อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๐

จตุกกมาติกา

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๐1 ข้อ (พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ)4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๖ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๓ ธาตุกถา-ปุคคลบัญญัติปกรณ์ จตุกกมาติกา

ข้อ ๑๐

รูปกฺขนฺโธ จ วิญฺญาณกฺขนฺโธ จ ทฺวีหิ ขนฺเธหิ ทฺวาทสหายตเนหิ อฏฺฐารสหิ ธาตูหิ สงฺคหิตา ฯ กตีหิ อสงฺคหิตา ฯ ตีหิ ขนฺเธหิ น เกหิจิ อายตเนหิ น กาหิจิ ธาตูหิ อสงฺคหิตา ฯ

บุคคล ๔ จำพวก คนที่เป็นอสัตบุรุษ คนที่เป็นอสัตบุรุษยิ่งกว่าอสัตบุรุษ คนที่เป็นสัตบุรุษ คนที่เป็นสัตบุรุษยิ่งกว่าสัตบุรุษ คนลามก คนลามกยิ่งกว่าคนลามก คนดี คนดียิ่งกว่าคนดี คนมีธรรมลามก คนมีธรรมลามกยิ่งกว่าคนมีธรรมลามก คนมีธรรมงาม คนมีธรรมงามยิ่งกว่าคนมีธรรมงาม คนมีที่ติ คนมีที่ติมาก คนมีที่ติน้อย คนไม่มีที่ติ บุคคลผู้เป็นอุคฆฏิตัญญู บุคคลผู้เป็นวิปัญจิตัญญู บุคคลผู้เป็นเนยยะ บุคคลผู้เป็นปทปรมะ บุคคลผู้โต้ตอบถูกต้องแต่ไม่ว่องไว บุคคลผู้โต้ตอบว่องไวแต่ไม่ถูกต้อง บุคคลผู้โต้ตอบถูกต้องและว่องไว บุคคลผู้โต้ตอบไม่ถูกต้องและไม่ว่องไว บุคคลผู้เป็นธรรมกถึก ๔ ประเภท บุคคลผู้เปรียบด้วยวลาหก ๔ จำพวก บุคคลผู้เปรียบด้วยหนู ๔ จำพวก บุคคลผู้เปรียบด้วยมะม่วง ๔ จำพวก บุคคลผู้เปรียบด้วยหม้อ ๔ จำพวก บุคคลผู้เปรียบด้วยห้วงน้ำ ๔ จำพวก บุคคลผู้เปรียบด้วยโคถึก ๔ จำพวก บุคคลผู้เปรียบด้วยอสรพิษ ๔ จำพวก บุคคลบางคนไม่ใคร่ครวญ ไม่ไตร่ตรองแล้ว พูดสรรเสริญคนที่ไม่ควรสรรเสริญ บุคคลบางคนไม่ใคร่ครวญ ไม่ไตร่ตรองแล้ว พูดติเตียนคนที่ควรสรรเสริญ บุคคลบางคนไม่ใคร่ครวญ ไม่ไตร่ตรองแล้ว มีความเลื่อมใสในฐานะที่ไม่ควรเลื่อมใส บุคคลบางคนไม่ใคร่ครวญ ไม่ไตร่ตรองแล้ว ไม่เลื่อมใสในฐานะที่ควรเลื่อมใส บุคคลบางคนใคร่ครวญ ไตร่ตรองแล้ว พูดติเตียนคนที่ควรติเตียน บุคคลบางคนใคร่ครวญไตร่ตรองแล้ว พูดสรรเสริญคนที่ควรสรรเสริญ บุคคลบางคนใคร่ครวญไตร่ตรองแล้ว ไม่เลื่อมใสในฐานะที่ไม่ควรเลื่อมใส บุคคลบางคนใคร่ครวญไตร่ตรองแล้ว เลื่อมใสในฐานะที่ควรเลื่อมใส บุคคลบางคนพูดติเตียนคนที่ควรติเตียน อันจริงแท้ตามกาล แต่ไม่พูดสรรเสริญคนที่ควรสรรเสริญ อันจริงแท้ตามกาล บุคคลบางคนพูดสรรเสริญคนที่ควรสรรเสริญ อันจริงแท้ตามกาลแต่ไม่พูดติเตียนคนที่ควรติเตียน อันจริงแท้ตามกาล บุคคลบางคนพูดติเตียนคนที่ควรติเตียน อันจริงแท้ตามกาล และพูดสรรเสริญคนที่ควรสรรเสริญ อันจริงแท้ตามกาล บุคคลบางคนไม่พูดติเตียนคนที่ควรติเตียน อันจริงแท้ตามกาล และไม่พูดสรรเสริญคนที่ควรสรรเสริญ อันจริงแท้ตามกาล บุคคลผู้ดำรงชีพอยู่ด้วยผลแห่งความหมั่น มิใช่ดำรงชีพอยู่ด้วยผลแห่งบุญ บุคคลดำรงชีพอยู่ด้วยผลแห่งบุญ มิใช่ดำรงชีพอยู่ด้วยผลแห่งความหมั่น บุคคลดำรงชีพอยู่ด้วยผลแห่งความหมั่นด้วย ดำรงชีพอยู่ด้วยผลแห่งบุญด้วย บุคคลผู้มิใช่ดำรงชีพอยู่ด้วยผลแห่งความหมั่น ทั้งมิใช่ดำรงชีพอยู่ด้วยผลแห่งบุญด้วย บุคคลผู้มีความมืดมามืดไป บุคคลผู้มีความมืดมาสว่างไป บุคคลผู้สว่างมามืดไป บุคคลผู้สว่างมาสว่างไป บุคคลผู้ต่ำมาแล้วต่ำไป บุคคลผู้ต่ำมาแล้วสูงไป บุคคลผู้สูงมาแล้วต่ำไป บุคคลผู้สูงมาแล้วสูงไป บุคคลผู้เปรียบด้วยต้นไม้ ๔ อย่าง บุคคลผู้ถือรูปเป็นประมาณเลื่อมใสในรูป บุคคลผู้ถือเสียงเป็นประมาณเลื่อมใสในเสียง บุคคลผู้ถือความเศร้าหมองเป็นประมาณเลื่อมใสในความเศร้าหมอง บุคคลผู้ถือธรรมเป็นประมาณเลื่อมใสในธรรม บุคคลบางคนปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์คนอื่น บุคคลบางคนปฏิบัติเพื่อประโยชน์คนอื่น ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน บุคคลบางคนปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนด้วย ปฏิบัติเพื่อประโยชน์คนอื่นด้วย บุคคลบางคนไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์คนอื่น บุคคลบางคนทำตนให้เดือดร้อน ขวนขวายประกอบสิ่งที่ทำตนให้เดือดร้อน บุคคลบางคนทำคนอื่นให้เดือดร้อน ขวนขวายประกอบสิ่งที่ทำคนอื่นให้เดือดร้อน บุคคลบางคนทำตนให้เดือดร้อน ขวนขวายประกอบสิ่งที่ทำตนให้เดือดร้อนด้วย ทำคนอื่นให้เดือดร้อน ขวนขวายประกอบสิ่งที่ทำคนอื่นให้เดือดร้อนด้วย บุคคลบางคนไม่ทำตนให้เดือดร้อน ไม่ขวนขวายประกอบสิ่งที่ทำตนให้เดือดร้อน ไม่ทำคนอื่นให้เดือดร้อน ไม่ขวนขวายประกอบสิ่งที่ทำคนอื่นให้เดือดร้อน บุคคลนั้นไม่ทำตนให้เดือดร้อน ไม่ทำคนอื่นให้เดือดร้อน เป็นผู้หมดหิว เป็นผู้ดับแล้ว เป็นผู้เย็นแล้ว เสวยความสุขมีตนอันประเสริฐ สำเร็จอิริยาบถอยู่ในทิฏฐธรรมเทียว บุคคลมีราคะ บุคคลมีโทสะ บุคคลมีโมหะ บุคคลมีมานะ บุคคลบางคนได้เจโตสมถะในภายใน แต่ไม่ได้ปัญญาเห็นแจ้งในธรรม กล่าวคืออธิปัญญา บุคคลบางคนได้ปัญญาเห็นแจ้งในธรรมคืออธิปัญญา แต่ไม่ได้เจโต-*สมถะในภายใน บุคคลบางคนได้เจโตสมถะในภายในด้วย ได้ปัญญาเห็นแจ้งในธรรมคืออธิปัญญาด้วย บุคคลบางคนไม่ได้เจโตสมถะในภายในด้วย ไม่ได้ปัญญาเห็นแจ้งในธรรม คืออธิปัญญาด้วย บุคคลผู้ไปตามกระแส บุคคลผู้ไปทวนกระแส บุคคลผู้ตั้งตัวได้แล้ว บุคคลผู้ข้ามถึงฝั่งยืนอยู่บนบก เป็นพราหมณ์ บุคคลผู้มีสุตะน้อย และไม่ได้ประโยชน์เพราะสุตะ บุคคลผู้มีสุตะน้อย แต่ได้ประโยชน์เพราะสุตะ บุคคลมีสุตะมาก แต่ไม่ได้ประโยชน์เพราะสุตะ บุคคลมีสุตะมาก และได้ประโยชน์เพราะสุตะ สมณะไม่หวั่นไหว สมณะดังบัวหลวง สมณะดังบัวขาว สมณะสุขุมาลในหมู่สมณะ จตุกกมาติกา จบ

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๔. จตุกกอุทเทส หมวดว่าด้วยบุคคล ๔ จำพวก

