อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๒๐๐

ข้อที่สงฆ์จำนง ๖ หมวด

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๐๐–๒๒๔พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 25 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 25 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 6 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๖ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๖ จุลวรรค ภาค ๑ ข้อที่สงฆ์จำนง ๖ หมวด หมวดที่ ๑

ข้อ ๒๐๐

ตีหิ ภิกฺขเว องฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อากงฺขมาโน สงฺโฆ อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ กเรยฺย ภณฺฑนการโก โหติ กลหการโก วิวาทการโก ภสฺสการโก สงฺเฆ อธิกรณการโก พาโล โหติ อพฺยตฺโต อาปตฺติพหุโล อนปทาโน คิหิสํสฏฺโฐ วิหรติ อนนุโลมิเกหิ คิหิสํสคฺเคหิ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อากงฺขมาโน สงฺโฆ อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ กเรยฺย ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ เมื่อสงฆ์จำนงพึงลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ คือ เป็นผู้ก่อความบาดหมาง ก่อการทะเลาะก่อการวิวาท ทำความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๑ เป็นพาล ไม่ฉลาด มีอาบัติมากมีมรรยาทไม่สมควร ๑ อยู่คลุกคลีกับคฤหัสถ์ ด้วยการคลุกคลีอันไม่สมควร ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เมื่อสงฆ์จำนงพึงลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ ฯ หมวดที่ ๒

ข้อ ๒๐๑

อปเรหิปิ ภิกฺขเว ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อากงฺขมาโน สงฺโฆ อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ กเรยฺย อธิสีเล สีลวิปนฺโน โหติ อชฺฌาจาเร อาจารวิปนฺโน โหติ อติทิฏฺฐิยา ทิฏฺฐิวิปนฺโน โหติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อากงฺขมาโน สงฺโฆ อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ กเรยฺย ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เมื่อ สงฆ์จำนงพึงลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ คือ เป็นผู้มีศีลวิบัติ ในอธิศีล ๑เป็นผู้มีอาจารวิบัติ ในอัธยาจาร ๑ เป็นผู้มีทิฐิวิบัติ ในอติทิฐิ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เมื่อสงฆ์จำนงพึงลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ ฯ หมวดที่ ๓

ข้อ ๒๐๒

อปเรหิปิ ภิกฺขเว ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อากงฺขมาโน สงฺโฆ อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ กเรยฺย พุทฺธสฺส อวณฺณํ ภาสติ ธมฺมสฺส อวณฺณํ ภาสติ สงฺฆสฺส อวณฺณํ ภาสติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ตีหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อากงฺขมาโน สงฺโฆ อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ กเรยฺย ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เมื่อ สงฆ์จำนงพึงลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ คือ กล่าวติเตียนพระพุทธเจ้า ๑กล่าวติเตียนพระธรรม ๑ กล่าวติเตียนพระสงฆ์ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เมื่อสงฆ์จำนงพึงลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ ฯ หมวดที่ ๔

ข้อ ๒๐๓

ติณฺณํ ภิกฺขเว ภิกฺขูนํ อากงฺขมาโน สงฺโฆ อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ กเรยฺย เอโก ภณฺฑนการโก โหติ ฯเปฯ สงฺเฆ อธิกรณการโก เอโก พาโล โหติ อพฺยตฺโต อาปตฺติพหุโล อนปทาโน เอโก คิหิสํสฏฺโฐ วิหรติ อนนุโลมิเกหิ คิหิสํสคฺเคหิ อิเมสํ โข ภิกฺขเว ติณฺณํ ภิกฺขูนํ อากงฺขมาโน สงฺโฆ อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ กเรยฺย ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนงพึงลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่ เห็นอาบัติแก่ภิกษุ ๓ รูป คือ รูปหนึ่งเป็นผู้ก่อความบาดหมาง ก่อการทะเลาะ ก่อการวิวาท ทำความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๑ รูปหนึ่งเป็นพาล ไม่ฉลาด มีอาบัติมากมีมรรยาทไม่สมควร ๑ รูปหนึ่งอยู่คลุกคลีกับคฤหัสถ์ ด้วยการคลุกคลีอันไม่สมควร ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนงพึงลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติแก่ภิกษุ ๓ รูปนี้แล ฯ หมวดที่ ๕

ข้อ ๒๐๔

อปเรสมฺปิ ภิกฺขเว ติณฺณํ ภิกฺขูนํ อากงฺขมาโน สงฺโฆ อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ กเรยฺย เอโก อธิสีเล สีลวิปนฺโน โหติ เอโก อชฺฌาจาเร อาจารวิปนฺโน โหติ เอโก อติทิฏฺฐิยา ทิฏฺฐิวิปนฺโน โหติ อิเมสํ โข ภิกฺขเว ติณฺณํ ภิกฺขูนํ อากงฺขมาโน สงฺโฆ อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ กเรยฺย ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนงค์พึงลงอุกเขปนียกรรม ฐาน ไม่เห็นอาบัติ แก่ภิกษุ ๓ รูปแม้อื่นอีก คือ รูปหนึ่งเป็นผู้มีศีลวิบัติ ในอธิศีล ๑รูปหนึ่งเป็นผู้มีอาจารวิบัติ ในอัธยาจาร ๑ รูปหนึ่งเป็นผู้มีทิฐิวิบัติ ในอติทิฐิ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนงพึงลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติแก่ภิกษุ ๓ รูปนี้แล ฯ หมวดที่ ๖

ข้อ ๒๐๕

อปเรสมฺปิ ภิกฺขเว ติณฺณํ ภิกฺขูนํ อากงฺขมาโน สงฺโฆ อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ กเรยฺย เอโก พุทฺธสฺส อวณฺณํ ภาสติ เอโก ธมฺมสฺส อวณฺณํ ภาสติ เอโก สงฺฆสฺส อวณฺณํ ภาสติ อิเมสํ โข ภิกฺขเว ติณฺณํ ภิกฺขูนํ อากงฺขมาโน สงฺโฆ อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ กเรยฺย ฯ อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺเม อากงฺขมานจฺฉกฺกํ นิฏฺฐิตํ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนงพึงลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่ เห็นอาบัติแก่ภิกษุ ๓ รูปแม้อื่นอีก คือ รูปหนึ่งกล่าวติเตียนพระพุทธเจ้า ๑ รูปหนึ่งกล่าวติเตียนพระธรรม ๑ รูปหนึ่งกล่าวติเตียนพระสงฆ์ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนงพึงลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติแก่ภิกษุ ๓ รูปนี้แล ข้อที่สงฆ์จำนง ๖ หมวด ในอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ จบ -----------------------------------------------------วัตร ๔๓ ข้อ ในอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ

ข้อ ๒๐๖

อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมกเตน ภิกฺขเว ภิกฺขุนา สมฺมา วตฺติตพฺพํ ฯ ตตฺรายํ สมฺมาวตฺตนา น อุปสมฺปาเทตพฺพํ น นิสฺสโย ทาตพฺโพ น สามเณโร อุปฏฺฐาเปตพฺโพ น ภิกฺขุโนวาทกสมฺมติ สาทิตพฺพา สมฺมเตนปิ ภิกฺขุนิโย น โอวทิตพฺพา ยาย อาปตฺติยา สงฺเฆน อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ กตํ โหติ สา อาปตฺติ น อาปชฺชิตพฺพา อญฺญา วา ตาทิสิกา ตโต วา ปาปิฏฺฐตรา กมฺมํ น ครหิตพฺพํ กมฺมิกา น ครหิตพฺพา น ปกตตฺตสฺส ภิกฺขุโน อภิวาทนํ ปจฺจุฏฺฐานํ อญฺชลิกมฺมํ สามีจิกมฺมํ อาสนาภิหาโร เสยฺยาภิหาโร ปาโททกํ ปาทปีฐํ ปาทกถลิกํ ปตฺตจีวรปฏิคฺคหณํ นหาเน ปิฏฺฐิปริกมฺมํ สาทิตพฺพํ น ปกตตฺโต ภิกฺขุ สีลวิปตฺติยา อนุทฺธํสิตพฺโพ น อาจารวิปตฺติยา อนุทฺธํสิตพฺโพ น ทิฏฺฐิวิปตฺติยา อนุทฺธํสิตพฺโพ น อาชีววิปตฺติยา อนุทฺธํสิตพฺโพ น ภิกฺขู ภิกฺขูหิ เภเทตพฺพา น คิหิทฺธโช ธาเรตพฺโพ น ติตฺถิยทฺธโช ธาเรตพฺโพ น ติตฺถิยา เสวิตพฺพา ภิกฺขู เสวิตพฺพา ภิกฺขุสิกฺขา สิกฺขิตพฺพา น ปกตตฺเตน ภิกฺขุนา สทฺธึ เอกจฺฉนฺเน อาวาเส วตฺถพฺพํ น เอกจฺฉนฺเน อนาวาเส วตฺถพฺพํ น เอกจฺฉนฺเน อาวาเส วา อนาวาเส วา วตฺถพฺพํ ปกตตฺตํ ภิกฺขุํ ทิสฺวา อาสนา วุฏฺฐาตพฺพํ น ปกตตฺโต ภิกฺขุ อาสาเทตพฺโพ อนฺโต วา พหิ วา น ปกตตฺตสฺส ภิกฺขุโน อุโปสโถ ฐเปตพฺโพ น ปวารณา ฐเปตพฺพา น สวจนียํ กาตพฺพํ น อนุวาโท ปฏฺฐเปตพฺโพ น โอกาโส กาเรตพฺโพ น โจเทตพฺโพ น สาเรตพฺโพ น ภิกฺขู ภิกฺขูหิ สมฺปโยเชตพฺพนฺติ ฯ อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺเม เตจตฺตาฬีสวตฺตํ นิฏฺฐิตํ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุที่ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่ เห็นอาบัติแล้ว ต้องประพฤติชอบ วิธีประพฤติชอบในอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัตินั้น ดังต่อไปนี้ ๑. ไม่พึงให้อุปสมบท ๒. ไม่พึงให้นิสัย ๓. ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก ๔. ไม่พึงรับสมมติเป็นผู้สั่งสอนภิกษุณี ๕. แม้ได้รับสมมติแล้ว ก็ไม่พึงสั่งสอนภิกษุณี ๖. สงฆ์ลงอุกเขปนียกรรมฐานไม่เห็นอาบัติ เพราะอาบัติใด ไม่พึงต้องอาบัตินั้น ๗. ไม่พึงต้องอาบัติอื่นอันเช่นกัน ๘. ไม่พึงต้องอาบัติอันเลวทรามกว่านั้น ๙. ไม่พึงติกรรม ๑๐. ไม่พึงติภิกษุทั้งหลายผู้ทำกรรม ๑๑. ไม่พึงยินดีการกราบไหว้ของปกตัตตะภิกษุ ๑๒. ไม่พึงยินดีการยืนรับของปกตัตตะภิกษุ ๑๓. ไม่พึงยินดีอัญชลีกรรมของปกตัตตะภิกษุ ๑๔. ไม่พึงยินดีสามีจิกรรมของปกตัตตะภิกษุ ๑๕. ไม่พึงยินดีการนำอาสนะมาให้ของปกตัตตะภิกษุ ๑๖. ไม่พึงยินดีการนำที่นอนมาให้ของปกตัตตะภิกษุ ๑๗. ไม่พึงยินดีการนำน้ำล้างเท้ามาให้ ไม่พึงยินดีการตั้งตั่งรองเท้าให้ของปกตัตตะภิกษุ ๑๘. ไม่พึงยินดีการตั้งกระเบื้องเช็ดเท้าให้ของปกตัตตะภิกษุ ๑๙. ไม่พึงยินดีการรับบาตรจีวรของปกตัตตะภิกษุ ๒๐. ไม่พึงยินดีการถูหลังให้เมื่ออาบน้ำของปกตัตตะภิกษุ ๒๑. ไม่พึงกำจัดปกตัตตะภิกษุ ด้วยศีลวิบัติ ๒๒. ไม่พึงกำจัดปกตัตตะภิกษุ ด้วยอาจารวิบัติ ๒๓. ไม่พึงกำจัดปกตัตตะภิกษุ ด้วยทิฐิวิบัติ ๒๔. ไม่พึงกำจัดปกตัตตะภิกษุ ด้วยอาชีววิบัติ ๒๕. ไม่พึงยุภิกษุกับภิกษุให้แตกกัน ๒๖. ไม่พึงใช้เครื่องนุ่งห่มอย่างคฤหัสถ์ ๒๗. ไม่พึงใช้เครื่องนุ่งห่มอย่างเดียรถีย์ ๒๘. ไม่พึงคบพวกเดียรถีย์ ๒๙. พึงคบพวกภิกษุ ๓๐. พึงศึกษาสิกขาของภิกษุ ๓๑. ไม่พึงอยู่ในอาวาสมีเครื่องมุงเดียวกันกับปกตัตตะภิกษุ ๓๒. ไม่พึงอยู่ในอนาวาสมีเครื่องมุงเดียวกันกับปกตัตตะภิกษุ ๓๓. ไม่พึงอยู่ในอาวาสหรือในอนาวาสมีเครื่องมุงเดียวกันกับปกตัตตะภิกษุ ๓๔. เห็นปกตัตตะภิกษุแล้วพึงลุกจากอาสนะ ๓๕. ไม่พึงรุกรานปกตัตตะภิกษุข้างใน หรือข้างนอกวิหาร ๓๖. ไม่พึงห้ามอุโบสถแก่ปกตัตตะภิกษุ ๓๗. ไม่พึงห้ามปวารณาแก่ปกตัตตะภิกษุ ๓๘. ไม่พึงทำการไต่สวน ๓๙. ไม่พึงเริ่มอนุวาทาธิกรณ์ ๔๐. ไม่พึงยังภิกษุอื่นให้ทำโอกาส ๔๑. ไม่พึงโจทภิกษุอื่น ๔๒. ไม่พึงให้ภิกษุอื่นให้การ ๔๓. ไม่พึงช่วยภิกษุกับภิกษุให้สู้อธิกรณ์กัน วัตร ๔๓ ข้อ ในอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ จบ สงฆ์ลงโทษและระงับกรรม

ข้อ ๒๐๗

อถ โข สงฺโฆ ฉนฺนสฺส ภิกฺขุโน อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ อกาสิ อสมฺโภคํ สงฺเฆน ฯ โส สงฺเฆน อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมกโต ตมฺหา อาวาสา อญฺญํ อาวาสํ อคมาสิ ตตฺถ ภิกฺขู เนว อภิวาเทสุํ น ปจฺจุฏฺเฐสุํ น อญฺชลิกมฺมํ น สามีจิกมฺมํ อกํสุ น สกฺกรึสุ น ครุกรึสุ น มาเนสุํ น ปูเชสุํ ฯ โส ภิกฺขูหิ อสกฺกริยมาโน อครุกริยมาโน อมานิยมาโน อปูชิยมาโน อสกฺการกโต ตมฺหาปิ อาวาสา อญฺญํ อาวาสํ อคมาสิ ตตฺถปิ ภิกฺขู เนว อภิวาเทสุํ น ปจฺจุฏฺเฐสุํ น อญฺชลิกมฺมํ น สามีจิกมฺมํ อกํสุ น สกฺกรึสุ น ครุกรึสุ น มาเนสุํ น ปูเชสุํ ฯ โส ภิกฺขูหิ อสกฺกริยมาโน อครุกริยมาโน อมานิยมาโน อปูชิยมาโน อสกฺการกโต ตมฺหาปิ อาวาสา อญฺญํ อาวาสํ อคมาสิ ตตฺถปิ ภิกฺขู เนว อภิวาเทสุํ น ปจฺจุฏฺเฐสุํ น อญฺชลิกมฺมํ น สามีจิกมฺมํ อกํสุ น สกฺกรึสุ น ครุกรึสุ น มาเนสุํ น ปูเชสุํ ฯ {๒๐๗.๑} โส ภิกฺขูหิ อสกฺกริยมาโน อครุกริยมาโน อมานิยมาโน อปูชิยมาโน อสกฺการกโต ปุนเทว โกสมฺพึ ปจฺจาคจฺฉิ โส สมฺมา วตฺตติ โลมํ ปาเตติ เนตฺถารํ วตฺตติ ภิกฺขู อุปสงฺกมิตฺวา เอวํ วเทติ อหํ อาวุโส สงฺเฆน อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมกโต สมฺมา วตฺตามิ โลมํ ปาเตมิ เนตฺถารํ วตฺตามิ กถนฺนุ โข มยา ปฏิปชฺชิตพฺพพนฺติ ฯ เต ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ เตนหิ ภิกฺขเว สงฺโฆ ฉนฺนสฺส ภิกฺขุโน อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ ปฏิปฺปสฺสมฺเภตุ ฯ

ครั้งนั้น สงฆ์ได้ลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติแก่ พระฉันนะ คือห้ามสมโภคกับสงฆ์ เธอถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติแล้วได้ไปจากอาวาสนั้น สู่อาวาสอื่น ภิกษุทั้งหลายในอาวาสอื่นนั้นไม่กราบไหว้ ไม่ยืนรับ ไม่ทำอัญชลีกรรม ไม่ทำสามีจิกรรม ไม่สักการะ ไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่บูชาเธออันภิกษุทั้งหลายไม่สักการะ ไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่บูชาอยู่ เป็นผู้ไม่มีใครทำสักการะ จึงได้ไปจากอาวาสแม้นั้น สู่อาวาสอื่น ภิกษุทั้งหลายในอาวาสอื่นแม้นั้น ก็ไม่กราบไหว้ ไม่ยืนรับ ไม่ทำอัญชลีกรรม ไม่ทำสามีจิกรรม ไม่สักการะ ไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่บูชา เธออันภิกษุทั้งหลายไม่สักการะ ไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่บูชาอยู่ เป็นผู้ไม่มีใครทำสักการะ จึงได้ไปจากอาวาสแม้นั้นสู่อาวาสอื่น ภิกษุทั้งหลายในอาวาสอื่นแม้นั้นก็ไม่กราบไหว้ ไม่ยืนรับ ไม่ทำอัญชลีกรรม ไม่ทำสามีจิกรรม ไม่สักการะ ไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่บูชา เธออันภิกษุทั้งหลายไม่สักการะ ไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่บูชาอยู่ เป็นผู้ไม่มีใครทำสักการะจึงกลับมาสู่พระนครโกสัมพีอีกตามเดิม ได้ประพฤติโดยชอบ หายเย่อหยิ่ง ประ-*พฤติแก้ตัวได้ เข้าไปหาภิกษุทั้งหลาย แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย ผมถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรมฐานไม่เห็นอาบัติ แล้วประพฤติโดยชอบ หายเย่อหยิ่งประพฤติแก้ตัวได้ ผมจะพึงปฏิบัติอย่างไรต่อไป ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้น สงฆ์จงระงับอุกเขปนียกรรมฐานไม่เห็นอาบัติ แก่ภิกษุฉันนะ ฯ วัตรที่ไม่ควรระงับ ๔๓ ข้อ ๘ หมวด หมวดที่ ๑

ข้อ ๒๐๘

ปญฺจหิ ภิกฺขเว องฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ น ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพํ อุปสมฺปาเทติ นิสฺสยํ เทติ สามเณรํ อุปฏฺฐาเปติ ภิกฺขุโนวาทกสมฺมตึ สาทิยติ สมฺมโตปิ ภิกฺขุนิโย โอวทติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ น ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพํ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรมฐานไม่เห็นอาบัติ แก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ คือ:- ๑. ให้อุปสมบท ๒. ให้นิสัย ๓. ให้สามเณรอุปัฏฐาก ๔. รับสมมติเป็นผู้สั่งสอนภิกษุณี ๕. แม้ได้รับสมมติแล้ว ก็ยังสั่งสอนภิกษุณี ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ ฯ หมวดที่ ๒

ข้อ ๒๐๙

อปเรหิปิ ภิกฺขเว ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ น ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพํ ยาย อาปตฺติยา สงฺเฆน อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ กตํ โหติ ตํ อาปตฺตึ อาปชฺชติ อญฺญํ วา ตาทิสิกํ ตโต วา ปาปิฏฺฐตรํ กมฺมํ ครหติ กมฺมิเก ครหติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ น ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพํ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรมฐานไม่เห็น อาบัติ แก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก คือ:- ๑. สงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติเพราะอาบัติใด ต้องอาบัตินั้น ๒. ต้องอาบัติอื่นอันเช่นกัน ๓. ต้องอาบัติอันเลวทรามกว่านั้น ๔. ติกรรม ๕. ติภิกษุทั้งหลายผู้ทำกรรม ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ ฯ หมวดที่ ๓

ข้อ ๒๑๐

อปเรหิปิ ภิกฺขเว ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ น ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพํ ปกตตฺตสฺส ภิกฺขุโน อภิวาทนํ ปจฺจุฏฺฐานํ อญฺชลิกมฺมํ สามีจิกมฺมํ อาสนาภิหารํ สาทิยติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ น ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพํ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ แก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก คือ:- ๑. ยินดีการกราบไหว้ของปกตัตตะภิกษุ ๒. ยินดีการยืนรับของปกตัตตะภิกษุ ๓. ยินดีอัญชลีกรรมของปกตัตตะภิกษุ ๔. ยินดีสามีจิกรรม ของปกตัตตะภิกษุ ๕. ยินดีการนำอาสนะมาให้ ของปกตัตตะภิกษุ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ ฯ หมวดที่ ๔

ข้อ ๒๑๑

อปเรหิปิ ภิกฺขเว ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ น ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพํ ปกตตฺตสฺส ภิกฺขุโน เสยฺยาภิหารํ ปาโททกํ ปาทปีฐํ ปาทกถลิกํ ปตฺตจีวรปฏิคฺคหณํ นหาเน ปิฏฺฐิปริกมฺมํ สาทิยติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ น ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพํ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็น อาบัติ แก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก คือ:- ๑. ยินดีการนำที่นอนมาให้ ของปกตัตตะภิกษุ ๒. ยินดีการนำน้ำล้างเท้ามาให้ การตั้งตั่งรองเท้าให้ ของปกตัตตะภิกษุ ๓. ยินดีการตั้งกระเบื้องเช็ดเท้า ของปกตัตตะภิกษุ ๔. ยินดีการรับบาตรจีวร ของปกตัตตะภิกษุ ๕. ยินดีการถูหลังให้เมื่ออาบน้ำ ของปกตัตตะภิกษุ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ ฯ หมวดที่ ๕

ข้อ ๒๑๒

อปเรหิปิ ภิกฺขเว ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ น ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพํ ปกตตฺตํ ภิกฺขุํ สีลวิปตฺติยา อนุทฺธํเสติ อาจารวิปตฺติยา อนุทฺธํเสติ ทิฏฺฐิวิปตฺติยา อนุทฺธํเสติ อาชีววิปตฺติยา อนุทฺธํเสติ ภิกฺขู ภิกฺขูหิ เภเทติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ น ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพํ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่ เห็นอาบัติ แก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก คือ:- ๑. กำจัดปกตัตตะภิกษุ ด้วยศีลวิบัติ ๒. กำจัดปกตัตตะภิกษุ ด้วยอาจารวิบัติ ๓. กำจัดปกตัตตะภิกษุ ด้วยทิฐิวิบัติ ๔. กำจัดปกตัตตะภิกษุ ด้วยอาชีววิบัติ ๕. ยุภิกษุกับภิกษุให้แตกกัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ ฯ หมวดที่ ๖

ข้อ ๒๑๓

อปเรหิปิ ภิกฺขเว ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ น ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพํ คิหิทฺธชํ ธาเรติ ติตฺถิยทฺธชํ ธาเรติ ติตฺถิเย เสวติ ภิกฺขู น เสวติ ภิกฺขุสิกฺขาย น สิกฺขติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ปญฺจงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ น ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพํ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่ เห็นอาบัติ แก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก คือ:- ๑. ใช้เครื่องนุ่งห่มอย่างคฤหัสถ์ ๒. ใช้เครื่องนุ่งห่มอย่างเดียรถีย์ ๓. คบพวกเดียรถีย์ ๔. ไม่คบพวกภิกษุ ๕. ไม่ศึกษาสิกขาของภิกษุ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ ฯ หมวดที่ ๗

ข้อ ๒๑๔

อปเรหิปิ ภิกฺขเว ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ น ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพํ ปกตตฺเตน ภิกฺขุนา สทฺธึ เอกจฺฉนฺเน อาวาเส วสติ เอกจฺฉนฺเน อนาวาเส วสติ เอกจฺฉนฺเน อาวาเส วา อนาวาเส วา วสติ ปกตตฺตํ ภิกฺขุํ ทิสฺวา อาสนา น วุฏฺฐาติ ปกตตฺตํ ภิกฺขุํ อาสาเทติ อนฺโต วา พหิ วา อิเมหิ โข ภิกฺขเว ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ น ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพํ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่ เห็นอาบัติ แก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก คือ:- ๑. อยู่ในอาวาสมีเครื่องมุงเดียวกันกับปกตัตตะภิกษุ ๒. อยู่ในอนาวาสมีเครื่องมุงเดียวกันกับปกตัตตะภิกษุ ๓. อยู่ในอาวาส หรือในอนาวาส มีเครื่องมุงเดียวกันกับปกตัตตะภิกษุ ๔. เห็นปกตัตตะภิกษุแล้ว ไม่ลุกจากอาสนะ ๕. รุกรานปกตัตตะภิกษุ ข้างในหรือข้างนอกวิหาร ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ ฯ หมวดที่ ๘

ข้อ ๒๑๕

อฏฺฐหิ ภิกฺขเว องฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ น ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพํ ปกตตฺตสฺส ภิกฺขุโน อุโปสกํ ฐเปติ ปวารณํ ฐเปติ สวจนียํ กโรติ อนุวาทํ ปฏฺฐเปติ โอกาสํ กาเรติ โจเทติ สาเรติ ภิกฺขู ภิกฺขูหิ สมฺปโยเชติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว อฏฺฐหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ น ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพํ ฯ อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺเม น ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพ- เตจตฺตาฬีสกํ นิฏฺฐิตํ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่ เห็นอาบัติ แก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ คือ:- ๑. ห้ามอุโบสถแก่ปกตัตตะภิกษุ ๒. ห้ามปวารณาแก่ปกตัตตะภิกษุ ๓. ทำการไต่สวน ๔. เริ่มอนุวาทาธิกรณ์ ๕. ยังภิกษุอื่นให้ทำโอกาส ๖. โจทภิกษุอื่น ๗. ให้ภิกษุอื่นให้การ ๘. ช่วยภิกษุกับภิกษุให้สู้อธิกรณ์กัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ ฯ วัตรที่ไม่ควรระงับ ๔๓ ข้อ ๘ หมวด ในอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ จบ -----------------------------------------------------วัตรที่ควรระงับ ๔๓ ข้อ ๘ หมวด หมวดที่ ๑

ข้อ ๒๑๖

ปญฺจหิ ภิกฺขเว องฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพํ น อุปสมฺปาเทติ น นิสฺสยํ เทติ น สามเณรํ อุปฏฺฐาเปติ น ภิกฺขุโนวาทกสมฺมตึ สาทิยติ สมฺมโตปิ ภิกฺขุนิโย น โอวทติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพํ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ แก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ คือ:- ๑. ไม่ให้อุปสมบท ๒. ไม่ให้นิสัย ๓. ไม่ให้สามเณรอุปัฏฐาก ๔. ไม่รับสมมติเป็นผู้สั่งสอนภิกษุณี ๕. แม้ได้รับสมมติแล้ว ก็ไม่สั่งสอนภิกษุณี ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ ฯ หมวดที่ ๒

ข้อ ๒๑๗

อปเรหิปิ ภิกฺขเว ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพํ ยาย อาปตฺติยา สงฺเฆน อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ กตํ โหติ ตํ อาปตฺตึ น อาปชฺชติ อญฺญํ วา ตาทิสิกํ ตโต วา ปาปิฏฺฐตรํ กมฺมํ น ครหติ กมฺมิเก น ครหติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพํ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็น อาบัติ แก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก คือ:- ๑. สงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ เพราะอาบัติใด ไม่ต้องอาบัตินั้น ๒. ไม่ต้องอาบัติอื่นอันเช่นกัน ๓. ไม่ต้องอาบัติอันเลวทรามกว่านั้น ๔. ไม่ติกรรม ๕. ไม่ติภิกษุทั้งหลายผู้ทำกรรม ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์พึงระงับอุกเขป-*นียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ ฯ หมวดที่ ๓

ข้อ ๒๑๘

อปเรหิปิ ภิกฺขเว ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพํ น ปกตตฺตสฺส ภิกฺขุโน อภิวาทนํ ปจฺจุฏฺฐานํ อญฺชลิกมฺมํ สามีจิกมฺมํ อาสนาภิหารํ สาทิยติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพํ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็น อาบัติ แก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก คือ:- ๑. ไม่ยินดีการกราบไหว้ ของปกตัตตะภิกษุ ๒. ไม่ยินดีการยืนรับ ของปกตัตตะภิกษุ ๓. ไม่ยินดีอัญชลีกรรม ของปกตัตตะภิกษุ ๔. ไม่ยินดีสามีจิกรรม ของปกตัตตะภิกษุ ๕. ไม่ยินดีการนำอาสนะมาให้ ของปกตัตตะภิกษุ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์พึงระงับอุกเขป-*นียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ ฯ หมวดที่ ๔

ข้อ ๒๑๙

อปเรหิปิ ภิกฺขเว ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพํ น ปกตตฺตสฺส ภิกฺขุโน เสยฺยาภิหารํ ปาโททกํ ปาทปีฐํ ปาทกถลิกํ ปตฺตจีวรปฏิคฺคหณํ นหาเน ปิฏฺฐิปริกมฺมํ สาทิยติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพํ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็น อาบัติ แก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก คือ:- ๑. ไม่ยินดีการนำที่นอนมาให้ ของปกตัตตะภิกษุ ๒. ไม่ยินดีการนำน้ำล้างเท้ามาให้ การตั้งตั่งรองเท้าให้ ของปกตัตตะภิกษุ ๓. ไม่ยินดีการตั้งกระเบื้องเช็ดเท้าให้ ของปกตัตตะภิกษุ ๔. ไม่ยินดีการรับบาตรจีวร ของปกตัตตะภิกษุ ๕. ไม่ยินดีการถูหลังให้เมื่ออาบน้ำ ของปกตัตตะภิกษุ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ ฯ หมวดที่ ๕

ข้อ ๒๒๐

อปเรหิปิ ภิกฺขเว ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพํ น ปกตตฺตํ ภิกฺขุํ สีลวิปตฺติยา อนุทฺธํเสติ น อาจารวิปตฺติยา อนุทฺธํเสติ น ทิฏฺฐิวิปตฺติยา อนุทฺธํเสติ น อาชีววิปตฺติยา อนุทฺธํเสติ น ภิกฺขู ภิกฺขูหิ เภเทติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพํ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ แก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก คือ:- ๑. ไม่กำจัดปกตัตตะภิกษุ ด้วยศีลวิบัติ ๒. ไม่กำจัดปกตัตตะภิกษุ ด้วยอาจารวิบัติ ๓. ไม่กำจัดปกตัตตะภิกษุ ด้วยทิฐิบัติ ๔. ไม่กำจัดปกตัตตะภิกษุ ด้วยอาชีววิบัติ ๕. ไม่ยุภิกษุกับภิกษุให้แตกกัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ ฯ หมวดที่ ๖

ข้อ ๒๒๑

อปเรหิปิ ภิกฺขเว ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพํ น คิหิทฺธชํ ธาเรติ น ติตฺถิยทฺธชํ ธาเรติ น ติตฺถิเย เสวติ ภิกฺขู เสวติ ภิกฺขุสิกฺขาย สิกฺขติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพํ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ แก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก คือ:- ๑. ไม่ใช้เครื่องนุ่งห่มอย่างคฤหัสถ์ ๒. ไม่ใช้เครื่องนุ่งห่มอย่างเดียรถีย์ ๓. ไม่คบพวกเดียรถีย์ ๔. คบพวกภิกษุ ๕. ศึกษาสิกขาของภิกษุ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ ฯ หมวดที่ ๗

ข้อ ๒๒๒

อปเรหิปิ ภิกฺขเว ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพํ น ปกตตฺเตน ภิกฺขุนา สทฺธึ เอกจฺฉนฺเน อาวาเส วสติ น เอกจฺฉนฺเน อนาวาเส วสติ น เอกจฺฉนฺเน อาวาเส วา อนาวาเส วา วสติ ปกตตฺตํ ภิกฺขุํ ทิสฺวา อาสนา วุฏฺฐาติ น ปกตตฺตํ ภิกฺขุํ อาสาเทติ อนฺโต วา พหิ วา อิเมหิ โข ภิกฺขเว ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพํ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็น อาบัติ แก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก คือ:- ๑. ไม่อยู่ในอาวาสมีเครื่องมุงเดียวกันกับปกตัตตะภิกษุ ๒. ไม่อยู่ในอนาวาสมีเครื่องมุงเดียวกันกับปกตัตตะภิกษุ ๓. ไม่อยู่ในอาวาส หรือในอนาวาส มีเครื่องมุงเดียวกันกับปกตัตตะภิกษุ ๔. เห็นปกตัตตะภิกษุแล้วลุกจากอาสนะ ๕. ไม่รุกรานปกตัตตะภิกษุ ข้างในหรือข้างนอกวิหาร ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ ฯ หมวดที่ ๘

ข้อ ๒๒๓

อฏฺฐหิ ภิกฺขเว องฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพํ น ปกตตฺตสฺส ภิกฺขุโน อุโปสถํ ฐเปติ น ปวารณํ ฐเปติ น สวจนียํ กโรติ น อนุวาทํ ปฏฺฐเปติ น โอกาสํ กาเรติ น โจเทติ น สาเรติ น ภิกฺขู ภิกฺขูหิ สมฺปโยเชติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว อฏฺฐหงฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพํ ฯ อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺเม ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพ- เตจตฺตาฬีสกํ นิฏฺฐิตํ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ แก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ คือ:- ๑. ไม่ห้ามอุโบสถแก่ปกตัตตะภิกษุ ๒. ไม่ห้ามปวารณาแก่ปกตัตตะภิกษุ ๓. ไม่ทำการไต่สวน ๔. ไม่เริ่มอนุวาทาธิกรณ์ ๕. ไม่ยังภิกษุอื่นให้ทำโอกาส ๖. ไม่โจทภิกษุอื่น ๗. ไม่ให้ภิกษุอื่นให้การ ๘. ไม่ช่วยภิกษุกับภิกษุให้สู้อธิกรณ์กัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ ฯ วัตรที่ควรระงับ ๔๓ ข้อ ๘ หมวด ในอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ จบ -----------------------------------------------------วิธีระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ

ข้อ ๒๒๔

เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว ปฏิปฺปสฺสมฺเภตพฺพํ ฯ เตน ภิกฺขเว ฉนฺเนน ภิกฺขุนา สงฺฆํ อุปสงฺกมิตฺวา เอกํสํ อุตฺตราสงฺคํ กริตฺวา วุฑฺฒานํ ภิกฺขูนํ ปาเท วนฺทิตฺวา อุกฺกุฏิกํ นิสีทิตฺวา อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวา เอวมสฺส วจนีโย อหํ ภนฺเต สงฺเฆน อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมกโต สมฺมา วตฺตามิ โลมํ ปาเตมิ เนตฺถารํ วตฺตามิ อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมสฺส ปฏิปฺปสฺสทฺธึ ยาจามีติ ฯ ทุติยมฺปิ ยาจิตพฺพา ฯ ตติยมฺปิ ยาจิตพฺพา ฯ พฺยตฺเตน ภิกฺขุนา ปฏิพเลน สงฺโฆ ญาเปตพฺโพ {๒๒๔.๑} สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ อยํ ฉนฺโน ภิกฺขุ สงฺเฆน อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมกโต สมฺมา วตฺตติ โลมํ ปาเตติ เนตฺถารํ วตฺตติ อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมสฺส ปฏิปฺปสฺสทฺธึ ยาจติ ฯ ยทิ สงฺฆสฺส ปตฺตกลฺลํ สงฺโฆ ฉนฺนสฺส ภิกฺขุโน อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ ปฏิปฺปสฺสมฺเภยฺย ฯ เอสา ญตฺติ ฯ {๒๒๔.๒} สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ อยํ ฉนฺโน ภิกฺขุ สงฺเฆน อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมกโต สมฺมา วตฺตติ โลมํ ปาเตติ เนตฺถารํ วตฺตติ อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมสฺส ปฏิปฺปสฺสทฺธึ ยาจติ ฯ สงฺโฆ ฉนฺนสฺส ภิกฺขุโน อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ ปฏิปฺปสฺสมฺเภติ ฯ ยสฺสายสฺมโต ขมติ ฉนฺนสฺส ภิกฺขุโน อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมสฺส ปฏิปฺปสฺสทฺธิ โส ตุณฺหสฺส ยสฺส นกฺขมติ โส ภาเสยฺย ฯ {๒๒๔.๓} ทุติยมฺปิ เอตมตฺถํ วทามิ ฯเปฯ ตติยมฺปิ เอตมตฺถํ วทามิ ฯ สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ อยํ ฉนฺโน ภิกฺขุ สงฺเฆน อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมกโต สมฺมา วตฺตติ โลมํ ปาเตติ เนตฺถารํ วตฺตติ อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมสฺส ปฏิปฺปสฺสทฺธึ ยาจติ ฯ สงฺโฆ ฉนฺนสฺส ภิกฺขุโน อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ ปฏิปฺปสฺสมฺเภติ ยสฺสายสฺมโต ขมติ ฉนฺนสฺส ภิกฺขุโน อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมสฺส ปฏิปฺปสฺสทฺธิ โส ตุณฺหสฺส ยสฺส นกฺขมติ โส ภาเสยฺย ฯ {๒๒๔.๔} ปฏิปฺปสฺสทฺธํ สงฺเฆน ฉนฺนสฺส ภิกฺขุโน อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ ขมติ สงฺฆสฺส ตสฺมา ตุณฺหี ฯ เอวเมตํ ธารยามีติ ฯ อาปตฺติยา อทสฺสเน อุกฺเขปนียกมฺมํ ปญฺจมํ นิฏฺฐิตํ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แล วิธีระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็น อาบัติ พึงระงับอย่างนี้ ภิกษุฉันนะนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า ไหว้เท้าภิกษุผู้แก่กว่า นั่งกระหย่งประคองอัญชลี แล้วกล่าวคำขอระงับกรรมนั้นอย่างนี้ว่าดังนี้:- คำขอระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติแล้วประพฤติโดยชอบ หายเย่อหยิ่ง ประพฤติแก้ตัวได้ ข้าพเจ้าขอระงับอุกเขปนียกรรมฐานไม่เห็นอาบัติ พึงขอแม้ครั้งที่สอง พึงขอแม้ครั้งที่สาม ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจา ว่าดังนี้:- กรรมวาจาระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า พระฉันนะนี้ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติแล้ว ประพฤติโดยชอบ หายเย่อหยิ่งประพฤติแก้ตัวได้ บัดนี้ ขอระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ แก่พระฉันนะ นี้เป็นญัตติ ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า พระฉันนะนี้ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติแล้ว ประพฤติโดยชอบ หายเย่อหยิ่งประพฤติแก้ตัวได้ บัดนี้ ขอระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติสงฆ์ระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ แก่พระฉันนะ การระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ แก่พระฉันนะ ชอบแก่ท่านผู้ใดท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่สอง ... ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่สาม ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า พระฉันนะนี้ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติแล้ว ประพฤติโดยชอบ หายเย่อหยิ่ง ประพฤติแล้วแก้ตัวได้ บัดนี้ขอระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติ สงฆ์ระงับอุกเขปนียกรรมฐานไม่เห็นอาบัติ แก่พระฉันนะ ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติอันสงฆ์ระงับแล้วแก่พระฉันนะ ชอบแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้ ฯ อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติที่ ๕ จบ -----------------------------------------------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อากังขมานฉักกะ ว่าด้วยสงฆ์มุ่งหวังจะลงอุกเขปนียกรรม ๖ หมวด หมวดที่ ๑

ข้อ ๕๐

ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์เมื่อมุ่งหวัง พึงลงอุกเขปนียกรรม เพราะไม่เห็นว่า เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ๑. ก่อความบาดหมาง ก่อความทะเลาะ ก่อความวิวาท ก่อความอื้อฉาวก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๒. โง่เขลา ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก ต้องอาบัติกำหนดไม่ได้ ๓. อยู่คลุกคลีกับคฤหัสถ์ด้วยการคลุกคลีกับคฤหัสถ์ที่ไม่สมควร ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์เมื่อมุ่งหวัง พึงลงอุกเขปนียกรรม เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ เหล่านี้แล หมวดที่ ๒ ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์เมื่อมุ่งหวัง พึงลงอุกเขปนียกรรม เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ อีกอย่างหนึ่ง คือ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๖ หน้า : ๙๔}

พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๑. กัมมขันธกะ] ๕. อุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ ๑. มีสีลวิบัติในอธิสีล ๒. มีอาจารวิบัติในอัชฌาจาร ๓. มีทิฏฐิวิบัติในอติทิฏฐิ ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์เมื่อมุ่งหวัง พึงลงอุกเขปนียกรรม เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ เหล่านี้แล หมวดที่ ๓ ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์เมื่อมุ่งหวัง พึงลงอุกเขปนียกรรม เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ อีกอย่างหนึ่ง คือ ๑. กล่าวติเตียนพระพุทธเจ้า ๒. กล่าวติเตียนพระธรรม ๓. กล่าวติเตียนพระสงฆ์ ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์เมื่อมุ่งหวัง พึงลงอุกเขปนียกรรม เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ เหล่านี้แล หมวดที่ ๔ ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์เมื่อมุ่งหวัง พึงลงอุกเขปนียกรรม เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแก่ภิกษุ ๓ จำพวก คือ ๑. รูปหนึ่งก่อความบาดหมาง ฯลฯ ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๒. รูปหนึ่งโง่เขลา ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก ต้องอาบัติกำหนดไม่ได้ ๓. รูปหนึ่งอยู่คลุกคลีกับคฤหัสถ์ด้วยการคลุกคลีกับคฤหัสถ์ที่ไม่สมควร ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์เมื่อมุ่งหวัง พึงลงอุกเขปนียกรรม เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแก่ภิกษุ ๓ จำพวกเหล่านี้แล หมวดที่ ๕ ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์เมื่อมุ่งหวัง พึงลงอุกเขปนียกรรม เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแก่ภิกษุอื่นอีก ๓ จำพวก คือ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๖ หน้า : ๙๕}

พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๑. กัมมขันธกะ] ๕. อุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ ๑. รูปหนึ่งมีสีลวิบัติในอธิสีล ๒. รูปหนึ่งมีอาจารวิบัติในอัชฌาจาร ๓. รูปหนึ่งมีทิฏฐิวิบัติในอติทิฏฐิ ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์เมื่อมุ่งหวัง พึงลงอุกเขปนียกรรม เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแก่ภิกษุ ๓ จำพวกเหล่านี้แล หมวดที่ ๖ ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์เมื่อมุ่งหวัง พึงลงอุกเขปนียกรรม เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแก่ภิกษุอื่นอีก ๓ จำพวก คือ ๑. รูปหนึ่งกล่าวติเตียนพระพุทธเจ้า ๒. รูปหนึ่งกล่าวติเตียนพระธรรม ๓. รูปหนึ่งกล่าวติเตียนพระสงฆ์ ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์เมื่อมุ่งหวัง พึงลงอุกเขปนียกรรม เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแก่ภิกษุ ๓ จำพวกเหล่านี้แล อากังขมานฉักกะ ในอุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ จบ เตจัตตาฬีสวัตตะ ว่าด้วยวัตร ๔๓ ข้อ ในอุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ

ข้อ ๕๑

ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติพึงประพฤติโดยชอบ การประพฤติโดยชอบในเรื่องนั้น ดังนี้ ๑. ไม่พึงให้อุปสมบท ๒. ไม่พึงให้นิสัย ๓. ไม่พึงใช้สามเณรอุปัฏฐาก ๔. ไม่พึงรับแต่งตั้งเป็นผู้สั่งสอนภิกษุณี

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๖ หน้า : ๙๖}

พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๑. กัมมขันธกะ] ๕. อุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ ๕. แม้ได้รับแต่งตั้งแล้วก็ไม่พึงสั่งสอนภิกษุณี ๖. ไม่พึงต้องอาบัติที่เป็นเหตุให้ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรมเพราะการไม่เห็นว่าเป็นอาบัติอีก ๗. ไม่พึงต้องอาบัติอื่นทำนองเดียวกัน ๘. ไม่พึงต้องอาบัติที่เลวทรามกว่านั้น ๙. ไม่พึงตำหนิกรรม ๑๐. ไม่พึงตำหนิภิกษุผู้ทำกรรม ๑๑. ไม่พึงยินดีการกราบไหว้ของปกตัตตภิกษุ ๑๒. ไม่พึงยินดีการลุกรับของปกตัตตภิกษุ ๑๓. ไม่พึงยินดีการประนมมือของปกตัตตภิกษุ ๑๔. ไม่พึงยินดีสามีจิกรรมของปกตัตตภิกษุ ๑๕. ไม่พึงยินดีการนำอาสนะมาให้ของปกตัตตภิกษุ ๑๖. ไม่พึงยินดีการนำที่นอนมาให้ของปกตัตตภิกษุ ๑๗. ไม่พึงยินดีน้ำล้างเท้า การตั้งตั่งรองเท้าให้ของปกตัตตภิกษุ ๑๘. ไม่พึงยินดีการตั้งกระเบื้องเช็ดเท้าให้ของปกตัตตภิกษุ ๑๙. ไม่พึงยินดีการรับบาตรและจีวรของปกตัตตภิกษุ ๒๐. ไม่พึงยินดีการที่ปกตัตตภิกษุถูหลังให้ในคราวอาบน้ำ ๒๑. ไม่พึงใส่ความปกตัตตภิกษุด้วยสีลวิบัติ ๒๒. ไม่พึงใส่ความปกตัตตภิกษุด้วยอาจารวิบัติ ๒๓. ไม่พึงใส่ความปกตัตตภิกษุด้วยทิฏฐิวิบัติ ๒๔. ไม่พึงใส่ความปกตัตตภิกษุด้วยอาชีววิบัติ ๒๕. ไม่พึงยุยงปกตัตตภิกษุให้แตกกัน ๒๖. ไม่พึงใช้เครื่องนุ่งห่มอย่างคฤหัสถ์ ๒๗. ไม่พึงใช้เครื่องนุ่งห่มอย่างเดียรถีย์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๖ หน้า : ๙๗}

พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๑. กัมมขันธกะ] ๕. อุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ ๒๘. ไม่พึงคบพวกเดียรถีย์ ๒๙. พึงคบพวกภิกษุ ๓๐. พึงศึกษาสิกขาบทของภิกษุ ๓๑. ไม่พึงอยู่ในอาวาสที่มีเครื่องมุงเดียวกันกับปกตัตตภิกษุ ๓๒. ไม่พึงอยู่ในสถานที่มิใช่อาวาสที่มีเครื่องมุงเดียวกันกับปกตัตตภิกษุ ๓๓. ไม่พึงอยู่ในอาวาสหรือสถานที่มิใช่อาวาสที่มีเครื่องมุงเดียวกันกับปกตัตตภิกษุ ๓๔. เห็นปกตัตตภิกษุแล้วพึงลุกจากอาสนะ ๓๕. ไม่พึงรุกรานปกตัตตภิกษุทั้งข้างในหรือข้างนอกวิหาร ๓๖. ไม่พึงงดอุโบสถแก่ปกตัตตภิกษุ ๓๗. ไม่พึงงดปวารณาแก่ปกตัตตภิกษุ ๓๘. ไม่พึงทำการไต่สวน ๓๙. ไม่พึงเริ่มอนุวาทาธิกรณ์ ๔๐. ไม่พึงขอโอกาสภิกษุอื่น ๔๑. ไม่พึงโจทภิกษุอื่น ๔๒. ไม่พึงให้ภิกษุอื่นให้การ ๔๓. ไม่พึงชักชวนกันก่อความทะเลาะ เตจัตตาฬีสวัตตะ ในอุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ จบ สงฆ์ลงโทษและระงับกรรม

ข้อ ๕๒

ครั้งนั้น สงฆ์ได้ลงอุกเขปนียกรรมภิกษุฉันนะเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ ห้ามสมโภคกับสงฆ์ ภิกษุฉันนะนั้นถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติภิกษุฉันนะนั้นได้ออกจากอาวาสนั้นไปอาวาสอื่น

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๖ หน้า : ๙๘}

พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๑. กัมมขันธกะ] ๕. อุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ พวกภิกษุในอาวาสอื่นนั้นไม่กราบไหว้ ไม่ลุกรับ ไม่ประนมมือ ไม่ทำ สามีจิกรรม ไม่สักการะ ไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่บูชา ภิกษุฉันนะนั้นอันพวกภิกษุไม่สักการะ ไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่บูชา เป็นผู้ไม่มีใครเชื่อถือ จึงเดินทางไปจากอาวาสนั้นสู่อาวาสอื่น แม้พวกภิกษุในอาวาสอื่นนั้นก็ไม่กราบไหว้ ไม่ลุกรับ ไม่ประนมมือ ไม่ทำสามีจิกรรม ไม่สักการะ ไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่บูชา ภิกษุฉันนะนั้นอันพวกภิกษุไม่สักการะ ไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่บูชา เป็นผู้ไม่มีใครเชื่อถือ จึงเดินทางจากอาวาสนั้นไปสู่อาวาสอื่น แม้พวกภิกษุในอาวาสอื่นนั้นก็ไม่กราบไหว้ ไม่ลุกรับ ไม่ประนมมือ ไม่ทำสามีจิกรรม ไม่สักการะ ไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่บูชา ภิกษุฉันนะนั้นอันพวกภิกษุไม่สักการะ ไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่บูชา เป็นผู้ไม่มีใครเชื่อถือ จึงต้องหวนกลับมากรุงโกสัมพีอีกตามเดิม กลับประพฤติชอบ หายเย่อหยิ่ง กลับตัวได้แล้วเข้าไปหาพวกภิกษุบอกว่า “กระผม ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติกลับประพฤติชอบ หายเย่อหยิ่ง กลับตัวได้แล้ว กระผมจะปฏิบัติอย่างไร” ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้น สงฆ์จงระงับอุกเขปนีย-กรรมเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแก่ภิกษุฉันนะ” นัปปฏิปัสสัมเภตัพพเตจัตตาฬีสกะ ว่าด้วยองค์ ๔๓ ของภิกษุที่สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ หมวดที่ ๑

ข้อ ๕๓

ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรม เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ คือ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๖ หน้า : ๙๙}

พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๑. กัมมขันธกะ] ๕. อุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ ๑. ให้อุปสมบท ๒. ให้นิสัย ๓. ใช้สามเณรอุปัฏฐาก ๔. รับแต่งตั้งเป็นผู้สั่งสอนภิกษุณี ๕. แม้ได้รับแต่งตั้งแล้วก็ยังสั่งสอนภิกษุณี ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรม เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ เหล่าเหล่านี้แล (๕) หมวดที่ ๒ ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรม เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ อีกอย่างหนึ่ง คือ ๑. ต้องอาบัติที่เป็นเหตุให้ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นว่า เป็นอาบัติอีก ๒. ต้องอาบัติอื่นทำนองเดียวกัน ๓. ต้องอาบัติที่เลวทรามกว่านั้น ๔. ตำหนิกรรม ๕. ตำหนิภิกษุผู้ทำกรรม ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรม เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ เหล่าเหล่านี้แล (๑๐) หมวดที่ ๓ ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรม เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ อีกอย่างหนึ่ง คือ ๑. ยินดีการกราบไหว้ของปกตัตตภิกษุ ๒. ยินดีการลุกรับของปกตัตตภิกษุ ๓. ยินดีการประนมมือของปกตัตตภิกษุ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๖ หน้า : ๑๐๐}

พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๑. กัมมขันธกะ] ๕. อุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ ๔. ยินดีสามีจิกรรมของปกตัตตภิกษุ ๕. ยินดีการนำอาสนะมาให้ของปกตัตตภิกษุ ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรม เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ เหล่านี้แล (๑๕) หมวดที่ ๔ ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรม เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ อีกอย่างหนึ่ง คือ ๑. ยินดีการนำที่นอนมาให้ของปกตัตตภิกษุ ๒. ยินดีน้ำล้างเท้า การตั้งตั่งรองเท้าให้ของปกตัตตภิกษุ ๓. ยินดีการตั้งกระเบื้องเช็ดเท้าของปกตัตตภิกษุ ๔. ยินดีการรับบาตรและจีวรของปกตัตตภิกษุ ๕. ยินดีการที่ปกตัตตภิกษุถูหลังให้ในคราวอาบน้ำ ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรม เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ เหล่านี้แล (๒๐) หมวดที่ ๕ ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรม เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ อีกอย่างหนึ่ง คือ ๑. ใส่ความปกตัตตภิกษุด้วยสีลวิบัติ ๒. ใส่ความปกตัตตภิกษุด้วยอาจารวิบัติ ๓. ใส่ความปกตัตตภิกษุด้วยทิฏฐิวิบัติ ๔. ใส่ความปกตัตตภิกษุด้วยอาชีววิบัติ ๕. ยุยงปกตัตตภิกษุให้แตกกัน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๖ หน้า : ๑๐๑}

พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๑. กัมมขันธกะ] ๕. อุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรม เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ เหล่านี้แล (๒๕) หมวดที่ ๖ ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรม เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ อีกอย่างหนึ่ง คือ ๑. ใช้เครื่องนุ่งห่มอย่างคฤหัสถ์ ๒. ใช้เครื่องนุ่งห่มอย่างเดียรถีย์ ๓. คบพวกเดียรถีย์ ๔. ไม่คบพวกภิกษุ ๕. ไม่ศึกษาสิกขาบทของภิกษุ ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรม เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ เหล่านี้แล (๓๐) หมวดที่ ๗ ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรม เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ อีกอย่างหนึ่ง คือ ๑. อยู่ในอาวาสที่มีเครื่องมุงเดียวกันกับปกตัตตภิกษุ ๒. อยู่ในสถานที่มิใช่อาวาสที่มีเครื่องมุงบังเดียวกันกับปกตัตตภิกษุ ๓. อยู่ในอาวาสหรือสถานที่มิใช่อาวาสที่มีเครื่องมุงบังเดียวกันกับปกตัตตภิกษุ ๔. เห็นปกตัตตภิกษุแล้วไม่ลุกจากอาสนะ ๕. รุกรานปกตัตตภิกษุทั้งข้างในหรือข้างนอกวิหาร ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรม เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ เหล่านี้แล (๓๕) หมวดที่ ๘ ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรม เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ อีกอย่างหนึ่ง คือ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๖ หน้า : ๑๐๒}

พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๑. กัมมขันธกะ] ๕. อุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ ๑. งดอุโบสถแก่ปกตัตตภิกษุ ๒. งดปวารณาแก่ปกตัตตภิกษุ ๓. ทำการไต่สวน ๔. เริ่มอนุวาทาธิกรณ์ ๕. ขอโอกาสภิกษุอื่น ๖. โจทภิกษุอื่น ๗. ให้ภิกษุอื่นให้การ ๘. ชักชวนกันก่อความทะเลาะ ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรม เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ เหล่านี้แล (๔๓) นัปปฏิปัสสัมเภตัพพเตจัตตาฬีสกะ ในอุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ จบ ปฏิปัสสัมเภตัพพเตจัตตาฬีสกะ ว่าด้วยองค์ ๔๓ ของภิกษุที่สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ หมวดที่ ๑

ข้อ ๕๔

ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ คือ ๑. ไม่ให้อุปสมบท ๒. ไม่ให้นิสัย ๓. ไม่ใช้สามเณรอุปัฏฐาก ๔. ไม่รับแต่งตั้งเป็นผู้สั่งสอนภิกษุณี ๕. แม้ได้รับแต่งตั้งแล้วก็ไม่สั่งสอนภิกษุณี ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ เหล่านี้แล (๕)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๖ หน้า : ๑๐๓}

พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๑. กัมมขันธกะ] ๕. อุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ หมวดที่ ๒ ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ อีกอย่างหนึ่ง คือ ๑. ไม่ต้องอาบัติที่เป็นเหตุให้ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติอีก ๒. ไม่ต้องอาบัติอื่นทำนองเดียวกัน ๓. ไม่ต้องอาบัติที่เลวทรามกว่านั้น ๔. ไม่ตำหนิกรรม ๕. ไม่ตำหนิภิกษุผู้ทำกรรม ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ เหล่านี้แล (๑๐) หมวดที่ ๓ ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ อีกอย่างหนึ่ง คือ ๑. ไม่ยินดีการกราบไหว้ของปกตัตตภิกษุ ๒. ไม่ยินดีการลุกรับของปกตัตตภิกษุ ๓. ไม่ยินดีการประนมมือของปกตัตตภิกษุ ๔. ไม่ยินดีสามีจิกรรมของปกตัตตภิกษุ ๕. ไม่ยินดีการนำอาสนะมาให้ของปกตัตตภิกษุ ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ เหล่านี้แล (๑๕)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๖ หน้า : ๑๐๔}

พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๑. กัมมขันธกะ] ๕. อุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ หมวดที่ ๔ ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ อีกอย่างหนึ่ง คือ ๑. ไม่ยินดีการนำที่นอนมาให้ของปกตัตตภิกษุ ๒. ไม่ยินดีน้ำล้างเท้า การตั้งตั่งรองเท้าให้ของปกตัตตภิกษุ ๓. ไม่ยินดีการตั้งกระเบื้องเช็ดเท้าให้ของปกตัตตภิกษุ ๔. ไม่ยินดีการรับบาตรและจีวรของปกตัตตภิกษุ ๕. ไม่ยินดีการที่ปกตัตตภิกษุถูหลังให้ในคราวอาบน้ำ ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ เหล่านี้แล (๒๐) หมวดที่ ๕ ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ อีกอย่างหนึ่ง คือ ๑. ไม่ใส่ความปกตัตตภิกษุด้วยสีลวิบัติ ๒. ไม่ใส่ความปกตัตตภิกษุด้วยอาจารวิบัติ ๓. ไม่ใส่ความปกตัตตภิกษุด้วยทิฏฐิวิบัติ ๔. ไม่ใส่ความปกตัตตภิกษุด้วยอาชีววิบัติ ๕. ไม่ยุยงปกตัตตภิกษุให้แตกกัน ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ เหล่านี้แล (๒๕)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๖ หน้า : ๑๐๕}

พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๑. กัมมขันธกะ] ๕. อุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ หมวดที่ ๖ ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ อีกอย่างหนึ่ง คือ ๑. ไม่ใช้เครื่องนุ่งห่มอย่างคฤหัสถ์ ๒. ไม่ใช้เครื่องนุ่งห่มอย่างเดียรถีย์ ๓. ไม่คบพวกเดียรถีย์ ๔. คบพวกภิกษุ ๕. ศึกษาสิกขาบทของภิกษุ ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ เหล่านี้แล (๓๐) หมวดที่ ๗ ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ อีกอย่างหนึ่ง คือ ๑. ไม่อยู่ในอาวาสที่มีเครื่องมุงบังเดียวกันกับปกตัตตภิกษุ ๒. ไม่อยู่ในสถานที่มิใช่อาวาสที่มีเครื่องมุงบังเดียวกันกับปกตัตตภิกษุ ๓. ไม่อยู่ในอาวาสหรือสถานที่มิใช่อาวาสที่มีเครื่องมุงบังเดียวกันกับปกตัตตภิกษุ ๔. เห็นปกตัตตภิกษุแล้วลุกจากอาสนะ ๕. ไม่รุกรานปกตัตตภิกษุทั้งข้างในหรือข้างนอกวิหาร ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ เหล่านี้แล (๓๕) หมวดที่ ๘ ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ คือ ๑. ไม่งดอุโบสถแก่ปกตัตตภิกษุ ๒. ไม่งดปวารณาแก่ปกตัตตภิกษุ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๖ หน้า : ๑๐๖}

พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๑. กัมมขันธกะ] ๕. อุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ ๓. ไม่ทำการไต่สวน ๔. ไม่เริ่มอนุวาทาธิกรณ์ ๕. ไม่ขอโอกาสภิกษุอื่น ๖. ไม่โจทภิกษุอื่น ๗. ไม่ให้ภิกษุอื่นให้การ ๘. ไม่ชักชวนกันก่อความทะเลาะ ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ เหล่านี้แล (๔๓) ปฏิปัสสัมเภตัพพเตจัตตาฬีสกะ ในอุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ จบ วิธีระงับอุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติและกรรมวาจา

ข้อ ๕๕

ภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ อย่างนี้ คือ ภิกษุฉันนะนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มอุตตราสงค์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษาทั้งหลาย นั่งกระโหย่ง ประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านผู้เจริญกระผมถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแล้ว กลับประพฤติชอบหายเย่อหยิ่ง กลับตัวได้ กระผมจึงขอระงับอุกเขปนียกรรมเพราะ ไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ” พึงขอแม้ครั้งที่ ๒ ฯลฯ พึงขอแม้ครั้งที่ ๓ ฯลฯ ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจาว่า “ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุฉันนะนี้ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแล้ว กลับประพฤติชอบ หายเย่อหยิ่ง กลับตัวได้ ขอระงับอุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ ถ้าสงฆ์พร้อมกันแล้ว พึงระงับอุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแก่ภิกษุฉันนะ นี่เป็นญัตติ ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุฉันนะนี้ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแล้ว กลับประพฤติชอบ หายเย่อหยิ่ง กลับตัวได้ ขอระงับอุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ สงฆ์ระงับอุกเขปนียกรรม เพราะไม่เห็น

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๖ หน้า : ๑๐๗}

พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๑. กัมมขันธกะ] ๖. อุกเขปนียกรรมเพราะไม่ทำคืนอาบัติ อาบัติแก่ภิกษุฉันนะแล้ว ท่านรูปใดเห็นด้วยกับการระงับอุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแก่ภิกษุฉันนะแล้ว ท่านรูปนั้นพึงนิ่ง ท่านรูปใดไม่เห็นด้วย ท่านรูปนั้นพึงทักท้วง แม้ครั้งที่ ๒ ข้าพเจ้ากล่าวความนี้ว่า ฯลฯ แม้ครั้งที่ ๓ ข้าพเจ้ากล่าวความนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุฉันนะนี้ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแล้ว กลับประพฤติชอบหายเย่อหยิ่ง กลับตัวได้ ขอระงับอุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ สงฆ์ระงับอุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแก่ภิกษุฉันนะแล้ว ท่านรูปใดเห็นด้วยกับการระงับอุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติแก่ภิกษุฉันนะ ท่านรูปนั้นพึงนิ่งท่านรูปใดไม่เห็นด้วย ท่านรูปนั้นพึงทักท้วง อุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ สงฆ์ระงับแล้วแก่ภิกษุฉันนะ สงฆ์เห็นด้วย เพราะเหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอถือเอาความนิ่งนั้นเป็นมติอย่างนี้”อุกเขปนียกรรมเพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติที่ ๕ จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

เนื้อความส่วนนี้ ศึกษาอรรถกถาได้จากข้อ ๑๗๔. -----------------------------------------------------

อรรถกถาที่มีมาก่อนหน้านี้ :- อรรถกถา จุลวรรค ภาค ๑ กัมมขันธกะ อุกเขปนียกรรมที่ ๕ เรื่องพระฉันนะเป็นต้น

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา