รวมสาระสำคัญที่มีในกัมมขันธกะ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
รวมสาระสำคัญที่มีในกัมมขันธกะ เรื่องภิกษุชื่อปัณฑุกะและชื่อโลหิตกะก่อความบาดหมางเอง ได้เข้าไปหาภิกษุผู้ประพฤติเหมือนกัน แล้วก่อความบาดหมาง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๖ หน้า : ๑๕๒} พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๑. กัมมขันธกะ] รวมเรื่องที่มีในกัมมขันธกะ ยิ่งขึ้น ความบาดหมางที่ยังไม่เกิดก็เกิด ที่เกิดแล้วก็ขยายตัวออกไป ภิกษุผู้มักน้อยมีศีลเป็นที่รักพากันตำหนิท่ามกลางบริษัท พระพุทธชินเจ้าผู้ทรงเป็นพระสยัมภูอัครบุคคล ทรงพระสัทธรรม รับสั่งให้ลงตัชชนียกรรมที่กรุงสาวัตถี ตัชชนียกรรมที่เป็นกรรมไม่ชอบด้วยธรรม เป็นกรรมไม่ ชอบด้วยวินัย คือ หมวดที่ ๑ ลงลับหลัง ลงโดยไม่สอบถาม ไม่ลงตามปฏิญญา หมวดที่ ๒ ลงเพราะไม่ต้องอาบัติ ลงเพราะอาบัติที่เป็นอเทสนาคามินี ลงเพราะอาบัติที่แสดงแล้ว หมวดที่ ๓ ไม่โจทก่อนแล้วจึงลง ไม่ให้จำเลยให้การก่อนแล้วจึงลง ไม่ปรับอาบัติก่อนแล้วจึงลง หมวดที่ ๔ ลงลับหลัง ลงโดยไม่ชอบธรรม สงฆ์แบ่งพวกกันลง หมวดที่ ๕ ลงโดยไม่สอบถาม ลงโดยไม่ชอบธรรม สงฆ์แบ่งพวกกันลง หมวดที่ ๖ ไม่ลงตามปฏิญญา ลงโดยไม่ชอบธรรม สงฆ์แบ่งพวกกันลง หมวดที่ ๗ ลงเพราะไม่ต้องอาบัติ ลงโดยไม่ชอบธรรม สงฆ์แบ่งพวกกันลง หมวดที่ ๘ ลงเพราะอาบัติที่เป็นอเทสนาคามินี ลงโดยไม่ชอบธรรม สงฆ์แบ่งพวกกันลง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๖ หน้า : ๑๕๓} พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๑. กัมมขันธกะ] รวมเรื่องที่มีในกัมมขันธกะ หมวดที่ ๙ ลงเพราะอาบัติที่แสดงแล้ว ลงโดยไม่ชอบธรรม สงฆ์แบ่งพวกกันลง หมวดที่ ๑๐ ไม่โจทก่อนแล้วจึงลง ลงโดยไม่ชอบธรรม สงฆ์แบ่งพวกกันลง หมวดที่ ๑๑ ไม่ให้จำเลยให้การก่อนแล้วจึงลง ลงโดยไม่ชอบธรรม สงฆ์แบ่งพวกกันลง หมวดที่ ๑๒ ไม่ปรับอาบัติก่อนแล้วจึงลง ลงโดยไม่ชอบธรรม สงฆ์แบ่งพวกกันลง นักวินัยพึงทราบฝ่ายถูกตามนัยตรงข้ามกับฝ่ายที่ผิด สงฆ์เมื่อมุ่งหวัง พึงลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุ ๓ จำพวก คือ ๑. ผู้ก่อความบาดหมาง เป็นพาล และคลุกคลีกับคฤหัสถ์ ๒. ผู้วิบัติในอธิสีล ในอัชฌาจาร และในอติทิฏฐิ ๓. ผู้กล่าวติเตียนพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ สงฆ์พึงลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุ ๓ รูป คือ ๑. รูปหนึ่งก่อความบาดหมาง เป็นพาล และคลุกคลีกับคฤหัสถ์ ๒. รูปหนึ่งวิบัติในศีล ในอัชฌาจาร และในอติทิฏฐิ ๓. รูปหนึ่งกล่าวติเตียนพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ภิกษุถูกสงฆ์ลงตัชชนียกรรมแล้วต้องประพฤติโดยชอบอย่างนี้ คือ ไม่ให้อุปสมบท ไม่ให้นิสัย ไม่ใช้สามเณรอุปัฏฐาก ไม่สั่งสอนภิกษุณี ถึงได้รับแต่งตั้งแล้วก็ไม่สั่งสอน ไม่ต้องอาบัติ นั้นอีก ไม่ต้องอาบัติอื่นทำนองเดียวกันนั้นและที่เลวทรามกว่านั้น ไม่ตำหนิกรรม ไม่ตำหนิภิกษุผู้ทำกรรม ไม่งดอุโบสถและปวารณา แก่ปกตัตตภิกษุ ไม่ทำการสอบถาม ไม่เริ่มอนุวาทาธิกรณ์ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๖ หน้า : ๑๕๔} พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๑. กัมมขันธกะ] รวมเรื่องที่มีในกัมมขันธกะ ไม่ขอโอกาสภิกษุอื่น ไม่โจทภิกษุอื่น ไม่ให้ภิกษุอื่นให้การ และไม่ชักชวนกันก่อความทะเลาะ สงฆ์ไม่พึงระงับตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ คือ ให้อุปสมบท ให้นิสัย ใช้สามเณรอุปัฏฐาก สั่งสอนภิกษุณี แม้ได้รับแต่งตั้งแล้วก็ยังสั่งสอน และองค์ ๕ อีกอย่างหนึ่ง คือ ต้องอาบัตินั้น ต้องอาบัติอื่นทำนองเดียวกันนั้น ต้องอาบัติ ที่เลวทรามกว่านั้น ตำหนิกรรม ตำหนิภิกษุผู้ทำกรรม ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ คือ งดอุโบสถ ปวารณา ทำการไต่สวน เริ่มอนุวาทาธิกรณ์ ให้ทำโอกาส โจทภิกษุอื่น ให้ภิกษุอื่นให้การและให้ต่อสู้อธิกรณ์กัน ย่อมไม่พ้นความผิด จากตัชชนียกรรม นักวินัยพึงทราบฝ่ายถูกตามนัยตรงข้ามกับฝ่ายที่ผิดนั้น ภิกษุเสยยสกะโง่เขลา มีอาบัติมากและคลุกคลีกับ คฤหัสถ์ พระสัมพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นพระมหามุนี รับสั่งให้ลง นิยสกรรม ภิกษุชื่ออัสสชิและชื่อปุนัพพสุกะอยู่ในกีฏาคีรีชนบท ไม่สำรวม ประพฤติไม่สมควรต่างๆ พระสัมพุทธชินเจ้า รับสั่งให้ลงปัพพาชนียกรรมในกรุงสาวัตถี ภิกษุสุธรรมอยู่ประจำในอาวาสของจิตตคหบดี ในเมือง มัจฉิกาสณฑ์ ด่าจิตตอุบาสกด้วยคำหยาบ กระทบชาติกำเนิด พระตถาคตรับสั่งให้ลงปฏิสารณียกรรม ภิกษุฉันนะไม่ปรารถนาจะรู้เห็นอาบัติ พระชินเจ้าผู้อุดม รับสั่งให้ลงอุกเขปนียกรรม เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติในกรุงโกสัมพี ภิกษุฉันนะไม่ปรารถนาจะทำคืนอาบัตินั้น พระพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นนายกพิเศษรับสั่งให้ลงอุกเขปนียกรรมเพราะไม่ทำคืนอาบัติ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๖ หน้า : ๑๕๕} พระวินัยปิฎก จูฬวรรค [๑. กัมมขันธกะ] รวมเรื่องที่มีในกัมมขันธกะ ภิกษุอริฏฐะเกิดทิฏฐิบาปไปเพราะความเขลา พระชินเจ้า รับสั่งให้ลงอุกเขปนียกรรมเพราะไม่สละทิฏฐิ นิยสกรรม ปัพพาชนียกรรมและปฏิสารนียกรรมก็เหมือนกัน บทเหล่านี้มีเกินในปัพพาชนียกรรม คือ เล่นคะนอง ประพฤติไม่สมควร(อนาจาร) ลบล้างพระบัญญัติและมิจฉาชีพ เพราะไม่เห็นไม่ทำคืนอาบัติ และไม่สละทิฏฐิบาป บทเหล่านี้มีเกินในปฏิสารณียกรรม คือ มุ่งความไม่มีลาภ กล่าวตำหนิ มีชื่อว่าปัญจกะ ๒ หมวดๆ ละ ๕ แม้ตัชชนียกรรมและนิยสกรรมก็เหมือนกัน ปัพพาชนียกรรม และปฏิสารณียกรรม หย่อนและยิ่งกว่ากัน ๘ ข้อ ๒ หมวด การจำแนกอุกเขปนียกรรม ๓ อย่างก็เช่นเดียวกัน นักวินัยพึงทราบกรรมที่เหลือตามนัยแห่งตัชชนียกรรม กัมมขันธกะ จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๖ หน้า : ๑๕๖}
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ตสฺสุทฺทานํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๖ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๖ จุลวรรค ภาค ๑ หัวข้อประจำขันธกะ
ปณฺฑุกโลหิตกา ภิกฺขู สยํ ภณฺฑนการกา ตาทิเส อุปสงฺกมฺม อุสฺสาหึสุ จ ภณฺฑเน อนุปฺปนฺนานิ ชายนฺติ อุปฺปนฺนานิปิ วฑฺฒเร อปฺปิจฺฉา เปสลา ภิกฺขู อุชฺฌายนฺติ ปรีสโต สทฺธมฺมฏฺฐิติโก พุทฺโธ สยมฺภู อคฺคปุคฺคโล อาณาเปสิ ตชฺชนียํ กมฺมํ สาวตฺถิยํ ชิโน ฯ อสมฺมุขาปฺปฏิปุจฺฉา อปฺปฏิญฺญาย กตญฺจ ยํ อนาปตฺติ อเทสเน เทสิตาย กตญฺจ ยํ อโจเทตฺวา อสาเรตฺวา อนาโรเปตฺวา จ ยํ กตํ อสมฺมุขา อธมฺเมน วคฺเคนาปิ จ ยํ กตํ อปฺปฏิปุจฺฉา อธมฺเมน วคฺเคนาปิ จ ยํ กตํ อปฺปฏิญฺญาย อธมฺเมน วคฺเคนาปิ จ ยํ กตํ อนาปตฺติยา อธมฺเมน วคฺเคนาปิ จ ยํ กตํ อเทสนาคามินิยา อธมฺมวคฺคเมว จ เทสิตาย อธมฺเมน วคฺเคนาปิ ตเถว จ อโจเทตฺวา อธมฺเมน วคฺเคนาปิ ตเถว จ อสาเรตฺวา อธมฺเมน วคฺเคนาปิ ตเถว จ อนาโรเปตฺวา อธมฺเมน วคฺเคนาปิ ตเถว จ กณฺหวารนเยเนว สุกฺกวารํ วิชานิยา ฯ สงฺโฆ อากงฺขมาโน ว ยสฺส ตชฺชนียํ กเร ภณฺฑนํ พาโล สํสฏฺโฐ อธิสีเล อชฺฌาจเร อติทิฏฺฐิยา วิปนฺนสฺส สงฺโฆ ตชฺชนิยํ กเร ฯ พุทฺธธมฺมสฺส สงฺฆสฺส อวณฺณํ โย จ ภาสติ ฯ ติณฺณนฺนมฺปิ จ ภิกฺขูนํ สงฺโฆ ตชฺชนิยํ กเร ภณฺฑนการโก เอโก พาโล สํสคฺคนิสฺสิโต ฯ อธิสีเล อชฺฌาจาเร ตเถว อติทิฏฺฐิยา พุทฺธธมฺมสฺส สงฺฆสฺส อวณฺณํ โย จ ภาสติ ฯ ตชฺชนียกมฺมกโต เอวํ สมฺมานุวตฺตนา อุปสมฺปทา นิสฺสโย สามเณรอุปฏฺฐนา ภิกฺขุโนวาทกสมฺมโต น กเร ตชฺชนีกโต นาปชฺเช ตญฺจ อาปตฺตึ ตาทิสญฺจ ตโต ปรํ กมฺมญฺจ กมฺมิเก เจว น ครเห ตถาวิโธ อุโปสถํ ปวารณํ ปกตตฺตสฺส นฏฺฐเป น สวจนียํ อนุวาโท โอกาโส โจทเนน จ สารณํ สมฺปโยคญฺจ น กเรยฺย ตถาวิโธ ฯ อุปสมฺปทา นิสฺสโย สามเณรอุปฏฺฐนา โอวาทกสมฺมเตนาปิ ปญฺจหงฺเคหิ สมฺมติ ฯ ตญฺจาปชฺชติ อาปตฺตึ ตาทิสญฺจ ตโต ปรํ กมฺมญฺจ กมฺมิเก จาปิ ครหนฺโต น สมฺมติ ฯ อุโปสถํ ปวารณํ สวจนียานุวาโท โอกาโส โจทนญฺเจว สารณา สมฺปโยชนา อิเมหฏฺฐงฺเคหิ โย ยุตฺโต ตชฺชนา นูปสมฺมติ ฯ กณฺหวารนเยเนว สุกฺกวารํ วิชานิยา ฯ พาโล อาปตฺติพหุโล สํสฏฺโฐปิ จ เสยฺยโส นิยสฺสกมฺมํ สมฺพุทฺโธ อาณาเปสิ มหามุนิ ฯ กิฏาคิริสฺมึ เทฺว ภิกฺขู อสฺสชิปุนพฺพสุกา อนาจารมฺปิ วิวิธํ อาจรึสุ อสญฺญตา ปพฺพาชนียํ สมฺพุทฺโธ กมฺมํ สาวตฺถิยํ ชิโน ฯ มจฺฉิกาสณฺเฑ สุธมฺโม จิตฺตสฺสาวาสิโก อหุ ชาติวาเทน ขุํเสติ สุธมฺโม จิตฺตุปาสกํ ปฏิสารณียํ กมฺมํ อาณาเปสิ ตถาคโต ฯ โกสมฺพิยํ ฉนฺนํ ภิกฺขุํ นิจฺฉนฺตาปตฺติ ปสฺสิตุํ ฯ อทสฺสเน อุกฺเขปิตุํ อาณาเปสิ ชินุตฺตโม ฯ ฉนฺโน ตํเยว อาปตฺตึ ปฏิกาตุํ น อิจฺฉติ อุกฺเขปนาปฺปฏิกมฺเม อาณาเปสิ วินายโก ฯ ปาปทิฏฺฐิ อริฏฺฐสฺส อาสิ อญฺญาณนิสฺสิตา ทิฏฺฐิอปฺปฏินิสฺสคฺเค อุกฺเขปํ ชินภาสิตํ ฯ นิยสฺสกมฺมํ ปพฺพชฺชํ ตเถว ปฏิสารณี ฯ อทสฺสนาปฺปฏิกมฺเม อนิสฺสคฺเค จ ทิฏฺฐิยา ทวานาจารุปฆาตี มิจฺฉาอาชีวเมว จ ปพฺพาชนียกมฺมมฺหิ อติเรกปทา อิเม ฯ อลาภาวณฺณา เทฺว ปญฺจ เทฺว ปญฺจกาตินามกา ปฏิสารณียกมฺมมฺหิ อติเรกปทา อิเม ฯ ตชฺชนียํ นิยสฺสญฺจ ทุเว กมฺมาปิ สาทิสา ฯ ปพฺพชฺชา ปฏิสาริ จ ทฺวฏฺฐอูนาริตฺตกา ตโย อุกฺเขปนียกมฺมา สทิสา เต วิภตฺติโต ตชฺชนียนเยนาปิ เสสํ กมฺมํ วิชานิยาติ ฯ
๑. ภิกษุพวกพระปัณฑุกะและพระโลหิตกะ ก่อความบาดหมาง เอง ได้เข้าไปหาภิกษุผู้เช่นกัน แล้วให้ขมักเขม้นในการก่อความบาดหมางขึ้นความบาดหมางที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น แม้ที่เกิดขึ้นแล้วก็ขยายตัวออกไป ภิกษุทั้งหลายที่มักน้อย มีศีลเป็นที่รัก ย่อมเพ่งโทษในบริษัท พระพุทธชินเจ้าผู้สยัมภูอัครบุคคล ผู้ทรงพระสัทธรรม รับสั่งให้ลงตัชชนียกรรม ณ พระนครสาวัตถี ตัชชนีกรรมที่ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย คือ ทำลับหลังไม่สอบถามก่อนแล้วทำ ไม่ทำตามปฏิญาณ หมวด ๑ ทำเพราะไม่ต้องอาบัติ ทำเพราะอาบัติมิใช่เทสนาคามินี ทำเพราะอาบัติที่แสดงแล้ว หมวด ๑ ไม่โจทก่อนแล้วทำ ไม่ให้จำเลยให้การก่อนแล้วทำ ไม่ปรับอาบัติแล้วทำ หมวด ๑ ทำลับหลัง ทำโดยไม่เป็นธรรม สงฆ์เป็นวรรคทำ หมวด ๑ ไม่สอบถามก่อนแล้วทำ ทำโดยไม่เป็นธรรม สงฆ์เป็นวรรคทำ หมวด ๑ ไม่ทำตามปฏิญาณ ทำโดยไม่เป็นธรรม สงฆ์เป็นวรรคทำ หมวด ๑ ทำเพราะไม่ต้องอาบัติ ทำโดยไม่เป็นธรรม สงฆ์เป็นวรรคทำ หมวด ๑ ทำเพราะอาบัติมิใช่เป็นเทสนาคามินี ทำโดยไม่เป็นธรรม สงฆ์เป็นวรรคทำ หมวด ๑ ทำเพราะอาบัติที่แสดงแล้ว ทำโดยไม่เป็นธรรม สงฆ์เป็นวรรคทำ หมวด ๑ ไม่โจทก่อนแล้วทำ ทำโดยไม่เป็นธรรม สงฆ์เป็นวรรคทำหมวด ๑ ไม่ให้จำเลยให้การก่อนแล้วทำ ทำโดยไม่เป็นธรรม สงฆ์เป็นวรรคทำหมวด ๑ ไม่ปรับอาบัติแล้วทำ ทำโดยไม่เป็นธรรม สงฆ์เป็นวรรคทำ หมวด ๑ ปราชญ์พึงทราบฝ่ายถูกตามนัยตรงกันข้ามกับฝ่ายผิดนั่นแหละ เมื่อสงฆ์จำนงพึงลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุใด สงฆ์พึงลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุนั้น ผู้ก่อความบาดหมาง เป็นพาล คลุกคลีกับคฤหัสถ์ หมวด ๑ วิบัติในอธิศีล ในอัธยาจาร ในอติทิฐิ หมวด ๑ กล่าวติเตียนพระพุทธเจ้า พระธรรมพระสงฆ์ หมวด ๑ สงฆ์พึงลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุ ๓ รูป คือ รูปหนึ่งก่อความบาดหมางรูปหนึ่งเป็นพาล รูปหนึ่งคลุกคลีกับคฤหัสถ์ หมวด ๑ รูปหนึ่งวิบัติในศีลรูปหนึ่งวิบัติในอัธยาจาร รูปหนึ่งวิบัติในอติทิฐิ หมวด ๑ รูปหนึ่งกล่าวติเตียนพระพุทธเจ้า รูปหนึ่งกล่าวติเตียนพระธรรม รูปหนึ่งกล่าวติเตียนพระสงฆ์หมวด ๑ ภิกษุถูกสงฆ์ลงตัชชนียกรรมแล้ว ต้องประพฤติโดยชอบอย่างนี้ คือ ไม่ให้อุปสมบท ไม่ให้นิสัย ไม่ให้สามเณรอุปัฏฐาก ไม่สั่งสอนภิกษุณี และได้สมมติแล้วก็ไม่สั่งสอน ไม่ต้องอาบัตินั้น ไม่ต้องอาบัติอื่นอันเช่นกันและอาบัติยิ่งกว่านั้น ไม่ติกรรม ไม่ติภิกษุทั้งหลายผู้ทำกรรม ไม่ห้ามอุโบสถ ปวารณาแก่ปกตัตตะภิกษุไม่ทำการไต่สวน ไม่เริ่มอนุวาทาธิกรณ์ ไม่ยังภิกษุอื่นให้ทำโอกาสไม่โจทภิกษุอื่น ไม่ให้ภิกษุอื่นให้การ และไม่ช่วยภิกษุกับภิกษุให้สู้อธิกรณ์กัน ภิกษุใดประกอบด้วยองค์ ๕ คือ ให้อุปสมบท ให้นิสัย ให้สามเณรอุปัฏฐาก สั่งสอนภิกษุณี แม้ได้รับสมมติแล้วก็ยังสั่งสอนและองค์ ๕ คือ ต้องอาบัตินั้น ต้องอาบัติอันเช่นกัน และต้องอาบัติที่ยิ่งกว่านั้น ติกรรม ติภิกษุทั้งหลายผู้ทำกรรม สงฆ์ไม่ระงับตัชชนียกรรมแก่ภิกษุนั้น ภิกษุใดประกอบด้วยองค์ ๘ นี้ คือ ห้ามอุโบสถ ปวารณา ทำการไต่สวนเริ่มอนุวาทาธิกรณ์ ให้ทำโอกาส โจทภิกษุอื่น ให้ภิกษุอื่นให้การ และให้สู้อธิกรณ์กัน ย่อมไม่ระงับจากตัชชนียกรรม ปราชญ์พึงทราบฝ่ายถูกตามนัยตรงกันข้ามกับฝ่ายผิดนั้นแหละ ๒. พระเสยยสกะเป็นพาล มีอาบัติมาก และคลุกคลีกับคฤหัสถ์พระสัมพุทธเจ้าผู้มหามุนี รับสั่งให้ลงนิยสกรรม ๓. ภิกษุพวกพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะทั้งสอง ในชนบทกิฏาคีรีไม่สำรวม ประพฤติแม้ซึ่งอานาจารมีอย่างต่างๆ พระสัมพุทธชินเจ้ารับสั่งให้ลงปัพพาชนียกรรม ในพระนครสาวัตถี ๔. พระสุธรรมเป็นเจ้าถิ่นของจิตตะคฤหบดีในเมืองมัจฉิกาสณฑ์ด่าจิตตะผู้อุบาสก ด้วยถ้อยคำกระทบชาติ พระตถาคตรับสั่งให้ลงปฏิสารณียกรรม ๕. พระชินเจ้าผู้อุดม ทรงบัญชาให้ลงอุกเขปนียกรรม ในเพราะไม่เห็นอาบัติ แก่พระฉันนะผู้ไม่ปรารถนาจะเห็นอาบัติ ในพระนครโกสัมพี ๖. พระฉันนะไม่ปรารถนาจะทำคืนอาบัตินั้นแล พระพุทธเจ้าผู้ดำรงตำแหน่งนายกพิเศษ รับสั่งให้ลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่ทำคืนอาบัติต่อไป ๗. ทิฐิอันเป็นบาป อาศัยความไม่รู้ บังเกิดแก่พระอริฏฐะ พระชินเจ้าดำรัสให้ลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิ นิยสกรรม ปัพพาชนียกรรม และปฏิสารณียกรรม ก็เหมือนกัน บทเกินเหล่านี้มีในปัพพาชนียกรรม คือ เล่นคะนอง ประพฤติอนาจารลบล้างพระบัญญัติ และมิจฉาชีพ ฐานไม่เห็นและไม่ทำคืนอาบัติ และฐานไม่สละทิฐิ บทเกินเหล่านี้มีในปฏิสารณียกรรมคือ มุ่งความไม่มีลาภ กล่าวติเตียนมีนามว่า ปัญจกะ ๒ หมวดๆ ละ ๕ แม้กรรมทั้งสอง คือ ตัชชนียกรรม และนิยสกรรม ก็เช่นกัน ปัพพานียกรรม และปฏิสารณียกรรม หย่อนและยิ่งกว่ากัน๘ ข้อ ๒ หมวด โดยการจำแนกอุกเขปนียกรรม ๓ อย่างนั้นเช่นเดียวกัน ปราชญ์พึงทราบกรรมที่เหลือ แม้ตามนัยแห่งตัชชนียกรรม เทอญ ฯ หัวข้อประจำขันธกะ จบ -----------------------------------------------------