อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดง
ฉบับมหาจุฬาฯ · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๕๕

๕. สุนักขัตตสูตร

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๕–๖๕พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 13 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 13 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 11 ข้อ3 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๕. สุนักขัตตสูตร ว่าด้วยเจ้าสุนักขัตตะ ลิจฉวีบุตร

ข้อ ๕๕

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน เขต กรุงเวสาลี สมัยนั้นแล ภิกษุเป็นจำนวนมากได้พยากรณ์อรหัตตผลในสำนักของพระผู้มีพระภาคว่า “ข้าพระองค์ทั้งหลายรู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้วทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป” เจ้าสุนักขัตตะ ลิจฉวีบุตรได้ฟังว่า “ภิกษุจำนวนมากได้พยากรณ์อรหัตตผลในสำนักของพระผู้มีพระภาคว่า ‘ข้าพระองค์ทั้งหลายรู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว อยู่จบ@เชิงอรรถ : @ ดูเชิงอรรถที่ ๒, ๓ และ ๔ ข้อ ๑๙ (เทวทหสูตร) หน้า ๒๖ ในเล่มนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๖๑}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๑. เทวทหวรรค] ๕. สุนักขัตตสูตร พรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป”จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้ฟังว่า ‘ภิกษุจำนวนมากได้พยากรณ์อรหัตตผลในสำนักของพระผู้มีพระภาคว่า ‘ข้าพระองค์ทั้งหลายรู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้วอยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป’ ภิกษุทั้งหลายผู้พยากรณ์อรหัตตผลในสำนักของพระผู้มีพระภาคว่า ‘ข้าพระองค์ทั้งหลายรู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป’ เหล่านั้น ได้พยากรณ์อรหัตตผลโดยชอบ หรือว่ามีภิกษุบางพวกได้พยากรณ์อรหัตตผลด้วยความสำคัญตนว่าได้บรรลุ พระพุทธเจ้าข้า”

ข้อ ๕๖

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “สุนักขัตตะ ภิกษุเหล่านั้นผู้พยากรณ์ อรหัตตผลในสำนักของเราว่า ‘ข้าพระองค์ทั้งหลายรู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป’มีภิกษุบางพวกในศาสนานี้ได้พยากรณ์อรหัตตผลโดยถูกต้องทีเดียว แต่มีภิกษุ บางพวกในศาสนานี้ ได้พยากรณ์อรหัตตผลด้วยความสำคัญตนว่าได้บรรลุ สุนักขัตตะ บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุทั้งหลายผู้พยากรณ์อรหัตตผลโดย ชอบเหล่านั้น ย่อมมีอรหัตตผลจริงทีเดียว ส่วนบรรดาภิกษุผู้พยากรณ์อรหัตตผล ด้วยความสำคัญตนว่าได้บรรลุเหล่านั้น ตถาคตมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เราจักแสดงธรรมแก่ภิกษุเหล่านั้น’ สุนักขัตตะ ในเรื่องนี้ ตถาคตมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เราจักแสดงธรรมแก่ ภิกษุเหล่านั้น‘แต่ถ้าในธรรมวินัยนี้ มีโมฆบุรุษบางพวกแต่งปัญหาเข้ามาถามตถาคตข้อที่ตถาคตมีความคิดในภิกษุเหล่านั้นอย่างนี้ว่า ‘เราจักแสดงธรรมแก่ภิกษุเหล่านั้น’ก็จะเป็นอย่างอื่นไป” @เชิงอรรถ : @ ที่สมควร (เอกมนฺตํ) ในที่นี้หมายถึงที่เหมาะสม คือ เว้นโทษการนั่ง ๖ ประการ ได้แก่ (๑) ไกล@เกินไป (๒) ใกล้เกินไป (๓) อยู่เหนือลม (๔) สูงเกินไป (๕) อยู่ตรงหน้าเกินไป (๖) อยู่ข้างหลังเกินไป@(องฺ.ทุก.อ. ๒/๑๖/๑๕)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๖๒}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๑. เทวทหวรรค] ๕. สุนักขัตตสูตร เจ้าสุนักขัตตะกราบทูลว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาค บัดนี้เป็นกาลสมควร ข้าแต่พระสุคต บัดนี้เป็นกาลสมควร ที่พระผู้มีพระภาคจะทรงแสดงธรรม ภิกษุ ทั้งหลายได้สดับจากพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “สุนักขัตตะ ถ้าเช่นนั้น เธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว” เจ้าสุนักขัตตะ ลิจฉวีบุตรทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ ตรัสเรื่องนี้ว่า

ข้อ ๕๗

“สุนักขัตตะ กามคุณ ๕ ประการนี้ กามคุณ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. รูปที่พึงรู้แจ้งทางตา ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ชวนให้รัก ชักให้ใคร่ พาใจให้กำหนัด ๒. เสียงที่พึงรู้แจ้งทางหู ... ๓. กลิ่นที่พึงรู้แจ้งทางจมูก ... ๔. รสที่พึงรู้แจ้งทางลิ้น ... ๕. โผฏฐัพพะที่พึงรู้แจ้งทางกาย ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ชวนให้รัก ชักให้ใคร่ พาใจให้กำหนัด สุนักขัตตะ กามคุณมี ๕ ประการนี้แล

ข้อ ๕๘

สุนักขัตตะ เป็นไปได้ ที่บุรุษบุคคลบางคนในโลกนี้ พึงเป็นผู้น้อมใจ ไปในโลกามิส บุรุษบุคคลผู้น้อมใจไปในโลกามิส สนทนาแต่เรื่องที่เหมาะแก่โลกามิสนั้นเท่านั้น ย่อมตรึกตรองธรรมอันสมควรแก่โลกามิสนั้น คบแต่ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.ฉกฺก. (แปล) ๒๒/๖๓/๕๗๒ @ เป็นไปได้ ในที่นี้หมายถึงยอมรับฐานะ(เหตุ) ที่ให้เป็นไปได้ (องฺ.เอกก.อ. ๑/๒๖๘/๔๐๒)@ โลกามิส ในที่นี้หมายถึงกามคุณ ๕ ประการ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะอันเป็นเหยื่อล่อของวัฏฏะ@กามและโลก (ม.อุ.อ. ๓/๕๘/๓๕)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๖๓}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๑. เทวทหวรรค] ๕. สุนักขัตตสูตร คนประเภทนั้น และถึงความปลื้มใจกับคนประเภทนั้น แต่เมื่อมีใครสนทนาเกี่ยวกับเรื่องอาเนญชสมาบัติ ย่อมไม่สนใจฟัง ไม่เงี่ยโสตสดับ ไม่ตั้งใจรับรู้ ไม่คบคนประเภทนั้น และไม่ถึงความปลื้มใจกับคนประเภทนั้น เปรียบเหมือนคนที่จากบ้านหรือนิคมของตนไปนาน พบบุรุษคนใดคนหนึ่งผู้จากบ้านหรือนิคมไปไม่นาน พึงถามบุรุษนั้นถึงเรื่องที่บ้านหรือนิคมนั้นมีความสุขสบาย ทำมาหากินดี และมี อาพาธน้อย บุรุษนั้นพึงบอกเรื่องที่บ้านหรือนิคมนั้นมีความสุขสบาย ทำมาหากินดีและมีอาพาธน้อยแก่เขา สุนักขัตตะ ท่านเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร คือ คนนั้นพึงสนใจฟังบุรุษนั้นเงี่ยโสตสดับ ตั้งใจรับรู้ คบบุรุษนั้น และถึงความปลื้มใจกับบุรุษนั้นใช่ไหม” “ใช่ พระพุทธเจ้าข้า” “สุนักขัตตะ เป็นไปได้ฉันนั้นเหมือนกัน ที่บุรุษบุคคลบางคนในโลกนี้พึง เป็นผู้น้อมใจไปในโลกามิส บุรุษบุคคลผู้น้อมใจไปในโลกามิส สนทนาแต่เรื่องที่เหมาะแก่โลกามิสนั้นเท่านั้น ย่อมตรึกตรองธรรมอันสมควรแก่โลกามิสนั้น คบแต่คนประเภทนั้น และถึงความปลื้มใจกับคนประเภทนั้น แต่เมื่อมีใครพูดเกี่ยวกับเรื่องอาเนญชสมาบัติ ย่อมไม่สนใจฟัง ไม่เงี่ยโสตสดับ ไม่ตั้งใจรับรู้ ไม่คบคนประเภทนั้น และไม่ถึงความปลื้มใจกับคนประเภทนั้น บุรุษบุคคลนั้น บัณฑิตพึงทราบว่า เป็นบุรุษบุคคลผู้เหินห่างจากการเกี่ยวข้องกับอาเนญชสมาบัติ มีแต่น้อมใจไปในโลกามิส

ข้อ ๕๙

สุนักขัตตะ เป็นไปได้ที่บุรุษบุคคลบางคนในโลกนี้ พึงเป็นผู้น้อมใจ ไปในอาเนญชสมาบัติ บุรุษบุคคลผู้น้อมใจไปในอาเนญชสมาบัติ สนทนาแต่เรื่องที่เหมาะแก่อาเนญชสมาบัตินั้นเท่านั้น ย่อมตรึกตรองธรรมอันสมควรแก่อาเนญช-สมาบัตินั้น คบแต่คนประเภทนั้น และถึงความปลื้มใจกับคนประเภทนั้น แต่เมื่อมีใครสนทนาเกี่ยวกับเรื่องโลกามิส ย่อมไม่สนใจฟัง ไม่เงี่ยโสตสดับ ไม่ตั้งใจรับรู้ไม่คบคนประเภทนั้น และไม่ถึงความปลื้มใจกับคนประเภทนั้น @เชิงอรรถ : @ อาเนญชสมาบัติ หมายถึงสมาบัติอันไม่หวั่นไหว ได้แก่ สมาบัติ ๖ คือ รูปฌาน ๔ และอรูปฌาน@ที่ ๑ ที่ ๒ (ม.อุ.อ. ๓/๕๙/๓๕)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๖๔}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๑. เทวทหวรรค] ๕. สุนักขัตตสูตร เปรียบเหมือนใบไม้เหลืองหลุดจากขั้วแล้ว ไม่กลับเขียวสดขึ้นมาได้ แม้ฉันใดความเกี่ยวข้องในโลกามิสของบุคคลผู้น้อมใจไปในอาเนญชสมาบัติก็หลุดไป ฉันนั้นเหมือนกัน บุรุษบุคคลนั้นบัณฑิตพึงทราบว่า ‘เป็นบุรุษบุคคลผู้เหินห่างจากความเกี่ยวข้องกับโลกามิส มีแต่น้อมใจไปในอาเนญชสมาบัติ’

ข้อ ๖๐

สุนักขัตตะ เป็นไปได้ที่บุรุษบุคคลบางคนในโลกนี้ พึงเป็นผู้น้อมใจไปในอากิญจัญญายตนสมาบัติ บุรุษบุคคลผู้น้อมใจไปในอากิญจัญญายตนสมาบัติสนทนาแต่เรื่องที่เหมาะแก่อากิญจัญญายตนสมาบัตินั้นเท่านั้น ย่อมตรึกตรองธรรมอันสมควรแก่อากิญจัญญายตนสมาบัตินั้น คบแต่คนประเภทนั้น และถึงความปลื้มใจกับคนประเภทนั้น แต่เมื่อมีใครสนทนาเกี่ยวกับเรื่องอาเนญชสมาบัติย่อมไม่สนใจฟัง ไม่เงี่ยโสตสดับ ไม่ตั้งใจรับรู้ ไม่คบคนประเภทนั้น และไม่ถึงความปลื้มใจกับคนประเภทนั้น ก้อนศิลาแตกออกเป็น ๒ เสี่ยงแล้ว ย่อมเป็นของเชื่อมกันให้สนิทไม่ได้ แม้ฉันใด ความเกี่ยวข้องในอาเนญชสมาบัติของบุคคลผู้มีใจน้อมไปในอากิญจัญญายตนสมาบัติก็แตกไป ฉันนั้นเหมือนกัน บุรุษบุคคลนั้น บัณฑิตพึงทราบว่า ‘เป็นบุรุษบุคคลผู้เหินห่างจากความเกี่ยวข้องกับอาเนญชสมาบัติ มีแต่น้อมใจไปในอากิญจัญญายตนสมาบัติ’

ข้อ ๖๑

สุนักขัตตะ เป็นไปได้ที่บุรุษบุคคลบางคนในโลกนี้ พึงเป็นผู้น้อมใจไปใน เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ บุรุษบุคคลผู้น้อมใจไปในเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ สนทนาแต่เรื่องที่เหมาะแก่เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัตินั้นเท่านั้นย่อมตรึกตรองธรรมอันสมควรแก่เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัตินั้น คบแต่คนประเภทนั้น และถึงความปลื้มใจกับคนประเภทนั้น แต่เมื่อมีใครสนทนาเกี่ยวกับเรื่องอากิญจัญญายตนสมาบัติ ย่อมไม่สนใจฟัง ไม่เงี่ยโสตสดับ ไม่ตั้งใจรับรู้ไม่คบคนประเภทนั้น และไม่ถึงความปลื้มใจกับคนประเภทนั้น เปรียบเหมือนคนบริโภคโภชนะที่ถูกใจจนอิ่มหนำแล้วพึงหยุดเสีย สุนักขัตตะ เธอเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร คือ คนนั้นพึงมีความปรารถนาในภัตนั้นบ้างไหม” “ไม่ปรารถนา พระพุทธเจ้าข้า”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๖๕}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๑. เทวทหวรรค] ๕. สุนักขัตตสูตร “ข้อนั้นเพราะเหตุไร” “เพราะว่าภัตนั้นตนเองรู้สึกว่าเป็นของไม่น่ากินเสียแล้ว พระพุทธเจ้าข้า” “สุนักขัตตะ ความเกี่ยวข้องในอากิญจัญญายตนสมาบัติ ก็ถูกบุรุษบุคคล ผู้น้อมใจไปในเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติคายได้แล้ว อย่างนั้นเหมือนกันบุรุษบุคคลนั้นบัณฑิตพึงทราบว่า ‘เป็นบุรุษบุคคลผู้เหินห่างจากความเกี่ยวข้องกับอากิญจัญญายตนสมาบัติ มีแต่น้อมใจไปในเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ’

ข้อ ๖๒

สุนักขัตตะ เป็นไปได้ที่บุรุษบุคคลบางคนในโลกนี้ พึงเป็นผู้น้อมใจไปในนิพพานโดยชอบ บุรุษบุคคลผู้น้อมใจไปในนิพพานโดยชอบ สนทนาแต่เรื่องที่เหมาะแก่นิพพานโดยชอบนั้นเท่านั้น ย่อมตรึกตรองธรรมอันสมควรแก่นิพพานโดยชอบนั้น คบแต่คนประเภทนั้น และถึงความปลื้มใจกับคนประเภทนั้น แต่เมื่อมีใครสนทนาเกี่ยวกับเรื่องเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ย่อมไม่สนใจฟังไม่เงี่ยโสตสดับ ไม่ตั้งใจรับรู้ ไม่คบคนประเภทนั้น และไม่ถึงความปลื้มใจกับคนประเภทนั้น เปรียบเหมือนตาลยอดด้วนไม่อาจงอกงามได้อีก แม้ฉันใด ความเกี่ยวข้องในเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ก็ถูกบุรุษบุคคลผู้น้อมใจไปในนิพพานโดยชอบถอนขึ้นได้ ตัดรากถอนโคนเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ ฉันนั้นเหมือนกัน บุรุษบุคคลนั้นบัณฑิตพึงทราบว่า‘เป็นบุรุษบุคคลผู้เหินห่างจากความเกี่ยวข้องกับเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติมีแต่น้อมใจไปในนิพพานโดยชอบ’

ข้อ ๖๓

สุนักขัตตะ เป็นไปได้ที่ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ พึงมีความคิดอย่าง นี้ว่า ‘พระสมณะตรัสลูกศรคือตัณหาไว้แล้วว่า ‘โทษอันเป็นพิษคืออวิชชา ย่อมงอกงามได้ด้วยฉันทราคะและพยาบาท เราละลูกศรคือตัณหานั้นได้แล้ว กำจัดโทษอันเป็นพิษคืออวิชชาได้แล้ว จึงเป็นผู้มีใจน้อมไปในนิพพานโดยชอบ’ เรื่องต่อไปนี้มีเนื้อความดังนี้ ภิกษุนั้นพึงประกอบเนืองๆ ซึ่งอารมณ์อันไม่เป็นสัปปายะ แห่งใจอันน้อมไปในนิพพานโดยชอบ พึงประกอบการดูรูปอันไม่เป็นสัปปายะทางตา@เชิงอรรถ : @ ไม่เป็นสัปปายะ ในที่นี้หมายถึงอารมณ์ที่ไม่ก่อให้เกิดความเจริญ (ม.อุ.อ. ๓/๖๔/๓๗)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๖๖}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๑. เทวทหวรรค] ๕. สุนักขัตตสูตร เนืองๆ พึงประกอบการฟังเสียงอันไม่เป็นสัปปายะทางหูเนืองๆ พึงประกอบการดมกลิ่นอันไม่เป็นสัปปายะทางจมูกเนืองๆ พึงประกอบการลิ้มรสอันไม่เป็นสัปปายะทางลิ้นเนืองๆ พึงประกอบการถูกต้องโผฏฐัพพะอันไม่เป็นสัปปายะทางกายเนืองๆ พึงประกอบการรับรู้ธรรมารมณ์อันไม่เป็นสัปปายะทางใจเนืองๆเมื่อภิกษุนั้นประกอบการดูรูปอันไม่เป็นสัปปายะทางตาเนืองๆ ประกอบการฟังเสียงอันไม่เป็นสัปปายะทางหูเนืองๆ ประกอบการดมกลิ่นอันไม่เป็นสัปปายะทางจมูกเนืองๆ ประกอบการลิ้มรสอันไม่เป็นสัปปายะทางลิ้นเนืองๆ ประกอบการถูกต้องโผฏฐัพพะอันไม่เป็นสัปปายะทางกายเนืองๆ ประกอบการรับรู้ธรรมารมณ์อันไม่เป็นสัปปายะทางใจเนืองๆ แล้ว ราคะพึงครอบงำจิตได้ เธอมีจิตถูกราคะครอบงำแล้ว พึงถึงความตายหรือทุกข์ปางตาย เปรียบเหมือนคนถูกยิงด้วยลูกศรที่อาบยาพิษอย่างร้ายแรง มิตร อำมาตย์ญาติสาโลหิตของเขาจึงหาหมอผ่าตัดมารักษา หมอผ่าตัดนั้นใช้มีดผ่าปากแผลแล้วใช้เครื่องตรวจหาลูกศร ตรวจพบลูกศรแล้วจึงถอนออก พึงกำจัดโทษคือพิษที่ยังมีเชื้อเหลือติดอยู่ จนรู้ว่า ‘ไม่มีเชื้อหลงเหลืออยู่’ หมอผ่าตัดนั้นพึงกล่าวอย่างนี้ว่า‘พ่อมหาจำเริญ เราถอนลูกศรให้ท่านแล้ว โทษคือพิษเราก็กำจัดจนไม่มีเชื้อหลงเหลือแล้ว ท่านพ้นขีดอันตรายแล้ว แต่ต้องรับประทานอาหารที่ไม่แสลง เมื่อท่านจำเป็นต้องรับประทานอาหารที่แสลง ก็อย่าถึงกับให้แผลต้องกำเริบ และท่านต้องล้างแผลตามเวลา ทายาสมานแผลตามเวลา เมื่อท่านล้างแผลและทายาสมานแผลตามเวลา ก็อย่าให้น้ำเหลืองและเลือดปิดปากแผลได้ และท่านอย่าเที่ยวตากลมตากแดดเนืองๆ เมื่อท่านเที่ยวตากลมตากแดดเนืองๆ ก็อย่าให้ละอองหรือสิ่งโสโครกถูกปากแผลได้ ท่านต้องรักษาแผลอยู่จนกว่าแผลจะสมานกันดี’ บุรุษนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘หมอถอนลูกศรให้เราแล้ว โทษคือพิษหมอก็กำจัดจนไม่มีเชื้อหลงเหลือแล้ว เราพ้นขีดอันตรายแล้ว’ เขาจึงรับประทานอาหารที่แสลง เมื่อเขารับประทานอาหารที่แสลง แผลก็กำเริบ เขาไม่ล้างแผลตามเวลาและไม่ทายาสมานแผลตามเวลา เมื่อเขาไม่ล้างแผลและไม่ทายาสมานแผลตามเวลา น้ำเหลืองและเลือดก็ปิดปากแผล เขาเที่ยวตากลมตากแดดเนืองๆเมื่อเขาเที่ยวตากลมตากแดดเนืองๆ ละอองและสิ่งโสโครกจึงถูกปากแผล เขาไม่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๖๗}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๑. เทวทหวรรค] ๕. สุนักขัตตสูตร คอยรักษาแผลอยู่ แผลจึงไม่สมานกัน เพราะการกระทำไม่ถูกต้องนี้ แผลจึงอักเสบได้ด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ (๑) ไม่กำจัดโทษคือพิษอันเกิดจากความไม่สะอาด (๒) ไม่กำจัดโทษคือพิษอันยังมีเชื้อหลงเหลืออยู่ไป เขามีแผลอักเสบ พึงถึงความตายหรือทุกข์ปางตายได้ แม้ฉันใด สุนักขัตตะ เป็นไปได้ฉันนั้นเหมือนกัน ที่ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ พึงมี ความคิดอย่างนี้ว่า ‘พระสมณะตรัสลูกศรคือตัณหาไว้แล้วว่า ‘โทษอันเป็นพิษคืออวิชชา ย่อมงอกงามได้ด้วยฉันทราคะและพยาบาท เราละลูกศรคือตัณหานั้นได้แล้วกำจัดโทษอันเป็นพิษคืออวิชชาได้แล้ว จึงเป็นผู้มีใจน้อมไปในนิพพานโดยชอบ’เรื่องต่อไปนี้มีเนื้อความดังนี้ ภิกษุนั้นประกอบเนืองๆ ซึ่งอารมณ์อันไม่เป็นสัปปายะแห่งใจอันน้อมไปในนิพพานโดยชอบ พึงประกอบการดูรูปอันไม่เป็นสัปปายะทางตาเนืองๆ พึงประกอบการฟังเสียงอันไม่เป็นสัปปายะทางหูเนืองๆ พึงประกอบการดมกลิ่นอันไม่เป็นสัปปายะทางจมูกเนืองๆ พึงประกอบการลิ้มรสอันไม่เป็นสัปปายะทางลิ้นเนืองๆ พึงประกอบการถูกต้องโผฏฐัพพะอันไม่เป็นสัปปายะทางกายเนืองๆ พึงประกอบการรับรู้ธรรมารมณ์อันไม่เป็นสัปปายะทางใจเนืองๆเมื่อภิกษุนั้นเห็นรูปอันไม่เป็นสัปปายะทางตาเนืองๆ ประกอบการฟังเสียงอันไม่เป็นสัปปายะทางหูเนืองๆ ประกอบการดมกลิ่นอันไม่เป็นสัปปายะทางจมูกเนืองๆประกอบการลิ้มรสอันไม่เป็นสัปปายะทางลิ้นเนืองๆ ประกอบการถูกต้อง โผฏฐัพพะอันไม่เป็นสัปปายะทางกายเนืองๆ ประกอบการรับรู้ธรรมารมณ์อันไม่เป็นสัปปายะทางใจเนืองๆ แล้ว ราคะพึงครอบงำจิตได้ เธอมีจิตถูกราคะครอบงำแล้วพึงถึงความตายหรือทุกข์ปางตาย สุนักขัตตะ นั่นเป็นความตายของภิกษุผู้บอกคืนสิกขากลับมาเป็นคฤหัสถ์ในอริยวินัย ส่วนทุกข์นี้เป็นทุกข์ปางตายของภิกษุ ผู้ต้องอาบัติเศร้าหมองข้อใดข้อหนึ่ง

ข้อ ๖๔

สุนักขัตตะ เป็นไปได้ที่ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้พึงมีความคิดอย่างนี้ ว่า ‘พระสมณะตรัสลูกศรคือตัณหาไว้แล้วว่า ‘โทษอันเป็นพิษคืออวิชชาย่อมงอกงามได้ด้วยฉันทราคะและพยาบาท เราละลูกศรคือตัณหานั้นได้แล้ว กำจัดโทษอันเป็นพิษคืออวิชชาได้แล้ว จึงเป็นผู้มีใจน้อมไปในนิพพานโดยชอบ’ เมื่อภิกษุนั้นมีใจ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๖๘}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๑. เทวทหวรรค] ๕. สุนักขัตตสูตร น้อมไปในนิพพานโดยชอบอยู่นั่นแล เธอจึงไม่ประกอบเนืองๆ ซึ่งอารมณ์อันไม่เป็นสัปปายะแห่งใจอันน้อมไปในนิพพานโดยชอบ ไม่ประกอบการดูรูปอันไม่เป็นสัปปายะทางตาเนืองๆ ไม่ประกอบการฟังเสียงอันไม่เป็นสัปปายะทางหูเนืองๆไม่ประกอบการดมกลิ่นอันไม่เป็นสัปปายะทางจมูกเนืองๆ ไม่ประกอบการลิ้มรสอันไม่เป็นสัปปายะทางลิ้นเนืองๆ ไม่ประกอบการถูกต้องโผฏฐัพพะอันไม่เป็นสัปปายะทางกายเนืองๆ ไม่ประกอบการรับรู้ธรรมารมณ์อันไม่เป็นสัปปายะทางใจเนืองๆ เมื่อเธอไม่ประกอบการดูรูปอันไม่เป็นสัปปายะทางตาเนืองๆ ไม่ประกอบการฟังเสียงอันไม่เป็นสัปปายะทางหูเนืองๆ ไม่ประกอบการดมกลิ่นอันไม่เป็นสัปปายะทางจมูกเนืองๆ ไม่ประกอบการลิ้มรสอันไม่เป็นสัปปายะทางลิ้นเนืองๆ ไม่ประกอบการถูกต้องโผฏฐัพพะอันไม่เป็นสัปปายะทางกายเนืองๆ ไม่ประกอบการรับรู้ธรรมารมณ์อันไม่เป็นสัปปายะทางใจเนืองๆ แล้ว ราคะก็ครอบงำจิตไม่ได้ เธอมีจิตไม่ถูกราคะครอบงำแล้ว จึงไม่พึงถึงความตายหรือทุกข์ปางตาย เปรียบเหมือนคนถูกยิงด้วยลูกศรที่อาบยาพิษอย่างร้ายแรง มิตร อำมาตย์ญาติสาโลหิตของเขาจึงหาหมอผ่าตัดมารักษา หมอผ่าตัดนั้นใช้มีดผ่าปากแผลแล้วใช้เครื่องตรวจหาลูกศร ตรวจพบลูกศรแล้วจึงถอนออก พึงกำจัดโทษคือพิษที่ยังมีเชื้อเหลืออยู่ จนรู้ว่า ‘ไม่มีเชื้อหลงเหลืออยู่’ หมอผ่าตัดนั้นพึงกล่าวอย่างนี้ว่า‘พ่อมหาจำเริญ เราถอนลูกศรให้ท่านแล้ว โทษคือพิษเราก็กำจัดจนไม่มีเชื้อหลงเหลือแล้ว ท่านพ้นขีดอันตรายแล้ว แต่ต้องรับประทานอาหารที่ไม่แสลง เมื่อท่านจำเป็นต้องรับประทานอาหารที่แสลง ก็อย่าถึงกับให้แผลต้องกำเริบ และท่านต้องล้างแผลตามเวลา ทายาสมานแผลตามเวลา เมื่อท่านล้างแผลและทายาสมานแผลตามเวลา ก็อย่าให้น้ำเหลืองและเลือดปิดปากแผลได้ และท่านอย่าเที่ยวตากลมตากแดดเนืองๆ เมื่อท่านเที่ยวตากลมตากแดดเนืองๆ ก็อย่าให้ละอองหรือสิ่งโสโครกถูกปากแผลได้ ท่านต้องรักษาแผลอยู่จนกว่าแผลจะสมานกันดี’ บุรุษนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘หมอถอนลูกศรให้เราแล้ว โทษคือพิษหมอก็กำจัดจนไม่มีเชื้อหลงเหลือแล้ว เราพ้นขีดอันตรายแล้ว’ เขาจึงรับประทานอาหารที่ไม่แสลง เมื่อเขารับประทานอาหารที่ไม่แสลง แผลก็ไม่อักเสบ เขาล้างแผลตาม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๖๙}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๑. เทวทหวรรค] ๕. สุนักขัตตสูตร เวลา และทายาสมานแผลตามเวลา เมื่อเขาล้างแผลและทายาสมานแผลตามเวลา น้ำเหลืองและเลือดก็ไม่ปิดปากแผล เขาไม่เที่ยวตากลมตากแดดเนืองๆเมื่อเขาไม่เที่ยวตากลมตากแดดเนืองๆ ละอองและสิ่งโสโครกจึงไม่ถูกปากแผลเขาคอยรักษาแผลอยู่จนปากแผลสมานหายสนิท เพราะการกระทำอย่างถูกต้องนี้แผลจึงหายได้ด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ (๑) กำจัดโทษคือพิษอันเกิดจากความไม่สะอาด (๒) กำจัดโทษคือพิษจนไม่มีเชื้อหลงเหลืออยู่ เพราะแผลหายแล้วเขาจึงมีผิวพรรณเรียบสนิท จึงไม่พึงถึงความตายหรือทุกข์ปางตาย แม้ฉันใด สุนักขัตตะ เป็นไปได้ฉันนั้นเหมือนกัน ที่ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ พึงมี ความคิดอย่างนี้ว่า ‘พระสมณะตรัสลูกศรคือตัณหาไว้แล้วว่า ‘โทษอันเป็นพิษคืออวิชชาย่อมงอกงามได้ด้วยฉันทราคะและพยาบาท เราละลูกศรคือตัณหานั้นได้แล้วกำจัดโทษอันเป็นพิษคืออวิชชาได้แล้ว จึงเป็นผู้มีใจน้อมไปในนิพพานโดยชอบ’เมื่อภิกษุนั้นมีใจน้อมไปในนิพพานโดยชอบอยู่นั่นแล เธอจึงไม่ประกอบเนืองๆซึ่งอารมณ์อันไม่เป็นสัปปายะแห่งใจอันน้อมไปในนิพพานโดยชอบ ไม่ประกอบการดูรูปอันไม่เป็นสัปปายะทางตาเนืองๆ ไม่ประกอบการฟังเสียงอันไม่เป็นสัปปายะทางหูเนืองๆ ไม่ประกอบการดมกลิ่นอันไม่เป็นสัปปายะทางจมูกเนืองๆ ไม่ประกอบการลิ้มรสอันไม่เป็นสัปปายะทางลิ้นเนืองๆ ไม่ประกอบการถูกต้องโผฏฐัพพะอันไม่เป็นสัปปายะทางกายเนืองๆ ไม่ประกอบการรับรู้ธรรมารมณ์อันไม่เป็นสัปปายะทางใจเนืองๆ เมื่อภิกษุนั้นไม่ประกอบการดูรูปอันไม่เป็นสัปปายะทางตาเนืองๆไม่ประกอบการฟังเสียงอันไม่เป็นสัปปายะทางหูเนืองๆ ไม่ประกอบการดมกลิ่นอันไม่เป็นสัปปายะทางจมูกเนืองๆ ไม่ประกอบการลิ้มรสอันไม่เป็นสัปปายะทางลิ้นเนืองๆ ไม่ประกอบการถูกต้องโผฏฐัพพะอันไม่เป็นสัปปายะทางกายเนืองๆ ไม่ประกอบการรับรู้ธรรมารมณ์อันไม่เป็นสัปปายะทางใจเนืองๆ แล้ว ราคะก็ครอบงำจิตไม่ได้ เธอมีจิตไม่ถูกราคะครอบงำแล้ว จึงไม่พึงถึงความตายหรือทุกข์ปางตาย

ข้อ ๖๕

สุนักขัตตะ เพื่อให้รู้เนื้อความ เราจึงทำอุปมานี้ไว้ ในอุปมานี้มีเนื้อ ความดังต่อไปนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๗๐}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๑. เทวทหวรรค] ๕. สุนักขัตตสูตร คำว่า ‘แผล’ นี้ เป็นชื่อของอายตนะภายใน ๖ คำว่า ‘โทษคือพิษ’ นี้ เป็นชื่อของอวิชชา คำว่า ‘ลูกศร’ นี้ เป็นชื่อของตัณหา คำว่า ‘เครื่องตรวจ’ นี้ เป็นชื่อของสติ คำว่า ‘มีดผ่าตัด’ นี้ เป็นชื่อของอริยปัญญา คำว่า ‘หมอผ่าตัด’ นี้ เป็นชื่อของตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า สุนักขัตตะ เป็นไปไม่ได้ที่ภิกษุนั้นทำความสำรวมในผัสสายตนะ ๖ จึงรู้ดังนี้ว่า‘อุปธิ เป็นรากเง่าแห่งทุกข์” จึงเป็นผู้ปราศจากอุปธิ หลุดพ้นแล้วในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิ จักน้อมกายหรือปล่อยจิตไปในอุปธิ เปรียบเหมือนภาชนะมีน้ำดื่มเต็มเปี่ยม สมบูรณ์ด้วยสี สมบูรณ์ด้วยกลิ่น สมบูรณ์ด้วยรส แต่เจือด้วยยาพิษ ต่อมาบุรุษผู้รักชีวิตยังไม่อยากตาย รักสุขเกลียดทุกข์มาพบเข้า สุนักขัตตะ เธอเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร คือ บุรุษนั้นจะพึงดื่มน้ำที่เต็มเปี่ยมภาชนะนั้น ทั้งที่รู้ว่า ‘ดื่มแล้วจะต้องตายหรือทุกข์ปางตาย’ บ้างไหม” “ไม่ดื่ม พระพุทธเจ้าข้า” “สุนักขัตตะ เป็นไปไม่ได้ฉันนั้นเหมือนกัน ที่ภิกษุนั้นทำความสำรวมใน ผัสสายตนะ ๖ รู้ดังนี้ว่า ‘อุปธิเป็นรากเง่าแห่งทุกข์ ฯลฯ’ เปรียบเหมือน ต่อมาบุรุษผู้รักชีวิตยังไม่อยากตาย รักสุขเกลียดทุกข์ มาพบอสรพิษมีพิษร้ายแรงเข้า @เชิงอรรถ : @ อริยปัญญา ในที่นี้หมายถึงวิปัสสนาปัญญาอันบริสุทธิ์ (ม.อุ.อ. ๓/๖๕/๓๗)@ อุปธิ ในที่นี้หมายถึงกิเลส (ม.อุ.อ. ๓/๖๕/๓๗) @ ธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิ ในที่นี้หมายถึงนิพพาน (ม.อุ.อ. ๓/๖๕/๓๗)@ อุปธิ ในที่นี้หมายถึงกามคุณ (ม.อุ.อ. ๓/๖๕/๓๗)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๗๑}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๑. เทวทหวรรค] ๖. อาเนญชสัปปายสูตร สุนักขัตตะ เธอเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร คือ บุรุษนั้นจะพึงยื่นมือหรือหัวแม่มือให้แก่อสรพิษตัวมีพิษร้ายแรงนั้น ทั้งที่รู้ว่า ‘ถูกอสรพิษที่มีพิษร้ายแรงกัดแล้วจะต้องตายหรือทุกข์ปางตาย’ บ้างไหม” “ไม่ยื่น พระพุทธเจ้าข้า” “สุนักขัตตะ เป็นไปไม่ได้ฉันนั้นเหมือนกัน ที่ภิกษุนั้นทำความสำรวมใน ผัสสายตนะ ๖ รู้ดังนี้ว่า ‘อุปธิเป็นรากเง่าแห่งทุกข์’ จึงเป็นผู้ปราศจากอุปธิหลุดพ้นแล้วในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิ จักน้อมกายหรือปล่อยจิตไปในอุปธิ” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสภาษิตนี้แล้ว เจ้าสุนักขัตตะ ลิจฉวีบุตรมีใจยินดีชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ดังนี้แล สุนักขัตตสูตรที่ ๕ จบ

ฉบับหลวง

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

สุนกฺขตฺตสุตฺตํ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ ๕. สุนักขัตตสูตร (๑๐๕)

ข้อ ๖๗

เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา เวสาลิยํ วิหรติ มหาวเน กูฏาคารสาลายํ ฯ เตน โข ปน สมเยน สมฺพหุเลหิ ภิกฺขูหิ ภควโต สนฺติเก อญฺญา พฺยากตา โหติ ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานามาติ ฯ

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่กูฏาคารศาลา ในป่ามหาวัน เขตพระนครเวสาลี ก็สมัยนั้นแล มีภิกษุมากรูปด้วยกันทูลพยากรณ์อรหัตผลในสำนักของพระผู้มีพระภาคว่า พวกข้าพระองค์รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้วกิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ

ข้อ ๖๘

อสฺโสสิ โข สุนกฺขตฺโต ลิจฺฉวิปุตฺโต สมฺพหุเลหิ กิร ภิกฺขูหิ ภควโต สนฺติเก อญฺญา พฺยากตา ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานามาติ ฯ อถ โข สุนกฺขตฺโต ลิจฺฉวิปุตฺโต เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข สุนกฺขตฺโต ลิจฺฉวิปุตฺโต ภควนฺตํ เอตทโวจ สุตํ เมตํ ภนฺเต สมฺพหุเลหิ กิร ภิกฺขูหิ ภควโต สนฺติเก อญฺญา พฺยากตา ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานามาติ เย เต ภิกฺขู ภควโต สนฺติเก อญฺญํ พฺยากํสุ ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานามาติ กจฺจิ เต ภนฺเต ภิกฺขู สมฺมเทว อญฺญํ พฺยากํสุ อุทาหุ สนฺเตตฺเถกจฺเจ ภิกฺขู อธิมาเนน อญฺญํ พฺยากํสูติ ฯ

พระสุนักขัตตะ ลิจฉวีบุตร ได้ทราบข่าวว่า มีภิกษุมากรูปด้วยกันได้ทูลพยากรณ์อรหัตผล ในสำนักของพระผู้มีพระภาคว่า พวกข้าพระองค์รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ แล้วถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พอนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้ทราบข่าวดังนี้ว่า มีภิกษุมากด้วยกันได้ทูลพยากรณ์อรหัตผลในสำนักของพระผู้มีพระภาคว่า พวกข้าพระองค์รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกภิกษุที่ทูลพยากรณ์อรหัตผลในสำนักของพระผู้มีพระภาคดังนั้น ได้ทูลพยากรณ์อรหัตผลโดยชอบหรือ หรือว่าภิกษุบางเหล่าในพวกนี้ได้ทูลพยากรณ์อรหัตผล ด้วยความสำคัญว่าตนได้บรรลุ ฯ

ข้อ ๖๙

เย เต สุนกฺขตฺต ภิกฺขู มม สนฺติเก อญฺญํ พฺยากํสุ ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานามาติ สนฺเตตฺเถกจฺเจ ภิกฺขู สมฺมเทว อญฺญํ พฺยากํสุ สนฺติ ปนิเธกจฺเจ ภิกฺขู อธิมาเนนปิ อญฺญํ พฺยากํสุ ฯ ตตฺร สุนกฺขตฺต เย เต ภิกฺขู สมฺมเทว อญฺญํ พฺยากํสุ เตสนฺตํ ตเถว โหติ ฯ เย ปน เต ภิกฺขู อธิมาเนน อญฺญํ พฺยากํสุ ตตฺร สุนกฺขตฺต ตถาคตสฺส เอวํ โหติ ธมฺมํ เนสํ เทเสสฺสนฺติ ฯ เอวญฺเจตฺถ สุนกฺขตฺต ตถาคตสฺส โหติ ธมฺมํ เนสํ เทเสสฺสนฺติ ฯ อถ จ ปนิเธกจฺเจ โมฆปุริสา ปญฺหํ อภิสงฺขริตฺวา อภิสงฺขริตฺวา ตถาคตํ อุปสงฺกมิตฺวา ปุจฺฉนฺติ ตตฺร สุนกฺขตฺต ยมฺปิ ตถาคตสฺส เอวํ โหติ ธมฺมํ เนสํ เทเสสฺสนฺติ ตสฺสปิ โหติ อญฺญถตฺตนฺติ ฯ เอตสฺส ภควา กาโล เอตสฺส สุคต กาโล ยํ ภควา ธมฺมํ เทเสยฺย ภควโต สุตฺวา ภิกฺขู ธาเรสฺสนฺตีติ ฯ เตนหิ สุนกฺขตฺต สุณาหิ สาธุกํ มนสิกโรหิ ภาสิสฺสามีติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข สุนกฺขตฺโต ลิจฺฉวิปุตฺโต ภควโต ปจฺจสฺโสสิ ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรสุนักขัตตะ พวกภิกษุที่พยากรณ์ อรหัตผลในสำนักของเราว่า พวกข้าพระองค์รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี นั้น มีบางเหล่าในพวกนี้ได้พยากรณ์อรหัตผลโดยชอบแท้ แต่ก็มีภิกษุบางเหล่าในที่นี้ได้พยากรณ์อรหัตผล ด้วยความสำคัญว่า ตนได้บรรลุบ้าง ดูกรสุนักขัตตะ ในภิกษุเหล่านั้น ภิกษุพวกที่พยากรณ์อรหัตผลโดยชอบแท้นั้น ย่อมมีอรหัตผลจริงทีเดียว ส่วนในภิกษุพวกที่พยากรณ์อรหัตผลด้วยความสำคัญว่าตนได้บรรลุนั้นตถาคตมีความดำริอย่างนี้ว่า จักแสดงธรรมแก่เธอ ดูกรสุนักขัตตะ ในเรื่องนี้ตถาคตมีความดำริว่า จักแสดงธรรมแก่ภิกษุเหล่านั้นด้วยประการฉะนี้ แต่ถ้าธรรมวินัยนี้มีโมฆบุรุษบางพวกคิดแต่งปัญหาเข้ามาถามตถาคต ข้อที่ตถาคตมีความดำริในภิกษุเหล่านั้นอย่างนี้ว่า จักแสดงธรรมแก่เธอนั้น ก็จะเป็นอย่างอื่นไป ฯ พระสุนักขัตตะทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้สุคต ขณะนี้เป็นกาลสมควรแล้วๆ ที่พระผู้มีพระภาคจะทรงแสดงธรรม ภิกษุทั้งหลายได้ฟังต่อพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้ ฯ พ. ดูกรสุนักขัตตะ ถ้าเช่นนั้น เธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวต่อไป ฯ พระสุนักขัตตะ ลิจฉวีบุตร ทูลรับพระดำรัสแล้ว ฯ

ข้อ ๗๐

ภควา เอตทโวจ ปญฺจ โข อิเม สุนกฺขตฺต กามคุณา กตเม ปญฺจ จกฺขุวิญฺเญยฺยา รูปา อิฏฺฐา กนฺตา มนาปา ปิยรูปา กามูปสญฺหิตา รชนียา โสตวิญฺเญยฺยา สทฺทา ... ฆานวิญฺเญยฺยา คนฺธา ... ชิวฺหาวิญฺเญยฺยา รสา ... กายวิญฺเญยฺยา โผฏฺฐพฺพา อิฏฺฐา กนฺตา มนาปา ปิยรูปา กามูปสญฺหิตา รชนียา อิเม โข สุนกฺขตฺต ปญฺจ กามคุณา ฯ

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรสุนักขัตตะ กามคุณนี้มี ๕ อย่างแล ๕ อย่างเป็นไฉน คือ (๑) รูปที่รู้ได้ด้วยจักษุ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เป็นที่รักประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด (๒) เสียงที่รู้ได้ด้วยโสต อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เป็นที่รักประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด (๓) กลิ่นที่รู้ได้ด้วยฆานะ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เป็นที่รักประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด (๔) รสที่รู้ได้ด้วยชิวหา อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เป็นที่รักประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด (๕) โผฏฐัพพะที่รู้ได้ด้วยกาย อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจเป็นที่รัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ดูกรสุนักขัตตะ นี้แลกามคุณ ๕ อย่าง ฯ

ข้อ ๗๑

ฐานํ โข ปเนตํ สุนกฺขตฺต วิชฺชติ ยํ อิเธกจฺโจ ปุริสปุคฺคโล โลกามิสาธิมุตฺโต อสฺส ฯ โลกามิสาธิมุตฺตสฺส โข สุนกฺขตฺต ปุริสปุคฺคลสฺส ตปฺปฏิรูปี เจว กถา สณฺฐาติ ตทนุธมฺมญฺจ อนุวิตกฺเกติ อนุวิจาเรติ ตญฺจ ปุริสํ ภชติ เตน จ จิตฺตึ อาปชฺชติ อาเนญฺชปฏิสํยุตฺตาย จ ปน กถาย กจฺฉมานาย น สุสฺสุสติ น จ โสตํ โอทหติ น อญฺญา จิตฺตํ อุปฏฺฐเปติ น จ ตํ ปุริสํ ภชติ น จ เตน จิตฺตึ อาปชฺชติ ฯ เสยฺยถาปิ สุนกฺขตฺต ปุริโส สกมฺหา คามา วา นิคมา วา จิรวิปฺปวุตฺโถ อสฺส ฯ โส อญฺญตรํ ปุริสํ ปสฺเสยฺย ตมฺหา คามา วา นิคมา วา อจิรปกฺกนฺตํ ฯ โส ตํ ปุริสํ ตสฺส คามสฺส วา นิคมสฺส วา เขมตฺตญฺจ สุภิกฺขตฺตญฺจ อปฺปาพาธตฺตญฺจ ปุจฺเฉยฺย ฯ ตสฺส โส ปุริโส ตสฺส คามสฺส วา นิคมสฺส วา เขมตฺตญฺจ สุภิกฺขตฺตญฺจ อปฺปาพาธตฺตญฺจ สํเสยฺย ฯ ตํ กึ มญฺญสิ สุนกฺขตฺต อปิ นุ โส ปุริโส ตสฺส ปุริสสฺส สุสฺสุเสยฺย โสตํ โอทเหยฺย อญฺญา จิตฺตํ อุปฏฺฐเปยฺย ตญฺจ ปุริสํ ภเชยฺย เตน จ จิตฺตึ อาปชฺเชยฺยาติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ {๗๑.๑} เอวเมว โข สุนกฺขตฺต ฐานเมตํ วิชฺชติ ยํ อิเธกจฺโจ ปุริสปุคฺคโล โลกามิสาธิมุตฺโต อสฺส ฯ โลกามิสาธิมุตฺตสฺส โข สุนกฺขตฺต ปุริสปุคฺคลสฺส ตปฺปฏิรูปี เจว กถา สณฺฐาติ ตทนุธมฺมญฺจ อนุวิตกฺเกติ อนุวิจาเรติ ตญฺจ ปุริสํ ภชติ เตน จ จิตฺตึ อาปชฺชติ อาเนญฺชปฏิสํยุตฺตาย จ ปน กถาย กจฺฉมานาย น สุสฺสุสติ น โสตํ โอทหติ น อญฺญา จิตฺตํ อุปฏฺฐเปติ น จ ตํ ปุริสํ ภชติ น จ เตน จิตฺตึ อาปชฺชติ ฯ โส เอวมสฺส เวทิตพฺโพ โลกามิสาธิมุตฺโต ปุริสปุคฺคโลติ ฯ

ดูกรสุนักขัตตะ ข้อที่ปุริสบุคคลบางคนในโลกนี้ พึงเป็นผู้น้อมใจไปในโลกามิส นั่นเป็นฐานะที่มีได้แล ปุริสบุคคลผู้น้อมใจไปในโลกามิสถนัดแต่เรื่องที่เหมาะแก่โลกามิสเท่านั้น ย่อมตรึก ย่อมตรองธรรมอันควรแก่โลกามิส คบแต่คนชนิดเดียวกัน และถึงความใฝ่ใจกับคนเช่นนั้น แต่เมื่อมีใครพูดเรื่องเกี่ยวกับอาเนญชสมาบัติ ย่อมไม่สนใจฟัง ไม่เงี่ยโสตสดับ ไม่ตั้งจิตรับรู้ไม่คบคนชนิดนั้น และไม่ถึงความใฝ่ใจกับคนชนิดนั้น เปรียบเหมือนคนที่จากบ้านหรือนิคมของตนไปนาน พบบุรุษคนใดคนหนึ่งผู้จากบ้านหรือนิคมนั้นไปใหม่ๆต้องถามบุรุษนั้นถึงเรื่องที่บ้านหรือนิคมนั้นมีความเกษม ทำมาหากินดี และมีโรคภัยไข้เจ็บน้อย บุรุษนั้นพึงบอกเรื่องที่บ้านหรือนิคมนั้นมีความเกษม ทำมาหา-*กินดี และมีโรคภัยไข้เจ็บน้อยแก่เขา ดูกรสุนักขัตตะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เขาจะพึงสนใจฟังบุรุษนั้น เงี่ยโสตสดับ ตั้งจิตรับรู้ คบบุรุษนั้นและถึงความใฝ่ใจกับบุรุษนั้นบ้างไหมหนอ ฯ สุ. แน่นอน พระพุทธเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรสุนักขัตตะ ฉันนั้นเหมือนกันแล ข้อที่ปุริสบุคคลบางคนในโลกนี้ พึงเป็นผู้น้อมใจไปในโลกามิส นั่นเป็นฐานะที่มีได้แล ปุริสบุคคลผู้น้อมใจไปในโลกามิส ถนัดแต่เรื่องที่เหมาะแก่โลกามิสเท่านั้น ย่อมตรึก ย่อมตรองธรรมอันควรแก่โลกามิส คบแต่คนชนิดเดียวกัน และถึงความใฝ่ใจกับคนเช่นนั้นแต่เมื่อมีใครพูดเรื่องเกี่ยวกับอาเนญชสมาบัติ ย่อมไม่สนใจฟัง ไม่เงี่ยโสตสดับไม่ตั้งจิตรับรู้ ไม่คบคนชนิดนั้น และไม่ถึงความใฝ่ใจกับคนชนิดนั้น บุคคลที่เป็นอย่างนี้นั้น พึงทราบเถิดว่า เป็นปุริสบุคคลผู้น้อมใจไปในโลกามิส ฯ

ข้อ ๗๒

ฐานํ โข ปเนตํ สุนกฺขตฺต วิชฺชติ ยํ อิเธกจฺโจ ปุริสปุคฺคโล อาเนญฺชาธิมุตฺโต อสฺส ฯ อาเนญฺชาธิมุตฺตสฺส โข สุนกฺขตฺต ปุริสปุคฺคลสฺส ตปฺปฏิรูปี เจว กถา สณฺฐาติ ตทนุธมฺมญฺจ อนุวิตกฺเกติ อนุวิจาเรติ ตญฺจ ปุริสํ ภชติ เตน จ จิตฺตึ อาปชฺชติ โลกามิสปฏิสํยุตฺตาย จ ปน กถาย กจฺฉมานาย น สุสฺสุสติ น โสตํ โอทหติ น อญฺญา จิตฺตํ อุปฏฺฐเปติ น จ ตํ ปุริสํ ภชติ น จ เตน จิตฺตึ อาปชฺชติ ฯ เสยฺยถาปิ สุนกฺขตฺต ปณฺฑุปลาโส พนฺธนา ปวุตฺโต อภพฺโพ หริตตฺตาย เอวเมว โข สุนกฺขตฺต อาเนญฺชาธิมุตฺตสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส เย โลกามิสสญฺโญชเน เส ปวุตฺเต โส เอวมสฺส เวทิตพฺโพ โลกามิสสญฺโญชเนน หิ โข วิสํยุตฺโต อาเนญฺชาธิมุตฺโต ปุริสปุคฺคโลติ ฯ

ดูกรสุนักขัตตะ ข้อที่ปุริสบุคคลบางคนในโลกนี้ พึงเป็นผู้น้อมใจไปในอาเนญชสมาบัติ นั่นเป็นฐานะที่มีได้แล ปุริสบุคคลผู้น้อมใจไปในอาเนญชสมาบัติ ถนัดแต่เรื่องที่เหมาะแก่อาเนญชสมาบัติเท่านั้น ย่อมตรึก ย่อมตรองธรรมอันควรแก่อาเนญชสมาบัติ คบแต่คนชนิดเดียวกัน และถึงความใฝ่ใจกับคนเช่นนั้น แต่เมื่อมีใครพูดเรื่องเกี่ยวกับโลกามิส ย่อมไม่สนใจฟัง ไม่เงี่ยโสตสดับ ไม่ตั้งจิตรับรู้ ไม่คบคนชนิดนั้น และไม่ถึงความใฝ่ใจกับคนชนิดนั้นเปรียบเหมือนใบไม้เหลือง หลุดจากขั้วแล้ว ไม่อาจเป็นของเขียวสดได้ ฉันใดดูกรสุนักขัตตะ ฉันนั้นเหมือนกันแล เมื่อความเกี่ยวข้องในโลกามิสของปุริส-*บุคคลผู้น้อมใจไปในอาเนญชสมาบัติหลุดไปแล้ว บุคคลที่เป็นอย่างนี้นั้น พึงทราบเถิดว่า เป็นปุริสบุคคลผู้น้อมใจไปในอาเนญชสมาบัติ พรากแล้วจากความเกี่ยว-*ข้องในโลกามิส ฯ

ข้อ ๗๓

ฐานํ โข ปเนตํ สุนกฺขตฺต วิชฺชติ ยํ อิเธกจฺโจ ปุริสปุคฺคโล อากิญฺจญฺญายตนาธิมุตฺโต อสฺส ฯ อากิญฺจญฺญายตนาธิมุตฺตสฺส โข สุนกฺขตฺต ปุริสปุคฺคลสฺส ตปฺปฏิรูปี เจว กถา สณฺฐาติ ตทนุธมฺมญฺจ อนุวิตกฺเกติ อนุวิจาเรติ ตญฺจ ปุริสํ ภชติ เตน จ จิตฺตึ อาปชฺชติ อาเนญฺชปฏิสํยุตฺตาย จ ปน กถาย กจฺฉมานาย น สุสฺสุสติ น โสตํ โอทหติ น อญฺญา จิตฺตํ อุปฏฺฐเปติ น จ ตํ ปุริสํ ภชติ น จ เตน จิตฺตึ อาปชฺชติ ฯ เสยฺยถาปิ สุนกฺขตฺต ปุถุสิลา เทฺวธา ภินฺนา อปฺปฏิสนฺธิกา โหติ เอวเมว โข สุนกฺขตฺต อากิญฺจญฺญายตนาธิมุตฺตสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส เย อาเนญฺชสญฺโญชเน เส ภินฺเน โส เอวมสฺส เวทิตพฺโพ อาเนญฺชสญฺโญชเนน หิ โข วิสํยุตฺโต อากิญฺจญฺญายตนาธิมุตฺโต ปุริสปุคฺคโลติ ฯ

ดูกรสุนักขัตตะ ข้อที่ปุริสบุคคลบางคนในโลกนี้ พึงเป็นผู้น้อมใจไปในอากิญจัญญายตนสมาบัติ นั่นเป็นฐานะที่มีได้แล ปุริสบุคคลผู้น้อมใจไปในอากิญจัญญายตนสมาบัติ ถนัดแต่เรื่องที่เหมาะแก่อากิญจัญญายตนสมาบัติเท่านั้น ย่อมตรึก ย่อมตรอง ธรรมอันควรแก่อากิญจัญญายตนสมาบัติ คบแต่คนชนิดเดียวกัน และถึงความใฝ่ใจกับคนเช่นนั้น แต่เมื่อมีใครพูดเรื่องเกี่ยวกับอาเนญชสมาบัติ ย่อมไม่สนใจฟัง ไม่เงี่ยโสตสดับ ไม่ตั้งจิตรับรู้ ไม่คบคนชนิดนั้น และไม่ถึงความใฝ่ใจกับคนชนิดนั้น เปรียบเหมือนศิลาก้อน แตกออกเป็น ๒ ซีกแล้ว ย่อมเป็นของเชื่อมกันให้สนิทไม่ได้ ฉันใด ดูกรสุนักขัตตะฉันนั้นเหมือนกันแล เมื่อความเกี่ยวข้องในอาเนญชสมาบัติของปุริสบุคคลผู้น้อมใจไปในอากิญจัญญายตนสมาบัติแตกไปแล้ว บุคคลที่เป็นอย่างนี้นั้น พึงทราบเถิดว่า เป็นปุริสบุคคลผู้น้อมใจไปในอากิญจัญญายตนสมาบัติ พรากแล้วจากความเกี่ยวข้องในอาเนญชสมาบัติ ฯ

ข้อ ๗๔

ฐานํ โข ปเนตํ สุนกฺขตฺต วิชฺชติ ยํ อิเธกจฺโจ ปุริสปุคฺคโล เนวสญฺญานาสญฺญายตนาธิมุตฺโต อสฺส ฯ เนวสญฺญานาสญฺญายตนาธิ- มุตฺตสฺส โข สุนกฺขตฺต ปุริสปุคฺคลสฺส ตปฺปฏิรูปี เจว กถา สณฺฐาติ ตทนุธมฺมญฺจ อนุวิตกฺเกติ อนุวิจาเรติ ตญฺจ ปุริสํ ภชติ เตน จ จิตฺตึ อาปชฺชติ อากิญฺจญฺญายตนปฏิสํยุตฺตาย จ ปน กถาย กจฺฉมานาย น สุสฺสุสติ น โสตํ โอทหติ น อญฺญา จิตฺตํ อุปฏฺฐเปติ น จ ตํ ปุริสํ ภชติ น จ เตน จิตฺตึ อาปชฺชติ ฯ เสยฺยถาปิ สุนกฺขตฺต ปุริโส มนุญฺญโภชนํ ภุตฺตาวี ฉฑฺเฑยฺย ฯ ตํ กึ มญฺญสิ สุนกฺขตฺต อปิ นุ ตสฺส ปุริสสฺส ตสฺมึ ภตฺเต สุนกฺขตฺต กมฺยตา อสฺสาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ตํ กิสฺส เหตุ อทุญฺหิ ภนฺเต ภตฺตํ ปฏิกฺกูลสมฺมตนฺติ ฯ เอวเมว โข สุนกฺขตฺต เนวสญฺญานาสญฺญายตนาธิมุตฺตสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส เย อากิญฺจญฺญายตน- สญฺโญชเน เส วนฺเต โส เอวมสฺส เวทิตพฺโพ อากิญฺจญฺญายตน- สญฺโญชเนน หิ โข วิสํยุตฺโต เนวสญฺญานาสญฺญายตนาธิมุตฺโต ปุริสปุคฺคโลติ ฯ

ดูกรสุนักขัตตะ ข้อที่ปุริสบุคคลบางคนในโลกนี้ พึงเป็นผู้น้อม ใจไปในเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ นั่นเป็นฐานะที่มีได้แล ปุริสบุคคลผู้น้อมใจไปในเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ถนัดแต่เรื่องที่เหมาะแก่เนวสัญญา-*นาสัญญายตนสมาบัติ ย่อมตรึก ย่อมตรอง ธรรมอันควรแก่เนวสัญญานาสัญญา-*ยตนสมาบัติ คบแต่คนเช่นเดียวกัน และถึงความใฝ่ใจกับคนเช่นนั้น แต่เมื่อมีใครพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับอากิญจัญญายตนสมาบัติ ย่อมไม่สนใจฟัง ไม่เงี่ยโสตสดับไม่ตั้งจิตรับรู้ ไม่คบคนชนิดนั้น และไม่ถึงความใฝ่ใจกับคนชนิดนั้น เปรียบเหมือนคนบริโภคโภชนะที่ถูกใจอิ่มหนำแล้ว พึงทิ้งเสีย ดูกรสุนักขัตตะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เขาจะพึงมีความปรารถนาในภัตนั้นบ้างไหมหนอ ฯ สุ. ข้อนี้หามิได้เลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ พ. นั่นเพราะเหตุไร ฯ สุ. เพราะว่าภัตโน้น ตนเองรู้สึกว่า เป็นของปฏิกูลเสียแล้ว ฯ พ. ดูกรสุนักขัตตะ ฉันนั้นเหมือนกันแล เมื่อความเกี่ยวข้องในอากิญ-*จัญญายตนสมาบัติ อันปุริสบุคคลผู้น้อมใจไปในเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติคายได้แล้ว บุคคลที่เป็นอย่างนี้นั้น พึงทราบเถิดว่า เป็นปุริสบุคคลผู้น้อมใจไปในเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ พรากแล้วจากความเกี่ยวข้องในอากิญจัญ-*ญายตนสมาบัติ ฯ

ข้อ ๗๕

ฐานํ โข ปเนตํ สุนกฺขตฺต วิชฺชติ ยํ อิเธกจฺโจ ปุริสปุคฺคโล สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺโต อสฺส ฯ สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺตสฺส โข สุนกฺขตฺต ปุริสปุคฺคลสฺส ตปฺปฏิรูปี เจว กถา สณฺฐาติ ตทนุธมฺมญฺจ อนุวิตกฺเกติ อนุวิจาเรติ ตญฺจ ปุริสํ ภชติ เตน จ จิตฺตึ อาปชฺชติ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสํยุตฺตาย จ ปน กถาย กจฺฉมานาย น สุสฺสุสติ น โสตํ โอทหติ น อญฺญา จิตฺตํ อุปฏฺฐเปติ น จ ตํ ปุริสํ ภชติ น จ เตน จิตฺตึ อาปชฺชติ ฯ เสยฺยถาปิ สุนกฺขตฺต ตาโล มตฺถกจฺฉินฺโน อภพฺโพ ปุน วิรูฬฺหิยา เอวเมว โข สุนกฺขตฺต สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺตสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส เย เนวสญฺญานาสญฺญายตนสญฺโญชเน เส อุจฺฉินฺเน อุจฺฉินฺนมูเล ตาลาวตฺถุกเต อนภาวงฺคเต อายตึ อนุปฺปาทธมฺเม โส เอวมสฺส เวทิตพฺโพ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสญฺโญชเนน หิ โข วิสํยุตฺโต สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺโต ปุริสปุคฺคโลติ ฯ

ดูกรสุนักขัตตะ ข้อที่ปุริสบุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้น้อมใจไปในนิพพานโดยชอบ นั่นเป็นฐานะที่มีได้แล ปุริสบุคคลผู้น้อมใจไปในนิพพานโดยชอบ ถนัดแต่เรื่องที่เหมาะแก่นิพพานโดยชอบเท่านั้น ย่อมตรึก ย่อมตรองธรรมอันควรแก่นิพพานโดยชอบ คบแต่คนเช่นเดียวกัน และถึงความใฝ่ใจกับคนเช่นนั้น แต่เมื่อมีใครพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ย่อมไม่สนใจฟัง ไม่เงี่ยโสตสดับ ไม่ตั้งจิตรับรู้ ไม่คบคนชนิดนั้นและไม่ถึงความใฝ่ใจกับคนชนิดนั้น เปรียบเหมือนตาลยอดด้วนไม่อาจงอกงามได้อีก ฉันใดดูกรสุนักขัตตะ ฉันนั้นเหมือนกันแล เมื่อความเกี่ยวข้องในเนวสัญญานาสัญญา-*ยตนสมาบัติ อันปุริสบุคคลผู้น้อมใจไปในนิพพานโดยชอบตัดขาดแล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ไม่มีเหตุตั้งอยู่ได้ดังต้นตาล ถึงความเป็นไปไม่ได้แล้ว มีความไม่เกิดต่อไปเป็นธรรมดา บุคคลที่เป็นอย่างนี้นั้น พึงทราบเถิดว่าเป็นปุริสบุคคลผู้น้อมใจไปในนิพพานโดยชอบ พรากแล้วจากความเกี่ยวข้องในเนวสัญญานาสัญญา-*ยตนสมาบัติ ฯ

ข้อ ๗๖

ฐานํ โข ปเนตํ สุนกฺขตฺต วิชฺชติ ยํ อิเธกจฺจสฺส ภิกฺขุโน เอวมสฺส ตณฺหา โข สลฺลํ สมเณน วุตฺตํ อวิชฺชาวิสโทโส ฉนฺทราค พฺยาปาเทหิ รุปฺปติ ตํ เม ตณฺหาสลฺลํ ปหีนํ อปนีโต อวิชฺชาวิสโทโส สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺโตหมสฺมีติ เอวมาทิ อสฺส อตฺถํ สมานํ ฯ โส ยานิ สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺตสฺส อสปฺปายานิ ตานิ อนุยุญฺเชยฺย ฯ อสปฺปายํ จกฺขุนา รูปทสฺสนํ อนุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ โสเตน สทฺทํ อนุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ ฆาเนน คนฺธํ อนุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ ชิวฺหาย รสํ อนุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ อนุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ มนสา ธมฺมํ อนุยุญฺเชยฺย ฯ ตสฺส อสปฺปายํ จกฺขุนา รูปทสฺสนํ อนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ โสเตน สทฺทํ อนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ ฆาเนน คนฺธํ อนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ ชิวฺหาย รสํ อนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ อนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ มนสา ธมฺมํ อนุยุตฺตสฺส ราโค จิตฺตํ อนุทฺธํเสยฺย ฯ โส ราคานุทฺธํสิเตน จิตฺเตน มรณํ วา นิคจฺเฉยฺย มรณมตฺตํ วา ทุกฺขํ ฯ {๗๖.๑} เสยฺยถาปิ สุนกฺขตฺต ปุริโส สลฺเลน วิทฺโธ อสฺส สวิเสน คาฬฺหูปเลปเนน ตสฺส มิตฺตามจฺจา ญาติสาโลหิตา ภิสกฺกํ สลฺลกตฺตํ อุปฏฺฐเปยฺยุํ ฯ ตสฺส โส ภิสกฺโก สลฺลกตฺโต สตฺเถน วณมุขํ ปริกนฺเตยฺย สตฺเถน วณมุขํ ปริกนฺเตตฺวา เอสนิยา สลฺลํ เอเสยฺย เอสนิยา สลฺลํ เอสิตฺวา สลฺลํ อพฺพาเหยฺย อปเนยฺย วิสโทสํ สอุปาทิเสสํ อนุปาทิเสโสติ ชานมาโน ฯ {๗๖.๒} โส เอวํ วเทยฺย อมฺโภ ปุริส อุพฺภหตํ โข เต สลฺลํ อปนีโต วิสโทโส อนุปาทิเสโส อลญฺจ เต อนนฺตรายาย สปฺปายานิ เจว โภชนานิ ภุญฺเชยฺยาสิ มา เต อสปฺปายานิ โภชนานิ ภุญฺชโต วโณ อสฺสาวี อสฺส กาเลน กาลญฺจ วณํ โธเวยฺยาสิ กาเลน กาลํ วณมุขํ อาลิมฺเปยฺยาสิ มา เต กาเลน กาลํ วณํ โธวโต กาเลน กาลํ วณมุขํ อาลิมฺปโต ปุพฺพโลหิตํ วณมุขํ ปริโยนทฺธิ มา จ วาตาตเป จาริตฺตํ อนุยุญฺชิ มา เต วาตาตเป จาริตฺตํ อนุยุตฺตสฺส รโชสุกํ วณมุขํ อนุทฺธํเสสิ วณานุรกฺขี จ อมฺโภ ปุริส วิหเรยฺยาสิ วณสาโรปีติ ฯ ตสฺส เอวมสฺส อุพฺภหตํ โข เม สลฺลํ อปนีโต วิสโทโส อนุปาทิเสโส อลญฺจ เม อนนฺตรายายาติ ฯ โส อสปฺปายานิ เจว โภชนานิ ภุญฺเชยฺย ตสฺส อสปฺปายานิ โภชนานิ ภุญฺชโต วโณ อสฺสาวี อสฺส น จ กาเลน กาลํ วณํ โธเวยฺย น จ กาเลน กาลํ วณมุขํ อาลิมฺเปยฺย ตสฺส น กาเลน กาลํ วณํ โธวโต น จ กาเลน กาลํ วณมุขํ อาลิมฺปโต ปุพฺพโลหิตํ วณมุขํ ปริโยนทฺเธยฺย วาตาตเป จ จาริตฺตํ อนุยุญฺเชยฺย ตสฺส วาตาตเป จาริตฺตํ อนุยุตฺตสฺส รโชสุกํ วณมุขํ อนุทฺธํเสยฺย น จ วณานุรกฺขี วิหเรยฺย น วณสาโรปิ ตสฺส อิมิสฺสาว อสปฺปายกิริยาย อสุจิวิสโทโส อปนีโต สอุปาทิเสโส ตทุภเยน วโณ ปุถุตฺตํ คจฺเฉยฺย ฯ {๗๖.๓} โส ปุถุตฺตํ คเตน วเณน มรณํ วา นิคจฺเฉยฺย มรณมตฺตํ วา ทุกฺขํ เอวเมว โข สุนกฺขตฺต ฐานเมตํ วิชฺชติ ยํ อิเธกจฺจสฺส ภิกฺขุโน เอวมสฺส ตณฺหา โข สลฺลํ สมเณน วุตฺตํ อวิชฺชาวิสโทโส ฉนฺทราค- พฺยาปาเทหิ รุปฺปติ ตํ เม ตณฺหาสลฺลํ ปหีนํ อปนีโต อวิชฺชาวิสโทโส สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺโตหมสฺมีติ เอวมาทิ อสฺส อตฺถํ สมานํ ฯ โส ยานิ สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺตสฺส อสปฺปายานิ ตานิ อนุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ จกฺขุนา รูปทสฺสนํ อนุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ โสเตน สทฺทํ อนุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ ฆาเนน คนฺธํ อนุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ ชิวฺหาย รสํ อนุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ อนุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ มนสา ธมฺมํ อนุยุญฺเชยฺย ฯ ตสฺส อสปฺปายํ จกฺขุนา รูปทสฺสนํ อนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ โสเตน สทฺทํ อนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ ฆาเนน คนฺธํ อนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ ชิวฺหาย รสํ อนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ อนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ มนสา ธมฺมํ อนุยุตฺตสฺส โส ราโค จิตฺตํ อนุทฺธํเสยฺย ฯ โส ราคานุทฺธํสิเตน จิตฺเตน มรณํ วา นิคจฺเฉยฺย มรณมตฺตํ วา ทุกฺขํ ฯ มรณเญฺหตํ สุนกฺขตฺต อริยสฺส วินเย โย สิกฺขํ ปจฺจกฺขาย หีนายาวตฺตติ ฯ มรณมตฺตเญฺหตํ สุนกฺขตฺต ทุกฺขํ โย อญฺญตรํ สงฺกิลิฏฺฐํ อาปตฺตึ อาปชฺชติ ฯ

ดูกรสุนักขัตตะ ข้อที่ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ พึงมีความดำริ อย่างนี้ว่า พระสมณะตรัสลูกศรคือตัณหาไว้แล โทษอันเป็นพิษคืออวิชชา ย่อมงอกงามได้ด้วยฉันทราคะและพยาบาท เราละลูกศรคือตัณหานั้นได้แล้ว กำจัดโทษอันเป็นพิษคืออวิชชาได้แล้ว จึงเป็นผู้มีใจน้อมไปในนิพพานโดยชอบ นั่นเป็นฐานะที่มีได้แล สิ่งที่เป็นผลเบื้องต้นพึงมีได้อย่างนี้ คือ เธอประกอบเนืองๆซึ่งอารมณ์อันไม่เป็นที่สบายของใจอันน้อมไปในนิพพานโดยชอบ ได้แก่ประกอบเนืองๆ ซึ่งทัสสนะคือรูปอันไม่เป็นที่สบายด้วยจักษุ ประกอบเนืองๆ ซึ่งเสียงอันไม่เป็นที่สบายด้วยโสต ประกอบเนืองๆ ซึ่งกลิ่นอันไม่เป็นที่สบายด้วยฆานะประกอบเนืองๆ ซึ่งรสอันไม่เป็นที่สบายด้วยชิวหา ประกอบเนืองๆ ซึ่งโผฏฐัพพะอันไม่เป็นที่สบายด้วยกาย ประกอบเนืองๆ ซึ่งธรรมารมณ์อันไม่เป็นที่สบายด้วยมโน เมื่อเธอประกอบเนืองๆ ซึ่งทัสสนะคือรูปอันไม่เป็นที่สบายด้วยจักษุ ซึ่งเสียงอันไม่เป็นที่สบายด้วยโสต ซึ่งกลิ่นอันไม่เป็นที่สบายด้วยฆานะ ซึ่งรสอันไม่เป็นที่สบายด้วยชิวหา ซึ่งโผฏฐัพพะอันไม่เป็นที่สบายด้วยกาย ซึ่งธรรมารมณ์อันไม่เป็นที่สบายด้วยมโนแล้ว ราคะพึงตามกำจัดจิต เธอมีจิตถูกราคะตามกำจัดแล้ว พึงเข้าถึงความตาย หรือทุกข์ปางตาย เปรียบเหมือนบุรุษถูกลูกศรที่มียาพิษอาบไว้อย่างหนาแล้ว มิตรอำมาตย์ ญาติสาโลหิตของเขาให้หมอผ่าตัดรักษา หมอผ่าตัดใช้ศาตราชำแหละปากแผลของเขา ครั้นแล้วใช้เครื่องตรวจค้นหาลูกศร แล้วถอนลูกศรออก กำจัดโทษคือพิษที่ยังมีเชื้อเหลือติดอยู่ จนรู้ว่าไม่มีเชื้อเหลือติดอยู่ จึงบอกอย่างนี้ว่า ดูกรพ่อมหาจำเริญ เราถอนลูกศรให้ท่านเสร็จแล้ว โทษคือพิษเราก็กำจัดจนไม่มีเชื้อเหลือติดอยู่แล้ว ท่านหมดอันตราย และพึงบริโภคโภชนะที่สบายได้ เมื่อท่านจะบริโภคโภชนะที่แสลง ก็อย่าให้แผลต้องกำเริบและท่านต้องชะแผลทุกเวลา ทายาสมานปากแผลทุกเวลา เมื่อท่านชะแผลทุกเวลา ทายาสมานปากแผลทุกเวลา อย่าให้น้ำเหลืองและเลือดรัดปากแผลได้และท่านอย่าเที่ยวตากลมตากแดดไปเนืองๆ เมื่อท่านเที่ยวตากลม ตากแดดไปเนืองๆ แล้วก็อย่าให้ละอองและของโสโครกติดตามทำลายปากแผลได้ ดูกรพ่อมหาจำเริญ ท่านต้องคอยรักษาแผลอยู่จนกว่าแผลจะประสานกัน บุรุษนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า หมอถอนลูกศรให้เราเสร็จแล้ว โทษคือพิษหมอก็กำจัดจนไม่มีเชื้อเหลือติดอยู่แล้ว เราหมดอันตราย เขาจึงบริโภคโภชนะที่แสลง เมื่อบริโภคโภชนะที่แสลงอยู่ แผลก็กำเริบ และไม่ชะแผลทุกเวลา ไม่ทายาสมานปากแผลทุกเวลา เมื่อเขาไม่ชะแผลทุกเวลา ไม่ทายาสมานปากแผลทุกเวลา น้ำเหลืองและเลือดก็รัดปากแผล และเขาเที่ยวตากลม ตากแดด ไปเนืองๆ เมื่อเขาเที่ยวตากลม ตากแดดไปเนืองๆ แล้ว ปล่อยให้ละอองและของโสโครกติดตามทำลายปากแผลได้ ไม่คอยรักษาแผลอยู่ จนแผลประสานกันไม่ได้ เพราะเขาทำสิ่งที่แสลงนี้แล แผลจึงถึงความบวมได้ด้วยเหตุ ๒ ประการคือ ไม่กำจัดของไม่สะอาดและโทษคือพิษอันยังมีเชื้อเหลือติดอยู่ เขามีแผลถึงความบวมแล้ว พึงเข้าถึงความตาย หรือทุกข์ปางตายได้ ฉันใด ดูกรสุนักขัตตะ ฉันนั้นเหมือนกันแล ข้อที่ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ พึงมีความดำริอย่างนี้ว่าพระสมณะตรัสลูกศรคือตัณหาไว้แล โทษอันเป็นพิษคืออวิชชาย่อมงอกงามได้ด้วยฉันทราคะและพยาบาท เราละลูกศรคือตัณหานั้นได้แล้ว กำจัดโทษอันเป็นพิษคืออวิชชาได้แล้ว จึงเป็นผู้มีใจน้อมไปในนิพพานโดยชอบ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ สิ่งที่เป็นผลเบื้องต้นพึงมีได้อย่างนี้ คือ เธอประกอบเนืองๆ ซึ่งอารมณ์อันไม่เป็นที่สบายของใจอันน้อมไปในนิพพานโดยชอบ ได้แก่ประกอบเนืองๆ ซึ่งทัสสนะคือรูปอันไม่เป็นที่สบายด้วยจักษุ ประกอบเนืองๆ ซึ่งเสียงอันไม่เป็นที่สบายด้วยโสต ประกอบเนืองๆ ซึ่งกลิ่นอันไม่เป็นที่สบายด้วยฆานะประกอบเนืองๆ ซึ่งรสอันไม่เป็นที่สบายด้วยชิวหา ประกอบเนืองๆ ซึ่งโผฏฐัพพะอันไม่เป็นที่สบายด้วยกาย ประกอบเนืองๆ ซึ่งธรรมารมณ์อันไม่เป็นที่สบายด้วยมโน เมื่อเธอประกอบเนืองๆ ซึ่งทัสสนะ คือ รูปอันไม่เป็นสบายด้วยจักษุ ซึ่งเสียงอันไม่เป็นที่สบายด้วยโสต ซึ่งกลิ่นอันไม่เป็นที่สบายด้วยฆานะ ซึ่งรสอันไม่เป็นที่สบายด้วยชิวหา ซึ่งโผฏฐัพพะอันไม่เป็นที่สบายด้วยกาย ซึ่งธรรมารมณ์อันไม่เป็นที่สบายด้วยมโนแล้ว ราคะพึงตามกำจัดจิตเธอมีจิตถูกราคะตามกำจัดแล้ว พึงเข้าถึงความตาย หรือทุกข์ปางตาย ดูกรสุนักขัตตะ ก็ความตายนี้ในวินัยของพระอริยะ ได้แก่ลักษณะที่ภิกษุบอกคืนสิกขาแล้วเวียนมาเพื่อหีนเพศ ส่วนทุกข์ปางตายนี้ ได้แก่ลักษณะที่ภิกษุต้องอาบัติมัวหมองข้อใดข้อหนึ่ง ฯ

ข้อ ๗๗

ฐานํ โข ปเนตํ สุนกฺขตฺต วิชฺชติ ยํ อิเธกจฺจสฺส ภิกฺขุโน เอวมสฺส ตณฺหา โข สลฺลํ สมเณน วุตฺตํ อวิชฺชาวิสโทโส ฉนฺทราคพฺยาปาเทหิ รุปฺปติ ตํ เม ตณฺหาสลฺลํ ปหีนํ อปนีโต อวิชฺชาวิสโทโส สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺโตหมสฺมีติ ฯ สมฺมา- นิพฺพานาธิมุตฺตสฺเสว สโต โส ยานิ สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺตสฺส อสปฺปายานิ ตานิ นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ จกฺขุนา รูปทสฺสนํ นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ โสเตน สทฺทํ นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ ฆาเนน คนฺธํ นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ ชิวฺหาย รสํ นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ มนสา ธมฺมํ นานุยุญฺเชยฺย ฯ ตสฺส อสปฺปายํ จกฺขุนา รูปทสฺสนํ อนนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ โสเตน สทฺทํ อนนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ ฆาเนน คนฺธํ อนนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ ชิวฺหาย รสํ อนนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ อนนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ มนสา ธมฺมํ อนนุยุตฺตสฺส ราโค จิตฺตํ นานุทฺธํเสยฺย ฯ โส น ราคานุทฺธํสิเตน จิตฺเตน เนว มรณํ วา นิคจฺเฉยฺย น มรณมตฺตํ วา ทุกฺขํ ฯ {๗๗.๑} เสยฺยถาปิ สุนกฺขตฺต ปุริโส สลฺเลน วิทฺโธ อสฺส สวิเสน คาฬฺหูปเลปเนน ฯ ตสฺส มิตฺตามจฺจา ญาติสาโลหิตา ภิสกฺกํ สลฺลกตฺตํ อุปฏฺฐเปยฺยุํ ฯ ตสฺส โส ภิสกฺโก สลฺลกตฺโต สตฺเถน วณมุขํ ปริกนฺเตยฺย สตฺเถน สลฺลํ วณมุขํ ปริกนฺเตตฺวา เอสนิยา สลฺลํ เอเสยฺย เอสนิยา สลฺลํ เอสิตฺวา สลฺลํ อพฺพาเหยฺย อปเนยฺย วิสโทสํ อนุปาทิเสสํ อนุปาทิเสโสติ ชานมาโน ฯ {๗๗.๒} โส เอวํ วเทยฺย อมฺโภ ปุริส อุพฺภตํ โข เต สลฺลํ อปนีโต วิสโทโส อนุปาทิเสโส อลญฺจ เต อนนฺตรายาย สปฺปายานิ เจว โภชนานิ ภุญฺเชยฺยาสิ มา เต อสปฺปายานิ โภชนานิ ภุญฺชโต วโณ อสฺสาวี อสฺส กาเลน กาลญฺจ วณํ โธเวยฺยาสิ กาเลน กาลํ วณมุขํ อาลิมฺเปยฺยาสิ มา เต กาเลน กาลํ วณํ โธวโต กาเลน กาลํ วณมุขํ อาลิมฺปโต ปุพฺพโลหิตํ วณมุขํ ปริโยนทฺธิ มา จ วาตาตเป จาริตฺตํ อนุยุญฺชิ มา เต วาตาตเป จาริตฺตํ อนุยุตฺตสฺส รโชสุกํ วณมุขํ อนุทฺธํเสสิ วณานุรกฺขี จ อมฺโภ ปุริส วิหเรยฺยาสิ วณสาโรปีติ ฯ {๗๗.๓} ตสฺส เอวมสฺส อุพฺภตํ โข เม สลฺลํ อปนีโต วิสโทโส อนุปาทิเสโส อลญฺจ เม อนนฺตรายายาติ ฯ โส สปฺปายานิ เจว โภชนานิ ภุญฺเชยฺย ตสฺส สปฺปายานิ โภชนานิ ภุญฺชโต วโณ น อสฺสาวี อสฺส กาเลน กาลญฺจ วณํ โธเวยฺย กาเลน กาลํ วณมุขํ อาลิมฺเปยฺย ตสฺส กาเลน กาลํ วณํ โธวโต กาเลน กาลํ วณมุขํ อาลิมฺปโต ปุพฺพโลหิตํ วณมุขํ น ปริโยนทฺเธยฺย น จ วาตาตเป จาริตฺตํ อนุยุญฺเชยฺย ตสฺส วาตาตเป จาริตฺตํ อนนุยุตฺตสฺส รโช สุกํ วณมุขํ นานุทฺธํเสยฺย วณานุรกฺขี จ วิหเรยฺย วณสาโรปี ตสฺส อิมิสฺสาว สปฺปายกิริยาย อสุจิวิสโทโส อปนีโต อนุปาทิเสโส ตทุภเยน วโณ วิรูเหยฺย ฯ {๗๗.๔} โส รูเฬฺหน วเณน สญฺฉวินา เนว มรณํ วา นิคจฺเฉยฺย น มรณมตฺตํ วา ทุกฺขํ เอวเมว โข สุนกฺขตฺต ฐานเมตํ วิชฺชติ ยํ ปนิเธกจฺจสฺส ภิกฺขุโน เอวมสฺส ตณฺหา โข สลฺลํ สมเณน วุตฺตํ อวิชฺชาวิสโทโส ฉนฺทราคพฺยาปาเทหิ รุปฺปติ ตํ เม ตณฺหาสลฺลํ ปหีนํ อปนีโต อวิชฺชาวิสโทโส สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺโตหมสฺมีติ ฯ สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺตสฺเสว สโต โส ยานิ สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺตสฺส อสปฺปายานิ ตานิ นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ จกฺขุนา รูปทสฺสนํ นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ โสเตน สทฺทํ นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ ฆาเนน คนฺธํ นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ ชิวฺหาย รสํ นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ มนสา ธมฺมํ นานุยุญฺเชยฺย ฯ ตสฺส อสปฺปายํ จกฺขุนา รูปทสฺสนํ อนนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ โสเตน สทฺทํ อนนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ ฆาเนน คนฺธํ อนนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ ชิวฺหาย รสํ อนนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ อนนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ มนสา ธมฺมํ อนนุยุตฺตสฺส ราโค จิตฺตํ นานุทฺธํเสยฺย ฯ โส น ราคานุทฺธํสิเตน จิตฺเตน เนว มรณํ วา นิคจฺเฉยฺย น มรณมตฺตํ วา ทุกฺขํ ฯ {๗๗.๕} อุปมา โข เม อยํ สุนกฺขตฺต กตา อตฺถวิญฺญาปนาย ฯ อยเมเวตฺถ อตฺโถ ฯ วโณติ โข สุนกฺขตฺต ฉนฺเนตํ อชฺฌตฺติกานํ อายตนานํ อธิวจนํ ฯ วิสโทโสติ โข สุนกฺขตฺต อวิชฺชาเยตํ อธิวจนํ ฯ สลฺลนฺติ โข สุนกฺขตฺต ตณฺหาเยตํ อธิวจนํ ฯ เอสนีติ โข สุนกฺขตฺต สติเยตํ อธิวจนํ ฯ สตฺถนฺติ โข สุนกฺขตฺต อริยาเยตํ ปญฺญาย อธิวจนํ ฯ ภิสกฺโก สลฺลกตฺโตติ โข สุนกฺขตฺต ตถาคตสฺเสตํ อธิวจนํ อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ โส วต สุนกฺขตฺต ภิกฺขุ ฉสุ ผสฺสายตเนสุ สํวุตการี อุปธิ ทุกฺขมูลนฺติ อิติ วิทิตฺวา นิรุปธี อุปธิสงฺขเย วิมุตฺโต อุปธิสฺมึ วา กายํ อุปสํหริสฺสติ จิตฺตํ วา อนุปฺปทสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ ฯ {๗๗.๖} เสยฺยถาปิ สุนกฺขตฺต อาปานียกํโส วณฺณสมฺปนฺโน คนฺธสมฺปนฺโน รสสมฺปนฺโน โส จ โข วิเสน สํสฏฺโฐ ฯ อถ ปุริโส อาคจฺเฉยฺย ชีวิตุกาโม อมริตุกาโม สุขกาโม ทุกฺขปฏิกฺกูโล ฯ ตํ กึ มญฺญสิ สุนกฺขตฺต อปิ นุ โส ปุริโส อมุํ อาปานียกํสํ ปิเวยฺย ยํ ชญฺญา อิมาหํ ปิตฺวา มรณํ วา นิคจฺฉามิ มรณมตฺตํ วา ทุกฺขนฺติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ

ดูกรสุนักขัตตะ ข้อที่ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ พึงมีความดำริ อย่างนี้ว่า พระสมณะตรัสลูกศรคือตัณหาไว้แล โทษอันเป็นพิษคืออวิชชา ย่อมงอกงามได้ด้วยฉันทราคะและพยาบาท เราละลูกศรคือตัณหานั้นได้แล้ว กำจัดโทษอันเป็นพิษคืออวิชชาได้แล้ว จึงเป็นผู้มีใจน้อมไปในนิพพานโดยชอบ นั่นเป็นฐานะที่มีได้แล เมื่อใจน้อมไปในนิพพานโดยชอบนั่นแล เธอไม่ประกอบเนืองๆซึ่งอารมณ์อันไม่เป็นที่สบายของใจอันน้อมไปในนิพพานโดยชอบแล้ว ได้แก่ไม่ประกอบเนืองๆ ซึ่งทัสสนะคือรูปอันไม่เป็นที่สบายด้วยจักษุ ไม่ประกอบเนืองๆซึ่งเสียงอันไม่เป็นที่สบายด้วยโสต ไม่ประกอบเนืองๆ ซึ่งกลิ่นอันไม่เป็นที่สบายด้วยฆานะ ไม่ประกอบเนืองๆ ซึ่งรสอันไม่เป็นที่สบายด้วยชิวหา ไม่ประกอบเนืองๆ ซึ่งโผฏฐัพพะอันไม่เป็นที่สบายด้วยกาย ไม่ประกอบเนืองๆ ซึ่งธรรมา-*รมณ์อันไม่เป็นที่สบายด้วยมโน เมื่อเธอไม่ประกอบเนืองๆ ซึ่งทัสสนะคือรูปอันไม่เป็นที่สบายด้วยจักษุ ซึ่งเสียงอันไม่เป็นที่สบายด้วยโสต ซึ่งกลิ่นอันไม่เป็นที่สบายด้วยฆานะ ซึ่งรสอันไม่เป็นที่สบายด้วยชิวหา ซึ่งโผฏฐัพพะอันไม่เป็นที่สบายด้วยกาย ซึ่งธรรมารมณ์อันไม่เป็นที่สบายด้วยมโน ราคะก็ไม่ตามกำจัดจิตเธอมีจิตไม่ถูกราคะตามกำจัดแล้ว ไม่พึงเข้าถึงความตาย หรือทุกข์ปางตาย เปรียบเหมือนบุรุษถูกลูกศรมียาพิษอาบไว้อย่างหนาแล้ว มิตร อำมาตย์ ญาติสาโลหิตของเขาให้หมอผ่าตัดรักษา หมอผ่าตัดใช้ศาตราชำแหละปากแผลของเขา ครั้นแล้วใช้เครื่องตรวจค้นหาลูกศร แล้วถอนลูกศรออก กำจัดโทษคือพิษที่ยังมีเชื้อเหลือติดอยู่ จนรู้ว่าไม่มีเชื้อเหลืออยู่ จึงบอกอย่างนี้ว่า ดูกรพ่อมหาจำเริญ เราถอนลูกศรให้ท่านเสร็จแล้ว โทษคือพิษเราก็กำจัดจนไม่มีเชื้อเหลือติดอยู่แล้ว ท่านหมดอันตราย และพึงบริโภคโภชนะที่สบายได้ เมื่อท่านจะบริโภคโภชนะที่แสลงก็อย่าให้แผลต้องกำเริบ และท่านต้องชะแผลทุกเวลา ทายาสมานปากแผลทุกเวลา เมื่อท่านชะแผลทุกเวลา ทายาสมานปากแผลทุกเวลา อย่าให้น้ำเหลืองและเลือดรัดปากแผลได้ และท่านอย่าเที่ยวตากลมตากแดดไปเนืองๆ เมื่อท่านเที่ยวตากลมตากแดดไปเนืองๆ แล้ว ก็อย่าให้ละอองและของโสโครกติดตามทำลายปากแผลได้ ดูกรพ่อมหาจำเริญ ท่านต้องคอยรักษาแผลอยู่จนกว่าแผลจะประสานกัน บุรุษนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า หมอถอนลูกศรให้เราเสร็จแล้ว โทษคือพิษหมอก็กำจัดจนไม่มีเชื้อเหลือติดอยู่แล้ว เราหมดอันตราย เขาจึงบริโภคโภชนะที่สบาย เมื่อบริโภคโภชนะที่สบายอยู่ แผลก็ไม่กำเริบ และชะแผลทุกเวลาทายาสมานปากแผลทุกเวลา เมื่อเขาชะแผลทุกเวลา ทายาสมานปากแผลทุกเวลาน้ำเหลืองและเลือดก็ไม่รัดปากแผล และเขาไม่เที่ยวตากลมตากแดดไปเนืองๆ เมื่อเขาไม่เที่ยวตากลมตากแดดไปเนืองๆ ละอองและของโสโครกก็ไม่ติดตามทำลายปากแผล เขาคอยรักษาแผลอยู่ จนแผลหายประสานกัน เพราะเขาทำสิ่งที่สบายนี้แล แผลจึงหายได้ด้วย ๒ ประการ คือ กำจัดของไม่สะอาดและโทษคือพิษจนไม่มีเชื้อเหลือติดอยู่แล้ว เขามีแผลหาย ผิวหนังสนิทแล้ว จึงไม่พึงเข้าถึงความตาย หรือทุกข์ปางตาย ฉันใด ดูกรสุนักขัตตะ ฉันนั้นเหมือนกันแล ข้อที่ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ พึงมีความดำริอย่างนี้ว่า พระสมณะตรัสลูกศรคือตัณหาไว้แล โทษอันเป็นพิษคืออวิชชา ย่อมงอกงามได้ด้วยฉันทราคะและพยาบาท เราละลูกศรคือตัณหาได้แล้ว กำจัดโทษอันเป็นพิษคืออวิชชาได้แล้ว จึงเป็นผู้มีใจน้อมไปในนิพพานโดยชอบ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ เมื่อใจน้อมไปในนิพพานโดยชอบอยู่นั่นแล เธอไม่ประกอบเนืองๆ ซึ่งอารมณ์อันไม่เป็นที่สบายของใจอันน้อมไปในนิพพานโดยชอบแล้ว ได้แก่ ไม่ประกอบเนืองๆ ซึ่งทัสสนะคือรูปอันไม่เป็นที่สบายด้วยจักษุ ไม่ประกอบเนืองๆ ซึ่งเสียงอันไม่เป็นที่สบายด้วยโสต ไม่ประกอบเนืองๆ ซึ่งกลิ่นอันไม่เป็นที่สบายด้วยฆานะ ไม่ประกอบเนืองๆ ซึ่งรสอันไม่เป็นที่สบายด้วยชิวหา ไม่ประกอบเนืองๆ ซึ่งโผฏฐัพพะอันไม่เป็นที่สบายด้วยกาย ไม่ประกอบเนืองๆ ซึ่งธรรมารมณ์อันไม่เป็นที่สบายด้วยมโน เมื่อเธอไม่ประกอบเนืองๆ ซึ่งทัสสนะคือรูปอันไม่เป็นที่สบายด้วยจักษุ ซึ่งเสียงอันไม่เป็นที่สบายด้วยโสต ซึ่งกลิ่นอันไม่เป็นที่สบายด้วยฆานะ ซึ่งรสอันไม่เป็นที่สบายด้วยชิวหาซึ่งโผฏฐัพพะอันไม่เป็นที่สบายด้วยกาย ซึ่งธรรมารมณ์อันไม่เป็นที่สบายด้วยมโนแล้ว ราคะก็ไม่ตามกำจัดจิต เธอมีจิตไม่ถูกราคะตามกำจัดแล้ว ไม่พึงเข้าถึงความตาย หรือทุกข์ปางตาย ดูกรสุนักขัตตะ เราอุปมาเปรียบเทียบดังนี้ เพื่อให้รู้เนื้อความ เนื้อความในอุปมานี้ คำว่าแผล เป็นชื่อของอายตนะภายใน ๖ โทษคือพิษ เป็นชื่อของอวิชชา ลูกศร เป็นชื่อของตัณหา เครื่องตรวจเป็นชื่อของสติ ศาตรา เป็นชื่อของปัญญาของพระอริยะ หมอผ่าตัดเป็นชื่อของตถาคตผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้เองโดยชอบแล้ว ดูกรสุนักขัตตะ ข้อที่ภิกษุนั้นทำความสำรวมในอายตนะอันที่เป็นกระทบ ๖ อย่าง รู้ดังนี้ว่า อุปธิเป็นรากเหง้าแห่งทุกข์ จึงเป็นผู้ปราศจากอุปธิพ้นวิเศษแล้วในธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิ จักน้อมกายหรือปล่อยจิตไปในอุปธิ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ เปรียบเหมือนภาชนะมีน้ำดื่มเต็มเปี่ยม ถึงพร้อมด้วยสี ด้วยกลิ่นด้วยรส แต่ระคนด้วยยาพิษ เมื่อบุรุษผู้รักชีวิต ยังไม่อยากตาย ปรารถนาสุขเกลียดทุกข์ พึงมาถึงเข้า ดูกรสุนักขัตตะ เธอสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษนั้นจะพึงดื่มน้ำที่เต็มเปี่ยมภาชนะนั้น ทั้งๆ ที่รู้ว่า ดื่มแล้วจะเข้าถึงความตายหรือทุกข์ปางตาย บ้างไหมหนอ ฯ สุ. ข้อนี้หามิได้เลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ

ข้อ ๗๘

เอวเมว โข สุนกฺขตฺต โส วต ภิกฺขุ ฉสุ ผสฺสายตเนสุ สํวุตการี อุปธิ ทุกฺขสฺส มูลนฺติ ฯเปฯ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ ฯ เสยฺยถาปิ สุนกฺขตฺต อาสีวิโส โฆรวิโส ฯ อถ ปุริโส อาคจฺเฉยฺย ชีวิตุกาโม อมริตุกาโม สุขกาโม ทุกฺขปฏิกฺกูโล ฯ ตํ กึ มญฺญสิ สุนกฺขตฺต อปิ นุ โส ปุริโส อมุสฺส อาสีวิสสฺส โฆรวิสสฺส หตฺเถ วา องฺคุฏฺฐํ วา ทชฺชา ยํ ชญฺญา อิมินาหํ ทฏฺโฐ มรณํ วา นิคจฺฉามิ มรณมตฺตํ วา ทุกฺขนฺติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ

พ. ดูกรสุนักขัตตะ ฉันนั้นเหมือนกันแล ข้อที่ภิกษุนั้นทำความ สำรวมในอายตนะอันเป็นที่กระทบ ๖ อย่าง รู้ดังนี้ว่าอุปธิเป็นรากเหง้าแห่งทุกข์ จึงเป็นผู้ปราศจากอุปธิ พ้นวิเศษแล้วในธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิ จักน้อมกายหรือปล่อยจิตไปในอุปธิ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ ดูกรสุนักขัตตะ เปรียบเหมือนงูพิษ มีพิษร้ายแรง เมื่อบุรุษผู้รักชีวิต ยังไม่อยากตาย ปรารถนาสุข เกลียดทุกข์ พึงมาถึงเข้า ดูกรสุนักขัตตะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษนั้นจะพึงยื่นมือหรือหัวแม่มือให้แก่งูพิษ ที่มีพิษร้ายแรงนั้น ทั้งๆ ที่รู้ว่า ถูกงูกัดแล้ว จะเข้าถึงความตาย หรือทุกข์ปางตาย บ้างไหมหนอ ฯ สุ. ข้อนี้หามิได้เลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ

ข้อ ๗๙

เอวเมว โข สุนกฺขตฺต โส วต ภิกฺขุ ฉสุ ผสฺสายตเนสุ สํวุตการี อุปธิ ทุกฺขมูลนฺติ อิติ วิทิตฺวา นิรุปธี อุปธิสงฺขเย วิมุตฺโต อุปธิสฺมึ วา กายํ อุปสํหริสฺสติ จิตฺตํ วา อนุปฺปทสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชตีติ ฯ อิทมโวจ ภควา อตฺตมโน สุนกฺขตฺโต ลิจฺฉวิปุตฺโต ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทีติ ฯ สุนกฺขตฺตสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ ปญฺจมํ ฯ --------

พ. ดูกรสุนักขัตตะ ฉันนั้นเหมือนกันแล ข้อที่ภิกษุนั้นทำ ความสำรวมในอายตนะเป็นที่กระทบ ๖ อย่าง รู้ดังนี้ว่า อุปธิเป็นรากเหง้าแห่งทุกข์จึงเป็นผู้ปราศจากอุปธิ พ้นวิเศษแล้วในธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิ จักน้อมกายหรือปล่อยจิตไปในอุปธิ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว พระสุนักขัตตะลิจฉวีบุตรชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล ฯ จบ สุนักขัตตสูตร ที่ ๕ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/