๑๐. อินทริยภาวนาสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อินฺทฺริยภาวนาสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ ๑๐. อินทริยภาวนาสูตร (๑๕๒)
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา กชฺชงฺคลายํ วิหรติ เวฬุวเน ฯ อถ โข อุตฺตโร มาณโว ปาราสิริยนฺเตวาสี เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควตา สทฺธึ สมฺโมทิ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ป่าไผ่ ในนิคมชื่อกัชชังคลา ครั้งนั้นแล อุตตรมาณพ ศิษย์พราหมณ์ปาราสิริยะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ แล้วทูลปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการทักทายปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ
เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข อุตฺตรํ มาณวํ ปาราสิริยนฺเตวาสึ ภควา เอตทโวจ เทเสติ อุตฺตร ปาราสิริโย พฺราหฺมโณ สาวกานํ อินฺทฺริยภาวนนฺติ ฯ เทเสติ โภ โคตม ปาราสิริโย พฺราหฺมโณ สาวกานํ อินฺทฺริยภาวนนฺติ ฯ ยถากถํ อุตฺตร เทเสติ ปาราสิริโย พฺราหฺมโณ สาวกานํ อินฺทฺริยภาวนนฺติ ฯ อิธ โภ โคตม จกฺขุนา รูปํ น ปสฺสติ โสเตน สทฺทํ น สุณาตีติ เอวํ โข โภ โคตม เทเสติ ปาราสิริโย พฺราหฺมโณ สาวกานํ อินฺทฺริยภาวนนฺติ ฯ เอวํ สนฺเต โข อุตฺตร อนฺโธ ภาวิตินฺทฺริโย ภวิสฺสติ พธิโร ภาวิตินฺทฺริโย ภวิสฺสติ ยถา ปาราสิริยสฺส พฺราหฺมณสฺส วจนํ อนฺโธ หิ อุตฺตร จกฺขุนา รูปํ น ปสฺสติ พธิโร โสเตน สทฺทํ น สุณาตีติ ฯ เอวํ วุตฺเต อุตฺตโร มาณโว ปาราสิริยนฺเตวาสี ตุณฺหีภูโต มงฺกุภูโต ปตฺตกฺขนฺโธ อโธมุโข ปชฺฌายนฺโต อปฺปฏิภาโณ นิสีทิ ฯ
พอนั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามดังนี้ว่า ดูกร อุตตระ ปาราสิริยพราหมณ์แสดงการเจริญอินทรีย์แก่สาวกหรือเปล่า ฯ อุ. แสดง พระโคดมผู้เจริญ ฯ พ. ดูกรอุตตระ แสดงอย่างใด ด้วยประการใด ฯ อุ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ในเรื่องนี้ ท่านปาราสิริยพราหมณ์แสดงการเจริญอินทรีย์แก่สาวกทั้งหลายอย่างนี้ว่า อย่าเห็นรูปด้วยจักษุ อย่าได้ยินเสียงด้วยโสต ฯ พ. ดูกรอุตตระ เมื่อเป็นเช่นนี้ คนที่เจริญอินทรีย์แล้วตามคำของปาราสิริยพราหมณ์ ต้องเป็นคนตาบอด ต้องเป็นคนหูหนวก เพราะคนตาบอดไม่เห็นรูปด้วยจักษุ คนหูหนวกไม่ได้ยินเสียงด้วยโสต เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วอย่างนี้ อุตตรมาณพ ศิษย์ปาราสิริยพราหมณ์ นั่งนิ่ง เก้อเขิน คอตกก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณ ฯ
อถ โข ภควา อุตฺตรํ มาณวํ ปาราสิริยนฺเตวาสึ ตุณฺหีภูตํ มงฺกุภูตํ ปตฺตกฺขนฺธํ อโธมุขํ ปชฺฌายนฺตํ อปฺปฏิภาณํ วิทิตฺวา อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ อามนฺเตสิ อญฺญถา โข อานนฺท เทเสติ ปาราสิริโย พฺราหฺมโณ จ สาวกานํ อินฺทฺริยภาวนํ อญฺญถา จ ปน อริยสฺส วินเย อนุตฺตรา อินฺทฺริยภาวนา โหตีติ ฯ เอตสฺส ภควา กาโล เอตสฺส สุคต กาโล ยํ ภควา อริยสฺส วินเย อนุตฺตรํ อินฺทฺริยภาวนํ เทเสยฺย ภควโต สุตฺวา ภิกฺขู ธาเรสฺสนฺตีติ ฯ เตนหานนฺท สุณาหิ สาธุกํ มนสิกโรหิ ภาสิสฺสามีติ ฯ เอวมฺภนฺเตติ โข อายสฺมา อานนฺโท ภควโต ปจฺจสฺโสสิ ฯ
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า อุตตรมาณพศิษย์ ปาราสิริยพราหมณ์ นิ่ง คอตก ก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณ จึงรับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์ ปาราสิริยพราหมณ์ ย่อมแสดงการเจริญอินทรีย์แก่สาวกทั้งหลายอย่างหนึ่ง ส่วนการเจริญอินทรีย์อันไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่าในวินัยของพระอริยะ ย่อมเป็นอีกอย่างหนึ่ง ฯ ท่านพระอานนท์ทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้สุคต เป็นการสมควรแล้วที่พระผู้มีพระภาคจะทรงแสดงการเจริญอินทรีย์อันไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่า ในวินัยของพระอริยะ ภิกษุทั้งหลายฟังต่อพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้ ฯ พ. ดูกรอานนท์ ถ้าเช่นนั้น เธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวต่อไป ท่านพระอานนท์ทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า ชอบแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ฯ
ภควา เอตทโวจ กถญฺจ อานนฺท อริยสฺส วินเย อนุตฺตรา อินฺทฺริยภาวนา โหติ ฯ อิธานนฺท ภิกฺขุโน จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา อุปฺปชฺชติ มนาปํ อุปฺปชฺชติ อมนาปํ อุปฺปชฺชติ มนาปามนาปํ ฯ โส เอวํ ปชานาติ อุปฺปนฺนํ โข เม อิทํ มนาปํ อุปฺปนฺนํ อมนาปํ อุปฺปนฺนํ มนาปามนาปํ ตญฺจ โข สงฺขตํ โอฬาริกํ ปฏิจฺจ สมุปฺปนฺนํ เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํ ยทิทํ อุเปกฺขาติ ฯ ตสฺส ตํ อุปฺปนฺนํ มนาปํ อุปฺปนฺนํ อมนาปํ อุปฺปนฺนํ มนาปามนาปํ นิรุชฺฌติ อุเปกฺขา สณฺฐาติ ฯ เสยฺยถาปิ อานนฺท จกฺขุมา ปุริโส อุมฺมิเลตฺวา วา นิมฺมิเลยฺย นิมฺมิเลตฺวา วา อุมฺมิเลยฺย เอวเมว โข อานนฺท ยสฺสกสฺสจิ เอวํ สีฆํ เอวํ ตุวฏํ เอวํ อปฺปกสิเรน อุปฺปนฺนํ มนาปํ อุปฺปนฺนํ อมนาปํ อุปฺปนฺนํ มนาปามนาปํ นิรุชฺฌติ อุเปกฺขา สณฺฐาติ อยํ วุจฺจตานนฺท อริยสฺส วินเย อนุตฺตรา อินฺทฺริยภาวนา จกฺขุวิญฺเญยฺเยสุ รูเปสุ ฯ
พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรอานนท์ ก็การเจริญ อินทรีย์อันไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่าในวินัยของพระอริยะ เป็นอย่างไร ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจขึ้น เพราะเห็นรูปด้วยจักษุ เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า เราเกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจขึ้นแล้วเช่นนี้ ก็สิ่งนั้นแล เป็นสังขตะ หยาบอาศัยกันเกิดขึ้น ยังมีสิ่งที่ละเอียด ประณีต นั่นคือ อุเบกขา เธอจึงดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ อันเกิดขึ้นแล้วนั้นเสียอุเบกขาจึงดำรงมั่น ดูกรอานนท์ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ อันเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ได้เร็วพลันทันที โดยไม่ลำบากเหมือนอย่างบุรุษมีตาดีกระพริบตา ฉะนั้น อุเบกขาย่อมดำรงมั่น ดูกรอานนท์ นี้เราเรียกว่า การเจริญอินทรีย์ในรูปที่รู้ได้ด้วยจักษุ อย่างไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่าในวินัยของพระอริยะ ฯ
