อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา

๒. สังคหิเตนอสังคหิตปทนิทเทส

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๖๗–๑๗๔8 ข้อ (พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ)4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

สงฺคหิเตนอสงฺคหิตปทนิทฺเทโส

จกฺขฺวายตเนน เย ธมฺมา ฯเปฯ โผฏฺฐพฺพายตเนน เย ธมฺมา จกฺขุธาตุยา เย ธมฺมา ฯเปฯ โผฏฺฐพฺพธาตุยา เย ธมฺมา ขนฺธสงฺคเหน สงฺคหิตา อายตนสงฺคเหน อสงฺคหิตา ธาตุสงฺคเหน อสงฺคหิตา เต ธมฺมา กตีหิ ขนฺเธหิ กตีหายตเนหิ กตีหิ ธาตูหิ อสงฺคหิตา เต ธมฺมา จตูหิ ขนฺเธหิ ทฺวีหายตเนหิ อฏฺฐหิ ธาตูหิ อสงฺคหิตา ฯ

จกฺขุวิญฺญาณธาตุยา เย ธมฺมา โสตวิญฺญาณธาตุยา เย ธมฺมา ฆานวิญฺญาณธาตุยา เย ธมฺมา ชิวฺหาวิญฺญาณธาตุยา เย ธมฺมา กายวิญฺญาณธาตุยา เย ธมฺมา มโนธาตุยา เย ธมฺมา มโนวิญฺญาณธาตุยา เย ธมฺมา ขนฺธสงฺคเหน สงฺคหิตา อายตนสงฺคเหน อสงฺคหิตา ธาตุสงฺคเหน อสงฺคหิตา เต ธมฺมา จตูหิ ขนฺเธหิ เอกาทสหายตเนหิ ทฺวาทสหิ ธาตูหิ อสงฺคหิตา ฯ

จกฺขุนฺทฺริเยน เย ธมฺมา โสตินฺทฺริเยน เย ธมฺมา ฆานินฺทฺริเยน เย ธมฺมา ชิวฺหินฺทฺริเยน เย ธมฺมา กายินฺทฺริเยน เย ธมฺมา อิตฺถินฺทฺริเยน เย ธมฺมา ปุริสินฺทฺริเยน เย ธมฺมา ขนฺธสงฺคเหน สงฺคหิตา อายตนสงฺคเหน อสงฺคหิตา ธาตุสงฺคเหน อสงฺคหิตา เต ธมฺมา จตูหิ ขนฺเธหิ ทฺวีหายตเนหิ อฏฺฐหิ ธาตูหิ อสงฺคหิตา ฯ

อสญฺญาภเวน เย ธมฺมา เอกโวการภเวน เย ธมฺมา ขนฺธสงฺคเหน สงฺคหิตา อายตนสงฺคเหน อสงฺคหิตา ธาตุสงฺคเหน อสงฺคหิตา เต ธมฺมา จตูหิ ขนฺเธหิ ตีหายตเนหิ นวหิ ธาตูหิ อสงฺคหิตา ฯ

ปริเทเวน เย ธมฺมา สนิทสฺสนสปฺปฏิเฆหิ ธมฺเมหิ เย ธมฺมา ขนฺธสงฺคเหน สงฺคหิตา อายตนสงฺคเหน อสงฺคหิตา ธาตุสงฺคเหน อสงฺคหิตา เต ธมฺมา จตูหิ ขนฺเธหิ ทฺวีหายตเนหิ อฏฺฐหิ ธาตูหิ อสงฺคหิตา ฯ

อนิทสฺสนสปฺปฏิเฆหิ ธมฺเมหิ เย ธมฺมา ขนฺธสงฺคเหน สงฺคหิตา อายตนสงฺคเหน อสงฺคหิตา ธาตุสงฺคเหน อสงฺคหิตา เต ธมฺมา จตูหิ ขนฺเธหิ ทสหายตเนหิ โสฬสหิ ธาตูหิ อสงฺคหิตา ฯ

