พระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. ๒๕๖๗

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ฉบับประกาศ — ยังไม่รวมการแก้ไขภายหลัง๒๕๖๗89 มาตรา13 หัวข้อต้นฉบับ PDF · 41 หน้า

ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย) · sha256 f01150be… · ดึงข้อมูล 2026-08-23 — หลักฐานเต็มท้ายหน้า


ฉบับนี้คืออะไร

ตัวบทนี้คือฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ณ ปีที่ระบุ ไม่ใช่ฉบับรวมการแก้ไข มาตราที่ถูกแก้ไข เพิ่ม หรือยกเลิกภายหลังจะไม่ปรากฏ — ระบบยังไม่ได้ตรวจสถานะบังคับใช้ปัจจุบัน

สารบัญของฉบับนี้

  1. หมวด ๑ บททั่วไปมาตรา ๔–๒๓ · 20 มาตรา
  2. หมวด ๒ การเก็บภาษีส่วนเพิ่มมาตรา ๒๔–๕๒ · 29 มาตรา
  3. ส่วนที่ ๑ ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมาตรา ๒๖–๒๗ · 2 มาตรา
  4. ส่วนที่ ๒ การคำนวณภาษีส่วนเพิ่ม เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘๒มาตรา ๒๘–๔๑ · 14 มาตรา
  5. ส่วนที่ ๓ ภาษีส่วนเพิ่มต่างประเทศมาตรา ๔๒–๔๕ · 4 มาตรา
  6. ส่วนที่ ๔ กิจการร่วมค้ามาตรา ๔๖–๔๙ · 4 มาตรา
  7. ส่วนที่ ๕ กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติร่วมที่มีหลายนิติบุคคลแม่มาตรา ๕๐–๕๑ · 2 มาตรา
  8. ส่วนที่ ๖ ภาษีส่วนเพิ่มภายในประเทศไทยมาตรา ๕๒ · 1 มาตรา
  9. หมวด ๓ การยื่นรายงานหรือรายการ การชำระภาษีส่วนเพิ่ม และการขอคืนภาษีส่วนเพิ่มมาตรา ๕๓–๕๙ · 7 มาตรา
  10. หมวด ๔ อำนาจเจ้าพนักงานประเมินมาตรา ๖๐–๗๐ · 11 มาตรา
  11. หมวด ๕ การอุทธรณ์มาตรา ๗๑–๗๖ · 6 มาตรา
  12. หมวด ๖ เบี้ยปรับและเงินเพิ่มมาตรา ๗๗–๗๙ · 3 มาตรา
  13. หมวด ๗ บทกำหนดโทษ เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘๒มาตรา ๘๐–๘๙ · 10 มาตรา

ปรารภ

เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘๒ ก พระราชกำหนด ภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. ๒๕๖๗ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ไว้ ณ วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖7 เป็นปีที่ 9 ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยภาษีส่วนเพิ่ม พระราชกำหนดนี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๖ ประกอบกับมาตรา ๓๒ มาตรา ๓๓ และมาตรา ๓๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เหตุผลและความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามพระราชกำหนดนี้ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทยและสนับสนุนมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ ที่นานาประเทศได้กำหนดร่วมกันให้กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติขนาดใหญ่เสียภาษีจากการประกอบกิจการ ในแต่ละประเทศไม่น้อยกว่าอัตราภาษีขั้นต่ำ ซึ่งการตราพระราชกำหนดนี้สอดคล้องกับเงื่อนไขที่บัญญัติ ไว้ในมาตรา ๒๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘๒ ก อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๗๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกำหนดขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

มาตราในหมวดนี้

ดูเป็นรายการ
  1. หมวด ๑ บททั่วไป

    20 มาตรา
  2. ในพระราชกำหนดนี้ “ภาษีส่วนเพิ่ม” หมายความว่า ภาษีส่วนที่จัดเก็บเพิ่มขึ้นจากภาษีที่ได้เสียแล้วของ กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ กิจการร่วมค้า และกลุ่มกิจการร่วมค้า โดยคำนวณตามวิธีการที่กำหนดไว้ใน พระราชกำหนดนี้ “ประเทศ” หมายความรวมถึงเขตเศรษฐกิจ “ประเทศไทย” หมายความว่า อาณาเขตของราชอาณาจักรไทย รวมถึงน่านน้ำภายใน อาณาเขตทะเล และพื้นที่ทะเลอื่นใด ซึ่งราชอาณาจักรไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือเขตอำนาจตามกฎหมาย ระหว่างประเทศ “นิติบุคคล” หมายความรวมถึงกลุ่มบุคคลซึ่งมีนิติสัมพันธ์กันและจัดทำงบการเงินแยกเฉพาะส่วน ของกลุ่มบุคคลนั้นได้ เช่น ห้างหุ้นส่วนที่มิใช่นิติบุคคล หรือทรัสต์ “กลุ่มนิติบุคคล” หมายความว่า

