อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯเล่ม ๓๐ ฉบับนี้แบ่ง ๑๙ เรื่อง อีกฉบับแบ่ง ๓๗ เรื่อง — เทียบตามลำดับไม่ได้ เปิดเล่ม ๓๐ ของฉบับนั้นแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๒๔๒

อุปสีวมาณวกปัญหานิทเทส

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๔๒–๒๘๐39 ข้อ (พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง)3 ฉบับต้นฉบับพร้อมคำแปล เรียงข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อุปสีวมาณวกปญฺหานิทฺเทโส

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๒ ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส อุปสีวมาณวกปัญหานิทเทส ว่าด้วยปัญหาของท่านอุปสีวะ

ข้อ ๒๔๒

เอโก อหํ สกฺก มหนฺตโมฆํ (อิจฺจายสฺมา อุปสีโว) อนิสฺสิโต โน วิสหามิ ตาริตุํ อารมฺมณํ พฺรูหิ สมนฺตจกฺขุ ยํ นิสฺสิโต โอฆมิมํ ตเรยฺยํ ฯ

(ท่านอุปสีวะทูลถามว่า) ข้าแต่พระสักกะ ข้าพระองค์เป็นผู้เดียว ไม่อาศัยแล้ว ไม่อาจ ข้ามโอฆะใหญ่ได้. ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระสมันตจักษุ ขอพระองค์ จงตรัสบอกอารมณ์ที่ข้าพระองค์ได้อาศัยแล้ว พึงข้ามโอฆะนี้ได้.

ข้อ ๒๔๓

เอโก อหํ สกฺก มหนฺตโมฆนฺติ เอโกติ ปุคฺคโล วา เม ทุติโย นตฺถิ ธมฺโม วา เม ทุติโย นตฺถิ ยํ วา ปุคฺคลํ นิสฺสาย ธมฺมํ วา นิสฺสาย มหนฺตํ กาโมฆํ ภโวฆํ ทิฏฺโฐฆํ อวิชฺโชฆํ ตเรยฺยํ อุตฺตเรยฺยํ ปตเรยฺยํ สมติกฺกเมยฺยํ วีติวตฺเตยฺยนฺติ เอโก ฯ สกฺกาติ สกฺโก ฯ ภควา สกฺยกุลา ปพฺพชิโตติปิ สกฺโก ฯ อถวา อทฺโธ มหทฺธโน ธนวาติปิ สกฺโก ฯ ตสฺสิมานิ ธนานิ เสยฺยถีทํ สทฺธาธนํ สีลธนํ หิริธนํ โอตฺตปฺปธนํ สุตธนํ จาคธนํ ปญฺญาธนํ สติปฏฺฐานธนํ ฯเปฯ นิพฺพานธนํ ฯ อิเมหิ อเนกวิเธหิ ธนรตเนหิ อทฺโธ มหทฺธโน ธนวาติปิ สกฺโก ฯ อถวา สกฺโก ปหุ วิสวี อลมตฺโต สูโร วีโร วิกฺกนฺโต อภิรุ อจฺฉมฺภี อนุตฺราสี อปลายี ปหีนภยเภรโว วิคตโลมหํโสติปิ สกฺโกติ เอโก อหํ สกฺก มหนฺตโมฆํ ฯ อิจฺจายสฺมา อุปสีโวติ อิจฺจาติ ปทสนฺธิ ฯ อายสฺมาติ ปิยวจนํ ฯ อุปสีโวติ ตสฺส พฺราหฺมณสฺส นามํ ฯเปฯ อภิลาโปติ อิจฺจายสฺมา อุปสีโว ฯ

คำว่า เอโก ในอุเทศว่า เอโก อหํ สกฺก มหนฺตโมฆํ ดังนี้ ความว่า ข้าพระองค์ไม่มีบุคคลเป็นเพื่อน หรือไม่มีธรรมเป็นเพื่อน. ข้าพระองค์อาศัยบุคคลหรืออาศัยธรรมแล้ว พึงข้าม คือ ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง เป็นไปล่วงซึ่งกามโอฆะ ภวะโอฆะ ทิฏฐิโอฆะอวิชชาโอฆะ ใหญ่ได้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้เดียว. คำว่า สกฺก คือ พระผู้มีพระภาคเป็นศากยราช พระผู้มีพระภาคทรงผนวชจากศากย-*สกุล แม้เพราะเหตุนี้ จึงชื่อว่า สักกะ. อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก นับว่ามีทรัพย์ แม้เพราะเหตุนี้พระองค์จึงชื่อว่าพระสักกะ. พระองค์มีทรัพย์เหล่านี้ คือ ทรัพย์คือศรัทธา ทรัพย์คือศีลทรัพย์คือหิริ ทรัพย์คือโอตตัปปะ ทรัพย์คือสุตะ ทรัพย์คือจาคะ ทรัพย์คือปัญญา ทรัพย์คือสติปัฏฐาน ฯลฯ ทรัพย์คือนิพพาน. พระผู้มีพระภาคมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก นับว่ามีทรัพย์ ด้วยทรัพยรัตนะหลายอย่างนี้ แม้เพราะฉะนั้น พระองค์จึงชื่อว่า สักกะ. อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคผู้อาจ ผู้องอาจ มีความสามารถ อาจหาญ ผู้กล้า ผู้มีความแกล้วกล้า ก้าวหน้า ไม่ขลาด ไม่หวาดเสียว ไม่สะดุ้ง ไม่หนี ละความกลัวความขลาดเสียแล้ว ปราศจากความเป็นผู้มีขนลุกขนพอง แม้เพราะเหตุนี้จึงชื่อว่า เป็นพระสักกะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระสักกะ ข้าพระองค์เป็นผู้เดียว ... โอฆะใหญ่ได้. คำว่า อิติ ในอุเทศว่า "อิจฺจายสฺมา อุปสีโว" ดังนี้ เป็นบทสนธิ. คำว่า อายสฺมาเป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก. คำว่า อุปสีโว เป็นชื่อ ฯลฯ เป็นคำร้องเรียกของพราหมณ์นั้น. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่านอุปสีวะทูลถามดังนี้.

ข้อ ๒๔๔

อนิสฺสิโต โน วิสหามิ ตาริตุนฺติ อนิสฺสิโตติ ปุคฺคลํ วา อนิสฺสิโต ธมฺมํ วา อนิสฺสิโต ฯ โน วิสหามีติ น อุสฺสหามิ น สกฺโกมิ น ปฏิพโล ฯ ตาริตุนฺติ มหนฺตํ กาโมฆํ ภโวฆํ ทิฏฺโฐฆํ อวิชฺโชฆํ ตาริตุํ อุตฺตริตุํ ปตริตุํ สมติกฺกมิตุํ วีติวตฺติตุนฺติ อนิสฺสิโต โน วิสหามิ ตาริตุํ ฯ

คำว่า อนิสฺสิโต ในอุเทศว่า "อนิสฺสิโต โน วิสหามิ ตาริตุํ" ดังนี้ ความว่า ไม่อาศัยบุคคลหรือไม่อาศัยธรรมแล้ว. คำว่า ไม่อาจ คือ ไม่อุตสาหะ ไม่อาจ ไม่สามารถ. คำว่า ข้าม คือ ข้าม ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง เป็นไปล่วงซึ่งกามโอฆะ ภวโอฆะทิฏฐิโอฆะ อวิชชาโอฆะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่อาศัยแล้วไม่อาจข้ามได้.

ข้อ ๒๔๕

อารมฺมณํ พฺรูหิ สมนฺตจกฺขูติ อารมฺมณํ พฺรูหีติ อารมฺมณํ อาลมฺพณํ นิสฺสยํ อุปนิสฺสยํ พฺรูหิ อาจิกฺขาหิ เทเสหิ ปญฺญเปหิ ปฏฺฐเปหิ วิวราหิ วิภชาหิ อุตฺตานีกโรหิ ปกาเสหีติ อารมฺมณํ พฺรูหิ ฯ สมนฺตจกฺขูติ สมนฺตจกฺขุ วุจฺจติ สพฺพญฺญุตญาณํ ฯ ภควา เตน สพฺพญฺญุตญาเณน อุเปโต สมุเปโต อุปาคโต สมุปาคโต อุปปนฺโน สมุปปนฺโน สมนฺนาคโต ฯ น ตสฺส อทิฏฺฐมิธตฺถิ กิญฺจิ อโถ อวิญฺญาตมชานิตพฺพํ สพฺพํ อภิญฺญาสิ ยทตฺถิ เนยฺยํ ตถาคโต เตน สมนฺตจกฺขูติ ฯ อารมฺมณํ พฺรูหิ สมนฺตจกฺขุ ฯ

คำว่า อารมฺมณํ พรูหิ ในอุเทศว่า "อารมฺมณํ พรูหิ สมนฺตจกฺขุ" ความ ว่า ขอพระองค์ตรัส คือ บอก ... ประกาศซึ่งอารมณ์ คือ ที่ยึดเหนี่ยว ที่อาศัย ที่เข้าไปอาศัย พระสัพพัญญุตญาณ เรียกว่า สมันตจักษุ ในคำว่า ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระสมันตจักษุ,พระผู้มีพระภาคทรงเข้า เข้าไปพร้อม เข้ามา เข้ามาพร้อม เข้าถึง เข้าถึงพร้อม ประกอบด้วยพระสัพพัญญุตญาณนั้น. พระตถาคตพระองค์นั้น ไม่ทรงเห็นอะไรๆ น้อยหนึ่งในโลกนี้ อนึ่ง ไม่ทรงรู้อะไรๆ ที่ไม่ทรงรู้แล้ว ไม่มีเลย. พระตถาคต ทรงรู้ยิ่งซึ่งธรรมทั้งปวง. ธรรมชาติใดที่ควรแนะนำมีอยู่พระตถาคต ทรงรู้ยิ่งซึ่งธรรมชาตินั้น เพราะเหตุนั้น พระตถาคตจึงชื่อว่า มีพระสมันตจักษุเพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระสมันตจักษุ ขอพระองค์ตรัสบอกอารมณ์.

ข้อ ๒๔๖

ยํ นิสฺสิโต โอฆมิมํ ตเรยฺยนฺติ ยํ นิสฺสิโตติ ยํ วา ปุคฺคลํ นิสฺสิโต ธมฺมํ วา นิสฺสิโต ฯ โอฆมิมํ ตเรยฺยนฺติ มหนฺตํ กาโมฆํ ภโวฆํ ทิฏฺโฐฆํ อวิชฺโชฆํ ตเรยฺยํ อุตฺตเรยฺยํ ปตเรยฺยํ สมติกฺกเมยฺยํ วีติวตฺเตยฺยนฺติ ยํ นิสฺสิโต โอฆมิมํ ตเรยฺยํ ฯ เตนาห โส พฺราหฺมโณ เอโก อหํ สกฺก มหนฺตโมฆํ (อิจฺจายสฺมา อุปสีโว) อนิสฺสิโต โน วิสหามิ ตาริตุํ อารมฺมณํ พฺรูหิ สมนฺตจกฺขุ ยํ นิสฺสิโต โอฆมิมํ ตเรยฺยนฺติ ฯ

คำว่า ยํ นิสฺสิโต ในอุเทศว่า "ยํ นิสฺสิโต โอฆมิมํ ตเรยฺยํ" ดังนี้ ความว่า อาศัยบุคคล หรืออาศัยธรรมแล้ว. คำว่า พึงข้ามโอฆะนี้ได้ คือ พึงข้าม ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง เป็นไปล่วงซึ่งกามโอฆะ ภวโอฆะ ทิฏฐิโอฆะ อวิชชาโอฆะ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อาศัยอันใดแล้วพึงข้ามโอฆะนี้ได้ เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า ข้าแต่พระสักกะ ข้าพระองค์เป็นผู้เดียว ไม่อาศัยแล้ว ไม่อาจ ข้ามโอฆะใหญ่ได้. ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระสมันตจักษุ ขอ พระองค์ตรัสบอกอารมณ์ที่ข้าพระองค์ได้อาศัยแล้ว พึงข้ามโอฆะ นี้ได้.

ข้อ ๒๔๗

อากิญฺจญฺญํ เปกฺขมาโน สติมา (อุปสีวาติ ภควา) นตฺถีติ นิสฺสาย ตรสฺสุ โอฆํ กาเม ปหาย วิรโต กถาหิ ตณฺหกฺขยํ รตฺตมหาภิปสฺส ฯ

(พระผู้มีพระภาคตรัสบอกว่า ดูกรอุปสีวะ) ท่านจงเป็นผู้มีสติเพ่งดูอากิญจัญญายตนสมาบัติ อาศัยสมาบัติ อันเป็นไปว่า อะไรๆ น้อยหนึ่งไม่มีดังนี้แล้ว จงข้ามโอฆะเถิด. ท่านจงละกามทั้งหลาย เว้นจากความสงสัยทั้งหลาย พิจารณาดู ความสิ้นไปแห่งตัณหาตลอดคืนและวันเถิด.

ข้อ ๒๔๘

อากิญฺจญฺญํ เปกฺขมาโน สติมาติ โส พฺราหฺมโณ ปกติยา อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺตึ ลาภีเยว นิสฺสยํ น ชานาติ อยํ เม นิสฺสโยติ ฯ ตสฺส ภควา นิสฺสยญฺจ อาจิกฺขติ อุตฺตริญฺจ นิยฺยานปถํ อาจิกฺขติ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺตึ สมาปชฺชิตฺวา ตโต วุฏฺฐหิตฺวา ตตฺถ ชาเต จิตฺตเจตสิเก ธมฺเม อนิจฺจโต เปกฺขมาโน ทุกฺขโต โรคโต คณฺฑโต สลฺลโต อฆโต อาพาธโต ปโลกโต อีติโต อุปทฺทวโต อสาตโต ภยโต อุปสคฺคโต จลโต ปภงฺคุโต อทฺธุวโต อตาณโต อเลณโต อสรณโต อสรณีภูตโต ริตฺตโต ตุจฺฉโต สุญฺญโต อนตฺตโต อาทีนวโต วิปริณามธมฺมโต อสารกโต อฆมูลโต วิภวโต สาสวโต วธกโต สงฺขตโต มารามิสโต ชาติธมฺมโต ชราธมฺมโต พฺยาธิธมฺมโต มรณธมฺมโต โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสธมฺมโต สมุทยธมฺมโต อตฺถงฺคมโต อนสฺสาทโต อาทีนวโต อนิสฺสรณโต เปกฺขมาโน โอโลกยมาโน นิชฺฌายมาโน อุปปริกฺขมาโน ฯ สติมาติ ยา สติ อนุสฺสติ ปฏิสฺสติ ฯเปฯ สมฺมาสติ อยํ วุจฺจติ สติ ฯ อิมาย สติยา อุเปโต สมุเปโต อุปาคโต สมุปาคโต อุปปนฺโน สมุปปนฺโน สมนฺนาคโต โส วุจฺจติ สติมาติ อากิญฺจญฺญํ เปกฺขมาโน สติมา ฯ อุปสีวาติ ภควาติ อุปสีวาติ ภควา ตํ พฺราหฺมณํ นาเมน อาลปติ ฯ ภควาติ คารวาธิวจนเมตํ ฯเปฯ สจฺฉิกา ปญฺญตฺติ ยทิทํ ภควาติ อุปสีวาติ ภควา ฯ

คำว่า ท่านจะเป็นผู้มีสติเพ่งดูอากิญจัญญายตนสมาบัติ ความว่า พราหมณ์นั้น ได้อากิญจัญญายตนสมาบัติ โดยปกติ ไม่รู้ว่าเป็นที่อาศัยว่าสมาบัตินี้เป็นที่อาศัยของเรา. พระผู้มีพระภาคย่อมตรัสบอกสมาบัติเป็นที่อาศัยและธรรมเป็นทางที่ออกยิ่งขึ้นไป แก่พราหมณ์นั้นว่าท่านเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ออกจากสมาบัติแล้ว จงเพ่งดู คือ ตรวจดู พินิจดูพิจารณาดู ซึ่งธรรม คือ จิตและเจตสิกที่เกิดในสมาบัตินั้น โดยความเป็นธรรมไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นฝี เป็นลูกศร เป็นความลำบาก เป็นอาพาธ เป็นของชำรุด เป็นเสนียดเป็นอุบาทว์ เป็นของไม่สำราญ เป็นภัย เป็นอุปสรรค เป็นของหวั่นไหว เป็นของทำลายเป็นของไม่ยั่งยืน เป็นของไม่มีที่ต้านทานเป็นของไม่มีที่เร้น เป็นของไม่เป็นสรณะ เป็นของไม่เป็นที่พึ่ง เป็นของว่าง เป็นของเปล่าเป็นของสูญ เป็นอนัตตา เป็นโทษ เป็นวิปริณามธรรมเป็นของไม่มีแก่นสาร เป็นมูลแห่งทุกข์ เป็นของไม่เจริญ เป็นของมีอาสวะ เป็นดังเพชฌฆาตเป็นธรรมอันปัจจัยปรุงแต่ง เป็นเหยื่อมาร เป็นของมีชาติเป็นธรรมดา เป็นของมีชราเป็นธรรมดาเป็นของมีพยาธิเป็นธรรมดา เป็นของมีมรณะเป็นธรรมดา เป็นของมีโสกะ ปริเทวะ ทุกข์โทมนัสและอุปายาสเป็นธรรมดา เป็นของมีความเกิดเป็นธรรมดา เป็นของมีความดับเป็นธรรมดา เป็นของไม่น่าพอใจ เป็นของมีอาทีนพโทษ เป็นของไม่มีเครื่องสลัดออก. คำว่า มีสติ ความว่า ความระลึก ความตามระลึก ความระลึกเฉพาะ ฯลฯ ความระลึกชอบ นี้เรียกว่า สติ. พราหมณ์นั้นผู้เข้าไป เข้าไปพร้อม เข้ามา เข้ามาพร้อม เข้าถึง เข้าถึงพร้อม ประกอบด้วยสตินี้ ตรัสว่า มีสติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้มีสติเพ่งดูอากิญจัญญายตนสมาบัติ. พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า อุปสีวะ ในอุเทศว่า อุปสีวาติ ภควา ดังนี้. คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯลฯ คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรอุปสีวะ.

ข้อ ๒๔๙

นตฺถีติ นิสฺสาย ตรสฺสุ โอฆนฺติ นตฺถิ กิญฺจีติ อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติ ฯ กึการณา นตฺถิ กิญฺจีติ อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติ ฯ วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺตึ สโต สมาปชฺชิตฺวา ตโต วุฏฺฐหิตฺวา ตญฺเญว วิญฺญาณํ อภาเวติ วิภาเวติ อนฺตรธาเปติ นตฺถิ กิญฺจีติ ปสฺสติ ตํการณา นตฺถิ กิญฺจีติ อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติ ฯ ตํ นิสฺสาย อุปนิสฺสาย อารมฺมณํ อาลมฺพณํ กริตฺวา กาโมฆํ ภโวฆํ ทิฏฺโฐฆํ อวิชฺโชฆํ ตรสฺสุ อุตฺตรสฺสุ ปตรสฺสุ สมติกฺกมสฺสุ วีติวตฺตสฺสูติ นตฺถีติ นิสฺสาย ตรสฺสุ โอฆํ ฯ

คำว่า อาศัยสมาบัติอันเป็นไปว่า อะไรๆ น้อยหนึ่ง ไม่มีดังนี้แล้ว จงข้ามโอฆะเถิด ดังนี้ ความว่า อากิญจัญญายตนสมาบัติ เพราะอรรถว่าอะไรๆ น้อยหนึ่งย่อมไม่มี. อากิญจัญญายตนสมาบัติ เพราะอรรถว่า อะไรๆ น้อยหนึ่งย่อมไม่มี เพราะเหตุไร. พราหมณ์นั้นเป็นผู้มีสติ เข้าวิญญาณัญจายตนสมาบัติ ออกจากสมาบัตินั้นแล้ว ไม่ยังวิญญาณนั้นนั่นแหละให้เจริญ ให้เป็นแจ้ง ให้หายไป ย่อมเห็นว่าอะไรๆ น้อยหนึ่งย่อมไม่มี. เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า อากิญจัญญายตนสมาบัติ เพราะอรรถว่า อะไรๆ น้อยหนึ่งย่อมไม่มี. ท่านจงอาศัยคือ เข้าไปอาศัยสมาบัตินั้น ทำให้เป็นอารมณ์ ให้เป็นเครื่องหน่วงเหนี่ยว แล้วจงข้าม ข้ามขึ้นข้ามพ้น ก้าวล่วง เป็นไปล่วงซึ่งกามโอฆะ ภวโอฆะ ทิฏฐิโอฆะ อวิชชาโอฆะเถิด. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อาศัยสมาบัติอันเป็นไปว่า อะไรๆ น้อยหนึ่งย่อมไม่มีดังนี้แล้ว ข้ามโอฆะเถิด.

ข้อ ๒๕๐

กาเม ปหาย วิรโต กถาหีติ กาเมติ อุทฺทานโต เทฺว กามา วตฺถุกามา จ กิเลสกามา จ ฯเปฯ อิเม วุจฺจนฺติ วตฺถุกามา ฯเปฯ อิเม วุจฺจนฺติ กิเลสกามา ฯ กาเม ปหายาติ วตฺถุกาเม ปริชานิตฺวา กิเลสกาเม ปหาย ปชหิตฺวา วิโนเทตฺวา พฺยนฺตีกริตฺวา อนภาวงฺคเมตฺวาติ กาเม ปหาย ฯ วิรโต กถาหีติ กถงฺกถา วุจฺจติ วิจิกิจฺฉา ฯ ทุกฺเข กงฺขา ฯเปฯ ฉมฺภิตตฺตํ จิตฺตสฺส มโนวิเลโข ฯ กถงฺกถาย อารโต วิรโต ปฏิวิรโต นิกฺขนฺโต นิสฺสฏฺโฐ วิปฺปมุตฺโต วิสํยุตฺโต วิมริยาทิกเตน เจตสา วิหรตีติ เอวมฺปิ วิรโต กถาหิ ฯ อถวา ทฺวตฺตึสาย ติรจฺฉานกถาย อารโต วิรโต ปฏิวิรโต นิกฺขนฺโต นิสฺสฏฺโฐ วิปฺปมุตฺโต วิสํยุตฺโต วิมริยาทิกเตน เจตสา วิหรตีติ เอวมฺปิ วิรโต กถาหีติ กาเม ปหาย วิรโต กถาหิ ฯ

โดยอุทานว่า กามา ในอุเทศว่า กาเม ปหาย วิรโต กถาหิ ดังนี้ ความว่า กามมี ๒ คือ วัตถุกาม ๑ กิเลสกาม ๑. ฯลฯ เหล่านี้เรียกว่า วัตถุกาม. ฯลฯ เหล่านี้เรียกว่า กิเลสกาม. คำว่า ละกามทั้งหลาย ความว่า กำหนดรู้วัตถุกามทั้งหลาย ละ สละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีซึ่งกิเลสกามทั้งหลาย เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ละกามทั้งหลาย. วิจิกิจฉาเรียกว่า ความสงสัย ในอุเทศว่า วิรโต กถาหิ. ความสงสัยในทุกข์ ฯลฯ ความที่จิตครั่นคร้าม ใจสนเท่ห์ งด เว้น ขาด ออก สลัด หลุดพ้น ไม่เกี่ยวข้องด้วยความสงสัย ย่อมมีใจทำให้ปราศจากเขตแดนอยู่ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า เว้นจากความสงสัยทั้งหลาย. อีกอย่างหนึ่ง งด เว้น เว้นขาด ออก สลัด หลุดพ้น ไม่เกี่ยวข้องด้วยดิรัจฉาน-*กถา ๓๒ ประการ ย่อมมีใจทำให้ปราศจากเขตแดนอยู่ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่าเว้นจากความสงสัยทั้งหลาย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ละกามทั้งหลายแล้ว เว้นจากความสงสัยทั้งหลาย.