ปุน จปรํ อานนฺท ภิกฺขุโน โสเตน สทฺทํ สุตฺวา อุปชฺชติ มนาปํ อุปฺปชฺชติ อมนาปํ อุปฺปชฺชติ มนาปามนาปํ ฯ โส เอวํ ปชานาติ อุปฺปนฺนํ โข เม อิทํ มนาปํ อุปฺปนฺนํ อมนาปํ อุปฺปนฺนํ มนาปามนาปํ ตญฺจ โข สงฺขตํ โอฬาริกํ ปฏิจฺจ สมุปฺปนฺนํ เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํ ยทิทํ อุเปกฺขาติ ฯ ตสฺส ตํ อุปฺปนฺนํ มนาปํ อุปฺปนฺนํ อมนาปํ อุปฺปนฺนํ มนาปามนาปํ นิรุชฺฌติ อุเปกฺขา สณฺฐาติ ฯ เสยฺยถาปิ อานนฺท พลวา ปุริโส อปฺปกสิเรน อจฺฉริกํ ปหเรยฺย เอวเมว โข อานนฺท ยสฺสกสฺสจิ เอวํ สีฆํ เอวํ ตุวฏํ เอวํ อปฺปกสิเรน อุปฺปนฺนํ มนาปํ อุปฺปนฺนํ อมนาปํ อุปฺปนฺนํ มนาปามนาปํ นิรุชฺฌติ อุเปกฺขา สณฺฐาติ อยํ วุจฺจตานนฺท อริยสฺส วินเย อนุตฺตรา อินฺทฺริยภาวนา โสตวิญฺเญยฺเยสุ สทฺเทสุ ฯ
ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุเกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจขึ้น เพราะได้ยินเสียงด้วยโสต เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า เราเกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจขึ้นแล้วเช่นนี้ ก็สิ่งนั้นแล เป็นสังขตะ หยาบ อาศัยการเกิดขึ้น ยังมีสิ่งที่ละเอียด ประณีต นั่นคืออุเบกขา เธอจึงดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ อันเกิดขึ้นแล้วนั้นเสีย อุเบกขาจึงดำรงมั่น ดูกรอานนท์ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ อันเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ได้เร็วพลันทันที โดยไม่ลำบาก เหมือนอย่างบุรุษมีกำลัง ดีดนิ้วมือโดยไม่ลำบาก ฉะนั้น ดูกรอานนท์ นี้เราเรียกว่า การเจริญอินทรีย์ในเสียงที่รู้ได้ด้วยโสต อย่างไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่าในวินัยของพระอริยะ ฯ
ปุน จปรํ อานนฺท ภิกฺขุโน ฆาเนน คนฺธํ ฆายิตฺวา อุปฺปชฺชติ มนาปํ อุปฺปชฺชติ อมนาปํ อุปฺปชฺชติ มนาปามนาปํ ฯ โส เอวํ ปชานาติ อุปฺปนฺนํ โข เม อิทํ มนาปํ อุปฺปนฺนํ อมนาปํ อุปฺปนฺนํ นนาปามนาปํ ตญฺจ โข สงฺขตํ โอฬาริกํ ปฏิจฺจ สมุปฺปนฺนํ เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํ ยทิทํ อุเปกฺขาติ ฯ ตสฺส ตํ อุปฺปนฺนํ มนาปํ อุปฺปนฺนํ อมนาปํ อุปฺปนฺนํ มนาปามนาปํ นิรุชฺฌติ อุเปกฺขา สณฺฐาติ ฯ เสยฺยถาปิ อานนฺท อีสกโปเณ ปทุมินิปตฺเต อุทกผุสิตานิ ปวตฺตนฺติ น สณฺฐนฺติ เอวเมว โข อานนฺท ยสฺสกสฺสจิ เอวํ สีฆํ เอวํ ตุวฏํ เอวํ อปฺปกสิเรน อุปฺปนฺนํ มนาปํ อุปฺปนฺนํ อมนาปํ อุปฺปนฺนํ มนาปามนาปํ นิรุชฺฌติ อุเปกฺขา สณฺฐาติ อยํ วุจฺจตานนฺท อริยสฺส วินเย อนุตฺตรา อินฺทฺริยภาวนา ฆานวิญฺเญยฺเยสุ คนฺเธสุ ฯ
ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุเกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ เพราะดมกลิ่นด้วยฆานะ เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า เราเกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจขึ้นแล้วเช่นนี้ ก็สิ่งนั้นแล เป็นสังขตะ หยาบ อาศัยกันเกิดขึ้น ยังมีสิ่งที่ละเอียดประณีต นั่นคืออุเบกขา เธอจึงดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ อันเกิดขึ้นแล้วนั้นเสีย อุเบกขาจึงดำรงมั่น ดูกรอานนท์ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจอันเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ได้เร็วพลันทันที โดยไม่ลำบาก เหมือนอย่างหยาดน้ำกลิ้งไปบนใบบัว ย่อมไม่ติดในที่ที่กลิ้งไปสักน้อยหนึ่ง ฉะนั้น ดูกรอานนท์ นี้เราเรียกว่า การเจริญอินทรีย์ในกลิ่นที่รู้ได้ด้วยฆานะ อย่างไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่าในวินัยของพระอริยะ ฯ
ปุน จปรํ อานนฺท ภิกฺขุโน ชิวฺหาย รสํ สายิตฺวา อุปฺปชฺชติ มนาปํ อุปฺปชฺชติ อมนาปํ อุปฺปชฺชติ มนาปามนาปํ ฯ โส เอวํ ปชานาติ อุปฺปนฺนํ โข เม อิทํ มนาปํ อุปฺปนฺนํ อมนาปํ อุปฺปนฺนํ มนาปามนาปํ ตญฺจ โข สงฺขตํ โอฬาริกํ ปฏิจฺจ สมุปฺปนฺนํ เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํ ยทิทํ อุเปกฺขาติ ฯ ตสฺส ตํ อุปฺปนฺนํ มนาปํ อุปฺปนฺนํ อมนาปํ อุปฺปนฺนํ มนาปามนาปํ นิรุชฺฌติ อุเปกฺขา สณฺฐาติ ฯ เสยฺยถาปิ อานนฺท พลวา ปุริโส ชิวฺหคฺเค เขฬปิณฺฑํ สํยูหิตฺวา อปฺปกสิเรน วมฺเมยฺย เอวเมว โข อานนฺท ยสฺสกสฺสจิ เอวํ สีฆํ เอวํ ตุวฏํ เอวํ อปฺปกสิเรน อุปฺปนฺนํ มนาปํ อุปฺปนฺนํ อมนาปํ อุปฺปนฺนํ มนาปามนาปํ นิรุชฺฌติ อุเปกฺขา สณฺฐาติ อยํ วุจฺจตานนฺท อริยสฺส วินเย อนุตฺตรา อินฺทฺริยภาวนา ชิวฺหาวิญฺเญยฺเยสุ รเสสุ ฯ
ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุเกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ เพราะลิ้มรสด้วยชิวหา เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า เราเกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจขึ้นแล้วเช่นนี้ ก็สิ่งนั้นแล เป็นสังขตะ หยาบ อาศัยกันเกิดขึ้น ยังมีสิ่งที่ละเอียดประณีต นั่นคืออุเบกขา เธอจึงดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ อันเกิดขึ้นแล้วนั้นเสีย อุเบกขาจึงดำรงมั่น ดูกรอานนท์ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจอันเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ได้เร็วพลันทันที โดยไม่ลำบาก เหมือนอย่างบุรุษมีกำลังตะล่อมก้อนเขฬะไว้ตรงปลายลิ้น แล้วถ่มไปโดยไม่ลำบาก ฉะนั้น ดูกรอานนท์นี้เราเรียกว่า การเจริญอินทรีย์ในรสที่รู้ได้ด้วยชิวหา อย่างไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่าในวินัยของพระอริยะ ฯ
ปุน จปรํ อานนฺท ภิกฺขุโน กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ผุสิตฺวา อุปฺปชฺชติ มนาปํ อุปฺปชฺชติ อมนาปํ อุปฺปชฺชติ มนาปามนาปํ ฯ โส เอวํ ปชานาติ อุปฺปนฺนํ โข เม อิทํ มนาปํ อุปฺปนฺนํ อมนาปํ อุปฺปนฺนํ มนาปามนาปํ ตญฺจ โข สงฺขตํ โอฬาริกํ ปฏิจฺจ สมุปฺปนฺนํ เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํ ยทิทํ อุเปกฺขาติ ฯ ตสฺส ตํ อุปฺปนฺนํ มนาปํ อุปฺปนฺนํ อมนาปํ อุปฺปนฺนํ มนาปามนาปํ นิรุชฺฌติ อุเปกฺขา สณฺฐาติ ฯ เสยฺยถาปิ อานนฺท พลวา ปุริโส สมฺมิญฺชิตํ วา พาหํ ปสาเรยฺย ปสาริตํ วา พาหํ สมฺมิญฺเชยฺย เอวเมว โข อานนฺท ยสฺสกสฺสจิ เอวํ สีฆํ เอวํ ตุวฏํ เอวํ อปฺปกสิเรน อุปฺปนฺนํ มนาปํ อุปฺปนฺนํ อมนาปํ อุปฺปนฺนํ มนาปามนาปํ นิรุชฺฌติ อุเปกฺขา สณฺฐาติ อยํ วุจฺจตานนฺท อริยสฺส วินเย อนุตฺตรา อินฺทฺริยภาวนา กายวิญฺเญยฺเยสุ โผฏฺฐพฺเพสุ ฯ
ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุเกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ เพราะถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายเธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า เราเกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจขึ้นแล้วเช่นนี้ ก็สิ่งนั้นแล เป็นสังขตะ หยาบ อาศัยกันเกิดขึ้น ยังมีสิ่งที่ละเอียด ประณีต นั่นคืออุเบกขา เธอจึงดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ อันเกิดขึ้นแล้วนั้นเสีย อุเบกขาจึงดำรงมั่น ดูกรอานนท์ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ อันเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ได้โดยเร็วพลันทันที โดยไม่ลำบาก เหมือนอย่างบุรุษมีกำลังเหยียดแขนที่คู้ หรือคู้แขนที่เหยียดโดยไม่ลำบาก ฉะนั้น ดูกรอานนท์ นี้เราเรียกว่า การเจริญอินทรีย์ในโผฏฐัพพะที่รู้ได้ด้วยกาย อย่างไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่าในวินัยของพระอริยะ ฯ
ปุน จปรํ อานนฺท ภิกฺขุโน มนสา ธมฺมํ วิญฺญาย อุปฺปชฺชติ มนาปํ อุปฺปชฺชติ อมนาปํ อุปฺปชฺชติ มนาปามนาปํ ฯ โส เอวํ ปชานาติ อุปฺปนฺนํ โข เม อิทํ มนาปํ อุปฺปนฺนํ อมนาปํ อุปฺปนฺนํ มนาปามนาปํ ตญฺจ โข สงฺขตํ โอฬาริกํ ปฏิจฺจ สมุปฺปนฺนํ เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํ ยทิทํ อุเปกฺขาติ ฯ ตสฺส ตํ อุปฺปนฺนํ มนาปํ อุปฺปนฺนํ อมนาปํ อุปฺปนฺนํ มนาปามนาปํ นิรุชฺฌติ อุเปกฺขา สณฺฐาติ ฯ เสยฺยถาปิ อานนฺท พลวา ปุริโส ทิวสํ สนฺตตฺเต อโยกฏาเห เทฺว วา ตีณิ วา อุทกผุสิตานิ นิปาเตยฺย ทนฺโธ อานนฺท อุทกผุสิตานํ นิปาโต อถ โข ตํ ขิปฺปเมว ปริกฺขยํ ปริยาทานํ คจฺเฉยฺย เอวเมว โข อานนฺท ยสฺสกสฺสจิ เอวํ สีฆํ เอวํ ตุวฏํ เอวํ อปฺปกสิเรน อุปฺปนฺนํ มนาปํ อุปฺปนฺนํ อมนาปํ อุปฺปนฺนํ มนาปามนาปํ นิรุชฺฌติ อุเปกฺขา สณฺฐาติ อยํ วุจฺจตานนฺท อริยสฺส วินเย อนุตฺตรา อินฺทฺริยภาวนา มโนวิญฺเญยฺเยสุ ธมฺเมสุ ฯ เอวํ โข อานนฺท อริยสฺส วินเย อนุตฺตรา อินฺทฺริยภาวนา โหติ ฯ
ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุเกิดความชอบใจ ความ ไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ เพราะรู้ธรรมารมณ์ด้วยมโน เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า เราเกิดความชอบใจ เกิดความไม่ชอบใจ เกิดทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจขึ้นแล้วเช่นนี้ ก็สิ่งนั้นแล เป็นสังขตะ หยาบ อาศัยกันเกิดขึ้น ยังมีสิ่งละเอียด ประณีต นั่นคืออุเบกขา เธอจึงดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ อันเกิดขึ้นแล้วนั้นเสีย อุเบกขาจึงดำรงมั่น ดูกรอานนท์ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ อันเกิดขึ้นแล้วได้เร็วพลันทันที โดยไม่ลำบากอย่างนี้ เหมือนบุรุษมีกำลัง หยดหยาดน้ำสองหรือสามหยาดลงในกระทะเหล็กที่ร้อนจัดตลอดวัน ความหยดลงแห่งหยาดน้ำยังช้า ทันทีนั้น หยาดน้ำนั้นจะถึงความสิ้นไป แห้งไปเร็วทีเดียว ฉะนั้น ดูกรอานนท์ นี้เราเรียกว่า การเจริญอินทรีย์ในธรรมารมณ์ที่รู้ได้ด้วยมโนอย่างไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่าในวินัยของพระอริยะ ฯ ดูกรอานนท์ อย่างนี้แลเป็นการเจริญอินทรีย์อย่างไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่าในวินัยของพระอริยะ ฯ
กถญฺจานนฺท เสโข โหติ ปาฏิปโท ฯ อิธานนฺท ภิกฺขุโน จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา อุปฺปชฺชติ มนาปํ อุปฺปชฺชติ อมนาปํ อุปฺปชฺชติ มนาปามนาปํ ฯ โส เตน อุปฺปนฺเนน มนาเปน อุปฺปนฺเนน อมนาเปน อุปฺปนฺเนน มนาปามนาเปน อฏฺฏิยติ หรายติ ชิคุจฺฉติ ฯ โสเตน สทฺทํ สุตฺวา ... ฆาเนน คนฺธํ ฆายิตฺวา ... ชิวฺหาย รสํ สายิตฺวา ... กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ผุสิตฺวา ... มนสา ธมฺมํ วิญฺญาย อุปฺปชฺชติ มนาปํ อุปฺปชฺชติ อมนาปํ อุปฺปชฺชติ มนาปามนาปํ ฯ โส เตน อุปฺปนฺเนน มนาเปน อุปฺปนฺเนน อมนาเปน อุปฺปนฺเนน มนาปามนาเปน อฏฺฏิยติ หรายติ ชิคุจฺฉติ ฯ เอวํ โข อานนฺท เสโข โหติ ปาฏิปโท ฯ
ดูกรอานนท์ ก็พระเสขะผู้ยังปฏิบัติอยู่เป็นอย่างไร ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ เพราะเห็นรูปด้วยจักษุ เธอย่อมอึดอัด เบื่อหน่าย เกลียดชังความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ อันเกิดขึ้นแล้วนั้น เกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ เพราะได้ยินเสียงด้วยโสต ... เพราะดมกลิ่นด้วยฆานะ ... เพราะลิ้มรสด้วยชิวหา ... เพราะถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ... เพราะรู้ธรรมารมณ์ด้วยมโน ... เธอย่อมอึดอัด เบื่อหน่ายเกลียดชังความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ อันเกิดขึ้นแล้วนั้น ดูกรอานนท์ อย่างนี้แล ชื่อว่าพระเสขะผู้ยังปฏิบัติอยู่ ฯ
กถญฺจานนฺท อริโย โหติ ภาวิตินฺทฺริโย ฯ อิธานนฺท ภิกฺขุโน จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา อุปฺปชฺชติ มนาปํ อุปฺปชฺชติ อมนาปํ อุปฺปชฺชติ มนาปามนาปํ ฯ โส สเจ อากงฺขติ ปฏิกฺกูเล อปฺปฏิกฺกูลสญฺญี วิหเรยฺยนฺติ อปฺปฏิกฺกูลสญฺญี ตตฺถ วิหรติ ฯ สเจ อากงฺขติ อปฺปฏิกฺกูเล ปฏิกฺกูลสญฺญี วิหเรยฺยนฺติ ปฏิกฺกูลสญฺญี ตตฺถ วิหรติ ฯ สเจ อากงฺขติ ปฏิกฺกูเล จ อปฺปฏิกฺกูเล จ อปฺปฏิกฺกูลสญฺญี วิหเรยฺยนฺติ อปฺปฏิกฺกูลสญฺญี ตตฺถ วิหรติ ฯ สเจ อากงฺขติ อปฺปฏิกฺกูเล จ ปฏิกฺกูเล จ ปฏิกฺกูลสญฺญี วิหเรยฺยนฺติ ปฏิกฺกูลสญฺญี ตตฺถ วิหรติ ฯ สเจ อากงฺขติ ปฏิกฺกูลญฺจ อปฺปฏิกฺกูลญฺจ ตทุภยํ อภินิวชฺเชตฺวา อุเปกฺขโก วิหเรยฺยํ สโต สมฺปชาโนติ อุเปกฺขโก ตตฺถ วิหรติ สโต สมฺปชาโน ฯ
ดูกรอานนท์ ก็พระอริยะผู้เจริญอินทรีย์แล้ว เป็นอย่างไร ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจขึ้น เพราะเห็นรูปด้วยจักษุ เธอถ้าหวังว่าจะมีความสำคัญในสิ่งปฏิกูลว่าเป็นของไม่ปฏิกูลอยู่ ก็ย่อมเป็นผู้มีความสำคัญในสิ่งนั้นๆ ว่าเป็นของไม่ปฏิกูลอยู่ได้ ถ้าหวังว่าจะมีความสำคัญในสิ่งไม่ปฏิกูลว่าเป็นของปฏิกูลอยู่ ก็ย่อมเป็นผู้มีความสำคัญในสิ่งนั้นๆ ว่าเป็นของปฏิกูลอยู่ได้ ถ้าหวังว่าจะมีความสำคัญในสิ่งทั้งปฏิกูลและไม่ปฏิกูลว่าเป็นของไม่ปฏิกูลอยู่ ก็ย่อมเป็นผู้มีความสำคัญในสิ่งนั้นๆ ว่าเป็นของไม่ปฏิกูลอยู่ได้ ถ้าหวังว่าจะมีความสำคัญในสิ่งทั้งไม่ปฏิกูลและปฏิกูลว่าเป็นของปฏิกูลอยู่ ก็ย่อมเป็นผู้มีความสำคัญในสิ่งนั้นๆ ว่าเป็นของปฏิกูลอยู่ได้ ถ้าหวังว่าจะวางเฉยเว้นเสียซึ่งสิ่งปฏิกูลและไม่ปฏิกูลทั้งสองนั้น อยู่อย่างมีสติสัมปชัญญะ ก็ย่อมเป็นผู้วางเฉยในสิ่งนั้นๆ อยู่อย่างมีสติสัมปชัญญะได้ ฯ
ปุน จปรํ อานนฺท ภิกฺขุโน โสเตน สทฺทํ สุตฺวา ... ฆาเนน คนฺธํ ฆายิตฺวา ... ชิวฺหาย รสํ สายิตฺวา ... กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ผุสิตฺวา ... มนสา ธมฺมํ วิญฺญาย อุปฺปชฺชติ มนาปํ อุปฺปชฺชติ อมนาปํ อุปฺปชฺชติ มนาปามนาปํ ฯ โส สเจ อากงฺขติ ปฏิกฺกูเล อปฺปฏิกฺกูลสญฺญี วิหเรยฺยนฺติ อปฺปฏิกฺกูลสญฺญี ตตฺถ วิหรติ ฯ สเจ อากงฺขติ อปฺปฏิกฺกูเล ปฏิกฺกูลสญฺญี วิหเรยฺยนฺติ ปฏิกฺกูลสญฺญี ตตฺถ วิหรติ ฯ สเจ อากงฺขติ ปฏิกฺกูเล จ อปฺปฏิกฺกูเล จ อปฺปฏิกฺกูลสญฺญี วิหเรยฺยนฺติ อปฺปฏิกฺกูลสญฺญี ตตฺถ วิหรติ ฯ สเจ อากงฺขติ อปฺปฏิกฺกูเล จ ปฏิกฺกูเล จ ปฏิกฺกูลสญฺญี วิหเรยฺยนฺติ ปฏิกฺกูลสญฺญี ตตฺถ วิหรติ ฯ สเจ อากงฺขติ ปฏิกฺกูลญฺจ อปฺปฏิกฺกูลญฺจ ตทุภยํ อภินิวชฺเชตฺวา อุเปกฺขโก วิหเรยฺยํ สโต สมฺปชาโนติ อุเปกฺขโก ตตฺถ วิหรติ สโต สมฺปชาโน ฯ เอวํ โข อานนฺท อริโย โหติ ภาวิตินฺทฺริโย ฯ
ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุเกิดความชอบใจ ความ ไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ เพราะได้ยินเสียงด้วยโสต ... เพราะดมกลิ่นด้วยฆานะ ... เพราะลิ้มรสด้วยชิวหา ... เพราะถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ... เพราะรู้ธรรมารมณ์ด้วยมโน เธอ ถ้าหวังว่าจะมีความสำคัญในสิ่งปฏิกูลว่าเป็นของไม่ปฏิกูลอยู่ ก็ย่อมเป็นผู้มีความสำคัญในสิ่งนั้นๆ ว่าเป็นของไม่ปฏิกูลอยู่ได้ถ้าหวังว่าจะมีความสำคัญในสิ่งไม่ปฏิกูลว่าเป็นของปฏิกูลอยู่ ก็ย่อมเป็นผู้มีความสำคัญในสิ่งนั้นๆ ว่าเป็นของปฏิกูลอยู่ได้ ถ้าหวังว่าจะมีความสำคัญในสิ่งทั้งปฏิกูลและไม่ปฏิกูลว่าเป็นของไม่ปฏิกูลอยู่ ก็ย่อมเป็นผู้มีความสำคัญในสิ่งนั้นๆว่าเป็นของไม่ปฏิกูลอยู่ได้ ถ้าหวังว่าจะมีความสำคัญในสิ่งทั้งไม่ปฏิกูลและปฏิกูลว่าเป็นของปฏิกูลอยู่ ก็ย่อมมีความสำคัญในสิ่งนั้นๆ ว่าเป็นของปฏิกูลอยู่ได้ถ้าหวังว่าจะวางเฉยเว้นเสียซึ่งสิ่งปฏิกูลและไม่ปฏิกูลทั้งสองนั้น อยู่อย่างมีสติสัมปชัญญะ ก็ย่อมเป็นผู้วางเฉยในสิ่งนั้นๆ อยู่อย่างมีสติสัมปชัญญะได้ ดูกรอานนท์ อย่างนี้แล ชื่อว่าพระอริยะผู้เจริญอินทรีย์แล้ว ฯ
อิติ โข อานนฺท เทสิตา มยา อริยสฺส วินเย อนุตฺตรา อินฺทฺริยภาวนา เทสิโต เสโข ปาฏิปโท เทสิโต อริโย ภาวิตินฺทฺริโย ยํ อานนฺท สตฺถารา กรณียํ สาวกานํ หิเตสินา อนุกมฺปเกน อนุกมฺปํ อุปาทาย กตํ โว ตํ มยา เอตานิ อานนฺท รุกฺขมูลานิ เอตานิ สุญฺญาคารานิ ฌายถานนฺท มา ปมาทตฺถ มา ปจฺฉา วิปฺปฏิสาริโน อหุวตฺถ อยํ โว อมฺหากํ อนุสาสนีติ ฯ อิทมโวจ ภควา อตฺตมโน อายสฺมา อานนฺโท ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทีติ ฯ อินฺทฺริยภาวนาสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ ทสมํ ฯ สฬายตนวคฺโค ปญฺจโม ฯ -------- ตสฺสุทฺทานํ อนาถปิณฺฑิโก ฉนฺโน ปุณฺโณ นนฺทกราหุโล ฉฉกฺกํ สฬายตนิกํ นครวินฺเทยฺย สุทฺธิโก อินฺทฺริยภาวนา จาปิ วคฺโค โอตฺตรปญฺจโม ฯ อุปริปณฺณาสกํ นิฏฺฐิตํ ฯ ---------
ดูกรอานนท์ เราแสดงการเจริญอินทรีย์อย่างไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่า ในวินัยของพระอริยะ แสดงพระเสขะผู้ยังปฏิบัติอยู่ แสดงพระอริยะผู้เจริญอินทรีย์แล้ว ด้วยประการฉะนี้แล ดูกรอานนท์ กิจใดอันศาสดาผู้แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล ผู้อนุเคราะห์ อาศัยความอนุเคราะห์พึงทำแก่สาวกทั้งหลาย กิจนั้นเราได้ทำแล้วแก่พวกเธอ ดูกรอานนท์ นั่นโคนไม้ นั่นเรือนว่าง เธอทั้งหลายจงเพ่งฌาน อย่าได้ประมาท อย่าได้เป็นผู้เดือดร้อนในภายหลัง นี้เป็นคำพร่ำสอนของเราแก่พวกเธอ ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ท่านพระอานนท์จึงชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคฉะนี้แล ฯ จบ อินทรียภาวนาสูตร ที่ ๑๐ จบ สฬายตนวรรค ที่ ๕ -----------------------------------------------------หัวข้อเรื่องของสฬายตนวรรคนั้น ดังนี้ วรรคที่ ๕ มีเรื่องเด่น คือ ๑. เรื่องอนาถบิณฑิกเศรษฐี ๒. เรื่องพระฉันนะ๓. เรื่องพระปุณณะ ๔. เรื่องพระนันทกะ ๕. เรื่องพระราหุล ๖. เรื่องธรรมหมวดหก๖ หมวด ๗. เรื่องธรรมเนื่องด้วยอายตนะ ๖ ๘. เรื่องพราหมณ์ชาวบ้านนครวินทะ๙. เรื่องบิณฑบาตบริสุทธิ์ และ ๑๐. เรื่องการเจริญอินทรีย์ ฯ -----------------------------------------------------รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. อนาถปิณฑิโกวาทสูตร ๒. ฉันโนวาทสูตร ๓. ปุณโณวาทสูตร ๔. นันทโกวาทสูตร ๕. จูฬราหุโลวาทสูตร ๖. ฉฉักกสูตร ๗. สฬายตนวิภังคสูตร ๘. นครวินเทยยสูตร ๙. ปิณฑปาตปาริสุทธิสูตร ๑๐. อินทริยภาวนาสูตร จบ อุปริปัณณาสก์ -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๕. สฬายตนวรรค] ๑๐. อินทริยภาวนาสูตร ๑๐. อินทริยภาวนาสูตร ว่าด้วยการเจริญอินทรีย์
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ เวฬุวัน กัชชังคลานิคม ครั้งนั้นแลอุตตรมาณพ ศิษย์ของปาราสิริยพราหมณ์ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับทูลสนทนาปราศรัยพอเป็นที่บันเทิงใจ พอเป็นที่ระลึกถึงกันแล้ว นั่ง ณ ที่สมควรพระผู้มีพระภาคได้ตรัสกับอุตตรมาณพ ศิษย์ของปาราสิริยพราหมณ์ว่า “อุตตระ ปาราสิริยพราหมณ์แสดงการเจริญอินทรีย์แก่สาวกหรือไม่” อุตตรมาณพกราบทูลว่า “แสดง ขอรับ” “แสดงอย่างไร” “พระโคดมผู้เจริญ ในเรื่องนี้ ท่านปาราสิริยพราหมณ์แสดงการเจริญอินทรีย์แก่สาวกทั้งหลายอย่างนี้ว่า ‘สาวกของเราอย่าดูรูปทางตา อย่าฟังเสียงทางหู’ดังนี้เป็นต้น ขอรับ” “อุตตระ เมื่อเป็นเช่นนั้น สาวกผู้เจริญอินทรีย์แล้วตามคำของปาราสิริยพราหมณ์ก็จักเป็นคนตาบอด เป็นคนหูหนวกแน่นอน เพราะคนตาบอดย่อมไม่เห็นรูปทางตาคนหูหนวกย่อมไม่ได้ยินเสียงทางหู” เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว อุตตรมาณพศิษย์ของปาราสิริยพราหมณ์ก็นั่งนิ่ง เก้อเขิน คอตก ก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณ ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเห็นว่า อุตตรมาณพศิษย์ของปาราสิริยพราหมณ์นั่งนิ่ง เก้อเขิน คอตก ก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณ จึงรับสั่งเรียกท่านพระอานนท์มาตรัสว่า “อานนท์ ปาราสิริยพราหมณ์ย่อมแสดงการเจริญอินทรีย์แก่สาวกทั้งหลายเป็นอย่างหนึ่ง แต่การเจริญอินทรีย์อันยอดเยี่ยมในอริยวินัยเป็นอย่างหนึ่ง” @เชิงอรรถ : @ เวฬุวัน ในที่นี้หมายถึงสวนรุกขชาติซึ่งเต็มไปด้วยไม้ไผ่ (ไม่ใช่พระเวฬุวัน กรุงราชคฤห์)@(ม.อุ.อ. ๓/๔๕๓/๒๕๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๕๐๔}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๕. สฬายตนวรรค] ๑๐. อินทริยภาวนาสูตร ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาค บัดนี้เป็นกาลสมควรแล้วข้าแต่พระสุคต บัดนี้เป็นกาลสมควรแล้ว ที่พระผู้มีพระภาคพึงแสดงการเจริญอินทรีย์อันยอดเยี่ยมในอริยวินัย ภิกษุทั้งหลายได้ฟังจากพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้” “อานนท์ ถ้าเช่นนั้น เธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว” ท่านพระอานนท์ทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงตรัสเรื่องนี้ว่า
“การเจริญอินทรีย์อันยอดเยี่ยมในอริยวินัย เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เห็นรูปทางตาแล้ว จึงเกิดความชอบใจ เกิดความไม่ชอบใจ และเกิดทั้งความชอบใจและความไม่ชอบใจ ภิกษุนั้นรู้ชัดอย่างนี้ว่า‘เราเกิดความชอบใจ เกิดความไม่ชอบใจ และเกิดทั้งความชอบใจและความไม่ชอบใจนี้แล้ว ความชอบใจเป็นต้นนั้นถูกปัจจัยปรุงแต่ง เป็นของหยาบ อาศัยกันและกันเกิดขึ้น ยังมีสิ่งที่ละเอียด ประณีต คือ อุเบกขา’ ความชอบใจ ความไม่ชอบใจความชอบใจและความไม่ชอบใจนั้น ที่เกิดขึ้นแล้วแก่ภิกษุนั้นจึงดับไป อุเบกขาย่อมดำรงมั่น เปรียบเหมือนบุรุษมีตาดีกระพริบตา แม้ฉันใด ความชอบใจความไม่ชอบใจ ความชอบใจและความไม่ชอบใจ อันเกิดขึ้นแล้วแก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมดับไปอย่างเร็วพลันทันที โดยไม่ยากอย่างนี้ อุเบกขาย่อมดำรงมั่น อานนท์ นี้เราเรียกว่า การเจริญอินทรีย์ในรูปที่พึงรู้แจ้งทางตาอันยอดเยี่ยมในอริยวินัย
อานนท์ อีกประการหนึ่ง ภิกษุได้ยินเสียงทางหูแล้วจึงเกิดความ ชอบใจ เกิดความไม่ชอบใจ และเกิดทั้งความชอบใจและความไม่ชอบใจ ภิกษุนั้นรู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘เราเกิดความชอบใจ เกิดความไม่ชอบใจ และเกิดทั้งความชอบใจและความไม่ชอบใจนี้แล้ว ความชอบใจเป็นต้นนั้นถูกปัจจัยปรุงแต่ง เป็นของหยาบอาศัยกันและกันเกิดขึ้น ยังมีสิ่งที่ละเอียด ประณีต คือ อุเบกขา’ ความชอบใจความไม่ชอบใจ ความชอบใจและความไม่ชอบใจนั้นที่เกิดขึ้นแล้วแก่ภิกษุนั้นจึงดับไป
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๕๐๕}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๕. สฬายตนวรรค] ๑๐. อินทริยภาวนาสูตร อุเบกขาย่อมดำรงมั่น เปรียบเหมือนบุรุษมีกำลังดีดนิ้วมือได้โดยไม่ยาก แม้ฉันใดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ความชอบใจและความไม่ชอบใจอันเกิดขึ้นแล้วแก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมดับไปอย่างเร็วพลันทันที โดยไม่ยากอย่างนี้ อานนท์ นี้เราเรียกว่า การเจริญอินทรีย์ในเสียงที่พึงรู้แจ้งทางหูอันยอดเยี่ยมในอริยวินัย
อีกประการหนึ่ง ภิกษุดมกลิ่นทางจมูกแล้วจึงเกิดความชอบใจ เกิดความไม่ชอบใจ และเกิดทั้งความชอบใจทั้งความไม่ชอบใจ ภิกษุนั้นรู้ชัดอย่างนี้ว่า‘เราเกิดความชอบใจ เกิดความไม่ชอบใจ และเกิดทั้งความชอบใจและความไม่ชอบใจนี้แล้ว ความชอบใจเป็นต้นนั้นถูกปัจจัยปรุงแต่ง เป็นของหยาบ อาศัยกันและกันเกิดขึ้น ยังมีสิ่งที่ละเอียด ประณีต คือ อุเบกขา’ ความชอบใจ ความไม่ชอบใจความชอบใจและความไม่ชอบใจนั้น ที่เกิดขึ้นแล้วแก่ภิกษุนั้นจึงดับไป อุเบกขาย่อมดำรงมั่น เปรียบเหมือนหยาดน้ำกลิ้งไปบนใบบัวที่เอียงนิดหน่อย ย่อมไม่ติดอยู่แม้ฉันใด ความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ความชอบใจและความไม่ชอบใจอันเกิดขึ้นแล้วแก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมดับไปอย่างเร็วพลันทันที โดยไม่ยากอย่างนี้ อุเบกขาย่อมดำรงมั่น อานนท์ นี้เราเรียกว่า การเจริญอินทรีย์ในกลิ่นที่พึงรู้แจ้งทางจมูกอันยอดเยี่ยมในอริยวินัย
อีกประการหนึ่ง ภิกษุลิ้มรสทางลิ้นแล้วจึงเกิดความชอบใจ เกิด ความไม่ชอบใจ และเกิดทั้งความชอบใจและความไม่ชอบใจ ภิกษุนั้นรู้ชัดอย่างนี้ว่า‘เราเกิดความชอบใจ เกิดความไม่ชอบใจ และเกิดทั้งความชอบใจและความไม่ชอบใจนี้แล้ว ความชอบใจเป็นต้นนั้นถูกปัจจัยปรุงแต่ง เป็นของหยาบ อาศัยกันและกันเกิดขึ้น ยังมีสิ่งที่ละเอียด ประณีต คือ อุเบกขา’ ความชอบใจ ความไม่ชอบใจความชอบใจและความไม่ชอบใจนั้น ที่เกิดขึ้นแล้วแก่ภิกษุนั้นจึงดับไป อุเบกขาย่อมดำรงมั่น เปรียบเหมือนบุรุษมีกำลังตะล่อมก้อนเขฬะไว้ที่ปลายลิ้น แล้วถ่ม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๕๐๖}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๕. สฬายตนวรรค] ๑๐. อินทริยภาวนาสูตร ไปโดยไม่ยาก แม้ฉันใด ความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ความชอบใจและความไม่ชอบใจอันเกิดขึ้นแล้วแก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมดับไปอย่างเร็วพลันทันที โดยไม่ยากอย่างนี้ อุเบกขาย่อมดำรงมั่น อานนท์ นี้เราเรียกว่า การเจริญอินทรีย์ในรสที่พึงรู้แจ้งทางลิ้นอันยอดเยี่ยมในอริยวินัย
อีกประการหนึ่ง ภิกษุถูกต้องโผฏฐัพพะทางกายแล้วจึงเกิดความชอบใจ เกิดความไม่ชอบใจ และเกิดทั้งความชอบใจและความไม่ชอบใจ ภิกษุนั้นรู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘เราเกิดความชอบใจ เกิดความไม่ชอบใจ และเกิดทั้งความชอบใจและความไม่ชอบใจนี้แล้ว ความชอบใจเป็นต้นนั้นถูกปัจจัยปรุงแต่ง เป็นของหยาบอาศัยกันและกันเกิดขึ้น ยังมีสิ่งที่ละเอียด ประณีต คือ อุเบกขา’ ความชอบใจความไม่ชอบใจ ความชอบใจและความไม่ชอบใจนั้นที่เกิดขึ้นแล้วแก่ภิกษุนั้นจึงดับไปอุเบกขาย่อมดำรงมั่น เปรียบเหมือนบุรุษมีกำลังเหยียดแขนออกหรือคู้แขนเข้า แม้ฉันใด ความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ความชอบใจและความไม่ชอบใจอันเกิดขึ้นแก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมดับไปอย่างเร็วพลันทันที โดยไม่ยากอย่างนี้ อุเบกขาย่อมดำรงมั่น อานนท์ นี้เราเรียกว่า การเจริญอินทรีย์ในโผฏฐัพพะที่พึงรู้แจ้งทางกายอันยอดเยี่ยมในอริยวินัย
อานนท์ อีกประการหนึ่ง ภิกษุรู้แจ้งธรรมารมณ์ทางใจแล้วจึงเกิด ความชอบใจ เกิดความไม่ชอบใจ และเกิดทั้งความชอบใจและความไม่ชอบใจภิกษุนั้นรู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘เราเกิดความชอบใจ เกิดความไม่ชอบใจ และเกิดทั้งความชอบใจและความไม่ชอบใจนี้แล้ว ความชอบใจเป็นต้นนั้นถูกปัจจัยปรุงแต่งเป็นของหยาบ อาศัยกันและกันเกิดขึ้น ยังมีสิ่งที่ละเอียด ประณีต คือ อุเบกขา’ความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ความชอบใจและความไม่ชอบใจนั้นที่เกิดขึ้นแล้วแก่ภิกษุนั้นจึงดับไป อุเบกขาย่อมดำรงมั่น เปรียบเหมือนบุรุษมีกำลัง เอาหยดน้ำ ๒หยด หรือ ๓ หยดใส่ลงในกะทะเหล็กที่ร้อนจัดตลอดวัน น้ำที่หยดลงยังช้าไป
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๕๐๗}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๕. สฬายตนวรรค] ๑๐. อินทริยภาวนาสูตร ที่แท้หยดน้ำนั้นจะระเหยแห้งไปเร็วพลันทันที แม้ฉันใด ความชอบใจ ความไม่ชอบใจความชอบใจและความไม่ชอบใจ อันเกิดขึ้นแล้วแก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมดับไปอย่างเร็วพลันทันที โดยไม่ยากอย่างนี้ อุเบกขาย่อมดำรงมั่น อานนท์ นี้เราเรียกว่า การเจริญอินทรีย์ในธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งทางใจอันยอดเยี่ยมในอริยวินัย อานนท์ การเจริญอินทรีย์อันยอดเยี่ยมในอริยวินัย เป็นอย่างนี้แล
พระเสขะผู้กำลังปฏิบัติ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เห็นรูปทางตาแล้ว จึงเกิดความชอบใจ เกิดความไม่ชอบใจ และเกิดทั้งความชอบใจและความไม่ชอบใจ เพราะความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ความชอบใจและความไม่ชอบใจที่เกิดขึ้นแล้วนั้น ภิกษุนั้นจึงอึดอัดเบื่อหน่าย รังเกียจ ฟังเสียงทางหูแล้ว ... ดมกลิ่นทางจมูกแล้ว ... ลิ้มรสทางลิ้นแล้ว ... ถูกต้องโผฏฐัพพะทางกายแล้ว ... รู้แจ้งธรรมารมณ์ทางใจแล้ว จึงเกิดความชอบใจ เกิดความไม่ชอบใจ และเกิดทั้งความชอบใจและความไม่ชอบใจ เพราะความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ความชอบใจและความไม่ชอบใจที่เกิดขึ้นแล้วนั้น ภิกษุนั้นจึงอึดอัด เบื่อหน่าย รังเกียจ อานนท์ พระเสขะผู้กำลังปฏิบัติ เป็นอย่างนี้แล
พระอริยะผู้เจริญอินทรีย์แล้ว เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เห็นรูปทางตาแล้ว จึงเกิดความชอบใจ เกิดความไม่ชอบใจ และเกิดทั้งความชอบใจและความไม่ชอบใจ ถ้าเธอหวังว่า ‘เราพึงมีความหมายรู้ในสิ่งที่ปฏิกูลว่าเป็นสิ่งที่ไม่ปฏิกูลอยู่‘ ก็มีความหมายรู้ในสิ่งที่ปฏิกูลนั้นว่าเป็นสิ่งที่ไม่ปฏิกูลอยู่ @เชิงอรรถ : @ หมายความว่า หมายรู้ด้วยการแผ่เมตตา หรือเทียบเคียงโดยความเป็นธาตุ (ม.อุ.อ. ๓/๔๖๑/๒๕๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๕๐๘}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๕. สฬายตนวรรค] ๑๐. อินทริยภาวนาสูตร ถ้าหวังว่า ‘เราพึงมีความหมายรู้ในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลว่าเป็นสิ่งที่ปฏิกูลอยู่’ ก็มีความหมายรู้ในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลนั้นว่าเป็นสิ่งที่ปฏิกูลอยู่ ถ้าหวังว่า ‘เราพึงมีความหมายรู้ในสิ่งที่ปฏิกูลและในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลว่าเป็นสิ่งที่ไม่ปฏิกูลอยู่’ ก็มีความหมายรู้ในสิ่งที่ปฏิกูลและสิ่งที่ไม่ปฏิกูลนั้นว่าเป็นสิ่งที่ไม่ปฏิกูลอยู่ ถ้าหวังว่า ‘เราพึงมีความหมายรู้ในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลและในสิ่งที่ปฏิกูลว่าเป็นสิ่งที่ปฏิกูลอยู่’ ก็มีความหมายรู้ในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลและในสิ่งที่ปฏิกูลนั้นว่าเป็นสิ่งที่ปฏิกูลอยู่ ถ้าหวังว่า ‘เราพึงเว้นสิ่งที่ปฏิกูลและสิ่งที่ไม่ปฏิกูลทั้งสองนั้น แล้วมีอุเบกขามีสติสัมปชัญญะอยู่’ ก็เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะในสิ่งที่ปฏิกูลและในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลนั้นอยู่
อีกประการหนึ่ง ภิกษุฟังเสียงทางหูแล้ว ... ภิกษุดมกลิ่นทางจมูกแล้ว ... ภิกษุลิ้มรสทางลิ้นแล้ว ... ภิกษุถูกต้องโผฏฐัพพะทางกายแล้ว ... ภิกษุรู้แจ้งธรรมารมณ์ทางใจแล้ว จึงเกิดความชอบใจ เกิดความไม่ชอบใจและเกิดทั้งความชอบใจและความไม่ชอบใจ ถ้าเธอยังหวังว่า ‘เราพึงมีความหมายรู้ในสิ่งที่ปฏิกูลว่าเป็นสิ่งที่ไม่ปฏิกูลอยู่’ ก็มีความหมายรู้ในสิ่งที่ปฏิกูลนั้นว่าเป็นสิ่งที่ไม่ปฏิกูลอยู่ ถ้าหวังว่า ‘เราพึงมีความหมายรู้ในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลว่าเป็นสิ่งที่ปฏิกูลอยู่’ ก็มีความหมายรู้ในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลนั้นว่าเป็นสิ่งที่ปฏิกูลอยู่ ถ้าหวังว่า ‘เราพึงมีความหมายรู้ในสิ่งที่ปฏิกูลและในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลว่าเป็นสิ่งที่ไม่ปฏิกูลอยู่’ ก็มีความหมายรู้ในสิ่งที่ปฏิกูลและสิ่งที่ไม่ปฏิกูลนั้นว่าเป็นสิ่งที่ไม่ปฏิกูลอยู่@เชิงอรรถ : @ หมายความว่า หมายรู้ด้วยการแผ่อสุภะ หรือเทียบเคียงโดยอนิจจลักษณะ (ม.อุ.อ. ๓/๔๖๑/๒๕๗)@ ดูเทียบ ขุ.ป. (แปล) ๓๑/๑๗/๕๗๐-๕๗๑
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๕๐๙}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๕. สฬายตนวรรค] รวมพระสูตรที่มีในวรรค ถ้าหวังว่า ‘เราพึงมีความหมายรู้ในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลและในสิ่งที่ปฏิกูลว่าเป็นสิ่งที่ปฏิกูลอยู่’ ก็มีความหมายรู้ในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลและในสิ่งที่ปฏิกูลนั้นว่าเป็นสิ่งที่ปฏิกูลอยู่ ถ้าหวังว่า ‘เราพึงเว้นสิ่งที่ปฏิกูลและสิ่งที่ไม่ปฏิกูลทั้งสองนั้น แล้วมีอุเบกขามีสติสัมปชัญญะอยู่’ ก็เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะในสิ่งที่ปฏิกูลและในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลนั้นอยู่ อานนท์ พระอริยะผู้เจริญอินทรีย์แล้ว เป็นอย่างนี้แล
อานนท์ เราแสดงการเจริญอินทรีย์อันยอดเยี่ยมในอริยวินัยไว้แล้ว แสดงพระเสขะผู้กำลังปฏิบัติไว้แล้ว แสดงพระอริยะผู้เจริญอินทรีย์ไว้แล้ว ด้วยประการอย่างนี้ กิจที่ศาสดาผู้แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล ผู้อนุเคราะห์ อาศัยความอนุเคราะห์แล้วพึงทำแก่สาวกทั้งหลายได้ เราก็ได้ทำแก่เธอทั้งหลายแล้ว อานนท์ นั่นโคนไม้ นั่นเรือนว่าง เธอทั้งหลายจงเพ่งฌาน อย่าได้ประมาทอย่าได้เป็นผู้เดือดร้อนในภายหลัง นี้เป็นคำพร่ำสอนของเราสำหรับเธอทั้งหลาย” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสภาษิตนี้แล้ว ท่านพระอานนท์มีใจยินดีชื่นชมพระ ภาษิตของพระผู้มีพระภาค ดังนี้แล อินทริยภาวนาสูตรที่ ๑๐ จบ สฬายตนวรรคที่ ๕ จบ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. อนาถปิณฑิโกวาทสูตร ๒. ฉันโนวาทสูตร ๓. ปุณโณวาทสูตร ๔. นันทโกวาทสูตร ๕. จูฬราหุโลวาทสูตร ๖. ฉฉักกสูตร ๗. สฬายตนวิภังคสูตร ๘. นครวินเทยยสูตร ๙. ปิณฑปาตปาริสุทธิสูตร ๑๐. อินทริยภาวนาสูตร อุปริปัณณาสก์ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๕๑๐}
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๔ สุตตันตปิฎกที่ ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๐. อรรถกถาอินทริยภาวนาสูตร
อินทริยภาวนาสูตรขึ้นต้นว่า ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ :-
ในพระสูตรนั้น คำว่า ใน ชังกลา คือ ในจังหวัดมีชื่ออย่างนั้น.
____________________________
บาลี กชฺชงฺคลา
คำว่า ที่ป่าไผ่ ได้แก่ ต้นไม้ชนิดหนึ่งชื่อเวฬุ (คือต้นไผ่). มีชัฎป่าใหญ่ที่ต้นเวฬุเหล่านั้นปกคลุมแล้ว ประทับอยู่ในราวป่านั้น.
คำว่า ไม่เห็นรูปด้วยจักษุ ไม่ยินเสียงด้วยโสต ท่านกล่าวอธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอย่างนี้ว่า ไม่พึงดูรูปด้วยตา ไม่พึงฟังเสียงด้วยหู.
พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อจะทรงแสดงการอบรมอินทรีย์ที่ไม่เหมือนในศาสนาของพระองค์จึงได้ทรงทำอาลัยด้วยบทนี้ว่า ในวินัยของพระอริยเจ้าเป็นอย่างอื่น. ท่านพระอานนท์คิดว่า พระศาสดาทรงแสดงอาลัย เอาละเราจะขอให้ทรงกระทำถ้อยคำเกี่ยวกับการอบรมอินทรีย์แก่หมู่ภิกษุในบริษัทนี้แล้วเมื่อจะทูลขอร้องพระศาสดา จึงได้กล่าวคำเป็นต้นว่า เอตสฺส ภควา.
ลำดับนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงแสดงการอบรมอินทรีย์แก่ท่าน จึงตรัสคำเป็นต้นว่า ถ้าอย่างนั้น อานนท์.
ในพระสูตรนั้น คำว่า นี้คืออุเบกขา คือ ชื่อว่าวิปัสสนูเปกขานี้ใด วิปัสสนูเปกขานี้สงบระงับ วิปัสสนูเปกขานี้ประณีต. อธิบายว่า ไม่ทำให้เดือดร้อน. ภิกษุนี้ไม่ให้จิตพอใจในอารมณ์ที่น่าปรารถนาในรูปารมณ์ ในจักขุทวาร ไม่พอใจในอารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา และพอใจไม่พอใจในอารมณ์กลางๆ ไม่ให้เพื่อกำหนัด เพื่อประทุษร้าย หรือเพื่อหลงใหลแก่จิตนั้น กำหนดเอาแล้ว ตั้งวิปัสสนาในความเป็นกลาง.
คำว่า ผู้มีดวงตา คือ มีจักษุสมบูรณ์ มีดวงเนตรหมดจด.
จริงอยู่ ผู้ที่เจ็บตาจะลืมหรือหลับตาไปข้างบนไม่ได้. เพราะฉะนั้นจึงไม่ถือเอาคนนั้น.
คำว่า อีสกโปเณ คือ ชูขึ้นตั้งอยู่เหมือนงอนรถ.
ในคำว่า เป็นผู้มีความสำคัญในสิ่งน่าเกลียดว่าไม่น่าเกลียดเป็นต้น ด้วยการแผ่เมตตาหรือด้วยการเอาธาตุมาเทียบเคียงกัน ในสิ่งที่น่าเกลียด ก็ย่อมเป็นผู้มีความสำคัญว่าไม่น่าเกลียดได้. ด้วยการแผ่ความไม่งาม หรือด้วยการน้อมเข้าไปด้วยความเป็นของไม่เที่ยง ในสิ่งที่ไม่น่าเกลียด ก็จะเป็นผู้มีความสำคัญว่าน่าเกลียดได้.
แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้แล.
เมื่อเว้นสิ่งทั้งสองส่วนนั้นได้เด็ดขาดอย่างยิ่งแล้ว เป็นผู้วางตัวเป็นกลาง ใคร่เพื่อจะอยู่ทำอะไร. เมื่อสิ่งน่าปรารถนา และสิ่งไม่น่าปรารถนามาสู่คลอง ก็จะกลายเป็นผู้ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย.
สมจริงดังพระพุทธดำรัสที่ตรัสว่า
ภิกษุผู้มีความสำคัญในสิ่งที่น่าเกลียดว่าไม่น่าเกลียดอย่างไร คือ ภิกษุย่อมแผ่เมตตาหรือน้อมเข้าไปโดยเป็นธาตุ ในวัตถุที่ไม่น่าปรารถนา ภิกษุย่อมเป็นผู้มีความสำคัญในสิ่งที่น่าเกลียดว่า ไม่น่าเกลียดอย่างนี้.
ภิกษุมีความสำคัญในสิ่งที่ไม่น่าเกลียดว่าน่าเกลียดอย่างไร คือ ภิกษุแผ่ไปด้วยอสุภ หรือน้อมนำเข้าไปโดยความไม่เที่ยง ในวัตถุที่น่าปรารถนา ภิกษุย่อมมีความสำคัญในสิ่งที่ไม่น่าเกลียดว่า น่าเกลียดอย่างนี้.
ภิกษุเป็นผู้มีความสำคัญทั้งในสิ่งที่น่าเกลียดและไม่น่าเกลียดว่า ไม่น่าเกลียดอย่างไร คือ ภิกษุย่อมแผ่เมตตาไปหรือน้อมเข้าไปโดยความเป็นธาตุ ทั้งในวัตถุที่ไม่น่าปรารถนาและน่าปรารถนา อย่างนี้ชื่อว่าเป็นผู้มีความสำคัญ ในสิ่งที่น่าเกลียดและไม่น่าเกลียดว่า ไม่น่าเกลียด.
อย่างไร ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้มีความมีสำคัญในสิ่งที่ไม่น่าเกลียดและน่าเกลียดว่า น่าเกลียด คือ ภิกษุแผ่อสุภไปหรือน้อมนำไปโดยความเป็นของไม่เที่ยง ในวัตถุที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนา อย่างนี้ชื่อว่าเป็นผู้มีความสำคัญ ในสิ่งไม่น่าเกลียดและน่าเกลียดว่าน่าเกลียด.
อย่างไรชื่อว่า ภิกษุเป็นผู้วางเฉย มีสติสัมปชัญญะ เว้นสิ่งที่น่าเกลียด ไม่น่าเกลียด และสิ่งทั้งสองอย่างนั้นได้อย่างเด็ดขาดเป็นอย่างยิ่ง. คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เห็นรูปด้วยตาไม่ยินดี ไม่ยินร้าย เป็นผู้เฉยๆ มีสติสัมปชัญญะ ฯลฯ รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจ ก็ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย เป็นผู้เฉยๆ มีสติสัมปชัญญะ. อย่างนี้ชื่อว่าเป็นผู้เว้นสิ่งน่าเกลียดไม่น่าเกลียด และสิ่งทั้งสองอย่างนั้นได้เด็ดขาดอย่างยิ่ง เป็นผู้เฉยๆ มีสติสัมปชัญญะอยู่.
____________________________
ขุ. ปฏิ. เล่ม ๓๑/ข้อ ๖๙๐
ก็แหละความเศร้าหมองคือความพอใจไม่พอใจ ทั้งพอใจและไม่พอใจ ย่อมใช้ได้ในนัยแรก ในบรรดานัยทั้ง ๓ เหล่านี้. ความไม่เศร้าหมองก็ย่อมใช้ได้. ในนัยที่ ๒ สังกิเลสย่อมใช้ได้. ในนัยที่ ๓ ความเศร้าหมองย่อมใช้ได้.
มีคำที่ท่านกล่าวไว้อีกว่า ความเศร้าหมองที่หนึ่งย่อมใช้ได้ ความเศร้าหมองและความไม่เศร้าหมองที่สองก็ใช้ได้ ความไม่เศร้าหมองที่สาม เท่านั้นจึงใช้ได้.
คำที่เหลือในที่ทั้งปวงตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาอินทริยภาวนาสูตรที่ ๑๐ จบวรรคที่ ๕
จบอรรถกถาอุปริปัณณาสกสูตรในอรรถกถามัชฌิมนิกาย ชื่อปปัญจสูทนี.
จบทวิปัณณาสกสุตตันตสังคหัฏฐกถา อันประดับด้วย ๕ วรรค -----------------------------------------------------
ก็แลมัชฌิมนิกายที่เรียกว่า ชื่อว่ามหาวิปัสสนานี้ มีความงามสามอย่างคือ ชื่อว่ามีความงามในเบื้องต้น เพราะความที่ทรงเริ่มว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจะแสดงบรรยายรากเหง้าของธรรมทั้งปวงแก่ท่านทั้งหลาย ในท่ามกลาง ชื่อว่ามีความงามในท่ามกลางเพราะคำว่า สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูตธัมมะ เวทัลละ ชื่อว่างามในที่สุดเพราะคำว่า พระอริยะ ผู้มีอินทรีย์ที่อบรมแล้ว อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้วนี้ใด มัชฌิมนิกายนั้น เป็นอันจบสมบูรณ์ด้วยอำนาจการขยายความแล้ว.
คำลงท้าย
และก็ด้วยถ้อยคำมีประมาณเท่านี้ ข้าพเจ้าอันพระคุณท่านพุทธมิตรเถระผู้มีความรู้ดี เคยอยู่ด้วยกันมาที่ท่ามยูรสูตร ขอร้องแล้ว ได้เริ่มทำอรรถกถาชื่อปปัญจสูทนีแห่งมัชฌิมนิกายอันประเสริฐ สำหรับกำจัดวาทะของผู้อื่น ก็แลปปัญจสูทนีนั้นถือเอาสาระจากมหาอรรถกถาจบลงแล้ว.
ก็อรรถกถาชื่อว่า ปปัญจสูทนี นั่นจบลงแล้วด้วยภาณวารทั้งหลายแห่งบาลีประมาณ ๑๐๗. แม้วิสุทธิมรรคอันมีประมาณ ๕๙ อันข้าพเจ้ารจนาคัมภีร์ไว้ ก็เพื่อประโยชน์แห่งการประกาศเนื้อความ โดยภาณวารทั้งหลายเพราะเหตุนั้น อรรถกถานี้พร้อมทั้งวิสุทธิมรรคนั้น ด้วยนัยแห่งการนับคาถา พึงรู้ว่ามี ๑๖๖ คาถา ว่าโดยภาณวารมีประมาณ ๑๖๖ ภาณวาร ด้วยประการฉะนี้.
ข้าพเจ้าถือเอาสาระในมูลอรรถกถา อันประกาศลัทธิแห่งพระเถระผู้อยู่ในมหาวิหารรจนาอรรถกถานี้ ได้เข้าไปก่อบุญใดไว้ ด้วยบุญนั้นขอชาวโลกจงมีสุขทุกเมื่อเถิด.
อรรถกถามัชฌิมนิกาย ชื่อปปัญจสูทนีนี้ อันพระเถระผู้ประดับประดาด้วยความเชื่อ ความรู้และความเพียรที่หมดจดอย่างยิ่งผู้อันเหตุให้เกิดขึ้นพร้อมแห่งคุณมีศีล อาจาระ ความซื่อตรงและความอ่อนโยนเป็นต้น ให้เกิดขึ้นพร้อมแล้วผู้สามารถหยั่งลงในรกชัฏ คือลัทธิของตนและลัทธิของผู้อื่น ผู้ประกอบด้วยความรู้แจ่มแจ้งและความเฉลียวฉลาดผู้มีประภาพแห่งความรู้ที่ไม่มีอะไรหรือใครมาขัดขวางได้ ในศาสนาของพระศาสดา พร้อมทั้งอรรถกถาที่แตกต่างด้วยการเล่าเรียนปิฎกสามเป็นนักไวยากรณ์ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ประกอบด้วยความเพริดพริ้งแห่งคำพูดที่เปล่งมาไพเราะหวาน ให้เกิดความสุขด้วยการถึงพร้อมแห่งการกระทำ ผู้มีวาทะที่เปล่งอย่างถูกต้อง ผู้ประเสริฐกว่าพวกนักพูด เป็นมหากวีผู้เป็นเครื่องประดับวงศ์แห่งพวกชาวมหาวิหาร ผู้เป็นเถระดวงประทีปแห่งเถรวงศ์ ผู้มีความรู้ที่ตั้งมั่นดีแล้วในอุตตริมนุสสธรรมที่ประดับประดาด้วยคุณต่างด้วยอภิญญาหกเป็นต้น มีปัญญาเครื่องแตกฉานเฉพาะที่แตกฉานแล้วเป็นบริวารผู้มีความรู้หมดจดกว้างขวาง ผู้มีนามไธยอันพวกครูถือเอาแล้วว่า พุทธโฆษะ ได้กระทำ (แต่ง) ไว้แล้ว.
แม้พระนามว่า พุทธะ ของพระพุทธเจ้า ผู้มีพระหฤทัยสะอาด
ผู้คงที่ ผู้เจริญที่สุดในโลก ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ยังเป็นไป
ในโลกอยู่ตราบใด ขอปปัญจสูทนีนี้ แสดงนัยแห่งความหมดจด
แห่งความเห็น ของพวกกุลบุตร ผู้แสวงหาคุณ เครื่องรื้อถอนไป
จากโลก จงดำรงอยู่ในโลกตราบนั้น.
ขออรรถกถาชื่อปปัญจสูทนีนี้ เข้าถึงสถานอันบริสุทธิ์ปราศจาก
อันตราย ขอความดำริทั้งหลายอันอาศัยธรรมของเหล่าสัตว์
จงสำเร็จอย่างนั้นเทอญ.
จบ อรรถกถามัชฌิมนิกาย ชื่อปปัญจสูทนี -----------------------------------------------------
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อนาถปิณฑิโกวาทสูตร
๒. ฉันโนวาทสูตร
๓. ปุณโณวาทสูตร
๔. นันทโกวาทสูตร
๕. จูฬราหุโลวาทสูตร
๖. ฉฉักกสูตร
๗. สฬายตนวิภังคสูตร
๘. นครวินเทยยสูตร
๙. ปิณฑปาตปาริสุทธิสูตร
๑๐. อินทริยภาวนาสูตร จบ อุปริปัณณาสก์ -----------------------------------------------------