ทำกรรมไม่ตามปฏิญาณ เป็นต้น
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๖ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๖ จุลวรรค ภาค ๑ ทำกรรมไม่ตามปฏิญาณ
เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู อปฺปฏิญฺญาย ภิกฺขูนํ กมฺมานิ กโรนฺติ ตชฺชนียมฺปิ นิยสฺสมฺปิ ปพฺพาชนียมฺปิ ปฏิสารณียมฺปิ อุกฺเขปนียมฺปิ ฯ เย เต ภิกฺขู อปฺปิจฺฉา ฯเปฯ เต อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู อปฺปฏิญฺญาย ภิกฺขูนํ กมฺมานิ กริสฺสนฺติ ตชฺชนียมฺปิ นิยสฺสมฺปิ ปพฺพาชนียมฺปิ ปฏิสารณียมฺปิ อุกฺเขปนียมฺปีติ ฯ อถโข เต ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ สจฺจํ กิร ภิกฺขเว ฯเปฯ สจฺจํ ภควาติ ฯเปฯ วิครหิตฺวา ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ น ภิกฺขเว อปฺปฏิญฺญาย ภิกฺขูนํ กมฺมํ กาตพฺพํ ตชฺชนียํ วา นิยสฺสํ วา ปพฺพาชนียํ วา ปฏิสารณียํ วา อุกฺเขปนียํ วา โย กเรยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ
สมัยนั้นแล พระฉัพพัคคีย์ทำกรรม คือ ตัชชนียกรรมบ้าง นิยส กรรมบ้าง ปฏิสารณียกรรมบ้าง อุกเขปนียกรรมบ้าง แก่ภิกษุทั้งหลาย ไม่ตามปฏิญาณบรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระฉัพ-*พัคคีย์จึงได้ทำกรรมคือ ตัชชนียกรรมบ้าง นิยสกรรมบ้าง ปัพพาชนียกรรมบ้างปฏิสารณียกรรมบ้าง อุกเขปนียกรรมบ้าง แก่ภิกษุทั้งหลาย ไม่ตามปฏิญาณเล่าแล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าพระฉัพพัคคีย์ทำกรรม คือ ตัชชนียกรรมบ้าง นิยสกรรมบ้าง ปัพพาชนียกรรมบ้างปฏิสารณียกรรมบ้าง อุกเขปนียกรรมบ้าง แก่ภิกษุทั้งหลาย ไม่ตามปฏิญาณ จริงหรือ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียน ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถา รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย กรรมคือ ตัชชนียกรรมก็ดี นิยสกรรมก็ดีปัพพาชนียกรรมก็ดี ปฏิสารณียกรรมก็ดี อุกเขปนียกรรมก็ดี อันภิกษุไม่พึงทำแก่ภิกษุทั้งหลาย ไม่ตามปฏิญาณ รูปใดทำ ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ ทำตามปฏิญาณไม่เป็นธรรม
เอวํ โข ภิกฺขเว อธมฺมิกํ โหติ ปฏิญฺญาตกรณํ เอวํ ธมฺมิกํ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว อธมฺมิกํ โหติ ปฏิญฺญาตกรณํ ฯ ภิกฺขุ ปาราชิกํ อชฺฌาปนฺโน โหติ ฯ ตเมนํ โจเทติ สงฺโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา ปาราชิกํ อายสฺมา อชฺฌาปนฺโนติ ฯ โส เอวํ วเทติ น โข อหํ อาวุโส ปาราชิกํ อชฺฌาปนฺโน สงฺฆาทิเสสํ อชฺฌาปนฺโนติ ฯ ตํ สงฺโฆ สงฺฆาทิเสเสน กาเรติ ฯ อธมฺมิกํ ปฏิญฺญาตกรณํ ฯ ภิกฺขุ ปาราชิกํ อชฺฌาปนฺโน โหติ ฯ ตเมนํ โจเทติ สงฺโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา ปาราชิกํ อายสฺมา อชฺฌาปนฺโนติ ฯ โส เอวํ วเทติ น โข อหํ อาวุโส ปาราชิกํ อชฺฌาปนฺโน ถุลฺลจฺจยํ อชฺฌาปนฺโนติ ฯ ตํ สงฺโฆ ถุลฺลจฺจเยน กาเรติ ฯ อธมฺมิกํ ปฏิญฺญาตกรณํ ฯ {๖๐๙.๑} ภิกฺขุ ปาราชิกํ อชฺฌาปนฺโน โหติ ฯ ตเมนํ โจเทติ สงฺโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา ปาราชิกํ อายสฺมา อชฺฌาปนฺโนติ ฯ โส เอวํ วเทติ น โข อหํ อาวุโส ปาราชิกํ อชฺฌาปนฺโน ปาจิตฺติยํ อชฺฌาปนฺโนติ ฯ ตํ สงฺโฆ ปาจิตฺติเยน กาเรติ ฯ อธมฺมิกํ ปฏิญฺญาตกรณํ ฯ ภิกฺขุ ปาราชิกํ อชฺฌาปนฺโน โหติ ฯ ตเมนํ โจเทติ สงฺโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา ปาราชิกํ อายสฺมา อชฺฌาปนฺโนติ ฯ โส เอวํ วเทติ น โข อหํ อาวุโส ปาราชิกํ อชฺฌาปนฺโน ปาฏิเทสนียํ อชฺฌาปนฺโนติ ฯ ตํ สงฺโฆ ปาฏิเทสนีเยน กาเรติ ฯ อธมฺมิกํ ปฏิญฺญาตกรณํ ฯ ภิกฺขุ ปาราชิกํ อชฺฌาปนฺโน โหติ ฯ ตเมนํ โจเทติ สงฺโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา ปาราชิกํ อายสฺมา อชฺฌาปนฺโนติ ฯ โส เอวํ วเทติ น โข อหํ อาวุโส ปาราชิกํ อชฺฌาปนฺโน ทุกฺกฏํ อชฺฌาปนฺโนติ ฯ ตํ สงฺโฆ ทุกฺกเฏน กาเรติ ฯ อธมฺมิกํ ปฏิญฺญาตกรณํ ฯ ภิกฺขุ ปาราชิกํ อชฺฌาปนฺโน โหติ ฯ ตเมนํ โจเทติ สงฺโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา ปาราชิกํ อายสฺมา อชฺฌาปนฺโนติ ฯ โส เอวํ วเทติ น โข อหํ อาวุโส ปาราชิกํ อชฺฌาปนฺโน ทุพฺภาสิตํ อชฺฌาปนฺโนติ ฯ ตํ สงฺโฆ ทุพฺภาสิเตน กาเรติ ฯ อธมฺมิกํ ปฏิญฺญาตกรณํ ฯ {๖๐๙.๒} ภิกฺขุ สงฺฆาทิเสสํ อชฺฌาปนฺโน ฯเปฯ ถุลฺลจฺจยํ ฯเปฯ ปาจิตฺติยํ ฯเปฯ ปาฏิเทสนียํ ฯเปฯ ทุกฺกฏํ ฯเปฯ ทุพฺภาสิตํ อชฺฌาปนฺโน โหติ ฯ ตเมนํ โจเทติ สงฺโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา ทุพฺภาสิตํ อายสฺมา อชฺฌาปนฺโนติ ฯ โส เอวํ วเทติ น โข อหํ อาวุโส ทุพฺภาสิตํ อชฺฌาปนฺโน ปาราชิกํ อชฺฌาปนฺโนติ ฯ ตํ สงฺโฆ ปาราชิเกน กาเรติ ฯ อธมฺมิกํ ปฏิญฺญาตกรณํ ฯ ภิกฺขุ ทุพฺภาสิตํ อชฺฌาปนฺโน โหติ ฯ ตเมนํ โจเทติ สงฺโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา ทุพฺภาสิตํ อายสฺมา อชฺฌาปนฺโนติ ฯ โส เอวํ วเทติ น โข อหํ อาวุโส ทุพฺภาสิตํ อชฺฌาปนฺโน สงฺฆาทิเสสํ ฯเปฯ ถุลฺลจฺจยํ ฯเปฯ ปาจิตฺติยํ ฯเปฯ ปาฏิเทสนียํ ฯเปฯ ทุกฺกฏํ อชฺฌาปนฺโนติ ฯ ตํ สงฺโฆ ทุกฺกเฏน กาเรติ ฯ อธมฺมิกํ ปฏิญฺญาตกรณํ ฯ เอวํ โข ภิกฺขเว อธมฺมิกํ โหติ ปฏิญฺญาตกรณํ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย การทำตามปฏิญาณที่ไม่เป็นธรรมอย่างนี้แล ที่เป็นธรรมอย่างนี้ การทำตามปฏิญาณไม่เป็นธรรมอย่างไร ภิกษุต้องอาบัติปาราชิก สงฆ์หรือภิกษุ ๒-๓ รูป หรือภิกษุรูปเดียว โจท-*เธอว่า ท่านต้องอาบัติปาราชิก เธอกล่าวอย่างนี้ว่า คุณ ผมมิได้ต้องอาบัติปาราชิกผมต้องอาบัติสังฆาทิเสส สงฆ์ปรับเธอด้วยอาบัติสังฆาทิเสส การปรับอย่างนี้ ชื่อว่าทำตามปฏิญาณไม่เป็นธรรม ภิกษุต้องอาบัติปาราชิก สงฆ์หรือภิกษุ ๒-๓ รูป หรือภิกษุรูปเดียว โจท-*เธอว่า ท่านต้องอาบัติปาราชิก เธอกล่าวอย่างนี้ว่า คุณ ผมมิได้ต้องอาบัติปาราชิกผมต้องอาบัติถุลลัจจัย สงฆ์ปรับเธอด้วยอาบัติถุลลัจจัย การปรับอย่างนี้ ชื่อว่าทำตามปฏิญาณไม่เป็นธรรม ภิกษุต้องอาบัติปาราชิก สงฆ์หรือภิกษุ ๒-๓ รูป หรือภิกษุรูปเดียวโจทเธอว่า ท่านต้องอาบัติปาราชิก เธอกล่าวอย่างนี้ว่า คุณ ผมมิได้ต้องอาบัติปาราชิกผมต้องอาบัติปาจิตตีย์ สงฆ์ปรับเธอด้วยอาบัติปาจิตตีย์ การปรับอย่างนี้ ชื่อว่าทำตามปฏิญาณไม่เป็นธรรม ภิกษุต้องอาบัติปาราชิก สงฆ์หรือภิกษุ ๒-๓ รูป หรือภิกษุรูปเดียวโจทเธอว่า ท่านต้องอาบัติปาราชิก เธอกล่าวอย่างนี้ว่า คุณ ผมมิได้ต้องอาบัติปาราชิกผมต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ สงฆ์ปรับเธอด้วยอาบัติปาฏิเทสนียะ การปรับอย่างนี้ชื่อว่าทำตามปฏิญาณไม่เป็นธรรม ภิกษุต้องอาบัติปาราชิก สงฆ์หรือภิกษุ ๒-๓ รูป หรือภิกษุรูปเดียว โจท-*เธอว่า ท่านต้องอาบัติปาราชิก เธอกล่าวอย่างนี้ว่า คุณ ผมมิได้ต้องอาบัติปาราชิกผมต้องอาบัติทุกกฏ สงฆ์ปรับเธอด้วยอาบัติทุกกฏ การปรับอย่างนี้ ชื่อว่าทำตามปฏิญาณไม่เป็นธรรม ภิกษุต้องอาบัติปาราชิก สงฆ์หรือภิกษุ ๒-๓ รูป หรือภิกษุรูปเดียว โจท-*เธอว่า ท่านต้องอาบัติปาราชิก เธอกล่าวอย่างนี้ว่า คุณ ผมมิได้ต้องอาบัติปาราชิก ผม-*ต้องอาบัติทุพภาสิต สงฆ์ปรับเธอด้วยอาบัติทุพภาสิต การปรับอย่างนี้ ชื่อว่าทำตามปฏิญาณไม่เป็นธรรม ภิกษุต้องอาบัติสังฆาทิเสส ... ภิกษุต้องอาบัติถุลลัจจัย ... ภิกษุต้องอาบัติปาจิตตีย์ ... ภิกษุต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ ... ภิกษุต้องอาบัติทุกกฏ ... ภิกษุต้องอาบัติทุพภาสิต สงฆ์หรือภิกษุ ๒-๓ รูป หรือภิกษุรูปเดียว โจท-*เธอว่า ท่านต้องอาบัติทุพภาสิต เธอกล่าวอย่างนี้ว่าคุณผมมิได้ต้องอาบัติทุพภาสิต ผม-*ต้องอาบัติปาราชิก สงฆ์ปรับเธอด้วยอาบัติปาราชิก การปรับอย่างนี้ ชื่อว่าทำตามปฏิ-*ญาณไม่เป็นธรรม ภิกษุต้องอาบัติทุพภาสิต สงฆ์หรือภิกษุ ๒-๓ รูป หรือภิกษุรูปเดียว โจท-*เธอว่า ท่านต้องอาบัติทุพภาสิต เธอกล่าวอย่างนี้ว่า คุณ ผมมิได้ต้องอาบัติทุพภาสิตผมต้องอาบัติสังฆาทิเสส สงฆ์ปรับเธอด้วยอาบัติสังฆาทิเสส การปรับอย่างนี้ ชื่อว่าทำตามปฏิญาณไม่เป็นธรรม ภิกษุต้องอาบัติทุพภาสิต สงฆ์หรือภิกษุ ๒-๓ รูป หรือภิกษุรูปเดียว โจท-*เธอว่า ท่านต้องอาบัติทุพภาสิต เธอกล่าวอย่างนี้ว่า คุณ ผมมิได้ต้องอาบัติทุพภาสิตผมต้องอาบัติถุลลัจจัย สงฆ์ปรับเธอด้วยอาบัติถุลลัจจัย การปรับอย่างนี้ ชื่อว่าทำตามปฏิญาณไม่เป็นธรรม ภิกษุต้องอาบัติทุพภาสิต สงฆ์หรือภิกษุ ๒-๓ รูป หรือภิกษุรูปเดียว โจท-*เธอว่า ท่านต้องอาบัติทุพภาสิต เธอกล่าวอย่างนี้ว่า คุณ ผมมิได้ต้องอาบัติทุพภาสิตผมต้องอาบัติปาจิตตีย์ สงฆ์ปรับเธอด้วยอาบัติปาจิตตีย์ การปรับอย่างนี้ ชื่อว่าทำตามปฏิญาณไม่เป็นธรรม ภิกษุต้องอาบัติทุพภาสิต สงฆ์หรือภิกษุ ๒-๓ รูป หรือภิกษุรูปเดียว โจท-*เธอว่า ท่านต้องอาบัติทุพภาสิต เธอกล่าวอย่างนี้ว่า คุณ ผมมิได้ต้องอาบัติทุพภาสิตผมต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ สงฆ์ปรับเธอด้วยอาบัติปาฏิเทสนียะ การปรับอย่างนี้ ชื่อ-*ว่าทำตามปฏิญาณไม่เป็นธรรม ภิกษุต้องอาบัติทุพภาสิต สงฆ์ หรือภิกษุ ๒-๓ รูป หรือภิกษุรูปเดียวโจทเธอว่า ท่านต้องอาบัติทุพภาสิต เธอกล่าวอย่างนี้ว่า คุณ ผมมิได้ต้องอาบัติทุพภาสิต ผมต้องอาบัติทุกกฏ สงฆ์ปรับเธอด้วยอาบัติทุกกฏ การปรับอย่างนี้ชื่อว่าทำตามปฏิญาณไม่เป็นธรรม ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ทำตามปฏิญาณไม่เป็นธรรม ฯ ทำตามปฏิญาณเป็นธรรม
กถญฺจ ภิกฺขเว ธมฺมิกํ โหติ ปฏิญฺญาตกรณํ ฯ ภิกฺขุ ปาราชิกํ อชฺฌาปนฺโน โหติ ฯ ตเมนํ โจเทติ สงฺโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา ปาราชิกํ อายสฺมา อชฺฌาปนฺโนติ ฯ โส เอวํ วเทติ อามาวุโส ปาราชิกํ อชฺฌาปนฺโนติ ฯ ตํ สงฺโฆ ปาราชิเกน กาเรติ ฯ ธมฺมิกํ ปฏิญฺญาตกรณํ ฯ ภิกฺขุ สงฺฆาทิเสสํ ฯเปฯ ถุลฺลจฺจยํ ฯเปฯ ปาจิตฺติยํ ฯเปฯ ปาฏิเทสนียํ ฯเปฯ ทุกฺกฏํ ฯเปฯ ทุพฺภาสิตํ อชฺฌาปนฺโน โหติ ฯ ตเมนํ โจเทติ สงฺโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา ทุพฺภาสิตํ อายสฺมา อชฺฌาปนฺโนติ ฯ โส เอวํ วเทติ อามาวุโส ทุพฺภาสิตํ อชฺฌาปนฺโนติ ฯ ตํ สงฺโฆ ทุพฺภาสิเตน กาเรติ ฯ ธมฺมิกํ ปฏิญฺญาตกรณํ ฯ เอวํ โข ภิกฺขเว ธมฺมิกํ โหติ ปฏิญฺญาตกรณนฺติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย การทำตามปฏิญาณเป็นธรรมอย่างไร ภิกษุต้องอาบัติปาราชิก สงฆ์ หรือภิกษุ ๒-๓ รูป หรือภิกษุรูปเดียวโจทเธอว่า ท่านต้องอาบัติปาราชิก เธอกล่าวอย่างนี้ว่า ถูกละ คุณ ผมต้องอาบัติปาราชิก สงฆ์ปรับเธอด้วยอาบัติปาราชิก การปรับอย่างนี้ ชื่อว่าทำตามปฏิญาณเป็นธรรม ภิกษุต้องอาบัติสังฆาทิเสส ... ภิกษุต้องอาบัติถุลลัจจัย ... ภิกษุต้องอาบัติปาจิตตีย์ ... ภิกษุต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ ... ภิกษุต้องอาบัติทุกกฏ ... ภิกษุต้องอาบัติทุพภาษิต สงฆ์ หรือภิกษุ ๒-๓ รูป หรือภิกษุรูปเดียวโจทเธอว่า ท่านต้องอาบัติทุพภาสิต เธอกล่าวอย่างนี้ว่า ถูกละคุณ ผมต้องอาบัติทุพภาสิต สงฆ์ปรับเธอด้วยอาบัติทุพภาสิต การปรับ อย่างนี้ ชื่อว่าทำตามปฏิญาณเป็นธรรม ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ทำตามปฏิญาณเป็นธรรม ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๔. ปฏิญญาตกรณะ ว่าด้วยระงับอธิกรณ์ตามคำรับของจำเลย เรื่องพระฉัพพัคคีย์
สมัยนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ลงโทษภิกษุทั้งหลายโดยมิได้ปฏิญญา คือ ลงตัชชนียกรรมบ้าง นิยสกรรมบ้าง ปัพพาชนียกรรมบ้าง ปฏิสารณียกรรมบ้างอุกเขปนียกรรมบ้าง บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ฯลฯ พากันตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนพวกภิกษุฉัพพัคคีย์จึงลงโทษภิกษุทั้งหลายโดยมิได้ปฏิญญาเล่า คือ ลงตัชชนียกรรมบ้างนิยสกรรมบ้าง ปัพพาชนียกรรมบ้าง ปฏิสารณียกรรมบ้าง อุกเขปนียกรรมบ้าง”แล้วได้นำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ ทรงสอบถาม พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย ทราบว่า ฯลฯ จริงหรือ” ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาค ฯลฯ ครั้นทรงตำหนิแล้ว ฯลฯ ทรงแสดงธรรมีกถารับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงลงโทษภิกษุทั้งหลายโดยมิได้ปฏิญญาคือ ลงตัชชนียกรรมบ้าง นิยสกรรมบ้าง ปัพพาชนียกรรมบ้าง ปฏิสารณียกรรมบ้างอุกเขปนียกรรมบ้าง รูปใดลง ต้องอาบัติทุกกฏ”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๖ หน้า : ๓๑๕}
พระวินัยปิฎก จูฬรรค [๔. สมถขันธกะ] ๔. ปฏิญญาตกรณะ ปฏิญญาตกรณะที่ไม่ชอบธรรม
ภิกษุทั้งหลาย ปฏิญญาตกรณะที่ไม่ชอบธรรมอย่างนี้ ที่ชอบธรรม อย่างนี้ ภิกษุทั้งหลาย ปฏิญญากรณะที่ไม่ชอบธรรม เป็นอย่างไร คือ ภิกษุต้องอาบัติปาราชิก สงฆ์หรือภิกษุมากรูป หรือภิกษุรูปเดียวโจท ภิกษุนั้นว่า “ท่านต้องอาบัติปาราชิก” ภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่าน ผมมิได้ต้องอาบัติปาราชิก ผมต้องอาบัติสังฆาทิเสส” สงฆ์ปรับอาบัติสังฆาทิเสสภิกษุนั้น(การปรับอย่างนี้) ชื่อว่า ปฏิญญาตกรณะที่ไม่ชอบธรรม ภิกษุต้องอาบัติปาราชิก สงฆ์หรือภิกษุมากรูป หรือภิกษุรูปเดียวโจทภิกษุนั้นว่า “ท่านต้องอาบัติปาราชิก” ภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่าน ผมมิได้ต้องอาบัติปาราชิก ฯลฯ ผมต้องอาบัติถุลลัจจัย” สงฆ์ปรับอาบัติถุลลัจจัยภิกษุนั้น (การปรับอย่างนี้) ชื่อว่าปฏิญญาตกรณะที่ไม่ชอบธรรม ภิกษุต้องอาบัติปาราชิก สงฆ์หรือภิกษุมากรูป หรือภิกษุรูปเดียวโจทภิกษุนั้นว่า “ท่านต้องอาบัติปาราชิก” ภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่าน ผมมิได้ต้องอาบัติปาราชิก ผมต้องอาบัติปาจิตตีย์” สงฆ์ปรับอาบัติปาจิตตีย์ภิกษุนั้น (การปรับอย่างนี้) ชื่อว่าปฏิญญาตกรณะที่ไม่ชอบธรรม ภิกษุต้องอาบัติปาราชิก สงฆ์หรือภิกษุมากรูป หรือภิกษุรูปเดียวโจทภิกษุนั้นว่า “ท่านต้องอาบัติปาราชิก” ภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่าน ผมมิได้ต้องอาบัติปาราชิก ผมต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ” สงฆ์ปรับอาบัติปาฏิเทสนียะภิกษุนั้น (การปรับอย่างนี้) ชื่อว่าปฏิญญาตกรณะที่ไม่ชอบธรรม ภิกษุต้องอาบัติปาราชิก สงฆ์หรือภิกษุมากรูป หรือภิกษุรูปเดียวโจทภิกษุนั้นว่า “ท่านต้องอาบัติปาราชิก” ภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่าน ผมมิได้ต้องอาบัติปาราชิก ผมต้องอาบัติทุกกฏ” สงฆ์ปรับอาบัติทุกกฏภิกษุนั้น (การปรับอย่างนี้)ชื่อว่าปฏิญญาตกรณะที่ไม่ชอบธรรม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๖ หน้า : ๓๑๖}
พระวินัยปิฎก จูฬรรค [๔. สมถขันธกะ] ๔. ปฏิญญาตกรณะ ภิกษุต้องอาบัติปาราชิก สงฆ์หรือภิกษุมากรูป หรือภิกษุรูปเดียวโจทภิกษุนั้นว่า “ท่านต้องอาบัติปาราชิก” ภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่าน ผมมิได้ต้องอาบัติปาราชิก ผมต้องอาบัติทุพภาสิต” สงฆ์ปรับอาบัติทุพภาสิตภิกษุนั้น (การปรับอย่างนี้) ชื่อว่าปฏิญญาตกรณะที่ไม่ชอบธรรม ภิกษุต้องอาบัติสังฆาทิเสส ฯลฯ อาบัติถุลลัจจัย ฯลฯ อาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ อาบัติปาฏิเทสนียะ ฯลฯ อาบัติทุกกฏ ฯลฯ ภิกษุต้องอาบัติทุพภาสิต สงฆ์หรือภิกษุมากรูป หรือภิกษุรูปเดียวโจทภิกษุนั้นว่า “ท่านต้องอาบัติทุพภาสิต” ภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่าน ผมมิได้ต้องอาบัติทุพภาสิต ผมต้องอาบัติปาราชิก” สงฆ์ปรับอาบัติปาราชิกภิกษุนั้น (การปรับอย่างนี้) ชื่อว่าปฏิญญาตกรณะที่ไม่ชอบธรรม ภิกษุต้องอาบัติทุพภาสิต สงฆ์หรือภิกษุมากรูป หรือภิกษุรูปเดียวโจทภิกษุนั้นว่า “ท่านต้องอาบัติทุพภาสิต” ภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่าน ผมมิได้ต้องอาบัติทุพภาสิต ผมต้องอาบัติสังฆาทิเสส” ฯลฯ อาบัติถุลลัจจัย ฯลฯ อาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ อาบัติปาฏิเทสนียะ ฯลฯ อาบัติทุกกฏ” สงฆ์ปรับอาบัติทุกกฏภิกษุนั้น (การปรับอย่างนี้) ชื่อว่าปฏิญญาตกรณะที่ไม่ชอบธรรม ภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ปฏิญญาตกรณะที่ไม่ชอบธรรม ปฏิญญาตกรณะที่ชอบธรรม ภิกษุทั้งหลาย ปฏิญญาตกรณะที่ชอบธรรม เป็นอย่างไร คือ ภิกษุต้องอาบัติปาราชิก สงฆ์หรือภิกษุมากรูป หรือภิกษุรูปเดียว โจทภิกษุนั้นว่า “ท่านต้องอาบัติปาราชิก” ภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ถูกละท่านผมต้องอาบัติปาราชิก” สงฆ์ปรับอาบัติปาราชิกภิกษุนั้น (การปรับอย่างนี้) ชื่อว่าปฏิญญาตกรณะที่ชอบธรรม ภิกษุต้องอาบัติสังฆาทิเสส ฯลฯ อาบัติถุลลัจจัย ฯลฯ อาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ อาบัติปาฏิเทสนียะ ฯลฯ อาบัติทุกกฏ ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๖ หน้า : ๓๑๗}
พระวินัยปิฎก จูฬรรค [๔. สมถขันธกะ] ๕. เยภุยยสิกา ภิกษุต้องอาบัติทุพภาสิต สงฆ์หรือภิกษุมากรูป หรือภิกษุรูปเดียวโจทภิกษุนั้นว่า “ท่านต้องอาบัติทุพภาสิต” ภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ถูกละท่าน ผมต้องอาบัติทุพภาสิต” สงฆ์ปรับอาบัติทุพภาสิตภิกษุนั้น (การปรับอย่างนี้) ชื่อว่าปฏิญญาต-กรณะที่ชอบธรรม ภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ปฏิญญาตกรณะที่ชอบธรรม ปฏิญญาตกรณะ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
เนื้อความในสมถขันธกะ ศึกษาได้จากอรรถกถาที่มีมาก่อนหน้านี้ -----------------------------------------------------
อรรถกถาที่มีมาก่อนหน้านี้ :- อรรถกถา จุลวรรค ภาค ๑ สมถขันธกะ เรื่องพระฉัพพัคคีย์เป็นต้น