ข้อ ๒๕๑

ตณฺหกฺขยํ รตฺตมหาภิปสฺสาติ ตณฺหาติ รูปตณฺหา สทฺทตณฺหา คนฺธตณฺหา รสตณฺหา โผฏฺฐพฺพตณฺหา ธมฺมตณฺหา ฯ รตฺตนฺติ รตฺติ ฯ อโหติ ทิวโส ฯ รตฺติญฺจ ทิวา จ ตณฺหกฺขยํ ราคกฺขยํ โทสกฺขยํ โมหกฺขยํ คติกฺขยํ อุปปตฺติกฺขยํ ปฏิสนฺธิกฺขยํ ภวกฺขยํ สํสารกฺขยํ วฏฺฏกฺขยํ ปสฺส อภิปสฺส ทกฺข โอโลกย นิชฺฌาย อุปปริกฺขาติ ตณฺหกฺขยํ รตฺตมหาภิปสฺส ฯ เตนาห ภควา อากิญฺจญฺญํ เปกฺขมาโน สติมา (อุปสีวาติ ภควา) นตฺถีติ นิสฺสาย ตรสฺสุ โอฆํ กาเม ปหาย วิรโต กถาหิ ตณฺหกฺขยํ รตฺตมหาภิปสฺสาติ ฯ

รูปตัณหา สัทททัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา ชื่อว่า ตัณหา ในอุเทศว่า "ตณฺหกฺขยํ รตฺตมหาภิปสฺส" ดังนี้. กลางคืนชื่อว่า รัตตะ. กลางวันชื่อว่า อหะ. ท่านจงดู คือ พิจารณา แลดู ตรวจดูพินิจ พิจารณา ซึ่งความสิ้นไปแห่งตัณหา คือ ความสิ้นแห่งราคะ โทสะ โมหะ คติ อุปบัติปฏิสนธิ ภพ สงสาร วัฏฏะ ทั้งกลางคืนกลางวัน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า จงพิจารณาดูความสิ้นแห่งตัณหาตลอดกลางคืนและกลางวัน. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ท่านจงเป็นผู้มีสติเพ่งดูอากิญจัญญายตนสมาบัติ อาศัย สมาบัติอันเป็นไปว่า อะไรๆ น้อยหนึ่งไม่มี. ดังนี้แล้ว จงข้ามโอฆะเถิด ท่านจงละกามทั้งหลายแล้ว เว้นจาก ความสงสัยทั้งหลาย พิจารณาดูความสิ้นไปแห่งตัณหาตลอด คืนและวันเถิด.

ข้อ ๒๕๒

สพฺเพสุ กาเมสุ โย วีตราโค (อิจฺจายสฺมา อุปสีโว) อากิญฺจญฺญํ นิสฺสิโต หิตฺวมญฺญํ สญฺญาวิโมกฺเข ปรเมธิมุตฺโต ติฏฺเฐ นุ โส ตตฺถ อนานุยายี ฯ

(ท่านอุปสีวะทูลถามว่า) ผู้ใดปราศจากความกำหนัดในกามทั้งปวง ละสมาบัติอื่น อาศัยอากิญจัญญายตนสมาบัติ น้อมใจไปในสัญญาวิโมกข์ อย่างยิ่ง ผู้นั้นไม่มีความหวั่นไหว พึงดำรงอยู่ในอากิญ- จัญญายตนสมาบัตินั้นหรือหนอ.

ข้อ ๒๕๓

สพฺเพสุ กาเมสุ โย วีตราโคติ สพฺเพสูติ สพฺเพน สพฺพํ สพฺพถา สพฺพํ อเสสํ นิสฺเสสํ ปริยาทายวจนเมตํ สพฺเพสูติ ฯ กาเมสูติ อุทฺทานโต เทฺว กามา วตฺถุกามา จ กิเลสกามา จ ฯเปฯ อิเม วุจฺจนฺติ วตฺถุกามา ฯเปฯ อิเม วุจฺจนฺติ กิเลสกามา ฯ สพฺเพสุ กาเมสุ โย วีตราโคติ สพฺเพสุ กาเมสุ โย วีตราโค จตฺตราโค วนฺตราโค มุตฺตราโค ปหีนราโค ปฏินิสฺสฏฺฐราโค วิกฺขมฺภิตราโคติ สพฺเพสุ กาเมสุ โย วีตราโค ฯ อิจฺจายสฺมา อุปสีโวติ อิจฺจาติ ปทสนฺธิ ฯ อายสฺมาติ ปิยวจนํ ฯ อุปสีโวติ ตสฺส พฺราหฺมณสฺส นามํ ฯเปฯ อภิลาโปติ อิจฺจายสฺมา อุปสีโว ฯ

คำว่า สพฺเพสุ ในอุเทศว่า "สพฺเพสุ กาเมสุ โย วีตราโค" ดังนี้ ความว่าทั้งปวงโดยกำหนดทั้งปวง ทั้งปวงโดยประการทั้งปวง ไม่เหลือ ไม่มีส่วนเหลือ. คำว่า สพฺเพสุนี้ เป็นเครื่องกล่าวรวม. โดยอุทานว่า กาเมสุ กามมี ๒ อย่าง คือ วัตถุกาม ๑ กิเลส-*กาม ๑. ฯลฯ เหล่านี้เรียกว่า วัตถุกาม. ฯลฯ เหล่านี้เรียกว่า กิเลสกาม. คำว่า ผู้ใดปราศจากความกำหนัดในกามทั้งปวง ความว่า ผู้ใดปราศจากความกำหนัดคือ สละ คาย ปล่อย ละ สละคืน ข่มความกำหนัดในกามทั้งปวง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าผู้ใดปราศจากความกำหนัดในกามทั้งปวง. คำว่า อิติ ในอุเทศว่า อิจฺจายสฺมา อุปสีโว เป็นบทสนธิ. คำว่า อายสฺมา เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก คำว่า อุปสีโว เป็นชื่อ ฯลฯ เป็นคำร้องเรียกของพราหมณ์นั้นเพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่านอุปสีวะทูลถามว่า.

ข้อ ๒๕๔

อากิญฺจญฺญํ นิสฺสิโต หิตฺวมญฺญนฺติ เหฏฺฐิมา ฉ สมาปตฺติโย หิตฺวา วชฺเชตฺวา ปริจฺจชิตฺวา อติกฺกมิตฺวา สมติกฺกมิตฺวา วีติวตฺติตฺวา อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺตึ นิสฺสิโต อลฺลีโน อุปาคโต สมุปาคโต อชฺโฌสิโต อธิมุตฺโตติ อากิญฺจญฺญํ นิสฺสิโต หิตฺวมญฺญํ ฯ

คำว่า ละสมาบัติอื่น อาศัยอากิญจัญญายตนสมาบัติ ความว่า ละ เว้น สละล่วง ก้าวล่วง เป็นไปล่วงซึ่งสมาบัติ ๖ ชั้นต่ำแล้ว อาศัย คือ แอบอิง เข้ามา เข้ามาพร้อมชอบใจ น้อมใจไปสู่อากิญจัญญายตนสมาบัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ละสมาบัติอื่น อาศัยอากิญจัญญายตนสมาบัติ.

ข้อ ๒๕๕

สญฺญาวิโมกฺเข ปรเมธิมุตฺโตติ สญฺญาวิโมกฺขา วุจฺจนฺติ สตฺต สญฺญาสมาปตฺติโย ฯ ตาสํ สญฺญาสมาปตฺตีนํ อากิญฺจญฺญายตน- สมาปตฺติ วิโมกฺขา อคฺคา จ เสฏฺฐา จ วิเสฏฺฐา จ ปาโมกฺขา จ อุตฺตมา จ ปวรา จ ฯ ปรเม อคฺเค เสฏฺเฐ วิเสฏฺเฐ ปาโมกฺเข อุตฺตเม ปวเร อธิมุตฺติวิโมกฺเขน อธิมุตฺโต ตตฺราธิมุตฺโต ตทธิมุตฺโต ตจฺจริโต ตพฺพหุโล ตคฺครุโก ตนฺนินฺโน ตปฺโปโณ ตปฺปพฺภาโร ตทาธิปเตยฺโยติ สญฺญาวิโมกฺเข ปรเมธิมุตฺโต ฯ

คำว่า น้อมใจไปในสัญญาวิโมกข์อย่างยิ่ง ความว่า สัญญาสมาบัติ ๗ ท่านกล่าวว่า สัญญาวิโมกข์. บรรดาสัญญาสมาบัตินั้น อากิญจัญญายตนสมาบัติเป็นวิโมกข์เลิศประเสริฐ วิเศษ เป็นประธาน อุดมและอย่างยิ่ง. น้อมใจไป ในสัญญาวิโมกข์อย่างยิ่ง เลิศประเสริฐ วิเศษ เป็นประธาน อุดม อย่างยิ่ง ด้วยอธิมุตติวิโมกข์ คือ น้อมใจไปในสัญญา-*วิโมกข์นั้น ปล่อยใจไปในสัญญาวิโมกข์นั้น ประพฤติในสัญญาวิโมกข์ มากอยู่ในสัญญาวิโมกข์หนักอยู่ในสัญญาวิโมกข์ เอนไปในสัญญาวิโมกข์ โอนไปในสัญญาวิโมกข์ เงื้อมไปในสัญญา-*วิโมกข์ มีสัญญาวิโมกข์นั้นเป็นใหญ่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า น้อมใจไปในสัญญาวิโมกข์เป็นอย่างยิ่ง.

ข้อ ๒๕๖

ติฏฺเฐ นุ โส ตตฺถ อนานุยายีติ ติฏฺเฐ นูติ สํสยปุจฺฉา เทฺวฬฺหกปุจฺฉา อเนกํสปุจฺฉา เอวํ นุ โข น นุ โข กึ นุ โข กถํ นุ โขติ ติฏฺเฐ นุ ฯ ตตฺถาติ อากิญฺจญฺญายตเน ฯ อนานุยายีติ อนานุยายี อเวธมาโน อวิคจฺฉมาโน อนนฺตรธายมาโน อปริหิยมาโน ฯ อถวา อรชฺชมาโน อทุสฺสมาโน อมุยฺหมาโน อกิลิยมาโนติ ติฏฺเฐ นุ โส ตตฺถ อนานุยายี ฯ เตนาห โส พฺราหฺมโณ สพฺเพสุ กาเมสุ โย วีตราโค (อิจฺจายสฺมา อุปสีโว) อากิญฺจญฺญํ นิสฺสิโต หิตฺวมญฺญํ สญฺญาวิโมกฺเข ปรเมธิมุตฺโต ติฏฺเฐ นุ โส ตตฺถ อนานุยายีติ ฯ

คำว่า ติฏฺเฐ นุ ในอุเทศว่า "ติฏฺเฐ นุ โส ตตฺถ อนานุยายี" ดังนี้ เป็นคำถามด้วยความสงสัย เป็นคำถามสองแง่ ไม่เป็นคำถามส่วนเดียวว่า เรื่องนั้นเป็นอย่างนี้หรือหนอแล หรือไม่เป็นอย่างนี้ เรื่องนี้เป็นไฉนหนอแล หรือเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงดำรงอยู่หรือหนอ. คำว่า ตตฺถ คือ ในอากิญจัญญายตนสมาบัติ. คำว่า อนานุยายี ความว่า ไม่หวั่นไหว คือ ไม่พรั่นพรึง ไม่ไปปราศ ไม่อันตรธานไป ไม่เสื่อมไป. อีกอย่างหนึ่ง ไม่กำหนัด ไม่ขัดเคือง ไม่หลง ไม่มัวหมอง เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ผู้นั้นไม่มีความหวั่นไหว พึงดำรงอยู่ในอากิญจัญญายตนสมาบัตินั้นหรือหนอ. เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า ผู้ใดปราศจากความกำหนัดในกามทั้งปวง ละสมาบัติอื่น อาศัยอากิญจัญญายตนสมาบัติ น้อมใจไปในสัญญาวิโมกข์ อย่างยิ่ง ผู้นั้นไม่มีความหวั่นไหว พึงดำรงอยู่ในอากิญ- จัญญายตนสมาบัตินั้นหรือหนอ.

ข้อ ๒๕๗

สพฺเพสุ กาเมสุ โย วีตราโค (อุปสีวาติ ภควา) อากิญฺจญฺญํ นิสฺสิโต หิตฺวมญฺญํ สญฺญาวิโมกฺเข ปรเมธิมุตฺโต ติฏฺเฐยฺย โส ตตฺถ อนานุยายี ฯ

(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรอุปสีวะ) ผู้ใดปราศจากความกำหนัดในกามทั้งปวง ละสมาบัติอื่น อาศัยอากิญจัญญายตนสมาบัติ น้อมใจไปในสัญญาวิโมกข์ อย่างยิ่ง ผู้นั้นไม่มีความหวั่นไหว พึงดำรงอยู่ในสัญญา- วิโมกข์นั้น.

ข้อ ๒๕๘

สพฺเพสุ กาเมสุ โย วีตราโคติ สพฺเพสูติ สพฺเพน สพฺพํ สพฺพถา สพฺพํ อเสสํ นิสฺเสสํ ปริยาทายวจนเมตํ สพฺเพสูติ ฯ กาเมสูติ อุทฺทานโต เทฺว กามา วตฺถุกามา จ กิเลสกามา จ ฯเปฯ อิเม วุจฺจนฺติ วตฺถุกามา ฯเปฯ อิเม วุจฺจนฺติ กิเลสกามา ฯ สพฺเพสุ กาเมสุ โย วีตราโคติ สพฺเพสุ กาเมสุ โย วีตราโค จตฺตราโค วนฺตราโค มุตฺตราโค ปหีนราโค ปฏินิสฺสฏฺฐราโค วิกฺขมฺภิตราโคติ สพฺเพสุ กาเมสุ โย วีตราโค ฯ อุปสีวาติ ภควาติ อุปสีวาติ ภควา ตํ พฺราหฺมณํ นาเมน อาลปติ ฯ ภควาติ คารวาธิวจนเมตํ ฯเปฯ สจฺฉิกา ปญฺญตฺติ ยทิทํ ภควาติ อุปสีวาติ ภควา ฯ

คำว่า สพฺเพสุ ในอุเทศว่า "สพฺเพสุ กาเมสุ โย วีตราโค" ดังนี้ ความ ว่า ... ไม่มีส่วนเหลือ. คำว่า "สพฺเพสุ" นี้ เป็นเครื่องกล่าวรวม. โดยอุทานว่า กาเมสุ กามมี ๒ อย่าง คือ วัตถุกาม ๑ กิเลสกาม ๑. ฯลฯ เหล่านี้เรียกว่า วัตถุกาม. ฯลฯ เหล่านี้เรียกว่า กิเลสกาม. คำว่า ผู้ใดปราศจากความกำหนัดในกามทั้งปวง ความว่า ผู้ใดปราศจากความกำหนัด ... เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ใดปราศจากความกำหนัดในกามทั้งปวง. พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า อุปสีวะ ในอุเทศว่า "อุปสีวาติ ภควา"ดังนี้. คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯลฯ คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติเพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาค ตรัสตอบว่า ดูกรอุปสีวะ.

ข้อ ๒๕๙

อากิญฺจญฺญํ นิสฺสิโต หิตฺวมญฺญนฺติ เหฏฺฐิมา ฉ สมาปตฺติโย หิตฺวา วชฺเชตฺวา ปริจฺจชิตฺวา อติกฺกมิตฺวา สมติกฺกมิตฺวา วีติวตฺติตฺวา อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺตึ นิสฺสิโต อลฺลีโน อุปาคโต สมุปาคโต อชฺโฌสิโต อธิมุตฺโตติ อากิญฺจญฺญํ นิสฺสิโต หิตฺวมญฺญํ ฯ

คำว่า ละสมาบัติอื่น อาศัยอากิญจัญญายตนสมาบัติ ความว่า ละเว้น น้อมใจไปสู่อากิญจัญญายตนสมาบัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ละสมาบัติอื่น อาศัยอากิญจัญญายตน-*สมาบัติ.

ข้อ ๒๖๐

สญฺญาวิโมกฺเข ปรเมธิมุตฺโตติ สญฺญาวิโมกฺขา วุจฺจนฺติ สตฺต สญฺญาสมาปตฺติโย ฯ ตาสํ สญฺญาสมาปตฺตีนํ อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติ วิโมกฺขา อคฺคา จ เสฏฺฐา จ วิเสฏฺฐา จ ปาโมกฺขา จ อุตฺตมา จ ปวรา จ ฯ ปรเม อคฺเค เสฏฺเฐ วิเสฏฺเฐ ปาโมกฺเข อุตฺตเม ปวเร อธิมุตฺติวิโมกฺเขน อธิมุตฺโต ตตฺราธิมุตฺโต ตทธิมุตฺโต ตจฺจริโต ตพฺพหุโล ตคฺครุโก ตนฺนินฺโน ตปฺโปโณ ตปฺปพฺภาโร ตทาธิปเตยฺโยติ สญฺญาวิโมกฺเข ปรเมธิมุตฺโต ฯ

คำว่า น้อมใจไปในสัญญาวิโมกข์อย่างยิ่ง ความว่า สัญญาสมาบัติ ๗ ท่านกล่าวว่า สัญญาวิโมกข์ ... มีสัญญาวิโมกข์นั้นเป็นใหญ่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า น้อมใจไปในสัญญาวิโมกข์ เป็นอย่างยิ่ง.

ข้อ ๒๖๑

ติฏฺเฐยฺย โส ตตฺถ อนานุยายีติ ติฏฺเฐยฺยาติ ติฏฺเฐยฺย สฏฺฐีกปฺปสหสฺสานิ ฯ ตตฺถาติ อากิญฺจญฺญายตเน ฯ อนานุยายีติ อนานุยายี อเวธมาโน อวิคจฺฉมาโน อนนฺตรธายมาโน อปริหิยมาโน ฯ อถวา อรชฺชมาโน อทุสฺสมาโน อมุยฺหมาโน อกิลิยมาโนติ ติฏฺเฐยฺย โส ตตฺถ อนานุยายี ฯ เตนาห ภควา สพฺเพสุ กาเมสุ โย วีตราโค (อุปสีวาติ ภควา) อากิญฺจญฺญํ นิสฺสิโต หิตฺวมญฺญํ สญฺญาวิโมกฺเข ปรเมธิมุตฺโต ติฏฺเฐยฺย โส ตตฺถ อนานุยายีติ ฯ

คำว่า ติฏฺเฐยฺย ในอุเทศว่า "ติฏฺเฐยฺย โส ตตฺถ อนานุยายี" ดังนี้ ความว่า พึงตั้งอยู่หกหมื่นกัป. คำว่า ตตฺถ คือ ในอากิญจัญญายตนสมาบัติ คำว่า อนานุยายีความว่า ไม่หวั่นไหว ... เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้นั้นไม่มีความหวั่นไหว พึงดำรงอยู่ในอากิญจัญญายตนสมาบัตินั้น. เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ผู้ใดปราศจากความกำหนัดในกามทั้งปวง ละสมาบัติอื่น อาศัยอากิญจัญญายตนสมาบัติ น้อมใจไปแล้วในสัญญา- วิโมกข์อย่างยิ่ง ผู้นั้นไม่มีความหวั่นไหว พึงดำรงอยู่ใน อากิญจัญญายตนสมาบัตินั้น.

ข้อ ๒๖๒

ติฏฺเฐ เจ โส ตตฺถ อนานุยายี ปูคมฺปิ วสฺสานํ สมนฺตจกฺขุ ตตฺเถว โส สีติสิยา วิมุตฺโต ภเวถ วิญฺญาณํ ตถาวิธสฺส ฯ

ถ้าผู้นั้นไม่มีความหวั่นไหว พึงดำรงอยู่ในสมาบัตินั้น. ข้าแต่ พระองค์ผู้มีพระสมันตจักษุ ผู้นั้นเป็นผู้พ้นแล้ว มีความเย็น พึงมีในสมาบัตินั้นนั่นแหละแม้มากปี. วิญญาณของบุคคล เช่นนั้นพึงมีหรือ?

ข้อ ๒๖๓

ติฏฺเฐ เจ โส ตตฺถ อนานุยายีติ ติฏฺเฐ เจ โสติ สเจ โส ติฏฺเฐยฺย สฏฺฐีกปฺปสหสฺสานิ ฯ ตตฺถาติ อากิญฺจญฺญายตเน ฯ อนานุยายีติ อนานุยายี อเวธมาโน อวิคจฺฉมาโน อนนฺตรธายมาโน อปริหิยมาโน อถวา อรชฺชมาโน อทุสฺสมาโน อมุยฺหมาโน อกิลิยมาโนติ ติฏฺเฐ เจ โส ตตฺถ อนานุยายี ฯ

คำว่า ติฏฺเฐ เจ โส ในอุเทศว่า "ติฏฺเฐ เจ โส ตตฺถ อนานุยายี" ดังนี้ ความว่า ถ้าผู้นั้นพึงดำรงอยู่หกหมื่นกัป. คำว่า ตตฺถ คือ ในอากิญจัญญายตนสมาบัติ. คำว่า อนานุยายี ความว่า ไม่หวั่นไหว ... ไม่เศร้าหมอง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าถ้าผู้นั้นไม่มีความหวั่นไหว พึงดำรงอยู่ ในอากิญจัญญายตนสมาบัตินั้น.

ข้อ ๒๖๔

ปูคมฺปิ วสฺสานํ สมนฺตจกฺขูติ ปูคมฺปิ วสฺสานนฺติ ปูคมฺปิ วสฺสานํ พหุนฺนํ วสฺสานํ พหุนฺนํ วสฺสสตานํ พหุนฺนํ วสฺสสหสฺสานํ พหุนฺนํ วสฺสสตสหสฺสานํ พหุนฺนํ กปฺปสตานํ พหุนฺนํ กปฺปสหสฺสานํ พหุนฺนํ กปฺปสตสหสฺสานํ ฯ สมนฺตจกฺขูติ สมนฺตจกฺขุ วุจฺจติ สพฺพญฺญุตญาณํ ฯเปฯ ตถาคโต เตน สมนฺตจกฺขูติ ปูคมฺปิ วสฺสานํ สมนฺตจกฺขุ ฯ

คำว่า ปูคมฺปิ วสฺสานํ ในอุเทศว่า "ปูคมฺปิ วสฺสานํ สมนฺตจกฺขุ" ดังนี้ความว่า แม้มากปี คือ แม้หลายปี หลายร้อยปี หลายพันปี หลายแสนปี หลายร้อยกัปหลายพันกัป หลายแสนกัป. พระสัพพัญญุตญาณ เรียกว่า สมันตจักษุ ในคำว่า ข้าแต่พระ-*องค์ผู้มีพระสมันตจักษุ ฯลฯ เหตุนั้นพระตถาคต จึงชื่อว่า มีพระสมันตจักษุ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระสมันตจักษุ ... แม้มากปี.

ข้อ ๒๖๕

ตตฺเถว โส สีติสิยา วิมุตฺโต ภเวถ วิญฺญาณํ ตถาวิธสฺสาติ ตตฺเถว โส สีติภาวมนุปฺปตฺโต ธุโว สสฺสโต อวิปริณามธมฺโม สสฺสติสมํ ตตฺเถว ติฏฺเฐยฺย ฯ อถวา ตสฺส วิญฺญาณํ จเวยฺย อุจฺฉิชฺเชยฺย วินสฺเสยฺย น ภเวยฺย น ปฏิสนฺธิวิญฺญาณํ นิพฺพตฺเตยฺย กามธาตุยา วา รูปธาตุยา วา อรูปธาตุยา วาติ อากิญฺจญฺญายตเน อุปฺปนฺนสฺส สสฺสตญฺจ อุจฺเฉทญฺจ ปุจฺฉติ อุทาหุ ตตฺเถว อนุปาทิเสสาย นิพฺพานธาตุยา ปรินิพฺพาเยยฺย ฯ อถวา ตสฺส วิญฺญาณํ จเวยฺย ปุน ปฏิสนฺธิวิญฺญาณํ นิพฺพตฺเตยฺย กามธาตุยา วา รูปธาตุยา วา อรูปธาตุยา วาติ อากิญฺจญฺญายตเน อุปฺปนฺนสฺส ปรินิพฺพานญฺจ ปฏิสนฺธิญฺจ ปุจฺฉติ ฯ ตถาวิธสฺสาติ ตถาวิธสฺส ตาทิสสฺส ตสฺสณฺฐิตสฺส ตปฺปการสฺส ตปฺปฏิภาคสฺส อากิญฺจญฺญายตเน อุปฺปนฺนสฺสาติ ตตฺเถว โส สีติสิยา วิมุตฺโต ภเวถ วิญฺญาณํ ตถาวิธสฺส ฯ เตนาห โส พฺราหฺมโณ ติฏฺเฐ เจ โส ตตฺถ อนานุยายี ปูคมฺปิ วสฺสานํ สมนฺตจกฺขุ ตตฺเถว โส สีติสิยา วิมุตฺโต ภเวถ วิญฺญาณํ ตถาวิธสฺสาติ ฯ

คำว่า ผู้นั้นเป็นผู้พ้นแล้ว มีความเย็น พึงมีในสมาบัตินั้นนั่นแหละ วิญญาณของบุคคลเช่นนั้นพึงมีหรือ ความว่า ผู้นั้นถึงความเป็นผู้เย็น ยั่งยืน เป็นผู้เที่ยง ไม่มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ในสมาบัตินั้นนั่นแหละ พึงตั้งอยู่ในสมาบัตินั้นนั่นแหละเที่ยงแท้. อีกอย่างหนึ่ง พราหมณ์นั้นย่อมถามถึงความเที่ยงแท้ และความขาดสูญของบุคคลผู้บังเกิดในอากิญจัญญายตนภพว่า วิญญาณของผู้นั้นพึงเคลื่อนไป พึงขาดสูญ พินาศไป ไม่พึงมีปฏิสนธิวิญญาณไม่พึงเกิดในกามธาตุ ในรูปธาตุ หรือในอรูปธาตุดังนี้ หรือว่าย่อมถามถึงปรินิพพานและปฏิสนธิของบุคคลผู้เกิดแล้วในอากิญจัญญายตนภพว่า บุคคลนั้น ย่อมปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ในอากิญจัญญายตนภพนั้นนั่นแหละ หรือว่าวิญญาณของบุคคลนั้นพึงเคลื่อนไป พึงเกิดปฏิสนธิวิญญาณในกามธาตุ รูปธาตุ หรืออรูปธาตุอีก. คำว่า ตถาวิธสฺส ความว่า ของบุคคลชนิดอย่างนั้น คือ ของบุคคลเช่นนั้น ผู้ดำรงอยู่ดังนั้น ผู้มีประการดังนั้น ผู้มีส่วนดังนั้น ผู้เกิดแล้วในอากิญจัญญายตนภพ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ผู้นั้นเป็นผู้พ้นแล้ว มีความเย็น พึงมีในสมาบัตินั่นแหละ วิญญาณของบุคคลเช่นนั้นพึงมีหรือ. เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า. ถ้าผู้นั้นไม่มีความหวั่นไหว พึงดำรงอยู่ในสมาบัตินั้น. ข้าแต่ พระองค์ผู้มีพระสมันตจักษุ ผู้นั้นเป็นผู้พ้นแล้ว มีความเย็น พึงมีในสมาบัตินั้นนั่นแหละแม้มากปี. วิญญาณของบุคคล เช่นนั้นพึงมีหรือ?

ข้อ ๒๖๖

อจฺจิ ยถา วาตเวเคน ขิตฺตํ (อุปสีวาติ ภควา) อตฺถํ ปเลติ น อุเปติ สงฺขํ เอวํ มุนิ นามกายา วิมุตฺโต อตฺถํ ปเลติ น อุเปติ สงฺขํ ฯ

(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรอุปสีวะ) เปลวไฟดับไปแล้วเพราะกำลังลม ย่อมถึงความไม่มี ไม่ เข้าถึงความนับ ฉันใด มุนีพ้นแล้วจากนามกาย ย่อมถึง ความไม่มี ไม่เข้าถึงความนับ ฉันนั้น.

ข้อ ๒๖๗

อจฺจิ ยถา วาตเวเคน ขิตฺตนฺติ อจฺจิ วุจฺจติ ชาลสิขา ฯ วาตาติ ปุรตฺถิมา วาตา ปจฺฉิมา วาตา อุตฺตรา วาตา ทกฺขิณา วาตา สรชา วาตา อปรชา วาตา สีตา วาตา อุณฺหา วาตา อธิมตฺตา วาตา เวรมฺภวาตา ปกฺขวาตา สุปณฺณวาตา ตาลปณฺณวาตา วิธูปนวาตา ฯ วาตเวเคน ขิตฺตนฺติ วาตเวเคน ขิตฺตํ อุกฺขิตฺตํ นุนฺนํ ปนุนฺนํ ขมฺภิตํ วิกฺขมฺภิตนฺติ อจฺจิ ยถา วาตเวเคน ขิตฺตํ ฯ อุปสีวาติ ภควาติ อุปสีวาติ ภควา ตํ พฺราหฺมณํ นาเมน อาลปติ ฯ ภควาติ คารวาธิวจนเมตํ ฯเปฯ สจฺฉิกา ปญฺญตฺติ ยทิทํ ภควาติ อุปสีวาติ ภควา ฯ

เปลวไฟตรัสว่า อัจจิ ในอุเทศว่า "อจฺจิ ยถา วาตเวเคน ขิตฺตํ" ดังนี้ลมทิศตะวันออก ลมทิศตะวันตก ลมทิศเหนือ ลมทิศใต้ ลมมีธุลี ลมไม่มีธุลี ลมเย็น ลมร้อนลมแรง ลมบ้าหมู ลมแต่ปีกนก ลมแต่ปีกครุฑ ลมแต่ใบตาล ลมแต่พัด ชื่อว่า วาตา. คำว่า ดับแล้วเพราะกำลังลม ความว่า ดับ คือ สูญหาย หายไป สิ้นไป หมดไปหมดสิ้นไปแล้วเพราะกำลังลม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เปลวไฟดับไปแล้วเพราะกำลังลม ... ฉันใด. พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า อุปสีวะ ในอุเทศว่า "อุปสีวาติ ภควา" ดังนี้. คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยความเคารพ ฯลฯ พระนามว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรอุปสีวะ.

ข้อ ๒๖๘

อตฺถํ ปเลติ น อุเปติ สงฺขนฺติ อตฺถํ ปเลตีติ อตฺถํ ปเลติ อตฺถํ คเมติ อตฺถํ คจฺฉติ นิรุชฺฌติ วูปสมติ ปฏิปฺปสฺสมฺภติ ฯ อุเปติ สงฺขนฺติ อมุกํ นาม ทิสํ คโตติ สงฺขํ น อุเปติ อุทฺเทสํ น อุเปติ คณนํ น อุเปติ ปณฺณตฺตึ น อุเปตีติ อตฺถํ ปเลติ น อุเปติ สงฺขํ ฯ

คำว่า อตฺถํ ปเลติ ในอุเทศว่า อตฺถํ ปเลติ น อุเปติ สงฺขํ ดังนี้ ความว่า ย่อมดับไป คือ ถึงความสิ้นไป ถึงความหมดไป ดับไป สงบไป ระงับไป. คำว่า ไม่เข้าถึงความนับ ความว่า ไม่เข้าถึงความนับ คือ ไม่เข้าถึงความอ้าง ความคาดคะเน ความบัญญัติว่า เปลวไฟนั้นไปสู่ทิศชื่อโน้นแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมถึงความไม่มี ไม่เข้าถึงความนับ.

ข้อ ๒๖๙

เอวํ มุนิ นามกายา วิมุตฺโตติ เอวนฺติ โอปมฺมสมฺปฏิปาทนํ ฯ มุนีติ โมนํ วุจฺจติ ญาณํ ฯเปฯ สงฺคชาลมติจฺจ โส มุนิ ฯ นามกายา วิมุตฺโตติ โส มุนิ ปกติยา ปุพฺเพ นามกายา วิมุตฺโต จ รูปกายา วิมุตฺโต จ ตทงฺคสมติกฺกมวิกฺขมฺภนปฺปหาเนน ปหีโน ตสฺส มุนิโน ภวนฺตํ อาคมฺม จตฺตาโร อริยมคฺคา ปฏิลทฺธา โหนฺติ จตุนฺนํ อริยมคฺคานํ ปฏิลทฺธตฺตา นามกาโย จ รูปกาโย จ ปริญฺญาตา โหนฺติ นามกายสฺส จ รูปกายสฺส จ ปริญฺญาตตฺตา นามกายา จ รูปกายา จ มุตฺโต วิมุตฺโต อจฺจนฺตวิโมกฺเขนาติ เอวํ มุนิ นามกายา วิมุตฺโต ฯ

คำว่า เอวํ ในอุเทศว่า "เอวํ มุนิ นามกายา วิมุตฺโต" ดังนี้ เป็นเครื่องยังอุปมาให้ถึงพร้อม. ญาณ ตรัสว่า โมนะ ในคำว่า มุนี. ฯลฯ มุนีนั้นล่วงแล้วซึ่งราคาทิธรรมเป็นเครื่องข้องและตัณหาเป็นดังว่าข่าย. คำว่า พ้นแล้วจากนามกาย ความว่า มุนีนั้นพ้นจากนามกายและรูปกายก่อนแล้วโดยปกติ คือ มุนีนั้นละนามกายและรูปกายแล้ว ด้วยการละ คือ ความล่วงและความข่ม ด้วยองค์นั้นๆ อาศัยพระผู้มีพระภาคแล้วได้อริยมรรค ๔ เพราะเป็นผู้ได้อริยมรรค ๔ จึงกำหนดรู้นามกายและรูปกาย เพราะเป็นผู้กำหนดรู้นามกายและรูปกาย จึงพ้น คือ พ้นวิเศษจากนามกายและรูปกายด้วยความพ้นวิเศษส่วนเดียว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มุนีพ้นแล้วจากนามกาย ... ฉันนั้น.