ข้อ ๑๐

บุคคล ๔ จำพวก คือ ๑. บุคคลผู้เป็นอสัตบุรุษ บุคคลผู้เป็นอสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าอสัตบุรุษ บุคคล ผู้เป็นสัตบุรุษ บุคคลผู้เป็นสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าสัตบุรุษ (๑๓๒-๑๓๕)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๖ หน้า : ๑๔๑}

พระอภิธรรมปิฎก ปุคคลบัญญัติ ๔. จตุกกอุทเทส ๒. บุคคลผู้เป็นคนชั่ว บุคคลผู้เป็นคนชั่วที่ยิ่งกว่าคนชั่ว บุคคลผู้เป็น คนดี บุคคลผู้เป็นคนดีที่ยิ่งกว่าคนดี (๑๓๖-๑๓๙) ๓. บุคคลผู้มีธรรมชั่ว บุคคลผู้มีธรรมชั่วที่ยิ่งกว่าบุคคลผู้มีธรรมชั่ว บุคคล ผู้มีธรรมดี บุคคลผู้มีธรรมดีที่ยิ่งกว่าบุคคลผู้มีธรรมดี (๑๔๐-๑๔๓) ๔. บุคคลผู้มีแต่โทษ บุคคลผู้มีโทษเป็นส่วนมาก บุคคลผู้มีโทษเป็น ส่วนน้อย บุคคลผู้ไม่มีโทษ (๑๔๔-๑๔๗) ๕. บุคคลผู้เป็นอุคฆฏิตัญญู บุคคลผู้เป็นวิปจิตัญญู บุคคลผู้เป็นเนยยะ บุคคลผู้เป็นปทปรมะ (๑๔๘-๑๕๑) ๖. บุคคลผู้ตอบได้ถูกต้องแต่ไม่รวดเร็ว บุคคลผู้ตอบได้รวดเร็วแต่ไม่ ถูกต้อง บุคคลผู้ตอบได้ถูกต้องและรวดเร็ว บุคคลผู้ตอบได้ไม่ ถูกต้องและไม่รวดเร็ว (๑๕๒-๑๕๕) ๗. บุคคลผู้เป็นธรรมกถึก ๔ จำพวก (๑๕๖) ๘. บุคคลเปรียบเหมือนเมฆ ๔ จำพวก (๑๕๗) ๙. บุคคลเปรียบเหมือนหนู ๔ จำพวก (๑๕๘) ๑๐. บุคคลเปรียบเหมือนมะม่วง ๔ จำพวก (๑๕๙) ๑๑. บุคคลเปรียบเหมือนหม้อ ๔ จำพวก (๑๖๐) ๑๒. บุคคลเปรียบเหมือนห้วงน้ำ ๔ จำพวก (๑๖๑) ๑๓. บุคคลเปรียบเหมือนโคผู้ ๔ จำพวก (๑๖๒) ๑๔. บุคคลเปรียบเหมือนอสรพิษ ๔ จำพวก (๑๖๓) ๑๕. บุคคลไม่พิจารณาไม่ไตร่ตรองแล้วกล่าวสรรเสริญผู้ควรติเตียน จำพวก ๑ บุคคลไม่พิจารณาไม่ไตร่ตรองแล้วกล่าวติเตียนผู้ควร สรรเสริญจำพวก ๑ บุคคลไม่พิจารณาไม่ไตร่ตรองแล้วแสดงความ เลื่อมใสในฐานะที่ไม่ควรเลื่อมใสจำพวก ๑ บุคคลไม่พิจารณาไม่ ไตร่ตรองแล้วแสดงความไม่เลื่อมใสในฐานะที่ควรเลื่อมใสจำพวก ๑ (๑๖๔) ๑๖. บุคคลพิจารณาไตร่ตรองแล้วกล่าวติเตียนผู้ควรติเตียนจำพวก ๑ บุคคลพิจารณาไตร่ตรองแล้วกล่าวสรรเสริญผู้ควรสรรเสริญจำพวก ๑

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๖ หน้า : ๑๔๒}

พระอภิธรรมปิฎก ปุคคลบัญญัติ ๔. จตุกกอุทเทส บุคคลพิจารณาไตร่ตรองแล้วแสดงความไม่เลื่อมใสในฐานะที่ไม่ควร เลื่อมใสจำพวก ๑ บุคคลพิจารณาไตร่ตรองแล้วแสดงความเลื่อมใส ในฐานะที่ควรเลื่อมใสจำพวก ๑ (๑๖๕) ๑๗. บุคคลกล่าวติเตียนผู้ควรติเตียนตามความเป็นจริงเหมาะแก่กาลแต่ ไม่กล่าวสรรเสริญผู้ควรสรรเสริญตามความเป็นจริงเหมาะแก่กาล จำพวก ๑ บุคคลกล่าวสรรเสริญผู้ควรสรรเสริญตามความเป็นจริง เหมาะแก่กาลแต่ไม่กล่าวติเตียนผู้ควรติเตียนตามความเป็นจริง เหมาะแก่กาลจำพวก ๑ บุคคลกล่าวติเตียนผู้ควรติเตียนตาม ความเป็นจริงเหมาะแก่กาลและกล่าวสรรเสริญผู้ควรสรรเสริญ ตามความเป็นจริงเหมาะแก่กาลจำพวก ๑ บุคคลไม่กล่าวติเตียนผู้ ควรติเตียนตามความเป็นจริงเหมาะแก่กาลและไม่กล่าวสรรเสริญผู้ ควรสรรเสริญตามความเป็นจริงเหมาะแก่กาลจำพวก ๑ (๑๖๖) ๑๘. บุคคลผู้ดำรงชีพด้วยผลแห่งความขยันหมั่นเพียรแต่ไม่ดำรงชีพด้วย ผลแห่งบุญ บุคคลผู้ดำรงชีพด้วยผลแห่งบุญแต่ไม่ดำรงชีพด้วยผล แห่งความขยันหมั่นเพียร บุคคลผู้ดำรงชีพด้วยผลแห่งความขยัน หมั่นเพียรและดำรงชีพด้วยผลแห่งบุญ บุคคลผู้ไม่ดำรงชีพด้วยผล แห่งความขยันหมั่นเพียรและไม่ดำรงชีพด้วยผลแห่งบุญ (๑๖๗) ๑๙. บุคคลผู้มืดมาและมืดไป บุคคลผู้มืดมาแต่สว่างไป บุคคลผู้สว่าง มาแต่มืดไป บุคคลผู้สว่างมาและสว่างไป (๑๖๘) ๒๐. บุคคลผู้ต่ำมาและต่ำไป บุคคลผู้ต่ำมาแต่สูงไป บุคคลผู้สูงมาแต่ ต่ำไป บุคคลผู้สูงมาและสูงไป (๑๖๙) ๒๑. บุคคลเปรียบเหมือนต้นไม้ ๔ จำพวก (๑๗๐) ๒๒. บุคคลผู้ถือรูปเป็นประมาณ เลื่อมใสในรูป บุคคลผู้ถือเสียงเป็น ประมาณ เลื่อมใสในเสียง (๑๗๑) ๒๓. บุคคลผู้ถือความเศร้าหมองเป็นประมาณ เลื่อมใสในความเศร้าหมอง บุคคลผู้ถือธรรมเป็นประมาณ เลื่อมในในธรรม (๑๗๒)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๖ หน้า : ๑๔๓}

พระอภิธรรมปิฎก ปุคคลบัญญัติ ๔. จตุกกอุเทส ๒๔. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองแต่ไม่ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลผู้อื่น จำพวก ๑ บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลผู้อื่นแต่ไม่ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูล ตนเองจำพวก ๑ บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองและปฏิบัติเพื่อ เกื้อกูลผู้อื่นจำพวก ๑ บุคคลผู้ไม่ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองและไม่ ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลผู้อื่นจำพวก ๑ (๑๗๓) ๒๕. บุคคลผู้ทำตนให้เดือดร้อนหมั่นประกอบในการทำตนให้เดือดร้อน จำพวก ๑ บุคคลผู้ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน หมั่นประกอบในการทำผู้ อื่นให้เดือดร้อนจำพวก ๑ บุคคลผู้ทำตนให้เดือดร้อนหมั่นประกอบ ในการทำตนให้เดือดร้อน และทำผู้อื่นให้เดือดร้อนหมั่นประกอบใน การทำผู้อื่นให้เดือดร้อนจำพวก ๑ บุคคลผู้ไม่ทำตนให้เดือดร้อนไม่ หมั่นประกอบในการทำตนให้เดือดร้อน และไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ไม่หมั่นประกอบในการทำผู้อื่นให้เดือดร้อนจำพวก ๑ บุคคลนั้นไม่ ทำตนให้เดือดร้อน ไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน เป็นผู้ไม่หิว ดับร้อน เย็นใจ เสวยสุข มีตนประเสริฐอยู่ในปัจจุบัน (๑๗๔-๑๘๕) ๒๖. บุคคลผู้มีราคะ บุคคลผู้มีโทสะ บุคคลผู้มีโมหะ บุคคลผู้มีมานะ (๑๘๖) ๒๗. บุคคลผู้ได้ความสงบแห่งจิตภายในแต่ไม่ได้ความเห็นแจ้งธรรมด้วย ปัญญาอันยิ่งจำพวก ๑ บุคคลผู้ได้ความเห็นแจ้งธรรมด้วยปัญญา อันยิ่งแต่ไม่ได้ความสงบแห่งจิตภายในจำพวก ๑ บุคคลผู้ได้ความ สงบแห่งจิตภายในและได้ความเห็นแจ้งธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง จำพวก ๑ บุคคลผู้ไม่ได้ความสงบแห่งจิตภายในและไม่ได้ความเห็น แจ้งธรรมด้วยปัญญาอันยิ่งจำพวก ๑ (๑๘๗) ๒๘. บุคคลผู้ไปตามกระแส บุคคลผู้ไปทวนกระแส บุคคลผู้มีภาวะตั้งมั่น บุคคลผู้ลอยบาปข้ามถึงฝั่งดำรงอยู่บนบก (๑๘๘) ๒๙. บุคคลผู้มีสุตะน้อยทั้งไม่เข้าถึงสุตะ บุคคลผู้มีสุตะน้อยแต่เข้าถึงสุตะ บุคคลผู้มีสุตะมากแต่ไม่เข้าถึงสุตะ บุคคลผู้มีสุตะมากทั้งเข้าถึงสุตะ (๑๘๙)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๖ หน้า : ๑๔๔}

พระอภิธรรมปิฎก ปุคคลบัญญัติ ๕. ปัญจกอุทเทส ๓๐. บุคคลผู้เป็นสมณะไม่หวั่นไหว บุคคลผู้เป็นสมณะเหมือนดอกปทุม บุคคลผู้เป็นสมณะเหมือนดอกบุณฑริก บุคคลผู้เป็นสมณะ ผู้ละเอียดอ่อนในหมู่สมณะ (๑๙๐) จตุกกอุทเทส จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาสังคหาสังคหปทนิทเทส อรรถกถาขันธปทนิทเทส

บัดนี้ เพื่อจะแสดงมาติกาตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งไว้ ด้วยสามารถแห่งปัญจขันธ์เป็นต้น ประกอบกับบท นยมาติกา ทั้งหลาย มีคำว่า "สงฺคโห อสงฺคโห" เป็นอาทิ พระผู้มีพระภาคเจ้าเริ่มนิทเทสวาระโดยนัยเป็นต้นว่า "รูปกฺขนฺโธ กตีหิ ขนฺเธหิ" ดังนี้.

บรรดามาติกาเหล่านั้น เพราะนยมุขมาติกา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งไว้ว่า "ตีหิ สงฺคโห" (คือการสงเคราะห์ด้วยธรรม ๓ คือ โดยขันธ์ อายตนะและธาตุ)ตีหิ อสงฺคโห (คือการสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยธรรมทั้ง ๓) ด้วยนยมาติกาว่า "สงฺคโห อสงฺคโห" เป็นต้น ฉะนั้น เพื่อแสดงการนับสงเคราะห์รูปขันธ์เป็นต้นท่านจึงยกบททั้ง ๓ คือขันธ์ อายตนะ และธาตุนั่นแหละขึ้นแสดงว่า "ธรรมเหล่านี้นับสงเคราะห์ได้ด้วยขันธ์เท่าไร ได้ด้วยอายตนะเท่าไร ได้ด้วยธาตุเท่าไร" ดังนี้บรรดาธรรมทั้งหลายมีสัจจะ ๔ เป็นต้น แม้อย่างหนึ่งไม่เป็นปรามัฏฐะ (คือไม่เป็นอารมณ์ของปรามาส).

ก็ลักขณมาติกา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งไว้อย่างนี้ว่า "สภาโค วิสภาโค" ดังนี้ ฉะนั้น ในการวิสัชนาปัญหานี้ จึงตรัสว่า "รูปขันธ์นับสงเคราะห์ได้ด้วยขันธ์หนึ่ง" เป็นต้น เพราะว่า ธรรมมีขันธ์เป็นต้นเหล่านี้เป็นสภาคะของลักขณมาติกานั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า "เอเกน ขนฺเธน" ได้แก่ (นับสงเคราะห์ได้) ด้วยรูปขันธ์เท่านั้น.

จริงอยู่ รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมถึงการนับสงเคราะห์ว่าเป็นรูปอย่างเดียว เพราะความเป็นธรรมเสมอกับรูปขันธ์. เพราะฉะนั้น รูป ท่านจึงสงเคราะห์ด้วยรูปขันธ์นั่นแหละ กำหนดเอาด้วยรูปขันธ์นั่นแหละ.

สองบทว่า "เอกาทสหิ อายตเนหิ" ได้แก่ เว้นจากมนายตนะ. เพราะรูปขันธ์แม้ทั้งปวงเป็นอายตนะ ๑๐ และเป็นส่วนหนึ่งแห่งธัมมายตนะ ฉะนั้น รูปขันธ์นั้น ท่านจึงนับเอาแล้ว กำหนดแล้วด้วยอายตนะ ๑๑.

สองบทว่า "เอกาทสหิ ธาตูหิ" ได้แก่ ด้วยธาตุ ๑๑ เว้นจากวิญญาณธาตุ ๗. ด้วยว่า ชื่อว่ารูปที่มิได้นับเนื่องในธาตุเหล่านั้นย่อมไม่มี.

ในนิทเทสแห่งอสังคหนัย ทรงทำคำถามโดยย่อไว้ว่า "กตีหิ อสงฺคหิโต" ดังนี้ แต่เพราะในการวิสัชนาแห่งปัญหานั้น อรูปขันธ์ ๔ มนายตนะ ๑ วิญญาณธาตุ ๗ เป็นวิสภาคะของรูปขันธ์ ฉะนั้น จึงตรัสว่า "จตูหิ ขนฺเธหิ" เป็นต้น.

บัณฑิตพึงทราบบท สงฺคโห อสงฺคโห ในบททั้งปวงโดยนัยนี้.

อนึ่ง ในคำว่า "รูปกฺขนฺโธ กตีหิ ขนฺเธหิ" เป็นต้น ในขันธนิทเทสนี้ ทรงแสดงคำปุจฉา ๕ และวิสัชนา ๕ ในสังคหนัยอันเป็นเอกมูลไว้โดยย่อก่อน.

ในอสังคหนัย ก็แสดงคำปุจฉา ๕ และคำวิสัชนา ๕ โดยย่อ. แม้ในมูลทั้งหลายมีทุกมูลเป็นต้น บัณฑิตพึงทราบคำปุจฉาและคำวิสัชนาทั้งหลายโดยอุบายนี้.

ก็ในนิทเทสนี้ ทรงแสดงทุกะติกะและจตุกกมูลไว้ในรูปักขันธมูลนั่นแหละ. แต่ในปัญจกมูลทรงทำปุจฉาวิสัชนาไว้ ๒ อย่าง คือโดยเภทะ (หมายถึงการแยก) อย่างนี้ว่า "รูปกฺขนฺโธ จ ฯเปฯ วิญฺญาณกฺขนฺโธ จ"และโดยอเภทะ (คือการไม่แยก) อย่างนี้ว่า "ปญฺจกฺขนฺธา กตีหิ ขนฺเธหิ" ดังนี้.

บัณฑิตพึงทราบนัยแห่งพระบาลีดังพรรณนามาฉะนี้. จบอรรถกถาขันธปทนิทเทสแห่งอัพภันตรมาติกา.

อรรถกถาอายตนปทนิทเทสเป็นต้น ข้อ [๑๘]-[๓๕]

ในนิทเทสทั้งหลายมีอายตนปทนิทเทสเป็นต้น พึงทราบอายตนปทนิทเทสก่อน.

คำว่า "จกฺขฺวายตนํ เอเกน ขนฺเธน" ความว่า จักขวายตนะ พึงทราบว่า นับสงเคราะห์ได้ด้วยรูปขันธ์ ๑ ด้วยจักขวายตนะ ๑ ด้วยจักขุธาตุ ๑. แม้ในโสตายตนะเป็นต้นก็พึงทราบการนับสงเคราะห์ได้ และสงเคราะห์ไม่ได้ โดยนัยนี้เทียว.

แต่ในคำว่า "อสงฺขตํ ขนฺธโต ฐเปตฺวา" นี้เพราะอสังขตะคือนิพพาน ชื่อว่าธัมมายตนะ ก็ธัมมายตนะ คือนิพพานนั้น ไม่ถึงซึ่งการนับสงเคราะห์ว่าเป็นขันธ์ ฉะนั้น จึงตรัสว่า "ขนฺธโต ฐเปตฺวา" ยกเว้นโดยความเป็นขันธ์ ดังนี้.

สองบทว่า "จตูหิ ขนฺเธหิ" ได้แก่ (สงเคราะห์ได้) ด้วยขันธ์สี่คือ รูป เวทนา สัญญาและสังขารขันธ์. เพราะว่าธัมมายตนะเว้นนิพพานแล้ว นับสงเคราะห์ได้ด้วยขันธ์ทั้งหลายมีรูปขันธ์เป็นต้นเหล่านี้. ส่วนอายตนะนั้น เว้นธัมมายตนะและธัมมธาตุแล้ว นับสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยวิญญาณขันธ์ อายตนะและธาตุที่เหลือ. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสไว้ว่า "ธัมมายตนะ นับสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ ๑ (คือวิญญาณขันธ์) ด้วยอายตนะ ๑๑ (คือโอฬาริกายตนะ ๑๐ และมนายตนะ ๑)ด้วยธาตุ ๑๗ (คือโอฬาริกธาตุ ๑๐ และวิญญาณธาตุ ๗)" ดังนี้. ก็นัยทั้งหลายที่มีรูปขันธ์เป็นมูลในหนหลัง ฉันใด พึงทราบนัยทั้งหลายที่มีจักขวายตนะเป็นมูลแม้ในที่นี้ ฉันนั้น. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงบาลีทุกะ (คือเภทสุทธะและเภทเอกมูลาทิ) พอควรแล้ว จึงทำคำปุจฉาวิสัชนาโดยอเภทะว่า "ทฺวาทสายตนานิ" ดังนี้ แม้ในธาตุนิทเทสก็นัยนี้นั่นแหละ. จบอรรถกถาอายตนปทนิทเทสเป็นต้น.

อรรถกถาสัจจนิทเทส ข้อ [๓๖]-[๔๕]

ในสัจจนิทเทส ทุกะติกะจตุกกะแม้ทั้งปวง ทรงแสดงไว้ชัดแล้วในพระบาลี. แต่เพราะคำวิสัชนา แม้ในมัคคสัจจะในทุกะติกะทั้งหลายเช่นกับสมุทัยสัจจะนั่นแหละ ฉะนั้นจึงตรัสมัคคสัจจะนั้น ในลำดับแห่งสมุทัยสัจจะ. จบอรรถกถาสัจจนิทเทส.

อรรถกถาอินทริยนิทเทส ข้อ [๔๖]-[๕๖]

ใน นิทเทสแห่งอินทรีย์ คำว่า "ชีวิตินฺทฺริยํ ทฺวีหิ ขนฺเธหิ" ความว่า รูปชีวิตินทรีย์นับสงเคราะห์ได้ด้วยรูปขันธ์ อรูปชีวิตินทรีย์นับสงเคราะห์ได้ด้วยสังขารขันธ์. พึงทราบอินทรีย์ที่เหลือโดยทำนองแห่งนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละ. ส่วนการกำหนดพระบาลีในนิทเทสนี้เช่นกับอายตนนิทเทสและธาตุนิทเทสนั่นแล. อรรถกถาปฏิจจสมุปปาทนิทเทส.

อรรถกถาปฏิจจสมุปปาทนิทเทส ข้อ [๕๗]-[๖๘]

ในปฏิจจสมุปปาทนิทเทส พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงเริ่มคำปุจฉาว่า "อวิชฺชา กตีหิ ขนฺเธหิ" แต่ทรงแสดงคำวิสัชนาอย่างนี้เทียวว่า "อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา เอเกน ขนฺเธน" เป็นต้น.

____________________________

บาลีข้อ ๕๗ - ๖๘.

ในคำเหล่านั้น คำว่า "สงฺขารปจฺจยาวิญฺญาณํ" อธิบายว่า เมื่อปฏิสนธิเป็นไปแล้ว วิปากวิญญาณแม้ทั้งปวงก็เป็นไป. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า "สตฺตหิ ธาตูหิ สงฺคหิตํ". แม้ในนามรูป ก็พึงทราบด้วยสามารถแห่งความเป็นไปของปฏิสนธินั่นแหละ. ด้วยเหตุนั้น พระองค์ทรงรวบรวมแม้ซึ่งสัททายตนะ แล้วแสดงการนับสงเคราะห์ไว้ด้วยอายตนะ ๑๑ ในปฏิจจสมุปปาทนิทเทสนี้.

พึงทราบขันธเภทะ (คือการแยกขันธ์) ในธรรมทั้งหลายมีผัสสะเป็นต้น.

จริงอยู่ ผัสสะนับสงเคราะห์ได้ด้วยขันธ์อย่างหนึ่ง เวทนาขันธ์ก็นับสงเคราะห์ได้ด้วยขันธ์อย่างหนึ่ง. สำหรับตัณหา อุปาทาน กรรมภพ นับสงเคราะห์ได้ด้วยสังขารขันธ์เท่านั้น.

อนึ่ง บทแห่งภพ ทรงจำแนก ๑๑ อย่างด้วยสามารถแห่งกัมมภพเป็นต้นไว้ในนิทเทสนี้. บรรดาภพเหล่านั้น กรรมภพทรงแสดงรวมกับภพเหล่านั้น เพราะความเป็นคำวิสัชนาเช่นกับผัสสะเป็นต้น. อุปปัตติภพ กามภพ สัญญาภพ ปัญจโวการภพทั้งหลาย ทรงแสดงรวมกัน เพราะความเป็นคำวิสัชนาเช่นกับเป็นของกันและกัน. แต่เพราะสภาวธรรมอันกรรมเข้าไปยึดถือไว้โดยความเป็นผลเทียว ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า "เอกาทสหายตเนหิ สตฺตรสหิ ธาตูหิ"

จริงอยู่ สัททายตนะอันกรรมมิได้ยึดไว้โดยความเป็นผล (คือ มิใช่เป็นกัมมชรูป) สัททายตนะนั้น พระองค์จึงไม่ได้ทรงถือเอาในที่นี้.

ในรูปภวนิทเทส สองบทว่า"ปญฺจหิ อายตเนหิ" ได้แก่ ด้วยจักขวายตนะ โสตายตนะ มนายตนะ รูปายตนะและธัมมายตนะ.

สองบทว่า "อฏฺฐหิ ธาตูหิ" ได้แก่ ธาตุ ๘ คือจักขุธาตุ โสตธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ โสตวิญญาณธาตุ รูปธาตุ ธัมมธาตุ มโนธาตุ มโนวิญญาณธาตุ. ภพทั้ง ๓ แม้มีอรูปภพเป็นต้น แสดงรวมกัน เพราะความเป็นคำวิสัชนาทำนองเดียวกัน. อสัญญีภพ เอกโวการภพก็ฉันนั้น.

ในบรรดาคำเหล่านั้น คำว่า "ทฺวีหิ อายตเนหิ" ได้แก่ อายตนะ ๒ คือรูปายตนะและธัมมายตนะ. แม้ในธาตุทั้งหลายก็นัยนี้นั่นแหละ.

อนึ่งในนิทเทสนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกรูปายตนะขึ้นแสดง เพราะความที่รูปายตนะแห่งพรหมนั้นเป็นอารมณ์แก่พรหมทั้งหลายที่เหลือผู้อยู่ ในพื้นพิภพเดียวกัน เพราะการเกิดขึ้นแห่งจักขุ.

คำว่า "ชาติ ทฺวีหิ ขนฺเธหิ" ได้แก่ รูปชาติ นับสงเคราะห์ได้ด้วยรูปขันธ์ อรูปชาตินับสงเคราะห์ได้ด้วยสังขารขันธ์.

แม้ในชราและมรณะก็นัยนี้.

คำว่า "เอเกน ขนฺเธน" แม้ในธรรมมีโสกะเป็นต้น บัณฑิตพึงทราบขันธ์ที่แปลกกันอย่างนี้ว่า

โสกทุกขโทมนัสสะ นับสงเคราะห์ได้ด้วยเวทนาขันธ์

ปริเทวะ นับสงเคราะห์ได้ด้วยรูปขันธ์

อุปายาสะเป็นต้น นับสงเคราะห์ได้ด้วยสังขารขันธ์.

คำว่า "อิทฺธิปาโท ทฺวีหิ ขนฺเธหิ" เป็นต้น ได้แก่ นับสงเคราะห์ได้ด้วยสังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ด้วยมนายตนะ ธัมมายตนะ ด้วยธัมมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ.

คำว่า "ฌานํ ทฺวีหิ ขนฺเธหิ" ได้แก่ ด้วยเวทนาขันธ์และสังขารขันธ์. ธรรมทั้งหลายมีอัปปมัญญาเป็นต้น อธิบายไว้รวมกัน เพราะความเป็นคำวิสัชนาทำนองเดียวกัน. แต่จิตแม้ตั้งไว้ในลำดับแห่งเจตนา ก็ทรงแสดงในภายหลัง เพราะมีคำวิสัชนาไม่เหมือนกัน.

บรรดาบททั้งหลายมีอัปปมัญญาเป็นต้นเหล่านั้น คำว่า "เอเกน ขนฺเธน" ได้แก่ เวทนานับสงเคราะห์ได้ด้วยเวทนาขันธ์ สัญญานับสงเคราะห์ได้ด้วยสัญญาขันธ์ ธรรมที่เหลือนับสงเคราะห์ได้ด้วยสังขารขันธ์ ฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบขันธ์ที่แปลกกันด้วยประการฉะนี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงสังคหาสังคหบทในอัพภันตรมาติกาอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงพาหิรมาติกา จึงเริ่มคำว่า "กุสลา ธมฺมา" เป็นอาทิ.

บรรดามาติกาเหล่านั้น ในเวทนาติกะ คำว่า "ตีหิ ธาตูหิ" ได้แก่ ด้วยกายวิญญาณธาตุ มโนวิญญาณธาตุและธัมมธาตุ.

คำว่า "สตฺตหิ ธาตูหิ" ได้แก่ ด้วยธาตุ ๗ คือ จักขุวิญญาณธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ มโนธาตุ ธัมมธาตุ และมโนวิญญาณธาตุ.

ในวิปากติกะ คำว่า "อฏฺฐหิ ธาตูหิ" ได้แก่ ด้วยธาตุทั้ง ๗ เหล่านั้นนั่นแหละ กับด้วยกายวิญญาณธาตุ ๑. แต่วิปากธัมมธัมมา ถือเอารวมกัน เพราะคำวิสัชนาเช่นเดียวกันกับด้วยสังกิลิฏฐสังกิเลสิกะทั้งหลาย. ก็แลนิทเทสเหล่านั้นแสดงไว้ฉันใด ในบทติกะและทุกะทั้งปวง (ในพาหิรมาติกานี้) ก็ฉันนั้นคือว่า บทใดๆ เป็นคำวิสัชนาร่วมกับบทใดๆ บทนั้นๆ แม้ไม่เป็นไปตามลำดับ ท่านก็ถือเอาคำวิสัชนาพร้อมกับด้วยบทนั้นๆ. สังคหาสังคหนัยในที่นี้ พึงทราบโดยทำนองที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้วนั่นแล.

____________________________

บาลีข้อ ๗๓-๗๔.

บาลีข้อ ๗๕-๗๖.

บาลีข้อ ๗๗-๗๙.

จบอรรถกถาสังคหาสังคหปทนิทเทส. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา