปฺปุริสธมฺโม ฯ สปฺปุริโส จ โข ภิกฺขเว อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ จตุตฺถชฺฌานสมาปตฺติยาปิ โข อคมฺมยตา วุตฺตา ภควตา เยน เยน หิ มญฺญนฺติ ตโต ตํ โหติ อญฺญถาติ ฯ โส อคมฺมยตญฺเญว อนฺตรํ กริตฺวา ตาย จตุตฺถชฺฌานสมาปตฺติยา เนวตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว สปฺปุริสธมฺโม ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อสัตบุรุษเข้าทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งใจภายใน มีความเป็นธรรมเอกผุดขึ้น เพราะสงบวิตกและวิจาร ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่...เข้าตติยฌาน...เข้าจตุตถฌาน อันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุข ละทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา อยู่ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่าเราเป็นผู้ได้จตุตถฌานสมาบัติ ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้ ไม่ใช่เป็นผู้ได้จตุตถฌานสมาบัติ อสัตบุรุษนั้นจึงยกตน ข่มผู้อื่น ด้วยจตุตถฌานสมาบัตินั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ อสัปปุริสธรรม ฯ ส่วนสัตบุรุษแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า แม้จตุตถฌานสมาบัติ พระ-*ผู้มีพระภาคก็ตรัสว่า ไม่มีตัณหาแล้ว เพราะคนทั้งหลายสำคัญกันด้วยเหตุใดๆเหตุนั้นๆ ย่อมเป็นอย่างอื่นจากที่สำคัญนั้น สัตบุรุษนั้นทำความไม่มีตัณหาแต่ภายในเท่านั้น ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น ด้วยจตุตถฌานสมาบัตินั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ สัปปุริสธรรม ฯ
ปุน จปรํ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส รูปสญฺญานํ สมติกฺกมา ปฏิฆสญฺญานํ อตฺถงฺคมา นานตฺตสญฺญานํ อมนสิการา อนนฺโต อากาโสติ อากาสานญฺจายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ โส อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ อหํ โขมฺหิ อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติยา ลาภี อิเม ปนญฺเญ ภิกฺขู อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติยา น ลาภิโนติ ฯ โส ตาย อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติยา อตฺตานุกฺกํเสติ ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว อสปฺปุริสธมฺโม ฯ สปฺปุริโส จ โข ภิกฺขเว อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติยาปิ โข อคมฺมยตา วุตฺตา ภควตา เยน เยน หิ มญฺญนฺติ ตโต ตํ โหติ อญฺญถาติ ฯ โส อคมฺมยตญฺเญว อนฺตรํ กริตฺวา ตาย อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติยา เนวตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว สปฺปุริสธมฺโม ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อสัตบุรุษเข้าอากาสา- *นัญจายตนฌานด้วยมนสิการว่า อากาศไม่มีที่สุด อยู่ เพราะล่วงรูปสัญญาได้โดยประการทั้งปวง เพราะดับปฏิฆสัญญาได้ เพราะไม่มนสิการนานัตตสัญญา ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า เราเป็นผู้ได้อากาสานัญจายตนสมาบัติ ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้ไม่ใช่เป็นผู้ได้อากาสานัญจายตนสมาบัติ อสัตบุรุษนั้นจึงยกตน ข่มผู้อื่น ด้วยอากาสานัญจายตนสมาบัตินั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ อสัปปุริสธรรม ฯ ส่วนสัตบุรุษแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า แม้อากาสานัญจายตนสมาบัติพระผู้มีพระภาคก็ตรัสว่า ไม่มีตัณหาแล้ว เพราะคนทั้งหลายสำคัญกันด้วยเหตุใดๆ เหตุนั้นๆ ย่อมเป็นอย่างอื่นจากที่สำคัญนั้น สัตบุรุษนั้นทำความไม่มีตัณหาแต่ภายในเท่านั้น ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น ด้วยอากาสานัญจายตนสมาบัตินั้นดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ สัปปุริสธรรม ฯ
ปุน จปรํ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส สพฺพโส อากาสานญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม อนนฺตํ วิญฺญาณนฺติ วิญฺญาณญฺจายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ โส อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ อหํ โขมฺหิ วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติยา ลาภี อิเม ปนญฺเญ ภิกฺขู วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติยา น ลาภิโนติ ฯ โส ตาย วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติยา อตฺตานุกฺกํเสติ ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว อสปฺปุริสธมฺโม ฯ สปฺปุริโส จ โข ภิกฺขเว อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติยาปิ โข อคมฺมยตา วุตฺตา ภควตา เยน เยน หิ มญฺญนฺติ ตโต ตํ โหติ อญฺญถาติ ฯ โส อคมฺมยตญฺเญว อนฺตรํ กริตฺวา ตาย วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติยา เนวตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว สปฺปุริสธมฺโม ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อสัตบุรุษล่วงอากาสา-*นัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวงแล้ว เข้าวิญญาณัญจายตนฌานด้วยมนสิการว่าวิญญาณไม่มีที่สุด อยู่ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า เราเป็นผู้ได้วิญญาณัญจายตนสมาบัติ ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้ ไม่ใช่เป็นผู้ได้วิญญาณัญจายตนสมาบัติ อสัตบุรุษนั้นจึงยกตน ข่มผู้อื่น ด้วยวิญญาณัญจายตนสมาบัตินั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ อสัปปุริสธรรม ฯ ส่วนสัตบุรุษแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า แม้วิญญาณัญจายตนสมาบัติพระผู้มีพระภาคก็ตรัสว่า ไม่มีตัณหาแล้ว เพราะคนทั้งหลายสำคัญกันด้วยเหตุใดๆ เหตุนั้นๆ ย่อมเป็นอย่างอื่นจากที่สำคัญนั้น สัตบุรุษนั้นทำความไม่มีตัณหาแต่ภายในเท่านั้น ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น ด้วยวิญญาณัญจายตนสมาบัตินั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ สัปปุริสธรรม ฯ
ปุน จปรํ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส สพฺพโส วิญฺญาณญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม นตฺถิ กิญฺจีติ อากิญฺจญฺญายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ โส อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ อหํ โขมฺหิ อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติยา ลาภี อิเม ปนญฺเญ ภิกฺขู อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติยา น ลาภิโนติ ฯ โส ตาย อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติยา อตฺตานุกฺกํเสติ ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว อสปฺปุริสธมฺโม ฯ สปฺปุริโส จ โข ภิกฺขเว อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติยาปิ โข อคมฺมยตา วุตฺตา ภควตา เยน เยน หิ มญฺญนฺติ ตโต ตํ โหติ อญฺญถาติ ฯ โส อคมฺมยตญฺเญว อนฺตรํ กริตฺวา ตาย อากิญฺจญฺญายตน- สมาปตฺติยา เนวตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว สปฺปุริสธมฺโม ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อสัตบุรุษล่วงวิญญาณัญ-*จายตนฌานโดยประการทั้งปวงแล้ว เข้าอากิญจัญญายตนฌานด้วยมนสิการว่า ไม่มีอะไรสักน้อยหนึ่งอยู่ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า เราเป็นผู้ได้อากิญจัญญายตน-*สมาบัติ ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้ ไม่ใช่เป็นผู้ได้อากิญจัญญายตนสมาบัติ อสัตบุรุษนั้นจึงยกตน ข่มผู้อื่น ด้วยอากิญจัญญายตนสมาบัตินั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ อสัปปุริสธรรม ฯ ส่วนสัตบุรุษแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า แม้อากิญจัญญายตนสมาบัติพระผู้มีพระภาคก็ตรัสว่า ไม่มีตัณหาแล้ว เพราะคนทั้งหลายสำคัญกันด้วยเหตุใดๆ เหตุนั้นๆ ย่อมเป็นอย่างอื่นจากที่สำคัญนั้น สัตบุรุษทำความไม่มีตัณหาแต่ภายในเท่านั้น ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น ด้วยอากิญจัญญายตนสมาบัตินั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ สัปปุริสธรรม ฯ
ปุน จปรํ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อากิญฺจญฺญายตนํ สมติกฺกมฺม เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ โส อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ อหํ โขมฺหิ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติยา ลาภี อิเม ปนญฺเญ ภิกฺขู เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติยา น ลาภิโนติ ฯ โส ตาย เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติยา อตฺตานุกฺกํเสติ ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว อสปฺปุริสธมฺโม ฯ สปฺปุริโส จ โข ภิกฺขเว อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ เนวสญฺญานาสญฺญายตน- สมาปตฺติยาปิ โข อคมฺมยตา วุตฺตา ภควตา เยน เยน หิ มญฺญนฺติ ตโต ตํ โหติ อญฺญถาติ ฯ โส อคมฺมยตญฺเญว อนฺตรํ กริตฺวา ตาย เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติยา เนวตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว สปฺปุริสธมฺโม ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อสัตบุรุษล่วงอากิญ- *จัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวงแล้ว เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌานอยู่ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า เราเป็นผู้ได้เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้ ไม่ใช่เป็นผู้ได้เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ อสัตบุรุษนั้นจึงยกตนข่มผู้อื่น ด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัตินั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คืออสัปปุริสธรรม ฯ ส่วนสัตบุรุษแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า แม้เนวสัญญานาสัญญายตน-*สมาบัติ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสว่า ไม่มีตัณหาแล้ว เพราะคนทั้งหลายสำคัญกันด้วยเหตุใดๆ เหตุนั้นๆ ย่อมเป็นอย่างอื่นจากที่สำคัญนั้น สัตบุรุษนั้นจึงทำความไม่มีตัณหาแต่ภายในเท่านั้น ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น ด้วยเนวสัญญานาสัญญายตน-*สมาบัตินั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ สัปปุริสธรรม ฯ