สนิทสฺสเนหิ ธมฺเมหิ เย ธมฺมา ขนฺธสงฺคเหน สงฺคหิตา อายตนสงฺคเหน อสงฺคหิตา ธาตุสงฺคเหน อสงฺคหิตา เต ธมฺมา จตูหิ ขนฺเธหิ ทฺวีหายตเนหิ อฏฺฐหิ ธาตูหิ อสงฺคหิตา ฯ

สปฺปฏิเฆหิ ธมฺเมหิ เย ธมฺมา อุปาทาธมฺเมหิ เย ธมฺมา ขนฺธสงฺคเหน สงฺคหิตา อายตนสงฺคเหน อสงฺคหิตา ธาตุสงฺคเหน อสงฺคหิตา เต ธมฺมา กตีหิ ขนฺเธหิ กตีหายตเนหิ กตีหิ ธาตูหิ อสงฺคหิตา เต ธมฺมา จตูหิ ขนฺเธหิ เอกาทสหายตเนหิ สตฺตรสหิ ธาตูหิ อสงฺคหิตา ฯ ทสายตนา สตฺตรส ธาตุโย สตฺตินฺทฺริยา อสญฺญาภโว เอกโวการภโว ปริเทโว สนิทสฺสนสปฺปฏิฆํ อนิทสฺสนํ ปุนเรว สปฺปฏิฆํ อุปาทาติ ฯ สงฺคหิเตนอสงฺคหิตปทนิทฺเทโส นิฏฺฐิโต ฯ -------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา [๒. ทุตินัย] ๒. สังคหิเตนอสังคหิตปทนิทเทส ๒. ทุติยนัย ๒. สังคหิเตนอสังคหิตปทนิทเทส

ข้อ ๑๗๑

สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์เข้าได้โดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ แต่สงเคราะห์เข้าไม่ได้โดยการสงเคราะห์เป็นอายตนะและธาตุกับจักขายตนะฯลฯ โผฏฐัพพายตนะ จักขุธาตุ ฯลฯ โผฏฐัพพธาตุ สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์เข้าไม่ได้กับขันธ์ อายตนะ และธาตุเท่าไร สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์เข้าไม่ได้กับขันธ์ ๔ อายตนะ ๒ และธาตุ ๘

ข้อ ๑๗๒

สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์เข้าได้โดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ แต่สงเคราะห์เข้าไม่ได้โดยการสงเคราะห์เป็นอายตนะและธาตุกับจักขุ-วิญญาณธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุกายวิญญาณธาตุ มโนธาตุ มโนวิญญาณธาตุ ฯลฯ สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์เข้าไม่ได้กับขันธ์ ๔ อายตนะ ๑๑ และธาตุ ๑๒

ข้อ ๑๗๓

สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์เข้าได้โดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ แต่สงเคราะห์เข้าไม่ได้โดยการสงเคราะห์เป็นอายตนะและธาตุกับจักขุนทรีย์โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ฯลฯ สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์เข้าไม่ได้กับขันธ์ ๔ อายตนะ ๒ และธาตุ ๘

ข้อ ๑๗๔

สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์เข้าได้โดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ แต่ สงเคราะห์เข้าไม่ได้โดยการสงเคราะห์เป็นอายตนะและธาตุกับอสัญญาภพเอกโวการภพ ฯลฯ สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์เข้าไม่ได้กับขันธ์ ๔ อายตนะ ๓ และธาตุ ๙@เชิงอรรถ : @ ฯลฯ แทนคำถามตามบาลี

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๖ หน้า : ๓๙}

พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา [๒. ทุตินัย] รวมบทธรรมในทุติยนัย ๔๒ บท

ข้อ ๑๗๕

สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์เข้าได้โดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ แต่สงเคราะห์เข้าไม่ได้โดยการสงเคราะห์เป็นอายตนะและธาตุกับปริเทวะสภาวธรรมที่เห็นได้และกระทบได้ ฯลฯ สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์เข้าไม่ได้กับขันธ์ ๔ อายตนะ ๒ และธาตุ ๘

ข้อ ๑๗๖

สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์เข้าได้โดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ แต่สงเคราะห์เข้าไม่ได้โดยการสงเคราะห์เป็นอายตนะและธาตุกับสภาวธรรมที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ ฯลฯ สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์เข้าไม่ได้กับขันธ์ ๔ อายตนะ ๑๐ และธาตุ ๑๖

ข้อ ๑๗๗

สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์เข้าได้โดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ แต่สงเคราะห์เข้าไม่ได้โดยการสงเคราะห์เป็นอายตนะและธาตุกับสภาวธรรมที่เห็นได้ ฯลฯ สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์เข้าไม่ได้กับขันธ์ ๔ อายตนะ ๒ และธาตุ ๘

ข้อ ๑๗๘

สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์เข้าได้โดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ แต่ สงเคราะห์เข้าไม่ได้โดยการสงเคราะห์เป็นอายตนะและธาตุกับสภาวธรรมที่กระทบได้ สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์เข้าไม่ได้กับขันธ์ อายตนะ และธาตุเท่าไร สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์เข้าไม่ได้กับขันธ์ ๔ อายตนะ ๑๑ และ ธาตุ ๑๗ รวมบทธรรมในทุติยนัย ๔๒ บท อายตนะ ๑๐ ธาตุ ๑๗ อินทรีย์ ๗ อสัญญาภพ ๑ เอกโวการภพ ๑ ปริเทวะ ๑ สนิทัสสนสัปปฏิฆะ ๑ อนิทัสสนสัปปฏิฆะ ๑ สนิทัสสนะ ๑ สัปปฏิฆะ ๑ อุปาทายรูป ๑ สังคหิเตนอสังคหิตปทนิทเทสที่ ๒ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๖ หน้า : ๔๐}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาสังคหิเตนอสังคหิตปทนิทเทส

บัดนี้ เพื่อจำแนก สังคหิเตน อสังคหิตบท พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงเริ่มคำว่า "จกฺขฺวายตเนน" เป็นอาทิ. ในบทนี้ พึงทราบลักษณะดังนี้ ก็ในวาระนี้บทใด (หมายถึงรูป ๒๗ เว้นจักขายตนะ) นับสงเคราะห์ได้ด้วยบทแห่งขันธ์แต่นับสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยบทแห่งอายตนะและธาตุ หรือว่า บทใด (วิญญาณธาตุ ๗ เว้นจักขุวิญญาณธาตุ)นับสงเคราะห์ได้ด้วยบทแห่งขันธ์และอายตนะ แต่นับสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยบทแห่งธาตุพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงทำปุจฉาและวิสัชนาซึ่งบทอันสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์แห่งบทนั้น.

ก็บท (ที่สงเคราะห์ไม่ได้) นั้น ย่อมไม่ประกอบในธรรมทั้งหลาย มีรูปขันธ์เป็นต้น. เพราะว่า รูปขันธ์สงเคราะห์ได้ด้วยรูปขันธ์เท่านั้นแต่รูปขันธ์นั้น ชื่อว่านับสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยอายตนะและธาตุ ๑๑ ทั้งกึ่งก็ไม่มี เวทนาเทียวนับสงเคราะห์ได้ด้วยเวทนาขันธ์เท่านั้นแม้เวทนาขันธ์นั้นชื่อว่านับสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยธัมมายตนะและธัมมธาตุทั้งหลาย ก็หาไม่. เมื่อไม่มี เพราะธรรมเหล่านี้สงเคราะห์ไม่ได้อย่างนี้ บททั้งหลายเหล่าอื่นนั้น และบทมีมนายตนะ ธัมมายตนะเป็นต้น มีรูปอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ไม่ทรงสงเคราะห์ไว้ในวาระนี้. แต่บทเหล่าใด ย่อมส่องถึงเอกเทศแห่งรูปอันไม่เจือด้วยอรูป และซึ่งเอกเทศแห่งวิญญาณอันไม่เจือด้วยธรรมอื่น บทเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสงเคราะห์ไว้ในนิทเทสแห่งบทนี้.

ในที่สุด ทรงแสดงธรรมเหล่านั้นไว้ในอุทานคาถาอย่างนี้ว่า

"ทสายตนา สตฺตรส ธาตุโย

สตฺตินฺทฺริยา อสญฺญาภโว เอกโวการภโว

ปริเทโว สนิทสฺสนสปฺปฏิฆํ

อนิทสฺสนํ ปุนเรว สปฺปฏิฆํ อุปฺปาทา"

แปลว่า นิทเทสนี้มี ๔๒ บท คือ

โอฬาริกายตนะ ๑๐ บท

ธาตุ ๑๗ บท (เว้นธัมมธาตุ)

รูปอินทรีย์ ๗ บท (คือจักขุนทรีย์เป็นต้น จนถึงปุริสินทรีย์เป็นที่สุด)

อสัญญีภพ ๑ บท

เอกโวการภพ ๑ บท

ปริเทวะ ๑ บท

สนิทัสสนสัปปฏิฆะ ๑ บท

อนิทัสสนสัปปฏิฆะ ๑ บท

สนิทัสสนะ ๑ บท

สัปปฏิฆะ ๑ บท

อุปาทาธรรม ๑ บท.

____________________________

บางแห่งเป็น ปุนเทว

เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบการนับสงเคราะห์ธรรมที่ได้และไม่ได้ด้วยสามารถแห่งบทเหล่านั้นนั่นแหละ. ก็ว่าด้วยอำนาจแห่งปัญหา ในวาระนี้ ทรงทำไว้ ๘ ปัญหา คือ

ปัญหา ๑ ทำไว้เพราะรวบรวมธรรม ๒๐ ด้วยสามารถแห่งอายตนะ (โอฬาริกายตนะ ๑๐) และธาตุ (โอฬาริกธาตุ ๑๐) ไว้ในคำวิสัชนาทำนองเดียวกัน

ปัญหา ๑ ทำไว้เพราะรวบรวมวิญญาณธาตุ ๗.

ปัญหา ๑ ทำไว้เพราะรวบรวมอินทรีย์ ๗ (คือ มีจักขุนทรียเป็นต้น)

ปัญหา ๑ ทำไว้เพราะรวบรวมภพทั้ง ๒ และ

ปัญหา ๑ ทำไว้ด้วย ปริเทวบทและสนิทัสสนสัปปฏิฆบท.

ปัญหา ๑ ทำไว้ด้วย อนิทัสสนสัปปฏิฆบท.

ปัญหา ๑ ทำไว้ด้วย สนิทัสสนบททั้งหลาย.

ปัญหา ๑ ทำไว้ด้วย สัปปฏิฆบททั้งหลายและอุปาทาธรรมทั้งหลาย.

บรรดาปัญหาเหล่านั้น พึงทราบการจำแนกขันธ์เป็นต้น อย่างนี้ คือ

ในปัญหาที่ ๑ ก่อน. สองบทว่า "จตูหิ ขนฺเธหิ" ได้แก่ สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยอรูปขันธ์ ๔.

สองบทว่า "ทฺวีหายตเนหิ" ได้แก่ สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยมนายตนะ ๑ กับบรรดาจักขวายตนะเป็นต้นอย่างละหนึ่งๆ.

สองบทว่า "อฏฺฐหิ ธาตูหิ" ได้แก่สงเคราะห์ไม่ได้ด้วย ธาตุ ๘ คือ ด้วยวิญญาณธาตุ ๗ กับบรรดาจักขุธาตุเป็นต้น อย่างละหนึ่งๆ.

ในนิทเทสนี้พึงทราบนัยดังนี้ว่า จักขวายตนะสงเคราะห์โดยความเป็นขันธ์ เป็นรูปขันธ์ได้ เมื่อจักขวายตนะนั้นสงเคราะห์ด้วยรูปขันธ์แล้ว จักขวายตนะหนึ่งนั้นแหละก็สงเคราะห์ได้ด้วยการสงเคราะห์เป็นอายตนะ ส่วนอายตนะ ๑๐ ที่เหลือนับสงเคราะห์ไม่ได้.

แม้โดยการสงเคราะห์ด้วยธาตุ จักขุธาตุหนึ่งนั่นแหละนับสงเคราะห์ด้วยธาตุได้. ธาตุ ๑๐ ที่เหลือนับสงเคราะห์ไม่ได้. เพราะเหตุนี้ อายตนะ ๑๐ เหล่าใดนับสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยจักขวายตนะนั้น อายตนะเหล่านั้นไม่นับสงเคราะห์ด้วยอายตนะ ๒ คือ จักขวายตนะและมนายตนะ. ธาตุ ๑๐ แม้เหล่าใดนับสงเคราะห์เข้าไม่ได้ ธาตุเหล่านั้นก็นับสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยจักขุธาตุและวิญญาณธาตุ ๗ ดังนี้.

แม้ในรูปอายตนะเป็นต้นก็นัยนี้นั่นแหละ.

ในปัญหาที่ ๒ เพราะวิญญาณขันธ์ ท่านสงเคราะห์ได้ด้วยวิญญาณธาตุอย่างใดอย่างหนึ่ง วิญญาณขันธ์นั้น ชื่อว่าสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยมนายตนะไม่มี ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ว่า "อายตนสงฺคเหน สงฺคหิตา" ดังนี้.

ก็ในการวิสัชนาปัญหาที่ ๒ นี้ สองบทว่า "จตูหิ ขนฺเธหิ" ได้แก่ ด้วยขันธ์ ๔ มีรูปเป็นต้น.

สองบทว่า "เอกาทสหิ อายตเนหิ" ได้แก่ สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยอายตนะ ๑๑ เว้นมนายตนะ.

สองบทว่า "ทฺวาทสหิ ธาตูหิ" ได้แก่ ไม่ได้ด้วยธาตุ ๑๒ ที่เหลือ โดยนำวิญญาณธาตุ ๖ ออกตามสมควร. เพราะว่า จักขุวิญญาณธาตุนับสงเคราะห์ได้ด้วยจักขุวิญญาณธาตุนั่นแหละ ธาตุนอกนี้สงเคราะห์ไม่ได้.

แม้ในโสตวิญญาณธาตุเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน.

ในปัญหาที่ ๓ การวิสัชนาจักขุนทรีย์เป็นต้น เช่นเดียวกับจักขวายตนะเป็นต้นนั่นแหละ. แต่ในอิตถินทรีย์และปุริสินทรีย์ พึงทราบอายตนะ ๒ คือมนายตนะ กับธัมมายตนะ และธาตุ ๘ คือวิญญาณธาตุ ๗ กับธัมมธาตุ ๑(นับสงเคราะห์เข้าด้วยอินทรีย์ทั้ง ๒ นี้ไม่ได้).

____________________________

คำว่า มนายตนะ ในอรรถกถาเห็นจะตกไป เพราะว่า ท่านกล่าวว่า อายตนะ ๒ (คือมนายตนะและธัมมายตนะ) แต่ในอรรถกถานี้กล่าวไว้แต่เพียงธัมมายตนะเท่านั้น.

ในปัญหาที่ ๔ สองบทว่า "ตีหายตเนหิ" ได้แก่ (นับสงเคราะห์ไม่ได้) ด้วยรูปายตนะ ธัมมายตนะ มนายตนะ. เพราะว่า ในภพเหล่านั้น ว่าโดยอำนาจแห่งรูปายตนะและธัมมายตนะ ได้อายตนะ ๒ เท่านั้นสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยอายตนะ ๓ คือ ด้วยอายตนะ ๒ (คือรูปายตนะ ธัมมายตนะ) เหล่านั้นนั่นแหละ และมนายตนะ ๑.

สองบทว่า "นวหิ ธาตูหิ" ได้แก่ ด้วยธาตุ ๙ คือวิญญาณธาตุ ๗ กับรูปธาตุ และธัมมธาตุ.

ในปัญหาที่ ๕ สองบทว่า "ทฺวีหายตเนหิ" หมายเอาบทที่ ๑ (คือปริเทวธรรม) ซึ่งนับสงเคราะห์ไม่ได้ ด้วยสัททายตนะและมนายตนะ.

หมายเอาบทที่ ๒. (คือ สนิทัสสนสัปปฏิฆธรรม) ซึ่งนับสงเคราะห์ไม่ได้ ด้วยรูปายตนะและมนายตนะ. แม้ธาตุทั้งหลาย ก็พึงทราบว่า วิญญาณธาตุ ๗ กับอายตนะอย่างละ ๑ ในบรรดาอายตนะเหล่านั้นนั่นแหละ.

ในปัญหาที่ ๖ สองบทว่า "ทสหายตเนหิ" ได้แก่ อายตนะ ๑๐ เว้นรูปายตนะและธัมมายตนะ.

สองบทว่า "โสฬสหิ ธาตูหิ" ได้แก่ ธาตุ ๑๖ เว้นรูปธาตุและธัมมธาตุ.

ถามว่า ข้อนี้มีอธิบายอย่างไร

ตอบว่า ก็เพราะโอฬาริกายตนะ ๙ ชื่อว่าอนิทัสสนสัปปฏิฆธรรม เมื่ออายตนะเหล่านั้นสงเคราะห์เข้าในรูปขันธ์โดยขันธ์สงเคราะห์แล้ว อายตนะเหล่านั้นนั่นแหละก็สงเคราะห์ได้ด้วยอายตนะ แต่สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยรูปายตนะและธัมมายตนะ. แม้ว่าโดยธาตุสงเคราะห์ โอฬาริกธาตุ ๙ สงเคราะห์เข้ากันได้ แต่รูปธาตุและธัมมธาตุ นับสงเคราะห์เข้ากันไม่ได้ด้วยอายตนะนั้นนั่นแหละ. ด้วยเหตุนี้อันนับสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยอายตนะเหล่านั้น. ส่วนอายตนะเหล่านั้น พึงทราบอายตนะ ๒ เหล่าใดว่านับสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยอายตนะ ๑๐ คือโอฬาริกายตนะ ๙ และมนายตนะ ๑ เว้นรูปายตนะและธัมมายตนะ. ธาตุทั้ง ๒ แม้เหล่าใดที่นับสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยธรรมเหล่านั้น ธาตุเหล่านั้น พึงทราบว่า นับสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยธาตุ ๑๖ คือโอฬาริกธาตุ ๙ และวิญญาณธาตุ ๗ เว้นรูปธาตุและธัมมธาตุ.

ในปัญหาที่ ๗ สองบทว่า "ทฺวีหายตเนหิ" ได้แก่ ด้วยอายตนะ ๒ คือรูปายตนะและมนายตนะ.

สองบทว่า "อฏฺฐหิ ธาตูหิ" ได้แก่ ด้วยธาตุ ๘ คือ ด้วยรูปธาตุและวิญญาณธาตุ ๗.

ในปัญหาที่ ๘ สองบทว่า "เอกาทสหายตเนหิ" หมายเอาสัปปฏิฆธรรมทั้งหลายเว้นธัมมายตนะ และหมายเอาอุปปาทาธรรมทั้งหลาย เว้นโผฏฐัพพายตนะ.

แม้ในธาตุทั้งหลาย ก็นัยนี้นั่นแหละ.

ก็การประกอบเนื้อความในนิทเทสแห่งบทนี้ บัณฑิตพึงทราบโดยนัยที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้วในหนหลังนั้นแล.

จบอรรถกถาสังคหิเตนอสังคหิตบท. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา