๖. อิสิคิลิสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อิสิคิลิสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ ๖. อิสิคิลิสูตร (๑๑๖)
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา ราชคเห วิหรติ อิสิคิลิสฺมึ ปพฺพเต ฯ ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ภิกฺขโวติ ฯ ภทนฺเตติ เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ภูเขาอิสิคิลิ เขตพระนครราชคฤห์สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว ฯ
ภควา เอตทโวจ ปสฺสถ โน ตุเมฺห ภิกฺขเว เอตํ เวภารํ ปพฺพตนฺติ ฯ เอวมฺภนฺเต ฯ เอตสฺส โข ภิกฺขเว เวภารสฺส ปพฺพตสฺส อญฺญาว สมญฺญา อโหสิ อญฺญา ปญฺญตฺติ ฯ ปสฺสถ โน ตุเมฺห ภิกฺขเว เอตํ ปณฺฑวํ ปพฺพตนฺติ ฯ เอวมฺภนฺเต ฯ เอตสฺสปิ โข ภิกฺขเว ปณฺฑวสฺส ปพฺพตสฺส อญฺญาว สมญฺญา อโหสิ อญฺญา ปญฺญตฺติ ฯ ปสฺสถ โน ตุเมฺห ภิกฺขเว เอตํ เวปุลฺลํ ปพฺพตนฺติ ฯ เอวมฺภนฺเต ฯ เอตสฺสปิ โข ภิกฺขเว เวปุลฺลสฺส ปพฺพตสฺส อญฺญาว สมญฺญา อโหสิ อญฺญา ปญฺญตฺติ ฯ ปสฺสถ โน ตุเมฺห ภิกฺขเว เอตํ คิชฺฌกูฏํ ปพฺพตนฺติ ฯ เอวมฺภนฺเต ฯ เอตสฺสปิ โข ภิกฺขเว คิชฺฌกูฏสฺส ปพฺพตสฺส อญฺญาว สมญฺญา อโหสิ อญฺญา ปญฺญตฺติ ฯ ปสฺสถ โน ตุเมฺห ภิกฺขเว อิมํ อิสิคิลึ ปพฺพตนฺติ ฯ เอวมฺภนฺเต ฯ อิมสฺส โข ปน ภิกฺขเว อิสิคิลิสฺส ปพฺพตสฺส เอสาว สมญฺญา อโหสิ เอสา ปญฺญตฺติ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสถามดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาเรา ทั้งหลายนี่ พวกเธอแลเห็นภูเขาเวภาระนั่นหรือไม่ ฯ ภิกษุเหล่านั้นทูลว่า เห็น พระพุทธเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภูเขาเวภาระนั่นแล มีชื่อเป็นอย่างหนึ่ง มีบัญญัติเป็นอีกอย่างหนึ่ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอแลเห็นภูเขาปัณฑวะนั่นหรือไม่ ฯ ภิ. เห็น พระพุทธเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้ภูเขาปัณฑวะนั่นแล ก็มีชื่อเป็นอย่างหนึ่งมีบัญญัติเป็นอีกอย่างหนึ่ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอแลเห็นภูเขาเวปุลละนั่นหรือไม่ ฯ ภิ. เห็น พระพุทธเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้ภูเขาเวปุลละนั่นแล ก็มีชื่อเป็นอย่างหนึ่งมีบัญญัติเป็นอีกอย่างหนึ่ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอแลเห็นภูเขาคิชฌกูฏนั่นหรือไม่ ฯ ภิ. เห็น พระพุทธเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้ภูเขาคิชฌกูฏนั่นแล ก็มีชื่อเป็นอย่างหนึ่งมีบัญญัติเป็นอีกอย่างหนึ่ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอแลเห็นภูเขาอิสิคิลินี้หรือไม่ ฯ ภิ. เห็น พระพุทธเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แต่ภูเขาอิสิคิลินี้แล มีชื่อก็เช่นนี้ มีบัญญัติก็เช่นนี้ ฯ
ภูตปุพฺพํ ภิกฺขเว ปญฺจ ปจฺเจกพุทฺธสตานิ อิมสฺมึ อิสิคิลิสฺมึ ปพฺพเต จิรนิวาสิโน อเหสุํ ฯ เต อิมํ ปพฺพตํ ปวิสนฺตา ทิสฺสนฺติ ปวิฏฺฐา น ทิสฺสนฺติ ฯ ตเมนํ มนุสฺสา ทิสฺวา เอวมาหํสุ อยํ ปพฺพโต อิเม อิสี คิลตีติ อิสิคิลิ อิสิคิลีเตฺวว สมญฺญา อุทปาทิ ฯ อาจิกฺขิสฺสามิ ภิกฺขเว ปจฺเจกพุทฺธานํ นามานิ กิตฺตยิสฺสามิ ภิกฺขเว ปจฺเจกพุทฺธานํ นามานิ เทสิสฺสามิ ภิกฺขเว ปจฺเจกพุทฺธานํ นามานิ ตํ สุณาถ สาธุกํ มนสิกโรถ ภาสิสฺสามีติ ฯ เอวมฺภนฺเตติ โช เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว พระปัจเจกพุทธ ๕๐๐ องค์ได้อาศัยอยู่ที่ภูเขาอิสิคิลินี้มานาน พระปัจเจกพุทธเหล่านั้น เมื่อกำลังเข้าไปสู่ภูเขานี้ คนแลเห็น แต่ท่านเข้าไปแล้ว คนไม่แลเห็น มนุษย์ทั้งหลายเห็นเหตุดังนี้นั้น จึงพูดกันอย่างนี้ว่า ภูเขาลูกนี้ กลืนกินฤาษีเหล่านี้ ชื่อว่า อิสิคิลิ นี้แลจึงได้เกิดขึ้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักบอก จักระบุ จักแสดงชื่อของพระปัจเจกพุทธทั้งหลาย พวกเธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวต่อไป ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า ชอบแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ฯ
ภควา เอตทโวจ อริฏฺโฐ นาม ภิกฺขเว ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ อิมสฺมึ อิสิคิลิสฺมึ ปพฺพเต จิรนิวาสี อโหสิ ฯ อุปริฏฺโฐ นาม ภิกฺขเว ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ อิมสฺมึ อิสิคิลิสฺมึ ปพฺพเต จิรนิวาสี อโหสิ ฯ ตครสิขี นาม ภิกฺขเว ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ อิมสฺมึ อิสิคิลิสฺมึ ปพฺพเต จิรนิวาสี อโหสิ ฯ ยสสฺสี นาม ภิกฺขเว ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ อิมสฺมึ อิสิคิลิสฺมึ ปพฺพเต จิรนิวาสี อโหสิ ฯ สุทสฺสโน นาม ภิกฺขเว ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ อิมสฺมึ อิสิคิลิสฺมึ ปพฺพเต จิรนิวาสี อโหสิ ฯ ปิยทสฺสี นาม ภิกฺขเว ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ อิมสฺมึ อิสิคิลิสฺมึ ปพฺพเต จิรนิวาสี อโหสิ ฯ คนฺธาโร นาม ภิกฺขเว ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ อิมสฺมึ อิสิคิลิสฺมึ ปพฺพเต จิรนิวาสี อโหสิ ฯ ปิณฺโฑโล นาม ภิกฺขเว ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ อิมสฺมึ อิสิคิลิสฺมึ ปพฺพเต จิรนิวาสี อโหสิ ฯ อุปาสโภ นาม ภิกฺขเว ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ อิมสฺมึ อิสิคิลิสฺมึ ปพฺพเต จิรนิวาสี อโหสิ ฯ นิโถ นาม ภิกฺขเว ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ อิมสฺมึ อิสิคิลิสฺมึ ปพฺพเต จิรนิวาสี อโหสิ ฯ ตโถ นาม ภิกฺขเว ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ อิมสฺมึ อิสิคิลิสฺมึ ปพฺพเต จิรนิวาสี อโหสิ ฯ สุตวา นาม ภิกฺขเว ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ อิมสฺมึ อิสิคิลิสฺมึ ปพฺพเต จิรนิวาสี อโหสิ ฯ ภาวิตตฺโต นาม ภิกฺขเว ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ อิมสฺมึ อิสิคิลิสฺมึ ปพฺพเต จิรนิวาสี อโหสิ ฯ
พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระปัจเจกสัมพุทธชื่ออริฏฐะ ๑ ชื่ออุปริฏฐะ ๑ ชื่อตครสิขี ๑ ชื่อยสัสสี ๑ ชื่อสุทัสสนะ ๑ชื่อปิยทัสสี ๑ ชื่อคันธาระ ๑ ชื่อปิณโฑละ ๑ ชื่ออุปาสภะ ๑ ชื่อนิถะ ๑ชื่อตถะ ๑ ชื่อสุตวา ๑ ชื่อภาวิตัตตะ ๑ ได้อาศัยอยู่ที่ภูเขาอิสิคิลินี้มานาน ฯ
เย สตฺตสารา อนิฆา นิราสา ปจฺเจกเมวชฺฌคมุํ สุโพธึ เตสํ วิสลฺลาน นรุตฺตมานํ นามานิ เม กิตฺตยโต สุณาถ อริฏฺโฐ อุปริฏฺโฐ ตครสิขี ยสสฺสี สุทสฺสโน ปิยทสฺสี จ พุทฺโธ คนฺธาโร ปิณฺโฑโล อุปาสโภ จ นิโถ ตโถ สุตวา ภาวิตตฺโต สุมฺโภ สุโภ เมถุโล อฏฺฐโม จ อถสฺสุเมโฆ อนิโฆ สุทาโฐ ปจฺเจกพุทฺธา ภวเนตฺติขีณา หิงฺคู จ หิงฺโค จ มหานุภาวา เทฺว ชาลิโน มุนิโน อฏฺฐโก จ อถ โกสลฺโล พุทฺโธ อโถ สุพาหุ อุปเนมิโส เนมิโส สนฺตจิตฺโต สจฺโจ ตโถ วิรโช ปณฺฑิโต จ กาฬูปกาฬา วิชิโต ชิโต จ องฺโค จ ปงฺโค จ คุติจฺฉิโต จ ปสฺสี ชหิ อุปธึ ทุกฺขมูลํ อปราชิโต มารพลํ อเชสิ สตฺถา ปวตฺตา สรภงฺโค โลมหํโส อุจฺจงฺคมาโย อสิโต อนาสโว มโนมโย มานจฺฉิโท จ พนฺธุมา ตทาธิมุตฺโต วิมโล จ เกตุมา เกตุมฺพราโค จ มาตงฺโค อริโย อถจฺจุโต อจฺจุตคามพฺยามโก สุมงฺคโล ทพฺพิโล สุปติฏฺฐิโต อสโยฺห เขมาภิรโต จ โสรโต ทุรนฺนโย สงฺโฆ อโถปิ อุชฺชโย อปโร มุนิ สโยฺห อโนมนิกฺกโม อานนฺท นนฺโท อุปนนฺโท ทฺวาทส ภารทฺวาโช อนฺติมเทหธารี โพธิ มหานาโม อโถปิ อุตฺตโร เกสี สิขี สุนฺทโร ภารทฺวาโช ติสฺสูปติสฺสา ภวพนฺธนจฺฉิทา อุปสีทรี ตณฺหจฺฉิโท จ สีทรี พุทฺโธ อหุ มงฺคโล วีตราโค อุสภจฺฉิทา ชาลินึ ทุกฺขมูลํ สนฺตํ ปทํ อชฺฌคมูปณีโต อุโปสโถ สุนฺทโร สจฺจนาโม เชโต ชยนฺโต ปทุโม อุปฺปโล จ ปทุมุตฺตโร รกฺขิโต ปพฺพโต จ มานตฺถทฺโธ โสภิโต วีตราโค กโณฺห จ พุทฺโธ สุวิมุตฺตจิตฺโต เอเต จ อญฺเญ จ มหานุภาวา ปจฺเจกพุทฺธา ภวเนตฺติขีณา เต สพฺพสงฺคาธิคเต มเหสี ปรินิพฺพุเต วนฺทถ อปฺปเมยฺเยติ ฯ อิสิคิลิสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ ฉฏฺฐํ ฯ ---------
เธอทั้งหลาย จงฟังเราระบุชื่อของท่านที่มีธรรมเป็นสาระกว่า สัตว์ ไม่มีทุกข์ หมดความอยาก ได้บรรลุโพธิญาณอย่างดี เฉพาะตนผู้เดียว ผู้ปราศจากลูกศร สูงกว่านรชน ต่อไปเถิด พระปัจเจกพุทธ ผู้มีตัณหาเครื่องนำไปในภพสิ้นแล้ว คือ อริฏฐพุทธ ๑ อุปริฏฐพุทธ ๑ ตครสิขีพุทธ ๑ ยสัสสีพุทธ ๑ สุทัสสนพุทธ ๑ ปิยทัสสีพุทธ ๑ คันธารพุทธ ๑ ปิณโฑล- พุทธ ๑ อุปาสภพุทธ ๑ นิถพุทธ ๑ ตถพุทธ ๑ สุตวาพุทธ ๑ ภาวิตัตตพุทธ ๑ สุมภพุทธ ๑ สุภพุทธ ๑ เมถุลพุทธ ๑ อัฏฐมพุทธ ๑ อัสสุเมฆพุทธ ๑ อนิฆพุทธ ๑ สุทาฐพุทธ ๑ พระปัจเจกพุทธ ผู้มีอานุภาพมาก คือ หิงคูพุทธ ๑ หิงคพุทธ ๑ พระมุนีชื่อชาลีมี ๒ องค์ และอัฏฐกพุทธ ๑ โกสัลลพุทธ ๑ อถพุทธ ๑ สุพาหุพุทธ ๑ อุปเนมิพุทธ ๑ เนมิพุทธ ๑ สันตจิตตพุทธ ๑ สัจจพุทธ ๑ ตถพุทธ ๑ วิรชพุทธ ๑ ปัณฑิตพุทธ ๑ กาฬพุทธ ๑ อุปกาฬพุทธ ๑ วิชิตพุทธ ๑ ชิตพุทธ ๑ อังคพุทธ ๑ ปังคพุทธ ๑ คุติจฉิตพุทธ ๑ ปัสสี- พุทธ ๑ ได้ละอุปธิอันเป็นมูลแห่งทุกข์แล้ว อปราชิตพุทธ ได้ชนะมารและพลมาร สัตถาพุทธ ๑ ปวัตตาพุทธ ๑ สรภังค- พุทธ ๑ โลมหังสพุทธ ๑ อุจจังคมายพุทธ ๑ อสิตพุทธ ๑ อนาสวพุทธ ๑ มโนมยพุทธ ๑ พันธุมาพุทธ ๑ ผู้ตัดมานะได้ ตทาธิมุตพุทธ ๑ วิมลพุทธ ๑ เกตุมาพุทธ ๑ เกตุมพราคพุทธ ๑ มาตังคพุทธ ๑ อริยพุทธ ๑ อัจจุตพุทธ ๑ อัจจุตคามพยามก- พุทธ ๑ สุมังคลพุทธ ๑ ทัพพิลพุทธ ๑ สุปติฏฐิตพุทธ ๑ อสัยหพุทธ ๑ เขมาภิรตพุทธ ๑ โสรตพุทธ ๑ ทุรันนยพุทธ ๑ สังฆพุทธ ๑ อุชชยพุทธ ๑ พระมุนี ชื่อสัยห อีกองค์หนึ่ง ผู้มีความเพียรไม่ทราม พระพุทธ ชื่ออานันทะ ชื่อนันทะ ชื่ออุปนันทะ ๑๒ องค์ และภารทวาชพุทธ ผู้ทรงร่างกายในภพ สุดท้าย โพธิพุทธ ๑ มหานามพุทธ ๑ อุตตรพุทธ ๑ เกสี- พุทธ ๑ สิขีพุทธ ๑ สุนทรพุทธ ๑ ภารทวาชพุทธ ๑ ติสสพุทธ ๑ อุปติสสพุทธ ๑ ผู้ตัดกิเลสเครื่องผูกในภพได้ อุปสีทรีพุทธ และสีทรีพุทธ ผู้ตัดตัณหาได้ มังคลพุทธ เป็นผู้ปราศจากราคะ อุสภพุทธ ผู้ตัดข่ายอันเป็นมูลแห่งทุกข์ อุปณีตพุทธ ได้บรรลุบทอันสงบ อุโปสถพุทธ ๑ สุนทรพุทธ ๑ สัจจนามพุทธ ๑ เชตพุทธ ๑ ชยันตพุทธ ๑ ปทุมพุทธ ๑ อุปปลพุทธ ๑ ปทุมุตตรพุทธ ๑ รักขิตพุทธ ๑ ปัพพตพุทธ ๑ มานัตถัทธพุทธ ๑ โสภิตพุทธ ๑ วีตราคพุทธ ๑ กัณหพุทธ ๑ ผู้มีจิตพ้นวิเศษดีแล้ว พระปัจเจกพุทธ ผู้มีอานุภาพมากเหล่านี้ และอื่นๆ มีตัณหาเครื่องนำไปในภพสิ้นแล้ว เธอทั้งหลายจง ไหว้พระปัจเจกพุทธเหล่านั้น ผู้ล่วงเครื่องข้องทั้งปวงได้แล้ว ผู้แสวงหาคุณใหญ่ ผู้มีคุณนับไม่ถ้วน ผู้ปรินิพพานแล้วเถิด ฯ จบ อิสิคิลิสูตรที่ ๖ -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๖. อิสิคิลิสูตร ว่าด้วยภูเขาอิสิคิลิ
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ที่ภูเขาอิสิคิลิ เขตกรุงราชคฤห์ ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคได้รับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย”ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายเห็นภูเขาเวภาระนั่นไหม” ภิกษุเหล่านั้นทูลตอบว่า “เห็น พระพุทธเจ้าข้า” “ภูเขาเวภาระนั่น มีชื่อเป็นอย่างหนึ่ง มีบัญญัติเป็นอย่างหนึ่ง เธอทั้งหลายเห็นภูเขาปัณฑวะนั่นไหม” “เห็น พระพุทธเจ้าข้า” “แม้ภูเขาปัณฑวะนั่น มีชื่อเป็นอย่างหนึ่ง มีบัญญัติเป็นอย่างหนึ่ง เธอทั้งหลายเห็นภูเขาเวปุลละนั่นไหม” “เห็น พระพุทธเจ้าข้า” “แม้ภูเขาเวปุลละนั่น มีชื่อเป็นอย่างหนึ่ง มีบัญญัติเป็นอย่างหนึ่ง เธอทั้งหลายเห็นภูเขาคิชฌกูฏนั่นไหม” “เห็น พระพุทธเจ้าข้า” “แม้ภูเขาคิชฌกูฏนั่น มีชื่อเป็นอย่างหนึ่ง มีบัญญัติเป็นอย่างหนึ่ง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๑๗๐}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๒. อนุปทวรรค] ๖. อิสิคิลิสูตร เธอทั้งหลายเห็นภูเขาอิสิคิลินี้ไหม” “เห็น พระพุทธเจ้าข้า” “ภิกษุทั้งหลาย แต่ภูเขาอิสิคิลินี้นั่น มีชื่อเช่นนี้ มีบัญญัติเช่นนี้ เรื่องเคยมีมาแล้ว พระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์ ได้อาศัยอยู่ที่ภูเขาอิสิคิลินี้มานาน พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นกำลังเข้าไปสู่ภูเขานี้ ประชาชนเห็น แต่พอท่านเข้าไปแล้ว ประชาชนไม่เห็น ประชาชนทั้งหลายเห็นเหตุดังกล่าวนั้น จึงพูดกันอย่างนี้ว่า ‘ภูเขานี้กลืนกินฤาษีเหล่านี้’ ภูเขานี้จึงปรากฏชื่อว่า อิสิคิลิ อิสิคิลิดังนี้ ภิกษุทั้งหลาย เราจักบอก ระบุ แสดงชื่อของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายเธอทั้งหลายจงตั้งใจฟังชื่อของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายนั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสเรื่องนี้ว่า
“ภิกษุทั้งหลาย พระอริฏฐปัจเจกสัมพุทธเจ้า ได้อาศัยอยู่ที่ภูเขา อิสิคิลินี้มานานแล้ว พระอุปริฏฐปัจเจกสัมพุทธเจ้า ได้อาศัยอยู่ที่ภูเขาอิสิคิลินี้มานานแล้ว พระตครสิขีปัจเจกสัมพุทธเจ้า ได้อาศัยอยู่ที่ภูเขาอิสิคิลินี้มานานแล้วพระยสัสสีปัจเจกสัมพุทธเจ้า ได้อาศัยอยู่ที่ภูเขาอิสิคิลินี้มานานแล้ว พระสุทัสสนปัจเจกสัมพุทธเจ้า ได้อาศัยอยู่ที่ภูเขาอิสิคิลินี้มานานแล้ว พระปิยทัสสีปัจเจกสัมพุทธเจ้า ได้อาศัยอยู่ที่ภูเขาอิสิคิลินี้มานานแล้ว พระคันธารปัจเจกสัมพุทธเจ้าได้อาศัยอยู่ที่ภูเขาอิสิคิลินี้มานานแล้ว พระปิณโฑลปัจเจกสัมพุทธเจ้า ได้อาศัยอยู่ที่ภูเขาอิสิคิลินี้มานานแล้ว พระอุปาสภปัจเจกสัมพุทธเจ้า ได้อาศัยอยู่ที่ภูเขาอิสิคิลินี้มานานแล้ว พระนิถปัจเจกสัมพุทธเจ้า ได้อาศัยอยู่ที่ภูเขาอิสิคิลินี้มานานแล้ว พระตถปัจเจกสัมพุทธเจ้า ได้อาศัยอยู่ที่ภูเขาอิสิคิลินี้มานานแล้ว พระสุตวาปัจเจกสัมพุทธเจ้า ได้อาศัยอยู่ที่ภูเขาอิสิคิลินี้มานานแล้ว พระภาวิตัตตปัจเจกสัมพุทธเจ้า ได้อาศัยอยู่ที่ภูเขาอิสิคิลินี้มานานแล้ว
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๑๗๑}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๒. อนุปทวรรค] ๖. อิสิคิลิสูตร
เธอทั้งหลายจงตั้งใจฟังเราผู้ประกาศชื่อ ของพระปัจเจกพุทธเจ้า ที่มีธรรมเป็นสาระกว่าสรรพสัตว์ ไม่มีความทุกข์ ไม่มีความอยากได้ บรรลุพระสัมโพธิญาณเฉพาะตน ผู้ปราศจากลูกศรคือตัณหา สูงกว่านรชน ดังต่อไปนี้ พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้สิ้นตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพ คือ อริฏฐพุทธะ ๑ อุปริฏฐพุทธะ ๑ ตครสิขีพุทธะ ๑ ยสัสสีพุทธะ ๑ สุทัสสนพุทธะ ๑ ปิยทัสสีพุทธะ ๑ คันธารพุทธะ ๑ ปิณโฑลพุทธะ ๑ อุปาสภพุทธะ ๑ นิถพุทธะ ๑ ตถพุทธะ ๑ สุตวาพุทธะ ๑ ภาวิตัตตพุทธะ ๑ สุมภพุทธะ ๑ สุภพุทธะ ๑ เมถุลพุทธะ ๑ อัฏฐมพุทธะ ๑ อัสสุเมฆพุทธะ ๑ อนิฆพุทธะ ๑ สุทาฐพุทธะ ๑ พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้มีอานุภาพมาก คือ หิงคูพุทธะ ๑ หิงคพุทธะ ๑ พระมุนีชื่อชาลีมี ๒ องค์ และพระอัฏฐกพุทธะ ๑ โกสัลลพุทธะ ๑ อถพุทธะ ๑ สุพาหุพุทธะ ๑ อุปเนมิสพุทธะ ๑ เนมิสพุทธะ ๑ สันตจิตตพุทธะ ๑ สัจจพุทธะ ๑ ตถพุทธะ ๑ วิรชพุทธะ ๑ ปัณฑิตพุทธะ ๑ กาฬพุทธะ ๑ อุปกาฬพุทธะ ๑ วิชิตพุทธะ ๑ ชิตพุทธะ ๑ อังคพุทธะ ๑ ปังคพุทธะ ๑ คุติจฉิตพุทธะ ๑ ปัสสีพุทธะผู้ละอุปธิอันเป็นมูลแห่งทุกข์ได้ ๑ อปราชิตพุทธะผู้ชนะมารและพลมาร ๑ สัตถาพุทธะ ๑ ปวัตตาพุทธะ ๑ สรภังคพุทธะ ๑ โลมหังสพุทธะ ๑ อุจจังคมายพุทธะ ๑ อสิตพุทธะ ๑ อนาสวพุทธะ ๑ มโนมยพุทธะ ๑ พันธุมาพุทธะผู้ตัดขาดมานะได้ ๑
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๑๗๒}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๒. อนุปทวรรค] ๖. อิสิคิลิสูตร ตทาธิมุตตพุทธะ ๑ วิมลพุทธะ ๑ เกตุมาพุทธะ ๑ เกตุมพราคพุทธะ ๑ มาตังคพุทธะ ๑ อริยพุทธะ ๑ อัจจุตพุทธะ ๑ อัจจุตคามพุทธะ ๑ พยามกพุทธะ ๑ สุมังคลพุทธะ ๑ ทัพพิลพุทธะ ๑ สุปติฏฐิตพุทธะ ๑ อสัยหพุทธะ ๑ เขมาภิรตพุทธะ ๑ โสรตพุทธะ ๑ ทุรันนยพุทธะ ๑ สังฆพุทธะ ๑ อุชชยพุทธะ ๑ พระมุนีองค์หนึ่งชื่อว่า สัยหะ ผู้มีความเพียร ไม่ต่ำทราม ๑ พระปัจเจกพุทธะพระนามว่า อานันทะ (๔ องค์) พระนามว่า นันทะ (๔ องค์) พระนามว่า อุปนันทะ (๔ องค์) รวม ๑๒ องค์ และภารทวาชพุทธะผู้ทรงพระวรกายในภพสุดท้าย ๑ โพธิพุทธะ ๑ มหานามพุทธะ ๑ อุตตรพุทธะ ๑ เกสีพุทธะ ๑ สิขีพุทธะ ๑ สุนทรพุทธะ ๑ ภารทวาชพุทธะ ๑ ติสสพุทธะ ๑ อุปติสสพุทธะ ผู้ตัดกิเลสเครื่องผูกในภพได้ ๑ อุปสีทรีพุทธะ ๑ และสีทรีพุทธะ ผู้ตัดตัณหาได้ ๑ มังคลพุทธะ ผู้ปราศจากราคะ ๑ อุสภพุทธะ ผู้ตัดข่ายอันเป็นมูลแห่งทุกข์ ๑ อุปณีตพุทธะ ได้บรรลุบทอันสงบ ๑ อุโปสถพุทธะ ๑ สุนทรพุทธะ ๑ สัจจนามพุทธะ ๑ เชตพุทธะ ๑ ชยันตพุทธะ ๑ ปทุมพุทธะ ๑ อุปปลพุทธะ ๑ ปทุมุตตรพุทธะ ๑ รักขิตพุทธะ ๑ ปัพพตพุทธะ ๑ มานัตถัทธพุทธะ ๑ โสภิตพุทธะ ๑ วีตราคพุทธะ ๑ กัณหพุทธะ ผู้มีจิตหลุดพ้นดีแล้ว ๑ พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้มีอานุภาพมากเหล่านี้ และอื่นๆ ผู้สิ้นตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๑๗๓}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๒. อนุปทวรรค] ๗. มหาจัตตารีสกสูตร เธอทั้งหลายจงไหว้พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น ผู้ล่วงกิเลสเป็นเครื่องข้องทั้งปวงได้แล้ว ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ผู้มีคุณอันหาประมาณมิได้ ผู้ปรินิพพานแล้วเถิด” อิสิคิลิสูตรที่ ๖ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๖. อรรถกถาอิสิคิลิสูตร
อิสิคิลิสูตรมีคำเริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้.
ประวัติภูเขาอิสิคิลิ
พึงทราบอธิบายในอิสิคิลิสูตรนั้นดังต่อไปนี้.
บทว่า อญฺญาว สมญฺญา อโหสิ ความว่า (ก่อน) ที่ภูเขาอิสิคิลิจะได้ชื่อว่า อิสิคิลิ (นั้น) ได้มีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า เวภาระ.
บทว่า อญฺญา ปญฺญตฺติ นี้เป็นไวพจน์ของบทแรกเท่านั้น. แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
ได้ยินว่า คราวครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงออกจากนิโรธสมาบัติ ในเวลาเย็นแล้วเสด็จออกจากพระคันธกุฎี มีหมู่ภิกษุแวดล้อมประทับนั่ง ณ ที่ที่เมื่อคนทั้งหลายนั่งแล้วเห็นภูเขา ๕ ลูกปรากฏชัด แล้วตรัสบอกภูเขา ๕ ลูกเหล่านี้โดยลำดับ.
ในการตรัสบอกนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้มีความต้องการด้วยเรื่องภูเขา. แต่เมื่อตรัสบอกภูเขาเหล่านี้โดยลำดับๆ ก็ย่อมเป็นอันจะต้องตรัสบอกภาวะที่ภูเขาอิสิคิลิเป็นภูเขา (มีชื่อว่า) อิสิคิลิ (ด้วย)เมื่อตรัสบอกเรื่องภูเขาอิสิคิลินั้น ก็จักต้องตรัสบอกชื่อของพระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์ผู้เป็นบุตรของนางปทุมวดี และความปรารถนาของนางปทุมวดี เพราะเหตุดังกล่าวนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสลำดับของภูเขานี้.
บทว่า วิสนฺตา ทิสฺสนฺติ ปวิฏฺฐา น ทิสฺสนฺติ ความว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายเสด็จเที่ยวบิณฑบาตในสถานที่ตามสะดวกกระทำภัตกิจแล้ว เข้าไปข้างในโดยกระทำภูเขานั้นให้เป็น ๒ ซีก เหมือนเปิดบานประตูคู่ใหญ่ในห้องพระเจดีย์สร้างที่พักกลางคืนและที่พักกลางวันแล้วอยู่ ณ ที่นั้น. เพราะฉะนั้น จึงตรัสอย่างนั้น.
บทว่า อิเม อิสี ได้แก่ พระปัจเจกพุทธฤาษีเหล่านี้.
ก็พระปัจเจกพุทธฤาษีเหล่านั้นได้อยู่ในภูเขานั้นตั้งแต่เมื่อไร?
ได้ยินว่า ในอดีตกาล เมื่อพระตถาคตยังไม่อุบัติขึ้น กุลธิดาผู้หนึ่งในหมู่บ้านแห่งหนึ่งชานเมืองพาราณสีเฝ้านาอยู่ ได้ถวายดอกบัวดอกหนึ่งกับข้าวตอก ๕๐๐ ดอกแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ตั้งความปรารถนาให้ได้บุตร ๕๐๐ คน. ก็พอดีขณะนั้น พรานล่าเนื้อ ๕๐๐ คนได้ถวายเนื้อ (ย่าง) อันอร่อยแล้วตั้งความปรารถนาว่า ขอให้พวกเราได้เป็นบุตรของนาง.
นางดำรงตลอดกาลกำหนดชั่วอายุแล้วไปเกิดในเทวโลก จุติจากเทวโลกมาเกิดในกลีบดอกบัวในชาตสระ (สระที่มีอยู่เองโดยธรรมชาติ). พระดาบสองค์หนึ่งไปพบเข้าก็เลี้ยงไว้. เมื่อนางกำลังเที่ยวเล่นนั่นแหละ ดอกบัวทั้งหลายผุดขึ้นจากพื้นดินทุกๆ ย่างเท้า. พรานป่าคนหนึ่งพบเข้า จึงกราบทูลแด่พระเจ้าพาราณสี. พระราชาทรงนำนางนั้นมาแต่งตั้งให้เป็นอัครมเหสี.
พระนางทรงครรภ์. มหาปทุมกุมารอยู่ในพระครรภ์พระมารดา ส่วนกุมารนอกนั้นอาศัยครรภ์มลทินอุบัติขึ้น. กุมารเหล่านั้นเจริญวัย ได้เล่นในสระบัวในอุทยาน นั่งที่ดอกบัวคนละดอก เริ่มตั้งความสิ้นและความเสื่อม ทำปัจเจกโพธิญาณให้เกิดขึ้น.
คาถาพยากรณ์ของท่านได้มีดังนี้ว่า
ดอกบัวในกอบัวเกิดขึ้นในสระบานแล้ว
ถูกหมู่แมลงภู่เคล้าคลึง ก็เข้าถึงความ
ร่วงโรย บุคคลรู้แจ้งข้อนี้แล้ว พึงเป็นผู้
เดียว เที่ยวไปเหมือนนอแรด
พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่านั้นได้อยู่ในภูเขานั้นมาแต่กาลครั้งนั้น. และแต่ครั้งนั้นมา ภูเขานั้นจึงได้เกิดชื่อว่า อิสิคิลิ.
พระนามของพระปัจเจกพุทธเจ้า
บทว่า เย สตฺตสารา ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสชื่อของพระปัจเจกพุทธเจ้า ๑๓ พระองค์ คือ พระอริฏฐะ พระอุปริฏฐะ พระตัคครสิขี พระยสัสสี พระสุทัสสนะ พระปิยทัสสี พระคันธาระ พระปิณโฑละ พระอุปาสภะ พระนิถะ พระตถะ พระสุตวา พระภาวิตัตตะ.
บัดนี้ เมื่อจะตรัสบอกชื่อของพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นกับชื่อของพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์อื่น ด้วยการผูกเป็นคาถา จึงตรัสคำเป็นต้นว่า เย สตฺตสารา ดังนี้.
ในพระนามเหล่านั้น พระนามว่า สตฺตสารา แปลว่า เป็นหลักของสัตว์ทั้งหลาย. พระนามว่า อนีฆา แปลว่า ไม่มีทุกข์. พระนามว่า นิราสา แปลว่า ไม่มีความอยาก.
พระนามว่า เทฺว ชาลิโน ความว่า พระนามว่า ชาลีมี ๒ องค์ คือ จุลลชาลี มหาชาลี.
แม้คำว่า สันตจิตตะ ก็เป็นพระนามของพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง.
ข้อว่า ปสฺสี ชหิ อุปธึ ทุกขมูลํ นี้เป็นคำสรรเสริญพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์นั้นว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์นั้นทรงพระนามว่า ปัสสี ก็เพราะพระองค์ทรงละอุปธิอันเป็นรากเหง้าแห่งทุกข์ได้แล้ว.
แม้คำว่า อปราชิตะ ก็เป็นชื่อของพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งเหมือนกัน. ท่านทั้ง ๕ เหล่านี้ คือ พระสัตถา พระปวัตตา พระสรภังคะ พระโลมหังสะ พระอุจจังคมายะ. ท่านทั้ง ๓ แม้เหล่านี้ คือ พระอสิตะ พระอนาสวะ พระอโนมยะ.
บทว่า พนฺธุมา ความว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่าพันธุมา เรียกกันว่าพระมานัจฉิทะ เพราะท่านตัดมานะได้เด็ดขาด.
แม้บทว่า ตทาธิมุตตะ ก็เป็นพระนามพระปัจเจกพุทธเจ้าเหมือนกัน. ท่านทั้ง ๓ เหล่านี้ คือ พระเกตุมภราคะ พระมาตังคะ พระอริยะ.
บทว่า อถจฺจุโต แยกบทออกเป็น อถ อจฺจุโต (แปลว่า อนึ่ง พระอัจจุตะ). ท่านทั้งสองเหล่านี้ คือ พระอัจจุตะ พระอัจจุตคามพยามกะ. ทั้งสองท่านเหล่านี้ คือ พระเขมาภิรตะ พระโสรตะ.
บทว่า สยฺโห อโนมนิกฺกโม ความว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์นั้นชื่อสัยหะ แต่เขาเรียกกันว่า อโนมนิกกมะ เพราะมีความเพียรไม่ต่ำต้อย.
บทว่า อานนฺทนนฺโท อุปนนฺโท ทฺวาทส ความว่า พระปัจเจกพุทธเจ้า ๑๒ องค์อย่างนี้ คือ พระอานันทะ ๔ องค์ พระนันทะ ๔ องค์ พระอุปนันทะ ๔ องค์
บทว่า ภารทฺวาโช อนฺติเทหธารี เป็นคำสรรเสริญว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์นั้นชื่อภารทวาชะ ผู้ทรงพระสรีระเป็นครั้งสุดท้าย.
บทว่า ตณฺหจฺฉิโท ได้แก่ นี้เป็นคำสรรเสริญพระปสีทรี. แม้บทว่า วีตราโค ก็เป็นคำสรรเสริญพระมังคละ.
บทว่า อุสภจฺฉิทา ชาลินึ ทุกฺขมูลํ ความว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์นั้นชื่ออุสภะ ได้ตัดตัณหาเพียงดังข่ายอันเป็นรากเหง้าแห่งทุกข์ได้แล้ว.
บทว่า สนฺตํ ปทํ อชฺฌคมูปนีโต ความว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์นั้นชื่ออุปนียะ ได้บรรลุสันตบทแล้ว. แม้บทว่า วีตราคะ ก็เป็นพระนามของพระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งเหมือนกัน.
บทว่า สุวิมุตฺตจิตฺโต ได้แก่ นี้เป็นคำสรรเสริญพระกัณหะ.
บทว่า เอเต จ อญฺเญ จ ความว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่านี้ ทั้งที่มาในพระบาลีและไม่ได้มาในพระบาลี กับพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่าอื่น พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านี้มีพระนามอย่างเดียวเท่านั้น.
ก็บรรดาพระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ เหล่านี้ พระปัจเจกพุทธเจ้า ๒ องค์ก็ดี ๓ องค์ก็ดี ๑๐ องค์ก็ดี ๑๒ องค์ก็ดีได้มีพระนามอย่างเดียวกัน เหมือนพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายมีพระอานันทะเป็นต้น.
ด้วยประการดังกล่าวมานี้ ย่อมเป็นอันระบุพระนามของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายโดยพระนามอันมาในพระบาลีเท่านั้น เพราะเหตุนั้นต่อแต่นี้ไป ไม่ตรัสแยกเป็นรายองค์ ตรัส (รวม) ว่า เหล่านี้และเหล่าอื่นดังนี้.
คำที่เหลือในที่ทุกแห่งง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาอิสิคิลิสูตรที่ ๖ -----------------------------------------------------