๓. กินติสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
กินฺติสุตฺตํ
๔๒เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา กุสินารายํ วิหรติ พลิหรเณ วนสณฺเฑ ฯ ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ภิกฺขโวติ ฯ ภทนฺเตติ เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ ภควา เอตทโวจ กินฺติ โว ภิกฺขเว มยิ โหติ จีวรเหตุ วา สมโณ โคตโม ธมฺมํ เทเสติ ปิณฺฑปาตเหตุ วา สมโณ โคตโม ธมฺมํ เทเสติ เสนาสนเหตุ วา สมโณ โคตโม ธมฺมํ เทเสติ อิติ ภวาภวเหตุ วา สมโณ โคตโม ธมฺมํ เทเสตีติ ฯ น โข โน ภนฺเต ภควติ เอวํ โหติ จีวรเหตุ วา สมโณ โคตโม ธมฺมํ เทเสติ ปิณฺฑปาตเหตุ วา สมโณ โคตโม ธมฺมํ เทเสติ เสนาสนเหตุ วา สมโณ โคตโม ธมฺมํ เทเสติ อิติ ภวาภวเหตุ วา สมโณ โคตโม ธมฺมํ เทเสตีติ ฯ
๔๓น จ กิร โว ภิกฺขเว มยิ เอวํ โหติ จีวรเหตุ วา สมโณ โคตโม ธมฺมํ เทเสติ ปิณฺฑปาตเหตุ วา สมโณ โคตโม ธมฺมํ เทเสติ เสนาสนเหตุ วา สมโณ โคตโม ธมฺมํ เทเสติ อิติ ภวาภวเหตุ วา สมโณ โคตโม ธมฺมํ เทเสตีติ อถ กินฺติจรหิ โว ภิกฺขเว มยิ โหตีติ ฯ เอวํ โข โน ภนฺเต ภควติ โหติ อนุกมฺปโก ภควา หิเตสี อนุกมฺปํ อุปาทาย ธมฺมํ เทเสตีติ ฯ
๔๔เอวญฺจ กิร โว ภิกฺขเว มยิ โหติ อนุกมฺปโก ภควา หิเตสี อนุกมฺปํ อุปาทาย ธมฺมํ เทเสตีติ ตสฺมาติห ภิกฺขเว เย โว มยา ธมฺมา อภิญฺญา เทสิตา เสยฺยถีทํ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา จตฺตาโร สมฺมปฺปธานา จตฺตาโร อิทฺธิปาทา ปญฺจินฺทฺริยานิ ปญฺจ พลานิ สตฺต โพชฺฌงฺคา อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ตตฺถ สพฺเพเหว สมคฺเคหิ สมฺโมทมาเนหิ อวิวทมาเนหิ สิกฺขิตพฺพํ ฯ เตสญฺจ โว ภิกฺขเว สมคฺคานํ สมฺโมทมานานํ อวิวทมานานํ สิกฺขตํ สิยุํ เทฺว ภิกฺขู อภิธมฺเม นานาวาทา ฯ
๔๕ตตฺร เจ ตุมฺหากํ เอวมสฺส อิเมสํ โข อายสฺมนฺตานํ อตฺถโต เจว นานํ พฺยญฺชนโต จ นานนฺติ ตตฺถ ยํ ภิกฺขุ สุวจตรํ มญฺเญยฺยาถ โส อุปสงฺกมิตฺวา เอวมสฺส วจนีโย อายสฺมนฺตานํ โข อตฺถโต เจว นานํ พฺยญฺชนโต จ นานํ ตทิมินาเปตํ อายสฺมนฺโต ชานาถ ยถา อตฺถโต จ นานํ พฺยญฺชนโต จ นานํ มา อายสฺมนฺโต วิวาทํ อาปชฺชิตฺถาติ ฯ อถาปเรสํ เอกโตปกฺขิกานํ ภิกฺขูนํ ยํ ภิกฺขุํ สุวจตรํ มญฺเญยฺยาถ โส อุปสงฺกมิตฺวา เอวมสฺส วจนีโย อายสฺมนฺตานํ โข อตฺถโต เจว นานํ พฺยญฺชนโต จ นานํ ตทิมินาเปตํ อายสฺมนฺโต ชานาถ ยถา อตฺถโต จ นานํ พฺยญฺชนโต จ นานํ มา อายสฺมนฺโต วิวาทํ อาปชฺชิตฺถาติ ฯ อิติ ทุคฺคหิตํ ทุคฺคหิตโต ธาเรตพฺพํ ทุคฺคหิตํ ทุคฺคหิตโต ธาเรตฺวา โย ธมฺโม โย วินโย โส ภาสิตพฺโพ ฯ
๔๖ตตฺร เจ ตุมฺหากํ เอวมสฺส อิเมสํ โข อายสฺมนฺตานํ อตฺถโต หิ โข นานํ พฺยญฺชนโต สเมตีติ ตตฺถ ยํ ภิกฺขุํ สุวจตรํ มญฺเญยฺยาถ โส อุปสงฺกมิตฺวา เอวมสฺส วจีโย อายสฺมนฺตานํ โข อตฺถโต หิ โข นานํ พฺยญฺชนโต สเมติ ตทิมินาเปตํ อายสฺมนฺโต ชานาถ ยถา อตฺถโต หิ โข นานํ พฺยญฺชนโต สเมติ มา อายสฺมนฺโต วิวาทํ อาปชฺชิตฺถาติ ฯ อถาปเรสํ เอกโตปกฺขิกานํ ภิกฺขูนํ ยํ ภิกฺขุํ สุวจตรํ มญฺเญยฺยาถ โส อุปสงฺกมิตฺวา เอวมสฺส วจนีโย อายสฺมนฺตานํ โข อตฺถโต หิ โข นานํ พฺยญฺชนโต สเมติ ตทิมินาเปตํ อายสฺมนฺโต ชานาถ ยถา อตฺถโต หิ โข นานํ พฺยญฺชนโต สเมติ มา อายสฺมนฺโต วิวาทํ อาปชฺชิตฺถาติ ฯ อิติ ทุคฺคหิตํ ทุคฺคหิตโต ธาเรตพฺพํ สุคหิตํ สุคหิตโต ธาเรตพฺพํ ทุคฺคหิตํ ทุคฺคหิตโต ธาเรตฺวา สุคหิตํ สุคหิตโต ธาเรตฺวา โย ธมฺโม โย วินโย โส ภาสิตพฺโพ ฯ
๔๗ตตฺร เจ ตุมฺหากํ เอวมสฺส อิเมสํ โข อายสฺมนฺตานํ อตฺถโต หิ โข สเมติ พฺยญฺชนโต นานนฺติ ฯ ตตฺถ ยํ ภิกฺขุํ สุวจตรํ มญฺเญยฺยาถ โส อุปสงฺกมิตฺวา เอวมสฺส วจนีโย อายสฺมนฺตานํ โข อตฺถโต หิ โข สเมติ พฺยญฺชนโต นานํ ตทิมินาเปตํ อายสฺมนฺโต ชานาถ ยถา อตฺถโต หิ โข สเมติ พฺยญฺชนโต นานํ อปฺปมตฺตกํ โข ปเนตํ ยทิทํ พฺยญฺชนํ มา อายสฺมนฺโต อปฺปมตฺตเก วิวาทํ อาปชฺชิตฺถาติ ฯ อถาปเรสํ เอกโตปกฺขิกานํ ภิกฺขูนํ ยํ ภิกฺขุํ สุวจตรํ มญฺเญยฺยาถ โส อุปสงฺกมิตฺวา เอวมสฺส วจนีโย อายสฺมนฺตานํ โข อตฺถโต หิ โข สเมติ พฺยญฺชนโต นานํ ตทิมินาเปตํ อายสฺมนฺโต ชานาถ อตฺถโต หิ โข สเมติ พฺยญฺชนโต นานํ อปฺปมตฺตกํ โข ปเนตํ ยทิทํ พฺยญฺชนํ มา อายสฺมนฺโต อปฺปมตฺตเก วิวาทํ อาปชฺชิตฺถาติ ฯ อิติ สุคหิตํ สุคหิตโต ธาเรตพฺพํ ทุคฺคหิตํ ทุคฺคหิตโต ธาเรตพฺพํ สุคหิตํ สุคหิตโต ธาเรตฺวา ทุคฺคหิตํ ทุคฺคหิตโต ธาเรตฺวา โย ธมฺโม โย วินโย โส ภาสิตพฺโพ ฯ
๔๘ตตฺร เจ ตุมฺหากํ เอวมสฺส อิเมสํ โข อายสฺมนฺตานํ อตฺถโต เจว สเมติ พฺยญฺชนโต จ สเมตีติ ฯ ตตฺถ ยํ ภิกฺขุํ สุวจตรํ มญฺเญยฺยาถ โส อุปสงฺกมิตฺวา เอวมสฺส วจนีโย อายสฺมนฺตานํ โข อตฺถโต เจว สเมติ พฺยญฺชนโต จ สเมติ ตทิมินาเปตํ อายสฺมนฺโต ชานาถ ยถา อตฺถโต เจว สเมติ พฺยญฺชนโต จ สเมติ มา อายสฺมนฺโต วิวาทํ อาปชฺชิตฺถาติ ฯ อถาปเรสํ เอกโตปกฺขิกานํ ภิกฺขูนํ ยํ ภิกฺขุํ สุวจตรํ มญฺเญยฺยาถ โส อุปสงฺกมิตฺวา เอวมสฺส วจนีโย อายสฺมนฺตานํ โข อตฺถโต เจว สเมติ พฺยญฺชนโต จ สเมติ ตทิมินาเปตํ อายสฺมนฺโต ชานาถ ยถา อตฺถโต เจว สเมติ พฺยญฺชนโต จ สเมติ มา อายสฺมนฺโต วิวาทํ อาปชฺชิตฺถาติ ฯ อิติ สุคหิตํ สุคหิตโต ธาเรตพฺพํ สุคหิตํ สุคหิตโต ธาเรตฺวา โย ธมฺโม โย วินโย โส ภาสิตพฺโพ ฯ
๔๙เตสญฺจ โว ภิกฺขเว สมคฺคานํ สมฺโมทมานานํ อวิวทมานานํ สิกฺขตํ สิยา อญฺญตรสฺส ภิกฺขุโน อาปตฺติ สิยา วีติกฺกโม ฯ ตตฺร ภิกฺขเว น โจทนาย โจทิตพฺพํ ปุคฺคโล อุปปริกฺขิตพฺโพ อิติ มยฺหญฺจ อวิเหสา ภวิสฺสติ ปรสฺส จ ปุคฺคลสฺส อนุปฆาโต ปโร หิ ปุคฺคโล อกฺโกธโน อนุปนาหี อทฬฺหทิฏฺฐี สุปฏินิสฺสคฺคี สกฺโกมิ จาหํ เอตํ ปุคฺคลํ อกุสลา วุฏฺฐาเปตฺวา กุสเล ปติฏฺฐาเปตุนฺติ ฯ สเจ ภิกฺขเว เอวมสฺส กลฺลํ วจนาย ฯ สเจ ปน ภิกฺขเว เอวมสฺส มยฺหํ โข อวิเหสา ภวิสฺสติ ปรสฺส จ ปุคฺคลสฺส อุปฆาโต ปโร หิ ปุคฺคโล โกธโน อุปนาหี ทฬฺหทิฏฺฐี สุปฏินิสฺสคฺคี สกฺโกมิ จาหํ เอตํ ปุคฺคลํ อกุสลา วุฏฺฐาเปตฺวา กุสเล ปติฏฺฐาเปตุํ อปฺปมตฺตกํ โข ปเนตํ ยทิทํ ปรสฺส ปุคฺคลสฺส อุปฆาโต อถ โข เอตเทว พหุตรํ สฺวาหํ สกฺโกมิ เอตํ ปุคฺคลํ อกุสลา วุฏฺฐาเปตฺวา กุสเล ปติฏฺฐาเปตุนฺติ ฯ สเจ ภิกฺขเว เอวมสฺส กลฺลํ วจนาย ฯ {๔๙.๑} สเจ ปน ภิกฺขเว เอวมสฺส มยฺหํ โข วิเหสา ภวิสฺสติ ปรสฺส ปุคฺคลสฺส อนุปฆาโต ปโร หิ ปุคฺคโล อกฺโกธโน อนุปนาหี ทฬฺหทิฏฺฐี สุปฏินิสฺสคฺคี สกฺโกมิ จาหํ เอตํ ปุคฺคลํ อกุสลา วุฏฺฐาเปตฺวา กุสเล ปติฏฺฐาเปตุํ อปฺปมตฺตกํ โข ปเนตํ ยทิทํ มยฺหํ วิเหสา อถ โข เอตเทว พหุตรํ สฺวาหํ สกฺโกมิ เอตํ ปุคฺคลํ อกุสลา วุฏฺฐาเปตฺวา กุสเล ปติฏฺฐาเปตุนฺติ ฯ สเจ ภิกฺขเว เอวมสฺส กลฺลํ วจนาย ฯ {๔๙.๒} สเจ ปน ภิกฺขเว เอวมสฺส มยฺหญฺจ โข วิเหสา ภวิสฺสติ ปรสฺส จ ปุคฺคลสฺส อุปฆาโต ปโร หิ ปุคฺคโล โกธโน อุปนาหี ทฬฺหทิฏฺฐี ทุปฺปฏินิสฺสคฺคี สกฺโกมิ จาหํ เอตํ ปุคฺคลํ อกุสลา วุฏฺฐาเปตฺวา กุสเล ปติฏฺฐาเปตุํ อปฺปมตฺตกํ โข ปเนตํ ยทิทํ มยฺหญฺจ วิเหสา ปรสฺส จ ปุคฺคลสฺส อุปฆาโต อถ โข เอตเทว พหุตรํ สฺวาหํ สกฺโกมิ เอตํ ปุคฺคลํ อกุสลา วุฏฺฐาเปตฺวา กุสเล ปติฏฺฐาเปตุนฺติ ฯ สเจ ภิกฺขเว เอวมสฺส กลฺลํ วจนาย ฯ สเจ ปน ภิกฺขเว เอวมสฺส มยฺหญฺจ โข วิเหสา ภวิสฺสติ ปรสฺส จ ปุคฺคลสฺส อุปฆาโต ปโร หิ ปุคฺคโล โกธโน อุปนาหี ทฬฺหทิฏฺฐี ทุปฺปฏินิสฺสคฺคี น จาหํ สกฺโกมิ เอตํ ปุคฺคลํ อกุสลา วุฏฺฐาเปตฺวา กุสเล ปติฏฺฐาเปตุนฺติ ฯ เอวรูเป ปุคฺคเล อุเปกฺขา นาติมญฺญิตพฺพา ฯ
๕๐เตสญฺจ โว ภิกฺขเว สมคฺคานํ สมฺโมทมานานํ อวิวทมานานํ สิกฺขตํ อญฺญมญฺญสฺส วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺเชยฺย ทิฏฺฐิปฬาโส เจตโส อาฆาโต อปฺปจฺจโย อนภิรทฺธิ ฯ ตตฺถ เอกโตปกฺขิกานํ ภิกฺขูนํ ยํ ภิกฺขุํ สุวจตรํ มญฺเญยฺยาถ โส อุปสงฺกมิตฺวา เอวมสฺส วจนีโย ยนฺโน อาวุโส อมฺหากํ สมคฺคานํ สมฺโมทมานานํ อวิวทมานานํ สิกฺขตํ อญฺญมญฺญสฺส วจีสงฺขาโร อุปฺปนฺโน ทิฏฺฐิปฬาโส เจตโส อาฆาโต อปฺปจฺจโย อนภิรทฺธิ ตํ ชานมาโน สมโณ ครเหยฺยาติ ฯ สมฺมา พฺยากรมาโน ภิกฺขเว ภิกฺขุ เอวํ พฺยากเรยฺย ยนฺโน อาวุโส อมฺหากํ สมคฺคานํ สมฺโมทมานานํ อวิวทมานานํ สิกฺขตํ อญฺญมญฺญสฺส วจีสงฺขาโร อุปฺปนฺโน ทิฏฺฐิปฬาโส เจตโส อาฆาโต อปฺปจฺจโย อนภิรทฺธิ ตํ ชานมาโน สมโณ ครเหยฺยาติ ฯ เอตมฺปนาวุโส ธมฺมํ อปฺปหาย นิพฺพานํ สจฺฉิกเรยฺยาติ ฯ สมฺมา พฺยากรมาโน ภิกฺขเว ภิกฺขุ เอวํ พฺยากเรยฺย เอตํ โข อาวุโส ธมฺมํ อปฺปหาย น นิพฺพานํ สจฺฉิกเรยฺยาติ ฯ {๕๐.๑} อถาปเรสํ เอกโตปกฺขิกานํ ภิกฺขูนํ ยํ ภิกฺขุํ สุวจตรํ มญฺเญยฺยาถ โส อุปสงฺกมิตฺวา เอวมสฺส วจนีโย ยนฺโน อาวุโส อมฺหากํ สมคฺคานํ สมฺโมทมานานํ อวิวทมานานํ สิกฺขตํ อญฺญมญฺญสฺส วจีสงฺขาโร อุปฺปนฺโน ทิฏฺฐิปฬาโส เจตโส อาฆาโต อปฺปจฺจโย อนภิรทฺธิ ตํ ชานมาโน สมโณ ครเหยฺยาติ ฯ สมฺมา พฺยากรมาโน ภิกฺขเว ภิกฺขุ เอวํ พฺยากเรยฺย ยนฺโน อาวุโส อมฺหากํ สมคฺคานํ สมฺโมทมานานํ อวิวทมานานํ สิกฺขตํ อญฺญมญฺญสฺส วจีสงฺขาโร อุปฺปนฺโน ทิฏฺฐิปฬาโส เจตโส อาฆาโต อปฺปจฺจโย อนภิรทฺธิ ตํ ชานมาโน สมโณ ครเหยฺยาติ ฯ {๕๐.๒} เอตมฺปนาวุโส ธมฺมํ อปฺปหาย นิพฺพานํ สจฺฉิกเรยฺยาติ สมฺมา พฺยากรมาโน ภิกฺขเว ภิกฺขุ เอวํ พฺยากเรยฺย เอตํ โข อาวุโส ธมฺมํ อปฺปหาย น นิพฺพานํ สจฺฉิกเรยฺยาติ ฯ ตญฺเจ ภิกฺขเว ภิกฺขุํ ปเร เอวํ ปุจฺเฉยฺยุํ อายสฺมตา โน เอเต ภิกฺขู อกุสลา วุฏฺฐาเปตฺวา กุสเล ปติฏฺฐาปิตาติ ฯ สมฺมา พฺยากรมาโน ภิกฺขเว ภิกฺขุ เอวํ พฺยากเรยฺย อิธาหํ อาวุโส เยน ภควา เตนุปสงฺกมึ ตสฺส เม ภควา ธมฺมํ เทเสติ ตสฺสาหํ ธมฺมํ สุตฺวา เตสํ ภิกฺขูนํ อภาสึ ตํ เต ภิกฺขู ธมฺมํ สุตฺวา อกุสลา วุฏฺฐหึสุ กุสเล ปติฏฺฐหึสูติ ฯ เอวํ พฺยากรมาโน โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ น เจวตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ ธมฺมสฺส จานุธมฺมํ พฺยากโรติ น จ โกจิ สหธมฺมิโก วาทานุวาโท คารยฺหฏฺฐานํ อาคจฺฉตีติ ฯ อิทมโวจ ภควา อตฺตมนา เต ภิกฺขู ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทุนฺติ ฯ กินฺติสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ ตติยํ ฯ ---------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. กินติสูตร ว่าด้วยภิกษุคิดอย่างไรในพระพุทธเจ้า
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ป่าชัฏ อันเป็นสถานที่บวงสรวง พลีกรรม เขตกรุงกุสินารา ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคได้รับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้วพระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสเรื่องนี้ว่า @เชิงอรรถ : @ ผัสสายตนะ ๖ หมายถึงความประจวบกันแห่งอายตนะภายใน กับอายตนะภายนอกมี ๖ คือ@(๑) จักขุสัมผัส ความกระทบทางตา (๒) โสตสัมผัส ความกระทบกันทางหู (๓) ฆานสัมผัส@ความกระทบกันทางจมูก (๔) ชิวหาสัมผัส ความกระทบกันทางลิ้น (๕) กายสัมผัส ความ@กระทบกันทางกาย (๖) มโนสัมผัส ความกระทบกันทางใจ (ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๒๓/๓๑๕-๓๑๖,@ม.มู. (แปล) ๑๒/๙๘/๙๓, สํ.นิ. (แปล) ๑๖/๒/๖, ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๓/๖๓)@ หลุดพ้นได้เพราะไม่ถือมั่น แปลจากคำว่า อนุปาทาวิโมกข์ โดยปกติหมายถึงนิพพาน แต่ในที่นี้@หมายถึงอรหัตตผลสมาบัติ (ม.อุ.อ. ๓/๓๓/๑๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๔๓}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๑. เทวทหวรรค] ๓. กินติสูตร “ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายมีความคิดอย่างไรในเราบ้างหรือว่า ‘พระสมณโคดมแสดงธรรมเพราะเหตุแห่งจีวร พระสมณโคดมแสดงธรรมเพราะเหตุแห่งบิณฑบาตพระสมณโคดมแสดงธรรมเพราะเหตุแห่งเสนาสนะ หรือพระสมณโคดมแสดงธรรมเพราะเหตุแห่งภพน้อยและภพใหญ่ ด้วยอาการอย่างนี้” ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทั้งหลายไม่มีความคิดในพระผู้มีพระภาค อย่างนี้เลยว่า ‘พระสมณโคดมแสดงธรรมเพราะเหตุแห่งจีวร พระสมณโคดมแสดงธรรมเพราะเหตุแห่งบิณฑบาต พระสมณโคดมแสดงธรรมเพราะเหตุแห่งเสนาสนะ หรือพระสมณโคดมแสดงธรรมเพราะเหตุแห่งภพน้อยและภพใหญ่ ด้วยอาการอย่างนี้” “ภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่าเธอทั้งหลายไม่มีความคิดในเราอย่างนี้เลยว่า ‘พระสมณโคดมแสดงธรรมเพราะเหตุแห่งจีวร พระสมณโคดมแสดงธรรมเพราะเหตุแห่งบิณฑบาต พระสมณโคดมแสดงธรรมเพราะเหตุแห่งเสนาสนะ หรือพระสมณโคดมแสดงธรรมเพราะเหตุแห่งภพน้อยและภพใหญ่ ด้วยอาการอย่างนี้’ ถ้าเช่นนั้นเธอทั้งหลายมีความคิดอย่างไรในเราเล่า” “ข้าพระองค์ทั้งหลายมีความคิดในพระผู้มีพระภาคอย่างนี้ว่า ‘พระผู้มีพระภาคทรงมีความเอ็นดู แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล อาศัยความอนุเคราะห์จึงทรงแสดงธรรม’พระพุทธเจ้าข้า” “ภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่าเธอทั้งหลายมีความคิดอย่างนี้ในเราว่า ‘พระผู้มีพระภาคทรงมีความเอ็นดู แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล อาศัยความอนุเคราะห์จึงทรงแสดงธรรม’
ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น ธรรมเหล่าใดที่เราแสดงแล้วแก่เธอ ทั้งหลายในที่นี้ด้วยความรู้ยิ่ง คือ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ เธอทั้งหมดพึงเป็นผู้ สามัคคีกัน ร่วมใจกัน ไม่วิวาทกัน ตั้งใจศึกษาในธรรมเหล่านั้น แต่เมื่อเธอทั้งหลายสามัคคีกัน ร่วมใจกัน ไม่วิวาทกัน ศึกษาอยู่ จะพึงมีภิกษุ ๒ พวกที่มีวาทะต่างกันในอภิธรรม บ้าง @เชิงอรรถ : @ อภิธรรม ในที่นี้หมายถึงโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ (ม.อุ.อ. ๓/๓๕/๑๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๔๔}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๑. เทวทหวรรค] ๓. กินติสูตร ถ้าเธอทั้งหลายมีความคิดในโพธิปักขิยธรรม(ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งธรรมเครื่องตรัสรู้) เหล่านั้นอย่างนี้ว่า ‘ท่านเหล่านี้มีความขัดแย้งกันโดยอรรถและมีความขัดแย้งกันโดยพยัญชนะ‘ เธอทั้งหลายพึงเข้าใจบรรดาภิกษุเหล่านั้นว่า ภิกษุรูปใดเป็นผู้ที่ตักเตือนได้ง่ายกว่า ควรเข้าไปหาภิกษุรูปนั้นแล้วกล่าวอย่างนี้ว่า‘ท่านทั้งหลายมีความขัดแย้งกันโดยอรรถและมีความขัดแย้งกันโดยพยัญชนะ ขอท่านทั้งหลายจงทราบความขัดแย้งกันนี้นั้นว่า ‘เป็นความขัดแย้งกันโดยอรรถและเป็นความขัดแย้งกันโดยพยัญชนะ ท่านทั้งหลายอย่าถึงกับวิวาทกันเลย’ ต่อจากนั้นเธอทั้งหลายพึงเข้าใจบรรดาภิกษุผู้เป็นฝ่ายเดียวกันเหล่าอื่นว่า ภิกษุรูปใดเป็นผู้ที่ตักเตือนได้ง่ายกว่า ควรเข้าไปหาภิกษุรูปนั้นแล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ท่านทั้งหลายมีความขัดแย้งกันโดยอรรถและมีความขัดแย้งกันโดยพยัญชนะ ขอท่านทั้งหลายจงทราบความขัดแย้งกันนี้นั้นว่า ‘เป็นความขัดแย้งกันโดยอรรถและเป็นความขัดแย้งกันโดยพยัญชนะ ขอท่านทั้งหลายอย่าถึงกับวิวาทกันเลย’ เธอทั้งหลายพึงจำข้อที่ภิกษุเหล่านั้นยึดถือผิดโดยความยึดถือผิด ครั้นจำได้แล้วพึงกล่าวธรรมวินัย ด้วยอาการอย่างนี้
ถ้าเธอทั้งหลายมีความคิดในโพธิปักขิยธรรมเหล่านั้นอย่างนี้ว่า ‘ท่าน เหล่านี้มีความขัดแย้งกันโดยอรรถ ลงกันได้โดยพยัญชนะ’ เธอทั้งหลายพึงเข้าใจบรรดาภิกษุเหล่านั้นว่า ภิกษุรูปใดเป็นผู้ที่ตักเตือนได้ง่ายกว่า ควรเข้าไปหาภิกษุรูปนั้นแล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ท่านทั้งหลายมีความขัดแย้งกันโดยอรรถ ลงกันได้โดยพยัญชนะ ขอท่านทั้งหลายจงทราบความขัดแย้งกันและความลงกันนี้นั้นว่า ‘เป็นความขัดแย้งกันโดยอรรถ ลงกันได้โดยพยัญชนะ ท่านทั้งหลายอย่าถึงกับวิวาทกันเลย’ ต่อจากนั้นเธอทั้งหลายพึงเข้าใจบรรดาภิกษุผู้เป็นฝ่ายเดียวกันเหล่าอื่นว่า ภิกษุรูปใดเป็นผู้ที่ตักเตือนได้โดยง่ายกว่า ควรเข้าไปหาภิกษุรูปนั้นแล้วกล่าวอย่างนี้ว่า@เชิงอรรถ : @ ขัดแย้งกันโดยอรรถ หมายถึงกล่าวให้ความหมายของคำต่างกัน เช่น สติปัฏฐานหมายถึงกาย สติปัฏฐาน@หมายถึงเวทนา ขัดแย้งกันโดยพยัญชนะ หมายถึงกล่าวคำศัพท์ต่างกัน เช่น สติปฏฺฐานํ สติปฏฺฐาโน@สติปฏฺฐานา (ม.อุ.อ. ๓/๓๕/๑๙, ๓๗/๑๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๔๕}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๑. เทวทหวรรค] ๓. กินติสูตร ‘ท่านทั้งหลายมีความขัดแย้งกันโดยอรรถ ลงกันได้โดยพยัญชนะ ขอท่านทั้งหลายจงทราบความขัดแย้งกันและความลงกันนี้นั้นว่า ‘เป็นความขัดแย้งกันโดยอรรถลงกันได้โดยพยัญชนะ ขอท่านทั้งหลายอย่าถึงกับวิวาทกันเลย’ เธอทั้งหลายพึงจำข้อที่ภิกษุเหล่านั้นยึดถือผิดโดยความยึดถือผิด พึงจำข้อที่ ภิกษุเหล่านั้นยึดถือถูกโดยความยึดถือถูก ครั้นจำได้แล้ว พึงกล่าวธรรมวินัย ด้วยอาการอย่างนี้
ถ้าเธอทั้งหลายมีความคิดในโพธิปักขิยธรรมเหล่านั้นอย่างนี้ว่า ‘ท่านเหล่านี้ลงกันได้โดยอรรถ มีความขัดแย้งกันโดยพยัญชนะ’ เธอทั้งหลายพึงเข้าใจบรรดาภิกษุเหล่านั้นว่าภิกษุรูปใดเป็นผู้ที่ตักเตือนได้ง่ายกว่า ควรเข้าไปหาภิกษูรูปนั้นแล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ท่านทั้งหลายลงกันได้โดยอรรถ มีความขัดแย้งกันโดยพยัญชนะ ขอท่านทั้งหลายจงทราบความขัดแย้งกันนี้นั้นว่า ‘ลงกันได้โดยอรรถมีความขัดแย้งกันโดยพยัญชนะ ก็เรื่องพยัญชนะนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย ท่านทั้งหลายอย่าถึงกับวิวาทกันในเรื่องเล็กน้อยเลย’ ต่อจากนั้นเธอทั้งหลายพึงเข้าใจบรรดาภิกษุผู้เป็นฝ่ายเดียวกันเหล่าอื่นว่า ภิกษุรูปใดเป็นผู้ที่ตักเตือนได้ง่ายกว่า ควรเข้าไปหาภิกษุรูปนั้นแล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ท่านทั้งหลาย ลงกันได้โดยอรรถ มีความขัดแย้งกันโดยพยัญชนะ ขอท่านทั้งหลายจงทราบความลงกันและความขัดแย้งกันนี้นั้นว่า ‘ลงกันโดยอรรถ มีความขัดแย้งกันโดยพยัญชนะ ก็เรื่องพยัญชนะนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย ขอท่านทั้งหลายอย่าถึงกับวิวาทกันในเรื่องเล็กน้อยเลย’ เธอทั้งหลายพึงจำข้อที่ภิกษุเหล่านั้นยึดถือถูกโดยความยึดถือถูก พึงจำข้อที่ภิกษุเหล่านั้นยึดถือผิดโดยความยึดถือผิด ครั้นจำได้แล้ว พึงกล่าวธรรมวินัยด้วยอาการอย่างนี้
ถ้าเธอทั้งหลายมีความคิดในโพธิปักขิยธรรมเหล่านั้นอย่างนี้ว่า ‘ท่าน เหล่านี้ลงกันได้โดยอรรถและลงกันได้โดยพยัญชนะ’ เธอทั้งหลายพึงเข้าใจบรรดาภิกษุเหล่านั้นว่า ภิกษุรูปใดเป็นผู้ที่ตักเตือนได้ง่ายกว่า ควรเข้าไปหาภิกษุรูปนั้นแล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ท่านทั้งหลายลงกันได้โดยอรรถและลงกันได้โดยพยัญชนะ ขอท่านทั้งหลายจงทราบความลงกันนี้นั้นว่า ‘ลงกันโดยอรรถและลงกันโดยพยัญชนะ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๔๖}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๑. เทวทหวรรค] ๓. กินติสูตร ขอท่านทั้งหลายอย่าถึงกับวิวาทกันเลย' ต่อจากนั้นเธอทั้งหลายพึงเข้าใจบรรดาภิกษุผู้เป็นฝ่ายเดียวกันเหล่าอื่นว่า ภิกษุรูปใดเป็นผู้ที่ตักเตือนได้โดยง่ายกว่า ควรเข้าไปหาภิกษุรูปนั้นแล้วกล่าวอย่างนี้ว่า 'ท่านทั้งหลายลงกันได้โดยอรรถและลงกันได้โดยพยัญชนะ ขอท่านทั้งหลายจงทราบความลงกันนี้นั้นว่า 'ลงกันโดยอรรถและลงกันได้โดยพยัญชนะ ขอท่านทั้งหลายอย่าถึงกับวิวาทกันเลย' เธอทั้งหลายพึงจำข้อที่ภิกษุเหล่านั้นยึดถือถูกโดยความยึดถือถูก ครั้นจำได้แล้วพึงกล่าวธรรมวินัย ด้วยอาการอย่างนี้
ภิกษุทั้งหลาย แต่เมื่อเธอทั้งหลายสามัคคีกัน ร่วมใจกัน ไม่วิวาทกัน ศึกษา อยู่ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งพึงต้องอาบัติ ล่วงละเมิดบัญญัติ เธอทั้งหลายไม่ควรกล่าวหาภิกษุรูปนั้นด้วยข้อกล่าวหาในเรื่องนั้น พึงใคร่ครวญบุคคลก่อนว่า'ความไม่ลำบากจักมีแก่เรา และความไม่ขัดใจจักมีแก่บุคคลอื่น เพราะบุคคลอื่นเป็นผู้ไม่โกรธ ไม่ผูกโกรธ ไม่ดื้อรั้น สละคืนได้ง่าย และเราสามารถจะให้เขาออกจากอกุศลแล้วให้ดำรงอยู่ในกุศลได้ ด้วยอาการอย่างนี้' ถ้าเธอทั้งหลายมีความเห็นอย่างนี้ ก็ควรกล่าวหา อนึ่ง ถ้าเธอทั้งหลายมีความเห็นอย่างนี้ว่า 'ความไม่ลำบากจักมีแก่เรา และความขัดใจจักมีแก่บุคคลอื่น เพราะบุคคลอื่นเป็นผู้มักโกรธ ผูกโกรธ ดื้อรั้น สละคืนได้ง่าย และเราสามารถจะให้เขาออกจากอกุศลแล้วให้ดำรงอยู่ในกุศลได้ ก็เรื่องความขัดใจของบุคคลอื่นนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย ส่วนเรื่องที่เราสามารถจะให้เขาออกจากอกุศลแล้วให้ดำรงอยู่ในกุศลนั้น เป็นเรื่องใหญ่กว่า' ถ้าเธอทั้งหลายมีความเห็นอย่างนี้ ก็ควรกล่าวหา อนึ่ง ถ้าเธอทั้งหลายมีความเห็นอย่างนี้ว่า 'ความลำบากจักมีแก่เรา และความไม่ขัดใจจักมีแก่บุคคลอื่น เพราะบุคคลอื่นเป็นผู้ไม่โกรธ ไม่ผูกโกรธ ดื้อรั้นสละคืนได้ยาก และเราสามารถจะให้เขาออกจากอกุศลแล้วให้ดำรงอยู่ในกุศลได้ ก็เรื่องความลำบากของเรานี้เป็นเรื่องเล็กน้อย ส่วนเรื่องที่เราสามารถจะให้เขาออกจากอกุศลแล้วให้ดำรงอยู่ในกุศลได้นั้น เป็นเรื่องใหญ่กว่า' ถ้าเธอทั้งหลายมีความเห็นอย่างนี้ ก็ควรกล่าวหา @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ วิ.มหา. (แปล) ๒/๖๕๕/๗๓๖-๗๓๗
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๔๗}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๑. เทวทหวรรค] ๓. กินติสูตร อนึ่ง ถ้าเธอทั้งหลายมีความเห็นอย่างนี้ว่า ‘ความลำบากจักมีแก่เราด้วยความขัดใจจักมีแก่บุคคลอื่นด้วย เพราะบุคคลอื่นเป็นผู้มักโกรธ ผูกโกรธ ดื้อรั้นสละคืนได้ยาก และเราสามารถจะให้เขาออกจากอกุศลแล้วให้ดำรงอยู่ในกุศลได้ ก็เรื่องความลำบากของเราและความขัดใจของบุคคลอื่นนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย ส่วนเรื่องที่เราสามารถจะให้เขาออกจากอกุศลแล้วให้ดำรงอยู่ในกุศลได้นั้น เป็นเรื่องใหญ่กว่า’ถ้าเธอทั้งหลายมีความเห็นอย่างนี้ ก็ควรกล่าวหา ภิกษุทั้งหลาย แต่ถ้าเธอทั้งหลายมีความเห็นอย่างนี้ว่า ‘ความลำบากจักมีแก่เราด้วย ความขัดใจจักมีแก่บุคคลอื่นด้วย เพราะบุคคลอื่นเป็นผู้มักโกรธผูกโกรธ ดื้อรั้น สละคืนได้ยาก และเราก็ไม่สามารถจะให้เขาออกจากอกุศลแล้วให้ดำรงอยู่ในกุศลได้’ เธอทั้งหลายก็อย่าพึงดูหมิ่นความวางเฉยในบุคคลเช่นนี้
ภิกษุทั้งหลาย แต่เมื่อเธอทั้งหลายสามัคคีกัน ร่วมใจกัน ไม่ วิวาทกัน ศึกษาอยู่ พึงเกิดการพูดยุแหย่กัน มีความเห็นแตกแยกกัน ผูกใจเจ็บไม่เชื่อถือกัน ไม่ยินดีต่อกันได้ เธอทั้งหลายพึงเข้าใจบรรดาภิกษุผู้เป็นฝ่ายเดียวกันในที่นั้นว่า ภิกษุรูปใดเป็นผู้ที่ตักเตือนได้ง่ายกว่า ควรเข้าไปหาภิกษุรูปนั้นแล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ท่านทั้งหลาย พระสมณะเมื่อทรงทราบเรื่องที่เราสามัคคีกัน ร่วมใจกัน ไม่วิวาทกัน ศึกษาอยู่ พึงเกิดการพูดยุแหย่กัน มีความเห็นแตกแยกกันผูกใจเจ็บ ไม่เชื่อถือกัน ไม่ยินดีต่อกันนั้น จะทรงตำหนิไหม’ ภิกษุเมื่อจะชี้แจงโดยชอบ พึงชี้แจงอย่างนี้ว่า ‘ท่านทั้งหลาย พระสมณะเมื่อทรงทราบเรื่องที่เราทั้งหลายสามัคคีกัน ร่วมใจกัน ไม่วิวาทกัน ศึกษาอยู่พึงเกิดการพูดยุแหย่กัน มีความเห็นแตกแยกกัน ผูกใจเจ็บ ไม่เชื่อถือกัน ไม่ยินดีต่อกันนั้น จะทรงตำหนิได้’ ก็ภิกษุอื่นพึงถามเธอว่า ‘ท่านทั้งหลาย ภิกษุไม่ละธรรม นี้แล้ว จะพึงทำนิพพานให้แจ้งได้หรือ’ ภิกษุเมื่อจะชี้แจงโดยชอบ พึงชี้แจงอย่างนี้ว่า ‘ท่านทั้งหลาย ภิกษุไม่ละธรรมนี้แล้ว พึงทำนิพพานให้แจ้งไม่ได้’@เชิงอรรถ : @ ธรรม ในที่นี้หมายถึง ธรรมเป็นเหตุทะเลาะและบาดหมางกัน (ม.อุ.อ. ๓/๔๐/๒๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๔๘}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๑. เทวทหวรรค] ๓. กินติสูตร ต่อจากนั้น เธอทั้งหลายพึงเข้าใจบรรดาภิกษุผู้เป็นฝ่ายเดียวกันเหล่าอื่นว่าภิกษุรูปใดเป็นผู้ที่ตักเตือนได้ง่ายกว่า ควรเข้าไปหาภิกษุรูปนั้นแล้วกล่าวอย่างนี้ว่า‘ท่านทั้งหลาย พระสมณะเมื่อทรงทราบเรื่องที่เราทั้งหลายสามัคคีกัน ร่วมใจกันไม่วิวาทกัน ศึกษาอยู่ พึงเกิดการพูดยุแหย่กัน มีความเห็นแตกแยกกัน ผูกใจเจ็บไม่เชื่อถือกัน ไม่ยินดีต่อกันนั้น จะทรงตำหนิไหม’ ภิกษุเมื่อจะชี้แจงโดยชอบ พึงชี้แจงอย่างนี้ว่า ‘ท่านทั้งหลาย พระสมณะเมื่อทรงทราบเรื่องที่เราทั้งหลายสามัคคีกัน ร่วมใจกัน ไม่วิวาทกัน ศึกษาอยู่ พึงเกิดการพูดยุแหย่กัน มีความเห็นแตกแยกกัน ผูกใจเจ็บ ไม่เชื่อถือกัน ไม่ยินดีต่อกันนั้น จะทรงตำหนิได้’ ก็ภิกษุอื่นจะพึงถามเธอว่า ‘ท่านทั้งหลาย ภิกษุไม่ละธรรมนี้แล้ว จะพึงทำนิพพานให้แจ้งได้หรือ’ ภิกษุเมื่อจะชี้แจงโดยชอบ พึงชี้แจงอย่างนี้ว่า ‘ท่านทั้งหลายภิกษุไม่ละธรรมนี้แล้ว พึงทำนิพพานให้แจ้งไม่ได้’ ภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุเหล่าอื่นพึงถามภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้มีอายุ ภิกษุเหล่านี้ของเราทั้งหลายอันท่านให้ออกจากอกุศล ให้ดำรงอยู่ในกุศลแล้วหรือ’ภิกษุเมื่อจะชี้แจงโดยชอบ พึงชี้แจงอย่างนี้ว่า ‘ท่านทั้งหลาย ในเรื่องนี้กระผมเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับแล้ว พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรม แก่กระผม กระผมฟังธรรมของพระองค์แล้วได้บอกแก่ภิกษุเหล่านั้น ภิกษุเหล่านั้นฟังธรรมนั้นแล้ว ออกจากอกุศล ดำรงอยู่ในกุศลได้แล้ว’ ภิกษุเมื่อชี้แจงอย่างนี้ชื่อว่าไม่ยกตน ไม่ข่มบุคคลอื่น และชื่อว่าชี้แจงอย่างสมเหตุสมผล ไม่มีเลยที่คำกล่าวเช่นนั้นและคำที่กล่าวต่อๆ กันมาจะเป็นเหตุให้ถูกตำหนิได้” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสภาษิตนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นมีใจยินดีต่างชื่นชมพระ ภาษิตของพระผู้มีพระภาค ดังนี้แล กินติสูตรที่ ๓ จบ @เชิงอรรถ : @ ธรรม ในที่นี้หมายถึงสาราณียธรรม คือ ธรรมเป็นเหตุให้ระลึกถึงกัน ดูรายละเอียดข้อ ๕๔@(สามคามสูตร) หน้า ๕๙-๖๑ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๔๙}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. อรรถกถากินติสูตร
กินติสูตร เริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้.
พึงทราบวินิจฉัยในกินติสูตรนั้น ดังต่อไปนี้.
บทว่า กุสินารายํ ได้แก่ ในมณฑลประเทศที่มีชื่ออย่างนี้.
บทว่า พลิหรเณ ความว่า ชนทั้งหลายนำพลีมาเซ่นสรวงภูตทั้งหลายในไพรสณฑ์นั้น เพราะฉะนั้น ไพรสณฑ์นั้นจึงเรียกว่า เป็นที่นำพลีมาเซ่นสรวง.
บทว่า จีวรเหตุ แปลว่า เพราะเหตุจีวร อธิบายว่า หวังได้จีวร.
บทว่า อิติ ภวาภวเหตุ ความว่า พวกเธอได้มีความคิดอย่างนี้หรือว่า พระสมณโคดมแสดงธรรมด้วยความหวังว่า เราจักอาศัยบุญกิริยาวัตถุอันสำเร็จด้วยการแสดงธรรมแล้ว จักได้เสวยสุขในภพนั้นๆ ด้วยประการอย่างนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการมีว่าสติปัฏฐาน ๔ ดังนี้เป็นต้น ทั้งโลกิยะและโลกุตระทีเดียว.
บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ในธรรม ๓๗ ประการนั้น.
บทว่า สิยุํ แปลว่า พึงเป็น.
บทว่า อภิธมฺเม ได้แก่ ในธรรมอันวิเศษยิ่ง. อธิบายว่า ในโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการเหล่านี้.
บทว่า ตตฺร เจ แม้นี้เป็นสัตตมีวิภัตติลงในอรรถว่า โพธิปักขิยธรรมทั้งหลายเท่านั้น.
ในคำนี้ที่ว่า อตฺถโต เจว นานํ พฺยญฺชนโต จ นานํ ดังนี้ เมื่อกล่าวว่า กายสติปัฏฐาน เวทนาสติปัฏฐาน เป็นการต่างกันโดยอรรถ แต่เมื่อกล่าวว่า (กาย เวทนา) ในสติปัฏฐาน ดังนี้ ย่อมชื่อว่าต่างกันโดยพยัญชนะ.
บทว่า ตทิมินาปิ ความว่า พึงเทียบอรรถและพยัญชนะแล้วชี้ถึงความที่อรรถถือเอาความเป็นอย่างอื่น และพยัญชนะที่ลงไว้ผิดว่า ท่านทั้งหลายจงทราบ (ความต่างกัน) นั้น ด้วยเหตุแม้นี้ อรรถและพยัญชนะเป็นเหตุให้เข้าใจความนั่นแล เป็นธรรมและวินัย ในคำว่า โย ธมฺโม โย วินโย นี้.
ในคำว่า อตฺถโต หิ โข สเมติ นี้ ท่านถือเอาว่าสตินั่นแล เป็นสติปัฏฐาน.
บทว่า ต่างกันโดยพยัญชนะ ความว่า พยัญชนะอย่างเดียวเท่านั้น ลงไว้ผิดว่า สติปัฏฐาโน หรือ สติปัฏฐานา ดังนี้.
บทว่า อปฺปมตฺตกํ โข ความว่า ครั้นพอถึงพระสูตร พยัญชนะย่อมชื่อว่าไม่เป็นประมาณเลย แม้ในการยกพยัญชนะที่มีเสียงเบา ทำให้มีเสียงหนัก (คือพยัญชนะที่เป็นธนิต) อาจกลายเป็นพยัญชนะดับได้.
ในข้อนี้ มีเรื่องต่อไปนี้เป็นตัวอย่าง
ได้ฟังมาว่า พระเถระขีณาสพรูปหนึ่งอยู่ในวิชยารามวิหาร เมื่อนำเอาพระสูตรมาบอกกรรมฐานแก่พระภิกษุ ๒ รูป กล่าวให้มีเสียงหนักไปว่าภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับย่อมกล่าวว่า สมุทธะ สมุทธะ ดังนี้. ภิกษุรูปหนึ่งกล่าวว่า อะไร ชื่อสมุทธะขอรับ. พระเถระกล่าวว่า ผู้มีอายุเมื่อกล่าวว่าสมุทธะก็ดี กล่าวว่าสมุททะก็ดี พวกเราก็ย่อมรู้ว่า (หมายถึง) ทะเล น้ำเค็มนั่นแหละ. ก็พวกเธอไม่ค้นหาเนื้อความ ค้นหาแต่พยัญชนะ พวกเธอจงไปพิสูจน์พยัญชนะ ในสำนักของภิกษุผู้ชำนาญเรื่องพยัญชนะในมหาวิหารเถิด ดังนี้แล้ว ไม่บอกกรรมฐานเลย ลุกไปเสีย. ครั้นต่อมา ท่านพระเถระขีณาสพองค์นั้นให้ตีกลองในมหาวิหาร (เป็นสัญญาณให้มาประชุมกัน) แล้วกล่าวปัญหาในมรรค ๔ แก่หมู่ภิกษุแล้วก็นิพพาน. พอถึงพระสูตร พยัญชนะชื่อว่าไม่เป็นประมาณอย่างนี้.
แต่พอถึงพระวินัย จะชื่อว่าไม่เป็นประมาณไม่ได้. เพราะแม้การบวชเป็นสามเณร ต้องบริสุทธิ์ ๒ อย่าง (คืออรรถและพยัญชนะ) จึงจะควร. แม้กรรมมีการอุปสมบทเป็นต้น ก็ย่อมกำเริบได้ ด้วยเหตุเพียงทำเสียงเบาให้เป็นเสียงหนักเป็นต้น. แต่ในที่นี้ท่านกล่าวคำนี้โดยหมายถึงพยัญชนะในพระสูตร.
ถามว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น ในจตุตถวาร กล่าวแย้งกันเพราะเหตุไร?
ตอบว่า กล่าวแย้งกันเพราะสัญญาว่า เราย่อมกล่าวสตินั่นแหละว่าสติปัฏฐาน ท่านผู้นี้กล่าวว่า กายสติปัฏฐาน. แม้ในพยัญชนะก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า น โจทนาย โจทิตพฺพํ ได้แก่ อย่าเพ่งโจทด้วยความต้องการโจท เพราะบุคคลบางคนถูกเขาพูดทักว่ามีต่อมเท่าเมล็ดผักกาดที่หน้าผาก (ของท่าน) ก็กล่าวว่า ท่านเห็นต่อมเท่าเมล็ดผักกาดที่หน้าผากของเรา(แต่) ไม่เห็นหัวฝีใหญ่เท่าลูกตาลสุกที่หน้าผากของตัว ดังนี้. เพราะฉะนั้น ตัวบุคคลควร (จะต้อง) สอบสวน.
บทว่า ไม่มีทิฏฐิมั่น คือไม่มีทิฏฐิในการยึดถือ คือไม่ถือมั่น เหมือนใส่จระเข้ไว้ในหัวใจ.
บทว่า อุปฆาโต ความว่า ก่อความทุกข์ เพราะความเป็นคนดุ เหมือนถูกเสียดสีที่แผล.
บทว่า สุปฏินิสฺสคฺคี สละคืนได้ง่าย ความว่า แม้กล่าวหนึ่งวาระสองวาระว่า ผมต้องอาบัติชื่อไร ต้องเมื่อไร ดังนี้หรือว่า ท่านต้องอาบัติแล้ว อุปัชฌาย์ของท่านต้องอาบัติแล้ว ดังนี้ แล้วเตือนให้ระลึกว่าท่านขอรับ ท่านต้องอาบัติชื่อโน้น ในวันชื่อโน้น ท่านจงค่อยๆ นึกเถิด ดังนี้ จักสละได้เพียงนั้นทีเดียว.
บทว่า วิเหสา ความลำบาก ได้แก่ความลำบากกายและใจ ของบุคคลผู้ชักเอาความและเหตุเป็นอันมากมา.
บทว่า สกฺโกมิ ความว่า ก็บุคคลเห็นปานนี้ได้โอกาสแล้ว เมื่อใครกล่าวว่า ท่านต้องอาบัติแล้วขอรับ จะกล่าวว่าต้องเมื่อไร ในเรื่องอะไร เมื่อเขากล่าวว่า ในวันโน้น ในเรื่องโน้นจะกล่าวว่า ผมนึกไม่ได้ดอกคุณ. แต่นั้นอันคนอื่นกล่าวมากมายให้ระลึกว่า ท่านจงค่อยๆ นึกเถิดขอรับ ดังนี้ พอระลึกได้ก็ย่อมสละเสีย (คือปลงอาบัติ). เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า สกฺโกมิ ดังนี้ พึงทราบเนื้อความในทุกๆ บทโดยนัยนี้.
บทว่า อุเปกฺขา นาติมญฺญิตพฺพา ไม่พึงละเลยอุเบกขา ความว่า ไม่พึงล่วงเลยอุเบกขา. อธิบายว่า พึงทำ พึงให้อุเบกขาเกิดขึ้น. ก็บุคคลใดแม้เห็นบุคคลปานนี้ ยืนถ่ายปัสสาวะก็พูดว่า ควรนั่งมิใช่หรือคุณดังนี้ บุคคลนั้น ชื่อว่าล่วงเลยอุเบกขา.
บทว่า วจีสงฺขาโร แปลว่า พูดยุแหย่. อธิบายว่า ชักนำคำที่คนพวกนี้กล่าวในระหว่างคนพวกโน้นชักนำคำที่คนพวกโน้นกล่าวในระหว่างคนพวกนี้ว่า ท่านทั้งหลายถูกคนพวกนี้กล่าวอย่างนี้ๆ. ตรัสภาวะที่จิตไม่ยินดีด้วยบททั้งหลาย มีอาทิว่า ทิฏฺฐิปลาโส ดังนี้.
บทว่า ตํ ชานมาโน สมาโน ครเหยฺย ความว่า พระบรมศาสดาเมื่อทรงทราบเรื่องนั้นพึงทรงตำหนิพวกเรา.
บทว่า เอตํ ปนาวุโส ธมฺมํ ได้แก่ ธรรม คือความทะเลาะเบาะแว้งกันนั้น.
บทว่า ตญฺเจ ได้แก่ ภิกษุผู้กระทำสัญญัติ (การประกาศให้รู้) รูปนั้น.
บทว่า เอวํ พฺยากเรยฺย ความว่า เมื่อจะแสดงเหตุที่ภิกษุกระทำสัญญัติ ไม่พูดว่าภิกษุเหล่านั้น เราให้ตั้งอยู่ในความบริสุทธิ์แล้วดังนี้ นั้นแหละ พึงพยากรณ์อย่างนี้.
สาราณียธรรมท่านหมายว่า ธรรมในคำนี้ที่ว่า ตสฺสาหํ ธมฺมํ สุตุวา ดังนี้.
ก็ในบทมีอาทิว่า น เจ อตฺตานํ ดังนี้ ภิกษุผู้กล่าวว่า ไฟประมาณเท่าพรหมโลกนี้ ตั้งขึ้นแล้ว เว้นเราเสีย ใครจะสามารถให้ไฟนั้นดับได้ดังนี้ ชื่อว่ายกตน. ภิกษุผู้พูดว่า คนประมาณเท่านี้เทียวพูดกันไปก็ไม่ได้โอกาส ชื่อว่าผู้สามารถจะยังเรื่องราวประมาณเท่านี้ให้ดับลง ย่อมไม่มีแม้สักคนเดียว ดังนี้ ชื่อว่าข่มคนอื่นภิกษุนี้ย่อมไม่ทำแม้ทั้งสองอย่าง. ก็การพยากรณ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อว่าธรรม ในที่นี้. การกระทำสัญญัติของภิกษุเหล่านั้น ชื่อว่าธรรมอันสมควร. ภิกษุนี้ชื่อว่า พยากรณ์ธรรมอันสมควรแก่ธรรมนั้น.
คำว่า น จ โกจิ สหธมฺมิโก ความว่า การกล่าวของอาจารย์หรือการกล่าวตามของศิษย์ไรๆ อื่นอันสมแก่เหตุที่ภิกษุนั้นกล่าวด้วยบททั้งหลาย ไม่น่าจะต้องตำหนิ.
บทที่เหลือในที่ทุกแห่งง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถากินติสูตรที่ ๓ -----------------------------------------------------