อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯเล่ม ๓๐ ฉบับนี้แบ่ง ๑๙ เรื่อง อีกฉบับแบ่ง ๓๗ เรื่อง — เทียบตามลำดับไม่ได้ เปิดเล่ม ๓๐ ของฉบับนั้นแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๑๖

ปุณณกมาณวกปัญหานิทเทส

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๑๖–๑๔๕30 ข้อ (พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง)3 ฉบับต้นฉบับพร้อมคำแปล เรียงข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

ปุณฺณกมาณวกปญฺหานิทฺเทโส

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๒ ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส ปุณณกมาณวกปัญหานิทเทส ว่าด้วยปัญหาของท่านปุณณกะ

ข้อ ๑๑๖

อเนชํ มูลทสฺสาวึ (อิจฺจายสฺมา ปุณฺณโก) อตฺถิ ปเญฺหน อาคมํ กึ นิสฺสิตา อิสโย มนุชา ขตฺติยา พฺราหฺมณา เทวตานํ ยญฺญมกปฺปึสุ ปุถูธ โลเก ปุจฺฉามิ ตํ ภควา พฺรูหิ เม ตํ ฯ

(ท่านปุณณกะทูลถามดังนี้ว่า) ข้าพระองค์มีความประสงค์ด้วยปัญหา จึงมาเฝ้าพระองค์ผู้ ไม่มีตัณหาเครื่องหวั่นไหว ผู้เห็นมูล. ฤาษี มนุษย์ กษัตริย์ และพราหมณ์เป็นอันมากในโลกนี้อาศัยอะไร จึงพากัน แสวงหายัญให้แก่เทวดาทั้งหลาย? ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหา นั้นแก่ข้าพระองค์เถิด.

ข้อ ๑๑๗

อเนชํ มูลทสฺสาวินฺติ เอชา วุจฺจติ ตณฺหา โย ราโค สาราโค ฯเปฯ อภิชฺฌา โลโภ อกุสลมูลํ ฯ สา เอชา ตณฺหา พุทฺธสฺส ภควโต ปหีนา อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวงฺคตา อายตึ อนุปฺปาทธมฺมา ตสฺมา พุทฺโธ อเนโช ฯ เอชาย ปหีนตฺตา อเนโช ฯ ภควา ลาเภปิ น อิญฺชติ อลาเภปิ น อิญฺชติ ยเสปิ น อิญฺชติ อยเสปิ น อิญฺชติ ปสํสายปิ น อิญฺชติ นินฺทายปิ น อิญฺชติ สุเขปิ น อิญฺชติ ทุกฺเขปิ น อิญฺชติ น จลติ น เวธติ นปฺปเวธตีติ อเนชํ ฯ มูลทสฺสาวินฺติ ภควา มูลทสฺสาวี เหตุทสฺสาวี นิทานทสฺสาวี สมฺภวทสฺสาวี สมุฏฺฐานทสฺสาวี อาหารทสฺสาวี อารมฺมณทสฺสาวี ปจฺจยทสฺสาวี สมุทยทสฺสาวี ฯ {๑๑๗.๑} ตีณิ อกุสลมูลานิ โลโภ อกุสลมูลํ โทโส อกุสลมูลํ โมโห อกุสลมูลํ ฯ วุตฺตเญฺหตํ ภควตา ตีณีมานิ ภิกฺขเว นิทานานิ กมฺมานํ สมุทยาย โลโภ นิทานํ กมฺมานํ สมุทยาย โทโส นิทานํ กมฺมานํ สมุทยาย โมโห นิทานํ กมฺมานํ สมุทยาย น ภิกฺขเว โลภเชน กมฺเมน โทสเชน กมฺเมน โมหเชน กมฺเมน เทวา ปญฺญายนฺติ มนุสฺสา ปญฺญายนฺติ ยา วา ปนญฺญาปิ กาจิ สุคติโย อถโข ภิกฺขเว โลภเชน กมฺเมน โทสเชน กมฺเมน โมหเชน กมฺเมน นิรโย ปญฺญายติ ติรจฺฉานโยนิ ปญฺญายติ ปิตฺติวิสโย ปญฺญายติ ยา วา ปนญฺญาปิ กาจิ ทุคฺคติโย นิรเย ติรจฺฉานโยนิยํ ปิตฺติวิสเย อตฺตภาวาภินิพฺพตฺติยา อิมานิ ตีณิ อกุสลมูลานีติ ภควา ชานาติ ปสฺสติ ฯ {๑๑๗.๒} เอวมฺปิ ภควา มูลทสฺสาวี ฯเปฯ สมุทยทสฺสาวี ฯ ตีณิ กุสลมูลานิ อโลโภ กุสลมูลํ อโทโส กุสลมูลํ อโมโห กุสลมูลํ ฯ วุตฺตเญฺหตํ ภควตา ตีณีมานิ ฯเปฯ น ภิกฺขเว อโลภเชน กมฺเมน อโทสเชน กมฺเมน อโมหเชน กมฺเมน นิรโย ปญฺญายติ ติรจฺฉานโยนิ ปญฺญายติ ปิตฺติวิสโย ปญฺญายติ ยา วา ปนญฺญาปิ กาจิ ทุคฺคติโย อถโข ภิกฺขเว อโลภเชน กมฺเมน อโทสเชน กมฺเมน อโมหเชน กมฺเมน เทวา ปญฺญายนฺติ มนุสฺสา ปญฺญายนฺติ ยา วา ปนญฺญาปิ กาจิ สุคติโย เทเว จ มนุสฺเส จ อตฺตภาวาภินิพฺพตฺติยา อิมานิ ตีณิ กุสลมูลานีติ ภควา ชานาติ ปสฺสติ ฯ เอวมฺปิ ภควา มูลทสฺสาวี ฯเปฯ สมุทยทสฺสาวี ฯ {๑๑๗.๓} วุตฺตเญฺหตํ ภควตา เยเกจิ ภิกฺขเว ธมฺมา อกุสลา อกุสลภาคิยา อกุสลปกฺขิกา ปกฺขิกา สพฺเพ เต อวิชฺชามูลกา อวิชฺชาสโมสรณา อวิชฺชาสมุคฺฆาตา สพฺเพ เต สมุคฺฆาตํ คจฺฉนฺตีติ ภควา ชานาติ ปสฺสติ ฯ เอวมฺปิ ภควา มูลทสฺสาวี ฯเปฯ สมุทยทสฺสาวี ฯ วุตฺตเญฺหตํ ภควตา เยเกจิ ภิกฺขเว ธมฺมา กุสลา กุสลภาคิยา กุสลปกฺขิกา สพฺเพ เต อปฺปมาทมูลกา อปฺปมาทสโมสรณา อปฺปมาโท เตสํ ธมฺมานํ อคฺคมกฺขายตีติ ภควา ชานาติ ปสฺสติ ฯ เอวมฺปิ ภควา มูลทสฺสาวี ฯเปฯ สมุทยทสฺสาวี ฯ {๑๑๗.๔} อถวา ภควา ชานาติ ปสฺสติ อวิชฺชา มูลํ สงฺขารานํ สงฺขารา มูลํ วิญฺญาณสฺส วิญฺญาณํ มูลํ นามรูปสฺส นามรูปํ มูลํ สฬายตนสฺส สฬายตนํ มูลํ ผสฺสสฺส ผสฺโส มูลํ เวทนาย เวทนา มูลํ ตณฺหาย ตณฺหา มูลํ อุปาทานสฺส อุปาทานํ มูลํ ภวสฺส ภโว มูลํ ชาติยา ชาติ มูลํ ชรามรณสฺสาติ ภควา ชานาติ ปสฺสติ ฯ เอวมฺปิ ภควา มูลทสฺสาวี ฯเปฯ สมุทยทสฺสาวี ฯ {๑๑๗.๕} วุตฺตเญฺหตํ ภควตา เยเกจิ ภิกฺขเว ธมฺมา อกุสลา อกุสลภาคิยา อกุสลปกฺขิกา สพฺเพ เต อวิชฺชามูลกา อวิชฺชาสโมสรณา อวิชฺชาสมุคฺฆาตา สพฺเพ เต สมุคฺฆาตํ คจฺฉนฺตีติ ภควา ชานาติ ปสฺสติ ฯ เอวมฺปิ ภควา มูลทสฺสาวี เหตุทสฺสาวี นิทานทสฺสาวี สมฺภวทสฺสาวี สมุฏฺฐานทสฺสาวี อาหารทสฺสาวี อารมฺมณทสฺสาวี ปจฺจยทสฺสาวี สมุทยทสฺสาวีติ อเนชํ มูลทสฺสาวึ ฯ อิจฺจายสฺมา ปุณฺณโกติ อิจฺจาติ ปทสนฺธิ ฯ อายสฺมาติ ปิยวจนํ ฯ ปุณฺณโกติ ตสฺส พฺราหฺมณสฺส นามํ ฯ

คำว่า ผู้ไม่มีตัณหาเครื่องหวั่นไหว ผู้เห็นมูล ความว่า ตัณหา ราคะ สาราคะ ฯลฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล เรียกว่า ความหวั่นไหว. ตัณหาอันเป็นความหวั่นไหวนั้น พระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงละขาดแล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดุจตาลยอดด้วนถึงความไม่มี มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เพราะเหตุนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าไม่มีความหวั่นไหว. พระผู้มีพระภาคชื่อว่าอเนชะ เพราะพระองค์ทรงละตัณหาเครื่องหวั่นไหวขาดแล้วย่อมไม่ทรงหวั่นไหวเพราะลาภ แม้เพราะความเสื่อมลาภ แม้เพราะยศ แม้เพราะความเสื่อมยศแม้เพราะสรรเสริญ แม้เพราะนินทา แม้เพราะสุข แม้เพราะทุกข์ ... ไม่หวั่น ไม่ไหวไม่คลอนแคลน เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า อเนชะ. คำว่า มูลทสฺสาวี ความว่า พระผู้มีพระภาคทรงเห็นมูล คือ ทรงเห็นเหตุ ทรงเห็นนิทาน ทรงเห็นสมภพ ทรงเห็นสมุฏฐาน ทรงเห็นอาหาร ทรงเห็นอารมณ์ ทรงเห็นปัจจัยทรงเห็นสมุทัย. อกุศลมูล ๓ คือ โลภะอกุศลมูล ๑ โทสะอกุศลมูล ๑ โมหะอกุศลมูล ๑. สมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหตุแห่งความเกิดขึ้นแห่งกรรม ๓ ประการนี้ คือ โลภะ ๑ โทสะ ๑ โมหะ ๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดา มนุษย์หรือสุคติอย่างใดอย่างหนึ่งแม้อื่น ย่อมไม่ปรากฏเพราะกรรมเกิดแต่โลภะ เพราะกรรมเกิดแต่โทสะ เพราะกรรมเกิดแต่โมหะ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย โดยที่แท้ นรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉานปิตติวิสัย หรือทุคติ อย่างใดอย่างหนึ่งแม้อื่น ย่อมปรากฏ เพราะกรรมเกิดแต่โลภะ เพราะกรรมเกิดแต่โทสะ เพราะกรรมเกิดแต่โมหะ. อกุศลมูล ๓ ประการนี้ เพื่อความเกิดแห่งอัตภาพในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในปิตติวิสัย. พระผู้มีพระภาคย่อมทรงรู้ทรงเห็นดังนี้. พระผู้มี-*พระภาคทรงเห็นมูล ฯลฯ ทรงเห็นสมุทัย แม้ด้วยประการอย่างนี้. กุศลมูล ๓ ประการ คือ อโลภะกุศลมูล ๑ อโทสะกุศลมูล ๑ อโมหะกุศลมูล ๑. สมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า กุศลมูล ๓ ประการนี้ ฯลฯ. ดูกรภิกษุทั้งหลายนรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ปิตติวิสัย หรือทุคติอย่างใดอย่างหนึ่งแม้อื่น ย่อมไม่ปรากฏเพราะกรรมเกิดแต่อโลภะ เพราะกรรมเกิดแต่อโทสะ เพราะกรรมเกิดแต่อโมหะ. ดูกรภิกษุทั้งหลายโดยที่แท้ เทวดา มนุษย์ หรือสุคติอย่างใดอย่างหนึ่งแม้อื่น ย่อมปรากฏเพราะกรรมเกิดแต่อโลภะเพราะกรรมเกิดแต่อโทสะ เพราะกรรมเกิดแต่อโมหะ. กุศลมูล ๓ ประการนี้ เพื่อความเกิดแห่งอัตภาพในเทวดา และในมนุษย์. พระผู้มีพระภาคย่อมทรงรู้ทรงเห็นดังนี้. พระผู้มีพระภาคย่อมทรงเห็นมูล ฯลฯ ทรงเห็นสมุทัย แม้ด้วยประการอย่างนี้. และสมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอกุศล เป็นส่วนอกุศล เป็นฝ่ายอกุศล ธรรมทั้งหมดนั้นมีอวิชชาเป็นมูลมีอวิชชาเป็นที่รวม มีอวิชชาอันอรหัตมรรคกำจัดได้ ย่อมถึงความเพิกถอนทั้งหมด. พระผู้มี-*พระภาคย่อมทรงรู้ทรงเห็นดังนี้ พระผู้มีพระภาคทรงเห็นมูล ฯลฯ ทรงเห็นสมุทัย แม้ด้วยประการอย่างนี้. และสมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นกุศล เป็นส่วนกุศล เป็นฝ่ายกุศล ธรรมทั้งหมดนั้น มีความไม่ประมาทเป็นมูลมีความไม่ประมาทเป็นที่รวม ความไม่ประมาท บัณฑิตกล่าวว่าเป็นยอดแห่งธรรมเหล่านั้น. พระผู้มีพระภาคย่อมทรงรู้ทรงเห็นดังนี้. พระผู้มีพระภาคทรงเห็นมูล ฯลฯ ทรงเห็นสมุทัย แม้ด้วยประการอย่างนี้. อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคย่อมทรงรู้ทรงเห็นว่า อวิชชาเป็นมูลแห่งสังขาร สังขารเป็นมูลแห่งวิญญาณ วิญญาณเป็นมูลแห่งนามรูป นามรูปเป็นมูลแห่งสฬายตนะ สฬายตนะ-*เป็นมูลแห่งผัสสะ ผัสสะเป็นมูลแห่งเวทนา เวทนาเป็นมูลแห่งตัณหา ตัณหาเป็นมูลแห่งอุปาทานอุปาทานเป็นมูลแห่งภพ ภพเป็นมูลแห่งชาติ ชาติเป็นมูลแห่งชราและมรณะ. พระผู้มีพระภาคย่อมทรงรู้ทรงเห็นดังนี้. พระผู้มีพระภาคทรงเห็นมูล ฯลฯ ทรงเห็นสมุทัย แม้ด้วยประการอย่างนี้. และสมจริงตามพระพุทธพจน์ ที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอกุศล เป็นส่วนอกุศล เป็นฝ่ายอกุศล ธรรมทั้งหมดนั้นมีอวิชชาเป็นมูลมีอวิชชาเป็นที่รวม มีอวิชชาอันอรหัตมรรคกำจัดได้ ย่อมถึงความเพิกถอนทั้งหมด. พระผู้มี-*พระภาคทรงเห็นมูล ทรงเห็นเหตุ ทรงเห็นนิทาน ทรงเห็นสมภพ ทรงเห็นสมุฏฐาน ทรงเห็นอาหาร ทรงเห็นอารมณ์ ทรงเห็นปัจจัย ทรงเห็นสมุทัย แม้ด้วยประการอย่างนี้ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ไม่ทรงหวั่นไหว ทรงเห็นมูล. คำว่า อิติ ในอุเทศว่า อิจจฺายสฺมา ปุณฺณโก เป็นบทสนธิ. คำว่า อายสฺมาเป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก. คำว่า ปุณฺณโก เป็นชื่อของพราหมณ์นั้น.

ข้อ ๑๑๘

อตฺถิ ปเญฺหน อาคมนฺติ ปญฺหตฺถิกมฺหา อาคตา ปญฺหํ ปุจฺฉิตุกามมฺหา อาคตา ปญฺหํ โสตุกามา อาคตมฺหาติ เอวมฺปิ อตฺถิ ปเญฺหน อาคมํ ฯ อถวา ปญฺหตฺถิกานํ ปญฺหํ ปุจฺฉิตุกามานํ ปญฺหํ โสตุกามานํ อาคมํ อภิกฺกมนํ อุปสงฺกมนํ ปยิรุปาสนํ อตฺถีติ เอวมฺปิ อตฺถิ ปเญฺหน อาคมํ ฯ อถวา ปญฺหาคโม ตุยฺหํ อตฺถิ ตฺวมฺปิ ปหุ วิสวี อลมตฺโต มยา ปุจฺฉิตุํ กเถตุํ วิสชฺเชตุํ สนฺทสฺเสตุํ ภณิตุนฺติ เอวมฺปิ อตฺถิ ปเญฺหน อาคมํ ฯ

คำว่า ข้าพระองค์มีความต้องการด้วยปัญหาจึงมาเฝ้า ความว่า ข้าพระองค์มีความต้องการด้วยปัญหาจึงมาเฝ้า คือ ข้าพระองค์ประสงค์จะทูลถามปัญหาจึงมาเฝ้า ประสงค์จะฟังปัญหาจึงมาเฝ้า เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์มีความต้องการด้วยปัญหาจึงมาเฝ้าแม้ด้วยประการอย่างนี้. อีกอย่างหนึ่ง ความว่า ข้าพระองค์ทั้งหลายประสงค์จะทูลถามปัญหา คือ ประสงค์จะฟังปัญหาจึงมาเฝ้า คือ เข้ามาเฝ้า เข้าใกล้ นั่งใกล้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์มีความต้องการด้วยปัญหาจึงมาเฝ้า แม้ด้วยประการอย่างนี้. อีกอย่างหนึ่ง ความว่า พระองค์ทรงมีประสงค์ด้วยปัญหาจึงเสด็จมา คือ แม้พระองค์ก็ทรงอาจ ทรงสามารถ ทรงเป็นผู้ควรจะตรัสจะวิสัชนา จะทรงแสดง จะชี้แจง ซึ่งปัญหาที่ข้าพระองค์ทูลถาม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าข้าพระองค์มีความต้องการด้วยปัญหาจึงมาเฝ้า แม้ด้วยประการฉะนี้.

ข้อ ๑๑๙

กึนิสฺสิตา อิสโย มนุชาติ กึนิสฺสิตาติ กึ นิสฺสิตา อาสิตา อลฺลีนา อุปคตา อชฺโฌสิตา อธิมุตฺตา ฯ อิสโยติ อิสินามกา เยเกจิ อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตา อาชีวกา นิคฺคนฺถา ชฏิลา ตาปสา ฯ มนุชาติ มนุสฺสา วุจฺจนฺตีติ กึนิสฺสิตา อิสโย มนุชา ฯ

คำว่า กึนิสฺสิตา ในอุเทศว่า กึนิสฺสิตา อิสโย มนุชา ความว่า อาศัยคือ หวัง เยื่อใย เข้าไปใกล้ พัวพัน น้อมใจถึงซึ่งอะไร. บุคคลพวกใดพวกหนึ่งมีชื่อว่าฤาษีคือ ผู้ที่บวชเป็นฤาษี เป็นอาชีวก เป็นนิครนถ์ เป็นชฎิล เป็นดาบส ชื่อว่า อิสโย. พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกมนุษย์ว่า มนุชา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ฤาษี มนุษย์อาศัยอะไร?

ข้อ ๑๒๐

ขตฺติยา พฺราหฺมณา เทวตานนฺติ ขตฺติยาติ เยเกจิ ขตฺติยชาติกา ฯ พฺราหฺมณาติ เยเกจิ โภวาทิกา ฯ เทวตานนฺติ อาชีวกสาวกานํ อาชีวกา เทวตา นิคฺคนฺถสาวกานํ นิคฺคนฺถา เทวตา ชฏิลสาวกานํ ชฏิลา เทวตา ปริพฺพาชกสาวกานํ ปริพฺพาชกา เทวตา อวรุทฺธกสาวกานํ อวรุทฺธกา เทวตา หตฺถิวติกานํ หตฺถี เทวตา อสฺสวติกานํ อสฺสา เทวตา โควติกานํ คาโว เทวตา กุกฺกุรวติกานํ กุกฺกุรา เทวตา กากวติกานํ กากา เทวตา วาสุเทววติกานํ วาสุเทโว เทวตา พลเทววติกานํ พลเทโว เทวตา ปุณฺณภทฺทวติกานํ ปุณฺณภทฺโท เทวตา มณิภทฺทวติกานํ มณิภทฺโท เทวตา อคฺคิวติกานํ อคฺคิ เทวตา นาควติกานํ นาคา เทวตา สุปณฺณวติกานํ สุปณฺณา เทวตา ยกฺขวติกานํ ยกฺขา เทวตา อสุรวติกานํ อสุรา เทวตา คนฺธพฺพวติกานํ คนฺธพฺพา เทวตา มหาราชวติกานํ มหาราชา เทวตา จนฺทวติกานํ จนฺโท เทวตา สุริยวติกานํ สุริโย เทวตา อินฺทวติกานํ อินฺโท เทวตา พฺรหฺมวติกานํ พฺรหฺมา เทวตา เทววติกานํ เทวา เทวตา ทิสาวติกานํ ทิสา เทวตา เย เยสํ ทกฺขิเณยฺยา เต เตสํ เทวตาติ ขตฺติยา พฺราหฺมณา เทวตานํ ฯ

ผู้ที่เกิดเป็นชาติกษัตริย์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ชื่อว่ากษัตริย์ ในอุเทศว่า "ขตฺติยาพฺราหฺมณา เทวตานํ" ผู้ที่ยกย่องสรรเสริญกันว่า มีวาทะเจริญ เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ชื่อว่าพราหมณ์. คำว่าเทวตานํ ความว่า อาชีวกเป็นเทวดาของพวกอาชีวกสาวก นิครนถ์เป็นเทวดาของพวกนิครนถ์-*สาวก ชฎิลเป็นเทวดาของพวกชฎิลสาวก ปริพาชกเป็นเทวดาของพวกปริพาชกสาวก ดาบสเป็นเทวดาของพวกดาบสสาวก ช้างเป็นเทวดาของพวกประพฤติหัตถีพรต ม้าเป็นเทวดาของพวกประพฤติอัสสพรต โคเป็นเทวดาของพวกประพฤติโคพรต สุนัขเป็นเทวดาของพวกประพฤติกุกกุรพรต กาเป็นเทวดาของพวกประพฤติกากพรต ท้าววาสุเทพเป็นเทวดาของพวกประพฤติวาสุเทวพรต พลเทพเป็นเทวดาของพวกประพฤติพลเทพพรต ท้าวปุณณภัทร์เป็นเทวดาของพวกประพฤติปุณณภัททพรต ท้าวมณิภัทร์เป็นเทวดาของพวกประพฤติมณิภัททพรต ไฟเป็นเทวดาของพวกประพฤติอัคคิพรต นาคเป็นเทวดาของพวกประพฤตินาคพรต ครุฑเป็นเทวดาของพวกประพฤติสุบรรณพรต ยักษ์เป็นเทวดาของพวกประพฤติยักขพรต อสูรเป็นเทวดาของพวกประพฤติอสูรพรต คนธรรพ์เป็นเทวดาของพวกประพฤติคันธัพพพรต ท้าวมหาราชเป็นเทวดาของพวกประพฤติมหาราชพรต จันทเทวบุตรเป็นเทวดาของพวกประพฤติจันทรพรต สุริยเทพบุตรเป็นเทวดาของพวกประพฤติสุริยพรต อินทเทพบุตรเป็นเทวดาของพวกประพฤติอินทรพรตพรหมเป็นเทวดาของพวกประพฤติพรหมพรต พวกเทพเป็นเทวดาของพวกประพฤติเทพพรตทิศทั้งหลายเป็นเทวดาของพวกประพฤติทิศาพรต พระทัทขิไณยบุคคลผู้สมควรแก่ไทยธรรมของชนเหล่าใด ก็เป็นเทวดาของชนเหล่านั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กษัตริย์ ... พราหมณ์ ... เทวดาทั้งหลาย.

ข้อ ๑๒๑

ยญฺญมกปฺปึสุ ปุถูธ โลเกติ ยญฺโญ วุจฺจติ เทยฺยธมฺโม จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารํ อนฺนํ ปานํ วตฺถํ ยานํ มาลาคนฺธํ วิเลปนํ เสยฺยาวสถํ ปทีเปยฺยํ ฯ ยญฺญมกปฺปึสูติ เยปิ ยญฺญํ เอสนฺติ คเวสนฺติ ปริเยสนฺติ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารํ อนฺนํ ปานํ วตฺถํ ยานํ มาลาคนฺธํ วิเลปนํ เสยฺยวสถํ ปทีเปยฺยํ เตปิ ยญฺญํ กปฺเปนฺติ ฯ เยปิ ยญฺญํ อภิสงฺขโรนฺติ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารํ อนฺนํ ปานํ วตฺถํ ยานํ มาลาคนฺธํ วิเลปนํ เสยฺยาวสถํ ปทีเปยฺยํ เตปิ ยญฺญํ กปฺเปนฺติ ฯ เยปิ ยญฺญํ เทนฺติ ยชนฺติ ปริจฺจชนฺติ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารํ อนฺนํ ปานํ วตฺถํ ยานํ มาลาคนฺธํ วิเลปนํ เสยฺยาวสถํ ปทีเปยฺยํ เตปิ ยญฺญํ กปฺเปนฺติ ฯ ปุถูติ ยญฺญา วา เอเต ปุถู ยญฺญยชกา วา เอเต ปุถู ทกฺขิเณยฺยา วา เอเต ปุถู ฯ กถํ ยญฺญา วา เอเต ปุถู ฯ เอเต ยญฺญา ปุถู จีวรปิณฺฑปาตเสนาสน- คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารา อนฺนํ ปานํ วตฺถํ ยานํ มาลาคนฺธํ วิเลปนํ เสยฺยาวสถํ ปทีเปยฺยํ เอวํ ยญฺญา วา เอเต ปุถู ฯ {๑๒๑.๑} กถํ ยญฺญยชกา วา เอเต ปุถู ฯ เอเต ยญฺญยชกา ปุถู ขตฺติยา จ พฺราหฺมณา จ เวสฺสา จ สุทฺทา จ คหฏฺฐา จ ปพฺพชิตา จ เทวา จ มนุสฺสา จ เอวํ ยญฺญยชกา วา เอเต ปุถู ฯ กถํ ทกฺขิเณยฺยา วา เอเต ปุถู ฯ เอเต ทกฺขิเณยฺยา ปุถู สมณพฺราหฺมณา ยาจก วณิพฺพก สาวกา เอวํ ทกฺขิเณยฺยา วา เอเต ปุถู ฯ อิธ โลเกติ มนุสฺสโลเกติ ยญฺญมกปฺปึสุ ปุถูธ โลเก ฯ

ไทยธรรม คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจยเภสัชบริขาร ข้าวน้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก เครื่องประทีป ท่านเรียกว่ายัญ ในอุเทศว่า "ยญฺญมกปฺปึสุ ปุถูธ โลเก". คำว่า แสวงหาแล้วซึ่งยัญ ความว่า แม้ชนเหล่าใดย่อมแสวงหา เสาะหา สืบหายัญ คือ จีวร ... เครื่องประทีป แม้ชนเหล่านั้นก็ชื่อว่าแสวงหายัญ. แม้ชนเหล่าใดย่อมจัดแจงยัญ คือ จีวร ... เครื่องประทีป แม้ชนเหล่านั้นก็ชื่อว่าแสวงหายัญ. แม้ชนเหล่าใดย่อมให้ ย่อมบูชา ย่อมบริจาคยัญ คือ จีวร ... เครื่องประทีป แม้ชนเหล่านั้นก็ชื่อว่า แสวงหายัญ. คำว่า เป็นอันมาก คือ ยัญเหล่านั้นก็มาก ผู้บูชายัญนั้นก็มาก หรือพระทักขิไณยบุคคลนั้นก็มาก. ยัญเหล่านั้นมากอย่างไร? ยัญเหล่านั้นมาก คือ จีวร ... เครื่องประทีป ยัญเหล่านั้นมากอย่างนี้. ผู้บูชายัญนั้นมากอย่างไร? ผู้บูชายัญนั้นมาก คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทรคฤหัสถ์ บรรพชิต เทวดาและมนุษย์ ผู้บูชายัญนั้นมากอย่างนี้. หรือพระทักขิไณยบุคคลนั้นมากอย่างไร? พระทักขิไณยบุคคลนั้นมาก คือ สมณะ พราหมณ์ ยาจก วณิพก สาวกหรือพระทักขิไณยบุคคลนั้นมากอย่างนี้. คำว่า ในโลกนี้ คือในมนุษยโลก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่ามากในโลกนี้ ... แสวงหาแล้วซึ่งยัญ.

ข้อ ๑๒๒

ปุจฺฉามิ ตํ ภควา พฺรูหิ เม ตนฺติ ปุจฺฉาติ ติสฺโส ปุจฺฉา อทิฏฺฐโชตนา ปุจฺฉา ทิฏฺฐสํสนฺทนา ปุจฺฉา วิมติจฺเฉทนา ปุจฺฉา ฯ กตมา อทิฏฺฐโชตนา ปุจฺฉา ฯ ปกติยา ลกฺขณํ อญาตํ โหติ อทิฏฺฐํ อตุลิตํ อติริตํ อวิภาวิตํ อวิภูตํ ตสฺส ญาณาย ทสฺสนาย ตุลนาย ติรณาย วิภาวนตฺถาย วิภูตตฺถาย ปญฺหํ ปุจฺฉติ อยํ อทิฏฺฐโชตนา ปุจฺฉา ฯ {๑๒๒.๑} กตมา ทิฏฺฐสํสนฺทนา ปุจฺฉา ฯ ปกติยา ลกฺขณํ ญาตํ โหติ ทิฏฺฐํ ตุลิตํ ติริตํ วิภาวิตํ วิภูตํ อญฺเญหิ ปณฺฑิเตหิ สทฺธึ สํสนฺทนตฺถาย ปญฺหํ ปุจฺฉติ อยํ ทิฏฺฐสํสนฺทนา ปุจฺฉา ฯ กตมา วิมติจฺเฉทนา ปุจฺฉา ฯ ปกติยา สํสยํ ปกฺขนฺโน โหติ วิมตึ ปกฺขนฺโน เทฺวฬฺหกชาโต เอวํ นุ โข น นุ โข กินฺนุ โข กถํนุ โขติ โส วิมติจฺเฉทนตฺถาย ปญฺหํ ปุจฺฉติ อยํ วิมติจฺเฉทนา ปุจฺฉา ฯ อิมา ติสฺโส ปุจฺฉา ฯ อปราปิ ติสฺโส ปุจฺฉา มนุสฺสปุจฺฉา อมนุสฺสปุจฺฉา นิมฺมิตปุจฺฉา ฯ {๑๒๒.๒} กตมา มนุสฺสปุจฺฉา ฯ มนุสฺสา พุทฺธํ ภควนฺตํ อุปสงฺกมิตฺวา ปญฺหํ ปุจฺฉนฺติ ภิกฺขู ปุจฺฉนฺติ ภิกฺขุนิโย ปุจฺฉนฺติ อุปาสกา ปุจฺฉนฺติ อุปาสิกาโย ปุจฺฉนฺติ ราชาโน ปุจฺฉนฺติ ขตฺติยา ปุจฺฉนฺติ พฺราหฺมณา ปุจฺฉนฺติ เวสฺสา ปุจฺฉนฺติ สุทฺทา ปุจฺฉนฺติ คหฏฺฐา ปุจฺฉนฺติ ปพฺพชิตา ปุจฺฉนฺติ อยํ มนุสฺสปุจฺฉา ฯ {๑๒๒.๓} กตมา อมนุสฺสปุจฺฉา ฯ อมนุสฺสา พุทฺธํ ภควนฺตํ อุปสงฺกมิตฺวา ปญฺหํ ปุจฺฉนฺติ นาคา ปุจฺฉนฺติ สุปณฺณา ปุจฺฉนฺติ ยกฺขา ปุจฺฉนฺติ อสุรา ปุจฺฉนฺติ คนฺธพฺพา ปุจฺฉนฺติ มหาราชาโน ปุจฺฉนฺติ อินฺทา ปุจฺฉนฺติ พฺรหฺมาโน ปุจฺฉนฺติ เทวตาโย ปุจฺฉนฺติ อยํ อมนุสฺสปุจฺฉา ฯ {๑๒๒.๔} กตมา นิมฺมิตปุจฺฉา ฯ ยํ ภควา รูปํ อภินิมฺมินาติ มโนมยํ สพฺพงฺคปจฺจงฺคํ อหินินฺทฺริยํ โส นิมฺมิโต พุทฺธํ ภควนฺตํ อุปสงฺกมิตฺวา ปญฺหํ ปุจฺฉติ ภควา วิสชฺเชติ อยํ นิมฺมิตปุจฺฉา ฯ อิมา ติสฺโส ปุจฺฉา ฯ อปราปิ ติสฺโส ปุจฺฉา อตฺตตฺถปุจฺฉา ปรตฺถปุจฺฉา อุภยตฺถปุจฺฉา ฯ {๑๒๒.๕} อปราปิ ติสฺโส ปุจฺฉา ทิฏฺฐธมฺมิกตฺถปุจฺฉา สมฺปรายิกตฺถปุจฺฉา ปรมตฺถปุจฺฉา ฯ อปราปิ ติสฺโส ปุจฺฉา อนวชฺชตฺถปุจฺฉา นิกฺกิเลสตฺถปุจฺฉา โวทานตฺถปุจฺฉา ฯ อปราปิ ติสฺโส ปุจฺฉา อตีตปุจฺฉา อนาคตปุจฺฉา ปจฺจุปฺปนฺนปุจฺฉา ฯ อปราปิ ติสฺโส ปุจฺฉา อชฺฌตฺตปุจฺฉา พหิทฺธาปุจฺฉา อชฺฌตฺตพหิทฺธาปุจฺฉา ฯ {๑๒๒.๖} อปราปิ ติสฺโส ปุจฺฉา กุสลปุจฺฉา อกุสลปุจฺฉา อพฺยากตปุจฺฉา ฯ อปราปิ ติสฺโส ปุจฺฉา ขนฺธปุจฺฉา ธาตุปุจฺฉา อายตนปุจฺฉา ฯ อปราปิ ติสฺโส ปุจฺฉา สติปฏฺฐานปุจฺฉา สมฺมปฺปธานปุจฺฉา อิทฺธิปาทปุจฺฉา ฯ อปราปิ ติสฺโส ปุจฺฉา อินฺทฺริยปุจฺฉา พลปุจฺฉา โพชฺฌงฺคปุจฺฉา ฯ อปราปิ ติสฺโส ปุจฺฉา มคฺคปุจฺฉา ผลปุจฺฉา นิพฺพานปุจฺฉา ฯ {๑๒๒.๗} ปุจฺฉามิ ตนฺติ ปุจฺฉามิ ตํ ยาจามิ ตํ อชฺเฌสามิ ตํ ปสาเทมิ ตํ กถสฺสุ เมติ ปุจฺฉามิ ตํ ฯ ภควาติ คารวาธิวจนเมตํ ฯเปฯ สจฺฉิกา ปญฺญตฺติ ยทิทํ ภควาติ ฯ พฺรูหิ เม ตนฺติ พฺรูหิ อาจิกฺขาหิ เทเสหิ ปญฺญเปหิ ปฏฺฐเปหิ วิวราหิ วิภชาหิ อุตฺตานีกโรหิ ปกาเสหีติ ปุจฺฉามิ ตํ ภควา พฺรูหิ เม ตํ ฯ เตนาห โส พฺราหฺมโณ อเนชํ มูลทสฺสาวึ (อิจฺจายสฺมา ปุณฺณโก) อตฺถี ปเญฺหน อาคมํ กึนิสฺสิตา อิสโย มนุชา ขตฺติยา พฺราหฺมณา เทวตานํ ยญฺญมกปฺปึสุ ปุถูธ โลเก ปุจฺฉามิ ตํ ภควา พฺรูหิ เม ตนฺติ ฯ

การถามมี ๓ อย่าง คือ อทิฏฐโชตนาปุจฉา ๑ ทิฏฐสังสันทนาปุจฉา ๑ วิมติเฉทนาปุจฉา ๑ ชื่อว่าปุจฉา ในอุเทศว่า "ปุจฺฉามิ ตํ ภควา พฺรูหิ เม ตํ". อทิฏฐโชตนาปุจฉาเป็นไฉน? ลักษณะที่ยังไม่รู้ ไม่เห็น ไม่เทียบเคียง ไม่พิจารณาไม่แจ่มแจ้ง ไม่ปรากฏ โดยปกติ บุคคลย่อมถามปัญหาเพื่อรู้ เพื่อเห็น เพื่อเทียบเคียง เพื่อพิจารณา เพื่อต้องการให้แจ่มแจ้ง เพื่อต้องให้ปรากฏ ซึ่งลักษณะนั้น ชื่อว่า อทิฏฐโชตนาปุจฉา. ทิฏฐสังสันทนาปุจฉาเป็นไฉน? ลักษณะที่รู้ เห็น เทียบเคียง พิจารณาแจ่มแจ้งปรากฏ โดยปกติ บุคคลย่อมถามปัญหา เพื่อต้องการสนทนากับบัณฑิตอื่นๆ ชื่อว่า ทิฏฐสัง-*สันทนาปุจฉา. วิมติเฉทนาปุจฉาเป็นไฉน? บุคคลแล่นไปสู่ความสงสัย ความเคลือบแคลง มีใจเป็นสองว่า เรื่องนี้เป็นอย่างนี้หรือหนอแล หรือไม่เป็นอย่างนี้ เรื่องนี้เป็นไฉนหนอ หรือเป็นอย่างไร ดังนี้ โดยปกติ บุคคลย่อมถามปัญหา เพื่อต้องการตัดความเคลือบแคลงเสีย นี้ชื่อว่าวิมติเฉทนาปุจฉา. ปุจฉา ๓ ประการนี้. ปุจฉาอีก ๓ ประการ คือ มนุสสปุจฉา ๑ อมนุสสปุจฉา ๑ นิมมิตปุจฉา ๑. มนุสสปุจฉาเป็นไฉน? มนุษย์ทั้งหลายเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว ย่อมทูลถามปัญหา ภิกษุทั้งหลาย ... ภิกษุณีทั้งหลาย ... อุบาสกทั้งหลาย ... อุบาสิกาทั้งหลาย ... พระราชาทั้งหลาย ... กษัตริย์ทั้งหลาย ... พราหมณ์ทั้งหลาย ... แพศย์ทั้งหลาย ... ศูทรทั้งหลาย ... คฤหัสถ์ทั้งหลาย ... บรรพชิตทั้งหลาย เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว ย่อมทูลถามปัญหา นี้ชื่อว่ามนุสสปัญหา. อมนุสสปุจฉาเป็นไฉน? อมนุษย์ทั้งหลายเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคแล้ว ย่อมทูลถามปัญหา นาคทั้งหลาย ... ครุฑทั้งหลาย ... ยักษ์ทั้งหลาย ... อสูรทั้งหลาย ... คนธรรพ์ทั้งหลาย ... ท้าวมหาราชทั้งหลาย ... พระอินทร์ทั้งหลาย ... พระพรหมทั้งหลาย ... เทวดาทั้งหลาย เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคแล้ว ย่อมทูลถามปัญหา นี้ชื่อว่า อมนุสสปุจฉา. นิมมิตปุจฉาเป็นไฉน? พระผู้มีพระภาคทรงนิรมิตพระรูปใด อันสำเร็จด้วยพระทัย มีอวัยวะครบทุกส่วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง พระพุทธนิรมิตนั้นเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว ย่อมตรัสถามปัญหา พระผู้มีพระภาคทรงวิสัชนา นี้ชื่อว่า นิมมิตปุจฉา. ปุจฉา ๓ ประการนี้. ปุจฉาอีก ๓ ประการ คือ การถามประโยชน์ตน ๑ การถามประโยชน์ผู้อื่น ๑ การถามประโยชน์ทั้งสอง ๑. ปุจฉาอีก ๓ ประการ คือ การถามถึงทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ ๑ การถามถึงสัมปรายิกัตถ-*ประโยชน์ ๑ การถามถึงปรมัตถประโยชน์ ๑. ปุจฉาอีก ๓ ประการ คือ การถามถึงเนื้อความอันไม่มีโทษ ๑ การถามถึงเนื้อความอันไม่มีกิเลส ๑ การถามถึงเนื้อความอันผ่องแผ้ว ๑. ปุจฉาอีก ๓ ประการ คือ การถามถึงเรื่องอดีต ๑ การถามถึงเรื่องอนาคต ๑ การถามถึงเรื่องปัจจุบัน ๑. ปุจฉาอีก ๓ ประการ คือ การถามเรื่องภายใน ๑ การถามเรื่องภายนอก ๑ การถามเรื่องทั้งภายในภายนอก ๑. ปุจฉาอีก ๓ ประการ คือ การถามเรื่องกุศล ๑ การถามเรื่องอกุศล ๑ การถามเรื่องอัพยากฤต ๑. ปุจฉาอีก ๓ ประการ คือ การถามเรื่องขันธ์ ๑ การถามเรื่องธาตุ ๑ การถามเรื่องอายตนะ ๑. ปุจฉาอีก ๓ ประการ คือ การถามเรื่องสติปัฏฐาน ๑ การถามเรื่องสัมมัปปธาน ๑ การถามเรื่องอิทธิบาท ๑. ปุจฉาอีก ๓ ประการ คือ การถามเรื่องอินทรีย์ ๑ การถามเรื่องพละ ๑ การถามเรื่องโพชฌงค์ ๑. ปุจฉาอีก ๓ ประการ คือ การถามเรื่องมรรค ๑ การถามเรื่องผล ๑ การถามเรื่องนิพพาน ๑. คำว่า ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น ความว่า ข้าพระองค์ทูลถาม คือ ทูลขอ ทูลเชื้อเชิญ ทูลให้ประสาท ซึ่งปัญหานั้นว่า ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหาแก่ข้าพระองค์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น. คำว่า ภควา นี้ เป็นคำกล่าวโดยเคารพ ฯลฯ. คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ คำว่าขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์ ความว่า ขอพระองค์จงตรัส ... ขอพระองค์จงประกาศ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์. เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกราบทูลว่า ข้าพระองค์มีความประสงค์ด้วยปัญหา จึงมาเฝ้าพระองค์ผู้ไม่ หวั่นไหว ผู้เห็นมูล. ฤาษี มนุษย์ กษัตริย์ พราหมณ์เป็น อันมากในโลกนี้ อาศัยอะไร จึงพากันแสวงหายัญให้แก่ เทวดาทั้งหลาย ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ขอทูลถาม ปัญหานั้น. ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์ เถิด.

ข้อ ๑๒๓

เยเกจิเม อิสโย มนุชา (ปุณฺณกาติ ภควา) ขตฺติยา พฺราหฺมณา เทวตานํ ยญฺญมกปฺปึสุ ปุถูธ โลเก อาสึสมานา ปุณฺณก อิตฺถตํ ชรํ สิตา ยญฺญมกปฺปยึสุ ฯ

(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรปุณณกะ) ฤาษี มนุษย์ กษัตริย์ พราหมณ์ พวกใดพวกหนึ่งนี้ เป็น อันมากในโลกนี้ พากันแสวงหายัญแก่เทวดาทั้งหลาย. ดูกร ปุณณกะ ฤาษี มนุษย์ กษัตริย์ พราหมณ์ เป็นอันมาก ในโลกนี้ เหล่านั้น หวังความเป็นอย่างนี้ อาศัยชรา จึง พากันแสวงหายัญแก่เทวดาทั้งหลาย.

ข้อ ๑๒๔

เยเกจิเม อิสโย มนุชาติ เยเกจิเมติ สพฺเพน สพฺพํ สพฺพถา สพฺพํ อเสสํ นิสฺเสสํ ปริยาทายวจนเมตํ เยเกจิเมติ ฯ อิสโยติ อิสินามกา เยเกจิ อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตา อาชีวกา นิคฺคนฺถา ชฏิลา ตาปสา ฯ มนุชาติ มนุสฺสา วุจฺจนฺตีติ เยเกจิเม อิสโย มนุชา ฯ ปุณฺณกาติ ภควา ตํ พฺราหฺมณํ นาเมน อาลปติ ฯ ภควาติ คารวาธิวจนเมตํ ฯเปฯ สจฺฉิกา ปญฺญตฺติ ยทิทํ ภควาติ ปุณฺณกาติ ภควา ฯ

คำว่า เยเกจิเม ในอุเทศว่า "เยเกจิเม อิสโย มนุชา" ดังนี้ ความว่า ทั้งหมดโดยกำหนดทั้งหมด ทั้งหมดโดยประการทั้งหมด ไม่เหลือ ไม่มีส่วนเหลือ คำว่า เยเกจิเมนี้เป็นเครื่องกล่าวรวมหมด. บุคคลพวกใดพวกหนึ่ง มีชื่อว่า ฤาษี คือ พวกที่บวชเป็นฤาษีอาชีวก นิครนถ์ ชฎิล ดาบส ชื่อว่า ฤาษี. พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกมนุษย์ว่า มนุชา เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ฤาษี มนุษย์ ... เหล่าใดเหล่าหนึ่งนี้. พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่าปุณณกะ. พระนามว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯลฯ พระนามว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรปุณณกะ.

ข้อ ๑๒๕

ขตฺติยา พฺราหฺมณา เทวตานนฺติ ขตฺติยาติ เยเกจิ ขตฺติยชาติกา ฯ พฺราหฺมณาติ เยเกจิ โภวาทิกา ฯ เทวตานนฺติ อาชีวกสาวกานํ อาชีวกา เทวตา ฯเปฯ ทิสาวติกานํ ทิสา เทวตา เย เยสํ ทกฺขิเณยฺยา เต เตสํ เทวตาติ ขตฺติยา พฺราหฺมณา เทวตานํ ฯ

ผู้ที่เกิดเป็นชาติกษัตริย์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ชื่อว่ากษัตริย์ ในอุเทศว่า "ขตฺติยาพฺราหมณา เทวตานํ". ผู้ที่ยกย่องสรรเสริญกันว่ามีวาทะเจริญเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ชื่อว่าพราหมณ์ คำว่า เทวตานํความว่า อาชีวกเป็นเทวดาของพวกอาชีวบสาวก ฯลฯ ทิศทั้งหลายเป็นเทวดาของพวกประพฤติทิศาพรต พระทักขิไณยบุคคลผู้สมควรแก่ไทยธรรมของชนเหล่าใด ก็เป็นเทวดาของชนเหล่านั้นเพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กษัตริย์ พราหมณ์ ... แก่เทวดาทั้งหลาย.

ข้อ ๑๒๖

ยญฺญมกปฺปึสุ ปุถูธ โลเกติ ยญฺโญ วุจฺจติ เทยฺยธมฺโม จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารํ อนฺนํ ปานํ วตฺถํ ยานํ มาลาคนฺธํ วิเลปนํ เสยฺยาวสถํ ปทีเปยฺยํ ฯ ยญฺญมกปฺปึสูติ เยปิ ยญฺญํ เอสนฺติ คเวสนฺติ ปริเยสนฺติ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารํ อนฺนํ ปานํ วตฺถํ ยานํ มาลาคนฺธํ วิเลปนํ เสยฺยาวสถํ ปทีเปยฺยํ เตปิ ยญฺญํ กปฺเปนฺติ ฯ ปุถูติ ยญฺญา วา เอเต ปุถู ยญฺญยชกา วา เอเต ปุถู ทกฺขิเณยฺยา วา เอเต ปุถู ฯ กถํ ยญฺญา วา เอเต ปุถู ฯเปฯ เอวํ ทกฺขิเณยฺยา วา เอเต ปุถู ฯ อิธ โลเกติ มนุสฺสโลเกติ ยญฺญมกปฺปึสุ ปุถูธ โลเก ฯ

ไทยธรรม คือ จีวร ... เครื่องประทีป ท่านเรียกว่ายัญ ในอุเทศว่า ยญฺญมกปฺปึสุปุถูธ โลเก. คำว่า แสวงหาแล้วซึ่งยัญ ความว่า แม้ชนเหล่าใดย่อมแสวงหา เสาะหา สืบหายัญ คือ จีวร ... เครื่องประทีป แม้ชนเหล่านั้นก็ชื่อว่าแสวงหายัญ. คำว่า เป็นอันมาก คือยัญเหล่านั้นก็มาก ผู้บูชายัญนั้นก็มาก หรือพระทักขิไณยบุคคลนั้นก็มาก. ยัญเหล่านั้นมากอย่างไร? ฯลฯ หรือพระทักขิไณยบุคคลมากอย่างนี้. คำว่า ในโลกนี้ คือ ในมนุษยโลก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มากในโลกนี้ ... แสวงหาแล้วซึ่งยัญ.

ข้อ ๑๒๗

อาสึสมานา ปุณฺณก อิตฺถตนฺติ อาสึสมานาติ รูปปฏิลาภํ อาสึสมานา สทฺทปฏิลาภํ อาสึสมานา คนฺธปฏิลาภํ อาสึสมานา รสปฏิลาภํ อาสึสมานา โผฏฺฐพฺพปฏิลาภํ อาสึสมานา ปุตฺตปฏิลาภํ อาสึสมานา ทารปฏิลาภํ อาสึสมานา ธนปฏิลาภํ อาสึสมานา ยสปฏิลาภํ อาสึสมานา อิสฺสริยปฏิลาภํ อาสึสมานา ขตฺติยมหาสาลกุเล อตฺตภาวปฏิลาภํ อาสึสมานา พฺราหฺมณมหาสาลกุเล อตฺตภาวปฏิลาภํ อาสึสมานา คหปติมหาสาลกุเล อตฺตภาวปฏิลาภํ อาสึสมานา จาตุมฺมหาราชิเกสุ เทเวสุ อตฺตภาวปฏิลาภํ อาสึสมานา ตาวตึเสสุ เทเวสุ ยาเมสุ เทเวสุ ตุสิเตสุ เทเวสุ นิมฺมานรตีสุ เทเวสุ ปรนิมฺมิตวสวตฺตีสุ เทเวสุ พฺรหฺมกายิเกสุ เทเวสุ อตฺตภาวปฏิลาภํ อาสึสมานา อิจฺฉมานา สาทิยมานา ปตฺถยมานา ปิหยมานา อภิชปฺปมานาติ อาสึสมานา ฯ {๑๒๗.๑} ปุณฺณก อิตฺถตนฺติ เอตฺถ อตฺตภาวาภินิพฺพตฺตึ อาสึสมานา เอตฺถ ขตฺติยมหาสาลกุเล อตฺตภาวาภินิพฺพตฺตึ อาสึสมานา เอตฺถ พฺราหฺมณมหาสาลกุเล อตฺตภาวาภินิพฺพตฺตึ อาสึสมานา เอตฺถ คหปติมหาสาลกุเล อตฺตภาวาภินิพฺพตฺตึ อาสึสมานา เอตฺถ จาตุมฺมหาราชิเกสุ เทเวสุ อตฺตภาวาภินิพฺพตฺตึ อาสึสมานา เอตฺถ ตาวตึเสสุ เทเวสุ เอตฺถ ยาเมสุ เทเวสุ เอตฺถ ตุสิเตสุ เทเวสุ เอตฺถ นิมฺมานรตีสุ เทเวสุ เอตฺถ ปรนิมฺมิตวสวตฺตีสุ เทเวสุ เอตฺถ พฺรหฺมกายิเกสุ เทเวสุ อตฺตภาวาภินิพฺพตฺตึ อาสึสมานา อิจฺฉมานา สาทิยมานา ปตฺถยมานา ปิหยมานา อภิชปฺปมานาติ อาสึสมานา ปุณฺณก อิตฺถตํ ฯ

คำว่า อาสึสมานา ในอุเทศว่า อาสึสมานา ปุณฺณก อิตฺถตํ ความว่า หวังคือ หวังได้รูป หวังได้เสียง หวังได้กลิ่น หวังได้รส หวังได้โผฏฐัพพะ หวังได้บุตร หวังได้ภรรยา หวังได้ทรัพย์ หวังได้ยศ หวังได้ความเป็นใหญ่ หวังได้อัตภาพในสกุลกษัตริย์มหาศาลหวังได้อัตภาพในสกุลพราหมณ์มหาศาล หวังได้อัตภาพในสกุลคฤหบดีมหาศาล หวังได้อัตภาพในเทวดาชาวจาตุมหาราชิก หวังได้อัตภาพในเทวดาชาวดาวดึงส์ หวังได้อัตภาพในเทวดาชาวยามาหวังได้อัตภาพในเทวดาชาวดุสิต หวังได้อัตภาพในเทวดาชาวนิมมานรดี หวังได้อัตภาพใน

ข้อ ๑๒๘

ชรํ สิตา ยญฺญมกปฺปยึสูติ ชรํ สิตาติ ชรนิสฺสิตา พฺยาธินิสฺสิตา มรณนิสฺสิตา โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสนิสฺสิตา เทวเต ชาตินิสฺสิตาย เทวเต ชาตินิสฺสิตา วา เทวเต ชรนิสฺสิตาย เทวเต ชรนิสฺสิตา วา เทวเต พฺยาธินิสฺสิตาย เทวเต พฺยาธินิสฺสิตา วา เทวเต มรณนิสฺสิตาย เทวเต มรณนิสฺสิตา วา เทวเต โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสนิสฺสิตาย เทวเต โสกปริเทวทุกฺข- โทมนสฺสุปายาสนิสฺสิตา วา เทวเต คตินิสฺสิตาย เทวเต คตินิสฺสิตา วา เทวเต อุปปตฺตินิสฺสิตาย เทวเต อุปปตฺตินิสฺสิตา วา เทวเต ปฏิสนฺธินิสฺสิตาย เทวเต ปฏิสนฺธินิสฺสิตา วา เทวเต ภวนิสฺสิตาย เทวเต ภวนิสฺสิตา วา เทวเต สํสารนิสฺสิตาย เทวเต สํสารนิสฺสิตา วา เทวเต วฏฺฏนิสฺสิตาย เทวเต วฏฺฏนิสฺสิตา วา อาสิตา อลฺลีนา อุปคตา อชฺโฌสิตา อธิมุตฺตาติ ชรํ สิตา ยญฺญมกปฺปยึสุ ฯ เตนาห ภควา เยเกจิเม อิสโย มนุชา (ปุณฺณกาติ ภควา) ขตฺติยา พฺราหฺมณา เทวตานํ ยญฺญมกปฺปึสุ ปุถูธ โลเก อาสึสมานา ปุณฺณก อิตฺถตํ ชรํ สิตา ยญฺญมกปฺปยึสูติ ฯ

คำว่า ชรํ สิตา ในอุเทศว่า ชรํ สิตา ยญฺญมกปฺปึสุ ความว่า อาศัยชรา อาศัยพยาธิ อาศัยมรณะ อาศัยโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส บุคคลพวกนั้นแสวงหายัญในเทวดา เพราะอาศัยชาติ หรือว่าอาศัยชาติจึงแสวงหายัญในเทวดา แสวงหายัญในเทวดาเพราะอาศัยชรา หรือว่าอาศัยชราจึงแสวงหายัญในเทวดา แสวงหายัญในเทวดา เพราะอาศัยพยาธิ หรือว่าอาศัยพยาธิจึงแสวงหายัญในเทวดา แสวงหายัญในเทวดา เพราะอาศัยมรณะหรือว่าอาศัยมรณะจึงแสวงหายัญในเทวดา แสวงหายัญในเทวดา เพราะอาศัยโสกะ ปริเทวะทุกข์ โทมนัส และอุปายาส หรือว่าอาศัยโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส จึงแสวงหายัญในเทวดา แสวงหายัญในเทวดา เพราะอาศัยคติ หรือว่าอาศัยคติจึงแสวงหายัญในเทวดา แสวงหายัญในเทวดา เพราะอาศัยอุปบัติ หรือว่าอาศัยอุปบัติจึงแสวงหายัญในเทวดาแสวงหายัญในเทวดา เพราะอาศัยปฏิสนธิ หรือว่าอาศัยปฏิสนธิจึงแสวงหายัญในเทวดาแสวงหายัญในเทวดา เพราะอาศัยภพ หรือว่าอาศัยภพจึงแสวงหายัญในเทวดา แสวงหายัญในเทวดา เพราะอาศัยสงสาร หรือว่าอาศัยสงสารจึงแสวงหายัญในเทวดา แสวงหายัญในเทวดาเพราะอาศัยวัฏฏะ หรือว่าอาศัยวัฏฏะจึงแสวงหายัญในเทวดา ปรารถนา พัวพัน เข้าถึง ติดใจน้อมใจไปแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อาศัยชรา จึงแสวงหายัญ. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า "ฤาษี มนุษย์ กษัตริย์ พราหมณ์ พวกใดพวกหนึ่งนี้ เป็น อันมากในโลกนี้ แสวงหายัญ แก่เทวดาทั้งหลาย. ดูกรปุณณกะ ฤาษี มนุษย์ กษัตริย์ พราหมณ์เป็นอันมากในโลกนี้เหล่านั้น หวังความเป็นอย่างนี้ อาศัยชราจึงแสวงหายัญแก่เทวดาทั้งหลาย".

ข้อ ๑๒๙

เยเกจิเม อิสโย มนุชา (อิจฺจายสฺมา ปุณฺณโก) ขตฺติยา พฺราหฺมณา เทวตานํ ยญฺญมกปฺปึสุ ปุถูธ โลเก กจฺจิสฺสุ เต ภควา ยญฺญปเถ อปฺปมตฺตา อตารุํ ชาติญฺจ ชรญฺจ มาริส ปุจฺฉามิ ตํ ภควา พฺรูหิ เม ตํ ฯ

(ท่านปุณณกะทูลถามว่า) มนุษย์ กษัตริย์ พราหมณ์ พวกใดพวกหนึ่งนี้ มีเป็นอันมาก ในโลกนี้ แสวงหาแล้วซึ่งยัญ แก่เทวดาทั้งหลาย. ข้าแต่ พระผู้มีพระภาคผู้นิรทุกข์ ผู้บูชายัญเหล่านั้นไม่ประมาทแล้ว ในทางยัญ ได้ข้ามพ้นแล้วซึ่งชาติชราบ้างหรือ? ข้าแต่พระผู้มี- พระภาค ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น ขอพระองค์จงตรัสบอก ปัญหานั้น แก่ข้าพระองค์เถิด.

ข้อ ๑๓๐

เยเกจิเม อิสโย มนุชาติ เยเกจิเมติ ฯเปฯ กจฺจิสฺสุ เต ภควา ยญฺญปเถ อปฺปมตฺตาติ กจฺจิสฺสูติ สํสยปุจฺฉา วิมติปุจฺฉา เทฺวฬฺหกปุจฺฉา อเนกํสปุจฺฉา เอวํ นุโข น นุ โข กินฺนุ โข กถํ นุ โขติ กจฺจิสฺสุ ฯ เตติ ยญฺญยชกา ฯ ภควาติ คารวาธิวจนเมตํ ฯเปฯ สจฺฉิกา ปญฺญตฺติ ยทิทํ ภควาติ กจฺจิสฺสุ เต ภควา ฯ ยญฺญปเถ อปฺปมตฺตาติ ยญฺโญเยว วุจฺจติ ยญฺญปโถ ฯ ยถา อริยมคฺโค อริยปโถ เทวมคฺโค เทวปโถ พฺรหฺมมคฺโค พฺรหฺมปโถ เอวเมว ยญฺโญเยว วุจฺจติ ยญฺญปโถ ฯ {๑๓๐.๑} อปฺปมตฺตาติ ยญฺญปเถ อปฺปมตฺตา ลกฺกจฺจการิโน สาตจฺจการิโน อฏฺฐิตการิโน อโนลีนวุตฺติโน อนิกฺขิตฺตจฺฉนฺทา อนิกฺขิตฺตธุรา ตจฺจริตา ตพฺพหุลา ตคฺครุกา ตนฺนินฺนา ตปฺโปณา ตปฺปพฺภารา ตทธิมุตฺตา ตทาธิปเตยฺยาติ ยญฺญปเถ อปฺปมตฺตา ฯ เยปิ ยญฺญํ เอสนฺติ คเวสนฺติ ปริเยสนฺติ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสน- คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารํ อนฺนํ ปานํ วตฺถํ ยานํ มาลาคนธํ วิเลปนํ เสยฺยาวสถํ ปทีเปยฺยํ สกฺกจฺจการิโน ฯเปฯ ตทาธิปเตยฺยา เตปิ ยญฺญปเถ อปฺปมตฺตา ฯ เยปิ ยญฺญํ อภิสงฺขโรนฺติ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสน- คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารํ อนฺนํ ปานํ วตฺถํ ยานํ มาลาคนฺธํ วิเลปนํ เสยฺยาวสถํ ปทีเปยฺยํ สกฺกจฺจการิโน ฯเปฯ ตทาธิปเตยฺยา ปเตปิ ยญฺญปเถ อปฺปมตฺตา ฯ เยปิ ยญฺญํ เทนฺติ ยชนฺติ ปริจฺจชนฺติ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารํ อนฺนํ ปานํ วตฺถํ ยานํ มาลาคนฺธํ วิเลปนํ เสยฺยาวสถํ ปทีเปยฺยํ สกฺกจฺจการิโน ฯเปฯ ตทาธิปเตยฺยา เตปิ ยญฺญปเถ อปฺปมตฺตาติ กจฺจิสฺสุ เต ภควา ยญฺญปเถ อปฺปมตฺตา ฯ

คำว่า เยเกจิเม ในอุเทศว่า เยเกจิเม อิสโย มนุชา ดังนี้ ฯลฯ คำว่า กจฺจิสุ เต ภควา ยญฺญปเถ อปฺปมตฺตา ความว่า การถามเพื่อตัดความสงสัย การถามเพื่อตัดความเคลือบแคลง การถามเพื่อตัดความมีใจเป็นสอง การถามโดยไม่ใช่ส่วนเดียว เรื่องนี้เป็นอย่างนี้หรือหนอแล หรือไม่เป็นอย่างนี้ เรื่องนี้เป็นไฉน หรือเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า บ้างหรือ. คำว่า เต ความว่า ผู้บูชายัญ. คำว่า ภควา เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯลฯ คำว่า ภควานี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค บุคคลพวกนั้น ... บ้างหรือ. คำว่า ไม่ประมาทแล้วในทางยัญ ความว่า ยัญนั้นแหละท่านกล่าวว่าทางยัญ อริยมรรคทางอริยะ มรรคเทวดา ทางเทวดา มรรคพรหม ทางพรหม ฉันใด ยัญนั่นแหละ ท่านกล่าวว่าทางยัญ ฉันนั้นเหมือนกัน. คำว่า ไม่ประมาทแล้ว ความว่า ไม่ประมาทแล้ว คือ ทำโดยความเคารพ ทำติดต่อ ทำไม่หยุด มีความประพฤติไม่ย่อหย่อน ไม่ทอดฉันทะ ไม่ทอดธุระในทางยัญ คือ ประพฤติอยู่ในทางยัญนั้น มากอยู่ในทางยัญนั้น หนักอยู่ในทางยัญนั้น น้อมไปในทางยัญนั้น โอนไปในทางยัญนั้น เงื้อมไปในทางยัญนั้น น้อมใจไปในทางยัญนั้น มีทางยัญนั้นเป็นใหญ่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่ประมาทแล้วในทางยัญ. แม้ชนเหล่าใดแสวงหาสืบหา เสาะหายัญ คือ จีวร ... เครื่องประทีป เป็นผู้กระทำโดยเคารพ ฯลฯ มีทางยัญนั้นเป็นใหญ่ แม้ชนเหล่านั้นเป็นผู้ไม่ประมาทแล้วในทางยัญ. แม้ชนเหล่าใดจัดแจงยัญ คือ จีวร ... แม้ชนเหล่านั้น เป็นผู้ไม่ประมาทแล้วในทางยัญ. แม้ชนเหล่าใดย่อมให้ ย่อมบูชา ย่อมบริจาคยัญ คือ จีวร ... แม้ชนเหล่านั้นเป็นผู้ไม่ประมาทแล้วในทางยัญ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ผู้บูชายัญเหล่านั้น ไม่ประมาทในทางยัญ ... บ้างหรือ.

ข้อ ๑๓๑

อตารุํ ชาติญฺจ ชรญฺจ มาริสาติ ชาติชรามรณํ อตารึสุ อุตฺตรึสุ ปตรึสุ สมติกฺกมึสุ วีติวตฺตึสุ ฯ มาริสาติ ปิยวจนํ ครุวจนํ สคารวสปฺปติสฺสาธิวจนเมตํ มาริสาติ อตารุํ ชาติญฺจ ชรญฺจ มาริส ฯ

คำว่า "อตารุํ ชาติญฺจ มาริส" ความว่า ผู้บูชายัญเหล่านั้นได้ข้าม พ้นแล้ว คือ ข้ามขึ้นแล้ว ข้ามทั่วแล้ว ก้าวล่วงแล้ว ล่วงไปแล้วซึ่งชาติ ชรา และมรณะ. คำว่า มาริส เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ คำว่า มาริส นี้ เป็นเครื่องกล่าวเป็นไปกับด้วยความเคารพและความยำเกรง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระผู้มี-*พระภาคผู้นิรทุกข์ ผู้บูชายัญเหล่านั้น ได้ข้ามพ้นแล้วซึ่งชาติและชรา.

ข้อ ๑๓๒

ปุจฺฉามิ ตํ ภควา พฺรูหิ เม ตนฺติ ปุจฺฉามิ ตนฺติ ปุจฺฉามิ ตํ ยาจามิ ตํ อชฺเฌสามิ ตํ ปสาเทมิ ตํ กถสฺสุ เมติ ปุจฺฉามิ ตํ ฯ ภควาติ คารวาธิวจนเมตํ ฯเปฯ สจฺฉิกา ปญฺญตฺติ ยทิทํ ภควาติ ฯ พฺรูหิ เม ตนฺติ พฺรูหิ อาจิกฺขาหิ เทเสหิ ปญฺญเปหิ ปฏฺฐเปหิ วิวราหิ วิภชาหิ อุตฺตานีกโรหิ ปกาเสหีติ ปุจฺฉามิ ตํ ภควา พฺรูหิ เม ตํ ฯ เตนาห โส พฺราหฺมโณ เยเกจิเม อิสโย มนุชา (อิจฺจายสฺมา ปุณฺณโก) ขตฺติยา พฺราหฺมณา เทวตานํ ยญฺญมกปฺปึสุ ปุถูธ โลเก กจฺจิสฺสุ เต ภควา ยญฺญปเถ อปฺปมตฺตา อตารุํ ชาติญฺจ ชรญฺจ มาริส ปุจฺฉามิ ตํ ภควา พฺรูหิ เมตนฺติ ฯ

คำว่า ปุจฺฉามิ ตํ ในอุเทศว่า "ปุจฺฉามิ ตํ ภควา พฺรูหิ เม ตํ" ดังนี้ ความว่า ข้าพระองค์ขอทูลถาม คือ ขอทูลวิงวอน ขอเชิญ ขอให้ทรงประสาท ขอจงตรัสบอกปัญหานั้น แก่ข้าพระองค์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น คำว่า ภควา นั้นเป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯลฯ คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ คำว่า พฺรูหิ เม ตํความว่า ขอพระองค์จงตรัส คือ ขอจงบอก ขอจงแสดง ขอจงบัญญัติ ขอจงแต่งตั้ง ขอจงเปิดเผย ขอจงจำแนก ขอจงทำให้ตื้น ขอจงทรงประกาศ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น. ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์. เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า มนุษย์ กษัตริย์ พราหมณ์ พวกใดพวกหนึ่ง มีเป็นอันมาก ในโลกนี้ แสวงหาแล้วซึ่งยัญแก่เทวดาทั้งหลาย. ข้าแต่ พระผู้- มีพระภาคผู้นิรทุกข์ ผู้บูชายัญเหล่านั้นไม่ประมาทแล้วในทางยัญ ได้ข้ามพ้นแล้วซึ่งชาติและชราบ้างหรือ, ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น. ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้น แก่ข้าพระองค์.

ข้อ ๑๓๓

อาสึสนฺติ โถมยนฺติ (อภิชปฺปนฺติ) ชุหนฺติ (ปุณฺณกาติ ภควา) กามาภิชปฺปนฺติ ปฏิจฺจ ลาภํ เต ยาชโยคา ภวราครตฺตา นาตรึสุ ชาติชรนฺติ พฺรูมิ ฯ

(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรปุณณกะ) ชนทั้งหลายย่อมหวัง ย่อมชม (ย่อมชอบ) ย่อมบูชา อาศัย ลาภแล้ว ย่อมชอบกามทั้งหลาย. เราย่อมกล่าวว่า ชนเหล่านั้น ประกอบการบูชายัญ กำหนัดแล้วด้วยความกำหนัดในภพ ไม่ ข้ามพ้นชาติและชราไปได้.

ข้อ ๑๓๔

อาสึสนฺติ โถมยนฺติ อภิชปฺปนฺติ ชุหนฺตีติ อาสึสนฺตีติ รูปปฏิลาภํ อาสึสนฺติ สทฺทปฏิลาภํ อาสึสนฺติ คนฺธปฏิลาภํ อาสึสนฺติ รสปฏิลาภํ อาสึสนฺติ โผฏฺฐพฺพปฏิลาภํ อาสึสนฺติ ปุตฺตปฏิลาภํ อาสึสนฺติ ทารปฏิลาภํ อาสึสนฺติ ธนปฏิลาภํ อาสึสนฺติ ยสปฏิลาภํ อาสึสนฺติ อิสฺสริยปฏิลาภํ อาสึสนฺติ ขตฺติยมหาสาลกุเล อตฺตภาวปฏิลาภํ อาสึสนฺติ พฺราหฺมณ- มหาสาลกุเล คหปติมหาสาลกุเล จาตุมฺมหาราชิเกสุ เทเวสุ ฯเปฯ พฺรหฺมกายิเกสุ เทเวสุ อตฺตภาวปฏิลาภํ อาสึสนฺติ สาทิยนฺติ ปตฺถยนฺติ ปิหยนฺตีติ อาสึสนฺติ ฯ {๑๓๔.๑} โถมยนฺตีติ ยญฺญํ วา โถเมนฺติ ผลํ วา โถเมนฺติ ทกฺขิเณยฺยํ วา โถเมนฺติ ฯ กถํ ยญฺญํ โถเมนฺติ ฯ ปิยํ ทินฺนํ มนาปํ ทินฺนํ ปณีตํ ทินฺนํ กปฺปิยํ ทินฺนํ วิเจยฺยํ ทินฺนํ อนวชฺชํ ทินฺนํ อภิณฺหํ ทินฺนํ ททํ จิตฺตํ ปสาทิตนฺติ โถเมนฺติ กิตฺเตนฺติ วณฺเณนฺติ ปสํสนฺติ เอวํ ยญฺญํ โถเมนฺติ ฯ กถํ ผลํ โถเมนฺติ ฯ อิโตนิทานํ รูปปฏิลาโภ ภวิสฺสติ สทฺทปฏิลาโภ ภวิสฺสติ คนฺธปฏิลาโภ ภวิสฺสติ รสปฏิลาโภ ภวิสฺสติ โผฏฺฐพฺพปฏิลาโภ ภวิสฺสติ ขตฺติยมหาสาลกุเล พฺราหฺมณ- มหาสาลกุเล ฯเปฯ พฺรหฺมกายิเกสุ เทเวสุ อตฺตภาวปฏิลาโภ ภวิสฺสตีติ โถเมนฺติ กิตฺเตนฺติ วณฺเณนฺติ ปสํสนฺติ เอวํ ผลํ โถเมนฺติ ฯ กถํ ทกฺขิเณยฺยํ โถเมนฺติ ฯ {๑๓๔.๒} ทกฺขิเณยฺยา ชาติสมฺปนฺนา โคตฺตสมฺปนฺนา อชฺฌายกา มนฺตธรา ติณฺณํ เวทานํ ปารคู สนิฆณฺฑุเกตุภานํ อกฺขรปฺปเภทานํ อิติหาสปญฺจมานํ ปทกา เวยฺยากรณา โลกายตนมหาปุริสลกฺขเณสุ อนวยา วีตราคา ราควินยาย วา ปฏิปนฺนา วีตโทสา โทสวินยาย วา ปฏิปนฺนา วีตโมหา โมหวินยาย วา ปฏิปนฺนา สทฺธาสมฺปนฺนา สีลสมฺปนฺนา สมาธิสมฺปนฺนา ปญฺญาสมฺปนฺนา วิมุตฺติสมฺปนฺนา วิมุตฺติญาณทสฺสนสมฺปนฺนาติ โถเมนฺติ กิตฺเตนฺติ วณฺเณนฺติ ปสํสนฺติ เอวํ ทกฺขิเณยฺยํ โถเมนฺตีติ อาสึสนฺติ โถมยนฺติ ฯ {๑๓๔.๓} อภิชปฺปนฺตีติ รูปปฏิลาภํ อภิชปฺปนฺติ สทฺทปฏิลาภํ อภิชปฺปนฺติ คนฺธปฏิลาภํ อภิชปฺปนฺติ รสปฏิลาภํ อภิชปฺปนฺติ โผฏฺฐพฺพชปฺปฏิลาภํ อภิชปฺปนฺติ ขตฺติยมหาสาลกุเล อตฺตภาวปฏิลาภํ อภิชปฺปนฺติ ฯเปฯ พฺรหฺมกายิเกสุ เทเวสุ อตฺตภาวปฏิลาภํ อภิชปฺปนฺตีติ อาสึสนฺติ โถมยนฺติ อภิชปฺปนฺติ ฯ {๑๓๔.๔} ชุหนฺตีติ ชุหนฺติ เทนฺติ ยชนฺติ ปริจฺจชนฺติ จีวรปิณฺฑปาต- เสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารํ อนฺนํ ปานํ วตฺถํ ยานํ มาลาคนฺธํ วิเลปนํ เสยฺยาวสถํ ปทีเปยฺยนฺติ อาสึสนฺติ โถมยนฺติ อภิชปฺปนฺติ ชุหนฺติ ฯ ปุณฺณกาติ ภควาติ ปุณฺณกาติ ภควา ตํ พฺราหฺมณํ นาเมน อาลปติ ฯ ภควาติ คารวาธิวจนเมตํ ฯเปฯ ยทิทํ ภควาติ ปุณฺณกาติ ภควา ฯ

คำว่า อาสึสนฺติ ในอุเทศว่า อาสึสนฺติ โถมยนฺติ อภิชปฺปนฺติ ชุหนฺติ ดังนี้ ความว่า หวังได้รูป หวังได้เสียง หวังได้กลิ่น หวังได้รส หวังได้โผฏฐัพพะ หวังได้บุตร หวังได้ภรรยา หวังได้ทรัพย์ หวังได้ยศ หวังได้ความเป็นใหญ่ หวังได้อัตภาพในสกุลกษัตริย์มหาศาล หวังได้อัตภาพในสกุลพราหมณ์มหาศาล หวังได้อัตภาพในสกุลคฤหบดีมหาศาลหวังได้อัตภาพในเทวดาชาวจาตุมหาราชิก ฯลฯ หวัง ยินดี ปรารถนา รักใคร่การได้อัตภาพในเทวดาที่นับเนื่องในหมู่พรหม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมหวัง. คำว่า ย่อมชม ความว่า ย่อมชมยัญบ้าง ย่อมชมผลบ้าง ย่อมชมทักขิไณยบุคคลบ้าง. ย่อมชมยัญอย่างไร? ย่อมชม คือ ยกย่อง พรรณนา สรรเสริญว่า เราให้ของรักเราให้ของเจริญใจ เราให้ของประณีต เราให้ของที่ควร เราเลือกให้ เราให้ของไม่มีโทษ เราให้เนืองๆ เมื่อกำลังให้ จิตก็เลื่อมใส ย่อมชมยัญ อย่างนี้. ย่อมชมผลอย่างไร ย่อมชม ยกย่อง พรรณนา สรรเสริญว่า เพราะยัญนี้เป็นเหตุจักได้รูป ... จักได้โผฏฐัพพะ จักได้อัตภาพในสกุลกษัตริย์มหาศาล ฯลฯ จักได้อัตภาพในเทวดาที่นับเนื่องในหมู่พรหม ย่อมชมผลอย่างนี้. ย่อมชมทักขิไณยบุคคลอย่างไร? ย่อมชม ยกย่องพรรณนา สรรเสริญว่า พระทักขิไณยบุคคลเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยชาติ ถึงพร้อมด้วยโคตร เป็นผู้ชำนาญมนต์ ทรงมนต์ เรียนจบไตรเพท พร้อมด้วยคัมภีร์นิฆัณฑุศาสตร์และเกตุภศาสตร์ เป็นประเภทอักขระ มีคัมภีร์อิติหาสเป็นที่ห้า เป็นผู้เข้าใจตัวบท เข้าใจไวยากรณ์ ชำนาญในคัมภีร์โลกายตนะและตำราทำนายมหาบุรุษลักษณะ เป็นผู้ปราศจากราคะบ้าง ปฏิบัติเพื่อกำจัดราคะบ้างเป็นผู้ปราศจากโทสะบ้าง ปฏิบัติเพื่อกำจัดโทสะบ้าง เป็นผู้ปราศจากโมหะบ้าง ปฏิบัติเพื่อกำจัดโมหะบ้าง ถึงพร้อมด้วยศรัทธา ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุตติญาณทัสสนะ ย่อมชมทักขิไณยบุคคลอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมหวัง ย่อมชม. คำว่า อภิชปฺปนฺติ ความว่า ย่อมชอบการได้รูป ... ชอบการได้โผฏฐัพพะ ชอบการได้อัตภาพในสกุลกษัตริย์มหาศาล ฯลฯ ชอบการได้อัตภาพในเทวดาผู้นับเนื่องในหมู่พรหม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมหวัง ย่อมชม ย่อมชอบ. คำว่า ชุหนฺติ ความว่า ย่อมบูชา คือ ย่อมให้ ย่อมสละ ย่อมบริจาค ซึ่งจีวร ... เครื่องประทีป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมหวัง ย่อมชม ย่อมชอบ ย่อมบูชา. คำว่า ปุณฺณกาติ ภควา ความว่า พระผู้มีพระภาค ย่อมตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า ปุณณกะ. คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรปุณณกะ.

ข้อ ๑๓๕

กามาภิชปฺปนฺติ ปฏิจฺจ ลาภนฺติ รูปปฏิลาภํ ปฏิจฺจ กาเม อภิชปฺปนฺติ สทฺทปฏิลาภํ ปฏิจฺจ กาเม อภิชปฺปนฺติ ฯเปฯ พฺรหฺมกายิเกสุ เทเวสุ อตฺตภาวปฏิลาภํ ปฏิจฺจ กาเม อภิชปฺปนฺติ ชปฺปนฺติ ปชปฺปนฺตีติ กามาภิชปฺปนฺติ ปฏิจฺจ ลาภํ ฯ

คำว่า อาศัยลาภแล้วย่อมชอบกามทั้งหลาย ความว่า อาศัยการได้รูปแล้วย่อมชอบกามทั้งหลาย ฯลฯ อาศัยการได้อัตภาพในเทวดาผู้นับเนื่องในหมู่พรหมแล้ว ย่อมชอบ คือยินดี ปรารถนากามทั้งหลาย เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อาศัยลาภแล้วย่อมชอบกามทั้งหลาย.

ข้อ ๑๓๖

เต ยาชโยคา ภวราครตฺตา นาตรึสุ ชาติชรนฺติ พฺรูมีติ เตติ ยญฺญยชกา ฯ ยาชโยคาติ ยาเคสุ ยุตฺตา อายุตฺตา สมายุตฺตา ตจฺจริตา ตพฺพหุลา ตคฺครุกา ตนฺนินฺนา ตปฺโปณา ตปฺปพฺภารา ตทธิมุตฺตา ตทาธิปเตยฺยาติ เต ยาชโยคา ฯ ภวราครตฺตาติ ภวราโค วุจฺจติ ตณฺหา โย ภเวสุ ภวจฺฉนฺโท ภวราโค ภวนนฺทิ ภวตณฺหา ภวสิเนโห ภวปิปาสา ภวปริฬาโห ภวมุจฺฉา ภวชฺโฌสานํ ภวราเคน ภเวสุ รตฺตา คธิตา มุจฺฉิตา อชฺโฌปนฺนา ลคฺคา ลคฺคิตา ปลิพุทฺธาติ เต ยาชโยคา ภวราครตฺตา ฯ นาตรึสุ ชาติชรนฺติ พฺรูมีติ เต ยาชโยคา ภวราครตฺตา ชาติชรามรณํ น ตรึสุ น อุตฺตรึสุ น ปตรึสุ น สมติกฺกมึสุ น วีติวตฺตึสุ ชาติชรามรณา อนิกฺขนฺตา อนิสฺสฏฺฐา อนติกฺกนฺตา อสมติกฺกนฺตา อวีติวตฺตา อนฺโตชาติชรามรเณ ปริวตฺตนฺติ อนฺโตสํสารปเถ ปริวตฺตนฺติ ชาติยา อนุคตา ชราย อนุสฏา พฺยาธินา อภิภูตา มรเณน อพฺภาหตา อตาณา อเลณา อสรณา อสรณีภูตาติ พฺรูมิ อาจิกฺขามิ เทเสมิ ปญฺญเปมิ ปฏฺฐเปมิ วิวรามิ วิภชามิ อุตฺตานีกโรมิ ปกาเสมีติ เต ยาชโยคา ภวราครตฺตา นาตรึสุ ชาติชรนฺติ พฺรูมิ ฯ เตนาห ภควา อาสึสนฺติ โถมยนฺติ (อภิชปฺปนฺติ) ชุหนฺติ (ปุณฺณกาติ ภควา) กามาภิชปฺปนฺติ ปฏิจฺจ ลาภํ เต ยาชโยคา ภวราครตฺตา นาตรึสุ ชาติชรนฺติ พฺรูมีติ ฯ

คำว่า เต ในอุเทศว่า "เต ยาชโยคา ภวราครตฺตา นาตรึสุ ชาติชรนฺติ พฺรูมิ" ดังนี้ ความว่า ผู้บูชายัญ. คำว่า ยาชโยคา ความว่า ผู้ประกอบ คือ ประกอบทั่ว ประกอบทั่วด้วยดี ในการบูชาทั้งหลาย คือ ประพฤติในการบูชา มากอยู่ในการบูชา หนักอยู่ในการบูชา เอนไปในการบูชา โอนไปในการบูชา เงื้อมไปในการบูชา น้อมใจไปในการบูชา มีการบูชาเป็นใหญ่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ชนทั้งหลายผู้ประกอบในการบูชายัญเหล่านั้น. คำว่า ภวราครตฺตา ความว่า ตัณหาท่านเรียกว่า ภวราคะ (อนึ่ง) ความพอใจในภพความกำหนัดในภพ ความเพลิดเพลินในภพ ตัณหาในภพ ความเยื่อใยในภพ ความกระหายในภพ ความเร่าร้อนในภพ ความลุ่มหลงในภพ ความหมกมุ่นในภพ ในภพทั้งหลาย เรียกว่าภวราคะ ผู้บูชายัญเหล่านั้นกำหนัดแล้ว คือ ติดใจ หลงใหล หมกมุ่น ข้อง เกี่ยวข้องพัวพันแล้วในภพทั้งหลายด้วยความกำหนัดในภพ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้บูชายัญเหล่านั้นประกอบในการบูชา ยินดีแล้วด้วยภวราคะ. คำว่า นาตรึสุ ชาติชรนฺติ พฺรูมิ ความว่า เราย่อมกล่าว คือ ย่อมบอก ย่อมแสดงย่อมบัญญัติ ย่อมแต่งตั้ง ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนก ย่อมทำให้ตื้น ย่อมประกาศว่า ผู้บูชายัญเหล่านั้น ประกอบในการบูชา กำหนัดแล้วด้วยภวราคะ ไม่ข้าม คือ ไม่ข้ามขึ้น ไม่ข้ามพ้นไม่ก้าวล่วง ไม่เป็นไปล่วงซึ่งชาติ ชรา และมรณะ คือ เป็นผู้ไม่ออก ไม่สลัดออก ไม่ล่วงไม่พ้น ไม่เป็นไปล่วงจากชาติ ชรา และมรณะ ย่อมวนเวียนอยู่ภายในชาติ ชรา และมรณะย่อมวนเวียนอยู่ภายในทางสงสาร เป็นผู้เป็นไปตามชาติ อันชราแล่นตาม พยาธิก็ครอบงำมรณะห้ำหั่น ไม่มีที่ต้านทาน ไม่มีที่ซ่อนเร้น ไม่มีอะไรเป็นสรณะ ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เราย่อมกล่าวว่า ผู้บูชายัญเหล่านั้น ประกอบในการบูชา ยินดีด้วยภวราคะไม่ข้ามพ้นซึ่งชาติ ชรา และมรณะไปได้. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ดูกรปุณณกะ ชนทั้งหลายย่อมหวัง ย่อมชม (ย่อมชอบ) ย่อมบูชา อาศัยลาภแล้ว ย่อมชอบกามทั้งหลาย. เราย่อม กล่าวว่า ชนเหล่านั้นประกอบการบูชายัญ กำหนัดแล้ว ด้วยความกำหนัดในภพ ไม่ข้ามพ้นชาติและชราไปได้.

ข้อ ๑๓๗

เต เจ นาตรึสุ ยาชโยคา (อิจฺจายสฺมา ปุณฺณโก) ยญฺเญหิ ชาติญฺจ ชรญฺจ มาริส อถ โก จรหิ เทวมนุสฺสโลเก อตาริ ชาติญฺจ ชรญฺจ มาริส ปุจฺฉามิ ตํ ภควา พฺรูหิ เม ตํ ฯ

(ท่านปุณณกะทูลถามว่า) ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ถ้าชนเหล่านั้น ประกอบด้วยการบูชา ด้วยยัญทั้งหลาย ไม่ข้ามพ้นชาติและชราไปได้. ข้าแต่พระองค์ ผู้นิรทุกข์ เมื่อเป็นดังนี้ บัดนี้ ใครเล่าในเทวโลกและมนุษยโลก ได้ข้ามพ้นชาติและชรา. ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ ขอทูลถามปัญหานั้น ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้นแก่ ข้าพระองค์.

ข้อ ๑๓๘

เต เจ นาตรึสุ ยาชโยคาติ เต ยญฺญยชกา ยาชโยคา ภวราครตฺตา ชาติชรามรณํ นาตรึสุ น อุตฺตรึสุ น ปตรึสุ น สมติกฺกมึสุ น วีติวตฺตึสุ ชาติชรามรณา อนิกฺขนฺตา อนิสฺสฏฺฐา อนติกฺกนฺตา อสมติกฺกนฺตา อวีติวตฺตา อนฺโตชาติชรามรเณ ปริวตฺตนฺติ อนฺโตสํสารปเถ ปริวตฺตนฺติ ชาติยา อนุคตา ชราย อนุสฏา พฺยาธินา อภิภูตา มรเณน อพฺภาหตา อตาณา อเลณา อสรณา อสรณีภูตาติ เต เจ นาตรึสุ ยาชโยคา ฯ อิจฺจายสฺมา ปุณฺณโกติ อิจฺจาติ ปทสนฺธิ ฯเปฯ อายสฺมา ปุณฺณโกติ ฯ

คำว่า เต เจ นาตรึสุ ยาชโยคา ความว่า ผู้บูชายัญเหล่านั้นประกอบในการบูชา กำหนัดแล้วด้วยความกำหนัดในภพ ไม่ข้าม คือ ไม่ข้ามขึ้น ไม่ข้ามพ้น ไม่ก้าวล่วงไม่เป็นไปล่วง ซึ่งชาติ ชรา และมรณะ คือ เป็นผู้ไม่ออก ไม่สลัดออก ไม่ล่วง ไม่พ้นไม่เป็นไปล่วง จากชาติ ชรา และมรณะ ย่อมวนเวียนอยู่ภายในชาติชราและมรณะ ย่อมวนเวียนอยู่ภายในทางสงสาร เป็นผู้เป็นไปตามชาติ อันชราแล่นตาม พยาธิครอบยำ มรณะห้ำหั่น ไม่มีที่ต้านทาน ไม่มีที่ซ่อนเร้น ไม่มีอะไรเป็นสรณะ ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่ง เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ถ้าชนเหล่านั้นประกอบในการบูชา ไม่ข้ามพ้น. คำว่า อิติ ในอุเทศว่า อิจจายสฺมา ปุณฺณโก เป็นบทสนธิ ฯลฯ ท่านปุณณกะ.

ข้อ ๑๓๙

ยญฺเญหิ ชาติญฺจ ชรญฺจ มาริสาติ ยญฺเญหิ ปหุเตหิ ยญฺเญหิ วิวิเธหิ ยญฺเญหิ ปุถูหิ ฯ มาริสาติ ปิยวจนํ ครุวจนํ สคารวสปฺปติสฺสาธิวจนเมตํ มาริสาติ ยญฺเญหิ ชาติญฺจ ชรญฺจ มาริส ฯ

คำว่า ยญฺเญหิ ชาติญฺจ ชรญฺจ มาริส ความว่า ด้วยยัญเป็นอันมาก คือ ด้วยยัญต่างๆ ชนิด ด้วยยัญมากมาย. คำว่า มาริส เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ. คำว่า มาริส นี้ เป็นเครื่องกล่าวเป็นไปกับด้วยความเคารพและความยำเกรง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ยญฺเญหิ ชาติญฺจ ชรญฺจ มาริส.

ข้อ ๑๔๐

อถ โก จรหิ เทวมนุสฺสโลเก อตาริ ชาติญฺจ ชรญฺจ มาริสาติ อถ โก เอโส สเทวเก โลเก สมารเก สพฺรหฺมเก สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย สเทวมนุสฺสาย ชาติชรามรณํ อตาริ อุตฺตริ ปตริ สมติกฺกมิ วีติวตฺตยิ ฯ มาริสาติ ปิยวจนํ ครุวจนํ สคารวสปฺปติสฺสาธิวจนเมตํ มาริสาติ อถ โก จรหิ เทวมนุสฺสโลเก อตาริ ชาติญฺจ ชรญฺจ มาริส ฯ

คำว่า อถ โก จรหิ เทวมนุสฺสโลเก อตาริ ชาติญฺจ ชรญฺจ มาริส ความว่าเมื่อเป็นดังนั้น ใครเล่าในโลก พร้อมทั้งเทวโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ ข้ามแล้ว คือ ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง เป็นไปล่วง ซึ่งชาติ ชราและมรณะ? คำว่า มาริส เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ คำว่า มาริสนี้ เป็นเครื่องกล่าวเป็นไปกับด้วยความเคารพยำเกรง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ เมื่อเป็นดังนั้น ในบัดนี้ ใครเล่า ในเทวโลกและมนุษยโลก ได้ข้ามพ้นชาติและชราไปได้?

ข้อ ๑๔๑

ปุจฺฉามิ ตํ ภควา พฺรูหิ เม ตนฺติ ปุจฺฉามิ ตนฺติ ปุจฺฉามิ ตํ ยาจามิ ตํ อชฺเฌสามิ ตํ ปสาเทมิ ตํ กถสฺสุ เมติ ปุจฺฉามิ ตํ ฯ ภควาติ สคารวาธิวจนเมตํ ฯเปฯ สจฺฉิกา ปญฺญตฺติ ยทิทํ ภควาติ ฯ พฺรูหิ เม ตนฺติ พฺรูหิ อาจิกฺขาหิ เทเสหิ ปญฺญเปหิ ปฏฺฐเปหิ วิวราหิ วิภชาหิ อุตฺตานีกโรหิ ปกาเสหีติ ปุจฺฉามิ ตํ ภควา พฺรูหิ เม ตํ ฯ เตนาห โส พฺราหฺมโณ เต เจ นาตรึสุ ยาชโยคา (อิจฺจายสฺมา ปุณฺณโก) ยญฺเญหิ ชาติญฺจ ชรญฺจ มาริส อถ โก จรหิ เทวมนุสฺสโลเก อตาริ ชาติญฺจ ชรญฺจ มาริส ปุจฺฉามิ ตํ ภควา พฺรูหิ เม ตนฺติ ฯ

คำว่า ปุจฺฉามิ ตํ ภควา พฺรูหิ เม ตํ ความว่า ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานี้นั้น คือ ขอวิงวอน ขอเชื้อเชิญ ขอให้ทรงประสาทปัญหานั้น. ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น. คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวเป็นไปกับด้วยความเคารพ ฯลฯ คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ. คำว่า ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้น แก่ข้าพระองค์ ความว่า ขอพระองค์จงตรัสบอก ... ขอจงประกาศ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น. ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์. เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ถ้าชนเหล่านั้น ประกอบในการ บูชาด้วยยัญทั้งหลาย ไม่ข้ามพ้นชาติและชราไปได้. ข้าแต่ พระองค์ผู้นิรทุกข์ เมื่อเป็นดังนี้ ใครเล่าในเทวโลกและ มนุษยโลก ได้ข้ามพ้นชาติและชรา? ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น. ขอพระองค์จงตรัสบอก ปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์.

ข้อ ๑๔๒

สงฺขาย โลกสฺมึ ปโรปรานิ (ปุณฺณกาติ ภควา) ยสฺสิญฺชิตํ นตฺถิ กุหิญฺจิ โลเก สนฺโต วิธูโม อนิโฆ นิราโส อตาริ โส ชาติชรนฺติ พฺรูมิ ฯ

(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรปุณณกะ) เราย่อมกล่าวว่า ความหวั่นไหวในโลกไหนๆ มิได้มีแก่ พระอรหันตขีณาสพใด เพราะทราบฝั่งนี้และฝั่งโน้นในโลก พระอรหันตขีณาสพนั้น เป็นผู้สงบ ขจัดทุจริต เพียงดัง ว่าควัน ไม่มีทุกข์ ไม่มีความหวัง ได้ข้ามแล้ว ซึ่งชาติ และชรา.

ข้อ ๑๔๓

สงฺขาย โลกสฺมึ ปโรปรานีติ สงฺขา วุจฺจติ ญาณํ ยา ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ ฯ ปโรปรานีติ โอปารํ วุจฺจติ มนุสฺสโลโก ปารํ วุจฺจติ เทวโลโก โอปารํ วุจฺจติ กามธาตุ ปารํ วุจฺจติ รูปธาตุ อรูปธาตุ โอปารํ วุจฺจติ กามธาตุ รูปธาตุ ปารํ วุจฺจติ อรูปธาตุ ฯ สงฺขาย โลกสฺมึ ปโรปรานีติ ปโรปรานิ อนิจฺจโต สงฺขาย ทุกฺขโต โรคโต คณฺฑโต สลฺลโต ฯเปฯ อนิสฺสรณโต สงฺขาย ชานิตฺวา ตุลยิตฺวา ตีรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวาติ สงฺขาย โลกสฺมึ ปโรปรานิ ฯ ปุณฺณกาติ ภควาติ ปุณฺณกาติ ภควา ตํ พฺราหฺมณํ นาเมน อาลปติ ฯ ภควาติ คารวาธิวจนเมตํ ฯเปฯ ยทิทํ ภควาติ ปุณฺณกาติ ภควา ฯ

ญาณ ปัญญา ความรู้ทั่ว ฯลฯ ความไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิตรัสว่า สังขา ในอุเทศว่า "สงฺขาย โลกสฺมึ ปโรปรานิ". คำว่า ปโรปรานิ ความว่า มนุษยโลกตรัสว่าฝั่งนี้. เทวโลกตรัสว่าฝั่งโน้น. กามธาตุตรัสว่าฝั่งนี้. รูปธาตุและอรูปธาตุตรัสว่าฝั่งโน้น. กามธาตุ รูปธาตุ ตรัสว่าฝั่งนี้. อรูปธาตุตรัสว่าฝั่งโน้น. คำว่า สงขาย โลกสฺมึ ปโรปรานิ ความว่า เพราะทราบ คือ รู้เทียบเคียง พิจารณาให้แจ่มแจ้ง ทำให้ปรากฏ ซึ่งฝั่งนี้และฝั่งโน้น โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรคเป็นดังหัวฝี เป็นดังลูกศร ฯลฯ โดยไม่มีอุบายเครื่องสลัดออกได้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าเพราะทราบฝั่งโน้นและฝั่งนี้ในโลก. คำว่า ปุณฺณกาติ ภควา ความว่า พระผู้มีพระภาคย่อมตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่าปุณณกะ. คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯลฯ คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติเพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรปุณณกะ.

ข้อ ๑๔๔

ยสฺสิญฺชิตํ นตฺถิ กุหิญฺจิ โลเกติ ยสฺสาติ อรหโต ขีณาสวสฺส ฯ อิญฺชิตนฺติ ตณฺหิญฺชิตํ ทิฏฺฐิญฺชิตํ กิเลสิญฺชตํ มานิญฺชิตํ กมฺมิญฺชิตํ ฯ ยสฺสิเม อิญฺชิตา นตฺถิ น สํวิชฺชนฺติ นุปลพฺภนฺติ ปหีนา สมุจฺฉินฺนา วูปสนฺตา ปฏิปฺปสฺสทฺธา อภพฺพุปฺปตฺติกา ญาณคฺคินา ทฑฺฒา ฯ กุหิญฺจีติ กุหิญฺจิ กิมฺหิจิ กตฺถจิ อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา อชฺฌตฺตพหิทฺธา วา ฯ โลเกติ อปายโลเก ฯเปฯ อายตนโลเกติ ยสฺสิญฺชิตํ นตฺถิ กุหิญฺจิ โลเก ฯ

คำว่า ยสฺส ในอุเทศว่า ยสฺสิญฺชิตํ นตฺถิ กุหิญฺจิ โลเก" ดังนี้ ได้แก่ พระอรหันตขีณาสพ. คำว่า อิญฺชิตํ คือความหวั่นไหวเพราะตัณหา ความหวั่นไหวเพราะทิฏฐิความหวั่นไหวเพราะกิเลส ความหวั่นไหวเพราะมานะ ความหวั่นไหวเพราะกรรม ความหวั่นไหวเหล่านั้นไม่มี คือ ไม่ปรากฏ ไม่ประจักษ์ แก่พระอรหันตขีณาสพใด คือ ความหวั่นไหวเหล่านี้ พระอรหันตขีณาสพใด ละได้แล้ว ตัดขาดแล้ว สงบแล้ว ระงับแล้ว ทำไม่ให้อาจเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ. คำว่า กุหิญฺจิ ความว่า ไหนๆ คือ แห่งไหน แห่งไร ภายใน หรือภายนอก หรือทั้งภายในภายนอก. คำว่า โลเก คือในอบายโลก ฯลฯ ในอายตนโลก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ความหวั่นไหวในโลกไหนๆ มิได้มีแก่พระอรหันตขีณาสพใด.

ข้อ ๑๔๕

สนฺโต วิธูโม อนิโฆ นิราโส อตาริ โส ชาติชรนฺติ พฺรูมีติ สนฺโตติ ราคสฺส สนฺตตฺตา สนฺโต โทสสฺส สนฺตตฺตา สนฺโต โมหสฺส สนฺตตฺตา สนฺโต โกธสฺส อุปนาหสฺส มกฺขสฺส ปฬาสสฺส อิสฺสาย มจฺฉริยสฺส มายาย สาเฐยฺยสฺส ถมฺภสฺส สารมฺภสฺส มานสฺส อติมานสฺส มทสฺส ปมาทสฺส สพฺพกิเลสานํ สพฺพทุจฺจริตานํ สพฺพทรถานํ สพฺพปริฬาหานํ สพฺพสนฺตาปานํ สพฺพากุสลาภิสงฺขารานํ สนฺตตฺตา สมิตตฺตา วูปสมิตตฺตา วิชฺฌาตตฺตา นิพฺพุตตฺตา วิคตตฺตา ปฏิปฺปสฺสทฺธตฺตา สนฺโต อุปสนฺโต วูปสนฺโต นิพฺพุโต ปฏิปฺปสฺสทฺโธติ สนฺโต ฯ วิธูโมติ กายทุจฺจริตํ วิธูมิตํ วิธมิตํ วิโสสิตํ พฺยนฺตีกตํ วจีทุจฺจริตํ มโนทุจฺจริตํ วิธูมิตํ วิธมิตํ วิโสสิตํ พฺยนฺตีกตํ ราโค วิธูมิโต วิธมิโต วิโสสิโต พฺยนฺตีกโต โทโส โมโห โกโธ อุปนาโห มกฺโข ปฬาโส อิสฺสา มจฺฉริยํ มายา สาเฐยฺยํ ถมฺโภ สารมฺโภ มาโน อติมาโน มโท ปมาโท วิธูมิโต วิธมิโต วิโสสิโต พฺยนฺตีกโต สพฺเพ กิเลสา สพฺเพ ทุจฺจริตา สพฺเพ ทรถา สพฺเพ ปริฬาหา สพฺเพ สนฺตาปา สพฺพากุสลาภิสงฺขารา วิธูมิตา วิธมิตา วิโสสิตา พฺยนฺตีกตา ฯ อปิจ โกโธ วุจฺจติ ธูโม มาโน หิ เต พฺราหฺมณ ขาริภาโร โกโธ ธูโม คมฺมนิ โมสวชฺชํ ชิวฺหา สุชา ตปฺปรสฺส โชติฏฺฐานํ อตฺตา สุทนฺโต ปุริสสฺส ชาติ ฯ {๑๔๕.๑} อปิจ ทสหากาเรหิ โกโธ ชายติ อนตฺถํ เม อจรีติ โกโธ ชายติ อนตฺถํ เม จรตีติ โกโธ ชายติ อนตฺถํ เม จริสฺสตีติ โกโธ ชายติ ปิยสฺส เม มนาปสฺส อนตฺถํ อจรีติ อนตฺถํ จรตีติ อนตฺถํ จริสฺสตีติ โกโธ ชายติ อปฺปิยสฺส เม อมนาปสฺส อตฺถํ อจรีติ อตฺถํ จรตีติ อตฺถํ จริสฺสตีติ โกโธ ชายติ อฏฺฐาเน วา ปน โกโธ ชายติ ฯ โย เอวรูโป จิตฺตสฺส อาฆาโต ปฏิฆาโต ปฏิโฆ ปฏิวิโรโธ โกโป ปโกโป สมฺปโกโป โทโส ปโทโส สมฺปโทโส จิตฺตสฺส พฺยาปตฺติ มโนปโทโส โกโธ กุชฺฌนา กุชฺฌิตตฺตํ โทโส ทุสฺสนา ทุสฺสิตตฺตํ พฺยาปตฺติ พฺยาปชฺชนา พฺยาปชฺชิตตฺตํ วิโรโธ ปฏิวิโรโธ จณฺฑิกฺกํ อสฺสุโรโป อนตฺตมนตา จิตฺตสฺส อยํ วุจฺจติ โกโธ ฯ {๑๔๕.๒} อปิจ โกธสฺส อธิมตฺตปริตฺตตา เวทิตพฺพา ฯ อตฺถิ กญฺจิ กาลํ โกโธ จิตฺตาวิลกรณมตฺโต โหติ น จ ตาว มุขกุลานวิกุลาโน โหติ ฯ อตฺถิ กญฺจิ กาลํ โกโธ มุขกุลานวิกุลานมตฺโต โหติ น จ ตาว หนุสญฺโจปโน โหติ ฯ อตฺถิ กญฺจิ กาลํ โกโธ หนุสญฺโจปนมตฺโต โหติ น จ ตาว ผรุสวาจนิจฺฉารโณ โหติ ฯ อตฺถิ กญฺจิ กาลํ โกโธ ผรุสวาจนิจฺฉารณมตฺโต โหติ น จ ตาว ทิสาวิทิสํ อนุวิโลกโน โหติ ฯ อตฺถิ กญฺจิ กาลํ โกโธ ทิสาวิทิสํ อนุวิโลกนมตฺโต โหติ น จ ตาว ทณฺฑสตฺถปรามสโน โหติ ฯ {๑๔๕.๓} อตฺถิ กญฺจิ กาลํ โกโธ ทณฺฑสตฺถปรามสนมตฺโต โหติ น จ ตาว ทณฺฑสตฺถอพฺภุกฺกิรโณ โหติ ฯ อตฺถิ กญฺจิ กาลํ โกโธ ทณฺฑสตฺถอพฺภุกฺกิรณมตฺโต โหติ น จ ตาว ทณฺฑสตฺถอภินิปาตโน โหติ ฯ อตฺถิ กญฺจิ กาลํ โกโธ ทณฺฑสตฺถอภินิปาตนมตฺโต โหติ น จ ตาว ฉินฺทวิจฺฉินฺทกรโณ โหติ ฯ อตฺถิ กญฺจิ กาลํ โกโธ ฉินฺทวิจฺฉินฺทกรณมตฺโต โหติ น จ ตาว สมฺภญฺชนปริภญฺชโน โหติ ฯ อตฺถิ กญฺจิ กาลํ โกโธ สมฺภญฺชนปริภญฺชนมตฺโต โหติ น จ ตาว องฺคมงฺคาปกฑฺฒโน โหติ ฯ อตฺถิ กญฺจิ กาลํ โกโธ องฺคมงฺคาปกฑฺฒนมตฺโต โหติ น จ ตาว ชีวิตปนาสโน โหติ ฯ อตฺถิ กญฺจิ กาลํ โกโธ ชีวิตปนาสนมตฺโต โหติ น จ ตาว สพฺพจาคปริจฺจาคสณฺฐิโต โหติ ฯ ยโต โกโธ ปรํ ปุคฺคลํ ฆาเตตฺวา อตฺตานํ ฆาเตติ เอตฺตาวตา โกโธ ปรมุสฺสทคโต ปรมเวปุลฺลปฺปตฺโต โหติ ฯ ยสฺเสโส โกโธ ปหีโน สมุจฺฉินฺโน วูปสนฺโต ปฏิปฺปสฺสทฺโธ อภพฺพุปฺปตฺติโก ญาณคฺคินา ทฑฺโฒ โส วุจฺจติ วิธูโม ฯ {๑๔๕.๔} โกธสฺส ปหีนตฺตา วิธูโม โกธวตฺถุสฺส ปริญฺญาตตฺตา วิธูโม โกธเหตุสฺส อุจฺฉินฺนตฺตา วิธูโมติ วิธูโม ฯ อนิโฆติ ราโค นีโฆ โทโส นีโฆ โมโห นีโฆ โกโธ นีโฆ อุปนาโห นีโฆ ฯเปฯ สพฺพากุสลาภิสงฺขารา นีฆา ฯ ยสฺเสเต นีฆา ปหีนา สมุจฺฉินฺนา วูปสนฺตา ปฏิปฺปสฺสทฺธา อภพฺพุปฺปตฺติกา ญาณคฺคินา ทฑฺฒา โส วุจฺจติ อนีโฆ ฯ นิราโสติ อาสา วุจฺจติ ตณฺหา โย ราโค สาราโค ฯเปฯ อภิชฺฌา โลโภ อกุสลมูลํ ฯ {๑๔๕.๕} ยสฺเสสา อาสา ตณฺหา ปหีนา สมุจฺฉินฺนา วูปสนฺตา ปฏิปฺปสฺสทฺธา อภพฺพุปฺปตฺติกา ญาณคฺคินา ทฑฺฒา โส วุจฺจติ นิราโส ฯ ชาตีติ ยา เตสํ เตสํ สตฺตานํ ตมฺหิ ตมฺหิ สตฺตนิกาเย ชาติ สญฺชาติ โอกฺกนฺติ นิพฺพตฺติ อภินิพฺพตฺติ ขนฺธานํ ปาตุภาโว อายตนานํ ปฏิลาโภ ฯ ชราติ ยา เตสํ เตสํ สตฺตานํ ตมฺหิ ตมฺหิ สตฺตนิกาเย ชรา ชิรณตา ขณฺฑิจฺจํ ปาลิจฺจํ วลิตฺตจตา อายุโน สํหานิ อินฺทฺริยานํ ปริปาโก ฯ สนฺโต วิธูโม อนิโฆ นิราโส อตาริ โส ชาติชรนฺติ พฺรูมีติ โย สนฺโต จ วิธูโม จ อนีโฆ จ นิราโส จ โส ชาติชรามรณํ อตาริ อุตฺตาริ ปตริ สมติกฺกมิ วีติวตฺตยีติ พฺรูมิ อาจิกฺขามิ เทเสมิ ปญฺญเปมิ ปฏฺฐเปมิ วิวรามิ วิภชามิ อุตฺตานีกโรมิ ปกาเสมีติ สนฺโต วิธูโม อนิโฆ นิราโส อตาริ โส ชาติชรนฺติ พฺรูมิ ฯ เตนาห ภควา สงฺขาย โลกสฺมึ ปโรปรานิ (ปุณฺณกาติ ภควา) ยสฺสิญฺชิตํ นตฺถิ กุหิญฺจิ โลเก สนฺโต วิธูโม อนิโฆ นิราโส อตาริ โส ชาติชรนฺติ พฺรูมีติ ฯ สห คาถาปริโยสานา ฯเปฯ ปญฺชลิโก ภควนฺตํ นมสฺสมาโน นิสินฺโน โหติ สตฺถา เม ภนฺเต ภควา สาวโกหมสฺมีติ ฯ ปุณฺณกมาณวกปญฺหานิทฺเทโส ตติโย ฯ ----------------

คำว่า สนฺโต ในอุเทศว่า "สนฺโต วิธูโม อนีโฆ นิราโส อตาริ โส ชาติชรนฺติ พฺรูมิ" ดังนี้ ความว่า ชื่อว่า สันตะ เพราะเป็นผู้มีราคะสงบ มีโทสะสงบ มีโมหะสงบ ชื่อว่าสงบแล้ว คือ เข้าไปสงบแล้ว ระงับแล้ว ดับแล้ว ระงับเฉพาะแล้ว เพราะเป็นผู้สงบแล้ว ถึงความสงบแล้ว เข้าไปสงบแล้ว เผาแล้ว ดับแล้ว ปราศจากแล้ว ระงับเฉพาะแล้วซึ่งความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ความลวง ความโอ้อวด ความกระด้าง ความแข่งดี ความเมา ความประมาท กิเลสทั้งปวงทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง ความเดือดร้อนทั้งปวง อกุสลา-*ภิสังขารทั้งปวง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าสงบ. คำว่า วิธูโม ความว่า กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต อันพระอรหันตขีณาสพขจัดแล้ว กำจัดแล้ว ให้เหือดแห้งแล้ว ทำให้สิ้นสุดแล้ว ราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ... ความประมาท กิเลสทั้งปวง ... อกุสลาภิสังขารทั้งปวง อันพระอรหันตขีณาสพขจัดแล้ว กำจัดแล้ว ให้เหือดแห้งแล้ว ทำให้สิ้นสุดแล้ว. อนึ่ง ความโกรธท่านกล่าวว่า เป็นดังควัน ดูกรพราหมณ์ ท่านมีมานะเปรียบเหมือนดังเครื่องหาบ มี ความโกรธเปรียบเหมือนควัน มีการพูดเท็จเปรียบเหมือนเถ้า มีลิ้นเปรียบเหมือนทัพพี หฤทัยของสัตว์ทั้งหลายเปรียบ เหมือนสถานที่บูชายัญของท่าน ตนที่ฝึกดีแล้ว เป็นกำเนิด ของบุรุษ. อนึ่ง ความโกรธย่อมเกิดด้วยอาการ ๑๐ อย่าง คือ ความโกรธเกิดด้วยผูกใจว่า คนโน้นได้ประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เราแล้ว ๑ คนโน้นประพฤติอยู่ซึ่งสิ่งไม่เป็นประโยชน์แก่เรา ๑ คนโน้นจักประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา ๑ คนโน้นได้ประพฤติแล้วซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา ๑ คนโน้นประพฤติอยู่ซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา ๑ คนโน้นจักประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา ๑ คนโน้นได้ประพฤติแล้วซึ่งประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา ๑ คนโน้นประพฤติอยู่ซึ่งประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา ๑ คนโน้นจะประพฤติซึ่งสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา ๑. อีกอย่างหนึ่ง ความโกรธย่อมเกิดในฐานะอันไม่ควร ความปองร้าย ความมุ่งร้าย ความขัดเคือง ความโกรธตอบความเคือง ความเคืองทั่ว ความเคืองเสมอ ความชัง ความชังทั่ว ความชังเสมอ ความพยาบาทแห่งจิต ความประทุษร้ายในใจ ความโกรธ กิริยาที่โกรธ ความเป็นผู้โกรธ ความชังกิริยาที่ชัง ความเป็นผู้ชัง ความพยาบาท กิริยาที่พยาบาท ความเป็นผู้พยาบาท ความพิโรธความพิโรธตอบ ความเป็นผู้ดุร้าย ความเพาะวาจาชั่ว ความไม่พอใจของจิต นี้เรียกว่าความโกรธ. อนึ่ง พึงทราบความโกรธมาก โกรธน้อย ความโกรธเป็นแต่เพียงทำจิตให้ขุ่นมัวในบางครั้งก็มี แต่ยังไม่ถึงให้มีหน้าเง้าหน้างอ. ความโกรธเป็นแต่เพียงทำให้หน้าเง้าหน้างอ ในบางครั้งก็มี แต่ไม่ถึงให้คางสั่น. ความโกรธเป็นแต่เพียงทำให้คางสั่นในบางครั้งก็มี แต่ยังไม่ถึงเปล่งผรุสวาจา. ความโกรธเป็นแต่เพียงทำให้เปล่งผรุสวาจาในบางครั้งก็มี แต่ยังไม่ถึงให้เหลียวดูทิศทางต่างๆ. ความโกรธเป็นแต่เพียงทำให้เหลียวดูทิศต่างๆ ในบางครั้งก็มี แต่ยังไม่ถึงการจับท่อนไม้และศาตรา. ความโกรธเป็นแต่เพียงทำให้จับท่อนไม้และศาตราในบางครั้งก็มีแต่ยังไม่ถึงเงื้อท่อนไม้และศาตรา. ความโกรธเป็นแต่เพียงทำให้เงื้อท่อนไม้และศาตราในบางครั้งก็มี แต่ยังไม่ถึงตีฟัน. ความโกรธเป็นแต่เพียงทำให้ตีฟันในบางครั้งก็มี แต่ยังไม่ถึงฉีกขาดเป็นบาดแผล. ความโกรธเป็นแต่เพียงทำให้ถึงฉีกขาดเป็นบาดแผลในบางครั้งก็มี แต่ยังไม่ให้หักให้แหลก. ความโกรธเป็นแต่เพียงทำให้หักให้แหลกในบางครั้งก็มี แต่ยังไม่ให้อวัยวะน้อยใหญ่เคลื่อนที่. ความโกรธเป็นแต่เพียงทำให้อวัยวะน้อยใหญ่เคลื่อนที่ในบางครั้งก็มี แต่ยังไม่ให้ชีวิตดับ. ความโกรธเป็นแต่เพียงทำให้ชีวิตดับในบางครั้งก็มี แต่ยังไม่ถึงความสละบริจาคอวัยวะทั้งหมด. เมื่อใด ความโกรธให้ฆ่าบุคคลอื่นแล้วให้ฆ่าตน เมื่อนั้น ความโกรธถึงความเป็นความโกรธแรงยิ่ง ถึงความเป็นความโกรธมากยิ่ง โดยอาการอย่างนี้ ความโกรธนั้น อันพระ-*อรหันตขีณาสพใด ละได้แล้ว ตัดขาดแล้ว สงบระงับแล้ว ทำไม่ให้อาจเกิดขึ้นอีก เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ พระอรหันตขีณาสพนั้น เรียกว่าผู้กำจัดกิเลสเพียงดังควัน. พระอรหันต-*ขีณาสพชื่อว่า วิธูมะ เพราะเป็นผู้ละความโกรธ เพราะเป็นผู้กำหนดรู้วัตถุแห่งความโกรธ เพราะเป็นผู้ตัดขาดซึ่งเหตุแห่งความโกรธ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า วิธูมะ. คำว่า อนีโฆ ความว่า ราคะเป็นทุกข์ โทสะเป็นทุกข์ โมหะเป็นทุกข์ ความโกรธเป็นทุกข์ ความผูกโกรธเป็นทุกข์ ฯลฯ อกุสลาภิสังขารทั้งปวงเป็นทุกข์. ทุกข์เหล่านั้น อันพระอรหันตขีณาสพใดละได้แล้ว ... เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ พระอรหันตขีณาสพนั้น เรียกว่าผู้ไม่มีทุกข์. คำว่า ไม่มีความหวัง ความว่า ตัณหาเรียกว่าความหวัง ราคะ สาราคะ ฯลฯ อภิชฌาโลภะ อกุศลมูล เรียกว่าความหวัง. ตัณหาอันเป็นความหวังนั้น อันพระอรหันตขีณาสพใดละได้แล้ว เผาเสียได้แล้วด้วยไฟคือญาณ พระอรหันตขีณาสพนั้น เรียกว่า ผู้ไม่มีความหวัง. ความเกิด ความเกิดพร้อม ความก้าวลง ความบังเกิด ความเกิดเฉพาะ ความปรากฏแห่งขันธ์ทั้งหลาย ความได้เฉพาะซึ่งอายตนะทั้งหลาย ในหมู่สัตว์นั้นๆ แห่งสัตว์เหล่านั้นๆชื่อว่า ชาติ. ความแก่ ความเสื่อม ความเป็นผู้มีฟันหัก ความเป็นผู้มีผมหงอก ความเป็นผู้มีหนังย่นความเสื่อมอายุ ความแก่แห่งอินทรีย์ทั้งหลาย ในหมู่สัตว์นั้นๆ แห่งสัตว์เหล่านั้นๆ ชื่อว่า ชรา. คำว่า สนฺโต วิธูโม อนีโฆ นิราโส อตาริ โส ชาติ ชรนฺติ พฺรูมิ ความว่า เราย่อมกล่าว ... ย่อมประกาศว่า พระอรหันตขีณาสพใด เป็นผู้สงบ กำจัดกิเลสเพียงดังว่าควัน ไม่มีทุกข์ และไม่มีความหวัง พระอรหันตขีณาสพนั้นข้ามได้แล้ว ข้ามขึ้นแล้ว ข้ามทั่วแล้ว ล่วงแล้วเป็นไปล่วงแล้วซึ่งชาติ ชรา และมรณะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เราย่อมกล่าวว่า พระอรหันต-*ขีณาสพนั้น เป็นผู้สงบ กำจัดกิเลสเพียงดังว่าควัน ไม่มีทุกข์ ไม่มีความหวัง ข้ามได้แล้วซึ่งชาติและชรา. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า เราย่อมกล่าวว่า ความหวั่นไหวในโลกไหนๆ มิได้มีแก่ พระอรหันตขีณาสพใด เพราะทราบฝั่งนี้และฝั่งโน้นในโลก พระอรหันตขีณาสพนั้น เป็นผู้สงบ กำจัดกิเลสเพียงดังว่า ควัน ไม่มีทุกข์ ไม่มีความหวัง ได้ข้ามแล้วซึ่งชาติ และชรา. พร้อมด้วยเวลาจบคาถา ฯลฯ ท่านพระปุณณกะนั้น เป็นภิกษุครองผ้ากาสายะเป็นบริขารทรงสังฆาฏิ บาตร และจีวร นั่งประนมอัญชลีนมัสการพระผู้มีพระภาค ประกาศว่า ข้าแต่-*พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเป็นศาสดาของข้าพระองค์. ข้าพระองค์เป็นสาวก ฉะนี้แล. จบ ปุณณกมาณวกปัญหานิทเทส ที่ ๓. -----------------------------------------------------

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาปุณณกมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๓

พึงทราบวินิจฉัยในปุณณกสุตตนิทเทสที่ ๓.

บทว่า อเนชํ ผู้ไม่หวั่นไหวแม้นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามโมฆราช ตรัสแล้วโดยนัยก่อนนั่นแล.

ในบทเหล่านั้นบทว่า มูลทสฺสาวี ผู้เห็นมูล คือเห็นมูลของอกุศล.

บทว่า อิสโย ฤาษี ชฎิลทั้งหลายมีชื่อว่าฤาษี.

บทว่า ยญฺญํ คือ ไทยธรรม.

บทว่า อกปฺปึสุ คือ แสวงหา.

บททั้งหมดมีอาทิว่า เหตุทสฺสาวี ทรงเห็นเหตุ เป็นไวพจน์ของการณะ (เหตุ). เพราะการณะย่อมปรารถนา ย่อมเป็นไปเพื่อผลของตน ฉะนั้นจึงเรียกว่าเหตุ. เพราะการณะย่อมมอบให้ซึ่งผลนั้นดุจตั้งใจว่า เชิญพวกท่านรับผลนั้นเถิด ฉะนั้นจึงเรียกว่านิทาน.

บทห้าบทมีอาทิว่า สมฺภวทสฺสาวี ทรงเห็นสมภพ มีนัยดังที่แสดงไว้แล้วในหนหลัง. เพราะการณะนั้นอาศัยผลนั้นย่อมเป็นไป ผลนั้นจึงเกิดขึ้น ฉะนั้นจึงเรียกว่าปัจจัยและสมุทัย.

บทว่า ยา วา ปนญฺญาปิ กาจิ สุคติโย สุคติอย่างใดอย่างหนึ่งแม้อื่น คือมนุษย์กำพร้าและผู้มีอาหารและเครื่องนุ่งห่มหาได้ยาก มีศักดิ์น้อยมีอุตตรมารดาเป็นต้น พ้นแล้วจากอบาย ๔ พึงทราบว่าเป็นผู้ถูกทุกข์เบียดเบียน.

บทว่า ยา วา ปนญฺญาปิ กาจิ ทุคฺคติโย ทุคติอย่างใดอย่างหนึ่งแม้อื่น เป็นต้นว่า พระยายม พระยานาค ครุฑ เปรตและผู้มีฤทธิ์.

บทว่า อตฺตภาวาภิ นิพฺพตฺติยา เพื่อความเกิดแห่งอัตภาพ คือเพื่อได้อัตภาพด้วยปฏิสนธิในฐานะ ๓.

บทว่า ชานาติ คือ ย่อมทรงรู้ด้วยสัพพัญญุตญาณ.

บทว่า ปสฺสติ คือ ย่อมทรงเห็นด้วยสมันตจักษุ.

บทว่า อกุสลา ได้แก่ ความเป็นผู้ไม่ฉลาด.

บทว่า อกุสลํ ภชนฺติ ย่อมเสพธรรมเป็นอกุศล คือในส่วนที่เป็นอกุศล.

บทว่า อกุสลปกฺเข ภว คือ เป็นฝ่ายอกุศล.

ชื่อว่า อวิชฺชามูลกา เพราะธรรมทั้งหมดเหล่านั้นมีอวิชชาเป็นมูลเหตุ.

ชื่อว่า อวิชฺชาสโมสรณา เพราะมีอวิชชาเป็นที่รวมโดยชอบ.

บทว่า อวิชฺชา สมุคฺฆาตาย คือ มีอวิชชาอันอรหัตมรรคถอนได้.

บทว่า สพฺเพ เต สมุคฺฆาตํ คจฺฉนฺติ ย่อมถึงความเพิกถอนทั้งหมด ได้แก่อกุศลกรรมดังกล่าวแล้ว อกุศลกรรมทั้งหมดเหล่านั้นย่อมถึงความถูกกำจัด.

บทว่า อปฺปมาทมูลกา ได้แก่ ชื่อว่า อปฺปมาทมูลกา เพราะมีความไม่ประมาท คือความไม่อยู่ปราศจากสติเป็นมูลเหตุ.

ชื่อว่า อปฺปมาทสโมสรณา เพราะรวมลงในความไม่ประมาทโดยชอบ.

บทว่า อปฺปมาโท เตสํ ธมฺมานํ อคฺคมกฺขายติ ความไม่ประมาทบัณฑิตกล่าวว่าเป็นยอดแห่งธรรมเหล่านั้น คือแม้ผู้ท่องเที่ยวไปในกามาวจรก็ชื่อว่าเป็นยอด เพราะมีธรรมเป็นไปในภูมิ ๔ เป็นที่พึ่งอาศัย.

บทว่า อลมตฺโต คือ เป็นผู้สามารถ.

บทว่า มยา ปุจฺฉิตํ คือ อันข้าพระองค์ทูลถามแล้ว.

บทว่า วหสฺเสตํ ภารํ คือ จงนำภาระที่นำมาแล้วไป.

บทว่า เยเกจิ อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตา ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งบวชเป็นฤาษี ปาฐะว่า อิสิปพฺพชฺชา ปพฺพชิตา บวชเป็นฤาษีดังนี้บ้าง.

บทว่า อาชีวกสาวกานํ อาชีวกา เทวตา อาชีวกเป็นเทวดาของพวกอาชีวกสาวก คือชนเหล่าใดเชื่อฟังคำของอาชีวก ชนเหล่านั้น ชื่อว่าอาชีวก. อาชีวกของอาชีวกสาวกเหล่านั้นย่อมรับไทยธรรมของอาชีวกสาวก อาชีวกเหล่านั้นจึงเป็นเทวดา.

ในบททั้งปวงก็อย่างนี้เหมือนกัน.

บทว่า เย เยสํ ทกฺขิเณยฺยา พระทักขิไณยบุคคลผู้สมควรแก่ไทยธรรมของชนเหล่าใด คืออาชีวกเป็นต้นเหล่าใด ผู้มีทิศเป็นที่สุด สมควรแก่ไทยธรรมของกษัตริย์เป็นต้นเหล่าใด.

บทว่า เต เตสํ เทวตา คือ อาชีวกเหล่านั้นเป็นเทวดาของกษัตริย์เป็นต้นเหล่านั้น.

บทว่า ยญฺญํ เอเสนฺติ คือ ปรารถนาไทยธรรม.

บทว่า คเวสนฺติ แสวงหา คือแลดู.

บทว่า ปริเยสนฺติ เสาะหา คือให้เกิดขึ้น.

บทว่า ยญฺญา วา เอเต ปุถู คือ ยัญเหล่านั้นก็มาก.

บทว่า ยญฺญยาชกา วา ผู้บูชายัญ คือผู้บูชาไทยธรรมเหล่านั้นก็มาก.

บทว่า ทกฺขิเณยฺยา วา เอเต ปุถู ทักขิไณยบุคคลก็มาก คือทักขิไณยบุคคลผู้สมควรแก่ไทยธรรมก็มากเหมือนกัน.

พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรงแสดงถึงยัญเหล่านั้นโดยพิสดาร จึงตรัสว่า ยัญเหล่านั้นมากอย่างไร.

บทว่า อสึสมานา หวังอยู่ คือปรารถนาในรูปเป็นต้น.

บทว่า อิตฺถตฺตํ คือ ปรารถนาความมีอยู่. อธิบายว่า ปรารถนาความเป็นมนุษย์เป็นต้น.

บทว่า ชรํ สิตา คือ อาศัยชรา.

ในบทนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงทุกข์ในวัฏฏะทั้งหมดด้วยหัวข้อว่า ชรา. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงแสดงว่า อาศัยทุกข์ในวัฏฏะไม่พ้นจากทุกข์นั้นจึงแสวงหา.

บทว่า รูปปฏิลาภํ อาสึสมานา หวังได้รูป คือปรารถนาได้สมบัติอันเป็นบ่อเกิดแห่งวรรณะ.

แม้ในเสียงเป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

บทว่า ขตฺติย มหาสาลกุเล อตฺตภาวปฏิลาภํ หวังได้อัตภาพในตระกูลกษัตริย์มหาศาล คือปรารถนาได้อัตภาพ คือปฏิสนธิในตระกูลมหาศาลอันเพียบพร้อมด้วยสมบัติ.

แม้ในตระกูลพราหมณ์มหาศาลก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

ในบทนี้ว่า พฺรหฺมกายิเกสุ เทเวสุ ในเทวดาที่นับเนื่องในหมู่พรหม ท่านกล่าวหมายถึงส่วนเบื้องต้น.

บทว่า อตฺถ คือ ในตระกูลกษัตริย์เป็นต้น.

บทว่า ชรนิสฺสิตา คือ อาศัยชรา.

แม้ในบทมีอาทิว่า พฺยาธินิสฺสิตา อาศัยพยาธิ ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

ด้วยบทเหล่านี้เป็นอันทรงแสดงถือเอาทุกข์ในวัฏฏะทั้งหมด.

ยัญนั้นแหละคือทางยัญ ในบทนี้ว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นิรทุกข์ ผู้บูชายัญเหล่านั้นไม่ประมาทแล้วในทางยัญ ได้ข้ามพ้นแล้วซึ่งชาติชราบ้างหรือ.

ข้อนี้มีอธิบายว่า ผู้บูชายัญเหล่านั้นไม่ประมาทแล้วในยัญ ปรารถนายัญ ได้ข้ามพ้นทุกข์ในวัฏฏะบ้างหรือ.

บทว่า เยปิ ยญฺญํ ยชนฺติ คือ บูชายัญด้วยการให้ไทยธรรม.

บทว่า ปริจฺจชนฺติ คือ สละ.

บทว่า อาสึสนฺติ หวัง คือปรารถนาได้รูปเป็นต้น.

บทว่า โถมยนฺติ ยินดี คือสรรเสริญยัญเป็นต้นโดยนัยมีอาทิว่า ทานที่ให้แล้วย่อมมีผล.

บทว่า อภิชปฺปนฺติ ย่อมชม คือกล่าววาจาเพื่อได้ลาภเป็นต้น.

บทว่า ชุหนฺติ คือ ย่อมบูชา.

บทว่า กามาภิชปฺปนฺติ ปฏิจฺจ ลาภํ ชมกามเพราะอาศัยลาภ คือชมกามทั้งหลายบ่อยๆ เพราะอาศัยการได้รูปเป็นต้น กล่าวว่า ไฉนหนอ กามทั้งหลายจะพึงมีแก่เราบ้าง. อธิบายว่า เพิ่มพูนตัณหาในกามนั้น.

บทว่า ยาชโยคา ผู้ประกอบในการบูชา คือน้อมไปในการบูชา.

บทว่า ภวราครตฺตา ยินดีแล้วด้วยภวราคะ คือยินดีแล้วด้วยภวราคะนั่นเอง ด้วยความหวังเป็นต้นเหล่านี้อย่างนี้. ชื่อว่าเป็นผู้ยินดีแล้วในภวราคะ กระทำความหวังเป็นต้นเหล่านี้.

บทว่า นาตรึสุ คือ ไม่ข้ามทุกข์ในวัฏฏะมีชาติเป็นต้นได้.

บทว่า ยญฺญํ วา โถเมนฺติ คือ ชนทั้งหลายย่อมสรรเสริญการให้.

บทว่า ผลํ วา คือ การได้มีรูปเป็นต้น.

บทว่า ทกฺขิเณยฺยํ วา คือ ทักขิไณยบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยชาติเป็นต้น.

บทว่า สุจิทินฺนํ คือ กระทำให้สะอาดแล้วให้.

บทว่า มนาปํ คือ ยังใจให้เจริญ.

บทว่า ปณีตํ คือ มีรสอร่อย.

บทว่า กาเลน คือ ในกาลอันถึงพร้อมแล้วนั้นๆ.

บทว่า กปฺปิยํ คือ เว้นสิ่งที่เป็นอกัปปิยะแล้วให้.

บทว่า อนวชฺชํ คือ ไม่มีโทษ.

บทว่า อภิณฺหํ คือ บ่อยๆ.

บทว่า ททํ จิตฺตํ ปสาทิตํ เมื่อให้จิตผ่องใส คือเมื่อให้ จิตขณะบริจาคก็ผ่องใส เพราะเหตุนั้น จึงสรรเสริญชมเชย.

บทว่า กิตฺเตนฺติ ย่อมประกาศ คือย่อมทำคุณให้ปรากฏ.

บทว่า วณฺเณนฺติ คือ ย่อมกล่าวสรรเสริญ.

บทว่า ปสํสนฺติ คือ ย่อมให้ถึงความเลื่อมใส.

บทว่า อิโต นิทานํ คือ เพราะให้แล้วแต่มนุษยโลกนี้เป็นเหตุ.

บทว่า อชฺฌยกา คือ ร่ายมนต์. บทว่า มนฺตธรา คือ ผู้ทรงไว้ซึ่งมนต์.

บทว่า ติณฺณํ เวนานํ คือ ไตรเพท มีอิรุพเพท ยชุพเพท สามเพท.

ชื่อว่า ปารคู เพราะเป็นผู้ถึงฝั่งด้วยการทำให้กระทบริมฝีปาก พร้อมด้วยคัมภีร์นิฆัณฑุศาสตร์และเกฏุภศาสตร์.

บทว่า นิฆณฺฑุ เป็นศาสตร์ บอกชื่อของต้นไม้เป็นต้น.

บทว่า เกฏุภํ การกำหนดกิริยามารยาท อันเป็นศาสตร์เพื่อเป็นอุปการะของกวีทั้งหลาย. เป็นประเภทอักขระ พร้อมด้วยอักขระประเภท. การศึกษา และภาษา ชื่อว่าอักขรประเภท.

บทว่า อิติหาสปญฺจมานํ มีคัมภีร์อิติหาสเป็นที่ ๕. ชื่อว่า อิติหาสปญฺจโม เพราะมีคัมภีร์อิติหาส (หนังสือประเภทประวัติศาสตร์และประเพณีโบราณ) กล่าวคือ เรื่องราวเก่าๆ ประกอบด้วยคำพูดเช่นนี้ว่า อิติห อาส อิติห อาส เป็นที่ ๕ มีอาถรรพณเวทเป็นที่ ๔.

ชื่อว่าเป็นผู้เข้าใจตัวบทเข้าใจไวยากรณ์ เพราะเรียนรู้ตัวบทและไวยากรณ์อันเหลือจากตัวบทนั้น.

ตำราพูดให้คนหลงเชื่อ เรียกว่าโลกายตนะ.

ตำราประมาณ ๑๒,๐๐๐ บทแสดงลักษณะของพระพุทธเจ้าเป็นต้น ผู้เป็นพระมหาบุรุษ ชื่อว่ามหาปุริสลักษณะ ได้ชื่อว่าเป็นพุทธมนต์ประมาณ ๑๖,๐๐๐ คาถา.

ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายประกอบด้วยพระลักษณะนี้ด้วยอำนาจแห่งพุทธมนต์ใด ด้วยพุทธมนต์นี้ย่อมรู้ความต่างกันว่า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอัครสาวก พระอสีติมหาสาวก พระพุทธมารดา พระพุทธบิดา อัครอุปัฏฐาก อัครอุปํฏฐายิกา พระราชา พระเจ้าจักรพรรดิ.

บทว่า อนวยา ไม่บกพร่อง คือในคัมภีร์โลกายตนะและคัมภีร์มหาปุริสลักษณะไม่พร่อง บริบูรณ์. อธิบายว่า ไม่ขาดตกบกพร่อง. ผู้ใดไม่สามารถทรงศาสตร์เหล่านั้นไว้ได้โดยอรรถและโดยคัณฐะ (คัมภีร์) ผู้นั้นชื่อว่าบกพร่อง.

บทว่า วีตราคา คือ ละราคะได้แล้ว. ด้วยบทนี้ท่านกล่าวถึงผู้ตั้งอยู่ในอรหัตผล. ท่านกล่าวถึงผู้ตั้งอยู่ในอรหัตมรรคด้วยบทนี้ว่า ราควินยาย วา ปฏิปนฺนา เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อกำจัดราคะ.

บทว่า วีตโทสา ปราศจากโทสะ คือด้วยบทนี้ ท่านกล่าวถึงท่านผู้ตั้งอยู่ในอนาคามิผล. ท่านกล่าวถึงผู้ตั้งอยู่ในอนาคามิมรรคด้วยบทนี้ว่า โทสวินยาย ปฏิปนฺนา เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อกำจัดโทสะ.

บทว่า วีตโมหา ปราศจากโมหะ คือด้วยบทนี้ท่านกล่าวถึงท่านผู้ตั้งอยู่ในอรหัตผล. ท่านกล่าวถึงผู้ที่ตั้งอยู่ในอรหัตมรรคด้วยบทนี้ว่า โมหวินยาย ปฏิปนฺนา เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อกำจัดโมหะ.

บทว่า สีลสมาธิปญฺญาวิมุตฺติ สมฺปนฺนา ความว่า เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลเป็นต้น อันเจือด้วยโลกิยะและโลกุตระ ๔ เหล่านี้ คือศีล สมาธิ ปัญญาและวิมุตติ.

พึงทราบว่า ท่านกล่าวถึงผู้ถึงพร้อมด้วยปัจจเวกขณญาณด้วยบทนี้ว่า วิมุตฺติญาณทสฺสนสมฺปนฺนา เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุตติญาณทัสสนะ. ญาณนั้นเป็นโลกิยะอย่างเดียว.

บทว่า อภิชปฺปนฺติ ย่อมชอบ คือย่อมปรารถนา.

บทว่า ชปฺปนฺติ คือ ย่อมหวัง.

บทว่า ปชปฺปนฺติ ย่อมอ้อนวอน คือย่อมหวังอย่างยิ่ง.

บทว่า ยาเค ยุตฺตา ผู้ประกอบในการบูชายัญ คือประกอบด้วยการบูชาอย่างยิ่งในไทยธรรมที่เขาบูชาให้.

ท่านปุณณกะทูลถามว่า อถ โก จรหิ เมื่อเป็นเช่นนั้น บัดนี้ ใครเล่าได้ข้ามพ้นแล้ว.

บทว่า สงฺขาย คือ พิจารณาแล้วด้วยญาณ.

บทว่า ปโรปรานิ คือฝั่งนี้และฝั่งโน้น. อธิบายว่า ฝั่งนี้และฝั่งโน้นมีอัตภาพของคนอื่นและอัตภาพของตนเป็นต้น.

บทว่า วิธูโม ปราศจากควัน คือปราศจากควันมีกายทุจริตเป็นต้น.

บทว่า อนิโฆ คือ ปราศจากทุกข์มีราคะเป็นต้น.

บทว่า อตาริ โส คือ พระอรหันต์นั้นได้ข้ามชาติและชราได้แล้ว.

บทว่า สกรูปา คือ รูปของตน.

บทว่า ปรรูปา คือ รูปของคนอื่น.

บทว่า กายทุจฺจริตํ วิธูมิตํ กำจัดกายทุจริต คือทำความกำจัดกายทุจริต ๓ อย่าง.

บทว่า วิธมิตํ คือ ทำให้พินาศไป.

บทว่า มาโน หิ เต พฺราหฺมณ ขาริภาโร ดูก่อนพราหมณ์ ท่านมีมานะเปรียบเหมือนดังเครื่องหาบ คือยกมานะขึ้นอาศัยวัตถุเป็นที่ตั้งแห่งมานะ มีชาติ โคตร ตระกูลเป็นต้น ให้เกิดริษยาในมานะนั้นๆ ย่อมจมในอบาย ๔ เหมือนอย่างแบกเครื่องหาบไป แม้ตั้งอยู่ข้างบนก็ยังสัมผัสแผ่นดินในที่เหยียบแล้วๆ ฉะนั้น. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนพราหมณ์ ท่านมีมานะเปรียบเหมือนเครื่องหาบ.

บทว่า โกโธ ธูโม คือ ความโกรธเปรียบเหมือนควัน เพราะอรรถว่าเป็นความเศร้าหมองแห่งไฟคือญาณของท่าน. ไฟคือญาณเศร้าหมองด้วยความโกรธเปรียบดังควันนั้น ย่อมไม่ไพโรจน์.

บทว่า ภสฺมนิ โมสวชฺชํ คือ มีการพูดเท็จเปรียบเหมือนเถ้า เพราะไม่รุ่งเรือง.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า เหมือนอย่างว่าไฟถูกเถ้าปกปิดย่อมไม่รุ่งเรืองฉันใด ญาณของท่านถูกปกปิดด้วยการพูดเท็จก็ฉันนั้น.

บทว่า ชิวฺหา สุชา มีลิ้น เปรียบเหมือนทัพพี.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ลิ้นพอที่จะให้เกิดการบูชาธรรมของเราเป็นทัพพี เหมือนทัพพีเพื่อให้เกิดการบูชายัญที่ทำด้วยทองคำ เงิน โลหะ ไม้และดินเหนียวอย่างใดอย่างหนึ่งของท่านฉะนั้น.

บทว่า หทยํ โชติฏฺฐานํ หทัยของสัตว์ทั้งหลายเปรียบเหมือนที่บูชายัญ คือหทัยของสัตว์ทั้งหลายเป็นที่บูชายัญ เพราะเป็นที่ให้เกิดการบูชาธรรมของเรา เหมือนที่บูชายัญ ณ ฝั่งแม่น้ำของท่านฉะนั้น.

บทว่า อตฺตา คือ จิต.

บทว่า ชาติ คือ เป็นกำเนิดด้วยอำนาจแห่งความเกิด. บทนี้เป็นสภาพเฉพาะตัวในที่นี้. สัญชาติ (ความเกิดพร้อม) ด้วยอำนาจแห่งความเกิดร่วมกัน. เพิ่มบทอุปสัค.

บทว่า โอกฺกนฺติ (ความก้าวลง) ด้วยอำนาจแห่งการหยั่งลง. หรือชื่อว่า ชาติ ด้วยอรรถว่าเกิด. ความเกิดนั้นประกอบด้วยอายตนะยังไม่ครบ.

ชื่อว่า สญฺชาติ ด้วยอรรถว่าเกิดพร้อม. สัญชาตินั้นประกอบด้วยอายตนะครบ.

ชื่อว่า โอกฺกนฺติ เพราะอรรถว่าก้าวลง. โอกกันตินั้นย่อมควรด้วยอัณฑชะกำเนิด (เกิดแต่ฟอง) และชลาพุชะกำเนิด (เกิดแต่น้ำ). เพราะสัตว์เหล่านั้นก้าวลงเข้าไปสู่ฟองไข่และช่องมดลูกย่อมถือปฏิสนธิดุจก้าวลงเข้าไป.

ชื่อว่า อภินิพฺพตฺติ (เกิดเฉพาะ) เพราะอรรถว่าเกิดยิ่ง.

อภินิพพัตตินั้นย่อมควรด้วยสังเสทชะกำเนิด (เกิดแต่เหงื่อไคล) และโอปปาติกะกำเนิด (ผุดเกิดขึ้น).

จริงอยู่ สัตว์เหล่านั้นเกิดปรากฏเป็นตัวตนเลย.

นี้เป็นเพียงสมมติกถา. บัดนี้จะพูดถึงปรมัตถกถา. จริงอยู่ โดยปรมัตถ์ขันธ์เท่านั้นปรากฏ ไม่ใช่สัตว์ปรากฏ.

ในบทว่า ขนฺธานํ พึงทราบการถือเอาขันธ์หนึ่งในเอกโวการภพ ภพที่มีขันธ์หนึ่ง, ขันธ์ ๔ ในจตุโวการภพ ภพที่มขันธ์ ๔, ขันธ์ ๕ ในปัญจโวการภพ ภพที่มีขันธ์ ๕.

บทว่า ปาตุภาโว ความปรากฏ คือความเกิด.

ในบทว่า อายตนานํ นี้ พึงทราบการสงเคราะห์อายตนะอันเกิดขึ้นในขันธ์นั้นๆ.

บทว่า ปฏิลาโภ การได้เฉพาะ คือความปรากฏในปฏิสนธินั่นเอง.

จริงอยู่ อายตนะเหล่านั้นเมื่อปรากฏอยู่ เป็นอันชื่อว่าได้แล้ว.

อนึ่ง ชาตินี้นั้นมีการเกิดครั้งแรกในภพนั้นๆ เป็นลักษณะ มีการมอบให้เป็นรส มีการผุดขึ้นในภพนี้จากภพในอดีตเป็นเครื่องปรากฏ หรือมีความเป็นผู้เต็มไปด้วยทุกข์ด้วยอำนาจแห่งผลเป็นเครื่องปรากฏ.

บทว่า ชรา ความแก่ เป็นสภาพเฉพาะตน.

บทว่า ชิรณตา ความเสื่อม แสดงถึงอาการ.

บท ๓ บทมีอาทิว่า ขณฺฑิจฺจํ ความเป็นผู้มีฟันหักเป็นต้น แสดงถึงกิจในเมื่อล่วงกาลผ่านวัยไป. ๒ บทหลังแสดงถึงปกติ. แสดงโดยความเป็นสภาพด้วยบทนี้ว่า อยํ หิ ชรา นี่แหละชรา.

นี้เป็นสภาพเฉพาะตนของชราด้วยบทนั้น. แสดงโดยกิจ คือการทำฟันและเล็บให้หัก ในเมื่อล่วงกาลผ่านวัยไปด้วยบทนี้ว่า ขณฺฑิจฺจํ ความเป็นผู้มีฟันหัก. แสดงโดยกิจ คือการทำให้ผมและขนหงอก ด้วยบทนี้ว่าปาลิจฺจํ ความเป็นผู้มีผมหงอก. แสดงโดยกิจ คือการทำให้เนื้อเหี่ยวหนังย่นด้วยบทนี้ว่า วลิตฺต จตา ความเป็นผู้มีหนังย่น.

บท ๓ บทมีอาทิว่า ขณฺฑิจฺจํ นี้ แสดงกิจ ในเมื่อล่วงกาลผ่านวัยไปแห่งชรานั้น. ด้วยบทเหล่านั้น ท่านแสดงชราปรากฏชัดด้วยการเห็นความวิการเหล่านี้. เหมือนอย่างว่า ทางไปของน้ำ ลม ไฟหรือหญ้าต้นไม้เป็นต้นย่อมปรากฏ เพราะหักโค่นล้มหรือเพราะถูกไฟไหม้ แต่ทางไปไม่ปรากฏ น้ำเป็นต้นไม่ปรากฏฉันใด ทางไปของชราย่อมปรากฏโดยความเป็นผู้มีฟันหักเป็นต้น แม้ลืมตาคอยจับความเป็นผู้มีฟันหักเป็นต้นไม่ปรากฏ ชราก็ไม่ปรากฏฉันนั้น. เพราะชราไม่พึงรู้ด้วยตา.

บทว่า อายุโน สํหานิ อินฺทฺริยานํ ปริปาโก ความเสื่อมแห่งอายุ ความแก่แห่งอินทรีย์ทั้งหลาย. ความว่า ท่านแสดงตามปกติ กล่าวคือความเสื่อมแห่งอายุและความแก่แห่งอินทรีย์มีจักขุนทรีย์เป็นต้น เพราะรู้เท่าทัน ในเมื่อล่วงกาลผ่านวัยไปด้วยบทเหล่านี้.

พึงทราบว่า สองบทหลังนี้แสดงถึงปกติของอายุนั้น.

ในบทนั้น เพราะเมื่อถึงชราอายุย่อมเสื่อม ฉะนั้น ชรา ท่านกล่าวด้วยความใกล้เคียงผลว่า ความเสื่อมแห่งอายุ ก็เพราะเมื่อยังเป็นหนุ่ม อินทรีย์มีจักขุนทรีย์เป็นต้นแจ่มใสดี สามารถจับวิสัยของตนแม้ละเอียดอ่อนได้โดยง่าย เมื่อถึงชราอินทรีย์ก็แก่หง่อม ขุ่นมัว เศร้าหมอง ไม่สามารถจะจับวิสัยของตนแม้หยาบได้ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวโดยใกล้เคียงผลว่า อินฺทฺริยานํ ปริปาโก ความแก่แห่งอินทรีย์ทั้งหลาย.

ก็เมื่อได้แสดงถึงชรานั้นอย่างนี้แล้วจึงสรุปได้ว่า ชรามีสองอย่าง คือชราปรากฏ และชราปกปิด. ในชราทั้งสองนั้น ชราในรูปธรรม ชื่อว่าชราปรากฏ เพราะแสดงความมีฟันหักเป็นต้น. แต่ชราในอรูปธรรม ชื่อว่าชราปกปิด เพราะไม่เห็นความวิการเช่นนั้น. ความเป็นผู้มีฟันหักเป็นต้นจักปรากฏเป็นสีของฟันเป็นต้นเช่นนั้น. ครั้นเห็นสีนั้นด้วยตา คิดด้วยใจจึงรู้ชราว่าขันธ์ทั้งหลายถูกชรากำจัดเสียแล้ว. ดุจแลดูจันทน์เหลืองเป็นต้นที่เขาผูกไว้ในที่มีน้ำ แล้วก็รู้ว่าน้ำมีอยู่ข้างล่าง.

ชรายังมีอีกสองอย่าง คือ อวิจิชรา ๑ สวิจิชรา ๑.

ในชราสองอย่างนั้น ชราชื่อว่า อวิจิชรา เพราะรู้ในความแตกต่างของสี มีมณี ทอง เงิน แก้วประพาฬ ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์เป็นต้นในระหว่างๆ ได้ยาก ดุจของสัตว์มีชีวิต ในบรรดาพระเจ้ามันธาตุราชและท้าวสักกะเป็นต้น และดุจของสิ่งไม่มีชีวิต ในบรรดาดอกไม้ ผลไม้และใบไม้อ่อนเป็นต้น. อธิบายว่า ชราต่อเนื่อง.

ชราชื่อว่า สวิจิชรา เพราะรู้ความแตกต่างของสิ่งในระหว่างๆ ในสิ่งอื่นจากนั้นตามที่กล่าวแล้วได้ง่าย. ในชราสองอย่างนั้น สวิจิชราพึงแสดงอย่างนี้ด้วยอุปาทินนกะ. เพราะว่าเด็กเล็กฟันน้ำนมขึ้นก่อน แต่ไม่มั่นคง. เมื่อฟันน้ำนมหักฟันก็ขึ้นอีก. ฟันเหล่านั้นตอนแรกก็ขาว ครั้นถึงคราวลมชรากระทบก็ดำ. ส่วนผมตอนแรกก็แดงบ้างดำบ้าง. ส่วนผิวมีสีแดง เมื่อเจริญเติบโตก็ปรากฏเป็นผิวขาวผิวดำ. ครั้นถึงคราวถูกลมชรากระทบก็เกิดรอยย่น เวลาอบด้วยตนเองก็ขาว ภายหลังก็เขียวแก่. ครั้นถูกลมชรากระทบก็ขาว. ควรเปรียบด้วยหน่อมะม่วง.

อนึ่ง ชรานั้นมีความแก่ของขันธ์ เป็นลักษณะ มีการนำเข้าไปสู่มรณะเป็นรส มีการหมดความเป็นหนุ่มสาว เป็นเครื่องปรากฏ.

บทที่เหลือในบททั้งปวงชัดดีแล้ว.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบพระสูตรนี้ลงด้วยธรรมเป็นยอด คือพระอรหัตด้วยประการฉะนี้.

เมื่อจบเทศนา พราหมณ์พร้อมด้วยอันเตวาสิก ๑,๐๐๐ ก็ตั้งอยู่ในพระอรหัต. ธรรมจักษุเกิดขึ้นแล้วแก่ชนเหล่าอื่นหลายพัน.

บทที่เหลือเช่นกับที่ได้กล่าวไว้แล้วนั่นแล.

จบอรรถกถาปุณณกมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๓ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา