อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๓๙๒

๕. จูฬสัจจกสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๙๒–๔๐๔พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 13 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 13 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 11 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

จูฬสจฺจกสุตฺตํ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ๕. จูฬสัจจกสูตร เรื่องสัจจกนิครนถ์สนทนากับพระอัสสชิเถระ

ข้อ ๓๙๒

เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา เวสาลิยํ วิหรติ มหาวเน กูฏาคารสาลายํ ฯ เตน โข ปน สมเยน สจฺจโก นิคนฺถปุตฺโต เวสาลิยํ ปฏิวสติ ภสฺสปฺปวาทิโก ปณฺฑิตวาโท สาธุสมฺมโต พหุชนสฺส ฯ โส เวสาลิยํ ปริสติ เอวํ วาจํ ภาสติ นาหํ ตํ ปสฺสามิ สมณํ วา พฺราหฺมณํ วา สงฺฆึ คณึ คณาจริยํ อปิจ อรหนฺตํ สมฺมาสมฺพุทฺธํ ปฏิชานมานํ โย มยา วาเทน วาทํ สมารทฺโธ น สงฺกมฺเปยฺย น สมฺปกมฺเปยฺย น สมฺปเวเธยฺย ยสฺส น กจฺเฉหิ เสทา มุญฺเจยฺยุํ ถูณญฺเจปาหํ อเจตนํ วาเทน วาทํ สมารเภยฺยํ สาปิ มยา วาเทน วาทํ สมารทฺธา สงฺกมฺเปยฺย สมฺปกมฺเปยฺย สมฺปเวเธยฺย โก ปน วาโท มนุสฺสภูตสฺสาติ ฯ

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่กูฏาคารศาลาป่ามหาวัน เขตเมืองเวสาลี. ครั้งนั้นแล สัจจกนิครนถ์ผู้เป็นนิคันถบุตร อาศัยอยู่ในเมืองเวสาลี เป็นนักโต้ตอบ พูดยกตนว่าเป็นนักปราชญ์ ชนเป็นอันมากยอมยกว่าเป็นผู้มีความรู้ดี. เขากล่าววาจาในที่ประชุมชนในเมืองเวสาลีอย่างนี้ว่า เราไม่เห็นสมณะหรือพราหมณ์ที่เป็นเจ้าหมู่ เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์แม้ที่ปฏิญญาตนว่า เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ปรารภโต้ตอบวาทะกับเรา จะไม่พึงประหม่า ไม่สะทกสะท้าน ไม่หวั่นไหว ไม่มีเหงื่อไหลจากรักแร้ แม้แต่คนเดียวเลย หากเราปรารภโต้ตอบวาทะกะเสาที่ไม่มีเจตนา แม้เสานั้นปรารภโต้ตอบวาทะกับเราก็ต้องประหม่า สะทกสะท้าน หวั่นไหว จะป่วยกล่าวไปไยถึงมนุษย์เล่า.

ข้อ ๓๙๓

อถ โข อายสฺมา อสฺสชิ ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย เวสาลิยํ ปิณฺฑาย ปาวิสิ ฯ อทฺทสา โข สจฺจโก นิคนฺถปุตฺโต เวสาลิยํ ชงฺฆาวิหารํ อนุจงฺกมมาโน อนุวิจรมาโน อายสฺมนฺตํ อสฺสชึ ทูรโตว คจฺฉนฺตํ ทิสฺวาน เยนายสฺมา อสฺสชิ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมตา อสฺสชินา สทฺธึ สมฺโมทิ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ ฯ เอกมนฺตํ ฐิโต โข สจฺจโก นิคนฺถปุตฺโต อายสฺมนฺตํ อสฺสชึ เอตทโวจ กถํ ปน โภ อสฺสชิ สมโณ โคตโม สาวเก วิเนติ กถํภาคา จ ปน สมณสฺส โคตมสฺส สาวเกสุ อนุสาสนี พหุลา ปวตฺตตีติ ฯ เอวํ โข อคฺคิเวสฺสน ภควา สาวเก วิเนติ เอวํภาคา จ ปน ภควโต สาวเกสุ อนุสาสนี พหุลา ปวตฺตติ รูปํ ภิกฺขเว อนิจฺจํ เวทนา อนิจฺจา สญฺญา อนิจฺจา สงฺขารา อนิจฺจา วิญฺญาณํ อนิจฺจํ รูปํ ภิกฺขเว อนตฺตา เวทนา อนตฺตา สญฺญา อนตฺตา สงฺขารา อนตฺตา วิญฺญาณํ อนตฺตา สพฺเพ สงฺขารา อนตฺตา สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ เอวํ โข อคฺคิเวสฺสน ภควา สาวเก วิเนติ เอวํภาคา จ ปน ภควโต สาวเกสุ อนุสาสนี พหุลา ปวตฺตตีติ ฯ ทุสฺสุตํ วต โภ อสฺสชิ อสฺสุมฺห เย มยํ เอวํวาทึ สมณํ โคตมํ อสฺสุมฺห อปฺเปวนาม มยํ กทาจิ กรหจิ เตน โภตา โคตเมน สทฺธึ สมาคมํ คจฺเฉยฺยาม อปฺเปวนาม สิยา โกจิเทว กถาสลฺลาโป อปฺเปวนาม ตสฺมา ปาปกา ทิฏฺฐิคตา วิเวเจยฺยามาติ ฯ

ครั้งนั้น ในเวลาเช้า ท่านพระอัสสชิ นุ่งสบงแล้วถือบาตรจีวรเข้าไปบิณฑบาตในเมืองเวสาลี สัจจกนิครนถ์ผู้เป็นนิคันถบุตร เดินเที่ยวยืดแข้งขาอยู่ในเมืองเวสาลี ได้เห็นท่านพระอัสสชิเดินอยู่แต่ที่ไกล ครั้นเห็นแล้ว จึงเข้าไปหาท่านพระอัสสชิ ได้ปราศรัยกับท่าน ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วได้ถามท่านพระอัสสชิดังนี้ว่า ดูกรท่านอัสสชิผู้เจริญ ก็พระสมณโคดม แนะนำพวกสาวกอย่างไร และคำสั่งสอนของพระสมณโคดม มีส่วนอย่างไร ที่เป็นไปมากในพวกสาวก. ท่านพระอัสสชิบอกว่า ดูกรอัคคิเวสสนะ พระผู้มีพระภาค ทรงแนะนำสาวกทั้งหลายอย่างนี้ และคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาค มีส่วนอย่างนี้ ที่เป็นไปมากในสาวกทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง สัญญาไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงวิญญาณไม่เที่ยง รูปไม่ใช่ตน เวทนาไม่ใช่ตน สัญญาไม่ใช่ตน สังขารทั้งหลายไม่ใช่ตนวิญญาณไม่ใช่ตน สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่ตน ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่ตน ดูกรอัคคิเวสสนะ พระผู้มีพระภาค ทรงแนะนำสาวกทั้งหลายอย่างนี้ และคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาค มีส่วนอย่างนี้ ที่เป็นไปมากในสาวกทั้งหลาย. สัจจกนิครนถ์กล่าวว่า ดูกรท่านอัสสชิผู้เจริญ ข้าพเจ้าได้ฟังว่า พระสมณโคดมมีวาทะอย่างนี้ เป็นอันว่า ข้าพเจ้าได้ฟังไม่ดีแล้ว ถ้ากระไร บางที ข้าพเจ้าจะพบกับพระสมณโคดมผู้เจริญนั้น จะได้สนทนากันบ้าง ถ้ากระไร ข้าพเจ้าจะพึงช่วยปลดเปลื้องพระสมณโคดมเสียจากความเห็นที่เลวทรามนั้นได้. สัจจกนิครนถ์เข้าไปหาเจ้าลิจฉวี

ข้อ ๓๙๔

เตน โข ปน สมเยน ปญฺจมตฺตานิ ลิจฺฉวิสตานิ สนฺถาคาเร สนฺนิปติตานิ โหนฺติ เกนจิเทว กรณีเยน ฯ อถ โข สจฺจโก นิคนฺถปุตฺโต เยน เต ลิจฺฉวี เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา เต ลิจฺฉวี เอตทโวจ อภิกฺกมนฺตุ โภนฺโต ลิจฺฉวี อภิกฺกมนฺตุ โภนฺโต ลิจฺฉวี อชฺช เม สมเณน โคตเมน สทฺธึ กถาสลฺลาโป ภวิสฺสติ สเจ เม สมโณ โคตโม ตถา ปติฏฺฐหิสฺสติ ยถา จ เม ญาตญฺญตเรน สาวเกน อสฺสชินา นาม ภิกฺขุนา ปติฏฺฐิตํ เสยฺยถาปิ นาม พลวา ปุริโส ทีฆโลมิกํ เอฬกํ โลเมสุ คเหตฺวา อากฑฺเฒยฺย ปริกฑฺเฒยฺย เอวเมวาหํ สมณํ โคตมํ วาเทน วาทํ อากฑฺฒิสฺสามิ ปริกฑฺฒิสฺสามิ สมฺปริกฑฺฒิสฺสามิ เสยฺยถาปิ นาม พลวา โสณฺฑิกากมฺมกาโร มหนฺตํ โสณฺฑิกากิลญฺชํ คมฺภีเร อุทกรหเท ปกฺขิปิตฺวา กณฺเณ คเหตฺวา อากฑฺเฒยฺย ปริกฑฺเฒยฺย สมฺปริกฑฺเฒยฺย เอวเมวาหํ สมณํ โคตมํ วาเทน วาทํ อากฑฺฒิสฺสามิ ปริกฑฺฒิสฺสามิ สมฺปริกฑฺฒิสฺสามิ เสยฺยถาปิ นาม พลวา ปุริโส โสณฺฑิกาธุตฺโต ถาลํ กณฺเณ คเหตฺวา โอธุเนยฺย นิทฺธุเนยฺย นิปฺโปเฐยฺย เอวเมวาหํ สมณํ โคตมํ วาเทน วาทํ โอธุนิสฺสามิ นิทฺธุนิสฺสามิ นิปฺโปฐิสฺสามิ เสยฺยถาปิ นาม กุญฺชโร สฏฺฐิหายโน คมฺภีรํ โปกฺขรณึ โอคาเหตฺวา สาณโธวิกํ นาม กีฬิตชาตํ กีฬติ เอวเมวาหํ สมณํ โคตมํ สาณโธวิกํ มญฺเญ กีฬิตชาตํ กีฬิสฺสามิ อภิกฺกมนฺตุ โภนฺโต ลิจฺฉวี อภิกฺกมนฺตุ โภนฺโต ลิจฺฉวี อชฺช เม สมเณน โคตเมน สทฺธึ กถาสลฺลาโป ภวิสฺสตีติ ฯ {๓๙๔.๑} ตตฺเถกจฺเจ ลิจฺฉวี เอวมาหํสุ กึ สมโณ โคตโม สจฺจกสฺส นิคนฺถปุตฺตสฺส วาทํ อาโรเปสฺสติ อถ โข สจฺจโก นิคนฺถปุตฺโต สมณสฺส โคตมสฺส วาทํ อาโรเปสฺสตีติ ฯ เอกจฺเจ ลิจฺฉวี เอวมาหํสุ กึ โส ภวมาโน สจฺจโก นิคนฺถปุตฺโต โย ภควโต วาทํ อาโรเปสฺสติ อถ โข ภควา สจฺจกสฺส นิคนฺถปุตฺตสฺส วาทํ อาโรเปสฺสตีติ ฯ อถ โข สจฺจโก นิคนฺถปุตฺโต ปญฺจมตฺเตหิ ลิจฺฉวิสเตหิ ปริวุโต เยน มหาวนํ กูฏาคารสาลา เตนุปสงฺกมิ ฯ

สมัยนั้นแล เจ้าลิจฉวีประมาณ ๕๐๐ องค์ ประชุมกันอยู่ในอาคารเป็นที่ประชุมด้วยกรณียกิจบางอย่าง. ครั้งนั้น สัจจกนิครนถ์เข้าไปหาพวกเจ้าลิจฉวีเหล่านั้น ครั้นเข้าไปหาแล้วได้กล่าวกะเจ้าลิจฉวีเหล่านั้นดังนี้ว่า ขอเจ้าลิจฉวีทั้งหลาย จงไปด้วยกัน ขอเจ้าลิจฉวีทั้งหลาย จงไปด้วยกัน วันนี้ ข้าพเจ้าจักสนทนากับพระสมณโคดม ถ้าพระสมณโคดมจักตั้งอยู่ตามคำที่ภิกษุชื่ออัสสชิ ซึ่งเป็นสาวกรูปหนึ่งที่มีชื่อเสียงยืนยันแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจักฉุด กระชากลากถ้อยคำพระสมณโคดมมาด้วยคำข้าพเจ้า ให้เป็นเหมือนบุรุษที่มีกำลังจับแกะอันมีขนยาวที่ขนแล้วลากมาลากไป ฉะนั้น หรือให้เป็นเหมือนคนที่ทำการงานในโรงสุรา ซึ่งมีกำลัง วางเสื่อลำแพนสำหรับรองแป้งสุราผืนใหญ่ในห้วงน้ำลึก แล้วจับที่มุมชักลากฟัดฟาดไปมา ฉะนั้นข้าพเจ้าจักสลัดฟัดฟาดถ้อยคำพระสมณโคดมเสีย ให้เป็นเหมือนบุรุษที่มีกำลัง ซึ่งเป็นนักเลงสุราจับถ้วยที่หูแล้วสลัดไปมา ฉะนั้น ข้าพเจ้าจักเล่นงานพระสมณโคดมเหมือนอย่างที่คนเขาเล่นกีฬาชื่อสาณโธวิก (ซักป่าน) ให้เป็นเหมือนช้างที่มีวัยล่วงหกสิบปี จึงจะถอยกำลัง ลงสู่สระโบกขรณีมีลำน้ำลึก แล้วเล่นกีฬาชนิดที่ชื่อว่าสาณโธวิก (ซักป่าน) ฉะนั้น ขอเจ้าลิจฉวีทั้งหลาย จงไปด้วยกัน ขอเจ้าลิจฉวีทั้งหลาย จงไปด้วยกัน วันนี้ ข้าพเจ้าจักสนทนากับพระสมณโคดม. ในบรรดาเจ้าลิจฉวีเหล่านั้น บางพวกกล่าวว่า เหตุอะไร พระสมณโคดม จักยกถ้อยคำของท่านสัจจกะได้ ที่แท้ ท่านสัจจกะกลับยกถ้อยคำของพระสมณโคดมเสีย บางพวกกล่าวว่า ท่านสัจจกะเป็นอะไร จึงจักยกถ้อยคำของพระผู้มีพระภาคได้ ที่แท้ พระผู้มีพระภาคกลับจักยกถ้อยคำของท่านสัจจกะเสีย. ครั้งนั้นแล สัจจกนิครนถ์ มีเจ้าลิจฉวีประมาณ ๕๐๐ห้อมล้อมแล้ว เข้าไปยังกูฏาคารศาลาป่ามหาวัน.

ข้อ ๓๙๕

เตน โข ปน สมเยน สมฺพหุลา ภิกฺขู อพฺโภกาเส จงฺกมนฺติ ฯ อถ โข สจฺจโก นิคนฺถปุตฺโต เยน เต ภิกฺขู เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา เต ภิกฺขู เอตทโวจ กหนฺนุโข โภ เอตรหิ โส ภวํ โคตโม วิหรติ ทสฺสนกามา หิ มยํ ตํ ภวนฺตํ โคตมนฺติ ฯ เอส อคฺคิเวสฺสน ภควา มหาวนํ อชฺโฌคาเหตฺวา อญฺญตรสฺมึ รุกฺขมูเล ทิวาวิหารํ นิสินฺโนติ ฯ อถ โข สจฺจโก นิคนฺถปุตฺโต มหติยา ลิจฺฉวิปริสาย สทฺธึ มหาวนํ อชฺโฌคาเหตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควตา สทฺธึ สมฺโมทิ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เตปิ โข ลิจฺฉวี อปฺเปกจฺเจ ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ อปฺเปกจฺเจ ภควตา สทฺธึ สมฺโมทึสุ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ อปฺเปกจฺเจ เยน ภควา เตนญฺชลิมฺปณาเมตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ อปฺเปกจฺเจ ภควโต สนฺติเก นามโคตฺตํ สาเวตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ อปฺเปกจฺเจ ตุณฺหีภูตา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ

สมัยนั้น ภิกษุมากรูปด้วยกันจงกรมอยู่ ณ ที่แจ้ง. ครั้งนั้นแล สัจจกนิครนถ์เข้าไปหาภิกษุเหล่านั้นแล้ว ถามว่า ท่านผู้เจริญ เดี๋ยวนี้ พระสมณโคดมนั้นอยู่ที่ไหน พวกข้าพเจ้าปรารถนาจะพบพระสมณโคดมนั้น. ภิกษุทั้งหลายนั้นบอกว่า ดูกรอัคคิเวสสนะ พระผู้มีภาคพระองค์นั้น เสด็จเข้าไปสู่ป่ามหาวัน ประทับพักกลางวัน ที่โคนต้นไม้แห่งหนึ่ง. ลำดับนั้นสัจจกนิครนถ์พร้อมด้วยพวกเจ้าลิจฉวีมีจำนวนมาก เข้าไปสู่ป่ามหาวันจนถึงที่ที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ แล้วทูลปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วจึงนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. แม้เจ้าลิจฉวีทั้งหลายนั้น บางพวกถวายอภิวาท บางพวกทูลปราศรัย บางพวกประนมมือ บางพวกประกาศชื่อและโคตรของตน ในสำนักพระผู้มีพระภาค บางพวกก็นิ่งอยู่ ครั้นแล้วต่างก็นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. สัจจกนิครนถ์ทูลถามปัญหา

ข้อ ๓๙๖

เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข สจฺจโก นิคนฺถปุตฺโต ภควนฺตํ เอตทโวจ ปุจฺเฉยฺยาหํ ภวนฺตํ โคตมํ กิญฺจิเทว เทสํ สเจ เม ภวํ โคตโม โอกาสํ กโรติ ปญฺหสฺส เวยฺยากรณายาติ ฯ ปุจฺฉ อคฺคิเวสฺสน ยทากงฺขสีติ ฯ กถํ ปน ภวํ โคตโม สาวเก วิเนติ กถํภาคา จ ปน โภโต โคตมสฺส สาวเกสุ อนุสาสนี พหุลา ปวตฺตตีติ ฯ เอวํ โข อหํ อคฺคิเวสฺสน สาวเก วิเนมิ เอวํภาคา จ ปน เม สาวเกสุ อนุสาสนี พหุลา ปวตฺตติ รูปํ ภิกฺขเว อนิจฺจํ เวทนา อนิจฺจา สญฺญา อนิจฺจา สงฺขารา อนิจฺจา วิญฺญาณํ อนิจฺจํ รูปํ ภิกฺขเว อนตฺตา เวทนา อนตฺตา สญฺญา อนตฺตา สงฺขารา อนตฺตา วิญฺญาณํ อนตฺตา สพฺเพ สงฺขารา อนตฺตา สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ เอวํ โข อหํ อคฺคิเวสฺสน สาวเก วิเนมิ เอวํภาคา จ ปน เม สาวเกสุ อนุสาสนี พหุลา ปวตฺตตีติ ฯ {๓๙๖.๑} อุปมา มํ โภ โคตม ปฏิภาตีติ ฯ ปฏิภาตุ ตํ อคฺคิเวสฺสนาติ ภควา อโวจ ฯ เสยฺยถาปิ โภ โคตม เยเกจิเม วีชคามภูตคามา วุฑฺฒึ วิรูฬฺหึ เวปุลฺลํ อาปชฺชนฺติ สพฺเพ เต ปฐวึ นิสฺสาย ปฐวิยํ ปติฏฺฐาย เอวเมเต วีชคามภูตคามา วุฑฺฒึ วิรูฬฺหึ เวปุลฺลํ อาปชฺชนฺติ เสยฺยถาปิ วา ปน โภ โคตม เยเกจิเม พลกรณียา กมฺมนฺตา กรียนฺติ สพฺเพ เต ปฐวึ นิสฺสาย ปฐวิยํ ปติฏฺฐาย เอวเมเต พลกรณียา กมฺมนฺตา กรียนฺติ เอวเมว โข โภ โคตม รูปตฺตายํ ปุริสปุคฺคโล รูเป ปติฏฺฐาย ปุญฺญํ วา อปุญฺญํ วา ปสวติ เวทนตฺตายํ ปุริสปุคฺคโล เวทนาย ปติฏฺฐาย ปุญฺญํ วา อปุญฺญํ วา ปสวติ สญฺญตฺตายํ ปุริสปุคฺคโล สญฺญาย ปติฏฺฐาย ปุญฺญํ วา อปุญฺญํ วา ปสวติ สงฺขารตฺตายํ ปุริสปุคฺคโล สงฺขาเรสุ ปติฏฺฐาย ปุญฺญํ วา อปุญฺญํ วา ปสวติ วิญฺญาณตฺตายํ ปุริสปุคฺคโล วิญฺญาเณ ปติฏฺฐาย ปุญฺญํ วา อปุญฺญํ วา ปสวตีติ ฯ นนุ ตํ อคฺคิเวสฺสน เอวํ วเทสิ รูปํ เม อตฺตา เวทนา เม อตฺตา สญฺญา เม อตฺตา สงฺขารา เม อตฺตา วิญฺญาณํ เม อตฺตาติ ฯ อหํ หิ โภ โคตม เอวํ วทามิ รูปํ เม อตฺตา เวทนา เม อตฺตา สญฺญา เม อตฺตา สงฺขารา เม อตฺตา วิญฺญาณํ เม อตฺตาติ อยญฺจ มหตี ชนตาติ ฯ กึ หิ เต อคฺคิเวสฺสน มหตี ชนตา กริสฺสติ อิงฺฆ ตฺวํ อคฺคิเวสฺสน สกํเยว วาทํ นิพฺเพเธหีติ ฯ อหํ หิ โภ โคตม เอวํ วทามิ รูปํ เม อตฺตา เวทนา เม อตฺตา สญฺญา เม อตฺตา สงฺขารา เม อตฺตา วิญฺญาณํ เม อตฺตาติ ฯ

สัจจกนิครนถ์พอนั่งแล้ว ได้ทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า ข้าพเจ้าขอถาม พระโคดมสักหน่อยหนึ่ง ถ้าพระโคดมจะทำโอกาสเพื่อแก้ปัญหาแก่ข้าพเจ้า. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอัคคิเวสสนะ ท่านประสงค์จะถามปัญหาใด ก็ถามเถิด. ส. พระโคดมแนะนำพวกสาวกอย่างไร และคำสั่งสอนของพระโคดมมีส่วนอย่างไรที่เป็นไปมากในพวกสาวก? พ. ดูกรอัคคิเวสสนะ เราแนะนำสาวกทั้งหลายอย่างนี้ และคำสั่งสอนของเรามีส่วนอย่างนี้ ที่เป็นไปมากในสาวกทั้งหลายว่า รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง สัญญาไม่เที่ยงสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง วิญญาณไม่เที่ยง รูปไม่ใช่ตน เวทนาไม่ใช่ตน สัญญาไม่ใช่ตนสังขารทั้งหลายไม่ใช่ตน วิญญาณไม่ใช่ตน สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่ตน ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่ตน ดังนี้ ดูกรอัคคิเวสสนะ เราแนะนำสาวกทั้งหลายอย่างนี้ และคำสั่งสอนของเรามีส่วนอย่างนี้ ที่เป็นไปมากในสาวกทั้งหลาย. ส. ท่านพระโคดม ขออุปมาจงแจ่มแจ้งแก่ข้าพเจ้า? พ. ดูกรอัคคิเวสสนะ อุปมานั้นจงแจ่มแจ้งแก่ท่านเถิด. ส. ท่านพระโคดม เหมือนพืชพันธุ์ไม้เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ พืชพันธุ์เหล่านั้นทั้งหมด ต้องอาศัยแผ่นดิน ตั้งอยู่ในแผ่นดิน จึงถึงความเจริญงอกงาม ไพบูลย์ได้ หรือเหมือนการงานอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ต้องทำด้วยกำลัง อันบุคคลทำอยู่ การงานเหล่านั้นทั้งหมด บุคคลต้องอาศัยแผ่นดิน ต้องตั้งอยู่บนแผ่นดินจึงทำกันได้ ฉันใด ปุริสบุคคลนี้ มีรูปเป็นตน มีเวทนาเป็นตน มีสัญญาเป็นตน มีสังขารเป็นตน มีวิญญาณเป็นตน ต้องตั้งอยู่ในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จึงได้ประสบผลบุญ ผลบาป ฉันนั้น. พ. ดูกรอัคคิเวสสนะ ข้อนั้นท่านกล่าวอย่างนี้ว่า รูปเป็นตนของเรา เวทนาเป็นตนของเรา สัญญาเป็นตนของเรา สังขารทั้งหลายเป็นตนของเรา วิญญาณเป็นตนของเราดังนี้ มิใช่หรือ? ส. ท่านพระโคดม ข้าพเจ้ากล่าวอย่างนั้น ประชุมชนเป็นอันมากก็กล่าวอย่างนั้น. พ. ดูกรอัคคิเวสสนะ ประชุมชนเป็นอันมากนั้นจักทำอะไรแก่ท่าน ดูกรอัคคิเวสสนะเชิญท่านยืนยันถ้อยคำของท่านเถิด. ส. ท่านพระโคดม เป็นความจริง ข้าพเจ้ากล่าวอย่างนี้ รูปเป็นตนของเรา เวทนาเป็นตนของเรา สัญญาเป็นตนของเรา สังขารทั้งหลายเป็นตนของเรา วิญญาณเป็นตนของเราดังนี้. ทรงซักถามอัคคิเวสสนะด้วยอุปมา

ข้อ ๓๙๗

เตนหิ อคฺคิเวสฺสน ตญฺเญเวตฺถ ปฏิปุจฺฉิสฺสามิ ยถา เต ขเมยฺย ตถา นํ พฺยากเรยฺยาสิ ตํ กึ มญฺญสิ อคฺคิเวสฺสน วตฺเตยฺย รญฺโญ ขตฺติยสฺส มุทฺธาวสิตฺตสฺส สกสฺมึ วิชิเต วโส ฆาเตตายํ วา ฆาเตตุํ ชาเปตายํ วา ชาเปตุํ ปพฺพาเชตายํ วา ปพฺพาเชตุํ เสยฺยถาปิ รญฺโญ ปเสนทิสฺส โกสลสฺส เสยฺยถาปิ วา ปน รญฺโญ มาคธสฺส อชาตสตฺตุสฺส เวเทหิปุตฺตสฺสาติ ฯ วตฺเตยฺย โภ โคตม รญฺโญ ขตฺติยสฺส มุทฺธาวสิตฺตสฺส สกสฺมึ วิชิเต วโส ฆาเตตายํ วา ฆาเตตุํ ชาเปตายํ วา ชาเปตุํ ปพฺพาเชตายํ วา ปพฺพาเชตุํ เสยฺยถาปิ รญฺโญ ปเสนทิสฺส โกสลสฺส เสยฺยถาปิ วา ปน รญฺโญ มาคธสฺส อชาตสตฺตุสฺส เวเทหิปุตฺตสฺส อิเมสมฺปิ หิ โภ โคตม สงฺฆานํ คณานํ เสยฺยถีทํ วชฺชีนํ มลฺลานํ วตฺตติ สกสฺมึ วิชิเต วโส ฆาเตตายํ วา ฆาเตตุํ ชาเปตายํ วา ชาเปตุํ ปพฺพาเชตายํ วา ปพฺพาเชตุํ กึ ปน รญฺโญ ขตฺติยสฺส มุทฺธาวสิตฺตสฺส เสยฺยถาปิ รญฺโญ ปเสนทิสฺส โกสลสฺส เสยฺยถาปิ วา ปน รญฺโญ มาคธสฺส อชาตสตฺตุสฺส เวเทหิปุตฺตสฺส วตฺเตยฺย โภ โคตม วตฺติตุญฺจมรหตีติ ฯ {๓๙๗.๑} ตํ กึ มญฺญสิ อคฺคิเวสฺสน ยํ ตฺวํ เอวํ วเทสิ รูปํ เม อตฺตาติ วตฺตติ เต ตสฺมึ รูเป วโส เอวํ เม รูปํ โหตุ เอวํ เม รูปํ มา อโหสีติ ฯ เอวํ วุตฺเต สจฺจโก นิคนฺถปุตฺโต ตุณฺหี อโหสิ ฯ ทุติยมฺปิ โข ภควา สจฺจกํ นิคนฺถปุตฺตํ เอตทโวจ ตํ กึ มญฺญสิ อคฺคิเวสฺสน ยํ ตฺวํ เอวํ วเทสิ รูปํ เม อตฺตาติ วตฺตติ เต ตสฺมึ รูเป วโส เอวํ เม รูปํ โหตุ เอวํ เม รูปํ มา อโหสีติ ฯ เอวํ วุตฺเต ทุติยมฺปิ โข สจฺจโก นิคนฺถปุตฺโต ตุณฺหี อโหสิ ฯ {๓๙๗.๒} อถ โข ภควา สจฺจกํ นิคนฺถปุตฺตํ เอตทโวจ พฺยากโรหิทานิ อคฺคิเวสฺสน นทานิ เต ตุณฺหีภาวสฺส กาโล โย โข อคฺคิเวสฺสน ตถาคเตน ยาวตติยํ สหธมฺมิกํ ปญฺหํ ปุฏฺโฐ น พฺยากโรติ เอตฺเถวสฺส สตฺตธา มุทฺธา ผลิสฺสตีติ ฯ เตน โข ปน สมเยน วชิรปาณี ยกฺโข อยสํ วชิรํ อาทาย อาทิตฺตํ สมฺปชฺชลิตํ สํโชติภูตํ สจฺจกสฺส นิคนฺถปุตฺตสฺส อุปริเวหาย สณฺฐิโต โหติ สจายํ สจฺจโก นิคนฺถปุตฺโต ภควตา ยาวตติยํ สหธมฺมิกํ ปญฺหํ ปุฏฺโฐ น พฺยากโรติ เอตฺเถวสฺส สตฺตธา มุทฺธํ ผาเลสฺสามีติ ฯ ตํ โข ปน วชิรปาณึ ยกฺขํ ภควา เจว ปสฺสติ สจฺจโก จ นิคนฺถปุตฺโต ฯ อถ โข สจฺจโก นิคนฺถปุตฺโต ภีโต สํวิคฺโค โลมหฏฺฐชาโต ภควนฺตํเยว ตาณํ คเวสี ภควนฺตํเยว เลณํ คเวสี ภควนฺตํเยว สรณํ คเวสี ภควนฺตํ เอตทโวจ ปุจฺฉตุ มํ ภวํ โคตโม พฺยากริสฺสามีติ ฯ

พ. ดูกรอัคคิเวสสนะ ถ้าอย่างนั้น เราจักสอบถามท่านในข้อนี้แหละ ท่านเห็นควรอย่างไร ท่านพึงแก้ไขอย่างนั้น ดูกรอัคคิเวสสนะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉนอำนาจของพระราชามหากษัตริย์ ผู้ได้มุรธาภิเษกแล้ว เช่นพระเจ้าปเสนทิโกศล หรือพระเจ้ามคธอชาตศัตรูเวเทหิบุตร อาจฆ่าคนที่ควรฆ่า ริบราชบาตรคนที่ควรริบ เนรเทศคนที่ควรเนรเทศพึงให้เป็นไปได้ ในพระราชอาณาเขตของพระองค์มิใช่หรือ? ส. ท่านพระโคดม อำนาจของพระราชามหากษัตริย์ ผู้ได้มุรธาภิเษกแล้ว เช่นพระเจ้าปเสนทิโกศล หรือพระเจ้ามคธอชาตศัตรูเวเทหิบุตร อาจฆ่าคนที่ควรฆ่า ริบราชบาตรคนที่ควรริบ เนรเทศคนที่ควรเนรเทศ พึงให้เป็นไปได้ในพระราชอาณาเขตของพระองค์ แม้แต่อำนาจของหมู่คณะเหล่านี้ คือ วัชชี มัลละ อาจฆ่าคนที่ควรฆ่า ริบราชบาตรคนที่ควรริบเนรเทศคนที่ควรเนรเทศ ยังเป็นไปได้ในแว่นแคว้นของตนๆ เหตุไรเล่า อำนาจเช่นนั้นของพระราชามหากษัตริย์ ผู้ได้มุรธาภิเษกแล้ว เช่นพระเจ้าปเสนทิโกศล หรือพระเจ้ามคธอชาตศัตรูเวเทหิบุตร จะให้เป็นไปไม่ได้ อำนาจเช่นนั้นของพระราชามหากษัตริย์ ผู้ได้มุรธาภิเษกแล้วนั้นต้องให้เป็นไปได้ด้วย ควรจะเป็นไปได้ด้วย. พ. ดูกรอัคคิเวสสนะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ข้อที่ท่านกล่าวว่า รูปเป็นตนของเรา อำนาจของท่านเป็นไปในรูปนั้นว่า รูปของเราจงเป็นอย่างนั้นเถิด อย่าได้เป็นอย่างนี้เลย ดังนี้หรือ? เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสถามอย่างนี้แล้ว สัจจกนิครนถ์ก็นิ่งเสีย ถึงสองครั้ง ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคตรัสกะสัจจกนิครนถ์ว่า ดูกรอัคคิเวสสนะ กาลบัดนี้ ท่านจงแก้ ไม่ใช่กาลที่ท่านควรนิ่ง ดูกรอัคคิเวสสนะ ผู้ใด อันตถาคตถามปัญหาที่ชอบแก่เหตุแล้วถึงสามครั้ง มิได้แก้ศีรษะของผู้นั้นจะแตกเป็นเจ็ดเสี่ยงในที่เช่นนั้น. สมัยนั้น ท้าววชิรปาณีสักกเทวราช ถือกระบองเพชรลุกเป็นไฟรุ่งเรืองลอยอยู่ในเวหา ณ เบื้องบนศีรษะสัจจกนิครนถ์ ประกาศว่า ถ้าสัจจกนิครนถ์นี้ อันพระผู้มีพระภาคตรัสถามปัญหาที่ชอบแก่เหตุแล้วถึงสามครั้ง มิได้แก้ปัญหา เราจักผ่าศีรษะสัจจกนิครนถ์นั้นเจ็ดเสี่ยงในที่นี้แหละ. ท้าววชิรปาณีนั้น พระผู้มีพระภาคกับสัจจกนิครนถ์เท่านั้นเห็นอยู่ ในทันใดนั้น สัจจก-*นิครนถ์ ตกใจกลัวจนขนชัน แสวงหาพระผู้มีพระภาคเป็นที่ต้านทานป้องกันเป็นที่พึ่ง ได้ทูลว่าพระโคดมผู้เจริญ ขอจงทรงถามเถิด ข้าพเจ้าจักแก้ ณ บัดนี้.

ข้อ ๓๙๘

ตํ กึ มญฺญสิ อคฺคิเวสฺสน ยํ ตฺวํ เอวํ วเทสิ รูปํ เม อตฺตาติ วตฺตติ เต ตสฺมึ รูเป วโส เอวํ เม รูปํ โหตุ เอวํ เม รูปํ มา อโหสีติ ฯ โน หิทํ โภ โคตม ฯ {๓๙๘.๑} มนสิกโรหิ อคฺคิเวสฺสน มนสิกริตฺวา โข อคฺคิเวสฺสน พฺยากโรหิ น โข เต สนฺธียติ ปุริเมน วา ปจฺฉิมํ ปจฺฉิเมน วา ปุริมํ ตํ กึ มญฺญสิ อคฺคิเวสฺสน ยํ ตฺวํ เอวํ วเทสิ เวทนา เม อตฺตาติ วตฺตติ เต ตาย เวทนาย วโส เอวํ เม เวทนา โหตุ เอวํ เม เวทนา มา อโหสีติ ฯ โน หิทํ โภ โคตม ฯ {๓๙๘.๒} มนสิกโรหิ อคฺคิเวสฺสน มนสิกริตฺวา โข อคฺคิเวสฺสน พฺยากโรหิ น โข เต สนฺธียติ ปุริเมน วา ปจฺฉิมํ ปจฺฉิเมน วา ปุริมํ ตํ กึ มญฺญสิ อคฺคิเวสฺสน ยํ ตฺวํ เอวํ วเทสิ สญฺญา เม อตฺตาติ วตฺตติ เต ตาย สญฺญาย วโส เอวํ เม สญฺญา โหตุ เอวํ เม สญฺญา มา อโหสีติ ฯ โน หิทํ โภ โคตม ฯ {๓๙๘.๓} มนสิกโรหิ อคฺคิเวสฺสน มนสิกริตฺวา โข อคฺคิเวสฺสน พฺยากโรหิ น โข เต สนฺธียติ ปุริเมน วา ปจฺฉิมํ ปจฺฉิเมน วา ปุริมํ ตํ กึ มญฺญสิ อคฺคิเวสฺสน ยํ ตฺวํ เอวํ วเทสิ สงฺขารา เม อตฺตาติ วตฺตติ เต เตสุ สงฺขาเรสุ วโส เอวํ เม สงฺขารา โหนฺตุ เอวํ เม สงฺขารา มา อเหสุนฺติ ฯ โน หิทํ โภ โคตม ฯ {๓๙๘.๔} มนสิกโรหิ อคฺคิเวสฺสน มนสิกริตฺวา โข อคฺคิเวสฺสน พฺยากโรหิ น โข เต สนฺธียติ ปุริเมน วา ปจฺฉิมํ ปจฺฉิเมน วา ปุริมํ ตํ กึ มญฺญสิ อคฺคิเวสฺสน ยํ ตฺวํ เอวํ วเทสิ วิญฺญาณํ เม อตฺตาติ วตฺตติ เต ตสฺมึ วิญฺญาเณ วโส เอวํ เม วิญฺญาณํ โหตุ เอวํ เม วิญฺญาณํ มา อโหสีติ ฯ โน หิทํ โภ โคตม ฯ {๓๙๘.๕} มนสิกโรหิ อคฺคิเวสฺสน มนสิกริตฺวา โข อคฺคิเวสฺสน พฺยากโรหิ น โข เต สนฺธียติ ปุริเมน วา ปจฺฉิมํ ปจฺฉิเมน วา ปุริมํ ตํ กึ มญฺญสิ อคฺคิเวสฺสน รูปํ นิจฺจํ วา อนิจฺจํ วาติ ฯ อนิจฺจํ โภ โคตม ฯ ยํ ปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วา ตํ สุขํ วาติ ฯ ทุกฺขํ โภ โคตม ฯ ยํ ปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วิปริณามธมฺมํ กลฺลํ นุ ตํ สมนุปสฺสิตุํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ ฯ โน เหตํ โภ โคตม ฯ {๓๙๘.๖} ตํ กึ มญฺญสิ อคฺคิเวสฺสน เวทนา ... สญฺญา ... สงฺขารา ... วิญฺญาณํ นิจฺจํ วา อนิจฺจํ วาติ ฯ อนิจฺจํ โภ โคตม ฯ ยํ ปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วา ตํ สุขํ วาติ ฯ ทุกฺขํ โภ โคตม ฯ ยํ ปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วิปริณามธมฺมํ กลฺลํ นุ ตํ สมนุปสฺสิตุํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ ฯ โน เหตํ โภ โคตม ฯ {๓๙๘.๗} ตํ กึ มญฺญสิ อคฺคิเวสฺสน โย นุ โข ทุกฺขํ อลฺลีโน ทุกฺขํ อุปคโต ทุกฺขํ อชฺโฌสิโต ทุกฺขํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ สมนุปสฺสติ อปิ นุ โข โส สามํ วา ทุกฺขํ ปริชาเนยฺย ทุกฺขํ วา ปริกฺเขเปตฺวา วิหเรยฺยาติ ฯ กิญฺหิ สิยา โภ โคตม โน หิทํ โภ โคตมาติ ฯ {๓๙๘.๘} ตํ กึ มญฺญสิ อคฺคิเวสฺสน นนุ ตฺวํ เอวํ สนฺเต ทุกฺขํ อลฺลีโน ทุกฺขํ อุปคโต ทุกฺขํ อชฺโฌสิโต ทุกฺขํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ สมนุปสฺสสีติ ฯ กิญฺหิ โน สิยา โภ โคตม เอวเมตํ โภ โคตมาติ ฯ

พ. ดูกรอัคคิเวสสนะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ท่านกล่าวอย่างนี้ว่ารูปเป็นตนของเรา ดังนี้ อำนาจของท่านเป็นไปในรูปนั้นว่า รูปของเราจงเป็นอย่างนั้นเถิดอย่าได้เป็นอย่างนี้เลย ดังนี้หรือ? ส. ข้อนี้เป็นไปไม่ได้เลย พระโคดมผู้เจริญ. พ. ดูกรอัคคิเวสสนะ ท่านจงทำไว้ในใจเถิด ครั้นทำไว้ในใจแล้ว จึงกล่าวแก้ เพราะคำหลังกับคำก่อน หรือคำก่อนกับคำหลังของท่านไม่ต่อกัน ดูกรอัคคิเวสสนะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ท่านกล่าวอย่างนี้ว่า เวทนาเป็นตนของเรา สัญญาเป็นตนของเรา สังขารทั้งหลายเป็นตนของเรา วิญญาณเป็นตนของเรา ดังนี้ อำนาจของท่านเป็นไปในเวทนา ในสัญญา ในสังขารทั้งหลาย และในวิญญาณว่า เวทนา สัญญา สังขารทั้งหลาย และวิญญาณของเรา จงเป็นอย่างนั้นเถิด อย่าได้เป็นอย่างนี้เลย ดังนี้หรือ? ส. ข้อนี้เป็นไปไม่ได้เลย พระโคดมผู้เจริญ. พ. ดูกรอัคคิเวสสนะ ท่านจงทำในใจเถิด ครั้นทำไว้ในใจแล้ว จึงกล่าวแก้ เพราะคำหลังกับคำก่อน หรือคำก่อนกับคำหลังของท่านไม่ต่อกัน ดูกรอัคคิเวสสนะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูป เวทนา สัญญา สังขารทั้งหลาย และวิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง? ส. ไม่เที่ยง พระโคดมผู้เจริญ. พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข? ส. สิ่งนั้นเป็นทุกข์ พระโคดมผู้เจริญ. พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตนของเรา? ส. ข้อนั้นไม่ควรเลย พระโคดมผู้เจริญ. พ. ดูกรอัคคิเวสสนะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ผู้ใดติดทุกข์ เข้าถึงทุกข์อยู่แล้ว กล้ำกลืนทุกข์แล้ว ยังตามเห็นทุกข์ว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตนของเราดังนี้ ผู้นั้นกำหนดรู้ทุกข์ได้เอง หรือจะทำทุกข์ให้สิ้นไปได้แล้วจึงอยู่ มีบ้างหรือ? ส. จะพึงมีได้เพราะเหตุไร ข้อนี้มีไม่ได้เลย พระโคดมผู้เจริญ. พ. ดูกรอัคคิเวสสนะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เมื่อเป็นอย่างนี้ ท่านติดทุกข์ เข้าถึงทุกข์อยู่แล้ว กล้ำกลืนทุกข์แล้ว ยังตามเห็นทุกข์ว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่นนั่นเป็นตนของเรา ดังนี้ มิใช่หรือ? ส. ไฉนจะไม่ถูก พระเจ้าข้า ข้อนี้ต้องเป็นอย่างนั้น พระโคดมผู้เจริญ.

ข้อ ๓๙๙

เสยฺยถาปิ อคฺคิเวสฺสน ปุริโส สารตฺถิโก สารคเวสี สารปริเยสนํ จรมาโน ติณฺหํ กุธารึ อาทาย วนํ ปวิเสยฺย โส ตตฺถ ปสฺเสยฺย มหนฺตํ กทลิกฺขนฺธํ อุชุํ นวํ อกุกฺกุฏชาตํ ตเมนํ มูเล ฉินฺเทยฺย มูเล เฉตฺวา อคฺเค ฉินฺเทยฺย อคฺเค เฉตฺวา ปตฺตวฏฺฏึ วินิพฺภุเชยฺย โส ตตฺถ ปตฺตวฏฺฏึ วินิพฺภุชนฺโต เผคฺคุํปิ นาธิคจฺเฉยฺย กุโต สารํ เอวเมว โข ตฺวํ อคฺคิเวสฺสน มยา สกสฺมึ วาเท สมนุยุญฺชิยมาโน สมนุภาสิยมาโน สมนุคฺคาหิยมาโน ริตฺโต ตุจฺโฉ อปรทฺโธ ภาสิตา โข ปน เต เอสา อคฺคิเวสฺสน เวสาลิยํ ปริสติ วาจา นาหนฺตํ ปสฺสามิ สมณํ วา พฺราหฺมณํ วา สงฺฆึ คณึ คณาจริยํ อปิจ อรหนฺตํ สมฺมาสมฺพุทฺธํ ปฏิชานมานํ โย มยา วาเทน วาทํ สมารทฺโธ น สงฺกมฺเปยฺย น สมฺปกมฺเปยฺย น สมฺปเวเธยฺย ยสฺส น กจฺเฉหิ เสทา มุญฺเจยฺยุํ ถูณญฺเจปาหํ อเจตนํ วาเทน วาทํ สมารเภยฺยํ สาปิ มยา วาเทน วาทํ สมารทฺธา สงฺกมฺเปยฺย สมฺปกมฺเปยฺย สมฺปเวเธยฺย โก ปน วาโท มนุสฺสภูตสฺสาติ ตุยฺหํ โข ปน อคฺคิเวสฺสน อปฺเปกจฺจานิ เสทผุสิตานิ นลาฏมุตฺตานิ อุตฺตราสงฺคํ วินิพฺภินฺทิตฺวา ภูมิยํ ปติฏฺฐิตานิ มยฺหํ โข ปน อคฺคิเวสฺสน นตฺถิ เอตรหิ กายสฺมึ เสโทติ ฯ อิติ ภควา ตสฺมึ ปริสติ สุวณฺณวณฺณํ กายํ วิวริ ฯ เอวํ วุตฺเต สจฺจโก นิคนฺถปุตฺโต ตุณฺหีภูโต มงฺกุภูโต ปตฺตกฺขนฺโธ อโธมุโข ปชฺฌายนฺโต อปฺปฏิภาโณ นิสีทิ ฯ

พ. ดูกรอัคคิเวสสนะ เปรียบเหมือนบุรุษมีความต้องการแก่นไม้ เสาะหาแก่นไม้ แสวงหาแก่นไม้อยู่ ถือเอาผึ่งที่คมเข้าไปสู่ป่า เขาเห็นต้นกล้วยใหญ่ต้นหนึ่งในป่านั้น มีต้นตรง ยังกำลังรุ่น ไม่คด เขาจึงตัดต้นกล้วยนั้นที่โคนต้น แล้วตัดยอด ริดใบออกเขาไม่พบแม้แต่กระพี้ แล้วจะพบแก่นได้แต่ที่ไหน แม้ฉันใด ดูกรอัคคิเวสสนะ ท่านอันเราซักไซ้ไล่เลียง สอบสวน ในถ้อยคำของตนเอง ก็เปล่า ว่าง แพ้ไปเอง ท่านได้กล่าววาจานี้ในที่ประชุมชน ในเมืองเวสาลีว่า เราไม่เห็นสมณะหรือพราหมณ์ที่เป็นเจ้าหมู่ เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ แม้ที่ปฏิญญาตนว่า เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ปรารภโต้ตอบวาทะกับเราจะไม่พึงประหม่า ไม่สะทกสะท้าน ไม่หวั่นไหว ไม่มีเหงื่อไหลจากรักแร้ แม้แต่คนเดียวเลย หากเราปรารภโต้ตอบวาทะกะเสาที่ไม่มีเจตนา แม้เสานั้นปรารภโต้ตอบวาทะกับเรา ก็ต้องประหม่า สะทกสะท้าน หวั่นไหว จะป่วยกล่าวไปไยถึงมนุษย์เล่า ดังนี้ ดูกรอัคคิเวสสนะหยาดเหงื่อของท่านบางหยาด หยดจากหน้าผากลงยังผ้าห่มแล้วตกที่พื้น ส่วนเหงื่อในกายของเราในเดี๋ยวนี้ไม่มีเลย ดังนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคทรงเปิดพระกาย มีพระฉวีดังทอง ในบริษัทนั้น. เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว สัจจกนิครนถ์นั่งนิ่งอึ้ง เก้อเขิน คอตกก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณ.

ข้อ ๔๐๐

อถ โข ทุมฺมุโข ลิจฺฉวิปุตฺโต สจฺจกํ นิคนฺถปุตฺตํ ตุณฺหีภูตํ มงฺกุภูตํ ปตฺตกฺขนฺธํ อโธมุขํ ปชฺฌายนฺตํ อปฺปฏิภาณํ วิทิตฺวา ภควนฺตํ เอตทโวจ อุปมา มํ ภควา ปฏิภาตีติ ฯ ปฏิภาตุ ตํ ทุมฺมุขาติ ภควา อโวจ ฯ เสยฺยถาปิ ภนฺเต คามสฺส วา นิคมสฺส วา อวิทูเร โปกฺขรณี ตตฺรสฺส กกฺกฏโก อถ โข ภนฺเต สมฺพหุลา กุมารกา วา กุมาริกา วา ตมฺหา คามา วา นิคมา วา นิกฺขมิตฺวา เยน สา โปกฺขรณี เตนุปสงฺกเมยฺยุํ อุปสงฺกมิตฺวา ตํ โปกฺขรณึ โอคาเหตฺวา ตํ กกฺกฏกํ อุทกา อุทฺธริตฺวา ถเล ปติฏฺฐาเปยฺยุํ ยญฺญเทว หิ โส ภนฺเต กกฺกฏโก อฬํ อภินินฺนาเมยฺย ตํตเทว เต กุมารกา วา กุมาริกา วา กฏฺเฐน วา กฐเลน วา สญฺฉินฺเทยฺยุํ สมฺภญฺเชยฺยุํ สมฺปลิภญฺเชยฺยุํ เอวญฺหิ โส ภนฺเต กกฺกฏโก สพฺเพหิ อเฬหิ สญฺฉินฺเนหิ สมฺภคฺเคหิ สมฺปลิภคฺเคหิ อภพฺโพ ตํ โปกฺขรณึ ปุน โอตริตุํ เสยฺยถาปิ ปุพฺเพ เอวเมว โข ภนฺเต ยานิ สจฺจกสฺส นิคนฺถปุตฺตสฺส วิสูกายิตานิ วิเสวิตานิ วิปฺผนฺทิตานิ กานิจิ กานิจิ ตานิ ภควตา สญฺฉินฺนานิ สมฺภคฺคานิ สมฺปลิภคฺคานิ อภพฺโพ จทานิ ภนฺเต สจฺจโก นิคนฺถปุตฺโต ปุน ภควนฺตํ อุปสงฺกมิตุํ ยทิทํ วาทาธิปฺปาโยติ ฯ เอวํ วุตฺเต สจฺจโก นิคนฺถปุตฺโต ทุมฺมุขํ ลิจฺฉวิปุตฺตํ เอตทโวจ อาคเมหิ ตฺวํ ทุมฺมุข อาคเมหิ ตฺวํ ทุมฺมุข มุขโรสิ ตฺวํ ทุมฺมุข น มยํ ตยา สทฺธึ มนฺเตม อิธ มยํ โภตา โคตเมน สทฺธึ มนฺเตม ติฏฺฐเตสา โภ โคตม อมฺหากญฺเจว อญฺเญสญฺจ ปุถุสมณพฺราหฺมณานํ วาจาวิลาปํ วิลปิตํ มญฺเญติ ฯ

ในลำดับนั้น เจ้าลิจฉวีผู้มีนามว่าทุมมุขะ ทราบว่า สัจจกนิครนถ์นิ่งอึ้ง เก้อเขิน คอตก ก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณ จึงทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค อุปมาย่อมแจ่มแจ้งแก่ข้าพระองค์. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรทุมมุขะ อุปมานั้นจงแจ่มแจ้งแก่ท่านเถิด. เจ้าลิจฉวีนั้นทูลถามว่า เปรียบเหมือนในที่ใกล้บ้านหรือนิคม มีสระโบกขรณีอยู่สระหนึ่ง ในสระนั้นมีปูอยู่ตัวหนึ่ง พวกเด็กชายหญิงเป็นอันมาก ออกจากบ้านหรือนิคมนั้นไปถึงสระโบกขรณีนั้นแล้ว ก็ลงจับปูขึ้นจากน้ำ วางไว้บนบก ปูนั้นจะส่ายก้ามไปข้างไหนเด็กเหล่านั้นก็คอยต่อยก้ามปูนั้นด้วยไม้บ้าง ด้วยกระเบื้องบ้าง เมื่อปูนั้นก้ามหักหมดแล้ว ก็ไม่อาจลงสู่สระโบกขรณีนั้นเหมือนก่อนได้ ฉันใด ทิฏฐิอันเป็นเสี้ยนหนาม เข้าใจผิด กวัดแกว่งบางอย่างๆ ของสัจจกนิครนถ์ พระองค์หักเสียแล้ว แต่นี้ไป สัจจกนิครนถ์ก็ไม่อาจเข้ามาใกล้พระองค์ ด้วยความประสงค์จะโต้ตอบอีก ก็ฉันนั้นแหละ. เมื่อเจ้าลิจฉวีทุมมุขะกล่าวอย่างนี้แล้วสัจจกนิครนถ์ ก็พูดว่า เจ้าทุมมุขะท่านหยุดเถิด ท่านพูดมากนัก ข้าพเจ้าไม่ได้พูดกับท่านข้าพเจ้าพูดกับพระโคดมต่างหาก ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็ทูลว่า ข้าแต่พระโคดม ข้อที่พูดนั้นเป็นของข้าพเจ้า และของพวกสมณพราหมณ์เหล่าอื่น ยกเสียเถิด เป็นแต่คำเพ้อ พูดเพ้อกันไป. เหตุที่พระสาวกเป็นผู้ทำตามคำสอนและเป็นพระอรหันต์

ข้อ ๔๐๑

กิตฺตาวตา จ นุ โข โภโต โคตมสฺส สาวโก สาสนกโร โหติ โอวาทปติกโร ติณฺณวิจิกิจฺโฉ วิคตกถํกโถ เวสารชฺชปฺปตฺโต อปรปฺปจฺจโย สตฺถุ สาสเน วิหรตีติ ฯ อิธ อคฺคิเวสฺสน มม สาวโก ยงฺกิญฺจิ รูปํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา โอฬาริกํ วา สุขุมํ วา หีนํ วา ปณีตํ วา ยํ ทูเร สนฺติเก วา สพฺพํ รูปํ เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสติ ฯ ยากาจิ เวทนา ฯเปฯ ยากาจิ สญฺญา ... เยเกจิ สงฺขารา ... ยงฺกิญฺจิ วิญฺญาณํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา โอฬาริกํ วา สุขุมํ วา หีนํ วา ปณีตํ วา ยํ ทูเร สนฺติเก วา สพฺพํ วิญฺญาณํ เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสติ ฯ เอตฺตาวตา โข อคฺคิเวสฺสน มม สาวโก สาสนกโร โหติ โอวาทปติกโร ติณฺณวิจิกิจฺโฉ วิคตกถํกโถ เวสารชฺชปฺปตฺโต อปรปฺปจฺจโย สตฺถุ สาสเน วิหรตีติ ฯ

สัจจกนิครนถ์ ทูลถามว่า ด้วยเหตุเท่าไร สาวกของพระโคดม จึงชื่อว่าเป็นผู้ทำตามคำสั่งสอน ทำถูกตามโอวาท ข้ามความสงสัยเสียได้ ปราศจากความแคลงใจอันเป็นเหตุให้กล่าวว่าข้อนี้เป็นอย่างไร ถึงความแกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่น อยู่ในคำสอนของศาสดาตน? พ. ดูกรอัคคิเวสสนะ สาวกของเราในธรรมวินัยนี้ ย่อมเห็นเบญจขันธ์นั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันใดอันหนึ่ง ทั้งที่ล่วงไปแล้ว ทั้งที่ยังไม่มาถึง ทั้งเกิดขึ้นเฉพาะในบัดนี้ ที่เป็นภายในก็ดี ที่เป็นภายนอกก็ดีหยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี ในที่ไกลก็ดี ในที่ใกล้ก็ดี ทั้งหมด ก็เป็นแต่รูปเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่ได้เป็นนั่น นั่นไม่ใช่ตนของเราดังนี้. ดูกรอัคคิเวสสนะ ด้วยเหตุเท่านี้แหละ สาวกของเราจึงชื่อว่าเป็นผู้ทำตามคำสั่งสอน ทำถูกตามโอวาท ข้ามความสงสัยเสียได้ ปราศจากความแคลงใจอันเป็นเหตุให้กล่าวว่าข้อนี้เป็นอย่างไรถึงความแกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่น อยู่ในคำสอนของศาสดาตน.

ข้อ ๔๐๒

กิตฺตาวตา ปน โภ โคตม ภิกฺขุ อรหํ โหติ ขีณาสโว วุสิตวา กตกรณีโย โอหิตภาโร อนุปฺปตฺตสทตฺโถ ปริกฺขีณภวสญฺโญชโน สมฺมทญฺญา วิมุตฺโตติ ฯ อิธ อคฺคิเวสฺสน ภิกฺขุ ยงฺกิญฺจิ รูปํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา โอฬาริกํ วา สุขุมํ วา หีนํ วา ปณีตํ วา ยํ ทูเร สนฺติเก วา สพฺพํ รูปํ เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทิสฺวา อนุปาทาวิมุตฺโต โหติ ฯ ยากาจิ เวทนา ... ยากาจิ สญฺญา ... เยเกจิ สงฺขารา ... ยงฺกิญฺจิ วิญฺญาณํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา โอฬาริกํ วา สุขุมํ วา หีนํ วา ปณีตํ วา ยํ ทูเร สนฺติเก วา สพฺพํ วิญฺญาณํ เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทิสฺวา อนุปาทาวิมุตฺโต โหติ ฯ {๔๐๒.๑} เอตฺตาวตา โข อคฺคิเวสฺสน ภิกฺขุ อรหํ โหติ ขีณาสโว วุสิตวา กตกรณีโย โอหิตภาโร อนุปฺปตฺตสทตฺโถ ปริกฺขีณภวสญฺโญชโน สมฺมทญฺญา วิมุตฺโต ฯ เอวํ วิมุตฺโต โข อคฺคิเวสฺสน ภิกฺขุ ตีหานุตฺตริเยหิ สมนฺนาคโต โหติ ทสฺสนานุตฺตริเยน ปฏิปทานุตฺตริเยน วิมุตฺตานุตฺตริเยน ฯ เอวํ วิมุตฺตจิตฺโต อคฺคิเวสฺสน ภิกฺขุ ตถาคตญฺเจว สกฺกโรติ ครุกโรติ มาเนติ ปูเชติ พุทฺโธ โส ภควา โพธาย ธมฺมํ เทเสติ ทนฺโต โส ภควา ทมถาย ธมฺมํ เทเสติ สนฺโต โส ภควา สมถาย ธมฺมํ เทเสติ ติณฺโณ โส ภควา ตรณาย ธมฺมํ เทเสติ ปรินิพฺพุโต โส ภควา ปรินิพฺพานาย ธมฺมํ เทเสตีติ ฯ

ส. ข้าแต่พระโคดม ด้วยเหตุเท่าไร ภิกษุชื่อว่าเป็นพระอรหันต์ มีอาสวะสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว มีกิจที่ควรทำได้สำเร็จแล้ว ปลงภาระเสียแล้ว มีประโยชน์ตนถึงแล้วโดยลำดับ มีสัญโญชน์อันจะนำไปสู่ภพสิ้นแล้ว พ้นวิเศษแล้ว เพราะรู้ชอบ? พ. ดูกรอัคคิเวสสนะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นเบญจขันธ์ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ อันใดอันหนึ่ง ทั้งที่ล่วงไปแล้วทั้งที่ยังไม่มาถึง ทั้งเกิดขึ้นเฉพาะในบัดนี้ ที่เป็นภายในก็ดี ที่เป็นภายนอกก็ดี หยาบก็ดีละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี ในที่ไกลก็ดี ในที่ใกล้ก็ดี ทั้งหมด ก็เป็นแต่รูป เวทนาสัญญา สังขาร และวิญญาณ นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่ได้เป็นนั่น นั่นไม่ใช่ตนของเราดังนี้ จึงพ้นแล้วเพราะไม่ถือมั่น. ดูกรอัคคิเวสสนะ ด้วยเหตุเท่านี้แหละ ภิกษุชื่อว่าเป็นพระอรหันต์ มีอาสวะสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว มีกิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว ปลงภาระเสียแล้วมีประโยชน์ตนถึงแล้วโดยลำดับ มีสัญโญชน์อันจะนำไปสู่ภพสิ้นแล้ว พ้นวิเศษแล้วเพราะรู้ชอบ. ดูกรอัคคิเวสสนะ ภิกษุที่รู้พ้นวิเศษแล้วอย่างนี้แหละ ประกอบด้วยคุณอันยอดเยี่ยม ๓ ประการคือ ความเห็นอันยอดเยี่ยม ๑ ความปฏิบัติอันยอดเยี่ยม ๑ ความพ้นวิเศษอันยอดเยี่ยม ๑. เมื่อมีจิตพ้นกิเลสแล้วอย่างนี้ ย่อมสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ตถาคตว่า พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ตรัสรู้แล้ว ย่อมทรงแสดงธรรมเพื่อให้ตรัสรู้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรงฝึกพระองค์แล้ว ย่อมทรงแสดงธรรมเพื่อฝึก พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรงสงบได้แล้ว ย่อมทรงแสดงธรรมเพื่อสงบ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรงข้ามพ้นแล้ว ย่อมทรงแสดงธรรมเพื่อข้ามพ้น พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรงดับสนิทแล้วย่อมทรงแสดงธรรมเพื่อความดับสนิท. สัจจกนิครนถ์ทูลนิมนต์ฉันภัตตาหาร

ข้อ ๔๐๓

เอวํ วุตฺเต สจฺจโก นิคนฺถปุตฺโต ภควนฺตํ เอตทโวจ มยเมว โภ โคตม ธํสี มยํ ปคพฺภา เย มยํ ภวนฺตํ โคตมํ วาเทน วาทํ อาสาเทตพฺพํ อมญฺญิมฺห สิยา หิ โภ โคตม หตฺถึ ปภินฺนํ อาสชฺช ปุริสสฺส โสตฺถิภาโว น เตฺวว ภวนฺตํ โคตมํ อาสชฺช ปุริสสฺส โสตฺถิภาโว สิยา หิ โภ โคตม ปชฺชลิตํ อคฺคิกฺขนฺธํ อาสชฺช ปุริสสฺส โสตฺถิภาโว น เตฺวว ภวนฺตํ โคตมํ อาสชฺช สิยา ปุริสสฺส โสตฺถิภาโว สิยา หิ โภ โคตม อาสีวิสํ โฆรวิสํ อาสชฺช ปุริสสฺส โสตฺถิภาโว น เตฺวว ภวนฺตํ โคตมํ อาสชฺช สิยา ปุริสสฺส โสตฺถิภาโว มยเมว โภ โคตม ธํสี มยํ ปคพฺภา เย มยํ ภวนฺตํ โคตมํ วาเทน วาทํ อาสาเทตพฺพํ อมญฺญิมฺห อธิวาเสตุ เม ภวํ โคตโม สฺวาตนาย ภตฺตํ สทฺธึ ภิกฺขุสงฺเฆนาติ ฯ อธิวาเสสิ ภควา ตุณฺหีภาเวน ฯ {๔๐๓.๑} อถ โข สจฺจโก นิคนฺถปุตฺโต ภควโต อธิวาสนํ วิทิตฺวา เต ลิจฺฉวี อามนฺเตสิ สุณนฺตุ เม โภนฺโต ลิจฺฉวี สมโณ โคตโม นิมนฺติโต สฺวาตนาย สทฺธึ ภิกฺขุสงฺเฆน เยน เม อภิหเรยฺยาถ ยมสฺส ปฏิรูปํ มญฺเญยฺยาถาติ ฯ อถ โข เต ลิจฺฉวี ตสฺสา รตฺติยา อจฺจเยน สจฺจกสฺส นิคนฺถปุตฺตสฺส ปญฺจมตฺตานิ ถาลิปากสตานิ ภตฺตาภิหารํ อภิหรึสุ ฯ อถ โข สจฺจโก นิคนฺถปุตฺโต สเก อาราเม ปณีตํ ขาทนียํ โภชนียํ ปฏิยาทาเปตฺวา ภควโต กาลํ อาโรจาเปสิ กาโล โภ โคตม นิฏฺฐิตํ ภตฺตนฺติ ฯ

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว สัจจกนิครนถ์ได้ทูลว่า ข้าแต่พระโคดมข้าพเจ้าเป็นคนคอยกำจัดคุณผู้อื่น เป็นคนคะนองวาจา ได้สำคัญถ้อยคำของพระโคดมว่า ตนอาจรุกรานได้ด้วยถ้อยคำของตน บุรุษมาปะทะช้างซับมันเข้าก็ดี เจอะกองไฟอันกำลังลุกโพลงก็ดี เจอะงูพิษที่มีพิษร้ายก็ดี ยังพอเอาตัวรอดได้บ้าง แต่มาเจอะพระโคดมเข้าแล้วไม่มีใครเอาตัวรอดได้เลย ข้าแต่พระโคดม ข้าพเจ้าเป็นคนคอยกำจัดผู้อื่น เป็นคนคะนองวาจาได้สำคัญถ้อยคำของพระโคดมว่า ตนอาจ รุกรานได้ด้วยถ้อยคำของตน ขอพระโคดมพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ จงรับนิมนต์เพื่อฉันในวันพรุ่งนี้. พระผู้มีพระภาคทรงรับด้วยดุษณีภาพ. ลำดับนั้น สัจจกนิครนถ์ทราบว่า พระผู้มีพระภาคทรงรับนิมนต์แล้ว จึงบอกพวกเจ้าลิจฉวีเหล่านั้นว่า เจ้าลิจฉวีทั้งหลายจงฟังข้าพเจ้าพระโคดมพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ข้าพเจ้านิมนต์แล้ว เพื่อฉันในวันพรุ่งนี้ พวกท่านจะนำอาหารใดมาเพื่อข้าพเจ้า จงเลือกอาหารที่ควรแก่พระโคดมเถิด. เมื่อล่วงราตรีนั้นแล้ว เจ้าลิจฉวีเหล่านั้น ได้นำภัตตาหารประมาณห้าร้อยสำรับไปให้แก่สัจจกนิครนถ์. สัจจกนิครนถ์ให้จัดของเคี้ยวของฉันอันประณีตในอารามของตนเสร็จแล้ว จึงให้ทูลบอกกาลแด่พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดม เวลานี้เป็นกาลควร ภัตตาหารสำเร็จแล้ว.

ข้อ ๔๐๔

อถ โข ภควา ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย เยน สจฺจกสฺส นิคนฺถปุตฺตสฺส อาราโม เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ปญฺญตฺเต อาสเน นิสีทิ สทฺธึ ภิกฺขุสงฺเฆน ฯ อถ โข สจฺจโก นิคนฺถปุตฺโต พุทฺธปฺปมุขํ ภิกฺขุสงฺฆํ ปณีเตน ขาทนีเยน โภชนีเยน สหตฺถา สนฺตปฺเปสิ สมฺปวาเรสิ ฯ อถ โข สจฺจโก นิคนฺถปุตฺโต ภควนฺตํ ภุตฺตาวึ โอนีตปตฺตปาณึ อญฺญตรํ นีจาสนํ คเหตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข สจฺจโก นิคนฺถปุตฺโต ภควนฺตํ เอตทโวจ ยมิทํ โภ โคตม ทาเน ปุญฺญญฺจ ปุญฺญมหี จ ตํ ทายกานํ สุขาเยว โหตูติ ฯ ยํ โข อคฺคิเวสฺสน ตาทิสํ ทกฺขิเณยฺยํ อาคมฺม อวีตราคํ อวีตโทสํ อวีตโมหํ ตํ ทายกานํ ภวิสฺสติ ยํ โข อคฺคิเวสฺสน มาทิสํ ทกฺขิเณยฺยํ อาคมฺม วีตราคํ วีตโทสํ วีตโมหํ ตํ ตุยฺหํ ภวิสฺสตีติ ฯ จูฬสจฺจกสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ ปญฺจมํ ฯ --------

ครั้งนั้นในเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสกแล้ว ทรงถือบาตรจีวรเสด็จไปสู่อารามแห่งสัจจกนิครนถ์ ประทับบนอาสนะที่ปูลาดไว้ถวาย พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์. ครั้งนั้น สัจจกนิครนถ์อังคาสภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ด้วยของเคี้ยวของฉันอันประณีต ด้วยมือของตน ให้อิ่มหนำสำราญแล้ว. เมื่อพระผู้มีพระภาคเสวยเสร็จ นำพระหัตถ์ออกจากบาตรแล้ว สัจจกนิครนถ์จึงถือเอาอาสนะต่ำ นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งได้ทูลว่า ข้าแต่พระโคดม ขอบุญและผลบุญในทานนี้ จงมีเพื่อความสุขแก่ทายกทั้งหลายเถิด. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอัคคิเวสสนะ บุญและผลบุญในทานนี้ อาศัยทักขิเณยบุคคลที่ยังไม่สิ้นราคะ โทสะ โมหะ เช่นกับท่าน จักมีแก่ทายกทั้งหลาย ส่วนบุญ และผลบุญอาศัยทักขิเณยยบุคคล ที่สิ้นราคะ โทสะ โมหะ เช่นกับเรา จักมีแก่ท่าน ฉะนี้แล. จบ จูฬสัจจกสูตร ที่ ๕ -----------------------------------------------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๕. จูฬสัจจกสูตร ว่าด้วยสัจจกะ นิครนถบุตร สูตรเล็ก อนุสาสนีของพระพุทธเจ้า

ข้อ ๓๕๓

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่กูฏาคารศาลาป่ามหาวัน เขตกรุงเวสาลีในสมัยนั้น สัจจกะ นิครนถบุตรอาศัยอยู่ในกรุงเวสาลี เป็นนักโต้วาทะ พูดยกตนว่าเป็นบัณฑิต ชนจำนวนมากยกย่องว่าเป็นผู้มีลัทธิดี เขากล่าวปราศรัยในที่ชุมชนในกรุงเวสาลีอย่างนี้ว่า @เชิงอรรถ : @ ประตูแห่งอมตะ หมายถึงอริยมรรค (ม.มู.อ. ๒/๓๕๒/๑๗๕) @ ธรรมอันเป็นแดนเกษม หมายถึงอรหัตตผล (ม.มู.อ. ๒/๓๕๒/๑๗๕)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๓๘๘}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๔. มหายมกวรรค] ๕. จูฬสัจจกสูตร “สมณะหรือพราหมณ์ผู้เป็นเจ้าหมู่ เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ ผู้ปฏิญญาตน ว่าเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อโต้ตอบวาทะกับเรา แล้วจะไม่พึงประหม่าไม่สะทกสะท้าน ไม่หวั่นไหว ไม่มีเหงื่อไหลจากรักแร้ เราไม่เห็นเลยแม้แต่คนเดียวหากเราโต้ตอบวาทะกับต้นเสาที่ไม่มีจิตใจ แม้ต้นเสานั้นโต้ตอบวาทะกับเรา ก็ต้องประหม่า สะทกสะท้าน หวั่นไหว ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงมนุษย์เลย” ครั้นในเวลาเช้า ท่านพระอัสสชิครองอันตรวาสกถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงเวสาลี สัจจกะ นิครนถบุตรเดินเที่ยวเล่นอยู่ในกรุงเวสาลีได้เห็นท่านพระอัสสชิเดินอยู่แต่ไกล จึงเข้าไปหา ได้สนทนาปราศรัยพอเป็นที่บันเทิงใจพอเป็นที่ระลึกถึงกันแล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควร ได้ถามว่า “ท่านพระอัสสชิ พระสมณโคดมแนะนำพวกสาวกอย่างไร และคำสั่งสอนของพระสมณโคดมที่เป็นไปในพวกสาวกโดยส่วนมากเป็นอย่างไร” ท่านพระอัสสชิตอบว่า “อัคคิเวสสนะ พระผู้มีพระภาคทรงแนะนำสาวก ทั้งหลายอย่างนี้ และคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคที่เป็นไปในสาวกทั้งหลายโดยส่วนมากเป็นอย่างนี้ว่า ‘รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง สัญญาไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง วิญญาณไม่เที่ยง รูปไม่ใช่อัตตา เวทนาไม่ใช่อัตตา สัญญาไม่ใช่อัตตาสังขารทั้งหลายไม่ใช่อัตตา วิญญาณไม่ใช่อัตตา สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่อัตตาธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่อัตตา’ พระผู้มีพระภาคทรงแนะนำสาวกทั้งหลายอย่างนี้และคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคที่เป็นไปในสาวกทั้งหลาย โดยส่วนมากเป็นอย่างนี้” สัจจกะ นิครนถบุตรกล่าวว่า “ท่านพระอัสสชิ ข้าพเจ้าได้ฟังว่าพระสมณโคดมมีวาทะอย่างนี้ ชื่อว่าฟังเรื่องที่ผิด ทำอย่างไร ข้าพเจ้าจึงจะพบพระสมณโคดมนั้นและสนทนากันสักครั้ง ทำอย่างไร ข้าพเจ้าจึงจะปลดเปลื้องพระสมณโคดมจากทิฏฐิชั่วนั้นได้”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๓๘๙}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๔. มหายมกวรรค] ๕. จูฬสัจจกสูตร สัจจกะ นิครนถบุตรชวนเจ้าลิจฉวีไปฟังการโต้วาทะ

ข้อ ๓๕๔

สมัยนั้น เจ้าลิจฉวีประมาณ ๕๐๐ พระองค์ ทรงประชุมกันอยู่ใน หอประชุมด้วยกรณียกิจบางอย่าง ครั้งนั้น สัจจกะ นิครนถบุตรเข้าไปหาเจ้าลิจฉวีเหล่านั้น แล้วได้กล่าวกับเจ้าลิจฉวีเหล่านั้นอย่างนี้ว่า “ขอเจ้าลิจฉวีทั้งหลายจงไปด้วยกัน ขอเจ้าลิจฉวีทั้งหลายจงไปด้วยกัน วันนี้ข้าพเจ้าจักสนทนากับพระสมณโคดม ถ้าพระสมณโคดมจักยืนยันตามคำที่ พระอัสสชิซึ่งเป็นพระสาวกรูปหนึ่งที่มีชื่อเสียงยืนยันแล้วแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจักฉุดกระชากลากพระสมณโคดมไปมาด้วยคำต่อคำ ให้เป็นเหมือนบุรุษผู้มีกำลังจับแกะมีขนยาวที่ขนแล้วฉุดกระชากลากไปมาฉะนั้น หรือให้เป็นเหมือนคนงานในโรงสุราซึ่งกำลังวางเสื่อลำแพนสำหรับรองแป้งสุราผืนใหญ่ในห้วงน้ำลึกแล้วจับที่มุมลากฟาดไปฟาดมาฉะนั้น ข้าพเจ้าจักสลัดฟัดฟาดพระสมณโคดมด้วยคำต่อคำ ให้เป็นเหมือนบุรุษผู้มีกำลังซึ่งเป็นนักเลงจับถ้วยที่หูแล้วสลัดฟัดฟาดไปมาฉะนั้น ข้าพเจ้าจักเล่นงานพระสมณโคดมเหมือนนักกีฬาเล่นกีฬาซักป่าน ให้เป็นเหมือนช้างที่มีวัยล่วง ๖๐ ปี ลงสู่สระโบกขรณีที่มีน้ำลึกแล้วเล่นกีฬาซักป่านฉะนั้น ขอเจ้าลิจฉวีทั้งหลายจงไปด้วยกัน ขอเจ้าลิจฉวีทั้งหลายจงไปด้วยกัน วันนี้ ข้าพเจ้าจักสนทนากับพระสมณโคดม” บรรดาเจ้าลิจฉวีเหล่านั้น บางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า “พระสมณโคดมจักกล่าวแย้งถ้อยคำของท่านสัจจกะได้อย่างไร ที่แท้ ท่านสัจจกะกลับจะกล่าวแย้งถ้อยคำของพระสมณโคดม” บางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านสัจจกะเป็นอะไร จึงกล่าวแย้งพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคได้ ที่แท้ พระผู้มีพระภาคกลับจะทรงกล่าวแย้งถ้อยคำของท่านสัจจกะ” ครั้งนั้น สัจจกะ นิครนถบุตรมีเจ้าลิจฉวีประมาณ ๕๐๐ พระองค์ห้อมล้อมได้เข้าไปยังกูฏาคารศาลาป่ามหาวัน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๓๙๐}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๔. มหายมกวรรค] ๕. จูฬสัจจกสูตร

ข้อ ๓๕๕

สมัยนั้น ภิกษุจำนวนมากกำลังจงกรมอยู่ ณ ที่กลางแจ้ง ครั้งนั้นสัจจกะ นิครนถบุตรเข้าไปหาภิกษุเหล่านั้นถึงที่จงกรมแล้วถามว่า “ท่านผู้เจริญบัดนี้ พระสมณโคดมอยู่ ณ ที่ไหน พวกข้าพเจ้าปรารถนาจะพบพระสมณโคดมพระองค์นั้น” ภิกษุเหล่านั้นจึงตอบว่า “อัคคิเวสสนะ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเสด็จเข้าไปสู่ป่ามหาวันประทับพักกลางวันที่โคนต้นไม้แห่งหนึ่ง” ลำดับนั้น สัจจกะ นิครนถบุตรพร้อมด้วยเจ้าลิจฉวีจำนวนมากเข้าไปสู่ป่ามหาวันถึงที่ที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ แล้วทูลสนทนาปราศรัยพอเป็นที่บันเทิงใจ พอเป็นที่ระลึกถึงกันแล้วจึงนั่ง ณ ที่สมควร แม้เจ้าลิจฉวีเหล่านั้น บางพวกถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร บางพวกทูลปราศรัยแล้วนั่ง ณ ที่สมควร บางพวกประนมมือแล้วนั่ง ณ ที่สมควร บางพวกประกาศชื่อและโคตรของตน ในสำนักของพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่สมควร บางพวกก็นั่งนิ่งอยู่ ณ ที่สมควรปัญหาของสัจจกะ นิครนถบุตร

ข้อ ๓๕๖

สัจจกะ นิครนถบุตรครั้นนั่งแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า “ข้าพเจ้าขอถามท่านพระโคดมสักหน่อยหนึ่ง ถ้าท่านพระโคดมจะเปิดโอกาสที่จะตอบปัญหาแก่ข้าพเจ้า” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “อัคคิเวสสนะ ท่านประสงค์จะถามปัญหาใดก็ถามเถิด” “ท่านพระโคดมแนะนำพวกสาวกอย่างไร คำสั่งสอนของท่านพระโคดมที่เป็นไปในพระสาวกทั้งหลาย โดยส่วนมากเป็นอย่างไร” “เราแนะนำสาวกทั้งหลายอย่างนี้ และคำสั่งสอนของเราที่เป็นไปในสาวกทั้งหลายโดยส่วนมากเป็นอย่างนี้ว่า ‘รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง สัญญาไม่เที่ยงสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง วิญญาณไม่เที่ยง รูปไม่ใช่อัตตา เวทนาไม่ใช่อัตตาสัญญาไม่ใช่อัตตา สังขารทั้งหลายไม่ใช่อัตตา วิญญาณไม่ใช่อัตตา สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่อัตตา ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่อัตตา’ เราแนะนำสาวกทั้งหลายอย่างนี้และคำสั่งสอนของเราที่เป็นไปในสาวกทั้งหลายโดยส่วนมากเป็นอย่างนี้”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๓๙๑}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๔. มหายมกวรรค] ๕. จูฬสัจจกสูตร “ท่านพระโคดม ขอให้ข้าพเจ้าแสดงอุปมาถวาย” “ขอเชิญท่านแสดงอุปมาเถิด” “ท่านพระโคดม พืชพันธุ์ไม้เหล่าใดเหล่าหนึ่งที่ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์พืชพันธุ์ไม้เหล่านั้นทั้งหมดต้องอาศัยแผ่นดิน อยู่ในแผ่นดิน จึงถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ได้ หรือการงานอย่างใดอย่างหนึ่งที่บุคคลต้องทำด้วยกำลัง การงานเหล่านั้นทั้งหมดบุคคลต้องอาศัยแผ่นดิน ต้องอยู่บนแผ่นดินจึงทำได้ แม้ฉันใดบุรุษบุคคลนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีรูปเป็นอัตตา มีเวทนาเป็นอัตตา มีสัญญาเป็นอัตตา มีสังขารเป็นอัตตา มีวิญญาณเป็นอัตตา ต้องดำรงอยู่ในรูป เวทนา สัญญาสังขาร วิญญาณ จึงจะประสบบุญหรือบาปได้” “อัคคิเวสสนะ ท่านกล่าวอย่างนี้ว่า ‘รูปเป็นอัตตาของเรา เวทนาเป็นอัตตาของเรา สัญญาเป็นอัตตาของเรา สังขารทั้งหลายเป็นอัตตาของเรา วิญญาณเป็นอัตตาของเรามิใช่หรือ” “ท่านพระโคดม ข้าพเจ้ากล่าวอย่างนั้นจริง และหมู่ชนเป็นอันมากก็กล่าวอย่างนั้นว่า ‘รูปเป็นอัตตาของเรา เวทนาเป็นอัตตาของเรา สัญญาเป็นอัตตาของเรา สังขารทั้งหลายเป็นอัตตาของเรา วิญญาณเป็นอัตตาของเรามิใช่หรือ” “อัคคิเวสสนะ หมู่ชนเป็นอันมากจักช่วยอะไรท่านได้ เชิญท่านยืนยันคำของท่านเถิด” “ท่านพระโคดม เป็นความจริง ข้าพเจ้ากล่าวอย่างนี้ว่า ‘รูปเป็นอัตตาของเราเวทนาเป็นอัตตาของเรา สัญญาเป็นอัตตาของเรา สังขารทั้งหลายเป็นอัตตาของเราวิญญาณเป็นอัตตาของเรา”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๓๙๒}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๔. มหายมกวรรค] ๕. จูฬสัจจกสูตร ทรงย้อนถามสัจจกะ นิครนถบุตรด้วยอุปมา

ข้อ ๓๕๗

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อัคคิเวสสนะ ถ้าอย่างนั้น เราจักสอบ ถามท่านในข้อนี้แล ท่านเห็นควรอย่างไร ท่านควรตอบอย่างนั้น ท่านเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร พระราชามหากษัตริย์ผู้ได้รับมูรธาภิเษก แล้ว เช่นพระเจ้าปเสนทิ-โกศล หรือพระเจ้าอชาตศัตรู เวเทหิบุตรแห่งแคว้นมคธ มีอำนาจที่จะฆ่าคนที่ควรฆ่าริบสมบัติคนที่ควรริบ เนรเทศคนที่ควรเนรเทศ ในพระราชอาณาเขตของพระองค์มิใช่หรือ” สัจจกะ นิครนถบุตรกราบทูลว่า “ท่านพระโคดม พระราชามหากษัตริย์ผู้ได้รับมูรธาภิเษกแล้ว เช่นพระเจ้าปเสนทิโกศลหรือพระเจ้าอชาตศัตรู เวเทหิบุตรแห่งแคว้นมคธ มีอำนาจที่จะฆ่าคนที่ควรฆ่า ริบสมบัติคนที่ควรริบ เนรเทศคนที่ควรเนรเทศ ในพระราชอาณาเขตของพระองค์ แม้แต่คณะผู้ปกครองเหล่านี้ คือ เจ้าวัชชีเจ้ามัลละก็มีอำนาจที่จะฆ่าคนที่ควรฆ่า ริบสมบัติคนที่ควรริบ เนรเทศคนที่ควรเนรเทศในพระราชอาณาเขตของพระองค์ ทำไมพระราชามหากษัตริย์ผู้ได้รับมูรธาภิเษกแล้วเช่นพระเจ้าปเสนทิโกศลหรือพระเจ้าอชาตศัตรู เวเทหิบุตรแห่งแคว้นมคธจะไม่มีอำนาจเล่า พระราชามหากษัตริย์ผู้ได้รับมูรธาภิเษกแล้วนั้น ต้องมีอำนาจแน่ และควรจะมีอำนาจ” “อัคคิเวสสนะ ท่านเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร ข้อที่ท่านกล่าวอย่างนี้ว่า‘รูปเป็นอัตตาของเรา’ นั้น ท่านมีอำนาจในรูปนั้นว่า ‘รูปของเราจงเป็นอย่างนั้นเถิดอย่าได้เป็นอย่างนี้เลยหรือ” เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสถามอย่างนี้แล้ว สัจจกะ นิครนถบุตรก็นิ่งเสีย พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกับสัจจกะ นิครนถบุตรเป็นครั้งที่ ๒ ว่า “อัคคิเวสสนะท่านเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร ข้อที่ท่านกล่าวว่า ‘รูปเป็นอัตตาของเรา’ นั้นท่านมีอำนาจในรูปนั้นว่า ‘รูปของเราจงเป็นอย่างนั้นเถิด อย่าได้เป็นอย่างนี้เลย’ หรือ”@เชิงอรรถ : @ มูรธาภิเษก ในที่นี้หมายถึงพิธีหลั่งน้ำรดพระเศียรในการพระราชพิธีราชาภิเษก (พจนานุกรม@ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ หน้า ๖๕๔)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๓๙๓}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๔. มหายมกวรรค] ๕. จูฬสัจจกสูตร เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสถามอย่างนี้แล้ว สัจจกะ นิครนถบุตรก็นิ่งเป็นครั้งที่ ๒ ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสกับสัจจกะ นิครนถบุตรว่า “อัคคิเวสสนะ บัดนี้ท่านจงตอบ ไม่ใช่เวลาที่ท่านจะนิ่ง ผู้ใดถูกตถาคตถามปัญหาที่ชอบแก่เหตุถึง ๓ครั้งแล้วไม่ตอบ ศีรษะของผู้นั้นจะแตกเป็น ๗ เสี่ยงในที่นั้นนั่นเอง” ขณะนั้น ยักษ์วชิรปาณี ถือกระบองเพชรมีไฟลุกโชติช่วงยืนอยู่ในอากาศ เบื้องบนสัจจกะ นิครนถบุตรคิดว่า “หากสัจจกะ นิครนถบุตรนี้ถูกพระผู้มีพระภาคตรัสถามปัญหาอันชอบธรรมถึง ๓ ครั้งแต่ไม่ยอมตอบ เราจะทุบศีรษะของเขาให้แตกเป็น ๗ เสี่ยง ณ ที่นี้แล” พระผู้มีพระภาคกับสัจจกะ นิครนถบุตรเท่านั้นที่มองเห็นยักษ์วชิรปาณีนั้น ในทันใดนั้น สัจจกะ นิครนถบุตรตกใจกลัวจนขนพองสยองเกล้า แสวงหาพระผู้มีพระภาคเป็นที่ต้านทาน เป็นที่ป้องกัน เป็นที่พึ่ง ได้กราบทูลว่า “พระโคดมผู้เจริญขอจงทรงถามเถิด ข้าพเจ้าจะตอบ ณ บัดนี้” หลักไตรลักษณ์

ข้อ ๓๕๘

พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า “อัคคิเวสสนะ ท่านเข้าใจความข้อนั้น ว่าอย่างไร ข้อที่ท่านกล่าวอย่างนี้ว่า ‘รูปเป็นอัตตาของเรา’ ท่านมีอำนาจในรูปนั้นว่า‘รูปของเราจงเป็นอย่างนั้นเถิด อย่าได้เป็นอย่างนี้เลยหรือ” สัจจกะ นิครนถบุตรทูลตอบว่า “ข้อนี้มิได้เป็นดังนั้น พระโคดมผู้เจริญ” “ท่านจงมนสิการ เถิด ครั้นมนสิการแล้วจึงตอบ เพราะคำหลังกับคำก่อน หรือคำก่อนกับคำหลังของท่านไม่ตรงกัน ท่านเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร ข้อที่ท่านกล่าวอย่างนี้ว่า ‘เวทนาเป็นอัตตาของเรา’ ท่านมีอำนาจในเวทนานั้นว่า‘เวทนาของเราจงเป็นอย่างนั้นเถิด อย่าได้เป็นอย่างนี้เลยหรือ” @เชิงอรรถ : @ ยักษ์วชิรปาณี ในที่นี้หมายถึงท้าวสักกเทวราช (ม.มู.อ. ๒/๓๕๗/๑๘๕)@ มนสิการ ในที่นี้หมายถึงการพิจารณาไตร่ตรองแล้วทรงจำไว้ในใจ (ม.มู.อ. ๒/๓๕๘/๑๘๖)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๓๙๔}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๔. มหายมกวรรค] ๕. จูฬสัจจกสูตร “ข้อนี้มิได้เป็นดังนั้น พระโคดมผู้เจริญ” “ท่านจงมนสิการเถิด ครั้นมนสิการแล้วจึงตอบ เพราะคำหลังกับคำก่อน หรือคำก่อนกับคำหลังของท่านไม่ตรงกัน ท่านเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร ข้อที่ท่านกล่าวอย่างนี้ว่า ‘สัญญาเป็นอัตตาของเรา’ ท่านมีอำนาจในสัญญานั้นว่า‘สัญญาของเราจงเป็นอย่างนั้นเถิด อย่าได้เป็นอย่างนี้เลยหรือ” “ข้อนี้มิได้เป็นดังนั้น พระโคดมผู้เจริญ” “ท่านจงมนสิการเถิด ครั้นมนสิการแล้วจึงตอบ เพราะคำหลังกับคำก่อน หรือคำก่อนกับคำหลังของท่านไม่ตรงกัน ท่านเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร ข้อที่ท่านกล่าวอย่างนี้ว่า ‘สังขารทั้งหลายเป็นอัตตาของเรา’ ท่านมีอำนาจในสังขารทั้งหลายเหล่านั้นว่า ‘สังขารทั้งหลายของเราจงเป็นอย่างนั้นเถิด อย่าได้เป็นอย่างนี้เลยหรือ” “ข้อนี้มิได้เป็นดังนั้น พระโคดมผู้เจริญ” “ท่านจงมนสิการเถิด ครั้นมนสิการแล้วจึงตอบ เพราะคำหลังกับคำก่อน หรือคำก่อนกับคำหลังของท่านไม่ตรงกัน ท่านเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร ข้อที่ท่านกล่าวอย่างนี้ว่า ‘วิญญาณเป็นอัตตาของเรา’ ท่านมีอำนาจในวิญญาณนั้นว่า‘วิญญาณของเราจงเป็นอย่างนั้นเถิด อย่าได้เป็นอย่างนี้เลยหรือ” “ข้อนี้มิได้เป็นดังนั้น พระโคดมผู้เจริญ” “ท่านจงมนสิการเถิด ครั้นมนสิการแล้วจึงตอบ เพราะคำหลังกับคำก่อน หรือคำก่อนกับคำหลังของท่านไม่ตรงกัน ท่านเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง” “ไม่เที่ยง พระโคดมผู้เจริญ” “สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ หรือเป็นสุข” “เป็นทุกข์ พระโคดมผู้เจริญ” “สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันไปเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะ พิจารณาเห็นสิ่งนั้นว่า ‘นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๓๙๕}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๔. มหายมกวรรค] ๕. จูฬสัจจกสูตร “ข้อนั้นไม่ควรเลย พระโคดมผู้เจริญ” “ท่านเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขารทั้งหลายฯลฯ ท่านเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร วิญญาณ เที่ยง หรือไม่เที่ยง” “ไม่เที่ยง พระโคดมผู้เจริญ” “สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ หรือเป็นสุข” “เป็นทุกข์ พระโคดมผู้เจริญ” “สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันไปเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะ พิจารณาเห็นสิ่งนั้นว่า ‘นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา” “ข้อนั้นไม่ควรเลย พระโคดมผู้เจริญ” “ท่านเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร ผู้ใดติดทุกข์ เข้าถึงทุกข์แล้ว กล้ำกลืนทุกข์แล้ว ยังพิจารณาเห็นทุกข์ว่า ‘นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา’ผู้นั้นกำหนดรู้ทุกข์ได้เอง หรือจะทำทุกข์ให้สิ้นไปแล้วจึงอยู่ มีบ้างหรือ” “จะพึงมีได้อย่างไร ข้อนี้มีไม่ได้เลย พระโคดมผู้เจริญ” “อัคคิเวสสนะ ท่านเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร เมื่อเป็นอย่างนี้ ท่านติดทุกข์เข้าถึงทุกข์แล้ว กล้ำกลืนทุกข์แล้ว ยังพิจารณาเห็นทุกข์ว่า ‘นั่นของเรา เราเป็นนั่นนั่นเป็นอัตตาของเรามิใช่หรือ” “จะไม่มีอย่างไรได้ ข้อนี้ต้องเป็นดังนั้น พระโคดมผู้เจริญ” สัจจกะ นิครนถบุตรยอมจำนน

ข้อ ๓๕๙

“อัคคิเวสสนะ บุรุษผู้ต้องการแก่นไม้ เที่ยวเสาะแสวงหาแก่นไม้ ถือเอาผึ่งที่คมเข้าไปสู่ป่า เขาเห็นต้นกล้วยใหญ่ต้นหนึ่งในป่า มีต้นตรง กำลังรุ่นยังไม่ออกปลี เขาจึงตัดต้นกล้วยนั้นที่โคนต้น แล้วตัดยอด ลิดใบออก เขาไม่พบแม้แต่กระพี้ แล้วจะพบแก่นได้จากที่ไหน แม้ฉันใด ท่านก็ฉันนั้นเหมือนกัน ถูกเราซักไซ้ ไล่เลียง สอบสวนในถ้อยคำของตนเอง ก็เปล่า ว่าง แพ้ไปเอง ท่านได้กล่าว

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๓๙๖}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๔. มหายมกวรรค] ๕. จูฬสัจจกสูตร ปราศรัยนี้ในที่ชุมชนในกรุงเวสาลีว่า ‘สมณะหรือพราหมณ์ผู้เป็นเจ้าหมู่ เจ้าคณะเป็นคณาจารย์ ที่ปฏิญญาตนว่าเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า โต้ตอบวาทะกับเราแล้วจะไม่พึงประหม่า ไม่สะทกสะท้าน ไม่หวั่นไหว ไม่มีเหงื่อไหลจากรักแร้เราไม่เห็นเลยแม้แต่คนเดียว หากเราโต้ตอบวาทะกับต้นเสาที่ไม่มีจิตใจ แม้เสานั้นโต้ตอบวาทะกับเรา ก็ต้องประหม่า สะทกสะท้าน หวั่นไหว ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงมนุษย์เลย’ อัคคิเวสสนะ หยาดเหงื่อของท่านบางหยาด หยดจากหน้าผากลงไปยัง ผ้าห่มแล้วตกลงที่พื้น ส่วนหยาดเหงื่อในกายของเราในบัดนี้ไม่มีเลย” ดังนั้น พระผู้มีพระภาคจึงทรงเปิดพระวรกายอันมีพระฉวีวรรณดุจทองคำในที่ชุมชนนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว สัจจกะ นิครนถบุตรถึงกับนั่งนิ่ง เก้อเขินคอตก ก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณ

ข้อ ๓๖๐

ครั้งนั้น เจ้าลิจฉวีนามว่าทุมมุขะเห็นว่า สัจจกะ นิครนถบุตรนั่งนิ่ง เก้อเขิน คอตก ก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณ จึงกราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า “ท่านพระโคดม ขอให้ข้าพเจ้าแสดงอุปมาถวาย” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ทุมมุขะ ขอเชิญท่านแสดงอุปมาเถิด” เจ้าลิจฉวีนั้นกราบทูลว่า “ในที่ใกล้บ้านหรือนิคม มีสระโบกขรณีอยู่สระหนึ่งในสระนั้นมีปูอยู่ตัวหนึ่ง พวกเด็กชายหญิงเป็นจำนวนมากออกจากบ้านหรือนิคมนั้นไปถึงสระโบกขรณีนั้นแล้วก็ลงไปจับปูขึ้นจากน้ำ วางไว้บนบก ปูนั้นส่ายก้ามไปทางใดเด็กเหล่านั้นก็คอยต่อย ตี ทุบก้ามปูนั้นด้วยไม้บ้าง ด้วยกระเบื้องบ้าง เมื่อปูนั้นก้ามหักหมดแล้ว ก็ไม่อาจลงสู่สระโบกขรณีนั้นเหมือนก่อนได้ แม้ฉันใด ทิฏฐิที่เป็นเสี้ยนหนาม ที่เข้าใจผิด และที่กวัดแกว่งบางอย่างของสัจจกะ นิครนถบุตร ถูกพระองค์หัก โค่น ลบ ล้างเสียแล้ว บัดนี้ สัจจกะ นิครนถบุตรก็จะไม่มาใกล้พระองค์เพื่อโต้วาทะอีก ฉันนั้นเหมือนกัน” เมื่อเจ้าลิจฉวีนามว่าทุมมุขะกล่าวอย่างนี้แล้ว สัจจกะ นิครนถบุตรจึงพูดว่า“เจ้าทุมมุขะ ท่านหยุดเถิด หยุดเถิด ท่านพูดมากนัก ข้าพเจ้าไม่ได้พูดกับท่านข้าพเจ้าพูดกับท่านพระโคดมต่างหาก”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๓๙๗}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๔. มหายมกวรรค] ๕. จูฬสัจจกสูตร พระสาวกผู้ปฏิบัติตามคำสอน

ข้อ ๓๖๑

(สัจจกะ นิครนถบุตร) ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้วก็กราบทูลว่า “ข้าแต่ พระโคดมผู้เจริญ คำพูดนี้เป็นของข้าพเจ้าและของพวกสมณพราหมณ์เหล่าอื่นหยุดไว้ก่อน ถ้อยคำนั้นอาจเป็นแต่คำเพ้อเจ้อ พูดเพ้อกันไป ด้วยเหตุเพียงเท่าไร สาวกของท่านพระโคดมจึงชื่อว่าเป็นผู้ทำตามคำสอนทำถูกตามโอวาท หมดความสงสัย ไม่มีคำถามใดๆ มีความแกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อใครอีกในคำสอนของศาสดา(ของตน)” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อัคคิเวสสนะ สาวกของเราในธรรมวินัยนี้ เห็นเบญจขันธ์นั้นทั้งหมด คือ รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ก็ตาม ตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้ว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’ เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ... สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง ... สังขารอย่างใดอย่างหนึ่ง ... วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายใน หรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ก็ตาม ตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้ว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล สาวกของเราจึงชื่อว่าเป็นผู้ทำตามคำสั่งสอน ทำถูกตามโอวาท หมดความสงสัย ไม่มีคำถามใดๆ มีความแกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อใครอีกในคำสอนของศาสดา(ของตน)” “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ด้วยเหตุเพียงเท่าไร ภิกษุชื่อว่าเป็นพระอรหันตขีณาสพอยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระได้แล้ว บรรลุประโยชน์ตนโดยลำดับแล้ว สิ้นภวสังโยชน์แล้ว หลุดพ้นเพราะรู้โดยชอบ” “อัคคิเวสสนะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นเบญจขันธ์นั้นทั้งหมด คือ รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ก็ตาม ตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้ว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’ เห็นเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ... เห็นสัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง ... เห็นสังขารอย่างใดอย่างหนึ่ง

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๓๙๘}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๔. มหายมกวรรค] ๕. จูฬสัจจกสูตร ... เห็นวิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ก็ตาม ตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้ว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’ จึงหลุดพ้นแล้วเพราะไม่ถือมั่น ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระได้แล้วบรรลุประโยชน์ตนโดยลำดับแล้ว สิ้นภวสังโยชน์แล้ว หลุดพ้นเพราะรู้โดยชอบภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วอย่างนี้แล ประกอบด้วยคุณอันยอดเยี่ยม ๓ ประการ คือ ๑. ความเห็นอันยอดเยี่ยม ๒. ข้อปฏิบัติอันยอดเยี่ยม ๓. ความหลุดพ้นอันยอดเยี่ยม เมื่อมีจิตหลุดพ้นแล้วอย่างนี้ย่อมสักการะ เคารพ นับถือ บูชาตถาคตว่า ‘พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นตรัสรู้แล้ว ทรงแสดงธรรมเพื่อให้ตรัสรู้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นทรงฝึกพระองค์แล้ว ทรงแสดงธรรมเพื่อฝึกตน พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นทรงสงบแล้ว ทรงแสดงธรรมเพื่อความสงบ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นทรงข้ามพ้นแล้ว ทรงแสดงธรรมเพื่อให้ข้ามพ้น พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นปรินิพพานแล้ว ทรงแสดงธรรมเพื่อปรินิพพาน” สัจจกะ นิครนถบุตรถวายภัตตาหาร

ข้อ ๓๖๒

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว สัจจกะ นิครนถบุตรได้กราบ ทูลว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพเจ้าเป็นคนคอยกำจัดคุณผู้อื่น เป็นคนคะนองวาจา ได้เข้าใจพระดำรัสของท่านพระโคดมว่า ‘ตนสามารถรุกรานได้ด้วยถ้อยคำของตน’ บุรุษมาปะทะช้างซับมันเข้าก็ดี พบกองไฟที่กำลังลุกโชนก็ดี พบงูพิษที่มีพิษร้ายก็ดี ยังพอเอาตัวรอดได้บ้าง แต่พอมาพบท่านพระโคดมเข้าแล้ว ไม่มีใครเอาตัวรอดได้เลย ข้าพเจ้าเป็นคนคอยกำจัดคุณผู้อื่น เป็นคนคะนองวาจา ได้เข้าใจ@เชิงอรรถ : @ ตรัสรู้ หมายถึงตรัสรู้อริยสัจ ๔ ประการ (ม.มู.อ. ๒/๓๖๑/๑๘๙) @ ฝึกพระองค์ หมายถึงปราศจากกิเลส (ม.มู.อ. ๒/๓๖๑/๑๘๙, ม.มู.ฏีกา ๒/๓๖๑/๒๕๕)@ สงบ หมายถึงสงบระงับกิเลสทั้งปวงได้ (ม.มู.อ. ๒/๓๖๑/๑๘๙) @ ข้ามพ้น หมายถึงข้ามพ้นโอฆะ ๔ (ม.มู.อ. ๒/๓๖๑/๑๘๙)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๓๙๙}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๔. มหายมกวรรค] ๕. จูฬสัจจกสูตร พระดำรัสของท่านพระโคดมว่า ‘ตนสามารถรุกรานได้ด้วยถ้อยคำของตน’ ขอท่านพระโคดมพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ จงรับนิมนต์เพื่อฉันในวันพรุ่งนี้เถิด” พระผู้มีพระภาคทรงรับนิมนต์โดยดุษณีภาพ

ข้อ ๓๖๓

ลำดับนั้น สัจจกะ นิครนถบุตรทราบอาการที่พระผู้มีพระภาคทรง รับนิมนต์แล้ว จึงบอกพวกเจ้าลิจฉวีเหล่านั้นว่า “เจ้าลิจฉวีทั้งหลายโปรดฟังข้าพเจ้าข้าพเจ้านิมนต์ท่านพระโคดมพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ไว้แล้วเพื่อฉันในวันรุ่งขึ้น พวกท่านจะนำอาหารใดมาเพื่อข้าพเจ้า จงเลือกอาหารที่ควรแก่ท่านพระโคดมเถิด” เมื่อล่วงราตรีแล้ว เจ้าลิจฉวีเหล่านั้นได้นำภัตตาหารประมาณ ๕๐๐ สำรับไปให้แก่สัจจกะ นิครนถบุตร เขาจึงให้จัดของเคี้ยวของฉันอันประณีต ในอารามของตนเสร็จแล้วจึงให้ทูลบอกเวลาแด่พระผู้มีพระภาคว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญเวลานี้เป็นเวลาอันควร ภัตตาหารจัดเตรียมสำเร็จแล้ว” ครั้นในเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ทรงครองอันตรวาสกถือบาตรและจีวรเสด็จเข้าไปยังอารามของสัจจกะ นิครนถบุตร แล้วประทับนั่งบนพุทธอาสน์ที่ปูลาดไว้แล้ว จากนั้น สัจจกะ นิครนถบุตรได้นำของขบฉันอันประณีตประเคนภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขให้อิ่มหนำด้วยมือตนเอง เมื่อพระผู้มีพระภาคเสวยเสร็จ ทรงวางพระหัตถ์จากบาตรแล้ว สัจจกะ นิครนถบุตรจึงเลือกนั่ง ณ ที่สมควรที่ใดที่หนึ่งซึ่งต่ำกว่าแล้วกราบทูลว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ขอบุญและผลบุญในทานครั้งนี้ จงมีเพื่อความสุขแก่ทายกทั้งหลายเถิด” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อัคคิเวสสนะ บุญและผลบุญในทานนี้อาศัย ทักขิไณยบุคคลที่ยังไม่สิ้นราคะ โทสะ โมหะเช่นกับท่าน จักมีแก่ทายกทั้งหลายบุญและผลบุญในทานนี้อาศัยทักขิไณยบุคคลที่สิ้นราคะ โทสะ โมหะเช่นกับเราจักมีแก่ท่าน” จูฬสัจจกสูตรที่ ๕ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๔๐๐}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาจูฬสัจจกสูตร

จูฬสัจจกสูตรมีบทเริ่มต้นว่า เอวมฺเม สุตํ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มหาวเน กูฏาคารสาลยํ ความว่า ป่าใหญ่มีกำหนดเกิดเอง มิได้ปลูก ชื่อว่ามหาวัน. ส่วนป่ามหาวันใกล้กรุงกบิลพัสดุ์ เนื่องเป็นอันเดียวกันกับป่าหิมพานต์ แต่ไม่มีกำหนด ตั้งจดมหาสมุทร. ป่านี้หาเป็นเช่นนั้นไม่ ชื่อว่าป่ามหาวัน เพราะอรรถว่าเป็นป่าใหญ่มีกำหนด. ส่วนกูฏาคารศาลา เมื่อสร้างอารามเสร็จแล้ว จึงทำกูฏาคารไว้ภายใน มุงหลังคาด้วยเครื่องมุงอย่างหงส์และนกกระจาบมุงแล้ว พึงทราบว่า เป็นพระคันธกุฎีของพระผู้มีพระภาคเจ้า ถึงพร้อมด้วยอาการทั้งปวง.

บทว่า สจฺจโก นิคนฺถปุตฺโต ความว่า ได้ยินว่า ในกาลก่อน ชายนิครนถ์คนหนึ่ง หญิงคนหนึ่ง เรียนได้วาทะคนละ ๕๐๐ แล้วคิดว่าเราจักยกวาทะดังนี้ เมื่อเที่ยวไปในชมพูทวีปมาอยู่ร่วมกันในกรุงเวสาลี.

พวกเจ้าลิจฉวีเห็นแล้ว จึงถามว่า ท่านเป็นใคร ท่านเป็นใคร ดังนี้. ชายนิครนถ์กราบทูลว่า ข้าพระองค์เที่ยวไปในชมพูทวีปด้วยคิดว่า ข้าพระองค์จักยกวาทะ ดังนี้. หญิงนิครนถ์ก็ได้กราบทูลอย่างนั้น.

เจ้าลิจฉวีตรัสว่า ขอท่านจงยกวาทะกันและกันในที่นี้เถิด. หญิงนิครนถ์จึงได้ถามวาทะ ๕๐๐ ที่ตนเรียนแล้ว. ชายนิครนถ์ได้ตอบแล้ว เมื่อชายนิครนถ์ถาม หญิงนิครนถ์ก็ตอบได้หมด. แม้คนหนึ่งไม่มีชนะไม่มีแพ้กัน ทั้ง ๒ คนได้เป็นผู้เสมอๆ กัน.

เจ้าลิจฉวีตรัสว่า ท่านแม้ทั้ง ๒ คนเสมอๆ กัน จักเที่ยวไปทำอะไร จงอยู่ในที่นี้เถิด พระราชทานเรือน ทรงตั้งส่วยให้. เพราะการอยู่ร่วมกันของคนทั้ง ๒ เหล่านั้นเกิดธิดา ๔ คน คือชื่อสัจจาคนหนึ่ง ชื่อโลลาคนหนึ่ง ชื่อปฏาจาราคนหนึ่ง ชื่อสิลาวตกาคนหนึ่ง ธิดาเหล่านั้นก็ได้เป็นบัณฑิตด้วยกัน ได้เรียนวาทะคนละ ๕๐๐ อันมารดาบิดาเรียนมาแล้ว.

หญิงเหล่านั้นเจริญวัยได้กล่าวกะมารดาบิดาว่า แม่ชื่อว่ากุลทาริกาของเรา ไม่ต้องให้เงินและทองเป็นต้นแล้ว ส่งไปยังเรือนแห่งตระกูล ส่วนผู้ใดอยู่ครองเรือนย่อมสามารถเพื่อจะย่ำยีวาทะของหญิงเหล่านั้นได้ หญิงเหล่านั้นจะเป็นบาทบริจาริกาของผู้นั้น ผู้ใดเป็นนักบวชย่อมสามารถเพื่อจะย่ำยีวาทะของหญิงเหล่านั้นได้ หญิงเหล่านั้นก็จะได้บวชในสำนักของผู้นั้น พ่อแม่จักทำอย่างไร ดังนี้.

หญิง ๔ คนถือเพศเป็นนักบวชด้วยคิดว่า แม้พวกเราจักกระทำอย่างนี้แหละ คิดว่า ชื่อว่าชมพูทวีปนี้ ย่อมปรากฏด้วยไม้หว้าดังนี้ ถือกิ่งไม้หว้าท่องเที่ยวไปถึงหมู่บ้านใดก็ปักธงไม้หว้าบนกองฝุ่นหรือกองทรายแล้ว จึงกล่าวว่า ผู้ใดสามารถยกวาทะ เชิญผู้นั้นเหยียบธงนี้เถิด เข้าไปหมู่บ้าน พวกเขาเที่ยวไปทุกๆ หมู่บ้านอย่างนี้. ถึงกรุงสาวัตถี ปักธงไม้หว้าไว้ที่ประตูหมู่บ้านเหมือนอย่างนั้น บอกแก่พวกมนุษย์ที่มาถึงแล้วเข้าไปภายในพระนคร.

ก็สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอาศัยกรุงสาวัตถีประทับอยู่ในพระเชตวัน ครั้งนั้น ท่านสารีบุตรถามอาการที่ป่วย มัวจัดสถานที่ที่เขายังไม่ได้จัด เมื่อเข้าไปที่หมู่บ้านเพื่อบิณฑบาต จึงสายกว่าภิกษุเหล่าอื่น เพราะมีกิจมาก ได้เห็นธงไม้หว้าที่ประตูหมู่บ้าน จึงถามพวกเด็กว่า นี้อะไรกัน. พวกเขาได้บอกความนั้น.

พระเถระกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น พวกเจ้าจงเหยียบเถิด. พวกเด็กกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พวกข้าพเจ้าไม่สามารถ กลัวอยู่.

พระเถระกล่าวว่า พวกเจ้าไม่ต้องกลัว. พระเถระกล่าวว่า เมื่อนางปริพาชิกาถามว่า ใครให้เหยียบธงไม้หว้าของเรา พวกเธอพึงบอกว่า พระสารีบุตรผู้เป็นพุทธสาวกให้เหยียบ ท่านอยากจะยกวาทะจงไปยังสำนักของพระเถระที่พระเชตวัน.

พวกเด็กฟังคำของพระเถระจึงพากันเหยียบธงไม้หว้าทิ้งไป.

พระเถระเที่ยวบิณฑบาตแล้วกลับไปยังวิหาร. พวกปริพาชิกาออกจากหมู่บ้านแล้วจึงถามว่า ใครให้เหยียบธงของเรา. พวกเด็กบอกความนั้น. พวกปริพาชิกาเข้าไปหมู่บ้านอีก ไปคนละทางบอกแล้วว่า ได้ยินว่า สารีบุตรเป็นพุทธสาวกจักโต้วาทะกับพวกเรา ท่านประสงค์จะฟังจงออกไปเถิด. มหาชนออกไปแล้ว. ปริพาชิกามาแล้ว สู่พระเชตวันกับมหาชนนั้น.

พระเถระคิดว่า มาตุคามจะมาในที่พักของเรา ไม่เป็นความผาสุก ดังนี้ จึงนั่งในท่ามกลางวิหาร. นางปริพาชิกาไปถามพระเถระว่า ท่านให้เหยียบธงของเราหรือ?

พระเถระกล่าวว่า ถูกแล้ว เราให้เหยียบเอง ดังนี้. นางปริพาชิกากล่าวว่า เราจักโต้วาทะกับท่าน.

พระเถระกล่าวว่า ดีละ เชิญโต้เถิด ใครถามใครตอบ. นางปริพาชิกากล่าวว่า เราถาม. พระเถระกล่าวว่า ก็ท่านเป็นมาตุคามเชิญถามก่อนเถิด. พวกนางปริพาชิกา ๔ คนเหล่านั้นยืนอยู่ใน ๔ ทิศ ได้ถามพันวาทะที่ได้เรียนในสำนักของมารดาบิดา. พระเถระกล่าวทำคำถามไม่ให้ยุ่งยาก ไม่ให้มีปม เหมือนตัดก้านบัวด้วยมีดฉะนั้น.

ครั้นกล่าวแล้ว จึงกล่าวเชิญถามอีก. นางปริพาชิกากล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันรู้เท่านี้แหละ.

พระเถระกล่าวว่า ท่านถามพันวาทะแล้ว เราก็ได้ตอบแล้ว แต่เราจักขอถามปัญหาสักข้อหนึ่ง ท่านจงต้องตอบปัญหานั้น. นางปริพาชิกาเหล่านั้นเห็นวิสัยของพระเถระไม่อาจที่จะพูดว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ถามเถิด พวกดิฉันจักตอบชี้แจง ดังนี้ จึงกล่าวอีกว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงถามเถิด เมื่อพวกดิฉันรู้ จักตอบชี้แจง.

พระเถระกล่าวว่า ปัญหานี้ต้องให้กุลบุตรบรรพชาให้ศึกษาเป็นครั้งแรกแล้ว จึงถามว่า อะไรชื่อว่าหนึ่ง. นางปริพาชิกาเหล่านั้นไม่เห็นต้น ไม่เห็นปลาย. พระเถระกล่าวว่า ตอบซิ. นางปริพาชิกากล่าวว่า พวกดิฉันไม่เห็นเจ้าค่ะ. พระเถระกล่าวว่า ท่านถามตั้งพันวาทะ เราก็ตอบแล้ว ท่านไม่สามารถจะตอบปัญหาข้อเดียวของเราเมื่อเป็นอย่างนี้ ใครเล่าเป็นฝ่ายชนะ ใครเล่าเป็นฝ่ายแพ้. นางปริพาชิกากล่าวว่า ท่านเป็นฝ่ายชนะ พวกดิฉันเป็นฝ่ายแพ้ เจ้าค่ะ.

พระเถระกล่าวว่า คราวนี้ ท่านจักทำอย่างไร. นางปริพาชิกาบอกคำที่มารดาบิดากล่าวแล้ว จึงกล่าวว่า พวกดิฉันจักบวชในสำนักของท่าน. พระเถระกล่าวว่า ท่านเป็นมาตุคามไม่ควรจะบวชในสำนักของเรา แต่ท่านถือสาส์นของเราไปยังสำนักภิกษุณีบวชเถิด.

นางปริพาชิการับว่า สาธุ ถือสาส์นของพระเถระไปสำนักภิกษุณีสงฆ์บวชแล้ว ก็แลครั้นบวชแล้ว เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร ไม่ช้าก็ได้บรรลุพระอรหัต.

สัจจกนิครนถ์นี้เป็นน้องชายของนางปริพาชิกา ๔ คนนั้น เป็นผู้มีปัญญายิ่งกว่านาง ๔ คนเหล่านั้น ได้เรียนพันวาทะแต่สำนักของมารดาบิดา และต่อจากนั้นได้เรียนลัทธิภายนอกมากกว่า ไม่ไปไหน สอนราชกุมารให้ศึกษาศิลปะอยู่ในกรุงเวสาลีนั้น เขากลัวว่าท้องของเราน่าจะแตก เพราะเต็มด้วยปัญญาเกินไป เอาแผ่นเหล็กคาดท้องเที่ยวไป. ท่านหมายเอาผู้นี้ จึงกล่าวว่า สจฺจโก นิคนฺถปุตฺโต ดังนี้.

บทว่า ภสฺสปฺปวาทิโก ได้แก่ กถามรรค ท่านกล่าวภัสสะ ชื่อว่าเป็นนักโต้ตอบ เพราะอรรถว่าพูดคือกล่าวตอบภัสสะนั้น.

บทว่า ปณฺฑิตวาโท ได้แก่ พูดยกตนว่าเป็นบัณฑิต.

บทว่า สาธุ สมฺมโต พหุชนสฺส ความว่า ย่อมอ้างสิ่งใดๆ มาด้วยนักขัตตวาร. โดยมากสิ่งนั้นๆ ย่อมเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้น ชนเป็นอันมากย่อมยกว่า เป็นเจ้าลัทธิดีเจริญ.

บทว่า วาเทน วาทํ สมารทฺโธ ได้แก่ ยกความผิดขึ้นด้วยกถามรรค. บทว่า อายสฺมา อสฺสชิ ได้แก่ พระอัสสชิเถระเป็นอาจารย์ของพระสารีบุตรเถระ. บทว่า ชงฺฆาวิหารํ อนุจงฺกมมาโน ความว่า จงกรมอยู่จากพระตำหนักของเจ้าลิจฉวีนั้นๆ เพื่อไปยังพระตำหนักนั้นๆ.

บทว่า เยนายสฺมา อสฺสชิ เตนุปสงฺกมิ ความว่า ถามว่า เข้าไปหาเพราะเหตุไร.

ตอบว่า เพื่อรู้ลัทธิ.

ได้ยินว่า สัจจกนิครนถ์ได้มีความคิดอย่างนี้ว่า เราเที่ยวเดินด้วยคิดว่า เราจักยกวาทะของพระสมณโคดม ไม่ยกขึ้นว่า เราไม่รู้ลัทธิของพระสมณโคดมก็ผู้ที่รู้ลัทธิของผู้อื่น ยกวาทะขึ้น เป็นอันถือว่ายกขึ้นดีแล้ว ส่วนพระอัสสชิเถระนี้ปรากฏเป็นสาวกของพระสมณโคดม ท่านเป็นผู้ฉลาดในลัทธิของศาสดาของตนเราถามลัทธินั้นแล้วยังถ้อยคำให้ตั้งอยู่แล้ว จักยกวาทะต่อพระสมณโคดมดังนี้ เพราะฉะนั้น จึงเข้าไปหา.

บทว่า วิเนติ ความว่า สัจจกนิครนถ์ถามว่า สมณโคดมแนะนำอย่างไร ให้ศึกษาอย่างไร ดังนี้.

ก็เพราะเมื่อพระเถระกล่าวว่าเป็นทุกข์ ย่อมเป็นโอกาสแห่งการโต้แย้ง ก็มรรคผลมาแล้วโดยปริยายว่า เป็นทุกข์. เมื่อพระเถระกล่าวว่าทุกข์ดังนี้ สัจจกนิครนถ์นี้พึงถามพระเถระว่า อัสสชิผู้เจริญ ท่านบวชเพื่ออะไรจากนั้น พระเถระตอบว่าเพื่อมรรคผล พึงยกความผิดขึ้นว่า อัสสชิ นี้ไม่ใช่คำสอนของท่านนั้น ความอาฆาตอย่างแรง ความแออัดในนรกนั้น ไม่มีเพื่อความสุขของท่าน ท่านจะมาลุกลี้ลุกลนเที่ยวทำทุกข์ให้เสื่อมโทรม ฉะนั้นไม่ควรทำปริยายกถาแก่ผู้เป็นนักโต้ตอบ คิดว่า เขาจะตั้งอยู่ไม่ได้ฉันใด เราจักกล่าวกถาโดยตรงแก่เขาฉันนั้น จึงยกพระดำรัสนี้ว่า รูปํ ภิกฺขเว อนิจฺจํ เป็นต้น ด้วยอำนาจอนิจจัง อนัตตา.

บทว่า ทุสฺสุตํ คือ ไม่ควรฟัง.

บทว่า สณฺฐาคาเร ได้แก่ ศาลาคืออาคารที่ประชุมสอนอรรถแก่ราชตระกูล.

บทว่า เยน เต ลิจฺฉวี เตนุปสงฺกมิ ความว่า ได้ยินว่า สัจจกนิครนถ์นั้นได้มีความคิดอย่างนี้ว่า เราไม่ยกวาทะต่อพระสมณโคดมเพราะไม่รู้ลัทธิในกาลก่อน แต่เดี๋ยวนี้เรารู้ลัทธิอันพระมหาสาวกของสมณโคดมนั้นกล่าวแล้ว ก็แหละลิจฉวี ๕๐๐ เหล่านี้เป็นศิษย์เรามาประชุมกันแล้วเราจักไปพร้อมกับลิจฉวีเหล่านั้นแล้ว จึงยกวาทะขึ้นต่อพระสมณโคดมดังนี้ เพราะฉะนั้น จึงเข้าไปหา.

บทว่า ญาตญฺญตเรน ความว่า บรรดาพระปัญจวัคคีย์เถระผู้มีชื่อเสียงเหล่านั้น รูปใดรูปหนึ่ง. บทว่า ปติฏฺฐิตํ ความว่า พระอัสสชิเถระนั้นยังดำรงอยู่ฉันใด สมณโคดมจักดำรงอยู่ฉันนั้น เมื่อเป็นเช่นนั้น เขาจักกล่าวข้ออื่นอีก. บัดนี้ เมื่อจะหันหลังกลับ จึงทูลว่า เราจะทำอะไรก็ได้ในที่นั้น.

บทว่า อากฑฺเฒยฺย ได้แก่ พึงกระชากให้หันหน้ามาหาตน.

บทว่า ปริกฑฺเฒยฺย ความว่า พึงดึงมาให้หมอบอยู่ข้างหน้า.

บทว่า สมฺปริกฑฺเฒยฺย ความว่า ฉุดกระชากอยู่ไปมา.

บทว่า โสณฺฑิธุตฺโต แปลว่า นักเลงสุรา. บทว่า ถาลํ กณฺเณ คเหตฺวา ความว่า ผู้ใคร่จะล้างกะทะสำหรับกลั่นสุรา จับที่หูทั้ง ๒ แล้วสลัดกากทิ้ง.

บทว่า โอธุเนยฺย ได้แก่ เทคว่ำหน้า. บทว่า นิทฺธเมยฺย ได้แก่ หงายหน้าขึ้น.

บทว่า นิปฺโปเฐยฺย ได้แก่ พึงกระแทกบ่อยๆ มนุษย์นำเอาเปลือกป่านมัดเป็นกำๆ แช่น้ำเพื่อทำผ้าป่าน.

ในบทว่า สาณโธวิกํ นาม นี้ ในวันที่ ๓ เปลือกป่านเหล่านั้นเป็นของเปียกชุ่มดี. ต่อมา พวกมนุษย์นำเอาน้ำส้มข้าวต้มและสุราเป็นต้นไปที่นั้น ถือเอากำป่านไปทุบบนแผ่นกระดาน ๓ หน ข้างขวา ข้างซ้ายหรือข้างหน้าคือบนแผ่นกระดานข้างขวาหนหนึ่งข้างซ้ายหนหนึ่ง ข้างหน้าหนหนึ่ง กินพลางดื่มพลางเคี้ยวกินพลาง น้ำส้มข้าวต้มและสุราเป็นต้นช่วยกันล้างสุราเป็นต้นเป็นกีฬาใหญ่ ช้างของพระราชาเห็นกีฬานั้นแล้วลงน้ำลึก เอางวงดูดน้ำแล้ว เล่นพ่นบนกระพองหนหนึ่ง บนหลังหนหนึ่ง ที่สีข้างทั้งสองหนหนึ่ง บนระหว่างหลังหนหนึ่ง เพราะอาศัยเหตุนั้น การเล่นกีฬานั้น เรียกชื่อว่า เล่นซักป่าน

สัจจกนิครนถ์หมายเอาการเล่นนั้น จึงกล่าวว่า เล่นกีฬาซักป่าน.

ในบทว่า กึ โส ภวมาโน สจฺจโก นิคนฺถปุตฺโต โย ภควโต วาทํ อาโรเปสฺสติ นี้

มีอธิบายว่า สัจจกนิคันถบุตรจักโต้วาทะกับพระผู้มีพระภาคเจ้า สัจจกนิครนถ์นั้นเป็นอะไร เป็นยักษ์หรือเป็นพระอินทร์ หรือเป็นพระพรหมที่จักโต้วาทะกับพระผู้มีพระภาคเจ้า. ส่วนมนุษย์ตามปกติไม่อาจเพื่อจะโต้วาทะกับพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ดังนี้.

บทว่า เตน โข ปน สมเยน ความว่า ในสมัยที่สัจจกะเข้าไปสู่อาราม.

ถามว่า เข้าไปในสมัยไหน? ตอบว่า ในสมัยเที่ยงตรง.

ถามว่า เพราะเหตุไร? ภิกษุทั้งหลายจึงจงกรมอยู่ในสมัยนั้น. ตอบว่า เพื่อบรรเทาถีนมิทธะมีโภชนะอันประณีตเป็นปัจจัย.

อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุเหล่านั้นประกอบความเพียรในเวลากลางวัน. เมื่อภิกษุผู้เช่นนั้นจงกรม อาบน้ำภายหลังอาหาร ให้ร่างกายได้รับความสบายแล้ว นั่งบำเพ็ญสมณธรรม จิตก็มีอารมณ์แน่วแน่เป็นหนึ่ง.

บทว่า เยน เต ภิกฺขู ความว่า ได้ยินว่า สัจจกนิคันถบุตรนั้นคิดว่า พระสมณโคดมอยู่ที่ไหน จึงเที่ยวไปรอบ คิดว่าจักถาม แล้วเข้าไป เมื่อมองดูเห็นพวกภิกษุผู้ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร จงกรมอยู่บนจงกรมใหญ่เหมือนช้างป่า จึงได้ไปยังสำนักของภิกษุเหล่านั้น.

คำมีอาทิว่า เยน เต ภิกฺขู สัจจกนิคันถบุตรกล่าวหมายเอาภิกษุนั้น.

บทว่า กหํ นุโข โภ ความว่า พระโคดมผู้เจริญนั้นอยู่ในอาวาสในถ้ำหรือมณฑปไหน.

บทว่า เอส อคฺคิเวสฺสน ภควา ความว่า ได้ยินว่า ในกาลนั้นในเวลาใกล้รุ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเข้ามหากรุณาสมาบัติ ทรงแผ่ข่ายคือพระสัพพัญญุตญาณไปในหมื่นจักรวาล เมื่อทรงตรวจดูสัตว์ที่ควรแนะนำให้ตรัสรู้ ทรงเห็นว่าพรุ่งนี้สัจจกนิคันถบุตรต้องการพาเอาเจ้าลิจฉวีบริษัทเป็นจำนวนมากจักมาโต้วาทะกับเราดังนี้. ฉะนั้น ทรงชำระพระวรกายแต่เช้าตรู่ มีภิกษุสงฆ์เป็นบริวารเสด็จเที่ยวบิณฑบาตในกรุงเวสาลีเสด็จกลับจากบิณฑบาตทรงดำริว่า เราจักนั่งในที่สบาย เพื่อจะประทับนั่งในบริษัทมีจำนวนมาก จึงไม่เสด็จเข้าไปพระคันธกุฎี ประทับนั่งพักกลางวันที่โคนต้นไม้แห่งหนึ่งในป่ามหาวัน.

ภิกษุเหล่านั้นมาแสดงวัตรแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ถูกสัจจนิครนถ์ถาม เมื่อจะแสดงพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประทับนั่งแล้วในที่ไกล จึงกล่าวว่า อัคคิเวสสนะ นั่น พระผู้มีพระภาคเจ้า ดังนี้

บทว่า มหติยา ลิจฺฉวิปริสาย สทฺธึ มีอธิบายว่า เจ้าลิจฉวีประมาณ ๕๐๐ แวดล้อมข้างล่าง. เจ้าลิจฉวีเหล่านั้นเป็นลูกศิษย์ของสัจจกะนั้น.

ส่วนสัจจกะภายในกรุงเวสาลีพาเอาเจ้าลิจฉวีประมาณ ๕๐๐ ฟังแล้วว่า ผู้ต้องการจะโต้วาทะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ โดยมาก พวกมนุษย์พากันออกไปด้วยคิดว่า เราจักฟังการสนทนาของบัณฑิต ๒ คน. บริษัทมีจำนวนมากอย่างนี้ กำหนดนับไม่ได้เลย. คำนั้น สัจจกะกล่าวแล้วหมายถึงบริษัทนั้น.

บทว่า อญฺชลึ ปณาเมตฺวา ความว่า ชนเหล่านั้นเป็น ๒ ฝ่าย พวกเขาคิดอย่างนี้ว่า ถ้าพวกเป็นมิจฉาทิฏฐิจักท้วงพวกเราว่า ท่านไหว้พระสมณโคดมทำไม พวกเราจักบอกแก่เขาเหล่านั้นว่า ไหว้อะไรกันเพียงประนมมือเท่านั้น ถ้าพวกเป็นสัมมาทิฏฐิจักท้วงเราว่า ทำไมท่านไม่ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าเล่า พวกเราจักบอกว่า ทำไมการถวายบังคมจะต้องเอาศีรษะจดพื้นเล่า เพียงอัญชลีกรรมก็เป็นการถวายบังคมมิใช่หรือ.

บทว่า นาม โคตฺตํ ความว่า บางพวกทูลว่า พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์ชื่อทัตตะ ชื่อมิตตะ เป็นบุตรของคนโน้นมาในที่นี้แล้ว ชื่อว่าประกาศชื่อ. บางพวกทูลว่า พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์ชื่อว่าวาสิฏฐะ ชื่อว่ากัจจายนะ มาในที่นี้แล้ว ชื่อว่าประกาศโคตร.

ได้ยินว่า ชนยากจนเหล่านั้นได้ประกาศกระทำอย่างนั้นด้วยคิดว่า เราเป็นผู้เป็นบุตรของตระกูลเก่าจักปรากฏชื่อและโคตร ในท่ามกลางบริษัท. ส่วนพวกเหล่าใดนั่งนิ่ง พวกเหล่านั้นเป็นคนป่าเถื่อนและอันธพาล. บรรดาชนเหล่านั้น คนป่าเถื่อนคิดว่า คนผู้ทำการสนทนากันคำสองคำเป็นผู้คุ้นเคยกันเมื่อความคุ้นเคยมีอยู่เช่นนั้น จะไม่ถวายภิกษาหนึ่งสองทัพพีไม่ควร เพื่อจะให้ตนพ้นจากความคุ้นเคยนั้นจึงพากันนั่งนิ่ง. พวกอันธพาลเป็นผู้นั่งนิ่งในที่แห่งใดแห่งหนึ่ง เพราะไม่รู้ เหมือนก้อนดินที่ถูกซัดไปข้างล่าง.

บทว่า กิญฺจิเทว เทสํ ความว่า โอกาสอย่างหนึ่ง เหตุอย่างหนึ่ง.

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้สัจจกนิครนถ์นั้นเกิดความอุตสาหะในการถามปัญหา จึงตรัสว่า อัคคิเวสสนะ ท่านประสงค์จะถามปัญหาใด ก็ถามเถิด. บทนั้นมีเพื่อความว่า หากท่านประสงค์จะถามก็ถาม ในการตอบปัญหาไม่เป็นภาระหนักสำหรับเรา.

อีกอย่างหนึ่ง ท่านประสงค์สิ่งใดก็จงถาม เราจักตอบสิ่งนั้นทั้งหมดแก่ท่าน เพราะฉะนั้น พระสมณโคดมปวารณาแล้ว ปวารณาพระสัพพัญญุตญาณที่ไม่ทั่วไปกับพระปัจเจกพุทธ อัครสาวกและพระมหาสาวก. ก็ท่านเหล่านั้นไม่กล่าวว่า หากท่านประสงค์จะกล่าวว่า พวกเราฟังแล้ว จักทราบดังนี้.

ส่วนพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมปวารณา ปวารณาสัพพัญญุตญาณแก่ยักษ์ จอมคน เทพ สมณพราหมณ์และปริพาชกเหล่านั้นๆ ว่า ดูก่อนผู้มีอายุ หากท่านประสงค์ก็จงถามเถิด หรือว่า ดูก่อนมหาราช หากพระองค์มีพระราชประสงค์ก็จงถามหรือว่า ดูก่อนท้าววาสวะ ท่านสนใจปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งจงถามเราเถิด เราจะตอบปัญหานั้นๆ ให้ถึงที่สุดแก่ท่าน หรือว่า ดูก่อนภิกษุ ถ้าอย่างนั้น เธอนั่งบนอาสนะของตนแล้วหากประสงค์ก็จงถามเถิดหรือพวกเธอยังมีใจสงสัยอย่างใดอย่างหนึ่งจะเป็นความสงสัยของพราหมณ์พาวรีและของท่าน หรือของปวงชน เราให้โอกาสแล้วจงถามเถิด หรือว่า ดูก่อนสภิยะ เธอยังสนใจปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งจงถามเรา เราจะตอบปัญหานั้นๆ ให้ถึงที่สุดแก่เธอ ข้อนั้นไม่อัศจรรย์พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบรรลุพุทธภูมิอันใด ทรงปวารณาพุทธภูมินั้นอย่างนี้ ผู้ที่ตั้งอยู่ในประเทศญาณในภูมิพระโพธิสัตว์ผู้อันฤษีทั้งหลายอาราธนาแล้ว เพื่อประโยชน์แก่ท้าวสักกะเป็นต้น

อย่างนี้ว่า.

โกณฑัญญะ เธอจงตอบปัญหาทั้งหลาย พวกฤษีผู้

มีความรู้ดี ย่อมขอร้องเธอโกณฑัญญะ ธรรมใน

หมู่มนุษย์นี้ ย่อมถึงความเจริญ นั่นเป็นภาระ.

เที่ยวไปสามครั้ง ในเวลาเป็นสรภังคดาบส ในสัมภวชาดกและในชมพูทวีปอย่างนี้ว่า

ท่านผู้เจริญทั้งหลายได้โอกาสแล้ว จงถามปัญหา

อย่างใดอย่างหนึ่งที่ตั้งใจไว้ ก็เรารู้โลกนี้โลกหน้า

ด้วยตนเองจักตอบปัญหาให้ถึงที่สุด แก่พวกท่าน

ดังนี้.

ไม่เห็นผู้ทำที่สุดแห่งปัญหาทั้งหลาย ถูกสุจิรกพราหมณ์ถามปัญหา เมื่อโอกาสอันพระองค์กระทำแล้วมีพระชนม์ ๗ พรรษาโดยกำเนิด ทรงเล่นฝุ่นที่ถนน ทรงนั่งขัดสมาธิระหว่างวิถี ทรงปวารณา ปวารณาพระสัพพัญญุตญาณว่า

เชิญเถิด เราจักบอกปัญหาแก่ท่านประการที่เป็น

ผู้ฉลาด อนึ่ง พระราชาทรงทราบข้อนั้น หากจัก

ทรงกระทำ หรือไม่ทรงกระทำดังนี้.

เมื่อปวารณาพระสัพพัญญุตญาณอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปวารณาอย่างนี้ สัจจกนิครนถ์มีใจชื่นชม เมื่อจะทูลถามปัญหา จึงได้กล่าวคำเป็นต้นว่า กถํ ปน โภ โคตม ดังนี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่สัจจกนิครนถ์นั้นว่า ผู้เจริญท่านเห็นสาวกกล่าวคำอื่น พระศาสดาตรัสคำอื่น เรากล่าวแล้วมิใช่หรือว่า สาวกของพระสมณโคดมตั้งอยู่แล้วฉันใด พระสมณโคดมจักตั้งอยู่ฉันนั้น เราก็ยกวาทะอย่างนั้น เมื่อจะตรัสโดยกำหนดที่พระอัสสชิเถระกล่าวแล้วในหนหลังว่า โอกาสแห่งคำของนิครนถ์จงอย่ามีอย่างนี้ว่า ก็นิครนถ์นี้ย่อมกล่าวคำอื่น เราอาจจะทำอะไรก็ได้ในที่นั้นได้ จึงตรัสคำเป็นต้นว่า เอวํ โข อหํ อคฺคิเวสฺสน ดังนี้.

บทว่า อุปมา มํ โภ โคตม ปฏิภาติ สัจจกนิครนถ์กล่าวว่า พระโคดมผู้เจริญ อุปมาข้อหนึ่งย่อมปรากฏแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะนำอุปมานั้นมา.

บทว่า ปฏิภาตุ ตํ อคฺคิเวสฺสน พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า อัคคิเวสนะ อุปมาจงปรากฏแก่เธอ คือว่าสัจจกนิครนถ์คุ้นเคยแล้ว จงนำอุปมานั้นมา.

บทว่า พลกรณียา ความว่า การงานมีกสิกรรมและพาณิชยกรรมต้องทำด้วยกำลังแขน. บทว่า รูปตฺตายํ ปุริสปุคฺคโล ความว่า ชื่อว่ารูปัตตา เพราะอรรถว่าเขามีรูปเป็นตน ท่านแสดงบุคคลผู้ถือว่ารูปเป็นตนตั้งอยู่.

บทว่า รูเป ปติฏฺฐาย ความว่า ตั้งอยู่ในรูปที่ถือว่าเป็นตนในรูปนั้น.

บทว่า ปุญฺญํ วา อปุญฺญํ วา ปสวติ คือ ย่อมได้กุศลหรืออกุศล.

แม้บทมีเวทนาเป็นตนเป็นต้นก็มีนัยนี้แล.

บทนี้ ท่านแสดงไว้อย่างไร?

ท่านนำอุปมาพร้อมทั้งเหตุที่น่าฟังว่า ปัญจขันธ์เหล่านี้เป็นที่อยู่อาศัย เหมือนแผ่นดินเป็นที่อยู่อาศัยของหมู่สัตว์เหล่านี้สัตว์เหล่านั้นตั้งอยู่ในปัญจขันธ์เหล่านี้ ย่อมรวบรวมเอากุศลกรรมแลอกุศลกรรมไว้ ท่านเมื่อปฏิเสธตนซึ่งมีอยู่เห็นปานนี้แสดงอยู่ว่า ปัญจขันธ์ไม่ใช่ตนดังนี้. ก็ข้อที่นิครนถ์นำมาเปรียบแน่นอนแล้ว ไม่มีคนอื่นจากพระสัพพัญญูพุทธเจ้าที่ชื่อว่าสามารถตัดถ้อยคำของนิครนถ์นั้น แล้วให้โทษในวาทะได้.

จริงอยู่ บุคคลมี ๒ จำพวก คือ พุทธเวไนย ๑ สาวกเวไนย ๑.

ในสาวกเวไนยพระสาวกแนะนำบ้าง พระพุทธเจ้าทรงแนะนำบ้าง ส่วนในพุทธเวไนย พระสาวกไม่สามารถแนะนำพระพุทธเจ้าเท่านั้นทรงแนะนำได้ นิครนถ์ผู้นี้เป็นผู้พุทธเวไนย เพราะฉะนั้น ไม่มีคนอื่นที่ชื่อว่าสามารถตัดถ้อยคำของนิครนถ์นั้นแล้วให้โทษในวาทะได้เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อจะทรงแสดงโทษในวาทะของสัจจกนิครนถ์นั้นด้วยพระองค์เอง จึงตรัสว่า นนุ ตฺวํ อคฺคิเวสฺสน ดังนี้.

ลำดับนั้น นิครนถ์คิดว่า พระสมณโคดมย่อมยืนยันวาทะของเรายิ่งนัก ถ้าโทษบางอย่างจักมีในเบื้องบน พระองค์จักข่มแต่เราผู้เดียว เอาเถอะ เราจะซัดวาทะนี้ไปบนศีรษะมหาชน เพราะฉะนั้น จึงกล่าวว่า พระโคดมผู้เจริญ ข้าพเจ้ากล่าวอยู่อย่างนี้ว่า รูปเป็นตนของเรา ฯเปฯ วิญญาณเป็นตนของเรา ประชุมชนเป็นอันมากก็กล่าวอย่างนั้น.

ส่วนพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีวาทะดีกว่านิครนถ์ด้วยคูณตั้งร้อย ตั้งพัน ตั้งแสน เพราะฉะนั้น จึงทรงดำริว่า นิครนถ์นี้จะให้ตนพ้นจึงซัดวาทะไปบนศีรษะมหาชน เราจักไม่ให้ตัวเขาพ้นไปได้ เราจักเปลื้องวาทะออกจากมหาชนแล้ว ข่มแต่เขาคนเดียว.

ลำดับนั้น จึงตรัสกะนิครนถ์ว่า กึ หิ เต อคฺคิเวสฺสน ดังนี้เป็นต้น.

บทนั้นมีอธิบายว่า ประชุมชนนี้ไม่มาโต้วาทะกับเรา ท่านเท่านั้นวนเวียนไปทั่วกรุงเวสาลี มาโต้วาทะกับเรา เพราะฉะนั้น ท่านจงประกาศวาทะของตนให้ทั่วกัน ท่านซัดอะไรไปบนศีรษะมหาชน. นิครนถ์นั้นเมื่อรับความจริง จึงกราบทูลว่า พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์กล่าวอย่างนั้นจริงดังนี้เป็นต้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยืนยันวาทะของนิครนถ์ทรงปรารภคำถามว่า เตนหิ อคฺคิเวสฺสน ด้วยประการฉะนี้แล.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เตนหิ เป็นนิบาตลงในอรรถว่าเหตุ เพราะท่านย่อมเข้าใจปัญจขันธ์โดยความเป็นตน ฉะนั้น.

บทว่า สกสฺมึ วิชิเต คือ ในแว่นแคว้นของพระองค์.

บทว่า ฆาเตตายํ วา ฆาเตตุํ ได้แก่ เพื่อให้ฆ่าคนที่ควรฆ่า คือผู้สมควรถูกฆ่า.

บทว่า ชาเปตายํ วา ชาเปตุํ ความว่า เพื่อริบราชบาทว์ในที่ควรริบ คือคนที่ควรถูกริบ ได้แก่เพื่อให้เสื่อมทรัพย์.

บทว่า ปพฺพาเชตายํ วา ปพฺพาเชตุํ ความว่า เพื่อเนรเทศ คือนำคนที่ควรเนรเทศออกไปจากแว่นแคว้นของพระองค์.

บทว่า วตฺติตุญฺจ อรหติ ท่านแสดงว่าย่อมเป็นไป คือควรเพื่อเป็นไป นิครนถ์แสดงเหตุที่นำมาเพื่อทำลายวาทะของตนเองให้พิเศษ ดุจผู้ทำอาวุธให้คมเพื่อฆ่าคน เหมือนคนพาล.

บทว่า เอวํ เม รูปํ โหตุ ความว่า ขอรูปของเราจงมีอย่างนี้ คือมีรูปน่าเลื่อมใสมีรูปสวย เห็นเข้าก็ชอบใจ เหมือนเสาระเนียดทองที่ประดับประดาแล้ว ตกแต่งแล้ว และผ้าวิจิตรที่จัดแจงไว้อย่างดี.

บทว่า เอวํ เม รูปํ มา อโหสิ ความว่า ขอรูปของเราจงอย่ามีอย่างนี้ คือผิวพรรณทราม ทรวดทรงไม่ดี หนังเหี่ยว ผมหงอก ตัวตกกระ.

บทว่า ตุณฺหี อโหสิ ความว่า นิครนถ์รู้ความที่ตนพลาดในวาทะนี้ จึงคิดว่า พระสมณโคดมนำเหตุมาเพื่อต้องการทำลายวาทะของเรา เราแสดงเหตุนั้นพลาดไป เพราะโง่ ถ้าจะพูดว่าเป็นไปดังนี้ คราวนี้ เราฉิบหายแล้วอัคคิเวสสนะ ท่านได้ลุกขึ้นกล่าวกับเจ้าเหล่านี้ว่า อำนาจย่อมเป็นไปในรูปของเรา ถ้าอำนาจเป็นไปในรูปของท่านเพราะเหตุไร ท่านจึงไม่รุ่งเรืองเหมือนเจ้าลิจฉวีเหล่านี้ มีรูปสวยน่าเลื่อมใส ย่อมรุ่งเรืองด้วยอัตตภาพเช่นเทวดาชั้นดาวดึงส์. ถ้าเราจะกล่าวว่าเป็นไปไม่ได้ พระสมณโคดมเสด็จลุกขึ้นยกวาทะว่า อัคคิเวสสนะ ในกาลก่อนท่านกล่าวว่า อำนาจเป็นไปในรูปของเรา มาวันนี้ค้านเสียแล้วเมื่อเขากล่าวว่าเป็นไปก็มีโทษอย่างหนึ่ง กล่าวเป็นไปไม่ได้ ก็มีโทษอย่างหนึ่งด้วยประการฉะนี้ ก็นิ่งเสียดังนี้แล.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามครั้งที่สอง สัจจกนิครนถ์ก็นิ่งเสียถึงสองครั้ง. ก็เพราะศีรษะของผู้ไม่ตอบชี้แจง เมื่อปัญหาอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามแล้วถึงสามครั้ง ย่อมแตกโดย ๗ เสี่ยง. ก็ธรรมดาว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายมีความเอ็นดูเป็นกำลังในหมู่สัตว์ เพราะบำเพ็ญพระบารมีตลอด ๔ อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัปป์ เพื่อประโยชน์แก่หมู่สัตว์ทั้งนั้น ฉะนั้น ตรัสถามจนถึงสองครั้งแล้ว จึงได้ตรัสคำเป็นต้นว่าครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระดำรัสนี้กะสัจจกนิครนถ์บุตรว่า วันนี้ ท่านจงตอบชี้แจงดังนี้เป็นต้น.

ในบทนั้น บทว่า สหธมฺมิกํ คือ มีเหตุ มีผล. ชื่อว่าวชิรปาณี เพราะอรรถว่ามีวชิระในฝ่ามือ. บทว่า ยกฺโข ความว่า พึงทราบว่าผู้นั้นมิใช่ยักษ์ เป็นท้าวสักกเทวราช.

บทว่า อาทิตฺตํ คือ มีสีเหมือนไฟ.

บทว่า สมฺปชฺชลิตํ คือ ลุกโพลงด้วยดี.

บทว่า สํโชติภูตํ คือ สว่างทั่ว. อธิบายว่า เป็นเปลวไฟอย่างเดียวกัน.

บทว่า ฐิโต โหติ ความว่า ยักษ์ยืนนิรมิตรูปน่าเกลียดเห็นปานนี้ คือศีรษะใหญ่ เขี้ยวเช่นกับหัวปลี ตาและจมูกเป็นต้นน่ากลัว.

ถามว่า ก็เพราะเหตุอะไร ยักษ์นั้นจึงมา.

ตอบว่า มาเพื่อให้นิครนถ์ตอบความเห็น.

อีกอย่างหนึ่ง ท้าวสักกะกับท้าวมหาพรหมเสด็จมาแล้ว เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงความขวนขวายน้อยในการแสดงธรรมอย่างนี้ว่า เราพึงแสดงธรรมคนเหล่าอื่นก็พึงรู้ทั่วถึงธรรมของเราไม่ได้ ได้ทรงกระทำปฏิญญาว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าขอพระองค์จงทรงแสดงธรรมเถิด เมื่ออาณาจักรไม่เป็นไปแด่พระองค์ เป็นไปแก่ข้าพระองค์พวกข้าพระองค์จักให้เป็นไป ธรรมจักรจงเป็นของพระองค์ อาณาจักรเป็นของข้าพระองค์ดังนี้. เพราะฉะนั้นเสด็จมาแล้วด้วยทรงดำริว่า ในวันนี้เราจักให้สัจจกนิครนถ์สะดุ้งกลัว แล้วให้ตอบปัญหาดังนี้.

บทว่า พระผู้มีพระภาคเจ้ากับสัจจกนิคันถบุตรเท่านั้นเห็นอยู่ ความว่า ถ้าคนเหล่าอื่นพึงเห็นเหตุนั้น เหตุนั้นก็ไม่พึงหนัก. ชนทั้งหลายพึงพูดว่า พระสมณโคดมทรงรู้แล้ว ซึ่งสัจจกนิครนถ์ไม่หยั่งลงในวาทะของตน ทรงใช้ยักษ์ให้นำมาแสดง แต่นั้น สัจจกนิครนถ์กราบทูลแล้ว เพราะกลัวดังนี้. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ากับสัจจกนิครนถ์เท่านั้นเห็นอยู่.

เพราะเห็นยักษ์นั้นเหงื่อก็ไหลทั่วตัวของสัจจกนิครนถ์นั้น ภายในท้องป่วนปั่นร้องดัง เขาคิดว่าคนเหล่าอื่นเห็นอยู่ เมื่อแลดูก็ไม่เห็นใครแม้ขนชัน แต่นั้นความกลัวนี้เกิดแก่เราเท่านั้น จึงคิดว่า ถ้าเราจักกล่าวว่ายักษ์ พวกคนพึงพูดว่า มีตาของท่านนั้นหรือ ท่านเท่านั้นเห็นยักษ์ ท่านไม่เห็นยักษ์ก่อนถูกพระสมณโคดมซัดไปในการสืบต่อแห่งวาทะ จึงเห็นยักษ์ สำคัญอยู่ว่า คราวนี้ในที่นี้ เราไม่มีที่พึ่งอื่น นอกจากพระสมณโคดม ครั้งนั้นแล สัจจกนิคันถบุตร ฯเปฯ จึงได้กราบทูลคำนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า.

บทว่า ตาณํ คเวสี คือ แสวงหาอยู่ว่าที่ต้านทาน.

บทว่า เลณํ คเวสี คือ แสวงหาอยู่ว่าป้องกัน.

บทว่า สรณํ คเวสี คือ แสวงหาอยู่ว่าที่พึ่ง.

ก็ในบทนี้ ชื่อว่าตาณา เพราะอรรถว่าต้านทานคือรักษา. ชื่อว่าเลณะ เพราะอรรถว่าเป็นที่เร้นลับแห่งชน. ชื่อว่าสรณะ เพราะอรรถว่าระลึกได้. อธิบายว่า ย่อมเบียดเบียนคือกำจัดความกลัว.

บทว่า มนสิกริตฺวา ความว่า กระทำไว้ในใจ คือพิจารณาใคร่ครวญ.

บทว่า เอวํ เม เวทนา โหตุ คือ ขอเวทนาจงเป็นกุศล เป็นสุข.

บทว่า เอวํ เม สญฺญา โหตุ คือ ขอสัญญาจงเป็นกุศล เป็นสุข คือจงประกอบด้วยโสมนัส. แม้ในสังขารและวิญญาณก็มีนัยนี้แล.

ส่วนในบทว่า มา อโหสิ นี้ พึงทราบโดยกล่าวตรงกันข้าม.

บทว่า กลฺลํ นุ แปลว่า สมควรหรือหนอ.

บทว่า สมนุปสฺสิตุํ ความว่า พิจารณาเห็นด้วยตัณหามานะทิฏฐิอย่างนี้ว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตภาพของเรา.

บทว่า โน เหตํ โภ โคตม ได้แก่ ข้อนั้นไม่ควรแก่พระสมณโคดมผู้เจริญ.

หมองูผู้ฉลาดให้งูนั้นกัดแล้วถอนพิษที่ถูกงูกัดฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้สัจจกนิคันถบุตรกล่าวในบริษัทนั้นด้วยปากนั้นเองว่า ขันธ์ ๕ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาฉันนั้นด้วยประการฉะนี้.

บทว่า ทุกฺขํ อลฺลีโน ความว่า ติด คือเข้าถึงทุกข์ในปัญจขันธ์นี้ ด้วยตัณหาและทิฏฐิ.

บทว่า อชฺโฌสิโต ความว่า พึงทราบด้วยอำนาจตัณหาและทิฏฐิเท่านั้น.

ในบทเป็นต้นว่า ทุกฺขํ เอตํ มม มีอธิบายว่า ย่อมพิจารณาเห็นทุกข์ในปัญจขันธ์ด้วยอำนาจตัณหามานะและทิฏฐิ.

บทว่า ปริชาเนยฺย ความว่า พึงกำหนดรู้ด้วยตีรณปริญญาว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา.

บทว่า ปริกฺเขเปตฺวา ความว่า นำความสิ้น ความเสื่อม ไม่ให้เกิด.

บทว่า นวํ แปลว่า รุ่น. บทว่า อกุกฺกุฏชาตํ ความว่า ปลีปลีหนึ่ง ประมาณองคุลี ย่อมเกิดในภายในเวลาผลิดอก. อธิบายว่า เว้นปลีนั้นเสีย.

บทว่า ริตฺโต คือ ว่างเปล่า คือเว้นจากแก่นภายใน ชื่อว่าเปล่าเพราะว่างเปล่า.

บทว่า อปรทฺโธ คือ พ่ายแพ้. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศความที่สัจจกนิคันถบุตรนั้นมีปากกล้า เมื่อจะทรงข่มจึงตรัสพระดำรัสนี้ว่า ภาสิตา โข ปน เต ดังนี้.

ได้ยินว่า เมื่อก่อนสัจจกนิครนถ์นั้นเข้าไปหาครูทั้ง ๖ มีปูรณะเป็นต้นย่อมถามปัญหา. พวกครูเหล่านั้นไม่สามารถจะตอบได้. ครั้งนั้น เขายกวิปการใหญ่ในท่ามกลางบริษัทของครูเหล่านั้นแล้วลุกขึ้นไปประกาศความชนะ เข้าไปด้วยความสำคัญว่า เราจักเบียดเบียนแม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างนั้น ประกาศว่า ยอดแผ่ไปด้วยการประหารครั้งเดียว ในต้นไม้ชื่ออะไร ที่ขาดใบ มีแต่หนามสัจจกนิครนถบุตรนี้จรดสาระคือสัพพัญญุตญาณ บรรลุประเภทจะงอยคือพระญาณ จึงได้รู้ความที่พระสัพพัญญุตญาณแข็ง เหมือนนกมีจะงอยอ่อนเคยเจาะไม้ที่ไม่มีแก่น เจาะไม้ตะเคียนเข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงประกาศข้อนั้น ในท่ามกลางบริษัทของสัจจกนิครนถ์นั้น จึงตรัสคำเป็นต้นว่า ภาสิตา โข ปน เต ดังนี้.

ในบทว่า นตถิ เอตรหิ นี้ ไม่ควรกล่าวว่า ชื่อว่าเหงื่อในอุปาทินนกสังขารจะไม่มี เขาจะกล่าวว่า ก็ในบัดนี้ ไม่มี.

บทว่า สุวณฺณวณฺณํ กายํ วิวริ คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงเปิดพระกายทั้งหมด. ธรรมดาพระพุทธเจ้าสวมรังดุม ทรงปิดพระกายทรงแสดงธรรมอยู่ในบริษัท. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจับ (กด) จีวรที่ตรงหน้าหลุมคอให้หย่อนลงเพียง ๔ องคุลีแล้ว เมื่อจีวรนั้นหย่อนลงแล้ว รัศมีมีสีดังทองเป็นกลุ่มๆ ซ่านออก เหมือนรสธาราทองแดงไหลออกจากหม้อทอง และเหมือนสายฟ้าแลบออกจากวลาหกสีแดง กระทำจีวรมหาขันธ์เช่นกับกลองทองให้เป็นประทักษิณ แล่นไปในอากาศแล้ว.

ถามว่า ก็เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงกระทำอย่างนี้.

ตอบว่า เพื่อบรรเทาความสงสัยของมหาชน.

ก็มหาชนพึงสงสัยว่า พระสมณโคดมตรัสว่า เหงื่อของเราไม่มี. เหงื่อของสัจจกนิคันถบุตรไหลอยู่ตลอดเหมือนเหงื่อของคนขึ้นเครื่องยนต์ พระสมณโคดมประทับนั่งห่มผ้าจีวรหนา ใครจะรู้ได้อย่างไรว่า เหงื่อภายในจะมีหรือไม่มีดังนี้ จึงทรงกระทำอย่างนั้นเพื่อบรรเทาความสงสัยของมหาชนนั้น.

บทว่า มงฺกุภูโต คือ หมดอำนาจ. บทว่า ปตฺตกฺขนฺโธ คือ คอตก.

บทว่า อปฺปฏิภาโณ คือ ไม่พบสิ่งที่ยิ่งกว่า.

บทว่า นิสีทิ คือนั่งเอานิ้วเท้าเขี่ยแผ่นดิน.

บทว่า ทุมฺมุโข ความว่า มีหน้าไม่น่าเกลียด.

จริงอยู่ บุตรลิจฉวีนั้นมีรูปสวย น่าเลื่อมใส ก็ชื่อของเขาอย่างนั้น.

บทว่า อภพฺโพ ตํ โปกฺขรณึ ปุน โอตริตุํ ท่านแสดงว่า ปูชื่อว่าเดินไม่ได้ เพราะก้ามหักหมด ไม่อาจลงสู่สระโบกขรณีนั้นได้ จึงเป็นเหยื่อของกาและเหยี่ยวเป็นต้นในที่นั้นเอง.

บทว่า วิสูกายิกานิ คือ ทิฏฐิอันเป็นเสี้ยนหนาม.

บทว่า วิเสวิตานิ คือ ประพฤติด้วยทิฏฐิ.

บทว่า วิปฺผนฺทิตานิ คือ ความดิ้นรนด้วยทิฏฐิ.

บทว่า ยทิทํ ในบทว่า ยทิทํ วาทาธิปฺปาโย นี้เป็นเพียงนิบาต. ท่านแสดงว่า เป็นการชี้แจงวาทะ ไม่ควรเข้าไปเฝ้าตามอัธยาศัยว่า เราจักโต้วาทะ แต่ควรเข้าไปเฝ้าเพื่อฟังธรรม.

ถามว่า บทว่า ทุมฺมุขํ ลิจฺฉวิปุตฺตํ เอตทโวจ สัจจกนิคันถบุตรได้กล่าวแล้ว เพราะเหตุไร

ตอบว่า ได้ยินว่า ในเวลาบุตรลิจฉวีชื่อทุมมุขุนั้นนำเอาอุปมามา แม้ลิจฉวีกุมารที่เหลือคิดแล้วว่า นิครนถ์นี้ทำความดูหมิ่นพวกเราในสถานที่เรียนศิลปะของพวกเรามานาน บัดนี้ ถึงเวลาที่จะเห็นหลังศัตรู แม้เรานำอุปมาข้อหนึ่งมาคนละข้อ จักกระทำสัจจกนิครนถ์นั้นผู้ตกไปด้วยปรบฝ่ามือ ดุจโบยด้วยค้อนโดยประการที่สัจจกนิครนถ์จักไม่สามารถยกศีรษะขึ้นในท่ามกลางบริษัทได้อีก. ลิจฉวีเหล่านั้นทำอุปมาทั้งหลายแล้ว นั่งคอยทุมมุขะพูดจบ.

สัจจกนิครนถ์รู้ความประสงค์ของลิจฉวีเหล่านั้น จึงคิดว่า ลิจฉวีเหล่านี้ทั้งหมดชูคอยืนปากสั่น หากพวกลิจฉวีจักได้นำอุปมามาแต่ละอย่าง เราจักไม่สามารถเงยหัวขึ้นในท่ามกลางบริษัทอีก เอาเถิด เรารุกรานทุมมุขะแล้ว ตัดวาระแห่งถ้อยคำโดยประการที่ผู้อื่นไม่มีโอกาส จักทูลถามปัญหากะพระสมณโคดม เพราะฉะนั้น จึงได้กล่าวคำนั้น.

ในบทเหล่านั้น บทว่า อาค เมหิ แปลว่า หยุดก่อน. อธิบายว่า อย่าถือเอาอีก.

บทว่า ติฏฺฐเตสา โภ โคตม ความว่า พระโคดมผู้เจริญ วาจานี้ของข้าพระองค์และของสมณพราหมณ์เป็นอันมากเหล่าอื่น จงยกไว้ก่อน.

บทว่า วิลาปํ วิลปิตํ มญฺเญ ความว่า คำนี้นี้เป็นดุจพร่ำเพ้อ. อธิบายว่า เป็นเพียงพูดพร่ำ. อีกอย่างหนึ่ง ควรนำบทว่า กถา มากล่าวในบทนี้ว่า ติฏฐเตสา. ส่วนในบทว่า วาจาวิลาปํ วิลปิตํ มญฺเญ นี้มีอธิบายว่า การเปล่งวาจานี้เห็นจะเป็นเพียงพูดพร่ำ.

บัดนี้ สัจจกนิครนถบุตรเมื่อทูลถามปัญหา จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า กิตฺตาวตา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวสารชฺชปฺปตฺโต คือ บรรลุญาณ.

บทว่า อปรปฺปจฺจโย คือ ไม่ต้องเชื่อผู้อื่น.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงตอบปัญหาแก่สัจจกนิคันถบุตรนั้น จึงตรัสคำเป็นต้นว่า อิธ อคฺคิเวสฺสน ดังนี้.

คำนั้นมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.

ก็เพราะเสขภูมิ ทรงแสดงแล้วเพราะตรัสว่า ปสฺสติ ในบทนี้ ฉะนั้น เมื่อทูลเสขภูมิให้ยิ่งขึ้นไปจึงทูลถามปัญหาข้อที่สองแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตอบชี้แจงปัญหาแม้นั้นแก่เขา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทสฺสนานุตฺตริยํ ในบทเป็นต้นว่า ทสฺสนานุตฺตริยํ ได้แก่ ปัญญาที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ.

บทว่า ปฏิปทานุตฺตริยํ ได้แก่ ข้อปฎิบัติที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ.

บทว่า วิมุตฺตานุตฺตริยํ คือ โลกุตตรวิมุตติ.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ทสฺสนานุตฺตริยํ คือ สัมมาทิฏฐิอันเป็นอรหัตตมรรค เพราะมุ่งถึงโลกุตตรธรรมล้วน.

บทว่า ปฏิปทานุตฺตริยํ คือ องค์มรรคที่เหลือ.

บทว่า วิมุตฺตานุตฺตริยํ คือ วิมุตติเป็นมรรคผล.

การเห็นนิพพานของพระขีณาสพชื่อว่า ทัสสนานุตตริยะ. องค์มรรค ๘ เป็นปฏิปทานุตตริยะ. มรรคผลพึงทราบว่าเป็นวิมุตตานุตตริยะ.

บทว่า พุทฺโธ โส ภควา ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นตรัสรู้แล้วซึ่งสัจจะ ๔ ด้วยพระองค์เอง.

บทว่า โพเธตาย ความว่า ทรงแสดงธรรมแก่สัตว์แม้เหล่าอื่นเพื่อให้ตรัสรู้สัจจะ ๔.

บทว่า ทนฺโต ในบทเป็นต้นว่า ทนฺโต คือหมดพยศ.

บทว่า ทมถาย คือ เพื่อต้องการหมดพยศ.

บทว่า สนฺโต คือ ทรงสงบแล้วด้วยความเข้าไปสงบกิเลสทั้งปวง.

บทว่า สมถาย คือ เพื่อความสงบกิเลส.

บทว่า ติณฺโณ คือ ข้ามโอฆะ ๔. บทว่า ตรณาย คือ เพื่อข้ามโอฆะ ๔.

บทว่า ปรินิพฺพุโต ความว่า ทรงดับสนิทแล้วด้วยความดับสนิทแห่งกิเลส.

บทว่า ปรินิพฺพานาย ความว่า ทรงแสดงธรรมเพื่อความดับสนิทแห่งกิเลส.

บทว่า ธํสี คือ เป็นคนกำจัดคุณ.

บทว่า ปคพฺภา คือ ประกอบด้วยความคะนองวาจา.

บทว่า อาสาเทตพฺพํ คือ พึงเสียดสี.

บทว่า อาสชฺช คือ กระทบ.

บทว่า น เตฺวว ภวนฺตํ โคตมํ ท่านแสดงว่า หมดกำลังเพื่อจะถือเอาวาทะของตนไปกระทบต่อใครๆ ทั้งสิ้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงทำอันตรายชีวิตใครๆ เหมือนช้างเป็นต้น ก็หามิได้. แต่นิครนถ์นี้นำอุปมาสามข้อเหล่านี้มาแล้วเพื่อจะยกพระผู้มีพระภาคเจ้าก็หามิได้เลย นำมาเพื่อยกตนเท่านั้น เหมือนอย่างว่า พระราชาทรงปราบปรามข้าศึกบางพวกลงได้แล้วเมื่อจะทรงชมเชยข้าศึกว่า คนกล้าอย่างนี้จักเป็นคนถึงพร้อมด้วยกำลังอย่างนี้ ก็ชมเชยตนอยู่นั้นเองฉันใด สัจจกนิคันถบุตรแม้นี้ก็ฉันนั้น เมื่อจะยกวาทะพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคำเป็นต้นว่าสิยา หิ โข โภ โคตม หตฺถิป ภินฺนํ ย่อมยกตนเท่านั้นว่า เราเป็นคนกล้า เราเป็นบัณฑิต เราเป็นพหูสูต เป็นผู้ต้องการโต้วาทะเข้าไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เหมือนช้างซับมัน เหมือนกองไฟลุกโพลงและเหมือนอสรพิษแผ่พังพานดังนี้.

ครั้นยกตนอย่างนี้แล้ว เมื่อจะนิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงกราบทูลคำเป็นต้นว่า อธิวาเสตุ เม.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อธิวาเสตุ คือ ขอพระองค์จงทรงรับเถิด.

บทว่า สฺวาตนาย ความว่า เพื่อประโยชน์แก่บุญและปีติปราโมทย์ซึ่งจักมีในวันพรุ่งนี้แก่ข้าพระองค์ผู้กระทำอยู่ซึ่งสักการะในพระองค์.

บทว่า อธิวาเสสิ ภควา ตุณฺหีภาเวน มีอธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงให้อวัยวะส่วนพระกายและพระวาจาให้หวั่นไหว ทรงยับยั้งอยู่ไว้เฉพาะภายใน ทรงรับแล้วด้วยดุษณีภาพ. คือทรงรับด้วยพระทัยเพื่อทำการอนุเคราะห์แก่สัจจกนิคันถบุตรแล ดังนี้.

บทว่า ยมสฺส ปฏิรูปํ มญฺเญยฺยาถ ความว่า ได้ยินว่า เจ้าลิจฉวีเหล่านั้นนำถาดสำรับ ๕๐๐ ไปให้แก่สัจจกนิคันถบุตรนั้นเป็นนิตยภัตร สัจจกนิคันถบุตรหมายเอาภัตรนั้นแล จึงกล่าวว่า วันพรุ่งนี้ พวกท่านควรสำคัญว่า สิ่งที่สมควรจึงเป็นของควรถวายแด่พระสมณโคดม ควรนำของที่สมควรนั้นมา พวกท่านเป็นคนปรนนิบัติ ย่อมเข้าใจถึงสิ่งที่ควรไม่ควร เหมาะไม่เหมาะสำหรับพระสมณโคดม.

บทว่า ภตฺตาภิหารํ อภิหรึสุ ความว่า นำภัตรที่ควรนำไป.

บทว่า ปณีเตน คือ สูงสุด.

บทว่า สหตฺถา คือ ด้วยมือของตน.

บทว่า สนฺตปฺเปตฺวา ความว่า อิ่มดี คืออังคาสให้อิ่มหนำสำราญบริบูรณ์ตามความต้องการ.

บทว่า สมฺปวาเรตฺวา คือ ปวารณาดี คือห้ามด้วยหัตถสัญญาว่า พอ พอ ดังนี้.

บทว่า ภุตฺตาวึ คือ เสวย.

บทว่า โอนีตปตฺตปาณึ คือ ชักพระหัตถ์ออกจากบาตร. อธิบายว่า คือนำพระหัตถ์ออกแล้ว. บาลีว่า โอนิตฺตปตฺตปาณึ ดังนี้ก็มี.

บทนั้นมีความว่า ชื่อว่า โอนิตฺตปตฺตปาณึ เพราะอรรถว่ามีบาตรต่างนำออกแล้วจากพระหัตถ์. อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นผู้มีบาตรอันนำออกแล้วจากพระหัตถ์ คือทรงชำระพระหัตถ์และบาตรทรงเก็บบาตรไว้ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วประทับนั่ง.

บทว่า เอกมนฺตํ นิสีทิ ความว่า สัจจกนิครนถ์รู้แล้วซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยอย่างนี้ จึงนั่งในโอกาสแห่งหนึ่ง.

บทว่า ปุญฺญญฺจ คือ บุญในทานนี้. อธิบายว่า เป็นวิบากขันธ์ต่อไป.

บทว่า ปญฺญมหี ความว่า เป็นบริวารเฉพาะวิบากขันธ์.

บทว่า ตํ ทายกานํ สุขาย โหตุ ความว่า บุญนั้นจงมีเพื่อประโยชน์สุขแก่ลิจฉวีเหล่านี้.

ได้ยินว่า นิครนถ์นั้น เมื่อจะมอบทานนี้แก่เจ้าลิจฉวีเหล่านั้น จึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราเป็นบรรพชิต ไม่ควรให้ทานของตน.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะบุญเจ้าลิจฉวีให้แก่สัจจกนิครนถ์ ไม่ให้พระผู้มีพระภาคเจ้า ส่วนสัจจกนิครนถ์ถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ฉะนั้น เมื่อทรงแสดงเนื้อความนั้น จึงตรัสคำเป็นต้นว่า ยํ โข อคฺคิเวสฺสน ดังนี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมอบทักษิณาที่เขาถวายแก่ตนแก่นิครนถ์เพื่อรักษาน้ำใจ ทักษิณานั้นก็จักเป็นวาสนาในอนาคตด้วยประการฉะนี้แล.

จบอรรถกถาจูฬสัจจกสูตรที่ ๕ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา