๒. สังคหิเตนอสังคหิตปทนิทเทส
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๖ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๓ ธาตุกถา-ปุคคลบัญญัติปกรณ์ ๒. สังคหิเตนอสังคหิตปทนิทเทส
๑๖๗ธรรมเหล่าใด สงเคราะห์ได้ด้วยจักขายตนะ ฯลฯ โผฏฐัพพา-*ยตนะ ธรรมเหล่าใด สงเคราะห์ได้ด้วยจักขุธาตุ ฯลฯ โผฏฐัพพธาตุโดยขันธสังคหะ แต่สงเคราะห์ไม่ได้ โดยอายตนสังคหะ ธาตุสังคหะ ธรรมเหล่านั้น สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ อายตนะ ธาตุ เท่าไร? ธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ ๔ อายตนะ ๒ ธาตุ ๘
๑๖๘ธรรมเหล่าใด สงเคราะห์ได้ด้วยจักขุวิญญาณธาตุ โสต-*วิญญาณธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ กายวิญญาณธาตุมโนธาตุ มโนวิญญาณธาตุ โดยขันธสังคหะ แต่สงเคราะห์ไม่ได้ โดยอายตนสังคหะ ธาตุสังคหะ ธรรมเหล่านั้น สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ ๔อายตนะ ๑๑ ธาตุ ๑๒
๑๖๙ธรรมเหล่าใด สงเคราะห์ได้ด้วยจักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ โดยขันธสังคหะ แต่สงเคราะห์ไม่ได้ โดยอายตนสังคหะ ธาตุสังคหะ ธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ ๔ อายตนะ ๒ ธาตุ ๘
๑๗๐ธรรมเหล่าใด สงเคราะห์ได้ด้วยอสัญญาภพ เอกโวการภพโดยขันธสังคหะ แต่สงเคราะห์ไม่ได้ โดยอายตนสังคหะ ธาตุสังคหะ ธรรมเหล่านั้น สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ ๔ อายตนะ ๓ ธาตุ ๙
๑๗๑ธรรมเหล่าใด สงเคราะห์ได้ด้วยปริเทวะ และ สนิทัสสน-*สัปปฏิฆธรรม โดยขันธสังคหะ แต่สงเคราะห์ไม่ได้ โดยอายตนสังคหะธาตุสังคหะ ธรรมเหล่านั้น สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ ๔ อายตนะ ๒ ธาตุ ๘
๑๗๒ธรรมเหล่าใด สงเคราะห์ได้ด้วยอนิทัสสนสัปปฏิฆธรรมโดยขันธสังคหะ แต่สงเคราะห์ไม่ได้ โดยอายตนสังคหะ ธาตุสังคหะ ธรรมเหล่านั้น สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ ๔ อายตนะ ๑๐ ธาตุ ๑๖
๑๗๓ธรรมเหล่าใด สงเคราะห์ได้ด้วยสนิทัสสนธรรม โดย ขันธสังคหะ แต่สงเคราะห์ไม่ได้ โดยอายตนสังคหะ ธาตุสังคหะ ธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ ๔ อายตนะ ๒ ธาตุ ๘
๑๗๔ธรรมเหล่าใด สงเคราะห์ได้ด้วยสัปปฏิฆธรรม อุปาทาธรรมโดยขันธสังคหะ แต่สงเคราะห์ไม่ได้ โดยอายตนสังคหะ ธาตุสังคหะ ธรรมเหล่านั้น สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ อายตนะ ธาตุ เท่าไร? ธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ ๔ อายตนะ ๑๑ ธาตุ ๑๗ อายตนะ ๑๐ ธาตุ ๑๗ อินทรีย์ ๗ อสัญญาภพ ๑ เอกโวการภพ ๑ปริเทวะ ๑ สนิทัสสนธรรม ๑ สัปปฏิฆธรรม ๑ อนิทัสสนสัปปฏิฆธรรม ๑อุปาทาธรรม ๑ ด้วยประการฉะนี้ สังคหิเตนอสังคหิตปทนิทเทส จบ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา [๒. ทุตินัย] ๒. สังคหิเตนอสังคหิตปทนิทเทส ๒. ทุติยนัย ๒. สังคหิเตนอสังคหิตปทนิทเทส
สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์เข้าได้โดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ แต่สงเคราะห์เข้าไม่ได้โดยการสงเคราะห์เป็นอายตนะและธาตุกับจักขายตนะฯลฯ โผฏฐัพพายตนะ จักขุธาตุ ฯลฯ โผฏฐัพพธาตุ สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์เข้าไม่ได้กับขันธ์ อายตนะ และธาตุเท่าไร สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์เข้าไม่ได้กับขันธ์ ๔ อายตนะ ๒ และธาตุ ๘
สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์เข้าได้โดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ แต่สงเคราะห์เข้าไม่ได้โดยการสงเคราะห์เป็นอายตนะและธาตุกับจักขุ-วิญญาณธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุกายวิญญาณธาตุ มโนธาตุ มโนวิญญาณธาตุ ฯลฯ สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์เข้าไม่ได้กับขันธ์ ๔ อายตนะ ๑๑ และธาตุ ๑๒
สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์เข้าได้โดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ แต่สงเคราะห์เข้าไม่ได้โดยการสงเคราะห์เป็นอายตนะและธาตุกับจักขุนทรีย์โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ฯลฯ สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์เข้าไม่ได้กับขันธ์ ๔ อายตนะ ๒ และธาตุ ๘
สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์เข้าได้โดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ แต่ สงเคราะห์เข้าไม่ได้โดยการสงเคราะห์เป็นอายตนะและธาตุกับอสัญญาภพเอกโวการภพ ฯลฯ สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์เข้าไม่ได้กับขันธ์ ๔ อายตนะ ๓ และธาตุ ๙@เชิงอรรถ : @ ฯลฯ แทนคำถามตามบาลี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๖ หน้า : ๓๙}
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา [๒. ทุตินัย] รวมบทธรรมในทุติยนัย ๔๒ บท
สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์เข้าได้โดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ แต่สงเคราะห์เข้าไม่ได้โดยการสงเคราะห์เป็นอายตนะและธาตุกับปริเทวะสภาวธรรมที่เห็นได้และกระทบได้ ฯลฯ สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์เข้าไม่ได้กับขันธ์ ๔ อายตนะ ๒ และธาตุ ๘
สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์เข้าได้โดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ แต่สงเคราะห์เข้าไม่ได้โดยการสงเคราะห์เป็นอายตนะและธาตุกับสภาวธรรมที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ ฯลฯ สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์เข้าไม่ได้กับขันธ์ ๔ อายตนะ ๑๐ และธาตุ ๑๖
สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์เข้าได้โดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ แต่สงเคราะห์เข้าไม่ได้โดยการสงเคราะห์เป็นอายตนะและธาตุกับสภาวธรรมที่เห็นได้ ฯลฯ สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์เข้าไม่ได้กับขันธ์ ๔ อายตนะ ๒ และธาตุ ๘
สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์เข้าได้โดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ แต่ สงเคราะห์เข้าไม่ได้โดยการสงเคราะห์เป็นอายตนะและธาตุกับสภาวธรรมที่กระทบได้ สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์เข้าไม่ได้กับขันธ์ อายตนะ และธาตุเท่าไร สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์เข้าไม่ได้กับขันธ์ ๔ อายตนะ ๑๑ และ ธาตุ ๑๗ รวมบทธรรมในทุติยนัย ๔๒ บท อายตนะ ๑๐ ธาตุ ๑๗ อินทรีย์ ๗ อสัญญาภพ ๑ เอกโวการภพ ๑ ปริเทวะ ๑ สนิทัสสนสัปปฏิฆะ ๑ อนิทัสสนสัปปฏิฆะ ๑ สนิทัสสนะ ๑ สัปปฏิฆะ ๑ อุปาทายรูป ๑ สังคหิเตนอสังคหิตปทนิทเทสที่ ๒ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๖ หน้า : ๔๐}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาสังคหิเตนอสังคหิตปทนิทเทส
บัดนี้ เพื่อจำแนก สังคหิเตน อสังคหิตบท พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงเริ่มคำว่า "จกฺขฺวายตเนน" เป็นอาทิ. ในบทนี้ พึงทราบลักษณะดังนี้ ก็ในวาระนี้บทใด (หมายถึงรูป ๒๗ เว้นจักขายตนะ) นับสงเคราะห์ได้ด้วยบทแห่งขันธ์แต่นับสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยบทแห่งอายตนะและธาตุ หรือว่า บทใด (วิญญาณธาตุ ๗ เว้นจักขุวิญญาณธาตุ)นับสงเคราะห์ได้ด้วยบทแห่งขันธ์และอายตนะ แต่นับสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยบทแห่งธาตุพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงทำปุจฉาและวิสัชนาซึ่งบทอันสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์แห่งบทนั้น.
ก็บท (ที่สงเคราะห์ไม่ได้) นั้น ย่อมไม่ประกอบในธรรมทั้งหลาย มีรูปขันธ์เป็นต้น. เพราะว่า รูปขันธ์สงเคราะห์ได้ด้วยรูปขันธ์เท่านั้นแต่รูปขันธ์นั้น ชื่อว่านับสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยอายตนะและธาตุ ๑๑ ทั้งกึ่งก็ไม่มี เวทนาเทียวนับสงเคราะห์ได้ด้วยเวทนาขันธ์เท่านั้นแม้เวทนาขันธ์นั้นชื่อว่านับสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยธัมมายตนะและธัมมธาตุทั้งหลาย ก็หาไม่. เมื่อไม่มี เพราะธรรมเหล่านี้สงเคราะห์ไม่ได้อย่างนี้ บททั้งหลายเหล่าอื่นนั้น และบทมีมนายตนะ ธัมมายตนะเป็นต้น มีรูปอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ไม่ทรงสงเคราะห์ไว้ในวาระนี้. แต่บทเหล่าใด ย่อมส่องถึงเอกเทศแห่งรูปอันไม่เจือด้วยอรูป และซึ่งเอกเทศแห่งวิญญาณอันไม่เจือด้วยธรรมอื่น บทเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสงเคราะห์ไว้ในนิทเทสแห่งบทนี้.
ในที่สุด ทรงแสดงธรรมเหล่านั้นไว้ในอุทานคาถาอย่างนี้ว่า
"ทสายตนา สตฺตรส ธาตุโย
สตฺตินฺทฺริยา อสญฺญาภโว เอกโวการภโว
ปริเทโว สนิทสฺสนสปฺปฏิฆํ
อนิทสฺสนํ ปุนเรว สปฺปฏิฆํ อุปฺปาทา"
แปลว่า นิทเทสนี้มี ๔๒ บท คือ
โอฬาริกายตนะ ๑๐ บท
ธาตุ ๑๗ บท (เว้นธัมมธาตุ)
รูปอินทรีย์ ๗ บท (คือจักขุนทรีย์เป็นต้น จนถึงปุริสินทรีย์เป็นที่สุด)
อสัญญีภพ ๑ บท
เอกโวการภพ ๑ บท
ปริเทวะ ๑ บท
สนิทัสสนสัปปฏิฆะ ๑ บท
อนิทัสสนสัปปฏิฆะ ๑ บท
สนิทัสสนะ ๑ บท
สัปปฏิฆะ ๑ บท
อุปาทาธรรม ๑ บท.
____________________________
บางแห่งเป็น ปุนเทว
เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบการนับสงเคราะห์ธรรมที่ได้และไม่ได้ด้วยสามารถแห่งบทเหล่านั้นนั่นแหละ. ก็ว่าด้วยอำนาจแห่งปัญหา ในวาระนี้ ทรงทำไว้ ๘ ปัญหา คือ
ปัญหา ๑ ทำไว้เพราะรวบรวมธรรม ๒๐ ด้วยสามารถแห่งอายตนะ (โอฬาริกายตนะ ๑๐) และธาตุ (โอฬาริกธาตุ ๑๐) ไว้ในคำวิสัชนาทำนองเดียวกัน
ปัญหา ๑ ทำไว้เพราะรวบรวมวิญญาณธาตุ ๗.
ปัญหา ๑ ทำไว้เพราะรวบรวมอินทรีย์ ๗ (คือ มีจักขุนทรียเป็นต้น)
ปัญหา ๑ ทำไว้เพราะรวบรวมภพทั้ง ๒ และ
ปัญหา ๑ ทำไว้ด้วย ปริเทวบทและสนิทัสสนสัปปฏิฆบท.
ปัญหา ๑ ทำไว้ด้วย อนิทัสสนสัปปฏิฆบท.
ปัญหา ๑ ทำไว้ด้วย สนิทัสสนบททั้งหลาย.
ปัญหา ๑ ทำไว้ด้วย สัปปฏิฆบททั้งหลายและอุปาทาธรรมทั้งหลาย.
บรรดาปัญหาเหล่านั้น พึงทราบการจำแนกขันธ์เป็นต้น อย่างนี้ คือ
ในปัญหาที่ ๑ ก่อน. สองบทว่า "จตูหิ ขนฺเธหิ" ได้แก่ สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยอรูปขันธ์ ๔.
สองบทว่า "ทฺวีหายตเนหิ" ได้แก่ สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยมนายตนะ ๑ กับบรรดาจักขวายตนะเป็นต้นอย่างละหนึ่งๆ.
สองบทว่า "อฏฺฐหิ ธาตูหิ" ได้แก่สงเคราะห์ไม่ได้ด้วย ธาตุ ๘ คือ ด้วยวิญญาณธาตุ ๗ กับบรรดาจักขุธาตุเป็นต้น อย่างละหนึ่งๆ.
ในนิทเทสนี้พึงทราบนัยดังนี้ว่า จักขวายตนะสงเคราะห์โดยความเป็นขันธ์ เป็นรูปขันธ์ได้ เมื่อจักขวายตนะนั้นสงเคราะห์ด้วยรูปขันธ์แล้ว จักขวายตนะหนึ่งนั้นแหละก็สงเคราะห์ได้ด้วยการสงเคราะห์เป็นอายตนะ ส่วนอายตนะ ๑๐ ที่เหลือนับสงเคราะห์ไม่ได้.
แม้โดยการสงเคราะห์ด้วยธาตุ จักขุธาตุหนึ่งนั่นแหละนับสงเคราะห์ด้วยธาตุได้. ธาตุ ๑๐ ที่เหลือนับสงเคราะห์ไม่ได้. เพราะเหตุนี้ อายตนะ ๑๐ เหล่าใดนับสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยจักขวายตนะนั้น อายตนะเหล่านั้นไม่นับสงเคราะห์ด้วยอายตนะ ๒ คือ จักขวายตนะและมนายตนะ. ธาตุ ๑๐ แม้เหล่าใดนับสงเคราะห์เข้าไม่ได้ ธาตุเหล่านั้นก็นับสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยจักขุธาตุและวิญญาณธาตุ ๗ ดังนี้.
แม้ในรูปอายตนะเป็นต้นก็นัยนี้นั่นแหละ.
ในปัญหาที่ ๒ เพราะวิญญาณขันธ์ ท่านสงเคราะห์ได้ด้วยวิญญาณธาตุอย่างใดอย่างหนึ่ง วิญญาณขันธ์นั้น ชื่อว่าสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยมนายตนะไม่มี ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ว่า "อายตนสงฺคเหน สงฺคหิตา" ดังนี้.
ก็ในการวิสัชนาปัญหาที่ ๒ นี้ สองบทว่า "จตูหิ ขนฺเธหิ" ได้แก่ ด้วยขันธ์ ๔ มีรูปเป็นต้น.
สองบทว่า "เอกาทสหิ อายตเนหิ" ได้แก่ สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยอายตนะ ๑๑ เว้นมนายตนะ.
สองบทว่า "ทฺวาทสหิ ธาตูหิ" ได้แก่ ไม่ได้ด้วยธาตุ ๑๒ ที่เหลือ โดยนำวิญญาณธาตุ ๖ ออกตามสมควร. เพราะว่า จักขุวิญญาณธาตุนับสงเคราะห์ได้ด้วยจักขุวิญญาณธาตุนั่นแหละ ธาตุนอกนี้สงเคราะห์ไม่ได้.
แม้ในโสตวิญญาณธาตุเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน.
ในปัญหาที่ ๓ การวิสัชนาจักขุนทรีย์เป็นต้น เช่นเดียวกับจักขวายตนะเป็นต้นนั่นแหละ. แต่ในอิตถินทรีย์และปุริสินทรีย์ พึงทราบอายตนะ ๒ คือมนายตนะ กับธัมมายตนะ และธาตุ ๘ คือวิญญาณธาตุ ๗ กับธัมมธาตุ ๑(นับสงเคราะห์เข้าด้วยอินทรีย์ทั้ง ๒ นี้ไม่ได้).
____________________________
คำว่า มนายตนะ ในอรรถกถาเห็นจะตกไป เพราะว่า ท่านกล่าวว่า อายตนะ ๒ (คือมนายตนะและธัมมายตนะ) แต่ในอรรถกถานี้กล่าวไว้แต่เพียงธัมมายตนะเท่านั้น.
ในปัญหาที่ ๔ สองบทว่า "ตีหายตเนหิ" ได้แก่ (นับสงเคราะห์ไม่ได้) ด้วยรูปายตนะ ธัมมายตนะ มนายตนะ. เพราะว่า ในภพเหล่านั้น ว่าโดยอำนาจแห่งรูปายตนะและธัมมายตนะ ได้อายตนะ ๒ เท่านั้นสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยอายตนะ ๓ คือ ด้วยอายตนะ ๒ (คือรูปายตนะ ธัมมายตนะ) เหล่านั้นนั่นแหละ และมนายตนะ ๑.
สองบทว่า "นวหิ ธาตูหิ" ได้แก่ ด้วยธาตุ ๙ คือวิญญาณธาตุ ๗ กับรูปธาตุ และธัมมธาตุ.
ในปัญหาที่ ๕ สองบทว่า "ทฺวีหายตเนหิ" หมายเอาบทที่ ๑ (คือปริเทวธรรม) ซึ่งนับสงเคราะห์ไม่ได้ ด้วยสัททายตนะและมนายตนะ.
หมายเอาบทที่ ๒. (คือ สนิทัสสนสัปปฏิฆธรรม) ซึ่งนับสงเคราะห์ไม่ได้ ด้วยรูปายตนะและมนายตนะ. แม้ธาตุทั้งหลาย ก็พึงทราบว่า วิญญาณธาตุ ๗ กับอายตนะอย่างละ ๑ ในบรรดาอายตนะเหล่านั้นนั่นแหละ.
ในปัญหาที่ ๖ สองบทว่า "ทสหายตเนหิ" ได้แก่ อายตนะ ๑๐ เว้นรูปายตนะและธัมมายตนะ.
สองบทว่า "โสฬสหิ ธาตูหิ" ได้แก่ ธาตุ ๑๖ เว้นรูปธาตุและธัมมธาตุ.
ถามว่า ข้อนี้มีอธิบายอย่างไร
ตอบว่า ก็เพราะโอฬาริกายตนะ ๙ ชื่อว่าอนิทัสสนสัปปฏิฆธรรม เมื่ออายตนะเหล่านั้นสงเคราะห์เข้าในรูปขันธ์โดยขันธ์สงเคราะห์แล้ว อายตนะเหล่านั้นนั่นแหละก็สงเคราะห์ได้ด้วยอายตนะ แต่สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยรูปายตนะและธัมมายตนะ. แม้ว่าโดยธาตุสงเคราะห์ โอฬาริกธาตุ ๙ สงเคราะห์เข้ากันได้ แต่รูปธาตุและธัมมธาตุ นับสงเคราะห์เข้ากันไม่ได้ด้วยอายตนะนั้นนั่นแหละ. ด้วยเหตุนี้อันนับสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยอายตนะเหล่านั้น. ส่วนอายตนะเหล่านั้น พึงทราบอายตนะ ๒ เหล่าใดว่านับสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยอายตนะ ๑๐ คือโอฬาริกายตนะ ๙ และมนายตนะ ๑ เว้นรูปายตนะและธัมมายตนะ. ธาตุทั้ง ๒ แม้เหล่าใดที่นับสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยธรรมเหล่านั้น ธาตุเหล่านั้น พึงทราบว่า นับสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยธาตุ ๑๖ คือโอฬาริกธาตุ ๙ และวิญญาณธาตุ ๗ เว้นรูปธาตุและธัมมธาตุ.
ในปัญหาที่ ๗ สองบทว่า "ทฺวีหายตเนหิ" ได้แก่ ด้วยอายตนะ ๒ คือรูปายตนะและมนายตนะ.
สองบทว่า "อฏฺฐหิ ธาตูหิ" ได้แก่ ด้วยธาตุ ๘ คือ ด้วยรูปธาตุและวิญญาณธาตุ ๗.
ในปัญหาที่ ๘ สองบทว่า "เอกาทสหายตเนหิ" หมายเอาสัปปฏิฆธรรมทั้งหลายเว้นธัมมายตนะ และหมายเอาอุปปาทาธรรมทั้งหลาย เว้นโผฏฐัพพายตนะ.
แม้ในธาตุทั้งหลาย ก็นัยนี้นั่นแหละ.
ก็การประกอบเนื้อความในนิทเทสแห่งบทนี้ บัณฑิตพึงทราบโดยนัยที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้วในหนหลังนั้นแล.
จบอรรถกถาสังคหิเตนอสังคหิตบท. -----------------------------------------------------