ข้อ ๒๗๐

อตฺถํ ปเลติ น อุเปติ สงฺขนฺติ อตฺถํ ปเลตีติ อนุปาทิเสสาย นิพฺพานธาตุยา ปรินิพฺพายติ อนุปาทิเสสาย นิพฺพานธาตุยา ปรินิพฺพุโต ฯ น อุเปติ สงฺขนฺติ สงฺขํ น อุเปติ อุทฺเทสํ น อุเปติ คณนํ น อุเปติ ปณฺณตฺตึ น อุเปติ ขตฺติโยติ วา พฺราหฺมโณติ วา เวสฺโสติ วา สุทฺโทติ วา คหฏฺโฐติ วา ปพฺพชิโตติ วา เทโวติ วา มนุสฺโสติ วา รูปีติ วา อรูปีติ วา สญฺญีติ วา อสญฺญีติ วา เนวสญฺญีนาสญฺญีติ วา โส เหตุ นตฺถิ ปจฺจโย นตฺถิ การณํ นตฺถิ เยน สงฺขํ คจฺเฉยฺยาติ อตฺถํ ปเลติ น อุเปติ สงฺขํ ฯ เตนาห ภควา อจฺจิ ยถา วาตเวเคน ขิตฺตํ (อุปสีวาติ ภควา) อตฺถํ ปเลติ น อุเปติ สงฺขํ เอวํ มุนิ นามกายา วิมุตฺโต อตฺถํ ปเลติ น อุเปติ สงฺขนฺติ ฯ

คำว่า ย่อมถึงความไม่มี ในอุเทศว่า "อตฺถํ ปเลติ น อุเปติ สงฺขํ" ดังนี้ความว่า มุนีนั้นย่อมปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสปรินิพพานธาตุ คือ ปรินิพพานแล้วด้วยอนุปา-*ทิเสสปรินิพพานธาตุ. คำว่า ย่อมไม่เข้าถึงความนับ ความว่า มุนีนั้นย่อมไม่เข้าถึงความนับ คือ ไม่เข้าถึงความอ้าง ความคาดคะเน ความบัญญัติว่า เป็นกษัตริย์ เป็นพราหมณ์ เป็นแพศย์ เป็นศูทรเป็นคฤหัสถ์ เป็นบรรพชิต เป็นเทวดา เป็นมนุษย์ เป็นสัตว์มีรูป เป็นสัตว์ไม่มีรูป เป็นสัตว์มีสัญญา เป็นสัตว์ไม่มีสัญญา หรือว่าเป็นสัตว์มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ มุนีนั้นไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย ไม่มีการณ์เครื่องให้ถึงการนับ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมถึงความไม่มี ไม่เข้าถึงความนับ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า เปลวไฟดับไปแล้วเพราะกำลังลม ย่อมถึงความไม่มี ไม่เข้า ถึงความนับ ฉันใด. มุนีพ้นแล้วจากนามกาย ย่อมถึงความ ไม่มี ไม่เข้าถึงความนับ ฉันนั้น.

ข้อ ๒๗๑

อตฺถงฺคโต โส อุทวา โส นตฺถิ อุทาหุ เว สสฺสติยา อโรโค ตมฺเม มุนี สาธุ วิยากโรหิ ตถาหิ เต วิทิโต เอส ธมฺโม ฯ

มุนีนั้นเป็นผู้ดับไปแล้ว หรือมุนีนั้นย่อมไม่มี หรือว่ามุนีนั้น เป็นผู้ไม่มีโรคด้วยความเป็นผู้เที่ยง. ขอพระองค์ผู้เป็นพระ- มุนี โปรดตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์ด้วยดี พระองค์ ทรงทราบธรรมนั้นแล้วแท้จริง.

ข้อ ๒๗๒

อตฺถงฺคโต โส อุทวา โส นตฺถีติ โส อตฺถงฺคโต อุทาหุ โส นตฺถิ โส นิรุทฺโธ อุจฺฉินฺโน วินฏฺโฐติ อตฺถงฺคโต โส อุทวา โส นตฺถิ ฯ

คำว่า มุนีนั้นเป็นผู้ดับไปแล้ว หรือมุนีนั้นย่อมไม่มี ความว่า มุนีนั้นเป็นผู้ดับไปแล้ว หรือว่ามุนีนั้นย่อมไม่มี คือ มุนีนั้นดับแล้ว ขาดสูญแล้ว หายไปแล้ว เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า มุนีนั้นเป็นผู้ดับไปแล้ว หรือมุนีนั้นย่อมไม่มี.

ข้อ ๒๗๓

อุทาหุ เว สสฺสติยา อโรโคติ อุทาหุ ธุโว สสฺสโต อวิปริณามธมฺโม สสฺสติสมํ ตตฺเถว ติฏฺเฐยฺยาติ อุทาหุ เว สสฺสติยา อโรโค ฯ

คำว่า หรือว่ามุนีนั้นเป็นผู้ไม่มีโรคด้วยความเป็นผู้เที่ยง ความว่า หรือว่ามุนีนั้นเป็นผู้ยั่งยืน คือ เป็นผู้เที่ยง ไม่มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา พึงตั้งอยู่เที่ยงแท้ในอากิญ-*จัญญายตนภพนั้นนั่นแหละ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า หรือมุนีนั้นเป็นผู้ไม่มีโรคด้วยความเป็นผู้เที่ยง.

ข้อ ๒๗๔

ตมฺเม มุนี สาธุ วิยากโรหีติ ตนฺติ ยํ ปุจฺฉามิ ยํ ยาจามิ ยํ อชฺเฌสามิ ยํ ปสาเทมิ ฯ มุนีติ โมนํ วุจฺจติ ญาณํ ฯเปฯ สงฺคชาลมติจฺจ โส มุนิ ฯ สาธุ วิยากโรหีติ สาธุ อาจิกฺขาหิ เทเสหิ ปญฺญเปหิ ปฏฺฐเปหิ วิวราหิ วิภชาหิ อุตฺตานีกโรหิ ปกาเสหีติ ตมฺเม มุนี สาธุ วิยากโรหิ ฯ

คำว่า ตํ ในอุเทศว่า ตมฺเม มุนี สาธุ วิยากโรหิ ดังนี้ ความว่า ข้าพระองค์ย่อมทูลถาม ทูลขอ ทูลเชื้อเชิญ ทูลให้ทรงประสาทปัญหาใด. ญาณ ท่านเรียกว่า โมนะ ในคำว่า มุนี ฯลฯ มุนีนั้นล่วงแล้วซึ่งราคาทิธรรมเป็นเครื่องข้องและตัณหาเป็นดังว่าข่าย. คำว่า ขอพระองค์จงตรัสบอก ... ด้วยดี ความว่า ขอพระองค์จงตรัสบอก ... ขอจงทรงประกาศด้วยดี เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ขอพระองค์ผู้เป็นมุนี โปรดตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์ด้วยดี.

ข้อ ๒๗๕

ตถาหิ เต วิทิโต เอส ธมฺโมติ ตถาหิ เต วิทิโต ญาโต ตุลิโต ตีริโต วิภาวิโต วิภูโต เอส ธมฺโมติ ตถาหิ เต วิทิโต เอส ธมฺโม ฯ เตนาห โส พฺราหฺมโณ อตฺถงฺคโต โส อุทวา โส นตฺถิ อุทาหุ เว สสฺสติยา อโรโค ตมฺเม มุนี สาธุ วิยากโรหิ ตถาหิ เต วิทิโต เอส ธมฺโมติ ฯ

คำว่า พระองค์ทรงทราบธรรมนั้นแล้วแท้จริง ความว่า พระองค์ทรงทราบ คือทรงรู้ ทรงเทียบเคียง ทรงพิจารณา ทรงให้แจ่มแจ้ง ทรงให้ปรากฏแล้วแท้จริง เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า พระองค์ทรงทราบธรรมนั้นแล้วแท้จริง. เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า มุนีนั้นเป็นผู้ดับไปแล้ว หรือมุนีนั้นย่อมไม่มี หรือว่ามุนีนั้น เป็นผู้ไม่มีโรคด้วยความเป็นผู้เที่ยง. ขอพระองค์ผู้เป็นพระมุนี โปรดตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์ด้วยดี. พระองค์ทรง ทราบธรรมนั้นแล้วแท้จริง.

ข้อ ๒๗๖

อตฺถงฺคตสฺส น ปมาณมตฺถิ (อุปสีวาติ ภควา) เยน นํ วชฺชุ ตํ ตสฺส นตฺถิ สพฺเพสุ ธมฺเมสุ สมูหเตสุ สมูหตา วาทปถาปิ สพฺเพ ฯ

(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรอุปสีวะ) บุคคลผู้ดับไปแล้วย่อมไม่มีประมาณ. ชนทั้งหลายพึงว่าบุคคล นั้นด้วยกิเลสใด กิเลสนั้นก็ไม่มีแก่บุคคลนั้น. เมื่อธรรม ทั้งปวงอันบุคคลนั้นถอนเสียแล้ว แม้ทางแห่งถ้อยคำทั้งปวง บุคคลนั้นก็ถอนเสียแล้ว.

ข้อ ๒๗๗

อตฺถงฺคตสฺส น ปมาณมตฺถีติ อตฺถงฺคตสฺส อนุปาทิเสสาย นิพฺพานธาตุยา ปรินิพฺพุตสฺส รูปปฺปมาณํ นตฺถิ เวทนาปฺปมาณํ นตฺถิ สญฺญาปฺปมาณํ นตฺถิ สงฺขารปฺปมาณํ นตฺถิ วิญฺญาณปฺปมาณํ นตฺถิ น สํวิชฺชติ น อุปลพฺภติ ปหีนํ สมุจฺฉินฺนํ วูปสนฺตํ ปฏิปฺปสฺสทฺธํ อภพฺพุปฺปตฺติกํ ญาณคฺคินา ทฑฺฒนฺติ อตฺถงฺคตสฺส น ปมาณมตฺถิ ฯ อุปสีวาติ ภควาติ อุปสีวาติ ภควา ตํ พฺราหฺมณํ นาเมน อาลปติ ฯ ภควาติ คารวาธิวจนเมตํ ฯเปฯ สจฺฉิกา ปญฺญตฺติ ยทิทํ ภควาติ อุปสีวาติ ภควา ฯ

คำว่า บุคคลผู้ดับไปแล้วย่อมไม่มีประมาณ ความว่า บุคคลผู้ดับไปแล้ว คือปรินิพพานแล้วด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ย่อมไม่มี ย่อมไม่ปรากฏ ย่อมไม่ประจักษ์ประมาณแห่งรูป ประมาณแห่งเวทนา ประมาณแห่งสัญญา ประมาณแห่งสังขาร ประมาณแห่งวิญญาณประมาณแห่งรูปเป็นต้นนั้น อันบุคคลผู้ดับไปแล้ว ละได้แล้ว ตัดขาดแล้ว ให้สงบแล้วระงับแล้ว ทำให้ไม่อาจเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลผู้ดับไปแล้วย่อมไม่มีประมาณ. พระผู้มีพระภาคย่อมตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า อุปสีวะ ในอุเทศว่า อุปสีวาติภควา ดังนี้. คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯลฯ คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติเพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรอุปสีวะ.

ข้อ ๒๗๘

เยน นํ วชฺชุ ตํ ตสฺส นตฺถีติ เยน ราเคน วเทยฺยุํ เยน โทเสน วเทยฺยุํ เยน โมเหน วเทยฺยุํ เยน มาเนน วเทยฺยุํ ยาย ทิฏฺฐิยา วเทยฺยุํ เยน อุทฺธจฺเจน วเทยฺยุํ ยาย วิจิกิจฺฉาย วเทยฺยุํ เยหิ อนุสเยหิ วเทยฺยุํ รตฺโตติ วา ทุฏฺโฐติ วา มูโฬฺหติ วา วินิพนฺโธติ วา ปรามฏฺโฐติ วา วิกฺเขปคโตติ วา อนิฏฺฐงฺคโตติ วา ถามคโตติ วา เต อภิสงฺขารา ปหีนา อภิสงฺขารานํ ปหีนตฺตา คติยา เยน วเทยฺยุํ เนรยิโกติ วา ติรจฺฉานโยนิโกติ วา ปิตฺติวิสยิโกติ วา มนุสฺโสติ วา เทโวติ วา รูปีติ วา อรูปีติ วา สญฺญีติ วา อสญฺญีติ วา เนวสญฺญีนาสญฺญีติ วา โส เหตุ นตฺถิ ปจฺจโย นตฺถิ การณํ นตฺถิ เยน วเทยฺยุํ กเถยฺยุํ โวหเรยฺยุนฺติ เยน นํ วชฺชุ ตํ ตสฺส นตฺถิ ฯ

คำว่า ชนทั้งหลายพึงว่าบุคคลนั้นด้วยกิเลสใด กิเลสนั้นก็ไม่มีแก่บุคคลนั้นดังนี้ ความว่า ชนทั้งหลายพึงว่า (บุคคลนั้น) ด้วยราคะ ด้วยโทสะ ด้วยโมหะ ด้วยมานะด้วยทิฏฐิ ด้วยอุทธัจจะ ด้วยวิจิกิจฉา ด้วยอนุสัยใดว่า บุคคลนั้นเป็นผู้กำหนัด เป็นผู้ขัดเคืองเป็นผู้หลง เป็นผู้มีมานะผูกพัน เป็นผู้ถือมั่น เป็นผู้ถึงความฟุ้งซ่าน เป็นผู้ถึงความไม่ตกลงหรือว่าเป็นผู้ถือกำลังอภิสังขารเหล่านั้น บุคคลนั้นละเสียแล้ว เพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ละอภิสังขารเสียแล้ว ชนทั้งหลายพึงว่าโดยคติด้วยเหตุใดว่า บุคคลนั้นผู้เกิดในนรก เป็นผู้เกิดในกำเนิดดิรัจฉาน เป็นผู้เกิดในปิตติวิสัย เป็นมนุษย์ เป็นเทวดา เป็นสัตว์มีรูป เป็นสัตว์ไม่มีรูปเป็นสัตว์มีสัญญา เป็นสัตว์ไม่มีสัญญา หรือว่าเป็นสัตว์มีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่ บุคคลนั้นไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย ไม่มีการณะอันเป็นเครื่องให้ชนทั้งหลายพึงว่า พึงกล่าว พึงพูดถึงได้เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ชนทั้งหลายพึงว่าบุคคลนั้นด้วยกิเลสใด กิเลสนั้นก็ไม่มีแก่บุคคลนั้น.

ข้อ ๒๗๙

สพฺเพสุ ธมฺเมสุ สมูหเตสูติ สพฺเพสุ ธมฺเมสุ สพฺเพสุ ขนฺเธสุ สพฺเพสุ อายตเนสุ สพฺพาสุ ธาตูสุ สพฺพาสุ คตีสุ สพฺพาสุ อุปปตฺตีสุ สพฺพาสุ ปฏิสนฺธีสุ สพฺเพสุ ภเวสุ สพฺเพสุ สํสาเรสุ สพฺเพสุ วฏฺเฏสุ อูหเตสุ สมูหเตสุ อุทฺธเตสุ สมุทฺธเตสุ อุปฺปาติเตสุ สมุปฺปาติเตสุ ปหีเนสุ สมุจฺฉินฺเนสุ วูปสนฺเตสุ ปฏิปฺปสฺสทฺเธสุ อภพฺพุปฺปตฺติเกสุ ญาณคฺคินา ทฑฺเฒสูติ สพฺเพสุ ธมฺเมสุ สมูหเตสุ ฯ

คำว่า เมื่อธรรมทั้งปวงอันบุคคลนั้นถอนเสียแล้ว ความว่า เมื่อธรรมทั้งปวงคือ เมื่อขันธ์ อายตนะ ธาตุ คติ อุปบัติ ปฏิสนธิ ภพ สงสาร วัฏฏะ ทั้งปวง อันบุคคลนั้นถอนขึ้นแล้ว คือ ถอนขึ้นพร้อมแล้ว ฉุดขึ้นแล้ว ฉุดขึ้นพร้อมแล้ว เพิกขึ้นแล้ว เพิกขึ้นพร้อมแล้ว ละขาดแล้ว ตัดขาดแล้ว สงบแล้ว ระงับแล้ว ทำไม่ให้อาจเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือ ญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่อธรรมทั้งปวงอันบุคคลนั้นถอนเสียแล้ว.

ข้อ ๒๘๐

สมูหตา วาทปถาปิ สพฺเพติ วาทปถา วุจฺจนฺติ กิเลสา จ ขนฺธา จ อภิสงฺขารา จ ฯ ตสฺส วาทา จ วาทปถา จ อธิวจนานิ จ อธิวจนปถา จ นิรุตฺติ จ นิรุตฺติปถา จ ปญฺญตฺติ จ ปญฺญตฺติปถา จ อูหตา สมูหตา อุทฺธตา สมุทฺธตา อุปฺปาติตา สมุปฺปาติตา ปหีนา สมุจฺฉินฺนา วูปสนฺตา ปฏิปฺปสฺสทฺธา อภพฺพุปฺปตฺติกา ญาณคฺคินา ทฑฺฒาติ สมูหตา วาทปถาปิ สพฺเพ ฯ เตนาห ภควา อตฺถงฺคตสฺส น ปมาณมตฺถิ (อุปสีวาติ ภควา) เยน นํ วชฺชุ ตํ ตสฺส นตฺถิ สพฺเพสุ ธมฺเมสุ สมูหเตสุ สมูหตา วาทปถาปิ สพฺเพติ ฯ สห คาถาปริโยสานา ฯเปฯ สตฺถา เม ภนฺเต ภควา สาวโกหสฺมีติ ฯ อุปสีวมาณวกปญฺหานิทฺเทโส ฉฏฺโฐ ฯ -------------

คำว่า ทางแห่งถ้อยคำทั้งปวง บุคคลนั้นก็ถอนเสียแล้ว ความว่า กิเลส ขันธ์ และอภิสังขาร ตรัสว่า ทางแห่งถ้อยคำ. ถ้อยคำ ทางแห่งถ้อยคำ ชื่อ ทางแห่งชื่อ นิรุตติ ทางแห่งนิรุตติ บัญญัติ ทางแห่งบัญญัติ อันบุคคลนั้นถอนขึ้นแล้ว ถอนขึ้นพร้อมแล้ว ฉุดขึ้นแล้วฉุดขึ้นพร้อมแล้ว เพิกขึ้นแล้ว เพิกขึ้นพร้อมแล้ว ละขาดแล้ว ตัดขาดแล้ว สงบแล้ว ระงับแล้ว ทำให้ไม่อาจเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า แม้ทางแห่งถ้อยคำทั้งปวง บุคคลนั้นก็ถอนเสียแล้ว. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า บุคคลผู้ดับไปแล้วย่อมไม่มีประมาณ. ชนทั้งหลายพึงว่าบุคคล นั้นด้วยกิเลสใด กิเลสนั้นก็ไม่มีแก่บุคคลนั้น. เมื่อธรรม ทั้งปวง อันบุคคลนั้นถอนเสียแล้ว แม้ทางแห่งถ้อยคำ ทั้งปวง บุคคลนั้นก็ถอนเสียแล้ว. พร้อมด้วยเวลาจบพระคาถา ฯลฯ นั่งประนมอัญชลีนมัสการพระผู้มีพระภาค ประกาศว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเป็นพระศาสดาของพวกข้าพระองค์. ข้าพระองค์เป็นสาวก ดังนี้. จบอุปสีวมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๖. -----------------------------------------------------

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาอุปสีวมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๖

พึงทราบวินิจฉัยในอุปสีวมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๖ ดังต่อไปนี้.

บทว่า มหนฺตโอฆํ คือ โอฆะใหญ่.

บทว่า อนิสฺสิโต ไม่อาศัยแล้ว คือไม่ติดบุคคลหรือธรรม.

บทว่า โน วิสหามิ คือ ข้าพระองค์ไม่อาจ.

บทว่า อารมฺมณํ อารมณ์ คือนิสัย.

บทว่า ยํ นิสฺสิโต คือ อาศัยธรรมหรือบุคคลใด.

พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศต่อไป.

บทว่า กาโมฆํ พึงข้ามกาโมฆะได้ด้วยอนาคามิมรรค พึงข้ามภโวฆะได้ด้วยอรหัตมรรค พึงข้ามทิฏโฐฆะได้ด้วยโสดาปัตติมรรค พึงข้ามอวิชโชฆะได้ด้วยอรหัตมรรค.

บทว่า สกฺยกุลา ปพฺพชิโต ออกบวชจากตระกูลศากยะ ท่านกล่าวด้วยอำนาจการแสดงตระกูลสูงของพระผู้มีพระภาคเจ้า.

บทว่า อาลมฺพณํ คือ ที่ยึดเหนี่ยว.

บทว่า นิสฺสยํ ที่อาศัย คือที่เกี่ยวเกาะ.

บทว่า อุปนิสฺสยํ ที่เข้าไปอาศัย คือที่พึ่ง.

บัดนี้ เพราะพราหมณ์นั้นเป็นผู้ได้อากิญจัญญายตนะ จึงไม่รู้นิสัยแม้มีอยู่นั้น ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงถึงนิสัยนั้น และทางออกไปให้ยิ่งขึ้นแก่พราหมณ์นั้น จึงตรัสคาถาว่า อากิญฺจญฺญํ ดังนี้เป็นต้น.

ในบทเหล่านั้น บทว่า เปกฺขมาโน เพ่งดู คือมีสติเพ่งดูอากิญจัญญายตนสมาบัตินั้น ทั้งเข้าและออกโดยมีความไม่เที่ยงเป็นต้น.

บทว่า นตฺถีติ นิสฺสาย อาศัยว่าไม่มี คือกระทำสมาบัติอันเป็นไปแล้วว่าไม่มีอะไรดังนี้ ให้เป็นอารมณ์.

บทว่า ตรสฺสุ โอฆํ พึงข้ามโอฆะ คือพึงข้ามโอฆะ ๔ อย่างตามสมควรแห่งวิปัสสนาอันเป็นไปแล้ว จำเดิมแต่นั้น.

บทว่า กถาหิ คือ จากความสงสัย.

บทว่า ตณฺหกฺขยํ รตฺต มหาภิปสฺส จงพิจารณาดูความสิ้นไปแห่งตัณหาตลอดคืนและวัน คือจงพิจารณาดูทำนิพพานให้แจ้งตลอดคืนและวัน.

ด้วยบทนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงสุขวิหารธรรมในปัจจุบันแก่พราหมณ์นั้น.

พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศต่อไป.

บทว่า ตญฺเญว วิญฺญาณํ อภาเวติ ไม่ยังวิญญาณนั้นนั่นแลให้เจริญ คือกระทำอากาสานัญจายตนะนั้นให้เป็นที่ยึดเหนี่ยว แล้วไม่ยังวิญญาณอันเป็นมหัคคตะอันเป็นไปแล้วให้เจริญ คือให้ถึงความไม่มี.

บทว่า วิภาเวติ ให้เป็นแจ้ง คือให้ถึงความไม่มีหลายๆ อย่าง.

บทว่า อนฺตรธาเปติ ให้หายไป คือให้ถึงความไม่เห็น.

บทว่า นตฺถิ กิญฺจีติ ปสฺสติ เห็นว่า ไม่มีอะไร คือเห็นว่าไม่มี โดยที่สุดแม้เพียงความแตกดับของเราเอง.

บัดนี้ อุปสีวมาณพสดับแล้วว่า กาเม ปหาย ละกามทั้งหลาย เมื่อพิจารณาเห็นกามทั้งหลายที่ตนละแล้วด้วยการข่มไว้ จึงกล่าวคาถามีอาทิว่า สพฺเพสุ ในกามทั้งปวงดังนี้.

บทว่า หิตฺวมญฺญํ ละสมาบัติอื่น คือละสมาบัติ ๖ อย่างอื่นเบื้องต่ำจากนั้น.

บทว่า สญฺญาวิโมกฺเข ปรเม น้อมใจไปในสัญญาวิโมกข์อย่างยิ่ง ได้แก่ในสัตตสัญญาวิโมกข์ คือในอากิญจัญญายตนสมาบัติอันสูงสุด.

บทว่า ติฏฺเฐ นุโส ตตฺถ อนานุยายี คือ บุคคลนั้นไม่หวั่นไหวพึงดำรงอยู่ในอากิญจัญญายตนพรหมโลกนั้นหรือหนอ.

พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศดังต่อไปนี้.

บทว่า อเวธมาโน ไม่หวั่นไหว คือไม่ข้อง.

บทว่า อวิคจฺฉ มาโน คือ ไม่ถึงความพลัดพราก.

บทว่า อนนฺตรธายมาโน คือ ไม่ถึงความอันตรธาน.

บทว่า อปริหายมาโน คือ ไม่ถึงความเสื่อมในระหว่าง.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงรู้ตามถึงฐานะในที่สุดหกหมื่นกัปของอุปสีวมาณพนั้น จึงตรัสคาถาที่ ๓.

อุปสีวมาณพครั้นสดับถึงฐานะในสมาบัตินั้นของบุคคลนั้น บัดนี้ เมื่อจะทูลถามถึงความเป็นสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิของบุคคลนั้น จึงกล่าวคาถามีอาทิว่า ติฏฺเฐ เจ หากผู้นั้นพึงดำรงอยู่ในสมาบัตินั้น ดังนี้.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ปูคมฺปิ วสฺสานํ แม้มากปี. ความว่า นับปีแม้ไม่น้อย. ปาฐะว่า ปูคมฺปิ วสฺสานิ บ้าง. ในบทนั้นแปลงฉัฏฐีวิภัตติเป็นปฐมาวิภัตติ.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ปูคํ แปลว่า มีมาก. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ปูคานิ บ้าง. ปาฐะแรกดีกว่า.

บทว่า ตตฺเถว โสสีติ สิยา วิมุตฺโต ผู้นั้นเป็นผู้พ้นแล้ว มีความเย็น พึงมีในสมาบัตินั้น คือบุคคลนั้นพ้นแล้วจากทุกข์ต่างๆ ในอากิญจัญญายตนะนั้น พึงถึงความเป็นผู้เย็น. อธิบายว่า เป็นผู้เที่ยงที่จะถึงนิพพานดำรงอยู่.

บทว่า ภเวถ วิญฺญาณํ ตถาวิธสฺส วิญญาณของผู้นั้นพึงมีหรือ หรือถามถึงความขาดสูญว่าวิญญาณของผู้นั้นพึงดับโดยไม่ยึดมั่นหรือ. ย่อมถามถึงแม้ปฏิสนธิของผู้นั้นว่า พึงมีเพื่อถือปฏิสนธิหรือ.

บทว่า ตสฺส วิญฺญาณํ จเวยฺย วิญญาณของผู้นั้นพึงเคลื่อนไป คือวิญญาณของผู้เกิดในอากิญจัญญายตนะนั้น พึงถึงความเคลื่อนไป.

บทว่า อุจฺฉิชฺเชยฺย คือ พึงขาดสูญ.

บทว่า วินสฺเสยฺย คือ พึงถึงความพินาศ.

บทว่า น ภเวยฺย คือ ถึงความไม่มี.

บทว่า อุปฺปนฺนสฺส คือ เกิดแล้วด้วยอำนาจแห่งปฏิสนธิ.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงถึงความดับโดยไม่ยึดมั่นของพระอริยสาวกผู้ไม่อาศัยอุจเฉททิฏฐิและสัสสตทิฏฐิเกิดขึ้นแล้ว ในที่นั้นจึงตรัสพระคาถา มีอาทิว่า อจฺจิ ยถา เหมือนเปลวไฟดังนี้.

ในบทเหล่านั้น บทว่า อตฺถํ ปเลติ ย่อมถึงซึ่งอันตั้งอยู่ไม่ได้ คือถึงความไม่มี.

บทว่า น อุเปติ สงฺขยํ ไม่เข้าถึงความนับ คือไม่ถึงการพูดไปว่าไปแล้วสู่ทิศโน้น.

บทว่า เอวํ มุนิ นามกายา วิมุตฺโต มุนีพ้นแล้วจากนามกายฉันนั้น คือ พระเสกขมุนีเกิดแล้วในที่นั้น ตามปกติเป็นผู้พ้นแล้วจากรูปกายมาก่อน ยังจตุตถมรรค (อรหัตมรรค) ให้เกิดในที่นั้นแล้ว พ้นแม้จากนามกายอีก เพราะกำหนดรู้นามกายเป็นพระขีณาสพผู้อุภโตภาควิมุตติ (พ้นทั้งสองส่วน) ย่อมถึงการตั้งอยู่ไม่ได้ ย่อมไม่ถึงการนับว่าเป็นกษัตริย์หรือเป็นพราหมณ์.

พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศต่อไปดังนี้.

บทว่า ขิตฺตา ซัดไป คือดับ.

บทว่า อุกฺขิตฺตา ซัดขึ้นไปแล้ว คือสูญหาย.

บทว่า นุนฺนา หายไป คือไล่ออกไป.

บทว่า ปนุนฺนา สิ้นไป คือทำให้ไกล.

บทว่า ขมฺภิตา หมดไป คือถอยไป.

บทว่า วิกฺขมฺภิตา หมดสิ้นไปแล้ว คือไม่เข้าไปใกล้อีกแล้ว.

บัดนี้ อุปสีวมาณพครั้นสดับว่า อตฺถํ ปเลติ ถึงการตั้งอยู่ไม่ได้มิได้กำหนดถึงการตั้งอยู่ไม่ได้โดยแยบคายของมุนีนั้น จึงกล่าวคาถาว่า อตฺถงฺคโต โส มุนีนั้นเป็นผู้ดับไปแล้ว ดังนี้เป็นต้น.

บทนั้นมีความดังนี้ มุนีนั้นเป็นผู้ดับไปแล้วหรือมุนีนั้นไม่มี หรือมุนีนั้นเป็นผู้ไม่มีโรค มีความไม่ปรวนแปรไปเป็นธรรมดา โดยความเป็นผู้เที่ยง ขอพระองค์ผู้เป็นมุนีโปรดตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์ด้วยดี พระองค์ทรงทราบธรรมนั้นแล้วแท้จริง.

พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศต่อไปดังนี้.

บทว่า นิรุทฺโธ ดับแล้วคือ ถึงความดับ.

บทว่า อุจฺฉินฺโน ขาดสูญแล้ว คือมีสันดานขาดสูญแล้ว.

บทว่า วินฏฺโฐ หายไปแล้ว คือถึงความพินาศ.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงถึงถ้อยคำที่ไม่ควรกล่าวอย่างนั้นแก่อุปสีวมาณพ จึงตรัสคาถาว่า อตฺถงฺคตสฺส ผู้ดับไปแล้วดังนี้ เป็นต้น.

ในบทเหล่านั้น บทว่า อตฺถงฺคตสฺส คือ ดับ เพราะไม่ถือมั่น.

บทว่า น ปมาณมตฺถิ ไม่มีประมาณ คือไม่มีประมาณในรูปเป็นต้น.

บทว่า เยน นํ วชฺชุํ คือ ชนทั้งหลายพึงว่าบุคคลนั้นด้วยกิเลสมีราคะเป็นต้นใด.

บทว่า สพฺเพสุ ธมฺเมสุ ได้แก่ ธรรมมีขันธ์เป็นต้นทั้งปวง.

พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศต่อไปนี้.

บทว่า อธิวจนา จ ถ้อยคำยิ่ง คือที่พูดทำให้ยิ่งเพียงพูดว่า สิริวัฑฒกะ (เจริญด้วยสิริ) ธนวัฑฒกะ (เจริญด้วยทรัพย์) เป็นต้น ชื่อว่าอธิวจนา (ถ้อยคำยิ่ง). ทางแห่งถ้อยคำยิ่ง ชื่อว่าอธิวจนปถา ถ้อยคำที่พูดเจาะจงลงไปทำให้มีเหตุผลอย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะปัจจัยทั้งหลายปรุงแต่ง ฉะนั้นจึงชื่อว่าสังขาร ดังนี้ ชื่อว่านิรุตติ. ทางแห่งนิรุตติ ชื่อว่านิรุตติปถา. ชื่อว่าบัญญัติ เพราะบัญญัติขึ้นโดยประการนั้นๆ อย่างนี้ว่า ตกฺโก (ตรึก) วิตกฺโก (การตรึก) สงฺกปฺโป (ความดำริ). ทางแห่งบัญญัติทั้งหลาย ชื่อว่าคลองแห่งบัญญัติ.

บทที่เหลือในบททั้งปวงชัดดีแล้ว.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระสูตร แม้นี้ด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัต ด้วยประการฉะนี้.

เมื่อจบเทศนา ได้มีผู้บรรลุธรรมเช่นกับที่กล่าวไว้แล้วนั่นแล.

จบอรรถกถาอุปสีมาณวกนิทเทสที่ ๖ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา