อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · บาลี · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๒๙

เรื่องพระสุธรรม

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๒๙–๑๕๘พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 30 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 30 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 6 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา สุธมฺโม มจฺฉิกาสณฺเฑ จิตฺตสฺส คหปติโน อาวาสิโก โหติ นวกมฺมิโก ธุวภตฺติโก ฯ ยทา จิตฺโต คหปติ สงฺฆํ วา คณํ วา ปุคฺคลํ วา นิมนฺเตตุกาโม โหติ น อายสฺมนฺตํ สุธมฺมํ อนปโลเกตฺวา สงฺฆํ วา คณํ วา ปุคฺคลํ วา นิมนฺเตติ ฯ เตน โข ปน สมเยน สมฺพหุลา เถรา ภิกฺขู อายสฺมา จ สารีปุตฺโต อายสฺมา จ มหาโมคฺคลฺลาโน อายสฺมา จ มหากจฺจาโน อายสฺมา จ มหาโกฏฺฐิโก อายสฺมา จ มหากปฺปิโน อายสฺมา จ มหาจุนฺโท อายสฺมา จ อนุรุทฺโธ อายสฺมา จ เรวโต อายสฺมา จ อุปาลิ อายสฺมา จ อานนฺโท อายสฺมา จ ราหุโล กาสีสุ จาริกญฺจรมานา เยน มจฺฉิกาสณฺโฑ ตทวสรุํ ฯ

อสฺโสสิ โข จิตฺโต คหปติ เถรา กิร ภิกฺขู มจฺฉิกาสณฺฑํ อนุปฺปตฺตาติ ฯ อถโข จิตฺโต คหปติ เยน เถรา ภิกฺขู เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา เถเร ภิกฺขู อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข จิตฺตํ คหปตึ อายสฺมา สารีปุตฺโต ธมฺมิยา กถาย สนฺทสฺเสสิ สมาทเปสิ สมุตฺเตเชสิ สมฺปหํเสสิ ฯ อถโข จิตฺโต คหปติ อายสฺมตา สารีปุตฺเตน ธมฺมิยา กถาย สนฺทสฺสิโต สมาทปิโต สมุตฺเตชิโต สมฺปหํสิโต เถเร ภิกฺขู เอตทโวจ อธิวาเสนฺตุ เม ภนฺเต เถรา สฺวาตนาย อาคนฺตุกภตฺตนฺติ ฯ อธิวาเสสุํ โข เต เถรา ภิกฺขู ตุณฺหีภาเวน ฯ

อถโข จิตฺโต คหปติ เถรานํ ภิกฺขูนํ อธิวาสนํ วิทิตฺวา อุฏฺฐายาสนา เถเร ภิกฺขู อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา เยนายสฺมา สุธมฺโม เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ สุธมฺมํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ ฯ เอกมนฺตํ ฐิโต โข จิตฺโต คหปติ อายสฺมนฺตํ สุธมฺมํ เอตทโวจ อธิวาเสตุ เม ภนฺเต อยฺโย สุธมฺโม สฺวาตนาย ภตฺตํ สทฺธึ เถเรหีติ ฯ อถโข อายสฺมา สุธมฺโม ปุพฺเพ ขฺวายํ จิตฺโต คหปติ ยทา สงฺฆํ วา คณํ วา ปุคฺคลํ วา นิมนฺเตตุกาโม น มํ อนปโลเกตฺวา สงฺฆํ วา คณํ วา ปุคฺคลํ วา นิมนฺเตติ โสทานิ มํ อนปโลเกตฺวา เถเร ภิกฺขู นิมนฺเตสิ ทุฏฺโฐทานายํ จิตฺโต คหปติ อนเปกฺโข วิรตฺตรูโป มยีติ จิตฺตํ คหปตึ เอตทโวจ อลํ คหปติ นาธิวาเสมีติ ฯ {๑๓๑.๑} ทุติยมฺปิ โข จิตฺโต คหปติ อายสฺมนฺตํ สุธมฺมํ เอตทโวจ อธิวาเสตุ เม ภนฺเต อยฺโย สุธมฺโม สฺวาตนาย ภตฺตํ สทฺธึ เถเรหีติ ฯ อลํ คหปติ นาธิวาเสมีติ ฯ ตติยมฺปิ โข จิตฺโต คหปติ อายสฺมนฺตํ สุธมฺมํ เอตทโวจ อธิวาเสตุ เม ภนฺเต อยฺโย สุธมฺโม สฺวาตนาย ภตฺตํ สทฺธึ เถเรหีติ ฯ อลํ คหปติ นาธิวาเสมีติ ฯ อถโข จิตฺโต คหปติ กึ เม กริสฺสติ อยฺโย สุธมฺโม อธิวาเสนฺโต วา อนธิวาเสนฺโต วาติ อายสฺมนฺตํ สุธมฺมํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา ปกฺกามิ ฯ

อถโข จิตฺโต คหปติ ตสฺสา รตฺติยา อจฺจเยน เถรานํ ภิกฺขูนํ ปณีตํ ขาทนียํ โภชนียํ ปฏิยาทาเปสิ ฯ อถโข อายสฺมา สุธมฺโม ยนฺนูนาหํ จิตฺตสฺส คหปติโน เถรานํ ภิกฺขูนํ ปฏิยตฺตํ ปสฺเสยฺยนฺติ ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย เยน จิตฺตสฺส คหปติโน นิเวสนํ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ปญฺญตฺเต อาสเน นิสีทิ ฯ อถโข จิตฺโต คหปติ เยนายสฺมา สุธมฺโม เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ สุธมฺมํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข จิตฺตํ คหปตึ อายสฺมา สุธมฺโม เอตทโวจ ปหูตํ โข เต อิทํ คหปติ ขาทนียํ โภชนียํ ปฏิยตฺตํ เอกา จ โข อิธ นตฺถิ ยทิทํ ติลสงฺคุฬิกาติ ฯ {๑๓๒.๑} พหุมฺหิ วต ภนฺเต พุทฺธวจเน วิชฺชมาเน อยฺเยน สุธมฺเมน ยเทว กิญฺจิ ภาสิตํ ยทิทํ ติลสงฺคุฬิกาติ ภูตปุพฺพํ ภนฺเต ทกฺขิณาปถกา วาณิชา ปุรตฺถิมํ ชนปทํ อคมํสุ เต วาณิชา ตโต กุกฺกุฏึ อาเนสุํ อถโข สา ภนฺเต กุกฺกุฏี กาเกน สทฺธึ สํวาสํ กปฺเปสิ สา โปตกํ ชเนสิ ยทา โข โส ภนฺเต กุกฺกุฏโปตโก กากวสฺสํ วสฺสิตุกาโม โหติ กากากุกฺกุฏีติ วสฺสติ ยทา กุกฺกุฏวสฺสํ วสฺสิตุกาโม โหติ กุกฺกุฏีกากาติ วสฺสติ เอวเมว โข ภนฺเต พหุมฺหิ พุทฺธวจเน วิชฺชมาเน อยฺเยน สุธมฺเมน ยเทว กิญฺจิ ภาสิตํ ยทิทํ ติลสงฺคุฬิกาติ ฯ {๑๓๒.๒} อกฺโกสสิ มํ ตฺวํ คหปติ ปริภาสสิ มํ ตฺวํ คหปติ เอโส เต คหปติ อาวาโส ตมฺหา อาวาสา ปกฺกมิสฺสามีติ ฯ นาหํ ภนฺเต อยฺยํ สุธมฺมํ อกฺโกสามิ น ปริภาสามิ วสตุ โข ภนฺเต อยฺโย สุธมฺโม มจฺฉิกาสณฺเฑ รมฺมณีเย อมฺพาฏกวเน อหํ อยฺยสฺส สุธมฺมสฺส อุสฺสุกฺกํ กริสฺสามิ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสน- คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารานนฺติ ฯ {๑๓๒.๓} ทุติยมฺปิ โข อายสฺมา สุธมฺโม จิตฺตํ คหปตึ เอตทโวจ อกฺโกสสิ มํ ตฺวํ คหปติ ปริภาสสิ มํ ตฺวํ คหปติ เอโส เต คหปติ อาวาโส ตมฺหา อาวาสา ปกฺกมิสฺสามีติ ฯ นาหํ ภนฺเต อยฺยํ สุธมฺมํ อกฺโกสามิ น ปริภาสามิ วสตุ โข ภนฺเต อยฺโย สุธมฺโม มจฺฉิกาสณฺเฑ รมฺมณีเย อมฺพาฏกวเน อหํ อยฺยสฺส สุธมฺมสฺส อุสฺสุกฺกํ กริสฺสามิ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารานนฺติ ฯ ตติยมฺปิ โข อายสฺมา สุธมฺโม จิตฺตํ คหปตึ เอตทโวจ อกฺโกสสิ มํ ตฺวํ คหปติ ปริภาสสิ มํ ตฺวํ คหปติ เอโส เต คหปติ อาวาโส ตมฺหา อาวาสา ปกฺกมิสฺสามีติ ฯ กหํ ภนฺเต อยฺโย สุธมฺโม คมิสฺสตีติ ฯ สาวตฺถึ โข อหํ คหปติ คมิสฺสามิ ภควนฺตํ ทสฺสนายาติ ฯ เตนหิ ภนฺเต ยญฺจ อตฺตนา ภณิตํ ยญฺจ มยา ภณิตํ ตํ สพฺพํ ภควโต อาโรเจหิ อนจฺฉริยํ โข ปเนตํ ภนฺเต ยํ อยฺโย สุธมฺโม ปุนเทว มจฺฉิกาสณฺฑํ ปจฺจาคจฺเฉยฺยาติ ฯ

อถโข อายสฺมา สุธมฺโม เสนาสนํ สํสาเมตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย เยน สาวตฺถี เตน ปกฺกามิ อนุปุพฺเพน เยน สาวตฺถี เชตวนํ อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราโม เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา สุธมฺโม ยญฺจ อตฺตนา ภณิตํ ยญฺจ จิตฺเตน คหปตินา ภณิตํ ตํ สพฺพํ ภควโต อาโรเจสิ ฯ

วิครหิ พุทฺโธ ภควา อนนุจฺฉวิกํ โมฆปุริส อนนุโลมิกํ อปฺปฏิรูปํ อสฺสามณกํ อกปฺปิยํ อกรณียํ กถํ หิ นาม ตฺวํ โมฆปุริส จิตฺตํ คหปตึ สทฺธึ ปสนฺนํ ทายกํ การกํ สงฺฆุปฏฺฐากํ หีเนน ขุํเสสฺสสิ หีเนน วมฺเภสฺสสิ เนตํ โมฆปุริส อปฺปสนฺนานํ วา ปสาทาย ฯเปฯ วิครหิตฺวา ฯเปฯ ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ เตนหิ ภิกฺขเว สงฺโฆ สุธมฺมสฺส ภิกฺขุโน ปฏิสารณียกมฺมํ กโรตุ จิตฺโต เต คหปติ ขมาเปตพฺโพ ฯ เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว กาตพฺพํ ฯ ปฐมํ สุธมฺโม ภิกฺขุ โจเทตพฺโพ โจเทตฺวา สาเรตพฺโพ สาเรตฺวา อาปตฺติ อาโรเปตพฺพา อาปตฺตึ อาโรเปตฺวา พฺยตฺเตน ภิกฺขุนา ปฏิพเลน สงฺโฆ ญาเปตพฺโพ {๑๓๔.๑} สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ อยํ สุธมฺโม ภิกฺขุ จิตฺตํ คหปตึ สทฺธํ ปสนฺนํ ทายกํ การกํ สงฺฆุปฏฺฐากํ หีเนน ขุํเสติ หีเนน วมฺเภติ ฯ ยทิ สงฺฆสฺส ปตฺตกลฺลํ สงฺโฆ สุธมฺมสฺส ภิกฺขุโน ปฏิสารณียกมฺมํ กเรยฺย จิตฺโต เต คหปติ ขมาเปตพฺโพติ ฯ เอสา ญตฺติ ฯ {๑๓๔.๒} สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ อยํ สุธมฺโม ภิกฺขุ จิตฺตํ คหปตึ สทฺธํ ปสนฺนํ ทายกํ การกํ สงฺฆุปฏฺฐากํ หีเนน ขุํเสติ หีเนน วมฺเภติ ฯ สงฺโฆ สุธมฺมสฺส ภิกฺขุโน ปฏิสารณียกมฺมํ กโรติ จิตฺโต เต คหปติ ขมาเปตพฺโพติ ฯ ยสฺสายสฺมโต ขมติ สุธมฺมสฺส ภิกฺขุโน ปฏิสารณียกมฺมสฺส กรณํ จิตฺโต เต คหปติ ขมาเปตพฺโพติ โส ตุณฺหสฺส ยสฺส นกฺขมติ โส ภาเสยฺย ฯ {๑๓๔.๓} ทุติยมฺปิ เอตมตฺถํ วทามิ ฯเปฯ ตติยมฺปิ เอตมตฺถํ วทามิ ฯ สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ อยํ สุธมฺโม ภิกฺขุ จิตฺตํ คหปตึ สทฺธํ ปสนฺนํ ทายกํ การกํ สงฺฆุปฏฺฐากํ หีเนน ขุํเสติ หีเนน วมฺเภติ ฯ สงฺโฆ สุธมฺมสฺส ภิกฺขุโน ปฏิสารณียกมฺมํ กโรติ จิตฺโต เต คหปติ ขมาเปตพฺโพติ ฯ ยสฺสายสฺมโต ขมติ สุธมฺมสฺส ภิกฺขุโน ปฏิสารณียกมฺมสฺส กรณํ จิตฺโต เต คหปติ ขมาเปตพฺโพติ โส ตุณฺหสฺส ยสฺส นกฺขมติ โส ภาเสยฺย ฯ {๑๓๔.๔} กตํ สงฺเฆน สุธมฺมสฺส ภิกฺขุโน ปฏิสารณียกมฺมํ จิตฺโต เต คหปติ ขมาเปตพฺโพติ ขมติ สงฺฆสฺส ตสฺมา ตุณฺหี ฯ เอวเมตํ ธารยามีติ ฯ

ตีหิ ภิกฺขเว องฺเคหิ สมนฺนาคตํ ปฏิสารณียกมฺมํ อธมฺมกมฺมญฺเจว โหติ อวินยกมฺมญฺจ ทุวูปสนฺตญฺจ อสมฺมุขา กตํ โหติ อปฺปฏิปุจฺฉา กตํ โหติ อปฺปฏิญฺญาย กตํ โหติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตํ ปฏิสารณียกมฺมํ อธมฺมกมฺมญฺเจว โหติ อวินยกมฺมญฺจ ทุวูปสนฺตญฺจ ฯ

อปเรหิปิ ภิกฺขเว ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตํ ปฏิสารณียกมฺมํ อธมฺมกมฺมญฺเจว โหติ อวินยกมฺมญฺจ ทุวูปสนฺตญฺจ อนาปตฺติยา กตํ โหติ อเทสนาคามินิยา อาปตฺติยา กตํ โหติ เทสิตาย อาปตฺติยา กตํ โหติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตํ ปฏิสารณียกมฺมํ อธมฺมกมฺมญฺเจว โหติ อวินยกมฺมญฺจ ทุวูปสนฺตญฺจ ฯ

อปเรหิปิ ภิกฺขเว ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตํ ปฏิสารณียกมฺมํ อธมฺมกมฺมญฺเจว โหติ อวินยกมฺมญฺจ ทุวูปสนฺตญฺจ อโจเทตฺวา กตํ โหติ อสาเรตฺวา กตํ โหติ อาปตฺตึ อนาโรเปตฺวา กตํ โหติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตํ ปฏิสารณียกมฺมํ อธมฺมกมฺมญฺเจว โหติ อวินยกมฺมญฺจ ทุวูปสนฺตญฺจ ฯ

อปเรหิปิ ภิกฺขเว ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตํ ปฏิสารณียกมฺมํ อธมฺมกมฺมญฺเจว โหติ อวินยกมฺมญฺจ ทุวูปสนฺตญฺจ อสมฺมุขา กตํ โหติ อธมฺเมน กตํ โหติ วคฺเคน กตํ โหติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ฯเปฯ

อปเรหิปิ ภิกฺขเว ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตํ ปฏิสารณียกมฺมํ อธมฺมกมฺมญฺเจว โหติ อวินยกมฺมญฺจ ทุวูปสนฺตญฺจ อปฺปฏิปุจฺฉา กตํ โหติ อธมฺเมน กตํ โหติ วคฺเคน กตํ โหติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตํ ปฏิสารณียกมฺมํ อธมฺมกมฺมญฺเจว โหติ อวินยกมฺมญฺจ ทุวูปสนฺตญฺจ ฯ

อปเรหิปิ ภิกฺขเว ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตํ ปฏิสารณียกมฺมํ อธมฺมกมฺมญฺเจว โหติ อวินยกมฺมญฺจ ทุวูปสนฺตญฺจ อปฺปฏิญฺญาย กตํ โหติ อธมฺเมน กตํ โหติ วคฺเคน กตํ โหติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตํ ปฏิสารณียกมฺมํ อธมฺมกมฺมญฺเจว โหติ อวินยกมฺมญฺจ ทุวูปสนฺตญฺจ ฯ

อปเรหิปิ ภิกฺขเว ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตํ ปฏิสารณียกมฺมํ อธมฺมกมฺมญฺเจว โหติ อวินยกมฺมญฺจ ทุวูปสนฺตญฺจ อนาปตฺติยา กตํ โหติ อธมฺเมน กตํ โหติ วคฺเคน กตํ โหติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตํ ปฏิสารณียกมฺมํ อธมฺมกมฺมญฺเจว โหติ อวินยกมฺมญฺจ ทุวูปสนฺตญฺจ ฯ

อปเรหิปิ ภิกฺขเว ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตํ ปฏิสารณียกมฺมํ อธมฺมกมฺมญฺเจว โหติ อวินยกมฺมญฺจ ทุวูปสนฺตญฺจ อเทสนาคามินิยา อาปตฺติยา กตํ โหติ อธมฺเมน กตํ โหติ วคฺเคน กตํ โหติ อิเมหิ ฯเปฯ

อปเรหิปิ ฯเปฯ เทสิตาย อาปตฺติยา กตํ โหติ อธมฺเมน กตํ โหติ วคฺเคน กตํ โหติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตํ ปฏิสารณียกมฺมํ อธมฺมกมฺมญฺเจว ฯเปฯ

อปเรหิปิ ภิกฺขเว ฯเปฯ อโจเทตฺวา กตํ โหติ อธมฺเมน กตํ โหติ วคฺเคน กตํ โหติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตํ ปฏิสารณียกมฺมํ อธมฺมกมฺมญฺเจว โหติ อวินยกมฺมญฺจ ทุวูปสนฺตญฺจ ฯ

อปเรหิปิ ภิกฺขเว ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตํ ปฏิสารณียกมฺมํ อธมฺมกมฺมญฺเจว โหติ อวินยกมฺมญฺจ ทุวูปสนฺตญฺจ อสาเรตฺวา กตํ โหติ อธมฺเมน กตํ โหติ วคฺเคน กตํ โหติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตํ ปฏิสารณียกมฺมํ อธมฺมกมฺมญฺเจว โหติ อวินยกมฺมญฺจ ทุวูปสนฺตญฺจ ฯ

อปเรหิปิ ภิกฺขเว ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตํ ปฏิสารณียกมฺมํ อธมฺมกมฺมญฺเจว ฯเปฯ อาปตฺตึ อนาโรเปตฺวา กตํ โหติ อธมฺเมน กตํ โหติ วคฺเคน กตํ โหติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตํ ปฏิสารณียกมฺมํ อธมฺมกมฺมญฺเจว โหติ อวินยกมฺมญฺจ ทุวูปสนฺตญฺจ ฯ ปฏิสารณียกมฺเม อธมฺมกมฺมทฺวาทสกํ นิฏฺฐิตํ ฯ

ตีหิ ภิกฺขเว องฺเคหิ สมนฺนาคตํ ปฏิสารณียกมฺมํ ธมฺมกมฺมญฺเจว โหติ วินยกมฺมญฺจ สุวูปสนฺตญฺจ สมฺมุขา กตํ โหติ ปฏิปุจฺฉา กตํ โหติ ปฏิญฺญาย กตํ โหติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตํ ปฏิสารณียกมฺมํ ธมฺมกมฺมญฺเจว โหติ วินยกมฺมญฺจ สุวูปสนฺตญฺจ ฯ

อปเรหิปิ ภิกฺขเว ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตํ ปฏิสารณียกมฺมํ ธมฺมกมฺมญฺเจว โหติ วินยกมฺมญฺจ สุวูปสนฺตญฺจ อาปตฺติยา กตํ โหติ เทสนาคามินิยา อาปตฺติยา กตํ โหติ อเทสิตาย อาปตฺติยา กตํ โหติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตํ ปฏิสารณียกมฺมํ ธมฺมกมฺมญฺเจว โหติ วินยกมฺมญฺจ สุวูปสนฺตญฺจ ฯ

อปเรหิปิ ภิกฺขเว ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตํ ปฏิสารณียกมฺมํ ธมฺมกมฺมญฺเจว โหติ วินยกมฺมญฺจ สุวูปสนฺตญฺจ โจเทตฺวา กตํ โหติ สาเรตฺวา กตํ โหติ อาปตฺตึ อาโรเปตฺวา กตํ โหติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตํ ฯเปฯ

อปเรหิปิ ภิกฺขเว ฯเปฯ สมฺมุขา กตํ โหติ ธมฺเมน กตํ โหติ สมคฺเคน กตํ โหติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตํ ปฏิสารณียกมฺมํ ฯเปฯ

อปเรหิปิ ภิกฺขเว ฯเปฯ ปฏิปุจฺฉา กตํ โหติ ธมฺเมน กตํ โหติ สมคฺเคน กตํ โหติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ตีหงฺเคหิ ฯเปฯ

อปเรหิปิ ภิกฺขเว ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตํ ฯเปฯ ปฏิญฺญาย กตํ โหติ ธมฺเมน กตํ โหติ สมคฺเคน กตํ โหติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ตีหงฺเคหิ ฯเปฯ

อปเรหิปิ ภิกฺขเว ฯเปฯ อาปตฺติยา กตํ โหติ ธมฺเมน กตํ โหติ สมคฺเคน กตํ โหติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ฯเปฯ

อปเรหิปิ ภิกฺขเว ฯเปฯ เทสนาคามินิยา อาปตฺติยา กตํ โหติ ธมฺเมน กตํ โหติ สมคฺเคน กตํ โหติ อิเมหิ ฯเปฯ

อปเรหิปิ ภิกฺขเว ฯเปฯ อเทสิตาย อาปตฺติยา กตํ โหติ ธมฺเมน กตํ โหติ สมคฺเคน กตํ โหติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ฯเปฯ

อปเรหิปิ ภิกฺขเว ฯเปฯ โจเทตฺวา กตํ โหติ ธมฺเมน กตํ โหติ สมคฺเคน กตํ โหติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ฯเปฯ

อปเรหิปิ ภิกฺขเว ฯเปฯ สาเรตฺวา กตํ โหติ ธมฺเมน กตํ โหติ สมคฺเคน กตํ โหติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตํ ปฏิสารณียกมฺมํ ธมฺมกมฺมญฺเจว โหติ วินยกมฺมญฺจ สุวูปสนฺตญฺจ ฯ

อปเรหิปิ ภิกฺขเว ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตํ ปฏิสารณียกมฺมํ ธมฺมกมฺมญฺเจว โหติ วินยกมฺมญฺจ สุวูปสนฺตญฺจ อาปตฺตึ อาโรเปตฺวา กตํ โหติ ธมฺเมน กตํ โหติ สมคฺเคน กตํ โหติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตํ ปฏิสารณียกมฺมํ ธมฺมกมฺมญฺเจว โหติ วินยกมฺมญฺจ สุวูปสนฺตญฺจ ฯ ปฏิสารณียกมฺเม ธมฺมกมฺมทฺวาทสกํ นิฏฺฐิตํ ฯ

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๔. ปฏิสารณียกรรม เรื่องพระสุธรรม

ข้อ ๓๓

สมัยนั้น ท่านพระสุธรรมเป็นพระนักก่อสร้าง รับภัตตาหารประจำใน อาวาสของจิตตคหบดี เมืองมัจฉิกาสณฑ์ ทุกครั้งที่จิตตคหบดีต้องการนิมนต์สงฆ์คณะ หรือบุคคล ถ้ายังไม่เรียนให้ท่านสุธรรมทราบ จะไม่นิมนต์ ต่อมา พระเถระหลายรูป คือ ท่านพระสารีบุตร ท่านพระมหาโมคคัลลานะท่านพระมหากัจจายนะ ท่านพระมหาโกฏฐิกะ ท่านพระมหากัปปินะ ท่านพระมหาจุนทะ ท่านพระอนุรุทธะ ท่านพระเรวตะ ท่านพระอุบาลี ท่านพระอานนท์ และท่านพระราหุล เที่ยวจาริกไปแคว้นกาสีลุถึงเมืองมัจฉิกาสณฑ์ จิตตคหบดีต้อนรับพระอาคันตุกะ จิตตคหบดีทราบว่า “พระเถระหลายรูปเดินทางมาถึงเมืองมัจฉิกาสณฑ์แล้ว” ครั้งนั้น จิตตคหบดีเข้าไปหาพระเถระทั้งหลายที่สำนัก ไหว้แล้วนั่งลง ณ ที่สมควรท่านพระสารีบุตรได้ชี้แจงให้จิตตคหบดีผู้นั่ง ณ ที่สมควรให้เห็นชัด ชวนให้อยากรับไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริงด้วยธรรมีกถา ลำดับนั้น จิตตคหบดีผู้ซึ่งพระสารีบุตรเถระชี้แจงให้เห็นชัด ชวนให้อยากรับไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริงด้วยธรรมีกถาแล้วจึงกราบอาราธนาพระเถระว่า “ท่านผู้เจริญ ขอพระเถระทั้งหลาย โปรดรับอาคันตุกภัตของกระผม เพื่อเจริญกุศลในวันรุ่งขึ้นเถิด” พระเถระรับคำนิมนต์โดยดุษณีภาพ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๖ หน้า : ๖๕}

พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๑. กัมมขันธกะ] ๔. ปฏิสารณียกรรม ครั้นเขาทราบว่าพระเถระรับคำนิมนต์แล้ว ได้ลุกขึ้นไหว้พระเถระทั้งหลาย ทำประทักษิณแล้วเข้าไปหาท่านพระสุธรรม ไหว้แล้วยืน ณ ที่สมควร เรียนท่านพระสุธรรมว่า “ท่านผู้เจริญ นิมนต์รับภัตตาหารของกระผม เพื่อเจริญกุศลในวันรุ่งขึ้นพร้อมกับพระเถระทั้งหลายเถิด” ลำดับนั้น พระสุธรรมคิดว่า “แต่ก่อนจิตตคหบดีนี้เมื่อต้องการจะนิมนต์สงฆ์คณะ หรือบุคคลก็ต้องบอกเราก่อนทุกครั้ง แต่เวลานี้กลับไม่บอกเราก่อนแล้วไปนิมนต์พระเถระทั้งหลาย บัดนี้จิตตคหบดีคงจะโกรธไม่สนใจใยดี เบื่อหน่ายเราเสียแล้ว” จึงตอบว่า “อย่าเลย จิตตคหบดี อาตมาไม่รับนิมนต์” แม้ครั้งที่ ๒ จิตตคหบดี ก็กราบเรียนท่านพระสุธรรมดังนี้ว่า “ท่านผู้เจริญ นิมนต์รับภัตตาหารของกระผม เพื่อเจริญกุศลในวันรุ่งขึ้นพร้อมกับพระเถระทั้งหลายเถิด” ท่านพระสุธรรมตอบว่า “อย่าเลย จิตตคหบดี อาตมาไม่รับนิมนต์” แม้ครั้งที่ ๓ จิตตคหบดี ก็กราบเรียนท่านพระสุธรรมดังนี้ว่า “ท่านผู้เจริญ นิมนต์รับภัตตาหารของกระผม เพื่อเจริญกุศลในวันรุ่งขึ้นพร้อมกับพระเถระทั้งหลายเถิด” ท่านพระสุธรรมตอบว่า “อย่าเลย จิตตคหบดี อาตมาไม่รับนิมนต์” เวลานั้น จิตตคหบดีคิดว่า “พระสุธรรมจะรับหรือไม่รับนิมนต์ก็ทำอะไรเราไม่ได้”ไหว้พระสุธรรมแล้วทำประทักษิณจากไป พระสุธรรมวิวาทกับจิตตคหบดี

ข้อ ๓๔

ครั้นล่วงราตรีนั้นไป จิตตคหบดีให้จัดเตรียมของเคี้ยวของฉันอันประณีต ไว้ถวายภิกษุผู้เถระทั้งหลาย สมัยนั้น ท่านพระสุธรรมคิดว่า “ถ้ากระไร เราควรตรวจดูของเคี้ยวของฉันที่จิตตคหบดีเตรียมถวายภิกษุผู้เถระทั้งหลาย” พอถึงเวลาเช้าจึงนุ่งอันตรวาสก ถือบาตรและจีวรเข้าไปนิเวศน์ของจิตตคหบดี นั่งบนอาสนะที่เขาจัดถวาย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๖ หน้า : ๖๖}

พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๑. กัมมขันธกะ] ๔. ปฏิสารณียกรรม ลำดับนั้น จิตตคหบดีเข้าไปหาท่านพระสุธรรม ไหว้แล้วนั่ง ณ ที่สมควร ท่านพระสุธรรมบอกจิตตคหบดีผู้นั่ง ณ ที่สมควรแล้วว่า “ท่านเตรียมของเคี้ยวของฉันไว้อย่างเพียงพอ แต่สิ่งหนึ่ง คือ ขนมแดกงา ไม่มีในที่นี้” จิตตคหบดีกล่าวตอบว่า “ท่านผู้เจริญ เมื่อพระพุทธพจน์มีอยู่มากมาย แต่พระสุธรรมกลับมาพูดว่า ขนมแดกงา ท่านผู้เจริญ เคยมีเรื่องเล่าว่า พวกพ่อค้าชาวทักขิณาบถ เดินทางไปค้าขายแถบตะวันออก พวกเธอนำแม่ไก่มาจากที่นั้น ต่อมาแม่ไก่สมสู่กับพ่อกาก็ออกลูก เวลาที่ลูกไก่ตัวนั้นจะร้องอย่างกา มันก็ร้องเสียงกาผสมเสียงไก่ เวลาที่จะขันอย่างไก่ มันก็ขันเสียงไก่ผสมเสียงกา ฉันใด ท่านผู้เจริญเมื่อพระพุทธพจน์มีอยู่มากมาย พระสุธรรมมาพูดคำว่า ขนมแดกงาก็เหมือนกัน” ท่านพระสุธรรมกล่าวว่า “คหบดี ท่านด่าบริภาษอาตมา นั่นวัดของท่านอาตมาจะไปละ” จิตตคหบดีกล่าวว่า “ท่านผู้เจริญ กระผมมิได้ด่าบริภาษท่าน ขออาราธนาท่านอยู่ในอัมพาฏกวันอันรื่นรมย์ เมืองมัจฉิกาสณฑ์เถิด กระผมจะดูแลเรื่องจีวรบิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารสำหรับท่าน” แม้ครั้งที่ ๒ ท่านพระสุธรรมก็กล่าวกับจิตตคหบดีว่า “คหบดี ท่านด่า บริภาษอาตมา นั่นวัดของท่าน อาตมาจะไปละ” จิตตคหบดีก็กล่าวว่า “ท่านผู้เจริญ กระผมมิได้ด่าบริภาษท่าน ขออาราธนาท่านอยู่ในอัมพาฏกวันอันรื่นรมย์ เมืองมัจฉิกาสณฑ์เถิด กระผมจะดูแลเรื่องจีวรบิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารสำหรับท่าน” แม้ครั้งที่ ๓ ท่านพระสุธรรมก็กล่าวกับจิตตคหบดีว่า “คหบดี ท่านด่าบริภาษอาตมา นั่นวัดของท่าน อาตมาจะไปละ” จิตตคหบดีถามว่า “ท่านผู้เจริญ ท่านจะไปไหน” ท่านพระสุธรรมตอบว่า “คหบดี อาตมาจะไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคที่กรุงสาวัตถี”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๖ หน้า : ๖๗}

พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๑. กัมมขันธกะ] ๔. ปฏิสารณียกรรม จิตตคหบดีกล่าวว่า “ท่านผู้เจริญ ถ้าอย่างนั้น ท่านจงกราบทูลคำที่ท่านและที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้วให้พระผู้มีพระภาคทรงรับทราบทั้งหมด การที่ท่านจะกลับมาเมืองมัจฉิกาสณฑ์อีก ไม่ใช่เรื่องน่าอัศจรรย์แต่อย่างใด” พระสุธรรมเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค

ข้อ ๓๕

ต่อมา ท่านพระสุธรรมเก็บเสนาสนะแล้ว ถือบาตรและจีวรเดินทางไปทางกรุงสาวัตถี จนลุถึงพระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกะโดยลำดับ เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลเรื่องที่ตนกล่าว และเรื่องที่จิตตคบหดีกล่าวนั้นทั้งหมดให้ทรงทราบ ทรงตำหนิพระสุธรรม พระผู้มีพระภาคทรงตำหนิว่า “โมฆบุรุษ การกระทำอย่างนั้น ไม่สมควร ไม่คล้อยตาม ไม่เหมาะสม ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ โมฆบุรุษ จิตตคหบดีเป็นผู้มีศรัทธาเลื่อมใส เป็นทายก เป็นผู้ทำงาน เป็นผู้อุปถัมภ์สงฆ์ ไฉนเธอจึงด่าด้วยคำต่ำช้า ข่มขู่ด้วยคำต่ำช้าเล่า โมฆบุรุษ การกระทำอย่างนี้มิได้ทำคนที่ยังไม่เลื่อมใส ให้เลื่อมใส ฯลฯ ครั้นทรงตำหนิแล้ว ฯลฯ ทรงแสดงธรรมีกถา รับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น สงฆ์จงลงปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุสุธรรม โดยสั่งให้ภิกษุสุธรรมนั้นไปขอขมาจิตตคหบดี” วิธีลงปฏิสารณียกรรมและกรรมวาจา ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงลงปฏิสารณียกรรมอย่างนี้ คือ เบื้องต้น พึงโจทภิกษุสุธรรม ครั้นแล้วให้ภิกษุสุธรรมให้การแล้วจึงปรับอาบัติ ครั้นปรับอาบัติแล้ว ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจาว่า

ข้อ ๓๖

“ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า จิตตคหบดีเป็นผู้มีศรัทธาเลื่อมใส เป็นทายก เป็นผู้ทำงาน เป็นผู้อุปถัมภ์สงฆ์ ภิกษุสุธรรมนี้ด่าด้วยคำต่ำช้า ขู่ด้วย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๖ หน้า : ๖๘}

พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๑. กัมมขันธกะ] ๔. ปฏิสารณียกรรม คำต่ำช้า ถ้าสงฆ์พร้อมกันแล้ว พึงลงปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุสุธรรม โดยสั่งให้เธอไปขอขมาจิตตคหบดี นี่เป็นญัตติ ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า จิตตคหบดีเป็นผู้มีศรัทธาเลื่อมใส เป็นทายก เป็นผู้ทำงาน เป็นผู้อุปถัมภ์สงฆ์ ภิกษุสุธรรมนี้ด่าด้วยคำต่ำช้า ขู่ด้วยคำต่ำช้าสงฆ์ลงปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุสุธรรม โดยสั่งให้ภิกษุสุธรรมไปขอขมาจิตตคหบดีท่านรูปใด เห็นด้วยกับการลงปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุสุธรรมคือ ให้ภิกษุสุธรรมขอขมาจิตตคหบดี ท่านรูปนั้นพึงนิ่ง ท่านรูปใดไม่เห็นด้วย ท่านรูปนั้นพึงทักท้วง แม้ครั้งที่ ๒ ข้าพเจ้ากล่าวความนี้ว่า ฯลฯ แม้ครั้งที่ ๓ ข้าพเจ้ากล่าวความนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้าจิตตคหบดี เป็นผู้มีศรัทธาเลื่อมใส เป็นทายก เป็นผู้ทำงาน เป็นผู้อุปถัมภ์สงฆ์ภิกษุสุธรรมนี้ด่าด้วยคำต่ำช้า ขู่ด้วยคำต่ำช้า สงฆ์ลงปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุสุธรรมคือ ให้ภิกษุสุธรรมขอขมาจิตตคหบดี ท่านรูปใดเห็นด้วยกับการลงปฏิสาณียกรรมแก่ภิกษุสุธรรม โดยสั่งให้ภิกษุสุธรรมไปขอขมาจิตตคหบดี ท่านรูปนั้นพึงนิ่ง ท่านรูปใดไม่เห็นด้วย ท่านรูปนั้นพึงทักท้วง ปฏิสารณียกรรม สงฆ์ลงแล้วแก่ภิกษุสุธรรม โดยสั่งให้ภิกษุสุธรรมไปขอขมาจิตตคหบดี สงฆ์เห็นด้วย เพราะเหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอถือเอาความนิ่งนั้นเป็นมติอย่างนี้” อธัมมกัมมทวาทสกะ ว่าด้วยปฏิสารณียกรรมที่ไม่ชอบธรรม ๑๒ หมวด หมวดที่ ๑

ข้อ ๓๗

ภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมประกอบด้วยองค์ ๓ ที่จัดว่าเป็นกรรม ไม่ชอบด้วยธรรม เป็นกรรมไม่ชอบด้วยวินัย และระงับไม่ดี คือ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๖ หน้า : ๖๙}

พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๑. กัมมขันธกะ] ๔. ปฏิสารณียกรรม ๑. ลงลับหลัง ๒. ลงโดยไม่สอบถาม ๓. ไม่ลงตามปฏิญญา ภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมประกอบด้วยองค์ ๓ เหล่านี้แล ที่จัดว่าเป็นกรรมไม่ชอบด้วยธรรม เป็นกรรมไม่ชอบด้วยวินัย และระงับไม่ดี หมวดที่ ๒ ภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมประกอบด้วยองค์ ๓ อีกอย่างหนึ่ง ที่จัดว่าเป็นกรรมไม่ชอบด้วยธรรม เป็นกรรมไม่ชอบด้วยวินัย และระงับไม่ดี คือ ๑. ลงเพราะไม่ต้องอาบัติ ๒. ลงเพราะอาบัติที่เป็นอเทสนาคามินี ๓. ลงเพราะอาบัติที่แสดงแล้ว ภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมประกอบด้วยองค์ ๓ เหล่านี้แล ที่จัดว่าเป็นกรรมไม่ชอบด้วยธรรม เป็นกรรมไม่ชอบด้วยวินัย และระงับไม่ดี หมวดที่ ๓ ภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมประกอบด้วยองค์ ๓ อีกอย่างหนึ่ง ที่จัดว่าเป็นกรรมไม่ชอบด้วยธรรม เป็นกรรมไม่ชอบด้วยวินัย และระงับไม่ดี คือ ๑. ไม่โจทก่อนแล้วจึงลง ๒. ไม่ให้จำเลยให้การก่อนแล้วจึงลง ๓. ไม่ปรับอาบัติก่อนแล้วจึงลง ภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมประกอบด้วยองค์ ๓ เหล่านี้แล ที่จัดว่าเป็นกรรมไม่ชอบด้วยธรรม เป็นกรรมไม่ชอบด้วยวินัย และระงับไม่ดี หมวดที่ ๔ ภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมประกอบด้วยองค์ ๓ อีกอย่างหนึ่ง ที่จัดว่าเป็นกรรมไม่ชอบด้วยธรรม เป็นกรรมไม่ชอบด้วยวินัย และระงับไม่ดี คือ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๖ หน้า : ๗๐}

พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๑. กัมมขันธกะ] ๔. ปฏิสารณียกรรม ๑. ลงลับหลัง ๒. ลงโดยไม่ชอบธรรม ๓. สงฆ์แบ่งพวกกันลง ภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมประกอบด้วยองค์ ๓ เหล่านี้แล ฯลฯ หมวดที่ ๕ ภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมประกอบด้วยองค์ ๓ อีกอย่างหนึ่ง ที่จัดว่าเป็นกรรมไม่ชอบด้วยธรรม เป็นกรรมไม่ชอบด้วยวินัย และระงับไม่ดี คือ ๑. ลงโดยไม่สอบถาม ๒. ลงโดยไม่ชอบธรรม ๓. สงฆ์แบ่งพวกกันลง ภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมประกอบด้วยองค์ ๓ เหล่านี้แล ที่จัดว่าเป็นกรรมไม่ชอบด้วยธรรม เป็นกรรมไม่ชอบด้วยวินัย และระงับไม่ดี หมวดที่ ๖ ภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมประกอบด้วยองค์ ๓ อีกอย่างหนึ่ง ที่จัดว่าเป็นกรรมไม่ชอบด้วยธรรม เป็นกรรมไม่ชอบด้วยวินัย และระงับไม่ดี คือ ๑. ไม่ลงตามปฏิญญา ๒. ลงโดยไม่ชอบธรรม ๓. สงฆ์แบ่งพวกกันลง ภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมประกอบด้วยองค์ ๓ เหล่านี้แล ที่จัดว่าเป็นกรรมไม่ชอบด้วยธรรม เป็นกรรมไม่ชอบด้วยวินัย และระงับไม่ดี หมวดที่ ๗ ภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมประกอบด้วยองค์ ๓ อีกอย่างหนึ่ง ที่จัดว่าเป็นกรรมไม่ชอบด้วยธรรม เป็นกรรมไม่ชอบด้วยวินัย และระงับไม่ดี คือ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๖ หน้า : ๗๑}

พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๑. กัมมขันธกะ] ๔. ปฏิสารณียกรรม ๑. ลงเพราะไม่ต้องอาบัติ ๒. ลงโดยไม่ชอบธรรม ๓. สงฆ์แบ่งพวกกันลง ภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมประกอบด้วยองค์ ๓ เหล่านี้แล ที่จัดว่าเป็นกรรมไม่ชอบด้วยธรรม เป็นกรรมไม่ชอบด้วยวินัย และระงับไม่ดี หมวดที่ ๘ ภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมประกอบด้วยองค์ ๓ อีกอย่างหนึ่ง ที่จัดว่าเป็นกรรมไม่ชอบด้วยธรรม เป็นกรรมไม่ชอบด้วยวินัย และระงับไม่ดี คือ ๑. ลงเพราะอาบัติที่เป็นอเทสนาคามินี ๒. ลงโดยไม่ชอบธรรม ๓. สงฆ์แบ่งพวกกันลง ภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมประกอบด้วยองค์ ๓ เหล่านี้แล ฯลฯ หมวดที่ ๙ ภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมประกอบด้วยองค์ ๓ อีกอย่างหนึ่ง ฯลฯ คือ ๑. ลงเพราะอาบัติที่แสดงแล้ว ๒. ลงโดยไม่ชอบธรรม ๓. สงฆ์แบ่งพวกกันลง ภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมประกอบด้วยองค์ ๓ เหล่านี้แล ฯลฯ หมวดที่ ๑๐ ภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมประกอบด้วยองค์ ๓ อีกอย่างหนึ่ง ฯลฯ คือ ๑. ไม่โจทก่อนแล้วจึงลง ๒. ลงโดยไม่ชอบธรรม ๓. สงฆ์แบ่งพวกกันลง ภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมประกอบด้วยองค์ ๓ เหล่านี้แล ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๖ หน้า : ๗๒}

พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๑. กัมมขันธกะ] ๔. ปฏิสารณียกรรม หมวดที่ ๑๑ ภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมประกอบด้วยองค์ ๓ อีกอย่างหนึ่ง ที่จัดว่าเป็นกรรมไม่ชอบด้วยธรรม เป็นกรรมไม่ชอบด้วยวินัย และระงับไม่ดี คือ ๑. ไม่ให้จำเลยให้การก่อนแล้วจึงลง ๒. ลงโดยไม่ชอบธรรม ๓. สงฆ์แบ่งพวกกันลง ภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมประกอบด้วยองค์ ๓ เหล่านี้แล ที่จัดว่าเป็นกรรมไม่ชอบด้วยธรรม เป็นกรรมไม่ชอบด้วยวินัย และระงับไม่ดี หมวดที่ ๑๒ ภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมประกอบด้วยองค์ ๓ อีกอย่างหนึ่ง ฯลฯ คือ ๑. ไม่ปรับอาบัติก่อนแล้วจึงลง ๒. ลงโดยไม่ชอบธรรม ๓. สงฆ์แบ่งพวกกันลง ภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมประกอบด้วยองค์ ๓ เหล่านี้แล ที่จัดว่าเป็นกรรมไม่ชอบด้วยธรรม เป็นกรรมไม่ชอบด้วยวินัย และระงับไม่ดี อธัมมกัมมทวาทสกะในปฏิสารณียกรรม จบ ธัมมกัมมทวาทสกะ ว่าด้วยปฏิสารณียกรรมที่ชอบธรรม ๑๒ หมวด หมวดที่ ๑

ข้อ ๓๘

ภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมประกอบด้วยองค์ ๓ ที่จัดว่าเป็นกรรม ชอบด้วยธรรม เป็นกรรมชอบด้วยวินัย และระงับดี คือ ๑. ลงต่อหน้า ๒. ลงโดยสอบถามก่อน ๓. ลงตามปฏิญญา

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๖ หน้า : ๗๓}

พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๑. กัมมขันธกะ] ๔. ปฏิสารณียกรรม ภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมประกอบด้วยองค์ ๓ เหล่านี้แล ที่จัดว่าเป็นกรรมชอบด้วยธรรม เป็นกรรมชอบด้วยวินัย และระงับดี หมวดที่ ๒ ภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมประกอบด้วยองค์ ๓ อีกอย่างหนึ่ง ที่จัดว่าเป็นกรรมชอบด้วยธรรม เป็นกรรมชอบด้วยวินัย และระงับดี คือ ๑. ลงเพราะต้องอาบัติ ๒. ลงเพราะอาบัติที่เป็นเทสนาคามินี ๓. ลงเพราะอาบัติที่ยังไม่ได้แสดง ภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมประกอบด้วยองค์ ๓ เหล่านี้แล ที่จัดว่าเป็นกรรมชอบด้วยธรรม เป็นกรรมชอบด้วยวินัย และระงับดี หมวดที่ ๓ ภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมประกอบด้วยองค์ ๓ อีกอย่างหนึ่ง ที่จัดว่าเป็นกรรมชอบด้วยธรรม เป็นกรรมชอบด้วยวินัย และระงับดี คือ ๑. โจทก่อนแล้วจึงลง ๒. ให้จำเลยให้การก่อนแล้วจึงลง ๓. ปรับอาบัติก่อนแล้วจึงลง ภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมประกอบด้วยองค์ ๓ เหล่านี้แล ฯลฯ หมวดที่ ๔ ภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมประกอบด้วยองค์ ๓ อีกอย่างหนึ่ง ฯลฯ คือ ๑. ลงต่อหน้า ๒. ลงโดยชอบธรรม ๓. สงฆ์พร้อมเพรียงกันลง ภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมประกอบด้วยองค์ ๓ เหล่านี้แล ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๖ หน้า : ๗๔}

พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๑. กัมมขันธกะ] ๔. ปฏิสารณียกรรม หมวดที่ ๕ ภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมประกอบด้วยองค์ ๓ อีกอย่างหนึ่ง ฯลฯ คือ ๑. ลงโดยสอบถามก่อน ๒. ลงโดยชอบธรรม ๓. สงฆ์พร้อมเพรียงกันลง ภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมประกอบด้วยองค์ ๓ เหล่านี้แล ฯลฯ หมวดที่ ๖ ภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมประกอบด้วยองค์ ๓ อีกอย่างหนึ่ง ฯลฯ คือ ๑. ลงตามปฏิญญา ๒. ลงโดยชอบธรรม ๓. สงฆ์พร้อมเพรียงกันลง ภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมประกอบด้วยองค์ ๓ เหล่านี้แล ฯลฯ หมวดที่ ๗ ภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมประกอบด้วยองค์ ๓ อีกอย่างหนึ่ง ฯลฯ คือ ๑. ลงเพราะต้องอาบัติ ๒. ลงโดยชอบธรรม ๓. สงฆ์พร้อมเพรียงกันลง ภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมประกอบด้วยองค์ ๓ เหล่านี้แล ฯลฯ หมวดที่ ๘ ภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมประกอบด้วยองค์ ๓ อีกอย่างหนึ่ง ฯลฯ คือ ๑. ลงเพราะอาบัติที่เป็นเทสนาคามินี ๒. ลงโดยชอบธรรม ๓. สงฆ์พร้อมเพรียงกันลง ภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมประกอบด้วยองค์ ๓ เหล่านี้แล ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๖ หน้า : ๗๕}

พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๑. กัมมขันธกะ] ๔. ปฏิสารณียกรรม หมวดที่ ๙ ภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมประกอบด้วยองค์ ๓ อีกอย่างหนึ่ง ฯลฯ คือ ๑. ลงเพราะอาบัติที่ยังไม่ได้แสดง ๒. ลงโดยชอบธรรม ๓. สงฆ์พร้อมเพรียงกันลง ภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมประกอบด้วยองค์ ๓ เหล่านี้แล ฯลฯ หมวดที่ ๑๐ ภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมประกอบด้วยองค์ ๓ อีกอย่างหนึ่ง ฯลฯ คือ ๑. โจทก่อนแล้วจึงลง ๒. ลงโดยชอบธรรม ๓. สงฆ์พร้อมเพรียงกันลง ภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมประกอบด้วยองค์ ๓ เหล่านี้แล ฯลฯ หมวดที่ ๑๑ ภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมประกอบด้วยองค์ ๓ อีกอย่างหนึ่ง ฯลฯ คือ ๑. ให้จำเลยให้การก่อนแล้วจึงลง ๒. ลงโดยชอบธรรม ๓. สงฆ์พร้อมเพรียงกันลง ภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมประกอบด้วยองค์ ๓ เหล่านี้แล ที่จัดว่าเป็นกรรมชอบด้วยธรรม เป็นกรรมชอบด้วยวินัย และระงับดี หมวดที่ ๑๒ ภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมประกอบด้วยองค์ ๓ อีกอย่างหนึ่ง ที่จัดว่าเป็นกรรมชอบด้วยธรรม เป็นกรรมชอบด้วยวินัย และระงับดี คือ ๑. ปรับอาบัติก่อนแล้วจึงลง ๒. ลงโดยชอบธรรม ๓. สงฆ์พร้อมเพรียงกันลง

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๖ หน้า : ๗๖}

พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๑. กัมมขันธกะ] ๔. ปฏิสารณียกรรม ภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรมประกอบด้วยองค์ ๓ เหล่านี้แล ที่จัดว่าเป็นกรรมชอบด้วยธรรม เป็นกรรมชอบด้วยวินัย และระงับดี ธัมมกัมมทวาทสกะในปฏิสารณียกรรม จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

ปฏิสารณียกรรม

ก็แลวินิจฉัยในเรื่องพระสุธรรม พึงทราบดังนี้ :-

บทว่า อนปโลเกตฺวา ได้แก่ ไม่บอกเล่า.

บทว่า เอตทโวจ มีความว่า พระสุธรรมถามว่า คหบดีขาทนียโภชนียะนั้น ท่านจัดเอาไว้เพื่อพระเถระทั้งหลายหรือ? ดังนี้แล้วให้เปิดทั้งหมดเห็นแล้ว จึงได้กล่าวคำนี้.

คำว่า เอกา จ โข อิธ นตฺถิ, ยทิทํ ติลสงฺคุฬิกา มีความว่า ขนมนี้ใด เขาเรียกกันว่า ขนมแดกงา, ขนมนั้นไม่มี.

ได้ยินว่า ขนมแปลกชนิดหนึ่ง ได้มีในต้นวงศ์ของคหบดีนั้น. เพราะเหตุนั้น พระเถระประสงค์จะด่าคหบดีนั้นกระทบชาติ จึงกล่าวอย่างนั้น.

คำว่า ยเทว กิญฺจิ เป็นต้น มีความว่า เมื่อพุทธวจนะมีมากอย่างนั้น พระผู้เป็นเจ้าสุธรรมละพุทธวจนะเป็นอันมากซึ่งเป็นรัตนะเสีย กล่าวคำว่าขนมแดกงาซึ่งเป็นคำหยาบนั่นแล.

คหบดีแสดงเนื้อความนี้ ด้วยอุทาหรณ์เรื่องลูกไก่ว่า ลูกไก่นั้นไม่ได้ขันอย่างกา ไม่ได้ขันอย่างไก่ฉันใด, ท่านไม่ได้กล่าวคำของภิกษุ ไม่ได้กล่าวคำของคฤหัสถ์ฉันนั้น.

ติกะทั้งหลาย มีคำว่า อสมฺมุขา กตํ เป็นต้น มีประการดังกล่าวแล้วนั่นแล. ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ไม่เหมือนกับภิกษุรูปก่อนๆ.

บรรดาองค์เหล่านั้น มีคำว่า คิหีนํ อลาภาย เป็นต้นความว่า คฤหัสถ์ทั้งหลายจะไม่ได้ลาภด้วยประการใด, เมื่อภิกษุขวนขวายคือ พยายามด้วยประการนั้น ชื่อว่าขวนขวายเพื่อมิใช่ลาภ. ในอนัตถะเป็นต้นก็นัยนี้.

บรรดาคำเหล่านั้น ความเสียประโยชน์ ชื่อ อนัตถะ.

บทว่า อนตฺถาย ได้แก่ เพื่อความเสียประโยชน์.

ความอยู่ในที่นั้นไม่ได้ ชื่อว่าความอยู่ไม่ได้.

ข้อว่า คิหีนํ พุทฺธสฺส อวณฺณํ มีความว่า กล่าวติพระพุทธเจ้าในสำนักคฤหัสถ์.

ข้อว่า ธมฺมิกํ ปฏิสฺสวํ น สจฺจาเปติ มีความว่า ความรับจะเป็นจริงได้ด้วยประการใด, เธอไม่ทำด้วยประการนั้น ; คือรับการจำพรรษาแล้วไม่ไป หรือไม่ทำกรรมเห็นปานนั้นอย่างอื่น.

คำว่า ปญฺจนฺนํ ภิกฺขเว เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเพื่อแสดงข้อที่ภิกษุผู้ควรแก่กรรม แม้ด้วยองค์อันเดียว.

คำที่เหลือในเรื่องนี้มีความตื้น และมีนัยดังกล่าวแล้วในตัชชนียกรรมทั้งนั้น.

-----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา