พระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. ๒๕๖๗
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย) · sha256 f01150be… · ดึงข้อมูล 2026-08-23 — หลักฐานเต็มท้ายหน้า
ฉบับนี้คืออะไร
ตัวบทนี้คือฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ณ ปีที่ระบุ ไม่ใช่ฉบับรวมการแก้ไข มาตราที่ถูกแก้ไข เพิ่ม หรือยกเลิกภายหลังจะไม่ปรากฏ — ระบบยังไม่ได้ตรวจสถานะบังคับใช้ปัจจุบัน
สารบัญของฉบับนี้
- หมวด ๑ บททั่วไปมาตรา ๔–๒๓ · 20 มาตรา
- หมวด ๒ การเก็บภาษีส่วนเพิ่มมาตรา ๒๔–๕๒ · 29 มาตรา
- ส่วนที่ ๑ ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมาตรา ๒๖–๒๗ · 2 มาตรา
- ส่วนที่ ๒ การคำนวณภาษีส่วนเพิ่ม เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘๒มาตรา ๒๘–๔๑ · 14 มาตรา
- ส่วนที่ ๓ ภาษีส่วนเพิ่มต่างประเทศมาตรา ๔๒–๔๕ · 4 มาตรา
- ส่วนที่ ๔ กิจการร่วมค้ามาตรา ๔๖–๔๙ · 4 มาตรา
- ส่วนที่ ๕ กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติร่วมที่มีหลายนิติบุคคลแม่มาตรา ๕๐–๕๑ · 2 มาตรา
- ส่วนที่ ๖ ภาษีส่วนเพิ่มภายในประเทศไทยมาตรา ๕๒ · 1 มาตรา
- หมวด ๓ การยื่นรายงานหรือรายการ การชำระภาษีส่วนเพิ่ม และการขอคืนภาษีส่วนเพิ่มมาตรา ๕๓–๕๙ · 7 มาตรา
- หมวด ๔ อำนาจเจ้าพนักงานประเมินมาตรา ๖๐–๗๐ · 11 มาตรา
- หมวด ๕ การอุทธรณ์มาตรา ๗๑–๗๖ · 6 มาตรา
- หมวด ๖ เบี้ยปรับและเงินเพิ่มมาตรา ๗๗–๗๙ · 3 มาตรา
- หมวด ๗ บทกำหนดโทษ เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘๒มาตรา ๘๐–๘๙ · 10 มาตรา
ปรารภ
เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘๒ ก พระราชกำหนด ภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. ๒๕๖๗ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ไว้ ณ วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖7 เป็นปีที่ 9 ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยภาษีส่วนเพิ่ม พระราชกำหนดนี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๖ ประกอบกับมาตรา ๓๒ มาตรา ๓๓ และมาตรา ๓๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เหตุผลและความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามพระราชกำหนดนี้ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทยและสนับสนุนมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ ที่นานาประเทศได้กำหนดร่วมกันให้กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติขนาดใหญ่เสียภาษีจากการประกอบกิจการ ในแต่ละประเทศไม่น้อยกว่าอัตราภาษีขั้นต่ำ ซึ่งการตราพระราชกำหนดนี้สอดคล้องกับเงื่อนไขที่บัญญัติ ไว้ในมาตรา ๒๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘๒ ก อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๗๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกำหนดขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
ทุกมาตรา
ดูเป็นรายการ- ๑
พระราชกำหนดนี้เรียกว่า “พระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. ๒๕๖๗”
- ๒
พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๘ เป็นต้นไป
- ๓
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกำหนดนี้และให้มีอำนาจ แต่งตั้งเจ้าพนักงานประเมิน กับออกกฎกระทรวงและระเบียบเพื่อปฏิบัติการตามพระราชกำหนดนี้ กฎกระทรวงและระเบียบตามวรรคหนึ่งนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้ ระเบียบหรือประกาศที่ออกโดยอธิบดีกรมสรรพากรตามพระราชกำหนดนี้ เมื่อได้ประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
หมวด ๑ บททั่วไป
20 มาตรา- ๔
ในพระราชกำหนดนี้ “ภาษีส่วนเพิ่ม” หมายความว่า ภาษีส่วนที่จัดเก็บเพิ่มขึ้นจากภาษีที่ได้เสียแล้วของ กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ กิจการร่วมค้า และกลุ่มกิจการร่วมค้า โดยคำนวณตามวิธีการที่กำหนดไว้ใน พระราชกำหนดนี้ “ประเทศ” หมายความรวมถึงเขตเศรษฐกิจ “ประเทศไทย” หมายความว่า อาณาเขตของราชอาณาจักรไทย รวมถึงน่านน้ำภายใน อาณาเขตทะเล และพื้นที่ทะเลอื่นใด ซึ่งราชอาณาจักรไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือเขตอำนาจตามกฎหมาย ระหว่างประเทศ “นิติบุคคล” หมายความรวมถึงกลุ่มบุคคลซึ่งมีนิติสัมพันธ์กันและจัดทำงบการเงินแยกเฉพาะส่วน ของกลุ่มบุคคลนั้นได้ เช่น ห้างหุ้นส่วนที่มิใช่นิติบุคคล หรือทรัสต์ “กลุ่มนิติบุคคล” หมายความว่า
(๑) นิติบุคคลมากกว่าหนึ่งนิติบุคคลซึ่งมีความสัมพันธ์ระหว่างกันในด้านความเป็นเจ้าของหรือ ด้านการควบคุมอันทำให้ทรัพย์สิน หนี้สิน รายได้ รายจ่าย และกระแสเงินสดของนิติบุคคลเหล่านั้น
(ก) ถูกรวมอยู่ในงบการเงินรวมของนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุด หรือ เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘๒ ก
(ข) ไม่ถูกรวมในงบการเงินรวมของนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุดเนื่องจากขนาดหรือ ความมีสาระสำคัญ หรือเนื่องจากนิติบุคคลนั้นถูกถือครองไว้เพื่อขาย หรือ
(๒) นิติบุคคลหนึ่งที่ไม่เข้าลักษณะกลุ่มนิติบุคคลตาม
(๑) แต่มีสถานประกอบการถาวร แห่งหนึ่งหรือหลายแห่งตั้งอยู่ในประเทศอื่น “นิติบุคคลหลัก” หมายความว่า นิติบุคคลที่ได้รวมกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิของ สถานประกอบการถาวรในงบการเงินของตน “นิติบุคคลในเครือ” หมายความว่า
(๑) นิติบุคคลที่เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มนิติบุคคลหนึ่ง
(๒) สถานประกอบการถาวรของนิติบุคคลหลักตาม
(๑) โดยให้ถือว่าสถานประกอบการถาวร ดังกล่าวเป็นนิติบุคคลในเครือหนึ่งแยกต่างหากจากนิติบุคคลหลักนั้นและแยกต่างหากจาก สถานประกอบการถาวรอื่นของนิติบุคคลดังกล่าวด้วย “นิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุด” หมายความว่า
(๑) นิติบุคคลหนึ่งที่มีส่วนได้เสียที่มีอำนาจควบคุมในนิติบุคคลอื่นไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม และนิติบุคคลหนึ่งนั้นไม่มีนิติบุคคลอื่นใดมีส่วนได้เสียที่มีอำนาจควบคุมไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม แต่ไม่รวมถึงนิติบุคคลที่เป็นหน่วยงานของรัฐตามมาตรา ๒๗ ที่รัฐมีส่วนได้เสียในความเป็นเจ้าของ ทั้งหมดไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม และมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อบริหารจัดการทรัพย์สินของรัฐนั้นหรือ ของประเทศนั้นผ่านการลงทุน การถือครองการลงทุน การจัดการทรัพย์สิน หรือกิจกรรมอื่นที่เกี่ยวข้อง กับการลงทุนในทรัพย์สินของรัฐนั้นหรือของประเทศนั้นโดยที่ไม่ได้ดำเนินการในทางการค้าหรือธุรกิจ หรือ
(๒) นิติบุคคลหลักของกลุ่มนิติบุคคล สำหรับกรณี
(๒) ของบทนิยามคำว่า “กลุ่มนิติบุคคล” “กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ” หมายความว่า กลุ่มนิติบุคคลหนึ่งที่มีนิติบุคคลอย่างน้อยรายหนึ่ง หรือสถานประกอบการถาวรอย่างน้อยแห่งหนึ่งตั้งอยู่ในประเทศอื่นที่ไม่ใช่ประเทศที่นิติบุคคลแม่ ลำดับสูงสุดตั้งอยู่ “สถานประกอบการถาวร” หมายความว่า
(๑) สถานประกอบธุรกิจหรือที่ถือว่าเป็นสถานประกอบธุรกิจซึ่งตั้งอยู่ในประเทศหนึ่ง และมีลักษณะเป็นสถานประกอบการถาวรตามความตกลงหรืออนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน และการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรที่มีผลใช้บังคับและปรับใช้ได้แก่กรณี ซึ่งตามความตกลงหรืออนุสัญญา เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘๒ ก ดังกล่าวได้กำหนดให้ประเทศนั้นมีสิทธิจัดเก็บภาษีจากกำไรที่พึงถือว่าเป็นของสถานประกอบการถาวรนั้น ตามหลักเกณฑ์ที่คล้ายคลึงกับที่กำหนดไว้ในข้อบทที่ ๗ ของต้นแบบมาตรฐานสัญญาว่าด้วยการเว้น การเก็บภาษีซ้อน
(๒) สถานประกอบธุรกิจหรือที่ถือว่าเป็นสถานประกอบธุรกิจซึ่งประเทศหนึ่งได้จัดเก็บภาษี ตามกฎหมายจากกำไรที่พึงถือว่าเป็นของสถานประกอบธุรกิจเช่นว่านั้น โดยคำนวณจากยอดสุทธิ ในลักษณะเดียวกันกับที่ได้จัดเก็บภาษีจากผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีในประเทศของตน ในกรณีไม่มีความตกลง หรืออนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรที่สามารถปรับใช้ได้
(๓) สถานประกอบธุรกิจหรือที่ถือว่าเป็นสถานประกอบธุรกิจที่ตั้งอยู่ในประเทศหนึ่ง ซึ่งพึงถือได้ว่าเป็นสถานประกอบการถาวรตามต้นแบบมาตรฐานสัญญาว่าด้วยการเว้นการเก็บภาษีซ้อน และประเทศดังกล่าวพึงมีสิทธิในการจัดเก็บภาษีจากกำไรที่พึงถือว่าเป็นของสถานประกอบการถาวรนั้น ตามข้อบทที่ ๗ ของต้นแบบมาตรฐานดังกล่าว ในกรณีที่ประเทศนั้นไม่มีระบบภาษีเงินได้นิติบุคคล หรือ
(๔) สถานประกอบธุรกิจหรือที่ถือว่าเป็นสถานประกอบธุรกิจที่ไม่เข้าลักษณะตาม (๑) ถึง
(๓) ซึ่งกิจการของสถานประกอบธุรกิจหรือที่ถือว่าเป็นสถานประกอบธุรกิจนั้นได้ดำเนินการอยู่นอกประเทศ ที่นิติบุคคลผู้ประกอบธุรกิจนั้นตั้งอยู่ และประเทศที่นิติบุคคลผู้ประกอบธุรกิจตั้งอยู่นั้นได้ยกเว้นภาษี สำหรับกำไรที่พึงถือว่าเป็นของกิจการที่ได้ดำเนินการอยู่นอกประเทศเช่นว่านั้น “ต้นแบบมาตรฐานสัญญาว่าด้วยการเว้นการเก็บภาษีซ้อน” หมายความว่า ต้นแบบมาตรฐาน อนุสัญญาภาษีซ้อนที่จัดทำขึ้นโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ฉบับเผยแพร่ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๐ “กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ” หมายความว่า กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ เกี่ยวกับการกัดกร่อนฐานภาษีและการโอนกำไร (Inclusive Framework on Base Erosion and Profit Shifting) ที่ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิกตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ “มาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ” หมายความว่า ต้นแบบหลักเกณฑ์ มาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (Global Anti-Base Erosion Model Rules) รวมถึงคำอธิบายและแนวปฏิบัติที่จัดทำขึ้นโดยกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศหรือจากการตกลง ร่วมกันของกลุ่มภาคีสมาชิก เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘๒ ก “ความตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนข้อมูล” หมายความว่า ความตกลง ระหว่างประเทศเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ ที่รัฐบาลไทยได้เข้าผูกพันเป็นคู่สัญญาหรือเป็นภาคี หรือที่สำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทยได้ทำไว้กับ สำนักงานเศรษฐกิจและการค้าของต่างประเทศ “แบบรายงานข้อมูลตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ” หมายความว่า แบบมาตรฐานเพื่อใช้รายงานข้อมูลตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศซึ่งถูก พัฒนาขึ้นตามกรอบความร่วมมือเพื่ออนุวัติการมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ “อัตราภาษีขั้นต่ำ” หมายความว่า อัตราภาษีร้อยละสิบห้า “เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ” หมายความว่า เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของประเทศคู่สัญญาหรือของภาคี ตามความตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนข้อมูล “เจ้าพนักงานประเมิน” หมายความว่า บุคคลซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจากข้าราชการเพื่อทำหน้าที่ ประเมินภาษีส่วนเพิ่มโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา “อธิบดี” หมายความว่า อธิบดีกรมสรรพากรหรือผู้ที่อธิบดีกรมสรรพากรมอบหมาย “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชกำหนดนี้
- ๕
การจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มตามพระราชกำหนดนี้ให้เป็นหน้าที่และอำนาจ ของกรมสรรพากร
- ๖
ภาษีส่วนเพิ่มตามพระราชกำหนดนี้ไม่เป็นภาษีเงินได้
- ๗
ภาษีส่วนเพิ่มตามพระราชกำหนดนี้อยู่ในประเภทภาษีอากรประเมิน และให้ เจ้าพนักงานประเมินเป็นผู้ประเมินเกี่ยวกับภาษีส่วนเพิ่มตามพระราชกำหนดนี้
- ๘
ภาษีส่วนเพิ่มตามพระราชกำหนดนี้จะลดหรือยกเว้นโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาก็ได้
- ๙
กำหนดเวลาการยื่นรายงานหรือรายการก็ดี กำหนดเวลาการอุทธรณ์ก็ดี กำหนดเวลาการเสียภาษีส่วนเพิ่มตามที่กำหนดไว้ในพระราชกำหนดนี้ก็ดี ถ้ามีเหตุจำเป็นจนไม่สามารถ จะปฏิบัติตามกำหนดเวลาได้ เมื่ออธิบดีพิจารณาเห็นเป็นการสมควร จะให้ขยายหรือให้เลื่อน กำหนดเวลาออกไปอีกตามความจำเป็นแก่กรณีก็ได้ กำหนดเวลาต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ในพระราชกำหนดนี้ เมื่อรัฐมนตรีเห็นเป็นการสมควร จะให้ขยายหรือให้เลื่อนกำหนดเวลานั้นออกไปอีกตามความจำเป็นแก่กรณีก็ได้ เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘๒ ก
- ๑๐
เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อว่ามีการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีส่วนเพิ่ม ให้อธิบดีมีอำนาจ เข้าไปหรือออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรเข้าไปในสถานที่หรือยานพาหนะใดเพื่อทำ การตรวจค้น ยึด หรืออายัดบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่นที่เกี่ยวกับหรือสันนิษฐานว่าเกี่ยวกับภาษีส่วนเพิ่ม ที่จะต้องเสียได้ทั่วราชอาณาจักร การทำการตามวรรคหนึ่งต้องทำในระหว่างเวลาพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก หรือ ในระหว่างเวลาทำการของผู้ประกอบกิจการนั้น
- ๑๑
เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่ม อธิบดีมีอำนาจกำหนดให้ผู้มีหน้าที่ เสียภาษีส่วนเพิ่มมีและใช้เลขประจำตัวในการปฏิบัติการตามพระราชกำหนดนี้ได้ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่อธิบดีประกาศกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี ในการกำหนดตามวรรคหนึ่ง อธิบดีอาจกำหนดให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีส่วนเพิ่มมีและใช้ เลขประจำตัวในการปฏิบัติการตามประมวลรัษฎากรแทนการกำหนดขึ้นใหม่ก็ได้
- ๑๒
เพื่อประโยชน์ในการคำนวณและการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่ม อธิบดีมีอำนาจ สั่งให้นิติบุคคลจัดทำบัญชี หลักฐาน หรือรายงานใด ๆ ซึ่งเกี่ยวกับหรือซึ่งอธิบดีมีเหตุอันควรเชื่อว่า เกี่ยวกับการคำนวณและการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มตามพระราชกำหนดนี้ และให้มีอำนาจสั่งให้นิติบุคคล ดังกล่าวยื่นบัญชี หลักฐาน หรือรายงานนั้น หรือให้แจ้งข้อความใดภายในกำหนดเวลาที่อธิบดีกำหนด คำสั่งตามวรรคหนึ่งจะให้ปฏิบัติก่อนรอบระยะเวลาบัญชีที่นิติบุคคลนั้นอยู่ในบังคับต้องเสียภาษี ส่วนเพิ่มตามพระราชกำหนดนี้ก็ได้ บัญชีตามวรรคหนึ่งอาจกำหนดให้ต้องได้รับการตรวจสอบและรับรองโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพบัญชีหรือบุคคลที่ได้รับใบอนุญาตจากอธิบดีก็ได้ บุคคลซึ่งจะขอใบอนุญาตจากอธิบดีตามความในวรรคสาม ต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติและปฏิบัติ ตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี และเมื่อบุคคลใดได้รับใบอนุญาตดังกล่าวแล้ว ถ้าฝ่าฝืน ระเบียบที่อธิบดีกำหนด อธิบดีอาจพิจารณาสั่งถอนใบอนุญาตเสียก็ได้
- ๑๓
เว้นแต่ได้ระบุเป็นเงินตราไทยแล้ว บรรดาบัญชี หลักฐาน และเอกสาร ประกอบการลงบัญชีซึ่งเกี่ยวกับการคำนวณและการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มตามพระราชกำหนดนี้ให้ระบุเป็น เงินตราสกุลที่ใช้ในการดำเนินงานของนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุดของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘๒ ก การชำระภาษีส่วนเพิ่มตามพระราชกำหนดนี้ให้เสียเป็นเงินตราไทย ไม่ว่าจะใช้เงินตราสกุลใด ในการลงบัญชีตามวรรคหนึ่ง
- ๑๔
ถ้าจำเป็นต้องคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยเพื่อปฏิบัติการ ตามพระราชกำหนดนี้ ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี
- ๑๕
บรรดาบัญชี เอกสาร และหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวกับหรือสันนิษฐานว่าเกี่ยวกับ การคำนวณและการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มตามพระราชกำหนดนี้ ถ้าทำเป็นภาษาต่างประเทศ เจ้าพนักงานประเมินจะสั่งให้บุคคลใดที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการทำบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานนั้น จัดการแปลเป็นภาษาไทยให้เสร็จภายในเวลาที่สมควรก็ได้
- ๑๖
บรรดาคำสั่งหรือหนังสืออื่นใดที่อธิบดีมีถึงบุคคลใดตามพระราชกำหนดนี้ ให้ส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับหรือให้นำไปส่ง ณ ภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่ หรือสำนักงาน ของบุคคลนั้น ในระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตกหรือในเวลาทำการของบุคคลนั้น ถ้าไม่พบผู้รับ ณ ภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่ หรือสำนักงานของผู้รับ จะส่งให้แก่บุคคลใดซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วและอยู่ หรือทำงานในบ้านหรือสำนักงานที่ปรากฏว่าเป็นของผู้รับนั้นก็ได้ ในกรณีที่ไม่สามารถส่งตามวิธีในวรรคหนึ่งได้ ให้ใช้วิธีปิดคำสั่งหรือหนังสืออื่นแล้วแต่กรณี ในที่ซึ่งเห็นได้ง่าย ณ ที่อยู่ หรือสำนักงานของบุคคลนั้น หรือบ้านที่บุคคลนั้นมีชื่ออยู่ในทะเบียน ตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรครั้งสุดท้าย หรือโฆษณาข้อความย่อในหนังสือพิมพ์ที่ จำหน่าย เป็นปกติในท้องที่นั้น หรือโฆษณาทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์สาธารณะตามที่กำหนดในกฎกระทรวงก็ได้ บรรดาคำสั่งหรือหนังสืออื่นใดที่อธิบดีส่งไปยังบุคคลใดตามพระราชกำหนดนี้อาจกระทำด้วย กระบวนการทางอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งต้องสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อได้ปฏิบัติตามวิธีที่กำหนดในวรรคหนึ่ง วรรคสอง หรือวรรคสามแล้ว ให้ถือว่าเป็นอันได้รับแล้ว
- ๑๗
บรรดาข้อมูล แบบ รายงาน เอกสารหลักฐาน หรือหนังสืออื่นใด ที่ต้องมี จัดทำ หรือใช้ ตามที่บัญญัติในพระราชกำหนดนี้ และบรรดาเอกสารหลักฐานหรือหนังสือที่ผู้เสียภาษี หรือบุคคลใดต้องใช้ในการติดต่อกับกรมสรรพากร จะกระทำด้วยกระบวนการทางอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ เว้นแต่อธิบดีจะสั่งเป็นอย่างอื่น เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘๒ ก การกระทำด้วยกระบวนการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวงซึ่งต้องสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิบัติ ราชการทางอิเล็กทรอนิกส์และกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
- ๑๘
ในกรณีทั้งปวงซึ่งนิติบุคคลเป็นผู้มีหน้าที่ ให้กรรมการหรือผู้จัดการซึ่งมีอำนาจ ดำเนินการในนามของนิติบุคคลนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ ในกรณีทั้งปวงที่กลุ่มบุคคลซึ่งมีนิติสัมพันธ์กันเป็นผู้มีหน้าที่ ให้ผู้ซึ่งมีอำนาจดำเนินการ ในนามของกลุ่มบุคคลนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ
- ๑๙
เจ้าพนักงานผู้ใดโดยหน้าที่ราชการตามพระราชกำหนดนี้ได้รู้เรื่องกิจการของ ผู้เสียภาษีหรือของผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง ห้ามมิให้นำออกแจ้งแก่ผู้ใดหรือยังให้ทราบกันไปโดยวิธีใด เว้นแต่ จะมีอำนาจที่จะกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย
- ๒๐
ให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของประเทศไทยหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ ผู้มีอำนาจดังกล่าวมีอำนาจแลกเปลี่ยนข้อมูลตามพระราชกำหนดนี้กับเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของประเทศ คู่สัญญาหรือภาคีตามความตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนข้อมูล
- ๒๑
ภายใต้ความตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนข้อมูล เจ้าหน้าที่ ผู้มีอำนาจของประเทศไทยหรือบุคคลซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจดังกล่าวมอบหมายมีอำนาจเปิดเผยข้อมูล ที่ได้รับตามพระราชกำหนดนี้หรือข้อมูลที่ได้รับจากเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของประเทศคู่สัญญาหรือ ภาคีให้แก่เจ้าพนักงานประเมินตามพระราชกำหนดนี้ ตามประมวลรัษฎากร กฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ ปิโตรเลียม หรือกฎหมายภาษีอากรอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
- ๒๒
เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการคลังของประเทศ อธิบดีมีอำนาจเปิดเผย ชื่อผู้มีหน้าที่เสียภาษีส่วนเพิ่ม จำนวนภาษีส่วนเพิ่มที่ได้เสียไว้ และวันที่ที่ได้เสียภาษีส่วนเพิ่มนั้น แก่หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด
- ๒๓
กรณีที่มีปัญหาในการตีความบทบัญญัติแห่งพระราชกำหนดนี้ให้ตีความ โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ของมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘๒ ก
หมวด ๒ การเก็บภาษีส่วนเพิ่ม
2 มาตรา- ๒๔
ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น “นิติบุคคลแม่ลำดับกลาง” หมายความว่า นิติบุคคลในเครือหนึ่งที่มีส่วนได้เสียในความเป็น เจ้าของไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมในนิติบุคคลในเครืออื่นที่เป็นสมาชิกของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติเดียวกัน แต่ทั้งนี้ต้องไม่เป็นนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุด นิติบุคคลแม่ที่บุคคลอื่นมีความเป็นเจ้าของบางส่วน สถานประกอบการถาวร หรือนิติบุคคลเพื่อการลงทุน “นิติบุคคลแม่ที่บุคคลอื่นมีความเป็นเจ้าของบางส่วน” หมายความว่า นิติบุคคลในเครือ ที่มีลักษณะ ดังต่อไปนี้
(๑) มีส่วนได้เสียในความเป็นเจ้าของไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมในนิติบุคคลในเครืออื่น ที่เป็นสมาชิกของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติเดียวกัน และ
(๒) มีบุคคลอื่นซึ่งไม่ใช่นิติบุคคลในเครือของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติเดียวกันมีส่วนได้เสีย ในความเป็นเจ้าของไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมมากกว่าร้อยละยี่สิบ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เป็นนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุด สถานประกอบการถาวร หรือนิติบุคคลเพื่อการลงทุน “นิติบุคคลเพื่อการลงทุน” หมายความว่า
(๑) กองทุนเพื่อการลงทุนหรือเครื่องมือเพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์
(๒) นิติบุคคลที่
(ก) ส่วนได้เสียในความเป็นเจ้าของไม่น้อยกว่าร้อยละเก้าสิบห้าถูกถือโดยนิติบุคคลอื่น ที่มีลักษณะตาม
(๑) โดยตรง หรือผ่านนิติบุคคลอื่นที่มีลักษณะเช่นว่านั้นเป็นทอด ๆ และ
(ข) ได้ดำเนินการทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด ในการถือครองทรัพย์สินหรือลงทุน เพื่อประโยชน์ของนิติบุคคลเพื่อการลงทุนตาม (๑) หรือ
(๓) นิติบุคคลที่มูลค่าในนิติบุคคลดังกล่าวไม่น้อยกว่าร้อยละแปดสิบห้าถูกถือโดยนิติบุคคลอื่น ที่มีลักษณะตาม
(๑) และรายได้เกือบทั้งหมดของนิติบุคคลดังกล่าวนั้นเป็นเงินปันผลหรือส่วนเกินทุน หรือส่วนต่ำกว่าทุนจากส่วนได้เสียในความเป็นเจ้าของที่ไม่ถูกรวมในการคำนวณผลกำไรหรือผลขาดทุน ตามมาตรา ๓๑ เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘๒ ก “ส่วนได้เสียในความเป็นเจ้าของ” หมายความว่า ส่วนได้เสียในทุนที่มีสิทธิในกำไรเงินทุน หรือทุนสำรองของนิติบุคคลหรือของสถานประกอบการถาวรที่นิติบุคคลหลักมีอยู่ “ส่วนได้เสียที่มีอำนาจควบคุม” หมายความว่า ส่วนได้เสียในความเป็นเจ้าของในนิติบุคคลหนึ่ง ซึ่งผู้มีส่วนได้เสียเช่นว่านั้น
(๑) ถูกกำหนดให้นำรายการทรัพย์สิน หนี้สิน รายได้ รายจ่าย และกระแสเงินสดของ นิติบุคคลดังกล่าวมารวมกับรายการของตนด้วยวิธีรายการต่อรายการตามมาตรฐานการบัญชีที่ได้รับ การยอมรับ หรือ
(๒) พึงถูกกำหนดให้นำรายการเช่นว่านั้นมารวมกับรายการของตนด้วยวิธีรายการต่อรายการ หากผู้มีส่วนได้เสียนั้นได้จัดทำงบการเงินรวม ทั้งนี้ ในกรณีของนิติบุคคลหลักและสถานประกอบการถาวร ให้ถือว่านิติบุคคลหลักมีส่วนได้เสีย ที่มีอำนาจควบคุมในสถานประกอบการถาวรของตน “ระบบภาษีที่จัดเก็บเมื่อจ่ายผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น” หมายความว่า ระบบภาษีเงินได้ นิติบุคคลที่มีลักษณะ ดังต่อไปนี้
(๑) จัดเก็บภาษีเงินได้จากบริษัทซึ่งจะต้องเสียภาษีเมื่อได้จ่ายกำไรให้แก่ผู้ถือหุ้น หรือเมื่อถือได้ว่า จ่ายกำไรให้แก่ผู้ถือหุ้น หรือเมื่อมีรายจ่ายบางรายการที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการ
(๒) จัดเก็บภาษีในอัตราที่เท่ากับหรือมากกว่าอัตราภาษีขั้นต่ำ และ
(๓) ใช้บังคับก่อนวันที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ “มาตรฐานการบัญชีที่ได้รับการยอมรับ” หมายความว่า
(๑) มาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศ (International Financial Reporting Standards) หรือ
(๒) หลักการบัญชีที่ได้รับการยอมรับเป็นการทั่วไปในประเทศที่อธิบดีประกาศกำหนด ซึ่งต้องสอดคล้องกับมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ “มาตรฐานการบัญชีที่ได้รับอนุญาต” หมายความว่า หลักการบัญชีที่ได้รับการยอมรับเป็นการทั่วไป ในประเทศหนึ่งซึ่งได้รับการยอมรับจากหน่วยงานผู้มีอำนาจเกี่ยวกับมาตรฐานการบัญชีของประเทศ ที่นิติบุคคลนั้นตั้งอยู่ เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘๒ ก “หน่วยงานผู้มีอำนาจเกี่ยวกับมาตรฐานการบัญชี” หมายความว่า หน่วยงานที่มีอำนาจ ตามกฎหมายของประเทศหนึ่งในการกำหนด จัดทำ หรือยอมรับมาตรฐานการบัญชีเพื่อวัตถุประสงค์ ในการรายงานข้อมูลทางการเงินสำหรับประเทศนั้น “งบการเงินรวม” หมายความว่า
(๑) งบการเงินที่จัดทำโดยนิติบุคคลหนึ่งตามมาตรฐานการบัญชีที่ได้รับการยอมรับซึ่งได้กำหนด ให้นำเสนอรายการทรัพย์สิน หนี้สิน รายได้ รายจ่าย และกระแสเงินสดของนิติบุคคลนั้น และ นิติบุคคลอื่น ๆ ที่นิติบุคคลนั้นมีส่วนได้เสียที่มีอำนาจควบคุม รวมเป็นหนึ่งหน่วยเศรษฐกิจ
(๒) งบการเงินที่จัดทำโดยนิติบุคคลหลักตามมาตรฐานการบัญชีที่ได้รับการยอมรับ ในกรณี ของกลุ่มนิติบุคคลตาม
(๒) ของบทนิยามคำว่า “กลุ่มนิติบุคคล” ตามมาตรา ๔
(๓) งบการเงินที่จัดทำโดยนิติบุคคลตาม (๑) หรือ
(๒) ตามมาตรฐานการบัญชีอื่นที่ไม่ใช่ มาตรฐานการบัญชีที่ได้รับการยอมรับ แต่ได้ปรับปรุงตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษี ระหว่างประเทศแล้ว เพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนของการนำเสนอข้อมูลที่มีนัยสำคัญ หรือ
(๔) งบการเงินที่พึงได้จัดทำขึ้นโดยนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุดตามมาตรฐานการบัญชีที่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นมาตรฐานการบัญชีที่ได้รับการยอมรับหรือมาตรฐานการบัญชีอื่น แต่ได้ปรับปรุงตามมาตรการ ป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศแล้ว เพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนของการนำเสนอข้อมูล ที่มีนัยสำคัญ หากนิติบุคคลนั้นได้ถูกกำหนดให้จัดทำงบการเงินเช่นว่านั้นในกรณีที่ไม่มีงบการเงิน ตาม (๑) ถึง
(๓) “ความคลาดเคลื่อนของการนำเสนอข้อมูลที่มีนัยสำคัญ” หมายความว่า ความคลาดเคลื่อน ที่เกิดจากการปรับใช้มาตรฐานการบัญชีหนึ่งที่ทำให้เกิดผลต่างโดยรวมมากกว่าจำนวนเงินตราไทย เทียบเท่าเจ็ดสิบห้าล้านยูโรในรอบระยะเวลาบัญชีหนึ่ง เมื่อเปรียบเทียบกับผลลัพธ์ที่ได้รับจากการปรับใช้ มาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศ (International Financial Reporting Standards) “ภาษีที่อยู่ในขอบข่าย” หมายความว่า
(๑) จำนวนภาษีที่ถูกบันทึกในงบการเงินของนิติบุคคลในเครือแต่ละราย
(ก) ที่คำนวณจากรายได้หรือกำไรของนิติบุคคลในเครือนั้น เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘๒ ก
(ข) ที่คำนวณจากรายได้หรือกำไรของนิติบุคคลในเครืออื่นที่นิติบุคคลในเครือนั้นมีส่วน ได้เสียในความเป็นเจ้าของ
(๒) จำนวนภาษีที่จัดเก็บภายใต้ระบบภาษีที่จัดเก็บเมื่อจ่ายผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น
(๓) จำนวนภาษีที่จัดเก็บแทนที่ภาษีเงินได้นิติบุคคล
(๔) จำนวนภาษีที่จัดเก็บโดยอ้างอิงถึงกำไรสะสมและทุน รวมถึงภาษีที่จัดเก็บจาก หลายองค์ประกอบซึ่งขึ้นอยู่กับกำไรและทุน จำนวนภาษีดังกล่าวไม่รวมถึงจำนวนภาษี ดังต่อไปนี้
(๑) จำนวนภาษีส่วนเพิ่มที่นิติบุคคลแม่ได้รับรู้ตามกฎการรวมเงินได้ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์
(๒) จำนวนภาษีส่วนเพิ่มที่นิติบุคคลในเครือได้รับรู้ตามหลักการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่ม ภายในประเทศซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์
(๓) จำนวนภาษีส่วนเพิ่มที่นิติบุคคลในเครือได้รับรู้หรือเกิดจากการปรับปรุงรายการตามกฎ การจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มคงเหลือซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์
(๔) จำนวนภาษีเงินปันผลที่ขอคืนได้ตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีประกาศกำหนด
(๕) ภาษีที่บริษัทประกันภัยได้จ่ายในส่วนที่เกี่ยวกับผลตอบแทนที่จ่ายให้แก่ผู้ถือกรมธรรม์ “กฎการรวมเงินได้ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์” หมายความว่า กฎหมายของประเทศหนึ่งที่มีลักษณะ เดียวกันกับกฎการรวมเงินได้ (Income Inclusion Rule) ตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษี ระหว่างประเทศและได้รับการรับรองโดยกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศว่าเป็นไปตามที่กำหนดไว้ใน มาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ “ภาษีส่วนเพิ่มภายในประเทศซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์” หมายความว่า การจัดเก็บภาษีขั้นต่ำ ที่กำหนดไว้ในกฎหมายของประเทศหนึ่งซึ่ง
(๑) ได้กำหนดเงินได้รวมสุทธิภายหลังจากการหักส่วนที่ยอมให้หักออกจากเงินได้รวมสุทธิ สำหรับนิติบุคคลในเครือที่ตั้งอยู่ในประเทศดังกล่าวในลักษณะเดียวกันกับที่มาตรการป้องกันการกัดกร่อน ฐานภาษีระหว่างประเทศกำหนด เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘๒ ก
(๒) ได้เพิ่มภาระภาษีภายในประเทศที่คำนวณจากเงินได้รวมสุทธิภายหลังจากการหักส่วน ที่ยอมให้หักออกจากเงินได้รวมสุทธิตาม
(๑) เพื่อให้เป็นไปตามอัตราภาษีขั้นต่ำ สำหรับประเทศนั้น และนิติบุคคลในเครือที่ตั้งอยู่ในประเทศนั้นสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีหนึ่ง
(๓) เป็นไปในแนวทางที่สอดคล้องกับมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ และประเทศนั้นไม่ได้ให้ประโยชน์ใดที่เกี่ยวข้องกับมาตรการดังกล่าว และ
(๔) ได้รับการรับรองโดยกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศว่าเป็นไปตามที่กำหนดไว้ใน มาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ “กฎการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มคงเหลือซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์” หมายความว่า กฎหมาย ของประเทศหนึ่งที่มีลักษณะเดียวกันกับกฎการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มคงเหลือ (Undertaxed Payments Rule) ตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศและได้รับการรับรองโดยกรอบ ความร่วมมือระหว่างประเทศว่าเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษี ระหว่างประเทศ
- ๒๕
การพิจารณาประเทศที่เป็นที่ตั้งของนิติบุคคลรายหนึ่ง หรือสถานประกอบการ ถาวรแห่งหนึ่งนั้น ให้พิจารณาดังนี้
(๑) กรณีนิติบุคคลที่ไม่ใช่สถานประกอบการถาวร ให้พิจารณาดังนี้
(ก) หากนิติบุคคลดังกล่าวเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีตามกฎหมายของประเทศใด โดยการพิจารณาผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีนั้นเป็นการพิจารณาจากสถานจัดการ สถานที่จัดตั้ง หรือหลักเกณฑ์อื่น ที่ลักษณะคล้ายคลึงกัน ให้ถือว่านิติบุคคลนั้นตั้งอยู่ในประเทศนั้น
(ข) หากนิติบุคคลดังกล่าวไม่ได้เป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีตามกฎหมายของประเทศใดเลย ให้ถือว่านิติบุคคลนั้นตั้งอยู่ในประเทศที่นิติบุคคลนั้นถูกก่อตั้งขึ้น ทั้งนี้ กรณีที่นิติบุคคลใดมีแหล่งที่ตั้งมากกว่าหนึ่งประเทศ ให้อธิบดีประกาศกำหนด หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการพิจารณาประเทศที่ตั้งของนิติบุคคลดังกล่าว ซึ่งต้องสอดคล้องกับ มาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ
(๒) กรณีสถานประกอบการถาวร ให้พิจารณาดังนี้ เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘๒ ก
(ก) หากเป็นสถานประกอบการถาวรตาม
(๑) ของบทนิยามคำว่า “สถานประกอบการ ถาวร” ตามมาตรา ๔ ให้ถือว่าสถานประกอบการถาวรดังกล่าวตั้งอยู่ในประเทศที่พิจารณาว่า สถานประกอบธุรกิจนั้นเป็นสถานประกอบการถาวรและอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีในประเทศดังกล่าว ตามความตกลงหรืออนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรที่มีผลใช้บังคับ และปรับใช้ได้แก่กรณี
(ข) หากเป็นสถานประกอบการถาวรตาม
(๒) ของบทนิยามคำว่า “สถานประกอบการถาวร” ตามมาตรา ๔ ให้ถือว่าสถานประกอบการถาวรดังกล่าวตั้งอยู่ในประเทศที่สถานประกอบการถาวรนั้น อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีจากยอดสุทธิเนื่องด้วยเหตุของการประกอบกิจการในประเทศนั้น
(ค) หากเป็นสถานประกอบการถาวรตาม
(๓) ของบทนิยามคำว่า “สถานประกอบการถาวร” ตามมาตรา ๔ ให้ถือว่าสถานประกอบการถาวรดังกล่าวตั้งอยู่ในประเทศที่สถานประกอบการถาวรนั้น มีที่ตั้งอยู่
(ง) หากเป็นสถานประกอบการถาวรตาม
(๔) ของบทนิยามคำว่า “สถานประกอบการถาวร” ตามมาตรา ๔ ให้ถือว่าสถานประกอบการถาวรดังกล่าวตั้งอยู่ในประเทศหนึ่งแยกเป็นเอกเทศจาก ประเทศอื่นที่นิติบุคคลในเครืออื่นตั้งอยู่ ให้อธิบดีมีอำนาจประกาศกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพิจารณาแหล่งที่ตั้งของนิติบุคคล ที่มีลักษณะเฉพาะเป็นอื่นได้ แต่ต้องสอดคล้องกับมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ ในกรณีที่นิติบุคคลใดได้เปลี่ยนแหล่งที่ตั้งระหว่างรอบระยะเวลาบัญชีที่พิจารณาหน้าที่ การเสียภาษีส่วนเพิ่ม ให้ถือว่านิติบุคคลดังกล่าวตั้งอยู่ในประเทศที่นิติบุคคลนั้นตั้งอยู่ในวันเริ่มแรก ของรอบระยะเวลาบัญชีที่พิจารณาหน้าที่การเสียภาษีส่วนเพิ่ม
ส่วนที่ ๑ ผู้มีหน้าที่เสียภาษี
2 มาตรา- ๒๖
นิติบุคคลในเครือที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยและเป็นสมาชิกของกลุ่มนิติบุคคล ข้ามชาติที่รายได้รวมทั้งหมดตามงบการเงินรวมของนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุดของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาตินั้น มีจำนวนไม่น้อยกว่าจำนวนเงินตราไทยเทียบเท่าเจ็ดร้อยห้าสิบล้านยูโรในอย่างน้อยสองรอบระยะเวลาบัญชี เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘๒ ก ในช่วงสี่รอบระยะเวลาบัญชีก่อนหน้ารอบระยะเวลาบัญชีปัจจุบันที่พิจารณาหน้าที่การเสียภาษีส่วนเพิ่ม ให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีส่วนเพิ่มตามพระราชกำหนดนี้ กรณีรอบระยะเวลาบัญชีตามวรรคหนึ่งของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาตินั้นมีระยะเวลาที่ไม่ใช่สิบสองเดือน ในรอบระยะเวลาบัญชีใด ให้ปรับปรุงเกณฑ์รายได้รวมขั้นต่ำตามวรรคหนึ่งตามสัดส่วน โดยให้สอดคล้อง กับระยะเวลาของรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว กรณีที่กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาตินั้นเกิดจากหรือได้มีการปรับปรุงโครงสร้างองค์กร การพิจารณา การอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีส่วนเพิ่มตามวรรคหนึ่งของนิติบุคคลในเครือที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยและ เป็นสมาชิกของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติดังกล่าวอาจกำหนดเป็นอื่นโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาก็ได้ แต่ต้องสอดคล้องกับมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ
- ๒๗
นิติบุคคลในเครือตามมาตรา ๒๖ ไม่ให้รวมถึงนิติบุคคลดังต่อไปนี้เฉพาะที่มีลักษณะ ตามที่อธิบดีประกาศกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี
(๑) หน่วยงานของรัฐ
(๒) องค์การระหว่างประเทศ
(๓) องค์การไม่แสวงหากำไร
(๔) กองทุนบำนาญ
(๕) กองทุนเพื่อการลงทุนที่เป็นนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุด
(๖) เครื่องมือเพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุด
(๗) นิติบุคคลอื่นตามที่ได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ทั้งนี้ กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติของนิติบุคคลตาม
(๗) อาจแจ้งต่ออธิบดีเพื่อขอให้นิติบุคคลนั้น เป็นนิติบุคคลในเครือตามมาตรา ๒๖ ก็ได้ โดยให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข ระยะเวลา และรูปแบบที่อธิบดีประกาศกำหนด
ส่วนที่ ๒ การคำนวณภาษีส่วนเพิ่ม เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘๒
14 มาตรา- ๒๘
ให้นิติบุคคลในเครือแต่ละรายของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติหนึ่งตามมาตรา ๒๖ มีหน้าที่เสียภาษีส่วนเพิ่ม โดยคำนวณจากภาษีส่วนเพิ่มสำหรับกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาตินั้นที่เกิดขึ้น ในประเทศที่จัดเก็บภาษีต่ำเป็นรายรอบระยะเวลาบัญชี รอบระยะเวลาบัญชีตามวรรคหนึ่ง หมายถึง
(๑) รอบระยะเวลาบัญชีของนิติบุคคลในเครือรายนั้นที่นิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุดของ กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติใช้ในการจัดทำงบการเงินรวม หรือ
(๒) ปีปฏิทิน สำหรับกรณีนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุดพึงจัดทำงบการเงินรวมตาม
(๔) ของบทนิยามคำว่า “งบการเงินรวม” ตามมาตรา ๒๔
- ๒๙
การพิจารณาว่าประเทศใดเป็นประเทศที่จัดเก็บภาษีต่ำตามมาตรา ๒๘ ให้พิจารณาเป็นรายรอบระยะเวลาบัญชีสำหรับแต่ละกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติที่ตั้งอยู่ในประเทศนั้น ประเทศที่จัดเก็บภาษีต่ำตามวรรคหนึ่งให้หมายความว่า ประเทศที่กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติหนึ่ง ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริง ดังต่อไปนี้
(๑) มีเงินได้รวมสุทธิที่คำนวณได้ตามมาตรา ๓๐ ในรอบระยะเวลาบัญชีหนึ่ง และ
(๒) มีอัตราภาษีที่แท้จริงที่คำนวณได้ตามมาตรา ๓๒ ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นน้อยกว่า อัตราภาษีขั้นต่ำ นิติบุคคลในเครือทั้งหมดที่ตั้งอยู่ในประเทศที่จัดเก็บภาษีต่ำดังกล่าวของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาตินั้น ให้ถือเป็นนิติบุคคลในเครือที่เสียภาษีต่ำสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีนั้น
- ๓๐
เงินได้รวมสุทธิของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติที่ตั้งอยู่ในประเทศหนึ่งสำหรับรอบ ระยะเวลาบัญชีหนึ่ง ให้เป็นจำนวนบวกที่คำนวณได้จากผลรวมของผลกำไรตามมาตรา ๓๑ ของนิติบุคคลในเครือดังกล่าวแต่ละรายที่มีผลกำไรเช่นว่านั้น สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีนั้น หักด้วยผลรวมของผลขาดทุนตามมาตรา ๓๑ ของนิติบุคคลในเครือดังกล่าวแต่ละรายที่มีผลขาดทุน เช่นว่านั้น สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีนั้น
- ๓๑
ผลกำไรหรือผลขาดทุนของนิติบุคคลในเครือรายหนึ่ง สำหรับรอบระยะเวลา บัญชีหนึ่ง ให้มีจำนวนเท่ากับกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิตามงบการเงินของนิติบุคคลในเครือรายดังกล่าว สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ที่ได้ปรับปรุงตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนด ในกฎกระทรวง ซึ่งต้องสอดคล้องกับมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘๒ ก กำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิตามงบการเงินตามวรรคหนึ่งให้หมายความว่า กำไรสุทธิหรือขาดทุน สุทธิของนิติบุคคลในเครือแต่ละรายที่กำหนดขึ้นเพื่อใช้หรือพึงใช้จัดทำงบการเงินรวมของนิติบุคคล แม่ลำดับสูงสุดของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ แต่ต้องเป็นจำนวนก่อนการตัดรายการระหว่างนิติบุคคล ในเครือของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติดังกล่าว ทั้งนี้ หากไม่สามารถกำหนดกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ เช่นว่านั้นได้อย่างสมเหตุสมผลในทางปฏิบัติ ให้หมายความถึงกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิที่นิติบุคคล ในเครือแต่ละรายอาจกำหนดได้ตามมาตรฐานการบัญชีที่ได้รับการยอมรับหรือมาตรฐานการบัญชีที่ได้รับ อนุญาต โดยจะต้องปรากฏข้อเท็จจริง ดังต่อไปนี้
(๑) งบการเงินของนิติบุคคลในเครือแต่ละรายนั้นได้ปรับใช้มาตรฐานการบัญชีที่ได้รับการยอมรับ หรือมาตรฐานการบัญชีที่ได้รับอนุญาตดังกล่าวในการจัดทำงบการเงิน
(๒) ข้อมูลในงบการเงินนั้นมีความน่าเชื่อถือ และ
(๓) รายการรายได้ รายจ่าย หรือธุรกรรมใดที่มีผลแตกต่างถาวรมากกว่าจำนวนเงินตราไทย เทียบเท่าหนึ่งล้านยูโร อันเกิดขึ้นจากการปรับใช้มาตรฐานการบัญชีอื่นนอกเหนือจากมาตรฐานการบัญชี ที่ปรับใช้ในการจัดทำงบการเงินรวมของนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุด ที่ได้ปรับปรุงให้สอดคล้องกับวิธีปฏิบัติ ของมาตรฐานการบัญชีที่ปรับใช้ในการจัดทำงบการเงินรวมดังกล่าวแล้ว
- ๓๒
อัตราภาษีที่แท้จริงของแต่ละกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติที่ตั้งอยู่ในประเทศหนึ่ง สำหรับแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี ให้คำนวณจากผลรวมของภาษีที่ อยู่ในขอบข่ายภายหลังปรับปรุง ตามมาตรา ๓๓ ของนิติบุคคลในเครือแต่ละรายของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาตินั้น สำหรับรอบระยะเวลา บัญชีดังกล่าว หารด้วยเงินได้รวมสุทธิที่คำนวณได้ตามมาตรา ๓๐ ของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาตินั้น สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว อัตราภาษีที่แท้จริงตามวรรคหนึ่งไม่ให้นำภาษีที่อยู่ในขอบข่ายภายหลังปรับปรุงและผลกำไร หรือขาดทุนตามมาตรา ๓๑ ของนิติบุคคลในเครือแต่ละรายที่มีลักษณะเป็นนิติบุคคลเพื่อการลงทุน มารวมในการคำนวณ
- ๓๓
ภาษีที่อยู่ในขอบข่ายภายหลังปรับปรุงของนิติบุคคลในเครือแต่ละราย สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีหนึ่ง ให้เป็นจำนวนเท่ากับภาษีที่อยู่ในขอบข่ายของนิติบุคคลในเครือแต่ละราย สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีนั้นที่ได้ปรับปรุงตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งต้องสอดคล้องกับมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘๒ ก
- ๓๔
ภาษีส่วนเพิ่มสำหรับแต่ละกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติที่เกิดขึ้นในประเทศที่จัดเก็บ ภาษีต่ำประเทศหนึ่ง คำนวณได้โดยนำเงินได้รวมสุทธิตามมาตรา ๓๐ ของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาตินั้น ในประเทศดังกล่าว มาคำนวณตามอัตราภาษีส่วนเพิ่มของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาตินั้นในประเทศดังกล่าว ทั้งนี้ กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติอาจเลือกหักส่วนที่ยอมให้หักออกจากเงินได้รวมสุทธิตามที่กำหนดในมาตรา ๓๕ ออกจากเงินได้รวมสุทธิดังกล่าวก็ได้ โดยให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข ระยะเวลา และรูปแบบที่อธิบดีประกาศกำหนด อัตราภาษีส่วนเพิ่มตามวรรคหนึ่งให้หมายความว่า ผลต่างที่เป็นบวกของอัตราภาษีขั้นต่ำ หักด้วยอัตราภาษีที่แท้จริงที่คำนวณได้ตามมาตรา ๓๒ ของแต่ละกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติในประเทศ ที่จัดเก็บภาษีต่ำประเทศหนึ่ง
- ๓๕
ส่วนที่ยอมให้หักออกจากเงินได้รวมสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีหนึ่งของ แต่ละกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติที่ตั้งอยู่ในประเทศหนึ่งประเทศใด ให้เป็นจำนวนเท่ากับผลรวมของจำนวน ดังต่อไปนี้
(๑) ร้อยละห้าของผลรวมค่าตอบแทนลูกจ้างของนิติบุคคลในเครือที่เสียภาษีต่ำทั้งหมด ที่เป็นสมาชิกของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติเดียวกันที่ตั้งอยู่ในประเทศนั้น สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว และ
(๒) ร้อยละห้าของผลรวมมูลค่าสินทรัพย์ที่มีตัวตนของนิติบุคคลในเครือที่เสียภาษีต่ำทั้งหมด ที่เป็นสมาชิกของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติเดียวกันที่ตั้งอยู่ในประเทศนั้น สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคำนวณค่าตอบแทนลูกจ้างและมูลค่าสินทรัพย์ที่มีตัวตน ตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่อธิบดีประกาศกำหนด ซึ่งต้องสอดคล้องกับมาตรการป้องกันการกัดกร่อน ฐานภาษีระหว่างประเทศ แต่ไม่รวมค่าตอบแทนลูกจ้างและมูลค่าสินทรัพย์ที่มีตัวตนของนิติบุคคล ในเครือที่มีลักษณะเป็นนิติบุคคลเพื่อการลงทุนในการคำนวณดังกล่าว รัฐมนตรีอาจประกาศเพิ่มอัตราร้อยละของค่าตอบแทนลูกจ้างและมูลค่าสินทรัพย์ที่มีตัวตน ตามวรรคหนึ่งก็ได้ แต่ต้องสอดคล้องกับมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ
- ๓๖
กรณีที่นิติบุคคลในเครือของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติถูกกำหนดให้หรือได้รับ อนุญาตให้ปรับปรุงรายการที่ใช้ในการคำนวณอัตราภาษีที่แท้จริงตามมาตรา ๓๒ และภาษีส่วนเพิ่ม ตามมาตรา ๓๔ ที่เกิดขึ้นในประเทศหนึ่ง สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีหนึ่งหรือหลายรอบระยะเวลาบัญชี เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘๒ ก ที่ผ่านมาแล้วตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการปรับปรุงอัตราภาษีที่แท้จริงที่กำหนด ในกฎกระทรวง ซึ่งต้องสอดคล้องกับมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ ถ้ามีจำนวนภาษีส่วนเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศนั้นเพิ่มขึ้นจากจำนวนที่เคยได้คำนวณไว้สำหรับ รอบระยะเวลาบัญชีที่ผ่านมาแล้วนั้น ให้ถือว่าจำนวนของภาษีส่วนเพิ่มที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นภาษีส่วนเพิ่มที่เกิดขึ้น ในประเทศดังกล่าวสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปัจจุบันที่พิจารณาหน้าที่การเสียภาษีส่วนเพิ่ม และให้ นิติบุคคลในเครือแต่ละรายของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติตามมาตรา ๒๖ มีหน้าที่เสียภาษีส่วนเพิ่ม โดยคำนวณจากจำนวนของภาษีส่วนเพิ่มที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว ทั้งนี้ ไม่ว่าประเทศนั้นเป็นประเทศ ที่จัดเก็บภาษีต่ำสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปัจจุบันหรือไม่ก็ตาม
- ๓๗
แม้ว่ากลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติที่ตั้งอยู่ในประเทศหนึ่งไม่มีเงินได้รวมสุทธิ ตามมาตรา ๓๐ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีหนึ่งก็ตาม หากปรากฏว่าผลรวมของภาษีที่อยู่ในขอบข่าย ภายหลังปรับปรุงตามมาตรา ๓๓ ของนิติบุคคลในเครือแต่ละรายของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติที่ตั้งอยู่ ในประเทศหนึ่งสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีหนึ่งนั้นมีจำนวนน้อยกว่าศูนย์ และเป็นจำนวนน้อยกว่า จำนวนที่คาดว่าจะเป็นภาษีที่อยู่ในขอบข่ายภายหลังปรับปรุง ให้ถือว่าผลต่างของจำนวนที่คาดว่าจะเป็น ภาษีที่อยู่ในขอบข่ายภายหลังปรับปรุงนั้น หักด้วยผลรวมของภาษีที่อยู่ในขอบข่ายภายหลังปรับปรุง ตามมาตรา ๓๓ เป็นภาษีส่วนเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศดังกล่าวของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาตินั้นสำหรับ รอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว และให้นิติบุคคลในเครือแต่ละรายของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติมีหน้าที่ เสียภาษีส่วนเพิ่ม โดยคำนวณจากจำนวนภาษีส่วนเพิ่มดังกล่าว จำนวนที่คาดว่าจะเป็นภาษีที่อยู่ในขอบข่ายภายหลังปรับปรุงตามวรรคหนึ่ง ให้หมายถึงจำนวน ที่คำนวณได้จากเงินได้รวมสุทธิตามมาตรา ๓๐ หรือจำนวนลบที่คำนวณได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ในมาตรา ๓๐ ที่เกิดขึ้นในประเทศหนึ่งสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีหนึ่ง คูณด้วยอัตราภาษีขั้นต่ำ
- ๓๘
หากกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติใดได้เสียภาษีส่วนเพิ่มภายในประเทศซึ่งเป็นไป ตามเกณฑ์ในประเทศที่กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาตินั้นตั้งอยู่แล้ว ให้นำจำนวนภาษีส่วนเพิ่มดังกล่าว มาหักออกจากภาษีส่วนเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศนั้น ๆ ตามที่คำนวณได้ในมาตรา ๓๔ มาตรา ๓๖ และ มาตรา ๓๗ เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘๒ ก
- ๓๙
เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มตามส่วนที่ ๓ ภาษีส่วนเพิ่มต่างประเทศ ส่วนที่ ๔ กิจการร่วมค้า ส่วนที่ ๕ กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติร่วมที่มีหลายนิติบุคคลแม่ และส่วนที่ ๖ ภาษีส่วนเพิ่มภายในประเทศไทย ให้ปันส่วนภาษีส่วนเพิ่มที่เกิดขึ้นในแต่ละประเทศแก่แต่ละนิติบุคคล ในเครือที่ตั้งอยู่ในประเทศนั้น ดังต่อไปนี้
(๑) ให้ปันส่วนภาษีส่วนเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศดังกล่าวที่คำนวณได้ตามมาตรา ๓๔ หรือมาตรา ๓๖ ภายหลังหักภาษีส่วนเพิ่มภายในประเทศซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ตามมาตรา ๓๘ แล้ว ให้แก่นิติบุคคลในเครือแต่ละรายของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติดังกล่าวที่ตั้งอยู่ในประเทศนั้นตามส่วน ที่พึงเป็นภาระของนิติบุคคลในเครือรายนั้น โดยให้คำนวณตามสัดส่วนของผลกำไรตามมาตรา ๓๑ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวของนิติบุคคลในเครือแต่ละรายนั้น ต่อผลกำไรตามมาตรา ๓๑ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวของนิติบุคคลในเครือดังกล่าวทั้งหมดนั้น
(๒) กรณีที่กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติที่ตั้งอยู่ในประเทศที่มีภาษีส่วนเพิ่มที่เกิดจากการคำนวณใหม่ ตามมาตรา ๓๖ แต่ในรอบระยะเวลาบัญชีปัจจุบันนั้นไม่มีเงินได้รวมสุทธิตามมาตรา ๓๐ ในประเทศดังกล่าว ให้ปันส่วนภาษีส่วนเพิ่มที่เกิดขึ้นนั้นภายหลังหักภาษีส่วนเพิ่มภายในประเทศซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ ตามมาตรา ๓๘ แล้ว โดยให้คำนวณตามสัดส่วนของผลกำไรตามมาตรา ๓๑ ของนิติบุคคลในเครือ แต่ละรายนั้น สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่ผ่านมาแล้วซึ่งได้ถูกคำนวณใหม่ ต่อผลกำไรตามมาตรา ๓๑ ของนิติบุคคลในเครือทั้งหมดสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่ผ่านมาแล้วนั้น
(๓) กรณีที่กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติที่ตั้งอยู่ในประเทศที่มีภาษีส่วนเพิ่มที่เกิดขึ้นตามมาตรา ๓๗ ให้ปันส่วนภาษีส่วนเพิ่มดังกล่าวภายหลังหักภาษีส่วนเพิ่มภายในประเทศซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ตามมาตรา ๓๘ แล้ว ให้แก่นิติบุคคลในเครือแต่ละรายที่มีภาษีที่อยู่ในขอบข่ายภายหลังการปรับปรุงในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ต่ำกว่าศูนย์ และต่ำกว่าจำนวนของผลกำไรหรือผลขาดทุนตามมาตรา ๓๑ ของนิติบุคคลในเครือรายนั้น สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีคูณด้วยอัตราภาษีขั้นต่ำโดยการปันส่วนนั้นให้คำนวณตามสัดส่วนของ
(ก) จำนวนของผลกำไรหรือผลขาดทุนตามมาตรา ๓๑ ของนิติบุคคลในเครือแต่ละราย ซึ่งคูณด้วยอัตราภาษีขั้นต่ำแล้ว และหักด้วยภาษีที่อยู่ในขอบข่ายภายหลังการปรับปรุงของนิติบุคคล ในเครือแต่ละรายนั้น ต่อ เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘๒ ก
(ข) ผลรวมของจำนวนตาม
(ก) ของนิติบุคคลในเครือทั้งหมด
- ๔๐
ให้ถือว่านิติบุคคลในเครือที่ได้รับการปันส่วนภาษีส่วนเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศ ที่นิติบุคคลนั้นตั้งอยู่ตามมาตรา ๓๙ จากภาษีส่วนเพิ่มที่เกิดขึ้นตามมาตรา ๓๖ หรือมาตรา ๓๗ นั้น เป็นนิติบุคคลในเครือที่เสียภาษีต่ำ
- ๔๑
เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาภาษีส่วนเพิ่มตามส่วนนี้ อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรี มีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเฉพาะสำหรับนิติบุคคลที่มีลักษณะ ดังต่อไปนี้
(๑) นิติบุคคลในเครือที่นิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุดเป็นเจ้าของส่วนน้อย
(๒) นิติบุคคลผู้ไร้ที่ตั้งทางภาษี
(๓) นิติบุคคลเพื่อการลงทุน
ส่วนที่ ๓ ภาษีส่วนเพิ่มต่างประเทศ
4 มาตรา- ๔๒
ให้นิติบุคคลในเครือของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติตามมาตรา ๒๖ แต่ละราย ที่มีส่วนได้เสียในความเป็นเจ้าของในนิติบุคคลในเครือที่เสียภาษีต่ำไม่ว่าส่วนได้เสียนั้นจะมีอยู่ตลอด รอบระยะเวลาบัญชีหรือไม่และมีลักษณะตามวรรคสอง เสียภาษีส่วนเพิ่มสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีหนึ่ง เป็นจำนวนเท่ากับผลลัพธ์ของส่วนของภาษีส่วนเพิ่มที่พึงเป็นภาระของนิติบุคคลในเครือที่เสียภาษีต่ำแต่ละราย ที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศตามมาตรา ๓๙ ที่นิติบุคคลในเครือนั้นมีส่วนได้เสียในความเป็นเจ้าของ คูณด้วยสัดส่วนของผลกำไรตามมาตรา ๓๑ ของนิติบุคคลในเครือที่เสียภาษีต่ำรายนั้นที่พึงเป็นของนิติบุคคล ในเครือดังกล่าวสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ต่อผลกำไรตามมาตรา ๓๑ ทั้งหมดของนิติบุคคล ในเครือที่เสียภาษีต่ำรายนั้นสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว นิติบุคคลในเครือแต่ละรายที่ต้องเสียภาษีส่วนเพิ่มจากส่วนของภาษีส่วนเพิ่มที่พึงเป็นภาระ ของนิติบุคคลในเครือที่เสียภาษีต่ำที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศนั้น ได้แก่ นิติบุคคลในเครือที่มีลักษณะ ดังต่อไปนี้
(๑) เป็นนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุด
(๒) เป็นนิติบุคคลแม่ลำดับกลาง และปรากฏว่า เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘๒ ก
(ก) นิติบุคคลในเครือที่มีลักษณะตาม
(๑) ของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติเดียวกัน ไม่ถูกจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มตามกฎการรวมเงินได้ที่เป็นไปตามเกณฑ์ในประเทศที่นิติบุคคลในเครือ ตาม
(๑) ตั้งอยู่ และ
(ข) นิติบุคคลแม่ลำดับกลางอื่นที่มีส่วนได้เสียที่มีอำนาจควบคุมไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม ในนิติบุคคลแม่ลำดับกลางนี้ไม่ถูกจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มตามกฎการรวมเงินได้ที่เป็นไปตามเกณฑ์ ในประเทศที่นิติบุคคลในเครือดังกล่าวตั้งอยู่
(๓) เป็นนิติบุคคลแม่ที่บุคคลอื่นมีความเป็นเจ้าของบางส่วน และปรากฏว่า
(ก) ไม่มีนิติบุคคลในเครืออื่นที่มีลักษณะเป็นนิติบุคคลแม่ที่บุคคลอื่นมีความเป็นเจ้าของบางส่วน ที่มีส่วนได้เสียในความเป็นเจ้าของทั้งหมดไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม หรือ
(ข) มีนิติบุคคลในเครืออื่นที่มีลักษณะเป็นนิติบุคคลแม่ที่บุคคลอื่นมีความเป็นเจ้าของบางส่วน ที่มีส่วนได้เสียในความเป็นเจ้าของทั้งหมดไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม แต่นิติบุคคลในเครืออื่นนั้นไม่ถูก จัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มตามกฎการรวมเงินได้ที่เป็นไปตามเกณฑ์ในประเทศที่นิติบุคคลในเครืออื่นนั้นตั้งอยู่
- ๔๓
หากนิติบุคคลในเครือแต่ละรายที่ต้องเสียภาษีส่วนเพิ่มตามมาตรา ๔๒ มีส่วนได้เสียในความเป็นเจ้าของในนิติบุคคลในเครือที่เสียภาษีต่ำรายหนึ่งโดยอ้อมผ่านนิติบุคคลในเครืออื่น ซึ่งมีลักษณะตาม (๒) หรือ
(๓) ของมาตรา ๔๒ ให้นิติบุคคลในเครือแต่ละรายนั้นหักภาษีส่วนเพิ่ม ที่นิติบุคคลในเครืออื่นนั้นอยู่ในบังคับต้องเสียภายใต้กฎการรวมเงินได้ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ ออกจากภาษี ส่วนเพิ่มที่ต้องเสียตามมาตรา ๔๒ นั้นได้ตามส่วนของผลลัพธ์ตามวรรคหนึ่งของมาตรา ๔๒ ที่นิติบุคคลในเครืออื่นนั้นอยู่ในบังคับต้องเสีย
- ๔๔
ให้นิติบุคคลในเครือของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติตามมาตรา ๒๖ แต่ละราย ที่ไม่มีลักษณะเป็นนิติบุคคลเพื่อการลงทุน เสียภาษีส่วนเพิ่มสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีหนึ่งจากภาษี ส่วนเพิ่มคงเหลือที่ประเทศไทยได้รับการปันส่วน ภาษีส่วนเพิ่มคงเหลือที่ประเทศไทยได้รับการปันส่วนให้เป็นจำนวนเท่ากับจำนวนของภาษี ส่วนเพิ่มคงเหลือทั้งหมดในทุกประเทศของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติหนึ่งคูณด้วยผลรวมของสัดส่วนร้อยละ ดังต่อไปนี้
(๑) กึ่งหนึ่งของสัดส่วนร้อยละของจำนวนลูกจ้างในประเทศไทยต่อจำนวนลูกจ้างทั้งหมด ในประเทศที่ปรับใช้กฎการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มคงเหลือซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ และ เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘๒ ก
(๒) กึ่งหนึ่งของสัดส่วนร้อยละของมูลค่าสินทรัพย์ที่มีตัวตนในประเทศไทยต่อมูลค่าสินทรัพย์ ที่มีตัวตนทั้งหมดในประเทศที่ปรับใช้กฎการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มคงเหลือซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ จำนวนภาษีส่วนเพิ่มคงเหลือทั้งหมดในทุกประเทศของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติตามวรรคสอง ให้เป็นจำนวนเท่ากับผลรวมของภาษีส่วนเพิ่มที่พึงเป็นภาระของนิติบุคคลในเครือที่เสียภาษีต่ำแต่ละราย ตามมาตรา ๓๙ ภายหลังการปรับปรุง ดังต่อไปนี้
(๑) หากส่วนได้เสียในความเป็นเจ้าของทั้งหมดที่นิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุดมีอยู่ในนิติบุคคล ในเครือที่เสียภาษีต่ำรายใดได้ถือครองไม่ว่าโดยตรง หรือโดยอ้อมผ่านนิติบุคคลแม่ลำดับกลาง ที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีส่วนเพิ่มตามกฎการรวมเงินได้ที่เป็นไปตามเกณฑ์ในประเทศที่นิติบุคคลแม่นั้น ตั้งอยู่แล้ว ให้ปรับลดจำนวนภาษีส่วนเพิ่มที่พึงเป็นภาระของนิติบุคคลในเครือที่เสียภาษีต่ำรายนั้น ตามมาตรา ๓๙ ลงเป็นศูนย์ และ
(๒) หากจำนวนภาษีส่วนเพิ่มที่พึงเป็นภาระของนิติบุคคลในเครือที่เสียภาษีต่ำรายใดไม่ได้ถูก ปรับลดลงตาม
(๑) และจำนวนดังกล่าวนั้นได้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีส่วนเพิ่มตามกฎการรวมเงินได้ ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์แล้ว ให้ปรับลดจำนวนภาษีส่วนเพิ่มที่พึงเป็นภาระของนิติบุคคลในเครือที่เสียภาษีต่ำ รายดังกล่าวตามมาตรา ๓๙ ลงด้วยจำนวนภาษีส่วนเพิ่มที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีส่วนเพิ่มตามกฎ การรวมเงินได้ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ดังกล่าว หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการพิจารณาจำนวนลูกจ้างและมูลค่าสินทรัพย์ที่มีตัวตน ตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามที่อธิบดีประกาศกำหนด ซึ่งต้องสอดคล้องกับมาตรการป้องกันการกัดกร่อน ฐานภาษีระหว่างประเทศ
- ๔๕
กรณีที่มีนิติบุคคลในเครือที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยหลายรายซึ่งเป็นสมาชิก ของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติเดียวกันต้องเสียภาษีส่วนเพิ่มตามมาตรา ๔๔ ให้ปันส่วนภาษีส่วนเพิ่ม คงเหลือที่ประเทศไทยได้รับการปันส่วนมานั้นแก่นิติบุคคลในเครือแต่ละรายตามสัดส่วนของผลกำไร ตามมาตรา ๓๑ ของนิติบุคคลในเครือรายนั้น สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว ต่อผลกำไร ตามมาตรา ๓๑ ของนิติบุคคลในเครือดังกล่าวทั้งหมด สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีนั้น เว้นแต่ในรอบ ระยะเวลาบัญชีดังกล่าวไม่มีนิติบุคคลในเครือรายใดมีผลกำไรตามมาตรา ๓๑ ให้ปันส่วนตามหลักเกณฑ์ ที่กำหนดในกฎกระทรวง เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘๒ ก ความในวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับแก่กรณีที่นิติบุคคลในเครือทั้งหมดของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยได้ตกลงร่วมกันเป็นหนังสือให้นิติบุคคลในเครือรายหนึ่งหรือหลายรายรับภาระ ภาษีส่วนเพิ่มคงเหลือที่ประเทศไทยได้รับการปันส่วนมานั้น หากได้ตกลงเช่นว่านั้นแล้ว ให้กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาตินั้นแจ้งต่อกรมสรรพากรภายในสิบห้าเดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลา บัญชีของนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุดของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาตินั้น และให้ถือว่าภาษีส่วนเพิ่มคงเหลือ ที่ประเทศไทยได้รับการปันส่วนมานั้นทั้งจำนวนหรือตามส่วนที่ได้ตกลงร่วมกันรับภาระนั้น เป็นภาษีส่วนเพิ่ม ที่นิติบุคคลในเครือผู้ตกลงรับภาระนั้นต้องเสีย แต่ถ้านิติบุคคลในเครือผู้ตกลงรับภาระนั้นมีภาษีส่วนเพิ่ม ค้างชำระ ให้นิติบุคคลในเครือทั้งหมดนั้นต้องรับผิดร่วมกับนิติบุคคลในเครือผู้ตกลงรับภาระที่มีภาษีส่วนเพิ่ม ค้างชำระนั้นด้วย
ส่วนที่ ๔ กิจการร่วมค้า
4 มาตรา- ๔๖
ในส่วนนี้ “กิจการร่วมค้า” หมายความว่า นิติบุคคลที่ผลประกอบการทางการเงินได้ถูกรายงานภายใต้ วิธีส่วนได้เสียในงบการเงินรวมของนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุดของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติที่มีลักษณะ ตามมาตรา ๒๖ และนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุดนั้นได้มีส่วนได้เสียในความเป็นเจ้าของไม่ว่าโดยตรง หรือโดยอ้อมในนิติบุคคลดังกล่าวไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบ แต่ไม่รวมถึง
(๑) นิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุดของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติที่อยู่ในบังคับของมาตรการป้องกัน การกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ
(๒) นิติบุคคลที่มีลักษณะตาม (๑) ถึง
(๖) ของมาตรา ๒๗
(๓) นิติบุคคลที่ส่วนได้เสียในความเป็นเจ้าของถูกถือโดยกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติหนึ่งโดยตรง ผ่านนิติบุคคลที่มีลักษณะตาม (๑) ถึง
(๖) ของมาตรา ๒๗ และนิติบุคคลดังกล่าวนั้นมีลักษณะ อย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
(ก) ดำเนินการทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดในการถือครองทรัพย์สินหรือลงทุนเพื่อประโยชน์ ของนักลงทุนของตน เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘๒ ก
(ข) ดำเนินกิจกรรมที่สนับสนุนกิจกรรมที่ดำเนินการโดยนิติบุคคลที่มีลักษณะตามมาตรา ๒๗ หรือ
(ค) รายได้เกือบทั้งหมดของตนเป็นเงินปันผลหรือส่วนเกินทุนหรือต่ำกว่าทุนของส่วน ของผู้เป็นเจ้าของที่ไม่ถูกนำไปรวมในการคำนวณผลกำไรหรือขาดทุนตามมาตรา ๓๑
(๔) นิติบุคคลที่ถูกถือครองโดยกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติซึ่งประกอบด้วยนิติบุคคลที่มีลักษณะ ตามมาตรา ๒๗ เท่านั้น หรือ
(๕) กิจการร่วมค้าลูก “กิจการร่วมค้าลูก” หมายความว่า นิติบุคคลที่รายการทรัพย์สิน หนี้สิน รายได้ รายจ่าย และกระแสเงินสดของตนถูกรวมเข้าในรายการเช่นว่านั้นของกิจการร่วมค้าตามมาตรฐานการบัญชี ที่ได้รับการยอมรับหรือพึงถูกรวมรายการ หากกิจการร่วมค้าได้ถูกกำหนดให้รวมรายการเช่นว่านั้น ตามมาตรฐานการบัญชีที่ได้รับการยอมรับ สถานประกอบการถาวรที่มีนิติบุคคลหลักเป็นกิจการร่วมค้าหรือกิจการร่วมค้าลูก ให้ถือว่าสถานประกอบการถาวรนั้นเป็นกิจการร่วมค้าลูกแยกต่างหากจากนิติบุคคลดังกล่าว และสถานประกอบการถาวรอื่นของนิติบุคคลดังกล่าว “กลุ่มกิจการร่วมค้า” หมายความว่า กิจการร่วมค้าและกิจการร่วมค้าลูกของกิจการร่วมค้านั้น
- ๔๗
ให้นำส่วนที่ ๒ การคำนวณภาษีส่วนเพิ่ม มาใช้บังคับแก่การคำนวณภาษีส่วนเพิ่ม ของกิจการร่วมค้าและกลุ่มกิจการร่วมค้าด้วยโดยอนุโลม เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษีส่วนเพิ่มของกลุ่มกิจการร่วมค้า ให้ถือว่ากิจการร่วมค้า และกิจการร่วมค้าลูกของกิจการร่วมค้าดังกล่าวเป็นนิติบุคคลในเครือของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติหนึ่ง และให้ถือว่ากิจการร่วมค้านั้นเป็นนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุดของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติดังกล่าว
- ๔๘
ให้นิติบุคคลในเครือของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติตามมาตรา ๒๖ แต่ละราย ที่มีส่วนได้เสียในความเป็นเจ้าของในกิจการร่วมค้าหรือกิจการร่วมค้าลูกที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศ ที่มีภาษีส่วนเพิ่มเกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีหนึ่ง เสียภาษีส่วนเพิ่มสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีนั้น เป็นจำนวนเท่ากับผลลัพธ์ของส่วนของภาษีส่วนเพิ่มที่พึงเป็นภาระของกิจการร่วมค้าหรือกิจการร่วมค้าลูก แต่ละรายที่นิติบุคคลในเครือนั้นมีส่วนได้เสียในความเป็นเจ้าของไม่ว่าส่วนได้เสียนั้นจะมีอยู่ตลอด รอบระยะเวลาบัญชีหรือไม่ คูณด้วยสัดส่วนของผลกำไรตามมาตรา ๓๑ ของกิจการร่วมค้าหรือกิจการ เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘๒ ก ร่วมค้าลูกดังกล่าวที่พึงเป็นของนิติบุคคลในเครือนั้นสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว ต่อผลกำไรเช่นว่านั้น ทั้งหมดของกิจการร่วมค้าหรือกิจการร่วมค้าลูกดังกล่าวสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ทั้งนี้ ให้นำมาตรา ๔๒ วรรคสอง และมาตรา ๔๓ มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม
- ๔๙
จำนวนภาษีส่วนเพิ่มทั้งหมดของกิจการร่วมค้าหรือของกลุ่มกิจการร่วมค้า ภายหลังหักด้วยจำนวนภาษีส่วนเพิ่มของกิจการร่วมค้าหรือของกลุ่มกิจการร่วมค้าดังกล่าวที่อยู่ในบังคับ ต้องเสียภาษีส่วนเพิ่มภายใต้กฎการรวมเงินได้ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ ให้ถือเป็นส่วนเพิ่มของจำนวนภาษี ส่วนเพิ่มคงเหลือทั้งหมดในทุกประเทศของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาตินั้นตามมาตรา ๔๔ ภาษีส่วนเพิ่มทั้งหมดของกิจการร่วมค้าหรือของกลุ่มกิจการร่วมค้าตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า ผลรวมของจำนวนภาษีส่วนเพิ่มที่คำนวณได้ดังต่อไปนี้ จากกิจการร่วมค้าหรือจากทุกนิติบุคคล ที่เป็นสมาชิกของกลุ่มกิจการร่วมค้าที่นิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุดของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติหนึ่งมีส่วนได้เสีย ในความเป็นเจ้าของ ไม่ว่าส่วนได้เสียในความเป็นเจ้าของนั้นจะมีอยู่ตลอดรอบระยะเวลาบัญชีหรือไม่
(๑) ส่วนของภาษีส่วนเพิ่มที่พึงเป็นภาระของกิจการร่วมค้าหรือกิจการร่วมค้าลูกแต่ละราย คูณด้วย
(๒) สัดส่วนของผลกำไรตามมาตรา ๓๑ ของกิจการร่วมค้าหรือกิจการร่วมค้าลูกดังกล่าว ที่พึงเป็นของนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุดนั้นสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวต่อผลกำไรเช่นว่านั้นทั้งหมด ของกิจการร่วมค้าหรือกิจการร่วมค้าลูกดังกล่าวสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีนั้น
ส่วนที่ ๕ กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติร่วมที่มีหลายนิติบุคคลแม่
2 มาตรา- ๕๐
ในส่วนนี้ “กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติร่วมที่มีหลายนิติบุคคลแม่” หมายความว่า กลุ่มนิติบุคคลตั้งแต่ สองกลุ่มนิติบุคคลขึ้นไปที่มีลักษณะ ดังต่อไปนี้
(๑) นิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุดของแต่ละกลุ่มนิติบุคคลนั้นได้ทำข้อตกลงโครงสร้างองค์กร แบบรวมความเป็นเจ้าของเข้าด้วยกัน หรือข้อตกลงดำเนินธุรกิจร่วมกัน ระหว่างกัน และ
(๒) นิติบุคคลรายหนึ่งหรือสถานประกอบการถาวรแห่งหนึ่งของกลุ่มนิติบุคคลที่ได้มีข้อตกลง ระหว่างกันนั้นตั้งอยู่ในประเทศอื่นซึ่งไม่ใช่ประเทศที่นิติบุคคลรายอื่นของกลุ่มนิติบุคคลนั้นตั้งอยู่ เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘๒ ก “ข้อตกลงโครงสร้างองค์กรแบบรวมความเป็นเจ้าของเข้าด้วยกัน” หมายความว่า ข้อตกลง ระหว่างนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุดของกลุ่มนิติบุคคลที่แยกจากกันตั้งแต่สองนิติบุคคลขึ้นไป ซึ่งปรากฏ ข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้
(๑) จำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของส่วนได้เสียในความเป็นเจ้าของในนิติบุคคลแม่ ลำดับสูงสุดแต่ละรายของแต่ละกลุ่มนิติบุคคลเหล่านั้นได้ถูกประสานเข้ากันผ่านทางรูปแบบของความเป็นเจ้าของ หรือข้อจำกัดการโอนซึ่งส่วนได้เสียในความเป็นเจ้าของนั้น หรือด้วยข้อกำหนดหรือเงื่อนไขอื่นใด เสมือนว่าเป็นส่วนได้เสียในความเป็นเจ้าของของนิติบุคคลเดียวกัน และส่วนได้เสียในความเป็นเจ้าของเหล่านั้น จะไม่สามารถโอนหรือซื้อขายได้โดยอิสระแยกต่างหากจากกัน และถ้าส่วนได้เสียในความเป็นเจ้าของนั้น ได้จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ราคาซื้อขายจะถูกกำหนดเป็นราคาเดียวกันสำหรับส่วนได้เสีย ในความเป็นเจ้าของที่ได้ถูกประสานเข้ากัน และ
(๒) นิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุดรายหนึ่งรายใดของกลุ่มนิติบุคคลที่มีข้อตกลงระหว่างกันได้จัดทำ งบการเงินรวมโดยได้รวมรายการทรัพย์สิน หนี้สิน รายได้ รายจ่าย และกระแสเงินสดของนิติบุคคล ทั้งหมดของกลุ่มนิติบุคคลเหล่านั้นเข้าด้วยกันเพื่อนำเสนอเสมือนเป็นหนึ่งหน่วยเศรษฐกิจ และงบการเงินรวมนั้นได้ถูกกำหนดโดยกฎหมายให้มีการตรวจสอบโดยผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีซึ่งเป็นอิสระ “ข้อตกลงดำเนินธุรกิจร่วมกัน” หมายความว่า ข้อตกลงระหว่างนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุด ของกลุ่มนิติบุคคลที่แยกจากกันตั้งแต่สองนิติบุคคลขึ้นไป ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้
(๑) นิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุดเหล่านั้นได้ตกลงที่จะประสานธุรกิจของทั้งสองนิติบุคคล เข้าด้วยกันเพื่อที่จะดำเนินการเสมือนเป็นหนึ่งหน่วยเศรษฐกิจโดยที่ทั้งสองนิติบุคคลดังกล่าวนั้นยังคง มีความเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกัน
(๒) นิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุดแต่ละรายจะจ่ายผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้นตามอัตราคงที่ ที่ได้กำหนดตามข้อตกลง
(๓) ส่วนได้เสียในความเป็นเจ้าของในนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุดแต่ละรายที่ได้เข้าทำข้อตกลง กันนั้น ถ้าได้มีการจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ราคาซื้อขาย การซื้อขาย หรือการโอนหลักทรัพย์ จะดำเนินการโดยอิสระจากกันและในตลาดหลักทรัพย์ที่แตกต่างกัน และ
(๔) นิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุดเหล่านั้นได้จัดทำงบการเงินรวมโดยได้รวมรายการทรัพย์สิน หนี้สิน รายได้ รายจ่าย และกระแสเงินสดของนิติบุคคลทั้งหมดของกลุ่มนิติบุคคลเหล่านั้นเข้าด้วยกัน เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘๒ ก เพื่อนำเสนอเสมือนเป็นหนึ่งหน่วยเศรษฐกิจ และงบการเงินรวมนั้นได้ถูกกำหนดโดยกฎหมาย ให้มีการตรวจสอบโดยผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีซึ่งเป็นอิสระ
- ๕๑
เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งพระราชกำหนดนี้
(๑) ให้ถือว่านิติบุคคลและนิติบุคคลในเครือของกลุ่มนิติบุคคลที่เป็นส่วนหนึ่งของ กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติร่วมที่มีหลายนิติบุคคลแม่เป็นกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติเดียวกัน
(๒) ให้ถือว่านิติบุคคลแต่ละรายของกลุ่มนิติบุคคลเหล่านั้นเป็นนิติบุคคลในเครือเดียวกัน หากกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติร่วมที่มีหลายนิติบุคคลแม่นั้นได้รวมทรัพย์สิน หนี้สิน รายได้ รายจ่าย และกระแสเงินสดของนิติบุคคลดังกล่าวในงบการเงินรวมของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติร่วมที่มีหลาย นิติบุคคลแม่ดังกล่าวแบบรายการต่อรายการ หรือกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติร่วมที่มีหลายนิติบุคคลแม่นั้นได้ มีส่วนได้เสียที่มีอำนาจควบคุมในนิติบุคคลนั้น เว้นแต่นิติบุคคลดังกล่าวนั้นเป็นนิติบุคคลตามมาตรา ๒๗
(๓) ให้ถือว่างบการเงินรวมตาม
(๒) ของบทนิยามคำว่า “ข้อตกลงโครงสร้างองค์กร แบบรวมความเป็นเจ้าของเข้าด้วยกัน” หรือตาม
(๔) ของบทนิยามคำว่า “ข้อตกลงดำเนินธุรกิจร่วมกัน” ตามมาตรา ๕๐ เป็นงบการเงินรวมของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติร่วมที่มีหลายนิติบุคคลแม่ และ
(๔) ให้ถือว่านิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุดแต่ละรายของกลุ่มนิติบุคคลที่เป็นส่วนหนึ่งของ กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติร่วมที่มีหลายนิติบุคคลแม่นั้นเป็นนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุด
ส่วนที่ ๖ ภาษีส่วนเพิ่มภายในประเทศไทย
1 มาตรา- ๕๒
เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษีส่วนเพิ่มภายในประเทศไทย การคำนวณ อัตราภาษีที่แท้จริงและภาษีส่วนเพิ่มสำหรับกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ กิจการร่วมค้า หรือกลุ่มกิจการร่วมค้า ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ให้พิจารณาตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในส่วนที่ ๒ การคำนวณภาษีส่วนเพิ่ม ส่วนที่ ๔ กิจการร่วมค้า และส่วนที่ ๕ กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติร่วมที่มี หลายนิติบุคคลแม่ เว้นแต่จะกำหนดเป็นการเฉพาะในกฎกระทรวง ในกรณีที่ประเทศไทยมีภาษีส่วนเพิ่มเกิดขึ้น ให้นิติบุคคลในเครือ กิจการร่วมค้า หรือกิจการ ร่วมค้าลูกแต่ละรายที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยนั้นเสียภาษีส่วนเพิ่มสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีนั้นเป็นจำนวน เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘๒ ก เท่ากับภาษีส่วนเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศไทยซึ่งนิติบุคคลนั้นได้รับปันส่วนมาตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ในมาตรา ๓๙ ความในวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับแก่กรณีนิติบุคคลในเครือทั้งหมดของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ หรือนิติบุคคลทั้งหมดของกลุ่มกิจการร่วมค้าที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยได้ตกลงร่วมกันเป็นหนังสือ ให้นิติบุคคลรายหนึ่งหรือหลายรายของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติหรือกลุ่มกิจการร่วมค้า รับภาระภาษีส่วนเพิ่ม ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย หากได้ตกลงเช่นว่านั้นแล้ว ให้กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติหรือกลุ่มกิจการร่วมค้านั้น แจ้งต่อกรมสรรพากรภายในสิบห้าเดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีของนิติบุคคลแม่ ลำดับสูงสุดของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติหรือกลุ่มกิจการร่วมค้านั้น และให้ถือว่าภาษีส่วนเพิ่มที่เกิดขึ้น ในประเทศไทยทั้งจำนวนหรือตามส่วนที่ได้ตกลงร่วมกันรับภาระนั้นเป็นภาษีส่วนเพิ่มที่นิติบุคคลผู้ตกลง รับภาระนั้นต้องเสีย แต่ถ้านิติบุคคลผู้ตกลงรับภาระนั้นมีภาษีส่วนเพิ่มค้างชำระ ให้นิติบุคคลในเครือ ทั้งหมดหรือนิติบุคคลทั้งหมดของกลุ่มกิจการร่วมค้านั้น ต้องรับผิดร่วมกับนิติบุคคลผู้ตกลงรับภาระ ที่มีภาษีส่วนเพิ่มค้างชำระนั้นด้วย
หมวด ๓ การยื่นรายงานหรือรายการ การชำระภาษีส่วนเพิ่ม และการขอคืนภาษีส่วนเพิ่ม
7 มาตรา- ๕๓
ให้นิติบุคคลในเครือของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติแต่ละรายตามมาตรา ๒๖ และกิจการร่วมค้าหรือกิจการร่วมค้าลูก ยื่นรายงานตามมาตรา ๕๔ และมาตรา ๕๕ และยื่นรายการ ตามมาตรา ๕๗ ตามแบบและวิธีการที่อธิบดีประกาศกำหนด
- ๕๔
ให้นิติบุคคลในเครือของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติแต่ละรายตามมาตรา ๒๖ ยื่นข้อมูลดังต่อไปนี้ต่อกรมสรรพากรภายในสิบห้าเดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีของ นิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุดของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาตินั้น
(๑) ข้อมูลเกี่ยวกับนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุดของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติที่ตนเป็นสมาชิก และประเทศที่นิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุดนั้นตั้งอยู่
(๒) ข้อมูลเกี่ยวกับนิติบุคคลในเครือผู้มีหน้าที่ยื่นแบบรายงานข้อมูลตามมาตรการป้องกัน การกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติที่ตนเป็นสมาชิก และประเทศ ที่นิติบุคคลในเครือดังกล่าวตั้งอยู่ เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘๒ ก
(๓) ข้อมูลอื่นตามที่อธิบดีประกาศกำหนด ความในวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับแก่นิติบุคคลในเครือที่ได้มอบหมายให้นิติบุคคลในเครืออื่น ที่เป็นสมาชิกของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติเดียวกันและตั้งอยู่ในประเทศไทยยื่นข้อมูลตามวรรคหนึ่ง ต่อกรมสรรพากรและการยื่นข้อมูลดังกล่าวนั้นได้ดำเนินการสำเร็จแล้ว ทั้งนี้ ให้นิติบุคคลในเครือ ที่ได้รับมอบหมายนั้นแจ้งชื่อของนิติบุคคลในเครือผู้มอบหมายพร้อมทั้งเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ของนิติบุคคลในเครือดังกล่าวต่อกรมสรรพากรพร้อมกับการยื่นข้อมูลของนิติบุคคลในเครือที่ได้รับ มอบหมายนั้น
- ๕๕
ภายใต้บังคับมาตรา ๕๖ ให้นิติบุคคลในเครือของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ แต่ละรายตามมาตรา ๒๖ ยื่นแบบรายงานข้อมูลตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษี ระหว่างประเทศต่อกรมสรรพากรภายในสิบห้าเดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ของนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุดของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาตินั้น ความในวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับแก่นิติบุคคลในเครือที่ได้มอบหมายให้นิติบุคคลในเครืออื่นที่เป็น สมาชิกของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติเดียวกันและตั้งอยู่ในประเทศไทยยื่นแบบรายงานข้อมูลตามวรรคหนึ่ง ต่อกรมสรรพากรและการยื่นแบบรายงานดังกล่าวนั้นได้ดำเนินการสำเร็จแล้ว ทั้งนี้ ให้นิติบุคคลในเครือ ที่ได้รับมอบหมายนั้นแจ้งชื่อของนิติบุคคลในเครือผู้มอบหมาย พร้อมทั้งเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ของนิติบุคคลในเครือดังกล่าวต่อกรมสรรพากรพร้อมกับการยื่นแบบรายงานข้อมูลของนิติบุคคลในเครือ ที่ได้รับมอบหมายนั้น
- ๕๖
ให้นิติบุคคลในเครือของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ได้รับยกเว้นหน้าที่การยื่นแบบรายงานข้อมูลตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ ตามมาตรา ๕๕ หากปรากฏข้อเท็จจริง ดังต่อไปนี้
(๑) นิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุดของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติที่ตนเป็นสมาชิกหรือนิติบุคคลในเครือ ที่ได้รับมอบหมายจากนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุดได้ยื่นแบบรายงานข้อมูลตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อน ฐานภาษีระหว่างประเทศในประเทศที่นิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุดหรือนิติบุคคลในเครือที่ได้รับมอบหมายนั้น ตั้งอยู่แล้ว และ เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘๒ ก
(๒) ประเทศที่นิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุดหรือนิติบุคคลในเครือที่ได้รับมอบหมายนั้นตั้งอยู่ มีความตกลงระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจกับเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของประเทศไทยซึ่งมีผลใช้บังคับ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่พิจารณาหน้าที่การเสียภาษีส่วนเพิ่มแล้ว ความตกลงระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจตามวรรคหนึ่งหมายความว่า ความตกลงทวิภาคี หรือพหุภาคีระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจเพื่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลอัตโนมัติเกี่ยวกับข้อมูลตามแบบ รายงานข้อมูลตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ
- ๕๗
ให้นิติบุคคลในเครือของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติแต่ละรายตามมาตรา ๒๖ ที่มีภาษีส่วนเพิ่มต้องชำระ ยื่นแบบแสดงรายการต่อกรมสรรพากรภายในสิบห้าเดือนนับแต่วันสุดท้าย ของรอบระยะเวลาบัญชีของนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุดของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาตินั้น พร้อมทั้งเสียภาษีส่วนเพิ่ม ให้กิจการร่วมค้าหรือกิจการร่วมค้าลูกที่มีภาษีส่วนเพิ่มต้องเสียตามมาตรา ๕๒ ยื่นแบบ แสดงรายการต่อกรมสรรพากรภายในสิบห้าเดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีของ กิจการร่วมค้านั้นหรือของกิจการร่วมค้าที่ถือว่าเป็นนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุดของกลุ่มกิจการร่วมค้านั้น พร้อมทั้งเสียภาษีส่วนเพิ่ม นิติบุคคลที่มีหน้าที่เสียภาษีส่วนเพิ่มอาจขอผ่อนชำระภาษีส่วนเพิ่มภายในสามปีก็ได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา การเสียภาษีส่วนเพิ่มตามวรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม ให้ถือว่าเป็นอันสมบูรณ์ เมื่อนิติบุคคลที่มีหน้าที่เสียภาษีนั้นได้ยื่นชำระภาษีส่วนเพิ่มและได้รับใบเสร็จรับเงินตามจำนวนเงิน จากกรมสรรพากร
- ๕๘
กำหนดเวลาการแจ้งข้อมูลตามมาตรา ๔๕ และมาตรา ๕๒ กำหนดเวลา การยื่นรายงานตามมาตรา ๕๔ และมาตรา ๕๕ และกำหนดเวลาการยื่นรายการตามมาตรา ๕๗ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีแรกที่กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติของนิติบุคคลในเครือหรือที่กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ ที่มีส่วนได้เสียในความเป็นเจ้าของในกิจการร่วมค้าหรือกิจการร่วมค้าลูกอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีส่วนเพิ่ม ตามพระราชกำหนดนี้ ให้ขยายเป็นเวลาสิบแปดเดือนนับแต่วันที่กำหนดไว้ในมาตราดังกล่าว
- ๕๙
การขอคืนภาษีส่วนเพิ่มที่เสียไว้แล้วเป็นจำนวนเงินเกินกว่าที่ควรต้องเสียหรือ ที่ไม่มีหน้าที่ต้องเสีย ให้ผู้มีสิทธิขอคืนยื่นคำร้องขอคืนภายในสามปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลา เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘๒ ก ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อวัตถุประสงค์ของการชำระภาษีส่วนเพิ่มตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ ตามแบบและวิธีการที่อธิบดีกำหนด
หมวด ๔ อำนาจเจ้าพนักงานประเมิน
11 มาตรา- ๖๐
เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษี โดยให้มีอำนาจประเมินภาษีส่วนเพิ่มได้ ภายในกำหนดเวลาสิบปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการ
- ๖๑
ในกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่ากลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ ของนิติบุคคลในเครือใดแสดงข้อมูลตามแบบรายงานข้อมูลตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษี ระหว่างประเทศที่ได้ยื่นไว้ ไม่ว่าจะได้ยื่นไว้ที่ประเทศใด ไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่ครบถ้วน หรือกิจการร่วมค้าหรือกิจการร่วมค้าลูกใดได้แสดงรายการตามแบบแสดงรายการไว้ไม่ถูกต้องตามความจริง หรือไม่ครบถ้วน ให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกนิติบุคคลในเครือ กิจการร่วมค้า หรือกิจการร่วมค้าลูกนั้นมาไต่สวนและออกหมายเรียกพยาน กับสั่งให้นิติบุคคลในเครือ กิจการร่วมค้า กิจการร่วมค้าลูก หรือพยานนั้นนำบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามสิบวันนับแต่วันส่งหมาย ทั้งนี้ การออกหมายเรียกดังกล่าว จะต้องกระทำภายในกำหนดเวลา ดังต่อไปนี้
(๑) ภายในห้าปีนับแต่วันที่กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติของนิติบุคคลในเครือนั้นได้ยื่นแบบรายงาน ข้อมูลตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ สำหรับกรณีนิติบุคคลในเครือ และพยานที่เกี่ยวข้อง
(๒) ภายในห้าปีนับแต่วันที่กิจการร่วมค้าหรือกิจการร่วมค้าลูกได้ยื่นแบบแสดงรายการ สำหรับกรณีกิจการร่วมค้า กิจการร่วมค้าลูก และพยานที่เกี่ยวข้อง กำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง หากปรากฏหลักฐานหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่า นิติบุคคลในเครือ กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติของนิติบุคคลในเครือ กิจการร่วมค้า หรือกิจการร่วมค้าลูกนั้นมีเจตนาหลีกเลี่ยง ภาษีหรือเป็นกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการคืนภาษีส่วนเพิ่ม อธิบดีจะอนุมัติให้ขยายเวลา เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘๒ ก การออกหมายเรียกดังกล่าวเกินห้าปีก็ได้ แต่ต้องไม่เกินเจ็ดปีนับแต่วันที่กำหนดไว้ใน (๑) หรือ
(๒) แล้วแต่กรณี แต่กรณีการขยายเวลาเพื่อประโยชน์ในการคืนภาษี ให้ขยายได้ไม่เกินกำหนดเวลา ตามที่มีสิทธิขอคืนภาษี
- ๖๒
เมื่อได้จัดการตามมาตรา ๖๑ และทราบข้อความแล้ว เจ้าพนักงานประเมิน มีอำนาจแก้ไขจำนวนเงินที่ต้องชำระที่ได้แสดงไว้เดิมตามแบบรายงานข้อมูลตามมาตรการป้องกัน การกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ หรือแบบแสดงรายการได้โดยอาศัยพยานหลักฐานที่ปรากฏ และแจ้งจำนวนเงินที่ต้องชำระอีกไปยังผู้ต้องเสียภาษีส่วนเพิ่ม ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้
- ๖๓
ถ้าผู้ต้องเสียภาษีส่วนเพิ่มไม่ปฏิบัติตามหมายหรือคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมิน ตามมาตรา ๖๑ หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถาม โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เจ้าพนักงานประเมิน มีอำนาจประเมินเงินภาษีส่วนเพิ่มตามที่รู้เห็นว่าถูกต้องและแจ้งจำนวนเงินซึ่งต้องชำระไปยัง ผู้ต้องเสียภาษีส่วนเพิ่ม และให้ผู้นั้นชำระภาษีส่วนเพิ่มพร้อมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง ในกรณีนี้ห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมิน
- ๖๔
นิติบุคคลในเครือใดที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยหรือกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ ของนิติบุคคลในเครือใดที่มีหน้าที่ต้องยื่นแบบรายงานข้อมูลตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษี ระหว่างประเทศแต่ไม่ยื่น หรือกิจการร่วมค้าหรือกิจการร่วมค้าลูกใดมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการ แต่ไม่ยื่น ให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกนิติบุคคลในเครือ กิจการร่วมค้า หรือ กิจการร่วมค้าลูกนั้นมาไต่สวนและออกหมายเรียกพยาน กับสั่งให้นิติบุคคลในเครือ กิจการร่วมค้า กิจการร่วมค้าลูก หรือพยานนั้น นำบัญชีหรือพยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้อง ให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามสิบวันนับแต่วันส่งหมาย
- ๖๕
เมื่อได้จัดการตามมาตรา ๖๔ และทราบข้อความแล้ว เจ้าพนักงานประเมิน มีอำนาจประเมินเงินภาษีส่วนเพิ่มและแจ้งจำนวนภาษีส่วนเพิ่มที่ต้องชำระไปยังผู้ต้องเสียภาษีส่วนเพิ่ม และให้ผู้นั้นชำระภาษีส่วนเพิ่มพร้อมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้ เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘๒ ก
- ๖๖
ถ้าผู้ได้รับหมายหรือคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินไม่ปฏิบัติตามหมายหรือคำสั่ง ตามมาตรา ๖๔ หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถามโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เจ้าพนักงานประเมิน มีอำนาจประเมินเงินภาษีส่วนเพิ่มตามที่รู้เห็นว่าถูกต้องและแจ้งจำนวนภาษีส่วนเพิ่มไปยังผู้ต้องเสียภาษี ส่วนเพิ่ม และให้ผู้นั้นชำระภาษีส่วนเพิ่มพร้อมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ ได้รับหนังสือแจ้ง ในกรณีนี้ห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมิน
- ๖๗
เพื่อประโยชน์ในการคืนภาษีส่วนเพิ่มตามมาตรา ๕๙ เจ้าพนักงานประเมิน อาจส่งหนังสือแจ้งความแก่ผู้มีสิทธิขอคืนหรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง มาให้ถ้อยคำหรือส่งเอกสาร หรือหลักฐานอันจำเป็นเพื่อประกอบการพิจารณาได้ตามที่เห็นสมควร
- ๖๘
ภาษีส่วนเพิ่มซึ่งต้องเสียตามพระราชกำหนดนี้ เมื่อถึงกำหนดชำระแล้ว ถ้ามิได้เสียให้ถือเป็นภาษีค้าง และเพื่อให้ได้รับชำระภาษีค้าง ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดและ ขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีนั้นได้ทั่วราชอาณาจักร โดยมิต้องขอให้ศาล ออกหมายยึดหรือสั่ง อำนาจดังกล่าวอธิบดีจะมอบให้รองอธิบดีหรือสรรพากรภาคสำหรับการดำเนินการ ภายในเขตท้องที่ก็ได้ วิธีการยึดและขายทอดตลาดทรัพย์สินให้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โดยอนุโลม ส่วนวิธีการอายัดให้ปฏิบัติตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดดังกล่าวให้หักค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายในการยึดและขายทอดตลาด และเงินภาษีค้าง ถ้ามีเงินเหลือให้คืนแก่เจ้าของทรัพย์สิน
- ๖๙
เมื่อได้มีคำสั่งยึดหรืออายัดตามมาตรา ๖๘ แล้ว ห้ามผู้ใดทำลาย ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนไปให้แก่บุคคลอื่นซึ่งทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัดดังกล่าว
- ๗๐
เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามมาตรา ๖๘ ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา ดังกล่าวมีอำนาจ ดังต่อไปนี้ด้วย
(๑) ออกหมายเรียกผู้ต้องรับผิดชำระภาษีค้างและบุคคลใด ๆ ที่มีเหตุสมควรเชื่อว่าจะเป็น ประโยชน์แก่การจัดเก็บภาษีค้างมาให้ถ้อยคำ
(๒) สั่งบุคคลตาม
(๑) ให้นำบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่นอันจำเป็นแก่การจัดเก็บภาษีค้าง มาตรวจสอบ
(๓) ออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรทำการตรวจค้นหรือยึดบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่นของบุคคลตาม
(๑) เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘๒ ก การดำเนินการตาม (๑) หรือ
(๒) ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันที่ ได้รับหมายเรียกหรือคำสั่ง การออกคำสั่งและทำการตาม
(๓) ต้องเป็นไปตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด
หมวด ๕ การอุทธรณ์
6 มาตรา- ๗๑
ผู้มีหน้าที่เสียภาษีส่วนเพิ่มผู้ใดไม่เห็นด้วยกับผลการประเมินภาษีส่วนเพิ่ม ของเจ้าพนักงานประเมิน ถ้าเป็นกรณีที่จะอุทธรณ์ได้ ให้มีสิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมินภาษีส่วนเพิ่ม ทั้งนี้ ตามแบบที่อธิบดีกำหนด คณะกรรมการอุทธรณ์ตามวรรคหนึ่ง ประกอบด้วย อธิบดีหรือผู้แทนเป็นประธานกรรมการ ผู้แทนกรมศุลกากร ผู้แทนกรมสรรพสามิต ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และผู้แทน สำนักงานอัยการสูงสุด เป็นกรรมการ ให้อธิบดีแต่งตั้งข้าราชการสังกัดกรมสรรพากรเป็นเลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการ รัฐมนตรีอาจแต่งตั้งที่ปรึกษาคณะกรรมการอุทธรณ์เพื่อให้ความเห็นประกอบการพิจารณา ของคณะกรรมการอุทธรณ์ก็ได้ คำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ทำเป็นหนังสือ และแจ้งให้ผู้อุทธรณ์ทราบโดยไม่ชักช้า ผู้อุทธรณ์ผู้ใดไม่พอใจคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ ให้มีสิทธิฟ้องต่อศาลภาษีอากรได้ ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับทราบคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์
- ๗๒
การประชุมคณะกรรมการอุทธรณ์ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ของจำนวนกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม ถ้าประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุม ให้กรรมการเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธาน ในที่ประชุม มติของคณะกรรมการให้ถือเสียงข้างมากของกรรมการ กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งใน การลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
- ๗๓
กรณีผู้อุทธรณ์ได้ใช้สิทธิร้องขอต่อเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของประเทศคู่สัญญา ตามความตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ เพื่อขอให้ดำเนินการระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับภาษีส่วนเพิ่มกับประเทศคู่สัญญาอื่น และเจ้าหน้าที่ เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘๒ ก ผู้มีอำนาจดังกล่าวได้พิจารณารับคำร้องเพื่อดำเนินการหารือร่วมกับเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของประเทศ คู่สัญญาแล้ว ผู้อุทธรณ์อาจแจ้งเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการอุทธรณ์เพื่อขอให้พักการพิจารณาไว้เป็น การชั่วคราวจนกว่าจะปรากฏผลการหารือร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจนั้นก็ได้ ในกรณีที่คณะกรรมการอุทธรณ์ได้รับหนังสือแจ้งตามวรรคหนึ่ง ให้พักการพิจารณาไว้เป็น การชั่วคราวจนกว่าจะปรากฏผลการหารือร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจดังกล่าว เว้นแต่จะมีเหตุ ตามที่อธิบดีประกาศกำหนดให้พิจารณาอุทธรณ์ต่อไปได้ หากผลการหารือร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจนั้นเป็นเช่นใด ให้คณะกรรมการอุทธรณ์ พิจารณาอุทธรณ์ให้สอดคล้องกับผลการหารือดังกล่าว และหากผลการหารือนั้นเป็นผลให้ประเทศไทย อาจจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มได้เพิ่มขึ้น ให้คณะกรรมการอุทธรณ์สั่งให้ผู้อุทธรณ์ชำระภาษีส่วนเพิ่ม ตามผลการหารือร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจดังกล่าว
- ๗๔
การอุทธรณ์ หรือการใช้สิทธิร้องขอต่อเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของประเทศคู่สัญญา ตามความตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ เพื่อขอให้ดำเนินการระงับข้อพิพาทนั้น ไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษีส่วนเพิ่ม และหากไม่เสียภาษี ส่วนเพิ่มภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ให้ถือเป็นภาษีค้างตามมาตรา ๖๘ เว้นแต่กรณีที่ผู้อุทธรณ์ หรือผู้ซึ่งใช้สิทธิเช่นว่านั้นได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้รอคำวินิจฉัยอุทธรณ์ หรือรอผลการหารือร่วมกัน ระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ หรือรอคำพิพากษา ให้ผู้นั้นมีหน้าที่ชำระภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับ แจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ หรือได้รับแจ้งผลการหารือร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจเป็นหนังสือ จากกรมสรรพากร หรือได้รับทราบคำพิพากษาถึงที่สุด แล้วแต่กรณี ในกรณีที่มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสียภาษีเพิ่มขึ้น ผู้อุทธรณ์จะต้องชำระภายในระยะเวลา ที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่ง
- ๗๕
เพื่อประโยชน์ในการวินิจฉัยอุทธรณ์ ให้ประธานคณะกรรมการอุทธรณ์ มีอำนาจออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวนหรือออกหมายเรียกพยาน กับสั่งให้ผู้อุทธรณ์หรือพยานนั้น นำสมุดบัญชีหรือพยานหลักฐานอันจำเป็นมาแสดงเพื่อประกอบการพิจารณาและวินิจฉัยก็ได้ แต่ต้อง ให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามสิบวันนับแต่วันส่งหมาย เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘๒ ก
- ๗๖
ผู้อุทธรณ์ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกหรือคำสั่งตามมาตรา ๗๕ หรือไม่ยอม ตอบคำถามเมื่อซักถาม โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ผู้นั้นหมดสิทธิที่จะอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อไป
หมวด ๖ เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม
3 มาตรา- ๗๗
ในการประเมินตามมาตรา ๖๒ หรือมาตรา ๖๓ ผู้ต้องเสียภาษีส่วนเพิ่ม ต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของจำนวนเงินภาษีส่วนเพิ่มที่ต้องเสีย ในการประเมินตามมาตรา ๖๕ หรือมาตรา ๖๖ ผู้ต้องเสียภาษีส่วนเพิ่มต้องรับผิด เสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของจำนวนเงินภาษีส่วนเพิ่มที่ต้องเสีย เบี้ยปรับตามวรรคหนึ่งและวรรคสองอาจงดหรือลดลงได้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ที่อธิบดีประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรี
- ๗๘
บุคคลใดไม่เสียภาษีส่วนเพิ่มภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ตามพระราชกำหนดนี้ ให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละหนึ่งจุดห้าต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีส่วนเพิ่มที่ต้องเสีย โดยไม่รวมเบี้ยปรับ ในกรณีอธิบดีอนุมัติให้ขยายกำหนดเวลาชำระภาษีส่วนเพิ่มและได้มีการชำระภายใน กำหนดเวลาที่ขยายให้นั้น เงินเพิ่มตามวรรคหนึ่งให้ลดลงเหลือร้อยละศูนย์จุดเจ็ดห้าต่อเดือน หรือเศษของเดือน การคำนวณเงินเพิ่มตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้เริ่มนับเมื่อพ้นกำหนดเวลาการยื่น แบบแสดงรายการจนถึงวันที่ได้ชำระภาษีส่วนเพิ่ม แต่เงินเพิ่มที่คำนวณได้มิให้เกินจำนวนภาษีส่วนเพิ่ม ที่ต้องเสีย ไม่ว่าภาษีส่วนเพิ่มที่ต้องเสียนั้นจะเกิดจากการประเมิน หรือคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมิน หรือคำวินิจฉัยอุทธรณ์ หรือคำพิพากษาของศาล
- ๗๙
เบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามพระราชกำหนดนี้ให้ถือเป็นเงินภาษีส่วนเพิ่ม
หมวด ๗ บทกำหนดโทษ เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘๒
10 มาตรา- ๘๐
ผู้ใดล่วงรู้ข้อมูลอันเนื่องจากการปฏิบัติตามพระราชกำหนดนี้ หรือเนื่องจาก การเปิดเผยข้อมูลตามมาตรา ๒๐ มาตรา ๒๑ หรือมาตรา ๒๒ แล้วนำไปเปิดเผยแก่บุคคลอื่น เว้นแต่เป็นการเปิดเผยตามหน้าที่และอำนาจตามพระราชกำหนดนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ๘๑
ผู้ใดขัดขวางเจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่ตามมาตรา ๑๐ ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ๘๒
ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งตามมาตรา ๑๒ หรือยื่นบัญชี หลักฐาน หรือรายงาน หรือแจ้งข้อความตามมาตรา ๑๒ โดยแสดงข้อมูลหรือแจ้งข้อมูลไม่ถูกต้องครบถ้วน โดยไม่มีเหตุอันสมควร ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
- ๘๓
ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา ๑๕ ต้องระวางโทษ ปรับไม่เกินห้าพันบาท
- ๘๔
ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๕๔ มาตรา ๕๕ หรือมาตรา ๕๗ โดยไม่มีเหตุอันสมควร ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองแสนบาท
- ๘๕
ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกหรือคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมิน หรือไม่ยอม ตอบคำถามเมื่อซักถามตามมาตรา ๖๑ หรือมาตรา ๖๔ หรือของผู้มีอำนาจตามมาตรา ๗๐ หรือ ของประธานคณะกรรมการอุทธรณ์ตามมาตรา ๗๕ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับ ไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ๘๖
ผู้ใดโดยเจตนาไม่ยื่นรายงานหรือรายการที่ต้องยื่นตามพระราชกำหนดนี้ หรือแจ้งหรือยื่นไม่ถูกต้องอันเป็นเหตุให้จำนวนภาษีส่วนเพิ่มขาดไป เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษี ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ๘๗
ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๖๙ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาท ในกรณีผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นนิติบุคคล หากกรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ ผู้แทนของนิติบุคคล หรือผู้เข้าร่วมนิติสัมพันธ์นั้นได้มีส่วนในการกระทำความผิดของนิติบุคคล ให้กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ ผู้แทนของนิติบุคคล หรือผู้เข้าร่วมนิติสัมพันธ์ดังกล่าว ต้องรับโทษ ตามที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่งด้วย
- ๘๘
ผู้ใด เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘๒ ก
(๑) โดยรู้อยู่แล้วหรือจงใจยื่นข้อความเท็จ หรือให้ถ้อยคำเท็จ หรือตอบคำถามด้วยถ้อยคำ อันเป็นเท็จ หรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดงเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีส่วนเพิ่มตามพระราชกำหนดนี้
(๒) โดยความเท็จ โดยเจตนาละเลย โดยฉ้อโกงหรือใช้อุบายโดยวิธีการอย่างหนึ่งอย่างใด หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีส่วนเพิ่มตามพระราชกำหนดนี้ หรือ
(๓) แนะนำหรือสนับสนุนให้บุคคลอื่นใดกระทำการตาม (๑) หรือ
(๒) ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสามล้านห้าแสนบาท
- ๘๙
บรรดาความผิดตามพระราชกำหนดนี้ซึ่งมีโทษปรับสถานเดียวหรือมีโทษปรับ หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือทั้งจำทั้งปรับ เว้นแต่ความผิดตามมาตรา ๘๐ ให้ดำเนินการเปรียบเทียบ ในความผิดดังต่อไปนี้
(๑) ความผิดที่มีโทษปรับสถานเดียว หรือมีโทษปรับหรือจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน ให้อธิบดีมีอำนาจเปรียบเทียบโดยกำหนดค่าปรับแต่สถานเดียว
(๒) ความผิดที่มีโทษปรับหรือโทษจำคุกเกินหกเดือนแต่ไม่เกินหนึ่งปี หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งโทษจำคุกเกินหกเดือนแต่ไม่เกินหนึ่งปี ให้คณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยอธิบดีกรมสรรพากร อธิบดีกรมการปกครอง และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากบุคคลดังกล่าว มีอำนาจเปรียบเทียบโดยกำหนดค่าปรับแต่สถานเดียว เมื่อผู้ต้องหาได้ชำระเงินค่าปรับตามจำนวนที่เปรียบเทียบภายในระยะเวลาที่กำหนดแล้ว ให้ถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ถ้าผู้ต้องหาไม่ยินยอมตามที่เปรียบเทียบ หรือเมื่อยินยอมแล้วไม่ชำระเงินค่าปรับภายใน ระยะเวลาที่กำหนด ให้ดำเนินคดีต่อไป ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๘๒ ก หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ มาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษี ระหว่างประเทศ (Global Anti-Base Erosion Rules) เป็นแนวทางสากลที่เห็นชอบร่วมกันระหว่าง ภาคีสมาชิกของกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศเกี่ยวกับการกัดกร่อนฐานภาษีและการโอนกำไร (Inclusive Framework on Base Erosion and Profit Shifting) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรับรองว่าอัตราภาษี ที่แท้จริงของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติขนาดใหญ่จากการประกอบกิจการในแต่ละประเทศนั้นต้องไม่น้อยกว่า ร้อยละสิบห้า หากน้อยกว่าจำนวนดังกล่าวในประเทศใด ประเทศอื่นที่ปรับใช้มาตรการดังกล่าวมีสิทธิจัดเก็บ ภาษีส่วนที่ยังขาดอยู่ หรือที่เรียกว่า “ภาษีส่วนเพิ่ม” (Top-up Tax) แทนได้ ซึ่งปัจจุบันหลายประเทศ มีการตรากฎหมายเพื่อจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มจากกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติขนาดใหญ่แล้ว ดังนั้น เพื่อเป็น การรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทยในการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศไทยและเป็นการรักษาสิทธิ ในการจัดเก็บภาษีของประเทศไทยจากภาษีส่วนเพิ่มที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ซึ่งจะต้องเริ่มคำนวณภาษีส่วนเพิ่ม ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๖๘ จึงเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์ ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้ PoweredbyTCPDF(www.tcpdf.org) เล่ม ๑๔๒ ตอนที่ ๒ ก ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การอนุมัติพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. ๒๕๖๗ ตามที่คณะรัฐมนตรีได้เสนอพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. ๒๕๖๗ ไปเพื่อรัฐสภาพิจารณา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย นั้น ในคราวประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ ๖ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) วันพุธที่ ๘ มกราคม ๒๕๖๘ ที่ประชุมได้พิจารณาและลงมติอนุมัติพระราชกำหนดฉบับดังกล่าว และในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๖ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) วันจันทร์ที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๖๘ ที่ประชุมได้พิจารณาและลงมติอนุมัติพระราชกำหนดฉบับดังกล่าวแล้ว จึงประกาศมาตามความในมาตรา ๑๗๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกาศ ณ วันที่ 17 มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๘ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี PoweredbyTCPDF(www.tcpdf.org)
หมายเหตุและเชิงอรรถท้ายฉบับ
ก
ก
ที่มาของตัวบทนี้
- ผู้เผยแพร่ไฟล์
- สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาดัชนีกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
- หน้ารายการของกฤษฎีกา
- https://www.ocs.go.th/searchlaw/law-index/item/10128ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย) — สัญญาอนุญาตประกาศอยู่ในระเบียนชุดข้อมูลนี้ — คือหลักฐานสัญญาอนุญาตของตัวบททั้งฉบับ
- ไฟล์ต้นทาง
- https://www.ocs.go.th/searchlaw/power_link/download/eyJ1dWlkIjoiZTM0OWU5NTEtZTkyMi00N2IwLTgxM2EtYTdlNGI1NWRjOTU0IiwiZmlsZW5hbWUiOiLguKAwMDExIOC4nuC4o-C4sOC4o-C4suC4iuC4geC4s-C4q-C4meC4lCAyNTY3LTgy4LiBLTEt4Lit4LiZ4Li44Lih4Lix4LiV4Li0LnBkZiJ9.4sSIy412dbTbap3RdITjTzN32npBqJ7-Ixyvky1kMl041 หน้า
- ค่าตรวจสอบไฟล์ (checksum)
- sha256:f01150beaaa491f47a34b8e353377bf05c453abe02d132011e2b582c4d8f05f8ดึงเมื่อ 2026-08-23T17:25:43.380Z
- วิธีดึงข้อความ
- pdftotext -layout บน ToUnicode ที่ซ่อม (repair-tounicode.py)ผ่านด่านตรวจของ ai-law: ซ่อม ToUnicode · คืนสระ ำ · ลำดับมาตราต่อเนื่อง · เทียบพยาน OCR