๑๓. มหาวิยูหสุตตนิเทส
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
เตรสโม มหาวิยูหสุตฺตนิทฺเทโส
๖๐๐เยเกจิเม ทิฏฺฐิปริพฺพสานา อิทเมว สจฺจนฺติ ปวาทยนฺติ สพฺเพว เต นินฺทมนฺวานยนฺติ อโถ ปสํสมฺปิ ลภนฺติ ตตฺถ ฯ
๖๐๑เยเกจิเม ทิฏฺฐิปริพฺพสานาติ เยเกจีติ สพฺเพน สพฺพํ สพฺพถา สพฺพํ อเสสํ นิสฺเสสํ ปริยาทายวจนเมตํ เยเกจีติ ฯ ทิฏฺฐิปริพฺพสานาติ สนฺเตเก สมณพฺราหฺมณา ทิฏฺฐิคติกา เต ทฺวาสฏฺฐิยา ทิฏฺฐิคตานํ อญฺญตรญฺญตรํ ทิฏฺฐิคตํ คเหตฺวา อุคฺคเหตฺวา คณฺหิตฺวา ปรามสิตฺวา อภินิวิสิตฺวา สกาย สกาย ทิฏฺฐิยา วสนฺติ สํวสนฺติ อาวสนฺติ ปริวสนฺติ ฯ ยถา อาคาริกา วา ฆเรสุ วสนฺติ สาปตฺติกา วา อาปตฺตีสุ วสนฺติ สกิเลสา วา กิเลเสสุ วสนฺติ เอวเมว สนฺเตเก สมณพฺราหฺมณา ทิฏฺฐิคติกา เต ทฺวาสฏฺฐิยา ทิฏฺฐิคตานํ อญฺญตรญฺญตรํ ทิฏฺฐิคตํ คเหตฺวา อุคฺคเหตฺวา คณฺหิตฺวา ปรามสิตฺวา อภินิวิสิตฺวา สกาย สกาย ทิฏฺฐิยา วสนฺติ สํวสนฺติ อาวสนฺติ ปริวสนฺตีติ เยเกจิเม ทิฏฺฐิปริพฺพสานา ฯ
๖๐๒อิทเมว สจฺจนฺติ ปวาทยนฺตีติ สสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺติ อสสฺสโต โลโก ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺตีติ อิทเมว สจฺจนฺติ ปวาทยนฺติ ฯ
๖๐๓สพฺเพว เต นินฺทมนฺวานยนฺตีติ สพฺเพว เต สมณพฺราหฺมณา นินฺทเมว อเนฺวนฺติ ครหเมว อเนฺวนฺติ อกิตฺติเมว อเนฺวนฺติ สพฺเพ นินฺทิตาเยว โหนฺติ ครหิตาเยว โหนฺติ อกิตฺติตาเยว โหนฺตีติ สพฺเพว เต นินฺทมนฺวานยนฺติ ฯ
๖๐๔อโถ ปสํสมฺปิ ลภนฺติ ตตฺถาติ ตตฺถ สกาย ทิฏฺฐิยา สกาย ขนฺติยา สกาย รุจิยา สกาย ลทฺธิยา ปสํสํ โถมนํ กิตฺตึ วณฺณหาริกํ ลภนฺติ ปฏิลภนฺติ อธิคจฺฉนฺติ วินฺทนฺตีติ อโถ ปสํสมฺปิ ลภนฺติ ตตฺถ ฯ เตนาห โส นิมฺมิโต เยเกจิเม ทิฏฺฐิปริพฺพสานา อิทเมว สจฺจนฺติ ปวาทยนฺติ สพฺเพว เต นินฺทมนฺวานยนฺติ อโถ ปสํสมฺปิ ลภนฺติ ตตฺถาติ ฯ
๖๐๕อปฺปํ หิ เอตํ น อลํ สมาย ทุเว วิวาทสฺส ผลานิ พฺรูมิ เอตมฺปิ ทิสฺวา น วิวาทเยถ เขมาภิปสฺสํ อวิวาทภุมฺมํ ฯ
๖๐๖อปฺปํ หิ เอตํ น อลํ สมายาติ อปฺปํ หิ เอตนฺติ อปฺปกํ เอตํ โอมกํ เอตํ โถกํ เอตํ ลามกํ เอตํ ชตุกฺกํ เอตํ ปริตฺตกํ เอตนฺติ อปฺปํ หิ เอตํ ฯ น อลํ สมายาติ นาลํ ราคสฺส สมาย โทสสฺส สมาย โมหสฺส สมาย โกธสฺส อุปนาหสฺส มกฺขสฺส ปฬาสสฺส อิสฺสาย มจฺฉริยสฺส มายาย สาเฐยฺยสฺส ถมฺภสฺส สารมฺภสฺส มานสฺส อติมานสฺส มทสฺส ปมาทสฺส สพฺพกิเลสานํ สพฺพทุจฺจริตานํ สพฺพทรถานํ สพฺพปริฬาหานํ สพฺพสนฺตาปานํ สพฺพากุสลาภิสงฺขารานํ สมาย อุปสมาย วูปสมาย นิพฺพานาย ปฏินิสฺสคฺคาย ปฏิปฺปสฺสทฺธิยาติ อปฺปํ หิ เอตํ น อลํ สมาย ฯ
๖๐๗ทุเว วิวาทสฺส ผลานิ พฺรูมีติ ทิฏฺฐิกลหสฺส ทิฏฺฐิภณฺฑนสฺส ทิฏฺฐิวิคฺคหสฺส ทิฏฺฐิวิวาทสฺส ทิฏฺฐิเมธคสฺส เทฺว ผลานิ โหนฺติ ชยปราชโย โหติ ลาภาลาโภ โหติ ยสายโส โหติ นินฺทาปสํโส โหติ สุขทุกฺขํ โหติ โสมนสฺสโทมนสฺสํ โหติ อิฏฺฐานิฏฺฐํ โหติ อนุนยปฏิฆํ โหติ อุคฺฆาตินิคฺฆาติ โหติ อนุโรธวิโรโธ โหติ ฯ อถวา ตํ กมฺมํ นิรยสํวตฺตนิกํ ติรจฺฉานโยนิกสํวตฺตนิกํ ปิตฺติวิสยิกสํวตฺตนิกนฺติ พฺรูมิ อาจิกฺขามิ เทเสมิ ปญฺญาเปมิ ปฏฺฐเปมิ วิวรามิ วิภชามิ อุตฺตานีกโรมิ ปกาเสมีติ ทุเว วิวาทสฺส ผลานิ พฺรูมิ ฯ
๖๐๘เอตมฺปิ ทิสฺวา น วิวาทเยถาติ เอตมฺปิ ทิสฺวาติ เอตํ อาทีนวํ ทิสฺวา ปสฺสิตฺวา ตุลยิตฺวา ตีรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวา ทิฏฺฐิกลเหสุ ทิฏฺฐิภณฺฑเนสุ ทิฏฺฐิวิคฺคเหสุ ทิฏฺฐิวิวาเทสุ ทิฏฺฐิเมธเคสูติ เอตมฺปิ ทิสฺวา ฯ น วิวาทเยถาติ น กลหํ กเรยฺย น ภณฺฑนํ กเรยฺย น วิคฺคหํ กเรยฺย น วิวาทํ กเรยฺย น เมธคํ กเรยฺย กลหภณฺฑนวิคฺคหวิวาทเมธคํ ปชเหยฺย วิโนเทยฺย พฺยนฺตีกเรยฺย อนภาวงฺคเมยฺย กลหภณฺฑนวิคฺคห- วิวาทเมธคา อารโต อสฺส วิรโต ปฏิวิรโต นิกฺขนฺโต นิสฺสฏฺโฐ วิปฺปมุตฺโต วิสญฺญุตฺโต วิมริยาทิกเตน เจตสา วิหเรยฺยาติ เอตมฺปิ ทิสฺวา น วิวาทเยถ ฯ
๖๐๙เขมาภิปสฺสํ อวิวาทภุมฺมนฺติ อวิวาทภุมฺมํ วุจฺจติ อมตนิพฺพานํ โย โส สพฺพสงฺขารสมโถ สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺโค ตณฺหกฺขโย วิราโค นิโรโธ นิพฺพานํ ฯ เอตํ อวิวาทภุมฺมํ เขมโต ตาณโต เลณโต สรณโต อภยโต อจฺจุตโต อมตโต นิพฺพานโต ปสฺสนฺโต ทกฺขนฺโต โอโลเกนฺโต นิชฺฌายนฺโต อุปปริกฺขนฺโตติ เขมาภิปสฺสํ อวิวาทภุมฺมํ ฯ เตนาห ภควา อปฺปํ หิ เอตํ น อลํ สมาย ทุเว วิวาทสฺส ผลานิ พฺรูมิ เอตมฺปิ ทิสฺวา น วิวาทเยถ เขมาภิปสฺสํ อวิวาทภุมฺมนฺติ ฯ
๖๑๐ยากาจิมา สมฺมติโย ปุถุชฺชา สพฺพาว เอตา น อุเปติ วิทฺธา อนูปโย โส อุปยํ กิเมยฺย ทิฏฺเฐ สุเต ขนฺติมกุพฺพมาโน ฯ
๖๑๑ยากาจิมา สมฺมติโย ปุถุชฺชาติ ยากาจีติ สพฺเพน สพฺพํ สพฺพถา สพฺพํ อเสสํ นิสฺเสสํ ปริยาทายวจนเมตํ ยากาจีติ ฯ สมฺมติโยติ สมฺมติโย วุจฺจนฺติ ทฺวาสฏฺฐี ทิฏฺฐิคตานิ ฯ ปุถุชฺชาติ ปุถุชฺชเนหิ ชนิตา วา ตา สมฺมติโยติ ปุถุชฺชา ฯ ปุถุนานาชเนหิ ชนิตา วา ตา สมฺมติโยติ ปุถุชฺชาติ ยากาจิมา สมฺมติโย ปุถุชฺชา ฯ
๖๑๒สพฺพาว เอตา น อุเปติ วิทฺธาติ วิทฺธา วิชฺชาคโต ญาณี วิภาวี เมธาวี สพฺพาว เอตา ทิฏฺฐิสมฺมติโย เนติ น อุเปติ น อุปคจฺฉติ น คณฺหาติ น ปรามสติ นาภินิวิสตีติ สพฺพาว เอตา น อุเปติ วิทฺธา ฯ
๖๑๓อนูปโย โส อุปยํ กิเมยฺยาติ อุปโยติ เทฺว อุปยา ตณฺหูปโย จ ทิฏฺฐูปโย จ ฯเปฯ อยํ ตณฺหูปโย ฯเปฯ อยํ ทิฏฺฐูปโย ฯ ตสฺส ตณฺหูปโย ปหีโน ทิฏฺฐูปโย ปฏินิสฺสฏฺโฐ ตณฺหูปยสฺส ปหีนตฺตา ทิฏฺฐูปยสฺส ปฏินิสฺสฏฺฐตฺตา อนูปโย ปุคฺคโล กึ รูปํ อุเปยฺย อุปคจฺเฉยฺย คเณฺหยฺย ปรามเสยฺย อภินิวิเสยฺย อตฺตา เมติ ฯ กึ เวทนํ กึ สญฺญํ กึ สงฺขาเร กึ วิญฺญาณํ กึ คตึ กึ อุปปตฺตึ กึ ปฏิสนฺธึ กึ ภวํ กึ สํสารํ กึ วฏฺฏํ อุเปยฺย อุปคจฺเฉยฺย คเณฺหยฺย ปรามเสยฺย อภินิวิเสยฺยาติ อนูปโย โส อุปยํ กิเมยฺย ฯ
๖๑๔ทิฏฺเฐ สุเต ขนฺติมกุพฺพมาโนติ ทิฏฺเฐ วา ทิฏฺฐสุทฺธิยา วา สุเต วา สุตสุทฺธิยา วา มุเต วา มุตสุทฺธิยา วา ขนฺตึ อกุพฺพมาโน ฉนฺทํ อกุพฺพมาโน เปมํ อกุพฺพมาโน ราคํ อกุพฺพมาโน อชนยมาโน อสญฺชนยมาโน อนิพฺพตฺตยมาโน นาภินิพฺพตฺตยมาโนติ ทิฏฺเฐ สุเต ขนฺติมกุพฺพมาโน ฯ เตนาห ภควา ยากาจิมา สมฺมติโย ปุถุชฺชา สพฺพาว เอตา น อุเปติ วิทฺธา อนูปโย โส อุปยํ กิเมยฺย ทิฏฺเฐ สุเต ขนฺติมกุพฺพมาโนติ ฯ
๖๑๕สีลุตฺตมา สญฺญเมนาหุ สุทฺธึ วตฺตํ สมาทาย อุปฏฺฐิตาเส อิเธว สิกฺเขม อถสฺส สุทฺธึ ภวูปนีตา กุสลาวทานา ฯ
๖๑๖สีลุตฺตมา สญฺญเมนาหุ สุทฺธินฺติ สนฺเตเก สมณพฺราหฺมณา สีลุตฺตมวาทา เต สีลมตฺเตน สญฺญมมตฺเตน สํวรมตฺเตน อวีติกฺกมมตฺเตน สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ อาหุ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺติ ฯ สมณมุณฺฑิกาปุตฺโต เอวมาห จตูหิ โข อหํ ถปติ ธมฺเมหิ สมนฺนาคตํ ปุริสปุคฺคลํ ปญฺญาเปมิ สมฺปนฺนกุสลํ ปรมกุสลํ อุตฺตมปฺปตฺติปฺปตฺตํ สมณํ อโยชฺฌํ กตเมหิ จตูหิ อิธ ถปติ น กาเยน ปาปกมฺมํ กโรติ น ปาปิกํ วาจํ ภาสติ น ปาปกํ สงฺกปฺปํ สงฺกปฺปติ น ปาปกํ อาชีวํ อาชีวติ อิเมหิ โข อหํ ถปติ จตูหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคตํ ปุริสปุคฺคลํ ปญฺญาเปมิ สมฺปนฺนกุสลํ ปรมกุสลํ อุตฺตมปฺปตฺติปฺปตฺตํ สมณํ อโยชฺฌํ ฯ เอวเมว สนฺเตเก สมณพฺราหฺมณา สีลุตฺตมวาทา เต สีลมตฺเตน สญฺญมมตฺเตน สํวรมตฺเตน อวีติกฺกมมตฺเตน สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ อาหุ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺตีติ สีลุตฺตมา สญฺญเมนาหุ สุทฺธึ ฯ
๖๑๗วตฺตํ สมาทาย อุปฏฺฐิตาเสติ วตฺตนฺติ หตฺถิวตฺตํ วา อสฺสวตฺตํ วา โควตฺตํ วา อชวตฺตํ วา กุกฺกุรวตฺตํ วา กากวตฺตํ วา วาสุเทววตฺตํ วา ปุณฺณภทฺทวตฺตํ วา มณิภทฺทวตฺตํ วา อคฺคิวตฺตํ วา นาควตฺตํ วา สุปณฺณวตฺตํ วา ยกฺขวตฺตํ วา อสุรวตฺตํ วา คนฺธพฺพวตฺตํ วา มหาราชวตฺตํ วา จนฺทวตฺตํ วา สุริยวตฺตํ วา อินฺทวตฺตํ วา พฺรหฺมวตฺตํ วา เทววตฺตํ วา ทิสวตฺตํ วา อาทาย สมาทาย อาทยิตฺวา คณฺหิตฺวา ปรามสิตฺวา อภินิวิสิตฺวา อุปฏฺฐิตา ปจฺจุปฏฺฐิตา อลฺลีนา อุปคตา อชฺโฌสิตา อธิมุตฺตาติ วตฺตํ สมาทาย อุปฏฺฐิตาเส ฯ
๖๑๘อิเธว สิกฺเขม อถสฺส สุทฺธินฺติ อิธาติ สกาย ทิฏฺฐิยา สกาย ขนฺติยา สกาย รุจิยา สกาย ลทฺธิยา สิกฺเขม อาจเรม สมาจเรม สมาทาย วตฺเตมาติ อิเธว สิกฺเขม ฯ อถสฺส สุทฺธินฺติ อถวาสฺส สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตินฺติ อิเธว สิกฺเขม อถสฺส สุทฺธึ ฯ
๖๑๙ภวูปนีตา กุสลาวทานาติ ภวูปนีตาติ ภวูปนีตา ภวูปคตา ภวชฺโฌสิตา ภวาธิมุตฺตาติ ภวูปนีตา ฯ กุสลาวทานาติ กุสลวาทา ปณฺฑิตวาทา ธีรวาทา ญาณวาทา เหตุวาทา ลกฺขณวาทา การณวาทา ฐานวาทา สกาย ลทฺธิยาติ ภวูปนีตา กุสลาวทานา ฯ เตนาห ภควา สีลุตฺตมา สญฺญเมนาหุ สุทฺธึ วตฺตํ สมาทาย อุปฏฺฐิตาเส อิเธว สิกฺเขม อถสฺส สุทฺธึ ภวูปนีตา กุสลาวทานาติ ฯ
๖๒๐สเจ จุโต สีลวตาโต โหติ ส เวธตี กมฺม วิราธยิตฺวา ส ชปฺปตี ปตฺถยตี จ สุทฺธึ สตฺถาวหีโน ปวสํ ฆรมฺหา ฯ
๖๒๑สเจ จุโต สีลวตาโต โหตีติ ทฺวีหิ การเณหิ สีลพฺพตโต จวติ ปรวิจฺฉินฺทนาย วา จวติ อนภิสมฺภุณนฺโต วา จวติ ฯ {๖๒๑.๑} กถํ ปรวิจฺฉินฺทนาย จวติ ฯ ปโร วิจฺฉินฺทติ โส สตฺถา น สพฺพญฺญู ธมฺโม น สฺวากฺขาโต คโณ น สุปฏิปนฺโน ทิฏฺฐิ น ภทฺทิกา ปฏิปทา น สุปญฺญตฺตา มคฺโค น นิยฺยานิโก นตฺเถตฺถ สุทฺธิ วา วิสุทฺธิ วา ปริสุทฺธิ วา มุตฺติ วา วิมุตฺติ วา ปริมุตฺติ วา น ตตฺถ สุชฺฌนฺติ วา วิสุชฺฌนฺติ วา ปริสุชฺฌนฺติ วา มุจฺจนฺติ วา วิมุจฺจนฺติ วา ปริมุจฺจนฺติ วา หีนา นิหีนา โอมกา ลามกา ชตุกฺกา ปริตฺตาติ เอวํ ปโร วิจฺฉินฺทติ ฯ เอวํ วิจฺฉินฺทิยมาโน สตฺถารา จวติ ธมฺมกฺขานา จวติ คณา จวติ ทิฏฺฐิยา จวติ ปฏิปทาย จวติ มคฺคโต จวติ เอวํ ปรวิจฺฉินฺทนาย จวติ ฯ {๖๒๑.๒} กถํ อนภิสมฺภุณนฺโต จวติ ฯ สีลํ อนภิสมฺภุณนฺโต สีลโต จวติ วตฺตํ อนภิสมฺภุณนฺโต วตฺตโต จวติ สีลพฺพตํ อนภิสมฺภุณนฺโต สีลพฺพตโต จวติ เอวํ อนภิสมฺภุณนฺโต จวตีติ สเจ จุโต สีลวตาโต โหติ ฯ
๖๒๒ส เวธตี กมฺม วิราธยิตฺวาติ ส เวธตีติ สีลํ วา วตฺตํ วา สีลพฺพตํ วา วิรทฺธํ มยา อปรทฺธํ มยา ขลิตํ มยา คฬิตํ มยา อญฺญาย อปรทฺโธ อหนฺติ เวธติ ปเวธติ สมฺปเวธตีติ ส เวธตี ฯ กมฺม วิราธยิตฺวาติ ปุญฺญาภิสงฺขารํ วา อปุญฺญาภิสงฺขารํ วา อาเนญฺชาภิสงฺขารํ วา วิรทฺธํ มยา อปรทฺธํ มยา ขลิตํ มยา คฬิตํ มยา อญฺญาย อปรทฺโธ อหนฺติ เวธติ ปเวธติ สมฺปเวธตีติ ส เวธตี กมฺม วิราธยิตฺวา ฯ
๖๒๓ส ชปฺปตี ปตฺถยตี จ สุทฺธินฺติ ส ชปฺปตีติ สีลํ วา ชปฺปติ วตฺตํ วา ชปฺปติ สีลพฺพตํ วา ชปฺปติ ปชปฺปติ อภิชปฺปตีติ ส ชปฺปตี ฯ ปตฺถยตี จ สุทฺธินฺติ สีลสุทฺธึ วา ปตฺเถติ วตฺตสุทฺธึ วา ปตฺเถติ สีลพฺพตสุทฺธึ วา ปตฺเถติ ปิเหติ อภิชปฺปตีติ ส ชปฺปตี ปตฺถยตี จ สุทฺธึ ฯ
๖๒๔สตฺถาวหีโน ปวสํ ฆรมฺหาติ ยถา ปุริโส ฆรโต นิกฺขนฺโต สตฺเถน สห วสนฺโต สตฺถา โอหีโน ตํ วา สตฺถํ อนุพนฺธติ สกํ วา ฆรํ ปจฺจาคจฺฉติ เอวเมว โส ทิฏฺฐิคติโก ตํ วา สตฺถารํ คณฺหาติ อญฺญํ วา สตฺถารํ คณฺหาติ ตํ วา ธมฺมกฺขานํ คณฺหาติ อญฺญํ วา ธมฺมกฺขานํ คณฺหาติ ตํ วา คณํ คณฺหาติ อญฺญํ วา คณํ คณฺหาติ ตํ วา ทิฏฺฐึ คณฺหาติ อญฺญํ วา ทิฏฺฐึ คณฺหาติ ตํ วา ปฏิปทํ คณฺหาติ อญฺญํ วา ปฏิปทํ คณฺหาติ ตํ วา มคฺคํ คณฺหาติ อญฺญํ วา มคฺคํ คณฺหาติ ปรามสติ อภินิวิสตีติ สตฺถาวหีโน ปวสํ ฆรมฺหา ฯ เตนาห ภควา สเจ จุโต สีลวตาโต โหติ ส เวธตี กมฺม วิราธยิตฺวา ส ชปฺปตี ปตฺถยตี จ สุทฺธึ สตฺถาวหีโน ปวสํ ฆรมฺหาติ ฯ
๖๒๕สีลพฺพตํ วาปิ ปหาย สพฺพํ กมฺมญฺจ สาวชฺชนวชฺชเมตํ สุทฺธึ อสุทฺธินฺติ อปตฺถยาโน วิรโต จเร สนฺติมนุคฺคหาย ฯ
๖๒๖สีลพฺพตํ วาปิ ปหาย สพฺพนฺติ สพฺพา สีลสุทฺธิโย ปหาย ปชหิตฺวา วิโนทิตฺวา พฺยนฺตีกริตฺวา อนภาวงฺคมิตฺวา สพฺพา วตฺตสุทฺธิโย ปหาย ปชหิตฺวา วิโนทิตฺวา พฺยนฺตีกริตฺวา อนภาวงฺคมิตฺวา สพฺพา สีลพฺพตสุทฺธิโย ปหาย ปชหิตฺวา วิโนทิตฺวา พฺยนฺตีกริตฺวา อนภาวงฺคมิตฺวาติ สีลพฺพตํ วาปิ ปหาย สพฺพํ ฯ
๖๒๗กมฺมญฺจ สาวชฺชนวชฺชเมตนฺติ สาวชฺชกมฺมํ วุจฺจติ กณฺหํ กณฺหวิปากํ ฯ อนวชฺชกมฺมํ วุจฺจติ สุกฺกํ สุกฺกวิปากํ ฯ สาวชฺชญฺจ กมฺมํ อนวชฺชญฺจ กมฺมํ ปหาย ปชหิตฺวา วิโนทิตฺวา พฺยนฺตีกริตฺวา อนภาวงฺคมิตฺวาติ กมฺมญฺจ สาวชฺชนวชฺชเมตํ ฯ
๖๒๘สุทฺธึ อสุทฺธินฺติ อปตฺถยาโนติ อสุทฺธึ ปตฺเถนฺติ อกุสเล ธมฺเม ปตฺเถนฺติ สุทฺธึ ปตฺเถนฺติ ปญฺจ กามคุเณ ปตฺเถนฺติ อสุทฺธึ ปตฺเถนฺติ อกุสเล ธมฺเม ปตฺเถนฺติ ปญฺจ กามคุเณ ปตฺเถนฺติ สุทฺธึ ปตฺเถนฺติ ทฺวาสฏฺฐีทิฏฺฐิคตานิ ปตฺเถนฺติ อสุทฺธึ ปตฺเถนฺติ อกุสเล ธมฺเม ปตฺเถนฺติ ปญฺจ กามคุเณ ปตฺเถนฺติ ทฺวาสฏฺฐีทิฏฺฐิคตานิ ปตฺเถนฺติ สุทฺธึ ปตฺเถนฺติ เตธาตุเก กุสเล ธมฺเม ปตฺเถนฺติ อสุทฺธึ ปตฺเถนฺติ อกุสเล ธมฺเม ปตฺเถนฺติ ปญฺจ กามคุเณ ปตฺเถนฺติ ทฺวาสฏฺฐีทิฏฺฐิคตานิ ปตฺเถนฺติ เตธาตุเก กุสเล ธมฺเม ปตฺเถนฺติ สุทฺธึ ปตฺเถนฺติ กลฺยาณปุถุชฺชนา นิยามาวกฺกนฺตึ ปตฺเถนฺติ เสกฺขา อคฺคธมฺมํ อรหตฺตํ ปตฺเถนฺติ ฯ อรหตฺตปฺปตฺเต อรหา เนว อกุสเล ธมฺเม ปตฺเถติ นปิ ปญฺจ กามคุเณ ปตฺเถติ นปิ ทฺวาสฏฺฐีทิฏฺฐิคตานิ ปตฺเถติ นปิ เตธาตุเก กุสเล ธมฺเม ปตฺเถติ นปิ นิยามาวกฺกนฺตึ ปตฺเถติ นปิ อคฺคธมฺมํ อรหตฺตํ ปตฺเถติ ฯ ปตฺถนํ สมติกฺกนฺโต อรหา วุฑฺฒิปริหานึ วีติวตฺโต ฯ โส วุฏฺฐวาโส จิณฺณจรโณ ฯเปฯ นตฺถิ ตสฺส ปุนพฺภโวติ สุทฺธึ อสุทฺธินฺติ อปตฺถยาโน ฯ
๖๒๙วิรโต จเร สนฺติมนุคฺคหายาติ วิรโตติ สุทฺธิอสุทฺธิยา อารโต วิรโต ปฏิวิรโต นิกฺขนฺโต นิสฺสฏฺโฐ วิปฺปมุตฺโต วิสญฺญุตฺโต วิมริยาทิกเตน เจตสา วิหรตีติ วิรโต ฯ จเรติ จเรยฺย วิจเรยฺย อิริเยยฺย วตฺเตยฺย ปาเลยฺย ยเปยฺย ยาเปยฺยาติ วิรโต จเร ฯ สนฺติมนุคฺคหายาติ สนฺติโย วุจฺจนฺติ ทฺวาสฏฺฐี ทิฏฺฐิคตานิ ทิฏฺฐิสนฺติโย อคฺคณฺหนฺโต อปรามสนฺโต อนภินิวิสนฺโตติ วิรโต จเร สนฺติมนุคฺคหาย ฯ เตนาห ภควา สีลพฺพตํ วาปิ ปหาย สพฺพํ กมฺมญฺจ สาวชฺชนวชฺชเมตํ สุทฺธึ อสุทฺธินฺติ อปตฺถยาโน วิรโต จเร สนฺติมนุคฺคหายาติ ฯ
๖๓๐ตมูปนิสฺสาย ชิคุจฺฉิตํ วา อถ วาปิ ทิฏฺฐํว สุตํ มุตํ วา อุทฺธํสรา สุทฺธิมนุตฺถุนนฺติ อวีตตณฺหาเส ภวาภเวสุ ฯ
๖๓๑ตมูปนิสฺสาย ชิคุจฺฉิตํ วาติ สนฺเตเก สมณพฺราหฺมณา ตโปชิคุจฺฉวาทา ตโปชิคุจฺฉสารา ตโปชิคุจฺฉํ นิสฺสิตา สนฺนิสฺสิตา อลฺลีนา อุปคตา อชฺโฌสิตา อธิมุตฺตาติ ตมูปนิสฺสาย ชิคุจฺฉิตํ วา ฯ
๖๓๒อถวาปิ ทิฏฺฐํว สุตํ มุตํ วาติ ทิฏฺฐํ วา ทิฏฺฐสุทฺธึ วา สุตํ วา สุตสุทฺธึ วา มุตํ วา มุตสุทฺธึ วา นิสฺสาย อุปนิสฺสาย คณฺหิตฺวา ปรามสิตฺวา อภินิวิสิตฺวาติ อถวาปิ ทิฏฺฐํว สุตํ มุตํ วา ฯ
๖๓๓อุทฺธํสรา สุทฺธิมนุตฺถุนนฺตีติ สนฺเตเก สมณพฺราหฺมณา อุทฺธํสราวาทา ฯ กตเม สมณพฺราหฺมณา อุทฺธํสราวาทา ฯ เย เต สมณพฺราหฺมณา อจฺจนฺตสุทฺธิกา สํสารสุทฺธิกา อกิริยทิฏฺฐิกา สสฺสตวาทา อิเม เต สมณพฺราหฺมณา อุทฺธํสราวาทา ฯ เต สํสาเรน สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ อนุตฺถุนนฺติ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺตีติ อุทฺธํสรา สุทฺธิมนุตฺถุนนฺติ ฯ
๖๓๔อวีตตณฺหาเส ภวาภเวสูติ ตณฺหาติ รูปตณฺหา สทฺทตณฺหา คนฺธตณฺหา รสตณฺหา โผฏฺฐพฺพตณฺหา ธมฺมตณฺหา ฯ ภวาภเวสูติ ภวาภเว กมฺมภเว ปุนพฺภเว กามภเว กมฺมภเว กามภเว ปุนพฺภเว รูปภเว กมฺมภเว รูปภเว ปุนพฺภเว อรูปภเว กมฺมภเว อรูปภเว ปุนพฺภเว ปุนปฺปุนํ ภเว ปุนปฺปุนํ คติยา ปุนปฺปุนํ อุปปตฺติยา ปุนปฺปุนํ ปฏิสนฺธิยา ปุนปฺปุนํ อตฺตภาวาภินิพฺพตฺติยา ฯ อวีตตณฺหาเสติ อวีตตณฺหา อวิคตตณฺหา อจฺจตฺตตณฺหา อวนฺตตณฺหา อมุตฺตตณฺหา อปฺปหีนตณฺหา อปฺปฏินิสฺสฏฺฐตณฺหาติ อวีตตณฺหาเส ภวาภเวสุ ฯ เตนาห ภควา ตมูปนิสฺสาย ชิคุจฺฉิตํ วา อถวาปิ ทิฏฺฐํว สุตํ มุตํ วา อุทฺธํสรา สุทฺธิมนุตฺถุนนฺติ อวีตตณฺหาเส ภวาภเวสูติ ฯ
๖๓๕ปตฺถยมานสฺส หิ ชปฺปิตานิ สํเวธิตํ วาปิ ปกปฺปิเตสุ จุตูปปาโต อิธ ยสฺส นตฺถิ ส เกน เวเธยฺย กุหึ ปชปฺเป ฯ
๖๓๖ปตฺถยมานสฺส หิ ชปฺปิตานีติ ปตฺถนา วุจฺจติ ตณฺหา โย ราโค สาราโค ฯเปฯ อภิชฺฌา โลโภ อกุสลมูลํ ฯ ปตฺถยมานสฺสาติ ปตฺถยมานสฺส อิจฺฉมานสฺส สาทิยมานสฺส ปิหยมานสฺส อภิชปฺปยมานสฺสาติ ปตฺถยมานสฺส หิ ฯ ชปฺปิตานีติ ชปฺปนา วุจฺจติ ตณฺหา โย ราโค สาราโค ฯเปฯ อภิชฺฌา โลโภ อกุสลมูลนฺติ ปตฺถยมานสฺส หิ ชปฺปิตานิ ฯ
๖๓๗สํเวธิตํ วาปิ ปกปฺปิเตสูติ ปกปฺปนาติ เทฺว ปกปฺปนา ตณฺหาปกปฺปนา จ ทิฏฺฐิปกปฺปนา จ ฯเปฯ อยํ ตณฺหาปกปฺปนา ฯเปฯ อยํ ทิฏฺฐิปกปฺปนา ฯ วตฺถุอจฺเฉทสงฺกิโนปิ เวเธนฺติ อจฺฉิชฺชนฺเตปิ เวเธนฺติ อจฺฉินฺเนปิ เวเธนฺติ วตฺถุวิปริณามสงฺกิโนปิ เวเธนฺติ วิปริณามนฺเตปิ เวเธนฺติ วิปริณเตปิ เวเธนฺติ ปเวเธนฺติ สมฺปเวเธนฺตีติ สํเวธิตํ วาปิ ปกปฺปิเตสุ ฯ
๖๓๘จุตูปปาโต อิธ ยสฺส นตฺถีติ ยสฺสาติ อรหโต ขีณาสวสฺส อาคมนํ คมนํ คมนาคมนํ กาลํ คติ ภวาภโว จุติ จ อุปปตฺติ จ นิพฺพตฺติ จ เภโท จ ชาติชรามรณํ นตฺถิ น สนฺติ น สํวิชฺชนฺติ นุปลพฺภนฺติ ปหีนา สมุจฺฉินฺนา วูปสนฺตา ปฏิปฺปสฺสทฺธา อภพฺพุปฺปตฺติกา ญาณคฺคินา ทฑฺฒาติ จุตูปปาโต อิธ ยสฺส นตฺถิ ฯ
๖๓๙ส เกน เวเธยฺย กุหึ ปชปฺเปติ โส เกน ราเคน เวเธยฺย เกน โทเสน เวเธยฺย เกน โมเหน เวเธยฺย เกน มาเนน เวเธยฺย กาย ทิฏฺฐิยา เวเธยฺย เกน อุทฺธจฺเจน เวเธยฺย กาย วิจิกิจฺฉาย เวเธยฺย เกหิ อนุสเยหิ เวเธยฺย รตฺโตติ วา ทุฏฺโฐติ วา มูโฬฺหติ วา วินิพนฺโธติ วา ปรามฏฺโฐติ วา วิกฺเขปคโตติ วา อนิฏฺฐงฺคโตติ วา ถามคโตติ วา ฯ เต อภิสงฺขารา ปหีนา อภิสงฺขารานํ ปหีนตฺตา คติยา เกน เวเธยฺย เนรยิโกติ วา ติรจฺฉานโยนิโกติ วา ปิตฺติวิสยิโกติ วา มนุสฺโสติ วา เทโวติ วา รูปีติ วา อรูปีติ วา สญฺญีติ วา อสญฺญีติ วา เนวสญฺญีนาสญฺญีติ วา ฯ โส เหตุ นตฺถิ ปจฺจโย นตฺถิ การณํ นตฺถิ เยน เวเธยฺย ปเวเธยฺย สมฺปเวเธยฺยาติ ส เกน เวเธยฺย ฯ กุหึ ปชปฺเปติ กิมฺหิ ชปฺเปยฺย ปชปฺเปยฺย อภิชปฺเปยฺยาติ ส เกน เวเธยฺย กุหึ ปชปฺเป ฯ เตนาห ภควา ปตฺถยมานสฺส หิ ชปฺปิตานิ สํเวธิตํ วาปิ ปกปฺปิเตสุ จุตูปปาโต อิธ ยสฺส นตฺถิ ส เกน เวเธยฺย กุหึ ปชปฺเปติ ฯ
๖๔๐ยมาหุ ธมฺมํ ปรมนฺติ เอเก ตเมว หีนนฺติ ปนาหุ อญฺเญ สจฺโจ นุ วาโท กตโม อิเมสํ สพฺเพว หีเม กุสลาวทานา ฯ
๖๔๑ยมาหุ ธมฺมํ ปรมนฺติ เอเกติ ยํ ธมฺมํ ทิฏฺฐึ ปฏิปทํ มคฺคํ เอเก สมณพฺราหฺมณา อิทํ ปรมํ อคฺคํ เสฏฺฐํ วิเสฏฺฐํ ปาโมกฺขํ อุตฺตมํ ปวรนฺติ เอวมาหํสุ เอวํ กเถนฺติ เอวํ ภณนฺติ เอวํ ทีปยนฺติ เอวํ โวหรนฺตีติ ยมาหุ ธมฺมํ ปรมนฺติ เอเก ฯ
๖๔๒ตเมว หีนนฺติ ปนาหุ อญฺเญติ ตเมว ธมฺมํ ทิฏฺฐึ ปฏิปทํ มคฺคํ เอเก สมณพฺราหฺมณา หีนํ เอตํ นิหีนํ เอตํ โอมกํ เอตํ ลามกํ เอตํ ชตุกฺกํ เอตํ ปริตฺตกํ เอตนฺติ เอวมาหํสุ เอวํ กเถนฺติ เอวํ ภณนฺติ เอวํ ทีปยนฺติ เอวํ โวหรนฺตีติ ตเมว หีนนฺติ ปนาหุ อญฺเญ ฯ
๖๔๓สจฺโจ นุ วาโท กตโม อิเมสนฺติ อิเมสํ สมณพฺราหฺมณานํ วาโท กตโม สจฺโจ ตจฺโฉ ตโถ ภูโต ยาถาโว อวิปรีโตติ สจฺโจ นุ วาโท กตโม อิเมสํ ฯ
๖๔๔สพฺเพว หีเม กุสลาวทานาติ สพฺเพว หีเม สมณพฺราหฺมณา กุสลวาทา ปณฺฑิตวาทา ธีรวาทา ญาณวาทา เหตุวาทา ลกฺขณวาทา การณวาทา ฐานวาทา สกาย ลทฺธิยาติ สพฺเพว หีเม กุสลาวทานา ฯ เตนาห ภควา ยมาหุ ธมฺมํ ปรมนฺติ เอเก ตเมว หีนนฺติ ปนาหุ อญฺเญ สจฺโจ นุ วาโท กตโม อิเมสํ สพฺเพว หีเม กุสลาวทานาติ ฯ
๖๔๕สกํ หิ ธมฺมํ ปริปุณฺณมาหุ อญฺญสฺส ธมฺมํ ปน หีนมาหุ เอวมฺปิ วิคฺคยฺห วิวาทยนฺติ สกํ สกํ สมฺมติมาหุ สจฺจํ ฯ
๖๔๖สกํ หิ ธมฺมํ ปริปุณฺณมาหูติ สกํ หิ ธมฺมํ ทิฏฺฐึ ปฏิปทํ มคฺคํ เอเก สมณพฺราหฺมณา อิทํ สมตฺตํ ปริปุณฺณํ อโนมนฺติ เอวมาหํสุ เอวํ กเถนฺติ เอวํ ภณนฺติ เอวํ ทีปยนฺติ เอวํ โวหรนฺตีติ สกํ หิ ธมฺมํ ปริปุณฺณมาหุ ฯ
๖๔๗อญฺญสฺส ธมฺมํ ปน หีนมาหูติ อญฺญสฺส ธมฺมํ ทิฏฺฐึ ปฏิปทํ มคฺคํ เอเก สมณพฺราหฺมณา หีนํ เอตํ นิหีนํ เอตํ โอมกํ เอตํ ลามกํ เอกํ ชตุกฺกํ เอตํ ปริตฺตกํ เอตนฺติ เอวมาหํสุ เอวํ กเถนฺติ เอวํ ภณนฺติ เอวํ ทีปยนฺติ เอวํ โวหรนฺตีติ อญฺญสฺส ธมฺมํ ปน หีนมาหุ ฯ
๖๔๘เอวมฺปิ วิคฺคยฺห วิวาทยนฺตีติ เอวํ คเหตฺวา คณฺหิตฺวา ปรามสิตฺวา อภินิวิสิตฺวา วิวาทยนฺติ กลหํ กโรนฺติ ภณฺฑนํ กโรนฺติ วิคฺคหํ กโรนฺติ วิวาทํ กโรนฺติ เมธคํ กโรนฺติ น ตฺวํ อิมํ ธมฺมวินยํ อาชานาสิ ฯเปฯ นิพฺเพเธหิ วา สเจ ปโหสีติ เอวมฺปิ วิคฺคยฺห วิวาทยนฺติ ฯ
๖๔๙สกํ สกํ สมฺมติมาหุ สจฺจนฺติ สสฺสโต โลโก ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ สกํ สกํ สมฺมติมาหุ สจฺจํ ฯ เตนาห ภควา สกํ หิ ธมฺมํ ปริปุณฺณมาหุ อญฺญสฺส ธมฺมํ ปน หีนมาหุ เอวมฺปิ วิคฺคยฺห วิวาทยนฺติ สกํ สกํ สมฺมติมาหุ สจฺจนฺติ ฯ
๖๕๐ปรสฺส เจ วมฺภยิเตน หีโน น โกจิ ธมฺเมสุ วิเสสิ อสฺส ปุถู หิ อญฺญสฺส วทนฺติ ธมฺมํ นิหีนโต สมฺหิ ทฬฺหํวทานา ฯ
๖๕๑ปรสฺส เจ วมฺภยิเตน หีโนติ ปรสฺส เจ วมฺภยิตการณา นินฺทิตการณา ครหิตการณา อุปวทิตการณา ปโร พาโล โหติ หีโน นิหีโน โอมโก ลามโก ชตุกฺโก ปริตฺโตติ ปรสฺส เจ วมฺภยิเตน หีโน ฯ
๖๕๒น โกจิ ธมฺเมสุ วิเสสิ อสฺสาติ ธมฺเมสุ น โกจิ อคฺโค เสฏฺโฐ วิเสฏฺโฐ ปาโมกฺโข อุตฺตโม ปวโร อสฺสาติ น โกจิ ธมฺเมสุ วิเสสิ อสฺส ฯ
๖๕๓ปุถู หิ อญฺญสฺส วทนฺติ ธมฺมํ นิหีนโตติ พหุกาปิ พหุนฺนํ ธมฺมํ วทนฺติ อุปวทนฺติ นินฺทนฺติ ครหนฺติ หีนโต นิหีนโต โอมกโต ลามกโต ชตุกฺกโต ปริตฺตโต พหุกาปิ เอกสฺส ธมฺมํ วทนฺติ อุปวทนฺติ นินฺทนฺติ ครหนฺติ หีนโต นิหีนโต โอมกโต ลามกโต ชตุกฺกโต ปริตฺตโต เอโกปิ พหุนฺนํ ธมฺมํ วทติ อุปวทติ นินฺทติ ครหติ หีนโต นิหีนโต โอมกโต ลามกโต ชตุกฺกโต ปริตฺตโต เอโกปิ เอกสฺส ธมฺมํ วทติ อุปวทติ นินฺทติ ครหติ หีนโต นิหีนโต โอมกโต ลามกโต ชตุกฺกโต ปริตฺตโตติ ปุถู หิ อญฺญสฺส วทนฺติ ธมฺมํ นิหีนโต ฯ
๖๕๔สมฺหิ ทฬฺหํวทานาติ ธมฺโม สกายนํ ทิฏฺฐิ สกายนํ ปฏิปทา สกายนํ มคฺโค สกายนํ ฯ สกายเน ทฬฺหวาทา ถิรวาทา พลิกวาทา อวฏฺฐิตวาทาติ สมฺหิ ทฬฺหํวทานา ฯ เตนาห ภควา ปรสฺส เจ วมฺภยิเตน หีโน น โกจิ ธมฺเมสุ วิเสสิ อสฺส ปุถู หิ อญฺญสฺส วทนฺติ ธมฺมํ นิหีนโต สมฺหิ ทฬฺหํวทานาติ ฯ
๖๕๕สธมฺมปูชา จ ปนา ตเถว ยถา ปสํสนฺติ สกายนานิ สพฺเพ ปวาทา ตถิวา ภเวยฺยุํ สุทฺธี หิ เนสํ ปจฺจตฺตเมว ฯ
๖๕๖สธมฺมปูชา จ ปนา ตเถวาติ กตมา สธมฺมปูชา ฯ สกํ สตฺถารํ สกฺกโรติ ครุกโรติ มาเนติ ปูเชติ อยํ สตฺถา สพฺพญฺญูติ อยํ สธมฺมปูชา ฯ สกํ ธมฺมกฺขานํ สกํ คณํ สกํ ทิฏฺฐึ สกํ ปฏิปทํ สกํ มคฺคํ สกฺกโรติ ครุกโรติ มาเนติ ปูเชติ อยํ มคฺโค นิยฺยานิโกติ อยํ สธมฺมปูชา ฯ สธมฺมปูชา จ ปนา ตเถวาติ สธมฺมปูชา ตถา ตจฺฉา ภูตา ยาถาวา อวิปรีตาติ สธมฺมปูชา จ ปนา ตเถว ฯ
๖๕๗ยถา ปสํสนฺติ สกายนานีติ ธมฺโม สกายนํ ทิฏฺฐิ สกายนํ ปฏิปทา สกายนํ มคฺโค สกายนํ ฯ สกายนานิ ปสํสนฺติ โถเมนฺติ กิตฺเตนฺติ วณฺเณนฺตีติ ยถา ปสํสนฺติ สกายนานิ ฯ
๖๕๘สพฺเพ ปวาทา ตถิวา ภเวยฺยุนฺติ สพฺเพ ปวาทา ตถา ตจฺฉา ภูตา ยาถาวา อวิปรีตา ภเวยฺยุนฺติ สพฺเพ ปวาทา ตถิวา ภเวยฺยุํ ฯ
๖๕๙สุทฺธี หิ เนสํ ปจฺจตฺตเมวาติ ปจฺจตฺตเมว เตสํ สมณพฺราหฺมณานํ สุทฺธิ วิสุทฺธิ ปริสุทฺธิ มุตฺติ วิมุตฺติ ปริมุตฺตีติ สุทฺธี หิ เนสํ ปจฺจตฺตเมว ฯ เตนาห ภควา สธมฺมปูชา จ ปนา ตเถว ยถา ปสํสนฺติ สกายนานิ สพฺเพ ปวาทา ตถิวา ภเวยฺยุํ สุทฺธี หิ เนสํ ปจฺจตฺตเมวาติ ฯ
๖๖๐น พฺราหฺมณสฺส ปรเนยฺยมตฺถิ ธมฺเมสุ นิจฺเฉยฺย สมุคฺคหีตํ ตสฺมา วิวาทานิ อุปาติวตฺโต น หิ เสฏฺฐโต ปสฺสติ ธมฺมมญฺญํ ฯ
๖๖๑น พฺราหฺมณสฺส ปรเนยฺยมตฺถีติ นาติ ปฏิกฺเขโป ฯ พฺราหฺมโณติ สตฺตนฺนํ ธมฺมานํ พาหิตตฺตา พฺราหฺมโณ ฯเปฯ อนิสฺสิโต ตาทิ ปวุจฺจเต ส พฺรหฺมา ฯ น พฺราหฺมณสฺส ปรเนยฺยมตฺถีติ พฺราหฺมณสฺส ปรเนยฺยตา นตฺถิ พฺราหฺมโณ น ปรเนยฺโย น ปรปตฺติโย น ปรปจฺจโย น ปรปฏิพทฺธคู ชานาติ ปสฺสติ อสมฺมูโฬฺห สมฺปชาโน ปฏิสฺสโต ฯ สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ พฺราหฺมณสฺส ปรเนยฺยตา นตฺถิ พฺราหฺมโณ น ปรเนยฺโย น ปรปตฺติโย น ปรปจฺจโย น ปรปฏิพทฺธคู ชานาติ ปสฺสติ อสมฺมูโฬฺห สมฺปชาโน ปฏิสฺสโต ฯ สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขาติ ฯเปฯ ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ พฺราหฺมณสฺส ปรเนยฺยตา นตฺถิ พฺราหฺมโณ น ปรเนยฺโย น ปรปตฺติโย น ปรปจฺจโย น ปรปฏิพทฺธคู ชานาติ ปสฺสติ อสมฺมูโฬฺห สมฺปชาโน ปฏิสฺสโตติ น พฺราหฺมณสฺส ปรเนยฺยมตฺถิ ฯ
๖๖๒ธมฺเมสุ นิจฺเฉยฺย สมุคฺคหีตนฺติ ธมฺเมสูติ ทฺวาสฏฺฐิยา ทิฏฺฐิคเตสุ ฯ นิจฺเฉยฺยาติ นิจฺฉินิตฺวา วินิจฺฉินิตฺวา วิจินิตฺวา ปวิจินิตฺวา ตุลยิตฺวา ตีรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวา โอธิคฺคาโห วิลคฺคาโห วรคฺคาโห โกฏฺฐาสคฺคาโห อุจฺจยคฺคาโห สมุจฺจยคฺคาโห อิทํ สจฺจํ ตถํ ตจฺฉํ ภูตํ ยาถาวํ อวิปรีตนฺติ คหิตํ ปรามฏฺฐํ อภินิวิฏฺฐํ อชฺโฌสิตํ อธิมุตฺตํ นตฺถิ น สํวิชฺชติ นุปลพฺภติ ปหีนํ สมุจฺฉินฺนํ วูปสนฺตํ ปฏิปฺปสฺสทฺธํ อภพฺพุปฺปตฺติกํ ญาณคฺคินา ทฑฺฒนฺติ ธมฺเมสุ นิจฺเฉยฺย สมุคฺคหีตํ ฯ
๖๖๓ตสฺมา วิวาทานิ อุปาติวตฺโตติ ตสฺมาติ ตสฺมา ตํการณา ตํเหตุ ตปฺปจฺจยา ตํนิทานา ทิฏฺฐิกลหานิ ทิฏฺฐิภณฺฑนานิ ทิฏฺฐิวิคฺคหานิ ทิฏฺฐิวิวาทานิ ทิฏฺฐิเมธคานิ อุปาติวตฺโต อติกฺกนฺโต สมติกฺกนฺโต วีติวตฺโตติ ตสฺมา วิวาทานิ อุปาติวตฺโต ฯ
๖๖๔น หิ เสฏฺฐโต ปสฺสติ ธมฺมมญฺญนฺติ อญฺญํ สตฺถารํ ธมฺมกฺขานํ คณํ ทิฏฺฐึ ปฏิปทํ มคฺคํ อญฺญตฺร สติปฏฺฐาเนหิ อญฺญตฺร สมฺมปฺปธาเนหิ อญฺญตฺร อิทฺธิปฺปาเทหิ อญฺญตฺร อินฺทฺริเยหิ อญฺญตฺร พเลหิ อญฺญตฺร โพชฺฌงฺเคหิ อญฺญตฺร อริยา อฏฺฐงฺคิกา มคฺคา อคฺคํ เสฏฺฐํ วิเสฏฺฐํ ปาโมกฺขํ อุตฺตมํ ปวรํ ธมฺมํ น ปสฺสติ น ทกฺขติ น โอโลเกติ น นิชฺฌายติ น อุปปริกฺขตีติ น หิ เสฏฺฐโต ปสฺสติ ธมฺมมญฺญํ ฯ เตนาห ภควา น พฺราหฺมณสฺส ปรเนยฺยมตฺถิ ธมฺเมสุ นิจฺเฉยฺย สมุคฺคหีตํ ตสฺมา วิวาทานิ อุปาติวตฺโต น หิ เสฏฺฐโต ปสฺสติ ธมฺมมญฺญนฺติ ฯ
๖๖๕ชานามิ ปสฺสามิ ตเถว เอตํ ทิฏฺฐิยา เอเก ปจฺเจนฺติ สุทฺธึ อทฺทกฺขิ เจ กิญฺหิ ตุมสฺส เตน อติสิตฺวา อญฺเญน วทนฺติ สุทฺธึ ฯ
๖๖๖ชานามิ ปสฺสามิ ตเถว เอตนฺติ ชานามีติ ปรจิตฺตญาเณน วา ชานามิ ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาเณน วา ชานามิ ฯ ปสฺสามีติ มํสจกฺขุนา วา ปสฺสามิ ทิพฺเพน วา จกฺขุนา ปสฺสามิ ฯ ตเถว เอตนฺติ เอตํ ตถํ ตจฺฉํ ภูตํ ยาถาวํ อวิปรีตนฺติ ชานามิ ปสฺสามิ ตเถว เอตํ ฯ
๖๖๗ทิฏฺฐิยา เอเก ปจฺเจนฺติ สุทฺธินฺติ ทิฏฺฐิยา เอเก สมณพฺราหฺมณา สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ ปจฺเจนฺติ ฯ สสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ทิฏฺฐิยา เอเก สมณพฺราหฺมณา สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ ปจฺเจนฺติ ฯ อสสฺสโต โลโก ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ทิฏฺฐิยา เอเก สมณพฺราหฺมณา สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ ปจฺเจนฺตีติ ทิฏฺฐิยา เอเก ปจฺเจนฺติ สุทฺธึ ฯ
๖๖๘อทฺทกฺขิ เจ กิญฺหิ ตุมสฺส เตนาติ อทฺทกฺขีติ ปรจิตฺตญาเณน วา อทฺทกฺขิ ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาเณน วา อทฺทกฺขิ มํสจกฺขุนา วา อทฺทกฺขิ ทิพฺเพน วา จกฺขุนา อทฺทกฺขีติ อทฺทกฺขิ เจ ฯ กิญฺหิ ตุมสฺส เตนาติ ตสฺส เตน ทสฺสเนน กึ กถํ ทุกฺขปริญฺญา อตฺถิ น สมุทยสฺส ปหานํ อตฺถิ น มคฺคภาวนา อตฺถิ น ผลสจฺฉิกิริยา อตฺถิ น ราคสฺส สมุจฺเฉทปฺปหานํ อตฺถิ น โทสสฺส สมุจฺเฉทปฺปหานํ อตฺถิ น โมหสฺส สมุจฺเฉทปฺปหานํ อตฺถิ น กิเลสานํ สมุจฺเฉทปฺปหานํ อตฺถิ น สํสารวฏฺฏสฺส อุจฺเฉโท อตฺถีติ อทฺทกฺขิ เจ กิญฺหิ ตุมสฺส เตน ฯ
๖๖๙อติสิตฺวา อญฺเญน วทนฺติ สุทฺธินฺติ เต ทิฏฺฐิยา สุทฺธิมคฺคํ วิสุทฺธิมคฺคํ ปริสุทฺธิมคฺคํ โวทาตมคฺคํ ปริโยทาตมคฺคํ อติกฺกมิตฺวา สมติกฺกมิตฺวา วีติกฺกมิตฺวา อญฺญตฺร สติปฏฺฐาเนหิ อญฺญตฺร สมฺมปฺปธาเนหิ อญฺญตฺร อิทฺธิปฺปาเทหิ อญฺญตฺร อินฺทฺริเยหิ อญฺญตฺร พเลหิ อญฺญตฺร โพชฺฌงฺเคหิ อญฺญตฺร อริยา อฏฺฐงฺคิกา มคฺคา สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺตีติ เอวมฺปิ อติสิตฺวา อญฺเญน วทนฺติ สุทฺธึ ฯ อถวา พุทฺธา จ พุทฺธสาวกา จ ปจฺเจกพุทฺธา จ เตสํ ทิฏฺฐิยา อสุทฺธิมคฺคํ อวิสุทฺธิมคฺคํ อปริสุทฺธิมคฺคํ อโวทาตมคฺคํ อปริโยทาตมคฺคํ อติกฺกมิตฺวา สมติกฺกมิตฺวา วีติวตฺติตฺวา จตูหิ สติปฏฺฐาเนหิ จตูหิ สมฺมปฺปธาเนหิ จตูหิ อิทฺธิปฺปาเทหิ ปญฺจหิ อินฺทฺริเยหิ ปญฺจหิ พเลหิ สตฺตหิ โพชฺฌงฺเคหิ อริเยน อฏฺฐงฺคิเกน มคฺเคน สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺตีติ เอวมฺปิ อติสิตฺวา อญฺเญน วทนฺติ สุทฺธึ ฯ เตนาห ภควา ชานามิ ปสฺสามิ ตเถว เอตํ ทิฏฺฐิยา เอเก ปจฺเจนฺติ สุทฺธึ อทฺทกฺขิ เจ กิญฺหิ ตุมสฺส เตน อติสิตฺวา อญฺเญน วทนฺติ สุทฺธินฺติ ฯ
๖๗๐ปสฺสํ นโร ทกฺขติ นามรูปํ ทิสฺวาน วาญฺญสฺสติ ตานิเมว กามํ พหุํ ปสฺสตุ อปฺปกํ วา น หิ เตน สุทฺธึ กุสลา วทนฺติ ฯ
๖๗๑ปสฺสํ นโร ทกฺขติ นามรูปนฺติ ปสฺสํ นโรติ ปรจิตฺตญาเณน วา ปสฺสนฺโต ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาเณน วา ปสฺสนฺโต มํสจกฺขุนา วา ปสฺสนฺโต ทิพฺเพน วา จกฺขุนา ปสฺสนฺโต นามรูปญฺเญว ทกฺขติ นิจฺจโต สุขโต อตฺตโต น เตสํ ธมฺมานํ สมุทยํ วา อตฺถงฺคมํ วา อสฺสาทํ วา อาทีนวํ วา นิสฺสรณํ วา ทกฺขตีติ ปสฺสํ นโร ทกฺขติ นามรูปํ ฯ
๖๗๒ทิสฺวาน วาญฺญสฺสติ ตานิเมวาติ ทิสฺวาติ ปรจิตฺตญาเณน วา ทิสฺวา ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาเณน วา ทิสฺวา มํสจกฺขุนา วา ทิสฺวา ทิพฺเพน วา จกฺขุนา ทิสฺวา นามรูปญฺเญว ทิสฺวา ญสฺสติ นิจฺจโต สุขโต อตฺตโต น เตสํ ธมฺมานํ สมุทยํ วา อตฺถงฺคมํ วา อสฺสาทํ วา อาทีนวํ วา นิสฺสรณํ วา ญสฺสตีติ ทิสฺวาน วาญฺญสฺสติ ตานิเมว ฯ
๖๗๓กามํ พหุํ ปสฺสตุ อปฺปกํ วาติ กามํ พหุกํ วา ปสฺสนฺโต นามรูปํ อปฺปกํ วา นิจฺจโต สุขโต อตฺตโตติ กามํ พหุํ ปสฺสตุ อปฺปกํ วา ฯ
๖๗๔น หิ เตน สุทฺธึ กุสลา วทนฺตีติ กุสลาติ เย เต ขนฺธกุสลา ธาตุกุสลา อายตนกุสลา ปฏิจฺจสมุปฺปาทกุสลา สติปฏฺฐานกุสลา สมฺมปฺปธานกุสลา อิทฺธิปฺปาทกุสลา อินฺทฺริยกุสลา พลกุสลา โพชฺฌงฺคกุสลา มคฺคกุสลา ผลกุสลา นิพฺพานกุสลา เต กุสลา ปรจิตฺตญาเณน วา ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาเณน วา มํสจกฺขุนา วา ทิพฺเพน วา จกฺขุนา นามรูปทสฺสเนน สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ น วทนฺติ น กเถนฺติ น ภณนฺติ น ทีปยนฺติ น โวหรนฺตีติ น หิ เตน สุทฺธึ กุสลา วทนฺติ ฯ เตนาห ภควา ปสฺสํ นโร ทกฺขติ นามรูปํ ทิสฺวาน วาญฺญสฺสติ ตานิเมว กามํ พหุํ ปสฺสตุ อปฺปกํ วา น หิ เตน สุทฺธึ กุสลา วทนฺตีติ ฯ
๖๗๕นิวิสฺสวาที น หิ สุพฺพินาโย ปกปฺปิตํ ทิฏฺฐิ ปุเรกฺขราโน ยํ นิสฺสิโต ตตฺถ สุภํวทาโน สุทฺธึวโท ตตฺถ ตถทฺทสา โส ฯ
๖๗๖นิวิสฺสวาที น หิ สุพฺพินาโยติ สสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ นิวิสฺสวาที ฯ อสสฺสโต โลโก ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ นิวิสฺสวาที ฯ น หิ สุพฺพินาโยติ นิวิสฺสวาที ทุพฺพินโย ทุญฺญาปโย ทุนฺนิชฺฌาปโย ทุปฺเปกฺขาปโย ทุปฺปสาทโยติ นิวิสฺสวาที น หิ สุพฺพินาโย ฯ
๖๗๗ปกปฺปิตํ ทิฏฺฐิ ปุเรกฺขราโนติ ปกปฺปิตํ อภิสงฺขตํ สณฺฐปิตํ ทิฏฺฐึ ปุรกฺขโต ปุรโต กตฺวา จรติ ทิฏฺฐิทฺธโช ทิฏฺฐิเกตุ ทิฏฺฐาธิปเตยฺโย ทิฏฺฐิยา ปริวาริโต จรตีติ ปกปฺปิตํ ทิฏฺฐิ ปุเรกฺขราโน ฯ
๖๗๘ยํ นิสฺสิโต ตตฺถ สุภํวทาโนติ ยํ นิสฺสิโตติ ยํ สตฺถารํ ธมฺมกฺขานํ คณํ ทิฏฺฐึ ปฏิปทํ มคฺคํ นิสฺสิโต สนฺนิสฺสิโต อลฺลีโน อุปคโต อชฺโฌสิโต อธิมุตฺโตติ ยํ นิสฺสิโต ฯ ตตฺถาติ สกาย ทิฏฺฐิยา สกาย ขนฺติยา สกาย รุจิยา สกาย ลทฺธิยา ฯ สุภํวทาโนติ สุภวาโท โสภนวาโท ปณฺฑิตวาโท ธีรวาโท ญาณวาโท เหตุวาโท ลกฺขณวาโท การณวาโท ฐานวาโท สกาย ลทฺธิยาติ ยํ นิสฺสิโต ตตฺถ สุภํวทาโน ฯ
๖๗๙สุทฺธึวโท ตตฺถ ตถทฺทสา โสติ สุทฺธึวโทติ สุทฺธิวาโท วิสุทฺธิวาโท ปริสุทฺธิวาโท โวทาตวาโท ปริโยทาตวาโท ฯ อถวา สุทฺธิทสฺสโน วิสุทฺธิทสฺสโน ปริสุทฺธิทสฺสโน โวทาตทสฺสโน ปริโยทาตทสฺสโนติ สุทฺธึวโท ฯ ตตฺถาติ สกาย ทิฏฺฐิยา สกาย ขนฺติยา สกาย รุจิยา สกาย ลทฺธิยา ฯ ตถทฺทสา โสติ ตถํ ตจฺฉํ ภูตํ ยาถาวํ อวิปรีตนฺติ อทฺทส อทฺทกฺขิ อปสฺสิ ปฏิวิชฺฌีติ สุทฺธึวโท ตตฺถ ตถทฺทสา โส ฯ เตนาห ภควา นิวิสฺสวาที น หิ สุพฺพินาโย ปกปฺปิตํ ทิฏฺฐิ ปุเรกฺขราโน ยํ นิสฺสิโต ตตฺถ สุภํวทาโน สุทฺธึวโท ตตฺถ ตถทฺทสา โสติ ฯ
๖๘๐น พฺราหฺมโณ กปฺปมุเปติ สงฺขํ น ทิฏฺฐิสารี นปิ ญาณพนฺธุ ญตฺวา จ โส สมฺมติโย ปุถุชฺชา อุเปกฺขตี อุคฺคหณนฺติ มญฺเญ ฯ
๖๘๑น พฺราหฺมโณ กปฺปมุเปติ สงฺขนฺติ นาติ ปฏิกฺเขโป ฯ พฺราหฺมโณติ สตฺตนฺนํ ธมฺมานํ พาหิตตฺตา พฺราหฺมโณ ฯเปฯ อนิสฺสิโต ตาทิ ปวุจฺจเต ส พฺรหฺมา ฯ กปฺปาติ เทฺว กปฺปา ตณฺหากปฺโป จ ทิฏฺฐิกปฺโป จ ฯเปฯ อยํ ตณฺหากปฺโป ฯเปฯ อยํ ทิฏฺฐิกปฺโป ฯ สงฺขา วุจฺจติ ญาณํ ยา ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ ฯ น พฺราหฺมโณ กปฺปมุเปติ สงฺขนฺติ พฺราหฺมโณ สงฺขาย ชานิตฺวา ตุลยิตฺวา ตีรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวา สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขาติ ฯเปฯ ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ สงฺขาย ชานิตฺวา ตุลยิตฺวา ตีรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวา ตณฺหากปฺปํ วา ทิฏฺฐิกปฺปํ วา น อุเปติ น อุปคจฺฉติ น คณฺหาติ น ปรามสติ นาภินิวิสตีติ น พฺราหฺมโณ กปฺปมุเปติ สงฺขํ ฯ
๖๘๒น ทิฏฺฐิสารี นปิ ญาณพนฺธูติ ตสฺส ทฺวาสฏฺฐี ทิฏฺฐิคตานิ ปหีนานิ สมุจฺฉินฺนานิ วูปสนฺตานิ ปฏิปฺปสฺสทฺธานิ อภพฺพุปฺปตฺติกานิ ญาณคฺคินา ทฑฺฒานิ โส ทิฏฺฐิยา น ยายติ น นิยฺยติ น วุยฺหติ น สํหริยติ นปิ ตํ ทิฏฺฐิคตํ สารโต ปจฺเจติ ปจฺจาคจฺฉตีติ น ทิฏฺฐิสารี ฯ นปิ ญาณพนฺธูติ อฏฺฐสมาปตฺติญาเณน วา ปญฺจาภิญฺญาญาเณน วา มิจฺฉาญาเณน วา ตณฺหาพนฺธํ วา ทิฏฺฐิพนฺธํ วา น กโรติ น ชเนติ น สญฺชเนติ น นิพฺพตฺเตติ นาภินิพฺพตฺเตตีติ น ทิฏฺฐิสารี นปิ ญาณพนฺธุ ฯ
๖๘๓ญตฺวา จ โส สมฺมติโย ปุถุชฺชาติ ญตฺวาติ ญตฺวา ชานิตฺวา ตุลยิตฺวา ตีรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวา สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขาติ ฯเปฯ ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ ญตฺวา ชานิตฺวา ตุลยิตฺวา ตีรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวาติ ญตฺวา จ โส ฯ สมฺมติโยติ วุจฺจนฺติ ทฺวาสฏฺฐี ทิฏฺฐิคตานิ ฯ ปุถุชฺชาติ ปุถุชฺชเนหิ ชนิตา วา ตา สมฺมติโยติ ปุถุชฺชา ฯ ปุถุนานาชเนหิ ชนิตา วา ตา สมฺมติโยติ ปุถุชฺชาติ ญตฺวา จ โส สมฺมติโย ปุถุชฺชา ฯ
๖๘๔อุเปกฺขตี อุคฺคหณนฺติ มญฺเญติ อญฺเญ ตณฺหาวเสน ทิฏฺฐิวเสน คณฺหนฺติ ปรามสนฺติ อภินิวิสนฺติ อรหา อุเปกฺขติ น คณฺหาติ น ปรามสติ นาภินิวิสตีติ อุเปกฺขตี อุคฺคหณนฺติ มญฺเญ ฯ เตนาห ภควา น พฺราหฺมโณ กปฺปมุเปติ สงฺขํ น ทิฏฺฐิสารี นปิ ญาณพนฺธุ ญตฺวา จ โส สมฺมติโย ปุถุชฺชา อุเปกฺขตี อุคฺคหณนฺติ มญฺเญติ ฯ
๖๘๕วิสชฺช คนฺถานิ มุนีธ โลเก วิวาทชาเตสุ น วคฺคสารี สนฺโต อสนฺเตสุ อุเปกฺขโก โส อนุคฺคโห อุคฺคหณนฺติ มญฺเญ ฯ
๖๘๖วิสชฺช คนฺถานิ มุนีธ โลเกติ คนฺถาติ จตฺตาโร คนฺถา อภิชฺฌา กายคนฺโถ พฺยาปาโท กายคนฺโถ สีลพฺพตฺตปรามาโส กายคนฺโถ อิทํสจฺจาภินิเวโส กายคนฺโถ ฯ อตฺตโน ทิฏฺฐิยา ราโค อภิชฺฌา กายคนฺโถ ฯ ปรวาเทสุ อาฆาโต อปฺปจฺจโย พฺยาปาโท กายคนฺโถ ฯ อตฺตโน สีลํ วา วตฺตํ วา สีลพฺพตฺตํ วา ปรามสติ สีลพฺพตฺตปรามาโส กายคนฺโถ ฯ อตฺตโน ทิฏฺฐิ อิทํสจฺจาภินิเวโส กายคนฺโถ ฯ วิสชฺชาติ คนฺเถ โวสฺสชฺชิตฺวา วา วิสชฺช ฯ อถวา คนฺเถ คถิเต คนฺถิเต พนฺเธ วิพนฺเธ อาพนฺเธ ลคฺเค ลคฺคิเต ปลิพุทฺเธ พนฺธเน โผฏยิตฺวา วา วิสชฺช ฯ ยถา วยฺหํ วา รถํ วา สกฏํ วา สนฺทมานิกํ วา สชฺชํ วิสชฺชํ กโรนฺติ วิโกเปนฺติ เอวเมว คนฺเถ โวสฺสชฺชิตฺวา วา วิสชฺช อถวา คนฺเถ คถิเต คนฺถิเต พนฺเธ วิพนฺเธ อาพนฺเธ ลคฺเค ลคฺคิเต ปลิพุทฺเธ พนฺธเน โผฏยิตฺวา วา วิสชฺช ฯ มุนีติ โมนํ วุจฺจติ ญาณํ ยา ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ สงฺคชาลมติจฺจ โส มุนิ ฯ อิธาติ อิมิสฺสา ทิฏฺฐิยา ฯเปฯ อิมสฺมึ มนุสฺสโลเกติ วิสชฺช คนฺถานิ มุนีธ โลเก ฯ
๖๘๗วิวาทชาเตสุ น วคฺคสารีติ วิวาทชาเตสุ สญฺชาเตสุ นิพฺพตฺเตสุ อภินิพฺพตฺเตสุ ปาตุภูเตสุ ฉนฺทาคตึ คจฺฉนฺเตสุ โทสาคตึ คจฺฉนฺเตสุ โมหาคตึ คจฺฉนฺเตสุ ภยาคตึ คจฺฉนฺเตสุ น ฉนฺทาคตึ คจฺฉติ น โทสาคตึ คจฺฉติ น โมหาคตึ คจฺฉติ น ภยาคตึ คจฺฉติ น ราควเสน คจฺฉติ น โทสวเสน คจฺฉติ น โมหวเสน คจฺฉติ น มานวเสน คจฺฉติ น ทิฏฺฐิวเสน คจฺฉติ น อุทฺธจฺจวเสน คจฺฉติ น วิจิกิจฺฉาวเสน คจฺฉติ น อนุสยวเสน คจฺฉติ น วคฺเคหิ ธมฺเมหิ ยายติ นิยฺยติ วุยฺหติ สํหริยตีติ วิวาทชาเตสุ น วคฺคสารี ฯ
๖๘๘สนฺโต อสนฺเตสุ อุเปกฺขโก โสติ สนฺโตติ ราคสฺส สนฺตตฺตา สนฺโต โทสสฺส สนฺตตฺตา สนฺโต โมหสฺส สนฺตตฺตา สนฺโต ฯเปฯ สพฺพากุสลาภิสงฺขารานํ สนฺตตฺตา สมิตตฺตา วูปสมิตตฺตา วิชฺฌาตตฺตา นิพฺพุตตฺตา วิคตตฺตา ปฏิปฺปสฺสทฺธตฺตา สนฺโต อุปสนฺโต วูปสนฺโต นิพฺพุโต ปฏิปฺปสฺสทฺโธติ สนฺโต ฯ อสนฺเตสูติ อสนฺเตสุ อนุปสนฺเตสุ อวูปสนฺเตสุ อนิพฺพุเตสุ อปฺปฏิปฺปสฺสทฺเธสูติ สนฺโต อสนฺเตสุ ฯ อุเปกฺขโก โสติ อรหา ฉฬงฺคุเปกฺขาย สมนฺนาคโต จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา เนว สุมโน โหติ น ทุมฺมโน อุเปกฺขโก วิหรติ สโต สมฺปชาโน ฯ โสเตน สทฺทํ สุตฺวา ฯเปฯ กาลํ กงฺขติ ภาวิโต สุทนฺโตติ สนฺโต อสนฺเตสุ อุเปกฺขโก โส ฯ
๖๘๙อนุคฺคโห อุคฺคหณนฺติ มญฺเญติ อญฺเญ ตณฺหาวเสน ทิฏฺฐิวเสน คณฺหนฺติ ปรามสนฺติ อภินิวิสนฺติ อรหา อุเปกฺขติ น คณฺหาติ น ปรามสติ นาภินิวิสตีติ อนุคฺคโห อุคฺคหณนฺติ มญฺเญ ฯ เตนาห ภควา วิสชฺช คนฺถานิ มุนีธ โลเก วิวาทชาเตสุ น วคฺคสารี สนฺโต อสนฺเตสุ อุเปกฺขโก โส อนุคฺคโห อุคฺคหณนฺติ มญฺเญติ ฯ
๖๙๐ปุพฺพาสเว หิตฺวา นเว อกุพฺพํ น ฉนฺทคู โนปิ นิวิสฺสวาที ส วิปฺปมุตฺโต ทิฏฺฐิคเตหิ ธีโร น ลิมฺปตี โลเก อนตฺตครหี ฯ
๖๙๑ปุพฺพาสเว หิตฺวา นเว อกุพฺพนฺติ ปุพฺพาสวา วุจฺจนฺติ อตีตา รูปํ เวทนา สญฺญา สงฺขารา วิญฺญาณํ ฯ อตีเต สงฺขาเร อารพฺภ เย กิเลสา อุปฺปชฺเชยฺยุํ เต กิเลเส หิตฺวา จชิตฺวา ปริจฺจชิตฺวา ปชหิตฺวา วิโนทิตฺวา พฺยนฺตีกริตฺวา อนภาวงฺคมิตฺวาติ ปุพฺพาสเว หิตฺวา ฯ นเว อกุพฺพนฺติ นวา วุจฺจนฺติ ปจฺจุปฺปนฺนา รูปํ เวทนา สญฺญา สงฺขารา วิญฺญาณํ ฯ ปจฺจุปฺปนฺเน สงฺขาเร อารพฺภ ฉนฺทํ อกุพฺพมาโน เปมํ อกุพฺพมาโน ราคํ อกุพฺพมาโน อชนยมาโน อสญฺชนยมาโน อนิพฺพตฺตยมาโน นาภินิพฺพตฺตยมาโนติ ปุพฺพาสเว หิตฺวา นเว อกุพฺพํ ฯ
๖๙๒น ฉนฺทคู โนปิ นิวิสฺสวาทีติ น ฉนฺทคูติ น ฉนฺทาคตึ คจฺฉติ น โทสาคตึ คจฺฉติ น โมหาคตึ คจฺฉติ น ภยาคตึ คจฺฉติ น ราควเสน คจฺฉติ น โทสวเสน คจฺฉติ น โมหวเสน คจฺฉติ น มานวเสน คจฺฉติ น ทิฏฺฐิวเสน คจฺฉติ น อุทฺธจฺจวเสน คจฺฉติ น วิจิกิจฺฉาวเสน คจฺฉติ น อนุสยวเสน คจฺฉติ น วคฺเคหิ ธมฺเมหิ ยายติ นิยฺยติ วุยฺหติ สํหริยตีติ น ฉนฺทคู ฯ โนปิ นิวิสฺสวาทีติ สสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ นิวิสฺสวาที อสสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ นิวิสฺสวาทีติ น ฉนฺทคู โนปิ นิวิสฺสวาที ฯ
๖๙๓ส วิปฺปมุตฺโต ทิฏฺฐิคเตหิ ธีโรติ ตสฺส ทฺวาสฏฺฐี ทิฏฺฐิคตานิ ปหีนานิ สมุจฺฉินฺนานิ วูปสนฺตานิ ปฏิปฺปสฺสทฺธานิ อภพฺพุปฺปตฺติกานิ ญาณคฺคินา ทฑฺฒานิ โส ทิฏฺฐิคเตหิ วิปฺปมุตฺโต วิสญฺญุตฺโต วิมริยาทิกเตน เจตสา วิหรตีติ ฯ ธีโรติ ธีโร ปณฺฑิโต ปญฺญวา พุทฺธิมา ญาณี วิภาวี เมธาวีติ ส วิปฺปมุตฺโต ทิฏฺฐิคเตหิ ธีโร ฯ
๖๙๔น ลิมฺปตี โลเก อนตฺตครหีติ เลโปติ เทฺว เลปา ตณฺหาเลโป จ ทิฏฺฐิเลโป จ ฯเปฯ อยํ ตณฺหาเลโป ฯเปฯ อยํ ทิฏฺฐิเลโป ฯ ตสฺส ตณฺหาเลโป ปหีโน ทิฏฺฐิเลโป ปฏินิสฺสฏฺโฐ ตณฺหาเลปสฺส ปหีนตฺตา ทิฏฺฐิเลปสฺส ปฏินิสฺสฏฺฐตฺตา อนุปลิตฺโต อปายโลเก น ลิมฺปติ มนุสฺสโลเก น ลิมฺปติ เทวโลเก น ลิมฺปติ ขนฺธโลเก น ลิมฺปติ ธาตุโลเก น ลิมฺปติ อายตนโลเก น ลิมฺปติ น สํลิมฺปติ นุปลิมฺปติ อลิตฺโต อสํลิตฺโต อนุปลิตฺโต นิกฺขนฺโต นิสฺสฏฺโฐ วิปฺปมุตฺโต วิสญฺญุตฺโต วิมริยาทิกเตน เจตสา วิหรตีติ น ลิมฺปติ โลเก ฯ อนตฺตครหีติ ทฺวีหิ การเณหิ อตฺตานํ ครหติ กตตฺตา จ อกตตฺตา จ ฯ กถํ กตตฺตา จ อกตตฺตา จ อตฺตานํ ครหติ ฯ กตํ เม กายทุจฺจริตํ อกตํ เม กายสุจริตนฺติ อตฺตานํ ครหติ กตํ เม วจีทุจฺจริตํ กตํ เม มโนทุจฺจริตํ กโต เม ปาณาติปาโต ฯเปฯ กตา เม มิจฺฉาทิฏฺฐิ อกตา เม สมฺมาทิฏฺฐีติ อตฺตานํ ครหติ ฯ เอวํ กตตฺตา จ อกตตฺตา จ อตฺตานํ ครหติ ฯ {๖๙๔.๑} อถวา สีเลสุมฺหิ น ปริปูริการีติ อตฺตานํ ครหติ อินฺทฺริเยสุมฺหิ อคุตฺตทฺวาโรติ โภชเน อมตฺตญฺญุมฺหีติ ชาคริยมนนุยุตฺโตติ น สติสมฺปชญฺเญน สมนฺนาคโตติ อภาวิตา เม จตฺตาโร สติปฏฺฐานาติ อภาวิตา เม จตฺตาโร สมฺมปฺปธานาติ อภาวิตา เม จตฺตาโร อิทฺธิปฺปาทาติ อภาวิตานิ เม ปญฺจินฺทฺริยานีติ อภาวิตานิ เม ปญฺจ พลานีติ อภาวิตา เม สตฺต โพชฺฌงฺคาติ อภาวิโต เม อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโคติ ทุกฺขํ เม อปริญฺญาตนฺติ ทุกฺขสมุทโย เม อปฺปหีโนติ มคฺโค เม อภาวิโตติ นิโรโธ เม อสจฺฉิกโตติ อตฺตานํ ครหติ ฯ เอวํ กตตฺตา จ อกตตฺตา จ อตฺตานํ ครหติ ฯ เอวํ อตฺตครหิยํ กมฺมํ อกุพฺพมาโน อชนยมาโน อสญฺชนยมาโน อนิพฺพตฺตยมาโน นาภินิพฺพตฺตยมาโน อนตฺตครหีติ น ลิมฺปตี โลเก อนตฺตครหี ฯ เตนาห ภควา ปุพฺพาสเว หิตฺวา นเว อกุพฺพํ น ฉนฺทคู โนปิ นิวิสฺสวาที ส วิปฺปมุตฺโต ทิฏฺฐิคเตหิ ธีโร น ลิมฺปตี โลเก อนตฺตครหีติ ฯ
๖๙๕ส สพฺพธมฺเมสุ วิเสนิภูโต ยงฺกิญฺจิ ทิฏฺฐํว สุตํ มุตํ วา ส ปนฺนภาโร มุนิ วิปฺปมุตฺโต น กปฺปิโย นูปรโต น ปตฺถิโยติ ภควา ฯ
๖๙๖ส สพฺพธมฺเมสุ วิเสนิภูโต ยงฺกิญฺจิ ทิฏฺฐํว สุตํ มุตํ วาติ เสนา วุจฺจติ มารเสนา ฯ กายทุจฺจริตํ มารเสนา วจีทุจฺจริตํ มารเสนา มโนทุจฺจริตํ มารเสนา ราโค โทโส โมโห โกโธ อุปนาโห มกฺโข ปฬาโส อิสฺสา มจฺฉริยํ มายา สาเฐยฺยํ ถมฺโภ สารมฺโภ มาโน อติมาโน มโท ปมาโท สพฺเพ กิเลสา สพฺเพ ทุจฺจริตา สพฺเพ ทรถา สพฺเพ ปริฬาหา สพฺเพ สนฺตาปา สพฺพากุสลาภิสงฺขารา มารเสนา ฯ วุตฺตํ เหตํ ภควตา กามา เต ปฐมา เสนา ทุติยารติ วุจฺจติ ตติยา ขุปฺปิปาสา เต จตุตฺถี ตณฺหา ปวุจฺจติ ปญฺจมํ ถีนมิทฺธนฺเต ฉฏฺฐา ภิรู ปวุจฺจติ สตฺตมี วิจิกิจฺฉา เต มกฺโข ถมฺโภ เต อฏฺฐโม ลาโภ สิโลโก สกฺกาโร มิจฺฉาลทฺโธ จ โย ยโส โย จตฺตานํ สมุกฺกํเส ปเร จ อวชานติ เอสา นมุจิ เต เสนา กณฺหสฺสาภิปฺปหาริณี น นํ อสูโร ชินาติ เชตฺวา จ ลภเต สุขนฺติ ฯ {๖๙๖.๑} ยโต จตูหิ อริยมคฺเคหิ สพฺพา จ มารเสนา สพฺเพ จ ปฏิเสนิกรา กิเลสา ชิตา จ ปราชิตา จ ภคฺคา วิปฺปลุตฺตา ปรมฺมุขา โส วุจฺจติ วิเสนิภูโต ฯ โส ทิฏฺเฐ วิเสนิภูโต สุเต มุเต วิญฺญาเต วิเสนิภูโตติ ส สพฺพธมฺเมสุ วิเสนิภูโต ยงฺกิญฺจิ ทิฏฺฐํว สุตํ มุตํ วา ฯ
๖๙๗ส ปนฺนภาโร มุนิ วิปฺปมุตฺโตติ ภาโรติ ตโย ภารา ขนฺธภาโร กิเลสภาโร อภิสงฺขารภาโร ฯ กตโม ขนฺธภาโร ฯ ปฏิสนฺธิยา รูปํ เวทนา สญฺญา สงฺขารา วิญฺญาณํ อยํ ขนฺธภาโร ฯ กตโม กิเลสภาโร ฯ ราโค โทโส โมโห ฯเปฯ สพฺพากุสลาภิสงฺขารา อยํ กิเลสภาโร ฯ กตโม อภิสงฺขารภาโร ฯ ปุญฺญาภิสงฺขาโร อปุญฺญาภิสงฺขาโร อาเนญฺชาภิสงฺขาโร อยํ อภิสงฺขารภาโร ฯ ยโต ขนฺธภาโร จ กิเลสภาโร จ อภิสงฺขาร- ภาโร จ ปหีนา โหนฺติ อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวงฺคตา อายตึ อนุปฺปาทธมฺมา โส วุจฺจติ ปนฺนภาโร ปติตภาโร โอโรปิตภาโร สโมโรปิตภาโร นิกฺขิตฺตภาโร ปฏิปฺปสฺสทฺธภาโร ฯ {๖๙๗.๑} มุนีติ โมนํ วุจฺจติ ญาณํ ยา ปญฺญา ปชานนา วิจโย ปวิจโย ธมฺมวิจโย สลฺลกฺขณา อุปลกฺขณา ปจฺจุปลกฺขณา ปณฺฑิจฺจํ โกสลฺลํ เนปุญฺญํ เวภพฺยา จินฺตา อุปปริกฺขา ภูรี เมธา ปริณายิกา วิปสฺสนา สมฺปชญฺญํ ปโตโท ปญฺญา ปญฺญินฺทฺริยํ ปญฺญาพลํ ปญฺญาสตฺถํ ปญฺญาปาสาโท ปญฺญาอาโลโก ปญฺญาโอภาโส ปญฺญาปชฺโชโต ปญฺญารตนํ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ เตน ญาเณน สมนฺนาคโต มุนิ โมนปฺปตฺโตติ ฯ ตีณิ โมเนยฺยานิ กายโมเนยฺยํ วจีโมเนยฺยํ มโนโมเนยฺยํ ฯ {๖๙๗.๒} กตมํ กายโมเนยฺยํ ฯ ติวิธานํ กายทุจฺจริตานํ ปหานํ กายโมเนยฺยํ ฯ ติวิธํ กายสุจริตํ กายโมเนยฺยํ ฯ กายารมฺมณํ ญาณํ กายโมเนยฺยํ ฯ กายปริญฺญา กายโมเนยฺยํ ฯ ปริญฺญาสหคโต มคฺโค กายโมเนยฺยํ ฯ กาเย ฉนฺทราคสฺส ปหานํ กายโมเนยฺยํ ฯ กายสงฺขารนิโรโธ จตุตฺถชฺฌานสมาปตฺติ กายโมเนยฺยํ ฯ อิทํ กายโมเนยฺยํ ฯ {๖๙๗.๓} กตมํ วจีโมเนยฺยํ ฯ จตุพฺพิธานํ วจีทุจฺจริตานํ ปหานํ วจีโมเนยฺยํ ฯ จตุพฺพิธํ วจีสุจริตํ วจีโมเนยฺยํ ฯ วาจารมฺมณํ ญาณํ วจีโมเนยฺยํ ฯ วาจาปริญฺญา วจีโมเนยฺยํ ฯ ปริญฺญาสหคโต สหคโต มคฺโค วจีโมเนยฺยํ ฯ วาจาย ฉนฺทราคสฺส ปหานํ วจีโมเนยฺยํ ฯ วจีสงฺขารนิโรโธ ทุติยชฺฌานสมาปตฺติ วจีโมเนยฺยํ ฯ อิทํ วจีโมเนยฺยํ ฯ {๖๙๗.๔} กตมํ มโนโมเนยฺยํ ฯ ติวิธานํ มโนทุจฺจริตานํ ปหานํ มโนโมเนยฺยํ ฯ ติวิธํ มโนสุจริตํ มโนโมเนยฺยํ ฯ จิตฺตารมฺมณํ ญาณํ มโนโมเนยฺยํ ฯ จิตฺตปริญฺญา มโนโมเนยฺยํ ฯ ปริญฺญาสหคโต สหคโต มคฺโค มโนโมเนยฺยํ ฯ จิตฺเต ฉนฺทราคสฺส ปหานํ มโนโมเนยฺยํ ฯ จิตฺตสงฺขารนิโรโธ สญฺญาเวทยิตนิโรธสมาปตฺติ มโนโมเนยฺยํ ฯ อิทํ มโนโมเนยฺยํ ฯ กายมุนึ วาจามุนึ มโนมุนิมนาสวํ มุนึ โมเนยฺยสมฺปนฺนํ อาหุ สพฺพปฺปหายินํ ฯ กายมุนึ วาจามุนึ มโนมุนิมนาสวํ มุนึ โมเนยฺยสมฺปนฺนํ อาหุ นินฺหาตปาปกนฺติ ฯ อิเมหิ โมเนยฺเยหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคตา ฉ มุนโย อาคารมุนโย อนาคารมุนโย เสกฺขมุนโย อเสกฺขมุนโย ปจฺเจกมุนโย มุนิมุนโย ฯ กตเม อาคารมุนโย ฯ เย เต อาคาริกา ทิฏฺฐปทา วิญฺญาตสาสนา อิเม อาคารมุนโย ฯ กตเม อนาคารมุนโย ฯ เย เต ปพฺพชิตา ทิฏฺฐปทา วิญฺญาตสาสนา อิเม อนาคารมุนโย ฯ สตฺต เสกฺขา เสกฺขมุนโย ฯ อรหนฺโต อเสกฺขมุนโย ฯ ปจฺเจกพุทฺธา ปจฺเจกมุนโย ฯ มุนิมุนโย ตถาคตา อรหนฺโต สมฺมาสมฺพุทฺธา ฯ น โมเนน มุนิ โหติ มูฬฺหรูโป อวิทฺทสุ โย จ ตุลํว ปคฺคยฺห วรมาทาย ปณฺฑิโต ปาปานิ ปริวชฺเชติ ส มุนิ เตน โส มุนิ โย มุนาติ อุโภ โลเก มุนิ เตน ปวุจฺจติ อสตญฺจ สตญฺจ ญตฺวา ธมฺมํ อชฺฌตฺตํ พหิทฺธา จ สพฺพโลเก เทวมนุสฺเสหิ ปูชิโต โย โส สงฺคชาลมติจฺจ โส มุนิ ฯ วิปฺปมุตฺโตติ มุนิโน ราคา จิตฺตํ มุตฺตํ วิมุตฺตํ สุวิมุตฺตํ โทสา จิตฺตํ โมหา จิตฺตํ มุตฺตํ วิมุตฺตํ สุวิมุตฺตํ ฯเปฯ สพฺพากุสลาภิสงฺขาเรหิ จิตฺตํ มุตฺตํ วิมุตฺตํ สุวิมุตฺตนฺติ ส ปนฺนภาโร มุนิ วิปฺปมุตฺโต ฯ
๖๙๘น กปฺปิโย นูปรโต น ปตฺถิโยติ ภควาติ กปฺโปติ เทฺว กปฺปา ตณฺหากปฺโป จ ทิฏฺฐิกปฺโป จ ฯเปฯ อยํ ตณฺหากปฺโป ฯเปฯ อยํ ทิฏฺฐิกปฺโป ฯ ตสฺส ตณฺหากปฺโป ปหีโน ทิฏฺฐิกปฺโป ปฏินิสฺสฏฺโฐ ตณฺหากปฺปสฺส ปหีนตฺตา ทิฏฺฐิกปฺปสฺส ปฏินิสฺสฏฺฐตฺตา ตณฺหากปฺปํ วา ทิฏฺฐิกปฺปํ วา น กปฺเปติ น ชเนติ น สญฺชเนติ น นิพฺพตฺเตติ นาภินิพฺพตฺเตตีติ น กปฺปิโย ฯ นูปรโตติ สพฺเพ พาลปุถุชฺชนา รชฺชนฺติ กลฺยาณปุถุชฺชนํ อุปาทาย สตฺต เสกฺขา อปฺปตฺตสฺส ปตฺติยา อนธิคตสฺส อธิคมาย อสจฺฉิกตสฺส สจฺฉิกิริยาย อารมนฺติ วิรมนฺติ ปฏิวิรมนฺติ อรหา อารโต อสฺส วิรโต ปฏิวิรโต นิกฺขนฺโต นิสฺสฏฺโฐ วิปฺปมุตฺโต วิสญฺญุตฺโต วิมริยาทิกเตน เจตสา วิหเรยฺยาติ น กปฺปิโย นูปรโต ฯ น ปตฺถิโยติ ปตฺถนา วุจฺจติ ตณฺหา โย ราโค สาราโค ฯเปฯ อภิชฺฌา โลโภ อกุสลมูลํ ฯ ยสฺเสสา ปตฺถนา ปหีนา สมุจฺฉินฺนา วูปสนฺตา ปฏิปฺปสฺสทฺธา อภพฺพุปฺปตฺติกา ญาณคฺคินา ทฑฺฒา โส วุจฺจติ น ปตฺถิโย ฯ ภควาติ คารวาธิวจนํ ฯ อปิจ ภคฺคราโคติ ภควา ฯ ภคฺคโทโสติ ภควา ฯ ภคฺคโมโหติ ภควา ฯ ภคฺคมาโนติ ภควา ฯ ภคฺคทิฏฺฐีติ ภควา ฯ ภคฺคกณฺฏโกติ ภควา ฯ ภคฺคกิเลโสติ ภควา ฯ ภชิ วิภชิ ปฏิวิภชิ ธมฺมรตนนฺติ ภควา ฯ ภวานํ อนฺตกโรติ ภควา ฯ {๖๙๘.๑} ภาวิตกาโยติ ภควา ฯ ภาวิตสีโลติ ภาวิตจิตฺโตติ ภาวิตปญฺโญติ ภควา ฯ ภชิ วา ภควา อรญฺญวนปตฺถานิ ปนฺตานิ เสนาสนานิ อปฺปสทฺทานิ อปฺปนิคฺโฆสานิ วิชนวาตานิ มนุสฺสราหเสยฺยกานิ ปฏิสลฺลานสารูปานีติ ภควา ฯ ภาคี วา ภควา จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารานนฺติ ภควา ฯ ภาคี วา ภควา อตฺถรสสฺส ธมฺมรสสฺส วิมุตฺติรสสฺส อธิสีลสฺส อธิจิตฺตสฺส อธิปญฺญายาติ ภควา ฯ ภาคี วา ภควา จตุนฺนํ ฌานานํ จตุนฺนํ อปฺปมญฺญานํ จตุนฺนํ อรูปสมาปตฺตีนนฺติ ภควา ฯ ภาคี วา ภควา อฏฺฐนฺนํ วิโมกฺขานํ อฏฺฐนฺนํ อภิภายตนานํ นวนฺนํ อนุปุพฺพวิหารสมาปตฺตีนนฺติ ภควา ฯ ภาคี วา ภควา ทสนฺนํ สญฺญาภาวนานํ ทสนฺนํ กสิณสมาปตฺตีนํ อานาปานสฺสติสมาธิสฺส อสุภสมาปตฺติยาติ ภควา ฯ ภาคี วา ภควา จตุนฺนํ สติปฏฺฐานานํ จตุนฺนํ สมฺมปฺปธานานํ จตุนฺนํ อิทฺธิปฺปาทานํ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ ปญฺจนฺนํ พลานํ สตฺตนฺนํ โพชฺฌงฺคานํ อริยสฺส อฏฺฐงฺคิกสฺส มคฺคสฺสาติ ภควา ฯ {๖๙๘.๒} ภาคี วา ภควา ทสนฺนํ ตถาคตพลานํ จตุนฺนํ เวสารชฺชานํ จตุนฺนํ ปฏิสมฺภิทานํ ฉนฺนํ อภิญฺญานํ ฉนฺนํ พุทฺธธมฺมานนฺติ ภควา ฯ ภควาติ เนตํ นามํ มาตรา กตํ น ปิตรา กตํ น ภาตรา กตํ น ภคินิยา กตํ น มิตฺตามจฺเจหิ กตํ น ญาติสาโลหิเตหิ กตํ น สมณพฺราหฺมเณหิ กตํ น เทวตาหิ กตํ วิโมกฺขนฺติกเมตํ พุทฺธานํ ภควนฺตานํ โพธิยา มูเล สห สพฺพญฺญุตญาณสฺส ปฏิลาภา สจฺฉิกา ปญฺญตฺติ ยทิทํ ภควาติ น กปฺปิโย นูปรโต น ปตฺถิโยติ ภควา ฯ เตนาห ภควา ส สพฺพธมฺเมสุ วิเสนิภูโต ยงฺกิญฺจิ ทิฏฺฐํว สุตํ มุตํ วา ส ปนฺนภาโร มุนิ วิปฺปมุตฺโต น กปฺปิโย นูปรโต น ปตฺถิโยติ ภควาติ ฯ เตรสโม มหาวิยูหสุตฺตนิทฺเทโส นิฏฺฐิโต ฯ ------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๓. มหาวิยูหสุตตนิทเทส ๑๓. มหาวิยูหสุตตนิทเทส อธิบายมหาวิยูหสูตร ว่าด้วยการวิวาทกันเพราะทิฏฐิสูตรใหญ่ พระสารีบุตรเถระจะกล่าวอธิบายมหาวิยูหสูตร ดังต่อไปนี้
(พระพุทธเนรมิตทูลถามว่า) สมณพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่งเหล่านี้ ยึดถือทิฏฐิอยู่ พากันกล่าวอ้างว่า นี้เท่านั้นจริง สมณพราหมณ์เหล่านั้นทุกพวกนั่นแหละจะถูกนินทา หรือว่า จะได้ความสรรเสริญในเพราะทิฏฐินั้น คำว่า พวกใดพวกหนึ่ง ในคำว่า สมณพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่งเหล่านี้ ยึดถือทิฏฐิอยู่ ได้แก่ ทุกพวกโดยอาการทั้งหมด ทุกพวกไม่เหลือ ไม่มีส่วนเหลือโดยประการทั้งปวง คำว่า พวกใดพวกหนึ่ง นี้ เป็นคำกล่าวรวมไว้ทั้งหมด คำว่า ยึดถือทิฏฐิอยู่ อธิบายว่า สมณพราหมณ์เจ้าลัทธิบางพวก สมณ- พราหมณ์เหล่านั้น ยึด ยึดถือ ถือ ยึดมั่น ถือมั่นทิฏฐิอย่างใดอย่างหนึ่งบรรดาทิฏฐิ ๖๒ แล้ว อยู่ อยู่ร่วม อยู่อาศัย อยู่ครองในทิฏฐิของตนๆ เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้ครองเรือนก็อยู่ในเรือน หมู่ภิกษุผู้มีอาบัติก็อยู่ในอาบัติ หรือพวกปุถุชนผู้มีกิเลสก็อยู่ในกิเลส ฉันใด สมณพราหมณ์เจ้าลัทธิบางพวก สมณพราหมณ์เจ้าลัทธิเหล่านั้น ยึด ยึดถือ ถือ ยึดมั่น ถือมั่นทิฏฐิอย่างใดอย่างหนึ่งบรรดาทิฏฐิ ๖๒ แล้วอยู่ อยู่ร่วม อยู่อาศัย อยู่ครองในทิฏฐิของตนๆ ฉันนั้นเหมือนกัน รวมความว่าสมณพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่งเหล่านี้ ยึดถือทิฏฐิอยู่ คำว่า พากันกล่าวอ้างว่า นี้เท่านั้นจริง อธิบายว่า กล่าว คือ พูด บอก แสดงชี้แจงว่า “โลกเที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเป็นโมฆะ” @เชิงอรรถ : @ ขุ.สุ. ๒๕/๙๐๒-๙๒๑/๕๑๐-๕๑๔ @ ทิฏฐิ ๖๒ ดูเชิงอรรถข้อ ๑๒/๕๙
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๖๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๓. มหาวิยูหสุตตนิทเทส กล่าว คือ พูด บอก แสดง ชี้แจงว่า “โลกไม่เที่ยง... หลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่ นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเป็นโมฆะ” รวมความว่า พากันกล่าวอ้างว่า นี้เท่านั้นจริง คำว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นทุกพวกนั่นแหละจะถูกนินทา อธิบายว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นทุกพวกนั่นแหละจะได้รับการนินทา คือ ได้รับการติเตียนได้รับความเสื่อมเกียรติ ได้แก่ ทุกพวกจะถูกนินทา จะถูกติเตียน จะถูกทำให้เสื่อมเกียรติ รวมความว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นทุกพวกนั่นแหละจะถูกนินทา คำว่า หรือว่า จะได้ความสรรเสริญในเพราะทิฏฐินั้น อธิบายว่า จะได้ คือจะได้รับ สมหวัง ประสบความสรรเสริญ คือ ความชื่นชม เกียรติคุณ ความยกย่องในเพราะทิฏฐิของตน คือ ในความถูกใจของตน ความพอใจของตน ลัทธิของตนนั้นรวมความว่า หรือว่า จะได้ความสรรเสริญในเพราะทิฏฐินั้น ด้วยเหตุนั้น พระพุทธเนรมิตจึงทูลถามว่า สมณพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่งเหล่านี้ ยึดถือทิฏฐิอยู่ พากันกล่าวอ้างว่า นี้เท่านั้นจริง สมณพราหมณ์เหล่านั้นทุกพวกนั่นแหละจะถูกนินทา หรือว่า จะได้ความสรรเสริญในเพราะทิฏฐินั้น
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า) ผลแห่งวาทะนี้น้อยนัก ไม่พอเพื่อความสงบ เรากล่าวผลแห่งการวิวาทเป็น ๒ อย่าง บุคคลเห็นโทษแม้นี้แล้ว มองเห็นภูมิ(เหตุ)แห่งการไม่วิวาทว่า เกษม ไม่พึงวิวาทกัน คำว่า ผลแห่งวาทะนี้น้อยนัก ในคำว่า ผลแห่งวาทะนี้น้อยนัก ไม่พอเพื่อ ความสงบ ได้แก่ ผลนี้น้อย คือ ผลนี้ต่ำทราม หน่อยเดียว น่ารังเกียจ หยาบช้าต่ำต้อย รวมความว่า ผลแห่งวาทะนี้น้อยนัก คำว่า ไม่พอเพื่อความสงบ อธิบายว่า ไม่พอเพื่อความสงบราคะ เพื่อความสงบโทสะ เพื่อความสงบโมหะ ไม่พอเพื่อความสงบ คือเพื่อเข้าไปสงบ เพื่อสงบเย็น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๖๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๓. มหาวิยูหสุตตนิทเทส เพื่อความดับ เพื่อความสลัดทิ้ง เพื่อความสงบระงับโกธะ ... อุปาหนะ ... มักขะ ... ปฬาสะ ... อิสสา ... มัจฉริยะ ... มายา ... สาเถยยะ ... ถัมภะ ... สารัมภะ ... มานะ... อติมานะ ... มทะ ... ปมาทะ ... กิเลสทุกชนิด ... ทุจริตทุกทาง ... ความกระวนกระวายทุกอย่าง ... ความเร่าร้อนทุกสถาน ... ความเดือดร้อนทุกประการไม่พอเพื่อความสงบ คือ เพื่อเข้าไปสงบ เพื่อสงบเย็น เพื่อความดับ เพื่อความสลัดทิ้ง เพื่อความสงบระงับอกุสลาภิสังขารทุกประเภท รวมความว่า ผลแห่งวาทะนี้น้อยนัก ไม่พอเพื่อความสงบ ว่าด้วยผลแห่งการวิวาท ๒ อย่าง คำว่า เรากล่าวผลแห่งการวิวาทเป็น ๒ อย่าง อธิบายว่า ผลแห่งการ ทะเลาะเพราะทิฏฐิ การบาดหมางเพราะทิฏฐิ การแก่งแย่งเพราะทิฏฐิ การวิวาทเพราะทิฏฐิ การมุ่งร้ายเพราะทิฏฐิ มี ๒ อย่าง คือ ชนะกับพ่ายแพ้ มีลาภกับเสื่อมลาภ มียศกับเสื่อมยศ นินทากับสรรเสริญ สุขกับทุกข์ โสมนัสกับโทมนัสอารมณ์ที่พึงปรารถนากับไม่พึงปรารถนา ความชอบกับความชัง ความเฟื่องฟูกับความแฟบฟุบ ความยินดีกับความยินร้าย อีกนัยหนึ่ง เรากล่าว คือ พูด บอก แสดง บัญญัติ กำหนด เปิดเผย จำแนกทำให้ง่าย ประกาศว่า กรรมนั้นเป็นไปเพื่อนรก เป็นไปเพื่อกำเนิดเดรัจฉาน เป็นไปเพื่อเปตวิสัย รวมความว่า เรากล่าวผลแห่งการวิวาทเป็น ๒ อย่าง คำว่า เห็นโทษแม้นี้แล้ว ในคำว่า บุคคลเห็นโทษแม้นี้แล้ว... ไม่พึงวิวาทกันอธิบายว่า เห็นแล้ว คือ แลเห็น เทียบเคียง พิจารณา ทำให้กระจ่าง ทำให้แจ่มแจ้งแล้วซึ่งโทษนี้ ในเพราะเหตุแห่งการทะเลาะกันด้วยอำนาจทิฏฐิ การบาดหมางกันด้วยอำนาจทิฏฐิ การแก่งแย่งกันด้วยอำนาจทิฏฐิ การวิวาทกันด้วยอำนาจทิฏฐิ การมุ่งร้ายกันด้วยอำนาจทิฏฐิ รวมความว่า เห็นโทษแม้นี้แล้ว @เชิงอรรถ : @ ดูคำแปลจากข้อ ๕/๑๗
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๖๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๓. มหาวิยูหสุตตนิทเทส คำว่า ไม่พึงวิวาทกัน อธิบายว่า ไม่พึงก่อการทะเลาะ ไม่พึงก่อการบาดหมางไม่พึงก่อการแก่งแย่ง ไม่พึงก่อการวิวาท ไม่พึงก่อการมุ่งร้าย คือ พึงละ บรรเทาทำให้หมดสิ้นไป ให้ถึงความไม่มีอีกซึ่งการทะเลาะ การบาดหมาง การแก่งแย่งการวิวาท การมุ่งร้าย ได้แก่ พึงเป็นผู้งด งดเว้น เว้นขาด ออก สลัดออกหลุดพ้น ไม่เกี่ยวข้องกับการทะเลาะ การบาดหมาง การแก่งแย่ง การวิวาทและการมุ่งร้าย มีใจเป็นอิสระ(จากกิเลส) อยู่ รวมความว่า บุคคลเห็นโทษแม้นี้แล้ว... ไม่พึงวิวาทกัน คำว่า มองเห็นภูมิ(เหตุ)แห่งการไม่วิวาทว่า เกษม อธิบายว่า อมตนิพพานตรัสเรียกว่า ภูมิแห่งการไม่วิวาท ได้แก่ ธรรมเป็นที่สงบสังขารทั้งปวง เป็นที่สลัดทิ้งอุปธิทั้งหมด เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่คลายกำหนัด เป็นที่ดับกิเลส เป็นที่เย็นสนิทบุคคลมองเห็น คือ แลเห็น ตรวจดู เพ่งพินิจ พิจารณาเห็นภูมิแห่งการ ไม่วิวาทนี้ โดยความเป็นธรรมอันเกษม คือ โดยความเป็นธรรมเครื่องป้องกันเป็นที่หลีกเร้น เป็นที่พึ่ง เป็นที่ไม่มีภัย เป็นที่ไม่จุติ เป็นอมตธรรม เป็นนิพพานรวมความว่า มองเห็นภูมิ(เหตุ)แห่งการไม่วิวาทว่า เกษม ด้วยเหตุนั้น พระผู้มี-พระภาคจึงตรัสตอบว่า ผลแห่งวาทะนี้น้อยนัก ไม่พอเพื่อความสงบ เรากล่าวผลแห่งการวิวาทเป็น ๒ อย่าง บุคคลเห็นโทษแม้นี้แล้ว มองเห็นภูมิ(เหตุ)แห่งการไม่วิวาทว่า เกษม ไม่พึงวิวาทกัน
(พระผู้มีพระภาคตรัสต่อไปว่า) ทิฏฐิสมมติเหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดจากปุถุชน บุคคลผู้มีความรู้ย่อมไม่เข้าถึงทิฏฐิสมมติเหล่านี้ทุกอย่าง บุคคลผู้ไม่มีกิเลสเป็นเหตุเข้าถึงนั้น ไม่ทำความพอใจในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน พึงถึงสิ่งที่ควรเข้าถึงอะไรเล่า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๖๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๓. มหาวิยูหสุตตนิทเทส คำว่า อย่างใดอย่างหนึ่ง ในคำว่า ทิฏฐิสมมติเหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดจากปุถุชน ได้แก่ ทุกอย่างโดยอาการทั้งหมด ทุกอย่าง ไม่เหลือ ไม่มีส่วนเหลือโดยประการทั้งปวง คำว่า อย่างใดอย่างหนึ่ง นี้เป็นคำกล่าวรวมไว้ทั้งหมด คำว่า ทิฏฐิสมมติ อธิบายว่า ทิฏฐิ ๖๒ ตรัสเรียกว่า สมมติ จึงชื่อว่า ทิฏฐิสมมติ คำว่า เกิดจากปุถุชน อธิบายว่า ทิฏฐิสมมติเหล่านั้น เกิดจากปุถุชน จึงชื่อว่าเกิดจากปุถุชน หรือ ทิฏฐิสมมติเหล่านี้เกิดจากชนต่างๆ มากมาย จึงชื่อว่าเกิดจากปุถุชน รวมความว่า ทิฏฐิสมมติเหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดจากปุถุชน คำว่า บุคคลผู้มีความรู้ ย่อมไม่เข้าถึงทิฏฐิสมมติเหล่านี้ทุกอย่าง อธิบายว่าบุคคลผู้มีความรู้ คือ มีวิชชา มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาเครื่องทำลายกิเลสย่อมไม่ถึง ไม่เข้าถึง คือ ไม่เข้าไปถึง ไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น ทิฏฐิสมมติเหล่านี้ทุกอย่าง รวมความว่า บุคคลผู้มีความรู้ ย่อมไม่เข้าถึงทิฏฐิสมมติเหล่านี้ทุกอย่างว่าด้วยกิเลสเป็นเหตุเข้าถึง ๒ อย่าง คำว่า กิเลสเป็นเหตุเข้าถึง ในคำว่า บุคคลผู้ไม่มีกิเลสเป็นเหตุเข้าถึงนั้น... พึงถึงสิ่งที่ควรเข้าถึงอะไรเล่า อธิบายว่า กิเลสเป็นเหตุเข้าถึง ๒ อย่าง คือ(๑) กิเลสเป็นเหตุเข้าถึงด้วยอำนาจตัณหา (๒) กิเลสเป็นเหตุเข้าถึงด้วยอำนาจทิฏฐิ... นี้ชื่อว่ากิเลสเป็นเหตุเข้าถึงด้วยอำนาจตัณหา ... นี้ชื่อว่ากิเลสเป็นเหตุเข้าถึงด้วยอำนาจทิฏฐิ บุคคลนั้นละกิเลสเป็นเหตุเข้าถึงด้วยอำนาจตัณหาได้แล้ว สลัดทิ้งกิเลสเป็นเหตุเข้าถึงด้วยอำนาจทิฏฐิได้แล้ว เพราะเป็นผู้ละกิเลสเป็นเหตุเข้าถึงด้วยอำนาจตัณหา สลัดทิ้งกิเลสเป็นเหตุเข้าถึงด้วยอำนาจทิฏฐิได้แล้ว บุคคลจึงชื่อว่าไม่มีกิเลสเป็นเหตุเข้าถึง พึงเข้าถึง คือ เข้าไปถึง ถือ ยึดมั่น ถือมั่น รูปอะไรเล่าว่า “อัตตาของเรา” ... เวทนาอะไรเล่า ... สัญญาอะไรเล่า ... สังขารอะไรเล่า ... คติอะไรเล่า ... การเข้าถึงกำเนิดอะไรเล่า ... ปฏิสนธิอะไรเล่า ... ภพอะไรเล่า ... สงสารอะไรเล่า” พึงเข้าถึง คือ เข้าไปถึง ถือ ยึดมั่น ถือมั่น วัฏฏะอะไรเล่าว่า “วัฏฏะของเรา”รวมความว่า ผู้ไม่มีกิเลสเป็นเหตุเข้าถึงนั้น ... พึงถึงสิ่งที่ควรเข้าถึงอะไรเล่า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๖๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๓. มหาวิยูหสุตตนิทเทส คำว่า ไม่ทำความพอใจในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน อธิบายว่า ไม่ทำความ พอใจ คือ ไม่ทำฉันทะ ไม่ทำความรัก ไม่ทำความกำหนัด ได้แก่ ไม่ให้ความ พอใจเกิด ไม่ให้เกิดขึ้น ไม่ให้บังเกิด ไม่ให้บังเกิดขึ้นในรูปที่เห็น หรือความหมดจดเพราะรูปที่เห็น ในเสียงที่ได้ยิน หรือความหมดจดเพราะเสียงที่ได้ยิน ในอารมณ์ที่รับรู้ หรือความหมดจดเพราะอารมณ์ที่รับรู้ รวมความว่า ไม่ทำความพอใจในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ทิฏฐิสมมติเหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดจากปุถุชน บุคคลผู้มีความรู้ย่อมไม่เข้าถึงทิฏฐิสมมติเหล่านี้ทุกอย่าง บุคคลผู้ไม่มีกิเลสเป็นเหตุเข้าถึงนั้น ไม่ทำความพอใจในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน พึงถึงสิ่งที่ควรเข้าถึงอะไรเล่า
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) สมณพราหมณ์ผู้กล่าวอ้างศีลว่าสูงสุด สมาทานวัตรแล้ว ดำรงอยู่ ได้กล่าวความหมดจดด้วยความสำรวมว่า พวกเราศึกษาในทิฏฐินี้แหละและศึกษาความหมดจดแห่งวัตรนั้น สมณพราหมณ์เหล่านั้นกล่าวอ้างตนว่าเป็นคนฉลาด ย่อมเป็นผู้ถูกนำเข้าสู่ภพ ว่าด้วยผู้มีกุศลถึงพร้อมประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ คำว่า สมณพราหมณ์ผู้กล่าวอ้างศีลว่าสูงสุด ... ได้กล่าวความหมดจดด้วยความสำรวม อธิบายว่า สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวอ้างศีลว่าสูงสุด สมณ-พราหมณ์เหล่านั้นได้กล่าว คือ ย่อมกล่าว พูด บอก แสดง ชี้แจงความหมดจด คือความสะอาด ความบริสุทธิ์ ความหลุดไป ความพ้นไป ความหลุดพ้นไป เพียงด้วยศีลเพียงด้วยความสำรวม เพียงด้วยความสังวร เพียงด้วยความไม่ล่วงละเมิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๖๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๓. มหาวิยูหสุตตนิทเทส เปรียบเหมือนปริพาชกผู้เป็นบุตรแห่งนางปริพาชิกาชื่อสมณมุณฑิกา กล่าวไว้อย่างนี้ว่า “ช่างไม้เอ๋ย เราบัญญัติบุรุษบุคคล ผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการว่าเป็นผู้มีกุศลเพียบพร้อม มีกุศลยอดเยี่ยม บรรลุถึงอรหัตตผลอันอุดมที่ควรบรรลุเป็นสมณะไม่มีใครสู้ได้ ธรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ช่างไม้เอ๋ย บุคคลเช่นนั้นในโลกนี้ ๑. ย่อมไม่ทำกรรมชั่วช้าทางกาย ๒. ไม่กล่าววาจาชั่วช้า ๓. ไม่ดำริความดำริชั่วช้า ๔. ไม่ประกอบอาชีพชั่วช้า ช่างไม้เอ๋ย เราบัญญัติบุรุษบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการเหล่านี้แลว่าเป็นผู้มีกุศลเพียบพร้อม มีกุศลยอดเยี่ยม บรรลุถึงอรหัตตผลอันอุดมที่ควรบรรลุเป็นสมณะไม่มีใครสู้ได้ ฉันใด มีสมณพราหมณ์บางพวกกล่าวอ้างศีลว่าสูงสุดสมณพราหมณ์เหล่านั้นได้กล่าว คือ ย่อมกล่าว พูด บอก แสดง ชี้แจงความหมดจดคือ ความสะอาด ความบริสุทธิ์ ความหลุดไป ความพ้นไป ความหลุดพ้นไป ด้วยเหตุเพียงศีล ด้วยเหตุเพียงความสำรวม ด้วยเหตุเพียงความสังวร ด้วยเหตุเพียงความไม่ล่วงละเมิด ฉันนั้นเหมือนกัน รวมความว่า สมณพราหมณ์ผู้กล่าวอ้างศีลว่าสูงสุด ... ได้กล่าวความหมดจดด้วยความสำรวม ว่าด้วยการสมาทานวัตรต่างๆ คำว่า วัตร ในคำว่า สมาทานวัตรแล้วดำรงอยู่ อธิบายว่า ถือเอา สมาทานคือ ยึดถือ รับเอา ถือ ยึดมั่น ถือมั่น วัตรเยี่ยงช้างบ้าง วัตรเยี่ยงม้าบ้าง วัตรเยี่ยงโคบ้าง วัตรเยี่ยงแพะบ้าง วัตรเยี่ยงสุนัขบ้าง วัตรเยี่ยงกาบ้าง วัตรเยี่ยงท้าววาสุเทพบ้าง วัตรเยี่ยงท้าวปุณณภัทรบ้าง วัตรเยี่ยงท้าวมณีภัทรบ้าง วัตรคือการบูชาไฟบ้าง วัตรเยี่ยงนาคบ้าง วัตรเยี่ยงครุฑบ้าง วัตรเยี่ยงยักษ์บ้าง วัตรเยี่ยงอสูรบ้าง วัตรเยี่ยงคนธรรพ์บ้าง วัตรเยี่ยงท้าวมหาราชบ้าง วัตรเยี่ยงพระจันทร์บ้าง@เชิงอรรถ : @ ม.ม. ๑๓/๒๖๐/๒๓๕
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๖๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๓. มหาวิยูหสุตตนิทเทส วัตรเยี่ยงพระอาทิตย์บ้าง วัตรเยี่ยงพระอินทร์บ้าง วัตรเยี่ยงพระพรหมบ้าง วัตรเยี่ยงเทวดาบ้าง วัตรคือการไหว้ทิศบ้างแล้วดำรงอยู่ คือ ดำรงมั่น ติด ติดแน่น ติดใจน้อมใจเชื่อ รวมความว่า สมาทานวัตรแล้วดำรงอยู่ คำว่า ในทิฏฐินี้ ในคำว่า พวกเราศึกษาในทิฏฐินี้แหละและศึกษาความ หมดจดแห่งวัตรนั้น ได้แก่ ในทิฏฐิของตน คือ ในความถูกใจของตน ความพอใจของตน ลัทธิของตน คำว่า ศึกษา ได้แก่ ศึกษา คือ ประพฤติเอื้อเฟื้อ ประพฤติเอื้อเฟื้อโดยชอบสมาทานประพฤติ รวมความว่า พวกเราศึกษาในทิฏฐินี้แหละ คำว่า และศึกษาความหมดจดแห่งวัตรนั้น อธิบายว่า และศึกษาความ หมดจด คือ ความสะอาด ความบริสุทธิ์ ความหลุดไป ความพ้นไป ความหลุดพ้นไปแห่งวัตรนั้น รวมความว่า พวกเราศึกษาในทิฏฐินี้แหละและศึกษาความหมดจดแห่งวัตรนั้น คำว่า ย่อมเป็นผู้ถูกนำเข้าสู่ภพ ในคำว่า กล่าวอ้างตนว่าเป็นคนฉลาด ย่อมเป็นผู้ถูกนำเข้าสู่ภพ ได้แก่ ย่อมเป็นผู้ถูกนำเข้าสู่ภพ คือ ย่อมเป็นผู้เข้าถึงภพติดใจในภพ น้อมใจเชื่อในภพ รวมความว่า ย่อมเป็นผู้ถูกนำเข้าสู่ภพ คำว่า กล่าวอ้างตนว่าเป็นคนฉลาด ได้แก่ กล่าวอ้างตนว่าเป็นคนฉลาด คือกล่าวอ้างว่าเป็นบัณฑิต อ้างว่าเป็นนักปราชญ์ อ้างว่ามีญาณ อ้างว่ามีเหตุผลอ้างว่ามีคุณลักษณะ อ้างว่าเหมาะแก่เหตุ อ้างว่าสมฐานะ ตามลัทธิของตนรวมความว่า กล่าวอ้างตนว่าเป็นคนฉลาด ย่อมเป็นผู้ถูกนำเข้าสู่ภพ ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า สมณพราหมณ์ผู้กล่าวอ้างศีลว่าสูงสุด สมาทานวัตรแล้ว ดำรงอยู่ ได้กล่าวความหมดจดด้วยความสำรวมว่า พวกเราศึกษาในทิฏฐินี้แหละและศึกษาความหมดจดแห่งวัตรนั้น สมณพราหมณ์เหล่านั้นกล่าวอ้างตนว่าเป็นคนฉลาด ย่อมเป็นผู้ถูกนำเข้าสู่ภพ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๖๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๓. มหาวิยูหสุตตนิทเทส
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) ถ้าบุคคลเคลื่อนจากศีลวัตร พลาดกรรมแล้วก็หวั่นไหว เขาย่อมเฝ้าแต่พร่ำเพ้อ และปรารถนาความหมดจด เหมือนคนออกจากเรือน อยู่ร่วมกับพวกเดินทาง พลัดจากพวกฉะนั้น ว่าด้วยเหตุให้เคลื่อนจากศีลวัตร คำว่า ถ้าบุคคลเคลื่อนจากศีลวัตร อธิบายว่า บุคคลเคลื่อนจากศีลวัตร ด้วยเหตุ ๒ อย่าง คือ (๑) เคลื่อนเพราะผู้อื่นชี้ขาด (๒) เคลื่อนเพราะไม่บรรลุ บุคคลเคลื่อนเพราะผู้อื่นชี้ขาด เป็นอย่างไร คือ ผู้อื่นชี้ขาดว่า “ศาสดานั้นมิใช่สัพพัญญู ธรรมมิใช่ศาสดากล่าวสอนไว้ดีแล้ว หมู่คณะมิใช่ผู้ปฏิบัติดีแล้ว ทิฏฐิมิใช่สิ่งที่เจริญ ปฏิปทามิใช่ศาสดาบัญญัติไว้ดีแล้ว มรรคมิใช่ทางนำสัตว์ออกจากทุกข์ ในลัทธินั้นไม่มีความหมดจด ความสะอาด ความบริสุทธิ์ ความหลุดไป ความพ้นไป หรือความหลุดพ้นไป คือในลัทธินั้น สัตว์ทั้งหลาย ย่อมหมดจด สะอาด บริสุทธิ์ หลุดไป พ้นไป หรือหลุดพ้นไปไม่ได้ สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้เลว คือ ทราม ต่ำทราม น่ารังเกียจ หยาบช้า ต่ำต้อยชื่อว่าผู้อื่นชี้ขาด ด้วยอาการอย่างนี้ ผู้ที่ถูกชี้ขาดอย่างนี้ ย่อมเคลื่อนจากศาสดาเคลื่อนจากธรรมที่ศาสดากล่าวสอน เคลื่อนจากหมู่คณะ เคลื่อนจากทิฏฐิ เคลื่อนจากปฏิปทา เคลื่อนจากมรรค บุคคลชื่อว่าเคลื่อนเพราะผู้อื่นชี้ขาดเป็นอย่างนี้ บุคคลเคลื่อนเพราะไม่บรรลุ เป็นอย่างไร คือ บุคคลไม่บรรลุศีล จึงเคลื่อนจากศีล ไม่บรรลุวัตร จึงเคลื่อนจากวัตร ไม่บรรลุศีลวัตร จึงเคลื่อนจากศีลวัตร บุคคลชื่อว่าเคลื่อนเพราะไม่บรรลุ เป็นอย่างนี้รวมความว่า ถ้าบุคคลเคลื่อนจากศีลวัตร
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๗๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๓. มหาวิยูหสุตตนิทเทส คำว่า หวั่นไหว ในคำว่า พลาดกรรมแล้วก็หวั่นไหว อธิบายว่า หวั่น หวั่นไหว คือ หวาดหวั่นเรื่องศีล วัตร หรือ ศีลวัตรว่า เราผิด พลั้ง พลาดคลาดไปเสียแล้ว เราผิดพลาดจากอรหัตตผลเสียแล้ว รวมความว่า หวั่นไหว คำว่า พลาดกรรมแล้ว อธิบายว่า หวั่น หวั่นไหว คือ หวาดหวั่นเรื่อง ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร หรืออาเนญชาภิสังขารว่า “เราผิด พลั้ง พลาดคลาดไปเสียแล้ว เราผิดพลาดจากอรหัตตผลเสียแล้ว” รวมความว่า พลาดกรรมแล้วก็หวั่นไหว คำว่า พร่ำเพ้อ ในคำว่า เขาย่อมเฝ้าแต่พร่ำเพ้อและปรารถนาความ หมดจด ได้แก่ เพ้อ พร่ำเพ้อ คือ เพ้อพกเรื่องศีล วัตร หรือศีลวัตร รวมความว่าพร่ำเพ้อ คำว่า และปรารถนาความหมดจด ได้แก่ ปรารถนา คือ ชอบใจ ใฝ่ฝัน ความหมดจดเพราะศีล ความหมดจดเพราะวัตร หรือความหมดจดเพราะศีลวัตรรวมความว่า เขาย่อมเฝ้าแต่พร่ำเพ้อและปรารถนาความหมดจด คำว่า เหมือนคนออกจากเรือน อยู่ร่วมกับพวกเดินทาง พลัดจากพวก ฉะนั้น อธิบายว่า บุรุษออกจากเรือน อยู่ร่วม คือ เป็นอยู่กับพวกเดินทางพลัดจากพวก คือ ติดตามพวกเดินทางไป หรือกลับมาสู่เรือนของตนเอง ฉันใดเจ้าลัทธินั้น ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ถือ คือ ยึดมั่น ถือมั่นศาสดานั้นหรือศาสดาอื่นธรรมที่ศาสดากล่าวสอนนั้น หรือธรรมที่ศาสดากล่าวสอนอื่น หมู่คณะนั้นหรือหมู่คณะอื่น ทิฏฐินั้นหรือทิฏฐิอื่น ปฏิปทานั้นหรือปฏิปทาอื่น มรรคนั้นหรือมรรคอื่นรวมความว่า เหมือนคนออกจากเรือน อยู่ร่วมกับพวกเดินทาง พลัดจากพวกฉะนั้น ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ถ้าบุคคลเคลื่อนจากศีลวัตร พลาดกรรมแล้วก็หวั่นไหว เขาย่อมเฝ้าแต่พร่ำเพ้อ และปรารถนาความหมดจด เหมือนคนออกจากเรือน อยู่ร่วมกับพวกเดินทาง พลัดจากพวกฉะนั้น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๗๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๓. มหาวิยูหสุตตนิทเทส
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) อริยสาวกละศีลวัตรได้ทั้งหมด ละกรรมที่มีโทษและกรรมที่ไม่มีโทษนั้นเสียได้ ไม่ปรารถนาความหมดจดและความไม่หมดจด งดเว้นแล้ว ไม่ยึดมั่นทิฏฐิที่มีอยู่เที่ยวไป คำว่า ละศีลวัตรได้ทั้งหมด อธิบายว่า ละ คือ ละทิ้ง บรรเทา ทำให้หมด สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีอีกซึ่งความหมดจดเพราะศีลได้ทั้งหมด... ความหมดจดเพราะวัตรได้ทั้งหมด... ละ คือ ละทิ้ง บรรเทา ทำให้หมดสิ้นไป ให้ถึงความไม่มีอีกซึ่งความหมดจดเพราะศีลวัตรได้ทั้งหมด รวมความว่า ละศีลวัตรได้ทั้งหมด ว่าด้วยกรรมมีโทษและกรรมไม่มีโทษ คำว่า ละกรรมที่มีโทษและกรรมที่ไม่มีโทษนั้นเสียได้ อธิบายว่า กรรมดำ มีวิบากดำ ตรัสเรียกว่า กรรมที่มีโทษ กรรมขาว มีวิบากขาว ตรัสเรียกว่า กรรมที่ไม่มีโทษ พระอริยสาวก ละ คือ ละทิ้ง บรรเทา ทำให้หมดสิ้นไป ให้ถึงความไม่มีอีกซึ่งกรรมที่มีโทษและกรรมที่ไม่มีโทษได้แล้ว รวมความว่า ละกรรมที่มีโทษและกรรมที่ไม่มีโทษนั้นเสียได้ คำว่า ความไม่หมดจด ในคำว่า ไม่ปรารถนาความหมดจดและความไม่ หมดจด ได้แก่ พวกปุถุชนปรารถนาความไม่หมดจด คือ ปรารถนาอกุศลธรรม คำว่า ความหมดจด อธิบายว่า พวกปุถุชนปรารถนาความหมดจด คือ ปรารถนากามคุณ ๕ ปรารถนาความไม่หมดจด คือ ปรารถนาอกุศลธรรมและกาม-คุณ ๕ ปรารถนาความหมดจด คือ ปรารถนาทิฏฐิ ๖๒ ปรารถนาความไม่หมดจด@เชิงอรรถ : @ กรรมดำ มีวิบากดำ หมายถึงอกุศลกรรมบถ ๑๐ ย่อมมีผลให้บุคคลผู้ทำเกิดในอบาย@ กรรมขาว มีวิบากขาว หมายถึงกุศลกรรมบถ ๑๐ ย่อมมีผลให้บุคคลผู้ทำเกิดในสวรรค์@(ที.ปา.อ. ๓/๓๑๒/๒๒๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๗๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๓. มหาวิยูหสุตตนิทเทส คือ ปรารถนาอกุศลธรรม กามคุณ ๕ และทิฏฐิ ๖๒ ปรารถนาความหมดจด คือปรารถนากุศลธรรมอันมีในไตรธาตุ ปรารถนาความไม่หมดจด คือ ปรารถนา อกุศลธรรม กามคุณ ๕ ทิฏฐิ ๖๒ และกุศลธรรมอันมีในไตรธาตุ พวกกัลยาณ- ปุถุชน ปรารถนาความสะอาด คือ ปรารถนาความก้าวย่างสู่อริยมรรค พระเสขะปรารถนาอรหัตตผล ซึ่งเป็นธรรมอันเลิศ เมื่อบรรลุอรหัตตผล พระอรหันต์ไม่ ปรารถนาอกุศลธรรม ไม่ปรารถนากามคุณ ๕ ไม่ปรารถนาทิฏฐิ ๖๒ ไม่ปรารถนากุศลธรรมอันมีในไตรธาตุ ไม่ปรารถนาความก้าวย่างสู่อริยมรรค ไม่ปรารถนาอรหัตตผลซึ่งเป็นธรรมอันเลิศ พระอรหันต์ก้าวล่วงความปรารถนา ล่วงพ้นความเจริญและความเสื่อมเสียแล้ว พระอรหันต์นั้นอยู่ใน(อริยวาสธรรม)แล้ว ประพฤติจรณธรรมแล้ว... และภพใหม่ก็ไม่มีอีก รวมความว่า ไม่ปรารถนาความหมดจดและความไม่หมดจด คำว่า งดเว้นแล้ว ในคำว่า งดเว้นแล้ว ไม่ยึดมั่นทิฏฐิที่มีอยู่เที่ยวไป อธิบายว่า งด งดเว้น คือ เว้นขาด ออก สลัดออก หลุดพ้น ไม่เกี่ยวข้องกับ ความหมดจดและความไม่หมดจด มีใจเป็นอิสระ(จากกิเลส) อยู่ รวมความว่างดเว้นแล้ว คำว่า เที่ยวไป ได้แก่ เที่ยวไป คือ ท่องเที่ยวไป อยู่ เคลื่อนไหว เป็นไป เลี้ยงชีวิต ดำเนินไป ยังชีวิตให้ดำเนินไป รวมความว่า งดเว้นแล้ว เที่ยวไป @เชิงอรรถ : @ ไตรธาตุ คือ (๑) กามธาตุ(กามภพ) (๒) รูปธาตุ(รูปภพ) (๓) อรูปธาตุ(อรูปภพ)@๑. ธาตุอย่างหยาบ ชื่อกามธาตุ ๒. ธาตุอย่างกลาง ชื่อรูปธาตุ ๓. ธาตุอย่างประณีต ชื่ออรูปธาตุ@กรรมอำนวยผลให้ในกามธาตุ กามภพจึงปรากฏมีขึ้น กรรมจึงเป็นไร่นา วิญญาณเป็นพืช ตัณหาเป็น@ยางเหนียว วิญญาณดำรงมั่นอยู่ได้เพราะธาตุอย่างหยาบ ธาตุอย่างหยาบ(กามธาตุ)ของสัตว์มีอวิชชาเป็น@เครื่องปิดกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกใจ การเกิดในภพใหม่จึงมีต่อไป @กรรมอำนวยผลให้ในรูปธาตุ รูปภพจึงปรากฏมีขึ้น กรรมจึงเป็นไร่นา วิญญาณเป็นพืช ตัณหาเป็นยาง@เหนียว วิญญาณดำรงมั่นอยู่ได้เพราะธาตุอย่างกลาง ธาตุอย่างกลาง(รูปธาตุ)ของสัตว์มีอวิชชาเป็นเครื่อง@ปิดกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกใจ การเกิดในภพใหม่จึงมีต่อไป @กรรมอำนวยผลให้ในอรูปธาตุ อรูปภพจึงปรากฏมีขึ้น กรรมจึงเป็นไร่นา วิญญาณเป็นพืช ตัณหาเป็น@ยางเหนียว วิญญาณดำรงมั่นอยู่ได้เพราะธาตุอย่างประณีต ธาตุอย่างประณีต(อรูปธาตุ)ของสัตว์มีอวิชชา@เป็นเครื่องปิดกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกใจ การเกิดในภพใหม่จึงมีต่อไป (องฺ.ติก.(แปล) ๒๐/๗๗/๓๐๐-๓๐๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๗๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๓. มหาวิยูหสุตตนิทเทส คำว่า ไม่ยึดมั่นทิฏฐิที่มีอยู่ อธิบายว่า ทิฏฐิ ๖๒ ตรัสเรียกว่า ทิฏฐิที่มีอยู่ พระอรหันต์ไม่ยึด คือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่นทิฏฐิที่มีอยู่ รวมความว่า งดเว้นแล้ว ไม่ยึดมั่นทิฏฐิที่มีอยู่เที่ยวไป ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า อริยสาวกละศีลวัตรได้ทั้งหมด ละกรรมที่มีโทษและกรรมที่ไม่มีโทษนั้นเสียได้ ไม่ปรารถนาความหมดจดและความไม่หมดจด งดเว้นแล้ว ไม่ยึดมั่นทิฏฐิที่มีอยู่เที่ยวไป
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) สมณพราหมณ์เข้าไปอาศัยตบะที่ตนเกลียดชังนั้น เข้าไปอาศัยรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยินหรืออารมณ์ที่รับรู้ เป็นผู้กล่าวความหมดจดในสงสารข้างหน้า ยังไม่คลายตัณหาในภพน้อยภพใหญ่ จึงยังพร่ำพูดถึงความหมดจดอยู่ คำว่า สมณพราหมณ์เข้าไปอาศัยตบะที่ตนเกลียดชังนั้น อธิบายว่า สมณพราหมณ์บางพวก มีวาทะเกลียดชังตบะ ถือการเกลียดชังตบะเป็นสรณะอาศัย คือ อิงอาศัย ติด ติดแน่น ติดใจ น้อมใจเชื่อความเกลียดชังตบะ รวมความว่าสมณพราหมณ์เข้าไปอาศัยตบะที่ตนเกลียดชังนั้น คำว่า เข้าไปอาศัยรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยินหรืออารมณ์ที่รับรู้ อธิบายว่า อาศัย เข้าไปอาศัย คือ ถือ ยึดมั่น ถือมั่นรูปที่เห็น หรือความหมดจดเพราะรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน หรือความหมดจดเพราะเสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่รับรู้ หรือความหมดจดเพราะอารมณ์ที่รับรู้ รวมความว่า เข้าไปอาศัยรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยินหรืออารมณ์ที่รับรู้ คำว่า เป็นผู้กล่าวความหมดจดในสงสารข้างหน้า... จึงยังพร่ำพูดถึงความหมดจดอยู่ อธิบายว่า สมณพราหมณ์บางพวก เป็นผู้กล่าวความหมดจดในสงสารข้างหน้า สมณพราหมณ์พวกไหน เป็นผู้กล่าวความหมดจดในสงสารข้างหน้า สมณ-พราหมณ์เหล่าใด เป็นผู้ถือความหมดจดโดยส่วนเดียว ถือความหมดจดโดยการ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๗๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๓. มหาวิยูหสุตตนิทเทส เวียนว่ายตายเกิด ผู้มีความเห็นว่าทำแล้วไม่เป็นอันทำ มีวาทะว่าเที่ยง สมณพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าเป็นผู้กล่าวความหมดจดในสงสารข้างหน้า สมณ-พราหมณ์เหล่านั้นก็พร่ำพูด คือ กล่าว พูด บอก แสดง ชี้แจงความหมดจด คือความสะอาด ความบริสุทธิ์ ความหลุดไป ความพ้นไป ความหลุดพ้นไป โดยสงสารรวมความว่า เป็นผู้กล่าวความหมดจดในสงสารข้างหน้า ... จึงยังพร่ำพูดถึงความหมดจดอยู่ คำว่า ตัณหา ในคำว่า ยังไม่คลายตัณหาในภพน้อยภพใหญ่ ได้แก่ รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา คำว่า ในภพน้อยภพใหญ่ อธิบายว่า ผู้ยังไม่คลายตัณหา คือ ไม่ปราศจากตัณหา ไม่สละตัณหา ไม่คายตัณหา ไม่เปลื้องตัณหา ไม่ละตัณหา ไม่สลัดทิ้งตัณหาในภพน้อยภพใหญ่ คือ ในกรรมวัฏและวิปากวัฏ ในกรรมวัฏเป็นเครื่องเกิดในกามภพในวิปากวัฏเป็นเครื่องเกิดในกามภพ ในกรรมวัฏเป็นเครื่องเกิดในรูปภพ ในวิปาก-วัฏเป็นเครื่องเกิดในรูปภพ ในกรรมวัฏเป็นเครื่องเกิดในอรูปภพ ในวิปากวัฏเป็นเครื่องเกิดในอรูปภพ ในภพต่อไป ในคติต่อไป ในการถือกำเนิดต่อไป ในปฏิสนธิต่อไป ในการบังเกิดของอัตภาพต่อไป รวมความว่า ยังไม่คลายตัณหาในภพน้อยภพใหญ่ ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า สมณพราหมณ์เข้าไปอาศัยตบะที่ตนเกลียดชังนั้น เข้าไปอาศัยรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยินหรืออารมณ์ที่รับรู้ เป็นผู้กล่าวความหมดจดในสงสารข้างหน้า ยังไม่คลายตัณหาในภพน้อยภพใหญ่ จึงยังพร่ำพูดถึงความหมดจดอยู่
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) ความชอบใจวัตถุย่อมมีแก่ผู้กำลังปรารถนา อนึ่ง ความหวั่นไหวย่อมมีในเพราะวัตถุที่กำหนดแล้ว @เชิงอรรถ : @ ทำแล้วไม่เป็นอันทำ หมายถึง อกิริยทิฏฐิ คือลัทธิที่ถือว่าการกระทำทุกอย่างไม่มีผล ทำดีก็ไม่ได้ดี ทำชั่ว@ก็ไม่ได้ชั่ว เป็นความเห็นที่ปฏิเสธกฎแห่งกรรม (ที.สี.อ. ๑๖๖/๑๔๕) @ มีวาทะว่าเที่ยง หมายถึง สัสสตทิฏฐิ คือลัทธิที่ถือว่า โลกและอัตตาเที่ยง (ที.สี. (แปล) ๙/๓๐-๓๗/๑๑-๑๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๗๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๓. มหาวิยูหสุตตนิทเทส ความตายและความเกิดมิได้มีแก่ภิกษุใดในธรรมวินัยนี้ ภิกษุนั้นพึงหวั่นไหวด้วยเหตุอะไร หรือพึงชอบใจในอะไร คำว่า ความชอบใจวัตถุย่อมมีแก่ผู้กำลังปรารถนา อธิบายว่า ตัณหา ตรัสเรียกว่า ความปรารถนา คือ ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ... อภิชฌา อกุศลมูลคือโลภะ คำว่า ผู้กำลังปรารถนา ได้แก่ ผู้กำลังปรารถนา คือ ผู้กำลังต้องการ ยินดี มุ่งหมาย มุ่งหวัง รวมความว่า ผู้กำลังปรารถนา คำว่า ชอบใจ อธิบายว่า ตัณหา ตรัสเรียกว่า ความชอบใจ คือ ความ กำหนัด ความกำหนัดนัก ... อภิชฌา อกุศลมูลคือโลภะ รวมความว่า ความชอบใจวัตถุย่อมมีแก่ผู้กำลังปรารถนา คำว่า ความกำหนด ในคำว่า อนึ่ง ความหวั่นไหวย่อมมีในเพราะวัตถุที่ กำหนดแล้ว ได้แก่ ความกำหนด ๒ อย่าง คือ (๑) ความกำหนดด้วยอำนาจตัณหา (๒) ความกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิ ... นี้ชื่อว่าความกำหนดด้วยอำนาจตัณหา ... นี้ชื่อว่าความกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิ คำว่า อนึ่ง ความหวั่นไหวย่อมมีในเพราะวัตถุที่กำหนดแล้ว อธิบายว่า ผู้หวาดระแวงว่า วัตถุที่กำหนดไว้แล้วจะถูกแย่งชิงไป ย่อมหวั่นไหวบ้าง เมื่อวัตถุนั้นกำลังถูกแย่งชิงไป ย่อมหวั่นไหวบ้าง เมื่อวัตถุนั้นถูกแย่งชิงไปแล้ว ย่อมหวั่นไหวบ้างผู้หวาดระแวงว่า วัตถุที่กำหนดไว้แล้วจะแปรผันไป ย่อมหวั่นไหวบ้าง เมื่อวัตถุนั้นกำลังแปรผันไป ย่อมหวั่นไหวบ้าง เมื่อวัตถุนั้นแปรผันไปแล้ว ย่อมหวั่นไหว คือ สั่นเทา กระสับกระส่ายอยู่บ้าง รวมความว่า อนึ่ง ความหวั่นไหวย่อมมีในเพราะวัตถุที่กำหนดแล้ว คำว่า ภิกษุใด ในคำว่า ความตายและความเกิดมิได้มีแก่ภิกษุใดใน ธรรมวินัยนี้ ได้แก่ พระอรหันตขีณาสพ อธิบายว่า การไป การมา การไปและ การมา ความตาย คติ ภพน้อยภพใหญ่ จุติ การถือกำเนิด ความเกิด ความดับ ชาติ ชรา มรณะ ไม่มี คือ ไม่มีอยู่ ไม่ปรากฏ หาไม่ได้ แก่พระอรหันตขีณาสพใด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๗๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๓. มหาวิยูหสุตตนิทเทส ได้แก่ ความตายและความเกิดนั้น พระอรหันตขีณาสพ ละได้แล้ว ตัดขาดได้แล้วทำให้สงบได้แล้ว ระงับได้แล้ว ทำให้เกิดขึ้นไม่ได้อีก เผาด้วยไฟคือญาณแล้ว รวมความว่า ความตายและความเกิดมิได้มีแก่ภิกษุใดในธรรมวินัยนี้ คำว่า ภิกษุนั้นพึงหวั่นไหวด้วยเหตุอะไร หรือพึงชอบใจในอะไร อธิบายว่า ภิกษุนั้นพึงหวั่นไหวด้วยราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ อุทธัจจะ วิจิกิจฉา อนุสัยอะไรว่า “เป็นผู้กำหนัด เป็นผู้ขัดเคือง เป็นผู้หลง เป็นผู้ยึดติด เป็นผู้ยึดมั่น เป็นผู้ฟุ้งซ่าน เป็นผู้ลังเล หรือว่า เป็นผู้ตกอยู่ในพลังกิเลส” ภิกษุนั้นละอภิสังขารเหล่านั้นได้แล้ว เพราะเป็นผู้ละอภิสังขารได้แล้ว ภิกษุพึง หวั่นไหวด้วยเหตุอะไรตามคติเล่าว่า “เป็นผู้เกิดในนรก เป็นผู้เกิดในกำเนิดเดรัจฉานเป็นผู้เกิดในเปตวิสัย เป็นมนุษย์ เป็นเทพ เป็นผู้มีรูป เป็นผู้ไม่มีรูป เป็นผู้มีสัญญาเป็นผู้ไม่มีสัญญา หรือว่าเป็นผู้มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่” ภิกษุนั้นพึงหวั่นไหวคือ สั่นเทา กระสับกระส่ายด้วยเหตุ ปัจจัย และการณ์ใด เหตุ ปัจจัย และการณ์นั้นไม่มี รวมความว่า ภิกษุนั้นพึงหวั่นไหวด้วยเหตุอะไร คำว่า หรือพึงชอบใจในอะไร อธิบายว่า หรือว่า พึงชอบใจในอะไร คือ พึงชอบใจในวัตถุอะไร ได้แก่ พึงชอบใจ รักใคร่ พอใจในวัตถุนั้นอย่างไร รวมความว่าภิกษุนั้นพึงหวั่นไหวด้วยเหตุอะไร หรือพึงชอบใจในอะไร ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระ-ภาคจึงตรัสว่า ความชอบใจวัตถุย่อมมีแก่ผู้กำลังปรารถนา อนึ่ง ความหวั่นไหวย่อมมีในเพราะวัตถุที่กำหนดแล้ว ความตายและความเกิดมิได้มีแก่ภิกษุใดในธรรมวินัยนี้ ภิกษุนั้นพึงหวั่นไหวด้วยเหตุอะไร หรือพึงชอบใจในอะไร
(พระพุทธเนรมิตทูลถามว่า) สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวธรรมใดว่า เยี่ยม แต่สมณพราหมณ์พวกอื่นกลับกล่าวธรรมนั้นนั่นเองว่า เลว วาทะของสมณพราหมณ์เหล่านี้ วาทะไหนจริงกันหนอ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๗๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๓. มหาวิยูหสุตตนิทเทส เพราะสมณะพราหมณ์เหล่านี้ทุกพวก ต่างกล่าวอ้างตนว่า เป็นคนฉลาด คำว่า สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวธรรมใดว่า เยี่ยม อธิบายว่า สมณ- พราหมณ์บางพวก กล่าว คือ พูด บอก แสดง ชี้แจงธรรม คือ ทิฏฐิ ปฏิปทามรรคใด อย่างนี้ว่า “ธรรมนี้ เยี่ยม คือ ยอด ประเสริฐ วิเศษ นำหน้า สูงสุดประเสริฐสุด” รวมความว่า สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวธรรมใดว่า เยี่ยม คำว่า แต่สมณพราหมณ์พวกอื่นกลับกล่าวธรรมนั้นนั่นเองว่า เลว อธิบายว่าสมณพราหมณ์อีกพวกหนึ่งกลับกล่าว คือ พูด บอก แสดง ชี้แจงธรรม คือ ทิฏฐิปฏิปทา มรรคนั้นนั่นเอง อย่างนี้ว่า “ธรรมนี้เลว คือ ทราม ต่ำทราม น่ารังเกียจหยาบช้า ต่ำต้อย” รวมความว่า แต่สมณพราหมณ์พวกอื่นกลับกล่าวธรรมนั้นนั่นเองว่า เลว คำว่า วาทะของสมณพราหมณ์เหล่านี้ วาทะไหนจริงกันหนอ อธิบายว่า วาทะของสมณพราหมณ์เหล่านี้ วาทะไหน จริง คือ แท้ แท้จริง เป็นจริง แน่นอนไม่วิปริต รวมความว่า วาทะของสมณพราหมณ์เหล่านี้ วาทะไหนจริงกันหนอ คำว่า เพราะสมณพราหมณ์เหล่านี้ทุกพวกต่างกล่าวอ้างตนว่า เป็นคน ฉลาด อธิบายว่า สมณพราหมณ์เหล่านี้ทุกพวก ต่างกล่าวอ้างตนว่า เป็นคนฉลาดคือ กล่าวอ้างว่าเป็นบัณฑิต อ้างว่าเป็นนักปราชญ์ อ้างว่ามีญาณ อ้างว่ามีเหตุผลอ้างว่ามีคุณลักษณะ อ้างว่าเหมาะแก่เหตุ อ้างว่าสมฐานะ ตามลัทธิของตน รวมความว่า เพราะสมณพราหมณ์เหล่านี้ทุกพวกต่างกล่าวอ้างตนว่า เป็นคนฉลาดด้วยเหตุนั้น พระพุทธเนรมิตจึงทูลถามว่า สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวธรรมใดว่า เยี่ยม แต่สมณพราหมณ์พวกอื่นกลับกล่าวธรรมนั้นนั่นเองว่า เลว วาทะของสมณพราหมณ์เหล่านี้ วาทะไหนจริงกันหนอ เพราะสมณพราหมณ์เหล่านี้ทุกพวก ต่างกล่าวอ้างตนว่า เป็นคนฉลาด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๗๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๓. มหาวิยูหสุตตนิทเทส
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า) อนึ่ง สมณพราหมณ์บางพวก กล่าวธรรมของตนว่า บริบูรณ์ แต่กล่าวธรรมของผู้อื่นว่า เลว พวกสมณพราหมณ์ถือมั่นแม้อย่างนี้แล้วย่อมวิวาทกัน เพราะต่างกล่าวทิฏฐิสมมติของตนๆ ว่า จริง คำว่า อนึ่ง สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวธรรมของตนว่า บริบูรณ์ อธิบายว่า อนึ่ง สมณพราหมณ์บางพวกกล่าว คือ พูด บอก แสดง ชี้แจงธรรม คือทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคของตน อย่างนี้ว่า “ธรรมนี้เพียบพร้อม บริบูรณ์ ไม่บกพร่อง”รวมความว่า อนึ่ง สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวธรรมของตนว่า บริบูรณ์ คำว่า แต่กล่าวธรรมของผู้อื่นว่า เลว อธิบายว่า สมณพราหมณ์พวก เดียวกันนั้น กล่าว คือ พูด บอก แสดง ชี้แจงธรรม คือ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคของผู้อื่น อย่างนี้ว่า “ธรรมนี้เลว คือ ทราม ต่ำทราม น่ารังเกียจ หยาบช้า ต่ำต้อย”รวมความว่า แต่กล่าวธรรมของผู้อื่นว่า เลว คำว่า พวกสมณพราหมณ์ถือมั่นแม้อย่างนี้แล้วย่อมวิวาทกัน อธิบายว่า พวกสมณพราหมณ์ จับ ยึด ถือ ยึดมั่น ถือมั่นอย่างนี้ ย่อมวิวาทกัน คือ ย่อมก่อการทะเลาะ ก่อการบาดหมาง ก่อการแก่งแย่ง ก่อการวิวาท ก่อการมุ่งร้ายกันโดยพูดว่า “ท่านไม่รู้ธรรมวินัยนี้... หรือหากท่านสามารถ ก็จงแก้ไขเถิด” รวมความว่าพวกสมณพราหมณ์ถือมั่นแม้อย่างนี้แล้วย่อมวิวาทกัน คำว่า เพราะต่างกล่าวทิฏฐิสมมติของตนๆ ว่า จริง อธิบายว่า ต่างกล่าวว่า“โลกเที่ยง... หลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเป็นโมฆะ” รวมความว่า เพราะต่างกล่าวทิฏฐิสมมติของตนๆ ว่า จริง ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า อนึ่ง สมณพราหมณ์บางพวก กล่าวธรรมของตนว่า บริบูรณ์ แต่กล่าวธรรมของผู้อื่นว่า เลว พวกสมณพราหมณ์ถือมั่นแม้อย่างนี้แล้วย่อมวิวาทกัน เพราะต่างกล่าวทิฏฐิสมมติของตนๆ ว่า จริง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๗๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๓. มหาวิยูหสุตตนิทเทส
(พระผู้มีพระภาคตรัสต่อไปว่า) หากบุคคลเป็นคนเลวเพราะเหตุที่ผู้อื่นพูดติเตียนไซร้ ก็จะไม่พึงมีใครวิเศษในธรรมทั้งหลายได้เลย เพราะคนส่วนมากต่างกล่าวยืนยันในแนวทางของตน พากันกล่าวธรรมของผู้อื่นโดยความเป็นสิ่งเลวทราม คำว่า หากบุคคลเป็นคนเลวเพราะเหตุที่ผู้อื่นพูดติเตียนไซร้ อธิบายว่า หากบุคคลอื่นเป็นคนพาล เลว คือ ทราม ต่ำทราม น่ารังเกียจ หยาบช้า ต่ำต้อยเพราะเหตุที่ผู้อื่นติเตียน คือ เพราะเหตุที่ผู้อื่นนินทา ตำหนิ ว่าร้ายไซร้ รวมความว่าหากบุคคลเป็นคนเลวเพราะเหตุที่ผู้อื่นพูดติเตียนไซร้ คำว่า ก็จะไม่พึงมีใครวิเศษในธรรมทั้งหลายได้เลย อธิบายว่า ก็จะไม่พึงมีใครเลิศ ประเสริฐ วิเศษ นำหน้า สูงสุด ประเสริฐสุดในธรรมทั้งหลายได้เลยรวมความว่า ก็จะไม่พึงมีใครวิเศษในธรรมทั้งหลายได้เลย คำว่า เพราะคนส่วนมาก... พากันกล่าวธรรมของผู้อื่นโดยความเป็นสิ่งเลวทราม อธิบายว่า คนส่วนมากพากันกล่าว คือ ว่าร้าย นินทา ติเตียนธรรมของคนส่วนมาก โดยความเป็นสิ่งเลว ทราม คือ ต่ำทราม น่ารังเกียจ หยาบช้า ต่ำต้อยบ้างคนส่วนมากพากันกล่าว คือ ว่าร้าย นินทา ติเตียนธรรมของคนผู้หนึ่ง โดยความเป็นสิ่งเลว ทราม คือ ต่ำทราม น่ารังเกียจ หยาบช้า ต่ำต้อยบ้าง คนผู้หนึ่งกล่าว คือ ว่าร้าย นินทา ติเตียนธรรมของคนส่วนมาก โดยความเป็นสิ่งเลว ทรามคือ ต่ำทราม น่ารังเกียจ หยาบช้า ต่ำต้อยบ้าง คนผู้หนึ่งกล่าว คือ ว่าร้าย นินทาติเตียนธรรมของคนผู้หนึ่ง โดยความเป็นสิ่งเลว ทราม คือ ต่ำทราม น่ารังเกียจหยาบช้า ต่ำต้อยบ้าง รวมความว่า เพราะคนส่วนมาก... พากันกล่าวธรรมของผู้อื่นโดยความเป็นสิ่งเลวทราม คำว่า ต่างกล่าวยืนยันในแนวทางของตน... โดยความเป็นสิ่งเลวทรามอธิบายว่า ธรรม ชื่อว่าแนวทางของตน ทิฏฐิ ชื่อว่าแนวทางของตน ปฏิปทา ชื่อว่าแนวทางของตน มรรค ก็ชื่อว่าแนวทางของตน คนส่วนมากต่างกล่าวยืนยัน คือกล่าวมั่นคง กล่าวแข็งขัน กล่าวหนักแน่นในแนวทางของตน รวมความว่า ต่างกล่าว
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๘๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๓. มหาวิยูหสุตตนิทเทส ยืนยันในแนวทางของตน... โดยความเป็นสิ่งเลวทราม ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า หากบุคคลเป็นคนเลวเพราะเหตุที่ผู้อื่นพูดติเตียนไซร้ ก็จะไม่พึงมีใครวิเศษในธรรมทั้งหลายได้เลย เพราะคนส่วนมากต่างกล่าวยืนยันในแนวทางของตน พากันกล่าวธรรมของผู้อื่นโดยความเป็นสิ่งเลวทราม
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) การบูชาหลักการของตน เป็นเรื่องแท้จริง เหมือนพวกสมณพราหมณ์พากันสรรเสริญแนวทางของตน ฉะนั้น การว่าร้ายทุกอย่างก็พึงมีอยู่แท้จริง เพราะความหมดจดของสมณพราหมณ์เหล่านั้น เป็นเรื่องเฉพาะตนเท่านั้น คำว่า การบูชาหลักการของตน เป็นเรื่องแท้จริง อธิบายว่า การบูชาหลักการของตน เป็นอย่างไร คือ บุคคลสักการะ เคารพ นับถือ บูชาศาสดาของตนว่า “ศาสดานี้ เป็นสัพพัญญู” นี้ชื่อว่าการบูชาหลักการของตน บุคคลย่อมสักการะ เคารพ นับถือบูชาธรรมที่ศาสดากล่าวสอน หมู่คณะ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคของตนว่า “มรรคนี้เป็นทางนำสัตว์ออกจากทุกข์” นี้ชื่อว่าการบูชาหลักการของตน คำว่า การบูชาหลักการของตน เป็นเรื่องแท้จริง อธิบายว่า การบูชาหลักการของตน เป็นเรื่องแท้จริง คือ แท้ เป็นจริง แน่นอน ไม่วิปริต รวมความว่าการบูชาหลักการของตน เป็นเรื่องแท้จริง คำว่า เหมือนพวกสมณพราหมณ์พากันสรรเสริญแนวทางของตน ฉะนั้น อธิบายว่า ธรรม ชื่อว่าแนวทางของตน ทิฏฐิ ชื่อว่าแนวทางของตน ปฏิปทา ชื่อว่าแนวทางของตน มรรค ก็ชื่อว่าแนวทางของตน พวกสมณพราหมณ์พากันสรรเสริญคือ ชมเชย ยกย่อง พรรณนาแนวทางของตน รวมความว่า เหมือนพวกสมณ-พราหมณ์พากันสรรเสริญแนวทางของตน ฉะนั้น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๘๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๓. มหาวิยูหสุตตนิทเทส คำว่า การว่าร้ายทุกอย่างก็พึงมีอยู่แท้จริง อธิบายว่า การว่าร้ายทุกอย่างก็พึงมีอยู่แท้จริง คือ แท้ เป็นจริง แน่นอน ไม่วิปริต รวมความว่า การว่าร้ายทุกอย่างก็พึงมีอยู่แท้จริง คำว่า เพราะความหมดจดของสมณพราหมณ์เหล่านั้น เป็นเรื่องเฉพาะตนเท่านั้น อธิบายว่า ความหมดจด คือ ความสะอาด ความบริสุทธิ์ ความหลุดไปความพ้นไป ความหลุดพ้นไป ของสมณพราหมณ์เหล่านั้น เป็นเรื่องเฉพาะตนเท่านั้นรวมความว่า เพราะความหมดจดของสมณพราหมณ์เหล่านั้น เป็นเรื่องเฉพาะตนเท่านั้น ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า การบูชาหลักการของตน เป็นเรื่องแท้จริง เหมือนพวกสมณพราหมณ์พากันสรรเสริญแนวทางของตน ฉะนั้น การว่าร้ายทุกอย่างก็พึงมีอยู่แท้จริง เพราะความหมดจดของสมณพราหมณ์เหล่านั้น เป็นเรื่องเฉพาะตนเท่านั้น
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) ญาณที่ผู้อื่นพึงแนะนำไม่มีแก่พราหมณ์ ความตกลงใจแล้วยึดมั่นในธรรมทั้งหลายก็ไม่มี เพราะฉะนั้น พราหมณ์จึงล่วงเลยการวิวาททั้งหลายได้แล้ว แท้จริง พราหมณ์ย่อมไม่เห็นธรรมอื่นโดยความเป็นของประเสริฐ คำว่า ไม่ ในคำว่า ญาณที่ผู้อื่นพึงแนะนำไม่มีแก่พราหมณ์ เป็นคำปฏิเสธ คำว่า พราหมณ์ อธิบายว่า ชื่อว่าพราหมณ์ เพราะลอยธรรม ๗ ประการได้แล้ว ... ไม่มีตัณหาและทิฏฐิอาศัย เป็นผู้มั่นคง บัณฑิตเรียกผู้นั้นว่า เป็นพราหมณ์ คำว่า ญาณที่ผู้อื่นพึงแนะนำไม่มีแก่พราหมณ์ อธิบายว่า ความเป็นผู้มี ญาณอันบุคคลอื่นพึงแนะนำ ไม่มีแก่พราหมณ์ คือ พราหมณ์ ไม่เป็นผู้ที่ผู้อื่นพึง@เชิงอรรถ : @ ดูรายละเอียดข้อ ๒๕/๑๐๔-๑๐๕
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๘๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๓. มหาวิยูหสุตตนิทเทส แนะนำ ไม่ดำเนินตามผู้อื่น ไม่มีผู้อื่นเป็นปัจจัย ไม่ถึงความเกี่ยวเนื่องกับผู้อื่น รู้ เห็นไม่หลง รู้ตัว มีสติ ย่อมรู้ ย่อมเห็น คือ ความเป็นผู้มีญาณอันบุคคลอื่นพึงแนะนำไม่มีแก่พราหมณ์ คือ พราหมณ์ ไม่เป็นผู้ที่ผู้อื่นพึงแนะนำ ไม่ดำเนินตามผู้อื่น ไม่มีผู้อื่นเป็นปัจจัย ไม่ถึงความเกี่ยวเนื่องกับผู้อื่น รู้ เห็น ไม่หลง รู้ตัว มีสติ ย่อมรู้ ย่อมเห็นว่า “สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง... สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์”... ความเป็นผู้มีญาณอันบุคคลอื่นพึงแนะนำ ไม่มีแก่พราหมณ์ คือ พราหมณ์ ไม่เป็นผู้ที่ผู้อื่นพึงแนะนำ ไม่ดำเนินตามผู้อื่น ไม่มีผู้อื่นเป็นปัจจัย ไม่ถึงความเกี่ยวเนื่องกับผู้อื่น รู้ เห็น ไม่หลง รู้ตัว มีสติ ย่อมรู้ ย่อมเห็นว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา” รวมความว่าญาณที่ผู้อื่นพึงแนะนำไม่มีแก่พราหมณ์ คำว่า ในธรรมทั้งหลาย ในคำว่า ความตกลงใจแล้วยึดมั่นในธรรมทั้งหลายก็ไม่มี ได้แก่ ทิฏฐิ ๖๒ คำว่า ตกลงใจ ได้แก่ ตกลงใจ คือ วินิจฉัย ตัดสิน ชี้ขาด เทียบเคียง พิจารณา ทำให้กระจ่าง ทำให้แจ่มแจ้ง คำว่า ยึดมั่น ได้แก่ จับมั่น ยึดมั่น ถือมั่น รวบถือ รวมถือ รวบรวมถือ คือความถือ ความยึดมั่น ความถือมั่น ความติดใจ ความน้อมใจเชื่อว่า “สิ่งนี้ จริงแท้จริง แท้ เป็นจริง แน่นอน ไม่วิปริต” ไม่มี ไม่มีอยู่ ไม่ปรากฏ หาไม่ได้ ได้แก่ความตกลงใจแล้วยึดมั่น พราหมณ์นั้น ละได้แล้ว ตัดขาดได้แล้ว ทำให้สงบได้แล้วระงับได้แล้ว ทำให้เกิดขึ้นไม่ได้อีก เผาด้วยไฟคือญาณแล้ว รวมความว่า ความตกลงใจแล้วยึดมั่นในธรรมทั้งหลายก็ไม่มี คำว่า เพราะฉะนั้น ในคำว่า เพราะฉะนั้น พราหมณ์จึงล่วงเลยการวิวาททั้งหลายได้แล้ว อธิบายว่า เพราะฉะนั้น คือ เพราะการณ์นั้น เพราะเหตุนั้น เพราะปัจจัยนั้น เพราะต้นเหตุนั้น พราหมณ์จึงล่วงเลย คือ ก้าวล่วง ก้าวพ้น ล่วงพ้นการทะเลาะเพราะทิฏฐิ การบาดหมางเพราะทิฏฐิ การแก่งแย่งเพราะทิฏฐิ การวิวาทเพราะทิฏฐิ การมุ่งร้ายเพราะทิฏฐิ รวมความว่า เพราะฉะนั้น พราหมณ์จึงล่วงเลยการวิวาททั้งหลายได้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๘๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๓. มหาวิยูหสุตตนิทเทส คำว่า แท้จริง พราหมณ์ย่อมไม่เห็นธรรมอื่นโดยความเป็นของประเสริฐ อธิบายว่า พราหมณ์ย่อมไม่เห็น คือ ไม่แลเห็น ไม่ตรวจดู ไม่เพ่งพินิจ ไม่พิจารณาเห็นศาสดา ธรรมที่ศาสดากล่าวสอน หมู่คณะ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคอื่น คืออื่นจากสติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ อริยมรรคมีองค์ ๘ ว่า เป็นธรรมเลิศ ประเสริฐ คือ วิเศษ นำหน้า สูงสุด ประเสริฐสุดรวมความว่า แท้จริง พราหมณ์ย่อมไม่เห็นธรรมอื่นโดยความเป็นของประเสริฐด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ญาณที่ผู้อื่นพึงแนะนำไม่มีแก่พราหมณ์ ความตกลงใจแล้วยึดมั่นในธรรมทั้งหลายก็ไม่มี เพราะฉะนั้น พราหมณ์จึงล่วงเลยการวิวาททั้งหลายได้แล้ว แท้จริง พราหมณ์ย่อมไม่เห็นธรรมอื่นโดยความเป็นของประเสริฐ
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) สมณพราหมณ์บางพวกเชื่อความหมดจด เพราะทิฏฐิว่า เรารู้ เราเห็นความหมดจดนี้ว่ามีจริง ถ้าสมณพราหมณ์ผู้หนึ่งได้เห็นแล้ว จะมีประโยชน์อะไร ด้วยการเห็นนั้นแก่สมณพราหมณ์นั้นเล่า พวกสมณพราหมณ์แล่นเลย(ทางแห่งความหมดจด)แล้ว ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยการเห็นอื่น คำว่า เรารู้ ในคำว่า เรารู้ เราเห็นความหมดจดนี้ว่ามีจริง ได้แก่ เรารู้ด้วยปรจิตตญาณ(ญาณเป็นเครื่องรู้ใจผู้อื่น)บ้าง รู้ด้วยปุพเพนิวาสานุสสติญาณ(ญาณเป็นเครื่องระลึกถึงขันธ์ที่อยู่อาศัยในกาลก่อน)บ้าง คำว่า เราเห็น ได้แก่ เราเห็นด้วยมังสจักขุบ้าง ด้วยทิพพจักขุบ้าง คำว่า ความหมดจดนี้ว่ามีจริง ได้แก่ ความหมดจดนี้มีแท้จริง แท้ เป็นจริงแน่นอน ไม่วิปริต รวมความว่า เรารู้ เราเห็นความหมดจดนี้ว่ามีจริง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๘๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๓. มหาวิยูหสุตตนิทเทส คำว่า สมณพราหมณ์บางพวกเชื่อความหมดจดเพราะทิฏฐิ อธิบายว่า สมณพราหมณ์บางพวกเชื่อความหมดจด คือ ความสะอาด ความบริสุทธิ์ ความหลุดไป ความพ้นไป ความหลุดพ้นไป เพราะทิฏฐิ คือ สมณพราหมณ์บางพวกเชื่อความหมดจด คือ ความสะอาด ความบริสุทธิ์ ความหลุดไป ความพ้นไปความหลุดพ้นไป เพราะทิฏฐิว่า “โลกเที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเป็นโมฆะ” สมณพราหมณ์บางพวก เชื่อความหมดจด คือ ความสะอาด ความบริสุทธ์ความหลุดไป ความพ้นไป ความหลุดพ้นไป เพราะทิฏฐิว่า “โลกไม่เที่ยง ... หลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่ นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเป็นโมฆะ” รวมความว่า สมณพราหมณ์บางพวกเชื่อความหมดจดเพราะทิฏฐิ คำว่า ได้เห็นแล้ว ในคำว่า ถ้าสมณพราหมณ์ผู้หนึ่งได้เห็นแล้ว จะมี ประโยชน์อะไรด้วยการเห็นนั้นแก่สมณพราหมณ์นั้นเล่า อธิบายว่า ได้เห็นแล้วด้วยปรจิตตญาณบ้าง ได้เห็นแล้วด้วยปุพเพนิวาสานุสสติญาณบ้าง ได้เห็นแล้วด้วยมังสจักขุบ้าง ได้เห็นแล้วด้วยทิพพจักขุบ้าง รวมความว่า ถ้าสมณพราหมณ์ผู้หนึ่งได้เห็นแล้ว คำว่า จะมีประโยชน์อะไรด้วยการเห็นนั้นแก่สมณพราหมณ์นั้นเล่า อธิบายว่า สมณพราหมณ์นั้นทำอะไรได้เพราะการเห็นนั้น คือ ไม่มีการกำหนดรู้ทุกข์ไม่มีการละสมุทัย ไม่มีการเจริญมรรค ไม่มีการทำให้แจ้งผล ไม่มีการละราคะได้โดยตัดขาด ไม่มีการละโทสะได้โดยตัดขาด ไม่มีการละโมหะได้โดยตัดขาด ไม่มีการละกิเลสทั้งหลายได้โดยตัดขาด ไม่มีการตัดขาดสังสารวัฏเลย รวมความว่า ถ้าสมณพราหมณ์ผู้หนึ่งได้เห็นแล้ว จะมีประโยชน์อะไรด้วยการเห็นนั้นแก่สมณพราหมณ์นั้นเล่า คำว่า พวกสมณพราหมณ์แล่นเลย(ทางแห่งความหมดจด)แล้ว ย่อมกล่าว ความหมดจดด้วยการเห็นอื่น อธิบายว่า เดียรถีย์เหล่านั้นก้าวล่วง ก้าวพ้น ล่วงพ้นทางแห่งความหมดจด ทางแห่งความสะอาด ทางแห่งความบริสุทธิ์ ทางแห่งความผ่องแผ้ว ทางแห่งความผ่องใส ย่อมกล่าว คือ พูด บอก แสดง ชี้แจง ความหมดจด คือ ความสะอาด ความบริสุทธิ์ ความหลุดไป ความพ้นไป ความหลุดพ้นไป
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๘๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๓. มหาวิยูหสุตตนิทเทส นอกจากสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗อริยมรรคมีองค์ ๘ รวมความว่า พวกสมณพราหมณ์แล่นเลย(ทางแห่งความหมดจด)แล้ว ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยการเห็นอื่น อีกนัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า พระพุทธสาวกและพระปัจเจกพุทธเจ้า ก้าวล่วงก้าวพ้น ล่วงพ้นทางแห่งความไม่หมดจด ทางแห่งความไม่สะอาด ทางแห่งความไม่บริสุทธิ์ ทางแห่งความไม่ผ่องแผ้ว ทางแห่งความไม่ผ่องใสของเดียรถีย์เหล่านั้นย่อมกล่าว คือ พูด บอก แสดง ชี้แจงความหมดจด คือ ความสะอาด ความบริสุทธิ์ความหลุดไป ความพ้นไป ความหลุดพ้นไป ด้วยสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ รวมความว่าพวกสมณพราหมณ์แล่นเลย(ทางแห่งความหมดจด)แล้ว ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยการเห็นอื่น ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า สมณพราหมณ์บางพวกเชื่อความหมดจด เพราะทิฏฐิว่า เรารู้ เราเห็นความหมดจดนี้ว่ามีจริง ถ้าสมณพราหมณ์ผู้หนึ่งได้เห็นแล้ว จะมีประโยชน์อะไร ด้วยการเห็นนั้นแก่สมณพราหมณ์นั้นเล่า พวกสมณพราหมณ์แล่นเลย (ทางแห่งความหมดจด)แล้ว ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยการเห็นอื่น
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) นรชนเมื่อเห็นย่อมเห็นนามรูป หรือครั้นเห็นแล้ว ก็รู้จักเฉพาะนามรูปเหล่านั้นเท่านั้น นรชนเห็นนามรูปมากบ้างน้อยบ้างโดยแท้ ถึงอย่างนั้น ผู้ฉลาดทั้งหลายก็ไม่กล่าวความหมดจด เพราะการเห็นนามรูปนั้น คำว่า นรชนเมื่อเห็น ในคำว่า นรชนเมื่อเห็นย่อมเห็นนามรูป อธิบายว่า นรชนเมื่อเห็นด้วยปรจิตตญาณบ้าง เมื่อเห็นด้วยปุพเพนิวาสานุสสติญาณบ้าง เมื่อเห็นด้วยมังสจักขุบ้าง เมื่อเห็นด้วยทิพพจักขุบ้าง ก็เห็นนามรูปนั่นเอง โดยความเป็น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๘๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๓. มหาวิยูหสุตตนิทเทส ของเที่ยง โดยความเป็นสุข โดยความเป็นตัวตน มิได้เห็นความเกิด ความดับ คุณโทษ หรือการสลัดออกแห่งธรรมเหล่านั้นเลย รวมความว่า นรชนเมื่อเห็นย่อมเห็นนามรูป คำว่า ครั้นเห็นแล้ว ในคำว่า หรือครั้นเห็นแล้ว ก็รู้จักเฉพาะนามรูป เหล่านั้นเท่านั้น อธิบายว่า ครั้นเห็นแล้วด้วยปรจิตตญาณบ้าง เห็นแล้วด้วยปุพเพนิวาสานุสสติญาณบ้าง เห็นแล้วด้วยมังสจักขุบ้าง เห็นแล้วด้วยทิพพจักขุบ้างครั้นเห็นเพียงนามรูปนั่นเองแล้ว ก็รู้จักโดยความเป็นของเที่ยง โดยความเป็นสุขโดยความเป็นตัวตน มิได้รู้จักความเกิด ความดับ คุณ โทษ หรือการสลัดออกแห่งธรรมเหล่านั้นเลย รวมความว่า หรือครั้นเห็นแล้ว ก็รู้จักเฉพาะนามรูปเหล่านั้นเท่านั้น คำว่า นรชนเห็นนามรูปมากบ้างน้อยบ้างโดยแท้ ได้แก่ เห็นนามรูปมาก บ้างน้อยบ้าง โดยความเป็นของเที่ยง โดยความเป็นสุข โดยความเป็นตัวตนโดยแท้รวมความว่า นรชนเห็นนามรูปมากบ้างน้อยบ้างโดยแท้ คำว่า ผู้ฉลาดทั้งหลาย ในคำว่า ถึงอย่างนั้น ผู้ฉลาดทั้งหลายก็ไม่กล่าว ความหมดจดเพราะการเห็นนามรูปนั้น อธิบายว่า ผู้ฉลาดในขันธ์ ผู้ฉลาดในธาตุผู้ฉลาดในอายตนะ ผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท ผู้ฉลาดในสติปัฏฐาน ผู้ฉลาดในสัมมัปปธาน ผู้ฉลาดในอิทธิบาท ผู้ฉลาดในอินทรีย์ ผู้ฉลาดในพละ ผู้ฉลาดในโพชฌงค์ผู้ฉลาดในมรรค ผู้ฉลาดในผล ผู้ฉลาดในนิพพาน ผู้ฉลาดเหล่านั้น ไม่กล่าว ไม่พูดไม่บอก ไม่แสดง ไม่ชี้แจงความหมดจด คือ ความสะอาด ความบริสุทธิ์ ความหลุดไปความพ้นไป ความหลุดพ้นไป เพราะการเห็นนามรูป ด้วยปรจิตตญาณบ้าง ด้วยปุพเพนิวาสานุสสติญาณบ้าง ด้วยมังสจักขุบ้าง ด้วยทิพพจักขุบ้าง รวมความว่าถึงอย่างนั้น ผู้ฉลาดทั้งหลายก็ไม่กล่าวความหมดจดเพราะการเห็นนามรูปนั้นด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า นรชนเมื่อเห็นย่อมเห็นนามรูป หรือครั้นเห็นแล้ว ก็รู้จักเฉพาะนามรูปเหล่านั้นเท่านั้น นรชนเห็นนามรูปมากบ้างน้อยบ้างโดยแท้ ถึงอย่างนั้น ผู้ฉลาดทั้งหลายก็ไม่กล่าวความหมดจด เพราะการเห็นนามรูปนั้น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๘๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๓. มหาวิยูหสุตตนิทเทส
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) นรชนผู้มีปกติกล่าวด้วยความเชื่อมั่น ไม่ใช่คนที่ใครพึงแนะนำได้ง่าย เป็นผู้เชิดชูทิฏฐิที่กำหนดไว้แล้ว อาศัยศาสดาใด ก็กล่าวศาสดานั้นว่าดีงามในเพราะทิฏฐินั้น นรชนนั้นผู้กล่าวความหมดจดได้เห็นว่าแท้จริงในทิฏฐินั้น คำว่า นรชนผู้มีปกติกล่าวด้วยความเชื่อมั่น ไม่ใช่คนที่ใครพึงแนะนำ ได้ง่าย อธิบายว่า นรชนผู้มีปกติกล่าวด้วยความเชื่อมั่นว่า “โลกเที่ยง นี้เท่านั้นจริงอย่างอื่นเป็นโมฆะ” มีปกติกล่าวด้วยความเชื่อมั่นว่า “โลกไม่เที่ยง ... หลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่ นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเป็นโมฆะ” คำว่า ไม่ใช่คนที่ใครพึงแนะนำได้ง่าย อธิบายว่า นรชนผู้มีปกติกล่าวด้วย ความเชื่อมั่น เป็นคนที่พึงแนะนำได้ยาก ทำให้เข้าใจได้ยาก ทำให้เพ่งพินิจได้ยากทำให้พิจารณาได้ยาก ทำให้เลื่อมใสได้ยาก รวมความว่า นรชนผู้มีปกติกล่าวด้วยความเชื่อมั่น ไม่ใช่คนที่ใครพึงแนะนำได้ง่าย คำว่า เป็นผู้เชิดชูทิฏฐิที่กำหนดไว้แล้ว อธิบายว่า เป็นผู้เชิดชู คือ เที่ยว ยกย่องทิฏฐิที่กำหนดแล้ว กำหนดไว้แล้ว คือ ปรุงแต่งไว้แล้ว ตั้งไว้ดีแล้ว มีทิฏฐิเป็นธงชัย มีทิฏฐิเป็นยอดธง มีทิฏฐิเป็นใหญ่ ถูกทิฏฐิครอบงำเที่ยวไป รวมความว่าเป็นผู้เชิดชูทิฏฐิที่กำหนดไว้แล้ว คำว่า อาศัยศาสดาใด ในคำว่า อาศัยศาสดาใด ก็กล่าวศาสดานั้นว่าดีงามในเพราะทิฏฐินั้น อธิบายว่า อาศัย คือ อิงอาศัย ติด ติดแน่น ติดใจ น้อมใจเชื่อศาสดา ธรรมที่ศาสดากล่าวสอน หมู่คณะ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคใด รวมความว่าอาศัยศาสดาใด คำว่า ในเพราะทิฏฐินั้น ได้แก่ ในเพราะทิฏฐิของตน คือ ความถูกใจของตนความพอใจของตน ลัทธิของตน คำว่า ก็กล่าวศาสดานั้นว่าดีงาม ได้แก่ กล่าวศาสดานั้นว่าดีงาม คือ กล่าวว่าดี กล่าวว่าเป็นบัณฑิต กล่าวว่าเป็นนักปราชญ์ กล่าวว่ามีญาณ กล่าวว่ามีเหตุผล กล่าวว่ามีคุณลักษณะ กล่าวว่าเหมาะแก่เหตุ กล่าวว่าสมฐานะ ตามลัทธิของตน รวมความว่า อาศัยศาสดาใด ก็กล่าวศาสดานั้นว่าดีงามในเพราะทิฏฐินั้น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๘๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๓. มหาวิยูหสุตตนิทเทส คำว่า ผู้กล่าวความหมดจด ในคำว่า นรชนนั้นผู้กล่าวความหมดจดได้เห็น ว่าแท้จริงในทิฏฐินั้น อธิบายว่า กล่าวความหมดจด คือ กล่าวความสะอาด กล่าวความบริสุทธิ์ กล่าวความผ่องแผ้ว กล่าวความผ่องใส อีกนัยหนึ่ง เป็นผู้มีความเห็นหมดจด คือ เป็นผู้มีความเห็นสะอาด เป็นผู้มีความเห็นบริสุทธิ์ เป็นผู้มีความเห็นผ่องแผ้ว เป็นผู้มีความเห็นผ่องใส รวมความว่า ผู้กล่าวความหมดจด คำว่า ในทิฏฐินั้น ได้แก่ ในทิฏฐิของตน คือ ความถูกใจของตน ความพอใจของตน ลัทธิของตน คำว่า นรชนนั้น... ได้เห็นว่าแท้จริง อธิบายว่า ได้เห็น คือ ได้แลเห็นมองเห็น แทงตลอดแล้วว่า แท้จริง คือแท้ เป็นจริง แน่นอน ไม่วิปริต รวมความว่านรชนนั้นผู้กล่าวความหมดจดได้เห็นว่าแท้จริงในทิฏฐินั้น ด้วยเหตุนั้น พระผู้มี-พระภาคจึงตรัสว่า นรชนผู้มีปกติกล่าวด้วยความเชื่อมั่น ไม่ใช่คนที่ใครพึงแนะนำได้ง่าย เป็นผู้เชิดชูทิฏฐิที่กำหนดไว้แล้ว อาศัยศาสดาใด ก็กล่าวศาสดานั้นว่าดีงามในเพราะทิฏฐินั้น นรชนนั้นผู้กล่าวความหมดจดได้เห็นว่าแท้จริงในทิฏฐินั้น
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) พราหมณ์พิจารณาแล้วย่อมไม่เข้าถึงความกำหนด ไม่แล่นไปด้วยทิฏฐิ ทั้งไม่ผูกพันด้วยตัณหาหรือทิฏฐิเพราะญาณ พราหมณ์นั้นครั้นรู้แล้วก็วางเฉยทิฏฐิสมมติที่เกิดจากปุถุชน แต่สมณพราหมณ์เหล่าอื่นพากันถือมั่น คำว่า ไม่ ในคำว่า พราหมณ์ทราบแล้วย่อมไม่เข้าถึงความกำหนด เป็น คำปฏิเสธ คำว่า พราหมณ์ อธิบายว่า ชื่อว่าพราหมณ์ เพราะลอยธรรม ๗ ประการได้แล้ว... ไม่มีตัณหาและทิฏฐิอาศัย เป็นผู้มั่นคง บัณฑิตเรียกผู้นั้นว่า เป็นพราหมณ์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๘๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๓. มหาวิยูหสุตตนิทเทส คำว่า ความกำหนด ได้แก่ ความกำหนด ๒ อย่าง คือ (๑) ความกำหนด ด้วยอำนาจตัณหา (๒) ความกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิ... นี้ชื่อว่าความกำหนดด้วยอำนาจตัณหา... นี้ชื่อว่าความกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิ ญาณ ตรัสเรียกว่า เครื่องพิจารณา คือ ความรู้ทั่ว กิริยาที่รู้ชัด... ความไม่หลงงมงาย ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิ คำว่า พราหมณ์พิจารณาแล้วย่อมไม่เข้าถึงความกำหนด อธิบายว่า พราหมณ์พิจารณาแล้ว คือ รู้แล้ว เทียบเคียงแล้ว พิจารณาแล้ว ทำให้กระจ่างแล้วทำให้แจ่มแจ้งแล้วว่า “สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง” พราหมณ์พิจารณาแล้ว คือ รู้แล้ว เทียบเคียงแล้ว พิจารณาแล้ว ทำให้กระจ่างแล้ว ทำให้แจ่มแจ้งแล้วว่า “สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์... สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา” ย่อมไม่ถึง ไม่เข้าถึง คือไม่สนใจ ไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่นความกำหนดด้วยอำนาจตัณหา หรือความกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิ รวมความว่า พราหมณ์พิจารณาแล้วย่อมไม่เข้าถึงความกำหนด คำว่า ไม่แล่นไปด้วยทิฏฐิ ทั้งไม่ผูกพันด้วยตัณหาหรือทิฏฐิเพราะญาณ อธิบายว่า ทิฏฐิ ๖๒ พราหมณ์นั้นละได้แล้ว คือ ตัดขาดได้แล้ว ทำให้สงบได้แล้วระงับได้แล้ว ทำให้เกิดขึ้นไม่ได้อีก เผาด้วยไฟคือญาณแล้ว พราหมณ์นั้น ไม่ไป ไม่ออกไป ไม่ถูกพาไป ไม่ถูกนำไปด้วยทิฏฐิ ทั้งไม่กลับไป ไม่หวนกลับไปหาทิฏฐินั้นโดยความเป็นสาระ รวมความว่า ไม่แล่นไปด้วยทิฏฐิ คำว่า ทั้งไม่ผูกพันด้วยตัณหาหรือทิฏฐิเพราะญาณ อธิบายว่า ไม่ก่อ คือ ไม่ให้เกิด ไม่ให้เกิดขึ้น ไม่ให้บังเกิด ไม่ให้บังเกิดขึ้นซึ่งความผูกพันด้วยอำนาจตัณหาหรือ ความผูกพันด้วยอำนาจทิฏฐิ เพราะญาณในสมาบัติ ๘ ญาณในอภิญญา ๕หรือมิจฉาญาณ รวมความว่า ไม่แล่นไปด้วยทิฏฐิ ทั้งไม่ผูกพันด้วยตัณหาหรือทิฏฐิเพราะญาณ @เชิงอรรถ : @ ดูรายละเอียดข้อ ๒๑/๙๒
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๙๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๓. มหาวิยูหสุตตนิทเทส คำว่า ครั้นรู้แล้ว ในคำว่า พราหมณ์นั้นครั้นรู้แล้ว... ทิฏฐิสมมติที่เกิดจากปุถุชน อธิบายว่า ครั้นรู้แล้ว คือ ครั้นทราบแล้ว เทียบเคียงแล้ว พิจารณาแล้วทำให้กระจ่างแล้ว ทำให้แจ่มแจ้งแล้วว่า “สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง” ครั้นรู้แล้ว คือครั้นทราบแล้ว เทียบเคียงแล้ว พิจารณาแล้ว ทำให้กระจ่างแล้ว ทำให้แจ่มแจ้งแล้วว่า“สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์... สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา” รวมความว่า พราหมณ์นั้นครั้นรู้แล้ว ทิฏฐิ ๖๒ ตรัสเรียกว่า ทิฏฐิสมมติ คำว่า ที่เกิดจากปุถุชน อธิบายว่า ทิฏฐิสมมติเหล่านั้น เกิดจากปุถุชน จึงชื่อว่า ที่เกิดจากปุถุชน หรือทิฏฐิสมมติเหล่านั้น เกิดจากชนต่างๆ มากมายจึงชื่อว่า ที่เกิดจากปุถุชน รวมความว่า พราหมณ์นั้นครั้นรู้แล้ว... ทิฏฐิสมมติที่เกิดจากปุถุชน คำว่า ก็วางเฉย... แต่สมณพราหมณ์เหล่าอื่นพากันถือมั่น อธิบายว่า สมณพราหมณ์เหล่าอื่น ถือ ยึดมั่น ถือมั่นด้วยอำนาจตัณหา ด้วยอำนาจทิฏฐิ ส่วนพระอรหันต์วางเฉย ไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น รวมความว่า ก็วางเฉย... แต่สมณพราหมณ์เหล่าอื่นพากันถือมั่น ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า พราหมณ์พิจารณาแล้วย่อมไม่เข้าถึงความกำหนด ไม่แล่นไปด้วยทิฏฐิ ทั้งไม่ผูกพันด้วยตัณหาหรือทิฏฐิเพราะญาณ พราหมณ์นั้นครั้นรู้แล้วก็วางเฉยทิฏฐิสมมติที่เกิดจากปุถุชน แต่สมณพราหมณ์เหล่าอื่นพากันถือมั่น
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) มุนีสลัดกิเลสเครื่องร้อยรัดในโลกนี้แล้ว เมื่อคนเกิดวิวาทกันแล้ว ก็ไม่เข้าไปเป็นฝักเป็นฝ่าย เมื่อคนทั้งหลายไม่สงบ มุนีนั้นเป็นผู้สงบ วางเฉย ไม่ถือมั่น แต่สมณพราหมณ์เหล่าอื่นพากันถือมั่น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๙๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๓. มหาวิยูหสุตตนิทเทส คำว่า กิเลสเครื่องร้อยรัด ในคำว่า มุนีสลัดกิเลสเครื่องร้อยรัดในโลกนี้แล้ว ได้แก่ กิเลสเครื่องร้อยรัด ๔ อย่าง คือ ๑. กิเลสเครื่องร้อยรัดกายคืออภิชฌา ๒. กิเลสเครื่องร้อยรัดกายคือพยาบาท ๓. กิเลสเครื่องร้อยรัดกายคือสีลัพพตปรามาส ๔. กิเลสเครื่องร้อยรัดกายคือความถือมั่นว่านี้เท่านั้นจริง ความกำหนัดในทิฏฐิของตน ชื่อว่ากิเลสเครื่องร้อยรัดกายคืออภิชฌา ความอาฆาต ความไม่พอใจในวาทะของผู้อื่น ชื่อว่ากิเลสเครื่องร้อยรัดกายคือพยาบาท ความยึดมั่นศีล วัตร หรือศีลวัตรของตน ชื่อว่ากิเลสเครื่องร้อยรัดกายคือ สีลัพพตปรามาส ทิฏฐิของตน ชื่อว่ากิเลสเครื่องร้อยรัดกายคืออิทังสัจจาภินิเวส คำว่า สลัด ได้แก่ สละ หรือสลัดกิเลสเครื่องร้อยรัด อีกนัยหนึ่ง มุนีแก้ หรือ สลัดกิเลสเครื่องร้อยรัด คือ กิเลสเครื่องผูกพัน ที่ร้อยรัด รัดรึง ข้อง ติด เกี่ยว เกี่ยวพันเกาะติด ติดแน่นแล้ว อธิบายว่า มุนีสละ หรือ สลัดกิเลสเครื่องร้อยรัด เหมือนคนทำการปลด ปล่อยวอ รถ เกวียน หรือรถมีเครื่องประดับ คือ ให้เคลื่อนที่ไปได้ ฉะนั้น อีกนัยหนึ่ง มุนีแก้ หรือสลัดกิเลสเครื่องร้อยรัด คือ กิเลสเครื่องผูกพัน ที่ร้อยรัด รัดรึง ข้อง ติด เกี่ยว เกี่ยวพัน เกาะติด ติดแน่นแล้ว คำว่า มุนี อธิบายว่า ญาณ ท่านเรียกว่า โมนะ คือ ความรู้ทั่ว กิริยาที่รู้ชัด... ผู้ก้าวล่วงกิเลสเครื่องข้องและตัณหาดุจตาข่ายได้แล้ว ชื่อว่ามุนี คำว่า ในโลกนี้ ได้แก่ ในทิฏฐินี้... มนุษยโลกนี้ รวมความว่า มุนีสลัดกิเลส เครื่องร้อยรัดในโลกนี้แล้ว คำว่า เมื่อคนเกิดวิวาทกันแล้ว ก็ไม่เข้าไปเป็นฝักเป็นฝ่าย อธิบายว่า เมื่อคนเกิดวิวาทกันแล้ว คือ เกิดขึ้นแล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดขึ้นแล้ว ปรากฏแล้ว@เชิงอรรถ : @ ดูรายละเอียดข้อ ๑๔/๖๘-๗๑
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๙๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๓. มหาวิยูหสุตตนิทเทส ได้แก่ เมื่อคนทั้งหลาย ถึงฉันทาคติ ถึงโทสาคติ ถึงโมหาคติ ถึงภยาคติ มุนีนั้นย่อมไม่ถึงฉันทาคติ ไม่ถึงโทสาคติ ไม่ถึงโมหาคติ ไม่ถึงภยาคติ คือ ไม่ดำเนินไปตามอำนาจราคะ ไม่ดำเนินไปตามอำนาจโทสะ ไม่ดำเนินไปตามอำนาจโมหะ ไม่ดำเนินไปตามอำนาจมานะ ไม่ดำเนินไปตามอำนาจทิฏฐิ ไม่ดำเนินไปตามอำนาจ อุทธัจจะ ไม่ดำเนินไปตามอำนาจวิจิกิจฉา ไม่ดำเนินไปตามอำนาจอนุสัย ได้แก่ ไม่ไป คือ ไม่ออกไป ไม่ถูกพาไป ไม่ถูกนำไป ด้วยธรรมที่ก่อความเป็นฝักเป็นฝ่ายรวมความว่า เมื่อคนเกิดวิวาทกันแล้วก็ไม่เข้าไปเป็นฝักเป็นฝ่าย คำว่า เป็นผู้สงบ ในคำว่า เมื่อคนทั้งหลายไม่สงบ มุนีนั้น เป็นผู้สงบ วางเฉย อธิบายว่า ชื่อว่าเป็นผู้สงบ เพราะสงบราคะ ชื่อว่าเป็นผู้สงบ เพราะสงบโทสะ ชื่อว่าเป็นผู้สงบ เพราะสงบโมหะ... ชื่อว่าเป็นผู้สงบ คือ เข้าไปสงบสงบเย็น ดับ ระงับได้แล้ว เพราะสงบ ระงับ สงบเย็น เผา ดับ ปราศจาก สงบระงับอกุสลาภิสังขารทุกประเภทได้แล้ว รวมความว่า เป็นผู้สงบ คำว่า เมื่อคนทั้งหลายไม่สงบ อธิบายว่า เมื่อคนทั้งหลาย ไม่สงบ คือ ไม่ เข้าไปสงบ ไม่สงบเย็น ไม่ดับ ไม่ระงับ รวมความว่า เมื่อคนทั้งหลายไม่สงบ มุนีนั้นเป็นผู้สงบ คำว่า มุนีนั้น... วางเฉย อธิบายว่า มุนีผู้เป็นพระอรหันต์ประกอบด้วยอุเบกขามีองค์ ๖ เห็นรูปทางตาแล้ว ก็ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ เป็นผู้วางเฉย มีสติสัมปชัญญะอยู่ฟังเสียงทางหู... เป็นผู้อบรมแล้ว เป็นผู้สงบ รอคอยอยู่แต่เวลาเท่านั้น รวมความว่าเมื่อคนทั้งหลายไม่สงบ มุนีนั้น เป็นผู้สงบ... วางเฉย @เชิงอรรถ : @ อุเบกขามีองค์ ๖ คือภิกษุผู้เป็นพระอรหันต์ในพระธรรมวินัยนี้ @(๑) เห็นรูปทางตาแล้ว (๒) ฟังเสียงทางหูแล้ว (๓) ดมกลิ่นทางจมูกแล้ว (๔) ลิ้มรสทางลิ้นแล้ว@(๕) ถูกต้องสัมผัสทางกายแล้ว (๖) รับรู้ธรรมารมณ์ทางใจแล้ว ก็ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ เป็นผู้วางเฉย@มีสติสัมปชัญญะอยู่ @อุเบกขาองค์มี ๑๐ คือ @(๑) ฉฬงฺคุเปกฺขา อุเบกขาประกอบด้วยองค์ ๖ (๒) พฺรหฺมวิหารุเปกฺขา อุเบกขาในพรหมวิหาร (๓)@โพชฺฌงฺคุเปกฺขา อุเบกขาในโพชฌงค์ (๔) วิริยุเปกฺขา อุเบกขาคือวิริยะ (๕) สงฺขารุเปกฺขา อุเบกขา@ในสังขาร (๖) เวทนูเปกฺขา อุเบกขาในเวทนา (๗) วิปสฺสนูเปกฺขา อุเบกขาในวิปัสสนา@(๘) ตตฺรมชฺฌตฺตุเปกฺขา อุเบกขาในเจตสิก หรือ อุเบกขาที่ยังธรรมทั้งหลายที่เกิดพร้อมกันให้เป็นไปเสมอกัน@(๙) ฌานุเปกฺขา อุเบกขาในฌาน (๑๐) ปาริสุทฺธุเปกฺขา อุเบกขาบริสุทธิ์จากข้าศึก (วิสุทฺธิ. ๑/๘๔-๘๙/@๑๗๓-๑๗๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๙๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๓. มหาวิยูหสุตตนิทเทส คำว่า ไม่ถือมั่น แต่สมณพราหมณ์เหล่าอื่นพากันถือมั่น อธิบายว่า สมณพราหมณ์เหล่าอื่น ถือ ยึดมั่น ถือมั่นด้วยอำนาจตัณหา ด้วยอำนาจทิฏฐิ มุนีผู้เป็นพระอรหันต์วางเฉย ไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น รวมความว่า ไม่ถือมั่นแต่สมณพราหมณ์เหล่าอื่นพากันถือมั่น ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า มุนีสลัดกิเลสเครื่องร้อยรัดในโลกนี้แล้ว เมื่อคนเกิดวิวาทกันแล้ว ก็ไม่เข้าไปเป็นฝักเป็นฝ่าย เมื่อคนทั้งหลายไม่สงบ มุนีนั้นเป็นผู้สงบ วางเฉย ไม่ถือมั่น แต่สมณพราหมณ์เหล่าอื่นพากันถือมั่น
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) มุนีละอาสวะเก่า ไม่ก่ออาสวะใหม่ ไม่ดำเนินไปตามความพอใจ ทั้งไม่มีปกติกล่าวด้วยความเชื่อมั่น มุนีนั้นเป็นนักปราชญ์ พ้นขาดแล้วจากทิฏฐิทั้งหลาย ติเตียนตนเองไม่ได้ ไม่ติดอยู่ในโลก คำว่า มุนีละอาสวะเก่า ไม่ก่ออาสวะใหม่ อธิบายว่า รูป เวทนา สัญญาสังขาร วิญญาณ ที่เป็นอดีต ตรัสเรียกว่า อาสวะเก่า กิเลสเหล่าใด พึงเกิดขึ้นเพราะปรารภสังขารที่เป็นอดีต มุนีละ คือ สละ สลัด ละทิ้ง บรรเทา ทำให้หมดสิ้นไปให้ถึงความไม่มีอีกซึ่งกิเลสเหล่านั้นแล้ว รวมความว่า ละอาสวะเก่า คำว่า ไม่ก่ออาสวะใหม่ อธิบายว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่เป็นปัจจุบัน ตรัสเรียกว่า อาสวะใหม่ มุนีไม่ก่อความพอใจ ไม่ก่อความรัก ไม่ก่อความกำหนัด เพราะปรารภสังขารที่เป็นปัจจุบัน คือ ไม่ให้เกิด ไม่ให้เกิดขึ้น ไม่ให้บังเกิด ไม่ให้บังเกิดขึ้น รวมความว่า มุนีละอาสวะเก่า ไม่ก่ออาสวะใหม่ คำว่า ไม่ดำเนินไปตามความพอใจ ในคำว่า ไม่ดำเนินไปตามความพอใจ ทั้งไม่มีปกติกล่าวด้วยความเชื่อมั่น อธิบายว่า ไม่ถึงฉันทาคติ ไม่ถึงโทสาคติ ไม่ถึงโมหาคติ ไม่ถึงภยาคติ คือ ไม่ดำเนินไปตามอำนาจราคะ ไม่ดำเนินไปตามอำนาจโทสะ ไม่ดำเนินไปตามอำนาจโมหะ ไม่ดำเนินไปตามอำนาจมานะ ไม่ดำเนินไปตาม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๙๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๓. มหาวิยูหสุตตนิทเทส อำนาจทิฏฐิ ไม่ดำเนินไปตามอำนาจอุทธัจจะ ไม่ดำเนินไปตามอำนาจวิจิกิจฉา ไม่ดำเนินไปตามอำนาจอนุสัย ได้แก่ ไม่ไป คือ ไม่ออกไป ไม่ถูกพาไป ไม่ถูกนำไปด้วยธรรมที่ก่อความเป็นฝักเป็นฝ่าย รวมความว่า ไม่ดำเนินไปตามความพอใจ คำว่า ทั้งไม่มีปกติกล่าวด้วยความเชื่อมั่น อธิบายว่า ไม่มีปกติกล่าวด้วย ความเชื่อมั่นว่า “โลกเที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเป็นโมฆะ” ไม่มีปกติกล่าวด้วยความเชื่อมั่นว่า “โลกไม่เที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเป็นโมฆะ... หลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่ นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเป็นโมฆะ”รวมความว่า ไม่ดำเนินไปตามความพอใจ ทั้งไม่มีปกติกล่าวด้วยความเชื่อมั่น คำว่า มุนีนั้นเป็นนักปราชญ์ พ้นขาดแล้วจากทิฏฐิทั้งหลาย อธิบายว่า ทิฏฐิ ๖๒ มุนีนั้นละได้แล้ว คือ ตัดขาดได้แล้ว ทำให้สงบได้แล้ว ระงับได้แล้ว ทำให้เกิดขึ้นไม่ได้อีก เผาด้วยไฟคือญาณแล้ว มุนีนั้นพ้นขาดแล้ว คือ ไม่เกี่ยวข้องกับทิฏฐิทั้งหลาย มีใจเป็นอิสระ(จากกิเลส) อยู่ คำว่า เป็นนักปราชญ์ ได้แก่ เป็นนักปราชญ์ คือ เป็นบัณฑิต มีปัญญา มีปัญญาเครื่องตรัสรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาเครื่องทำลายกิเลส รวมความว่า มุนีนั้นเป็นนักปราชญ์ พ้นขาดแล้วจากทิฏฐิทั้งหลาย ว่าด้วยเหตุที่ติเตียนมี ๒ อย่าง คำว่า ติเตียนตนเองไม่ได้ ไม่ติดอยู่ในโลก อธิบายว่า คำว่า ความติด ได้แก่ ความติด ๒ อย่าง คือ (๑) ความติดด้วยอำนาจตัณหา(๒) ความติดด้วยอำนาจทิฏฐิ... นี้ชื่อว่าความติดด้วยอำนาจตัณหา... นี้ชื่อว่าความติดด้วยอำนาจทิฏฐิ มุนีนั้นละความติดด้วยอำนาจตัณหาได้แล้ว สลัดทิ้งความติดด้วยอำนาจทิฏฐิ ได้แล้ว เพราะเป็นผู้ละความติดด้วยอำนาจตัณหา สลัดทิ้งความติดด้วยอำนาจทิฏฐิได้แล้ว เป็นผู้ไม่ถูกตัณหาและทิฏฐิเข้าไปติด จึงไม่ติด ไม่ติดพัน ไม่เข้าไปติด ใน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๙๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๓. มหาวิยูหสุตตนิทเทส อบายโลก ... มนุษยโลก ... เทวโลก ... ขันธโลก ... ธาตุโลก ... อายตนโลก คือเป็นผู้ไม่ติดแล้ว ไม่ติดพันแล้ว ไม่เข้าไปติดแล้ว ออกแล้ว สลัดออกแล้ว หลุดพ้นแล้วไม่เกี่ยวข้องแล้ว มีใจเป็นอิสระ(จากกิเลส) อยู่ รวมความว่า ไม่ติดอยู่ในโลก คำว่า ติเตียนตนเองไม่ได้ อธิบายว่า มุนีย่อมติเตียนตนเพราะเหตุ ๒ อย่างคือ (๑) เพราะทำ (๒) เพราะไม่ทำ มุนีย่อมติเตียนตนเพราะทำและเพราะไม่ทำ เป็นอย่างไร คือ มุนีย่อมติเตียนตนว่า “เราทำกายทุจริต ไม่ทำกายสุจริต... เราทำวจีทุจริต... เราทำมโนทุจริต... เราทำปาณาติบาต... เราทำมิจฉาทิฏฐิ ไม่ทำสัมมาทิฏฐิ” มุนีชื่อว่าย่อมติเตียนตนเพราะทำและเพราะไม่ทำ เป็นอย่างนี้ อีกนัยหนึ่ง มุนีย่อมติเตียนตนว่า “เราไม่รักษาศีลให้บริบูรณ์ ไม่สำรวมในอินทรีย์ทั้ง ๖ ไม่รู้จักประมาณในการบริโภคอาหาร ไม่ประกอบความเพียรเครื่องตื่นอยู่เสมอไม่หมั่นประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ ไม่เจริญสติปัฏฐาน ๔ ไม่เจริญสัมมัปปธาน ๔ไม่เจริญอิทธิบาท ๔ ไม่เจริญอินทรีย์ ๕ ไม่เจริญพละ ๕ ไม่เจริญโพชฌงค์ ๗ ไม่เจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ ไม่กำหนดรู้ทุกข์ ไม่ละทุกขสมุทัย ไม่เจริญมรรค ไม่ทำให้แจ้งนิโรธ” มุนีชื่อว่าย่อมติเตียนตนเพราะทำและเพราะไม่ทำ เป็นอย่างนี้ มุนีไม่ทำ คือ ไม่ให้เกิด ไม่ให้เกิดขึ้น ไม่ให้บังเกิด ไม่ให้บังเกิดขึ้นซึ่งกรรมที่ติเตียนตน จึงชื่อว่าติเตียนตนเองไม่ได้ ด้วยอาการอย่างนี้ รวมความว่า ติเตียนตนเองไม่ได้ ไม่ติดอยู่ในโลก ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า มุนีละอาสวะเก่า ไม่ก่ออาสวะใหม่ ไม่ดำเนินไปตามความพอใจ ทั้งไม่มีปกติกล่าวด้วยความเชื่อมั่น มุนีนั้นเป็นนักปราชญ์ พ้นขาดแล้วจากทิฏฐิทั้งหลาย ติเตียนตนเองไม่ได้ ไม่ติดอยู่ในโลก
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๙๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๓. มหาวิยูหสุตตนิทเทส
(พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า) มุนีนั้น เป็นผู้กำจัดเสนาในธรรมทั้งปวง คือรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน หรืออารมณ์ที่รับรู้อย่างใดอย่างหนึ่ง มุนีนั้นเป็นผู้ปลงภาระลงแล้ว พ้นขาดแล้ว ไม่มีความกำหนด ไม่เข้าไปยินดี ไม่มีความปรารถนา คำว่า มุนีนั้น เป็นผู้กำจัดเสนาในธรรมทั้งปวง คือ รูปที่เห็น เสียงที่ ได้ยิน หรืออารมณ์ที่รับรู้อย่างใดอย่างหนึ่ง อธิบายว่า เสนามาร ตรัสเรียกว่าเสนา กายทุจริต ชื่อว่าเสนามาร วจีทุจริต ชื่อว่าเสนามาร มโนทุจริต ชื่อว่าเสนามาร ราคะ... โทสะ... โมหะ... โกธะ... อุปนาหะ... มักขะ... ปฬาสะ... อิสสา... มัจฉริยะ... มายา... สาเถยยะ... ถัมภะ... สารัมภะ... มานะ... อติมานะ... มทะ... ปมาทะ... กิเลสทุกชนิด... ทุจริตทุกทาง... ความกระวนกระวายทุกอย่าง... ความเร่าร้อนทุกสถาน... ความเดือดร้อนทุกประการ... อกุสลาภิสังขารทุกประเภท ชื่อว่าเสนามาร สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า กิเลสกามเราเรียกว่าเสนากองที่ ๑ ของท่าน ความไม่ยินดีเราเรียกว่าเสนากองที่ ๒ ของท่าน ความหิวกระหายเราเรียกว่าเสนากองที่ ๓ ของท่าน ตัณหาเราเรียกว่าเสนากองที่ ๔ ของท่าน ถีนมิทธะเราเรียกว่าเสนากองที่ ๕ ของท่าน ความกลัวเราเรียกว่าเสนากองที่ ๖ ของท่าน วิจิกิจฉาเราเรียกว่าเสนากองที่ ๗ ของท่าน มักขะและถัมภะเราเรียกว่าเสนากองที่ ๘ ของท่าน ลาภ ความสรรเสริญ สักการะและยศที่ได้มาผิดๆ เราเรียกว่าเสนากองที่ ๙ ของท่าน การยกตนและข่มผู้อื่นเราเรียกว่าเสนากองที่ ๑๐ ของท่าน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๙๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๓. มหาวิยูหสุตตนิทเทส มารเอ๋ย เสนาของท่านนี้ มีปกติประหารผู้มีธรรมดำ คนขลาดเอาชนะเสนานั้นไม่ได้ แต่คนกล้า ครั้นชนะได้แล้วย่อมได้ความสุข เมื่อใด เสนามารทั้งหมด และกิเลสที่สร้างเสนาฝ่ายตรงข้ามทั้งปวง ถูกมุนีพิชิตและทำให้ปราชัย ถูกทำลาย กำจัด ทำให้ไม่สู้หน้าแล้วด้วยอริยมรรค ๔ เมื่อนั้น มุนีนั้นตรัสเรียกว่า เป็นผู้กำจัดเสนา คือ เป็นผู้กำจัดเสนาในรูปที่เห็นกำจัดเสนาในเสียงที่ได้ยิน กำจัดเสนาในอารมณ์ที่รับรู้ และกำจัดเสนาในธรรมารมณ์ที่รู้แจ้งแล้ว รวมความว่า มุนีนั้น เป็นผู้กำจัดเสนาในธรรมทั้งปวง คือ รูปที่เห็นเสียงที่ได้ยิน หรืออารมณ์ที่รับรู้อย่างใดอย่างหนึ่ง ว่าด้วยภาระ ๓ อย่าง คำว่า มุนีนั้น เป็นผู้ปลงภาระลงแล้ว พ้นขาดแล้ว อธิบายว่า คำว่า ภาระ ได้แก่ ภาระ ๓ อย่าง คือ (๑) ขันธภาระ (๒) กิเลสภาระ(๓) อภิสังขารภาระ ขันธภาระ เป็นอย่างไร คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ในปฏิสนธิ นี้ชื่อว่าขันธภาระ กิเลสภาระ เป็นอย่างไร คือ ราคะ โทสะ โมหะ... อกุสลาภิสังขารทุกประเภท นี้ชื่อว่ากิเลสภาระ อภิสังขารภาระ เป็นอย่างไร คือ ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อาเนญชาภิสังขาร นี้ชื่อว่าอภิสังขารภาระ เมื่อใดขันธภาระ กิเลสภาระ และอภิสังขารภาระ มุนีละได้เด็ดขาดแล้ว ตัดรากถอนโคนเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ เมื่อนั้น มุนีนั้นตรัสเรียกว่า เป็นผู้ปลงภาระลงแล้ว คือ ผู้มีภาระตกไปแล้ว มีภาระอันปลดแล้ว มีภาระอันปล่อยแล้ว มีภาระอันวางแล้ว มีภาระอันระงับแล้ว @เชิงอรรถ : @ ขุ.สุ. ๒๕/๔๓๙-๔๔๒/๔๑๖
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๙๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๓. มหาวิยูหสุตตนิทเทส ว่าด้วยโมเนยยธรรม ๓ ประการ คำว่า มุนี อธิบายว่า ญาณ ท่านเรียกว่า โมนะ คือ ความรู้ทั่ว กิริยาที่รู้ชัดความวิจัย ความเลือกเฟ้น ความสอดส่องธรรม ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้อย่างแจ่มแจ้ง ความคิดค้น ความใคร่ครวญ ปัญญาดุจแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องนำทาง ปัญญาเครื่องเห็นแจ้ง ความรู้ดี ปัญญาดุจปฏัก ปัญญาปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาดุจศัสตรา ปัญญาดุจปราสาท ความสว่างคือปัญญาแสงสว่างคือปัญญา ปัญญาดุจดวงประทีป ปัญญาดุจดวงแก้ว ความไม่หลงงมงายความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิ ผู้ที่ประกอบด้วยญาณนั้น ชื่อว่ามุนี คือ ผู้บรรลุโมนญาณแล้ว โมเนยยธรรม ๓ ประการ คือ (๑) โมเนยยธรรมทางกาย (๒) โมเนยยธรรมทางวาจา (๓) โมเนยยธรรมทางใจ โมเนยยธรรมทางกาย เป็นอย่างไร คือ การละกายทุจริต ๓ อย่าง ชื่อว่าโมเนยยธรรมทางกาย กายสุจริต ๓ อย่างชื่อว่าโมเนยยธรรมทางกาย ญาณมีกายเป็นอารมณ์ ชื่อว่าโมเนยยธรรมทางกายกายปริญญา(การกำหนดรู้กาย) ชื่อว่าโมเนยยธรรมทางกาย มรรคที่สหรคตด้วยปริญญา ชื่อว่าโมเนยยธรรมทางกาย การละความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจในกาย ชื่อว่าโมเนยยธรรมทางกาย ความดับแห่งกายสังขาร การบรรลุจตุตถฌานชื่อว่าโมเนยยธรรมทางกาย นี้ชื่อว่าโมเนยยธรรมทางกาย โมเนยยธรรมทางวาจา เป็นอย่างไร คือ การละวจีทุจริต ๔ อย่าง ชื่อว่าโมเนยยธรรมทางวาจา วจีสุจริต ๔ อย่างชื่อว่าโมเนยยธรรมทางวาจา ญาณมีวาจาเป็นอารมณ์ ชื่อว่าโมเนยยธรรมทางวาจาวาจาปริญญา(การกำหนดรู้วาจา) ชื่อว่าโมเนยยธรรมทางวาจา มรรคที่สหรคตด้วยปริญญา ชื่อว่าโมเนยยธรรมทางวาจา การละความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจในวาจา ชื่อว่าโมเนยยธรรมทางวาจา ความดับแห่งวจีสังขาร การบรรลุทุติยฌานชื่อว่าโมเนยยธรรมทางวาจา นี้ชื่อว่าโมเนยยธรรมทางวาจา
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๓๙๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๓. มหาวิยูหสุตตนิทเทส โมเนยยธรรมทางใจ เป็นอย่างไร คือ การละมโนทุจริต ๓ อย่าง ชื่อว่าโมเนยยธรรมทางใจ มโนสุจริต ๓ อย่างชื่อว่าโมเนยยธรรมทางใจ ญาณมีใจเป็นอารมณ์ ชื่อว่าโมเนยยธรรมทางใจ จิตต-ปริญญา(การกำหนดรู้จิต) ชื่อว่าโมเนยยธรรมทางใจ มรรคที่สหรคตด้วยปริญญาชื่อว่าโมเนยยธรรมทางใจ การละความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจในจิต ชื่อว่าโมเนยยธรรมทางใจ ความดับแห่งจิตตสังขาร การบรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติชื่อว่าโมเนยยธรรมทางใจ นี้ชื่อว่าโมเนยยธรรมทางใจ (สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า) บัณฑิตทั้งหลาย เรียกบุคคลผู้เป็นมุนีทางกาย เป็นมุนีทางวาจา เป็นมุนีทางใจ ผู้ไม่มีอาสวะ ว่าเป็นมุนีผู้สมบูรณ์ด้วยโมเนยยธรรม ละกิเลสทั้งปวงได้ บัณฑิตทั้งหลาย เรียกบุคคลผู้เป็นมุนีทางกาย เป็นมุนีทางวาจา เป็นมุนีทางใจ ผู้ไม่มีอาสวะ ว่าเป็นมุนีผู้สมบูรณ์ด้วยโมเนยยธรรม ล้างบาปได้แล้ว มุนีผู้ประกอบด้วยโมเนยยธรรม ๓ ประการเหล่านี้ มี ๖ จำพวก คือ ๑. อาคารมุนี ๒. อนาคารมุนี ๓. เสขมุนี ๔. อเสขมุนี ๕. ปัจเจกมุนี ๖. มุนิมุนี อาคารมุนี เป็นอย่างไร คือ บุคคลผู้ครองเรือน เห็นทาง(นิพพาน)แล้ว รู้แจ้งหลักคำสอนแล้ว เหล่านี้ชื่อว่าอาคารมุนี อนาคารมุนี เป็นอย่างไร คือ บุคคลผู้เป็นบรรพชิต เห็นทาง(นิพพาน)แล้ว รู้แจ้งหลักคำสอนแล้ว เหล่านี้ชื่อว่าอนาคารมุนี @เชิงอรรถ : @ ขุ.อิติ. ๒๕/๖๗/๒๘๒, ขุ.จู. ๓๐/๒๑/๗๗
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๔๐๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๓. มหาวิยูหสุตตนิทเทส พระเสขะ ๗ จำพวก ชื่อว่าเสขมุนี พระอรหันต์ทั้งหลาย ชื่อว่าอเสขมุนี พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ชื่อว่าปัจเจกมุนี พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ชื่อว่ามุนิมุนี (สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า) บุคคลโง่เขลาไม่รู้อะไร เพียงแต่นั่งนิ่งๆ หาชื่อว่าเป็นมุนีไม่ ส่วนบุคคลผู้ฉลาด เลือกชั่งเอาแต่สิ่งที่ดี ละทิ้งสิ่งที่ชั่ว เหมือนบุคคลชั่งสิ่งของ จึงจะชื่อว่า เป็นมุนีแท้ ผู้ที่รู้โลกทั้ง ๒ ก็เรียกว่า เป็นมุนี (เช่นกัน) ผู้รู้ธรรมทั้งของอสัตบุรุษและสัตบุรุษ ทั้งภายในและภายนอก ในโลกทั้งปวง เทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว ก้าวล่วงกิเลสเครื่องข้อง และตัณหาดุจตาข่ายได้แล้ว ชื่อว่ามุนี คำว่า พ้นขาดแล้ว อธิบายว่า จิตของมุนีหลุด พ้น หลุดพ้นดีแล้วจากราคะ... จิตของมุนีหลุด พ้น หลุดพ้นดีแล้วจากโทสะ... จากโมหะ... จากอกุสลาภิสังขารทุกประเภท รวมความว่า มุนีนั้นเป็นผู้ปลงภาระลงแล้ว พ้นขาดแล้ว คำว่า ความกำหนด ในคำว่า ไม่มีความกำหนด ไม่เข้าไปยินดี ไม่มีความ ปรารถนา ได้แก่ ความกำหนด ๒ อย่าง คือ (๑) ความกำหนดด้วยอำนาจตัณหา(๒) ความกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิ... นี้ชื่อว่าความกำหนดด้วยอำนาจตัณหา... นี้ชื่อว่าความกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิ @เชิงอรรถ : @ ขุ.ธ. ๒๕/๒๖๘-๒๖๙/๖๓ @ ขุ.สุ. ๒๕/๕๓๓/๔๓๘ @ เทียบกับความในข้อ ๑๒/๕๘-๕๙, ขุ.จู. ๓๐/๒๑/๗๘
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๔๐๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๓. มหาวิยูหสุตตนิทเทส มุนีนั้นละความกำหนดด้วยอำนาจตัณหาได้แล้ว สลัดทิ้งความกำหนดด้วย อำนาจทิฏฐิได้แล้ว เพราะเป็นผู้ละความกำหนดด้วยอำนาจตัณหา สลัดทิ้งความกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิได้แล้ว มุนีจึงไม่กำหนด คือ ไม่ให้เกิด ไม่ให้เกิดขึ้น ไม่ให้บังเกิด ไม่ให้บังเกิดขึ้นซึ่งความกำหนดด้วยอำนาจตัณหา หรือความกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิ รวมความว่า ไม่มีความกำหนด คำว่า ไม่เข้าไปยินดี อธิบายว่า พาลปุถุชนทุกจำพวกย่อมกำหนัด พระเสขะ ๗ จำพวก รวมทั้งกัลยาณปุถุชนย่อมยินดี ยินดียิ่ง ยินดีเฉพาะเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังมิได้ทำให้แจ้งพระอรหันต์เป็นผู้งด งดเว้น เว้นขาด ออก สลัดออก หลุดพ้น ไม่เกี่ยวข้อง พึงมีใจเป็นอิสระ (จากกิเลส) อยู่ รวมความว่า ไม่มีความกำหนด ไม่เข้าไปยินดี คำว่า ไม่มีความปรารถนา อธิบายว่า ตัณหา ตรัสเรียกว่า ความปรารถนาคือ ความกำหนัด ความกำหนัดนัก... อภิชฌา อกุศลมูลคือโลภะ ตัณหาที่เรียกว่าความปรารถนานี้ มุนีใดละได้แล้ว ตัดขาดได้แล้ว ทำให้ สงบได้แล้ว ระงับได้แล้ว ทำให้เกิดขึ้นไม่ได้อีก เผาด้วยไฟคือญาณแล้ว มุนีนั้นตรัสเรียกว่า ไม่มีความปรารถนา อธิบายคำว่า ภควา คำว่า พระผู้มีพระภาค เป็นคำกล่าวโดยความเคารพ อีกนัยหนึ่ง ชื่อว่าพระผู้มีพระภาค เพราะทรงทำลายราคะได้แล้ว ชื่อว่าพระผู้มีพระภาค เพราะทรงทำลายโทสะได้แล้ว ชื่อว่าพระผู้มีพระภาค เพราะทรงทำลายโมหะได้แล้ว ชื่อว่าพระผู้มีพระภาค เพราะทรงทำลายมานะได้แล้ว ชื่อว่าพระผู้มีพระภาค เพราะทรงทำลายทิฏฐิได้แล้ว @เชิงอรรถ : @ ดูรายละเอียดข้อ ๓/๑๐-๑๑
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๔๐๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๓. มหาวิยูหสุตตนิทเทส ชื่อว่าพระผู้มีพระภาค เพราะทรงทำลายเสี้ยนหนามได้แล้ว ชื่อว่าพระผู้มีพระภาค เพราะทรงทำลายกิเลสได้แล้ว ชื่อว่าพระผู้มีพระภาค เพราะทรงจำแนก แยกแยะ แจกแจงธรรมรัตนะ ชื่อว่าพระผู้มีพระภาค เพราะทรงทำที่สุดแห่งภพได้ ชื่อว่าพระผู้มีพระภาค เพราะทรงอบรมพระวรกายแล้ว ชื่อว่าพระผู้มีพระภาค เพราะทรงอบรมศีล อบรมจิต อบรมปัญญาแล้ว อีกนัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงใช้สอยเสนาสนะที่เป็นป่าละเมาะและป่าทึบอันสงัด มีเสียงน้อย มีเสียงอึกทึกน้อย ปราศจากการสัญจรไปมาของผู้คน ควรเป็นสถานที่ทำการลับของมนุษย์ สมควรเป็นที่หลีกเร้น จึงชื่อว่าพระผู้มีพระภาค อีกนัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงมีส่วนแห่งจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และ คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร จึงชื่อว่าพระผู้มีพระภาค อีกนัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงเป็นผู้มีส่วนแห่งอรรถรส ธรรมรส วิมุตติรสอธิสีล อธิจิต อธิปัญญา จึงชื่อว่าพระผู้มีพระภาค อีกนัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงเป็นผู้มีส่วนแห่งฌาน ๔ อัปปมัญญา ๔ อรูปสมาบัติ ๔ จึงชื่อว่าพระผู้มีพระภาค อีกนัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงเป็นผู้มีส่วนแห่งวิโมกข์ ๘ อภิภายตนะ ๘ อนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ จึงชื่อว่าพระผู้มีพระภาค @เชิงอรรถ : @ อัปปมัญญา ๔ คือธรรมเครื่องอยู่อย่างประเสริฐและปฏิบัติต่อมนุษย์สัตว์ทั้งหลายโดยชอบไม่มีขอบเขต@ได้แก่ (๑) เมตตา (๒) กรุณา (๓) มุทิตา (๔) อุเบกขา (ที.ปา. ๑๑/๓๐๘/๒๐๐)@ อรูปสมาบัติ ๔ ดูเชิงอรรถข้อ ๖/๒๕ @ วิโมกข์ ๘ ได้แก่ภาวะที่จิตปลอดพ้นจากสิ่งรบกวนและน้อมดิ่งเข้าไปในอารมณ์นั้นๆ อย่างปล่อยตัวเต็มที่@ซึ่งเป็นไปในขั้นตอนต่างๆ เช่น ผู้มีรูป มองเห็นรูปทั้งหลาย (ได้แก่ รูปฌาน ๔ ของผู้ได้ฌานโดยเจริญ@กสิณที่กำหนดวัตถุในกายของตน เช่น สีผม) เป็นต้น (ที.ปา. ๑๑/๓๓๙/๒๓๑)@ อนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ คือธรรมเครื่องอยู่ที่ประณีตต่อกันขึ้นไปโดยลำดับ ได้แก่ รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔@และสัญญาเวทยิตนิโรธ ๑ (ที.ปา. ๑๑/๓๔๓/๒๓๔-๒๓๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๔๐๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส [อัฎฐกวรรค] ๑๓. มหาวิยูหสุตตนิทเทส อีกนัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงเป็นผู้มีส่วนแห่งสัญญาภาวนา ๑๐ กสิณสมาบัติ ๑๐ อานาปานสติสมาธิ อสุภสมาบัติ จึงชื่อว่าพระผู้มีพระภาค อีกนัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงเป็นผู้มีส่วนแห่งสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาค อีกนัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงเป็นผู้มีส่วนแห่งตถาคตพลญาณ ๑๐ เวสารัชชญาณ ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ อภิญญา ๖ พุทธธรรม ๖ จึงชื่อว่าพระผู้มีพระภาคพระนามว่า พระผู้มีพระภาค นี้ มิใช่พระชนนีทรงตั้ง มิใช่พระชนกทรงตั้ง มิใช่พระภาดาทรงตั้ง มิใช่พระภคินีทรงตั้ง มิใช่มิตรและอำมาตย์ตั้ง มิใช่พระญาติและผู้ร่วมสายโลหิตทรงตั้ง มิใช่สมณพราหมณ์ตั้ง มิใช่เทวดาตั้ง คำว่า พระผู้มีพระภาค นี้ เป็นวิโมกขันติกนาม(พระนามในลำดับการบรรลุ อรหัตตผล) เป็นสัจฉิกาบัญญัติ(บัญญัติที่เกิดเพราะทรงรู้แจ้งอรหัตตผล) ของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลาย พร้อมกับการบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ ที่โคนต้นโพธิ์รวมความว่า ไม่มีความกำหนด ไม่เข้าไปยินดี ไม่มีความปรารถนา ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า มุนีนั้น เป็นผู้กำจัดเสนาในธรรมทั้งปวง คือรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน หรืออารมณ์ที่รับรู้อย่างใดอย่างหนึ่ง มุนีนั้นเป็นผู้ปลงภาระลงแล้ว พ้นขาดแล้ว ไม่มีความกำหนด ไม่เข้าไปยินดี ไม่มีความปรารถนา มหาวิยูหสุตตนิทเทสที่ ๑๓ จบ @เชิงอรรถ : @ สัญญาภาวนา ๑๐ แนวความคิดความเข้าใจ สำหรับใช้กำหนดพิจารณาในการเจริญกัมมัฏฐาน ได้แก่@(๑) อนิจจสัญญา (๒) อนัตตสัญญา (๓) อสุภสัญญา @(๔) อาทีนวสัญญา (๕) ปหานสัญญา (๖) วิราคสัญญา @(๗) นิโรธสัญญา (๘) สัพพโลเก อนภิรตสัญญา @(๙) สัพพสังขาเรสุ อนิจจสัญญา (๑๐) อานาปานสติ (องฺ.ทสก. ๒๔/๖๐/๘๖-๘๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๙ หน้า : ๔๐๔}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถามหาวิยูหสุตตนิทเทสที่ ๑๓
พึงทราบวินิจฉัยในมหาวิยูหสุตตนิทเทสที่ ๑๓ ดังต่อไปนี้.
แม้บทนี้ว่า เยเกจิเม ทิฏฺฐิปริพฺพสานา สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งมีความอยู่รอบในทิฏฐิ.
พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อจะทรงทำความนั้นให้แจ้งแก่เทวดาทั้งหลาย บางพวกผู้มีจิตเกิดขึ้นว่า สมณพราหมณ์เหล่านี้มีความอยู่รอบในทิฏฐิย่อมได้รับนินทาอย่างเดียวหรือ หรือว่าได้รับความสรรเสริญด้วย จากสำนักของท่านผู้รู้ทั้งหลาย จึงทรงให้พระพุทธนิมิตตรัสถามพระองค์ แล้วจึงตรัสโดยนัยก่อนนั่นแล.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อนฺวานยนฺติ ความว่า ย่อมติดตามเนืองๆ ย่อมนำมาบ่อยๆ.
บทว่า นินฺทเมว อนฺเวนฺติ ย่อมถูกนินทาอย่างเดียว คือย่อมเข้าถึงการติเตียน.
บัดนี้ เพราะพวกเจ้าทิฏฐิทั้งหลาย แม้กล่าวอยู่ว่านี้เท่านั้นจริง ย่อมได้รับแม้ความสรรเสริญในบางครั้งบางคราว ผลแห่งวาทะคือความสรรเสริญนั้นน้อย ไม่สามารถเพื่อสงบกิเลสมีราคะเป็นต้นได้ จะกล่าวอะไรถึงผลแห่งการนินทาครั้งที่สอง ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรง แสดงความนั้นจึงตรัสคาถาแก้นี้ก่อน มีอาทิว่า ก็ความสรรเสริญนั้นเป็นของน้อย ไม่พอเพื่อสงบกิเลส ข้าพระองค์กล่าวผลแห่งความวิวาทเป็น ๒ อย่าง.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ทุเว วิวาทสฺส ผลานิ ผลแห่งวิวาท ๒ อย่าง ได้แก่ นินทาและสรรเสริญ หรือความชนะและความแพ้เป็นต้น อันมีส่วนเสมอกันกับนินทาและสรรเสริญนั้น.
บทว่า เอตมฺปิทิสฺวา คือ เห็นโทษในผลแห่งวิวาทแม้นั้นว่า นินทาเป็นสิ่งไม่น่าปรารถนาเลย ความสรรเสริญน้อยไม่พอเพื่อสงบกิเลสได้เลย.
บทว่า เขมาภิปสฺสํ อวิวาทภูมึ คือ เห็นอยู่ซึ่งภูมิแห่งความไม่วิวาท คือนิพพานว่าเป็นธรรมชาติเกษม.
____________________________
บาลีว่า อวิวาทภุมฺมํ.
บทว่า อปฺปกํ คือ น้อย. บทว่า ปริตฺตกํ คือ นิดหน่อย.
บทว่า โอมกํ คือ ต่ำช้า. บทว่า ลามกํ คือ ลามก.
บทว่า สมาย คือ เพื่อความสงบกิเลสมีราคะเป็นต้น.
บทว่า อุปสมาย เพื่อเข้าไปสงบ คือเพื่อความสงบสูงขึ้นไป.
บทว่า วูปสมาย เพื่อสงบวิเศษ คือเพื่อให้จมหายไป.
บทว่า นิพฺพาปนาย เพื่อดับ คือเพื่อประโยชน์แก่อมตมหานิพพาน.
บทว่า ปฏินิสฺสคฺคาย เพื่อสละคืน คือเพื่อสละกิเลสทั้งหลายด้วยมรรค.
บทว่า ปฏิปสฺสทฺธิยา เพื่อระงับ คือไม่พอเพื่อไม่ให้เกิดความระงับด้วยผล. เพราะอย่างนี้จึงไม่วิวาทกัน.
พึงทราบคาถาว่า ยากาจิมา ทิฏฐิเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นต้นดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สมฺมติโย คือ ทิฏฐิทั้งหลาย.
บทว่า ปุถุชฺชา คือ ที่เกิดแต่ปุถุชน.
บทว่า โส อุปยํ กิเมยฺย บุคคลนั้นพึงถึงสังขารธรรมอันควรเข้าถึงอย่างไรเล่า. ความว่า บุคคลนั้นพึงเข้าถึงธรรมแม้อย่างหนึ่งในบรรดารูปเป็นต้น อันควรเข้าถึงอย่างไรเล่า หรือพึงเข้าถึงด้วยเหตุไรเล่า.
บทว่า ทิฏฺเฐ สุเต ขนฺติมกุพฺพมาโน คือ ไม่ทำความชอบใจในรูปที่เห็นและในเสียงที่ฟังอันหมดจดทั้งหลาย.
บทว่า ปุถุชฺชเนหิ ชนิตา วา คือ สมมติเหล่านั้นอันปุถุชนให้เกิด.
บทว่า ตา สมฺมติโย ได้แก่ ทิฏฐิเหล่านั้น.
บทว่า ปุถุนานาชเนหิ ชนิตา วา คือ หรือว่าอันเป็นเจ้าทิฏฐิต่างๆ มากให้เกิด.
บทว่า เนติ ตัดบทเป็น น เอติ คือ ไม่ถึง.
บทว่า น อุเปติ ไม่เข้าถึง คือไม่เข้าไปใกล้.
บทว่า น อุปคจฺฉติ ไม่เข้าไปถึง คือกลับ.
บทว่า นาภินิวิสติ ไม่ยึดมั่น คือไม่เข้าไปตั้งมั่น.
นอกเหนือไปจากนี้ พึงทราบคาถาว่า สีลุตฺตมา สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้สำคัญว่า ศีลอุดม ดังนี้เป็นต้นต่อไป.
บทนั้นมีความดังนี้
สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกสำคัญว่า ศีลอุดม สมาทานวัตรมีวัตรของช้างเป็นต้น แล้วเข้าไปตั้งอยู่ ได้กล่าวความหมดจดด้วยความสำรวมว่า ความหมดจดของศาสดานั้นในทิฏฐินี่แหละ สมณพราหมณ์เหล่านั้นเป็นผู้เข้าถึงภพ สยบอยู่ในภพ ย่อมกล่าวว่าเป็นผู้ฉลาด.
อนึ่ง สมณพราหมณ์เหล่านั้นกล่าวว่าเป็นผู้ฉลาด คือมีวาทะอย่างนี้ว่าเราเป็นผู้ฉลาด. บรรดาสมณพราหมณ์ผู้มีศีลอุดมอย่างนี้หล่านั้น สมณพราหมณ์คนใดคนหนึ่งปฏิบัติอย่างนั้น.
พึงทราบคาถาว่า สเจ จุโต ถ้าบุคคลเป็นผู้เคลื่อนจากศีลและพรตนี้ ดังนี้เป็นต้นต่อไป.
บทนั้นมีความดังนี้ ถ้าบุคคลเป็นผู้เคลื่อนจากศีลและพรตคือเป็นผู้เคลื่อน ด้วยการตัดขาดจากบุคคลอื่น หรือไม่บรรลุ บุคคลนั้นพลาดมรรคคือศีลและพรตนั้น หรือกรรมมีปุญญาภิสังขารเป็นต้น แล้วย่อมหวั่นไหวถึงภพ.
อนึ่ง ย่อมอยาก เพ้อเจ้อและปรารถนาถึงความหมดจดของศีลและพรตนั้น. เหมือนอะไร. เหมือนบุรุษออกจากเรือนตามไปไม่ทันพวกฉะนั้น เขาปรารถนาเรือนนั้นหรือพวก ด้วยการชี้ขาดของคนอื่น ถูกคนอื่นห้ามหรือไม่บรรลุ เพราะเหตุนั้นจึงไม่ยังการปฏิบัตินั้นให้สมบูรณ์ได้.
บทว่า ญายาปรทฺโธ พลาดจากอรหัตผล คือเสื่อมจากนิพพานหรือจากมรรค.
บทว่า ตํ วา สตฺถํ อนุพนฺธติ คือ ติดตามพวกนั้นไปข้างหลังในทุกแห่งหน.
พึงทราบคาถาว่า อริยสาวกละศีลและพรตทั้งปวงอันเป็นเหตุให้ศีลอุดมหวั่นไหวได้ ดังนี้เป็นต้นต่อไป.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สาวชฺชานวชฺชํ ละกรรมอันมีโทษและไม่มีโทษ คืออกุศลทั้งหมดและกุศลที่เป็นโลกิยะ.
บทว่า เอตํ สุทฺธึ อสุทฺธินฺติ อปฏฺฐยาโน ไม่ปรารถนาความหมดจดและความไม่หมดจดนี้ คือไม่ปรารถนาความหมดจดอันได้แก่กามคุณ ๕ เป็นต้น และความไม่หมดจดอันได้แก่อกุศลเป็นต้น.
บทว่า วิรโต จเร เป็นผู้เว้นแล้วจึงประพฤติ คือเป็นผู้เว้นแล้วจากความหมดจดและความไม่หมดจด พึงปฏิบัติ.
บทว่า สนฺติมนุคฺคหาย คือ ไม่ยึดถือทิฏฐิ.
บทว่า กณฺหํ กณฺหวิปากํ กรรมดำมีผลดำ คืออกุศลกรรมให้ผลเป็นอกุศลวิบาก.
บทว่า สุกฺกํ สุกฺกวิปากํ กรรมขาวมีผลขาว คือกุศลเป็นโลกิยะให้ผลขาว เช่นเดียวกับด้วยตน.
บทว่า นิยามาวกฺกนฺตึ คือ ปรารถนาเข้าสู่อริยมรรค.
บทว่า เสกฺขา คือ พระเสขะ ๗ จำพวก.
บทว่า อคฺคธมฺมํ คือ ธรรมสูงสุด ได้แก่อรหัตผล.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงถึงการกำจัดวาทะอันหมดจดด้วยการสำรวมในศีลอุดม ภายนอกจากนี้อย่างนี้ของสมณพราหมณ์เหล่านั้น และการปฏิบัติของพระอรหันต์ผู้ละศีลและพรตแล้ว บัดนี้เพื่อทรงแสดงวาทะอันบริสุทธิ์ภายนอกโดยประการอื่น จึงตรัสคาถานี้ว่า ตมูปนิสฺสาย พวกสมณพราหมณ์อาศัยตบะนั้น ดังนี้เป็นต้น.
บทนั้นมีความดังนี้
มีสมณพราหมณ์แม้พวกอื่นอาศัยตบะที่เกลียดชังนั้น หรืออาศัยอย่างใดอย่างหนึ่งบรรดารูปที่เห็นอันหมดจดเป็นต้น เป็นผู้กล่าวความหมดจดในสงสารข้างหน้าด้วยอกิริยทิฏฐิ ยังไม่ปราศจากตัณหาในภพน้อยภพใหญ่ ย่อมพร่ำพูดถึงความหมดจด.
บทว่า ตโปชิคุจฺฉวาทา มีวาทะเกลียดชังตบะ คือ สมณพราหมณ์ทั้งหลายมีวาทะละอายต่อบาปด้วยทำความเพียรมีทรมานร่างกายเป็นต้น.
บทว่า ตโปชิคุจฺฉสารา มีความเกลียดชังตบะเป็นสาระ คือมีความละอายด้วยตบะนั้นเป็นสาระ.
บทว่า อุทฺธํสราวาทา คือ กล่าวความหมดจดด้วยสงสาร.
อธิบายว่า เมื่อสมณพราหมณ์เหล่านั้นผู้ยังไม่ปราศจากตัณหาอย่างนี้ ยังกล่าวถึงความหมดจด แม้ผู้ใดสำคัญตนว่าถึงความหมดจดแล้ว เมื่อผู้นั้นยังปรารถนาวัตถุนั้นๆ ในภพน้อยภพใหญ่ เพราะยังไม่ปราศจากตัณหา ย่อมมีความอยากได้อยู่บ่อยๆ นั่นเอง.
จริงอยู่ ตัณหาที่บุคคลเสพเป็นอาจิณ ย่อมเพิ่มความทะเยอทะยานหนักขึ้น ไม่เพียงความอยากอย่างเดียว แม้ความหวั่นไหวก็ย่อมมีในเพราะวัตถุทั้งหลายที่กำหนดไว้แล้ว.
ท่านอธิบายว่า แม้ความหวั่นไหวก็ย่อมมี ในเพราะวัตถุที่กำหนดไว้ด้วยตัณหาและทิฏฐิ.
พึงเชื่อมความแห่งคาถานี้ว่า การจุติและอุปบัติต่อไปไม่มีแก่ภิกษุใดในศาสนานี้ เพราะปราศจากตัณหาแล้วในภพน้อยและภพใหญ่ ภิกษุนั้นพึงหวั่นไหวด้วยเหตุอะไร พึงชอบใจในที่ไหนดังนี้.
บทว่า อาคมนํ คือ มาบ่อยๆ.
บทว่า คมนํ คือ ไปในภพอื่นจากภพนี้.
บทว่า คมนาคมนํ ไปและมา คือไปจากนี้แล้วกลับมาอีก.
บทว่า กาลํ คือ ความตาย.
บทว่า คติ คือ ควรไปตามคติด้วยอำนาจแห่งการไป.
บทว่า ยมาหุ ธมฺมํ สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวธรรมใดว่าเป็นเยี่ยมดังนี้ เป็นคาถาถาม. เพราะในวาทะเหล่านี้วาทะจริงไม่มีแม้แต่อย่างเดียว เพราะสมณพราหมณ์เหล่านั้นพูดเพียงแต่เห็นอย่างเดียว ฉะนั้น บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงความนั้น จึงตรัสคาถาแก้นี้ก่อนว่า สกํ หิ ธรรมของตนบริบูรณ์ ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สมฺมตึ คือ ทิฏฐิ.
บทว่า อโนมํ คือ ไม่พร่อง.
เมื่อสมณพราหมณ์เหล่านี้กล่าวธรรมของตนว่าเป็นธรรมบริบูรณ์ กล่าวธรรมของคนอื่นว่าเลว.
พึงทราบความว่า หากว่าบุคคลเป็นคนเลว เพราะคำที่ผู้อื่นตำหนิ ดังนี้เป็นต้น.
บทนั้นมีความดังนี้
ผิว่า บุคคลพึงเป็นคนเลว เพราะเหตุที่ผู้อื่นตำหนิไซร้ ใครๆ ก็ไม่พึงเป็นผู้วิเศษ คือเลิศในธรรมทั้งหลาย เพราะอะไร เพราะปุถุชนย่อมกล่าวธรรมของผู้อื่นโดยความเป็นธรรมเลว ชนทั้งหลายเป็นผู้กล่าวยืนยันในธรรมเป็นทางดำเนินของตนเท่านั้น.
บทว่า วมฺภยิตการณา เพราะเหตุที่ผู้อื่นตำหนิ คือเพราะถูกกำจัด.
บทว่า ครหิตการณา เพราะเหตุที่ผู้อื่นติเตียน คือเพราะเหตุที่ตนทำความลามกไว้.
บทว่า อุปวทิตการณา เพราะเหตุที่ผู้อื่นค่อนคือด่า.
บทว่า สกายนํ คือ ทางดำเนินของตน. มีอะไรที่จะกล่าวอีกมีดังต่อไปนี้.
พึงทราบคาถาว่า สธมฺมบูชา การบูชาธรรมเป็นทางดำเนินของตนต่อไป.
บทนั้นมีความดังนี้
ก็แม้การบูชาธรรมของสมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมเป็นของจริง เหมือนดังพวกเดียรถีย์เหล่านั้นสรรเสริญธรรมเป็นทางดำเนินของตน เพราะพวกเขานับถือบูชาศาสดาเป็นต้นอย่างยิ่ง ผิว่า พวกเขาพึงถือเป็นประมาณในข้อนั้นได้ เมื่อเป็นอย่างนั้น วาทะทั้งหมดก็พึงเป็นของจริง. เพราะอะไร. เพราะความหมดจดของสมณพราหมณ์เหล่านั้นเป็นของเฉพาะตัวเท่านั้น. ความสำเร็จนั้นย่อมไม่สำเร็จในบุคคลอื่น แม้โดยปรมัตถ์ก็ไม่มี. เพราะความหมดจดนั้นเป็นเพียงยึดถือด้วยความเห็นเท่านั้นของสมณพราหมณ์เหล่านั้นผู้มีปัญญาอันบุคคลอื่นพึงแนะนำ.
บทว่า ปจฺจตฺตเมว คือ เฉพาะตัวเท่านั้น.
อนึ่ง โดยตรงกันข้าม ผู้ใดชื่อว่าเป็นสมณพราหมณ์ เพราะลอยบาปได้แล้ว.
พึงทราบคาถาว่า ญาณอันบุคคลอื่นแนะนำย่อมไม่มีแก่พราหมณ์นั้น.
บทนั้นมีความดังนี้
ญาณอันบุคคลอื่นพึงแนะนำ ย่อมไม่มีแก่พราหมณ์ เพราะเป็นผู้เห็นชอบแล้วโดยนัยมีอาทิว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยงดังนี้ แม้ความตัดสินใจแล้วยึดมั่นในธรรม คือทิฏฐิทั้งหลายว่านี้เท่านั้นจริงดังนี้ก็ไม่มีแก่พราหมณ์ เพราะเหตุนั้น พราหมณ์จึงก้าวล่วงเสียแล้วซึ่งความทะเลาะกันด้วยทิฏฐิ เพราะพราหมณ์นั้นย่อมไม่เห็นธรรมอื่นโดยความเป็นธรรมประเสริฐ นอกจากสติปัฏฐานเป็นต้น.
บทว่า น ปรเนยฺโย คือ พราหมณ์ไม่ต้องอาศัยผู้อื่นแนะนำ คือให้รู้.
บทว่า ปรปตฺติโย น ปรปจฺจโย คือ ไม่เชื่อผู้อื่น.
บทว่า น ปรปฏิพทฺธคู คือ ไม่ดำเนินเนื่องด้วยผู้อื่น.
พึงทราบการเชื่อมและความแห่งคาถาว่า ชานามิ เราย่อมรู้ดังนี้เป็นต้นต่อไป.
เพราะพราหมณ์ชั้นเยี่ยม (ปรมัตถพราหมณ์) ย่อมไม่เห็นธรรมอื่น โดยความเป็นธรรมประเสริฐอย่างนี้ก่อน. ส่วนเดียรถีย์พวกอื่นรู้อยู่ด้วยปรจิตตญาณ (ญาณรู้ใจผู้อื่น) เป็นต้น แม้เห็นอยู่ แม้กล่าวอยู่อย่างนี้ว่า เรารู้เราเห็น ความหมดจดนี้เป็นของจริง ชื่อว่าย่อมเห็นความหมดจดด้วยทิฏฐิ. เพราะเหตุไร. เพราะบรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้นหากว่าแม้สมณพราหมณ์ผู้หนึ่งได้เห็นแล้ว สมณพราหมณ์ผู้ได้เห็นเนื้อความตามเป็นจริงด้วยปรจิตตญาณเป็นต้นนั้น จะมีประโยชน์อะไรด้วยการเห็นนั้นของสมณพราหมณ์นั้นเล่า จะทำอะไรได้เล่า จะกำหนดรู้ทุกข์ให้สำเร็จได้อย่างไรเล่า หรือว่าพวกเดียรถีย์เหล่านั้นล่วงอริยมรรคแม้โดยประการทั้งปวงอย่างใดอย่างหนึ่งบรรดาการละเหตุแห่งทุกข์เป็นต้น ย่อมกล่าวความบริสุทธิ์ด้วยทัศนะอื่น. พระพุทธเจ้าเป็นต้นทรงก้าวล่วงเดียรถีย์เหล่านั้น ย่อมกล่าวความบริสุทธิ์ด้วยทัศนะอื่นนั่นแล.
พึงทราบการเชื่อมและความแห่งคาถาว่า ปสฺสํ นโร นรชนเมื่อเห็นดังนี้เป็นต้น. มีอะไรที่จะกล่าวยิ่งกว่านี้อีก มีดังต่อไปนี้.
นรชนใดได้เห็นด้วยปรจิตตญาณเป็นต้น นรชนนั้นเมื่อเห็นก็ย่อมเห็นนามรูปไม่อื่นไปจากนั้น หรือเห็นแล้วก็รู้จักนามรูปเหล่านั้นเท่านั้น โดยความเป็นของเที่ยงหรือโดยความเป็นสุข ไม่เห็นเป็นอย่างอื่น นรชนเมื่อเห็นอย่างนี้ เห็นนามรูปมากบ้างน้อยบ้างโดยความเป็นของเที่ยงและโดยเป็นสุขโดยแท้ ถึงอย่างนั้นผู้ฉลาดทั้งหลาย ย่อมไม่กล่าวความหมดจดด้วยความเห็นนามรูปนั้นเลย.
พึงทราบการเชื่อมและความแห่งคาถาว่า นิวิสฺสวาที นรชนผู้กล่าวด้วยความถือมั่นดังนี้เป็นต้นต่อไป.
แม้เมื่อความบริสุทธิ์ไม่มีด้วยความเห็นนั้น นรชนใดกล่าวด้วยความถือมั่นอย่างนี้ว่าเรารู้เราเห็น ความบริสุทธิ์นั้นเป็นจริง หรืออาศัยความเห็นนั้น ถือความบริสุทธิ์ด้วยทิฏฐิ กล่าวด้วยความถือมั่นอย่างนี้ว่านี้เท่านั้นจริง.
นรชนนั้นเป็นผู้อันใครๆ ไม่พึงแนะนำให้ดีได้ เป็นผู้เชิดทิฏฐิที่กำหนดปรุงแต่งแล้วไว้ในเบื้องหน้า. นรชนนั้นอาศัยวัตถุใดมีศาสดาเป็นต้นก็กล่าววัตถุนั้นว่างามในเพราะทิฏฐินั้น สำคัญตนว่าเราเป็นผู้มีวาทะหมดจด มีวาทะบริสุทธิ์ดังนี้ ได้เห็นว่าแท้ในทิฏฐินั้น คือได้เห็นความไม่วิปริตในทิฏฐิของตนนั้น.
อธิบายว่า ทิฏฐินั้นเป็นไปอย่างใด ได้เห็นทิฏฐินั้นเป็นไปอย่างนั้น ไม่ปรารถนาจะเห็นโดยประการอื่น.
บทว่า นิวสฺสวาที คือ กล่าวเพราะความมั่นใจ.
บทว่า ทุพฺพินโย คือ ยากที่จะแนะนำได้.
บทว่า ทุปฺปญฺญาปโย คือ ยากที่จะให้รู้ คือให้ได้อย่างใจได้.
บทว่า ทุนฺนิชฺฌาปโย ยากที่จะให้เข้าใจได้ คือยากที่จะให้เข้าใจบ่อยๆ เพื่อทดสอบใจแล้วถือเอาได้.
บทว่า ทุปฺเปกฺขาปโย คือ ยากที่จะให้เห็นได้.
บทว่า ทุปฺปสาทโย คือ ยากที่ให้จิตเกิดความเลื่อมใสได้.
บทว่า อปสฺสิ ได้เห็นแล้ว คือได้บรรลุปฏิเวธด้วยญาณ.
บทว่า ปฏิวชฺฌิ ได้แทงตลอด คือได้บรรลุความตรัสรู้ด้วยจิต.
พึงทราบความในเดียรถีย์ทั้งหลาย ผู้เชิดทิฏฐิที่กำหนดไว้ในเบื้องหน้าดังต่อไปนี้.
พึงทราบคาถาว่า น พฺราหฺมโณ กปฺปมุเปติ สงฺขํ พราหมณ์ทราบด้วยญาณแล้วย่อมไม่เข้าถึงซึ่งความกำหนด ดังนี้เป็นต้นต่อไป.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สงฺขํ ความว่า ทราบแล้ว คือรู้แล้ว.
____________________________
ม. สงฺขา แก้เป็น สงฺขาย.
บทว่า นปิ ญาณพนฺธุ ไม่มีตัณหาหรือทิฏฐิเป็นเครื่องผูกพันเพราะญาณ คือไม่ทำตัณหาหรือทิฏฐิเป็นเครื่องผูกพัน ด้วยสมาปัตติญาณเป็นต้น.
ในบทนั้นมีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่าไม่มีตัณหาหรือทิฏฐิเป็นเครื่องผูกพันเพราะญาณ เพราะมีวิเคราะห์ว่า ไม่มีตัณหาและทิฏฐิเป็นเครื่องผูกพันอันทำแล้วด้วยญาณ.
บทว่า สมฺมติโย ได้แก่ สมมติคือทิฏฐิ.
บทว่า ปุถุชฺชา คือ เป็นแดนเกิดของปุถุชน.
บทว่า อุคฺคหณนฺติ มญฺเญ คือ สมณพราหมณ์เหล่าอื่นย่อมถือมั่น. อธิบายว่า สมณพราหมณ์เหล่าอื่นย่อมถือมั่นทิฏฐิเหล่านั้น.
บทว่า อุเปกฺขติ ย่อมวางเฉย คือไม่เพ่งดูตั้งแต่เกิด.
มีอะไรที่กล่าวให้ยิ่งไปอีก มีดังต่อไปนี้.
พึงทราบคาถาว่า วิสชฺช คนฺถานิ มุนีสละแล้วซึ่งกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งหลายในโลกนี้ ดังนี้เป็นต้นต่อไป.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อนุคฺคโห คือ เว้นจากความถือมั่น. ชื่อ อนุคฺคโห เพราะไม่มีการถือมั่น หรือเพราะไม่ถือมั่น.
บทว่า คนฺเถ โวสฺสชฺชิตฺวา วา วางกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งหลาย คือสละกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งหลายมีอภิชฌาเป็นต้น.
บทว่า วิสชฺช สละแล้ว คือละโดยไม่ยึดมั่นอีก.
บทว่า คถิเต รัด คือผูกแน่น.
บทว่า คนฺถิเต พัน คือพันไว้เหมือนจับด้าย.
บทว่า พนฺเธ เหนี่ยวรั้งคือรั้งไว้อย่างดี.
บทว่า วิพนฺเธ เกาะเกี่ยว คือเกาะเกี่ยวหลายอย่าง.
บทว่า ปลิพุทฺเธ พัวพัน คือผูกติดกันโดยรอบ.
บทว่า พนฺธเน ผูกไว้ คือผูกไว้ด้วยกิเลส.
บทว่า โผฏยิตฺวา คือ คลายแล้ว.
บทว่า สชฺชํ วิสชฺชํ กโรนฺติ ทำการปลดปล่อย คือทำให้เป็นของใช้ไม่ได้.
____________________________
ม. สจฺจํ.
บทว่า วิโกปนฺติ คือ ทำให้แหลกไปเป็นชิ้นๆ.
มีอะไรที่จะกล่าวยิ่งกว่านั้นอีกมีดังต่อไปนี้.
นรชนเห็นปานนั้นพึงทราบคาถาว่า ปุพฺพาสเว มุนีละอาสวะอันมีก่อน ดังนี้เป็นต้นต่อไป.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปุพฺพาสเว ได้แก่ กิเลสอันเกิดขึ้นปรารภรูปในอดีตเป็นต้น.
บทว่า นเว ไม่ทำอาสวะใหม่ ได้แก่ กิเลสอันเกิดขึ้นปรารภรูปในปัจจุบันเป็นต้น.
บทว่า น ฉนฺทคู ไม่เป็นผู้ดำเนินไปด้วยความพอใจ คือไม่ไปด้วยอำนาจฉันทาคติเป็นต้น.
บทว่า อนตฺตครหี ไม่เป็นผู้ติเตียนตน คือไม่ติเตียนตนด้วยการกระทำและไม่กระทำ อย่างนี้แล ชื่อว่าไม่ติเตียนตน.
พึงทราบคาถาต่อไปว่า ส สพฺพธมฺเมสุ มุนีนั้นกำจัดเสนาในธรรมทั้งปวง.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพธมฺเมสุ คือ ในธรรมอันได้แก่ทิฏฐิ ๖๒ อันมีประเภทอย่างนี้ว่า รูปที่เห็นแล้วอย่างใดอย่างหนึ่ง.
บทว่า ปนฺนภาโร คือ เป็นผู้ปลงภาระแล้ว.
บทว่า น กปฺปิโย คือ ไม่มีกำหนด. อธิบายว่า ไม่ทำความกำหนดแม้ ๒ อย่าง.
บทว่า นูปรโต ไม่เข้าไปยินดี คือไม่มีความพร้อมที่จะเข้าไปยินดีดุจพระเสกขะผู้เป็นกัลยาณปุถุชน.
บทว่า น ปตฺถิโย ไม่มีความปรารถนา คือไม่มีความทะเยอทะยาน.
จริงอยู่ ตัณหา ชื่อว่า ปตฺถิยา เพราะมีความปรารถนา.
ชื่อว่า น ปตฺถิโย เพราะไม่มีความปรารถนา. ก่อนและหลังจากนี้มีความง่ายทั้งนั้น เพราะมีนัยดังได้กล่าวไว้แล้วในที่นั้นๆ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบเทศนาด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัต. เมื่อจบเทศนาได้มีผู้บรรลุเช่นกับที่กล่าวแล้วในปุราเภทสูตรนั่นแล.
จบอรรถกถามหาวิยูหสุตตนิทเทสที่ ๑๓ -----------------------------------------------------