    (๑) นิติบุคคลมากกว่าหนึ่งนิติบุคคลซึ่งมีความสัมพันธ์ระหว่างกันในด้านความเป็นเจ้าของหรือ ด้านการควบคุมอันทำให้ทรัพย์สิน หนี้สิน รายได้ รายจ่าย และกระแสเงินสดของนิติบุคคลเหล่านั้น

    (ก) ถูกรวมอยู่ในงบการเงินรวมของนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุด หรือ เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘๒ ก

    (ข) ไม่ถูกรวมในงบการเงินรวมของนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุดเนื่องจากขนาดหรือ ความมีสาระสำคัญ หรือเนื่องจากนิติบุคคลนั้นถูกถือครองไว้เพื่อขาย หรือ

    (๒) นิติบุคคลหนึ่งที่ไม่เข้าลักษณะกลุ่มนิติบุคคลตาม

    (๑) แต่มีสถานประกอบการถาวร แห่งหนึ่งหรือหลายแห่งตั้งอยู่ในประเทศอื่น “นิติบุคคลหลัก” หมายความว่า นิติบุคคลที่ได้รวมกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิของ สถานประกอบการถาวรในงบการเงินของตน “นิติบุคคลในเครือ” หมายความว่า

    (๑) นิติบุคคลที่เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มนิติบุคคลหนึ่ง

    (๒) สถานประกอบการถาวรของนิติบุคคลหลักตาม

    (๑) โดยให้ถือว่าสถานประกอบการถาวร ดังกล่าวเป็นนิติบุคคลในเครือหนึ่งแยกต่างหากจากนิติบุคคลหลักนั้นและแยกต่างหากจาก สถานประกอบการถาวรอื่นของนิติบุคคลดังกล่าวด้วย “นิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุด” หมายความว่า

    (๑) นิติบุคคลหนึ่งที่มีส่วนได้เสียที่มีอำนาจควบคุมในนิติบุคคลอื่นไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม และนิติบุคคลหนึ่งนั้นไม่มีนิติบุคคลอื่นใดมีส่วนได้เสียที่มีอำนาจควบคุมไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม แต่ไม่รวมถึงนิติบุคคลที่เป็นหน่วยงานของรัฐตามมาตรา ๒๗ ที่รัฐมีส่วนได้เสียในความเป็นเจ้าของ ทั้งหมดไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม และมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อบริหารจัดการทรัพย์สินของรัฐนั้นหรือ ของประเทศนั้นผ่านการลงทุน การถือครองการลงทุน การจัดการทรัพย์สิน หรือกิจกรรมอื่นที่เกี่ยวข้อง กับการลงทุนในทรัพย์สินของรัฐนั้นหรือของประเทศนั้นโดยที่ไม่ได้ดำเนินการในทางการค้าหรือธุรกิจ หรือ

    (๒) นิติบุคคลหลักของกลุ่มนิติบุคคล สำหรับกรณี

    (๒) ของบทนิยามคำว่า “กลุ่มนิติบุคคล” “กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ” หมายความว่า กลุ่มนิติบุคคลหนึ่งที่มีนิติบุคคลอย่างน้อยรายหนึ่ง หรือสถานประกอบการถาวรอย่างน้อยแห่งหนึ่งตั้งอยู่ในประเทศอื่นที่ไม่ใช่ประเทศที่นิติบุคคลแม่ ลำดับสูงสุดตั้งอยู่ “สถานประกอบการถาวร” หมายความว่า

    (๑) สถานประกอบธุรกิจหรือที่ถือว่าเป็นสถานประกอบธุรกิจซึ่งตั้งอยู่ในประเทศหนึ่ง และมีลักษณะเป็นสถานประกอบการถาวรตามความตกลงหรืออนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน และการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรที่มีผลใช้บังคับและปรับใช้ได้แก่กรณี ซึ่งตามความตกลงหรืออนุสัญญา เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘๒ ก ดังกล่าวได้กำหนดให้ประเทศนั้นมีสิทธิจัดเก็บภาษีจากกำไรที่พึงถือว่าเป็นของสถานประกอบการถาวรนั้น ตามหลักเกณฑ์ที่คล้ายคลึงกับที่กำหนดไว้ในข้อบทที่ ๗ ของต้นแบบมาตรฐานสัญญาว่าด้วยการเว้น การเก็บภาษีซ้อน

    (๒) สถานประกอบธุรกิจหรือที่ถือว่าเป็นสถานประกอบธุรกิจซึ่งประเทศหนึ่งได้จัดเก็บภาษี ตามกฎหมายจากกำไรที่พึงถือว่าเป็นของสถานประกอบธุรกิจเช่นว่านั้น โดยคำนวณจากยอดสุทธิ ในลักษณะเดียวกันกับที่ได้จัดเก็บภาษีจากผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีในประเทศของตน ในกรณีไม่มีความตกลง หรืออนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรที่สามารถปรับใช้ได้

    (๓) สถานประกอบธุรกิจหรือที่ถือว่าเป็นสถานประกอบธุรกิจที่ตั้งอยู่ในประเทศหนึ่ง ซึ่งพึงถือได้ว่าเป็นสถานประกอบการถาวรตามต้นแบบมาตรฐานสัญญาว่าด้วยการเว้นการเก็บภาษีซ้อน และประเทศดังกล่าวพึงมีสิทธิในการจัดเก็บภาษีจากกำไรที่พึงถือว่าเป็นของสถานประกอบการถาวรนั้น ตามข้อบทที่ ๗ ของต้นแบบมาตรฐานดังกล่าว ในกรณีที่ประเทศนั้นไม่มีระบบภาษีเงินได้นิติบุคคล หรือ

    (๔) สถานประกอบธุรกิจหรือที่ถือว่าเป็นสถานประกอบธุรกิจที่ไม่เข้าลักษณะตาม (๑) ถึง

    (๓) ซึ่งกิจการของสถานประกอบธุรกิจหรือที่ถือว่าเป็นสถานประกอบธุรกิจนั้นได้ดำเนินการอยู่นอกประเทศ ที่นิติบุคคลผู้ประกอบธุรกิจนั้นตั้งอยู่ และประเทศที่นิติบุคคลผู้ประกอบธุรกิจตั้งอยู่นั้นได้ยกเว้นภาษี สำหรับกำไรที่พึงถือว่าเป็นของกิจการที่ได้ดำเนินการอยู่นอกประเทศเช่นว่านั้น “ต้นแบบมาตรฐานสัญญาว่าด้วยการเว้นการเก็บภาษีซ้อน” หมายความว่า ต้นแบบมาตรฐาน อนุสัญญาภาษีซ้อนที่จัดทำขึ้นโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ฉบับเผยแพร่ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๐ “กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ” หมายความว่า กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ เกี่ยวกับการกัดกร่อนฐานภาษีและการโอนกำไร (Inclusive Framework on Base Erosion and Profit Shifting) ที่ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิกตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ “มาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ” หมายความว่า ต้นแบบหลักเกณฑ์ มาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (Global Anti-Base Erosion Model Rules) รวมถึงคำอธิบายและแนวปฏิบัติที่จัดทำขึ้นโดยกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศหรือจากการตกลง ร่วมกันของกลุ่มภาคีสมาชิก เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘๒ ก “ความตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนข้อมูล” หมายความว่า ความตกลง ระหว่างประเทศเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ ที่รัฐบาลไทยได้เข้าผูกพันเป็นคู่สัญญาหรือเป็นภาคี หรือที่สำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทยได้ทำไว้กับ สำนักงานเศรษฐกิจและการค้าของต่างประเทศ “แบบรายงานข้อมูลตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ” หมายความว่า แบบมาตรฐานเพื่อใช้รายงานข้อมูลตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศซึ่งถูก พัฒนาขึ้นตามกรอบความร่วมมือเพื่ออนุวัติการมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ “อัตราภาษีขั้นต่ำ” หมายความว่า อัตราภาษีร้อยละสิบห้า “เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ” หมายความว่า เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของประเทศคู่สัญญาหรือของภาคี ตามความตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนข้อมูล “เจ้าพนักงานประเมิน” หมายความว่า บุคคลซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจากข้าราชการเพื่อทำหน้าที่ ประเมินภาษีส่วนเพิ่มโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา “อธิบดี” หมายความว่า อธิบดีกรมสรรพากรหรือผู้ที่อธิบดีกรมสรรพากรมอบหมาย “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชกำหนดนี้

  3. การจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มตามพระราชกำหนดนี้ให้เป็นหน้าที่และอำนาจ ของกรมสรรพากร

  4. ภาษีส่วนเพิ่มตามพระราชกำหนดนี้ไม่เป็นภาษีเงินได้

  5. ภาษีส่วนเพิ่มตามพระราชกำหนดนี้อยู่ในประเภทภาษีอากรประเมิน และให้ เจ้าพนักงานประเมินเป็นผู้ประเมินเกี่ยวกับภาษีส่วนเพิ่มตามพระราชกำหนดนี้

  6. ภาษีส่วนเพิ่มตามพระราชกำหนดนี้จะลดหรือยกเว้นโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาก็ได้

  7. กำหนดเวลาการยื่นรายงานหรือรายการก็ดี กำหนดเวลาการอุทธรณ์ก็ดี กำหนดเวลาการเสียภาษีส่วนเพิ่มตามที่กำหนดไว้ในพระราชกำหนดนี้ก็ดี ถ้ามีเหตุจำเป็นจนไม่สามารถ จะปฏิบัติตามกำหนดเวลาได้ เมื่ออธิบดีพิจารณาเห็นเป็นการสมควร จะให้ขยายหรือให้เลื่อน กำหนดเวลาออกไปอีกตามความจำเป็นแก่กรณีก็ได้ กำหนดเวลาต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ในพระราชกำหนดนี้ เมื่อรัฐมนตรีเห็นเป็นการสมควร จะให้ขยายหรือให้เลื่อนกำหนดเวลานั้นออกไปอีกตามความจำเป็นแก่กรณีก็ได้ เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘๒ ก

  8. ๑๐

    เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อว่ามีการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีส่วนเพิ่ม ให้อธิบดีมีอำนาจ เข้าไปหรือออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรเข้าไปในสถานที่หรือยานพาหนะใดเพื่อทำ การตรวจค้น ยึด หรืออายัดบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่นที่เกี่ยวกับหรือสันนิษฐานว่าเกี่ยวกับภาษีส่วนเพิ่ม ที่จะต้องเสียได้ทั่วราชอาณาจักร การทำการตามวรรคหนึ่งต้องทำในระหว่างเวลาพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก หรือ ในระหว่างเวลาทำการของผู้ประกอบกิจการนั้น

  9. ๑๑

    เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่ม อธิบดีมีอำนาจกำหนดให้ผู้มีหน้าที่ เสียภาษีส่วนเพิ่มมีและใช้เลขประจำตัวในการปฏิบัติการตามพระราชกำหนดนี้ได้ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่อธิบดีประกาศกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี ในการกำหนดตามวรรคหนึ่ง อธิบดีอาจกำหนดให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีส่วนเพิ่มมีและใช้ เลขประจำตัวในการปฏิบัติการตามประมวลรัษฎากรแทนการกำหนดขึ้นใหม่ก็ได้

  10. ๑๒

    เพื่อประโยชน์ในการคำนวณและการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่ม อธิบดีมีอำนาจ สั่งให้นิติบุคคลจัดทำบัญชี หลักฐาน หรือรายงานใด ๆ ซึ่งเกี่ยวกับหรือซึ่งอธิบดีมีเหตุอันควรเชื่อว่า เกี่ยวกับการคำนวณและการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มตามพระราชกำหนดนี้ และให้มีอำนาจสั่งให้นิติบุคคล ดังกล่าวยื่นบัญชี หลักฐาน หรือรายงานนั้น หรือให้แจ้งข้อความใดภายในกำหนดเวลาที่อธิบดีกำหนด คำสั่งตามวรรคหนึ่งจะให้ปฏิบัติก่อนรอบระยะเวลาบัญชีที่นิติบุคคลนั้นอยู่ในบังคับต้องเสียภาษี ส่วนเพิ่มตามพระราชกำหนดนี้ก็ได้ บัญชีตามวรรคหนึ่งอาจกำหนดให้ต้องได้รับการตรวจสอบและรับรองโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพบัญชีหรือบุคคลที่ได้รับใบอนุญาตจากอธิบดีก็ได้ บุคคลซึ่งจะขอใบอนุญาตจากอธิบดีตามความในวรรคสาม ต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติและปฏิบัติ ตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี และเมื่อบุคคลใดได้รับใบอนุญาตดังกล่าวแล้ว ถ้าฝ่าฝืน ระเบียบที่อธิบดีกำหนด อธิบดีอาจพิจารณาสั่งถอนใบอนุญาตเสียก็ได้

  11. ๑๓

    เว้นแต่ได้ระบุเป็นเงินตราไทยแล้ว บรรดาบัญชี หลักฐาน และเอกสาร ประกอบการลงบัญชีซึ่งเกี่ยวกับการคำนวณและการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มตามพระราชกำหนดนี้ให้ระบุเป็น เงินตราสกุลที่ใช้ในการดำเนินงานของนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุดของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘๒ ก การชำระภาษีส่วนเพิ่มตามพระราชกำหนดนี้ให้เสียเป็นเงินตราไทย ไม่ว่าจะใช้เงินตราสกุลใด ในการลงบัญชีตามวรรคหนึ่ง

  12. ๑๔

    ถ้าจำเป็นต้องคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยเพื่อปฏิบัติการ ตามพระราชกำหนดนี้ ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี

  13. ๑๕

    บรรดาบัญชี เอกสาร และหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวกับหรือสันนิษฐานว่าเกี่ยวกับ การคำนวณและการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มตามพระราชกำหนดนี้ ถ้าทำเป็นภาษาต่างประเทศ เจ้าพนักงานประเมินจะสั่งให้บุคคลใดที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการทำบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานนั้น จัดการแปลเป็นภาษาไทยให้เสร็จภายในเวลาที่สมควรก็ได้

  14. ๑๖

    บรรดาคำสั่งหรือหนังสืออื่นใดที่อธิบดีมีถึงบุคคลใดตามพระราชกำหนดนี้ ให้ส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับหรือให้นำไปส่ง ณ ภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่ หรือสำนักงาน ของบุคคลนั้น ในระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตกหรือในเวลาทำการของบุคคลนั้น ถ้าไม่พบผู้รับ ณ ภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่ หรือสำนักงานของผู้รับ จะส่งให้แก่บุคคลใดซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วและอยู่ หรือทำงานในบ้านหรือสำนักงานที่ปรากฏว่าเป็นของผู้รับนั้นก็ได้ ในกรณีที่ไม่สามารถส่งตามวิธีในวรรคหนึ่งได้ ให้ใช้วิธีปิดคำสั่งหรือหนังสืออื่นแล้วแต่กรณี ในที่ซึ่งเห็นได้ง่าย ณ ที่อยู่ หรือสำนักงานของบุคคลนั้น หรือบ้านที่บุคคลนั้นมีชื่ออยู่ในทะเบียน ตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรครั้งสุดท้าย หรือโฆษณาข้อความย่อในหนังสือพิมพ์ที่ จำหน่าย เป็นปกติในท้องที่นั้น หรือโฆษณาทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์สาธารณะตามที่กำหนดในกฎกระทรวงก็ได้ บรรดาคำสั่งหรือหนังสืออื่นใดที่อธิบดีส่งไปยังบุคคลใดตามพระราชกำหนดนี้อาจกระทำด้วย กระบวนการทางอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งต้องสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อได้ปฏิบัติตามวิธีที่กำหนดในวรรคหนึ่ง วรรคสอง หรือวรรคสามแล้ว ให้ถือว่าเป็นอันได้รับแล้ว

  15. ๑๗

    บรรดาข้อมูล แบบ รายงาน เอกสารหลักฐาน หรือหนังสืออื่นใด ที่ต้องมี จัดทำ หรือใช้ ตามที่บัญญัติในพระราชกำหนดนี้ และบรรดาเอกสารหลักฐานหรือหนังสือที่ผู้เสียภาษี หรือบุคคลใดต้องใช้ในการติดต่อกับกรมสรรพากร จะกระทำด้วยกระบวนการทางอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ เว้นแต่อธิบดีจะสั่งเป็นอย่างอื่น เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘๒ ก การกระทำด้วยกระบวนการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวงซึ่งต้องสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิบัติ ราชการทางอิเล็กทรอนิกส์และกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์

  16. ๑๘

    ในกรณีทั้งปวงซึ่งนิติบุคคลเป็นผู้มีหน้าที่ ให้กรรมการหรือผู้จัดการซึ่งมีอำนาจ ดำเนินการในนามของนิติบุคคลนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ ในกรณีทั้งปวงที่กลุ่มบุคคลซึ่งมีนิติสัมพันธ์กันเป็นผู้มีหน้าที่ ให้ผู้ซึ่งมีอำนาจดำเนินการ ในนามของกลุ่มบุคคลนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ

  17. ๑๙

    เจ้าพนักงานผู้ใดโดยหน้าที่ราชการตามพระราชกำหนดนี้ได้รู้เรื่องกิจการของ ผู้เสียภาษีหรือของผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง ห้ามมิให้นำออกแจ้งแก่ผู้ใดหรือยังให้ทราบกันไปโดยวิธีใด เว้นแต่ จะมีอำนาจที่จะกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

  18. ๒๐

    ให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของประเทศไทยหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ ผู้มีอำนาจดังกล่าวมีอำนาจแลกเปลี่ยนข้อมูลตามพระราชกำหนดนี้กับเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของประเทศ คู่สัญญาหรือภาคีตามความตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนข้อมูล

  19. ๒๑

    ภายใต้ความตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนข้อมูล เจ้าหน้าที่ ผู้มีอำนาจของประเทศไทยหรือบุคคลซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจดังกล่าวมอบหมายมีอำนาจเปิดเผยข้อมูล ที่ได้รับตามพระราชกำหนดนี้หรือข้อมูลที่ได้รับจากเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของประเทศคู่สัญญาหรือ ภาคีให้แก่เจ้าพนักงานประเมินตามพระราชกำหนดนี้ ตามประมวลรัษฎากร กฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ ปิโตรเลียม หรือกฎหมายภาษีอากรอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

  20. ๒๒

    เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการคลังของประเทศ อธิบดีมีอำนาจเปิดเผย ชื่อผู้มีหน้าที่เสียภาษีส่วนเพิ่ม จำนวนภาษีส่วนเพิ่มที่ได้เสียไว้ และวันที่ที่ได้เสียภาษีส่วนเพิ่มนั้น แก่หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด

  21. ๒๓

    กรณีที่มีปัญหาในการตีความบทบัญญัติแห่งพระราชกำหนดนี้ให้ตีความ โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ของมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘๒ ก

หมายเหตุและเชิงอรรถท้ายฉบับ

ที่มาของตัวบทนี้
ผู้เผยแพร่ไฟล์
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาดัชนีกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
หน้ารายการของกฤษฎีกา
https://www.ocs.go.th/searchlaw/law-index/item/10128ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย) — สัญญาอนุญาตประกาศอยู่ในระเบียนชุดข้อมูลนี้ — คือหลักฐานสัญญาอนุญาตของตัวบททั้งฉบับ
ไฟล์ต้นทาง
https://www.ocs.go.th/searchlaw/power_link/download/eyJ1dWlkIjoiZTM0OWU5NTEtZTkyMi00N2IwLTgxM2EtYTdlNGI1NWRjOTU0IiwiZmlsZW5hbWUiOiLguKAwMDExIOC4nuC4o-C4sOC4o-C4suC4iuC4geC4s-C4q-C4meC4lCAyNTY3LTgy4LiBLTEt4Lit4LiZ4Li44Lih4Lix4LiV4Li0LnBkZiJ9.4sSIy412dbTbap3RdITjTzN32npBqJ7-Ixyvky1kMl041 หน้า
ค่าตรวจสอบไฟล์ (checksum)
sha256:f01150beaaa491f47a34b8e353377bf05c453abe02d132011e2b582c4d8f05f8ดึงเมื่อ 2026-08-23T17:25:43.380Z
วิธีดึงข้อความ
pdftotext -layout บน ToUnicode ที่ซ่อม (repair-tounicode.py)ผ่านด่านตรวจของ ai-law: ซ่อม ToUnicode · คืนสระ ำ · ลำดับมาตราต่อเนื่อง · เทียบพยาน OCR
พระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567