๖. มหาธรรมสมาทานสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
มหาธมฺมสมาทานสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ๖. มหาธรรมสมาทานสูตร ว่าด้วยธรรมสมาทาน ๔
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ภิกฺขโวติ ฯ ภทนฺเตติ เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิก-*เศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว.
ภควา เอตทโวจ เยภุยฺเยน ภิกฺขเว สตฺตา เอวํกามา เอวํฉนฺทา เอวํอธิปฺปายา อโห วต อนิฏฺฐา อกนฺตา อมนาปา ปริหาเยยฺยุํ อิฏฺฐา กนฺตา มนาปา อภิวฑฺเฒยฺยุนฺติ เตสํ ภิกฺขเว สตฺตานํ เอวํกามานํ เอวํฉนฺทานํ เอวํอธิปฺปายานํ อนิฏฺฐา อกนฺตา อมนาปา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ อิฏฺฐา กนฺตา มนาปา ธมฺมา ปริหายนฺติ ตตฺร ตุเมฺห ภิกฺขเว ตํ กิสฺส เหตุ ปจฺเจถาติ ฯ ภควํมูลกา โน ภนฺเต ธมฺมา ภควํเนตฺติกา ภควํปฏิสรณา สาธุ วต ภนฺเต ภควนฺตํเยว ปฏิภาตุ เอตสฺส ภาสิตสฺส อตฺโถ ภควโต สุตฺวา ภิกฺขู ธาเรสฺสนฺตีติ ฯ เตนหิ ภิกฺขเว สุณาถ สาธุกํ มนสิกโรถ ภาสิสฺสามีติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย โดยมากสัตว์ทั้งหลาย มีความปรารถนา มีความพอใจ มีความประสงค์อย่างนี้ว่า โอหนอ ธรรมที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ไม่น่าชอบใจ พึงเสื่อมไป ธรรมที่น่าปรารถนาที่น่าใคร่ ที่น่าชอบใจ พึงเจริญยิ่ง ดังนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสัตว์เหล่านั้นมีความปรารถนา มีความพอใจ มีความประสงค์อย่างนี้ ธรรมที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าชอบใจ ย่อมเจริญยิ่ง ธรรมที่น่าปรารถนา ที่น่าใคร่ ที่น่าชอบใจย่อมเสื่อมไป ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในข้อนั้น พวกเธอย่อมเข้าใจเหตุนั้นอย่างไร? ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมทั้งหลายของพวกข้าพระองค์มีพระผู้มีพระภาคเป็นต้นเค้า มีพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเป็นที่พำนัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานวโรกาส ขอเนื้อความแห่งพระภาษิตนั้น จงแจ่มแจ้งแก่พระผู้มี-*พระภาคเถิด ภิกษุทั้งหลาย ได้ฟังต่อพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น พวกเธอจงฟังจงทำไว้ในใจให้ดีเราจักกล่าว. ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว.
ภควา เอตทโวจ อิธ ภิกฺขเว อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน อริยานํ อทสฺสาวี อริยธมฺมสฺส อโกวิโท อริยธมฺเม อวินีโต สปฺปุริสานํ อทสฺสาวี สปฺปุริสธมฺมสฺส อโกวิโท สปฺปุริสธมฺเม อวินีโต เสวิตพฺเพ ธมฺเม น ชานาติ อเสวิตพฺเพ ธมฺเม น ชานาติ ภชิตพฺเพ ธมฺเม น ชานาติ อภชิตพฺเพ ธมฺเม น ชานาติ ฯ โส เสวิตพฺเพ ธมฺเม อชานนฺโต อเสวิตพฺเพ ธมฺเม อชานนฺโต ภชิตพฺเพ ธมฺเม อชานนฺโต อภชิตพฺเพ ธมฺเม อชานนฺโต อเสวิตพฺเพ ธมฺเม เสวติ เสวิตพฺเพ ธมฺเม น เสวติ อภชิตพฺเพ ธมฺเม ภชติ ภชิตพฺเพ ธมฺเม น ภชติ ฯ ตสฺส อเสวิตพฺเพ ธมฺเม เสวโต เสวิตพฺเพ ธมฺเม อเสวโต อภชิตพฺเพ ธมฺเม ภชโต ภชิตพฺเพ ธมฺเม อภชโต อนิฏฺฐา อกนฺตา อมนาปา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ อิฏฺฐา กนฺตา มนาปา ธมฺมา ปริหายนฺติ ตํ กิสฺส เหตุ เอวํ เหตํ ภิกฺขเว โหติ ยถาตํ อวิทฺทสุโน ฯ {๕๒๒.๑} สุตวา จ โข ภิกฺขเว อริยสาวโก อริยานํ ทสฺสาวี อริยธมฺมสฺส โกวิโท อริยธมฺเม สุวินีโต สปฺปุริสานํ ทสฺสาวี สปฺปุริสธมฺมสฺส โกวิโท สปฺปุริสธมฺเม สุวินีโต เสวิตพฺเพ ธมฺเม ชานาติ อเสวิตพฺเพ ธมฺเม ชานาติ ภชิตพฺเพ ธมฺเม ชานาติ อภชิตพฺเพ ธมฺเม ชานาติ ฯ โส เสวิตพฺเพ ธมฺเม ชานนฺโต อเสวิตพฺเพ ธมฺเม ชานนฺโต ภชิตพฺเพ ธมฺเม ชานนฺโต อภชิตพฺเพ ธมฺเม ชานนฺโต อเสวิตพฺเพ ธมฺเม น เสวติ เสวิตพฺเพ ธมฺเม เสวติ อภชิตพฺเพ ธมฺเม น ภชติ ภชิตพฺเพ ธมฺเม ภชติ ฯ ตสฺส อเสวิตพฺเพ ธมฺเม อเสวโต เสวิตพฺเพ ธมฺเม เสวโต อภชิตพฺเพ ธมฺเม อภชโต ภชิตพฺเพ ธมฺเม ภชโต อนิฏฺฐา อกนฺตา อมนาปา ธมฺมา ปริหายนฺติ อิฏฺฐา กนฺตา มนาปา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ ตํ กิสฺส เหตุ เอวํ เหตํ ภิกฺขเว โหติ ยถาตํ วิทฺทสุโนติ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับในโลกนี้ไม่ได้เห็นพระอริยะ ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้ฝึกในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้เห็นสัป-*บุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัปบุรุษ ไม่ได้ฝึกในธรรมของสัปบุรุษ ย่อมไม่รู้จักธรรมที่ควรเสพไม่รู้จักธรรมที่ไม่ควรเสพ ไม่รู้จักธรรมที่ควรคบ ไม่รู้จักธรรมที่ไม่ควรคบ เมื่อไม่รู้จักธรรมที่ควรเสพ ไม่รู้จักธรรมที่ไม่ควรเสพ ไม่รู้จักธรรมที่ควรคบ ไม่รู้จักธรรมที่ไม่ควรคบ ก็เสพธรรมที่ไม่ควรเสพ ไม่เสพธรรมที่ควรเสพ คบธรรมที่ไม่ควรคบ ไม่คบธรรมที่ควรคบ เมื่อเสพธรรมที่ไม่ควรเสพ ไม่เสพธรรมที่ควรเสพ คบธรรมที่ไม่ควรคบ ไม่คบธรรมที่ควรคบ ธรรมที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าชอบใจ ก็เจริญยิ่ง ธรรมที่น่าปรารถนาที่น่าใคร่ ที่น่าชอบใจ ก็เสื่อมไป ข้อนั้น เป็นเพราะเหตุอะไร? เป็นเพราะปุถุชนมิได้รู้ถูกต้อง. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนอริย-*สาวกผู้สดับแล้ว ได้เห็นพระอริยะ ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ได้ฝึกดีแล้วในธรรมของพระอริยะ ได้เห็นสัปบุรุษฉลาดในธรรมของสัปบุรุษ ได้ฝึกดีแล้วในธรรมของสัปบุรุษ รู้จักธรรมที่ควรเสพรู้จักธรรมที่ไม่ควรเสพ รู้จักธรรมที่ควรคบ รู้จักธรรมที่ไม่ควรคบ เมื่อรู้จักธรรมที่ควร-*เสพ รู้จักธรรมที่ไม่ควรเสพ รู้จักธรรมที่ควรคบ รู้จักธรรมที่ไม่ควรคบ ก็ไม่เสพธรรมที่ไม่ควรเสพเสพธรรมที่ควรเสพ ไม่คบธรรมที่ไม่ควรคบ คบธรรมที่ควรคบ เมื่อไม่เสพธรรมที่ไม่ควรเสพเสพธรรมที่ควรเสพ ไม่คบธรรมที่ไม่ควรคบ คบธรรมที่ควรคบ ธรรมที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ไม่น่าชอบใจก็เสื่อมไป ธรรมที่น่าปรารถนา ที่น่าใคร่ ที่น่าชอบใจ ก็เจริญยิ่ง นั่นเป็นเพราะเหตุไร? เป็นเพราะอริยสาวกรู้ถูกต้อง.
จตฺตารีมานิ ภิกฺขเว ธมฺมสมาทานานิ กตมานิ จตฺตาริ อตฺถิ ภิกฺขเว ธมฺมสมาทานํ ปจฺจุปฺปนฺนทุกฺขญฺเจว อายติญฺจ ทุกฺขวิปากํ อตฺถิ ภิกฺขเว ธมฺมสมาทานํ ปจฺจุปฺปนฺนสุขํ อายตึ ทุกฺขวิปากํ อตฺถิ ภิกฺขเว ธมฺมสมาทานํ ปจฺจุปฺปนฺนทุกฺขํ อายตึ สุขวิปากํ อตฺถิ ภิกฺขเว ธมฺมสมาทานํ ปจฺจุปฺปนฺนสุขญฺเจว อายติญฺจ สุขวิปากํ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมสมาทานนี้มี ๔ อย่าง ๔ อย่างเป็นไฉน? ธรรมสมา-*ทานที่มีทุกข์ในปัจจุบัน และมีทุกข์เป็นวิบากต่อไปก็มี ธรรมสมาทานที่มีสุขในปัจจุบัน แต่มีทุกข์เป็นวิบากต่อไปก็มี ธรรมสมาทานที่มีทุกข์ในปัจจุบัน แต่มีสุขเป็นวิบากต่อไปก็มี ธรรมสมาทานที่มีสุขในปัจจุบัน และมีสุขเป็นวิบากต่อไปก็มี.
ตตฺร ภิกฺขเว ยมิทํ ธมฺมสมาทานํ ปจฺจุปฺปนฺนทุกฺขญฺเจว อายติญฺจ ทุกฺขวิปากํ ตํ อวิทฺธา อวิชฺชาคโต ยถาภูตํ นปฺปชานาติ อิทํ โข ธมฺมสมาทานํ ปจฺจุปฺปนฺนทุกฺขญฺเจว อายติญฺจ ทุกฺขวิปากนฺติ ฯ ตํ อวิทฺธา อวิชฺชาคโต ยถาภูตํ นปฺปชานนฺโต ตํ เสวติ ตํ น ปริวชฺเชติ ฯ ตสฺส ตํ เสวโต ตํ อปฺปริวชฺชยโต อนิฏฺฐา อกนฺตา อมนาปา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ อิฏฺฐา กนฺตา มนาปา ธมฺมา ปริหายนฺติ ตํ กิสฺส เหตุ เอวํ เหตํ ภิกฺขเว โหติ ยถาตํ อวิทฺทสุโนติ ฯ {๕๒๔.๑} ตตฺร ภิกฺขเว ยมิทํ ธมฺมสมาทานํ ปจฺจุปฺปนฺนสุขํ อายตึ ทุกฺขวิปากํ ตํ อวิทฺธา อวิชฺชาคโต ยถาภูตํ นปฺปชานาติ อิทํ โข ธมฺมสมาทานํ ปจฺจุปฺปนฺนสุขํ อายตึ ทุกฺขวิปากนฺติ ฯ ตํ อวิทฺธา อวิชฺชาคโต ยถาภูตํ นปฺปชานนฺโต ตํ เสวติ ตํ น ปริวชฺเชติ ฯ ตสฺส ตํ เสวโต ตํ อปฺปริวชฺชยโต อนิฏฺฐา อกนฺตา อมนาปา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ อิฏฺฐา กนฺตา มนาปา ธมฺมา ปริหายนฺติ ตํ กิสฺส เหตุ เอวํ เหตํ ภิกฺขเว โหติ ยถาตํ อวิทฺทสุโนติ ฯ {๕๒๔.๒} ตตฺร ภิกฺขเว ยมิทํ ธมฺมสมาทานํ ปจฺจุปฺปนฺนทุกฺขํ อายตึ สุขวิปากํ ตํ อวิทฺธา อวิชฺชาคโต ยถาภูตํ นปฺปชานาติ อิทํ โข ธมฺมสมาทานํ ปจฺจุปฺปนฺนทุกฺขํ อายตึ สุขวิปากนฺติ ฯ ตํ อวิทฺธา อวิชฺชาคโต ยถาภูตํ นปฺปชานนฺโต ตํ เสวติ ตํ น ปริวชฺเชติ ฯ ตสฺส ตํ เสวโต ตํ อปฺปริวชฺชยโต อนิฏฺฐา อกนฺตา อมนาปา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ อิฏฺฐา กนฺตา มนาปา ธมฺมา ปริหายนฺติ ตํ กิสฺส เหตุ เอวํ เหตํ ภิกฺขเว โหติ ยถาตํ อวิทฺทสุโนติ ฯ {๕๒๔.๓} ตตฺร ภิกฺขเว ยมิทํ ธมฺมสมาทานํ ปจฺจุปฺปนฺนสุขญฺเจว อายติญฺจ สุขวิปากํ ตํ อวิทฺธา อวิชฺชาคโต ยถาภูตํ นปฺปชานาติ อิทํ โข ธมฺมสมาทานํ ปจฺจุปฺปนฺนสุขญฺเจว อายติญฺจ สุขวิปากนฺติ ฯ ตํ อวิทฺธา อวิชฺชาคโต ยถาภูตํ นปฺปชานนฺโต ตํ เสวติ ตํ น ปริวชฺเชติ ฯ ตสฺส ตํ เสวโต ตํ อปฺปริวชฺชยโต อนิฏฺฐา อกนฺตา อมนาปา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ อิฏฺฐา กนฺตา มนาปา ธมฺมา ปริหายนฺติ ตํ กิสฺส เหตุ เอวํ เหตํ ภิกฺขเว โหติ ยถาตํ อวิทฺทสุโนติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาธรรมสมาทานเหล่านั้น บุคคลไม่รู้จักธรรมสมาทานที่มีทุกข์ในปัจจุบัน และมีทุกข์เป็นวิบากต่อไป ไปแล้วในอวิชชาย่อมไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่าธรรมสมาทานนี้แล มีทุกข์ในปัจจุบัน และมีทุกข์เป็นวิบากต่อไป เมื่อไม่รู้จักธรรมสมาทานนั้นไปแล้วในอวิชชา ไม่รู้ชัดตามความเป็นจริง จึงเสพธรรมสมาทานนั้น ไม่ละเว้นธรรมสมาทานนั้น เมื่อเสพธรรมสมาทานนั้น ไม่ละเว้นธรรมสมาทานนั้น ธรรมที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ไม่น่าชอบใจ ย่อมเจริญยิ่ง ธรรมที่น่าปรารถนา ที่น่าใคร่ น่าชอบใจ ย่อมเสื่อมไป นั่นเป็นเพราะเหตุอะไร? เป็นเพราะบุคคลนั้นไม่รู้ถูกต้อง. ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาธรรมสมาทานเหล่านั้น บุคคลไม่รู้จักธรรมสมาทานที่มีสุขในปัจจุบัน แต่มีทุกข์เป็นวิบากต่อไป ไปแล้วในอวิชชา ย่อมไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่าธรรมสมาทานนี้แล มีสุขในปัจจุบัน แต่มีทุกข์เป็นวิบากต่อไป เมื่อไม่รู้จักธรรมสมาทานนั้น ไปแล้วในอวิชชา ไม่รู้ชัดตามความเป็นจริง จึงเสพธรรมสมาทานนั้น ไม่ละเว้นธรรมสมาทานนั้นเมื่อเสพธรรมสมาทานนั้น ไม่ละเว้นธรรมสมาทานนั้น ธรรมที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าชอบใจ ย่อมเจริญยิ่ง ธรรมที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ ย่อมเสื่อมไป นั่นเป็นเพราะเหตุอะไร? เป็นเพราะบุคคลนั้นไม่รู้ถูกต้อง. ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาธรรมสมาทานเหล่านั้น บุคคลไม่รู้จักธรรมสมาทานที่มีทุกข์ในปัจจุบัน แต่มีสุขเป็นวิบากต่อไป ไปแล้วในอวิชชา ย่อมไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่าธรรมสมาทานนี้แล มีทุกข์ในปัจจุบัน แต่มีสุขเป็นวิบากต่อไป เมื่อไม่รู้จักธรรมสมาทานนั้นไปแล้วในอวิชชา ไม่รู้ชัดตามความเป็นจริง จึงเสพธรรมสมาทานนั้น ไม่ละเว้นธรรมสมาทานนั้น เมื่อเสพธรรมสมาทานนั้น ไม่ละเว้นธรรมสมาทานนั้น ธรรมที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ไม่น่าชอบใจ ย่อมเจริญยิ่ง ธรรมที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ ย่อมเสื่อมไป นั่นเป็นเพราะเหตุอะไร? เป็นเพราะบุคคลนั้นไม่รู้ถูกต้อง. ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาธรรมสมาทานเหล่านั้น บุคคลไม่รู้จักธรรมสมาทานที่มีสุขในปัจจุบัน และมีสุขเป็นวิบากต่อไป ไปแล้วในอวิชชา ย่อมไม่รู้ชัดตามความจริงว่า ธรรม-*สมาทานนี้แล มีสุขในปัจจุบัน และมีสุขเป็นวิบากต่อไป เมื่อไม่รู้จักธรรมสมาทานนั้น ไปแล้วในอวิชชา ไม่รู้ชัดตามความเป็นจริง จึงเสพธรรมสมาทานนั้น ไม่ละเว้นธรรมสมาทานนั้น. เมื่อเสพธรรมสมาทานนั้น ไม่ละเว้นธรรมสมาทานนั้น ธรรมที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าชอบใจ ย่อมเจริญยิ่ง ธรรมที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ ย่อมเสื่อมไป. นั่นเป็นเพราะเหตุอะไร? เป็นเพราะบุคคลนั้นไม่รู้ถูกต้อง.
ตตฺร ภิกฺขเว ยมิทํ ธมฺมสมาทานํ ปจฺจุปฺปนฺนทุกฺขญฺเจว อายติญฺจ ทุกฺขวิปากํ ตํ วิทฺธา วิชฺชาคโต ยถาภูตํ ปชานาติ อิทํ โข ธมฺมสมาทานํ ปจฺจุปฺปนฺนทุกฺขญฺเจว อายติญฺจ ทุกฺขวิปากนฺติ ฯ ตํ วิทฺธา วิชฺชาคโต ยถาภูตํ ปชานนฺโต ตํ น เสวติ ตํ ปริวชฺเชติ ฯ ตสฺส ตํ อเสวโต ตํ ปริวชฺชยโต อนิฏฺฐา อกนฺตา อมนาปา ธมฺมา ปริหายนฺติ อิฏฺฐา กนฺตา มนาปา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ ตํ กิสฺส เหตุ เอวํ เหตํ ภิกฺขเว โหติ ยถาตํ วิทฺทสุโนติ ฯ ตตฺร ภิกฺขเว ยมิทํ ธมฺมสมาทานํ ปจฺจุปฺปนฺนสุขํ อายตึ ทุกฺขวิปากํ ตํ วิทฺธา วิชฺชาคโต ยถาภูตํ ปชานาติ อิทํ โข ธมฺมสมาทานํ ปจฺจุปฺปนฺนสุขํ อายตึ ทุกฺขวิปากนฺติ ฯ ตํ วิทฺธา วิชฺชาคโต ยถาภูตํ ปชานนฺโต ตํ น เสวติ ตํ ปริวชฺเชติ ฯ {๕๒๕.๑} ตสฺส ตํ อเสวโต ตํ ปริวชฺชยโต อนิฏฺฐา อกนฺตา อมนาปา ธมฺมา ปริหายนฺติ อิฏฺฐา กนฺตา มนาปา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ ตํ กิสฺส เหตุ เอวํ เหตํ ภิกฺขเว โหติ ยถาตํ วิทฺทสุโนติ ฯ ตตฺร ภิกฺขเว ยมิทํ ธมฺมสมาทานํ ปจฺจุปฺปนฺนทุกฺขํ อายตึ สุขวิปากํ ตํ วิทฺธา วิชฺชาคโต ยถาภูตํ ปชานาติ อิทํ โข ธมฺมสมาทานํ ปจฺจุปฺปนฺนทุกฺขํ อายตึ สุขวิปากนฺติ ฯ ตํ วิทฺธา วิชฺชาคโต ยถาภูตํ ปชานนฺโต ตํ น เสวติ ตํ ปริวชฺเชติ ฯ ตสฺส ตํ อเสวโต ตํ ปริวชฺชยโต อนิฏฺฐา อกนฺตา อมนาปา ธมฺมา ปริหายนฺติ อิฏฺฐา กนฺตา มนาปา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ ตํ กิสฺส เหตุ เอวํ เหตํ ภิกฺขเว โหติ ยถาตํ วิทฺทสุโนติ ฯ ตตฺร ภิกฺขเว ยมิทํ ธมฺมสมาทานํ ปจฺจุปฺปนฺนสุขญฺเจว อายติญฺจ สุขวิปากํ ตํ วิทฺธา วิชฺชาคโต ยถาภูตํ ปชานาติ อิทํ โข ธมฺมสมาทานํ ปจฺจุปฺปนฺนสุขญฺเจว อายติญฺจ สุขวิปากนฺติ ฯ ตํ วิทฺธา วิชฺชาคโต ยถาภูตํ ปชานนฺโต ตํ น เสวติ ตํ ปริวชฺเชติ ฯ ตสฺส ตํ อเสวโต ตํ ปริวชฺชยโต อนิฏฺฐา อกนฺตา อมนาปา ธมฺมา ปริหายนฺติ อิฏฺฐา กนฺตา มนาปา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ ตํ กิสฺส เหตุ เอวํ เหตํ ภิกฺขเว โหติยถาตํ วิทฺทสุโนติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาธรรมสมาทานเหล่านั้น บุคคลรู้จักธรรมสมาทานที่มีทุกข์ในปัจจุบัน และมีทุกข์เป็นวิบากต่อไป ไปแล้วในวิชชาย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่าธรรมสมาทานนี้แล มีทุกข์ในปัจจุบัน และมีทุกข์เป็นวิบากต่อไป. เมื่อรู้จักธรรมสมาทานนั้นไปแล้วในวิชชา รู้ชัดตามความเป็นจริง จึงไม่เสพธรรมสมาทานนั้น ละเว้นธรรมสมาทานนั้น. เมื่อไม่เสพธรรมสมาทานนั้น ละเว้นธรรมสมาทานนั้น ธรรมที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าชอบใจ ย่อมเสื่อมไป ธรรมที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ ย่อมเจริญยิ่ง. นั่นเป็นเพราะเหตุอะไร? เป็นเพราะบุคคลนั้นรู้ถูกต้อง. ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาธรรมสมาทานเหล่านั้น บุคคลรู้จักธรรมสมาทานที่มีสุขในปัจจุบัน แต่มีทุกข์เป็นวิบากต่อไป ไปแล้วในวิชชา ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ธรรมสมาทานนี้แล มีสุขในปัจจุบัน แต่มีทุกข์เป็นวิบากต่อไป เมื่อรู้จักธรรมสมาทานนั้น ไปแล้วในวิชชารู้ชัดตามความเป็นจริง จึงไม่เสพธรรมสมาทานนั้น ละเว้นธรรมสมาทานนั้น. เมื่อไม่เสพธรรม-*สมาทานนั้น ละเว้นธรรมสมาทานนั้น ธรรมที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าชอบใจ ย่อมเสื่อมไป ธรรมที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ ย่อมเจริญยิ่ง. นั่นเป็นเพราะเหตุอะไร? เป็นเพราะบุคคลนั้นรู้ถูกต้อง. ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาธรรมสมาทานเหล่านั้น บุคคลรู้จักธรรมสมาทานที่มีทุกข์ในปัจจุบัน แต่มีสุขเป็นวิบากต่อไป ไปแล้วในวิชชา ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ธรรมสมาทานนี้แล มีทุกข์ในปัจจุบัน แต่มีสุขเป็นวิบากต่อไป. เมื่อรู้จักธรรมสมาทานนั้น ไปแล้วในวิชชารู้ชัดตามความเป็นจริง จึงไม่เสพธรรมสมาทานนั้น ละเว้นธรรมสมาทานนั้น เมื่อไม่เสพธรรม-*สมาทานนั้น ละเว้นธรรมสมาทานนั้น ธรรมที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าชอบใจ ย่อมเสื่อมไป ธรรมที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ ย่อมเจริญยิ่ง. นั่นเป็นเพราะเหตุอะไร? เป็นเพราะบุคคลนั้นรู้ถูกต้อง. ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาธรรมสมาทานเหล่านั้น บุคคลรู้จักธรรมสมาทานที่มีสุขในปัจจุบัน และมีสุขเป็นวิบากต่อไป ไปแล้วในวิชชา ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ธรรมสมาทานนี้แล มีสุขในปัจจุบัน และมีสุขเป็นวิบากต่อไป. เมื่อรู้จักธรรมสมาทานนั้น ไปแล้วในวิชชารู้ชัดตามความเป็นจริง จึงไม่เสพธรรมสมาทานนั้น ละเว้นธรรมสมาทานนั้น. เมื่อไม่เสพธรรม-*สมาทานนั้น ละเว้นธรรมสมาทานนั้น ธรรมที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าชอบใจย่อมเสื่อมไป ธรรมที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ ย่อมเจริญยิ่ง. นั่นเป็นเพราะเหตุอะไร?เป็นเพราะบุคคลนั้นรู้ถูกต้อง.
กตมญฺจ ภิกฺขเว ธมฺมสมาทานํ ปจฺจุปฺปนฺนทุกฺขญฺเจว อายติญฺจ ทุกฺขวิปากํ ฯ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ สหาปิ ทุกฺเขน สหาปิ โทมนสฺเสน ปาณาติปาตี โหติ ปาณาติปาตปจฺจยา จ ทุกฺขํ โทมนสฺสํ ปฏิสํเวเทติ ฯ สหาปิ ทุกฺเขน สหาปิ โทมนสฺเสน อทินฺนาทายี โหติ อทินฺนาทานปจฺจยา จ ทุกฺขํ โทมนสฺสํ ปฏิสํเวเทติ ฯ สหาปิ ทุกฺเขน สหาปิ โทมนสฺเสน กาเมสุ มิจฺฉาจารี โหติ กาเมสุ มิจฺฉาจารปจฺจยา จ ทุกฺขํ โทมนสฺสํ ปฏิสํเวเทติ ฯ {๕๒๖.๑} สหาปิ ทุกฺเขน สหาปิ โทมนสฺเสน มุสาวาที โหติ มุสาวาทปจฺจยา จ ทุกฺขํ โทมนสฺสํ ปฏิสํเวเทติ ฯ สหาปิ ทุกฺเขน สหาปิ โทมนสฺเสน ปิสุณวาโจ โหติ ปิสุณวาจปจฺจยา จ ทุกฺขํ โทมนสฺสํ ปฏิสํเวเทติ ฯ สหาปิ ทุกฺเขน สหาปิ โทมนสฺเสน ผรุสวาโจ โหติ ผรุสวาจปจฺจยา จ ทุกฺขํ โทมนสฺสํ ปฏิสํเวเทติ ฯ สหาปิ ทุกฺเขน สหาปิ โทมนสฺเสน สมฺผปฺปลาปี โหติ สมฺผปฺปลาปปจฺจยา จ ทุกฺขํ โทมนสฺสํ ปฏิสํเวเทติ ฯ สหาปิ ทุกฺเขน สหาปิ โทมนสฺเสน อภิชฺฌาลุ โหติ อภิชฺฌาปจฺจยา จ ทุกฺขํ โทมนสฺสํ ปฏิสํเวเทติ ฯ สหาปิ ทุกฺเขน สหาปิ โทมนสฺเสน พฺยาปนฺนจิตฺโต โหติ พฺยาปาทปจฺจยา จ ทุกฺขํ โทมนสฺสํ ปฏิสํเวเทติ ฯ สหาปิ ทุกฺเขน สหาปิ โทมนสฺเสน มิจฺฉาทิฏฺฐิ โหติ มิจฺฉาทิฏฺฐิปจฺจยา จ ทุกฺขํ โทมนสฺสํ ปฏิสํเวเทติ ฯ โส กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปชฺชติ ฯ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ธมฺมสมาทานํ ปจฺจุปฺปนฺนทุกฺขญฺเจว อายติญฺจ ทุกฺขวิปากํ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมสมาทานที่มีทุกข์ในปัจจุบัน และมีทุกข์เป็นวิบากต่อไป เป็นไฉน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นคนฆ่าสัตว์ พร้อมด้วยทุกข์บ้างพร้อมด้วยโทมนัสบ้าง ย่อมเสวยทุกขโทมนัส เพราะปาณาติบาตเป็นปัจจัย. เป็นคนถือเอาทรัพย์ที่เขามิได้ให้ พร้อมด้วยทุกข์บ้าง พร้อมด้วยโทมนัสบ้าง ย่อมเสวยทุกขโทมนัส เพราะอทินนาทานเป็นปัจจัย เป็นคนประพฤติผิดในกาม พร้อมด้วยทุกข์บ้าง พร้อมด้วยโทมนัสบ้าง ย่อมเสวยทุกขโทมนัส เพราะกาเมสุมิจฉาจารเป็นปัจจัย เป็นคนพูดเท็จ พร้อมด้วยทุกข์บ้าง พร้อมด้วยโทมนัสบ้าง ย่อมเสวยทุกขโทมนัส เพราะมุสาวาทเป็นปัจจัย. เป็นคนมีวาจาส่อเสียด พร้อมด้วยทุกข์บ้าง พร้อมด้วยโทมนัสบ้าง ย่อมเสวยทุกขโทมนัส เพราะปิสุณาวาจาเป็นปัจจัย. เป็นคนมีวาจาหยาบ พร้อมด้วยทุกข์บ้าง พร้อมด้วยโทมนัสบ้าง ย่อมเสวยทุกขโทมนัส เพราะผรุส-*วาจาเป็นปัจจัย เป็นคนพูดเพ้อเจ้อ พร้อมด้วยทุกข์บ้าง พร้อมด้วยโทมนัสบ้าง ย่อมเสวยทุกข-*โทมนัส เพราะสัมผัปปลาปะเป็นปัจจัย. เป็นคนมีอภิชฌามาก พร้อมด้วยทุกข์บ้าง พร้อมด้วยโทมนัสบ้าง ย่อมเสวยทุกขโทมนัส เพราะอภิชฌาเป็นปัจจัย เป็นคนมีจิตพยาบาทพร้อมด้วยทุกข์บ้าง พร้อมด้วยโทมนัสบ้าง ย่อมเสวยทุกขโทมนัส เพราะพยาบาทเป็นปัจจัย เป็นคนมีความเห็นผิด พร้อมด้วยทุกข์บ้าง พร้อมด้วยโทมนัสบ้าง ย่อมเสวยทุกขโทมนัส เพราะมิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัย. เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เขาย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ดูกร-*ภิกษุทั้งหลาย ธรรมสมาทานนี้ เรากล่าวว่า มีทุกข์ในปัจจุบัน และมีทุกข์เป็นวิบากต่อไป.
กตมญฺจ ภิกฺขเว ธมฺมสมาทานํ ปจฺจุปฺปนฺนสุขํ อายตึ ทุกฺขวิปากํ ฯ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ สหาปิ สุเขน สหาปิ โสมนสฺเสน ปาณาติปาตี โหติ ปาณาติปาตปจฺจยา จ สุขํ โสมนสฺสํ ปฏิสํเวเทติ ฯ สหาปิ สุเขน สหาปิ โสมนสฺเสน อทินฺนาทายี โหติ อทินฺนาทานปจฺจยา จ สุขํ โสมนสฺสํ ปฏิสํเวเทติ ฯ สหาปิ สุเขน สหาปิ โสมนสฺเสน กาเมสุ มิจฺฉาจารี โหติ กาเมสุ มิจฺฉาจารปจฺจยา จ สุขํ โสมนสฺสํ ปฏิสํเวเทติ ฯ สหาปิ สุเขน สหาปิ โสมนสฺเสน มุสาวาที โหติ มุสาวาทปจฺจยา จ สุขํ โสมนสฺสํ ปฏิสํเวเทติ ฯ สหาปิ สุเขน สหาปิ โสมนสฺเสน ปิสุณวาโจ โหติ ปิสุณวาจปจฺจยา จ สุขํ โสมนสฺสํ ปฏิสํเวเทติ ฯ สหาปิ สุเขน สหาปิ โสมนสฺเสน ผรุสวาโจ โหติ ผรุสวาจปจฺจยา จ สุขํ โสมนสฺสํ ปฏิสํเวเทติ ฯ สหาปิ สุเขน สหาปิ โสมนสฺเสน สมฺผปฺปลาปี โหติ สมฺผปฺปลาปปจฺจยา จ สุขํ โสมนสฺสํ ปฏิสํเวเทติ ฯ สหาปิ สุเขน สหาปิ โสมนสฺเสน อภิชฺฌาลุ โหติ อภิชฺฌาปจฺจยา จ สุขํ โสมนสฺสํ ปฏิสํเวเทติ ฯ สหาปิ สุเขน สหาปิ โสมนสฺเสน พฺยาปนฺนจิตฺโต โหติ พฺยาปาทปจฺจยา จ สุขํ โสมนสฺสํ ปฏิสํเวเทติ ฯ สหาปิ สุเขน สหาปิ โสมนสฺเสน มิจฺฉาทิฏฺฐิ โหติ มิจฺฉาทิฏฺฐิปจฺจยา จ สุขํ โสมนสฺสํ ปฏิสํเวเทติ ฯ โส กายสฺส เภทา ปรมฺมณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปชฺชติ ฯ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ธมฺมสมาทานํ ปจฺจุปฺปนฺนสุขํ อายตึ ทุกฺขวิปากํ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมสมาทานที่มีสุขในปัจจุบัน แต่มีทุกข์เป็นวิบากต่อไปเป็นไฉน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นคนฆ่าสัตว์ พร้อมด้วยสุขบ้างพร้อมด้วยโสมนัสบ้าง ย่อมเสวยสุขโสมนัส เพราะปาณาติบาตเป็นปัจจัย. เป็นคนถือเอาทรัพย์ที่เขามิได้ให้ พร้อมด้วยสุขบ้าง พร้อมด้วยโสมนัสบ้าง ย่อมเสวยสุขโสมนัส เพราะอทินนาทาน-*เป็นปัจจัย. เป็นคนประพฤติผิดในกาม พร้อมด้วยสุขบ้าง พร้อมด้วยโสมนัสบ้าง ย่อมเสวยสุขโสมนัส เพราะกาเมสุมิจฉาจารเป็นปัจจัย. เป็นคนพูดเท็จ พร้อมด้วยสุขบ้าง พร้อมด้วยโสมนัสบ้าง ย่อมเสวยสุขโสมนัส เพราะมุสาวาทเป็นปัจจัย. เป็นคนมีวาจาส่อเสียด พร้อมด้วยสุขบ้างพร้อมด้วยโสมนัสบ้าง ย่อมเสวยสุขโสมนัส เพราะปิสุณาวาจาเป็นปัจจัย. เป็นคนมีวาจาหยาบพร้อมด้วยสุขบ้าง พร้อมด้วยโสมนัสบ้าง ย่อมเสวยสุขโสมนัส เพราะผรุสวาจาเป็นปัจจัย. เป็นคนพูดเพ้อเจ้อ พร้อมด้วยสุขบ้าง พร้อมด้วยโสมนัสบ้าง ย่อมเสวยสุขโสมนัส เพราะสัมผัป-*ปลาปะเป็นปัจจัย. เป็นคนมีอภิชฌามาก พร้อมด้วยสุขบ้าง พร้อมด้วยโสมนัสบ้าง ย่อมเสวย-*สุขโสมนัส เพราะอภิชฌาเป็นปัจจัย. เป็นคนมีจิตพยาบาท พร้อมด้วยสุขบ้าง พร้อมด้วยโสมนัสบ้าง ย่อมเสวยสุขโสมนัส เพราะพยาบาทเป็นปัจจัย เป็นคนมีความเห็นผิด พร้อมด้วยสุขบ้างพร้อมด้วยโสมนัสบ้าง ย่อมเสวยทุกขโทมนัส เพราะมิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัย. เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตกเขาย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินินาต นรก. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมสมาทานนี้เรากล่าวว่ามีสุขในปัจจุบัน แต่มีทุกข์เป็นวิบากต่อไป.
กตมญฺจ ภิกฺขเว ธมฺมสมาทานํ ปจฺจุปฺปนฺนทุกฺขํ อายตึ สุขวิปากํ ฯ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ สหาปิ ทุกฺเขน สหาปิ โทมนสฺเสน ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ ปาณาติปาตา เวรมณีปจฺจยา จ ทุกฺขํ โทมนสฺสํ ปฏิสํเวเทติ ฯ สหาปิ ทุกฺเขน สหาปิ โทมนสฺเสน อทินฺนาทานา ปฏิวิรโต โหติ อทินฺนาทานา เวรมณีปจฺจยา จ ทุกฺขํ โทมนสฺสํ ปฏิสํเวเทติ ฯ สหาปิ ทุกฺเขน สหาปิ โทมนสฺเสน กาเมสุ มิจฺฉาจารา ปฏิวิรโต โหติ กาเมสุ มิจฺฉาจารา เวรมณีปจฺจยา จ ทุกฺขํ โทมนสฺสํ ปฏิสํเวเทติ ฯ สหาปิ ทุกฺเขน สหาปิ โทมนสฺเสน มุสาวาทา ปฏิวิรโต โหติ มุสาวาทา เวรมณีปจฺจยา จ ทุกฺขํ โทมนสฺสํ ปฏิสํเวเทติ ฯ สหาปิ ทุกฺเขน สหาปิ โทมนสฺเสน ปิสุณาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ ปิสุณาย วาจาย เวรมณีปจฺจยา จ ทุกฺขํ โทมนสฺสํ ปฏิสํเวเทติ ฯ สหาปิ ทุกฺเขน สหาปิ โทมนสฺเสน ผรุสาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ ผรุสาย วาจาย เวรมณีปจฺจยา จ ทุกฺขํ โทมนสฺสํ ปฏิสํเวเทติ ฯ สหาปิ ทุกฺเขน สหาปิ โทมนสฺเสน สมฺผปฺปลาปา ปฏิวิรโต โหติ สมฺผปฺปลาปา เวรมณีปจฺจยา จ ทุกฺขํ โทมนสฺสํ ปฏิสํเวเทติ ฯ สหาปิ ทุกฺเขน สหาปิ โทมนสฺเสน อนภิชฺฌาลุ โหติ อนภิชฺฌาปจฺจยา จ ทุกฺขํ โทมนสฺสํ ปฏิสํเวเทติ ฯ สหาปิ ทุกฺเขน สหาปิ โทมนสฺเสน อพฺยาปนฺนจิตฺโต โหติ อพฺยาปาทปจฺจยา จ ทุกฺขํ โทมนสฺสํ ปฏิสํเวเทติ ฯ สหาปิ ทุกฺเขน สหาปิ โทมนสฺเสน สมฺมาทิฏฺฐิ โหติ สมฺมาทิฏฺฐิปจฺจยา จ ทุกฺขํ โทมนสฺสํ ปฏิสํเวเทติ ฯ โส กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชติ ฯ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ธมฺมสมาทานํ ปจฺจุปฺปนฺนทุกฺขํ อายตึ สุขวิปากํ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมสมาทานที่มีทุกข์ในปัจจุบัน แต่มีสุขเป็นวิบากต่อไปเป็นไฉน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นคนเว้นขาดจากปาณาติบาต พร้อมด้วยทุกข์บ้าง พร้อมด้วยโทมนัสบ้าง ย่อมเสวยทุกขโทมนัส เพราะการเว้นจากปาณาติบาตเป็นปัจจัย. เป็นคนเว้นขาดจากอทินนาทาน พร้อมด้วยทุกข์บ้าง พร้อมด้วยโทมนัสบ้าง ย่อมเสวยทุกขโทมนัส เพราะการเว้นจากอทินนาทานเป็นปัจจัย. เป็นคนเว้นขาดจากการประพฤติผิดในกามพร้อมด้วยทุกข์บ้าง พร้อมด้วยโทมนัสบ้าง ย่อมเสวยทุกขโทมนัส เพราะการเว้นจากกาเม-*สุมิจฉาจารเป็นปัจจัย. เป็นคนเว้นขาดจากมุสาวาท พร้อมด้วยทุกข์บ้าง พร้อมด้วยโทมนัสบ้างย่อมเสวยทุกขโทมนัส เพราะการเว้นจากมุสาวาทเป็นปัจจัย. เป็นคนเว้นขาดจากปิสุณาวาจาพร้อมด้วยทุกข์บ้าง พร้อมด้วยโทมนัสบ้าง ย่อมเสวยทุกขโทมนัส เพราะการเว้นจากปิสุณาวาจาเป็นปัจจัย เป็นคนเว้นจากผรุสวาจา พร้อมด้วยทุกข์บ้าง พร้อมด้วยโทมนัสบ้าง ย่อมเสวย-*ทุกขโทมนัส เพราะการเว้นจากผรุสวาจาเป็นปัจจัย. เป็นคนเว้นขาดจากสัมผัปปลาปะ พร้อมด้วยทุกข์บ้าง พร้อมด้วยโทมนัสบ้าง ย่อมเสวยทุกขโทมนัส เพราะเว้นจากสัมผัปปลาปะเป็นปัจจัย. เป็นคนไม่มีอภิชฌามาก พร้อมด้วยทุกข์บ้าง พร้อมด้วยโทมนัสบ้าง ย่อมเสวยทุกขโทมนัสเพราะอนภิชฌาเป็นปัจจัย. เป็นคนมีจิตไม่พยาบาท พร้อมด้วยทุกข์บ้าง พร้อมด้วยโทมนัสบ้างย่อมเสวยทุกขโทมนัส เพราะการไม่พยาบาทเป็นปัจจัย เป็นคนมีความเห็นชอบ พร้อมด้วยทุกข์บ้าง พร้อมด้วยโทมนัสบ้าง ย่อมเสวยทุกขโทมนัส เพราะสัมมาทิฏฐิเป็นปัจจัย. เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เขาย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมสมาทานนี้ เรากล่าวว่า มีทุกข์ในปัจจุบันแต่มีสุขเป็นวิบากต่อไป.
กตมญฺจ ภิกฺขเว ธมฺมสมาทานํ ปจฺจุปฺปนฺนสุขญฺเจว อายติญฺจ สุขวิปากํ ฯ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ สหาปิ สุเขน สหาปิ โสมนสฺเสน ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ ปาณาติปาตา เวรมณีปจฺจยา จ สุขํ โสมนสฺสํ ปฏิสํเวเทติ ฯ สหาปิ สุเขน สหาปิ โสมนสฺเสน อทินฺนาทานา ปฏิวิรโต โหติ อทินฺนาทานา เวรมณีปจฺจยา จ สุขํ โสมนสฺสํ ปฏิสํเวเทติ ฯ สหาปิ สุเขน สหาปิ โสมนสฺเสน กาเมสุ มิจฺฉาจารา ปฏิวิรโต โหติ กาเมสุ มิจฺฉาจารา เวรมณีปจฺจยา จ สุขํ โสมนสฺสํ ปฏิสํเวเทติ ฯ สหาปิ สุเขน สหาปิ โสมนสฺเสน มุสาวาทา ปฏิวิรโต โหติ มุสาวาทา เวรมณีปจฺจยา จ สุขํ โสมนสฺสํ ปฏิสํเวเทติ ฯ สหาปิ สุเขน สหาปิ โสมนสฺเสน ปิสุณาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ ปิสุณาย วาจาย เวรมณีปจฺจยา จ สุขํ โสมนสฺสํ ปฏิสํเวเทติ ฯ สหาปิ สุเขน สหาปิ โสมนสฺเสน ผรุสาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ ผรุสาย วาจาย เวรมณีปจฺจยา จ สุขํ โสมนสฺสํ ปฏิสํเวเทติ ฯ สหาปิ สุเขน สหาปิ โสมนสฺเสน สมฺผปฺปลาปา ปฏิวิรโต โหติ สมฺผปฺปลาปา เวรมณีปจฺจยา จ สุขํ โสมนสฺสํ ปฏิสํเวเทติ ฯ {๕๒๙.๑} สหาปิ สุเขน สหาปิ โสมนสฺเสน อนภิชฺฌาลุ โหติ อนภิชฺฌาปจฺจยา จ สุขํ โสมนสฺสํ ปฏิสํเวเทติ ฯ สหาปิ สุเขน สหาปิ โสมนสฺเสน อพฺยาปนฺนจิตฺโต โหติ อพฺยาปาทปจฺจยา จ สุขํ โสมนสฺสํ ปฏิสํเวเทติ ฯ สหาปิ สุเขน สหาปิ โสมนสฺเสน สมฺมาทิฏฺฐิ โหติ สมฺมาทิฏฺฐิปจฺจยา จ สุขํ โสมนสฺสํ ปฏิสํเวเทติ ฯ โส กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชติ ฯ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ธมฺมสมาทานํ ปจฺจุปฺปนฺนสุขญฺเจว อายติญฺจ สุขวิปากํ ฯ อิมานิ โข ภิกฺขเว จตฺตาริ ธมฺมสมาทานานิ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมสมาทานที่มีสุขในปัจจุบัน และมีสุขเป็นวิบากต่อไปเป็นไฉน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นคนเว้นขาดจากปาณาติบาต พร้อมด้วยสุขบ้าง พร้อมด้วยโสมนัสบ้าง ย่อมเสวยสุขโสมนัส เพราะการเว้นจากปาณาติบาตเป็นปัจจัย. เป็นคนเว้นขาดจากอทินนาทาน พร้อมด้วยสุขบ้าง พร้อมด้วยโสมนัสบ้าง ย่อมเสวยสุขโสมนัส เพราะการเว้นจากอทินนาทานเป็นปัจจัย. เป็นคนเว้นขาดจากการประพฤติผิดในกามพร้อมด้วยสุขบ้าง พร้อมด้วยโสมนัสบ้าง ย่อมเสวยสุขโสมนัส เพราะการเว้นจากกาเมสุมิจฉา-*จารเป็นปัจจัย. เป็นคนเว้นขาดจากมุสาวาท พร้อมด้วยสุขบ้าง พร้อมโสมนัสบ้าง ย่อมเสวยสุขโสมนัส เพราะการเว้นจากมุสาวาทเป็นปัจจัย. เป็นคนเว้นขาดจากปิสุณาวาจา พร้อมด้วยสุขบ้างพร้อมด้วยโสมนัสบ้าง ย่อมเสวยสุขโสมนัส เพราะการเว้นจากปิสุณาวาจา เป็นปัจจัย. เป็นคนเว้นขาดจากผรุสวาจา พร้อมด้วยสุขบ้าง พร้อมด้วยโสมนัสบ้าง ย่อมเสวยสุขโสมนัส เพราะการเว้นจากผรุสวาจาเป็นปัจจัย. เป็นคนเว้นขาดจากสัมผัปปลาปะ พร้อมด้วยสุขบ้าง พร้อมด้วยโสมนัสบ้าง ย่อมเสวยสุขโสมนัส เพราะการเว้นจากสัมผัปปลาปะเป็นปัจจัย. เป็นคนไม่มีอภิชฌามาก พร้อมด้วยสุขบ้าง พร้อมด้วยโสมนัสบ้าง ย่อมเสวยสุขโสมนัส เพราะความไม่มีอภิชฌาเป็นปัจจัย. เป็นคนมีจิตไม่พยาบาท พร้อมด้วยสุขบ้าง พร้อมด้วยโสมนัสบ้าง ย่อมเสวยสุขโสมนัส เพราะความไม่พยาบาทเป็นปัจจัย. เป็นคนมีความเห็นชอบ พร้อมด้วยสุขบ้างพร้อมด้วยโสมนัสบ้าง ย่อมเสวยสุขโสมนัส เพราะสัมมาทิฏฐิเป็นปัจจัย เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เขาย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมสมาทานนี้ เรากล่าวว่ามีสุขในปัจจุบัน และมีสุขเป็นวิบากต่อไป. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมสมาทานมี ๔ อย่างเหล่านี้แล. อุปมา ๕ ข้อ
เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ติตฺติกาลาพุ วิเสน สํสฏฺโฐ ฯ อถ ปุริโส อาคจฺเฉยฺย ชีวิตุกาโม อมริตุกาโม สุขกาโม ทุกฺขปฏิกฺกูโล ฯ ตเมนํ เอวํ วเทยฺยุํ อมฺโภ ปุริส อยํ ติตฺติกาลาพุ วิเสน สํสฏฺโฐ สเจ อากงฺขสิ ปิว ตสฺส ตํ ปิวโต เจว น ฉาเทสฺสติ วณฺเณนปิ คนฺเธนปิ รเสนปิ ปิวิตฺวา จ ปน มรณํ วา นิคฺคจฺฉสิ มรณมตฺตํ วา ทุกฺขนฺติ ฯ โส ตํ อปฺปฏิสงฺขาย ปิเวยฺย นปฺปฏินิสฺสชฺเชยฺย ตสฺส ตํ ปิวโต เจว น ฉาเทยฺย วณฺเณนปิ คนฺเธนปิ รเสนปิ ปิวิตฺวา จ ปน มรณํ วา นิคฺคจฺเฉยฺย มรณมตฺตํ วา ทุกฺขํ ตถูปมาหํ ภิกฺขเว อิมํ ธมฺมสมาทานํ วทามิ ยทิทํ ธมฺมสมาทานํ ปจฺจุปฺปนฺนทุกฺขญฺเจว อายติญฺจ ทุกฺขวิปากํ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนน้ำเต้าขมอันระคนด้วยยาพิษ. บุรุษที่รักชีวิตไม่อยากตาย รักสุข เกลียดทุกข์ มาถึงเข้า ประชุมชนบอกเขาว่าดูกรบุรุษผู้เจริญ น้ำเต้าขมนี้ระคนด้วยยาพิษ ถ้าท่านหวังจะดื่ม ก็ดื่มเถิด น้ำเต้าขมนั้น จักไม่อร่อยแก่ท่านผู้ดื่ม ทั้งสีทั้งกลิ่น ทั้งรส ครั้นท่านดื่มเข้าแล้วจักถึงตาย หรือจักถึงทุกข์ปางตาย. บุรุษนั้นไม่พิจารณาน้ำ-*เต้าขมนั้นแล้ว ดื่มมิได้วาง. ก็ไม่อร่อย เพราะสีบ้าง กลิ่นบ้าง รสบ้าง ครั้นดื่มแล้ว พึงถึงตายหรือพึงถึงทุกข์ปางตาย แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวธรรมสมาทานนี้ ที่มีทุกข์ในปัจจุบันและมีทุกข์เป็นวิบากต่อไป ว่ามีอุปมาฉันนั้น.
เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว อาปานียกํโส วณฺณสมฺปนฺโน คนฺธสมฺปนฺโน รสสมฺปนฺโน โส จ โข วิเสน สํสฏฺโฐ ฯ อถ ปุริโส อาคจฺเฉยฺย ชีวิตุกาโม อมริตุกาโม สุขกาโม ทุกฺขปฏิกฺกูโล ฯ ตเมนํ เอวํ วเทยฺยุํ อมฺโภ ปุริส อาปานียกํโส วณฺณสมฺปนฺโน คนฺธสมฺปนฺโน รสสมฺปนฺโน โส จ โข วิเสน สํสฏฺโฐ สเจ อากงฺขสิ ปิว ตสฺส ตํ ปิวโต หิ โข ฉาเทสฺสติ วณฺเณนปิ คนฺเธนปิ รเสนปิ ปิวิตฺวา จ ปน มรณํ วา นิคฺคจฺฉสิ มรณมตฺตํ วา ทุกฺขนฺติ ฯ โส ตํ อปฺปฏิสงฺขาย ปิเวยฺย นปฺปฏินิสฺสชฺเชยฺย ตสฺส ตํ ปิวโต หิ โข ฉาเทยฺย วณฺเณนปิ คนฺเธนปิ รเสนปิ ปิวิตฺวา จ ปน มรณํ วา นิคฺคจฺเฉยฺย มรณมตฺตํ วา ทุกฺขํ ตถูปมาหํ ภิกฺขเว อิมํ ธมฺมสมาทานํ วทามิ ยทิทํ ธมฺมสมาทานํ ปจฺจุปฺปนฺนสุขํ อายตึ ทุกฺขวิปากํ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนภาชนะน้ำหวานอันน่าดื่ม ถึงพร้อมด้วยสีกลิ่น และรส แต่ระคนด้วยยาพิษ. บุรุษที่รักชีวิต ไม่อยากตาย รักสุขเกลียดทุกข์ มาถึงเข้า. ประชุมชนก็บอกเขาว่า ดูกรบุรุษผู้เจริญ ภาชนะน้ำหวานอันน่าดื่ม ถึงพร้อมด้วยสี กลิ่น และรสแต่ละคนด้วยยาพิษ ถ้าท่านหวังจะดื่ม ก็ดื่มเถิด ภาชนะน้ำหวานนั้น จักชอบใจแก่ท่านผู้ดื่มทั้งสี ทั้งกลิ่น ทั้งรส ครั้นท่านดื่มเข้าแล้วจักถึงตาย หรือจักถึงทุกข์ปางตาย บุรุษนั้นไม่พิจารณาภาชนะน้ำหวานนั้นแล้ว ดื่มมิได้วาง ก็ชอบใจทั้งสี ทั้งกลิ่น ทั้งรส ครั้นดื่มแล้ว พึงถึงตายหรือพึงถึงทุกข์ปางตาย แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวธรรมสมาทานนี้ ที่มีสุขในปัจจุบันแต่มีทุกข์เป็นวิบากต่อไป ว่ามีอุปมาฉันนั้น.
เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ปูติมุตฺตํ นานาเภสชฺเชหิ สํสฏฺฐํ ฯ อถ ปุริโส อาคจฺเฉยฺย ปณฺฑุโรคี ฯ ตเมนํ เอวํ วเทยฺยุํ อมฺโภ ปุริส อิทํ ปูติมุตฺตํ นานาเภสชฺเชหิ สํสฏฺฐํ สเจ อากงฺขสิ ปิว ตสฺส ตํ ปิวโต หิ โข นจฺฉาเทสฺสติ วณฺเณนปิ คนฺเธนปิ รเสนปิ ปิวิตฺวา จ ปน สุขี ภวิสฺสตีติ ฯ โส ตํ ปฏิสงฺขาย ปิเวยฺย นปฺปฏินิสฺสชฺเชยฺย ตสฺส ตํ ปิวโต เจว นจฺฉาเทยฺย วณฺเณนปิ คนฺเธนปิ รเสนปิ ปิวิตฺวา จ ปน สุขี อสฺส ตถูปมาหํ ภิกฺขเว อิมํ ธมฺมสมาทานํ วทามิ ยทิทํ ธมฺมสมาทานํ ปจฺจุปฺปนฺนทุกฺขํ อายตึ สุขวิปากํ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนมูตรเน่าอันระคนด้วยยาต่างๆ. บุรุษที่เป็นโรคผอมเหลืองมาถึงเข้า. ประชุมชนบอกเขาว่า ดูกรบุรุษผู้เจริญ มูตรเน่าอันระคนด้วยยาต่างๆนี้ ถ้าท่านหวังจะดื่ม ก็ดื่มเถิด มูตรเน่าจักไม่ชอบใจแก่ท่านผู้ดื่ม ทั้งสี ทั้งกลิ่น ทั้งรส ก็แต่ท่านครั้นดื่มเข้าไปแล้ว จักมีสุข. บุรุษนั้นพิจารณาแล้วดื่มมิได้วาง ก็ไม่ชอบใจ ทั้งสี ทั้งกลิ่นทั้งรส ครั้นดื่มแล้ว ก็มีสุข แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวธรรมสมาทานนี้ ที่มีทุกข์ในปัจจุบัน แต่มีสุขเป็นวิบากต่อไป ว่ามีอุปมาฉันนั้น.
เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ทธิ จ มธุ จ สปฺปิ จ ผาณิตญฺจ เอกชฺฌํ สํสฏฺฐํ ฯ อถ ปุริโส อาคจฺเฉยฺย โลหิตปกฺขนฺทิโก ฯ ตเมนํ เอวํ วเทยฺยุํ อมฺโภ ปุริส อิทํ ทธิ จ มธุ จ สปฺปิ จ ผาณิตญฺจ เอกชฺฌํ สํสฏฺฐํ สเจ อากงฺขสิ ปิว ตสฺส เต ปิวโต เจว ฉาเทสฺสติ วณฺเณนปิ คนฺเธนปิ รเสนปิ ปิวิตฺวา จ ปน สุขี ภวิสฺสตีติ ฯ โส ตํ ปฏิสงฺขาย ปิเวยฺย นปฺปฏินิสฺสชฺเชยฺย ตสฺส ตํ ปิวโต เจว ฉาเทยฺย วณฺเณนปิ คนฺเธนปิ รเสนปิ ปิวิตฺวา จ ปน สุขี อสฺส ตถูปมาหํ ภิกฺขเว อิมํ ธมฺมสมาทานํ วทามิ ยทิทํ ธมฺมสมาทานํ ปจฺจุปฺปนฺนสุขญฺเจว อายติญฺจ สุขวิปากํ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนนมส้ม น้ำผึ้ง เนยใส และน้ำอ้อย เขาระคนเข้าด้วยกัน. บุรุษผู้เป็นโรคลงโลหิตมาถึงเข้า ประชุมชนบอกเขาว่า ดูกรบุรุษผู้เจริญ นมส้มน้ำผึ้ง เนยใส และน้ำอ้อยนี้ เขาระคนรวมกันเข้า ท่านหวังจะดื่ม ก็ดื่มเถิด ยานั้นจักชอบใจแก่ท่านผู้ดื่ม ทั้งสี ทั้งกลิ่น ทั้งรส และท่านครั้นดื่มเข้าแล้ว จักมีสุข. บุรุษนั้นพิจารณายานั้นแล้ว ดื่มมิได้วาง ก็ชอบใจทั้งสี ทั้งกลิ่น ทั้งรส ครั้นดื่มเข้าแล้ว ก็มีสุข แม้ฉันใด ดูกร-*ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวธรรมสมาทานนี้ ที่มีสุขในปัจจุบัน และมีสุขเป็นวิบากต่อไป ว่ามีอุปมาฉันนั้น.
เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว วสฺสานํ ปจฺฉิเม มาเส สรทสมเย วิทฺเธ วิคตวลาหเก เทเว อาทิจฺโจ นภํ อพฺภุสฺสกฺกมาโน สพฺพํ อากาสคตํ ตมคตํ อภิวิหจฺจ ภาสติ จ ตปติ จ วิโรจติ จ เอวเมว โข ภิกฺขเว ยทิทํ ธมฺมสมาทานํ ปจฺจุปฺปนฺนสุขญฺเจว อายติญฺจ สุขวิปากํ ตทญฺเญ ปุถุสมณพฺราหฺมณปรปฺปวาเท อภิวิหจฺจ ภาสติ จ ตปติ จ วิโรจติ จาติ อิทมโวจ ภควา อตฺตมนา เต ภิกฺขู ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทุนฺติ ฯ มหาธมฺมสมาทานสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ ฉฏฺฐํ ฯ --------
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในสารทสมัยเดือนท้ายแห่งฤดูฝน ในอากาศอันโปร่ง ปราศจากเมฆ ดวงอาทิตย์ลอยอยู่ในท้องฟ้า กำจัดมืดอันมีในอากาศทั้งสิ้นย่อมส่องสว่าง แผดแสงไพโรจน์ แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมสมาทานนี้ที่มีสุขในปัจจุบัน และมีสุขเป็นวิบากต่อไป กำจัดแล้วซึ่งวาทะของประชาชน คือ สมณะ และพราหมณ์เป็นอันมากเหล่าอื่น ย่อมสว่างรุ่งเรือง ไพโรจน์ ฉันนั้นเหมือนกัน. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นมีใจชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ฉะนี้แล. จบ มหาธรรมสมาทานสูตรที่ ๖ -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๖. มหาธัมมสมาทานสูตร ว่าด้วยการสมาทานธรรม สูตรใหญ่ เหตุที่สิ่งทั้งหลายไม่เป็นไปตามความปรารถนา
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ- บิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคได้รับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสเรื่องนี้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย โดยมากสัตว์ทั้งหลายมีความปรารถนา มีความพอใจ มีความประสงค์อย่างนี้ว่า ‘ทำอย่างไรหนอ ธรรมที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ จะพึงเสื่อมไป ธรรมที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ จะพึงเจริญยิ่งขึ้น’เมื่อสัตว์เหล่านั้นมีความปรารถนา มีความพอใจ มีความประสงค์อย่างนี้ ธรรมที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ ย่อมเจริญยิ่งขึ้น ธรรมที่น่าปรารถนา น่าใคร่น่าพอใจ ย่อมเสื่อมไป ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายเข้าใจเหตุในข้อนั้นอย่างไร” ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมของข้าพระองค์ ทั้งหลายมีพระผู้มีพระภาคเป็นหลัก มีพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเป็นที่พึ่ง ขอประทานวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคได้โปรดอธิบายเนื้อความแห่งพระภาษิตนั้นให้แจ่มแจ้งเถิด ภิกษุทั้งหลายได้สดับแล้วจักทรงจำไว้” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๕๑๔}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๕. จูฬยมกวรรค] ๖. มหาธัมมสมาทานสูตร ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสเรื่องนี้ว่า
“ภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนในโลกนี้ผู้ยังไม่ได้สดับ ไม่ได้พบพระอริยะ ทั้งหลาย ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้รับคำแนะนำในธรรมของพระอริยะไม่ได้พบสัตบุรุษทั้งหลาย ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้รับคำแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ ไม่รู้จักธรรมที่ควรเสพ ไม่รู้จักธรรมที่ไม่ควรเสพ ไม่รู้จักธรรมที่ควรคบ ไม่รู้จักธรรมที่ไม่ควรคบ เมื่อไม่รู้จักธรรมที่ควรเสพ ไม่รู้จักธรรมที่ไม่ควรเสพไม่รู้จักธรรมที่ควรคบ ไม่รู้จักธรรมที่ไม่ควรคบ ก็เสพ ธรรมที่ไม่ควรเสพ ไม่เสพธรรมที่ควรเสพ คบธรรมที่ไม่ควรคบ ไม่คบธรรมที่ควรคบ เมื่อเสพธรรมที่ไม่ควรเสพ ไม่เสพธรรมที่ควรเสพ คบธรรมที่ไม่ควรคบ ไม่คบธรรมที่ควรคบธรรมที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ ก็เจริญยิ่งขึ้น ธรรมที่น่าปรารถนาน่าใคร่ น่าพอใจ ก็เสื่อมไป ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะปุถุชนรู้ไม่ถูกต้อง ภิกษุทั้งหลาย ส่วนอริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ได้พบพระอริยะทั้งหลาย ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ได้รับคำแนะนำดีแล้วในธรรมของพระอริยะ พบสัตบุรุษทั้งหลาย ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ได้รับคำแนะนำดีแล้วในธรรมของสัตบุรุษรู้จักธรรมที่ควรเสพ รู้จักธรรมที่ไม่ควรเสพ รู้จักธรรมที่ควรคบ รู้จักธรรมที่ไม่ควรคบ เมื่อรู้จักธรรมที่ควรเสพ รู้จักธรรมที่ไม่ควรเสพ รู้จักธรรมที่ควรคบ รู้จักธรรมที่ไม่ควรคบ ก็ไม่เสพธรรมที่ไม่ควรเสพ เสพธรรมที่ควรเสพ ไม่คบธรรมที่ไม่ควรคบ คบธรรมที่ควรคบ เมื่อไม่เสพธรรมที่ไม่ควรเสพ เสพธรรมที่ควรเสพไม่คบธรรมที่ไม่ควรคบ คบธรรมที่ควรคบ ธรรมที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ไม่น่าพอใจ ก็เสื่อมไป ธรรมที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ก็เจริญยิ่งขึ้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะอริยสาวกรู้ถูกต้อง @เชิงอรรถ : @ ธรรมที่ควรเสพ ในที่นี้หมายถึงธรรมที่ควรให้เกิดขึ้นในสันดานของตน ได้แก่ การคบสัตบุรุษ การฟัง@สัทธรรมและการพิจารณาโดยแยบคาย (ม.มู.อ. ๒/๔๗๔/๒๘๓, ม.มู.ฏีกา ๒/๔๗๔/๓๕๘)@ ธรรมที่ควรคบ ในที่นี้หมายถึงธรรมที่บำเพ็ญมีทานเป็นต้น (ม.มู.อ. ๒/๔๗๔/๒๘๓,@ม.มู.ฏีกา ๒/๔๗๔/๓๕๘) @ เสพ ในที่นี้หมายถึงการประพฤติ การเจริญให้เกิดขึ้น (ขุ.จู.อ. ๑๖๑/๑๔๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๕๑๕}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๕. จูฬยมกวรรค] ๖. มหาธัมมสมาทานสูตร การสมาทานธรรม ๔ ประการ
ภิกษุทั้งหลาย การสมาทานธรรม ๔ ประการนี้ การสมาทานธรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. การสมาทานธรรมที่มีทุกข์ในปัจจุบัน และมีทุกข์เป็นวิบากในอนาคต ๒. การสมาทานธรรมที่มีสุขในปัจจุบัน แต่มีทุกข์เป็นวิบากในอนาคต ๓. การสมาทานธรรมที่มีทุกข์ในปัจจุบัน แต่มีสุขเป็นวิบากในอนาคต ๔. การสมาทานธรรมที่มีสุขในปัจจุบัน และมีสุขเป็นวิบากในอนาคต
ภิกษุทั้งหลาย ๑. บรรดาการสมาทานธรรมเหล่านั้น บุคคลผู้ไม่รู้จักการสมาทานธรรมที่มีทุกข์ในปัจจุบันและมีทุกข์เป็นวิบากในอนาคต ตกอยู่ในอวิชชา ไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘การสมาทานธรรมนี้มีทุกข์ในปัจจุบัน และมีทุกข์เป็นวิบากในอนาคต’ เมื่อไม่รู้จักการสมาทานธรรมเหล่านั้น ตกอยู่ในอวิชชา ไม่รู้ชัดตามความเป็นจริง จึงเสพการสมาทานธรรมนั้น ไม่ละเว้นการสมาทานธรรมนั้น เมื่อเสพการสมาทานธรรมนั้น ไม่ ละเว้นการสมาทานธรรมนั้น ธรรมที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ ก็เจริญยิ่งขึ้น ธรรมที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ย่อมเสื่อมไป ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะบุคคลนั้นรู้ไม่ถูกต้อง ๒. บุคคลผู้ไม่รู้จักการสมาทานธรรมที่มีสุขในปัจจุบันแต่มีทุกข์เป็นวิบาก ในอนาคต ตกอยู่ในอวิชชา ไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘การ สมาทานธรรมนี้มีสุขในปัจจุบันแต่มีทุกข์เป็นวิบากในอนาคต’ เมื่อไม่ รู้จักการสมาทานธรรมนั้นแล้วตกอยู่ในอวิชชา ไม่รู้ชัดตามความ เป็นจริง จึงเสพการสมาทานธรรมนั้น ไม่ละเว้นการสมาทานธรรมนั้น เมื่อเสพการสมาทานธรรมนั้น ไม่ละเว้นการสมาทานธรรมนั้น ธรรมที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ ก็เจริญยิ่งขึ้น ธรรม ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ย่อมเสื่อมไป ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะบุคคลนั้นรู้ไม่ถูกต้อง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๕๑๖}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๕. จูฬยมกวรรค] ๖. มหาธัมมสมาทานสูตร ๓. บุคคลผู้ไม่รู้จักการสมาทานธรรมที่มีทุกข์ในปัจจุบันแต่มีสุขเป็น วิบากในอนาคต ตกอยู่ในอวิชชา ไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘การสมาทานธรรมนี้มีทุกข์ในปัจจุบันแต่มีสุขเป็นวิบากในอนาคต’ เมื่อไม่รู้จักการสมาทานธรรมนั้น ตกอยู่ในอวิชชา ไม่รู้ชัดตาม ความเป็นจริง ไม่เสพการสมาทานธรรมนั้น ละเว้นการสมาทาน ธรรมนั้น เมื่อไม่เสพการสมาทานธรรมนั้น ละเว้นการสมาทาน ธรรมนั้น ธรรมที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ ก็เจริญยิ่งขึ้น ธรรมที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ย่อมเสื่อมไป ข้อนั้น เพราะเหตุไร เพราะบุคคลนั้นรู้ไม่ถูกต้อง ๔. บุคคลผู้ไม่รู้จักการสมาทานธรรมที่มีสุขในปัจจุบันและมีสุขเป็น วิบากในอนาคต ตกอยู่ในอวิชชา ไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘การสมาทานธรรมนี้มีสุขในปัจจุบันและมีสุขเป็นวิบากในอนาคต’ เมื่อ ไม่รู้จักการสมาทานธรรมนั้น ตกอยู่ในอวิชชา ไม่รู้ชัดตามความ เป็นจริง ไม่เสพการสมาทานธรรมนั้น ละเว้นการสมาทานธรรมนั้น เมื่อไม่เสพการสมาทานธรรมนั้น ละเว้นการสมาทานธรรมนั้น ธรรม ที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ ก็เจริญยิ่งขึ้น ธรรมที่ น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ย่อมเสื่อมไป ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะบุคคลนั้นรู้ไม่ถูกต้อง
ภิกษุทั้งหลาย ๑. บรรดาการสมาทานธรรมเหล่านั้น บุคคลผู้รู้จักการสมาทานธรรม ที่มีทุกข์ในปัจจุบันและมีทุกข์เป็นวิบากในอนาคต มีวิชชา รู้ชัดตาม ความเป็นจริงว่า ‘การสมาทานธรรมนี้มีทุกข์ในปัจจุบันและมีทุกข์ เป็นวิบากในอนาคต’ เมื่อรู้จักการสมาทานธรรมนั้น มีวิชชา รู้ชัด ตามความเป็นจริง จึงไม่เสพการสมาทานธรรมนั้น ละเว้นการ สมาทานธรรมนั้น เมื่อไม่เสพการสมาทานธรรมนั้น ละเว้นการ สมาทานธรรมนั้น ธรรมที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ ก็เสื่อมไป ธรรมที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ย่อมเจริญยิ่งขึ้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะบุคคลนั้นรู้ถูกต้อง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๕๑๗}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๕. จูฬยมกวรรค] ๖. มหาธัมมสมาทานสูตร ๒. บุคคลผู้รู้จักการสมาทานธรรมที่มีสุขในปัจจุบันแต่มีทุกข์เป็น วิบากในอนาคต มีวิชชา รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘การสมาทาน ธรรมนี้มีสุขในปัจจุบันแต่มีทุกข์เป็นวิบากในอนาคต’ เมื่อรู้จักการ สมาทานธรรมนั้น มีวิชชา รู้ชัดตามความเป็นจริง จึงไม่เสพการ สมาทานธรรมนั้น ละเว้นการสมาทานธรรมนั้น เมื่อไม่เสพการ สมาทานธรรมนั้น ละเว้นการสมาทานธรรมนั้น ธรรมที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ ก็เสื่อมไป ธรรมที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ย่อมเจริญยิ่งขึ้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะบุคคลนั้นรู้ ถูกต้อง ๓. บุคคลผู้รู้จักการสมาทานธรรมที่มีทุกข์ในปัจจุบันแต่มีสุขเป็น วิบากในอนาคต มีวิชชา รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘การสมาทาน ธรรมนี้ มีทุกข์ในปัจจุบันแต่มีสุขเป็นวิบากในอนาคต’ เมื่อรู้จักการ สมาทานธรรมนั้น มีวิชชา รู้ชัดตามความเป็นจริง จึงเสพการ สมาทานธรรมนั้น ไม่ละเว้นการสมาทานธรรมนั้น เมื่อเสพการ สมาทานธรรมนั้น ไม่ละเว้นการสมาทานธรรมนั้น ธรรมที่ไม่น่า ปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ ก็เสื่อมไป ธรรมที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ย่อมเจริญยิ่งขึ้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะ บุคคลนั้นรู้ถูกต้อง ๔. บุคคลผู้รู้จักการสมาทานธรรมที่มีสุขในปัจจุบันและมีสุขเป็น วิบากในอนาคต มีวิชชา รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘การสมาทาน ธรรมนี้มีสุขในปัจจุบันและมีสุขเป็นวิบากในอนาคต’ เมื่อรู้จักการ สมาทานธรรมนั้น มีวิชชา รู้ชัดตามความเป็นจริง จึงเสพการ สมาทานธรรมนั้น ไม่ละเว้นการสมาทานธรรมนั้น เมื่อเสพการ สมาทานธรรมนั้น ไม่ละเว้นการสมาทานธรรมนั้น ธรรมที่ไม่น่า ปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ ก็เสื่อมไป ธรรมที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ย่อมเจริญยิ่งขึ้น ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะ บุคคลนั้นรู้ถูกต้อง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๕๑๘}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๕. จูฬยมกวรรค] ๖. มหาธัมมสมาทานสูตร การสมาทานธรรมที่มีทุกข์และมีทุกข์เป็นวิบาก
การสมาทานธรรมที่มีทุกข์ในปัจจุบัน และมีทุกข์เป็นวิบากในอนาคต เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้มีทุกข์บ้าง มีโทมนัสบ้าง จึงเป็นคนฆ่าสัตว์ และเพราะการฆ่าสัตว์เป็นปัจจัย เขาจึงเสวยทุกข์โทมนัส มีทุกข์บ้าง มีโทมนัสบ้าง จึงเป็นคนลักทรัพย์ และเพราะการลักทรัพย์เป็นปัจจัย เขาจึงเสวยทุกข์โทมนัส มีทุกข์บ้าง มีโทมนัสบ้าง จึงเป็นคนประพฤติผิดในกาม และเพราะการ ประพฤติผิดในกามเป็นปัจจัย เขาจึงเสวยทุกข์โทมนัส มีทุกข์บ้าง มีโทมนัสบ้าง จึงเป็นคนพูดเท็จ และเพราะการพูดเท็จเป็นปัจจัยเขาจึงเสวยทุกข์โทมนัส มีทุกข์บ้าง มีโทมนัสบ้าง จึงเป็นคนพูดส่อเสียด และเพราะการพูดส่อเสียดเป็นปัจจัย เขาจึงเสวยทุกข์โทมนัส มีทุกข์บ้าง มีโทมนัสบ้าง จึงเป็นคนพูดคำหยาบ และเพราะการพูด คำหยาบเป็นปัจจัย เขาจึงเสวยทุกข์โทมนัส มีทุกข์บ้าง มีโทมนัสบ้าง จึงเป็นคนพูดเพ้อเจ้อ และเพราะการพูดเพ้อเจ้อเป็นปัจจัย เขาจึงเสวยทุกข์โทมนัส มีทุกข์บ้าง มีโทมนัสบ้าง จึงเป็นคนเพ่งเล็งอยากได้สิ่งของของผู้อื่นมากและเพราะการเพ่งเล็งอยากได้สิ่งของของผู้อื่นมากเป็นปัจจัย เขาจึงเสวยทุกข์โทมนัส มีทุกข์บ้าง มีโทมนัสบ้าง จึงเป็นคนมีจิตปองร้ายผู้อื่น และเพราะการมีจิตปองร้ายผู้อื่นเป็นปัจจัย เขาจึงเสวยทุกข์โทมนัส มีทุกข์บ้าง มีโทมนัสบ้าง จึงเป็นคนมีความเห็นผิด และเพราะความเห็นผิดเป็นปัจจัย เขาจึงเสวยทุกข์โทมนัส
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๕๑๙}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๕. จูฬยมกวรรค] ๖. มหาธัมมสมาทานสูตร หลังจากตายแล้ว เขาย่อมไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ภิกษุทั้งหลาย การสมาทานธรรมนี้เรากล่าวว่า มีทุกข์ในปัจจุบันและมีทุกข์เป็นวิบากในอนาคต (๑) การสมาทานธรรมที่มีสุขแต่มีทุกข์เป็นวิบาก
การสมาทานธรรมที่มีสุขในปัจจุบัน แต่มีทุกข์เป็นวิบากในอนาคต เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ มีสุขบ้าง มีโสมนัสบ้าง จึงเป็นคนฆ่าสัตว์ และเพราะการฆ่าสัตว์เป็นปัจจัย เขาจึงเสวยสุขโสมนัส มีสุขบ้าง มีโสมนัสบ้าง จึงเป็นคนลักทรัพย์ และเพราะการลักทรัพย์เป็นปัจจัยเขาจึงเสวยสุขโสมนัส มีสุขบ้าง มีโสมนัสบ้าง จึงเป็นคนประพฤติผิดในกาม และเพราะการ ประพฤติผิดในกามเป็นปัจจัย เขาจึงเสวยสุขโสมนัส มีสุขบ้าง มีโสมนัสบ้าง จึงเป็นคนพูดเท็จ และเพราะการพูดเท็จเป็นปัจจัยเขาจึงเสวยสุขโสมนัส มีสุขบ้าง มีโสมนัสบ้าง จึงเป็นคนพูดส่อเสียด และเพราะการพูดส่อเสียดเป็นปัจจัย เขาจึงเสวยสุขโสมนัส มีสุขบ้าง มีโสมนัสบ้าง จึงเป็นคนพูดคำหยาบ และเพราะการพูดคำหยาบ เป็นปัจจัย เขาจึงเสวยสุขโสมนัส มีสุขบ้าง มีโสมนัสบ้าง จึงเป็นคนพูดเพ้อเจ้อ และเพราะการพูดเพ้อเจ้อเป็นปัจจัย เขาจึงเสวยสุขโสมนัส มีสุขบ้าง มีโสมนัสบ้าง จึงเป็นคนเพ่งเล็งอยากได้สิ่งของของผู้อื่นมาก และเพราะการเพ่งเล็งอยากได้สิ่งของของผู้อื่นมากเป็นปัจจัย เขาจึงเสวยสุขโสมนัส มีสุขบ้าง มีโสมนัสบ้าง จึงเป็นคนมีจิตปองร้ายผู้อื่น และเพราะการมีจิตปองร้ายผู้อื่นเป็นปัจจัย เขาจึงเสวยสุขโสมนัส
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๕๒๐}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๕. จูฬยมกวรรค] ๖. มหาธัมมสมาทานสูตร มีสุขบ้าง มีโสมนัสบ้าง จึงเป็นคนมีความเห็นผิด และเพราะความเห็นผิดเป็นปัจจัย เขาจึงเสวยสุขโสมนัส หลังจากตายแล้ว เขาย่อมไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ภิกษุทั้งหลาย การสมาทานธรรมนี้เรากล่าวว่า มีสุขในปัจจุบันแต่มีทุกข์เป็นวิบากในอนาคต (๒) การสมาทานธรรมที่มีทุกข์แต่มีสุขเป็นวิบาก
การสมาทานธรรมที่มีทุกข์ในปัจจุบัน แต่มีสุขเป็นวิบากในอนาคต เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ มีทุกข์บ้าง มีโทมนัสบ้าง จึงเป็นคนเว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ และเพราะการเว้นขาดจากการฆ่าสัตว์เป็นปัจจัย เขาจึงเสวยทุกข์โทมนัส มีทุกข์บ้าง มีโทมนัสบ้าง จึงเป็นคนเว้นขาดจากการลักทรัพย์ และเพราะการเว้นขาดจากการลักทรัพย์เป็นปัจจัย เขาจึงเสวยทุกข์โทมนัส มีทุกข์บ้าง มีโทมนัสบ้าง จึงเป็นคนเว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม และเพราะการเว้นขาดจากการประพฤติผิดในกามเป็นปัจจัย เขาจึงเสวยทุกข์โทมนัส มีทุกข์บ้าง มีโทมนัสบ้าง จึงเป็นคนเว้นขาดจากการพูดเท็จ และเพราะการเว้นขาดจากการพูดเท็จเป็นปัจจัย เขาจึงเสวยทุกข์โทมนัส มีทุกข์บ้าง มีโทมนัสบ้าง จึงเป็นคนเว้นขาดจากพูดส่อเสียด และเพราะการเว้นขาดจากการพูดส่อเสียดเป็นปัจจัย เขาจึงเสวยทุกข์โทมนัส มีทุกข์บ้าง มีโทมนัสบ้าง จึงเป็นคนเว้นขาดจากพูดคำหยาบ และเพราะการเว้นขาดจากการพูดคำหยาบเป็นปัจจัย เขาจึงเสวยทุกข์โทมนัส มีทุกข์บ้าง มีโทมนัสบ้าง จึงเป็นคนเว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ และเพราะการเว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อเป็นปัจจัย เขาจึงเสวยทุกข์โทมนัส มีทุกข์บ้าง มีโทมนัสบ้าง จึงเป็นคนไม่มีความเพ่งเล็งอยากได้สิ่งของของผู้อื่นและเพราะการไม่เพ่งเล็งอยากได้สิ่งของของผู้อื่นเป็นปัจจัย เขาจึงเสวยทุกข์โทมนัส
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๕๒๑}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๕. จูฬยมกวรรค] ๖. มหาธัมมสมาทานสูตร มีทุกข์บ้าง มีโทมนัสบ้าง จึงเป็นคนมีจิตไม่ปองร้ายผู้อื่น และเพราะการมีจิตไม่ปองร้ายผู้อื่นเป็นปัจจัย เขาจึงเสวยทุกข์โทมนัส มีทุกข์บ้าง มีโทมนัสบ้าง จึงเป็นคนมีความเห็นชอบ และเพราะมีความเห็นชอบเป็นปัจจัย เขาจึงเสวยทุกข์โทมนัส หลังจากตายแล้วเขาย่อมไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ ภิกษุทั้งหลาย การสมาทานธรรมนี้เรากล่าวว่า มีทุกข์ในปัจจุบันแต่มีสุขเป็นวิบากในอนาคต (๓) การสมาทานธรรมที่มีสุขและมีสุขเป็นวิบาก
การสมาทานธรรมที่มีสุขในปัจจุบัน และมีสุขเป็นวิบากในอนาคต เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ มีสุขบ้าง มีโสมนัสบ้าง จึงเป็นคนเว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ และเพราะการเว้นขาดจากการฆ่าสัตว์เป็นปัจจัย เขาจึงเสวยสุขโสมนัส มีสุขบ้าง มีโสมนัสบ้าง จึงเป็นคนเว้นขาดจากการลักทรัพย์ และเพราะการเว้นขาดจากการลักทรัพย์เป็นปัจจัย เขาจึงเสวยสุขโสมนัส มีสุขบ้าง มีโสมนัสบ้าง จึงเป็นคนเว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม และเพราะการเว้นขาดจากการประพฤติผิดในกามเป็นปัจจัย เขาจึงเสวยสุขโสมนัส มีสุขบ้าง มีโสมนัสบ้าง จึงเป็นคนเว้นขาดจากการพูดเท็จ และเพราะการเว้นขาดจากการพูดเท็จเป็นปัจจัย เขาจึงเสวยสุขโสมนัส มีสุขบ้าง มีโสมนัสบ้าง จึงเป็นคนเว้นขาดจากวาจาส่อเสียด และเพราะการเว้นขาดจากการพูดส่อเสียดเป็นปัจจัย เขาจึงเสวยสุขโสมนัส มีสุขบ้าง มีโสมนัสบ้าง จึงเป็นคนเว้นขาดจากการพูดคำหยาบ และเพราะการเว้นขาดจากการพูดคำหยาบเป็นปัจจัย เขาจึงเสวยสุขโสมนัส
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๕๒๒}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๕. จูฬยมกวรรค] ๖. มหาธัมมสมาทานสูตร มีสุขบ้าง มีโสมนัสบ้าง จึงเป็นคนเว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ และเพราะการเว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อเป็นปัจจัย เขาจึงเสวยสุขโสมนัส มีสุขบ้าง มีโสมนัสบ้าง จึงเป็นคนไม่มีความเพ่งเล็งอยากได้สิ่งของของผู้อื่นมาก และเพราะการเว้นขาดจากการไม่มีความเพ่งเล็งอยากได้สิ่งของของผู้อื่นเป็นปัจจัย เขาจึงเสวยสุขโสมนัส มีสุขบ้าง มีโสมนัสบ้าง จึงเป็นคนมีจิตไม่ปองร้ายผู้อื่น และเพราะการมีจิตไม่ปองร้ายผู้อื่นเป็นปัจจัย เขาจึงเสวยสุขโสมนัส มีสุขบ้าง มีโสมนัสบ้าง จึงเป็นคนมีความเห็นชอบ และเพราะมีความเห็นชอบเป็นปัจจัย เขาจึงเสวยสุขโสมนัส หลังจากตายแล้ว เขาย่อมไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ ภิกษุทั้งหลาย การสมาทานธรรมนี้เรากล่าวว่า มีสุขในปัจจุบันและมีสุขเป็นวิบากในอนาคต (๔) ภิกษุทั้งหลาย การสมาทานธรรม ๔ ประการนี้แล อุปมาของการสมาทานธรรม ๔ ประการ
ภิกษุทั้งหลาย ๑. เปรียบเหมือนน้ำเต้าขมผสมด้วยยาพิษ บุรุษที่รักชีวิต ยังไม่อยาก ตาย รักสุขเกลียดทุกข์ มาถึง พวกชาวบ้านบอกเขาว่า ‘บุรุษผู้เจริญ น้ำเต้าขมนี้ผสมด้วยยาพิษ ถ้าท่านหวังจะดื่ม ก็ดื่มเถิด น้ำเต้าขม นั้น จักไม่ทำให้ท่านผู้ดื่มพอใจ ทั้งสี กลิ่น และรส ครั้นท่านดื่ม เข้าไปแล้วก็จักถึงตาย หรือได้รับทุกข์ปางตาย’ บุรุษนั้น ไม่พิจารณา น้ำเต้าขมนั้นดื่มมิได้วาง น้ำเต้าขมนั้นก็ไม่ทำให้เขาผู้ดื่มพอใจทั้งสี กลิ่น และรส ครั้นดื่มแล้วพึงถึงตายหรือได้รับทุกข์ปางตาย แม้ฉันใด เรากล่าวว่า การสมาทานธรรมนี้ที่มีทุกข์ในปัจจุบันและมีทุกข์เป็น วิบาก ในอนาคต มีอุปมาฉันนั้น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๕๒๓}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๕. จูฬยมกวรรค] ๖. มหาธัมมสมาทานสูตร
ภิกษุทั้งหลาย ๒. เปรียบเหมือนน้ำหวาน ๑ ภาชนะ น่าดื่ม ถึงพร้อมด้วยสี กลิ่นและรส แต่ผสมด้วยยาพิษ บุรุษที่รักชีวิต ยังไม่อยากตาย รักสุขเกลียดทุกข์ มาถึง พวกชาวบ้านก็บอกเขาว่า ‘ท่านผู้เจริญ น้ำหวาน๑ ภาชนะ น่าดื่ม ถึงพร้อมด้วยสี กลิ่นและรส แต่ผสมด้วยยาพิษถ้าท่านหวังจะดื่ม ก็ดื่มเถิด น้ำหวาน ๑ ภาชนะนั้นจักทำให้ท่านผู้ดื่มพอใจ ทั้งสี กลิ่น และรส ครั้นท่านดื่มเข้าไปแล้วก็จักถึงตายหรือจักได้รับทุกข์ปางตาย’ บุรุษนั้นไม่พิจารณาน้ำหวาน ๑ ภาชนะนั้นแล้วดื่มมิได้วาง น้ำหวาน ๑ ภาชนะนั้นก็ทำให้เขาผู้ดื่มพอใจ ทั้งสีกลิ่น และรส ครั้นดื่มแล้ว พึงถึงตาย หรือได้รับทุกข์ปางตายแม้ฉันใด เรากล่าวว่า การสมาทานธรรมนี้ที่มีสุขในปัจจุบันแต่มีทุกข์เป็นวิบากใน อนาคต มีอุปมาฉันนั้น
ภิกษุทั้งหลาย ๓. เปรียบเหมือนน้ำมูตรเน่าที่ผสมด้วยยาต่างๆ บุรุษที่เป็นโรคผอมเหลือง มาถึง พวกชาวบ้านบอกเขาว่า ‘บุรุษผู้เจริญ น้ำมูตรเน่าผสมด้วยยาต่างๆ นี้ ถ้าท่านหวังจะดื่ม ก็ดื่มเถิด น้ำมูตรเน่านั้นจักไม่ทำให้ท่านผู้ดื่มพอใจ ทั้งสี กลิ่น และรส ครั้นท่านดื่มเข้าไปแล้วก็จักมีสุข’ บุรุษนั้น พิจารณาแล้วดื่มมิได้วาง น้ำมูตรเน่านั้นก็ไม่ทำให้เขาผู้ดื่มพอใจ ทั้งสี กลิ่น และรส ครั้นดื่มแล้วก็มีสุข แม้ฉันใดเรากล่าวว่า การสมาทานธรรมนี้ที่มีทุกข์ในปัจจุบันแต่มีสุขเป็นวิบาก ในอนาคต มีอุปมาฉันนั้น
ภิกษุทั้งหลาย ๔. เปรียบเหมือนนมส้ม น้ำผึ้ง เนยใส และน้ำอ้อย ที่ผสมเข้าด้วยกัน บุรุษผู้เป็นโรคลงแดง มาถึง พวกชาวบ้านบอกเขาว่า ‘บุรุษผู้เจริญ นมส้ม น้ำผึ้ง เนยใส และน้ำอ้อยนี้ เขาผสมเข้าด้วยกัน ถ้าท่าน หวังจะดื่ม ก็ดื่มเถิด ยานั้นจักทำให้ท่านผู้ดื่มพอใจ ทั้งสี กลิ่น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๕๒๔}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๕. จูฬยมกวรรค] ๗. วีมังสกสูตร และรส ครั้นท่านดื่มเข้าไปแล้วจักมีสุข’ บุรุษนั้น พิจารณายานั้น แล้วดื่มมิได้วาง ยานั้นก็ทำให้เขาผู้ดื่มพอใจทั้งสี กลิ่น และรส ครั้นดื่ม แล้วก็มีความสุข แม้ฉันใด เรากล่าวว่าการสมาทานธรรมนี้ที่มีสุขใน ปัจจุบันและมีสุขเป็นวิบากในอนาคต มีอุปมาฉันนั้น
ภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนในสารทกาลซึ่งเป็นเดือนท้ายแห่งฤดูฝนอากาศโปร่งปราศจากเมฆฝน ดวงอาทิตย์ลอยอยู่ในท้องฟ้า กำจัดความมืดในอากาศทั้งสิ้น ย่อมส่องแสงสว่างเจิดจ้า แม้ฉันใด การสมาทานธรรมนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกันมีสุขในปัจจุบันและมีสุขเป็นวิบากในอนาคต กำจัดคำติเตียนของผู้อื่นคือสมณพราหมณ์เป็นอันมากเหล่าอื่น ย่อมส่องแสงสว่างเจิดจ้า” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสภาษิตนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นมีใจยินดีต่างชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ดังนี้แล มหาธัมมสมาทานสูตรที่ ๖ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถามหาธรรมสมาทานสูตร
มหาธรรมสมาทานสูตร ขึ้นต้นว่า ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า "มีความอยากอย่างนี้" คือ มีความต้องการอย่างนี้.
บทว่า "มีความพอใจอย่างนี้" คือ มีความโน้มเอียงไปอย่างนี้.
บทว่า "มีความประสงค์อย่างนี้" คือ มีลัทธิอย่างนี้.
บทว่า "ใน...นั้น" คือ ในความเจริญแห่งอารมณ์ที่ไม่น่าพอใจ และในความเสื่อมไปแห่งอารมณ์ที่น่าพอใจนั้น.
คำว่า "มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นเค้ามูล" คือ ชื่อว่ามีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นรากเหง้า เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นเค้ามูลแห่งสิ่งเหล่านี้.
มีคำที่กล่าวไว้ว่า "พระพุทธเจ้าข้า! สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ของพวกข้าพระพุทธเจ้าครั้งแรก พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงให้เกิดขึ้น เมื่อพระองค์ท่านปรินิพพานแล้ว ไม่ได้มีสมณะหรือพราหมณ์ที่ขึ้นชื่อว่าผู้สามารถให้ธรรมเหล่านี้เกิดขึ้นอีกเลย สิ้นพุทธันดรหนึ่ง แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงให้ธรรมเหล่านี้ของพวกข้าพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้วพวกข้าพระพุทธเจ้าได้อาศัยพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยแท้ จึงเข้าใจทั่วถึง คือรู้เฉพาะธรรมเหล่านี้ได้ พระพุทธเจ้าข้า! เพราะเหตุนี้ ธรรมของพวกข้าพระพุทธเจ้าจึงชื่อว่ามีพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นเค้ามูลด้วยประการฉะนี้.
คำว่า "มีพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นผู้นำ" คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นผู้แนะ ผู้นำผู้คอยชักจูงเกี่ยวกับเรื่องของธรรมโดยแท้. ธรรมทั้งหลายที่พระองค์ทรงตั้งชื่อเป็นหมวดๆ ตามที่เป็นจริง จึงย่อมชื่อว่ามีพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นผู้ชักนำ.
คำว่า "มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นที่พึ่งอาศัย" ได้แก่ ธรรมทั้ง ๔ ชั้นมาสู่คลองพระสัพพัญญุตญาณ ย่อมจับกลุ่มรวมประชุมลงอย่างพร้อมเพรียงในพระผู้มีพระภาคเจ้า.
อีกอย่างหนึ่ง เมื่อตอนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งที่ควงมหาโพธิ์ เมื่อจะทรงถือเอาชื่อเป็นหมวดๆ ตามความเป็นจริงของธรรมทั้ง ๔ ชั้นอย่างนี้ คือ ผัสสะมาด้วยอำนาจปฏิเวธ (ก็ทรงคิดว่า) "ฉันเป็นผู้จำแนกธรรม แกชื่อไร" (แล้วทรงตั้งชื่อว่า)"แกชื่อผัสสะ เพราะอรรถว่าถูกต้อง." เวทนา (สัญญา) สังขาร วิญญาณมา (ก็ทรงคิดว่า) "ฉันเป็นผู้จำแนกธรรม แกล่ะ ชื่อไร" (แล้วก็ทรงตั้งชื่อว่า)"แกชื่อเวทนา (สัญญา) สังขาร เพราะอรรถว่ารู้สึกอารมณ์...(รู้จำอารมณ์)...ปรุงแต่งอารมณ์. แกชื่อวิญญาณ เพราะอรรถว่ารู้แจ้ง"
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเอาธรรมมาจัดรวมเป็นกลุ่ม เพราะฉะนั้น ธรรมเหล่านั้น จึงชื่อว่ามีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นที่พึ่งอาศัย (คือรวมเป็นหมวดเป็นหมู่ได้ เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้า).
คำว่า "จงแจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้นเถิด" ได้แก่ ขอให้ใจความของภาษิตบทนี้จงปรากฏแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้นเถิด คือ ขอให้พระองค์นั่นแหละโปรดทรงแสดงประทานให้แก่พวกข้าพระองค์ด้วยเถิด.
คำว่า "พึงเสพ" คือ พึงอาศัย.
คำว่า "พึงคบ" คือ พึงเข้าใกล้.
คำว่า "เหมือนผู้ไม่รู้แจ้ง" คือ เหมือนปุถุชนที่บอดโง่.
คำว่า "เหมือนผู้รู้แจ้ง" คือ เหมือนบัณฑิตที่รู้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงวางแม่บทตามแบบที่ค่อยขยับสูงขึ้นตามลำดับในสูตรก่อนว่า "ภิกษุทั้งหลาย มีการยึดถือธรรม" แต่ในพระสูตรนี้ พระศาสดาทรงตั้งแม่บทตามรสแห่งธรรมเท่านั้น.
ในคำเหล่านั้น คำว่า "การยึดถือธรรม" ได้แก่ การถือธรรมมีการฆ่าสัตว์เป็นต้น.
คำว่า "ผู้อยู่ในความไม่รู้" ได้แก่ ผู้ประกอบพร้อมด้วยความไม่รู้.
คำว่า "ผู้อยู่ในความรู้" ได้แก่ ผู้ประกอบพร้อมด้วยความรู้ คือผู้มีปัญญา.
สิ่งทั้งสามนี้ก่อน คือ มิจฉาจาร อภิชฌา มิจฺฉาทิฏฐิ ในคำเหล่านี้คือ "พร้อมด้วยทุกข์บ้าง" เป็นทุกขเวทนาด้วยอำนาจเจตนาทั้งสองคือ บุพเจตนาและอปรเจตนา. ส่วนเจตนาที่ให้สำเร็จเรียบร้อย เป็นเจตนาที่ประกอบด้วยสุข หรือประกอบด้วยอุเบกขา. ส่วนเจตนาที่เหลือมีการฆ่าสัตว์เป็นต้นอีก ๗ ข้อ เป็นทุกขเวทนาด้วยอำนาจเวทนาครบทั้งสาม.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาความข้อนี้ จึงตรัสว่า "พร้อมกับทุกข์บ้าง พร้อมกับโทมนัสบ้าง" ดังนี้. ก็แหละโทมนัสในพระพุทธดำรัสนี้ พึงเข้าใจว่าเป็นทุกข์.
เมื่อคนมาถึงการแสวงหา แม้ทุกข์ในทางกาย ก็ย่อมถูกทั้งในส่วนเบื้องต้นและเบื้องปลายโดยแท้. สิ่งสามอย่างนี้ก่อนคือ การฆ่าสัตว์ การพูดคำหยาบ พยาบาท ในบทนี้คือ "พร้อมกับแม้สุขบ้าง" เป็นสุขเวทนาด้วยอำนาจเจตนาสองอย่าง คือบุพเจตนาและอปรเจตนา. ส่วนเจตนาที่ให้สำเร็จเรียบร้อยเป็นเจตนาที่ประกอบด้วยทุกข์ ที่เหลืออีก ๗ อย่าง ย่อมเป็นสุขเวทนาด้วยอำนาจเจตนาครบทั้ง ๓. ก็แล โสมนัสนั่นแลก็พึงเข้าใจว่าสุขในที่นี้.
หรือสำหรับผู้ที่พรั่งพร้อมด้วยโผฏฐัพพารมณ์ที่น่าพอใจ แม้สุขในทางกาย ก็ย่อมถูกในส่วนเบื้องต้นและส่วนเบื้องปลายโดยแท้.
ในการยึดถือธรรมข้อที่สามนี่แหละ บางคนในโลกนี้เป็นคนตกปลา (ชาวประมง) หรือเป็นคนล่าเนื้อ อาศัยการฆ่าสัตว์เท่านั้นเลี้ยงชีวิต.
ภิกษุผู้อยู่ในตำแหน่งเป็นที่เคารพของเขาแสดงโทษการฆ่าสัตว์ และอานิสงส์การงดเว้นจากการฆ่าสัตว์แล้วให้สิกขาบทแก่เขาผู้ไม่ต้องการเลยเมื่อเขาจะรับก็ย่อมรับทั้งๆ ที่เป็นทุกข์โทมนัสทีเดียว. ภายหลังเมื่อล่วงมาสองสามวัน เมื่อเขาไม่สามารถรักษาได้ก็เกิดเป็นทุกข์อีกบุพเจตนาและอปรเจตนาของเขาย่อมควบคู่กันไปกับทุกข์ทีเดียว. ส่วนเจตนาที่ให้สำเร็จเรียบร้อยไปด้วยกันกับสุขบ้าง ไปด้วยกันกับอุเบกขาบ้าง.
ในที่ทุกแห่งพึงเข้าใจใจความอย่างนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาเจตนาทั้งที่เป็นส่วนเบื้องต้นและส่วนเบื้องปลายนี่แหละด้วยประการฉะนี้แล้ว จึงตรัสว่า "พร้อมกับทุกข์บ้าง พร้อมกับโทมนัสบ้าง ดังนี้. แหละก็พึงทราบว่าโทมนัสนั่นเองเป็นทุกข์.
ในการยึดถือธรรมข้อที่สี่ เจตนาที่เป็นส่วนเบื้องต้น ส่วนเบื้องปลายและเจตนาที่ให้สำเร็จเรียบร้อยครบทั้งสาม ในบทครบทั้งสิบย่อมประกอบด้วยสุขโดยแท้. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาความข้อนั้น จึงได้ตรัสว่า "พร้อมด้วยสุขบ้าง พร้อมด้วยโสมนัสบ้าง" แหละก็โสมนัสนั่นเอง ก็พึงทราบว่าสุขในที่นี้.
คำว่า "ติตฺตกาลาพุ" แปลว่า น้ำเต้าขม.
คำว่า "เจือด้วยยาพิษ" ได้แก่ ระคนปน เคล้ากับยาพิษชนิดร้ายแรง.
คำว่า "ไม่ชอบใจ" คือ จะไม่ชอบใจ จะไม่ทำความยินดี.
คำว่า "จะถึง" คือ จะบรรลุ.
คำว่า "ไม่พิจารณาแล้วพึงดื่ม" คือ พึงดื่มอย่างไม่พิจารณา.
คำว่า "ภาชนะน้ำดื่ม" คือ ภาชนะเต็มปริ่มไปด้วยเครื่องดื่มอร่อยน่าดื่ม.
คำว่า "สมบูรณ์ด้วยสี" คือ เป็นภาชนะประกอบด้วยสีแห่งเครื่องดื่มเป็นต้นที่คนพูดอย่างนี้ว่า "ภาชนะที่สมบูรณ์ด้วยเครื่องประสมที่ใส่ไว้แล้ว".
คำว่า "จะชอบใจ" ได้แก่ ก็แลยาพิษร้ายแรงนั้น ย่อมเป็นอันใส่ไว้แล้วในเครื่องดื่มใดๆ ย่อมให้รสของเครื่องดื่มนั้นๆ แล เพราะเหตุนั้นจึงกล่าวว่าจะชอบใจ.
คำว่า "น้ำมูตรเน่า" ก็คือ น้ำมูตรนั่นแหละ. เหมือนอย่างว่า ร่างกายของคนเราต่อให้เป็นสีทอง ก็ยังถูกเรียกว่าตายเน่าอยู่นั่นแหละ และเถาอ่อนที่แม้แต่เพิ่งเกิดในวันนั้น ก็ย่อมถูกเรียกว่าเถาอ่อนอยู่นั่นแหละฉันใด น้ำมูตรอ่อนๆ ที่รองเอาไว้ในทันทีทันใด ก็เป็นน้ำมูตรเน่าอยู่นั่นเองฉันนั้น.
คำว่า "ด้วยตัวยาต่างๆ" คือ ด้วยตัวยานานาชนิดมีสมอและมะขามป้อมเป็นต้น.
คำว่า "จงเป็นสุข" คือจงเป็นผู้มีสุขไร้โรค มีสีเหมือนทอง.
คำว่า "นมส้ม น้ำผึ้ง" คือ นมส้มที่แสนบริสุทธิ์ และน้ำผึ้งที่อร่อยหวาน.
คำว่า "เจือเคล้าเข้าด้วยกัน" ได้แก่ ปนระคนเข้าเป็นอันเดียวกัน.
คำว่า "นั้นแก่เขา" คือ พึงชอบใจแก่เขา ผู้ดื่มเภสัชที่มีรสหวานสี่อย่าง ก็แล อันใดที่เจือด้วยโรคบาทโรค อันนี้ พึง (ทำให้) ลงแดง ยาของเขาทำให้อาหารแข็งกระด้าง ถ่ายไม่ออก. (ฤทธิ์ยาทำให้ท้องผูก ถ่ายไม่ออก) ส่วนเลือดที่ประสมกับดี ยาของเขานี้นั้น ลงท้ายก็ทำให้ร่างกายเย็นยะเยือก.
คำว่า "ลอยไป" คือ ลอยสูงขึ้น คือไม่มีเมฆ. หมายความว่า เมฆอยู่ไกล.
คำว่า "ปราศจากวลาหก" คือ เมฆหลีกไปแล้ว.
คำว่า "เมื่อเทพ" ได้แก่ เมื่ออากาศ.
คำว่า "ความมืดอยู่ในอากาศ" คือ ความมืดในอากาศ.
คำว่า "ปรับปวาทของสมณพราหมณ์ส่วนมาก" ได้แก่ วาทะของคนเหล่าอื่น อันได้แก่สมณพราหมณ์ส่วนใหญ่.
คำว่า "เบียดเบียนยิ่ง" ได้แก่ เข่นฆ่า.
คำว่า "ส่อง ส่งแสง และรุ่งเรือง" ได้แก่ ตอนกลางวันในฤดูสารท พระอาทิตย์ย่อมเปล่งแสง คือส่งแสงร้อนจ้า สว่างไสว.
ก็แล สูตรนี้ พวกเทวดารักใคร่ชอบใจเหลือเกิน.
ดังมีเรื่องต่อไปนี้ :-
เขาเล่ากันมาว่า ทางทิศใต้ ในจังหวัดหัสดิโภค มีวัดบังกูรอยู่ ที่ประตูโรงอาหารของวัดนั้น มีเทวดาสิงอยู่ที่ต้นบังกูร ตอนกลางคืนได้ฟังภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งกำลังสรุปพระสูตรนี้ด้วยทำนองสวดบท จึงให้สาธุการ.
ภิกษุหนุ่ม : "นั่นใคร"
เทวดา : "ข้าพเจ้าเป็นเทพสิงอยู่ที่ต้นไม้นี้ ครับท่าน"
ภิกษุหนุ่ม : "เทพ ท่านเลื่อมใสในอะไร คือในเสียงหรือในสูตร?"
เทวดา : "ท่านผู้เจริญ ใครๆ ก็มีเสียงทั้งนั้นแหละ ข้าพเจ้าเลื่อมใสในสูตร, ในวันที่พระศาสดาทรงนั่งกลางในพระเชตวัน และในวันนี้ไม่มีความแตกต่างแม้แต่พยัญชนะตัวเดียว"
ภิกษุหนุ่ม : "เทพ ในวันที่พระศาสดาตรัสท่านได้ยินหรือ"
เทวดา : "ครับท่าน"
ภิกษุหนุ่ม : "ท่านยืนฟังที่ไหน"
เทวดา : "ท่านครับ ข้าพเจ้าไปพระเชตวัน แต่เมื่อเหล่าเทพผู้บุญหนักศักดิ์ใหญ่พากันมา, ข้าพเจ้าเลยหมดโอกาสจึงยืนฟังในที่นี้แหละ"
ภิกษุหนุ่ม : "ยืนอยู่ที่นี้ แล้วจะได้ยินเสียงพระศาสดาหรือ"
เทวดา : "แล้วท่านล่ะ ได้ยินเสียงข้าพเจ้าไหม"
ภิกษุหนุ่ม : "ได้ยินจ้ะ เทพ"
เทวดา : "เป็นเหมือนกับเวลานั่งพูดข้างหูขวา ครับท่าน"
ภิกษุหนุ่ม : "เทพ! แล้วท่านเห็นพระรูปพระศาสดาไหม"
เทวดา : "ข้าพเจ้าเข้าใจว่า พระศาสดาทอดพระเนตรดูแต่ข้าพเจ้าเท่านั้นแหละ เลยตั้งตัวไม่ติด ครับท่าน "
ภิกษุหนุ่ม : "แล้วท่านมีคุณพิเศษเกิดขึ้นบ้างไหม เทวดา"
เทวดาหายไปในที่นั้นนั่นแหละ ว่ากันว่า วันนั้น เทพองค์นี้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล.
เทวดาทั้งหลายต่างรักใคร่ชอบใจ พระสูตรนี้ดังที่ว่ามานี้.
คำที่เหลือในที่ทั้งหมด ง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถามหาธัมมสมาทานสูตรที่ ๖ ---------------------------------------------