ปุน จปรํ ภิกฺขเว สปฺปุริโส สพฺพโส เนวสญฺญา- นาสญฺญายตนํ สมติกฺกมฺม สญฺญาเวทยิตนิโรธํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ ปญฺญายปสฺส ทิสฺวา อาสวา ปริกฺขีณา โหนฺติ ฯ อยํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ น กิญฺจิ มญฺญติ น กุหิญฺจิ มญฺญติ น เกนจิ มญฺญตีติ ฯ อิทมโวจ ภควา อตฺตมนา เต ภิกฺขู ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทุนฺติ ฯ สปฺปุริสสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ ตติยํ ฯ ---------
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก สัตบุรุษล่วงเนวสัญญา-*นาสัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวงแล้ว เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ เพราะเห็นด้วยปัญญา จึงมีอาสวะสิ้นไป ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้แลย่อมไม่สำคัญอะไรๆย่อมไม่สำคัญที่ไหนๆ และไม่สำคัญด้วยเหตุไรๆ ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นต่างชื่นชม ยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล ฯ จบ สัปปุริสสูตร ที่ ๓ -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. สัปปุริสสูตร ว่าด้วยธรรมของสัตบุรุษและธรรมของอสัตบุรุษ
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ บิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคได้รับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้วพระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า @เชิงอรรถ : @ ดูเชิงอรรถที่ ๑ ข้อ ๘๙ (มหาปุณณมสูตร) หน้า ๑๐๑ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๑๒๕}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๒. อนุปทวรรค] ๓. สัปปุริสสูตร “ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมของสัตบุรุษและธรรมของอสัตบุรุษแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังธรรมของสัตบุรุษและธรรมของอสัตบุรุษนั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสเรื่องนี้ว่า “ธรรมของอสัตบุรุษ เป็นอย่างไร คือ อสัตบุรุษในโลกนี้ เป็นผู้ออกจากตระกูลสูงบวชแล้ว เธอย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราเป็นผู้ออกจากตระกูลสูง บวช ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้ มิได้เป็นผู้ออกจากตระกูลสูงบวช’ เพราะความเป็นผู้มีตระกูลสูงนั้น อสัตบุรุษนั้นจึงยกตนข่มผู้อื่น ภิกษุทั้งหลาย นี้ชื่อว่าธรรมของอสัตบุรุษ ส่วนสัตบุรุษย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เพราะความเป็นผู้มีตระกูลสูง ธรรมคือโลภะย่อมไม่ถึงความสิ้นไป ธรรมคือโทสะย่อมไม่ถึงความสิ้นไป หรือธรรมคือโมหะย่อมไม่ถึงความสิ้นไป แม้ถ้าภิกษุไม่ใช่เป็นผู้ออกจากตระกูลสูงบวชแล้ว แต่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติตามธรรม เธอก็เป็นผู้ควรบูชา ควรสรรเสริญ ในหมู่ภิกษุนั้น’ เพราะความเป็นผู้มีตระกูลสูงนั้นสัตบุรุษนั้นจึงทำข้อปฏิบัติเท่านั้นไว้ในภายใน แล้วไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น ภิกษุทั้งหลาย นี้ชื่อว่าธรรมของสัตบุรุษ (๑) อีกประการหนึ่ง อสัตบุรุษเป็นผู้ออกจากตระกูลใหญ่ บวช ฯลฯ เป็นผู้ออกจากตระกูลมีโภคะมากบวช ... เป็นผู้ออกจากตระกูลมีโภคะโอฬารบวช อสัตบุรุษนั้นย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราเป็นผู้ออกจากตระกูลมีโภคะโอฬารบวช ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้ ไม่ใช่เป็นผู้ออกจากตระกูลมีโภคะโอฬารบวช’ เพราะความเป็นผู้มีโภคะโอฬารนั้น อสัตบุรุษนั้นจึงยกตน ข่มผู้อื่น ภิกษุทั้งหลาย นี้ชื่อว่าธรรมของอสัตบุรุษ @เชิงอรรถ : @ ตระกูลสูง ในที่นี้หมายถึงตระกูลกษัตริย์ หรือตระกูลพราหมณ์ (ม.อุ.อ. ๓/๑๐๕/๖๘)@ ตระกูลใหญ่ ในที่นี้หมายถึงตระกูลกษัตริย์ ตระกูลพราหมณ์ หรือตระกูลแพศย์ (ม.อุ.อ. ๓/๑๐๕/๖๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๑๒๖}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๒. อนุปทวรรค] ๓. สัปปุริสสูตร ส่วนสัตบุรุษย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เพราะความเป็นผู้มีโภคะโอฬาร ธรรมคือโลภะย่อมไม่ถึงความสิ้นไป ธรรมคือโทสะย่อมไม่ถึงความสิ้นไป หรือธรรมคือโมหะย่อมไม่ถึงความสิ้นไป แม้ถ้าภิกษุไม่ใช่เป็นผู้ออกจากตระกูลมีโภคะโอฬารบวชแล้ว แต่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติตามธรรม เธอก็เป็นผู้ควรบูชา ควรสรรเสริญ ในหมู่ภิกษุนั้น’ เพราะความเป็นผู้มีโภคะโอฬารนั้น สัตบุรุษนั้นจึงทำข้อปฏิบัติเท่านั้นไว้ในภายใน แล้วไม่ยกตนไม่ข่มผู้อื่น ภิกษุทั้งหลาย นี้ชื่อว่าธรรมของสัตบุรุษ (๒-๔)
อีกประการหนึ่ง อสัตบุรุษเป็นผู้มีชื่อเสียง มียศ ย่อมพิจารณาเห็น ดังนี้ว่า ‘เรามีชื่อเสียง มียศ ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้ เป็นผู้ไม่มีชื่อเสียง มีศักดิ์น้อย‘เพราะความเป็นผู้มีชื่อเสียงนั้น อสัตบุรุษนั้นจึงยกตน ข่มผู้อื่น ภิกษุทั้งหลาย นี้ชื่อว่าธรรมของอสัตบุรุษ ส่วนสัตบุรุษย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เพราะความเป็นผู้มีชื่อเสียง ธรรมคือโลภะย่อมไม่ถึงความสิ้นไป ธรรมคือโทสะย่อมไม่ถึงความสิ้นไป หรือธรรมคือโมหะย่อมไม่ถึงความสิ้นไป แม้ถ้าภิกษุไม่ใช่เป็นผู้มีชื่อเสียง ไม่ใช่เป็นผู้มียศ แต่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติตามธรรม เธอก็เป็นผู้ควรบูชา ควรสรรเสริญ ในหมู่ภิกษุนั้น’ เพราะความเป็นผู้มีชื่อเสียงนั้น สัตบุรุษนั้นจึงทำข้อปฏิบัติเท่านั้นไว้ในภายใน แล้วไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น ภิกษุทั้งหลาย นี้ชื่อว่าธรรมของสัตบุรุษ (๕) อีกประการหนึ่ง อสัตบุรุษได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัย เภสัชบริขาร ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราเป็นผู้ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้ เป็นผู้ไม่ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร’ เพราะการได้นั้น อสัตบุรุษนั้นจึงยกตน ข่มผู้อื่น ภิกษุทั้งหลาย นี้ชื่อว่าธรรมของอสัตบุรุษ @เชิงอรรถ : @ มียศ ในที่นี้หมายถึงสมบูรณ์ด้วยบริวาร (ม.อุ.อ. ๓/๑๐๖/๖๘) @ มีศักดิ์น้อย ในที่นี้หมายถึงมีบริวารน้อย (ม.อุ.อ. ๓/๑๐๖/๖๘) @ ดูเชิงอรรถที่ ๒ ข้อ ๘๒ (โคปกโมคคัลลานสูตร) หน้า ๙๐ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๑๒๗}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๒. อนุปทวรรค] ๓. สัปปุริสสูตร ส่วนสัตบุรุษย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เพราะการได้นั้น ธรรมคือโลภะย่อมไม่ถึงความสิ้นไป ธรรมคือโทสะย่อมไม่ถึงความสิ้นไป หรือธรรมคือโมหะย่อมไม่ถึงความสิ้นไป แม้ถ้าภิกษุไม่เป็นผู้ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร แต่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติตามธรรมเธอก็เป็นผู้ควรบูชา ควรสรรเสริญ ในหมู่ภิกษุนั้น’ เพราะการได้นั้น สัตบุรุษนั้นจึงทำข้อปฏิบัติเท่านั้นไว้ในภายใน แล้วไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น ภิกษุทั้งหลาย นี้ชื่อว่าธรรมของสัตบุรุษ (๖) อีกประการหนึ่ง อสัตบุรุษเป็นพหูสูต ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราเป็นพหูสูต ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้ ไม่เป็นพหูสูต’ เพราะความเป็นพหูสูตนั้น อสัตบุรุษนั้นจึงยกตน ข่มผู้อื่น ภิกษุทั้งหลาย นี้ชื่อว่าธรรมของอสัตบุรุษ ส่วนสัตบุรุษย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เพราะความเป็นพหูสูต ธรรมคือโลภะย่อมไม่ถึงความสิ้นไป ธรรมคือโทสะย่อมไม่ถึงความสิ้นไป หรือธรรมคือโมหะย่อมไม่ถึงความสิ้นไป แม้ถ้าภิกษุไม่เป็นพหูสูต แต่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควร แก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติตามธรรม เธอก็เป็นผู้ควรบูชา ควรสรรเสริญในหมู่ภิกษุนั้น’ เพราะความเป็นพหูสูตนั้น สัตบุรุษนั้นจึงทำข้อปฏิบัติเท่านั้นไว้ในภายใน แล้วไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น ภิกษุทั้งหลาย นี้ชื่อว่าธรรมของสัตบุรุษ (๗) อีกประการหนึ่ง อสัตบุรุษเป็นผู้ทรงจำวินัย ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราเป็นผู้ทรงจำวินัย ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้ ไม่เป็นผู้ทรงจำวินัย’ เพราะความเป็นผู้ทรงจำวินัยนั้น อสัตบุรุษนั้นจึงยกตน ข่มผู้อื่น ภิกษุทั้งหลาย นี้ชื่อว่าธรรมของอสัตบุรุษ ส่วนสัตบุรุษย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เพราะความเป็นผู้ทรงจำวินัยนั้น ธรรมคือโลภะย่อมไม่ถึงความสิ้นไป ธรรมคือโทสะย่อมไม่ถึงความสิ้นไป หรือธรรมคือโมหะย่อมไม่ถึงความสิ้นไป แม้ถ้าภิกษุไม่เป็นผู้ทรงจำวินัย แต่เป็นผู้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๑๒๘}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๒. อนุปทวรรค] ๓. สัปปุริสสูตร ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติตามธรรม เธอก็เป็นผู้ควรบูชาควรสรรเสริญ ในหมู่ภิกษุนั้น’ เพราะความเป็นผู้ทรงจำวินัยนั้น สัตบุรุษนั้นจึงทำข้อปฏิบัติเท่านั้นไว้ในภายใน แล้วไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น ภิกษุทั้งหลาย นี้ชื่อว่าธรรมของสัตบุรุษ (๘) อีกประการหนึ่ง อสัตบุรุษเป็นพระธรรมกถึก ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราเป็นพระธรรมกถึก ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้ไม่เป็นพระธรรมกถึก’ เพราะความเป็นพระธรรมกถึกนั้น อสัตบุรุษนั้นจึงยกตน ข่มผู้อื่น ภิกษุทั้งหลาย นี้ชื่อว่าธรรมของอสัตบุรุษ ส่วนสัตบุรุษย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เพราะความเป็นพระธรรมกถึก ธรรมคือโลภะย่อมไม่ถึงความสิ้นไป ธรรมคือโทสะย่อมไม่ถึงความสิ้นไป หรือธรรมคือโมหะย่อมไม่ถึงความสิ้นไป แม้ถ้าภิกษุไม่เป็นพระธรรมกถึก แต่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติตามธรรม เธอก็เป็นผู้ควรบูชา ควรสรรเสริญในหมู่ภิกษุนั้น’ เพราะความเป็นพระธรรมกถึกนั้น สัตบุรุษนั้นจึงทำข้อปฏิบัติเท่านั้นไว้ในภายใน แล้วไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น ภิกษุทั้งหลาย นี้ชื่อว่าธรรมของสัตบุรุษ (๙)
อีกประการหนึ่ง อสัตบุรุษเป็นผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ย่อมพิจารณา เห็นดังนี้ว่า ‘เราเป็นผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้ไม่เป็นผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร’ เพราะความเป็นผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตรนั้น อสัตบุรุษนั้นจึงยกตน ข่มผู้อื่น ภิกษุทั้งหลาย นี้ชื่อว่าธรรมของอสัตบุรุษ ส่วนสัตบุรุษย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เพราะความเป็นผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตรธรรมคือโลภะย่อมไม่ถึงความสิ้นไป ธรรมคือโทสะย่อมไม่ถึงความสิ้นไป หรือธรรมคือโมหะย่อมไม่ถึงความสิ้นไป แม้ถ้าภิกษุไม่เป็นผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร แต่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติตามธรรม เธอก็เป็นผู้ควรบูชา ควรสรรเสริญ ในหมู่ภิกษุนั้น’ เพราะความเป็นผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตรนั้นสัตบุรุษนั้นจึงทำข้อปฏิบัติเท่านั้นไว้ในภายใน แล้วไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น ภิกษุทั้งหลาย นี้ชื่อว่าธรรมของสัตบุรุษ (๑๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๑๒๙}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๒. อนุปทวรรค] ๓. สัปปุริสสูตร อีกประการหนึ่ง อสัตบุรุษเป็นผู้ถือการทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราเป็นผู้ถือการทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้ไม่เป็นผู้ถือการทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร’ เพราะความเป็นผู้ถือการทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตรนั้นอสัตบุรุษนั้นจึงยกตน ข่มผู้อื่น ภิกษุทั้งหลาย นี้ชื่อว่าธรรมของอสัตบุรุษ ส่วนสัตบุรุษย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เพราะความเป็นผู้ถือการทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ธรรมคือโลภะย่อมไม่ถึงความสิ้นไป ธรรมคือโทสะย่อมไม่ถึงความสิ้นไปหรือธรรมคือโมหะย่อมไม่ถึงความสิ้นไป แม้ถ้าภิกษุไม่เป็นผู้ถือการทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร แต่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติตามธรรมเธอก็เป็นผู้ควรบูชา ควรสรรเสริญ ในหมู่ภิกษุนั้น’ เพราะความเป็นผู้ถือการทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตรนั้น สัตบุรุษนั้นจึงทำข้อปฏิบัติเท่านั้นไว้ในภายใน แล้วไม่ยกตนไม่ข่มผู้อื่น ภิกษุทั้งหลาย นี้ชื่อว่าธรรมของสัตบุรุษ (๑๑) อีกประการหนึ่ง อสัตบุรุษเป็นผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ย่อม พิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราเป็นผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้ไม่เป็นผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร’ เพราะความเป็นผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรนั้น อสัตบุรุษนั้นจึงยกตน ข่มผู้อื่น ภิกษุทั้งหลาย นี้ชื่อว่าธรรมของอสัตบุรุษ ส่วนสัตบุรุษย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เพราะความเป็นผู้ถือการเที่ยว บิณฑบาตเป็นวัตร ธรรมคือโลภะย่อมไม่ถึงความสิ้นไป ธรรมคือโทสะย่อมไม่ถึงความสิ้นไป หรือธรรมคือโมหะย่อมไม่ถึงความสิ้นไป แม้ถ้าภิกษุไม่เป็นผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร แต่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติตามธรรม เธอก็เป็นผู้ควรบูชา ควรสรรเสริญ ในหมู่ภิกษุนั้น’ เพราะความเป็นผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรนั้น สัตบุรุษนั้นจึงทำข้อปฏิบัติเท่านั้นไว้ในภายใน แล้วไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น ภิกษุทั้งหลาย นี้ชื่อว่าธรรมของสัตบุรุษ (๑๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๑๓๐}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๒. อนุปทวรรค] ๓. สัปปุริสสูตร อีกประการหนึ่ง อสัตบุรุษเป็นผู้ถือการอยู่โคนไม้เป็นวัตร ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราเป็นผู้ถือการอยู่โคนไม้เป็นวัตร ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้ไม่เป็นผู้ถือการอยู่โคนไม้เป็นวัตร’ เพราะความเป็นผู้ถือการอยู่โคนไม้เป็นวัตรนั้น อสัตบุรุษนั้นจึงยกตนข่มผู้อื่น ภิกษุทั้งหลาย นี้ชื่อว่าธรรมของอสัตบุรุษ ส่วนสัตบุรุษย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เพราะความเป็นผู้ถือการอยู่โคนไม้เป็นวัตรธรรมคือโลภะย่อมไม่ถึงความสิ้นไป ธรรมคือโทสะย่อมไม่ถึงความสิ้นไป หรือธรรมคือโมหะย่อมไม่ถึงความสิ้นไป แม้ถ้าภิกษุไม่เป็นผู้ถือการอยู่โคนไม้เป็นวัตรแต่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติตามธรรม เธอก็เป็นผู้ควรบูชา ควรสรรเสริญ ในหมู่ภิกษุนั้น’ เพราะความเป็นผู้ถือการอยู่โคนไม้เป็นวัตรนั้น สัตบุรุษนั้นจึงทำข้อปฏิบัติเท่านั้นไว้ในภายใน แล้วไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น ภิกษุทั้งหลาย นี้ชื่อว่าธรรมของสัตบุรุษ (๑๓) อีกประการหนึ่ง อสัตบุรุษเป็นผู้ถือการอยู่ในป่าช้าเป็นวัตร ฯลฯ เป็นผู้ถือการอยู่กลางแจ้งเป็นวัตร ฯลฯ เป็นผู้ถือการนั่งเป็นวัตร ฯลฯ เป็นผู้ถือการอยู่ในเสนาสนะที่เขาจัดให้เป็นวัตร ฯลฯ เป็นผู้ถือการฉัน ณ อาสนะเดียวเป็นวัตรอสัตบุรุษนั้นย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราเป็นผู้ถือการฉัน ณ อาสนะเดียวเป็นวัตรส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้ไม่เป็นผู้ถือการฉัน ณ อาสนะเดียวเป็นวัตร’ เพราะความเป็นผู้ถือการฉัน ณ อาสนะเดียวเป็นวัตรนั้น อสัตบุรุษนั้นจึงยกตน ข่มผู้อื่น ภิกษุทั้งหลาย นี้ชื่อว่าธรรมของอสัตบุรุษ ส่วนสัตบุรุษย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เพราะความเป็นผู้ถือการฉัน ณ อาสนะเดียวเป็นวัตร ธรรมคือโลภะย่อมไม่ถึงความสิ้นไป ธรรมคือโทสะย่อมไม่ถึงความสิ้นไป หรือธรรมคือโมหะย่อมไม่ถึงความสิ้นไป แม้ถ้าภิกษุไม่เป็นผู้ถือการฉันณ อาสนะเดียวเป็นวัตร แต่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติตามธรรม เธอก็เป็นผู้ควรบูชา ควรสรรเสริญ ในหมู่ภิกษุนั้น’ เพราะความเป็นผู้ถือการฉัน ณ อาสนะเดียวเป็นวัตรนั้น สัตบุรุษนั้นจึงทำข้อปฏิบัติเท่านั้นไว้ในภายใน แล้วไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น ภิกษุทั้งหลาย นี้ชื่อว่าธรรมของสัตบุรุษ (๑๔-๑๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๑๓๑}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๒. อนุปทวรรค] ๓. สัปปุริสสูตร สมาบัติ ๘ ประการ
อีกประการหนึ่ง อสัตบุรุษสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีวิตก วิจาร ปีติและสุขอันเกิดจากวิเวกอยู่ อสัตบุรุษนั้นย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราเป็นผู้ได้ปฐมฌานสมาบัติ ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้ไม่เป็นผู้ได้ปฐมฌานสมาบัติ’ เพราะปฐมฌานสมาบัตินั้น อสัตบุรุษนั้นจึงยกตน ข่มผู้อื่น ภิกษุทั้งหลาย นี้ชื่อว่าธรรมของอสัตบุรุษ ส่วนสัตบุรุษย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘แม้เพราะปฐมฌานสมาบัติ พระผู้มีพระภาคจึงตรัสอตัมมยตา ไว้ เพราะชนทั้งหลายเข้าใจกันด้วยเหตุใดๆ เหตุนั้นๆย่อมเป็นอย่างอื่นจากที่เข้าใจกันนั้น’ เพราะปฐมฌานสมาบัตินั้น สัตบุรุษนั้นจึงทำอตัมมยตาเท่านั้นไว้ในภายใน แล้วไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น ภิกษุทั้งหลาย นี้ชื่อว่าธรรมของสัตบุรุษ (๑๙) อีกประการหนึ่ง เพราะวิตกวิจารสงบระงับไป อสัตบุรุษบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสในภายใน มีภาวะที่จิตเป็นหนึ่งผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิอยู่ ฯลฯ บรรลุตติยฌาน ฯลฯ บรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ อยู่ อสัตบุรุษนั้นย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราเป็นผู้ได้จตุตถฌานสมาบัติ ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้ไม่เป็นผู้ได้จตุตถฌานสมาบัติ’ เพราะจตุตถฌานสมาบัตินั้นอสัตบุรุษนั้นจึงยกตน ข่มผู้อื่น ภิกษุทั้งหลาย นี้ชื่อว่าธรรมของอสัตบุรุษ ส่วนสัตบุรุษย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘แม้เพราะจตุตถฌานสมาบัติ พระผู้มีพระภาคจึงตรัสอตัมมยตาไว้ เพราะชนทั้งหลายเข้าใจกันด้วยเหตุใดๆ เหตุนั้นๆย่อมเป็นอย่างอื่นจากที่เข้าใจกันนั้น’ เพราะจตุตถฌานสมาบัตินั้น สัตบุรุษนั้นจึงทำอตัมมยตาเท่านั้นไว้ในภายใน แล้วไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น ภิกษุทั้งหลาย นี้ชื่อว่าธรรมของสัตบุรุษ (๒๐-๒๒) @เชิงอรรถ : @ อตัมมยตา ในที่นี้หมายถึงความไม่มีตัณหา (ม.อุ.อ. ๓/๑๐๘/๖๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๑๓๒}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๒. อนุปทวรรค] ๓. สัปปุริสสูตร อีกประการหนึ่ง เพราะล่วงรูปสัญญา ดับปฏิฆสัญญา ไม่กำหนดนานัตต- สัญญาโดยประการทั้งปวง อสัตบุรุษบรรลุอากาสานัญจายตนะ โดยกำหนดว่า‘อากาศหาที่สุดมิได้’ อยู่ เธอย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราเป็นผู้ได้อากาสานัญ-จายตนสมาบัติ ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้ไม่เป็นผู้ได้อากาสานัญจายตนสมาบัติ’ เพราะอากาสานัญจายตนสมาบัตินั้น อสัตบุรุษนั้นจึงยกตน ข่มผู้อื่น ภิกษุทั้งหลาย นี้ชื่อว่าธรรมของอสัตบุรุษ ส่วนสัตบุรุษย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘แม้เพราะอากาสานัญจายตนสมาบัติพระผู้มีพระภาคจึงตรัสอตัมมยตาไว้ เพราะชนทั้งหลายเข้าใจกันด้วยเหตุใดๆเหตุนั้นๆ ย่อมเป็นอย่างอื่นจากที่เข้าใจกันนั้น’ เพราะอากาสานัญจายตนสมาบัตินั้น สัตบุรุษนั้นจึงทำอตัมมยตาเท่านั้นไว้ในภายใน แล้วไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น ภิกษุทั้งหลาย นี้ชื่อว่าธรรมของสัตบุรุษ (๒๓) อีกประการหนึ่ง อสัตบุรุษล่วงอากาสานัญจายตนะได้โดยประการทั้งปวงบรรลุวิญญาณัญจายตนะ โดยกำหนดว่า ‘วิญญาณหาที่สุดมิได้’ อยู่ เธอย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราเป็นผู้ได้วิญญาณัญจายตนสมาบัติ ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้ไม่เป็นผู้ได้วิญญาณัญจายตนสมาบัติ’ เพราะวิญญาณัญจายตนสมาบัตินั้น อสัตบุรุษนั้นจึงยกตน ข่มผู้อื่น ภิกษุทั้งหลาย นี้ชื่อว่าธรรมของอสัตบุรุษ ส่วนสัตบุรุษย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘แม้เพราะวิญญาณัญจายตนสมาบัติ พระผู้มีพระภาคจึงตรัสอตัมมยตาไว้ เพราะชนทั้งหลายเข้าใจกันด้วยเหตุใดๆเหตุนั้นๆ ย่อมเป็นอย่างอื่นจากที่เข้าใจกันนั้น’ เพราะวิญญาณัญจายตนสมาบัตินั้น สัตบุรุษนั้นจึงทำอตัมมยตาเท่านั้นไว้ในภายใน แล้วไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น ภิกษุทั้งหลาย นี้ชื่อว่าธรรมของสัตบุรุษ (๒๔) อีกประการหนึ่ง อสัตบุรุษก้าวล่วงวิญญาณณัญจายตนะได้โดยประการทั้งปวงบรรลุอากิญจัญญายตนะ โดยกำหนดว่า ‘ไม่มีอะไร’ อยู่ เธอย่อมพิจารณาเห็น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๑๓๓}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๒. อนุปทวรรค] ๓. สัปปุริสสูตร ดังนี้ว่า ‘เราเป็นผู้ได้อากิญจัญญายตนสมาบัติ ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้ไม่เป็นผู้ได้อากิญจัญญายตนสมาบัติ’ เพราะอากิญจัญญายตนสมาบัตินั้น อสัตบุรุษนั้น จึงยกตน ข่มผู้อื่น ภิกษุทั้งหลาย นี้ชื่อว่าธรรมของอสัตบุรุษ ส่วนสัตบุรุษย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘แม้เพราะอากิญจัญญายตนสมาบัติ พระผู้มีพระภาคจึงตรัสอตัมมยตาไว้ เพราะชนทั้งหลายเข้าใจกันด้วยเหตุใดๆเหตุนั้นๆ ย่อมเป็นอย่างอื่นจากที่เข้าใจกันนั้น’ เพราะอากิญจัญญายตนสมาบัตินั้นสัตบุรุษนั้นจึงทำอตัมมยตาเท่านั้นไว้ในภายใน แล้วไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น ภิกษุทั้งหลาย นี้ชื่อว่าธรรมของสัตบุรุษ (๒๕) อีกประการหนึ่ง อสัตบุรุษล่วงอากิญจัญญายตนะได้โดยประการทั้งปวง บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะอยู่ เธอย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราเป็นผู้ได้เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้ไม่เป็นผู้ได้เนวสัญญานา-สัญญายตนสมาบัติ’ เพราะเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัตินั้น อสัตบุรุษนั้น จึงยกตน ข่มผู้อื่น ภิกษุทั้งหลาย นี้ชื่อว่าธรรมของอสัตบุรุษ ส่วนสัตบุรุษย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘แม้เพราะเนวสัญญานาสัญญายตน-สมาบัติ พระผู้มีพระภาคจึงตรัสอตัมมยตาไว้ เพราะชนทั้งหลายเข้าใจกันด้วยเหตุใดๆ เหตุนั้นๆ ย่อมเป็นอย่างอื่นจากที่เข้าใจกันนั้น’ เพราะเนวสัญญา-นาสัญญายตนสมาบัตินั้น สัตบุรุษนั้นจึงทำอตัมมยตาเท่านั้นไว้ในภายใน แล้วไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น ภิกษุทั้งหลาย นี้ชื่อว่าธรรมของสัตบุรุษ (๒๖) อีกประการหนึ่ง สัตบุรุษล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนะได้โดยประการทั้งปวงบรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ เพราะเห็นด้วยปัญญา อาสวะทั้งหลายของสัตบุรุษนั้นจึงสิ้นไป
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๑๓๔}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๒. อนุปทวรรค] ๔. เสวิตัพพาเสวิตัพพสูตร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้แลย่อมไม่ถือตัวกับใครๆ ไม่ถือตัวในที่ไหนๆ และ ไม่ถือตัวด้วยเหตุไรๆ (๒๗)” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสภาษิตนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นมีใจยินดีต่างชื่นชมพระ ภาษิตของพระผู้มีพระภาค ดังนี้แล สัปปุริสสูตรที่ ๓ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. อรรถกถาสัปปุริสธรรมสูตร
บาลีเป็นสัปปุริสสูตร
สัปปุริสธรรมสูตร มีคำเริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สปฺปุริสธมฺมํ ได้แก่ ธรรมของสัตบุรุษทั้งหลาย.
บทว่า อสปฺปุริสธมฺมํ ได้แก่ ธรรมของคนเลวทั้งหลาย.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงวางแม่บทไว้อย่างนี้แล้ว เมื่อทรงแสดงธรรมที่ควรละก่อน จึงตรัสคำมีอาทิว่า กตโม จ ภิกฺขเว อสปฺปุริสธมฺโม ดังนี้ไว้อีก เหมือนบุรุษผู้ฉลาดในทางบอกทางที่ควรละก่อนว่า จงละทางซ้าย ถือเอาทางขวา ฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุจฺจากุลา ความว่า จากตระกูลกษัตริย์หรือจากตระกูลพราหมณ์ ด้วยว่าตระกูลทั้งสองนี้เท่านั้น เรียกว่าตระกูลสูง.
บทว่า โส ตตฺถ ปุชฺโช ความว่า ในภิกษุเหล่านั้น ภิกษุรูปนั้นเป็นผู้ควรบูชา.
บทว่า อนฺตรํ กริตฺวา ได้แก่ กระทำไว้ภายใน
บทว่า มหากุลา ได้แก่ จากตระกูลกษัตริย์ ตระกูลพราหมณ์หรือตระกูลแพศย์. เพราะตระกูลทั้งสามนี้เท่านั้น เรียกว่าตระกูลใหญ่
บทว่า มหาโภคกุลา คือ จากตระกูลที่สมบูรณ์ด้วยโภคทรัพย์มากมาย.
บทว่า อุฬารโภคกุลา คือ จากตระกูลที่พรั่งพร้อมด้วยโภคทรัพย์อันโอฬาร คือประณีต.
ในบททั้งสองนี้ย่อมได้ตระกูลแม้ทั้ง ๔ ตระกูล เพราะผู้เกิดในตระกูลใดตระกูลหนึ่งย่อมเป็นผู้มีโภคทรัพย์มากบ้าง มีโภคทรัพย์โอฬารบ้าง ด้วยผลบุญทั้งหลาย.
บทว่า ยสสฺสี แปลว่า พรั่งพร้อมด้วยบริวาร.
บทว่า อปฺปญฺญาตา ได้แก่ ย่อมไม่ปรากฏในท่ามกลางสงฆ์เป็นต้น เหมือนลูกศรที่ยิงไปในเวลากลางคืน.
บทว่า อปฺเปสกฺขา แปลว่า มีบริวารน้อย.
บทว่า อารญฺญิโก คือ สมาทานธุดงค์มีอยู่ในป่าเป็นวัตร. แม้ในธุดงค์ที่เหลือทั้งหลายก็นัยนี้นั่นแล. ก็ในบาลีพระสูตรนี้ธุดงค์มา ๙ ข้อเท่านั้น. แต่โดยพิสดารธุดงค์นี้มี ๑๓ ข้อ.
ในบรรดาธุดงค์ ๑๓ นั้น ธุดงค์ที่ควรจะพูดถึงทั้งหมดนั้นได้พูดไว้แล้วในธุดงคนิทเทส ในวิสุทธิมรรคโดยอาการทั้งปวง.
ในบทว่า อตมฺมยตา ตัณหาเรียกว่า ตมฺมยตา. อธิบายว่า ความเป็นผู้ไม่มีตัณหา.
บทว่า อตมฺมยตํ เจว อนฺตรํ กริตฺวา ความว่า ทำความเป็นผู้ไม่มีตัณหานั่นแลให้เป็นเหตุ หรือกระทำไว้ในภายใน. อธิบายว่า ให้เกิดขึ้นในจิต.
พึงทราบวินิจฉัยในนิโรธวาระต่อไป
ก็เพราะเหตุที่พระอนาคามีและพระขีณาสพทั้งหลายย่อมเข้า (นิโรธ) สมาบัตินั้นได้ ส่วนปุถุชนไม่มีสมาบัตินั้น เพราะฉะนั้น วาระที่ว่าด้วยอสัตบุรุษจึงละไว้ (ไม่พูดถึง).
บทว่า น กิญฺจิ มญฺญติ ได้แก่ ย่อมไม่สำคัญบุคคลไรๆ ด้วยความสำคัญ ๓ ประการ.
บทว่า น กุหิญฺจิ มญฺญติ ได้แก่ ย่อมไม่สำคัญในโอกาสไรๆ.
บทว่า น เกนจิ มญฺญติ ได้แก่ ย่อมไม่สำคัญบุคคลนั้นแม้ด้วยวัตถุไรๆ.
คำที่เหลือในที่ทุกแห่งง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาสัปปุริสธรรมสูตรที่ ๓ -----------------------------------------------------